แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 77
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / NEWS1 เริ่มออกอากาศศุกร์ 29 ส.ค. 06.00น. เฉพาะทางช่อง IPM64 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2014, 04:33:38 PM
 ยิ้ม
                                                        NEWS1 เริ่มออกอากาศศุกร์ 29 ส.ค. 06.00น. เฉพาะทางช่อง IPM64

ASTVผู้จัดการออนไลน์   
28 สิงหาคม 2557 15:54 น.

                                                           ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000010191601_zpsb4e9ae66.jpeg.html][IMG]][/url]

       ASTVผู้จัดการ – สถานีโทรทัศน์ NEWS1 (ASTV เดิม) ได้ฤกษ์ออกอากาศ พรุ่งนี้ (29 ส.ค.) เวลา 06.00น. โดยเริ่มเฉพาะทางช่อง IPM64 เท่านั้น เร่องจากติดข้อบังคับของ กสทช.ที่ต้องแพร่ภาพในระบบบอกรับสมาชิกเท่านั้น
       
       หลังจากที่วานนี้ (27 ส.ค.) พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่าบอร์ด กสท. มีการพิจารณาอนุญาตให้ช่องโทรทัศน์ดาวเทียมที่ถูกระงับการออกอากาศโดยประกาศของ คสช.ฉบับที่ 15/2557 ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สามารถออกอากาศได้ 7 ช่อง โดยหนึ่งในนั้นคือ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี (ASTV) ที่มีการยื่นขอใบอนุญาตใหม่ในนาม นิวส์วัน (NEWS1)
       
       วันนี้ (28 ส.ค.) ทางฝ่ายบริหารทางสถานีโทรทัศน์นิวส์วัน ได้มีการประชุมและเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2557 เป็นต้นไป สถานีโทรทัศน์ NEWS1 จะทดลองออกอากาศตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป โดยพบกันทาง IPM ช่อง64 เท่านั้น โดยมีคำอธิบาย และ รายละเอียดการรับชมช่อง NEWS1 ดังนี้
       
       เนื่องจากทางสำนักงาน กสทช. มีมติให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ ต้องดำเนินการเปลี่ยนไปใช้ระบบบอกรับสมาชิก โดยให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เรื่องการให้ความร่วมมือ ต่อการปฎิบัติงานของ คสช. โดยการบอกรับสมาชิกนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
       
       1. การเสียชำระค่าบริการเป็นรายเดือน เช่น ทรูวิชั่นส์
       2. การชำระครั้งเดียวตอนซื้อกล่องรับสัญญาณ เช่น IPM, PSI, GMM, Sun box. ฯลฯ
       
       โดยช่องของสถานีโทรทัศน์ NEWS1 จะอยู่ในประเภทที่ 2 คือ การชำระครั้งเดียวตอนซื้อกล่องรับสัญญาณ โดยในประเภทนี้เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบบอกรับสมาชิกจะมี คีย์ล็อคโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า Biss Key ซึ่งเป็นรหัส 16 หลัก เพื่อใช้ในการเข้าชม ทางเราจึงขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงการรับชมรายการ ของสถานีโทรทัศน์ NEWS 1 ดังนี้
       
       1. ท่านสามารถรับชมได้ทางกล่องรับสัญญาณ IPM ที่เป็นระบบ OTA ช่อง 64 ซึ่งอยู่ในประเภทรายการข่าว ทาง IPM จะใส่ระบบ Biss key หรือรหัสเข้าสัญญาณให้อัตโนมัติ ท่านสามารถเปิดรับชมได้โดยไม่ต้องปรับจูนสัญญาณใดๆ
       
       2. มีการเปลี่ยนแปลง Symbol Rate จากเดิม 40,000 เป็นค่า 45,000 สัญญาณความถี่ 11038 เป็นตัวเดิม และค่า Pol. เป็นค่า Ver. ตัวเดิมเช่นเดียวกัน เมื่อท่านใส่ค่าดังกล่าวแล้ว จะมีการถามหารหัส 16 หลักขึ้นมา ให้ใส่รหัสดังนี้ B2 6E CD ED 4D 38 1B A0 จึงจะสามารถรับชมรายการได้ หากท่านไม่สามารถรับชมได้หรือไม่มีการถามหารหัส แสดงว่ากล่องรับสัญญาณของท่านไม่รองรับระบบ จำเป็นต้องเปลี่ยนกล่องรับสัญญาณใหม่
       
       หมายเหตุ : การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาระบบการออกอากาศในอนาคตและระบบนี้จะรองรับในกล่องรับสัญญาณใหม่เท่านั้น
       
       ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
       ฝ่ายประชาสัมพันธ์ช่อง NEWS1 โทร. 0-2629-2948 // IPM โทร. 0-2245-9999
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เงินเดือนออก..ใช้อย่างไรให้ถึงเดือนหน้า เมื่อ: สิงหาคม 28, 2014, 04:16:38 PM
 ยิ้ม
                                                                              เงินเดือนออก..ใช้อย่างไรให้ถึงเดือนหน้า

ASTVผู้จัดการออนไลน์   
28 สิงหาคม 2557 14:11 น.


                                                                         ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000010182701_zps5655e192.jpeg.html][IMG]][/url]

       แบ่งเงินเป็นรายวัน
      
       จากเงินเดือนที่ได้รับ หากอยากใช้ให้พอดีไปจนถึงเงินเดือนออกครั้งหน้า ควรนำยอดเงินที่ใช้ได้ทั้งหมดมาหารจำนวนวันที่เหลือ เช่น 10,000 บาท หาร 30 วัน เท่ากับใช้เงินได้วันละ 333 บาท (บวกลบนิดหน่อย) แล้วนำเงินแยกใส่ซองเอาไว้ทั้งหมด 30 ซอง พร้อมกับเขียนวันที่กำกับไว้ด้วย แล้วก็หยิบไปใช้วันละซองจนกว่าจะหมดเดือน ถ้าหากวันไหนมีเงินเหลือจะหยอดกระปุกไว้ หรือเอามารวมกับซองของวันถัดไปก็ได้นะจ๊ะ
      
       ตุนของในซูเปอร์มาร์เกต
      
       ของใช้ อาหารแห้ง และอื่น ๆ ที่ต้องซื้อติดบ้านเป็นประจำ ควรเข้าซูเปอร์มาร์เกตเพื่อซื้อตุนเอาไว้ตั้งแต่ช่วงเงินเดือนออก เพื่อจะได้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายจุกจิกในส่วนนี้เข้ามาเบียดเบียนเงินในช่วงกลางเดือน อีกทั้งการซื้อของพร้อม ๆ กันจำนวนมากอาจได้ส่วนลดเพิ่ม หรือทำให้คุณมีอาหารแห้ง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คอยต่อชีวิตในช่วงนับถอยหลังรอเงินเดือนครั้งใหม่ออกด้วยนะ
      
       รูดบัตรเครดิตเท่าที่มีจ่าย
      
       ถึงแม้บัตรเครดิตจะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของธุรกิจบัตรเครดิต ก็คือดอกเบี้ยจากการใช้จ่ายของคุณ ดังนั้นหากไม่ถึงคราวจำเป็น หรือแน่ใจว่ามีเงินชำระเต็มจำนวนในรอบบิลนั้นแน่ ๆ ก็อย่ารูดเงินอนาคตมาใช้จะดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยใช่เหตุ หรือเป็นหนี้พอกหางหมูไม่จบไม่สิ้น
      
       หยอดกระปุกสุดคลาสสิก
      
       ถึงแม้จะเป็นวิธีคลาสสิกที่ทำกันมาเนิ่นนานและมีเพียงเด็ก ๆ เท่านั้นที่สนุกกับการหยอดกระปุก แต่อย่าลืมว่าผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ก็สามารถเอาวิธีนี้มาช่วยเก็บเงินได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเศษเหรียญที่ได้มาในแต่ละวัน หากนำมาหยอดกระปุกทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน รับรองว่าช่วงเงินหมดจะสามารถแคะออกมาใช้จ่ายได้อย่างน่าตื่นเต้นเลยล่ะ
      
       กินหรูบ้างข้างทางบ้างสลับกันไป
      
       แน่นอนว่าทำงานมาเหนื่อย ๆ ใครก็อยากลองลิ้มชิมอาหารอร่อย ๆ เติมพลังให้ตัวเอง แต่อย่าลืมว่าถ้าโหมกินทุกวันในช่วงต้นเดือน กว่าจะถึงปลายเดือนคงใช้ชีวิตลำบากแน่ ดังนั้นทางที่ดีควรวางแผนให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น อนุญาตให้ตัวเองกินร้านแพง ๆ ได้อาทิตย์ละ 1 วัน จากนั้นก็กินอาหารจานละ 25-30 ทั่วไป หรือถ้าทำเองได้ยิ่งดี เพียงเท่านี้คุณก็จะกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับการรับประทานในแต่ละเดือนได้คร่าว ๆ แล้ว
      
       ซื้อของชิ้นใหญ่ เลือกแบบผ่อน 0%
      
       มนุษย์เงินเดือนที่อยากได้ข้าวของชิ้นใหญ่ ราคาโต ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ไฮเทค ทีวี เครื่องซักผ้า ฯลฯ และรู้ตัวดีว่าถ้ารอเก็บเงินก้อนคงไม่มีโอกาสได้ซื้อแน่ ๆ ลองใช้บัตรเครดิตที่ถืออยู่ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการสำรวจโปรโมชั่นผ่อน 0% แล้วเลือกซื้อด้วยวิธีนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะไม่เสียดอกเบี้ยแล้ว ยังสามารถแบ่งจ่ายได้ ทำให้ไม่กระทบกับเงินเดือนมากนัก แต่ช้าก่อน ! อย่าลืมว่าต้องรูดเมื่อจำเป็น และผ่อนชำระให้ครบทุกบาทอย่างตรงเวลาเท่านั้นนะคะ
      
       ได้รู้จักกับเทคนิคการใช้เงินเดือนให้อยู่รอดไปจนถึงเดือนต่อไปแล้ว ก็อย่าลืมลองนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับวิถีชีวิตเงินเดือนของคุณ จะได้ไม่ต้องคอยนับถอยหลังรอวันเงินเดือนออกแล้ววนเป็นวัฏจักรเดิมอีกต่อไป และเมื่อมีเงินเหลือเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมเก็บไว้เป็นเงินออมด้วยจ้า

          Credit  :  ASTV  NEWS 1
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ค.ศ. 2030 จีนจะเป็นประเทศที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก เมื่อ: สิงหาคม 27, 2014, 11:42:24 PM
 ยิ้ม
                                                                  ค.ศ. 2030 จีนจะเป็นประเทศที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก

ASTVผู้จัดการออนไลน์   
26 เมษายน 2557 07:12 น.

       
                                                               ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/Image3_zps614d00c8.jpg.html][IMG]][/url]

                                                 เหตุการณ์ขณะชาวคริสเตียนในจีนหลายพันคน ไปรวมตัวกันเป็นแนวโล่มนุษย์เพื่อปกป้องโบสถ์ซันเจียง
                                                 ในมณฑลเจ้อเจียงเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา หลังรัฐบาลท้องถิ่นประกาศจะปิดและรื้อโบสถ์
                                                                                     (ภาพเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์)

        เอเยนซี - ว่ากันว่า ความรู้สึกวุ่นวายไม่มั่นคงของมนุษย์ คือหนทางแห่งการแสวงหาธรรม จนถึงขนาดมีคำกล่าวกันว่า หากไม่มีพระเจ้า มนุษย์ก็จะสร้างขึ้นมาเอง ในสังคมจีนก็เช่นกัน มีการสำรวจฯ คาดว่าภายในอีก 15 ปี หรือ พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) จีนจะมีประชากรชาวคริสต์มากที่สุดในโลก แซงประเทศสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลจีนคงต้องเลือกว่าจะกีดกัน หรือจะยอมรับการเลือกนับถือศรัทธาของประชาชน
       
       เมื่อไม่นานนี้ สื่อจีนได้เคยรายงานผลสำรวจการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต พบว่าทุกวันนี้ ชาวจีนได้สืบค้นคำว่า "Christian Congregation" และ "Jesus" มากกว่าคำว่า "The Communist Party" และ "Xi Jinping" ประธานาธิบดีจีน มากในจำนวนที่เทียบกันไม่ได้ ด้านประธานาธิบดีจีนสี จิ้นผิง ก็เคยกล่าวในเชิงยอมรับว่า ชาวจีนกำลังขาดหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และอุดมการณ์ชีวิต ซึ่งอดีตที่ผ่านมา ความศรัทธาในลัทธิสังคมนิยม รวมทั้งหลักคำสอนในลัทธิเต๋า หรือ ขงจื่อ อีกทั้งคำสอนพุทธศาสนา คือส่วนที่ช่วยโอบอุ้มสังคมไว้
       
       ผู้เชี่ยวชาญกิจการศาสนาฯ คนหนึ่งกล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์จีนนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า ขณะที่ความศรัทธาต่ออุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก กระนั้นลัทธิทุนนิยมที่เข้ามาแทนที่นอกจากไม่สามารถนำชีวิตไปสู่คุณค่าความหมายที่ผู้คนใฝ่ถึง ยังเป็นช่องทางแห่งความเลวร้ายโลภโมโทสันของมนุษย์ จากสภาพสังคมที่ผ่านมา จึงทำให้ผู้คนเริ่มแสวงหาหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจอื่นๆ มากขึ้น
       
       อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐบาลจีนนั้น การนับถือศาสนามีส่วนที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงของรัฐบาล โดยศาสนาที่จีนยอมรับอย่างเป็นทางการคือ พุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายโปรเตสแตนท์ ศาสนาอิสลาม และลัทธิเต๋า ขณะเดียวกันก็จะมีความระแวงกับคริสตศาสนา โดยเฉพาะนิกายโปรเตสแตนท์ เพราะหลายๆ แห่ง ตั้งขึ้นอย่างผิดกฎหมาย และมีคำสอนเปลี่ยนความเชื่อที่ล่อแหลมต่อค่านิยมเดิมของสังคม รัฐไม่อาจควบคุมฯ นอกจากนี้ บางคนยังมองว่าสิ่งที่แอบแฝงมากับคำสอนคือ 'ค่านิยมแบบตะวันตก' ที่มุ่งทำให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาล จึงเกิดเหตุการณ์ที่รัฐพยายามกวาดล้างโบสถ์คริสต์ใต้ดินในจีนต่างๆ อันอยู่นอกสังกัดฯ การกำกับดูแลของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น ครั้งล่าสุดที่รัฐบาลท้องถิ่นเจ้อเจียงประกาศจะปิดโบสถ์ซันเจียง โบสถ์ใหญ่ในเมืองเวินโจว ซึ่งขนานนามว่า เป็น 'เยรูซาเล็มแห่งตะวันออก' เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่่ผ่านมา แต่ถูกประชาชนหลายพันคนรวมตัวประท้วงปกป้องโบสถ์ จนทำให้รัฐบาลท้องถิ่นเจ้อเจียง ต้องออกมาปฏิเสธข่าวการข่มขู่โบสถ์คริสต์ดังกล่าว

      เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นวันที่อีสเตอร์ อันเป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์ สื่อท้องถิ่นจีนยังได้รายงานว่า มีชาวคริสต์จีนหลายพันคนได้พากันไปประกอบพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ลิ่วซี ในเวิ่นโจว มณฑลเจ้อเจียง กันอย่างคึกคัก โดยรายงานข่าวกล่าวว่า โบสถ์ลิ่วซี โบสถ์แห่งใหม่ในเมืองเวินโจวนี้ เป็นโบสถ์ใหม่ล่าสุดของเมือง และมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย มีความจุคนได้ถึง 5,000 คน มากกว่ามหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ในนครเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษถึง 2 เท่า นอกจากนั้นยังมีไม้กางเขนขนาดใหญ่สูง 206 ฟุต เห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร ซึ่งก่อนหน้านี้ มีข่าวว่ารัฐบาลท้องถิ่นพยายามเจรจาเพื่อให้โบสถ์ลดขนาดของไม้กางเขนที่ด้านหน้าอาคารฯ ลง
       
       นักสอนศาสนาคนหนึ่งกล่าวว่า มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้้นที่ทำให้เมืองเล็กๆ เช่นนี้สามารถสร้างศูนย์รวมจิตใจขนาดมหาวิหารได้เช่นนี้ วิหารแห่งนี้ยังอาจจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการก้าวสู่ยุคแห่งศาสนาคริสต์ในจีน ด้วยอนาคตอันใกล้จะเป็นชาติที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก
       
       จิน หงซิน วัย 40 ปี สตรีชาวคริสต์จีนผู้มาเยือนโบสถ์ลิ่วซี กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ได้เป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ ทำให้รู้สึกถึงความมั่นคงในชีวิต และเธอเชื่อว่าหากทุกคนในจีน เชื่อคำสอนของพระเยซู สังคมจีนก็คงจะไม่ต้องมีตำรวจ เพราะไม่มีคนชั่ว ไม่มีอาชญากรรม
       
       เฟิงกัง หยัง ศาสตราจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐฯ ผู้เขียนหนังสือ Religion in China: Survival and Revival under Communist Rule กล่าวคาดการณ์ว่า อีกไม่นาน ภายในชั่วอายุคนรุ่นนี้แหล่ะ จีนจะเป็นชาติที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก
       
       ข้อมูลจาก Pew Research Centre's Forum on Religion and Public Life ระบุว่า ในปี 1949 นั้น จีนมีชาวคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ ราว 1 ล้านคน ขณะที่ล่าสุดในปี 2010 มีชาวคริสต์จีน นิกายโปรเตสแตนท์ เพิ่มขึ้นเป็น 58 ล้านคน มากกว่าชาวคริสเตียนในบราซิล (40 ล้านคน) และชาวคริสเตียนในแอฟริกาใต้ (36 ล้านคน)
       
       ศาสตราจารย์หยัง ผู้เชี่ยวชาญกิจการศาสนาในจีน เชื่อว่า จำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ จะทวีขึ้นเป็น 160 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งจะทำให้จีนมีผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ มากกว่าสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 159 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ ยังมีแนวโน้มในสหรัฐฯ ว่าจะลดลงเรื่อยๆ และหากให้คาดการณ์ต่อไปถึงปี ค.ศ. 2030 ก็เชื่อว่า จีนจะมีประชากรชาวคริสต์รวมทุกนิกายฯ มากที่สุดในโลก คือมากถึง 247 ล้านคน แซงประเทศเม็กซิโก บราซิล และสหรัฐฯ
       
       ศาสตราจารย์หยัง ยังกล่าวว่า ประธานเหมาเจ๋อตง และผู้นำจีนในอดีต ต่างพยายามอย่างยิ่งที่จะกีดกัน-ลบล้างความเชื่อทางศาสนาของผู้คน ผู้นำจีนคิดว่าเขาทำสำเร็จ แต่แท้จริงพวกเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
       
       นักเทศน์คนหนึ่ง กล่าวว่า รัฐบาลจีนต้องการเทศนาคำสอนในวิถีแห่งพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น ดังนั้นพรรคฯ จึงกังวลกับคำสอนที่ให้เชื่อถือในพระเจ้าองค์เดียว และพฤติกรรมคำขู่ว่าจะปิดโบสถ์คริสต์ต่างๆ ก็เป็นความพยายามจำกัดการความคิด-ความเชื่อฯ นั่นเอง
       
       ผู้นำโบสถ์อีกคนของโบสถ์ลิ่วซี กล่าวว่า รัฐบาลฯ ไม่ไว้ใจในโบสถ์แห่งนี้ โดยมองว่าเป็นโบสถ์ใต้ดิน ที่รัฐไม่สามารถเข้าไปสอดส่องควบคุมฯ นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่หลายคนเห็นว่าศาสนาคือความเจ็บป่วยทางจิต แต่กระนั้นรัฐบาลก็คงต้องเลือกเอา ว่าจะคุกคามหรือจะยอมรับความจริง เพราะรัฐบาลไม่อาจต่อสู้กับชาวคริสต์จีนทุกนิกายฯ ที่มีมากขึ้นมหาศาลกว่า 70 ล้านคน

        เซาท์ไชน่า มอร์นิงโพสต์ รายงานว่า พรรคคอมมิวนิสต์ ระแวงว่ากิจกรรมทางศาสนาคริสต์ จะกลายเป็นประตูเปิดให้อำนาจตะวันตกเข้ามาล้มอำนาจปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์แบบเงียบๆ และเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจารีตดั้งเดิม อาทิ เหตุการณ์ที่ชาวคริสเตียนหลายพันคนได้รวมพลเดินขบวนด้านหน้าสำนักงานใหญ่ของรัฐบาลฮ่องกงเมื่อวันที่ 13 ม.ค. เพื่อแสดงจุดยืนเกี่ยวกับกฎหมายฯ กลุ่มคนรักร่วมเพศ ซึ่งถือว่าทำลายระบบวัฒนธรรมครอบครัวของจีนที่ยาวนาน แต่กระนั้น รัฐบาลก็ยังไม่มั่นใจว่าจะจัดการกับชาวคริสต์จีนอย่างไร โดยไม่เกิดแรงต่อต้านจากประชาชนโดยเฉพาะในหมู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เข้ารีตเป็นชาวคริสต์กันมากขึ้น
       
       บรรดาผู้เชี่ยวชาญฯ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหันมาพึ่งศาสนานั้นเป็นเหตุภายในของผู้คน เป็นสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนที่รัฐบาลจีนและผู้นำฯ รุ่นใหม่คงต้องเรียนรู้ว่ามีปัจจัยที่มาอย่างไร จึงทำให้คนเปลี่ยนใจจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ไปศรัทธาในลัทธิศาสนาอื่นๆ ดังนั้นภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง คงต้องใช้ความยืดหยุ่นเข้าใจอย่างมาก กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจีนครั้งใหญ่ ซึ่งที่พึ่งทางใจของประชาชนอาจไม่ได้อยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์อีกต่อไป

          Credit  :   ASTV  Manager Online

         
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สมาคมชมรมชายชาติทหาร(ทหารไทยใจแกร่ง) เมื่อ: สิงหาคม 23, 2014, 11:40:53 PM
 ยิ้ม
                                                                   สมาคมชมรมชายชาติทหาร(ทหารไทยใจแกร่ง)

       ประเทศชาติ เราเหล่าพลทหารกล้า จะขอปกป้องชาติไทย จะไม่ยอมใครมารุกรานประเทศ จะขอปกป้องประเทศไทยและศาสนาและพระมหากษัตริย์และประชาชนชาวไทย จะแลกเลือดเนื้อก็ยอม จะทำทุกอย่างเพื่อให้คนในชาติได้รับสบาย ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนเราก็ยอม เพื่อความผาสุขของคนไทย เราเหล่าพลทหารจะต่อสู้เพื่อประเทศชาติ ถึงพวกเราจะเป็นแค่พลทหารจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาประเทศไทยไปได้ พวกเราพลทหารยอมเสียชีพเพื่อประเทศไทย พวกเรา <"รักประเทศไทยอยู่ในหัวใจและจิตใต้สำนึกของพวกเราพลทหาร">

       เราอาจเป็นคนที่อยู่ซอยเดียวกับคุณ ลูกผม อาจเรียนโรงเรียนเดียวกับลูกคุณ…… เรามีความรู้สึกเหมือนกับคุณทุกคน…… แต่ไม่มีความรู้สึกใดจะหยุดยั้งสำนึกที่จะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ได้…… เพราะเราคือ ทหารของประชาชน

       แม้ตัวตาย กายดับ ชื่อก้องอยู่
ยังติดหู ตรึงจิต มิห่างหาย
ถึงชีพดับ ไร้ร่าง แม้ตัวตาย
เกียรติไม่หาย ยังก้องภพ ปฐพี

       สละสุข ส่วนตน เพื่อป้องชาติ
ไม่ให้ขาด ด้ามขวานทอง ผองไทยนั้น
จะป้องไว้ แม้กาย ต้องดับพลัน
ให้ชาตินั้น ได้สงบ สุขร่มเย็น

       ท่านทั้งหลาย  ไม่ว่าใครจะเรียกเราว่า  คนสยาม หรือ คนไทย   ทุกคนก็คือผู้กล้าหาญ  ยามที่ชาติต้องการ  
       พวกเราจะอาสาปกป้องบ้านเมืองของเรา  ไม่ว่าศัตรูหน้าไหนจะหาญกล้ามาราวี  เราจะสู้สุดใจขาดดิ้น
       เช่นเดียวกับที่เราเคยสู้  เพื่อประเทศสยาม อันเป็นที่รักของเรามาก่อนแล้ว   ดูภาพประวัติศาสตร์ - ครับ
        ว่า  สภาพพวกเราสมัยข้ามไปปกป้องแผ่นดินสยาม ตามหน้าที่  ไม่ย่อท้อต่อความยุ่งยากใดๆทั้งสิ้น



                                                         ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/Siamese_Army_in_Laos_1893_zps6259708a.jpg.html][IMG]][/url]

                                       หน่วยหนึ่งของทหารสยามจากกองทัพสยาม  ข้ามไปลาว  เพื่อป้องกันประเทศจากฝรั่งเศส

       นั่นคือสมัยที่เราทหารสยามยังกำลังก่อร่างสร้างกองทัพให้ทันสมัย  เสียดายที่ยังไม่พร้อมเท่าใด ก็ถูกฝรั่งเศสนำกองทหารพร้อมอาวุธสมัยใหม่บุกเข้ามาในดินแดนลาว ที่อยู่ใต้ร่มโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์สยาม   เราไม่มีทางเอาชนะศัตรูที่มีทหารต่างด้าวและอาวุธสมัยใหม่กว่า  จำเป็นต้องยอมทำตามคำเรียกร้องทุกอย่างของข้าศึก   มาอีกทีได้ไหมท่าน  แล้วจะเห็นว่า   คนสยามที่เปลี่ยนชื่อเป็นคนไทยนั้น  ตอนนี้จะมีพิษสงขนาดไหน   ศัตรูหน้าไหนเราไม่พรั่น   เชิญพวกท่านแห่แหนเข้ามา  แล้วจะรู้ว่า  กองทัพไทยสมัยใหม่มีพิษสงขนาดไหน   คงรู้กันในเร็ววัน - นะครับ.

       ทหารแห่งแผ่นดิน : เพลงเพื่อทหารกล้านักรบไทยของประชาชน

Youtube
27 มกราคม 2557


                                                                     http://www.youtube.com/watch?v=_lgv_yE0KtI


            เนื้อเพลงประทับใจ " ทหารแห่งแผ่นดิน "

          " ฉันคือทหารแห่งแผ่นดิน ขอทำสิ่งที่ฝันอันยิ่งใหญ่
            สู้เพื่อความมั่นคง ให้ยืนยงตลอดไป
            สู้เพื่อคนไทยอุ่นใจ หลับสบาย
            ฉันคือทหารแห่งแผ่นดิน ฉันไม่หวั่นพรุ่งนี้จะดีร้าย
            แม้ต้องพลีชีพลง ชีวิตนี้มีความหมาย
            ไม่เสียดายได้ตอบแทนแผ่นดินนี้ แผ่นดินที่รักของเรา"


            Published on May 24, 2013
            เพลง ทหารแห่งแผ่นดิน ได้รับรางวัลชนะเลิศ
            โครงการประกวดแต่งบทเพลงรักชาติ โดยกองทัพบก
            เนื้อร้อง / ทำนอง : คุณวิเชียร ตันติพิมพลพันธ์
            โดยเนื้อหาของเพลงนี้ เกี่ยวกับความรักของทหาร
            ที่มีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน


 ·          ขอพระเป็นเจ้าทรงอวยพระพรแก่ทหารไทยทุกท่าน
            เพื่อจะได้ปกป้องระบบพระมหากษัตริย์ของไทย
            และปวงประชาชนไทยตลอดไป. เทอญ

                                                 Alan  Petervich

5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คนโสด-- ทำอะไรดีขณะที่คุณกำลังรอ เมื่อ: สิงหาคม 22, 2014, 04:06:12 PM
 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                           คนโสด-- ทำอะไรดีขณะที่คุณกำลังรอ
                                                                  Single Ones -- What to Do While You’re Waiting

Daniel Darling
Senior Pastor of Gages Lake Bible Church
Northwest Suburbs of Chicago

       ถ้ามีอะไรสักอย่างที่คนในยุคของเราเกลียดมากกก ก็คือรอไงละ  แล้วทำไมเราต้องรอ?  เราถามกูเกิลได้เลย แทนที่จะรอคำตอบ   เราสามารถสั่งซื้อรองเท้าทางสาย มากกว่าจะต้องทนรอเป็นเวลายาวนานไปซื้อที่ร้านขายปลีก   เราถึงกับสามารถจองสำรองก่อนเวลาดีกว่าต้องไปรอโต๊ะงานโปรดของเรา

      แต่พระเป็นเจ้าไม่ได้จัดอะไรเร็วๆในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมากกว่าที่พระองค์ปฏิบัติในศตวรรษแรก  และ  เมื่อเรารีบร้อนตัวเองได้แน่นอน  แต่เราไม่สามารถเร่งพระเป็นเจ้าได้   อันที่จริง  ชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่หมดไปจากการรอคอยนี่เอง.

•   Waiting for a response to a book proposal   รอคำตอบสำหรับข้อเสนอซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง
•   Waiting to hear from a potential employer   รอคำตอบที่จะได้ยินจากนายจ้างผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง
•   Waiting for a medical diagnosis   รอผลการวินิจฉัยทางการแพทย์
•   Waiting for a‘ right’ one to be partner of family – life  รอ ‘ คนที่ใช่ ‘ เป็นคู่ชีวิตครอบครัว

      ขณะที่ความโน้มเอียงทางธรรมชาติของเราก็คือเกลียดการรอ  ช่วงแห่งความไม่แน่ใจนี้  ที่จริงแล้ว สามารถเป็นช่วงเวลาเติบโตยิ่งใหญ่ของบุคคล   ต่อไปนี้เป็นบทเรียนสามประการที่ฉันเองได้เรียนรู้ใน “ ห้องรอคอย “ แห่งชีวิต

      1.  จงรับรู้ว่าพระเป็นเจ้าทรงควบคุมทุกอย่าง แม้เมื่อดูเหมือนว่าพระองค์ทรงลืมคุณแล้ว   บ่อยมากเมื่อดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น ก็คือเมื่อทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นเบื้องหลังฉากหน้านั้น  คุณพียงไม่สามารถมองเห็นเท่านั้น.

      เป็นเวลาสองสามปี  ฉันรู้สึกว่าพระเป็นเจ้าเรียกฉันไปทำอย่างอื่น  แต่ ดูเหมือนว่าประตูทุกบานปิดสนิท    ณ เวลานั้น ฉันเกิดอยู่นิ่งไม่ได้และประหลาดใจว่าฉันตกลงไปในห้วงลึกที่พระเจ้าไม่ทรงเมตตาแน่แล้ว  สิ่งที่ฉันมองไม่เห็นก็คือสิ่งแวดล้อมที่พระเป็นเจ้าทรงจัดการเพื่อวางฉันในที่ที่ฉันอยู่ทุกวันนี้  เป็นเจ้าอาวาสอาวุโสของวัดที่กำลังเจริญก้าวหน้า   เครื่องจักรกลแห่งอำนาจจัดการสูงสุดของพระเป็นเจ้าได้ทำงานอยู่  ไม่เป็นที่รู้แก่ฉันเท่านั้น.

       2.  จงรื้อฟื้นความเชื่อไว้วางใจของคุณในพระญาณสอดส่องที่หนักแน่นไม่ลดละและสงบเงียบของพระเป็นเจ้า   สองสามปีมาแล้ว  ฉันกำลังรอครอบครัวสำคัญหลายครอบครัวและการพัฒนาอาชีพ    เพื่อระงับความกังวลใจของฉันเอง  ฉันได้ศึกษาพระคัมภีร์เพื่อการรอ  ฉันรู้สึกพิศวงมากที่พบว่าบุคคลสำคัญๆทุกคนในพระคัมภีร์ ถูกบังคับให้รอเป็นช่วงเวลานาน ก่อนที่พระเป็นเจ้าจะนำพวกเขาไปสู่สถานที่แห่งความสำเร็จ

       อาบราฮัมได้รอเป็นเวลายี่สิบห้าปีก่อนที่ภรรยาของเขา นางซาราจะกำเนิดบุตรคนแรกของพวกเขา

       โจเซฟย่ำต่อไปตลอดสิบสามปีของการหักหลังของบรรดาพี่ๆ  การถูกจำคุกที่หลงผิด และการทอดทิ้งก่อนจะรับการเป็นผู้นำในประเทศอียิปต์

       โมเสสใช้เวลาสี่สิบปีเลี้ยงแกะ ก่อนที่พระเป็นเจ้าจะเรียกให้เป็นผู้ปลดปล่อยประชากรของพระองค์

       ดาวิดใช้เวลาสิบสี่ปีก่อนที่บัลลังก์ของอิสราเอลจะเป็นของเขา

       และในภารกิจของพระเยซูเอง  พระองค์ตรัสแก่สานุศิษย์ของพระองค์บ่อยๆว่า “ เวลาของเรายังมาไม่ถึง “

       การรอไม่ใช่สิ่งที่เป็นโอกาสแก่ความเชื่อไว้ใจ  การรอเป็นสิ่งถ่ายทอดพันธ์กรรมของความเชื่อไว้ใจ

       3.  ไถ่ถอนเอาเวลาของคุณคืนในห้องรอแห่งชีวิต   สองสามปีก่อนนั้น  ฉันทนความท้าทายทางสุขภาพน่ากลัวบางอย่าง   ดังนั้น ฉันใช้เวลาอย่างแท้จริงหลายชั่วโมงในห้องรอทั้งดินแดนชิคาโก   เหตุการณ์นี้เกิดก่อนยุคไอโฟน  ดังนั้น ฉันจำใจอ่านวารสารอายุนานสามปีกับข่าวสารล้าสมัย  ฉันเกลียดมันจริงๆ
บ่อยมากที่เราทำแบบนั้นเมื่อถึงเวลารออะไรสักอย่าง  ร้อนใจกับเราในเรื่อง “ ก้าวต่อไป “   เราอ่อนเปลี้ยในความสิ้นหวัง  แต่นักบุญยากอบ  1:4 เตือนเรา “ จงพากเพียรให้ถึงที่สุด เพื่อท่านจะได้เป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ไม่มีที่ตำหนิ และไม่มีสิ่งใดบกพร่อง”
เวลาของความไม่แน่นอนและความสงสัยเป็นช่วงที่มีประโยชน์  ซึ่งในช่วงนั้นเราสามารถดึงตัวเองไปหาพระเป็นเจ้า   ลับความชำนิชำนาญและเตรียมตัวสำหรับเวลาเมื่อความก้าวหน้ายิ่งใหญ่มาถึง

       ชายหรือหญิงโสดควรพร้อมสำหรับการแต่งงาน โดยที่ขณะที่ยังโสดก็อ่านหนังสือดีๆที่แนะนำความสัมพันธ์ที่ดี

       ลูกจ้างในอนาคตสามารถก้าวสูงขึ้นในตำแหน่งที่เขาปรารถนา โดยเข้าชั้นเรียนวิทยาลัยพิเศษสองสามวิชา หรืออ่านหนังสือสำคัญๆว่าด้วยการเป็นผู้นำ

       นักเขียนควรจะลับฝีมือของตนต่อไป ในขณะที่กำลังรอสัญญาที่เป็นงานใหญ่

ทบทวนเวลาของคุณในห้องรอ ขณะที่เป็นฤดูกาลของความเจริญเติบโตและพัฒนาการ  และ คุณจะพบว่าตัวคุณเองจะรู้สึกพร้อมมากสำหรับช่วงเวลาที่คุณอยู่บนเวที

ความนึกคิดสุดท้าย : การรอคำตอบสามารถเป็นหนึ่งของฤดูกาลที่ถึงพริกถึงขิงที่สุดแห่งชีวิต  แต่ ด้วยสัดส่วนที่ปรากฏโดยเฉพาะ  คุณอาจระมัดระวังขณะที่คุณเป็นคนเจริญเติบโตที่สุด.

                                                                            Delays - Sometimes God's Plan

                                                                      การรอ  --  บางครั้งเป็นแผนของพระเป็นเจ้า

                                                   จงรอ  --  อย่าสิ้นหวัง  พระเป็นเจ้ามิได้ทอดทิ้งลูกของพระองค์คนใดแน่นอน

       
 
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: การสัมภาษณ์พระสันตะปาปาที่นานสุดในประวัติศาสตร์ เมื่อ: สิงหาคม 22, 2014, 01:07:35 PM
 ยิ้ม

นักข่าว: "พระองค์ทรงมีความอยากในการทำงานเยอะมาก ทรงอุทิศตนอย่างเต็มที่กับงาน และมีเวลาพักผ่อนน้อยมาก ไม่มีวันหยุดพักเลย ทริปเยือนเกาหลีนี้ก็เป็นทริปที่โหดและทำร้ายร่างกายมากๆ เมื่อเดือนที่แล้ว พวกเราพบว่า พระองค์ต้องยกเลิกงานหลายอย่างในวินาทีสุดท้าย (เพราะทรงประชวร) สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้พระองค์กังวลกับชีวิตบ้างไหม"

พระสันตะปาปา: "ใช่ บางคนพูดกับพ่อเหมือนกัน พ่อได้ใช้วันพักเหมือนกันนะ ที่บ้านไง (หอพักซางตา มาร์ธา) พ่อก็พักตามปกตินี่แหละ พ่อนั่งอ่านหนังสือ มันน่าสนใจมาก ชื่อหนังสือคือ 'จงสุขใจที่คุณเป็นโรคประสาท' พ่อก็มีอาการทางประสาทเหมือนกัน แต่เราควรจะดูแลมันอย่างดี พ่อดื่มมาเต้ทุกวัน (ชาสุขภาพของชาวอาร์เจนไตน์)

 "ครั้งสุดท้ายที่พ่อใช้วันพักร้อน เกิดขึ้นที่นอกกรุงบัวโนสไอเรส (อาร์เจนตินา) ตอนนั้นพ่อใช้กับกลุ่มเพื่อนเยสุอิตช่วงปี 1975 แต่พ่อก็หาวันพักผ่อนเสมอนะ มันคือเรื่องจริงที่พ่อเปลี่ยนจังหวะชีวิต พ่อนอนเยอะขึ้น พ่ออ่านสิ่งต่างๆที่ชอบ พ่อฟังเพลง นี่คือวิธีการพักของพ่อ ในเดือนกรกฏาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา พ่อก็พักผ่อนนะ

"ส่วนอีกคำถาม มันก็จริงอีกเช่นกันที่พ่อต้องยกเลิกงานต่างๆ วันนั้นพ่อต้องไปโรงพยาบาลเจเมลลี่ (เพื่อเยี่ยมผู้ป่วย) ก่อนถึงจะถึงที่นั่นประมาณ 10 นาที พ่อไม่สามารถไปได้จริงๆ มันก็จริงอีกแหละ มันคือวันทั้ง 7 ที่มีความต้องการและข้อเรียกร้องสูงมากๆ ตอนนี้ พ่อก็ต้องรู้จักคิดให้รอบคอบบ้างแล้ว"


"พ่อไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดัง"

นักข่าว: "ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ฝูงชนตะโกนสรรเสริญพระองค์ว่า 'ฟรานเชสโก้ ฟรานเชสโก้' แต่พระองค์ตอบกลับไปว่า 'อย่า! ขอให้สรรเสริญพระคริสตเจ้าดีกว่า' พระองค์ทรงมีวิธีการรับมือกับความนิยมอย่างใหญ่หลวงในตัวพระองค์เองอย่างไร พระองค์ทรงดำเนินชีวิตกับความนิยมนี้อย่างไร"

พระสันตะปาปา: "พ่อไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี พ่อดำเนินชีวิตด้วยการขอบคุณพระเจ้าที่ประชาชนมีความสุข ด้วยความสัตย์จริง พ่อคิดแบบนี้ พ่ออยากให้ประชากรของพระเจ้าพบแต่สิ่งดีๆ พ่อใช้ชีวิตกับความนิยมนี้ประหนึ่งความเอื้อเฟื้อกันบนหนทางของมนุษย์ แต่ภายในใจแล้ว พ่อพยายามคิดถึงบาปของตัวเอง คิดถึงความผิดพลาดของตัวเอง พ่อไม่ได้คิดเลยว่าพ่อเป็นคนสำคัญ เพราะพ่อรู้ดีว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต อีกสัก 2-3 ปี จากนั้นก็กลับไปอยู่ที่บ้านของพระบิดา พ่อดำเนินชีวิตในฐานะที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ในผู้คนที่เรียกใช้พระสังฆราช ผู้อภิบาลของสัตบุรุษ เพื่อแสดงออกในหลายๆสิ่ง พ่อดำเนินชีวิตแบบเป็นตัวของตัวเองน้อยลงกว่าแต่ก่อน(ตอนที่ยังไม่ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา) แรกๆ พ่อมีความกลัวอยู่เล็กๆ แต่พ่อก็ทำมันได้"


"พ่ออยากไปเดินนอกวาติกัน แต่ทำไม่ได้"

นักข่าว: "พระสันตะปาปามาจากดินแดนอันไกลโพ้น(อาร์เจนตินา)และมาอาศัยอยู่ที่วาติกัน นอกเหนือจากซางตา มาร์ธา พระองค์ดำเนินชีวิตในวาติกันอย่างไร เพราะคนทั่วไปมักจะถามพวกเรานักข่าวว่า 'พระสันตะปาปาทำอะไรบ้าง, พระองค์ไปไหนบ้าง, พระองค์ออกไปเดินข้างนอกบ้างไหม' พวกเขาได้เห็นพระองค์เดินไปที่โรงอาหารและทำให้พวกเราประหลาดใจมากๆ ดังนั้น พระองค์ใช้ชีวิตแบบไหนบ้างในซางตา มาร์ธา นอกเหนือไปจากการทำงาน"

พระสันตะปาปา: "พ่อพยายามทำตัวให้ว่างเข้าไว้ มันมีงานและการนัดประชุมแบบเป็นทางการ แต่นี่คือชีวิตสำหรับพ่อ ชีวิตที่เรียบง่ายที่สุดที่พ่อสามารถทำได้ จริงๆแล้ว พ่ออยากออกไปเดินข้างนอกนะ แต่มันทำไม่ได้ เพราะถ้าคุณเดินออกไป คนจะกรูกันเข้ามาทันที นี่คือความจริง! ภายในซางตา มาร์ธา พ่อก็ใช้ชีวิตปกติเพื่อทำงาน พักผ่อน และพูดคุยกับคนอื่นๆ


อยากขึ้นลงลิฟท์คนเดียว แต่เขาไม่ให้พระสันตะปาปาทำแบบนั้น

นักข่าว: "พระองค์รู้สึกเป็นเหมือนนักโทษ(ที่ถูกจองจำ) บ้างไหม"

พระสันตะปาปา: "แรกๆก็รู้สึกนะ แต่ตอนนี้ กำแพงที่ขวางกั้นได้พังทลายลงแล้ว ตัวอย่างเช่น มันเคยมีการพูดว่า 'พระสันตะปาปาทำสิ่งนั้นไม่ได้ ทำสิ่งนี้ไม่ได้นะ' พ่อจะยกตัวอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณหัวเราะเลย! เมื่อพ่ออยากจะขึ้นลงลิฟท์ จะมีคนเข้ามาด้วยทันที เพราะพระสันตะปาปาไม่สามารถเข้าลิฟท์คนเดียวได้! พ่อบอกเขาว่า 'คุณไปทำงานของคุณเถอะ และพ่อจะขึ้นลิฟท์ด้วยตัวพ่อเอง ทำตัวตามปกติเถอะ'"


ทีมโปรด "ซาน ลอเร็นโซ่" คว้าแชมป์ทวีปอเมริกาใต้

นักข่าว: "ขอโทษด้วยครับพระสันตะปาปา แต่ผมจะต้องขอถามคำถามนี้นะครับ ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่พูดภาษาสแปนิชซึ่งอาร์เจนตินาก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย 'ซาน ลอเร็นโซ่' ทีมฟุตบอลสุดโปรดของพระองค์ได้คว้าแชมป์โกปา ลิเบอร์ตาดอเรส (แชมป์ทวีปอเมริกาใต้) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมอยากจะทราบว่าพระองค์ฉลองบ้างไหมครับ ผมได้ยินว่า ผู้แทนของทีมจะนำถ้วยแชมป์มาถวายพระองค์ ในการเข้าเฝ้าทั่วไปที่จะจัดวันพุธนี้ และพระองค์ก็มีโปรแกรมจะต้อนรับพวกเขาด้วย"

พระสันตะปาปา: "มันเป็นข่าวดีจริงๆ พ่อทราบข่าวนี้แล้ว มีคนบอกพ่อที่กรุงโซล และพวกเขาก็บอกด้วยว่า ทีมกำลังจะมาเข้าเฝ้าในวันพุธนี้ในการเข้าเฝ้าทั่วไป สำหรับพ่อ ซาน ลอเร็นโซ่ คือสถาบัน ครอบครัวของพ่อทุกคนเชียร์ทีมนี้ บิดาของพ่อเคยเล่นบาสเกตบอลที่ซาน ลอเร็นโซ่ ท่านเป็นผู้เล่นในทีมด้วย ในฐานะที่เป็นลูก เราก็ร่วมเชียร์ไปกับพ่อ ส่วนคุณแม่ก็ไปที่สนามด้วยเช่นกัน ทุกวันนี้ ซาน ลอเร็นโซ่ ยุคปี'46 คือสุดยอดทีมและได้แชมป์ด้วย พ่ออยู่กับสิ่งนี้ด้วยความชื่นชมยินดี มันไม่ใช่ปาฏิหารย์เลย ไม่เลย!


สมณสาส์นเรื่องระบบนิเวศน์: "พ่อต้องการให้ข้อมูลถูกต้องที่สุด"

นักข่าว: "มีการพูดถึงมานานแล้วเกี่ยวกับสมณสาส์นเรื่องระบบนิเวศน์ พระองค์พอจะบอกเราได้ไหมว่าเมื่อไหร่จะสมณสาส์นนี้จะถูกตีพิมพ์ และประเด็นสำคัญมีอะไรบ้าง"

พระสันตะปาปา: "พ่อเคยพูดไปหลายครั้งแล้วเกี่ยวกับสมณสาส์นนี้ พ่อพูดกับพระคาร์ดินัล (ปีเตอร์) เติร์กสัน และพูดกับอีกหลายๆคน พ่อถามพระคาร์ดินัลเติร์กสันว่าจะรวบรวมข้อมูลที่มีประมาณ 4 วันก่อนทริปนี้ได้ไหม พระคาร์ดินัลเติร์กสันได้ส่งร่างเอกสารครั้งแรก (First Draft) ให้แล้วด้วย พ่ออยากจะบอกว่ามันมีความยาวกว่าสารเตือนใจความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสารประมาณ 3 เท่าเห็นจะได้ นี่เป็นแค่ตัวร่างเอกสารครั้งแรกนะ มันไม่ใช่คำถามที่ง่ายนัก เพราะมันเป็นประเด็นเกี่ยวกับระบบนิเวศน์, การสร้างโลก และยังเกี่ยวกับระบบมนุษยนิเวศวิทยา เราสามารถพูดแบบประเด็นสู่ประเด็นในเรื่องที่เรามั่นใจในความถูกต้อง แต่เมื่อมันมีสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง บางสิ่งอาจมีน้ำหนักมากพอ แต่บางอย่างก็ไม่

 ในสมณสาสน์เช่นนี้ซึ่งต้องมีความน่าเชื่อถือและเป็นอำนาจของพระสันตะปาปา เราสามารถต่อยอดไปถึงสิ่งที่เราแน่ใจแล้วเท่านั้น ถ้าพระสันตะปาปาพูดว่า ศูนย์กลางของระบบจักรวาลคือโลก ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ พระองค์ก็จะผิดทันที เพราะพระองค์พูดในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ นี่แหละคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เราจึงต้องมาศึกษากัน ศึกษาแบบละเอียดหัวข้อต่อหัวข้อ และพ่อเชื่อว่ามันจะกลายเป็นเรื่องละเอียดขึ้นเรื่อยๆ แต่การที่จะศึกษาเรื่องสำคัญ เราต้องมีความมั่นใจแล้วว่ามันถูกต้องเชื่อถือได้ เพื่อที่คนทั่วไปสามารถพูดว่า ในหลักฐานอ้างอิงก็มีสมมติฐาน พูดว่ามันมีข้อมูลมีที่มาที่ไป คนทั่วไปจะได้พูดได้ว่า เนื้อหาในสมณสาส์นมีข้อมูลอ้างอิง เนื้อหาอ้างอิงต้องไม่ใช่หลักความเชื่อ มันต้องเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้


เกาหลีเหนือ: "สองเกาหลีพูดภาษาเดียวกัน มีแม่คนเดียวกัน"

นักข่าว: "ขอบคุณพระองค์มากๆครับที่มาเยือนเกาหลีใต้ ผมกำลังจะถามพระองค์ 2 คำถาม คำถามแรก ก่อนจะเริ่มมิสซาสุดท้ายที่อาสนวิหาร พระองค์ทรงเข้าไปปลอบโยนเหล่าสตรีอาวุโส ตอนนั้น พระองค์ทรงคิดอะไรอยู่ครับ และคำถามที่สองคือ ที่กรุงเปียงยาง (เกาหลีเหนือ) พวกเขามองศาสนาคริสต์เป็นภัยคุกคามทางตรงต่อระบบการปกครองและความเป็นผู้นำของเขา เราทราบดีเกี่ยวกับสิ่งร้ายๆที่เกิดกับศาสนาคริสต์ในเกาหลีเหนือ แต่เราไม่ทราบแน่ชัดว่า จริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในความคิดของพระองค์ มันพอจะมีวิธีการพิเศษที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่เกาหลีเหนือจัดการศาสนาคริสต์ในประเทศของตนไหม"

พระสันตะปาปา: "คำถามแรก พ่อขอตอบอีกครั้งนะ วันนี้ เรื่องสตรีที่มาร่วมพิธี ทั้งๆที่พวกเธอต้องทนทุกข์ พวกเธอมีศักดิ์ศรีและพวกเธอก็มาให้เห็นหน้า พ่อคิดนะ เหมือนอย่างที่พูดไปเมื่อครู่นี้เกี่ยวกับความทุกข์ทรมานจากสงคราม จากความโหดร้ายของคนที่พัวพันกับสงคราม สตรีเหล่านี้ถูกตักตวงผลประโยชน์ ถูกนำไปเป็นทาส ทั้งหมดคือความโหดร้าย พ่อคิดเรื่องพวกนี้และคิดถึงศักดิ์ศรีที่พวกเขามี และคิดถึงความทุกข์ที่พวกเธอต้องประสบ การทุกข์ทรมานคือผลที่ตามมา ผู้นำพระศาสนจักรยุคแรกเริ่มเคยพูดไว้ว่า เลือดของมรณสักขีคือเมล็ดพันธุ์ของคริสตชน พวกคุณชาวเกาหลีได้หว่านเมล็ดพันธุ์นี้เยอะมากๆ และบัดนี้ มันก็ผลิดอกออกผล ทุกคนได้เห็นถึงผลของเมล็ดพันธุ์เลือดมรณสักขี

"ส่วนเกาหลีเหนือ พ่อคิดว่า มันคือความทุกข์ระทมและสิ่งหนึ่งที่พ่อรู้แน่ๆก็คือ มีญาติพี่น้องหลายคน(ในเกาหลีเหนือ)ที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ นี่คือความทุกข์ทรมาน แต่มันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากการแบ่งประเทศออกจากกัน วันนี้ที่อาสนวิหาร เมื่อพ่อสวมกาซูลา พ่อก็ได้รับของขวัญที่พวกเขาให้พ่อ นั่นคือมงกุฎหนามของพระคริสตเจ้าที่ทำจากลวดเหล็กที่แบ่งเกาหลีออกเป็น 2 ฝั่ง ตอนนี้ พ่อนำมงกุฎหนามนี้ติดตัวขึ้นเครื่องมาด้วย นี่คือของขวัญที่พ่อรับไว้ มันคือความทุกข์จากการแยกจากกัน ครอบครัวแตกแยก แต่เหมือนกับที่พ่อพูดไปเมื่อวานแหละ พ่อจำได้ไม่ชัดว่าอะไร แต่ตอนนั้นพ่อกำลังพูดกับพวกพระสังฆราช พ่อพูดว่า เรามีความหวัง กล่าวคือ สองเกาหลีคือพี่น้องกัน และพูดภาษาเดียวกัน สองเกาหลีพูดภาษาเดียวกันเพราะเรามีแม่คนเดียวกัน และนี่คือความหวังของเรา การทุกข์ทรมานจากการถูกแยกจากกันจัดว่าหนักหนาสาหัสมาก พ่อเข้าใจดีและพ่อภาวนาให้มันจบลงเสียที"


การแต่งตั้งพระอัครสังฆราช ออสการ์ โรเมโร่ เป็นบุญราศี

นักข่าว: "ในฐานะที่ผมเป็นลูกครึ่งอิตาเลี่ยน-อเมริกัน ผมอยากจะชื่นชมพระองค์เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ พระองค์ควรพูดแบบไม่ต้องกลัวนะครับ และถ้าพระองค์ประสงค์จะฝึกภาษาอังกฤษก่อนจะไปเยือนอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านที่สองของผม ผมยินดีจะช่วยพระองค์ คำถามของผมคือ พระองค์ทรงพูดถึงมรณสักขี ตอนนี้ กระบวนการพิจารณาพระอัครสังฆราช (ออสการ์) โรเมโร่ ไปถึงขั้นไหนแล้ว และพระองค์อยากให้ผลลัพธ์ของกระบวนการนี้ออกมาอย่างไร"

พระสันตะปาปา: "กระบวนการนี้ถูกขัดขวางโดยสมณกระทรวงหลักความเชื่อ ด้วยเหตุที่ว่าเพื่อพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ตอนนี้ การขัดขวางถูกยกเลิกไปแล้ว และเรื่องก็ไปอยู่ที่สมณกระทรวงเพื่อการประกาศเป็นนักบุญที่กำลังดำเนินการอยู่ตามวิธีปกติ มันขึ้นกับว่าผู้รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการจะจัดการต่ออย่างไร มันสำคัญมากๆที่จะก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว

"สิ่งที่พ่ออยากชี้แจงก็คือ เมื่อมีมรณสักขีที่ตายเพราะความเกลียดชังทางความเชื่อ (Odium Fidei - คาทอลิกที่ถูกคนต่างศาสนาฆ่าตาย เพราะเกลียดชังความเชื่อคาทอลิก) ไม่ว่าจะเกิดตอนที่เขากำลังประกาศยืนยันความเชื่อหรือตอนที่เขากำลังทำงานตามที่พระเยซูสอนเราให้ทำกับเพื่อนพี่น้อง มันก็เป็นหน้าที่ของนักเทวศสตร์ที่กำลังศึกษาอยู่ เพราะนอกจากท่าน(พระอัครสังฆราชโรเมโร่) ยังมีกรณีของคุณพ่อรูติลลิโอ กรานเด และอีกหลายๆท่านด้วยที่ถูกฆ่าตาย แต่ทั้งหมดยังไม่ร้ายแรงเท่าพระอัครสังฆราชโรเมโร่ (ถูกยิงเสียชีวิต ขณะถวายมิสซา) นี่เป็นข้อแตกต่างทางเทวศาสตร์ สำหรับพ่อ พระอัครสังฆราชโรเมโร่คือคนของพระเจ้า ท่านคือคนของพระเจ้า แต่มันก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ และพระเจ้าจะประทานเครื่องหมาย(แห่งการอนุมัติแต่งตั้งเป็นบุญราศี)เอง แต่ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์ก็จะทำแน่นอน! ตอนนี้ ผู้รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการพิจารณาเป็นบุญราศี ต้องก้าวต่อไป เพราะมันไม่มีข้อขัดขวางใดๆแล้ว"


การภาวนาเพื่อสันติภาพล้มเหลวใช่ไหม

 นักข่าว: "มาพูดถึงเรื่องที่เกิดในกาซ่ากันบ้าง การภาวนาเพื่อสันติภาพซึ่งจัดที่วาติกันในวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ล้มเหลวใช่ไหมคะ"

พระสันตะปาปา: "การภาวนาเพื่อสันติภาพไม่ล้มเหลวอย่างแน่นอน! อันดับแรก ความคิดริเริ่มในการภาวนาไม่ได้มาจากตัวพ่อเอง ความคิดริเริ่มจัดงานภาวนาร่วมกันมาจากประธานาธิบดีของอิสราเอลและปาเลสไตน์ พวกเขามาพูดกับพ่อเกี่ยวกับความอึดอัดใจนี้ พวกเขาต้องการจัดงานภาวนาที่นั่น (แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์) ด้วยซ้ำ แต่เราไม่สามารถหาสถานที่ที่เหมาะสมได้ เพราะค่าใช้จ่ายทางการเมืองของแต่ละฝั่งสูงมากๆ ถ้าหากพวกเขาต้องข้ามฝั่งไปหากัน สถานเอกอัครสมณทูตวาติกันคือสถานที่เป็นกลาง แต่ถ้าจะจัดที่นั่น ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ก็ต้องเข้ามาที่อิสราเอล และมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ประธานาธิบดีทั้งสองจึงพูดกับพ่อว่า 'งั้นจัดที่วาติกันก็แล้วกัน พวกเราจะไปที่นั่นเอง' ทั้งสองคนนี้คือบุรุษแห่งสันติภาพ พวกเขาคือคนที่เชื่อในพระเจ้า และพวกเขาได้ใช้ชีวิตผ่านเรื่องแย่ๆมามาก พวกเขามั่นใจว่า หนทางเดียวที่จะแก้สถานการณ์ได้ก็คือการเสวนาพูดจากัน การเจรจาต่อรอง และสันติภาพ

"คุณถามพ่อว่า มันล้มเหลวไหม? ไม่เลย ประตูยังคงเปิดอยู่ พวกเราทั้งสี่คน ประธานาธิบดีทั้งสอง พระอัยกาบาร์โธโลมิว ที่ 1 และตัวพ่อเอง พ่อต้องการให้พระอัยกาบาร์โธโลมิว มาร่วมด้วยในฐานะผู้นำพระศาสนจักรออโธด็อกซ์ มันเป็นเรื่องดีที่ท่านมาอยู่ร่วมงานกับเรา ประตูแห่งการภาวนาถูกเปิดออก พวกเราต้องสวดภาวนา สันติภาพคือของขวัญจากพระเจ้า มันคือของขวัญ แต่เราสมควรได้รับมันด้วยการทำงานของเรา การที่จะบอกกับมนุษยชาติว่า หนทางของการเสวนาคือสิ่งสำคัญ การเจรจาเป็นสิ่งจำเป็น แต่การภาวนาก็เป็นอีกสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน หลังจากนั้น เราได้เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกันพอดี การพบหน้าเพื่อภาวนาจึงไม่หลอมรวมทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันได้ มันเป็นก้าวย่างสำคัญของทัศนคติมนุษย์ ตอนนี้ ควันจากระเบิดและสงครามทำให้พวกเรามองไม่เห็นประตูบานนั้น แต่ประตูยังคงเปิดอยู่ และพ่อก็เชื่อในพระเจ้า พ่อมองไปที่ประตู และมีหลายคนที่สวดภาวนา หลายคนที่ขอให้พระเจ้าทรงช่วย พ่อชอบคำถามนี้นะ ขอบคุณมาก!"
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / การสัมภาษณ์พระสันตะปาปาที่นานสุดในประวัติศาสตร์ เมื่อ: สิงหาคม 22, 2014, 01:05:38 PM
 ยิ้ม
                                                               การสัมภาษณ์พระสันตะปาปาที่นานสุดในประวัติศาสตร์

Pope Report
20  สิงหาคม  2014

        ระหว่างเที่ยวบินกลับจากเกาหลีมุ่งหน้าสู่กรุงโรม อิตาลี สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับบรรดานักข่าวด้วยการประทานการสัมภาษณ์แบบเป็นกันเองนานกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เรียกว่า เป็นหนึ่งในการสัมภาษณ์พระสันตะปาปาที่นานสุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ประเด็นสำคัญๆ มีเพียบ อยากรู้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ไปติดตามแบบละเอียดๆกันเลย ...

นักข่าว: "ระหว่างการเยือนเกาหลี พระองค์ทรงยื่นมือเข้าไปสัมผัสครอบครัวของผู้ประสบเหตุเรือเซวอลและทรงปลอบโยนพวกเขา ผมมี 2 คำถามที่อยากถาม พระองค์รู้สึกอย่างไรเมื่อได้พบกับพวกเขา และทรงกังวลไหมว่าการที่พระองค์พบกับพวกเขาจะถูกตีความผิดๆไปในทางการเมือง"

พระสันตะปาปา: "เมื่อคุณพบตัวเองอยู่ต่อหน้าความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ คุณต้องทำอะไรสักอย่างที่หัวใจคุณเรียกร้องที่จะทำ แต่ต่อมา พวกคนบางกลุ่มอาจพูดว่า ก็เขาทำมันเพราะเขามีจุดประสงค์ทางการเมืองหรืออะไรก็ว่ากันไป พวกเขาสามารถพูดได้หมดแหละ แต่เมื่อคุณคิดถึงชายหญิง พ่อหรือแม่ที่ต้องสูญเสียลูกๆของตัวเอง พี่หรือน้องที่ต้องสูญเสียพี่น้องของตน บาดแผลร้ายแรงนี้เป็นมหันตภัยต่อหัวใจของพ่อก็ว่าได้ พ่อเป็นพระสงฆ์ พ่อรู้สึกว่าพ่อต้องเข้าไปใกล้ชิดกับพวกเขา พ่อรู้สึกแบบนี้ นี่คือสิ่งแรกที่พ่อคิด พ่อรู้ว่าการปลอบโยนที่พ่อทำ คำพูดที่พ่อพูด ไม่ใช่ยารักษาโรค พ่อไม่สามารถให้ชีวิตใหม่กับคนที่ตายได้ แต่ความใกล้ชิดในช่วงเวลาแบบนี้ จะทำให้เราเข้มแข็งและร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน

"พ่อจำได้ดีตอนที่พ่อยังเป็นพระอัครสังฆราชแห่งบัวโนสไอเรส (อาร์เจนตินา) พ่อเจอเหตุการณ์ร้ายๆแบบนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือไฟไหม้ไนต์คลับที่กำลังมีคอนเสิร์ต ทำให้คนตาย 194 คน เหตุการณ์นี้เกิดในค.ศ.1993 และเหตุการณ์ที่สองเกิดกับรถไฟ พ่อคิดว่ามีคนตายจากเหตุการณ์นี้ 120 คนนะ ในช่วงเวลาเหล่านั้น พ่อรู้สึกเหมือนกันคือพ่อต้องเข้าไปใกล้ชิดกับพวกเขา ความเจ็บปวดตามประสามนุษย์นั้นแรงมาก และถ้าเราอยู่ใกล้ๆพวกเขาในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า พวกเราจะช่วยเขาได้มากเลยแหละ

"พ่ออยากพูดอะไรต่อไปอีกนิด พ่อติด 'เข็มกลัดริบบิ้น' ซึ่งครอบครัวเหยื่อเรือเซวอลล่มได้ให้ และพ่อก็ติดมันทันที พ่อติดมันเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา แต่หลังจากนั้นตอนกลางวัน มีบางคนเดินมาหาพ่อแล้วบอกว่า 'มันจะดีกว่านี้นะครับ ถ้าพระองค์ถอดมันออก พระองค์ควรวางตัวเป็นกลางนะครับ' แต่ฟังก่อน เราไม่สามารถวางตัวเป็นกลางเกี่ยวกับความเจ็บปวดของคน พ่อติดเข็มกลัดแบบนี้ เพื่อแสดงออกว่าพ่อรู้สึกอย่างไร


"การหยุดผู้บุกรุกที่ไม่ชอบธรรมเป็นสิทธิที่พึงมี"

 นักข่าว: "พระองค์ทรงทราบแล้วว่า ไม่นานมานี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มเปิดฉากโจมตีกลุ่มก่อการร้ายในอิรัก เพื่อยับยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, ปกป้องคนกลุ่มน้อยซึ่งรวมไปถึงบรรดาคาทอลิกที่อยู่ภายใต้การนำทางของพระองค์ คำถามของผมคือ พระองค์เห็นด้วยกับการโจมตีของอเมริกาหรือไม่"

พระสันตะปาปา: "ขอบคุณสำหรับคำถามที่ชัดเจนแบบนี้ ในกรณีเหล่านี้ซึ่งมีการบุกรุกอย่างไม่เป็นธรรม พ่อสามารถพูดได้อย่างเดียวว่า มันเป็นความชอบธรรมทางกฏหมายที่จะหยุดผู้บุกรุกที่ไม่ยุติธรรมแบบนี้ พ่อเน้นเลยกิริยานี้เลยนะ หยุด! พ่อไม่ได้พูดว่าการทิ้งระเบิดหรือทำสงครามนะ แต่พ่อพูดว่าหยุดด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อาศัยวิธีใดก็ได้ที่จะสามารถหยุดการรุกรานเช่นนี้ การหยุดยั้งเช่นนี้ต้องถูกนำมาพิจารณา เพื่อจะหยุดผู้บุกรุกที่ไม่ชอบธรรมเหล่านี้จึงถือเป็นสิ่งที่ชอบธรรมตามกฏหมาย

"แต่เราต้องมีเครื่องเตือนใจด้วยนะ กี่ครั้งแล้วภายใต้ข้อแก้ตัวว่าจะต้องหยุดยั้งผู้รุกรานที่ไม่ชอบธรรม จึงต้องใช้อำนาจแทรกแซงในการจัดการควบคุมผู้คน และก่อให้เกิดสงครามจริงๆที่เข้าครอบครองดินแดนนั้น

"หลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 2 องค์การสหประชาชาติได้มีแนวคิดว่าประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าจะหยุดยั้งผู้บุรุกที่ไม่ชอบธรรมด้วยวิธีการใดๆ มันจึงเป็นเรื่องที่ควรจะมาหารือกัน ส่วนผู้รุกรานที่ไม่ชอบธรรมล่ะ(ควรถูกหารือด้วยไหม)? มันก็น่าจะเป็นแบบนั้นนะ

"ส่วนคำถที่สอง (คนกลุ่มน้อยซึ่งหมายถึงบรรดาคาทอลิก) ขอบคุณที่ถามเรื่องนี้ เพราะคำว่าคนกลุ่มน้อยสำหรับพ่อ มันหมายถึงกลุ่มคริสตชน กลุ่มชาวคริสต์ผู้ยากไร้น่าสงสาร มันเป็นความจริง พวกเขาทนทุกข์ทรมาน มรณสักขี! นี่คือเหล่ามรณสักขี แต่ยังมีชายหญิงอีกมากที่เป็นคนกลุ่มน้อยเมื่อพิจารณาจากศาสนา คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คริสตชนทั้งหมด แต่พวกเขามีความเท่าเทียมกันต่อหน้าพระเจ้า

"การที่จะหยุดยั้งผู้บุกรุกที่ไม่ชอบธรรมจึงถือเป็นสิทธิที่มนุษย์พึงมี แต่มันก็เป็นสิทธิอีกเช่นกันที่ผู้บุกรุกจะต้องหยุดการกระทำนี้ เพื่อที่เขาจะไม่ลงมือทำความชั่ว"


จะไปอิรักไหม: "พ่อเต็มใจจะไปที่นั่น"

นักข่าว: "กลับมาที่อิรักอีกครั้ง เหมือนกับที่ พระคาร์ดินัล (แฟร์นานโด) ฟิโลนี่ และคุณพ่อบรูโน่ กาโดเร อธิการเจ้าคณะโดมินิกันว่าไว้ พระองค์พร้อมที่จะสนับสนุนการใช้กองทัพเข้าแทรกแซงในอิรัก เพื่อจะได้หยุดนักรบญิฮาด (จีฮัด) หรือไม่? และอีกคำถามหนึ่ง พระองค์คิดไหมว่า จะไปเยือนอิรักสักวันหนึ่ง บางที ไปเยือนเคอร์ดิสถาน เพื่อให้กำลังใจผู้ลี้ภัยชาวคริสต์ซึ่งกำลังรอคอยพระองค์อยู่ และเพื่อภาวนาพร้อมกับพวกเขาในดินแดนที่พวกเขาอาศัยมานานกว่า 2,000 ปี"

พระสันตะปาปา: "ไม่นานมานี้ พ่อได้คุยกับ เมซุต บาร์ซานี่ ผู้ว่าการของเคอร์ดิสถาน เขามีความคิดชัดเจนมากๆเกี่ยวกับสถานการณ์และวิธีแก้ปัญหา แต่นั่นเป็นเรื่องก่อนการบุกรุกอย่างไม่ชอบธรรม พ่อจะตอบคำถามแรกของคุณก่อน พ่อแค่ยอมรับเงื่อนไขในความจริงที่ว่า เมื่อมีผู้รุกรานอย่างไม่ชอบธรรม เขาจะต้องถูกสกัดกั้น

"คำถามที่สอง พ่อเต็มใจ(จะไปอิรัก) แต่พ่อคิดว่า พ่อสามารถพูดเช่นนี้ก็เมื่อเราได้ยินจากเพื่อนร่วมงานของพ่อเกี่ยวกับการเข่นฆ่าคนกลุ่มน้อยในเชิงศาสนา ตอนนี้ ปัญหาในเคอร์ดิสถานก็คือพวกเขาไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากได้ มันคือปัญหาที่เราสามารถเข้าใจได้ แล้วทีนี้ เราจะทำอย่างไรดี? เราพิจารณาหลายอย่างเลยนะ สิ่งแรกเลย ทุกแถลงการณ์ที่คุณพ่อลอมบาร์ดี้แถลงนั้น ก็ออกในนามของพ่อ หลังจากนั้น แถลงการณ์ได้ถูกส่งไปยังสมณทูตทุกคนเพื่อจะได้สื่อสารต่อไปยังคณะรัฐบาลอีกต่อ จากนั้น พวกเราจึงเขียนจดหมายไปยังเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เราทำหลายอย่าง และในตอนท้าย เราได้ตัดสินใจส่งทูตส่วนพระองค์ นั่นคือ พระคาร์ดินัล ฟิโลนี่ และอย่างที่พ่อพูดไป ถ้ามันจำเป็นในตอนนี้ที่เรากลับจากเกาหลี เราก็จะไปที่นั่น(อิรัก) มันเป็นหนึ่งในหลายความเป็นไปได้ นี่คือคำตอบของพ่อ พ่อเต็มใจที่จะไปที่นั่น ในตอนนี้ มันอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ แต่พ่อก็พร้อมจะทำนะ

นักข่าว: "คำถามของผมเกี่ยวกับประเทศจีน พระองค์คือพระสันตะปาปาองค์แรกที่ได้นั่งเครื่องบินผ่านน่านฟ้าประเทศจีน และตอนนี้ เราก็กำลังบินอยู่เหนือประเทศจีน โทรเลขที่พระองค์ส่ง(ถึงประธานาธิบดีจีน) ไม่มีเสียงตอบรับในเชิงลบเลย พระองค์คิดว่านี่คือก้าวย่างที่จะนำไปสู่การเสวนาหรือไม่ และพระองค์ปรารถนาจะไปเมืองจีนบ้างไหม (ระหว่างนี้ คุณพ่อลอมบาร์ดี้ ได้หยิบไมโครโฟนขึ้นมาพูเว่า เรากำลังบินอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศจีน)

พระสันตะปาปา: "เมื่อตอนขามา ตอนที่เรากำลังจะบินเข้าน่านฟ้าเมืองจีน พ่ออยู่ในห้องขับเครื่องบินกับบรรดานักบิน และหนึ่งในนักบินก็โชว์จอเรดาร์ให้พ่อดู และพูดว่า 'เรากำลังจะเข้าสู่น่านฟ้าเมืองจีนในอีก 10 นาทีนะครับ เราต้องขออนุญาต(เพื่อเข้าน่านฟ้าแล้ว)' ทุกครั้งเราต้องทำแบบนี้ มันเป็นเรื่องปกติ ทุกคนต้องขออนุญาตจากแต่ละประเทศ และพ่อก็ได้ยินว่าพวกเขาขออนุญาตอย่างไร รวมถึงได้ยินว่าทางการจีนตอบกลับมาอย่างไร พ่อได้เห็นเรื่องนี้กับตา จากนั้น นักบินได้บอกพ่อว่า เขาส่งโทรเลขให้แล้ว แต่พ่อไม่รู้ว่าพวกเขาส่งอย่างไร

"พ่อออกมาจากห้องขับเครื่องบินและเดินกลับที่นั่ง จากนั้น พ่อสวดภาวนาหลายบทเพื่อชาวจีนที่ยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ ชาวจีนเป็นชาติที่ปราดเปรื่อง พ่อคิดถึงนักปราชญ์ชาวจีนหลายคน พ่อคิดถึงประวัติศาสตร์ทางวิทยาการและภูมิปัญญา และพวกเราเยสุอิตก็มีประวัติศาสตร์ที่นั่นด้วย นั่นคือ คุณพ่อมัตเตโอ ริคชี่ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อยู่ในความคิดของพ่อ

"ถามว่า พ่ออยากจะไปเมืองจีนบ้างไหม? ชัวร์! (ไป)พรุ่งนี้(ยังได้)เลย! พวกเราเคารพชาวจีน พระศาสนจักรขอแค่เสรีภาพเพื่อพันธกิจและงานของเรา มันไม่มีอย่างอื่นเลย เราไม่ควรลืมจดหมายเปิดผนึกที่สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เคยส่งถึงชาวจีน จดหมายฉบับนี้คือความจริงที่เกี่ยวข้องกับทุกวันนี้ มันคือเรื่องจริง มันดีนะที่จะกลับไปอ่านมันอีกครั้ง สันตะสำนักเปิดการเจรจาเสมอ เพราะมันคือการเคารพต่อชาวจีนทุกคน"


ทริปต่างประเทศต่อจาก อัลเบเนีย, ศรีลังกา, ฟิลิปปินส์

นักข่าว: "ประเทศต่อไปที่พระองค์จะเยือนคืออัลเบเนีย และบางทีอาจจะเป็นอิรัก หลังจากเสด็จเยือนฟิลิปปินส์และศรีลังกา พระองค์จะไปเยือนไหนต่อในปี 2015 ดิฉันสามารถพูดได้ไหมว่า(สถานที่ต่อไป)คืออาวีลา (สเปน) มันจะเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่มากถ้าพระองค์จะมาที่นี่ พวกเขาจะมีความหวังไหมคะ"

พระสันตะปาปา: "ท่านประธานาธิบดีหญิงของเกาหลีพูดกับพ่อด้วยภาษาสแปนิชที่ชัดมากๆว่า 'ความหวังคือสิ่งสุดท้ายที่คนๆหนึ่งจะสูญเสีย' ท่านประธานาธิบดีพูดกับพ่อด้วยการเอ่ยถึงความหวังในการรวมกันอีกครั้งของเกาหลี ทุกคนต้องมีความหวังเสมอ แต่ตอนนี้ ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ(ในการเยือนประเทศอื่นๆ) ขอพ่ออธิบายตามนี้ละกันนะ

"ปีนี้ การเยือนอัลเบเนียถูกจัดไว้แล้ว บางคนเริ่มพูดกันว่า พระสันตะปาปากำลังเริ่มทุกอย่างด้วยสิ่งที่เป็นชายขอบของสังคม แต่พ่อจะไปอัลเบเนียด้วยแรงบันดาลใจ 2 อย่าง หนึ่ง เพราะพวกเขาสามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาล ลองคิดถึงคาบสมุทรบอลข่านดูซิ พวกเขาสามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยชาวมุสลิม, ออโธด็อกซ์ และคาทอลิก โดยอาศัยสภาศาสนสัมพันธ์ที่ช่วยได้อย่างมากและมีความสมดุลมากๆด้วย นี่คือเรื่องดีและกลมเกลียวกันมาก การมาเยือนของพระสันตะปาปาคือความต้องการที่จะบอกทุกคนในโลกว่า มันเป็นไปได้เสมอที่จะทำงานร่วมกัน พ่อรู้สึกถึงสิ่งนี้ประหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

"ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราคิดถึงประวัติศาสตร์ของอัลเบเนียในมุมของศาสนา นี่คือประเทศเดียวในโลกคอมมิวนิสต์ที่มีรัฐธรรมนูญคนไม่เชื่อในศาสนา ดังนั้น ถ้าคุณไปร่วมมิสซา มันก็หมายความว่าคุณกำลังขัดรัฐธรรมนูญ หนึ่งในรัฐมนตรีของอัลเบเนียบอกพ่อว่า ช่วงนั้น มีโบสถ์ถึง 1,820 แห่งที่ถูกทำลาย ทั้งโบสถ์ออโธด็อกซ์และคาทอลิก ส่วนโบสถ์อื่นๆถูกเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์, โรงละคร และลานลีลาศ พ่อจึงรู้สึกว่าพ่อต้องไปอัลเบเนีย มันเป็นทริปสั้นๆ แค่วันเดียวเท่านั้น

"ปีหน้า พ่ออยากจะไปฟิลาเดเฟีย (อเมริกา) เพื่อร่วมงานชุมนุมครอบครัว พ่อยังได้รับคำเชิญจากประธานของรัฐสภาอเมริกัน (คองเกรส) เช่นเดียวกัน ยังได้รับคำเชิญจากเลขาธิการองค์การสหประชาชาติที่เชิญพ่อไปที่นิวยอร์กด้วย ดังนั้น มันน่าจะมี 3 เมืองด้วยกัน(ในอเมริกา)

 "จากนั้น ก็เป็นเม็กซิโก ชาวเม็กซิกันต้องการให้พ่อไปที่สักการะสถานแม่พระแห่งกัวดาลูเป้ ดังนั้น เราอาจใช้โอกาสนี้ไปด้วย(ไประหว่างเยือนอเมริกา) แต่ทั้งนี้ ทุกอย่างยังไม่แน่นอน

"สุดท้าย สเปน ราชวงศ์สเปนทูลเชิญพ่อด้วย สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งสเปนก็เชิญพ่อเช่นกัน และก็มีคำเชิญอีกมากมายที่เชิญให้ไปเยือนสเปน ดังนั้น มันก็มีความเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่แน่นอนอีกนั่นแหละ ฉะนั้น พ่อจึงพูดว่า มันอาจจะเป็นไปได้ที่จะไปเยือนอาวีลาในช่วงเช้า และกลับตอนเย็นๆ ถ้ามันเป็นไปได้นะ แต่ทุกอย่างยังไม่ถูกกำหนด ทุกคนยังสามารถมีความหวังต่อไป"


"ถ้าเป็นพ่อ พ่อก็สละตำแหน่งพระสันตะปาปาเหมือนกัน"

นักข่าว: "ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็นอย่างไรบ้าง พระองค์ทรงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านเบเนดิกต์บ้างไหม มีโครงการร่วมกันหลังจากสมณสาส์นแสงแห่งความเชื่อบ้างไหม"

พระสันตะปาปา: "เราเจอกัน ก่อนที่พ่อจะออกมา (เพื่อไปเกาหลี) พ่อไปพบพระองค์ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พระสันตะปาปากิตติคุณทรงเขียนเรื่องน่าสนใจมาหาพ่อ และทรงถามความคิดเห็นจากพ่อด้วย พวกเรามีความสัมพันธ์กันตามปกติ

"พ่อกลับมาคิดถึงเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเทวศาสตร์บางเรื่องนะ พ่อไม่ใช่นักเทวศาสตร์ แต่พ่อคิดว่า พระสันตะปาปากิตติคุณไม่ใช่เรื่องยกเว้น ไม่ใช่เรื่องยกเว้น แต่หลังจากหลายร้อยปีมานี้ พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ คือพระสันตะปาปากิตติคุณองค์แรก ขอให้เราคิดถึงสิ่งที่พระองค์เคยตรัสด้วยนะ นั่นคือ 'พ่อชราภาพมากขึ้น พ่อไม่มีพละกำลัง' มันจึงเป็นอิริยาบทสุดงดงามของความสูงส่งทางจิตใจ ทั้งยังสุภาพถ่อมตนและเปี่ยมด้วยความกล้าหาญมาก

"แต่ถ้าเราคิดกันดูว่า 70 ปีที่แล้ว พระสังฆราชกิตติคุณยังเป็นข้อยกเว้นด้วยเลย ตอนนั้น ยังไม่มีพระสังฆราชกิตติคุณ แต่ทุกวันนี้ พระสังฆราชกิตติคุณคือบุคคลสำคัญแล้ว

"พ่อคิดว่า พระสันตะปาปากิตติคุณก็เป็นบุคคลสำคัญแล้วเช่นกัน เพราะชีวิตคนยืนยาวขึ้นและด้วยอายุขนาดนี้ ความสามารถร่างกายไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีนัก เพราะร่างกายอ่อนล้า บางที สุขภาพอาจจะดี แต่ความสามารถทางร่างกายที่จะแบกรับปัญหาต่างๆของการบริหารจัดพระศาสนจักร อาจจะไม่ดีก็ได้ พ่อจึงคิดว่า พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ทรงทำแบบนี้แบบพระสันตะปาปากิตติคุณ อย่างที่พ่อพูดไปก่อนหน้านี้ นักเทวศาสตร์บางคนอาจจะพูดว่า เรื่องนี้ไม่ถูกต้องนัก(เรื่องพระสันตะปาปากิตติคุณ) แต่พ่อคิดแบบนี้นะ อนาคตจะบอกเราว่า เรื่องนี้ถูกหรือไม่ เราต้องรอดูกัน

"แต่คุณอาจจะพูดกับพ่อว่า 'ถ้าพระองค์อยู่ในช่วงเวลาตอนนั้น แล้วรู้สึกว่าพระองค์ไปต่อไม่ไหวแล้ว' พ่อก็จะทำแบบเดียวกัน! พ่อจะทำเหมือนพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ (สละตำแหน่ง) พ่อจะสวดภาวนา แต่พ่อก็จะทำแบบนั้นเหมือนกัน พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ทรงเปิดประตูออก นี่คือสถาบันสำคัญ ไม่ใช่เรื่องยกเว้นอีกต่อไป

"มิตรภาพระหว่างพ่อกับพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ถือเป็นแบบพี่น้องอย่างแท้จริง แต่พ่อยังย้ำเหมือนเดิมว่า การที่พระองค์อยู่กับเรา มันเหมือนกับเรามี 'คุณปู่' อยู่ที่บ้านเพราะคำสั่งสอนของพระองค์ พระสันตะปาปา เบเนดิกต์คือบุรุษแห่งปรีชาญาณและโดดเด่นมาก มันเยี่ยมมากที่ได้ยินคำสอนของพระองค์ พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ทรงสนับสนุนพ่ออย่างเต็มที่ด้วย นี่แหละมิตรภาพที่พ่อมีกับพระองค์


จะไปญี่ปุ่นหรือเปล่า

นักข่าว: "พระองค์ได้พบกับคนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน พระองค์คิดอย่างไรเมื่อทรงทักทายเหล่าผู้อาวุโส(สตรีเกาหลีที่ถูกทหารญี่ปุ่นนำไปเป็นทาสกดขี่ทางเพศ)ในมิสซาเช้าวันนี้ นอกจากคนที่ทุกข์ทรมานในเกาหลี ยังมีคริสตชนแบบนี้ในญี่ปุ่นด้วย ปีหน้า จะครบ 150 ปีเหตุการณ์การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ จะมีความเป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะได้สวดภาวนาเพื่อผู้เสียชีวิตพร้อมกับพระองค์ที่นางาซากิ"

พระสันตะปาปา: "มันอาจจะเป็นสิ่งงดงามที่สุด พ่อได้รับเชิญจากรัฐบาลและสภาพระสังฆราชคาทอลิกญี่ปุ่น พ่อได้รับคำเชิญแล้ว

"ในเรื่องเกี่ยวกับผู้ตกทุกข์ได้ยาก คุณต้องย้อนกลับไปยังคำถามแรกๆเลยล่ะ ชาวเกาหลีเป็นคนที่ไม่สูญเสียศักดิ์ศรีของตัวเอง นี่คือคนที่ถูกรุกรานและถูกกดขี่ข่มเหง มันทุกข์ทรมานและตอนนี้ก็ถูกแบ่งแยกจากกัน เมื่อวานนี้ ตอนที่พ่อไปพบเยาวชนที่เฮมิ พ่อได้ไปที่พิพิธภัณฑ์มรณสักขีด้วย มันเลวร้ายมากสำหรับคนที่ถูกทรมาน มันไม่ใช่แค่ถูกตรึงบนกางเขนเท่านั้น นี่คือความทุกข์ทางประวัติศาสตร์ ผู้คนมีขอบเขตที่จะต้องทนทรมาน และนี่คือส่วนหนึ่งของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา

"วันนี้เช่นกัน บรรดาสตรีผู้สูงอายุที่นั่งอยู่ต่อหน้าพ่อในระหว่างมิสซา ทำให้พ่อคิดถึงการรุกรานที่เด็กผู้หญิงต้องถูกนำตัวไปยังค่ายทหารเพื่อกดขี่ทางเพศ แต่พวกเธอก็ไม่ได้สูญเสียศักดิ์ศรีของตัวเองไป ในวันนี้ พวกเธอได้มาร่วมมิสซาให้เราเห็นใบหน้าที่ชราภาพ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ นี่แหละคือคนที่เข้มแข็งในศักดิ์ศรีของตัวเอง

"แต่เมื่อย้อนกลับไปยังคำถามเรื่องมรณสักขี การทุกข์ทรมานของสตรีเหล่านี้เป็นผลจากสงคราม! วันนี้ พวกเราอยู่ในโลกแห่งสงครามในทุกหนทุกแห่ง บางคนพูดกับพ่อว่า 'พระสันตะปาปา พระองค์รู้ไหมว่าเรากำลังอยู่ในสงครามโลก ครั้งที่ 3 แบบทีละเล็กทีละน้อย' นี่คือโลกในสงครามซึ่งความโหดร้ายทารุณถูกทำให้เกิดขึ้น

"พ่ออยากจะเน้นย้ำคำพูด 2 คำ คำแรกคือ โหดร้าย ทุกวันนี้เด็กๆก็ไม่เว้น! ครั้งหนึ่งมีคนพูดเกี่ยวกับการทำสงครามโดยใช้อาวุธและยุทธวิธีทางการทหาร ทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้น พ่อไม่ได้พูดว่าการทำสงครามโดยใช้อาวุธและยุทธวิธีทางการทหารเป็นสิ่งดี แต่ตอนนี้ ระเบิดก็ถูกยิงออกไปและมันเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์มากมาย มันฆ่าทุกคน อย่าเลย! เราต้องต้องหยุดยั้งและคิดสักนิดเกี่ยวกับระดับของความโหดร้ายที่เรากำลังเผชิญ

"อีกคำพูดที่พ่ออยากพูดถึงคือการทารุณกรรม ทุกวันนี้ การทารุณกรรมคือหนึ่งในวิธีการที่เรียกได้ว่าแทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับการสืบหาข่าวกรองหรือกระบวนการยุติธรรม การทารุณกรรมคือบาปผิดต่อมนุษย์ มันคืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ พ่อบอกกับชาวคาทอลิกว่า การทารุณคนๆหนึ่งถือเป็นบาป มันเป็นบาปหนัก แต่ยิ่งไปกว่านั้น มันคือบาปผิดต่อมนุษยชาติ

"โหดร้ายและทารุณกรรม! พ่ออยากให้พวกท่านสื่อมวลชนทำการไตร่ตรองสองคำนี้ว่า ท่านมองสิ่งเหล่านี้อย่างไรบ้างในทุกวันนี้ และ พวกท่านมองความโหดร้ายของมนุษยชาติ รวมถึงท่านคิดกับการทารุณกรรมอย่างไร พ่อคิดว่า มันเป็นการดีนะที่เราจะไตร่ตรองถึงเรื่องพวกนี้"
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา Ebola virus disease - EVD เมื่อ: สิงหาคม 22, 2014, 10:05:00 AM
 ยิ้ม
                                                                        โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา Ebola virus disease - EVD

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
สำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข

                                                                                  ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
                                                                        เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสําคัญ

                                                 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศลงวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และประกาศ
                                         ลงวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ กําหนดชื่อโรคติดต่อและอาการสําคัญ จํานวน ๔๙ โรค นั้น
                                         อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓
                                         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงออกประกาศเพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสําคัญ ดังนี้

                                         “๕๐. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease - EVD) มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ
                                         ปวดศรีษะ และเจ็บคอ ตามด้วยอาการอาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นขึ้น ในรายที่มีอาการรุนแรงจะพบว่า
                                         มีตับวายหรือไตวาย ในบางรายจะมีเลือดออกทั้งในอวัยวะภายในและภายนอก จนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุด
                                         ส่วนใหญ่มักมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยหรือตายด้วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus
                                         disease - EVD)”

                                         ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                                                                                                ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
                                                                                                            ณรงค์ สหเมธาพัฒน์
                                                                                                ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติราชการแทน
                                                                                                       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

คำแนะนำต่างๆ

คำแนะนำประชาชน

การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า ทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย

หลีกเลี่ยงการการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวก ลิง หรือค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่า หรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร

หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือด หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่อาจปนเปื้อนกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือศพศพของผู้ป่วยที่เสียชีวิต

หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย หากมีความจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย และล้างมือ บ่อยๆ

หากมีอาการเริ่มป่วย เช่น มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นนูนแดงตามตัว ให้รีบพบแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวยังมีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ มีการติดเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล จากการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ (เข็มและหลอดฉีดยา) ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงไม่มีการป้องกันเมื่อมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อ

คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข

ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังบริเวณด่านชายแดน หรือจุดผ่านแดนระหว่างประเทศที่อาจมีผู้เดินทางมาจากประเทศที่เกิดการระบาด และมีอาการสงสัยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นนูนแดงตามตัว

ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องการป้องกันควบคุมโรคแก่ประชาชน ได้แก่ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า หลีกเลี่ยงการการรับประทานสัตว์ป่วยตายโดยไม่ทราบ
สาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง หรือค้างคาวการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งเช่น เลือด จากผู้ป่วยหรือศพ

       สงสัยประการใดเกี่ยวกับโรคระบาดใดๆ  โปรดติดต่อ :

สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
อาคาร 4 และ 6 ชั้น 6 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์. 02-5901776. แฟกซ์.02-5901784
Bureau of Epidemiology, Department of Disease Control Ministry of Public Health
Minister Secretariat Building No.4,6, 6th floor, Tivanond Road, Muang, Nonthaburi 11000, THAILAND. Tel. 02-5901776. Fax. 02-5901784
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ตรัสเป็นลาง! “โป๊ปฟรานซิส” เผยทรงเหลือเวลาอีกแค่ “2-3 ปี” ก่อนไปพบพระเจ้า เมื่อ: สิงหาคม 21, 2014, 09:26:15 AM
 ยิ้ม

American journalist Deborah Ball, Wall Street Journal:

Our question is You have a very, very difficult routine. With very little rest and little vacation and you make these hard trips. And then in the last few months we've also seen that you've had to cancel some appointments anche an event. Should we be concerned about the rhythm you carry?

Pope Francis:

Yes, some have told me this. I took my holidays at home as usual. Once I read a book and it's interesting. The title was “Be happy to be neurotic.” I've also got some neuroses. But you have to treat neuroses well, eh. Give them “mate” (an Argentine tea) every day, no? (laughs) One of my neuroses is that I'm too attached to life. The last time I took a vacation outside of Buenos Aires with the Jesuit community was in 1975. But then, I always take holidays. Truly, eh. But at home. I sleep more. I read book that I like. I listen to music. I pray more. In July and a part of August I did this and it was good (for me). The other part of the question, it's true that I’ve had to cancel. That is true. The day I had to go to Gemelli Hospital. 10 minutes before. That there, I just couldn't do it. They were certain very busy days. But I need to be more prudent, you're right.

French journalist Anais Martin, French Radio:

In Rio, when the crowd yelled “Francesco, Francesco!” you responded “Cristo, Cristo!” Today, how do you manage this immense popularity? How do you live it?

Pope Francis:

I don't know how to tell you. I live it thanking the Lord that his people are happy. I really do that, hoping the best for the people of God. I live it as generosity towards the people. On the inside, I try to think of my sins and my errors not to flatter myself because I know it won't last long. Two or three years and then (makes a sound and gesture) up to the house of the of the Father. It's not wise to believe this. I live it as the presence of the Lord in his people who uses his bishop, the shepherd of the people to do so many things. I live it more naturally than before. Before I was a bit scared. Also, it comes to mind not to make errors because you can't do wrong for the people and all these things.

Italian journalist Francesca Paltracca, RAI Radio:

For the Pope who came from the ends of the world and found himself in the Vatican, beyond Saint Martha Residence where you have your life and your choice (to live there)? How does the pope live within the Vatican? They always ask us this, but how does he move around? Does he take walks? You go to the cafeteria. … This is surprising. So, what type of life do you have beyond that of St. Martha?

Pope Francis:

I try to be free. There are appointments of the office, of work. But my life for me is the most normal that I could have. Truly. I would love to be able to leave but you can't…You can't because if you go out the people come so you can't and that's a reality. But there inside in the St Martha, I have a normal life of work and rest and chatting. I have a normal life.

Journalist: Don't you feel imprisoned, then?

Pope Francis:

No, no, at the beginning yes. Now some of the walls on the inside have come down.

Journalist: Which are the walls that have come down?

Pope Francis:

I don't know, the Pope can't… For example, to have a laugh. One goes to the elevator, someone comes because the Pope can't go down in the elevator alone. But, go back to your post because I'm going down alone! That's how it is. It's normality. It's a normality.

Argentine journalist:

Holy Father, sorry for this but I have to ask you as part of the Spanish group from Argentina. I'm going to have to ask you a question that will exhibit your knowledge. Your team for the first time is the champion of America. I would like to know how you're living it, how you found out. They tell me that one of the delegation is coming Wednesday and you're going to receive him during the general audience.

Pope Francis:

It's true that this is the greatest piece of news after the second place (of the Argentine national team) in Brazil. I found out here. In Seoul they told me. Listen, on Wednesday they're coming, eh. They're coming. And, it's a public audience. For me, San Lorenzo is the team for which all of my family were fans. My father played basketball for San Lorenzo. He was a player on the basketball team. And when we were kids, we went and my mom came with us to the Gasometro (San Lorenzo stadium). I remember today the season of 1946. A magnificent team that San Lorenzo had. They came out champions. I live it with joy.

Journalist: Is it a miracle?

Pope Francis:

Miracle? No. (laughs) Miracle, no.

German journalist Juergen Erbacher, German TV:

Holy Father, they have long spoken of an encyclical on ecology. Can you tell us when it will be released? And, which are the central points?

Pope Francis:

This encyclical. I've spoken a lot with Cardinal Turkson and also with others and I have asked Cardinal Turkson to bring together all of the contributions. They arrived. And the week before the trip, no, four days before he delivered the first draft to me. The first draft is this big (gestures). I'd say it's a third bigger than Evangelii Gaudium. And that's the first draft. Now, it's not an easy issue because on the protection of creation and the study of human ecology, you can speak with sure certainty up to a certain point then come the scientific hypotheses some of which are rather sure, others aren't. In an encyclical like this that must be magisterial, it must only go forward on certainties, things that are sure. If the Pope says that the center of the universe is the earth and not the sun, he errs because he says something scientific that isn't right. That's also true here. We need to make the study, number by number, and I think it will become smaller. But going to the essence is what we can affirm with certainty. But, you could say in the notes, in the footnotes, that this is a hypotheses and this and this. To say it as an information, but not in the body of the encyclical which is doctrinal and needs to be certain.

Korean journalist Young Hae Ko, Korean daily newspaper:

Thank you so much for your visit to South Korea. I'm going to ask you two questions. First one is: just before the final mass at the Myeong-dong Cathedral, you consoled the comfort women there. What thought came to you? That's my first question and my second question is Pyongyang sees Christianity as a direct threat to its regime and it's leadership and we know that something terrible happened to North Korean Christianity but we don't know exactly what happened. Is there special effort in your mind to change North Korea's approach to Christianity?

Pope Francis:

The first question. I repeat this. Today, these women were there because despite all they have suffered they have dignity and they showed their faces. I have thought also about what I've said a little bit ago about the sufferings of war, the cruelty brought by a war. These women were taken advantage of, enslaved, but they are all cruelties. I thought of all of this. The dignity they have and also how much they've suffered. Suffering is an inheritance. We say…They first fathers of the Church say that the blood of the martyrs is the seed of Christians. The Korean have planted a lot. A lot. For coherence, no? You now see the fruit of that planting, of the martyrs.

On North Korea, I know what is a sufferance. One, I know for sure, that there are some family members, many family members that cannot reunite and this is true. This is a suffering of that division of the nation. Today in the cathedral where I dressed in the adornments of the Mass, there was a gift they've given me which was a crown of thorns of Christ made with the iron wire that divides the single Korea. We've got this on the airplane. It's a gift I'm carrying. The suffering of the division, of a divided family. As I said yesterday I think, I don't remember, we have a hope. The two Koreas are siblings and they speak the same language. When you speak the same language it's because you have the same mother and this gives us hope. The suffering of division is great and I understand this and I pray that it ends.

American journalist Phil Pulella, Reuters:

I won't stand up because if I do my colleagues from the televisions will kill me. An observation and a question. As an Italian-American I wanted to compliment you on your English. You shouldn't be afraid. And if before you go to America, my homeland, you want to practice I'm available.

(Pope inaudible, making faces about the difficulty of English pronunciation).

Whichever accent you want to use: New Yorker…I'm from New York so I'm available.

So the question is this: You spoke about martyrdom. At what point are we in the process for the bishop Romero? And what would you like to see come out of this process?

Pope Francis:

The process was in the Congregation for the Doctrine of the Faith, "blocked for prudence," as they said. Now it is unblocked and has passed to the Congregation for Saints and it is following the normal path of a process. It depends on how the postulators move. That's very important to do it quickly. What I would like is that it's clarified when there is martyr in odium fidei (for the hatred of the faith) both for confessing the creed and for doing works that Jesus commands with our neighbor. This is a work of the theologians, who are studying it. Because behind him is a long list and there are others. There are others who were killed but weren't of the same height of Romero. We have to distinguish this theologically, no? For me, Romero is a man of God. He was a man of God. But we have to run the process and the Lord has to give his sign there. But, now the postulators have to move because there are no impediments.

French journalist Celine Noyaux, La Croix:

Seeing the war in Gaza, do you think the prayer for peace organized in the Vatican last June 8 was a failure?

Pope Francis:

Thanks for the question. That prayer for peace, absolutely was not a failure! First, the initiative didn't initiative didn't come from me. The initiative to pray together came from the two presidents. The president of the state of Israel and the president of the State of Palestine. They made the restlessness present to me. Then, we wanted to do it there but we couldn't find the right place because of the political post of each one it was very strong if we did it in one or another part. The nunciature was a neutral site, yes, but to get to the nunciature the president of Palestine had to enter in Israel. The thing wasn't easy. They said, well, let's do it in the Vatican. We'll go. These two men are men of peace. They are men who believe in God. They have lived so many nasty things, so many nasty things. They are convinced that the only path to resolve that situation is negotiation, dialogue, peace.

Your question now. Was it a failure? No, I think that the door is open. All four. With the representative which is Bartholomew. I wanted him to be there as the head of the orthodox, but the ecumenical patriarch of the orthodox. I don't want to use terms that aren't appreciated by all of the orthodox. As ecumenical patriarch, it was good that he was with us. But the door to prayer was opened. We said we needed to pray. It's a gift, peace is a gift. It's a gift that is merited through our work, but it's a gift. And to say to humanity that also the path of dialogue which is important, of dialogue also there is prayer. It's true, after this what happened has happened. But this is given by circumstances.  That encounter wasn't given by circumstances. It's a fundamental step of the human being, prayer. Now the smoke of the bombs of the wars don't allow us to see the door but the door is still open from that moment. As I believe in God, I believe that God is watching that door and all who pray and ask that he help us. I like that question. Thanks for having posed it. Thanks.

Fr. Federico Lombardi: Holy Father, thanks a lot. I think you've done more than an hour of conversation also with us and now it's just that you go relax a bit with the end of the voyage. Anyway, we know that on this trip you'll probably go on to Our Lady.

Pope Francis:

From the airport, I'm going to Our Lady. It’s a nice thing. I asked Dr. Giani (the head of the Vatican's gendarme police) to bring roses from Korea with the colors of Korea, but then outside the nunciature a little girl came with a bouquet of flowers and we said why don't we take these flowers from a girl from Korea. That's what we'll do. From the airport, we'll go to pray a bit there and then onwards to home.

           Credit: Alan Holdren/CNA.

            Big Thanks from  Alan Petervich of ' thaicatholicsingles.com'  &  All concerns

                                                                                  E  Pluribus  Unum
                                                                           Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                     Semper  Vigilo  Paratus  et  Fidelis

                                                                                  Alan   Petervich
             
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ตรัสเป็นลาง! “โป๊ปฟรานซิส” เผยทรงเหลือเวลาอีกแค่ “2-3 ปี” ก่อนไปพบพระเจ้า เมื่อ: สิงหาคม 21, 2014, 09:15:15 AM
 ยิ้ม
                                                        คำสัมภาษณ์นักข่าวของโป๊บฟรังซิสบนเครื่องบินขากลับจากเกาหลีใต้
                                                            Full transcript of Pope's in-flight interview from Korea

By Alan Holdren and Andrea Gagliarducci
Aug. 18 flight to Italy

       คำสัมภาษณ์แก่นักข่าวหลายสำนักพิมพ์หลายชาติบนเครื่องบิน  มีความยาวมาก  เพราะพระองค์ตอบแก่นักข่าวทุกคนที่ตั้งคำถามที่เป็นข้อสงสัยแก่คนทั่วไป  และโป๊บฟรังซิสก็ตอบแก่ทุกคำถาม  เราจะนำคำถามและคำตอบลงทั้งหมดก่อน  แล้วอาจจะมีคำแปลตามมาทีหลัง  โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย

       ต่อไปนี้เป็นคำสัมภาษณ์เต็มบริบูรณ์เท่าที่จะสามารถนำมาลงในเว็บไซต์ของเราได้  เชิญอ่านและแปลความเอาเองก่อน  ภาษาง่ายๆ  คิดว่าส่วนใหญ่คงเข้าใจ  หรือมิฉนั้นก็ต้องรอคำแปลจากสำนักต่างๆไปพลางก่อน  :

       Aboard the papal plane, Aug 18, 2014 / 04:30 pm (CNA).- Speaking to journalists aboard the Aug. 18 flight to Italy from South Korea, Pope Francis said he supports international intervention in Iraq and is willing to go to there personally if it will help end the violence against Christians and other religious minorities.

He also addressed topics ranging from peace efforts between Israel and Palestine, future papal visits, to his personal schedule, relationship with Benedict XVI and life at the Vatican.

Below is a full transcript of the discussion between Pope Francis and journalists during Tuesday's flight.

Korean journalist Sun Yin Park, Yonhap press agency:

In the name of the Korean journalists and our people, I wish to thank you for your visit. You have brought happiness to many people in Korea and thank you for your encouragement for the education of our country. Holy Father, during your visit to Korea, you have reached out to the family of victims of the Sewol ferry disaster and consoled them. Two questions. One, what did you feel when you met them? Two, were you not concerned your actions could be misinterpreted politically?

Pope Francis:

When you find yourself in front of human sorrow, you do what your heart brings you to do. Today, they will say, 'oh, he's done this because he has political intention,' or that other thing. But you can say anything. But, you think about these men and women, mothers and fathers, who lost their children. Brother and sisters who have lost brothers and sisters…to the great sorrow of such a catastrophe. My heart…I'm a priest, you know, and being able to come close like that is the first thing. I know that the consolation I can give with a word of mine isn't a remedy, it doesn't give new life to their dead but the in these moments human proximity gives us strength. There is solidarity. I remember that, as archbishop of Buenos Aires, I lived two of these catastrophes.

One, was a dance hall where you could hear pop music, 193 died (he refers to Cromagnon disco).  And then, another time a catastrophe with a train. I think 120 died. In that time, I felt the same, to come close to make them strong. And if we in these sad moments come close to each other, we help each other so much. And then on the other question and then I'd like to say something more. I put this on (the yellow lace from the victims' relatives). After half a day of wearing it, I took it on for solidarity with them, eh. Someone came up and said, it's better to take it off, eh. You must be neutral (there is a controversy about the responsibility of the tragedy: relatives of victims have touched on government corruption which led to building a ship with sub-par material). But, listen with human sorrow you can't be neutral. It's what I feel. Thanks for this question. Thanks.

American journalist Alan Holdren, Catholic News Agency/ACI PRENSA/ EWTN:

As you know, not long ago the U.S. military forces have started bombing terrorists in Iraq to prevent a genocide. To protect the future of the minorities, I think also of the Catholics under your guidance, do you approve of this American bombing (campaign)?

Pope Francis:

Thanks for such a clear question. In these cases where the is an unjust aggression, I can only say that it is licit to stop the unjust aggressor. I underscore the verb “stop.” I don't saying to bomb or make war, (but) stop it. The means with which it can be stopped should be evaluated. To stop the unjust aggressor is licit. But we also have to have memory, as well, eh. How many times under this excuse of stopping the unjust aggressor the powers have taken control of nations. And, they have made a true war of conquest. One single nation cannot judge how you stop this, how you stop an unjust aggressor. After the Second World War, there was the idea of the United Nations. It must be discussed there and said 'there's an unjust aggressor, it seems so “How do we stop it?” Only that, nothing more. Secondly, the minorities. Thanks for the word because they speak to me of the Christians, poor Christians – it is true, they suffer – and the martyrs – and yes, there are so many martyrs – but here there are men and women, religious minorities, and not all Christian and all are equal before God, no? Stopping the unjust aggressor is a right that humanity has but it is also a right of the aggressor to be stopped so he doesn't do evil.

French journalist Jean Louis de la Vaiessiere, Agence France Press:

As Cardinal Filoni and the Dominican superior Bruno Cadoré, Would you be ready to support a military intervention against the jihadists in Iraqi territory? Another question, do you think of someday being able to go to Iraq, maybe to Kurdistan to sustain the Christian refugees and pray with them in the land where they've lived for 2000 years?

Pope Francis:

Thank you. I have been not long ago with the governor of Kurdistan. He had a very clear thought on the situation and how to find a solution but it was before these last aggressions. And the first question I have responded to. I am only in agreement in the fact that when there is an unjust aggressor that he is stopped. Sorry, I forgot about that. Yes, I am available but I think I can say this. When we heard with my collaborators this situation of the religious minorities and also the problems in that moment of Kurdistan which couldn't receive so many people. It's a problem. It's understood. They couldn't, right? It can't be done and we've thought of so many things. We wrote first of all a communique that Fr. Lombardi wrote in my name. Then, this statement was sent out to all of the nunciatures so that it might be communicated to the governments. Then, we sent a letter to the secretary general of the United Nations. And so many things and in the end we said, eh, sending a personal envoy (who was) Cardinal Filoni. And in the end we have said, and if it were necessary when we return from Korea we can go there. It was one of the possibilities. This was the response. And in this moment, I am ready and right now it isn't the most, the best thing to do but I am disposed for this.

Italian journalist Fabio Zavattaro, Rai Television:

You were the first pope to fly over China. The telegram that you sent to the Chinese president was received without negative comments. Are we passing on to a possible dialogue and would you like to go to China?

Vatican Spokesman Father Federico Lombardi: I can announce that we are now in Chinese airspace so the question is pertinent.

Pope Francis: When we were about to enter into Chinese airspace I was in the cockpit with the pilot. One of them, showed me the registry. Anyway, he said, there were 10 minutes left before entering Chinese airspace. we have ask for authorization. You always ask. 'Is it normal to ask for permission in every nation? Yes.'  I heard how they asked authorization and how they responded. I was a witness to this. Then the pilot said, now we send the telegram. But I don't know how they will have done it by like that. So, then i said goodbye to them and went back to my seat and i prayed a lot for that beautiful and noble Chinese people. a wise people. i think of the great Chinese sages, a history of science and knowledge. Also we Jesuits have a history there, also Father (Matteo) Ricci. And, all thees things came up to my mind. Do I have a wish to go.? Certainly, tomorrow. Yes. We respect the Chinese people. It's just that the Church ask for freedom for its role and for its work. This is another condition. But, do not forget that fundamental letter for the Chinese problem which was the letter sent to the Chinese by Pope Benedict XVI. That letter today is current. Rereading it is good for you. The holy see is always open to being in contact, always, because it has a real esteem for the Chinese people.

Spanish journalist Paloma Garcia Ovejero, Radio Cope:

The next trip will be Albania, then maybe Iraq and the Filippines and Sri Lanka. But where will you go in 2015? I'll tell you also just in case, you know that in Avila and Alba de Tormes there are so many expectations, can they still hope?

Pope Francis: Yes, yeah. The madam president of Korea in perfect Spanish told me “hope is the last thing to go.” That's what she said. Hoping for the unification of Korea, no. That's what she told me. We can hope, no? But it has not been decided...

Journalist: and after Mexico?

Pope Francis:

Now I'll explain. This year, Albania is planned. Some say that the Pope has a style of starting things from the peripheries. But, I'm going to Albania for two important reasons. First, because they were able to make a government – and let's think of the Balkans, eh – a government of national unity among Muslims, Orthodox and Catholics with an inter-religious council that has helped a lot and is balanced. And this is good it is harmonized it. The presence of the Pope to all peoples…but you can work well, eh. I've that it could be a true aid to that noble people. I've also thought of the history of Albania, which of all the nations in the former Yugoslavia was the only one that in its constitution had the practical atheism. If you went to Mass, it was unconstitutional. And then, one of their ministers told me that - and I want to be precise in the number – 1820 churches were destroyed, orthodox and catholic, in that time. And then other churches were made into cinemas and others dance halls. I felt like I needed to go. It's close, done in a day.

Next year, I would like to go to Philadelphia for the encounter of families. I was also invited by the president of the United States to the American congress and by the secretary general of the United Nations in New York. Maybe the three cities together, no? Mexico. The Mexicans would like me to go to Our Lady of Guadalupe. And we could take advantage of that, but it's not certain.

And then Spain. The monarchs have invited me. And the episcopate has invited me. But it's raining invitations to go to Spain, also Santiago di Compostela. But maybe, and I won't say more, because it isn't decided, to go in the morning to Avila and Alba de Tormes and return in the afternoon. It would be possible, yes, but it's not decided. And this is the response. Thank you.

German journalist from KNA:

What type of relationship is there between you and Benedict XVI? Is there an habitual exchange of opinions and ideas? Is there a common project after this encyclical?

Pope Francis:

We see each other. Before leaving I went to see him. He, two weeks prior, had sent me an interesting text and he asked me an opinion. We have a normal relationship because I go back to this idea and maybe a theologian doesn't like it. But, I think that the pope emeritus is not an exception. After so many centuries, he's the first emeritus and let's think that if i am aged and don't have the strength, but it was a beautiful gesture of nobility and also humility and courage. But, I think that 70 years ago also the bishops emeritus were an exception. They didn't exist. Today, the bishops emeritus are an institution. I think that the pope emeritus is already an institution. Why? Our lives are getting longer and at a certain age there is not the capacity to govern well, because the body tires and health perhaps is good but there is the capacity to carry forward all of the problems like those in the governance of the church. I think that Pope Benedict made this gesture of popes emeritus. I repeat that maybe some theologian would say this isn't just, but i think like this. The centuries will tell if it's like this or not, we'll see, but if you can to say to me, 'but do you think that one day if you don't feel like it, will you go on?' But, I would do the same. I would do the same. I will pray, but I would do the same. He opened a door that is institutional not exceptional. And our relationship is one of brothers, truly, but I've said that it's like having a grandfather at home for the wisdom. He has a wisdom with his nuances and it does me well to hear. He encourages me a lot. This is the relationship we have.

Japanese journalist Yoshinori Fukushima:

Your Holiness, Pope Francis, first of all many thanks for this first visit to Asia. During this visit, you met people who have suffered. What did you feel when you greeted the seven 'comfort women' at mass this morning. And regarding the suffering of people, as in Korea there were hidden Christians in Japan and next year will be the 150th anniversary of their coming out (after years of hiding, editor note – see my previous email ). Would it be possible to pray for them together with you in Nagasaki? Thanks.

Pope Francis:

It would be wonderful. I was invited, eh, both by the government and the episcopate I was invited. But suffering. You go back to one of the first questions. The Korean nation is a people that has not lost its dignity. It was a people invaded and humiliated, it has gone through wars and been divided with so much suffering. Yesterday, when I went to the encounter with young people, I visited the museum of the martyrs there. It's terrible the suffering of these people. Simply to not step on the cross. It's a pain, an historical suffering. It has the capacity to suffer this nation and also this is a part of its dignity. Also today, when there were these elderly ladies in front at Mass. Think that during that invasion they were girls taken away to the police stations to be taken advantage of. And they haven't lost their dignity. They were there today showing their faces. These elderly women, the last of them who remain. It's a people strong in their dignity. But going back to martyrdom and suffering, also these women are the fruits of war. Today we are in a world of war. everywhere. Someone told me, 'you know father that we're in the third world war, but in pieces. ' He understood this, no? It is a world in war where they commit these cruelties.

I would like to speak about two words. First, cruelty. Today, children don't count. Once they spoke of 'conventional warfare.' Today this doesn't count. I'm not saying that the conventional war is a good thing, but today the bomb goes and kills the innocent with the culpable with the child and the women and mother. They kill everyone. But, we need to stop and think a bit about what level of cruelty we have reached. This should scare us. And, this is not to create fear. We could make an empirical study. The level of cruelty today of humanity is a bit scary. Another word on which I would like to say something in relation with this is torture. Today, torture is one of the almost ordinary means of acts of intelligence services, of judicial processes. And, torture is a sin against humanity. It is a crime against humanity. And, to Catholics I say that torturing a person is a mortal sin. It is a grave sin. But, it's more. It's a sin against humanity. Cruelty and torture. I would really like it if you in your media were to make a reflection of how you see these things today, how is the level of cruelty of humanity and what you think of torture. I think it would do us all well to think about this.

11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / จีนกวาดจับกลุ่มคริสต์นอกกฎหมาย พัวพันฆาตกรรม เมื่อ: สิงหาคม 20, 2014, 09:51:29 PM
 ยิ้ม
                                                                    จีนกวาดจับกลุ่มคริสต์นอกกฎหมาย พัวพันฆาตกรรม

ASTVผู้จัดการออนไลน์   
20 สิงหาคม 2557 15:59 น.

        เซาท์ไชน่า มอร์นิงโพสต์ รายงาน (20 ส.ค.) ว่า ทางการจีนได้จับกุมสมาชิกกลุ่มคริสเตียนนอกกฎหมายเกือบ 1,000 คน หลังสมาชิกกลุ่มดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าร่วมฆาตกรรมหญิงคนหนึ่งในร้านฟาสต์ฟูด แม็คโดนัลด์ ซานตง เมื่อเดือนมิ.ย. ผ่านมา
       
       รายงานข่าวกล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยในคดีร่วมฆาตกรรมฯ เป็นสมาชิกของกลุ่มโบสถ์คริสเตียนนอกกฎหมาย 'คริสตจักรของพระเจ้า (Church of Almighty God)' ซึ่งมีสมาชิกที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทติดตามเข้ารีตฯ จำนวนมากมานานกว่าสิบปีแล้ว
       
       ซินหวารายงานอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ว่า การจับกุมสมาชิกครั้งนี้ ได้จับกลุ่มสมาชิกรายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มฯ รวมอยู่ในกลุ่มสมาชิกที่ถูกกวาดจับใน 6 มณฑลด้วย
       
       ก่อนหน้านี้ ทางการจีนได้พยายามควบคุมการขยายตัวของกลุ่มลัทธิต่างๆ โดยเมื่อปีพ.ศ. 2555 ก็ได้มีการจับกุมสมาชิกกลุ่มไปเกือบ 1,000 คน เมื่อตอนที่กลุ่มเหล่านี้ออกมาโหมข่าววันสิ้นโลก
       
       โกลบอล ไทม์ส รายงานอ้างคำกล่าวของสมาชิกกลุ่มว่า พระเยซูเพศหญิง ได้มาเกิดบนโลกแล้ว และของให้เหล่าสมาชิกเตรียมพร้อม สละทิ้งความศรัทธาต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเปรียบเสมือนปิศาจมังกรแดง
       
       รายงานข่าวกล่าวว่า สมาชิกกลุ่มฯ ได้ถูกล้างสมองเพื่อให้ยึดมั่นศรัทธาเพียงพระเจ้าของกลุ่ม อย่านับถือผู้อื่นใด แม้กระทั่งสมาชิกในครอบครัว มิตรสหายที่อยู่นอกรีต
       
       สำหรับคดีฆาตกรรมหญิงสาวในร้านแม็คโดนัลด์ ในมณฑลซันตง หลังจากเธอปฏิเสธที่ให้หมายเลขโทรศัพท์ที่สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มเข้ามาตื๊อให้เธอเข้าร่วมลัทธิ โดยเหตุเกิดเมื่อเดือนมิถุนายนนั้น ขณะนี้ผู้ต้องหาฯ ทั้ง 5 คน อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งจะทราบคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ (21 ส.ค.)
       
       ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ขณะนี้ผู้ก่อตั้งและเคลื่อนไหวกลุ่ม โบสถ์คริสเตียน Church of Almighty God ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว
       
       เสรีภาพในการนับถือศาสนาในประเทศจีนนั้น ได้รับการสนับสนุนและดูแลโดยรัฐบาลจีน ซึ่งอนุญาตอย่างเป็นทางการเฉพาะศาสนาพุทธ เต๋า มุสลิม คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และโปรเตสแตนท์ โดยมีการขึ้นทะเบียนโบสถ์ วัด และกลุ่มลัทธิต่างๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจะต่อต้าน ปราบปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มศาสนานอกกฎหมายต่างๆ โดยก่อนหน้านี้ก็เคยกำจัดกลุ่มลัทธิฝ่าหลุนกง ลัทธิซึ่งมีการเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางในจีน มีสมาชิกกว่าล้านคนเมื่อปี 2543

          Petervich  :  อะไรเป็นอะไรก็พอรับได้  แต่ที่กลุ่มคริสต์ประหลาด Church  of Almighty God อ้างว่า " พระเยซูเพศหญิง ได้มาเกิดบนโลกแล้ว " นี่ซิ  แสนจะทุเรศทุรังกาหาเสมือนมิได้เลย !   โทษที  ตีแล้วที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนออกกว้านจับไปกักตัวไว้  อย่าให้ออกมาคิดอะไรผิดมนุษย์มนาเป็นอันขาดอีก  อะไรกัน พระเยซูเจ้าท่านเกิดมาเป็นมนุษย์เพศชายทั้งแท่ง  ทะลึ่งมาบอกว่า พระเยซูเพศหญิงมาเกิดแล้ว    เอาอะไรมาคิดมาพูดแบบคนศาสนาไหนฟังแล้วก็แสบเข้าไปในประสาทหู  มันเป็นความจริงได้อย่างไรคุณ  มั่วจริงเลย.....ใครเป็นคนตั้งนิกายเฮงซวยแบบนี้  งงจริงๆ.
12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ตรัสเป็นลาง! “โป๊ปฟรานซิส” เผยทรงเหลือเวลาอีกแค่ “2-3 ปี” ก่อนไปพบพระเจ้า เมื่อ: สิงหาคม 20, 2014, 05:01:26 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                     ตรัสเป็นลาง! “โป๊ปฟรานซิส” เผยทรงเหลือเวลาอีกแค่ “2-3 ปี” ก่อนไปพบพระเจ้า

ASTVผู้จัดการออนไลน์   
19 สิงหาคม 2557 13:35 น.

          เอเอฟพี - สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเรียกเสียงฮือฮาด้วยการเอ่ยถึง “ความตาย” ของพระองค์เองเป็นครั้งแรก เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.) โดยตรัสว่าทรงเหลือเวลาอีกเพียง “2-3 ปี” เท่านั้น ทว่าไม่ทรงระบุชัดเจนว่าจะตัดสินพระทัยสละตำแหน่งประมุขคริสตจักรคาทอลิกก่อนหน้านั้นหรือไม่
       
       พระสันตะปาปาได้ประทานสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนบนเที่ยวบินกลับสู่นครรัฐวาติกัน โดยนักข่าวได้ทูลถามว่า ทรงคิดอย่างไรต่อชื่อเสียงและกระแสความนิยมในตัวพระองค์ท่านซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการเสด็จเยือนเกาหลีใต้เป็นเวลา 5 วันนี้
       
       “ข้าพเจ้าเห็นว่านี่คือความเอื้อเฟื้อจากประชาชนของพระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าพยายามคิดทบทวนเกี่ยวกับบาปและความผิดของของตัวเองเพื่อไม่ให้หลงระเริงจนเกินไป เพราะข้าพเจ้าทราบดีว่าสิ่งเหล่านี้จะอยู่อีกเพียงไม่นาน แค่ 2-3 ปี จากนั้นข้าพเจ้าก็จะกลับไปสู่บ้านของพระบิดา” พระสันตะปาปาซึ่งเวลานี้มีพระชนมายุล่วงเข้า 77 พรรษา ตรัสอย่างอารมณ์ดี
       
       ประมุขแห่งคริสตจักรตรัสต่อไปว่า ทุกวันนี้ทรงเรียนรู้ที่จะรับมือกับชื่อเสียง “อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น” แม้ในช่วงแรกๆ จะทรง “กลัวนิดหน่อย” ก็ตามที
       
       แม้สันตะปาปาฟรานซิสจะไม่เคยตรัสต่อสาธารณชนมาก่อนว่าจะทรงกลับไปพบ “พระผู้สร้าง” เมื่อใด แต่แหล่งข่าวในสำนักวาติกันเผยว่า พระองค์เคยตรัสกับบุคคลใกล้ชิดว่า ทรงเหลือเวลาอีกแค่ “ไม่กี่ปี”
       
       โป๊ปชาวอาร์เจนตินายังทรงเอ่ยถึงโอกาสที่พระองค์จะเกษียณจากการเป็นพระสันตะปาปา เช่นเดียวกับที่อดีตพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงกระทำมาแล้วเมื่อปี 2013 หากทรงรู้สึกว่าไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่
       
       “การเกษียณอายุก็มีความเป็นไปได้ แม้อาจจะฟังดูขัดหูนักเทววิทยาบางคนก็ตาม”
       
       พระสันตะปาปาตรัสเสริมอีกว่า เมื่อ 60 ปีก่อนเราไม่เคยได้ยินว่าพระบิชอปคาทอลิกขอเกษียณตัวเอง แต่ทุกวันนี้เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว
       
       “พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงเป็นผู้เปิดประตูนั้น”
       
       โป๊ปฟรานซิสทรงยอมรับว่า ทรงมี “ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท” ที่ต้องได้รับการรักษา
       
       “ต้องคอยดูแลมันให้ดี เส้นประสาทพวกนี้ ต้องหาเพื่อน (ชาชนิดหนึ่งจากอาร์เจนตินาซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท) ให้มันทุกวัน” พระองค์ตรัสแบบติดตลก

ตรัสเป็นลาง! “โป๊ปฟรานซิส” เผยทรงเหลือเวลาอีกแค่ “2-3 ปี” ก่อนไปพบพระเจ้า

          Credit  :  ASTV  Manager Online
13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “โป๊ปฟรานซิส” ทรงประสาทพรแก่ชาวคริสต์โสมขาวในพิธีมิสซากลางกรุงโซล เมื่อ: สิงหาคม 16, 2014, 06:20:10 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                       “โป๊ปฟรานซิส” ทรงประสาทพรแก่ชาวคริสต์โสมขาวในพิธีมิสซากลางกรุงโซล

ASTVผู้จัดการออนไลน์   
16 สิงหาคม 2557 13:50 น.

        รอยเตอร์ – สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประกอบพิธีมิสซากลางแจ้งที่ใจกลางกรุงโซลท่ามกลางคริสตศาสนิกชนชาวเกาหลีใต้นับหมื่นคนในวันนี้(16) โดยพระประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกทรงแสดงความเป็นห่วงในเรื่องช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน และทรงวิงวอนให้ผู้ที่มั่งมีรับฟัง “เสียงโอดครวญ” ของผู้ที่ยากลำบากกว่า

                                                                 ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000009652202_zps6119fb76.jpeg.html][IMG]][/url]
      
       พระสันตะปาปาชาวอาร์เจนตินาทรงมีพระดำรัสดังกล่าว ขณะที่ทรงประสาทพรแก่ดวงวิญญาณชาวเกาหลี 124 คนที่ถูกสังหารในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 เพราะไม่ยอมละทิ้งความศรัทธาในคริสตศาสนา
      
       ทั้งนี้ พิธีประสาทพร (beatification) ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่บุคคลนั้นๆ จะได้รับการยกสถานะเป็น “นักบุญ” ในคริสตจักรโรมันคาทอลิก
      
       พระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสยกย่องความกล้าหาญของชาวเกาหลีที่สละชีพเพื่อศาสนาคริสต์ และชี้ว่าความใจบุญสุนทาน ตลอดจนการปฏิเสธที่จะไหลตามโครงสร้างสังคมในยุคสมัยของพวกเขา ถือเป็นแรงบันดาลใจต่อผู้คนในปัจจุบัน
      
       “สิ่งที่พวกเขากระทำไว้เป็นแบบอย่างได้สอนอะไรมากมายแก่พวกเรา ซึ่งอาศัยอยู่ในสังคมที่ความมั่งคั่งร่ำรวยและความยากจนสุดขีดกำลังเติบโตอย่างเงียบๆ สังคมที่แทบไม่รับฟังเสียงของผู้ยากไร้ และสังคมที่พระคริสต์ยังทรงเรียกร้องให้เรารู้จักที่จะรักกัน และรับใช้พระองค์ด้วยการช่วยเหลือพี่น้องของเราที่เดือดร้อน”
      
       ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดตั้งแต่เสด็จฯ ถึงเกาหลีใต้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา(14) ซึ่งนับว่าเป็นการเยือนทวีปเอเชียครั้งแรกของพระองค์ นับตั้งแต่ทรงก้าวสู่ตำแหน่งประมุขคริสตจักรคาทอลิก เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2013
      
       เมื่อปีที่แล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาได้ทรงเริ่มงานเขียนชิ้นแรกของพระองค์ โดยทรงโจมตีระบบทุนนิยมว่าเป็น “ทรราชยุคใหม่” พร้อมทั้งทรงวิงวอนให้ผู้นำประเทศต่างๆ เร่งแก้ไขปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
      
       เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำในสังคมก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
      
       ปัจจุบัน ผู้สูงอายุเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่งมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น
      
       พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประกอบพิธีมิสซาที่แท่นปะรำพิธีสีขาวหน้าประตูกวางฮวามุน ซึ่งเป็นสถานที่ประหารชีวิตชาวเกาหลีที่นับถือคริสต์ในสมัยราชวงศ์โชซอน
      
       ขณะที่ทรงพระดำเนินไปยังแท่นพิธีนั้น พระสันตะปาปาได้ทรงหยุดชั่วขณะ และทรงสวดมนต์ร่วมกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือเฟอร์รีเซวอล ซึ่งหนึ่งในนั้นได้ถวายจดหมายฉบับหนึ่งแก่พระองค์ และกราบทูลว่า “โปรดอย่าทรงลืม”
      
       เรือเฟอร์รีเซวอลอับปางลงกลางทะเลระหว่างเดินทางไปยังเกาะเชจู เมื่อวันที่ 16 เมษายน ทำให้มีผู้โดยสารเสียชีวิตกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมที่กำลังจะเดินทางไปทัศนศึกษา
      
       ประวัติความเป็นมาของศาสนาคริสต์บนคาบสมุทรเกาหลีนั้นค่อนข้างโดดเด่นตรงที่ว่า ไม่ได้เกิดจากการเผยแผ่โดยมิชชันนารีตะวันตก แต่ปัญญาชนชาวเกาหลีในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ได้อ่านเรื่องราวของศาสนาคริสต์จากวรรณกรรมที่มาจากจีน และเริ่มก่อตั้งชุมชนของพวกเขาขึ้นมาเอง
      
       ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเติบโตอย่างรวดเร็วในเกาหลีใต้ โดยมีผู้ยอมรับนับถือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีชาวเกาหลีใต้ที่นับถือคริสต์คาทอลิกราว 11% ของประชากรทั้งประเทศ และเพิ่มจำนวนขึ้นราวๆ 100,000 คนทุกปี

          Credit  :  ASTV  Manager online

          
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “โป๊ป” เตือนชาวแดนกิมจิระวัง “มะเร็งร้าย” แห่งความสิ้นหวัง เมื่อ: สิงหาคม 15, 2014, 03:57:18 PM
 ยิ้ม
                                       “โป๊ป” เตือนชาวแดนกิมจิระวัง “มะเร็งร้าย” แห่งความสิ้นหวังเกาะกินสังคมที่รวยแต่ “เปลือกนอก”

ASTVผู้จัดการออนไลน์   
15 สิงหาคม 2557 12:33 น.

       เอเอฟพี - สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงออกโรงเตือนถึง “มะเร็ง” แห่งความสิ้นหวัง ซึ่งเกาะกินสังคมที่ดูมั่งคั่งแต่เพียงเปลือกนอก และทรงเรียกร้องให้คริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิกปฏิเสธ “รูปแบบทางเศรษฐกิจอันไร้มนุษยธรรม” ณ พิธีมิสซาที่มีประชาชนเข้าร่วมถึง 45,000 คนในวันนี้ (15 ส.ค.) โดยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่โป๊ปเสด็จเยือนทวีปเอเชีย

                                                   ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000009607701_zps9e4c543d.jpeg.html][IMG]][/url]

       ในการกล่าวถึงอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงลิ่วในเกาหลีใต้ พระองค์ทรงเตือนว่า “วัฒนธรรมแห่งความตาย” อาจแผ่ขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว ในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา ที่คนยากคนจนถูกมองข้าม
      
       วันนี้ (15) สมเด็จพระสันตะปาปาทรงปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก หลังเสด็จถึงกรุงโซลวานนี้ (14) เวลาเดียวกับที่เกาหลีเหนือซึ่งมีนิวเคลียร์ในครอบครอง ออกมาระดมยิงจรวดพิสัยใกล้ตกลงไปในทะเล
      
       ก่อนที่โป๊ปฟรานซิสจะเสด็จมาประกอบพิธีมิสซาหลายชั่วโมง ฝูงชนจำนวนมหาศาลต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่งในสนามฟุตบอลแดจอน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลลงไปทางใต้ 160 กิโลเมตร
      
       ในหมู่ประชาชนที่เข้าร่วมพิธีกัน มี 38 คนเป็นผู้รอดชีวิต และญาติพี่น้องของเหยื่อโศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รี “เซวอล” อับปางเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งมีผู้สังเวยชีวิตไปราว 300 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย
      
       ก่อนพิธีมิสซาจะเริ่มขึ้น พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีรับสั่งสั้นๆ ต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่วิงวอนให้พระองค์สนับสนุนให้มีการสืบสวนเหตุเรือเฟอร์รีอับปางอย่างเต็มที่ และเป็นกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องกับรัฐบาลโสมขาว
      
       ทั้งนี้ สาธารณชนต่างกล่าวโทษว่าโศกนาฏกรรมครั้งนั้นเป็นผลมาจากความหละหลวมในการบังคังใช้กฎหมาย ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการมองเห็นผลกำไรสำคัญกว่าความปลอดภัย
      
       *** การต่อสู้กับ “จิตวิญญาณของการแข่งขันที่อยู่เหนือการควบคุม” ***
      
       ระหว่างทรงเทศนา โป๊ปฟรานซิสทรงเรียกร้องให้ชาวคริสต์ในเกาหลีใต้ต่อสู้กับ “จิตวิญญาณของการแข่งขันที่อยู่เหนือการควบคุม ซึ่งก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัวและความขัดแย้ง” ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้พวกเขา “ปฏิเสธรูปแบบทางเศรษฐกิจอันไร้มนุษยธรรม”
      
       นอกจากนี้ พระองค์ตรัสถึง “มะเร็ง” แห่งความสิ้นหวังซึ่งแผ่ซ่านในสังคมที่ดูร่ำรวยแต่เพียงเปลือกนอก ทว่า กลับซ่อนเร้นความโศกเศร้าลึกลงไปภายใน

       พระดำรัสของพระองค์ไม่เพียงสะท้อนปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดาประเทศเศรษฐกิจเติบโตใหม่ในเอเชีย ที่การเติบโตอย่างพุ่งพรวดของเศรษฐกิจได้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมร้ายแรงตามมา
      
       ต้นไม้ที่ขึ้นเรียงรายอยู่ริมถนนสายที่มุ่งหน้าไปยังสนามกีฬาถูกประดับประดาด้วยริบบินสีเหลือง ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แทนผู้ที่เสียชีวิตจากภัยพิบัติเรือเฟอร์รีเซวอล
      
       คิม ฮยองกี หนึ่งในญาติของผู้เสียชีวิตกล่าวกับเอเอฟพีว่า “ผมนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ แต่ก็เชื่อว่าการมาเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาจะช่วยเยียวยาบาดแผลจากภัยพิบัติเรือเซวอล”
      
       ผู้คนเรือนพันที่ไม่มีบัตรเข้าร่วมพิธีต่างเปล่งเสียงตะโกนและโบกธง ในเวลาที่รถเปิดประทุนของโป๊ปแล่นผ่าน โดยพระองค์ทรงมีรับสั่งให้หยุดรถเป็นพักๆ เพื่อให้พรแก่เด็กๆ และทารกน้อยในอ้อมอกของผู้ปกครอง
      
       ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่คริสตจักรในแดนโสมขาวได้ส่งคำร้องหลายฉบับไปยังเปียงยาง เพื่อให้พวกเขาส่งคณะผู้แทนชาวคาทอลิกมาร่วมพิธีมิสซา “เพื่อความปรองดอง” ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาจะประกอบขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นเพราะความขุ่นเคืองต่อการฝึกซ้อมทางทหารระหว่างสหรัฐ-เกาหลี ใต้ที่กำลังจะมีขึ้น
      
       คริสตจักรคาทอลิกก็เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ในเกาหลีเหนือ ที่ได้รับอนุญาตเพียงแค่ให้ดำเนินงานภายใต้การจำกัดขอบเขตอย่างเข้มงวดเท่า นั้น และยังต้องยู่ภายใต้การสมาคมคาทอลิกเกาหลีที่รัฐเป็นผู้ควบคุมด้วย
      
       การเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อจุดประกายการเติบโตของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกในเอเชีย และโป๊ปฟรานซิสจะทรงอาศัยโอกาสที่พระองค์พบปะกับเด็กหนุ่มสาวชาวคาทอลิกหลายพันคนที่สนามกีฬาแดจอนในวันนี้ (15) ซึ่งเป็นวันเยาวชนเอเชีย (Asian Youth Day) เพื่อส่งสาส์นให้แก่ทวีปนี้

       Credit  :  ASTV  Manager Online    
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โป๊ปฟรังซิสเสด็จถึงเกาหลีแล้ว เมื่อ: สิงหาคม 15, 2014, 10:19:15 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                โป๊ปฟรังซิสเสด็จถึงเกาหลีแล้ว

Posted by editor@popereport.com on 11:04
14 AUGUST 2014

       สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เสด็จถึงเกาหลีโดยสวัสดิภาพแล้ว เมื่อเวลา 8.40 น. ที่ผ่านมา (เวลาไทย) โดยระหว่างเดินทักทายผู้รับเสด็จ พระสงฆ์ที่เป็นล่ามคอยพูดภาษาสแปนิชแนะนำให้พระองค์ตลอดทาง

                                                      ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/46009716d3ddbb1f5c0f6a706700c9af_zps36768089.jpg.html][IMG]][/url]

       เก็บตกเรื่องน่ารู้ที่คนทั่วไปไม่น่ารู้ พระสันตะปาปา ฟรังซิส ยังคงเสมอต้นเสมอปลายกับความสมถะติดดิน แม้มาเยือนเกาหลี พระองค์ยังขอให้รถพระสันตะปาปาเป็น "รถเล็ก"  ส่วนรถบอดี้การ์ดนั้น คนละเรื่องกันเลย

       ทวิตเตอร์ของพระสันตะปาปา (@Pontifex) ทวีตข้อความออกมาเมื่อครู่นี้ ใจความว่า "ขอพระเจ้าอวยพรเกาหลี เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุและเยาวชน" นอกจากนี้ ทวิตเตอร์ของพระสันตะปาปายังทวีตเป็นภาษาเกาหลีด้วย (ในภาพ รถกระป๋องของพระสันตะปาปาวิ่งผ่านท้องถนนในกรุงโซล พร้อมประชาชนที่มารอรับเสด็จอย่างคับคั่ง)

       ความเป็นกันเองของพระสันตะปาปาที่น่าจะเข้าถึงได้ง่ายที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อพระองค์เปิดโอกาสให้นักข่าวที่ร่วมเที่ยวบินไปด้วย ได้ Selfie กันให้มันส์ไปเลย

       ช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ได้เสด็จไปยังสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศเกาหลี เพื่อพบปะและให้โอวาทกับบรรดาพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชคาทอลิกชาวเกาหลี โดยพันธกิจนี้เป็นงานสุดท้ายของวันแรกในการเยือนเกาหลีใต้ของพระสันตะปาปา

       ในส่วนโอวาทที่พระสันตะปาปาตรัสกับบรรดาพระสังฆราชชาวเกาหลี มีว่า "พ่อขอให้กำลังใจพวกท่านในการดำเนินชีวิตเป็นผู้ปกปักรักษาความทรงจำอันงดงาม ซึ่งยังคงจำวิธีการที่บรรดามรณสักขีชาวเกาหลีได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อลงบนแผ่นดินจนบังเกิดผลอย่างอุดมสมบูรณ์ ทำให้เราพร้อมเก็บเกี่ยวพระหรรษทานบนแผ่นดินได้อย่างล้นเหลือ พวกท่านคือลูกหลานของมรณสักขีชาวเกาหลี พวกท่านคือทายาทสืบต่อการเป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสตเจ้า พวกท่านยังเป็นทายาทของประเพณีอันน่าประทับใจ โดยผ่านทางความซื่อสัตย์ ความพยายาม และการทำงานของบรรดาฆราวาสหลายต่อหลายรุ่น

"ในเส้นเลือดหลักแบบนี้ มรดกล้ำค่าที่ถูกส่งมอบจากบรรพบุรุษได้บังเกิดผลแล้วในตอนนี้ เราสามารถพบเห็นการผลิดอกออกผลผ่านทางกลุ่มคาทอลิกและวิถีชุมชนวัดที่มีชีวิตชีวา รวมไปถึงการสอนคำสอนที่มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกันการก้าวออกไปสัมผัสกับเยาวชน สิ่งเหล่านี้ บังเกิดผลงดงงามทั้งในโรงเรียนและบ้านเณร"

จากนั้น พระสันตะปาปา ผู้ทรงพระชนมายุ 77 ชันษา ทรงแบ่งปันว่า พระศาสนจักรคาทอลิกเกาหลีจัดเป็นสถานที่สำคัญสำหรับชีวิตฝ่ายจิตของประเทศแห่งนี้ก็ว่าได้ เพราะที่นี่คือแรงผลักดันชั้นเยี่ยมในการส่งธรรมทูตออกไปแพร่ธรรมตามประเทศต่างๆ

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "จากจุดเริ่มของการเป็นจุดหมายสำหรับการแพร่ธรรม บัดนี้ เกาหลีได้กลายเป็นดินแดนของธรรมทูตไปแล้ว พระศาสนจักรสากลได้ผลิดอกออกผลและได้รับประโยชน์จากพระสงฆ์และนักบวชมากมายที่ถูกส่งออกไปแพร่ธรรมจากประเทศแห่งนี้

"อย่างไรก็ตาม จงเป็นผู้ปกปักรักษาความทรงจำดีๆแบบนี้ไว้ พ่อพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่า จงอย่าทำแค่จดจำสิ่งดีๆในอดีตเท่านั้น แต่จงก้าวไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็ง พละกำลัง และปรีชาญาณที่เพียบพร้อม เพื่อจะได้เผชิญหน้ากับอนาคตด้วยความมั่นใจ

"นอกจากนี้ พี่น้องพระสังฆราชที่รัก พ่ออยากให้พวกท่านเป็นผู้พิทักษ์รักษาความหวัง ความหวังที่เกิดจากพระหรรษทานของพระวรสารและพระเมตตาของพระเยซูคริสต์ นี่คือความหวังที่ได้บันดาลให้เกิดบรรดามรณสักขีชาวเกาหลี จงรักษาความหวังด้วยการดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของความศักดิ์สิทธิ์ จงมีความรักแบบพี่น้อง มีความเมตตา และทำหน้าที่ธรรมทูตด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักร

"พ่อยังขอร้องทุกคนให้ความสนใจต่อผู้ยากไร้ ผู้อาวุโส และเด็ก จงส่งเสริมการศึกษาและให้ความช่วยเหลือต่อผู้ยากไร้ เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ลี้ภัย เพราะความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ยากไร้ ถูกพิจารณาว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตคริสตชน" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ

"สิ่งหนึ่งที่พ่ออยากเน้นย้ำพระสังฆราชก็คือ พระสังฆราชต้องอย่าทำตัวห่างไกลจากพระสงฆ์เป็นอันขาด แต่จงทำตัวให้ว่างเข้าไว้ และจงให้ความสนใจกับความต้องการของพระสงฆ์แต่ละคน ที่สำคัญ พระสังฆราชต้องระวังการประจญล่อลวงที่มักจะมาพร้อมกับความสำเร็จของผลงานด้วย

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงเตือนสติพระสังฆราช อย่างตกเป็นเหยื่อของ "โลกธุรกิจ" เป็นอันขาด นอกจากนี้ อย่าตกเป็นเหยื่อของจิตตารมณ์ทางโลกที่มุ่งแสวงหาแต่ความสำเร็จด้วย

พระสันตะปาปา ตรัสว่า "วิบัติแก่พวกเรา ถ้าไม้กางเขนที่เราแบกไม่สามารถแยกแยะความปราดเปรื่องทางโลกได้ ดังนั้น พ่อขอร้องพวกท่านบรรดาพระสังฆราชและพระสงฆ์ จงปฏิเสธการประจญล่อลวงทุกชนิด ขอให้พวกเราได้รับการปกป้องจากพระจิต ผู้จะช่วยหยุดยั้งจิตตารมณ์ทางโลกซึ่งมาหลอกล่อเราในชีวิตจิตและการทำงานอภิบาลด้วย"

       "สุดท้าย พ่อขอให้กำลังใจพวกท่านในความพยายามสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความศักดิ์สิทธิ์ และความกระตือรือร้นในกลุ่มชาวเกาหลี ความทรงจำดีๆในอดีตและความหวังจะเป็นเครื่องนำทางให้เราก้าวไปสู่อนาคต" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย


       "Follow Pope Report is to follow Pope Francis"

        ขอบคุณ   Pope Report  ในเนื้อข่าวสารและภาพประกอบทั้งหมด

                                                                               E  Pluribus  Unum
                                                                         Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                    Semper Vigilo  Paratus  et  Fidelis

                                                                                Alan  Petervich
หน้า: [1] 2 3 ... 77