แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 110
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ยันต์เป็นเรื่องของรสนิยม ไม่ใช่เรื่องของศีลธรรม เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2016, 05:17:02 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                      ยันต์เป็นเรื่องของรสนิยม ไม่ใช่เรื่องของศีลธรรม
                                                                                  Tattoos are a matter of taste, not morality
 
by Fr Alexander Lucie-Smith
posted Wednesday, 27 Jun 2012

                                                                                       

                                                          Joanna Southgate was allowed into Ascot despite her inked arms (Photo: PA)

Personally, I loathe them. But it's hard to argue that they are per se immoral  ในส่วนตัว พ่อรังเกียจยันต์ แต่ เป็นการยากที่จะโต้แย้งว่ายันต์พวกนั้นในตัวมันเองไม่ถูกศีลธรรม

Tattoos are in the news again. It seems that not only does virtually everyone have one these days, but that you can go into the Royal Enclosure at Ascot and no one will bat an eyelid if you show off acres of inked flesh. Indeed, if you are tattooed you are in very good company, along with Edward VIII, George V and of course Samantha Cameron, all of whom were or are tattooed.

ยันต์กลับมาเป็นข่าวอีก  ดูเหมือนว่า เพียงปัจจุบันนี้ ทุกคนต่างมียันต์หนึ่งดวงทั้งนั้น  แต่ คุณสามารถเข้าไปในแหล่งขุนนางที่แอสคอท และจะไม่มีผู้ใดกระพริบเปลือกตาถ้าคุณแสดงเนื้อหนังบางส่วนลงหมึก   จริงนะ  ถ้าคุณลงยันต์คุณจะได้เพื่อนดีๆมาก  อย่างเช่นพระเจ้าเอ็ดเวิรด์ที่ VIII  พระเจ้าจอร์จที่ V และแน่นอน ซาแมนทา คาเมรอน  คนทั้งหมดที่กล่าวนามมานี้ได้สักยันต์หรือเคยลงยันต์มาก่อน

But no one really seems interested in the moral implications of tattoos. They are permanent, though they can fade with age, and therefore a tattoo is only to be chosen after careful thought, as you will have to live with the choice you make for the rest of your life. This is why most tattooing parlours will not tattoo people under a certain age. This should give us all pause. It seems to be a denial (quite rightly in my opinion) of a person’s right to choose, and the idea that a person has complete dominance over their own body.

แต่จริงๆแล้ว ไม่มีใครดูเหมือนจะสนใจงยันต์ที่ถูกศีลธรรม  ยันต์เหล่านั้นลงไว้ถาวร แม้ว่าสามารถจะจางลงบ้างตามอายุขัย  และดังนั้นยันต์ดวงหนึ่งก็เพียงถูกเลือกหลังการใช้ความคิดอย่างระมัดระวัง  ดังที่คุณจะต้องดำเนินชีวิตกับการเลือกที่คุณรับเอาชั่วชีวิตของคุณ  นี่คือที่ว่าทำไมห้องสักยันต์ส่วนมากที่สุดจะลงยันต์ประชาชนภายใต้บางเกณฑ์อายุ  ข้อนี้ควรทำให้เราหยุดคิด  มันดูเหมือนเป็นการปฏิเสธอย่างหนึ่ง ( ซึ่งน่าจะถูกต้องตามความเห็นของพ่อ )เกี่ยวกับสิทธิของบุคคลที่จะเลือก  และความคิดที่ว่า คนๆหนึ่งมีอำนาจควบคุมเหนือร่างกายของเขาเองอย่างสมบูรณ์

Some religious believers are against all tattooing per se. This is because tattoos are condemned in the Bible at Leviticus 19:28. And so it is that Evangelicals still view tattooing as immoral (see here for an example) as do the Jews (see here for a Jewish view).

ผู้มีความเชื่อทางศาสนาบางคนต่อต้านการมี(สัก)ยันต์ทุกประเภทในตัวมันเอง  ข้อนี้เป็นเพราะว่ายันต์ทั้งหลายถูกประนามในพระคัมภีร์ Leviticus 19:28   และดังนั้นก็ทำให้กลุ่มชาวเอวังเยลิกันยังคงมีทัศนะมองการมียันต์ทุกแบบเป็นสิ่งผิดศีลธรรม ( ดูที่นี่เป็นตัวอย่าง ) เช่นเดียวกับชาวยิว ( ดูที่นี่สำหรับทัศนะยิว )

The Catholic view of tattoos is surely more nuanced, as no Catholic moralist argues, as far as I am aware, that tattoos are per se immoral. It might be right to have a tattoo for a good purpose. But what that good purpose might be, I wonder… It seems hard to argue that fashion, or the realisation that everyone else is doing it, is in itself a good or proportionate reason to cover yourself in tattoos. Or even, for that matter, to have a small, discreet tattoo. However, we do allow ear-piercing, even for quite young girls, and what on earth is the point behind that?

ทัศนะคาทอลิกเรื่องยันต์แน่นอนแตกต่างกันเล็กน้อยมาก  โดยที่ไม่มีนักสอนศีลธรรมคาทอลิกโต้แย้ง  ไกลกว่าที่พ่อกังวล  ว่ายันต์เหล่านั้นโดยตัวมันเองผิดศีลธรรม  มันอาจถูกต้องในการที่จะมียันต์สักวงเพื่อวัตถุประสงค์ที่ดี  แต่ วัตถุประสงค์ดีที่ว่านั้นจะเป็นอย่างไร พ่อก็ยังงงๆอยู่ .....มันยากจริงๆที่จะโต้แย้งแฟชั่นนั้น  หรือความเป็นจริงที่ใครๆทุกคนต่างก็ทำมัน  ในตัวมันเองมีเหตุผลที่ดีหรือเข้ากันได้กับการมียันต์ของลูก  หรือแม้ เพื่อเรื่องนั้น  มีเพียงยันต์ดวงเล็กๆ   พิเคราะห์ดูก็แล้วกัน   อย่างไรก็ดี  พวกเราอนุญาตการเจาะหู แม้สำหรับสาวน้อยจริงๆ และ เหตุผลอะไรบนโลกที่อยู่เบื้องหลังข้อนั้น?

If asked (not that I have been yet) for advice by someone who was contemplating getting a tattoo, I would urge them not to go ahead. We are in the image and likeness of God: while we can adorn our bodies, we should not deface them. Tattooing strikes me not as adornment but as defacing the body. But it is a hard thing to be precise about. It may in the end come down to taste, which is not the same as morality. Personally, I loathe tattoos. That, in itself, is not a moral feeling. But I think there are good moral reasons not to have a tattoo; and few cogent moral reasons to justify them.

ถ้าถามพ่อ ( มิได้หมายความว่าพ่อมิได้อยู่ตรงนั้น ) เพื่อขอคำแนะนำ จากคนใดคนหนึ่งที่กำลังพิจารณาจะทำลงยันต์  พ่อจะกระตุนพวกเขาอย่าดำเนินการต่อไปอีก  เราอยู่รูปฉายาและความเหมือนของพระเจ้า  ขณะที่เราสามารถให้ความนับถือร่างกายของเรา เราไม่ควรจะทำให้ร่างกายเราขายหน้า  การทำยันต์มันกระทบพ่อในเชิงที่ว่าไม่ใช่เรื่องตบแต่งเป็นเครื่องประดับ แต่เป็นการทำให้ร่างกายเสียโฉม  แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะพูดได้อย่างเที่ยงตรงพอดี  มันอาจในที่สุดถึงตอนลองชิมดู  ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกับศีลธรรม  ในส่วนตัวของพ่อ  พ่อรังเกียจยันต์  นั่นคือ ในตัวมันเอง ไม่ใช่เรื่องความรู้สึกทางศีลธรรม  แต่พ่อคิดว่ามีเหตุผลทางศีลธรรมที่ดีไม่รับเอายันต์สักดวง  และเหตุผลทางศีลธรรมดีๆที่โน้มจิตใจให้เชื่อไม่รับยันต์ และ เหตุผลดีที่โน้มใจให้เชื่อสองสามประการก็มีที่ทำให้ต้องพิจารณาใตร่ตรองให้รอบคอบ.

Incidentally, the admired Hollywood actor, Mark Wahlberg, is having all his tattoos removed. This may be part of his seriousness about his Catholic faith, and his turning away from a troubled past. Mr Wahlberg is a tough man, but it seems even he finds tattoo removal painful – which all goes to show that having one in the first place is a bad idea.

เกิดเหตุขึ้น  ที่ดาราฮอลลีวู๊ด มาร์ค วอล์เบิร์ก ได้ลบล้างยันต์ทั้งหมดของเขาออกไปจากร่างกาย  นี้อาจเป็นส่วนของการเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับความเชื่อในคำสอนคาทอลิกของเขา  และการหันหนีจากอดีตที่ยุ่งยาก   คุณวอล์เบิร์กเป็นคนจริง  แต่มันดูเหมือนแม้เขาพบว่าการล้างยันต์จากกายจะเจ็บปวดมาก – ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นการแสดงว่าทำให้คนๆหนึ่งในชั้นนี้เป็นความคิดที่ใช้ไม่ได้.

Rev. Father Alexander Lucie-Smith is a Catholic priest, doctor of moral theology and consulting editor of The Catholic Herald. On Twitter he is @ALucieSmith

                                                                                                 Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                         Alan  Petervich

 

 
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / รวมรอยสักลายธรรมชาติ สวยพอดีแบบไม่เถื่อน! เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2016, 03:12:13 PM
 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
                                                                                             รวมรอยสักลายธรรมชาติ สวยพอดีแบบไม่เถื่อน!

MGR Online
     
25 กรกฎาคม 2559 08:45 น.

                                                                http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9590000073487

                                                               

       >>ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างเช่นทุกวันนี้ เชื่อเลยว่าสาวๆ ส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบศิลปะนั้นคงเริ่มหันมาประดับเรือนร่างด้วยลวดลายจากรอยสักด้วยเช่นกัน แต่...หากสักเลอะเทอะหรือเยอะเกินก็อาจโดนมองเป็นสาวติดลบได้เหมือนกัน
      
       ครั้งนี้เราจึงขอนำเสนอแนวทางเก๋ๆ สำหรับสาวๆ ที่กำลังลังเลว่าอยากจะมีรอยสักกับเขาบ้างแต่ยังคิดลายไม่ออกหรือยังไม่รู้จะวางลายไว้ส่วนไหนบนร่างกายดี คอนเทนต์นี้เรารวบรวมไอเดียมาให้คุณแล้ว กับรอยสักรูปแบบแนวธรรมชาติที่สีสันยังดูอ่อนหวานลดความโหดลงไปได้กว่าครึ่ง จะมีรูปแบบไหนที่โดนใจคุณบ้างตามมาชมกันได้เลยค่ะ :: Text by FLASH

      
ความคิดเห็น 9 รายการ

เพิ่มความคิดเห็น...

ท่านขุน สุราพินาศ

เกลี้ยงเกลาไม่เอารอยสักจะน่ารักกว่า ส่วนตัวผมนะ

ถูกใจ · ตอบกลับ · 1 · 25 กรกฎาคม 2016 12:50
..
ไส้อั่ว ข้าวนึ่ง · Owner ที่ Self-Employed

รอยสักเเบบนี้ลดความเเรงได้อักโขเลยครับ เเต่ที่เคยเจอมามีน้องหนูคนหนึ่ง เล่นสักไว้กลางเกาะเลยครับ ทุกอย่างสะดุดไปหมด นี่ถ้าผมเริ่มกลางทางคงจะเจอตั้งเเต่ตอนเเรก เเต่ผมเริ่มต้นทางก่อน หมดมู้ด เพราะเเม่เจ้าประคุณเล่นสักงูขดตัวเป็นวงๆเเล้วชูคออีก

ถูกใจ · ตอบกลับ · 1 · 25 กรกฎาคม 2016 13:13
..
ปู ชาตรี · สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตจันทบุรี

ของเก่าผลักดันให้ได้ทำ เหตุเพราะในอดีตชาติเคยเกิดเป็นสัตว์มีลวดลาย

ถูกใจ · ตอบกลับ · 3 · 25 กรกฎาคม 2016 13:19
..
ศักดา ติวเรือง · ทำงานที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สบส. กระทรวงสาธารณสุข

ก็สวยอยู่หรอกแล้วแต่ความชอบของใครของมัน ถ้าไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ทำไปเหอะ
แต่ส่วนตัวแล้ว ไม่รู้นะ มองว่ามันแฟชั่นพฤติกรรมการเลียนแบบ เมื่อมีอายุมากขึ้น มีลูก-หลาน จนเป็นยาย-ย่า อาจจะอยากลบออกจากตัวก็ได้ ใครจะไปรู้อนาคต ดังนั้นจะทำอะไรลงบนตัวของตัวเอง ควรคิดให้รอบด้าน

ถูกใจ · ตอบกลับ · 1 · 25 กรกฎาคม 2016 14:10

Kim Rimtalay

ศักดา ติวเรือง ตอนนี้เริ่มมีบริการ ลบรอยสักออก อีกไม่นานบริการลบรอยสักจะทำเงินได้ดี อาจดีกว่า บริการสัก ซะอีก นะ

ถูกใจ · ตอบกลับ · 6 ชม.
....
ศักดิ์สิทธิ์ วิบูลศิลป์โสภณ · ทำงานที่ Nattasit Studio

อยู่ดี ๆ ก็ทำให้เนื้อตัวมีตำหนิ..ประหลาดคน !!

ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 25 กรกฎาคม 2016 14:32
..
สุดติ่ง กระดิ่งแม๊วว

เอาข่าวนี้มาลงทำไม

ถูกใจ · ตอบกลับ · 23 ชม.

San Tri · ทำงานที่ Bank

จะได้เห็นตรงที่สักน่ะ.

ถูกใจ · ตอบกลับ · 22 ชม.
....
Somchai Sappurit

ลองไม่ใส่จุดๆรอบๆ น่าจะสวยกว่า

ถูกใจ · ตอบกลับ · 23 ชม.
..
Montri Makpleek · Northwood, Ohio

บ้าไปแล้วพวกที่สัก ถึงสวยแค่ไหนผมว่าบ้าไปแล้ว

ถูกใจ · ตอบกลับ · 14 ชม.
..
จักรกฤษณ์ น้อมเนียน · เจ้าของ กิจการ ที่ เพอร์เฟคคอมพิวเตอร์

ผมว่าเค้าอาจจะสักเพื่อปิดบังร่องรอยจุดต่างๆน่ะครับ เพราะแต่ละรูปดูแล้วเหมือนกับบริเวณที่สักมีรอยเป็นจุดๆ
เหมือนกับสะเก็ดอะไรสักอย่างกระจายอยู่ทั่วน่ะครับ และเมื่อสักแล้วจะทำให้คนไปสนใจรอยสักแทนรอยแผลที่
เป็นจุดๆน่ะครับ

ถูกใจ · ตอบกลับ · 7 ชม.

       Credit : ASTV Manager Online

Alan Petervich :  เรามีคำอธิบายตามหลักวิชาการคำสอนพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ว่า  ยันต์ที่กำลังนิยมกันในปัจจุบันนี้  คาทอลิกจะนำมาลงไว้ตามอวัยวะต่างๆของตัวเองได้หรือไม่  ผิดตามที่พระคัมภีร์ห้ามไว้หรืออย่างไร  ยกยอดไปอีกโพสต์หนึ่งนะ-ครับ.
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / แอนตี้อิสลาม -- ดาไลลามะ เตือนยุโรปเสี่ยงสูญเสียเอกลักษณ์ของตนโดยการรับ เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2016, 06:54:24 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                แอนตี้อิสลาม  -- ดาไลลามะ เตือนยุโรปเสี่ยงสูญเสียเอกลักษณ์ของตนโดยการรับผู้อพยพมากเกินไป
                                                         Anti-Islam - Dalai Lama warns Europe risks losing its identity by taking too many migrants

Religio Politico  
Published on Jun 3, 2016                                                                                                                                                                                                                                                Alan Petervich Update July 25, 2016

       Dalai Lama warns Europe risks losing its identity by taking too many migrants. The Dalai Lama says Europe risks losing its identity by taking in too many migrants and warned: "Germany cannot become an Arab country."
                                                                                                                                                                                                                                                     ดาไลลามะเตือนยุโรปจะเสียเอกลักษณ์ของตน โดยรับผู้อพยพมากเกินไป  ดาไลลามะกล่าวว่า ยุโรปเสี่ยงที่จะสูญเสียเอกลักษณ์ด้วยการรับผู้อพยพมากเกินไปและเตือนว่า “ เยอรมันนีไม่สามารถกลายเป็นประเทศอาหรับ “

Tibet's spiritual leader says refugees should only stay temporarily and return home to rebuild their countries when the conflicts have ended.                                                                                                              

 หัวหน้าฝ่ายจิตวิญญาณของธิเบตกล่าวว่า ผู้อพยพลี้ภัยควรอยู่เพียงชั่วคราวและกลับบ้านเพื่อสร้างประเทศของตนเองขึ้นใหม่เมื่อความขัดแย้งยุ่งยากสิ้นสุดลง

The Dalai Lama, who has himself lived in exile for over half a century, said: "When we look into the face of every single refugee, especially the children and women, we can feel their suffering.
"A human being who is a bit more fortunate has the duty to help them. On the other hand, there are too many now."
                                                                                                                                                                                                                                              
 ดาไลลามะ ซึ่งตัวเองถูกเนรเทศเป็นเวลาเกือบครึ่งศ๖วรรษแล้ว กล่าวว่า “ เมื่อเรามองหน้าผู้อพยพลี้ภัยแต่ละคน เป็นต้นเด็กๆและผู้หญิง  เราสามารถรู้ถึงความทุกข์ทรมานของพวกเขา  มนุษย์คนหนึ่งซึ่งโชคดีกว่าเล็กน้อย คงมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยพวกเขา  อีกประการหนึ่ง  ตอนนี้คนเหล่านี้มีมากเกินไปแล้ว “

Germany last year took in 1.1 million people fleeing war in Syria, Iraq, Afghanistan and other countries in the Middle East.     In an interview with German newspaper Frankfurter Allgemeine Zeitung, he said: "Europe, for example Germany, cannot become an Arab country. Germany is Germany. Buddha Bar New world order.
                                                                                                                                                                                                                                                       ปีที่แล้ว (2015) เยอรมันนีรับผู้อพยพลี้ภัยจำนวน  1.1 ล้านคน ที่หนีการสู้รบในซีเรีย  อิรัก  อาฟกานิสถานและประเทศอื่นๆในตะวันออกกลาง   ในการให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์เยอรมัน Frankfurter Allgemeine Zeitung   ดาไลลามะกล่าวว่า “ ยุโรป  ตัวอย่างเช่นเยอรมันนี  ไม่สามารถกลายเป็นประเทศอาหรับ  เยอรมันนีก็คือเยอรมันนี  พระพุทธเจ้าขัดขวางระบบจัดระเบียบโลกใหม่ด้วย.

       Alan Petervich : เรื่องที่เยอรมันนีได้เปิดต้อนรับผู้อพยพลี้ภัยจากตะวันออกกลางและอาฟริกาเหนือ  โดยจัดการอย่างโอบอ้อมอารีนั้น  เป็นสิ่งที่เป็นผลดีต่อประเทศเยอรมันนีจริงหรือไม่  ได้โปรดติดตามข้อมูลรายละเอียดที่เราจะนำเสนอต่อไป  อย่าพลาดนะครับ.

News & Politics
License
Standard YouTube License
  
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาร์ดินัลสหรัฐกล่าวว่า’ชาติคริสตชน’ในตะวันตกต้องต่อต้านการไหลบ่าเข้ามาของคนอิสลา เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2016, 05:21:53 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                 คาร์ดินัลสหรัฐกล่าวว่า’ชาติคริสตชน’ในตะวันตกต้องต่อต้านการไหลบ่าเข้ามาของคนอิสลาม
                                                                   US Cardinal Says ‘Christian Nations’ In West Must Counter Islamic Influx

http://jumpafter.xyz/news/US-cardinal-says-%E2%80%98Christian-nations%E2%80%99-in-West-must-counter-Islamic-influx
JUMPAFTER.XYZ
 
Amid heightened tensions over ISIS-fueled terror attacks and anti-Muslim rhetoric, a prominent U.S. cardinal says Islam “wants to govern the world” and Americans must decide if they are going to reassert “the Christian origin of our own nation” in order to avoid that fate. 

ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังเขม็งเกลียวขึ้นสูงเกี่ยวกับการโจมตีแบบก่อการร้ายและวาทศิลป์ต่อต้านมุสลิมที่เติมเป็นเชื้อเพลิงจาก ISIS 
คาร์ดินัลสหรัฐผู้ลือชื่อองค์หนึ่งกล่าวว่า ศาสนาอิสลาม “ ต้องการครองโลก “ และคนอเมริกันต้องตัดสินใจว่าพวกเขากำลังจะถือสิทธิ “ ก่อเกิดชาติของพวกเราเองในฐานะคริสตชน “ เพื่อจะหลีกเลี่ยงชะตากรรมนั้น.

Cardinal Raymond Burke, a Rome-based prelate known as an outspoken conservative and critic of Pope Francis’ reformist approach, said in an interview on Wednesday (July 20) that Islam is “fundamentally a form of government.” 

 พระคาร์ดินัล เรย์มอนด์ เบิร์ค  พระคุณเจ้าประจำที่กรุงโรม ที่รู้จักกันดีในฐานะคนหัวจารีตนิยมและวิพากย์วิจารณ์ขบวนการฟื้นฟูของพระสันตะปาปาฟรังซิส  ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธ    ( 20 กรกฎาคม ) ว่า อิสลามเป็น “ รูปแบบหนึ่งของรัฐบาลโดยพื้นฐาน “

While Catholic teaching recognizes that all Abrahamic faiths worship the same God, Burke criticized Catholic leaders who, in an effort to be tolerant, have a tendency “to simply think that Islam is a religion like the Catholic faith or the Jewish faith.”
“That simply is not objectively the case,” he said.

ขณะที่คำสอนคาทอลิกรับรู้ว่า บรรดาความเชื่อแบบอาบราฮัมทั้งหลายนมัสการพระเจ้าองค์เดียวกัน  คาร์ดินัลเบอร์ควิจารณ์บรรดาหัวหน้าคาทอลิกชาติต่างๆ ซึ่ง ในความพยายามที่จะเป็นคนใจกว้าง  มีแนวโน้ม “ ที่จะคิดง่ายๆว่าอิสลามเป็นศาสนาหนึ่งเหมือนความเชื่อคาทอลิกหรือความเชื่อยิว“พระคาร์ดินัลกล่าวว่า “ นั่นไม่ใช่กรณีที่ยอมรับได้ “

Burke, who was once archbishop of St. Louis, stressed that he did not want to be “disrespectful” of Islam or “generate hostility.”
But he said he worries that many people do not understand that, in his view, “when they (Muslims) become the majority in any country they have the duty to submit the whole population to Shariah,” as the Islamic code of law is known.

พระคาร์ดินัลเบิร์ค ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นพระอัครสังฆราชแห่งเซ็นต์หลุยส์ ได้ยืนยันว่า ท่านไม่ต้องการเป็นคน “ ไม่ให้ความเคารพ “ ศาสนาอิสลาม หรือ    “ ก่อให้เกิดความเป็นศัตรูกัน “   แต่ท่านกล่าวว่าท่านห่วงกังวลว่า ผู้คนจำนวนมาก ไม่เข้าใจว่า ในทัศนะของท่าน “ เมื่อพวกเขา ( คนมุสลิม ) ได้กลายเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศใดแล้ว พวกเขามีหน้าที่ที่จะบังคับประชาชนทั้งหมดเข้าสู่ระบบ Shariah “ ในฐานะระบบกฎหมายอิสลามเท่าที่รู้จักกัน.

The cardinal is a canon lawyer who headed the Vatican’s court system before Francis named him chaplain of the Knights of Malta, a Rome-based charitable order.

พระคาร์ดินัลเป็นนักกฎหมายศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งเป็นปปประธานระบบศาลของวาติกัน ก่อนที่พระสันตะปาปาฟรังซิส จะตั้ง ( คือปลดท่าน )ให้เป็น  chaplain of the Knights of Malta ซึ่งเป็นคณะนักบวชด้านเมตตาธรรมมีศูนย์อยู่ที่กรุงโรม

Burke was speaking by telephone from his home state of Wisconsin, where he was spending time this summer while doing interviews for a new book, “Hope for the World: To Unite All Things in Christ.” The book is an extended interview with a French journalist and it covers a range of often controversial topics.

คาร์ดินัลเบิร์คพูดทางโทรศัพท์จากที่ทำการของท่านที่มลรัฐวิสคอนซิล  ที่ซึ่งท่านได้ใช้เวลาฤดูร้อนนี้ ขณะที่ทำการสัมภาษณ์เพื่อหนังสือฉบับใหม่ ที่ชื่อว่า “ ความหวังของโลก: คือรวมทุกสิ่งในพระคริสต์ “  หนังสือเล่มนี้เป็นการสัมภาษณ์ที่แผ่กว้างกับนักหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส และเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อสนทนาที่บ่อยมากโต้แย้งกัน

Speaking to RNS, Burke said that individual Muslims “are lovely people” and can speak “in a very peaceful manner about questions of religion.”
“But my point is this: When they become a majority in any country then they have the religious obligation to govern that country. If that’s what the citizens of a nation want, well, then, they should just allow this to go on. But if that’s not what they want, then they have to find a way to deal with it.”
He said that in some cities in France and Belgium with large Muslim populations “there are little Muslim states” that are effectively “no-go zones” for government authorities – an assertion that is widely disputed.

เมื่อพูดกับสำนักข่าว RNS คาร์ดินัลเบิร์คกล่าวว่า คนมุสลิมปัจเจกชน “ เป็นคนน่ารัก “ และสามารถพูด “ ในแบบคนรักสงบ เกี่ยวกับคำถามทางศาสนา “   “ แต่ทัศนะของพ่อคืออย่างนี้ : เมื่อพวกเขากลายเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศใด  จากนั้นพวกเขามีข้อบัญญัติทางศาสนาที่จะปกครองประเทศนั้น  ถ้าเป็นสิ่งที่พลเมืองของประเทศนั้นต้องการ ถ้าเช่นนั้นนะ  พวกเขาจะปล่อยให้สิ่งนี้ดำเนินต่อไป  แต่ ถ้าไม่เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ  ถ้าเช่นนั้น พวกเขาจะหาทางจัดการกับมัน “
ท่านกล่าวว่า ในบางเมืองของฝรั่งเศสและเบลเยี่ยมที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม “ มีรัฐอิสลามเล็กๆหลายรัฐแล้ว “ ที่ปฏิบัติอย่างได้ประสิทธิภาพให้มี “ โซนที่เข้าไม่ได้ “ สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาล – เป็นการแสดงสิทธิที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

But Burke claimed “these things aren’t anomalies for Islam. This is the way things are to go. … And if you do understand that and you are not at peace with the idea of being forcibly under an Islamic government, then you have reason to be afraid.”

แต่คาร์ดินัลเบิร์คอ้างว่า “ สิ่งเหล่านี้ไม่ ใช่สิ่งที่ผิดหลักการสำหรับอิสลาม  นี่เป็นวิธีที่สื่งต่างๆจะดำเนินไป.....และ ถ้าพวกคุณเข้าใจข้อนั้น และคุณไม่สบายใจกับความคิดที่จะถูกบังคับให้อยู่ภายใต้รัฐบาลอิสลามถ้าอย่างนั้นคุณมีเหตุผลที่จะต้องกลัว “

He cited historical examples of famous military clashes between Muslim forces and the forces of Christian nations of Europe, such the Battle of Lepanto in 1571 and the Battle of Vienna in 1683, both of which marked defeats for the Ottoman Empire. “These historical events relate directly with the situation of today. There’s no question that Islam wants to govern the world,” Burke said.

พระคาร์ดินัลได้ยกตัวอย่างทางประวัติศาสตร์การสู้รบทางการทหารระหว่างกองทัพมุสลิม และกองทัพชาติคริสตชนแห่งยุโรป  เช่น ยุทธนาวีแห่งเลปันโต ในปี 1571 และสงครามแห่งเวียนนา ใน ปี 1683  ทั้งสองครั้งได้แสดงถึงความพ่ายแพ้สำหรับจักรวรรดิอ๊อตโตมาน  “  แหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ เกี่ยวพันโดยตรงกับสถานการณ์ของวันนี้  ไม่มีคำถมว่า อิสลามต้องการที่จะครองโลกหรือไม่ “ ท่านกล่าว.

When asked how the West should respond, the cardinal did not cite or endorse specific proposals, like those championed by the Republican presidential nominee Donald Trump and other conservatives, to ban or limit Muslims coming into the U.S.
“I think the appropriate response,” he said, “is to be firm about the Christian origin of our own nation, and certainly in Europe, and the Christian foundations of the government, and to fortify those.”

เมื่อถูกถามว่าตะวันตกควรตอบโต้อย่างไร พระคาร์ดินัลมิได้ชี้ทางและกำหนดข้อเสนอพิเศษ  เช่นข้อเสนอเหล่านั้นที่สุดยอดโดยโดแนลด์ ทรัมป์ ผู้ลงชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีพรรครีปับริกัน และฝ่ายจารีตนิยมคนอื่นๆ ที่ให้ห้ามหรือจำกัดจำนวนคนมุสลิมเข้ามาในสหรัฐ  ท่านกล่าวว่า “ พ่อคิดว่าคำตอบเฉพาะเรื่อง คือ ต้องยืนหยัดมั่นคงเกี่ยวกับการก่อกำเนิดชาติของเราแบบคริสตชน และแน่นอน ในยุโรป  และรากเหง้าคริสตชนของรัฐบาล และต้องเสริมสิ่งเหล่านั้นให้มั่นคงเข้มแข็ง “

He said that form of government permits all people to exercise their religious faith – “as long as it’s not against good order” – and “practices that tolerance which follows from Christian charity.”

ท่านกล่าวว่า รูปแบบของรัฐบาล อนุญาตให้ประชาชนทุกคนได้บริหารความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา – “ นานตราบเท่าที่มันไม่ขัดแย้งกับความมีระเบียบที่ดี “ – และ “ การปฏิบัติที่ใจกว้างซึ่งติดตามมาจากความรักฉันท์คริสตชน “

“I think we have to insist on that. We have to say no, our country is not free to become a Muslim state.”
Those comments elaborate on an answer that Burke gives in the new book, in which he says of Islam that “the (Catholic) Church really should be afraid of it.”

“ พ่อคิดว่าเราต้องยืนหยัดในเรื่องนั้น  เราต้องพูดว่า ไม่  ประเทศของเราไม่เป็นอิสระที่จะกลายเป็นรัฐมุสลิม “   คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นเป็นการวางแผนอย่างละเอียดละออ ในคำตอบที่พระคาร์ดินัลกล่าวไว้ในหนังสือเล่มใหม่  ซึ่งในนั้นท่านกล่าวถึงอิสลามว่า “ ศาสนจักรคาทอลิก จริงๆแล้วควรจะกลัวสิ่งนั้น “

That is a marked contrast to the approach of Francis and most other church leaders, who have called for dialogue with Islam and a welcoming attitude toward Muslim refugees fleeing strife in many lands.
Official church teaching has for decades also recognized Islam as an Abrahamic faith whose followers worship the same God as Jews and Christians.

นั่นคือข้อขัดแย้งที่เห็นได้ชัดกับแนวยึดถือของโป๊บฟรังซิสและบรรดาหัวหน้าศาสนจักรคนอื่นๆส่วนใหญ่  ซึ่งได้เรียกร้องให้มีการเสวนากับอิสลามและมีทัศนคติที่ต้อนรับผู้ลี้ภัยมุสลิมที่หลบหนีการกดขี่ในดินแดนต่างๆมากมาย  การสอนของศาสนจักรเป็นทางการตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษด้วย ได้รับรู้ว่าอิสลามเป็นเช่นความเชื่อแบบอาบราฮัม ซึ่งผู้ถือตาม นมัสการพระเจ้าองค์เดียวกันเช่นชาวยิวและคริสตชน

Burke has frequently made news with his sharp criticisms of Francis’ pontificate (he once called it “a rudderless ship”) and the pope’s more pastoral approach. The cardinal has also called on church leaders to be more forceful in battling abortion rights and gay marriage and has said the church has become too “feminized.”

คาร์ดินัลเบิร์ค บ่อยมากที่สร้างข่าวด้วยการวิจารณ์อย่างแหลมคมของท่านต่อสมณสมัยของโป๊บฟรังซิส ( ที่ครั้งหนึ่งท่านเรียกมันว่า “ เรือที่ไม่มีหางเสือ “) และ การปฏิบัติทางการบริหารมากเกินไปของโป๊บ   พระคาร์ดินัลยังเรียกร้องถึงบรรดาผู้นำศาสนจักรด้วย ให้แสดงพลังมากกว่าอีกในการรบสู้กับสิทธิการทำแท้งและการแต่งงานของพวกเพศที่สาม และได้กล่าวว่าพระศาสนจักรนั้นได้กลายเป็นผู้ที่ “ อ่อนแอเยี่ยงผู้หญิง” เกินไปแล้ว.

                                                                                                 Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                         Alan  Petervich


5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ความเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับมิสซาคาทอลิก ภาค II : หันไปทางตะวันออก เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2016, 10:38:09 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                      ความเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับมิสซาคาทอลิก  ภาค II : หันไปทางตะวันออก
                                                                    Popular Misconceptions About the Catholic Mass, Part II: Ad Orientem

March 18, 2016
posted by Michael Raia

“Many Catholics are unaware that priests are not required to celebrate Mass facing the assembly.” “ คาทอลิกจำนวนมากไม่ทราบว่าคุณพ่อไม่จำต้องถวายมิสซาเผชิญหน้ากับผู้เข้าร่วมพิธี”

                                                 

 
 Pope Francis celebrates Mass in the Sistine Chapel ad orientem on January 12, 2014. Photocredit: CTV                         โป๊บฟรังซิสถวายมิสซาในวัดน้อยซิสตินหันหน้าทางตะวันออก เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2014

In the second of a series on popular misconceptions about the Catholic Mass – particularly a few widespread changes in practice since the Second Vatican Council that many assume to be required – I would like to address the issue of liturgical orientation. Many Roman Catholics who recall the Mass prior to the Council or who have attended Mass in the Extraordinary Form (aka 'Traditional Latin' or 'Tridentine' Mass) have attended a liturgy celebrated ad orientem. This term indicates a priest celebrant united in his physical orientation with the entire assembly, facing the altar and the rear apse of the Church – symbolically understood as leading the people in facing God.

ในตอนที่สองของชุดเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับมิสซาคาทอลิก – เป็นต้นการเปลี่ยนแปลงที่แพร่หลายสองสามข้อในทางปฏิบัติ ตั้งแต่สังคายนาวาติกันที่สอง ที่คนจำนวนมากถือว่าต้องรับเอา – เราอยากกล่าวถึงเรื่องของการหันทิศทางในพิธีกรรม  คนโรมันคาทอลิกจำนวนมากซึ่งเข้าฟังมิสซาก่อนสังคายนาหรือผู้ที่เข้าร่วมมิสซาในรูปแบบพิเศษ( นั่นคือ มิสซา ‘ ลาตินดั้งเดิม ‘หรือ ‘ไตรเดนไตน์ ‘ )ได้เข้าร่วมพิธีกรรมถวายมิสซาหันหน้าไปตะวันออก–ad orientem ศัพท์คำนี้ ชี้ว่าคุณพ่อผู้ถวายมิสซา ได้ร่วมอยู่ในการหันกายร่วมกับผู้ร่วมพิธีทั้งหมด  โดยหันพระแท่นและยกพื้นด้านข้างของวัด – เข้าใจได้ว่าเป็นสัญลักษณ์เหมือนนำประช่าชนหันหน้าเผชิญกับพระเจ้า

 Many today understand this practice rather negatively – perhaps as outdated or inappropriate in comparison to the ubiquitous versus populum, where a priest celebrant is directly facing the assembly from the opposite side of the altar. With versus populum as the practical norm for many Catholics (perhaps the only option of which most are aware), it may seem that the ad orientem arrangement requires a priest to face backwards or to ‘turn his back’ on the assembly. This may seem cold and disengaged compared to the comfortable and more interactive norm many are used to.

ทุกวันนี้ คนจำนวนมากเข้าใจว่าการปฏิบัตินี้ค่อนข้างจะไม่ถูกต้อง – บางทีดูล้าสมัยหรือไม่เหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบกับการหันไปทางผู้เข้าร่วมพิธีที่แพร่หลายทั่วไปแล้ว  ที่คุณพ่อผู้ถวายมิสซาเผชิญหน้าโดยตรงกับผู้เข้าร่วมพิธีจากด้านตรงข้ามของพระแท่น  ด้วยการหันเผชิญกับผู้ร่วมพิธีเป็นเกณฑ์ปกติในการปฏิบัติสำหรับคาทอลิกจำนวนมาก ( บางทีเป็นการเลือกซึ่งคนส่วนใหญ่กังวลอยู่ ) มันจะดูเหมือนว่า การจัดพิธีหันหน้าไปทางตะวันออกต้องการคุณพ่อหันหน้ากลับหรือ‘หันหลังชองเขา‘ให้ผู้เข้าร่วมพิธี  การกระทำแบบนี้ดูเย็นชาและไม่สนใจสัตบุรุษ เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ปฏิบัติที่สะดวกและมีปฏิกิริยาต่อกันมากกว่า ที่คนจำนวนมากเคยชินแล้ว

 In fact, to those who have been rightly taught that Vatican II in part sought to foster greater liturgical participation, entertaining the option of  ad orientem today might indeed seem problematic. However, this ancient practice of the Church was never outlawed or changed by mandate. In fact, ad orientem celebration of liturgy has become more frequent on certain occasions, even for Pope Francis. With the recent increase in attention this practice has received, it is worth a brief look at the history and current teachings of the Church.

อันที่จริง  ถึงคนเหล่านั้นที่ถูกสอนอย่างถูกต้องว่าวาติกัน II ในบางส่วนที่แสวงหาที่จะส่งเสริมการมีส่วนทางพิธีกรรมที่ใหญ่กว่า  โดยการเสริมส่งการเลือกเอาหันไปทางตะวันออกในวันนี้ จริงๆแล้วอาจดูเหมือนมีปัญหา   อย่างไรก็ดี  การปฏิบัติแบบดึกดำบรรพ์ของศาสนจักรนี้ไม่เคยนอกกฎเกณฑ์หรือเปลี่ยนแปลงโดยได้รับอาณัติ  ที่จริง  การทำมิสซาโดยหันไปทางตะวันออกกลายเป็นสิ่งบ่อยมากในบางโอกาส แม้แต่สำหรับพระสันตะปาปาฟรังซิส   ด้วยการเพิ่มใหม่ๆในความตั้งใจ การปฏิบัตินี้ได้รับการยึดถือ  มันมีคุณค่าเมื่อมองสั้นๆที่ประวัติศาสตร์และคำสอนปัจจุบันของพระศาสนจักร

RECENT HISTORICAL BACKGROUND OF AD ORIENTEM AND VERSUS POPULUM PRACTICES
เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์เร็วๆนี้ของการหันไปทางตะวันออกและการหันไปทางสัตบุรุษ

While the 1964 Vatican II document Inter Oecumenici directs that churches should be built to accommodate the option of a priest celebrating Mass from behind the altar opposite or facing the people, it does not directly require any change to the normative orientation. Practice of the now widespread versus populum orientation had been documented more than a decade prior to the Council and had gained popularity such that the required architectural changes yielded practical changes to the way the Mass was preferred to be celebrated by many priests. Some make the claim that even the previous Missal provided the option, which according to their claim, justified versus populum practice prior to the Council.

ขณะที่เอกสาร Inter Oecumenici สังคายนาวาติกันที่สอง ปี 1964 ชี้นำว่าวัดต่างๆควรจะสร้างเพื่อการเลือกให้พระสงฆ์ถวายมิสซาจากข้างหลังพระแท่นด้านตรงข้าม หรือเผชิญหน้ากับสัตบุรุษ  ไม่จำเป็นใดๆที่จะเปลี่ยนไปสู่ทิศทางปกติ  การปฏิบัติที่ตอนนี้แพร่หลายคือทิศทางหันไปทางสัตบุรุษได้รับการบอกกล่าวมากกว่าหนึ่งทศวรรษก่อนการสังคายนา และได้รับความนิยมแพร่หลายเช่นนั้น ที่การเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมที่ต้องการ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางปฏิบัติไปสู่วิธีที่มิสซานั้นนิยมถวายด้วยพระสงฆ์จำนวนมาก  บางคนอ้างว่าแม้หนังสือคู่มือมิสซาฉบับก่อนๆจะจัดให้เลือกได้ ซึ่งตามข้ออ้างของพวกเขา ได้อ้างเหตุผลว่ามีการปฏิบัติหันหน้าไปทางสัตบุรุษมีก่อนการประขุมสังคายนาเสียอีก
 
Even still, many Catholics are unaware that priest are not required to celebrate Mass facing the assembly. Ad orientem is still perfectly valid as an option for the celebration of the Novus Ordo (Ordinary Form of the Mass), provided the physical configuration of any new facilities allow the option of versus populum as well. The General Instruction of the Roman Missal (GIRM) on which these guidelines are based has historically allowed for a priest celebrant's physical and liturgical orientation to be chosen according to the configuration of the church, altar, tabernacle, and so on, including considerations for popular devotion as well as the celebration of special feasts and solemnities.

กระนั้นยังมี  คาทอลิกจำนวนมากไม่สำนึกว่าพระสงฆ์ไม่ต้องการถวายมิสซาหันหน้าไปหาสัตบุรุษ  การหันไปทางตะวันออก –ad orientem ยังคงมีผลใช้ได้สมบูรณ์เป็นทางเลือกสำหรับการถวายมิสซาแบบใหม่ – Novus Ordo (แบบปกติของพิธีมิสซา) โดยที่โครงสร้างของวัดที่เป็นเครื่องใช้สรอยใหม่บางประการทำให้สามารถเลือกการหันไปหาสัตบุรุษได้เช่นกัน  หนังสือคู่มือมิสซา -The General Instruction of the Roman Missal (GIRM) ที่แนวทางปฏิบัติเหล่านี้ระบุไว้ให้เลือก ตามโครงสร้างของวัด พระแท่น ตู้ศีล และอื่นๆ  รวมทั้งการพิจารณาเพื่อความศรัทธาที่นิยมกัน เช่นเดียวกับการเฉลิมฉลอง วันฉลองและวันสมโภชพิเศษต่างๆ

However, GIRM 299 (as well as the USSCB Guidelines for church buildings Built of Living Stones which references this article) does state clearly that "[t]he altar should be built apart from the wall, in such a way that it is possible to walk around it easily and that Mass can be celebrated at it facing the people, which is desirable wherever possible." Having the option is desirable, but a particular orientation is not mandated. When options are given, the liturgical documents almost always defer to the authority of the local Ordinary (bishop), who may have specific preferences in spite of leeway offered in the documents. In other words, pastors don't always necessarily have every listed option available to them if the bishop has voiced a preference.
 
อย่างไรก็ดี  GIRM 299 ( เช่นเดียวกับ หนังสือคู่มือของสภาพระสังฆราชสหรัฐ -- USSCB Guidelines สำหรับอาคารวัด –
Built of Living Stones  ซึ่งอ้างอิงบทความนี้ ) ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ พระแท่นควรสร้างแยกห่างจากฝาผนังวัด  ในวิธีที่ว่า เป็นไปได้ที่จะเดินรอบพระแท่นนั้นอย่างง่ายๆและว่า พิธีมิสซาสามารถถวายได้โดยหันหน้าไปทางสัตบุรุษ ซึ่งพึงปรารถนาณที่ใดก็ตามที่สามารถทำได้  “ การมีทางเลือกน่าปรารถนาทั้งนั้น แต่ การหันไปทางตะวันออกเป็นพิเศษก็ไม่ใช่การบังคับ  เมื่อมีการเลือกได้  เอกสารทางพิธีกรรมเกือบจะทั้งหมดอนุโลมให้กับอำนาจของผู้มีอำนาจท้องถิ่น(พระสังฆราช) ซึ่งอาจมีการชอบเป็นพิเศษแทนที่จะตามให้ทันโดยการถวายในเอกสารต่างๆ  กล่าวอีกอย่าง  คุณพ่อเจ้าอาวาสไม่จำเป็นเสมอไปที่จะมีทางเลือกมากตามรายการที่มีไว้ให้กับเขา ถ้าพระสังฆราชได้กล่าวว่าชอบอะไรมากกว่า

CATECHETICAL IMPLICATIONS OF LITURGICAL ORIENTATION                                                                 การพัวพันเรื่องถามตอบของการหันสู่ทิศตะวันออกทางพิธีกรรม

Why does this matter? Many of the faithful have been poorly catechized on the Mass, and much of this current state is a result of efforts to strip the Mass of certain sacramentals, postures, and practices that have been deemed an obstacle to achieving the objective of increased liturgical participation among the faithful set out by the Council. The effects of this trend are apparent in many parishes: generations of Catholics are missing out on important elements that have catechized the Church for centuries. We often downplay or think too little of the learning that comes through practice and action. The bulk of our catechesis is often expected to take place in the classroom, where the liturgy is not experienced or prayed.
 
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ?  สัตบุรุษจำนวนมากเรียนคำสอนเรื่องมิสซาน้อยมาก  และสถานะปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เป็นผลของความพยายามที่จะถอดมิสซาจากสิ่งคล้ายศีล  ท่าทางปฏิบัติ และการปฏิบัติที่เคยถือว่าเป็นข้อขัดขวางไปสู่ความสำเร็จในวัตถุประสงค์ของการมีส่วนร่วมทางพิธีกรรมเพิ่มขึ้น ท่ามกลางสัตบุรุษที่ตั้งขึ้นโดยสังคายนา   ผลที่ได้รับจากแนวโน้มนี้ปรากฎให้เห็นในวัดปกครองมากมาย  ชั่วอายุคนคาทอลิกกำลังพลาดส่วนประกอบสำคัญที่สอนคำสอนให้ศาสนจักรเป็นเวลาหลายศตวรรษ  บ่อยมากที่พวกเราดูหมิ่นหรือคิดน้อยเกินไปที่จะเรียนรู้ ที่ผ่านเข้ามาทางการปฏิบัติและการกระทำ  กลุ่มก้อนของการเรียนคำสอนบ่อยมากได้รับการหวังที่จะเข้ามาในห้องเรียน ที่ซึ่งพิธีกรรมไม่มีการปฏิบัติหรือสวดภาวนา

The connections just don't take place. As a result, the Mass is seen primarily as a community gathering, the mystical, supernatural elements are often entirely unnoticed. Liturgy is misunderstood to be a mere ritualization of our collective human endeavors, as opposed to our participation in the action that God is doing – this being the essential understanding of all seven sacraments. In another article, I have addressed the concept of Liturgy as the work of God on behalf of the people.

 การต่อเนื่องกันยังไม่เกิดขึ้น  เท่าที่ผลปรากฎ มิสซาดูเริ่มแรกเป็นประหนึ่งการชุมนุมชุมชน  เรื่องลี้ลับ เหนือธรรมชาติ บ่อยมากไม่มีใครสังเกตุทั้งหมด  จารีตพิธีกรรมถูกเข้าใจผิดว่าคือเป็นการประกอบพิธีกรรมธรรมดาๆของความอุตสาหะพยายามของมนุษย์เข้าด้วยกัน เช่นถูกขัดขวางใส่การมีส่วนร่วมในการกระทำที่พระเจ้ากำลังทรงปฏิบัติ – นี้กำลังเป็นความเข้าใจอันเป็นแก่นสำคัญของศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดประการ  ในบทความอื่น เราได้กล่าวถึงความนึกคิดถึงพิธีกรรมว่าเป็นงานของพระเจ้าในฐานะตัวแทนประชาชน

Physical arrangement and spacial orientation play a huge part in understanding why we do what we do in worship – not to mention the things that we see, hear, smell, taste, and touch. Here music, art, and architecture have a immensely important roles to play in communicating the "signs and symbols of heavenly realities" that Sacrosanctum Concilium stressed in liturgy after Vatican II.

การจัดการทางกายภายนอกและการหันไปทางตะวันออก มีบทบาทยิ่งใหญ่ในความเข้าใจที่ว่าทำไมเราทำสิ่งที่ปฏิบัติในการนมัสการ – ไม่อ้างสิ่งที่เราเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรสชาด และแตะต้อง  ที่นี่ ดนตรี  ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมมีบทบาทสำคัญยิ่งยวดมหาศาลที่เข้ามาสื่อ “ สัญญาณและสัญลักษณ์ของความเป็นจริงแห่งสวรรค์ “ ที่ สมณสาร Sacrosanctum Concilium เน้นในพิธีกรรมหลังสังคายนาวาติกัน II

Arguably, accompanied by proper liturgical catechesis, one of the best ways to explain the Mass is demonstrated by a priest and assembly's liturgical orientation and is entirely non-verbal. Celebrating ad orientem, the priest and assembly are united in prayer as the mystical Body of Christ (most apparent in cruciform churches), oriented to God the Father. The priest acts as Christ the head to offers the sacrifice of his Body on our behalf to the Father for his glory and our sanctification. This idea is obscured visually in churches that are configured with the sanctuary as a stage around which spectators are gathered, with a priest acting as a presenter. In this case, it is harder to see that the common direction of worship is more appropriately up, and by default many assume that liturgy is entirely about the community.

โดยอ้างเหตุผลสนับสนุน  คู่กันไปโดยการสอนทางพิธีกรรมเฉพาะ  หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะอธิบายมิสซาก็คือ มีการสาธิตโดยพระสงฆ์สักองค์หนึ่งและการหันไปทางตะวันออกของผู้เข้าร่วมพิธี และไม่ต้องใช้เสียงเด็ดขาด   โดยการถวายมิสซาหันไปทางตะวันออก – ad orientem  พระสงฆ์และผู้ร่วมพิธีทั้งวัดร่วมประสานกันเป็นหนึ่งเดียวในคำภาวนา ประหนึ่งพระกายลึกล้ำของพระคริสตเจ้า ( เห็นชัดเจนที่สุดในวัดที่สร้างแบบรูปทรงกางเขน ) หันไปทางตะวันออกสู่พระเป็นเจ้าพระบิดา  พระสงฆ์กระทำตนเยี่ยงพระคริสต์ผู้เป็นหัวหน้า ถวายเครื่องบูชายัญแห่งพระกายของพระองค์แทนทุกคนแก่พระบิดาเพื่อพระสิริมงคลของพระองค์และการทำให้พวกเราศักดิ์สิทธิ์ไป  ความคิดนี้ที่ว่าคลุมเครือนั้นเห็นได้ชัดเจนในวัดต่างๆที่ออกแบบโดยมีเขตศักดิ์สิทธิ์เป็นเวทียกพื้นซึ่งผู้เฝ้ามองกำลังชุมนุมดูอยู่  โดยมีพระสงฆ์ทำตนเป็นผู้เสนอสนอง  ในกรณีนี้  เป็นการยากหน่อยที่เห็นว่าทิศทางปกติของการนมัสการเหมาะสมมากกว่า  และ โดยการละเลยเพิกเฉย  คนจำนวนมากนึกว่าพิธีกรรมทั้งครบเกี่ยวข้องกับชุมชนผู้ร่วมพิธีเท่านั้น

Even worse, it becomes indistinguishable from many other types of Christian worship services. By contrast, understanding the liturgy properly reveals a different picture of the priest leading all of us in communal prayer and sacrifice to God that is occasionally broken up by short dialogues with the assembly in the form of invitations to prayer, i.e. “lift up your hearts.” Is this a preferred approach? No one individual can answer that. Certainly pastoral concerns vary, but the option of re-introducing this practice may present the opportunity for better education and formation of the people in the pews.

ที่แย่ยิ่งกว่าอีก  มันกลายเป็นสิ่งแยกไม่ออก จากแบบอื่นๆอีกมากมายของการให้บริการนมัสการของคริสตชน  ตรงข้าม  การเข้าใจพิธีกรรมเปิดเผยโดยเฉพาะ ซึ่งภาพที่แตกต่างของพระสงฆ์ที่นำพวกเราทุกคนในการสวดภาวนารวมและถวายเครื่องบูชายัญแก่พระเจ้า ที่ในบางครั้งขาดตอนลงโดยการสนทนาสั้นๆกับที่ประชุมในรูปแบบการเชิญให้สวดภาวนา เช่น “ โปรดยกดวงใจของพวกท่าน “   สิ่งนี้เป็นวิธีการที่ชอบทำกันใช่หรือไม่?  ไม่มีบุคคลใดสามารถตอบได้  แน่นอน  วัตถุประสงค์ทางการบริการแตกต่างกัน  แต่ การเลือกนำเรื่องปฏิบัติแบบนี้กลับมา อาจจะเป็นโอกาสในการศึกษาที่ดีกว่าและเป็นการให้การอบรมประชาชนที่อยู่ในแถวม้านั่งในวัด.

DESIGN IMPLICATIONS สิ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบวัด

Other complications have arisen in the arrangement of the physical space since the introduction of versus populum that pastors, architects, and consultants have gone to great lengths to solve liturgically – some more successfully than others. Many times it is difficult, if not impossible, to meet all guidelines or recommendations, so the built solutions are often less than ideal. Among these challenges are location of the tabernacle, accumulation of multiple crucifixes so as to be within sight of both priest and assembly, and so on. Many of these issues would potentially be simplified with a reconsideration of the universality of the practice of versus populum. In other words, in addition to providing valuable catechetical opportunities, celebrating Mass ad orientem could really help settle and unify several other discrepancies in environment and practice.

สิ่งเกี่ยวข้องอื่นๆเกิดขึ้นในการจัดการที่ว่างในวัด ตั้งแต่การนำเอาการหันไปหาสัตบุรุษ – versus populum ที่พระสงฆ์เจ้าอาวาส  สถาปนิก และที่ปรึกษาต่างๆ ไปไกลมากในการที่จะแก้ปัญหาทางพิธีกรรม – บางแห่งประสพผลสำเร็จมากกว่าที่อื่น   หลายครั้งเป็นสิ่งที่ยาก  ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้  ที่จะให้เข้าได้กับคำแนะนำทั้งหมดหรือข้อเสนอแนะทั้งหมด  ดังนั้น การแก้ไขปัญหาทางการก่อสร้างบ่อยมากที่ทำได้น้อยกว่าที่เป็นอุดมคติ  ในบรรดาสิ่งท้าทายเหล่านี้ก็คือสถานที่ตั้งตู้ศีล  การจัดที่ตั้งกางเขนจำนวนมาก เพื่อให้อยู่ในสายตามองเห็นของทั้งพระสงฆ์และผู้มาร่วมพิธี และอื่นๆ   เรื่องต่างๆเหล่านี้ทำให้เป็นแรงบีบบังคับให้ทำง่ายๆด้วยการพิจารณาความเป็นสากลของการปฏิบัติแบบหันสู่ประขาชน – versus populum   กล่าวอีกอย่าง  ในการเพิ่มเติมที่จะจัดโอกาสสอนที่มีค่า   การถวายมิสซาโดยหันไปทางตะวันออก – ad orientem จริงๆแล้ว สามารถช่วยระงับความยุ่งยากและช่วยรวมความแตกต่างทางอุดมคติอื่นๆอีกมากในสภาพแวดล้อมและการปฏิบัติ

 
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ติดต่อโป๊บฟรังซิสได้อย่างไร? เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 12:21:38 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                     ติดต่อโป๊บฟรังซิสได้อย่างไร?
                                                                                                How to contact Pope Francis?

                                                                   https://www.youtube.com/watch?v=LVWt11nHzcI&feature=youtu.be
ROMEREPORT.com
2016-04-30
                                                                                               https://youtu.be/LVWt11nHzcI

Published on Apr 30, 2016

Follow us on Facebook: https://www.facebook.com/RomeReportsENG/
Click here to receive the latest news: http://smarturl.it/RomeReports
Visit our website to learn more: http://www.romereports.com/

Mailing a letter is the most traditional choice, but the most effective is to see him in person.

       For broadcasting: sales@romereports.com

ROME REPORTS, www.romereports.com, is an independent international TV News Agency based in Rome covering the activity of the Pope, the life of the Vatican and current social, cultural and religious debates. Reporting on the Catholic Church requires proximity to the source, in-depth knowledge of the Institution, and a high standard of creativity and technical excellence.

As few broadcasters have a permanent correspondent in Rome, ROME REPORTS is geared to inform the public and meet the needs of television broadcasting companies around the world through daily news packages, weekly newsprograms and documentaries.

---------------------

Follow us...
Our website http://www.romereports.com/
Facebook https://www.facebook.com/RomeReportsENG
Twitter https://twitter.com/romereports

      Have you ever wondered.. How does one contact the Pope himself? He is one of the most important leaders in the world, so the mission is not that simple.
เคยรู้สึกมหัศจรรย์ไหม  ว่า ใครคนหนึ่งติดต่อองค์พระสันตะปาปาพระองค์เองได้อย่างไร  พระองค์เป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญที่สุดในโลก  ดังนั้น งานนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่

The more traditional option is to send a formal request to his residence by mailing a letter to the  Vatican. This requires directing the envelope to Sua Santità Francesco' with the address: Segretería di Stato, Palazzo Apostolico Vaticano, 00120, Città del Vaticano.

ทางเลือกดั้งเดิมมากก็คือส่งคำขอเป็นทางการไปที่สถานที่พำนักของพระองค์ โดยส่งเป็นจดหมายไปที่วาติกัน  วิธีนี้ต้องจ่าหน้าซองไปที่ Sua Santità Francesco' ด้วยการจ่าหน้าซองว่า :  Segretería di Stato, Palazzo Apostolico Vaticano, 00120, Città del Vaticano.

For those who do not want to send an envelope to Rome, you can contact the Apostolic Nunciature in each country to facilitate contact with the Vatican.

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการส่งซองจดหมายไปกรุงโรม  คุณสามารถติดต่อที่สำนักสมณทูตวาติกัน (HOLY SEE. Apostolic Nunciature. Chancery: 217/1 South Sathon Road, Bangkok 10120, Tel: 0 2212 5853-4. Fax: 0 2212 0932) ประจำประเทศไทย ให้ช่วยติดต่อเพื่อความสะดวกกับสำนักวาติกันได้  

The latest option is Twitter. However, the pontiff has yet to respond to any of his followers tweets from any of his twitter handles like @Pontifex And who knows if any of these messages actually  reaches the Pope.

วิธีสุดท้ายจริงๆก็คือ Twitter  อย่างไรก็ดี  สมเด็จพระสันตะปาปาได้เคยตอบผู้ติดตาม tweet กับพระองค์ที่ใช้รหัส @Pontifex หรือเปล่าไม่ทราบ  และใครทราบไหมว่าสาส์นเหล่านี้ปัจจุบันถึงองค์พระสันตะปาปาหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

If you happen to be in Rome, there are two ways in which to see Pope Francis in person every week: at his general audience, held every Wednesday or at his Sunday Angelus, where the Pope appears from his window. With the latter, your view of the pontiff is not as close or as good.

ถ้าคุณบังเอิญอยู่ในกรุงโรม  มีสองวิธีที่จะเห็นพระสันตะปาปาตัวเป็นๆทุกสัปดาห์  คือที่พระองค์เปิดการเข้าเฝ้าแก่คนทั่วไป ที่จัดทุกวันพุธ หรือเมื่อพระองค์จะสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าว วันอาทิตย์ ( Sunday Angelus) ที่พระองค์จะปรากฎให้เห็นจากหน้าต่างห้องพักของพระองค์   สำหรับการเห็นตอนสวดบททูตสวรรค์นี้   คุณจะเห็นพระองค์ไม่ใกล้เลยและเห็นไม่ชัดเจนนัก

In order to be able to participate in his general audience, a reservation must be made online as well as an early arrival time on the day of the event so that you can get close to the barriers where the Pope will come out from the pope mobile. Many pilgrims try to talk to him and it is not always easy to be heard but some manage to get his attention.

เพื่อจะสามารถมีส่วนในการเข้าเฝ้าทั่วไป  คุณต้องจองที่นั่ง online เช่นเดียวกับต้องกะเวลามาถึงสถานที่ก่อนในวันที่มีการเปิดให้เข้าเฝ้า เพื่อตัวคุณจะสามารถเข้าไปชิดแผงกั้นที่ซึ่งพระสันตะปาปาจะดำเนินออกมาจากรถที่ประทับ  ผู้แสวงบุญจำนวนมากพยายามทักทายพูดคุยกับพระองค์ และมันไม่ง่ายเลยที่จะได้ยินเสียงมีแต่บางคนที่พยายามทำให้พระองค์สนใจได้เท่านั้น

In any case, try giving him your personal phone number. Just ask these nuns from Spain, which the Pope called in person in 2013.

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  จงพยายามให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของคุณแก่พระองค์  เช่นที่บรรดากลุ่มชีจากสเปญ ที่พระสันตะปาปาโทรศัพท์หาในปี 2013

POPE FRANCISพระสันตะปาปาฟรังซิส
December 31 ธันวาคม , 2013

"What are the nuns doing that they can't answer the phone? I am Pope Francis, I wish to greet you as the year comes to a close. I'll see if I can call you back later. May God bless you.”

“พวกแม่ชีทั้งหลายกำลังทำอะไร จึงไม่ตอบโทรศัพท์?   ฉันคือโป๊บฟรังซิส  ฉันอยากทักทายพวกเธอ โดยที่ปีกำลังจะปิดแล้ว   ฉันจะดูว่าจะโทรหาพวกเธอได้ทีหลังกระมัง  ขอพระเป็นเจ้าทรงอวยพระพรพวกเธอ “

IPC/YA
Rome Reports/CTV
 


7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คุณพ่อสวมเพียงสโตลาถวายมิสซา ได้หรือไ&# เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2016, 11:15:24 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                          คุณพ่อสวมเพียงสโตลาถวายมิสซา ได้หรือไม่?

Facebook
17 กรกฎาคม 2016

                               

       คุณพ่อสวมเพียงสโตลาถวายมิสซา ได้หรือไม่?
และถ้าสวมพัสตราภรณ์ไม่สมบูรณ์ตามข้อกำหนด  พิธีมิสซาที่พระสงฆ์ถวายนั้นเป็นมิสซาสมบูรณ์ตาม canon law หรือไม่

คุณพ่อ ยอแซฟ ดุรงค์ฤทธิ์ กระบวนศิริ ประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณ ณ วัดแม่พระราชินีแห่งสวรรค์ (สัตบุรุษ นิคม 11 และ นิคม 16 ลำปาง) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2016 เวลา 11.30 น.
ท่านสมาชิกที่กำลังดูภาพถ่ายจากวัดในขณะที่พระสงฆ์ทำมิสซาอยู่นั้น  พระสงฆ์มิได้สวมเสื้อคลุมชั้นนอกที่เรียกว่า กาซูลาแน่ เห็นแต่สโตลาแถบผ้าคล้องคอเท่านั้น  ซึ่งไม่สมบูรณ์พร้อมสำหรับพระสงฆ์ที่ถวายบูชามิสซา  เราที่ทราบ Rubrics หรือข้อบังคับสำหรับการถวายบูชามิสซา ( หรือพิธีบูชาขอบพระคุณ ตามศัพท์สมัยสังคายนาวาติกันที่สอง )  โปรดอ่านข่อมูลรายละเอียดการแต่งกายของพระสงฆ์ที่ถวายบูชามิสซา ดังต่อไปนี้ – ครับ

                                       


The pastor suggested I wear the overlay stole. But the stole, a sign of priestly authority, is to be worn under the chasuble. The authority of the priest, symbolized by the stole, is subsumed by the authority of Christ, symbolized by the chasuble. That is why official church documents require that "...the chasuble [should be] worn over the alb and stole..." (GIRM 299). So I casually remarked that "it's really no big deal"; I would wear the stole under the chasuble.
เจ้าอาวาสแนะนำพ่อให้สวมสโตลาทับกาซูลา  แต่ สโตลา เครื่องหมายพลังอำนาจของพระสงฆ์ ต้องสวมใต้กาซูลา  พลังอำนาจของพระสงฆ์ ที่แสดงสัญลักษณ์โดยสโตลา  ต้องอยู่ใต้พลังอำนาจของพระคริสตเจ้า ที่แสดงออกโดยกาซูลา   นั่นแหละจึงว่า ทำไมเอกสารของพระศาสนจักรทางการแสดงความประสงค์ว่า “.....กาซูลา[ ควรจะ ] สวมทับเสื้อขาวอัลบาและสโตลา…” (GIRM 299)   ดังนั้น พ่อตั้งข้อสังเกตอย่างทำเป็นไม่สนใจว่า “ จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ “   พ่อควรจะสวมสโตลาใต้กาซูลามิใช่หรือ.

We processed to the altar to begin the funeral ceremony. The tabernacle was slightly off to the side, so I genuflected in the direction of the Blessed Sacrament. The pastor merely bowed, in violation of liturgical legislation: "On reaching the altar, the priest and ministers make the proper reverence, that is, a low bow or, if there is a tabernacle containing the Blessed Sacrament, a genuflection" (GIRM 84).

เราทั้งสองเดินไปที่พระแท่นเพื่อเริ่มพิธีมิสซาผู้ตาย  ตู้ศีลของวัดตั้งเยื้องไปข้างๆเล็กน้อย  ดังนั้นพ่อได้คุกเข่าหันไปทางศีลมหาสนิท  แต่เจ้าอาวาสเพียงก้มศีรษะคำนับ ซึ่งทำเช่นนั้นคงละเมิดกฎของพิธีกรรมที่ว่า “ เมื่อไปถึงพระแท่น พระสงฆ์และผู้ช่วยพิธีทุกคน ทำคารวะเฉพาะ  นั่นคือ  ก้มตัวลงต่ำหรือ ถ้ามีตู้ศีลบรรจุศีลศักดิ์สิทธิ์ ให้คุกเข่า “ (GIRM 84)

                         
                                                                                        Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                               Alan  Petervich
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เมืองหลวงตุรกีโกลาหล ปิดสนามบิน-ระเบิดดังสนั่น ทหารบุกยึดอำนาจ เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2016, 09:33:27 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                      เมืองหลวงตุรกีโกลาหล ปิดสนามบิน-ระเบิดดังสนั่น ทหารบุกยึดอำนาจ แต่ปธน.ไม่ยอมจำนน


 โดย MGR Online   
16 กรกฎาคม 2559 06:01 น. (แก้ไขล่าสุด 16 กรกฎาคม 2559 06:10 น.) 
 
                                                                       http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000070875
                                                         


        รอยเตอร์/เอเอฟพี - ทหารตุรกีกรีฑาทัพบุกเมืองแบบสายฟ้าแลบ และอ้างว่ายึดอำนาจได้สำเร็จในวันศุกร์(15ก.ค.) ท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวายอ่อนไหว สนามบินถูกปิด สื่อออนไลน์ถูกตัด เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ขณะที่ประธานาธิบดีตอยยิบ เออร์โดกันโผล่สัมภาษณ์สื่อ กร้าวความพยายามก่อรัฐประหารจะไม่สำเร็จและพวกที่อยู่เบื้องหลังต้องชดใช้ราคาแพง
       
        หากการรัฐประหารโค่นอำนาจประธานาธิบดีตอยยิบ เออร์โดกัน ซึ่งปกครองตุรกีมาตั้งแต่ปี 2013 ประสบความสำเร็จ จะเท่ากับเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางในรอบหลายปี
       
        อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีบินาลี ยิลดิริม ตอบโต้ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังอยู่ในอำนาจ

 เมืองหลวงตุรกีโกลาหล ปิดสนามบิน-ระเบิดดังสนั่น ทหารบุกยึดอำนาจ แต่ปธน.ไม่ยอมจำนน   
 
         ในถ้อยแถลงทางอีเมล์และรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ตุรกีทุกช่อง ทางทหารอ้างว่าเข้ายึดอำนาจเพื่อปกป้องประชาธิปไตยและธำรงไว้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยทุกความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีและต่างชาติจะคงไว้ตามเดิม และหลักนิติธรรมยังเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ
       
        สนามบินต่างๆถูกปิด การเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ถูกตัดขาด และทหารปิดกั้นสะพาน 2 แห่งเหนือช่องแคบบอสฟอรัสในอิสตันบูล ทั้งนี้โฆษกของสายการบินบริติช แอร์เวย์ เผยว่าเที่ยวบินหนึ่งของพวกเขาต้องเบี่ยงไปงลจอดยังโซเฟีย สืบเนื่องจากความพยายาก่อรัฐประหาร ส่วนลุฟต์ฮันซา ระบุว่าเที่ยวบินลำหนึ่งของพวกเขาที่กำลังมุ่งหน้าสู่อิสตันบูล ต้องบินวกกลับมายังท่าอากาศยานต้นทางในแฟรงค์เฟิร์ต
       
        สถานีโทรทัศน์แห่งรัฐทีอาร์ที แถลงคำประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ โดยผู้ประกาศรายหนึ่งอ่านคำสั่งของทหารที่กล่าวหารัฐบาลกัดเซาะประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม พร้อมระบุว่าประะเทศจะถูกบริหารโดย "สภาสันติภาพ" ที่จะรับประกันความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตามไม่นานจากนั้นสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก็จอดับไป

 
        ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นและรอยเตอร์รายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นในเมืองหลวง 2 ครั้ง ส่วนผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับรอยเตอร์ว่าเฮลิคอปเตอร์เปิดฉากยิงที่สำนักงานข่าวกรองของประเทศ หลังจากกองทัพอ้างว่าได้ยึดอำนาจ และประกาศกฎอัยการศึกและประกาศเคอร์ฟิว เบื้องต้นไม่เป็นที่ชัดเจนว่าอะไรคือต้นตอของเหตุระเบิด แต่ยังพบเห็นเครื่องบินหลายลำยังคงบินเหนือท้องฟ้ากรุงอังการาในช่วงกลางดึก นอกจากนี้แล้วยังพบเห็นรถถังประจำการอยู่ด้านนอกรัฐสภา
       
        ในเวลาไม่นานนัก ประธานาธิบดีเออร์โดกัน ปรากฏตัวผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น เติร์ก โดยพูดบนเฟซไทม์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ในปฏิกิริยาแรกต่อความเคลื่อนไหวของทหารตุรกี โดยประกาศว่าแผนรัฐประหารจะไม่ประสบความสำเร็จ และเรียกร้องประชาชนออกมารวมตัวกันบนท้องถนนเพื่อสนับสนุนเขา
       
        "ผมเชื่อมั่นว่าแผนรัฐประหารรจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมเรียกร้องประชาชนชาวตุรกีอกมาชุมนุมกันตามจัตุรัสและสนามบินต่างๆ ผมไม่เคยเชื่อว่าจะมีอำนาจใดอยู่เหนืออำนาจของประชาชน"

        เออร์โดกัน บอกว่าเขายังเป็นประธานาธิบดีและผู้บัญชาการสูงสุดของตุรกี พร้อมให้สัญญาว่าพวกที่วางแผนจะต้องชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพง ทั้งนี้แหล่งข่าวเผยว่าผู้นำรายนี้อยู่ในสถานที่ปลอดภัย
       
        จอห์น เคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯและนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์หลังการหารือในมอสโก ต่างแสดงความหวังว่ารัฐบาลและทหารตุรกีจะหลีกเลี่ยงการนองเลือด ขณะที่นางเฟเดริกา โมเกรินี หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศ สหภาพยุโรป(อียู) เรียกร้องทุกฝ่ายในตุรกี อดทนอดกลั้นและเคารพต่อสถาบันประชาธิปไตย
       
        ตุรกึ เป็นชาติสมาชิกและมหาอำนาจทางทหารใหญ่สุดอันดับ 2 ในนาโต้ รองจากสหรัฐฯ และพวกเขายังเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของอเมริกา ในการสู้รบกับพวกรัฐอิสลาม(ไอเอส)

        อนาโดลู สำนักข่าวแห่งรัฐรายงานว่าผู้บัญชาการทหารตุรกีเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ขณะที่ซีเอ็นเอ็นระบุเช่นกันว่ามีการจับตัวประกันตามกองบัญชาการทหารต่างๆ ดังนั้นจึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหาร
       
        หลังจากดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาตั้งแต่ปี 2003 นายเออร์โดกัน ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีในปี 2014 และเขามีแผนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจให้กับตำแหน่งประธานาธิบดีที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงตำแหน่งในเชิงพิธีการ

        พรรคเอเคของเขา ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอิสลามนิยม มีความสัมพันธ์ตึงเครียดมาช้านานกับกองทัพและพวกชาตินิยม ขณะที่ทหารไม่ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจโดยตรงมาตั้งแต่ปี 1980
       
        นายกรัฐมนตรียิลดิริม บอกว่าทหารกลุ่มหนึ่งภายในกองทัพตุรกีพยายามโค่นล้มรัฐบาล และได้ร้องขอให้กองกำลังด้านความมั่นคงดำเนินการตามความจำเป็น "พวกนอกกฎหมายบางคนพยายามดำเนินการผิดกฎหมายนอกสายบังคับบัญชา" เขากล่าว "รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมายังอยู่ในหน้าที่ รัฐบาลนี้จะไปก็ต่อเมื่อมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนเท่านั้น และพวกที่อยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหาร จะต้องชดใช้ราคาแพง"

         Credit : ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
       
       


 
 






 ข่าวล่าสุด ในหมวด
 

 เมืองหลวงตุรกีโกลาหล ปิดสนามบิน-ระเบิดดังสนั่น ทหารบุกยึดอำนาจ แต่ปธน.ไม่ยอมจำนน
 ด่วน!!ตุรกีป่วน กองทัพยกพลพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจประธานาธิบดี
 In Clip: “มือวางแผนโจมตี รร.เปชวาร์ 2014” ทำเด็กปากีฯ ดับกว่า 130 คนถูกโดรนสหรัฐฯ สังหารในอัฟกานิสถาน 
 “อัสซาด” เผย! “ปูติน” ไม่เคยคุยกับตนเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
 สื่อ IS ยอมรับเป็นครั้งแรก “รัฐมนตรีสงคราม” ถูกเด็ดหัวในอิรัก
 
 
 
 


 
 


9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ศาลเนเธอร์แลนด์สั่งจำคุกชายวัย 44 ปี โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นพระมหากษัตริย์ เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2016, 10:18:42 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                               ศาลเนเธอร์แลนด์สั่งจำคุกชายวัย 44 ปี โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นพระมหากษัตริย์

                                                                   http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000070480


โดย MGR Online   
15 กรกฎาคม 2559 01:01 น. (แก้ไขล่าสุด 15 กรกฎาคม 2559 08:27 น.)

                                                                 

                                                      กษัตริย์ วิลเลม-อเล็กซานเดอร์(ซ้าย) และสมเด็จพระราชินีเบียทริกซ์ พระราชมารดาของพระองค์(ขวา) 
 
 
        รอยเตอร์ - ชายชาวเนเธอร์แลนด์รายหนึ่งถูกพิพากษาจำคุก 30 ปี ภายใต้กฎหมายยุคศตวรรษที่ 19 โทษฐานดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ วิลเลม-อเล็กซานเดอร์ จากคำตัดสินของศาลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในวันพฤหัสบดี (14 ก.ค.)
       
        ชายวัย 44 ปีรายนี้ที่มาจากเมืองคัมเพ็นและไม่มีการเปิดเผยชื่อ โพสต์ข้อความเป็นหน้าเฟซบุ๊กของตนเองเมื่อเดือนเมษายน 2015 เรียกสมเด็จพระราชาธิบดี วิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ว่าเป็นฆาตกร ผู้กดขี่และหัวขโมย
       
        “ด้วยเหตุนี้ จำเลยทำลายเกียรติภูมิขององค์พระมหากษัตริย์ มันเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมเรา” คำตัดสินที่เป็นลายลักษณ์อักษรของผู้พิพากษา ซิลเวีย ทาลมัน ระบุ
       
        ชาวเนเธอร์แลนด์บางส่วนมองว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นล้าสมัยและควรถูกยกเลิก แต่มันไม่เคยอยู่ในลำดับต้นๆ ในวาระทางการเมืองของประเทศ ขณะที่โทษสูงสุดของอาชญากรรมนี้คือจำคุก 5 ปี และปรับเงิน 20,000 ยูโร
       
        ในคำพิพากษาไม่ได้ระบุถึงเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมชายคนนี้ถึงไม่ชอบกษัตริย์ วิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ขณะที่การโพสต์ของเขาตกเป็นเป้าสนใจของเจ้าหน้าที่ เพราะมันเกิดขึ้นไม่นานก่อนที่พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่งมีหมายกำหนดการเสด็จเยือนเมืองซโวลเลที่อยู่ใกล้ๆ กัน
       
        กษัตริย์ วิลเลม-อเล็กซานเดอร์ เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 2013 ตามหลังการสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ ทั้งนี้ ราชวงศ์เนเธอร์แลนด์เป็นที่รักใคร่ของชาวดัตช์ แม้ว่ากษัตริย์ วิลเลม-อเล็กซานเดอร์ จะไม่เป็นที่นิยมเท่ากับพระราชมารดา ที่ทรงครองราชย์นานกว่า 33 ปี หรือแม้แต่สมเด็จพระราชินีแม็กซิมา พระชายาของพระองค์ ที่เสด็จพระราชสมภพในอาร์เจนตินา

           CREDIT : ASTV ผูัจัดการ ออนไลน์
         
 

 
 
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / 5 ผลไม้ บำรุงผิวให้ผ่อง เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2016, 10:51:27 PM
 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
                                                                                                          5 ผลไม้ บำรุงผิวให้ผ่อง

                                                               http://www.manager.co.th/GoodHealth/ViewNews.aspx?NewsID=9590000068214

                                                                        

โดย MGR Online    
9 กรกฎาคม 2559 13:40 น.

         คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า ถ้าอยากผิวสวย ต้อง "วิตามินซี" แต่วิตามินซีเพื่อผิวสวยจะต้องทานอะไรเข้าไปและผลไม้อะไรที่มีวิตามีนซีสูงบ้าง

         ประโยชน์ของวิตามินซีกับผิวพรรณ
        
        วิตามินซี หรือชื่อเต็มว่า Ascobic Acid เป็นวิตามินที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากการทานเข้าไป มีหน้าที่หลักๆ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากขบวนการในร่างกายหรือจากมลพิษ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ซึ่งจะทำให้เซลล์ต่างๆ เสื่อม วิตามินซีช่วยสร้างคอลลาเจนและช่วยลดการทำงานของเอมไซม์ที่ผลิตเม็ดเซลล์สีผิว ดังนั้นจึงช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำ รอยสิวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และยังช่วยปรับสีผิวที่คล้ำเสียจากแดดให้ดูกระจ่างใสขึ้น โดยจะต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลไม้ที่จะเป็นแหล่งของวิตามินซี ที่ทุกคนควรจะรับและบริโภคเข้าไป เพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สวยใส ด้วยวิธีธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมี
        
        5 ผลไม้แนะนำ ที่มีวิตามินซี

 5 ผลไม้ บำรุงผิวให้ผ่อง  
 
         ส้ม
        
        ส้มอุดมไปด้วยเส้นใยธรรมชาติ วิตามินซี เกลือแร่ และคอลลาเจนสูงทำให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่น และมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ชุ่มชื้นขึ้น สามารถนำมามาสก์หน้าได้โดย
        
        วิธีทำ
        ผสมเนื้อส้ม 1 ผล กับ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย นำมาปั่นรวมกับโยเกิร์ต โดยไม่ต้องปั่นละเอียดมาก แล้วนำส่วนผสมที่ได้มามาสก์ให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบดวงตาและริมฝีปากเอาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออก

 5 ผลไม้ บำรุงผิวให้ผ่อง  
 
        สับปะรด
        
        อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ได้แก่ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ผิวหนัง ทานบ่อยๆ จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดีและยังมีส่วนช่วยในผลัดเซลล์ผิว ลดรอยหมองคล้ำ มีส่วนช่วยในระบบการย่อยอาหารให้ทำงานดีมากขึ้น เสริมสร้างการดูดซึมอาหารของร่างกาย กระตุ้นการขับถ่าย และช่วยลดความร้อนของร่างกาย สามารถนำมามาสก์หน้าได้โดย
        
        วิธีทำ
        ผสมน้ำสับปะรด น้ำผึ้ง น้ำสะอาดคนให้เข้ากัน มาสก์ให้ทั่วบริเวณใบหน้า เว้นรอบดวงตาและริมฝีปากเอาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก

5 ผลไม้ บำรุงผิวให้ผ่อง

          
 
        แตงโม
        
        มีทั้งแร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิดที่มีอยู่มากมาย ช่วยบำรุงผิวพรรณของสาวๆ ช่วงล้างไต และของเสียขับปัสสาวะในร่างกาย สามารถนำมามาสก์ได้โดย
        
        วิธีทำ
        นำแตงโมมาฝานให้เป็นชิ้นบาง ๆ จากส่วนที่แดงที่สุด จากนั้นให้นำชิ้นแตงโมเหล่านั้นมาแปะให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

5 ผลไม้ บำรุงผิวให้ผ่อง  
 
        มะพร้าว
        
        เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องผิวพรรณเปล่งปลั่ง ขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก ในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนซึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโต และแบ่งเซลล์ได้ดี มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย จึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส เนียนได้อย่างธรรมชาติ

5 ผลไม้ บำรุงผิวให้ผ่อง  
 
        องุ่น
        
        เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเรื่องริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ และกระชับผิว กระตุ้นความสดชื่นได้อย่างรวดเร็ว เพราะน้ำตาลในองุ่นเป็นน้ำตาลธรรมชาติ ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เลย ช่วยเร่งในการเผาผลาญได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าได้ดื่มน้ำองุ่นสดๆ ได้จะยิ่งดี เพราะจะได้รับแร่ธาตุครบถ้วน ทั้งแคลเซียม ทองแดง กรดโฟลิก ฯลฯ

         สำหรับผลไม้ 5 ชนิด ที่ได้แนะนำจะอุดมไปด้วยวิตามินที่มีคุณสมบัติให้ผิวพรรณของนั้นขาวใส เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนกว่าวัย ซึ่งการรับคุณค่าของวิตามินซีจากผลไม้เหล่านี้จะทำได้ทั้งรับประทานและใช้มาสก์หน้าตามสูตรข้างต้น  

 
        ____________________________________________
        ข่าวโดย สุนิสา ศรีสุข

        CREDIT :  ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
  
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / "ประยุทธ์" ใช้ ม.44 เพิ่มดาบ กสทช.ปิดสื่อล้มล้างการปกครอง-กระทบความมั่นคงไม่ต้อง เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2016, 05:08:58 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                     

                                                                 "ประยุทธ์" ใช้ ม.44 เพิ่มดาบ กสทช.ปิดสื่อล้มล้างการปกครอง-กระทบความมั่นคงไม่ต้องรับผิด
                                                                 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000070260 


 โดย MGR Online   
 14 กรกฎาคม 2559 15:26 น. (แก้ไขล่าสุด 14 กรกฎาคม 2559 15:49 น.)

       หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่งที่ 41/2559 เพิ่มอำนาจ กสทช. ปิดสื่อล้มล้างการปกครอง หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย
       
        วันนี้ (14 ก.ค.) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 41/2559 เรื่อง การกํากับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ระบุว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เพื่อกําหนดห้ามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบางประเภท นั้น โดยที่ข้อมูลข่าวสารตามประกาศดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ออกอากาศตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาในการรับรู้และความเข้าใจในการกํากับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของผู้ประกอบการไปสู่ประชาชนทั้งในส่วนของประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามและมาตรการที่จะนํามาใช้ในการกํากับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงจําเป็นต้องกําหนดให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
       
        อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
       
        ข้อ 1 ให้การเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระตามข้อ 3 (1) ถึง (7) ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 เป็นการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 แล้วแต่กรณี
       
        ข้อ 2 ในกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับมอบอํานาจจากบุคคลดังกล่าว ได้กระทําการไปตามอํานาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น เพื่อควบคุมดูแลมิให้มีการเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ 1 นับแต่วันที่ประกาศตามข้อ 1 มีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
       
        ข้อ 3 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
       
        สั่ง ณ วันที่ 13 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 ประยุทธ์ ใช้ ม.44 เพิ่มดาบ กสทช.ปิดสื่อล้มล้างการปกครอง-กระทบความมั่นคงไม่ต้องรับผิด

          Credit : ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
 
 
 
 
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: วาติกันชี้แจงเกี่ยวกับคำแนะนำให้ประกอบพิธีมิสซาโดยหันไปทางทิศตะวันออก เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2016, 06:49:34 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                              Comments
Join the Discussion

Posted by Christopher Schaefer on Tuesday, Jul 12, 2016 4:06 PM (EDT):

GIRM No. 299 repeats what is found in ‘Inter Oecumenici’, “On the orderly carrying out of the Constitution on the Sacred Liturgy”, 26 September 1964; No. 90. However, already we see in this instruction the mischief that Msgr. Annibale Bugnini was up to—because the Council itself made NO mention of the altar. It also is important to note what precedes this, i.e. No. 89 “In building new churches or restoring and adapting old ones…” Thus, the freestanding altar is only “preferable” in new construction. Yet there NEVER was a decree ordering that all existing church structures must undergo any changes whatsoever.

Posted by D.D. on Tuesday, Jul 12, 2016 1:40 PM (EDT):

First things first:  this one learned several decades ago in the O.R., we all bleed red blood, and it cannot be told whether one is black, white, purple, blue, etc…german, african, american, jew, etc..  It is only within the souls, hearts and minds of mankind, where a human is reduced to and pigeon holed by their fellow man under the guise of Atheisim, Agnostism, Relativism, etc…

“God does not impose, He proposesses a better Way of life”  We, as a world analyse, complicate, and just plain attempt to out think, out do and out god The One True God.  If you do not like the car you drive, you get a new one. If you do not like a house you get buy a new one.  If you don’t agree with EVERYTHING YOUR BOSS DOES, YOU QUIT AND GO FIND ANOTHER ONE.  Well, Faith does not work that way.  Our Baptism is a Sacrament.  For better or for worse, in sickness and in health….. till death do us part.  Many of us have spent many years in “The Desert” of purgation learning the real “demons” we fight are the ones we battle within ourselves, on this side of the Cross.
 
Thank God for or all the temptations in your life and The Graces He supplies to overcome them.  It is much better than changing cars, jobs, and even leaving The Church over.

An old Desert Abba was once approached by his disciple:  Abba!  “I have no temptations!  ”  Then go back to your cell (  room)  and pray fo a few”

There’s Wisdom, in the Traditions of The Elders and The Church.  Where do you think your laptop gets its data? Hmmmmmmmmmm
A Socratic Moment

Posted by @FMShyanguya on Tuesday, Jul 12, 2016 4:58 AM (EDT):

@Edward Pentin: Any chance to post the actual communique that is in Italian? I can find no such copy online.
Posted by James Stagg on Monday, Jul 11, 2016 9:18 PM (EDT):
Yet another “misinterpretation”.  Oh Lord, how many more?

Posted by James on Monday, Jul 11, 2016 8:37 PM (EDT):

Does anyone see what is happening here? The most credible voice in the world, the Roman Catholic Church, has been consigned to the tongue-tied and/or blithering idiot contingent. What’s up? When did this come about?
When that question is answered honestly perhaps we will see the way out of this conundrum.

Posted by Timothy O'Rourke Jr. on Monday, Jul 11, 2016 7:59 PM (EDT):

Telling falsehoods by purposefully quoting misinterpretations of the General Instruction to substantiate a man-made Mass while claiming that we misinterpreted Cardinal Sarah’s explicit words about the God-given Mass.  SHAME, SHAME, SHAME! The Novus Ordo must be rejected by all faithful Catholics. If you can find one, make the extraordinary choice.
Timothy O’Rourke Jr.

         Read more: http://www.ncregister.com/blog/edward-pentin/father-lombardi-cardinal-sarahs-ad-orientem-suggestion-misinterpreted/#ixzz4EF0XXtNC
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / วาติกันชี้แจงเกี่ยวกับคำแนะนำให้ประกอบพิธีมิสซาโดยหันไปทางทิศตะวันออก เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2016, 06:12:14 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         วาติกันชี้แจงเกี่ยวกับคำแนะนำให้ประกอบพิธีมิสซาโดยหันไปทางทิศตะวันออก
                                                               
Catholic World News
 11 กรกฎาคม 2016

          สำนักวาติกันได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบโต้ต่อข้อเสนอแนะของพระคาร์ดินัลโรเบิร์ต ซาร่าห์ที่ว่าพระสงฆ์ควรประกอบพิธีมิสซาโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (ad orientem)

คุณพ่อเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าววาติกัน ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม กล่าวว่า คำกล่าวของพระคาร์ดินัลซาร่าห์แก่ที่ประชุมหนึ่งที่ลอนดอน ได้ถูก "ตีความผิดไป" และเน้นย้ำว่าไม่มีแนวทางที่ออกมาอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับท่าทางการหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

การพูดของพระคาร์ดินัลซาร่าห์ สมณมนตรีกระทรวงพิธีกรรมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกับที่ประชุมหนึ่งที่ลอนดอน ได้ขอให้พระสงฆ์เริ่มประกอบพิธีมิสซาโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งแต่สัปดาห์แรกเทศกาลเตรียมรับเสด็จฯ ท่านยังได้กระตุ้นบรรดาพระสังฆราชให้สนับสนุนบรรดาพระสงฆ์ให้ปฏิบัติเช่นนั้น

แต่คุณพ่อลอมบาร์ดี้ได้เน้นว่า พระคาร์ดินัลซาร่าห์ได้กล่าวออกไปในนามของตัวท่านเอง มากกว่าเป็นการประกาศออกไปว่าเป็นแนวทางของวาติกัน และ "ไม่มีแนวทางด้านพิธีกรรมใหม่ใดๆ ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่เทศกาลเตรียมรับเสด็จที่จะมาถึง" คุณพ่อยังได้อ้างอิงกฎทั่วไปสำหรับมิสซาจารีตโรมันซึ่งแนะนำให้พิธีมิสซาโดยปกติประกอบโดยหันหน้าไปทางประชาชน

โฆษกของวาติกันได้กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้ได้รับการยืนยันในการพบปะพูดคุยระหว่างพระคาร์ดินัลซาร่าห์กับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส สมเด็จพระสันตะปาปาได้ทรงพบกับพระคาร์ดินัลซาร่าห์เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม คำแถลงการณ์ได้ปรากฏออกมาเหมือนเป็นการตำหนิโดยตรงต่อพระคาร์ดินัลซาร่าห์ซึ่งได้พูดถึงสองครั้งระหว่างการกล่าวของท่านที่ลอนดอน ว่าเราได้มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของพระสันตะปาปาฟรังซิสในการขอร้องให้ปฏิรูปพิธีกรรมตามคำแนะนำของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16

คุณพ่อลอมบาร์ดี้ยังได้กล่าวอีกว่า "มันเป็นการดีที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ข้อความว่า 'การปฏิรูปของการปฏิรูป'(the reform of the reform) ในการอ้างถึงพิธีกรรม ด้วยว่าสิ่งนี้บางครั้งก็เป็นที่มาของความเข้าใจผิด" ข้อความนี้ได้ถูกใช้ทั่วไปโดยคาทอลิกผู้ซึ่งเหมือนพระคาร์ดินัลซาร่าห์ที่แสวงหาการฟื้นฟูความรู้สึกที่มากยิ่งขึ้นของความเคารพและศักดิ์ศรีของพิธีกรรม

Father Lombardi: Cardinal Sarah's Ad Orientem Suggestion 'Misinterpreted'
 
by Edward Pentin 07/11/2016 Comments (12)

Read more: http://www.ncregister.com/blog/edward-pentin/father-lombardi-cardinal-sarahs-ad-orientem-suggestion-misinterpreted/#ixzz4EEr0JDMI

       The Vatican has dismissed what many understood to be an unequivocal invitation by Cardinal Robert Sarah to all priests to celebrate Mass ad orientem (facing east, away from the congregation), saying the cardinal’s words were “misinterpreted”.

In a communiqué released this evening, Vatican spokesman Father Federico Lombardi said Cardinal Sarah, who is prefect of the Congregation for Divine Worship and the Discipline of the Sacraments, has “always been rightly concerned about the dignity of the celebration of the Mass”.

But he added that some of his expressions were “misinterpreted as if he were announcing new instructions different from the liturgical norms given until now, and the words of the Pope on the celebration of Mass towards the people in the Ordinary rite of the Mass.”
   
At the Sacra Liturgia conference in London July 5, Cardinal Sarah made what many thought was an "historic" announcement when he said it was “very important” that all priests begin celebrating Mass facing east. (The east has significance as the place where the sun rises, symbolizing the resurrection of Christ and his second coming, and Masses used to usually only be celebrated this way before the reforms of the Second Vatican Council). By doing so, he said, it would ensure that “in our celebrations, the Lord is truly at the center.”

“Your own pastoral judgment will determine how and when this is possible, but perhaps beginning this on the first Sunday of Advent this year… may be a very good time to do this,” he suggested.

Cardinal Sarah also made a clear appeal to bishops to adopt the practice, asking them to “lead your priests and people towards the Lord in this way”, and to “form your seminarians that we are not called to the priesthood to be at the centre of liturgical worship ourselves, but to lead Christ’s faithful to him as fellow worshippers.”

The full text of Cardinal Sarah's talk can be read here.

But in his communiqué, Father Lombardi said it was “good to remember” that rules for Eucharistic celebration are contained in the Institutio Generalis Missalis Romani (General Instruction of the Roman Missal), specifically number 299, which states: “The altar should be built apart from the wall, in such a way that it is possible to walk around it easily and that Mass can be celebrated at it facing the people, which is desirable wherever possible. The altar should, moreover, be so placed as to be truly the center toward which the attention of the whole congregation of the faithful naturally turns. The altar is usually fixed and is dedicated.”
Although Cardinal Sarah made no distinction between the Ordinary and Extraordinary forms of the Mass, Father Lombardi said that Pope Francis, when he recently visited the Congregation for Divine Worship, “specifically mentioned” that the form Ordinary form of the Mass is that provided by the Missal promulgated by Paul VI, while the Extroardinary form (based on the pre-1962 Missal and which always has the ad orientem practice) “must not take the place of the Ordinary.” In other words, Father Lombardi wanted to make clear that Masses celebrated facing east do not have to apply to the Ordinary form of the Mass.

Father Lombardi added: “There are therefore no new liturgical directives foreseen from next Advent, as some have wrongly inferred from some of the words of Cardinal Sarah, and it is best to avoid using the expression ‘reform of the reform’ when referring to the liturgy, as it's sometimes been a source of misunderstandings.”

In his talk last week, Cardinal Sarah had also said that an official reform of the liturgical reform of the Second Vatican Council cannot be dismissed, and that in April 2015, Francis had asked him "to study the question of the ‘reform of the reform,’ looking at how the two forms can enrich one another.”

Father Lombardi concluded by saying that all of what he had said in his communique "was unanimously expressed during a recent audience granted by the Pope to the cardinal prefect of the Congregation for Divine Worship.”

Cardinal Sarah met the Pope in private audience on Saturday, soon after his return from London. 

Father Lombardi’s comments follow a concerted attempt by some to reject Cardinal Sarah’s invitation to all priests to celebrate Mass ad orientem.

Papal advisor Father Antonio Spadaro SJ published several tweets last week quoting from the General Instruction of the Roman Missal that emphasised Mass "facing the people", while Cardinal Vincent Nichols of Westminster went so far as to send a letter to all the priests of his diocese discouraging them from celebrating the Mass facing east.

Filed under ad orientem, cardinal robert sarah, congregation for divine worship and the discipline of the sacraments, eucharist, father federico lombardi, liturgy, pope francis


Read more: http://www.ncregister.com/blog/edward-pentin/father-lombardi-cardinal-sarahs-ad-orientem-suggestion-misinterpreted/#ixzz4EErPwhGH

         Vichitr Thongthua ขอบคุณ คุณ Titi Bond ที่นำรายงานโดยละเอียดเรื่องวาติกันยังยืนยันการทำพิธีมิสซาแบบหันหน้าไปทางสัตบุรุษ ผมคาดการแล้วว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะ "แนะนำ " ให้มีการเปลี่ยนทิศทางผู้ถวายมิสซาไปทางทิศตะวันออก - ad orientem VCII ยืนการกระทำแบบใหม่นี้มาเจ็ดแปดสิบปีแล้ว ดูเอาก็แล้วกันว่า จะหันหน้าไปหาตู้ศีลที่สถิตย์ของพระเป็นเจ้า หรือหันหน้าไป "ทำนองให้เกียรติ" ผู้มาร่วมพิธีมิสซา? 
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / นักล่าตำนาน-ไม้กางเขนพระเยซูของแท้ เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2016, 11:37:52 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              นักล่าตำนาน-ไม้กางเขนพระเยซูของแท้

                                                                         https://www.youtube.com/watch?v=tRi4SVRfTdY&spfreload=10

Natura Ferus

                                                                                               https://youtu.be/tRi4SVRfTdY

Published on Sep 21, 2015

สารคดีจากสถานี ฟรีทีวีดิจิตอลแห่งชาติ นิวทีวีช่อง 18

ทีวีดาวเทียมหรือเคเบิลช่อง 28 ทุกวันเวลา 7.00-11.00น., 13.00-17.00น. และ 20.30-23.30น.

Category
People & Blogs
 License
Standard YouTube License

Comments:

SakisakaNadashiko1 month ago

ผมชอบนะครับว่าแม้แต่ศาสนาคริสต์ที่ดูจะยึดมั่นในหลักความเชื่อก็ยังคงมีการพยายามพิสูจน์ความจริง แต่ในบางส่วนของศาสนาแห่งเหตุผลอย่างพุทธกลับปนเปื้อนไปด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามตั้งคำถามห้ามสงสัยห้ามพิสูจน์โดยเด็ดขาดทั้งๆที่เห็นอยู่ว่าเป็นสิ่งลวง/คำลวง

เดอะ ดล2 months ago

ไม่เป็นไรพระเจ้ารักเราถึงเราจะเป็นพุทธ

Julaiporn Teeraispong5 months ago

ขอพระเจ้าอวยพรแด่คนที่เชื่อและศรัทธาครับ ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็ขอให้พระผู้เป็นเจ้าให้คนเหล่านั้นกลับใจเถิด

           Credit  : License
                         Standard YouTube License

 



 
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2016, 01:22:16 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                      ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ

                                                 http://i929.photobucket.com/albums/ad133/peter_vich/6-20060722015157_zps1bnk7dqr.jpg

                                                                                      

       ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ
http://i929.photobucket.com/albums/ad133/peter_vich/6-20060722015157_zps1bnk7dqr.jpg

พิธีสู่ขวัญ บางทีเรียกว่า "พิธีบายศรี" หรือ "บายศรีสู่ขวัญ" เป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสาน ประเพณีสู่ขวัญทำกันแทบทุกโอกาส ทั้งในมูลเหตุแห่งความดีและไม่ดี ชาวอีสานถือว่าเป็นประเพณีเรียกขวัญ ให้มาอยู่กับตัว พิธีสู่ขวัญนี้เป็นได้ทั้งการแสดงความชื่นชมยินดี และเป็นการปลอบใจให้เจ้าของขวัญจากคณะ ญาติมิตรและบุคคลทั่วไป

ผู้ได้ดีมีโชคหรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือมาเยี่ยมเราก็ยินดีจัด พิธีสู่ขวัญให้ ประเพณีสู่ขวัญจึงเป็น ประเพณีทำกันอย่างกว้างขวาง คำว่า"ขวัญ"นั้นเชื่อว่าเป็นสิ่งไม่มีตัวตนคล้ายกับจิตหรือวิญญาณแฝง อยู่ในตัวคนและสัตว์ ตั้งแต่เกิดมาทุกคนมีขวัญกันทั้งนั้นและในบางแห่งเรามักแปลว่า "กำลังใจ" ก็มีคำว่า "ขวัญ" ยังมีความหมายอีกว่าเป็นที่รักที่บูชา เช่นเรียกเมียที่รักว่า "เมียขวัญ" หรือ "จอมขวัญ" เรียกลูกรักหรือลูกแก้วว่า "ลูกขวัญ" สิ่งของที่ผู้เคารพรักใคร่นับถือกันนำมาฝาก นำมาให้เพื่อเป็นการทะนุ ถนอมน้ำใจกันเราก็เรียกว่า "ของขวัญ"

"ขวัญ" อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ขน หรือผม ที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอย พิธีสู่ขวัญเป็นพิธีเก่า แก่ของชาวไทยเราแทบทุกภาค การทำพิธีก็ผิดเพี้ยนกันไปบ้างแต่ก็ยังยึดหลักใหญ่อยู่เหมือนกัน พิธีสุ๋ขวัญในบทความนี้ จะกล่าวถึงพิธีของชาวอีสานเป็นส่วนใหญ่ การทำพิธีสู่ขวัญเราอาจทำได้ถึง ๒ วิธีพร้อม ๆ กัน คือวิธีทางพุทธศาสนาและวิธีทางพราหมณ์ศาสนา

วิธีทางพุทธศาสนา โดยการนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย ๕ รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ ตั้งบาตรน้ำมนต์ เสร็จแล้วประพรมน้ำมนต์ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาถ้ามีศรัทธาพอจะถวายภัตตาหารเช้า หรือเพลพระสงฆ์ด้วยก็ได้ ส่วนพิธีทางพราหมณ์ ก็คือการสู่ขวัญซึ่งจะได้อธิบายให้ละเอียดต่อไป
การทำพิธีสู่ขวัญต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ หลายอย่างดังนี้...

พาขวัญหรือพานบายศร

คำว่า "บายศรี" นี้น่าจะมาจากภาษาเขมร คือคำว่า บาย + ศรีข้าว (สุก) ที่เป็นมงคลข้าวนี้จะ เป็นส่วนประกอบของการจัดพานบายศรี จะขาดไม่ได้ การจัดพาขวัญนี้ ปกติต้องจัดด้วยพาน ทองเหลืองและมีสัมฤทธิ์ (ขันลงหิน) หลาย ๆใบ ซ้อนกัน มีใบตอง ดอกไม้สด ด้ายสำหรับผูกข้อมือ (ผูกแขน) ปัจจุบันเริ่มมีการนำเอากระดาษสีต่างๆ แต่ก็ผิดธรรมเนียมของท้องถิ่นไป

พาขวัญอาจจัดเป็นชั้นๆ จะเป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น แล้วแต่ความสามารถ แต่คนเก่าคนแก่ของเมืองอุบล ฯ กล่าวว่าพาขวัญ ๓ ชั้น ๕ ชั้น เป็นของบุคคลธรรมดา ส่วน ๗ ชั้น และ ๙ ชั้นนิยมจัดเฉพาะสำหรับเชื้อพระวงศ์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ชั้นล่างของพาขวัญจะเป็นพานมีบายศรี (ทำด้วยใบตอง) ดอกไม้ ข้างต้ม ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีดด้ามแก้ว ชั้น ๒ , ๓, ๔ จะได้รับการตกแต่งด้วยใบศรี และ ดอกไม้ซึ่ง มักจะเป็นดอกฝาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูณ ใบยอป่า อย่างสวยงาม ส่วนชั้นที ๕ จะมีใบศรี และด้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัว (ทำด้วยขี้ผึ้ง) ของเจ้าของขวัญ นอกจากพาขวัญแล้วจะมีเครื่องบูชาและอื่นๆ เช่น ขันบูชา มีพานขนาดกลางสำหรับวางผ้า ๑ ผืน แพร ๑ วา หวี กระจกเงา น้ำอบ น้ำหอม สร้อย แหวน ของผู้เป็นเจ้าของขวัญ
 
ด้ายสำหรับผูกข้อมือ (ด้ายผูกแขน) นั้นต้องเป็นด้ายดิบนำมาจับเป็นวงยาวพอที่จะพันรอบข้อมือได้ โบราณถือว่า คนธรรมดา วงละ ๓ เส้นผู้ดีมีศักดิ์ตระกูล ๕ เส้น (อาชญา ๕ ขี้ข้า ๓)เมื่อวงแล้วให้เด็ดหรือดึงให้ขาด เป็นเส้นๆห้ามใช้มีดตัดจะใช้มีดตัดได้เฉพาะด้ายที่มัด..พเท่านั้น ถ้าเป็นพาขวัญงานแต่ง คนจะเริ่มจัดพาขวัญต้อง เป็นคนบริสุทธิ์ (ปลอด) คือเป็นคนดีผัวเดียวเมียเดียว ถ้าจัดไม่เป็นเพียงมาจับพอเป็นพิธีแล้วให้คนอื่นๆจัดต่อ ไปจนเสร็จต้องจัดทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง พาขวัญฝ่ายชายจะให้หญิงบริสุทธิ์ (เด็กหญิงยังไม่มีประจำเดือน) หาบด้วยไม้ม้วนผ้าทอหูกเพราะถือเคล็ดเอาความสามัคคีรักใคร่ของผ้าและไม้ และการสูตรขวัญต้องสูตรเวลา ค่ำประมาณ ๓ - ๔ ทุ่มหลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จถือว่าเป็นเวลาหนูเข้ารู (ยามหนูเข้าฮู) พาขวัญงานแต่ง จะต้องมีอาหารคาวหวานเป็นส่วน ประกอบอีกด้วย
พาขวัญแต่งเสร็จแล้วจะตั้งวางไว้ในที่อันเหมาะสมก่อนพอได้เวลาสูตรขวัญ คือจะทำพิธีจึงให้ยกไป ตั้งท่ามกลางญาติมิตรบนผ้าห่มหรือผ้าเช็ดตัวของเจ้าของขวัญ ข้างๆพาขวัญนอกจากจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังต้องมีแก้วน้ำเย็น แก้วใส่น้ำส้มป่อย (กระถินป่า) และแก้วเหล้าสำหรับหมอสูตรขวัญจะได้ดื่ม หรือพ่นหรือจุ่ด้วยดอกไม้สลัดใส่พาขวัญซึ่งเรียกว่า "ฮดฟาย"

การสวดหรือการสูตรขวัญ

เจ้าภาพผู้จัดพิธีสู่ขวัญจะต้องจัดหาหมอนวดหรือสูตรขวัญซึ่งมักเรียกว่า "พราหมณ์" หรือ"พ่อพราหมณ์" ไว้ล่วงหน้า ปกตินี้พ่อพราหมณ์มักจะเป็นผู้ที่ทราบประเพณีสู่ขวัญเป็นที่นับถือของ ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น หมอสูตรขวัญสมัยก่อนๆ นุ่งห่มธรรมดาเพียงให้มีผ้าขาวหรือให้มีผ้าขาวม้าพาดบ่า ก็พอปัจจุบันนิยมนุ่งขาวห่มขาว นับว่าเป็นการพัฒนาให้เหมาะ สมกับสังคมสมัยใหม่
ก่อนลงมือสวด เจ้าภาพต้องเตรียม "ด้ายผูกแขนพราหมณ์" ไว้เป็นด้ายผูกข้อมือธรรมดาเป็นแต่เพียง มัดธนบัตรเป็นค่าบูชาพราหมณ์จำนวนมากหรือน้อยแล้วแต่เจ้าภาพจะเห็นสมควร และเจ้าภาพจะเป็นคนผูกข้อ มือพราหมณ์ด้วยด้ายผูกแขนพิเศษนี้

พราหมณ์จะจัดให้เจ้าของขวัญนั่งให้หันหน้าไปในทิศทางต่างๆ ตามตำรา เจ้าของขวัญนั่งลงแล้วยกมือไหว้ พราหมณ์เสร็จแล้วใช้มือขวาจับพาขวัญตั้งจิตรอธิฐานขอให้เทวดาบันดาลให้เป็น ไปดังหมอขวัญหรือพราหมณ์สูตร ญาติพี่น้องจะนั่งล้อมเป็นวงด้านหลังตั้งจิตรอธิฐานให้เจ้าของขวัญมีความสุข ความเจริญ จงเกิดแก่เจ้าของขวัญแล้ว อ้อนวอนเทวดาเป็นภาษาบาลีว่า "สัค เค กา เม จ รูเป" … จบแล้วว่านโม ๓ จบแล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย ครั้นจบแล้วจะสู่ขวัญอะไรก็เลือกว่าเอาตามต้องการให้เหมาะกับงาน การสวดต้องให้เสียงชัดเจน สละสลวย ไพเราะฟังแล้วเกิดความดีใจ ศรัทธาอุตสาหะ ในการทำความดียิ่งขึ้นจึงจะเป็นสิริมงคลแก่เจ้าตัวถ้าป่วยไข้ ไข้จะหาย ถ้าได้ดีได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งก็จะรักษาความดีไว้ให้คงทนไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนลืมตัวเมื่อ สวดเสร็จ จะว่า " สัพพพุทธานุภาเวน สัพพธัมมานุภาเวน สัพพสังฆานุภาเวนสัพพโสตถี ภวันตุ เต ยถา สัพพี ภวตุ สัพ " ฯลฯ การเข้านั่งล้อมพาขวัญถ้าเป็นการแต่งงานคู่บ่าวสาวพร้อมด้วยเพื่อนเจ้าบ่าว เจ้าสาวจะเข้าร่วมพิธีด้วย จะจัดให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งชิดกันเวลาจับพาขวัญให้แขนเจ้าบ่าวทับแขนเจ้า สาวเพื่อนๆ เจ้าบ่าวจะ พยายามเบียดให้เจ้าสาวนั่งชิดกับเจ้าบ่าวให้มากๆ จะมีการแกล้งเจ้าบ่าวต่างๆ นานาเป็นที่สนุกสนาน

การมาร่วมพิธีสู่ขวัญนี้คนโบราณได้เล่าว่าเมื่อครั้ง ๗๐ ปีก่อนบ้านเมืองอุบลฯ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยการเลี้ยงไหมของขวัญผู้มาร่วมพิธีขวัญจึงเป็นไหมเส้นเป็น ไจๆนับว่าเป็นของขวัญที่พอ เหมาะพอควรและไม่เคยมีการนำเอาเงินมาเป็นของขวัญไหมที่เจ้าของขวัญรับไว้ก็ จะนำไปทอเป็นผ้าได้ภายหลัง
 
การเชิญขวัญ ก่อนสูตรขวัญถ้ามีเวลาพอก็ให้ว่าคำเชิญขวัญเสียก่อนทุกครั้งการเชิญขวัญเป็น พิธีที่ดีอย่าง หนึ่งคือเราขอความสำเร็จความศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทวดา อินทร์ พรหม ผู้มีอิทธิฤทธิ์มาประสิทธิ์ประสาทพรให้จะได้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์เพราะผู้สวด และผู้ฟังไม่ใช่คนมีอิทธิฤทธิ์เมื่อ เราขอท่านท่านก็คงเมตตาประทานให้ตามคำขอ
คำเชิญขวัญ คำเชิญขวัญนั้นมีหลายสำนวนไม่มีแบบตายตัว ต่างหมอต่างสรรหาสำนวนที่เห็นว่า เหมาะกับเหตุการณ์เช่น คำเชิญขวัญสำหรับบุคคลธรรมดา ก็อีกสำนวนหนึ่ง สำหรับเชื้อพระวงศ์ก็อีกสำนวน หนึ่งเป็นต้น

การผูกแขนหรือข้อมือ

เมื่อพราหมณ์สูตรขวัญจบแล้วญาติพี่น้องจะเอาข้าว ไข่ กล้วย ใส่มือเจ้าของขวัญมือซ้ายหรือมือขวา ก็ได้ให้พราหมณ์ผูกข้อมือให้ก่อนปกติจะผูกข้อมือซ้ายเพราะแขนซ้ายถือเป็นแขน ขวัญ เป็นแขนที่อ่อนแอใช้งาน หนักไม่ได้ เป็นแขนที่น่ารักทะนุถนอม ในเวลาผูกข้อมือนั้นทุกคนยื่นมือขวาออกไปพยุง (โจม) แขนของเจ้าของ ขวัญที่พราหมณ์กำลังทำพิธีผูกข้อมือให้ถ้าอยู่ห่างก็ยื่นมือจับแขนหรือแตะ ตัวกันต่อๆ มาเป็นเส้นสายเหมือน เชือกส่อแสดงถึงความสัมพันธ์ทางกายและใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วตั้งจิตอธิฐานขอให้เจ้าของขวัญมีความสุขความเจริญเมื่อผูกข้อมือเสร็จ แล้วให้ผู้เป็นเจ้าของขวัญมีความ สุขความเจริญเมื่อผูกข้อมือเสร็จแล้วให้ผู้เป็นเจ้าของขวัญประนมมือไหว้ผู้ ให้พร เป็นการรับเอาพร เมื่อพราหมณ์ผูก เสร็จแล้ว ต่อไปก็เป็นโอกาสของญาติมิตรทั่วๆไปจะเข้ามาผูกข้อมือให้กับเจ้าของขวัญ
 
ด้ายผูกแขน (ด้ายผูกข้อมือ) ถือเป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์ควร รักษา ไว้อย่าพึ่งดึงทิ้ง ให้ล่วง ๓ วันเสียก่อนจึงดึงออกเวลาทิ้งอย่าทิ้ง ลงที่สกปรก เพราะด้ายผูกแขนเป็นของขาวของบริสุทธิ์ เป็นจุดรวมแห่งจิตใจบริสุทธิ์หลาย ดวงจึงควรรักษาไว้ให้ดี ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟังว่าด้ายผูกแขนที่เก็บรักษา ไว้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันอันตรายได้เช่น มีโจรมาปล้น อธิฐานขอให้จิต ทุกดวงช่วยก็ปลอดภัยจากอันตรายได้และเป็นเสน่ห์ดึงดูดจิต ใจให้คนรัก-ใคร่ชอบ พอได้

การผูกแขน (ผูกข้อมือ) การผูกแขนที่จะอำนวยประโยชน์สุขให้แก่เจ้าของ ขวัญควรประกอบ
ด้วยองค์ ๔ คือ :-
- ผู้ผูก หรือพราหมณ์
- ผู้รับผูก หรือเจ้าของขวัญ
- ผู้เกี่ยวข้อง คือญาติมิตร
- คำกล่าวขณะที่ผูก
คำกล่าวขณะที่ผูกเป็นคำเรียกร้องเชิญขวัญซึ่งเป็นคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน สุภาพ เรียบร้อยมีความหมาย ไปในทางที่ดีงาม

โอกาสจัดพิธีสู่ขวัญ มีหลายโอกาสเช่น คารวะพระพุทธรูป บายศรีพระสงฆ์ สู่ขวัญแม่ออกกรรม (คลอดบุตรออกไฟ) สู่ขวัญเด็กน้อย สู่ขวัญเฮือน สู่ขวัญคนธรรมดา สู่ขวัญแต่งงาน สู่ขวัญหลวง สู่ขวัญเกวียน สู่ขวัญขึ้นเล้า (ยุ้ง) สู่ขวัญน้อยก่อนแต่งงาน สู่ขวัญคนป่วย สู่ขวัญขึ้นบ้านใหม่ สู่ขวัญวัวขวัญควาย
 
จะเห็นได้ว่าพิธีสู่ขวัญนี้เป็นประเภท "ขนบประเพณี" คือประเพณีชาวอีสานได้เคยตั้งหรือร่างเป็นระเบียบแบบ แผนขึ้นไว้เป็นธรรมดาของประเพณีที่อาจมีส่วนปลีกย่อย แปลก แตกต่างกันออกไปบ้างในลักษณะของการพัฒนาเป็นลักษณะของความเจริญให้เหมาะสม กับกาลสมัยแต่ส่วนสำคัญ อันเป็นมูลฐานของประเพณีนี้ก็ยังคงอยู่และเป็นหน้าที่ของพวกรุ่นต่อไปจะเป็น ผู้รับช่วงระวังรักษาไว้ให้มรดก อันสำคัญนี้ยั่งยืนสืบไป เพื่อแสดงความเก่าแก่ของชาติบ้านเมืองเรา...ฯ

ก่อนประกอบพิธีให้เอาคายบูชานี้มา ผูกแขวนพราหมณ์ก่อน (เมื่อสูตรขวัญแล้ว บางคนก็ให้ค่าตอบแทนอีกต่างหาก บางคนก็ให้ค่าคาย บูชาแล้วก็แล้วไป สำคัญอยู่ที่ค่าคายบูชาจะต้องให้ ไม่ให้ไม่ได้ ส่วนค่าตอบแทนนั้น เป็นเรื่องน้ำใจ ของผู้เชิญพราหมณ์มาสูตรขวัญจะให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้) การเข้าสู่พาขวัญผู้จะรับการสู่ ขวัญนั้นให้นั่ง ผินหน้าไปทางทิศที่ราศีประจำวันตั้งอยู่ จึงจะเป็นมงคล ราศีประจำวันตั้งอยู่นั้น ดังนี้
วันอาทิตย์ ราศีอยู่ทิศ ปัจจิม
วันจันทร์ ราศีอยู่ทิศ พายัพ
วันอังคาร ราศีอยู่ทิศ บูรพา
วันพุธ ราศีอยู่ทิศ อุดร
วันพฤหัสบดี ราศีอยู่ทิศ อิสาณ
วันศุกร์ ราศีอยู่ทิศ ทักษิณ
วันเสาร์ ราศีอยู่ทิศ อาคเนย์

เมื่อนั่งแล้วให้ประณมมือไปทางทิศหัวใจเป็นอยู่ ถ้าไม่รู้ให้พราหมณ์ในพิธีบอก หัวใจนั้น อยู่ประจำทิศต่าง ๆ ดังนี้
วันอาทิตย์ หัวใจเป็นอยู่ทิศ อุดร
วันจันทร์ หัวใจเป็นอยู่ทิศ หรดี
วันอังคาร หัวใจเป็นอยู่ทิศ อิสาณ
วันพุธ หัวใจเป็นอยู่ทิศ บูรพา
วันพฤหัสบดี หัวใจเป็นอยู่ทิศ อาคเนย์
วันศุกร์ หัวใจเป็นอยู่ทิศ พายัพ
วันเสาร์ หัวใจเป็นอยู่ทิศ ทักษิณ
จำง่ายๆ ว่า ทิตย์อุ จันทร์หอ คารอิ พุธบู พหัสอา ศุกร์พา เสาร์ทัก ประณมมือไปทิศทาง หัวใจเป็นอยู่ ทำให้เกิดมงคลแล

วันเวลาสู่ขวัญ
การสู่ขวัญนี้ไม่นิยมทำเฉพาะในวันจมและวันเดือนดับ (ข้างแรม) นอกนั้นไม่ห้าม การสู่ขวัญมักทำในเวลากลางวัน แต่ตอนเย็นหรือกลางคืนก็เห็นมีการทำอยู่ จึงไม่สำคัญเรื่อง กลางวันกลางคืน แต่ให้เริ่มเวลาเป็นมงคลเท่านั้นก้พอ เวลาเป็นมงคลนั้นให้ดูในหมวดว่าด้วย ฤกษ์งามยามดี แล้วให้ถือปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัด
บุพกิจที่ควรทำก่อนสู่ขวัญ
 
ก่อนที่จะทำการสู่ขวัญนั้น ให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
- เชิญผู้รับการสู่ขวัญ จุดธูปเทียน
- กราบพระ ขอโอกาสก่อนค่อยสูตร (ถ้าพระอยู่ที่นั้น)
- ขึงด้ายมงคลระหว่างพาขวัญกับผู้รับการสู่ขวัญและญาติ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใช้ ให้จับพาขวัญ และจับเสื้อหรืออะไรต่อ ๆ กันไป โดยให้เริ่มจับตอนสูตรขวัญ ตอนอื่นนอกนั้นให้นั่งประณม มือ การจับพาขวัญให้เอามือขวาจับ
- อัญเชิญเทวดาหรือชุมนุมเทวดา ด้วย คาถา
- เริ่มสูตรขวัญ บอกให้ลูกหลานทุกคนนั่งประณมมือไว้ก่อน จนถึงคำว่า ศรี ศรี... จึงให้จับ พาขวัญ
- วิดฟาย (พรมน้ำมนต์โดยพ่อพราหมณ์)
 
http://www.baanmaha.com/community/thread7823.html

ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ
          บายศรี หมายถึง ข้าวอันเป็นสิริ ข้าวขวัญ ภาชนะใส่เครื่องสังเวยในพิธีทำขวัญ
         ขวัญ หมายถึง นามธรรมอันหนึ่งคล้ายพลังจิตที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่เป็นเด็กทารก มีความเชื่อว่าถ้าขวัญของผู้ใดอยู่กับตัวผู้นั้นจะมีความสุขกายสบายใจแต่ถ้า ขวัญของผู้ใดหายไปนั้นจะมีลักษณะอาการตรงกันข้ามพิธีกรรมบายศรีสู่ขวัญจะ ช่วยทำให้ขวัญมั่นคงและมีพลังใจเข้มแข็ง
         การบายศรีสู่ขวัญ เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ทำพิธีเพื่อเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัว ให้ขวัญเป็นเหมือนผู้ที่คอยดูแลประคับประคองชีวิตให้มีจิตใจเข้มแข็งมีความ ปลอดภัย
         การบายศรีสู่ขวัญ จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งจะจัดในงานมงคลต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ บวช แต่งงาน งานต้อนรับ งานเลื่อนยศ การย้ายที่ เป็นต้น
         พิธีกรรมจะต้องมี บายศรี เย็บด้วยใบตอง 3 ชั้น และมีสิ่งอื่นๆ คือ
         ดอกบัว  หมายถึง  บัวประเภทที่ 4 ที่ พ้นจากผิวน้ำ
         เทียนชัย  หมายถึง  แสงสว่างส่องทางปัญญา
         น้ำมะพร้าวอ่อน  หมายถึง  น้ำใจอันบริสุทธิ์
         แว่นเทียน 3 อัน  หมายถึง  ภพทั้ง 3 คือ ภาพภพ รูปภพ อรูปภพ
         เทียน 9 เล่ม  หมายถึง  ไฟ 3 กอง โดยแบ่งเป็น ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ โดยติดไว้อย่างละ 3 เล่ม
         สายสิญจน์  หมายถึง  ห่วงแห่งความผูกพัน
         ส่วนประกอบอื่นๆ ได้แก่ หมาก พลู บุหรี่ อาหาร ข้ามต้ม ขนมหวาน ไก่ต้ม สุรา
         พิธีบายศรีสู่ขวัญ เริ่มโดยการแห่เป็นขบวนแล้วนำพานบายศรีมาตั้งบนโต๊ะ หรือตั่งที่ปูผ้าขาว จากนั้นพราหมณ์จะเป็นผู้สวดชุมนุมเทวดาจุดเทียน เวียนหัว หลังจากนั้นจะจุดธูป กราบพระพุทธรูป พระสงฆ์ ผู้สวดจะเชิญขวัญ และให้เจ้าของขวัญจับพานขวัญ ส่วนคู่สู่ขวัญเอามือขวาจับด้ายสายสิญจน์ ผู้สวดอวยพร ผูกข้อมือเป็นอันว่าเสร็จพิธีการ

         ประเพณีการบายศรีสู่ขวัญ อาจจะมีพิธีการแตกต่างกันไปบ้างตามแต่ละท้องถิ่น แต่ละภาคหรือตามแต่ละประเภทของงานที่จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญ

http://www.9bkk.com/article/custom/custom14.html
หน้า: [1] 2 3 ... 110