แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 125
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / The plot against the Pope แผนต่อสู้กับโป๊บ เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:13:34 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                         The plot against the Pope แผนต่อสู้กับโป๊บ

                                                                   It is no secret in Rome that several cardinals want Francis to step down .   
                                                                          ไม่เป็นความลับในโรมที่พระคาร์ดินัลหลายคนต้องการให้ฟรังซิสลงจากตำแหน่ง

Damian Thompson
11 March 2017
9:00 AM

On the first Saturday in February, the people of Rome awoke to find the city covered in peculiar posters depicting a scowling Pope Francis. Underneath were written the words: 
วันเสาร์แรกในเดือนกุมภาพันธ์  ประชาชนชาวโรมตื่นขึ้นมาพบว่า เมืองของเขาคลุมสะพรั่งด้วยโปสเตอร์พิเศษ ที่วาดให้เห็นโป๊บฟรังซิสกำลังทำหน้าแยกเขี้ยวจะกินเลือดกินเนื้อคน พร้อมกับคำบรรยายว่า

  Ah, Francis, you have intervened in Congregations, removed priests, decapitated the Order of Malta and the Franciscans of the Immaculate, ignored Cardinals… but where is your mercy?
 อะฮ้า ฟรังซิส  คุณได้เข้าแทรกแซงงานสมณกระทรวงต่างๆ   สั่งย้ายพระบาทหลวง   ตัดศีรษะคณะอัศวินแห่งมอลต้า และฟรังซิสกันแห่งคณะ Immaculate  ไม่ยอมรับรู้บรรดาพระคาร์ดินัล...แต่ ความเมตตาของท่านอยู่ที่ไหน ?

 –– ADVERTISEMENT ––
The reference to mercy was a jibe that any Catholic could understand. Francis had just concluded his ‘Year of Mercy’, during which the church was instructed to reach out to sinners in a spirit of radical forgiveness. But it was also a year in which the Argentinian pontiff continued his policy of squashing his critics with theatrical contempt.
 การอ้างอิงถึงความเมตตาเป็นเพียงการเยาะเย้ย ที่คาทอลิกคนใดคนหนึ่งสามารถเข้าใจได้  ฟรังซิสเพิ่งได้สรุป ‘ปีแห่งพระเมตตา” ของเขา  ซึ่งในระหว่างนั้นศาสนจักรได้สอนเพื่อให้ถึงบรรดาคนบาปในจิตวิญญาณของการให้อภัยอย่างลึกซึ้ง  แต่เวลาเดียวกันมันเป็นปีที่สันตะปาปาชาวอารเยนติน่า ยังคงดำเนินการนโยบายของเขากับการกดให้บี้แบนซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์เขาด้วยการแสดงความดูหมิ่นเหมือนการแสดงละคร.

Before the Year of Mercy, he had removed (or ‘decapitated’) the leaders of the Franciscans of the Immaculate, apparently for their traditionalist sympathies. During it, he froze out senior churchmen who questioned his plans to allow divorced-and-remarried Catholics to receive Holy Communion. As the year finished, the papal axe fell on the Grand Master of the Knights of Malta, Fra’ Matthew Festing, who during an internal row over the alleged distribution of condoms by its charitable arm had robustly asserted the crusader order’s 800-year sovereignty. Francis seized control of the knights. They are sovereign no longer.
 
 ก่อนปีแห่งพระเมตตา  เขาได้สั่งย้าย( หรือ “ ตัดหัว”)  บรรดาผู้ใหญ่ของคณะนักบวชฟรังซิสกัน  แห่งImmaculate  เห็นได้ชัดว่า  เป็นเพราะคณะนี้แสดงความเห็นอกเห็นใจกลุ่มธรรม-ประเพณีดั้งเดิมของพวกเขา  ระหว่างนั้น  เขาได้สั่งแขวนพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่สอบถามแผนการของเขาที่อนุญาตคนคริสต์ที่หย่าร้างและแต่งงานใหม่ให้รับศีลมหาสนิทได้  เมื่อสิ้นปี  ขวานของสันตะปาปาก็ฟันลงที่หัวหน้าอัศวิน Grand Master of the Knights of Malta, Fra’ Matthew Festing  ที่  ระหว่างเกิดปัญหาภายในว่าด้วยการแจกจ่ายถุงยางอนามัยที่อ้างเพื่อมือที่ใจบุญ ได้ถิอสิทธิอย่างจริงจัง ซึ่งคำสั่งครูเสดที่ถืออำนาจมานาน 800 ปีมาแล้ว  ฟรังซิสได้เข้ายึดการควบคุมบรรดาอัศวินทั้งหลาย  พวกเขาจึงไม่มีอธิปไตยอีกต่อไป.
________________________________________
Damian Thompson and Dan Hitchens discuss the plot against Pope Francis: แดเมียน ทอมป์สัน และ แดน ฮิตเชนส์ อภิปรายถึงแผนต่อสู้กับโป๊บ ฟรังซิส ดังนี้ :
________________________________________
So the sarcasm of asking the Pope about his ‘mercy’ is pretty obvious. But Italians noticed something else. ‘A France’… ma n’do sta la tua misericordia?’ is local dialect (This translates into English as, “Hey Frankie, you have policed the Congregations, ...) — the Romanesco slang in which citizens taunted corrupt or tyrannical popes before the fall of the Papal States in 1870.
Although the stunt made headlines around the world, it is unlikely to have unnerved the Pope. There is a touch of the Peronist street-fighter about Jorge Bergoglio. As his fellow Argentinian Jesuits know only too well, he is relaxed about making enemies so long as he is confident that he has the upper hand. The posters convey impotent rage: they are unlikely to carry the fingerprints of senior churchmen.

ดังนั้น การแดกดันถากถางในการขอโป๊บเกี่ยวกับ “ความเมตตา”ของเขาเห็นชัดอยู่แล้ว  แต่คนอิตาเลียนได้ตั้งข้อสังเกตุบางอย่างอีก ว่า ‘ ที่ประเทศฝรั่งเศส’ ...แฟรงกี้  คุณตรวจสอบจับสมณกระทรวง โดยปราศจากความเมตตา.... ---เป็นภาษาแสลงของชาวโรมที่ประชากรเหน็บแนมบรรดาโป๊บที่โหดร้ายและคอรับชั่น ก่อนการล่มสลายของรัฐสันตะปาปาในปี 1870  แม้ ความครึกโครมขึ้นพาดหัวข่าวรอบโลก  มันดูเหมือนไม่กระเทือนประสาทโป๊บแต่อย่างใด  มีความรู้สึกแบบนักสู้ตามท้องถนนของกลุ่มเปรอนเกี่ยวกับจอร์เย แบร์ดกกลิโอ   โดยที่เพื่อนพระสงฆ์เยซูอิตอาร์เยนตินาทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี  เขารู้สึกผ่อนคลายเกี่ยวกับการเป็นศัตรูกับคนอื่น นานตราบเท่าที่เขามั่นใจว่าเขามีมือเหนือกว่า  โปสเตอร์ต่างๆนำการแตกตี่นที่ไม่มีผลอะไรกับเขา  มันเหมือนไม่สามารถแสดงรอยนิ้วมือของพระคุณเจ้าระดับอาวุโสได้

In any case, it is not anonymous mockery that should worry the Pope: it is the public silence of cardinals and bishops who, in the early days of his pontificate, missed no opportunity to cheer him on.The silence is ominous because it comes amid suspicion that influential cardinals are plotting against Francis — motivated not by partisan malice, but by fear that the integrity and authority of the papacy is at stake.

ในกรณีใดๆ มันไม่ใช่การล้อเล่นจากผู้ไม่ปรากฎนามที่ทำให้โป๊บมีกังวล  มันเป็นความเงียบแบบสาธารณะของบรรดาคาร์ดินัลและสังฆราชทั้งหลาย ซึ่ง ในช่วงแรกของสมณสมัยของเขา  ไม่พลาดโอกาสที่จะเชียร์เขา  ความเงียบเป็นลางร้ายเพราะว่ามันมาท่ามกลางความสงสัยว่าบรรดาคาร์ดินัลที่ทรงอิทธิพลกำลังวางแผนต่อต้านฟรังซิส---โดยได้รับแรงจูงใจไม่ใช่โดยความประสงค์ร้ายลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  แต่โดยความกลัวที่ว่าบูรณภาพและอำนาจปกครองของระบบสันตะปาปากำลังอยู่ในระหว่างเสี่ยง

Antonio Socci, a leading conservative Vatican-watcher, says that cardinals once loyal to Francis are so concerned about a schism that they are planning to appeal to him to step down. He predicts that the rebellion will be led by about a dozen moderate cardinals who work in the curia.

อันโตนีโอ ซอคชี  ผู้เฝ้าดูวาติกันสายยึดมั่นดั้งเดิมชั้นนำ  กล่าวว่า บรรดาคาร์ดินัลที่ครั้งหนึ่งภักดีต่อฟรังซิส กังวลเกี่ยวกับกิสมาติก จนว่าพวกเขากำลังวางแผนที่จะเรียกร้องให้เขาลงจากอำนาจ  เขาได้ทำนายว่า การกบฎจะนำโดยกลุ่มคาร์ดินัลสายกลางหนึ่งโหลที่ทำงานในสมณกระทรวง (Curia)ต่างๆ

Their favoured candidate is understood to be Cardinal Pietro Parolin, a veteran diplomat who serves as the Pope’s secretary of state, a post that combines the duties of prime minister and foreign secretary. Parolin is unusually powerful because the Pope indulges him. Power has drained from other Vatican departments towards the secretariat of state. It is Parolin who is pushing the church towards an accommodation with Beijing that, critics say, would betray faithful Chinese Catholics; it was also Parolin who moved against the leadership of the Order of Malta, which had sacked one of his well-connected friends.

ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อที่พวกเขานิยมเป็นที่เข้าใจว่าคือพระคาร์ดินัล  Pietro Parolin  นักการทูตเก่าที่รับใช้โป๊บในฐานะ เลขานุการแห่งรัฐ  ตำแหน่งที่รวมหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ –foreign secretary ปาโรลิน ทรงอำนาจอย่างไม่เคยเป็นเช่นนั้น เพราะว่าโป๊บสนับสนุนเขา   อำนาจได้ถูกดึงถ่ายมาจากหน่วยงานวาติกันอื่นๆเข้าสู่สำนักเลขาธิการแห่งรัฐ   เป็นปาโรลิน ที่ผลักดันศาสนจักรไปสู่การให้ความสะดวกกับปักกิ่ง (Beijing)ที่  คำวิจารณ์กล่าว  น่าจะทรยศต่อคาทอลิกจีนที่ซื่อสัตย์   เป็นปาโรลินด้วยที่เคลื่อนไหวเล่นงานการนำของอัศวินแห่งมอลต้า  ซึ่งถอดหนึ่งในเพื่อนที่ติดต่อกันเป็นอย่างดีของเขาเอง.

The argument for replacing Francis with Parolin rests on the latter’s administrative skills: unlike the current Pope, he is not given to wildly impulsive decisions which he then reverses without bothering to tell anyone. But even if a group of cardinals are determined to elevate Parolin, what chance do they have of succeeding? It’s true that when Pope Benedict resigned, he created an extraordinary precedent: that popes can choose to stand down. But to nudge an unwilling pope over the edge would be a tall order, even by the standards of today’s Vatican skulduggery.

การอ้างเหตุผลสำหรับการเข้าแทนฟรังซิสด้วยปาโรลิน ขึ้นอยู่กับความชำนิชำนาญด้านบริหารจัดการของคนหลัง  ไม่เหมือนโป๊บคนปัจจุบัน  เขามิได้ให้การตัดสินใจที่เป็นแรงผลักดันอย่างรุนแรง ซึ่งต่อมาเขาย้อนถอยหลังโดยปราศจากการรบกวนที่จะบอกผู้ใด  แต่ แม้ถ้ากลุ่มคาร์ดินัลได้ตกลงใจที่จะยกปาโรลินขึ้นสู่ตำแหน่ง  โอกาสใดที่พวกเขาจะมีได้เพื่อทำสำเร็จ?   มันเป็นความจริงที่ว่า เมื่อโป๊บเบเนดิกต์ขอลาจากตำแหน่ง  เขาได้จากผู้มาก่อนพิเศษไว้ ที่โป๊บสามารถเลือกที่จะยืนหยัดได้  แต่ การที่จะดุนโป๊บที่ไม่อยากเป็นไปสู่ชายขอบน่าจะเป็นคำสั่งสูง  แม้จะเป็นโดยมาตรฐานของเล่ห์เหลี่ยมที่ชั่วร้ายแบบวาติกันของทุกวันนี้.

If, however, we remove the fanciful speculation, we are left with a real story. It is no secret in Rome that certain cardinals who voted for Francis are now worried that he is leading the church towards schism, and that he must therefore be stopped. There are many more than a dozen of them and, though they may not yet be ready to act upon their concerns, they would like this pontificate to end sooner rather than later.

อย่างไรก็ดี  เราไม่เอาการเก็งที่เป็นแบบคิดฟุ้งซ่าน  เราถูกปล่อยไว้พร้อมด้วยเรื่องจริง  ไม่มีความลับในกรุงโรมที่คาร์ดินัลบางคนที่ออกเสียงให้ฟรังซิส ตอนนี้กังวลว่าเขากำลังจะนำพระศาสนจักรไปสู่ลัทธิกิจมาติก  และว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาต้องถูกหยุดไว้  มีพวกเขามากกว่าหนึ่งโหลและ แม้ยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติตามที่คิด  พวกเขาอาจจะอยากให้สมณสมัยของสันตะปาปานี้จบลงเร็วขึ้นมากกว่าช้าลงกว่านี้.

The stakes are so high because the discontent is not fundamentally about personality: it arises from an argument about the central tenets of the faith.In the end, it all boils down to the question of giving communion to people who are either divorced and remarried or married to a divorced person.

ความเสี่ยงสูงมากเพราะว่าความไม่พอใจมิได้ขึ้นกับบุคลิกภาพโดยพื้นฐาน  มันเกิดขึ้นจากการโต้แย้งเกี่ยวกับคำสอนกลางแห่งความเชื่อ  ในตอนจบ  มันจะเดือดพล่านทั้งหมดกับปัญหาของการแจกศีลแก่ประชาชน ซึ่งเป็นทั้งผู้หย่าร้างและแต่งงานใหม่ หรือแต่งงานกับคนที่หย่าร้าง

Non-Catholics, and indeed many Catholics, find it hard to understand why this is such a big deal. Put simply, the Catholic church is the only worldwide Christian denomination that takes literally the parts of the Bible (Luke 16:8, Mark 10:11, Matthew 19:9) where Jesus says that divorced and remarried people are committing adultery. This isn’t to say that church authorities haven’t hypocritically (or compassionately) bent the rules down the centuries — but the teaching has remained unchanged.

ผู้ไม่ใช่คาทอลิก และแน่นอน คาทอลิกจำนวนมาก  พบว่ามันเป็นการยากที่จะเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่   คิดง่ายๆ  พระศาสนจักรคาทอลิกเป็นเพียงนิกายคริสตชนในโลกกว้างเท่านั้น ที่ยึดส่วนของพระคัมภีร์ตามตัวอักษร (ลูกา 16:8, มารโก 10:11  มัทธิว 19:9) ณ ที่ซึ่งพระเยซูกล่าวว่าประชาชนคนที่หย่าร้างและแต่งงานใหม่ต่างผิดประเวณี นี้มิได้จะกล่าวว่า ผู้บรหารศาสนจักรมิได้บิดกฎเกณฑ์อย่างปากว่าตาขยิบ( หรืออย่างเมตตาสงสาร)หลายศตวรรษ----แต่คำสอนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

Until now, anyway. In April last year, Pope Francis released Amoris Laetitia, (‘The Joy of Love’), a 200-page document in response to a synod of the world’s bishops that had rejected any change to the teaching that Catholics in irregular marriages should not receive communion.    To cut a long story short, Francis appeared to go along with the synod’s wishes. But a footnote in Amoris Laetitia hinted (and it was just a hint) that couples, in consultation with a priest, could decide for themselves whether to receive the sacrament.

อย่างไรก็ตาม  จนถึงขณะนี้  ในเดือนเมษายนปีที่แล้วมา  โป๊บฟรังซิสได้เผยแพร่  Amoris Laetitia (‘The Joy of Love’) เอกสาร 200 หน้าเป็นคำตอบแก่สมัชชาของบรรดาพระสังฆราช ที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงใดๆต่อคำสอนที่ว่าบรรดาคาทอลิกในการแต่งงานแบบพิเศษไม่ควรจะรับศีลมหาสนิท   เพื่อทำเรื่องยาวให้สั้นลง  ฟรังซิสปรากฎว่าทำตามความประสงค์ของสมัชชา  แต่ Footnote หนึ่งใน Amorris Laetitia ได้ให้แนวทาง ( และก็เป็นเพียงแนวทาง) ว่า คู่ชายหญิง  ในการปรึกษาหารือกับพระสงฆ์  สามารถตัดสินใจสำหรับพวกเขาว่าจะรับศีลมหาสนิทได้หรือไม่.

A few progressive cardinals and bishops — most significantly in Germany, where Catholicism looks an awful lot like liberal Protestantism — seized on this footnote and declared that divorced-and-remarried couples could have communion if their consciences were clear.

พระคาร์ดินัลและพระสังฆราชหัวก้าวหน้าบางคน --- ที่มีความหมายที่สุดในเยอรมันนี  ที่ซึ่งศาสนาคาทอลิกเห็นว่าน่ากลัวมากเหมือนนิกายโปรเตสตันท์เสรียิยม ---- จับเอา footnote ชิ้นนี้และได้ประกาศว่า คู่ใดที่หย่าร้างมาและแต่งงานใหม่ ควรได้รับศีลมหาสนิท ถ้ามโนธรรมของพวกเขายังแจ่มใสอยู่.

Whereupon countless cardinals, bishops, priests and canon lawyers said, no they can’t. But Francis, without going on the record, let it be known that yes they can — in his opinion, anyway. And he’s the Pope. So please would bishops everywhere start falling into line and support a more liberal stance on communion for the remarried, even though he has never formally articulated it?

ด้วยเหตุนี้  บรรดาพระคาร์ดินัล  พระสังฆราช พระสงฆ์และนักกฎหมายศาสนจักรนับจำนวนไม่ถ้วน  กล่าวว่า ไม่  พวกเขาทำเช่นนั้นไม่ได้  แต่ฟรังซิส  โดยไม่เดินตามบันทึก  ให้มันเป็นที่รู้กันว่า ใช่ พวกเขาทำได้----ในความคิดของเขา อย่างไรก็ได้  และเขาเป็นโป๊บ  ดังนั้น ได้โปรดบรรดาพระสังฆราชทุกหนแห่ง ควรจะเรื่มกลับเข้าสู่เส้นทางและสนับสนุนการยืนหยัดแบบเสรีนิยมกว่าเกี่ยวกับศีลมหาสนิท สำหรับคนแต่งงานอีก แม้ว่า เขาไม่เคยพูดได้ชัดเจนอย่างเป็นทางการในเรื่องนั้น.

A split like this over the meaning of marriage threatens to do to the Catholic church what the issue of homosexuality has done to the Anglican communion: creating rifts between liberals and conservatives and dividing the church in the West against the church in the developing world.

การแตกความคิดเช่นนี้เกี่ยวกับความหมายของการแต่งงาน คุกคามที่จะทำให้ศาสนจักรคาทอลิก ทำสิ่งที่เรื่องสถานะนิยมกามารมณ์เพศเดียวกันได้ปรากฎในชุมชนอังกลิกัน โดยก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างพวกเสรีนิยมและพวกจารีตนิยม และ ด้วยการแบ่งแยกศาสนาในยุโรปตะวันตกกับศาสนจักรในโลกที่กำลังพ้ฒนา

To a great many in Rome, it looks as if the Pope is single-handedly ripping apart church teaching — in defiance of his own hierarchy. ‘It’s utterly bizarre. He’s actually been ringing round asking for support on this,’ says a priest in the Vatican. Like an American president lobbying senators? ‘Exactly. But he’s not getting the answers he wanted. Instead, there’s this silence that has not greeted any other papal exhortation I can think of.’ Why the silence? The answer is that the Pope has put cardinals and bishops in an impossible situation.

สำหรับคนจำนวนมากในโรม  มันดูประหนึ่งว่า โป๊บกำลังฉีกคำสอนศาสนจักรออกจากกันโดยคนๆเดียว---ในการท้าสภาคณะผู้บริหารศาสนจักรของเขาเอง ‘ มันเป็น เรื่องประหลาด วิตถารอย่างเหลือแสน   ณ เวลานี้ เชากำลังบินวนไปรอบๆขอการสนับสนุนกับเรื่องนี้’  พระสงฆ์องค์หนึ่งในวาติกันกล่าว   เหมือนประธานาธิบดีอเมริกันคนหนึ่งล๊อบบี้วุฒิสมาชิกอย่างนั้นหรือ?  ‘ใช่เลย  แต่เขาไม่ได้รับคำตอบที่เขาต้องการ   แทนที่จะเป็นเช่นนั้น  มีความเงียบนี้ ที่มิได้ต้อนรับการแนะนำของสันตะปาปาฉบับอื่นที่เราสามารถคิดออก ‘  ทำไม ความเงียบ?  คำตอบก็คือว่า  โป๊บนั่นแหละได้ทำให้บรรดาคาร์ดินัลและพระสังฆราชตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถเป็นไปได้.

Consider the case of England and Wales. Cardinal Vincent Nichols, president of the bishops’ conference, could not issue a set of German-style ‘anything goes on divorce’ guidelines even if he wanted to (and no one knows what the inscrutable Nichols really wants, except perhaps to be Pope himself).  The conservative Bishop Philip Egan of Portsmouth has already said that there will be no change of pastoral practice in his diocese, full stop. Nichols couldn’t even sell relaxed guidelines to his own Westminster diocese: at least one of his bishops would rebel.

พิเคราะห์ดูกรณีของอังกฤษและเวลส์  พระคาร์ดินัล Vincent Nichols ผู้เป็นประธานสภาพระสังฆราช  ไม่สามารถออกประกาศชุด แนวทางสไตล์เยอรมัน ‘ อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับการหย่าร้าง’   ถึงแม้เขาต้องการที่จะออกประกาศ      ( และไม่มีใครทราบสิ่งที่นิโคลจริงๆแล้วต้องการอะไรที่ไม่สามารถหยั่งรู้ได้  เว้นแต่บางทีโป๊บเองเท่านั้น )  พระสังฆราชสายจารีตนิยม Bishop Philip Egan of Portsmouth ได้กล่าวไว้แล้วว่า  จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติการดูแลคริสตชนในสังฆมณฑลของเขา  .(full stop)   พระสังฆราชนิชลส์ ไม่สามารถแม้จะแจกจ่ายคำแนะนำที่อ่อนลงบ้างแล้วแก่สังฆมณฑล เวสมินเตอร์ของเขาเอง  อย่างน้อยหนึ่งในสังฆราชของเขาเองอาจกบฎได้

This dilemma is being replicated all over the world. Two thirds of diocesan bishops either believe that the Pope is monkeying with the fundamentals of Christian doctrine or, taking a more lenient view, think his misguided compassion has created pastoral chaos. And the chaos will persist for as long as this man is Pope.

สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ กำลังถูกงอกลับทั่วโลก  สองในสามของพระสังฆราชสังฆมณฑล ถ้าไม่เชื่อว่าโป๊บกำลังล้อเล่นกับพื้นฐานของคำสอนคริสตชน หรือ โดยถือทัศนะผ่อนผันมากกว่า  คิดเห็นอกเห็นใจที่นำทางผิดของเขาได้ก่อให้เกิด ความสับสนวุ่นวายทางการบริหารศาสนจักร  และ ความสับสนวุ่นวายจะคงอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่ชายคนนี้เป็นสันตะปาปา.

Which is why — despite various efforts to cast Francis in the role of ‘great reformer’ squaring up to satin-clad dinosaurs — moderate cardinals are ready for a new pope who can kick this wretched issue into the long grass.   But how can this be achieved? The moderates aren’t keen to join forces with anti-Francis conservatives, who are already, as those posters showed, taking resistance to extraordinary lengths.

สิ่งไหนที่ว่าทำไม----แม้จะมีความพยายามต่างๆนานาที่จะขจัดฟรังซิสออกไปในบทบาทของ ‘นักปฏิรูปยิ่งใหญ่’ ตรงไปตรงมาเหมือนไดโนเสาร์ที่นุ่งผ้าซาติน---คาร์ดินัลสายกลางพร้อมเพื่อโป๊บองค์ใหม่ ซึ่งสามารถเตะเรื่องน่าเวทนานี้เข้าไปสู่ต้นหญ้ายาว  แต่ สิ่งนี้จะสามารถสำเร็จไอย่างไร?  กลุ่มสายกลางไม่ฉลาดหลักแหลมที่จะรวมกำลังกับกลุ่มจารีตนิยมแอนตี้ฟรังซิส  ซึ่งพร้อมอยู่แล้ว ตามที่โปสเตอร์เหล่านั้นแสดงให้เห็น ที่จะทำการต่อต้านถึงช่วงพิเศษทีเดียว

At the end of this month, the University of Paris-Sud is hosting a conference on ‘the canonical problem of the deposition of heretical popes’. The organisers are not openly suggesting that Francis falls into this category, but others may draw their own conclusions. Two of the professors giving papers have asked the Pope to rule against ‘heretical’ misunderstandings of Amoris Laetitia — which he refuses to do. So some of the theoretical discussions of deposing popes may be rather pointed.

ปลายเดือนนี้  มหาวิทยาลัย University of Paris-Sud กำลังเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาว่าด้วย ‘ปัญหาทางกฏหมายพระศาสนจักรของการปลดโป๊บเฮเรติ๊กออกจากตำแหน่ง '  ผู้จัดการประชุมมิได้เสนอแนะอย่างเปิดเผยว่า โป๊บ ฟรังซิสตกอยู่ในเกณฑ์นี้  แต่คนอื่นๆอาจดึงเป็นบทสรุปของพวกเขาเอง   สองคนในบรรดาอาจารย์ที่เตรียมข้อมูลลงกระดาษ ได้ขอให้โป๊บอธิบายเกี่ยวกับ  ความเข้าใจผิด ‘แบบเฮเรติก’ ของ Amoris Laetitia ---ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะทำ   ดังนั้น ข้อถกเถียงบางประการทางทฤษฎีของการปลดโป๊บออกจากหน้าที่ อาจชี้ไปในแนวทางค่อนข้าง.เป็นได้.

But can Francis really be forced out of office by canon law? Moderate cardinals wouldn’t countenance it even if it were possible. That leaves what Socci calls ‘moral suasion’, otherwise known as arm-twisting. Several cardinals believe that this is what happened to Benedict XVI, though the pope emeritus insists that the decision to resign was his alone. Benedict, a theologian, grew to hate being pope. Francis, by contrast, loves it so much that he hasn’t taken a holiday since walking on to the balcony of St Peter’s. That doesn’t mean that no one will try to persuade Francis to step down, but God help them when they do.

แต่ จริงๆแล้ว ฟรังซิสสามารถถูกบังคับให้พ้นจากสำนักงานโดยกฎหมายศาสนจักรได้หรือไม่?  พระคาร์ดินัลกลุ่มสายกลางไม่อยากสนับสนุนวิธีนี้ แม้ว่าจะมีทางเป็นไปได้  นั่นทำให้ Socci ได้รับสิ่งที่เขาเรียกว่า  ‘การปลอบโยนทางศีลธรรม’ อีกนัยหนึ่ง รู้จักกันคือการบิดแขน   คาร์ดินัลหลายองค์เชื่อว่า นี่คืออะไรที่เกิดกับโป๊บเบเนดิกต์ XVI  แม้โป๊บ
กิตติคุณ ยืนยันว่าการตัดสินใจลาเกษียณเป็นเรื่องของพระองค์ แต่ผู้เดียว   เบเนดิกต์ นักเทววิทยาคนหนึ่ง  โตขึ้นและไม่ชอบเป็นโป๊บ  ส่วนฟรังซิส  ตรงข้าม  รักการเป็นโป๊บมากจนว่าเขาจะไม่มีวันหยุดตั้งแต่เดินบนเฉลียงของวิหารเซนต์ปีเตอร์  นั่นมิได้หมายความว่า ไม่มีใครจะพยายามเกลี้ยกล่อมฟรังซิสให้ก้าวลง  แต่พระเจ้าจะช่วยเมื่อพวกเขาจะทำแน่นอน.

This leaves the Catholic church in deadlock. To quote one Vatican employee, ‘Liberal or conservative, what most cardinals want is release from the endless fatigue created by Francis.’   The plotting will go on, of course: some clerical politicians can’t stop themselves. So will the papal lobbying, but it is unlikely to bear fruit. And the longer the deadlock lasts, the angrier and more outspoken Francis will become. Which leaves the Vatican in the worst possible situation: a plot against the Pope that is an open secret, but which has little chance of success.

สิ่งนี้ทิ้งให้ศาสนจักรคาทอลิกเข้าสู่ทางตัน   ขอยกคำพูดของลูกจ้างวาติกันคนหนึ่งที่ว่า ‘ เสรีนิยมหรือจารีตนิยม  อะไรที่คาร์ดินัลมากที่สุดต้องการ คือ การหลุดพ้นจากความเหนื่อยอ่อนที่ไม่สิ้นสุดที่สร้างขึ้นโดยโป๊บฟรังซิส ‘  การวางแผนจะดำเนินต่อไป  แน่นอน : นักการเมืองฝ่ายพระนักบวชบางคนไม่สามารถหยุดพวกเขาเอง  ดังนั้น  จะเกิดมีการลอบบี้สันตะปาปา  แต่ดูเหมือนมันจะไม่เกิดผล  และยิ่งทางตันเนิ่นนานเท่าใด  ฟรังซิสก็ยิ่งจะเป็นคนที่โกรธมากขึ้นและพูดจาขวานผ่าซากมากขึ้น   ซึ่งจะทิ้งให้วาติกันอยู่ในสถานการณ์เป็นไปได้ว่าเลวที่สุด : แผนต่อต้านโป๊บที่เป็นความลับแต่เปิดเผยแล้ว แต่ที่มีโอกาสความสำเร็จเล็กน้อยเท่านั้น.

The word ‘Catholic’ means universal — yet now local tension between the liberal and conservative strands of the faith is intensifying, and is being made worse by the Pope himself. Many priests have absolutely no intention of giving communion to couples in irregular marriages. So the couples are left wondering who is right: their priest or their Pope? The conditions for a schism are there, for those with an eye to see them.

คำว่า “Catholic –คาทอลิก” หมายถึง สากลจักรวาล ----- นอกเหนือจากนี้  ปัจจุบันนี้ ความตึงเครียดตามท้องถื่น ระหว่างกลุ่มเสรีนิยมและกลุ่มจารีตนิยมที่ฟั่นความเชื่อเป็นเกลียวกำลังเขม็งเกลียวรุนแรงขึ้น  และกำลังทำให้เลวลงโดยตัวโป๊บเอง   พระสงฆ์หลายองค์ไม่มีความตั้งใจอย่างเด็ดขาดที่จะแจกศีลมหาสนิทแก่คู่ที่แต่งงานแบบผิดปกติ  ดังนั้น คู่แต่งงานถูกทิ้งให้งงงันว่าใครผู้ใดถูก พระสงฆ์ของเขา หรือโป๊บของเขา?   เงื่อนไขสำหรับการเป็นกิสมาติกมีอยู่ตรงนั้น  เพื่อคนที่มีตาจะได้มองเห็นพวกเขา.

                                                                                                           Sign up to the Best of C


 
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระนางมารีย์ถูกยกนำไปที่ไหน สวรรค์หรือ? เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:17:36 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

                                                                                                   Where is heaven?
                                                                                                      สวรรค์อยู่ที่ไหน ?

The simple answer is: This has not yet been revealed to us. However, we can say that it is certainly not on earth. Neither is it within the earth. It is not in clouds either. Heaven may be somewhere in our universe, far off – though we must be careful not to fall back into our terrestrial categories of space, distance, and location.

 คำตอบง่ายๆคือ  : ข้อนี้ยังไม่ได้ถูกเผยแสดงจากพระเป็นเจ้าแก่พวกเรา   อย่างไรก็ดี  พวกเราสามารถพูดได้ว่า  แน่นอนที่สุดไม่ใช่อยู่บนโลกนี้   ทั้งไม่อยู่ภายในโลกด้วย   และทั้งไม่อยู่ในก้อนเมฆด้วย   สวรรค์อาจเป็นที่ใดสักแห่งในจักรวาลของเรา  ไกลโพ้น – แม้เราต้องระมัดระวังอย่าตกเข้าไปสู่ความคิดที่เกี่ยวกับโลก  ของที่ว่าง(อวกาศ)  ระยะทาง  และ สถานที่.

Perhaps it is most likely that heaven is outside the universe in what some Thomists have called “uncontained place”. In ST III, q.57, a.4, ad 2 (which is not in the oldest and best manuscripts) we read: “A place implies the notion of containing; hence the first container has the formality of first place, and such is the first heaven. Therefore, bodies need themselves to be in a place, insofar as they are contained by a heavenly body. But glorified bodies, Christ’s especially, do not stand in need of being so contained, because they draw nothing from the heavenly bodies, but from God through the soul. So there is nothing to prevent Christ’s body from being beyond the containing radius of the heavenly bodies, and not in a containing place. Nor is there need for a vacuum to exist outside heaven, since there is no place there, nor is there any potentiality susceptive of a body, but the potentiality of reaching thither lies in Christ.”

 บางที มันดูคล้ายกับว่า สวรรค์อยู่นอกจักรวาลในที่กลุ่ม Thomists ( กลุ่มที่ถือความเห็นของนักบุญโทมัส ) เรียกว่า “ สถานที่ไม่บรรจุไว้ “    ใน ST III q .57, a.4, ad 2 ( ซึ่งมิได้อยู่ในต้นฉบับเขียนลายมือเก่าที่สุดและดีที่สุด )  เราอ่านได้ความว่า  : สวรรค์คือสถานที่แห่งหนึ่งที่แสดงนัยถึงข้อสังเกตุการมีสิ่งต่างๆ  โดยที่ตัวบรรจุครั้งแรกได้ก่อตัวเป็นสถานที่แห่งแรก  และนั่นแหละคือสวรรค์ที่หนึ่ง   ดังนั้น  ร่างกายต้องการสวรรค์เพื่อจะได้เข้าไปอยู่  ไปไกลถึงขนาดว่าสถานที่นั้นมีร่างกายแบบชาวสวรรค์บรรจุอยู่ก่อนแล้ว   แต่ ร่างกายทรงศิริรุ่งโรจน์  เช่นพระกายของพระคริสตเจ้า  ไม่อยู่ในสภาพที่ต้องการที่บรรจุ   เพราะว่า สถานที่เหล่านั้นจะเอาอะไรจากร่างกายแบบชาวสวรรค์นั้น  แต่เอาได้จากพระเป็นเจ้าผ่านวิญญาณ   ดังนั้น ไม่มีอะไรที่ขัดขวางพระกายของพระคริสตเจ้าจากการอยู่เหนือรัศมีที่จะบรรจุร่างสวรรค์เหล่านั้น  และไม่ใช่ใช้สถานที่ที่ใช้บรรจุนั้น  ทั้งไม่จำเป็นจะต้องการที่ว่างนอกสวรรค์อีก  โดยที่ไม่มีสถานที่ใดอีกตรงนั้น  หรือไม่มีอำนาจใดๆที่ร่างกายรับได้อีก  แต่ อำนาจที่จะไปให้สูงกว่ามีอยู่ในพระคริสตเจ้าเท่านั้น “

This argument from the Summa claims that, because the glorified body in no way relies upon the non-glorified world, neither does it need to be contained in the universe. Thus, the bodies of Jesus and Mary may in fact be outside of the universe, outside of space and time, no longer contained by place. There is no space or place outside of the universe, but this is where the bodies of Christ and Mary are; since they need not be contained by physical place.

การอ้างเหตุผลสนับสนุนนี้มาจากข้อเขียน Summa ที่ว่า  เพราะว่าร่างที่รุ่งโรจน์ไม่มีทางใดที่จะพึ่งพาโลกที่ไม่รุ่งโรจน์  ทั้งไม่จำเป็นจะได้รับการบรรจุในจักรวาล   ดังนั้น พระกายของพระเยซูเจ้าและของแม่พระมารีย์ ที่จริงแล้ว อาจอยู่นอกจักรวาล  นอกอวกาศและนอกกาลเวลา ไม่บรรจุในที่ใด   ไม่มีอวกาศหรือสถานที่ใดนอกจักรวาล  แต่ นี่คือที่ที่พระกายของพระคริสตเจ้าและของพระนางมารีย์อยู่   ความหมายคือ พระองค์ทั้งสองไม่ต้องการถูกบรรจุในสถานที่แบบกายภาพ.

Therefore, it seems most likely that heaven is outside of our universe. It is not a ‘place’ as we usually think of ‘place’, but is a ‘non-containing place’, a ‘glorified place’. The glorified physical bodies of Jesus and Mary reside there.

  ดังนั้น  ดูเหมือนเป็นไปได้ที่สุด ว่า  สวรรค์อยู่นอกจักรวาลของเรา  มันไม่ใช่ “ สถานที่ “ แห่งหนึ่ง เหมือนที่พวกเราเคยคิดถึง “ สถานที่ “     แต่เป็น” สถานที่ที่ไม่มีสิ่งใด อยู่“  เป็น” สถานที่ศิริรุ่งโรจน์ “   พระกายแบบมนุษย์ศิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้าและของพระนางมารีย์ดำรงอยู่ที่นั่น .
บทส่งท้าย –  พระนางมารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ

Antoine Sallaert (1585 – 1650)

         ชาวโรมันคาทอลิกเชื่อคำสอนเรื่องการรับยกขึ้นสวรรค์  ซึ่งสอนว่า ณ ปลายชีวิตของพระนางมารีย์ มารดาของพระคริสตเจ้า ถูกยก  ทั้งร่างกายและวิญญาณ ( ทั้งที่เป็นร่างกายแบบมนุษย์และที่เป็นวิญญาณอมตะ ) ไปสู่สวรรค์ เพื่ออยู่กับบุตรของพระนาง ( พระเยซูคริสตเจ้า ) ตลอดนิรันดร

          มนุษย์นั้นต้องรอคอยจนกระทั่ง “ สุดท้ายของเวลา “ เพื่อการคืนชีพของร่างกาย  แต่ร่างกายของพระนางมารีย์สามารถตรงไปสู่สวรรค์ เพราะว่าวิญญาณของพระนาง ไม่เคยมีมลทินจาก “ บาปกำเนิด “
          คาทอลิกฉลองสมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ  ในวันที่  15 สิงหาคมของทุกปี  (  ปีใดเป็นวันธรรมดา ก็ให้เลื่อนไปฉลองในวันอาทิตย์ )
คำสอนคาทอลิก

          คำสอนประกาศครั้งแรก  “ การได้รับยกขึ้นสวรรค์ ประกาศเป็นคำสอนที่ไม่ผิดหลง “  โดยพระสันตะปาปาปีโอที่ 12  ในวันฉลองนักบุญทั้งหลาย ปี 1950 ในสมณโองการ (Bull – ประกาศทางการ )  Munificentissimus Deus  “ เรากล่าวคำ ประกาศและจำกัดความว่า เป็นข้อความเชื่อ (Dogma)ที่เผยแสดงจากพระเป็นเจ้า :ว่า พระมารดาผู้นิรมลของพระเป็นเจ้า  พระนางมารีย์พรหมจารีตลอดกาล ได้ครบรอบการเจริญชีพของพระนาง  ถูกยกไปทั้งร่างกายและวิญญาณสู่ศิริมงคลในสวรรค์ “
( พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 Munificentissimus Deus 1950)

          ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญแห่งความเชื่อของชาวโรมันคาทอลิก

          นี่เป็นครั้งที่สองที่พระสันตะปาปาได้ทรงประกาศคำสอนที่ไม่ผิดหลง   คำสอนข้อแรกคือ การปฏิสนธินิรมล (Immaculate Conception) ซึ่งเป็นคำสอนข้อหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระนางมารีย์

          พระสันตะปาปาให้เหตุผลการได้รับยกขึ้นสวรรค์ มิใช่จากการกล่าวอ้างทางพระคัมภีร์  แต่ส่วนใหญ่มาจาก

                   .  การลงความเห็นเป็นเอกฉันท์สากลของพระศาสนจักร
                   .  ความเหมาะสมเช่นนั้นทางเทววิทยาของคำสอน

                                                                                                      Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                              Alan  Petervich
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พระนางมารีย์ถูกยกนำไปที่ไหน สวรรค์หรือ? เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:10:29 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                 พระนางมารีย์ถูกยกนำไปที่ไหน สวรรค์หรือ?
                                                                                                     Where was Mary assumed to?
 
Posted by Father Ryan Erlenbush
August 14, 2010
Alan Petervich Update August 17, 2016

                                                                                                  The Assumption is not a metaphor
                                                                                                          การถูกยกนำไปไม่ใช่คำอุปมา

We must be very clear on this point: The Assumption is not a metaphor. The Blessed Virgin Mary was really taken up, her physical body was transformed. Pope Pius XII in Munificentissimus Deus (1950) declared that Mary, “after the completion of her earthly life, was assumed body and soul into the glory of heaven.” Both BODY and SOUL! This means that her physical body was transformed and glorified (in a manner identical to Christ’s after his Resurrection), her soul was perfected with the Beatific Vision, and she was taken up.

เราต้องเข้าใจชัดเจนในข้อนี้ที่ว่า : การถูกนำไปไม่ใช่การอุปมา   พระนางพรหมจารีมารีย์ถูกยกไปจริงๆ  ร่างกายแบบมนุษย์ของพระนางได้รับการแปลงเปลี่ยนไป   พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ใน Munificentissimus Deus ปี 1950 ประกาศ ( เป็น dogma)ว่า พระนางมารีย์ “ หลังครบกำหนดชีวิตของพระนางในโลก  ถูกนำไปทั้งร่างกายและวิญญาณ เข้าสู่ความศิริรุ่งโรจน์แห่งสวรรค์ “   ทั้ง “ร่างกาย” และ “วิญญาณ” !  นี้หมายความว่า ร่างกายมนุษย์ของพระนางถูกแปลงเปลี่ยนไป และได้รับศิริมงคล ( คงเป็นลักษณะเหมือนแบบของพระคริสตเจ้า หลังการฟื้นคืนชีพจากความตาย )  วิญญาณของพระนางสมบูรณ์ครบครันด้วยนิมิตแสนสุข  และพระนางถูกนำไป.

Is heaven a place?
สวรรค์เป็นสถานที่แห่งหนึ่งหรือ ?

In the General Audience of 21 July 1999, Pope John Paul II stated that heaven “is neither an abstraction nor a physical place in the clouds, but a living, personal relationship with the Holy Trinity.” In this statement, as (almost) always, the great Holy Father was in perfect accord with St. Thomas Aquinas – “Incorporeal things are not in place after a manner known and familiar to us, in which way we say that bodies are properly in place; but they are in place after a manner befitting spiritual substances, a manner that cannot be fully manifest to us” (ST Supplement, q.69, a.1, ad 1).
 
 ในการประชุมใหญ่ทั่วไปวันที่ 21 กรกฎาคม 1999  พระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ยืนยันว่า สวรรค์ “ ไม่ใช่ทั้งความไม่มีตัวตน หรือไม่ใช่สถานที่จริงๆในก้อนเมฆ  แต่เป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่มีชีวิตชีวา กับพระตรีเอกภาพ “   ในคำยืนยันนี้  (เกือบ)เสมอมา  พระบิดาศักดิ์สิทธิ์ทรงฤทธานุภาพ ได้ติดต่อสัมพันธ์สมบูรณ์กับนักบุญโทมาส อาไกวนาส – ซึ่งกล่าวไว้ว่า  “ สิ่งที่รวมกันเป็นรูปร่าง ไม่อยู่ใน “ สถานที่ “ หลังลักษณาการที่รู้กันและคุ้นเคยกับพวกเรา   ในที่ซึ่งเรากล่าวว่า ร่างกายจะอยู่ใน”สถานที่” เฉพาะ  แต่พวกเขาจะอยู่ใน “ สถานที่”หลังลักษณาการปรับแต่งสารที่เป็นจิตใหม่  ในลักษณาการที่ไม่สามารถปรากฏแก่พวกเราเต็มๆแต่ประการใด “ ( ST Supplement, q.69, a.1., ad 1).
 
What John Paul II wished to stress, and what is especially important to consider today, is that heaven is not to be understood in terrestrial terms. Heaven is primarily a state of being and is certainly not a ‘place’ in the worldly sense of the term.

สิ่งที่ยอห์นปอลที่ 2 ประสงค์จะกล่าวย้ำ  และที่สำคัญเป็นพิเศษที่จะต้องพิจารณาวันนี้  คือว่า สวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจในการตั้งคำแบบโลก   ก่อนอื่นสวรรค์นั้นเป็นสถานะในการเป็นอยู่  และ แน่นอน ไม่ใช่ “ สถานที่ “ ในความหมายของคำนี้แบบชาวโลก

Nevertheless, we come to a difficulty when we ask: Where did Mary’s (and Christ’s) body go? The simplest answer is: Heaven! But then we wonder: If heaven isn’t a place in the ordinary sense of the word, how could there be real human bodies present there?

 อย่างไรก็ดี  เรามาถึงความยุ่งยากเมื่อเราถามว่า  ร่างกายของพระนางมารีย์(และของพระคริสตเจ้า) ไปอยู่ที่ไหน ?  คำตอบธรรมดาที่สุด คือ : สวรรค์ !  แต่แล้วเรางงว่า :  ถ้าสวรรค์ไม่ใช่สถานที่ในความหมายปกติของคำ  จะเป็นไปได้อย่างไรที่ร่างมนุษย์แท้ๆจะไปอยู่ที่นั่น ?

The words of Reginald Garrigou-Lagrange (who taught John Paul II and oversaw his doctoral work) are most helpful: “Heaven means this place, and especially this condition, of supreme beatitude. Had God created no bodies, but only pure spirits, heaven would not need to be a place; it would signify merely the state of the angels who rejoice in the possession of God. But in fact heaven is also a place. There we find the humanity of Jesus, the Blessed Virgin Mary, the angels, and the souls of the saints. Though we cannot say with certitude where this place is to be found, or what its relation is to the whole universe, revelation does not allow us to doubt of its existence.” (From Life Everlasting)

คำอธิบายของ  Reginald Garrigou – Lagrande ( ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนยอห์นปอลที่ 2 และเป็นผู้ตรวจสอบงานเสนอเพื่อปริญญาดุษฎีบัณฑิต ของพระองค์ ) ช่วยได้มากทีเดียว ว่า : “ สวรรค์หมายถึงสถานที่แห่งนี้  และเป็นพิเศษ  เงื่อนไขนี้  ของความมีบุญลาภสูงสุด    หากพระเป็นเจ้ามิได้สร้างร่างกาย  แต่สร้างจิตบริสุทธิ์เท่านั้น  สวรรค์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่    มันอาจแสดงความหมายเพียงเป็นที่อยู่ของบรรดาเทวดา (ทูตสวรรค์ที่เป็นจิตบริสุทธิ์) ซึ่งชื่นชมยินดีในการได้เป็นเจ้าของพระเป็นเจ้า     แต่ ความจริง  สวรรค์ก็คงเป็นสถานที่แห่งหนึ่งด้วย    ที่นั่น เราพบความเป็นสภาวะมนุษย์ของพระเยซูเจ้า  พระนางพรหมจารีมารีย์  เทวดา  และวิญญาณของนักบุญทั้งหลาย   แม้ว่าเราไม่สามารถพูดด้วยความแน่ใจว่าจะพบสถานที่แห่งนี้ได้ที่ไหน  หรืออะไรที่เป็นความสัมพันธ์กับสากลจักรวาลทั้งหมด   การเผยแสดงของพระเจ้าไม่อนุญาตให้พวกเราสงสัยในความมีอยู่ของชีวิตชั่วนิรันดร์นี้  (From Life Everlasting )”

Now do not think that John Paul II had contradicted his teacher when he said that heaven is not a physical place in the clouds! Garrigou-Lagrange and the great Pontiff are both getting at the same point: Heaven is first and foremost union with God; secondarily, heaven is the place where the bodies of Jesus and Mary abide, but this ‘place’ is not like every other place we think of – its relation to our universe is not clear. Glorified bodies are very different than non-glorified bodies (though they are essentially the same). A glorified body does not move and take up space in exactly the same way as a non-glorified body does. Still, the glorified bodies of Jesus and Mary are somewhere, but this ‘somewhere’ will necessarily be a ‘place’ which is ‘glorified’ – just as the glorified body is different from non-glorified body, it resides in a ‘glorified place’ which is different from a non-glorified physical place. [This is my own reasoning and not an official Church teaching.]
 
ตอนนี้ โปรดอย่าคิดว่ายอห์นปอลที 2 ได้พูดขัดแย้งกับอาจารย์ของท่าน เมื่อพระองค์กล่าวว่า สวรรค์ไม่ใช่สถานที่แบบที่มีอยู่ในก้อนเมฆ !   Garrigou - Lagrande และพระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่าน มาอยู่ที่จุดเดียวกันคือ : สวรรค์คือการร่วมสนิทครั้งแรกและตลอดไปกับพระเป็นเจ้า  ประการที่สอง  สวรรค์เป็นสถานที่ซึ่งร่างกายของพระเยซูเจ้าและพระนางมารีย์อยู่ที่นั่น  แต่ “ สถานที่ “ นี้ ไม่เหมือนสถานที่แห่งใดอื่นที่พวกเรามนุษย์คิดได้ – ความสัมพันธ์ของสถานที่นี้กับจักรวาลของเราไม่ชัดเจน   ร่างกายที่ได้รับความศิริรุ่งโรจน์ แตกต่างมากจากร่างกายที่ไม่รุ่งโรจน์ ( แม้แก่นแท้แล้วจะเหมือนๆกัน )   ร่างกายที่ได้รับพระศิริรุ่งโรจน์ไม่เคลื่อนไหวและยึดเอาที่ว่างในวิธีเดียวกับที่ร่างกายไม่รุ่งโรจน์กระทำ   ยังมีที่ว่า  พระกายศิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้าและของแม่พระมารีย์คงอยู่ที่ใดที่หนึ่ง  แต่คำว่า “ ที่ใดที่หนึ่ง “นี้ จำเป็นจะต้องเป็น “ สถานที่แห่งหนึ่ง “  ซึ่ง “ ได้รับศิริรุ่งโรจน์ “  -- เหมือนกับที่ร่างกายศิริรุ่งโรจน์แตกต่างจากร่างกายที่ไม่รุ่งโรจน์   คงอาศัยอยู่ใน “ สถานที่ศิริรุ่งโรจน์ “ ซึ่งแตกต่างจาก” สถานที่ที่ไม่ศิริรุ่งโรจน์ “  ( นี้เป็นการหาเหตุผลของพ่อเอง และไม่ใช่คำสอนพระศาสนจักรเป็นทางการ – คำพูดของคุณพ่อไรอัน )

 
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ภาคที่ 1 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2017, 04:50:24 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก  ภาคที่ 1

มาตรา 2
การถ่ายทอดการเผยแสดงของพระเจ้า

        74พระเจ้า "มีพระประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดพ้น และเข้าถึงการรู้ความจริงอันสมบูรณ์" (1ทธ.2:4) คือพระเยซูคริสตเจ้า (เทียบ ยน.14:6) จึงจำเป็นต้องมีการประกาศถึงพระคริสตเจ้าไปยังประชากรทุกชาติและมนุษย์ทุกคน และโดยวิธีนี้ การเผยแสดงของพระเจ้าก็จะแพร่ไปจนสุดปลายแผ่นดิน
เมื่อได้ประทานการเผยแสดงมาเพื่อความรอดของประชาชาติทั้งหลายแล้ว พระเจ้า -ด้วยพระทัยเอื้ออารีเหมือนเดิม- ก็ได้ทรงวางข้อกำหนดเพื่อให้การเผยแสดงนั้นดำรงอยู่ในลักษณะถูกต้องครบถ้วน และได้รับการถ่ายทอดออกไปยังชนทุกยุคทุกสมัย (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 7 เทียบ 2คร.1:20; 3:16-4:6)

1. ธรรมประเพณีของอัครสาวก

75"พระคริสต์ผู้เป็นเจ้า ซึ่งการเผยแสดงทั้งสิ้นของพระเจ้าสูงสุดได้สำเร็จไปในพระองค์ เมื่อได้ทรงปฏิบัติพันธกิจของพระองค์สำเร็จลง และได้ประกาศพระวรสารด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์เอง ตามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่ประกาศกทั้งหลายแล้ว ก็ได้ทรงมีบัญชาให้บรรดาอัครสาวกออกไปเทศนาแก่คนทั้งปวง ให้รู้จักพระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งความจริงทั้งมวล เกี่ยวกับความรอด และกฎแห่งจริยธรรมทั้งปวง โดยการสื่อให้เขาเหล่านั้นได้รู้ถึงของประทานของพระเจ้า" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 7 เทียบ มธ.28:19-20; มก.16:15)
การเทศน์สอนของอัครสาวก

76การถ่ายทอดพระวรสาร ตามพระบัญชาของพระคริสต์นั้น ดำเนินปฏิบัติเป็นสองวิธีคือ
ด้วยวาจา "โดยอัครสาวกทั้งหลาย ผู้ซึ่ง-ในการเทศน์ด้วยวาจา ในการเป็นแบบฉบับและในสถาบัน ก็ได้ถ่ายทอด ทั้งสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้จากพระโอษฐ์ของพระคริสต์ โดยการใช้ชีวิตร่วมอยู่กับพระองค์ และได้เห็นสิ่งที่พระองค์ทรงประพฤติปฏิบัติ และสิ่งที่พวกเขาได้รับมาจากการดลใจของพระจิต" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 7)
ด้วยข้อเขียน "โดยบรรดาอัครสาวกและผู้คนที่แวดล้อมอยู่รอบข้าง    ผู้ซึ่ง - ภายใต้การดลใจของพระจิตองค์เดียวกันนั้น -    ได้ฝากสารแห่งความรอดไว้โดยบันทึกลงเป็นลายลักษณ์อักษร" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 7)

...ปฏิบัติต่อมาในการสืบทอดตำแหน่งของอัครสาวก

77"เพื่อให้พระวรสารได้รับการรักษาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และทรงชีวิตอยู่เสมอในพระ-ศาสนจักร บรรดาอัครสาวกจึงทิ้งทายาทไว้ให้สืบตำแหน่งต่อไป คือพระสังฆราชซึ่งบรรดาอัครสาวกได้ "มอบภาระหน้าที่ของตนในการสั่งสอนไว้ให้" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 7.2)  จริงแท้"คำเทศน์สอนของอัครสาวก ซึ่งแสดงออกเป็นพิเศษอยู่ในหนังสือที่เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจ  จักต้องได้รับการเก็บรักษาไว้สืบทอดต่อกันไปอย่างไม่ขาดสายจนกว่าจะสิ้นยุคสมัย" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 8.1)

78การมอบหมายถ่ายทอดอย่างมีชีวิตชีวา ซึ่งสำเร็จไปในองค์พระจิตนี้ เรียกว่า "ธรรม-ประเพณี" (Tradition) เพื่อให้แตกต่างออกไปจากพระคัมภีร์ แม้ว่าจะผูกพันอยู่กับพระคัมภีร์อย่างใกล้ชิด อาศัยธรรมประเพณีนี้ "พระศาสนจักรสามารถดำรงอยู่สืบไป  ในด้านหลักคำสอน ชีวิต และพิธีบูชา พร้อมทั้งถ่ายทอดทุกสิ่งที่พระศาสนจักรเองเป็นอยู่ และทุกสิ่งที่พระศาสนจักรเชื่อให้แก่ชนทุกรุ่นทุกยุคทุกสมัย" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 8.1) "คำสอนของปิตาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเป็นการยืนยันการมีอยู่ของธรรมประเพณีดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดพลังชีวา   และซึ่งความมั่งคั่งผ่านเข้ามาปรากฏอยู่ในวิธีดำเนินปฏิบัติ และในชีวิตของพระศาสนจักรซึ่งเชื่อและภาวนา" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 8.3)

79ดังนี้ การติดต่อสื่อสารซึ่งพระบิดาได้ทรงกระทำด้วยพระองค์เอง โดยอาศัยพระวจนาตถ์ของพระองค์ในพระจิต จึงยังคงดำรงอยู่และปฏิบัติงานอยู่ในพระศาสนจักร "พระเจ้าผู้ตรัสในกาลก่อน  มิได้ทรงหยุดยั้งที่จะทรงสนทนากับคู่ชีวิตแห่งพระบุตรสุดรักของพระองค์ และพระจิตเจ้าผู้ดลบันดาลให้เสียงอันอันทรงชีวิตของพระวรสารสะท้อนกึกก้องอยู่ในพระ-ศาสนจักร และในโลกโดยอาศัยพระศาสนจักร ก็ได้ทรงชักนำผู้มีความเชื่อเข้าสู่ความจริงอย่างครบครัน และทรงโปรดให้พระวาจาของพระคริสตเจ้าสถิตอยู่ในเขาเหล่านั้นอย่างอุดมสมบูรณ์" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 8.3 เทียบ คร.3:16)

2. ความเกี่ยวพันระหว่างธรรมประเพณีและพระคัมภีร์บ่อเกิดร่วมกัน

80"ธรรมประเพณีและพระคัมภีร์ มีความเกี่ยวพันและติดต่อระหว่างกันอยู่อย่างใกล้ชิด เพราะต่างก็พวยพุ่งขึ้นมาจากท่อธารแห่งพระเจ้าเดียวกัน กล่าวได้ว่าประกอบกันขึ้นเป็นมวลรวมหนึ่งเดียว และมุ่งไปสู่จุดหมายสุดท้ายอันเดียวกัน" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 9) ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าปรากฏอยู่และเฟื่องฟูในพระศาสนจักรพระคริสต์ผู้ได้ทรงสัญญาว่าจะประทับอยู่กับคนของพระองค์ "ทุกวันตลอดไป ตราบจนสิ้นพิภพ" (มธ.28:20)

แบบวิธีสองอย่างต่างกันในการถ่ายทอด

81"พระคัมภีร์คือพระวาจาของพระเจ้า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายมาเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใต้การดลใจของพระจิตเจ้า" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 9)
"ฝ่ายธรรมประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็เป็นผู้อัญเชิญพระวาจาของพระเจ้าเช่นกัน ซึ่งมอบไว้แก่บรรดาอัครสาวก โดยพระคริสต์ผู้เป็นเจ้าและองค์พระจิต แล้วถ่ายทอดอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนไปยังทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งหน้าที่ เพื่อว่า - เมื่อได้รับความสว่างจากพระจิตแห่งความจริง - โดยการเทศน์สอน พวกเขาจะได้รักษาพระวาจานั้นไว้ อธิบายให้เป็นที่เข้าใจ และเผยแพร่ให้กระจายออกไปอย่างสัตย์ซื่อ" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 9)

82ผลก็คือพระศาสนจักร ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการถ่ายทอด และอธิบายความหมายของการเผยแสดงนั้น   "หาได้เกิดความแน่ใจเกี่ยวกับทุกจุดของการเผยแสดงจากการศึกษาพระคัมภีร์แต่อย่างเดียวเท่านั้นไม่ ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงควรเป็นสิ่งที่เรารับเอาไว้ และให้ความคารวะด้วยความรู้สึกรักและเคารพที่เท่าเสมอกัน" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 9)
ธรรมประเพณีของอัครสาวก และธรรมประเพณีของพระศาสนจักร

83ธรรมประเพณีที่เราพูดถึง ณ ที่นี้มาจากอัครสาวก และถ่ายทอดสิ่งซึ่งพวกเขาได้รับจากคำสั่งสอนและแบบฉบับของพระเยซูเจ้า รวมทั้งสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระจิต เป็นความจริงที่ว่า คริสตชนรุ่นแรกนั้น ยังไม่มีพระธรรมคัมภีร์ใหม่ที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และพันธสัญญาใหม่เองก็ยังยืนยันถึงกระบวนการดำเนินงานของธรรมประเพณีที่ทรงชีวิต

"ธรรมประเพณี" นั้นมีหลายลักษณะต่างๆ กัน ซึ่งจะต้องแยกให้ชัดเจน คือ "ธรรมประเพณี"ด้านเทววิทยา ด้านระเบียบวินัย ด้านพิธีกรรม หรือด้านกิจศรัทธา ซึ่งเกิดขึ้นตามกระแสแห่งกาลเวลาในพระศาสนจักรท้องถิ่นทั้งหลาย ธรรมประเพณีดังกล่าวประกอบกันขึ้นเป็นรูปแบบเฉพาะ ซึ่งภายใต้รูปแบบนี้ ธรรมประเพณีใหญ่จะได้รับการแสดงออก ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามสถานที่ต่างๆ กัน และยุคสมัยต่างๆ กัน จากแง่มุมนี้เองที่ธรรมประเพณีเหล่านี้สามารถได้รับการธำรงไว้ ดัดแปลงแก้ไขหรือละทิ้งเสีย ภายใต้การชี้นำของอำนาจสั่งสอนของพระศาสนจักร

3. การอธิบายความหมายของมรดกแห่งความเชื่อ
มรดกแห่งความเชื่อซึ่งมอบให้ไว้แก่พระศาสนจักรเป็นส่วนรวม

84"มรดกศักดิ์สิทธิ์" แห่งความเชื่อ (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 10.1 เทียบ 1ทธ.6:20; 2ทธ.1:12-14) ซึ่งมีอยู่ในธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์ และในพระคัมภีร์นั้น ได้รับการมอบหมายจากอัครสาวกให้ตกมาเป็นของพระศาสนจักรเป็นส่วนรวม "โดยการผูกพันอยู่กับมรดกดังกล่าว ประชากรศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวลซึ่งรวมอยู่เป็นหนึ่งเดียวกับสงฆ์ผู้อภิบาลแห่งตน จึงยังคงซื่อสัตย์อยู่อย่างสม่ำเสมอ   ต่อคำสั่งสอนของบรรดาอัครสาวก และต่อการมีจิตใจร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันฉันพี่น้อง ต่อการหักปังและการภาวนา ถึงขนาดที่ว่าเกิดความเป็นหนึ่งเดียวฝ่ายจิตขึ้นอย่างประหลาด ระหว่างสงฆ์ผู้อภิบาลและสัตบุรุษ ทั้งในการวางตน ในการประพฤติปฏิบัติ และในการประกาศยืนยันความเชื่อที่ถ่ายทอดกันต่อๆ มา" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 10.1 เทียบ    กจ.4:42)

อำนาจการสั่งสอนของพระศาสนจักร

85"ภาระหน้าที่ในการอธิบายความอย่างถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับพระวาจาของพระเจ้าซึ่งเขียนบันทึกไว้หรือถ่ายทอดมานั้น ได้มอบหมายไว้แก่อำนาจการสั่งสอนอันทรงชีวิตของพระ-ศาสนจักรเพียงเท่านั้น ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวนี้กระทำในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 10.2) คือมอบหมายไว้แก่บรรดาพระสังฆราช โดยร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับทายาทของนักบุญเปโตร หรืออีกนัยหนึ่ง พระสังฆราชแห่งกรุงโรม คือสมเด็จพระ-สันตะปาปา

86"อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าอำนาจคำสั่งสอนของพระศาสนจักรนี้จะอยู่เหนือพระวาจาของพระเจ้าก็หาไม่ แต่กลับจะรับใช้พระวาจา โดยสั่งสอนแต่เฉพาะสิ่งที่ได้รับถ่ายทอดมา ในเมื่อ - โดยหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าและด้วยความช่วยเหลือจากพระจิต -บุคคลทั้งหลายผู้มีอำนาจสั่งสอนจะฟังพระวาจาด้วยความรัก จะรักษาพระวาจาไว้เยี่ยงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะอธิบายพระวาจาอย่างซื่อตรง ทั้งหมดนี้พระศาสนจักรเสนอความเชื่อในฐานะเป็นสิ่งที่ได้รับการเผยแสดงจากพระคลังความเชื่อหนึ่งเดียวนี้ (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ10.2)

87สัตบุรุษทั้งหลายที่จดจำรำลึกถึงพระวาจาของพระคริสตเจ้า ที่ตรัสแก่บรรดาอัครสาวกว่า "ผู้ใดฟังท่าน ผู้นั้นก็ฟังเรา" (ลก.10:16) ก็รับคำสั่งสอนไว้อย่างว่าง่าย รวมทั้งแนวปฏิบัติซึ่งสงฆ์ผู้อภิบาลให้ไว้ในรูปแบบต่างๆ กันด้วย

ข้อความเชื่อ

88ผู้มีอำนาจสั่งสอนในพระศาสนจักรนั้น ใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งรับมาจากพระคริสตเจ้าอย่างเต็มที่ เมื่อต้องนิยามข้อความเชื่อ กล่าวคือ เมื่อมีการเสนอข้อความจริงที่มีอยู่ในการเผยแสดงของพระเจ้าหรือข้อความจริงซึ่งจำเป็นต้องมีส่วนผูกพันอยู่กับข้อความจริงดังกล่าวนั้น ในรูปแบบที่ผูกมัดคริสตชนให้ติดแน่นกับความเชื่อ แบบยกเลิกไม่ได้

89ระหว่างชีวิตฝ่ายจิตของเราและข้อความเชื่อ มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ ข้อความเชื่อคือแสงสว่างบนมรรคาแห่งความเชื่อของเรา ซึ่งคอยให้ความกระจ่างแจ้งและทำให้รู้สึกมั่นใจ ในเชิงกลับกัน หากชีวิตของเราเที่ยงตรง ภูมิปัญญาและหัวใจของเราก็จะเปิดเพื่อต้อนรับความสว่างจากข้อความเชื่อ (เทียบ ยน.8:31-32)

90ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและกัน และความสอดคล้องระหว่างข้อความเชื่อทั้งหลายนั้น สามารถจะพบได้ในมวลรวมทั้งหมดแห่งการเผยแสดงธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า (DS 3016) "ความหลากหลายของความเกี่ยวพันระหว่างข้อความเชื่อ กับพื้นฐานของความเชื่อในคริสตศาสนา จึงก่อให้เกิดระเบียบ หรือ "พระฐานานุกรม" แห่งข้อความจริงในหลักคำสอนศาสนาคาทอลิก" (สากลสัมพันธภาพ ข้อ 11)

สำนึกเหนือธรรมชาติในความเชื่อ

91สัตบุรุษทุกคนมีส่วนในการเข้าใจและถ่ายทอดความจริงที่ได้เผยแสดงแล้ว  พวกเขาได้รับการเจิมจากพระจิต ผู้ทรงสอนพวกเขา (เทียบ 1ยน.2:20,27) และนำเขาไปสู่ความจริงอย่างครบครัน (เทียบ ยน.16:13)

92"สัตบุรุษโดยส่วนรวม ไม่อาจจะหลงผิดในความเชื่อ และสำแดงออกซึ่งคุณสมบัติอันนี้ โดยอาศัยสำนึกเหนือธรรมชาติในความเชื่อ (sensus fidei) ซึ่งก็คือสำนึกของประชากรทั้งชาติ เมื่อ "ตั้งแต่พระสังฆราชทั้งหลายไปจนกระทั่งถึงสัตบุรุษฆราวาสคนสุดท้าย" สำนึกอันนี้นำมาซึ่งการตกลงยินยอมเห็นพ้องต้องกันทั่วสากลโลก     ในเรื่องข้อความจริงเกี่ยวกับความเชื่อและขนบประเพณี" (พระศาสนจักร ข้อ 12)

93"จริงแท้ อาศัยสำนึกในความเชื่อ ซึ่งได้รับการปลุกขึ้นมา และสนับสนุนค้ำจุนโดยพระจิตแห่งความจริง และภายใต้การนำของอำนาจคำสั่งสอนศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักร (Magisterium) ประชากรของพระเจ้าก็ผูกพันอย่างไม่มีขาดตกบกพร่องกับความเชื่อ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดไปยังบรรดานักบุญสำเร็จไปในคราวเดียว สามารถเข้าถึงความเชื่อนั้นอย่างลึกซึ้งโดยอาศัยการตีความอย่างสมควร และทำให้ความเชื่อนั้นมีส่วนในการปฏิบัติงานอย่างดีพร้อมยิ่งขึ้นในชีวิตของตน" (พระศาสนจักร ข้อ 12 เทียบ ยด.3)

ความเจริญเติบโตในการใช้ปัญญาเพื่อเข้าใจความเชื่อ

94อาศัยความช่วยเหลือจากพระจิต การใช้ปัญญาเพื่อเข้าใจความเป็นจริงทั้งหลาย ตลอดจนถ้อยคำอันเป็นมรดกแห่งความเชื่อ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ในชีวิตของพระศาสนจักร

๏ "อาศัยการเพ่งพินิจและการศึกษาของผู้มีความเชื่อ ซึ่งเก็บเอาความจริงเหล่านี้ไปรำพึงอยู่ในใจ" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 8.2 เทียบ ลก.2:19,51) โดยเฉพาะ "การค้นคว้าทางเทววิทยา ซึ่งทำให้ความรู้เกี่ยวกับความจริงที่เผยแสดงแล้วลึกซึ้งยิ่งขึ้น"    (พระศาสนจักรในโลกสมัยนี้ ข้อ 62.7)

๏ "อาศัยภูมิปัญญาภายในซึ่งทำให้ผู้มีความเชื่อเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เป็นเรื่องของจิต" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 8.2) "พระวาจาของพระเจ้า และบุคคลที่อ่าพระวาจาให้เข้าใจ ย่อมเติบโตขึ้นพร้อมกัน" (น. เกรโกรี่)

๏ "อาศัยการเทศน์สอนจากบุคคลทั้งหลาย ผู้ซึ่ง-โดยการสืบทอดตำแหน่งพระสังฆราช - ก็ได้รับพระพรพิเศษอันแน่นอนเกี่ยวกับความจริง" (การเผยของพระเป็นเจ้าข้อ 8.2)

95"ดังนั้น จึงเห็นได้แจ่มชัดว่า ธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์ พระคัมภีร์ และอำนาจสั่งสอนของพระศาสนจักร - อาศัยการจัดการอันเปี่ยมด้วยปรีชาญาณของพระเจ้า - มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกัน  และเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแนบแน่น  จนกระทั่งไม่มีความเป็นจริงอันใดเลยจะดำรงอยู่ได้โดยปราศจากจากความเป็นจริงอื่นๆ และเมื่อรวมเข้าด้วยกันทั้งหมดแล้ว แต่ละความเป็นจริงในแต่ละแบบ - ภายใต้การดลใจของพระจิต -ก็มีส่วนช่วยอย่างมีประสิทธิผลในเรื่องความรอดของวิญญาณ" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 10.3)
   
โดยสรุป

96สิ่งใดที่พระคริสตเจ้าได้ทรงมอบหมายให้แก่บรรดาอัครสาวก อัครสาวกทั้งหลายก็ได้ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกไปยังชนทุกรุ่นทุกสมัย จนกว่าพระคริสตเจ้าจะเสด็จกลับมาในโรจนาการ  โดยการเทศนาสั่งสอนและโดยการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ภายใต้แรงดลใจจากพระจิต

97"ธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีร์ ประกอบกันขึ้นเป็นคลังศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวแห่งพระวาจาของพระเจ้า" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 10) ซึ่งในคลังอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ประดุจในกระจกเงา พระศาสนจักรอิสระผู้สัญจรไปทุกแห่ง  ก็ได้เพ่งพินิจพระเจ้า ผู้ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งทั้งมวลของพระศาสนจักร

98"ในหลักคำสอน ในชีวิต และในพิธีบูชา พระศาสนจักรได้สร้างความยืนยงและถ่ายทอดทุกสิ่งที่พระศาสนจักรเป็นอยู่เอง และทุกสิ่งที่พระศาสนจักรเชื่อไปยังชนทุกรุ่นทุกสมัย" (การเผยของพระเป็นเจ้า ข้อ 8.1)

99อาศัยสำนึกเหนือธรรมชาติในความเชื่อ   ประชากรพระเจ้าทั้งหมดมิได้หยุดยั้งที่จะต้อนรับการเผยแสดงที่พระเจ้าประทานมา  ศึกษาให้เข้าถึงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และดำเนินชีวิตตามนั้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

100ภาระหน้าที่ในการอธิบายความหมายแห่งพระวาจาของพระเจ้าอย่างถูกต้องถ่องแท้นั้น    ได้มอบหมายไว้แก่ผู้มีอำนาจสั่งสอนในพระศาสนจักร คือองค์พระสันตะปาปาและพระสังฆราช ซึ่งร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระสันตะปาปาเพียงเท่านั้น

 
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / THE CONFESSION = การสารภาพบาป ภาพยนต์สั้นรางวัลคาทอลิกโลก เมื่อ: สิงหาคม 10, 2017, 11:30:48 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              THE CONFESSION = การสารภาพบาป ภาพยนต์สั้นรางวัลคาทอลิกโลก

                                                                                                        [SHORT] #GLCFF2016

                                                                                                 https://youtu.be/Dz4GIecaA-o

                           The Confession [short] #GLCFF2016 Official Selection ภาพยนต์สั้นที่เลือกเป็นทางการให้รับรางวัล  Great Lakes Catholic Film Festival 2016

A cheerful young Catholic priest met the murderer, a repentant old dying sinner, of his father during hearing confession. As a priest he must forgive him. But as a human being, it was so hard to forgive the murderer of his father.  พระสงฆ์คาทอลิกหนุ่มร่าเริงองค์หนึ่งได้พบกับ  คนบาปชราที่สำนึกอยากใช้โทษบาปที่กำลังจะตายคนหนึ่ง  ที่เป็นฆาตกรฆ่าบิดาของคุณพ่อเองระหว่างการฟังแก้บาป  ในฐานะพระสงฆ์(ผู้ฟังแก้บาป) เขาต้องให้อภัย(โปรดบาปให้)  แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง  มันเป็นการยากที่จะให้อภัยฆาตกรฆ่าบิดาของเขา  เรื่องจะจบอย่างไรน่าติดตามนะครับ  ( เสียดายที่หลายคนอาจไม่เข้าใจภาษาที่ใช้ในเรื่อง  แต่คิดว่าส่วนใหญ่จะตามเรื่องและการเจรจาในภาพยนต์เรื่องนี้ได้ ครับ )

                                                                              
 
DIRECTOR STATEMENT ยืนยันจากใจผู้กำกับภาพยนต์

This short film, “The Confession” is a religious film inspired by a true story. It is dedicated for “The Year of Mercy” for catholics. But the film is above love and forgiveness. So every body can be touched by the story no matter who they are.  ภาพยนต์สั้น “ การสารภาพบาป”เรื่องนี้  เป็นภาพยนต์ศาสนาที่ได้รับการดลดาลใจจากเรื่องจริง  ขออุทิศภาพยนต์สำหรับ “ ปีแห่งพระเมตตา ” สำหรับชาวคาอลิกทุกคน  แต่ภ่พยนต์เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักและการให้อภัย  ดังนั้น  คุณทุกคนสามารถซาบซึ้งใจจากเรื่องนี้ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม










 

 
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บเบเนดิกต์ต่อว่าโป๊บฟรังซิส’ศาสนจักรคาทอลิกกำลังล่มสลาย เมื่อ: สิงหาคม 10, 2017, 11:16:10 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  โป๊บเบเนดิกต์ต่อว่าโป๊บฟรังซิส’ศาสนจักรคาทอลิกกำลังล่มสลาย
                                                                          Pope Benedict Slams Pope Francis ‘Catholic Church Is Capsizing’
 
                                                                                                https://youtu.be/D6CkH8Sp3Zk

Wiki Tube
Published on Jul 18, 2017

Pope Benedict slammed his successor Pope Francis on Saturday, warning that the Catholic Church is a boat “on the verge of capsizing.” Pope Benedict also said that an observer viewing the Catholic Church under Pope Francis’s leadership would be forgiven for thinking that God has abandoned the Church.

โป๊บเบเนดิกต์ต่อว่าโป๊บฟรังซิสผู้สืบต่อตำแหน่งของเขาเมื่อวันเสาร์ โดยเตือนว่าพระศาสนจักรคาทอลิกเป็นเรือ “ใกล้จะกำลังล่มสลาย”  โป๊บเบเนดิกต์ยังกล่าวด้วยว่านักสังเกตุการณ์คนหนึ่งกำลังมองว่าพระศาสนจักรคาทอลิกภายใต้การนำของโป๊บฟรังซิสควรจะได้รับการให้อภัยโดยคิดว่าพระเจ้าได้ทอดทิ้งศาสนจักรแล้ว

Speaking at the funeral of Cardinal Joachim Meisner, Pope Benedict said he was moved at the cardinal’s ability to “live out of a deep conviction that the Lord does not abandon His Church, even when the boat has taken on so much water as to be on the verge of capsizing.”

ด้วยการพูดที่งานพิธีศพของคาร์ดินัล Joachim Meisner  โป๊บเบเนดิกต์กล่าวว่า พระองค์ตกใจที่ความสามารถของคาร์ดินัล “ดำเนินชีวิตจากการตัดสินที่ลึกซึ้งว่าผิด ที่พระเจ้ามิได้ทอดทิ้ง ศาสนจักรของพระองค์  แม้เมื่อเรือได้รับเอาน้ำจำนวนมากเข้าไปจนถึงขั้นกำลังจะล่มลงแล้ว “

Driving the knife in even further, Pope Benedict said the Church “stands in particularly pressing need of convincing shepherds who can resist the dictatorship of the spirit of the age and who live and think the faith with determination.” Pope Francis, who was promoted to the papacy in 2013 after Benedict became the first pope to resign in almost 600 years, has angered and bewildered Catholics in equal measure during his short time at the head of the Church.

ด้วยการเสียบมีดแทงลึกเข้าไปอีกนั้น โป๊บเบเนดิกต์กล่าวว่าพระศาสนจักร “ยึดถือในการกดดันเป็นพิเศษซึ่งความต้องการที่จะเอาชนะใจบรรดาชุมพาบาลทั้งหลาย ผู้ซึ่งสามารถขัดขวางระบบเผด็จการของจิตวิญญาณแห่งยุค และผู้ดำเนินชีวิตและคิดเรื่องความเชื่อด้วยความตั้งอกตั้งใจ”  โป๊บฟรังซิส ที่ได้รับการเลื่อนชั้นไปสู่ตำแหน่งสันตะปาปาในปี 2013 หลังเบเนดิกต์ผู้กลายเป็นโป๊บองค์แรกที่ลาออกในเกือบ 600 ปี  ได้ทำให้ชาวคาทอลิกโกรธแค้นและงงงวยในระดับเท่าเทียมกัน ระหว่างสมณสมัยสั้นๆในตำแหน่งหัวหน้าศาสนจักร

 After shocking the world by declaring the theory of evolution and the Big Bang to be correct, the Jesuit Pope Francis further alienated traditional Christians by dedicating more time to his radical leftist political agenda than to ecumenical matters. 24/7


หลังจากทำให้โลกช๊อคด้วยการประกาศว่าทฤษฎีของวิวัฒนาการและ Big Bang ถูกต้อง แล้ว
โป๊บฟรังซิสนักบวชเยซูอิตได้ทำให้คริสตชนที่ถือธรรม-ประเพณีดั้งเดิมห่างเหินไกลออกไปอีก ด้วยการอุทิศเวลามากยิ่งขึ้นกับวาระทางการเมืองฝ่ายซ้ายที่มีความเห็นรุนแรง มากกว่าเรื่องที่เกี่ยวกับสมัชชาเพื่อความสามัคคีของคริสตชน

24 กรกฎาคม 2017
Livefeed - http://www.viralipy.com Facebook - https://www.facebook.com/Wiki-Tube-12...
Category
News & Politics
License
Creative Commons Attribution license (reuse allowed)

 
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ทำไมพระสงฆ์มากขึ้นๆไม่สามารถทนโป๊บฟรังซิสอีกต่อไป เมื่อ: สิงหาคม 09, 2017, 10:07:35 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                     ทำไมพระสงฆ์มากขึ้นๆไม่สามารถทนโป๊บฟรังซิสอีกต่อไป
                                                                                Why more and more priests can’t stand Pope Francis

He has been pigeonholed as fearless reformer, but questions are arising about his judgment
โป๊บซุกตัวอยู่ในรูเช่นนักปฏิรูปที่ไม่กล้วใคร  แต่คำถามมากมายกำลังเกิดขึ้นเกี่ยวกับการตัดสินของเขา

Damian Thompson
14 January 2017 9:00 AM

On 2 January, the Vatican published a letter from Pope Francis to the world’s bishops in which he reminded them that they must show ‘zero tolerance’ towards child abuse. The next day, the American Week magazine published an article that told the story of ‘Don Mercedes’ — Fr Mauro Inzoli, an Italian priest with a passion for expensive cars and underage boys.
In 2012, Pope Benedict stripped Inzoli of his priestly faculties, effectively defrocking him. In 2014, however, they were restored to him — by Pope Francis, who warned him to stay away from minors.

เมื่อวันที่ 2 มกราคม วาตืกันได้เผยแพร่จดหมายฉบับหนึ่งจากโป๊บฟรังซิสไปยังบรรดาพระสังฆราชของโลก ซึ่งในจดหมายฉบับนั้นเขาได้ย้อนให้พวกเขาระลึกว่าพวกเขาจำต้องแสดง’ความอดทนระดับศูนย์’ ต่อการล่วงละเมิดเด็ก  วันต่อมา วารสารอเมริกัน Week ได้พิมพ์เผยแพร่บทความที่เล่าเรื่องของ ‘Don Mercedes’ ---- Fr. Mauro Inzoli พระสงฆ์อิตาเลียนที่หลงไหลรถยนต์ราคาแพงและเด็กผู้ชายวัยเอาะๆ     ในปี 2012 โป๊บเบเนดิกต์ได้ถอด คุณพ่อ Inzoli ให้พ้นงานของพระสงฆ์  ผลก็คือเป็นการถอดถอนจากการเป็นพระสงฆ์  อย่างไรก็ดี  ในปี 2014 วกเขาคืนทุกอย่างให้คุณพ่อ --- โดยโป๊บฟรังซิส  ซึ่งได้เตือนคุณพ่อองค์นี้ให้อยู่ห่างจากเด็กๆ.

Then, finally, the Italian civil authorities caught up with this serial groper of teenagers in the confessional. Last summer Inzoli was sentenced to four years and nine months in jail for paedophile offences. The Vatican, under ‘zero-tolerance’ Francis, refused to supply evidence that prosecutors wanted.

แล้ว  ในที่สุด  กลุ่มข้าราชการพลเรือนฝ่ายกฎหมายอิตาเลียน จับได้ว่ามีการเสาะหาวัยรุ่นเป็นชุดในที่ฟังแก้บาปฤดูร้อนที่แล้ว Inzoli ถูกตัดสินจำคุกสี่ปีและเก้าเดือนสำหรับความผิดในการสมสู่กับเด็ก  วาติกัน  ภายใต้โป๊บ ฟรังซิส ‘ความอดทนระดับศูนย์’ ปฏิเสธที่จะให้ประจักษ์พยานที่บรรดาอัยการต้องการเพื่อดำเนินคดี.

If Pope Benedict XVI had displayed such a hypocritical attitude towards a clerical child abuser, the roof would have fallen in on him: he’d have been driven out of office instead of resigning.

ถ้าโป๊บเบเนดิกต์ที่ XVI ได้แสดงทัศนะแบบมือถือสากปากถือศีลต่อนักบวชผู้ล่วงละเมิดเด็ก  หลังคาก็จะหล่นลงมาทับเขา  เขาคงต้องถูกขับไล่ออกไปจากที่ทำงานแทนที่จะขอลาออก

But most of the world’s media have pigeon-holed Francis as a fearless reformer, doing battle against Vatican mafiosi, kiddie-fiddlers and ‘fundamentalists’. This perception made it easy for the Pope’s allies to keep the name of Mauro Inzoli out of English–speaking news outlets until last week.

แต่ สื่อมวลชนของโลกส่วนใหญ่ที่สุดได้ยกฟรังซิสผู้เสมือนผู้พร้อมจะบินไปดังเช่นนักฟื้นฟูที่ไม่กรงกลัวผู้ใด  โดยทำสงครามกับกลุ่มสมาคมลับวาติกัน  พวกไม่เป็นโล้เป็นพายแบบลูกแหง่ และ ‘กลุ่มยึดมั่นแบบดั้งเดิม’  การคิดได้เช่นนี้ทำให้มันเป็นการง่ายสำหรับพันธมิตรของโป๊บฟรังซิสที่จะกันชื่อของ Mauro Inzoli ให้พ้นจากช่องระบายข่าวที่พูดภาษาอังกฤษจนถึงสัปดาห์ที่แล้ว.

That perception may change in 2017. For more than two years, leading Catholics have been at each other’s throats over a plan — surreptitiously supported by the Pope — to allow divorced-and-remarried Mass-goers to receive Holy Communion. The secular media have treated this, understandably, as an inside-the-beltway story. It’s difficult to make headlines out of a controversy that even theologians find hard to grasp.

การคิดได้นั้นอาจเปลี่ยนไปในปี 2017   เพราะว่าสองปีมาแล้ว  ชาวคาทอลิกชั้นนำได้ทะลุคอหอยของคนอื่นแล้วเกี่ยวกับแผนหนึ่ง— สนบสนุนอย่างซ่อนเร้นโดยโป๊บ --- อนุญาตให้ผู้ไปวัดร่วมมิสซาที่หย่าร้างและแต่งงานใหม่ รับศีลมหาสนิทได้  สื่อทางโลกได้เกาะติดเรื่องนี้  อย่างเข้าอกเข้าใจ  ประหนึ่งเป็นเรื่องภายในถนนเส้นโค้งสายหนึ่ง  มันเป็นการยากที่จะพาดหัวข่าวจากเรื่องการโต้เถียงกัน ที่ แม้นักเทววิทยาก็ยากที่จะเข้าใจ

At the end of last year, however, the communion row began to overlap with other controversies, all of which raised questions not only about the Pope’s judgment but also about his state of mind.

อย่างไรก็ดี  เมื่อปลายปีที่แล้ว  เรื่องเกี่ยวกับการรับศีลมหาสนิทเริ่มทับซ้อนกับเรื่องที่เป็นการโต้เถียงเรื่องอื่นๆ  ทั้งหมดนั้นทำให้เกิดปัญหา มิเพียงกับการตัดสินใจของโป๊บเท่านั้น  แต่เกิดปัญหาเกี่ยวกับสถานะทางจิตใจของโป๊บด้วย

A man who, when he took office, seemed endearingly informal — paying his own bill at his hotel, refusing to live in the Apostolic Palace, making surprise phone calls to members of the public — now cuts a less sympathetic figure.

ผู้ชายคนหนึ่ง ที่ เมื่อเข้าสู่ที่ทำงาน  ดูเหมือนไม่ได้ข้อมูลที่ทำให้เป็นที่รักกับใคร --จ่ายเงินใบเรียกเก็บค่าโรงแรมของตนเอง  ปฏืเสธที่จะเข้าอยู่อาศัยในพระราชวังสันตะปาปา  เรียกโทรศัพท์สายด่วนไปหาสมาชิกสาธารณะต่างๆ --- ตอนนี้ตัดคนที่ตนสนใจน้อยออกไป

He has broken with a far more significant papal tradition than living in the papal apartments or travelling in limousines. He has defied the convention that a pope, once elected, ceases to play nasty curial politics.

โป๊บองค์นี้ ได้ทำลายธรรม-ประเพณีของสันตะปาปาที่มีความหมายไกลมากกว่าการเข้าอยู่ในอพาร์ทเมนต์สัตะปาปา หรือเดินทางในรถเก๋งหรู  เขาคิดเอาว่า ข้อตกลงที่ว่า สันตะปาปาองค์หนึ่ง เมื่อได้รับเลือกแล้ว ต้องหยุดที่จะเล่นการเมืองแบบราชสำนักน่ารังเกียจนี้

Pope Benedict respected this convention. Liberals who were worried that the ‘Rottweiler’ would harbour ancient grudges watched in amazement — and relief — as he turned into a virtual hermit. This created the factional chaos that led to his resignation — but right up until the end, Benedict was always ‘the Holy Father’.

โป๊บเบเนดิกต์เคารพระเบียบแบบแผนนี้  กลุ่มเสรีนิยมกังวลว่า ‘เจ้าร๊อตไวเลอร์’ อาจจะเทียบจอดความไม่เต็มใจเก่าแก่ถูกจับตามองในความตื่นเต้นและผ่อนคลาย--- ขณะที่พระองค์ได้กลับเข้าเป็นฤาษีโดยแท้จริง  เรื่องนี้ได้ก่อให้เกิดความสับสนแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าที่นำไปสู่การลาออกของโป๊บ----แต่ จากนั้นถึงท้ายสุด เบเนดิกต์ก็ยังคงเป็น ‘บิดาผู้สักดิ์สิทธิ์’ เสมอ

That title has almost dropped out of use inside the Vatican under Francis, at least in everyday conversation. And, when you hear it, there is an edge of sarcasm. For example: ‘As the Holy Father so wisely says, we all have a natural tendency to eat shit.’

ฉายานั้นอ่อนลงเป็นส่วนใหญ่ที่สุดที่จะใช้ภายในวาติกันภายใต้ฟรังซิส  อย่างน้อยก็ในการสนทนาประจำวัน  และ เมื่อคุณได้ยินคำนี้ มันมีชายขอบของการถากถางแดกดัน  เช่นตัวอย่าง ‘ ในฐานะบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็พูดอย่างเฉลียวฉลาดหน่อย  เราทุกคนมีความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะกินอุจจาระไง’

The priest in question is no fan of Francis. But the fact is that the Pope did say it — in public. Last month, he told the media to stop spreading fake stories because ‘people have a tendency towards the sickness of coprophagia’. Which means eating excrement.

บาทหลวงที่เป็นปัญหาไม่ใช่ผู้นิยมชมชอบฟรังซิส  แต่ความจริงคือว่าโป๊บพูดอย่างนั้นจริง ---ในที่สาธารณะ  เดือนที่แล้ว  โป๊บบอกสื่อมวลชนให้หยุดเผยแพร่เรื่องเท็จ เพราะว่า ‘ประชาชนมีความโน้มเอียงที่จะเป็นโรค ที่เรียกกันว่า coprophagia’ ซึ่งหมายความว่า โรคชอบกินอุจจาระ.

Why did he say it? The traditionalist blog Rorate Caeli suggested that ‘ageing or an underlying medical issue’ was responsible for his ‘persistent anger, rancour, vituperation, use of uncouth words (which is known to be increasingly frequent in private)’.

ทำไมโป๊บพูดอย่างนั้น?  บล๊อกของกลุ่มยึดธรรม-ประเพณีดั้งเดิม Rorate Caeli เสนอแนะว่า ‘ การกำลังสูงอายุ หรือเรื่องยารักษาโรคกำลังเป็นสาเหตุ’ ที่ต้องรับผิดชอบสำหรับ ‘ความโกรธเกรี้ยวไม่เลิกรา  ความเจ็บใจ การชอบด่าผรุสวาท  การใช้ถ้อยคำที่ป่าเถื่อน ( ซึ่งเป็นที่รู้กันบ่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในทางส่วนตัวของโป๊บ )’

Again, this is an opponent speaking. There is no evidence that the Pope is mentally ill. However, plenty of Vatican employees will testify to his outbursts of temper, rudeness towards subordinates and vulgar language.

และด้วย นี่เป็นการพูดแบบศัตรู  ไม่มีประจักษ์พยานที่ว่าโป๊บป่วยทางจิต  อย่างไรก็ดี  ลูกจ้างวาติกันจำนวนมากจะให้การเป็นพยานแก่การระเบิดพลุ่งพล่านของอารมณ์ของโป๊บ  ความหยาบคายต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และภาษาเยี่ยงไพร่นั้น.

He can also be genial, funny and compassionate. But this side of his personality is increasingly reserved for his inner circle and his allies. All popes have inner circles, it goes without saying. What distinguishes Francis from his recent predecessors is the nature of the alliances he forms. He is far more brutal in the exercise of his power than, say, Pope John Paul II, who certainly had an authoritarian streak in him.

โป๊บสามารถด้วยที่จะเป็นคนใจดีเบิกบาน  ตลกขบขันและเมตตากรุณา  แต่ ด้านนี้ของบุคลิกภาพของเขาสำรองไว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆสำหรับคนวงในและพันธมิตรของเขา   โป๊บทุกองค์มีคนวงในกว่า  มันดำเนินไปโดยไม่ต้องบอกกล่าว  อะไรที่แยกแยะฟรังซิสจากคนที่มาก่อนเร็วๆนี้ เป็นธรรมชาติของความเป็นพันธมิตรที่เขาก่อตั้งขึ้น  โป๊บเป็นครป่าเถื่อนมากกว่ามากในงานบริหารอำนาจของเขามากกว่า ว่ากันว่า โป๊บยอห์น ปอลที่สอง  ซึ่งแน่นอนมีสายฟ้าแสดงอำนาจในตัวเขา.

‘Bergoglio divides the church into those who are with him and those who are against him — and if he thinks you’re in the latter camp then he’ll come after you,’ says a priest who works in the curia.

‘แบร์โกกลิโอ แบ่งศาสนจักรออกเป็นพวกที่อยู่ข้างเขา และพวกที่สู้กับเขา ----- และ ถ้าเขาคิดว่าคุณอยู่ในค่ายหลังแล้วนั้น เขาจะไล่ตามคุณ’ นี่คือคำพูดชองพระสงฆ์องค์หนึ่งที่ทำงานในสำนักบริหารวาติกัน.
________________________________________
Damian Thompson and Cristina Odone debate the successes and failures of Pope Francis  ดาเมียน ทอมป์สัน และ คริสตีน่า โอโดเน่ โต้วาทีความสำเร็จและความล้มเหลวของโป๊บฟรังซิส

________________________________________
‘Bergoglio’, note: he doesn’t even call him ‘Francis’. Tellingly, this priest used to be a fervent supporter of some of the Pope’s administrative reforms and he doesn’t look back nostalgically at the reign of Benedict, whom he blames for neglecting his papal duties.But, like so many Vatican employees, he’s sick of Francis’s habit of telling the entire Roman curia that they are modern-day Pharisees — an analogy that casts the Argentinian pontiff in the role of Jesus.

‘Bergoglio’ข้อสังเกตุ : เขาไม่แม้แต่จะเรียกตัวเองว่า ‘Francis’  ที่เล่ากัน  บาทหลวงองค์นี้เคยเป็นผู้สนับสนุนร้อนรนของบางคนในกลุ่มของการฟื้นฟูทางการบริหารของโป๊บ  และเขาไม่เคยมองกลับหลังอย่างคนเป็นโรคคิดถึงบ้านในสมณสมัยของโป๊บเบเนดิกต์  ซึ่งเขาประนามเพราะการเพิกเฉยละเลยหน้าที่สันตะปาปาของเขา  แต่ เช่นเดียวกับลูกจ้างวาติกัน  เขารู้สึกเจ็บปวดต่อนิสัยของฟรังซิสที่พูดว่าคนที่ทำงานทั้งหมดในสำนักงานโรมันคูเรียว่า พวกนั้นทั้งหมดเป็นพวกฟาริสีสมันใหม่ --- การเปรียบเทียบที่ส่งให้โป๊บอาร์เยนตีน่าในบทบาทของพระเยซูเจ้า.

Clearly Francis believes that relaxing the rules on communion for Catholics in irregular marriages is an act of Christlike compassion. This is also the view of the venerable liberal cardinals who campaigned to elect him. It is often said that he is enacting their agenda — and it’s true that Francis is well disposed to liberal demands for women deacons and married priests.

เห็นชัดว่า ฟรังซิสเชื่อว่าการผ่อนปรนระเบียบเกี่ยวกับการรับศีลมหาสนิทสำหรับคาทอลิกในการแต่งงานที่ผิดกฎเกณฑ์ เป็นการกระทำแบบเมตตากรุณาเยี่ยงพระคริสตเจ้า  นี้ด้วยคือทัศนะของบรรดาพระคาร์ดินัลฝ่ายเสรีนิยมที่น่านับถือ ซึ่งรณรงค์เลือกโป๊บองค์นี้มา  บ่อยมากที่มีการกล่าวว่า เขากำลังกำหนดวาระของพวกเขา ----และมันเป็นความจริงที่ว่า ฟรังซิสได้จัดการ่กี่ยวกับคำขาดของกลุ่มเสรีนิยมสำหรับสังฆานุกรหญิงและบาทหลวงที่แต่งงานได้แล้ว

He is not, however, their instrument. In the words of a Vatican observer who held an important position in Rome for many years, ‘He hasn’t taken on the old progressive mantle so much as created his own personality cult.’ Theological niceties bore him. Personal loyalty obsesses him — ‘and if the cardinal electors had done due diligence they would have discovered that he was an extraordinarily divisive figure among the Argentinian Jesuits’.

อย่างไรก็ดี  โป๊บมิใช่เครื่องมือของพวกนั้น  ในถ้อยคำของนักสังเกตุการณ์วาติกันคนหนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญในโรมมาเป็นเวลาหลายปี  ‘ เขามิได้รับเอาสิ่งปกคลุมก้าวหน้าแบบเก่ามากพอที่จะสร้างลัทธิแสดงบุคลิกภาพตนเองของเขา ‘  รายละเอียดที่พิถีพิถันทางเทววิทยาทำให้เขาเบื่อมาก  ความจงรักภักดีส่วนตัวต่างหากที่สิงใจเขา ---‘และถ้าบรรดาคาร์ดินัลที่เป็นผู้เลือกเขาทำการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ พวกเขาน่าจะค้นพบว่า เขาเป็นคนที่สามารถแบ่งแยกได้แบบเหนือธรรมชาติท่ามกลางเหล่าเยซูอิตอาร์เยนตีนา “

It’s not hard to detect a Latin American flavour to the deal-making and settling of scores that has become blatant over the past year. Most Catholic bishops had thought Francis was a plain-spoken and perhaps touchingly naive reformer. Instead, they are confronted by a pope who is simultaneously combative, charming, bad-tempered, idealistic and vengeful.

มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะจับรสชาดแบบลาตินอเมริกัน ถึงการทำเรื่องต่างๆและให้คะแนนที่ได้กลายเป็นเรื่องครึกโครมในปีที่ผ่านมา  พระสังฆราชคาทอลิกส่วนใหญ่คิดว่าฟรังซิสเป็นนักปฏิรูปที่พูดเรียบง่ายและบางทีปราศจากมารยาสาไถน่าประทับใจ  แต่ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น  พวกเขากลับเผชิญกับโป๊บคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ทีชวนวิวาทในเวลาเดียวกัน ยั่วยวนกวนโทสะ  อารมณ์ร้าย  ตามฝันและพยาบาท

Does that remind you of anyone? The Trump-Francis analogy has been doing the rounds in Rome for months, and not just among the Pope’s opponents.  ‘It’s not meant entirely seriously,’ says a well-placed source. ‘No one is suggesting that Jorge Bergoglio is tempted by the same sins of the flesh as Donald Trump.   ‘And there’s another difference. The Americans can kick out their old rogue after four years. Francis doesn’t have to stand for re-election by the conclave. Which, believe me, is lucky for him, because after the misery and nonsense of the past couple of years he’d be eliminated in the first ballot.’

นั่นทำให้คุณคิดถึงใครคนหนึ่งไหม?   ความละม้ยคล้ายคลึงกันของ Trump-Francis กำลังวนหลายรอบในกรุงโรมเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว  และมิใช่เพียงระหว่างฝ่ายตรงข้ามโป๊บเพียงเท่านั้น  ‘มันมิได้หมายร้ายแรงทั้งหมด’ แหล่งที่ตั้งอยู่อย่างดีกล่าว  ‘ไม่มีใครเสนอให้เห็นว่า Jorge Bergoglio ถูกล่อลวงโดยบาปทางเนื้อหนังเช่นเดียวกับโดนัลด์ ทรัมป์   ‘และมีความแตกต่างอื่นอีก  คนอเมริกันสามารถเตะออกไปเจ้าตัวโกงชราภาพของพวกเขาหลังจากอยู่มาได้สี่ปี   ฟรังซิสคงไม่ต้องยืนหยัดสำหรับการเลือกตั้งใหม่โดยระบบคูหา  ซึ่ง  เชื่อเรา เป็นโชคดีสำหรับเขา  เพราะว่าหลังความน่าสงสารและเหลวไหลของสองปีที่ผ่านมา เขาได้ถูกลบล้างไปแล้วในการลงบัตรครั้งแรก ‘

************************************************************

 
8  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / ฟรังซิสไม่สามารถอยู่เฉยกับกลุ่มธรรม-ประเพณีดั้งเดิม เมื่อ: สิงหาคม 05, 2017, 11:05:16 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                   ฟรังซิสไม่สามารถอยู่เฉยกับกลุ่มธรรม-ประเพณีดั้งเดิม
                                                                                      Francis cannot stand the traditionalists

Damian Thompson July 27, 2017                                                                                                             
Alan Petervich Updated August 5, 2017
 
ROME, July 26, 2017 (LifeSiteNews) – Sources inside the Vatican suggest that Pope Francis aims to end Pope Benedict XVI’s universal permission for priests to say the Traditional Latin Mass (TLM), also known as the Extraordinary Form of the Mass. While the course of action would be in tune with Pope Francis’ repeatedly expressed disdain for the TLM especially among young people, there has been no open discussion of it to date.

แหล่งข่าวภายในวาติกันให้ข้อมูลว่า โป๊บฟรังซิสเล็งที่จะสิ้นสุดการอนุญาตเป็นการสากลทั่วไปสำหรับพระสงฆ์ที่จะถวายมิสซาภาษาลาติน (TLM) ที่รู้จักกันในฐานะแบบฟอร์มพิเศษของมิสซา - the Extraordinary Form of the Mass  ขณะที่เส้นทางปฏิบัติควรจะเข้าชุดกับความรังเกียจที่แสดงออกซ้ำแล้วซ้ำอีกสำหรับมิสซาลาตินดั้งเดิม เป็นต้นท่ามกลางคนหนุ่มสาว  ไม่มีการปรึกษาหารือเปิดให้ในเรื่องดังกล่าวนี้จนถึงวันนี้

Sources in Rome told LifeSite last week that liberal prelates inside the Congregation for the Doctrine of Faith were overheard discussing a plan ascribed to the Pope to do away with Pope Benedict’s famous document that gave priests freedom to offer the ancient rite of the Mass.

แหล่งข่าวในกรุงโรมบอกกับ LifeSite เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บรรดาพระคุณเจ้าสายเสรีนิยมภายในสมณกระทรวงว่าด้วยคำสอนแห่งความเชื่อ (the Congregation for the Doctrine of Faith) บังเอิญได้ยินการถกเถียงแผนการหนึ่งที่ลงความเห็นให้โป๊บฟรังซิสยกเลิกเอกสารที่มีชื่อเสียงของโป๊บเบเนดิกต์ ที่ให้อิสระภาพพระสงฆ์ถวายจารีตพิธีมิสซาดั้งเดิมได้

Catholic traditionalists have just celebrated the tenth anniversary of the document, Summorum Pontificum. Pope Benedict XVI issued it in 2007, giving all Latin Rite priests permission to offer the TLM without seeking permission of their bishops, undoing a restriction placed on priests after the Second Vatican Council.The motu proprio outraged liberal bishops as it stripped them of the power to forbid the TLM, as many did. Previously priests needed their bishop’s permission to offer the TLM.
กลุ่มคาทอลิกที่ยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมพึ่งฉลองครบรอบปีที่สิบของสมณลิขิต Summorum Pontificum ของโป๊บเบเนดิกต์ที่ XVI ที่ประกาศเผยแพร่ในปี 2007  โดยให้การอนุญาตพระสงฆ์ที่จะถวายมิสซาลาตินดั้งเดิม (TLM) โดยไม่ต้องขออนุญาตจากพระสังฆราชของเขา  โดยมิได้ทำความเสียหายแก่ข้อจำกัดที่กำหนดแก่พระสงฆ์หลังสังคายนาวาติกันที่สอง  Motu Proprio ได้ทำให้บรรดาพระสังฆราชเสรีนิยมที่ฝ่าฝืนเนื่องจากมันถอดถอนพวกเขาจากอำนาจที่ห้ามมิสซาลาตินดั้งเดิม ดังที่หลายคนทำอยู่  ก่อนนั้น บรรดาพระสงฆ์จำเป็นต้องได้รับอนุญาตของพระสังฆราชที่จะถวายมิสซาลาตินดั้งเดิม.

Additionally, Summorum Pontificum stated that wherever a group of the faithful request the TLM, the parish priests should willingly agree to their request.
ที่เพิ่มพิเศษก็คือ Summorum Pontificum ได้ยืนยันว่า ไม่ว่าที่ใดที่กลุ่มของสัตบุรุษขอให้มีพิธีมิสซาลาตินดั้งเดิม  พระสงฆ์เจ้าอาวาสควรเต็มใจยินยอมตามคำร้องขอของพวกเขา

The overheard plans are nearly identical to comments from an important Italian liturgist in an interview published by France’s La Croix earlier this month. Andrea Grillo a lay professor at the Pontifical Athenaeum of St Anselmo in Rome, billed by La Croix as “close to the Pope,” is intimately familiar Summorum Pontificum. Grillo in fact published a book against SummorumPontificum before the papal document was even released.

แผน ที่บังเอิญมีคนแอบได้ยินเกือบจะตรงกับคำวิพากษ์วิจารณ์จากนักพิธีกรรมอิตาเลียนสำคัญคนหนึ่งในคำให้สัมภาษณ์ที่พิมพ์เผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์ La Croix ของฝรั่งเศสต้นเดือนนี้  นาย Andrea Grillo ศาสตราจารย์ที่เป็นฆราวาสที่ Pontifical Athenaeum of St Anselmo ในกรุง Rome  ระบุชื่อโดย La Croix ประหนึ่ง “ ใกล้ชิดกับโป๊บ “ เป็นที่คุ้นเคยลึกซึ้งกับ Summorum Pontificum  ที่จริงแล้ว Grillo ได้พิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งต่อต้าน Motu Proprio Summorum Pontificum ก่อนเอกสารของโป๊บจะเผยแพร่เสียอีก.

Grillo told La Croix that Francis is considering abolishing Summorum Pontificum. According to Grillo, once the Vatican erects the Society of Saint Pius X as a Personal Prelature, the Roman Rite will be preserved only within this structure. "But [Francis] will not do this as long as Benedict XVI is alive.”

Grillo บอก La Croix ว่า ฟรังซิสกำลังพิจารณาที่จะเลิกล้ม Summorum Pontificum   ตามที่ Grillo กล่าว เมื่อใดที่วาติกันก่อตั้ง The Society of Saint Pius X ในสถานะสังฆภาพส่วนตัว  จารีตโรมันก็จะถูกเก็บไว้เพียงในโครงสร้างนี้เท่านั้น  “ แต่ [ฟรังซิส] จะยังไม่ทำแบบนี้นานตราบเท่าที่โป๊บเบเนดิกต์ยังมีชีวิตอยู่ “

The plan, as related to LifeSite, involved making an agreement with the Society of St. Pius X and, with that agreement in place, sequestering those Catholics wanting the TLM to the SSPX. For most, that would strip them of access to the TLM since there would not be nearly enough SSPX priests to service Catholics wanting the TLM worldwide.

แผนการ เท่าที่สัมพันธ์ถึง LifeSite ได้รวมถึงการทำข้อตกลงกับ Society of St. Pius X และด้วยข้อตกลงเช้ามาแทน โดยการอายัดกลุ่มคาทอลิกเหล่านั้นที่ต้องการมิสซาลาตินดั้งเดิม เข้าสู่ SSPX  เพื่อที่สุดแล้ว ข้อนั้นอาจจะปลดเปลื้องพวกเขาจากการยึดมั่นในมิสซาลาตินดั้งเดิม โดยที่เกือบจะไม่มีพระสงฆ์ SSPX พออยู่แล้วที่จะให้บริการพวกคาทอลิกที่ต้องการมิสซาลาตินดั้งเดิมทั่วโลก

Moreover, LifeSite’s source suggested that the plan may explain a May 20, 2017 letter by the recently ousted Prefect of the Congregation for the Doctrine of Faith, Cardinal Gerhard Müller. Even though Cardinal Müller wanted the SSPX fully reconciled to help fight modernists in the Church, the May 20 letter seemed to scuttle an agreement between Pope Francis and the SSPX which would see them get a personal prelature. The letter includes provisions long known to be completely unacceptable to the SSPX, thus nullifying an understanding SSPX leader Bishop Bernard Fellay believed was imminent.

ยิ่งกว่านั้น แหล่งข่าว LifeSite เสนอแนะนำว่า แผนการนั้นอาจอธิบายจดหมายลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2017 เขียนโดยสมณประธาน CDF คาร์ดินัล Gerhard Muller ที่เพิ่งถูกปลดออกไปเร็วๆนี้  แม้ว่าคาร์ดินัลมึลเลอร์ต้องการให้กลุ่ม SSPX คืนดีเต็มบริบูรณ์(กับวาติกัน) เพื่อช่วยกันต่อสู้กับกลุ่มพวกหัวนิยมสมัยใหม่ในพระศาสนจักร  จดหมายลงวันที่ 20 พฤษภาคม ดูเหมือนจะ(เป็นแผน)ทำลายข้อตกลงระหว่างโป๊บฟรังซิสและกลุ่ม SSPX ซึ่งอยากจะเห็นพวกเขาได้รับสถานภาพสังฆภาพส่วนตน  จดหมายได้รวมเงื่อนไขต่างๆที่ทราบกันมานานว่าไม่เป็นที่ยอมรับโดยสิ้นเชิงของกลุ่ม SSPX  ดังนั้น ก็ทำให้เป็นโมฆะที่จะเข้าใจหัวหน้า SSPX พระสังฆราช Bernard Fellay ที่เชื่อว่ามีอยู่ตอนนั้น

The LifeSite source suggested that the May 20 letter by Muller perhaps was written because he knows what Francis was up to and wanted to avoid the plan to bury Summorum Pontificum with Pope Benedict. “It’s directed not so much against Fellay but against the agreement,” said the source. “Pope Francis was very angry that document came out from Cardinal Muller and some say that’s why he made the decision to dismiss him.”

แหล่งข่าว LifeSite เสนอแนะว่า จดหมายลงวันที่ 20 พฤษภาคมโดยมึลเลอร์นั้น บางทีถูกเขียนขึ้นเพราะว่าพระคาร์ดินัลทราบว่าฟรังซิสตัดสินใจอะไรและต้องการที่จะหลีกเลี่ยงแผนที่จะฝัง Summorum Pontificum พร้อมกับโป๊บเบเนดิกต์  แหล่งข่าวกล่าวว่า “ มันมิได้มุ่งโดยตรงมากนักที่จะเล่นงาน Fellay แต่ต้องการขัดขวางข้อตกลง (ที่เบเนดิกต์ทำไว้) “  “ โป๊บฟรังซิสโกรธมากที่ข้อมูลเอกสารออกมาจากคาร์ดินัล Muller และบางคนกล่าวว่านั่นแหละที่ทำไมฟรังซิสจึงตัดสินใจปลดคาร์ดินัลออกจากหน้าที่ “ ( มีรายงานข่าวต่อมาว่า โป๊บได้แต่งตั้งบาทหลวงเยซูอิตซึ่งเป็นสงฆ์คณะเดียวกับท่านเอง ขี้นเป็นสมณประธาน CDF แทนคาร์ดินัลมึลเลอร์ as reported that Pope Francis appoints Spanish Jesuit Ladaria to replace Müller at CDF )
…………………………………………………………………………………………………
 
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บฟรังซิสสั่งให้คาร์ดินัลมึลเลอร์ไล่พระสงฆ์ CDF สามองค์ออกไป เมื่อ: สิงหาคม 05, 2017, 12:25:28 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 โป๊บฟรังซิสสั่งให้คาร์ดินัลมึลเลอร์ไล่พระสงฆ์ CDF สามองค์ออกไป
                                                                              Pope Orders Cardinal Müller to Dismiss Three CDF Priests

Maike Hickson January 2, 2017
Alan Petervich  Updated August 5, 2017

                                                 

Marco Tosatti, the well-informed and well-respected Italian Vatican specialist, has just revealed another quite troubling development in Rome. On 26 December, Tosatti reports on his own website Stilum Curiae that Pope Francis had just ordered the Prefect of one Vatican dicastery to dismiss three of his priests from their duties in their congregation.

มาร์โก โตซัตติ ผู้เชี่ยวชาญวาติกันชาวอิตาเลียนที่นับถือกันมากและรอบรู้ข่าวสารทุกอย่างเป็นอย่างดี  พึ่งได้เปิดเผยพัฒนาการที่ออกจะเป็นปัญหาในกรุงโรม  วันที่ 26 ธันวาคม โตซัตติรายงานในเว็บไซต์ Stilum Curiae ของท่านเองว่า โป๊บฟรังซิสเพิ่งออกคำสั่งประธานของสมณกระทรวงแห่งหนึ่งของวาติกัน ให้ไล่พระสงฆ์สามองค์ออกไปจากงานในหน้าที่ในสมณกระทรวงของพวกเขา

My own research has shown that this incident occurred at the Congregation for the Doctrine of the Faith (CDF), and that it was Cardinal Gerhard Müller himself who now has to obey these peremptory new orders. Additionally, I was able to discover that the three priests involved are, respectively, of a Slovakian-American, French, and Mexican nationality. (One of my sources is a friend of one of these three theologians.) However, the last of these three might now, after all, be able to remain a little longer in his current position at the Congregation.

ด้วยการค้นดูของอาตมาเองพบว่าเหตุเรื่องนี้เกิดขึ้นที่สมณกระทรวงว่าด้วยคำสอนแห่งความเชื่อ - Congregation for the Doctrine of the Faith (CDF)  และนั่นก็คือคาร์ดินัลเกอร์ฮาร์ด มึลเลอร์เอง ซึ่งถึงตอนนี้ต้องนบนอบคำสั่งใหม่ๆที่วางอำนาจเหล่านี้  ตามที่เพิ่มเติมมา อาตมาสามารถค้นพบว่า พระสงฆ์สามองค์ที่เกี่ยวข้อง ตามลำดับ คือ คนสัญชาติอเมริกัน-สโลวาเกีย  คนสัญชาติฝรั่งเศส  และคนสัญชาติเม็กซิกัน  (คนหนึ่งที่เป็นแหล่งข้อมูลของอาตมาเป็นเพื่อนของหนึ่งในสามนักเทววิทยาดังกล่าว)  อย่างไรก็ดี  คนสุดท้ายในสามคนที่กล่าวมานี้ ตอนนี้ คงสามารถอยู่ต่ออีกเล็กน้อยในตำแหน่งปัจจุบันที่สมณกระทรวง

Let us now consider some of the specific details of what Marco Tosatti himself has perceptively gathered for us. He starts his article with a reference to Pope Francis’ usual rebuke of the Roman Curia at his Christmas address to the Curia and detects the pope’s obvious anger in his words and gestures. When looking over to the Curia itself, however, Tosatti perceives something else than a reciprocal anger to be present among the curial members: “It is not about their resistance, but about their fear, their discontent, and a kind of feeling that belongs to another context –altogether.”

ให้เราตอนนี้พิจารณารายละเอียดพิเศษบางประการของสิ่งที่มาร์โก โตซัตติเองได้รวบรวมอย่างเห็นได้สำหรับพวกเรา  เขาได้เริ่มบทความด้วยการอ้างอิงถึงว่ากล่าวตำหนิตามที่เคยทำต่อโรมันคูเรียตอนที่อวยพรคริสตมาสต่อคูเรียและจับได้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่เห็นชัดเจนของโป๊บในคำพูดและกิริยาท่าทางของโป๊บนั้น  อย่างไรก็ดี เมื่อมองตรวจสอบคูเรียเอง โตซัตติจับได้อะไรบางอย่างอีกที่มากกว่าความโกรธเกรียวที่แสดงตอบโต้กันที่ปรากฎอยู่ท่ามกลางสมาชิกคูเรียว่า “มันไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องการขัดขวางของพวกเขา  แต่เกี่ยวกับความกลัวของพวกเขา  ความไม่พอใจของพวกเขา และความรู้สึกชนิดที่ว่ามันขึ้นกับบริบมอื่น – รวมๆกันไป

Tosatti then refers to a credible source who told him several recent episodes occurring at the Vatican. Two of them appear to be of great importance and might also give us some additional glimpses into Pope Francis’ own authoritarian methods as well as his somewhat indirect way of ruling the Church. But, we should now first concentrate on the new personnel matter at the Congregation for Doctrine, which Tosatti himself says is “decisively sadder.” Here is Tosatti’s report:

ครั้นแล้ว โตเซตติอ้างอิงถึงแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้แห่งหนึ่งซึ่งได้บอกเขาถึงฉากของเรื่องเร็วๆนี้หลายตอนที่เกิดขึ้นที่วาติกัน  สองฉากปรากฎเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวง และอาจให้การเหลือบมองเพิ่มเติมบางประการเข้าไปในวิธีการใช้อำนาจตนเองของโป๊บฟรังซิส เช่นเดียวกับวิธีการทางอ้อมบางประการในการปกครองพระศาสนจักรของเขา  แต่  บัดนี้ ในชั้นแรก เราควรรวมศูนย์ในเรื่องบุคลากรใหม่ๆที่สมณกระทรวงว่าด้วยคำสอน ซึ่งโตซัตติเองกล่าวว่า เป็น “ เรื่องน่าเสียใจกว่าในการตัดสิน”  นี่คือรายงานของโตซัตติ :

The head of a dicastery has received the order to remove three of his employees (all of whom have worked there for a long time), and it was without any explanation. He [the Prefect] received these official letters: “….I request that you please dismiss ….” The order was: send him [each of them] back into his diocese of origin or to the Religious Family to which he belongs. He [the Prefect of the Congregation] was very perplexed because it was about three excellent priests who are among the most capable professionally. He first avoided obeying and several times asked for an audience with the pope. He had to wait because that meeting was postponed several times.

หัวหน้าของสมณกระทรวงหนึ่งได้รับคำสั่ง(จากโป๊บ) ให้ย้ายคนทำงานของเขาสามคนออกไป(ทั้งสามได้ทำงานที่นั่นเป็นเวลานานแล้ว)  และคำสั่งนั้นไม่มีคำอธิบายใดๆ  เขา(สมณประธาน)ได้รับข้อความเป็นทางการเหล่านี้ว่า “....เราขอร้องว่าท่านได้โปรดกรุณาไล่ออก....” คำสั่งคือ : จงส่
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ระบบงานเพื่อสังฆภาพสงฆ์ – ช่วยบาทหลวงซึ่งไม่มีที่จะไปหาอีกแล้ว เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2017, 02:22:24 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                   ระบบงานเพื่อสังฆภาพสงฆ์ – ช่วยบาทหลวงซึ่งไม่มีที่จะไปหาอีกแล้ว
                                                                          Opus Bono Sacerdotii – help priests who have no where else to turn

Posted on 31 January 2013 by Fr. John Zuhlsdorf
คุณพ่อยอห์น ซุลดอร์ฟ โพสต์ 31 มกราคม 2013

I have posted before about the Opus Bono Sacerdotii.  They help priests who have no one else to whom they can turn.  I know the people who started this organization and I have the highest confidence in them.  I have contributed.
This appeal can by email with a personal request to post it from one of the organizers:
 
พ่อเคยโพสต์มาแล้วเกี่ยวกับระบบงานเพื่อสังฆภาพสงฆ์ – Opus Bono Sacerdotii  พวกเขาช่วยเหลือบรรดาพระสงฆ์ที่ไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่จะไปพึ่งพา  พ่อรู้จักกลุ่มคนที่ได้เริ่มองค์การนี้ และพ่อมีความเชื่อมั่นสูงที่สุดในพวกเขา  พ่อได้ช่วยเผยแพร่ทางสื่อมวลชนด้วย  คำเรียกร้องนี้สามารถทำทางอีเมล์โดยคำร้องขอส่วนบุคคลเพื่อโพสต์เรื่องราวจากคนหนึ่งในกลุ่มของผู้ร่วมงานหน่วยงานนี้ :

Please read below:โปรดอ่านข้อความช้างล่าง:

“I’m 82 years old and have been a Catholic priest for a very long time. I am a priest in good standing and have been retired for some time now. Because of my infirmities (I am also blind in one eye), I am no longer able to offer Mass or administer the sacraments at the local parishes where I would receive a stipend to help supplement my Social Security of $670. I am paying rent on a small apartment. We are a small diocese and have no money to give priests like me who can’t work anymore at the parishes.
 
พ่ออายุ 82 ปีและบวชเป็นบาทหลวงคาทอลิกมานานมาก  พ่อเป็นพระสงฆ์ชื่อเสียงดีองค์หนึ่ง และตอนนี้เกษียณมาช่วงหนึ่งแล้ว  เพราะความเจ็บไข้ของพ่อเอง (ตาพ่อบอดข้างหนึ่งด้วย) พ่อไม่สามารถถวายมิสซาหรือโปรดศีลศักดิสิทธิ์ที่วัดปกครองต่างๆ เพื่อรับเงินค่าขอมิสซาหรือค่าธรรมเนียม มาช่วยค่าสังคมสงเคราะห์จำนวน $670 ได้อีกแล้ว  พ่อกำลังจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์เล็กๆห้องหนึ่ง  เราเป็นสังฆมณฑลเล็กและไม่มีเงินที่จะจ่ายให้บาทหลวงอย่างพ่อ ซึ่งไม่สามารถทำงานอะไรได้อีกที่วัดปกครอง.
  
I have heard about your generosity to us priests. I know you have many more priests who are in greater need than me. Could you please help me with a monthly allowance to get by for food and electricity? I do have health insurance, but the co-pays for prescriptions and doctor visits are hard for me to manage. I am really afraid that I will have to stop taking my medicine.

พ่อได้ยินถึงความใจดีใจกว้างของพวกลูกต่อเราพระสงฆ์  พ่อทราบดีว่าพวกลูกมีบาทหลวงมากมายกว่านี้ที่มีความต้องการใหญ่หลวงกว่าพ่อ  พวกลูกพอจะกรุณาช่วยพ่อได้ไหมกับค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับเป็นค่าอาหารและค่าไฟฟ้า?  พ่อทำประกันสุชภาพด้วย  แต่การจ่ายพร้อมๆกันสำหรับที่ว่ามานั้นและการมาเยี่ยมของแพทย์ มันยากมากสำหรับพ่อจะจัดการได้  จริงแล้วพ่อเกรงว่าคงต้องหยุดรับยาของพ่อแน่.
 
I can pray my Holy Mass for you and your benefactors in my apartment.  That is all I can offer!  

พ่อสามารถถวายมิสซาสำหรับลูกและบรรดาผู้ทำคุณประโยชน์ของพวกลูก ในอพาร์ทเมนต์ของพ่อได้ นั้นคือทั้งหมดที่พ่อสามารถทำได้.

Sincerely in His Name ด้วยใจจริงในพระนามของพระองค์,

Father Charles” – คุณพ่อชาร์ลส์

The need is urgent and we are most grateful for any amount you could share with us for this priest who is in dire need. ความต้องการเร่งด่วนและเรารู้สึกซึ้งในความกรุณาที่สุดสำหรับเงินช่วยเหลือตามจำนวนที่คุณสามารถแชร์กับเราสำหรับพระสงฆ์องค์นี้ซึ่งอยู่ในความต้องการที่ร้ายแรงสุดๆนี้.

God bless you, ขอพระอวยพรคุณ

Pete --พีท

To Donate บริจาคช่วย ติดต่อที่ : www.opusbono.org/donate.html

— To send a donation by check บริจาคด้วยเช็ค : You can write a check to Opus Bono and send it to:

เขียนเช็คส่งถึง
 
OPUS BONO SACERDOTII
P.O. Box 663
Oxford, MI 48371

                                                                                             Please help by sharing this?                                                                                                
                                                                                             โปรดช่วยเหลือโดยการแชร์เรื่องนี้?

          Alan Petervich :  -ข้อมูลที่โพสต์ในฟอรัมข้างบนเป็นความจริงทั้งหมด  ยกเว้นในกรณีที่ว่า หากเราในประเทศไทยมีความศรัทธาในงานของ Opus Bono Sacerdotii ซึ่งเป็นองค์การฆราวาสตั้งขึ้นเพื่อช่วยบาทหลวง - พระสงฆ์ ที่ตกอยู่ในความลำบากไม่ว่าเรื่องใด ในโลก  สามารถส่งเงินบริจาคไปช่วยงานขององค์การนี้ ตามสำนักงานกลางที่กำหนด ได้ทุกวันเวลา  ความต้องการทางการเงินนั้นมากจนบรรยายไม่ถูก  เพราะจนถึงขณะนี้ องค์การนี้ต้องดูแลพระสงฆ์คาทอลิกรวมทั้งระดับต่ำสุดไปถึงสูงสุด จำนวนมากกว่า 10,000 องค์ตั้งแต่เริ่มงานปี 2002 จนถึงปีปัจจุบัน 2017  ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีที่จะไปหา  จึงยังเป็นหน้าที่ของ Opus Bono Sacerdotii อยู่ต่อไปอีก  บางครั้งเกิดวิกฤติการทางการเงิน  ต้องประกาศขอบริจาคเป็นการด่วนก็ยังเคยมี  รายละเอียดน่าสนใจโปรดติดตามอ่านที่โพสต์หน้าครับ.

                                                                                                 Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                         Alan  Petervich

 

11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / วาติกันว่าคาร์ดินัลเพลล์เป็นเพียง 1 ของสงฆ์ชอบเด็ก 8,000 องค์ เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2017, 08:25:42 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 วาติกันว่าคาร์ดินัลเพลล์เป็นเพียง 1 ของสงฆ์ชอบเด็ก 8,000 องค์
                                                                               Vatican Cardinal Pell Is Just 1 of 8,000 Pedophile Priests

                                                                                                https://youtu.be/ZCHfomzh3yw

เผยแพร่เมื่อ 4 ก.ค. 2017

The Event Is Coming Soon - Vatican Cardinal Pell Is Just 1 Of 8,000 Pedophile Priests
Vatican admits that Cardinal Pell is just one out of 8000 pedophile priests who belong to the Church According to the Vatican, there are still 8,000 high-ranking pedophile priests at-large, and Pope Francis refuses to do anything about it.

อีกไม่นานจะเกิดเรื่อง – คาร์ดินัลเพลล์เป็นเพียง 1 ใน 8,000 บาทหลวงชอบเด็ก  วาติกันยอมรับว่าคาร์ดินัลเพลล์เป็นเพียงหนึ่งในพระบาทหลวงชอบเด็ก 8,000 คนที่สังกัดพระศาสนจักร  ตามข้อมูลวาติกันยังคงมีพระบาทหลวงฐานันดรศักดิ์สูงอีก 8,000 คนที่ชอบเด็กไม่ว่าผู้ใด และโป๊บฟรังซิสปฏิเสธที่จะจัดการอย่างใดเกี่ยวกับเรื่องนี้.

In 2013, Pope Francis admitted that around 2% of the Church’s priests were pedophiles. Yet, despite the recent firing of the 3rd highest ranking Catholic Cardinal, George Pell, the Pope does not intend to actively pursue any other pedophiles within the church unless forced to by the police.

ในปี 2013 โป๊บฟรังซิสได้ยอมรับว่า ประมาณ 2% ของพระบาทหลวงของพระศาสนจักรเป็นพวกรักเด็ก จนบัดนี้ แม้จะมีการตั้งข้อหาเร็วๆนี้กับพระคาร์ดินัลคาทอลิกฐานันดรศักดิ์สูงที่สุดคนที่สาม George Pell โป๊บฟรังซิสมิได้ตั้งใจที่จะติดตามอย่างจริงจังกับพระบาทหลวงรักเด็กคนใดอีกจนกว่าตำรวจจะบังคับ

News.com.au reports: Pope Francis on Saturday decided not to renew German Cardinal Gerhard Mueller’s position, instead replacing the 69-year-old with his 73-year-old deputy, Spanish Jesuit Monsignor Luis Ladaria Ferrer.

รายงานข่าว News.com.au แจ้งว่า โป๊บฟรังซิส เมื่อวันเสาร์ ได้ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาตำแหน่งของพระคาร์ดินัลเยอรมัน Gerhard Mueller  แต่ได้แต่งตั้ง  Monsignor Luis Ladaria Ferrer สงฆ์เยซูอิตชาวเสปญ ผู้ช่วยอายุ 73 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนคาร์ดินัลผู้อายุ 69 ปี.
Source:

http://yournewswire.com/vatican-cardi...

                                                                                                      Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                             Alan  Petervich
12  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Differences between the Tridentine Mass and the Novus Ordo Missae เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2017, 11:16:11 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                       Differences between the Tridentine Mass and the Novus Ordo Missae
                                                                        ความแตกต่างระหว่างเกณฑ์ปกติของมิสซาลาตินดั้งเดิมและมิสซาใหม่ภาษาพื้นเมือง

Firstly, a few key names to define: ประการแรก, ชื่อสำคัญสองสามชื่อที่ต้องจำกัดความหมาย

Tridentine Mass: the traditional Mass that was codified through the Council of Trent (1545-63) - hence the name, Tridentine, meaning "of Trent" - by St. Pope Pius V as the standard liturgy in the Western Church. It does, however, go back in its essentials to St. Pope Gregory the Great (590-604) and beyond.                                   Tridentine Mass: มิสซาไตรเดนไตน์ที่ได้รับการประมวลผ่านทางสังคายนาเตรนโต (1545-63) – ตั้งแต่นั้นมา ชื่อ Tridentine หมายถึง “ แห่งเตรนโต” – โดยพระสันตะปาปาปีโอที่ V เป็นประหนึ่งพิธีกรรมมาตรฐานในศาสนจักรตะวันตก  อย่างไรก็ดี  คงต้องกลับไปในการให้ความสำคัญแก่พระสันตะปาปานักบุญเกรกอรีองค์แรก (590-604) และต่อมาอีก

Novus Ordo Missae (New Order of Mass): the new liturgy as introduced in 1969 by Pope Paul VI. It was a radical re-write of the previous Roman rite (the Tridentine Mass), performed by the Consilium (liturgical committee) after the Second Vatican Council (1962-65).                                                                              Novus Ordo Missae (New Order of Mass): พิธีกรรมใหม่ตามที่นำเข้ามาในปี 1969 โดยพระสันตะปาปา ปอล ที่ VI  มันเป็นการเชียนใหม่อย่างถอนรากถอนโคนของจารีตโรมันก่อนนั้น (the Tridentine Mass)กระทำโดย Consilium หรือคณะกรรมการพิธีกรรม (liturgical committee) หลังสังคายนาวาติกันที่สอง ในช่วงปี (1962-65)

Cranmer: Thomas Cranmer (1489-1556) was the apostate Archbishop of Canterbury who destroyed the Catholic faith in England through liturgical change according to his Protestant views. He introduced two main new liturgical books: the 1549 service that was a compromise between the Catholic rite before and a fully-blown Protestant service, and the 1552 service that truly embodied his Protestant beliefs. He was burnt at the stake during the reign of Queen Mary of Tudor, convicted of heresy (a capital crime at that time).
แครนเมอร์ Thomas Cranmer (1489-1556) เป็นอาโปสตาตา ตำแหน่งอัครสังฆราชแห่งแคนเตอร๋เบอรี ที่ทำลายความเชื่อคาทอลิกในอังกฤษ ด้วยการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมตามทัศนะโปรเตสตันท์ของเขา  เชาได้นำเสนอหนังสือทางพิธีกรรมใหม่สองเล่มหลัก คือ การบริการ 1549 ที่ปราณีประนอมระหว่างจารีตพิธีคาทอลิกก่อนและการบริการโปรเตสตันท์ที่เข้มจัดเต็มที่เล่มหนึ่ง  และบริการ 1552 ที่บรรจุความเชื่อแบบโปรเตสตันท์ของเขา  (ในที่สุด) เขาถูกเผาบนเวทีระหว่างรัชสมัยของพระราชินีแมรีแห่งทิวดอร์  ต้องโทษฐานถือเฮเรติก (ถือว่าเป็นอาวญากรรมร้ายแรงในสมัยนั้น)

The Sarum rite: The Sarum rite was a usage of the Roman rite as celebrated in England until the Reformation. Essentially, it is the same as the traditional Roman rite (codified as the Tridentine Mass), but with local variations due to regional customs and traditions .                                                                                                                               
The Sarum rite : จารีตพิธีซารุม เป็นการใช้จารีตพิธีโรมัน ดังที่ถวายในอังกฤษจนถึงการปฏิรูป   ที่สำคัญ  มันเป็นเช่นเดียวกันกับจารีตพิธีโรมันดั้งเดิม ( ที่ลงทะเบียนบรรจุไว้ในชื่อมิสซาไตรเดนไตน์)  แต่แตกต่างออกไปตามลักษณะท้องถิ่น เนื่องจากธรรมเนียมและประเพณีท้องถิ่นนั่นเอง.

The Tridentine Mass              มิสซาไตรเดนไตน์
1.   Entitled "The Mass" ชื่อที่เรียกกันคือ “ มิสซา”

        The Novus Ordo Missae        มิสซาใหม่
Cranmer entitled his 1549 service: "The Supper of the Lord and the Holy Communion commonly called the Mass". แครนเมอร์ตั้งชื่อบริการ 1549 ของเขาว่า “การเลี้ยงอาหารเย็นของพระเจ้าและการร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่ามิสซา”
The Novus Ordo Missae was entitled "The Lord's Supper or Mass" in the original Article 7. The term "Lord's Supper" is still included in the revised Article 7. ระเบียบใหม่ของมิสซาเรียกว่า “ อาหารเย็นมื้อสุดท้ายของพระเจ้าหรือมิสซา”  ในข้อ 7 เริ่มต้น  คำว่า “อาหารเย็นมื้อสุดท้ายของพระเจ้า” ยังคงรวมอยู่ในข้อ 7 ที่ทบทวนใหม่
 
2. Celebrated in Latin. ได้รับการถวายเป็น ภาษาลาติน
        Cranmer's Lord's Supper celebrated in the vernacular.
The Novus Ordo Missae celebrated in the vernacular. อาหารมื้อเย็นของพระเจ้าของแครนเมอร์ถวายเป็นภาษาท้องถิ่น คือมิสซาใหม่ถวายเป็นภาษาท้องถิ่น

 
3. Much of the Mass said inaudibly. ส่วนใหซ่ของพิธีมิสซาถวายเงียบๆ
        Cranmer's service one of public praise and thanksgiving and therefore said audibly. การบริการของแครนเมอร์ หนึ่งในการสรรเสริญสาธารณะและการชอบพระคุณ และดังนั้นต้องถวายเสียงดังให้ได้ยิน Novus Ordo Missae said audibly throughout. มิสซาใหม่จะถวายเสียงดังได้ยินโดยตลอด
 
4. Celebrated on an eastward-facing altar.ถวายบนพระแท่นที่หันหน้าไปทางตะวันออก
        Cranmer's service celebrated on a table facing the people. บริการของแครนเมอร์ถวายบนโต๊ะที่หันหน้าไปทางประชาชน
Novus Ordo Missae celebrated on what is clearly intended to be a table facing the people. มิสซาใหม่บนอะไรที่มุ่งชัดเจนให้เป็นโต๊ะตัวหนึ่งหันหน้าไปทางประชาชน
 
5. The Psalm Judica me, unacceptable to Protestants in virtue of its reference to the "altar of God". เพลงสดุดี Judica me ไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับโปรเตสตันท์โดยเหตุที่ให้ความคารวะต่อ “พระแท่นของพระเจ้า”
        Suppressed by Cranmer (Cranmer's Godly Order, p. 101).
Suppressed in the Novus Ordo Missae. ถูกตัดออกโดยแครนเมอร์ (คำสั่งที่ชื่อว่า Godly Order ของแครนเมอร์ หน้า 101)ในมิสซาใหม่ NOM ก็ตัดออก
 
6. Double Confiteor distinguishes between priest and people, which is unacceptable to Protestants as is the invocation of saints. บทสวด Confiteor คู่ แยกเป็นพระสงฆ์และสัตบุรุษ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของโปรเตสตันท์โดยที่วิงวอนถึงบรรดานักบุญ
        Cranmer abolished the Confiteor (Cranmer's Godly Order p. 101). แครนเมอร์ได้ลบทิ้งบทสวด Confiteor (คำสั่ง Godly Order ของแครนเมอร์ หน้า 101)
The double Confiteor has been suppressed in the Novus Ordo Missae thus blurring the distinction between priest and people. A truncated Confiteorinvoking the angels and saints is included as an option but other penitential rites containing no such invocation and thus completely acceptable to Protestants are provided. Confiteor คู่ถูกลบทิ้งไปในมิสซาใหม่ก็เลยเกิดความรางเลือนระหว่างพระสงฆ์และสัตบุรุษ บท Confiteor ที่ด้วนกุดไปที่ปลุกเร้าบรรดาทูตสวรรค์และนักบุญมีรวมอยู่ในข้อเลือก แต่จารีตพิธีเป็นทุกข์ถึงบาปอื่นไม่มีคำภาวนาวิงวอนเช่นนั้น และดังนั้นก็เลยเป็นที่ยอมรับทั้งหมดที่พวกโปรเตสตันท์ จัดขอสวดต่อไป.
 
7. The prayer Aufer a nobis evokes Old Testament sacrifice with its reference to the Holy of Holies which the High Priest entered to offer the blood of the sacrificial victim. บทภาวนา Aufer a nobis ที่ปลุกแสดงการบูชายัญพระธรรมเก่าด้วยการอ้างอิงถึงที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ซึ่งประมุขสงฆ์เข้าไปเพื่อถวายบูชาเลือดของเครื่องบูชาศักดิ์สิทธิ์
        Suppressed in the Novus Ordo Missae. ถูกตัดออกในมิสซาใหม่
 
8. The prayer Oramus te, Domine refers to the relics in the altar stone. บทภาวนา Oramus te , Domine ระบุถึง พระธาตุในศิลาพระแท่น
        The use of an altar stone is no longer obligatory for movable altars or when Mass is celebrated outside a consecrated building. An altar stone is only "commended" for permanent altars (Institutio Generalis 265-6). The prayer has been suppressed in the Novus Ordo Missae. การใช้ศิลาพระแท่นไม่มีการบังคับอีกต่อไปสำหรับพระแท่นที่เคลื่อนย้ายได้ หรือเมื่อมิสซามีการถวายนอกอาคารที่เสก  ศิลาพระแท่นเป็นเพียง “ฝากฝังไว้” สำหรับใช้กับพระแท่นที่ติดตั้งถาวร (หน้า265-6 ของ Institutio Generalis) บทภาวนานี้ถูกลบทิ้งในมิสซาใหม่
 
9. Introit, Kyrie, Gloria, Collect, Epistle, Gospel, Creed.
        Retained by Cranmer. แครนเมอร์คงไว้
Retained in Novus Ordo Missae. คงไว้ในมิสซาใหม่
 
10. The Offertory Prayers:
Suscipe, sante Pater Deus, qui humanae Offerimus tibi, Domine In spiritu humilitatis Veni, sanctificator omnipotens; Suscipe, sancta rinitas.
        Comparable prayers in the Sarum rite suppressed by Cranmer (Cranmer's Godly Order, pp. 101-2). บทภาวนาที่เทียบได้ในจารีตซารุม ถูกลบทิ้งโดยแครนเมอร์ (Godly Order ของแครนเมอร์ หน้า 101-2)
All these prayers suppressed in the Novus Ordo Missae but for an extract from the Deus, qui humanae and the In spiritu humilitatis (see p. 322). บทภาวนาเหล่านี้ทั้งหมดถูกลบทิ้งในมิสซาใหม่ นอกจากข้อความที่ถอดออกมาจากบท Deus qui humanae และ In spiritu humilitatis (หน้า 322)
 
11. Orate fratres.
        Suppressed by Cranmer and suppressed by the Consilium in the draft for the Missae Normativa. Restored as a result of pressure at the 1967 Synod in Rome (see p. 324). ลบทิ้งโดยแครนเมอร์และลบทิ้งโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาสังคายนาในต้นร่างสำหรับมิสซาปกติ  นำคืนมาเพราะผลการกดดันของสมัชชาพระสังฆราชโลกในโรมเมื่อปี 1967 (ดู หน้า 324)
 
12. Secret Prayers (Proper of the Mass).
        These prayers often contain specifically sacrificial terminology. They were abolished by Cranmer but have been retained in the Novus Ordo Missae though frequently emasculated in the ICEL translations. บทภาวนาเหล่านี้ บ่อยทีเดียวมีคำศัพท์ทางถวายบูชายัญเป็นพิเศษ  ทั้งหมดถูกลบทิ้งโดยแครนเมอร์ แต่ได้รับการคงไว้ในมิสซาใหม่ แม้บ่อยมากจะดูเหมือนขาดพลังในการแปลของ ICEL
As these prayers do not form part of the Ordinary they do not provide an obstacle to achieving an ecumenical Ordinary. บทภาวนาเหล่านี้มิได้ก่อให้เกิดส่วนของพระสังฆราช  ทั้งหมดมิได้เป็นสิ่งขัดขวางต่อการปฏิบัติของสมัชชาสังฆราชที่ส่งเสริมสามัคคีโลก
 
13. Sursum corda dialogue Preface, Sanctus.
        Retained by Cranmer. แครนเมอร์คงไว้
Retained in Novus Ordo Missae. มิสซาใหม่คงไว้
 
14. Roman Canon. หลักเกณฑ์บังคับแบบโรมันถาวร
        Abolished by Cranmer. แครนเมอร์ลบทิ้ง
Retained as an option in the Novus Ordo Missae, which also contains a Canon (Eucharistic Prayer II) which some Protestants consider acceptable. ในมิสซาใหม่คงไว้เป็นข้อเลือก  ซึ่งมีเกณฑ์บังคับ (บทสวดเพื่อเสกศีล II) ซึ่งโปรเตสตันท์บางคนพิจารณาว่ารับได้   It makes no distinction between priest and people and does not include the word "Hostia" (victim). มันมิได้ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างพระสงฆ์และประชาชน และ ไม่รวมคำ “Hostia”(แผ่นปัง)
 
15. The Consecration Formula.
 สูตรการเสกศีล
Latin Mass Consecration of the Host:                                                           Hoc est enim Corpus meum.       English translation:  For this is My Body.

Latin Mass Consecration of the Precious Blood:
Hic set enim Calix Sanguinis mei, novi et aeterni Testamenti: Mysterium fidei: qui pro vobis et pro multis effundetur in remissionen peccatorum.
English translation: For this is the Chalice of My Blood of the new and eternal (Testament), the Mystery of Faith; which shall be (shed) for you and for many (unto the remission of sins).   In parenthesis are the words of the formula that have been changed in the English translation from the New Mass in Latin.
Mysterium fidei has been removed from the formula and put after the formula.

I simply place the differences to let bishops, priests, religious and laity to see that there are some changes that were made to the actual Consecration Formula in the Novus Ordo Mass. Most bishops, priests, religious and laity have never studied the actual texts word for word.  So here it is, simply, to be compared.
So the next step is to ask why Pope Paul VI needed to change the most important part of the Holy Mass.
The Matter of the Sacrifice of the Mass is the host (made from only wheat and water) and wine.

   This was considerably modified by Cranmer and the Novus Ordo Missae has incorporated his most important modifications. This was demonstrated in Chapter XV which examines Canon II in detail. สูตรนี้ถูกดัดแปลงอย่างน่าพิจารณาโดยแครนเมอร์ และมิสซาใหม่ได้รับเอาการปรับปรุงที่สำคัญที่สุดของเขา  เรื่องนี้มีแสดงให้เห็นในบทที่ XV ซึ่งรับกับ บทเสกศีล canon II ในรายละเอียด

Pope Paul’s New Mass:
Take this all of you, and eat of it, for this is My Body, which will be given up for you.

 Pope Paul’s New Mass:
Take this, all of you, and drink from it, for this is the Chalice of My Blood of the new and eternal (covenant), which will be (poured out) for you and for many (for the forgiveness of sins).  Do this in memory of me.  I put the new changes in bold.  The parts in the parenthesis are changes to what corresponds to the English Translation that is different from the New Mass Latin formula.

Here is the Novus Ordo (New Mass) Latin Formula:
Accipite et bibite ex eo omnes: Hic est Enim Calix Sanguines mei, Novi et aeterni Testamenti, Qui pro vobis et pro multis Effundtur in remissionem peccatorum, (Hoc facite In meam commemorationem). This part in parenthesis was added on to the consecration formula and changed from the Latin Mass (Heac quotiescumque faceritis, in mei memoriam facietis).

Hoc facite in meam commemorationen means do this in memory of me.   Haec quotiescumque feceritis, in mei memoriam facietis means As often as you do these things, ye shall do them in remembrance of Me.

The Form (For this is My Body) has been changed to (Take this, all of you, and eat of it, for this is my Body, which will be given up for you).  Yes, the valid form is still present in the new formula, but why did it have to be changed by adding on to it?  Why did the Catholic Church consider it sufficient all those hundreds of years.
The Consecration of the Precious Blood, the Form has actually changed by other parts have been added (Accipite et bibite ex eo omnes and Hoc facite In meam commemorationem) and some removed from the formula (Mysterium fidei).  Why was this needed after hundreds and hundreds of years?
So show everyone these comparisons and ask them if they knew that they were and why?

16. The prayer Libera nos after the Pater noster.
        Luther and Cranmer abolished this prayer, owing to the invocation of saints at its conclusion.    ลูเทอร์และ    แครนเมอร์ลบบทนี้ทิ้งไป เนื่องจากเป็นการเรียกหาบรรดานักบุญตอนสรุป
A modified version has been retained in the Novus Ordo Missae with noinvocation of saints.
บทที่ปรับปรุงยังคงรักษาไว้ในมิสซาใหม่ โดยไม่มีการเรียกหานักบุญ
 
17. Haec commixtio.
        A version of this prayer in the Sarum Missal was abolished by Cranmer. บทภาวนาบทนี้ในมิสซาซารุมถูกลบทิ้งจากแครนเมอร์
A modified version of the prayer has been retained in the Novus Ordo Missaebut with the significant omission of the word "consecratio."
 บทภาวนาที่ปรับปรุงแล้วยังคงรักษาไว้ในมิสซาใหม่ แต่ ด้วยการไม่เอาคำว่า “การเสก “

18. Domine Jesu Christe, qui dixisti.
        This prayer did not occur in the Sarum rite but contains nothing to which a Protestant could object beyond the words "ne respicias peccata mea" in which the priest asks forgiveness for his personal sins. คำภาวนาบทนี้ไม่มีในจารีตพิธีซารุม แต่ก็ไม่มีเนื้อหาอะไรที่คนโปรเตสตันท์จะสามารถปฏิเสธนอกเหนือจากวลีที่ว่า “ne respicias peccata mea” ซึ่งในนั้นพระสงฆ์ขอการอภัยสำหรับบาปส่วนตนของเขา.
This is another prayer distinguishing between the priest and layman, and in the Novus Ordo Missae"peccata mea" has been changed to "peccata nostra" - "our sins." นี้เป็นภาวนาอีกบทที่แสดงความแตกต่างระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส และในมิสซาใหม่ คำว่า.”peccata mea” เปลี่ยนเป็น “peccata nostra’ –“บาปของเรา”
 
19. Domine Jesu Christi, Fili Dei and Perceptio Corporis tui.
        Modified versions of these prayers are included in the Novus Ordo Missae, one of which the priest says in his personal capacity before Communion. บทปรับปรุงของคำภาวนาเหล่านี้รวมอยู่ในมิสซาใหม่ ซึ่งพระสงฆ์สวดในความสามารถส่วนตนก่อนรับศีลมหาสนิท
 It is a matter for some satisfaction that such a prayer is included. Too much significance should not be attached to to use of realistic language regarding the Real Presence in these prayers. มันเป็นเรื่องของความพอใจบางอย่างของคำภาวนาเช่นนั้นที่จะรวมอยู้ด้วย  ความหมายที่มากเกินอย่านำมารวมด้วยที่จะใช้ภาษาที่จริงจังเกี่ยวกับการสถิตย์อยู่แท้จริงในคำภาวนาเหล่านี้
 It was primarily sacrificial language which the Reformers wished to eliminate. They were able to reconcile the use of language apparently expressing belief in the Real Presence with their own theories e.g. Cranmer's prayer cited in Cranmer's Godly Order, p. 108. เบื้องต้นมันเป็นภาษาแห่งพลีบูชาซึ่งกลุ่มผู้ปฏิรูปประสงค์จะลบทิ้งไป  พวกเขาสามารถคืนค่าของภาษาเท่าที่ปรากฎ แสดงความเชื่อในการสถิตย์อยู่แท้จริงด้วยทฤษฎีของพวกเขาเอง เช่นตัวอย่าง คำภาวนาของแครนเมอร์ที่ชี้ให้เห็นในคำสั่ง Godly Order หน้า 108.
 
20. The Communion Rite จารีตพิธีศีลมหาสนิท
(a) Communion given to the laity under one kind. ศีลมหาสนิทแจกให้ฆราวาสชนิดเดียว
        
(a) Communion given under both kinds in Cranmer's service.
The occasions when this is done in the Novus Ordo Missae are multiplying. It is already permitted at all Sunday Masses in the U.S.A. (see Chapter XXI).  ศีลมหาสนิทแจกทั้งสองชนิดตามพิธีการของแครนเมอร์  โอกาสนี้แพร่หลายมากในมิสซาใหม่  วิธีนี้ได้รับอนุญาตทุกมิสซาวันอาทิตย์ในสหรัฐ (ดู บทที่ XXI)
 
(b) Traditional style altar breads. แผ่นศีลแบบสไตล์พระแท่นดั้งเดิม

(b) the relevant rubric in Cranmer's 1549 rite states that altar breads should be: "unleavened, and round, as it was before, but without all manner of print, and something more larger and thicker than it was, so that it may be aptly divided in two pieces, at the least, or more by the discretion of the minister."
กรรมวิธีตรงกันในจารีต 1549 ของแครนเมอร์ยืนยันว่าปังที่ใช้บนพระแท่นควรจะเป็น “แบบไม่ใส่เชื้อ แผ่นกลม เช่นที่เป็นมาก่อน  แต่อย่าให้มีร่องรอยลายพิมพ์ใดๆ และเป็นแผ่นโตกว่าหรือหนากว่าที่เคย เพื่อจะสามารถแบ่งได้อย่างเหมาะสมเป็นสองแผ่น อย่างน้อย หรือมากกว่าขึ้นกับความสุขุมของศาสนบริกร”

Article 283 of the General Instruction reads: "Bread used for the Eucharist even though unleavened and of the traditional shape, ought to be made in such a way that the priest, when celebrating with a congregation, can break it into pieces and distribute these to at least some of the faithful." ข้อ 283 ของคู่มือมิสซาบรรยายว่า “ ปังที่ใช้ทำแผ่นศีลแม้จะไม่ใส่ผงเชื้อและรูปแบบดั้งเดิม  ควรได้รับการทำในวิธีที่พระสงฆ์ เมื่อถวายท่ามกลางผู้มาร่วมพิธี สามารถบิออกเป็นชิ้นๆ และแจกจ่ายชิ้นเหล่านั้นอย่างน้อยแก่สัตบุรุษ”
 
(c) The Host is placed on the tongue of the kneeling communicant by a priest. แผ่นศีลนั้นพระสงฆ์วางบนลิ้นของผู้รับที่กำลังคุกเข่า
(c) Cranmer retained all three traditional practices in his 1549 rite but in the 1552 rite Communion was given in the hand to signify that the bread was ordinary bread and the priest did not differ in essence from a layman (see p. 464).
แครนเมอร์คงวิธีปฏิบัติดั้งเดิมสามประการไว้ในจารีตพิธี 1549 ของเขา แต่ในจารีตพิธี 1552 แผ่นศีลถูกแจกวางในมือเพื่อเป็นเครื่องแสดงว่าแผ่นปังนั้นเป็นปังธรรมดา และพระสงฆ์มิได้แตกต่างในความมีสาระชีวิตจากฆราวาสทั่วไป (ดู หน้า 464)
Communion is now given in the hand in almost every Western country (though not Poland or Italy) but the Novus Ordo Missae has outcranmered Cranmer by allowing communicants to stand and received from a lay minister. ปัจจุบัน แผ่นศีลถูกแจกใส่มือในประเทศตะวันตกส่วนใหญ่เกือบทุกประเทศ(เว้นโปแลนด์และอิตาลี)แต่มิสซาใหม่ทำยิ่งกว่าแครนเมอร์ โดยอนุญาตให้ผู้มารับศีลยืนรอรับได้และรับจากศาสนพิธีกรที่เป็นฆราวาสก็ได้
 
21. Quod ore sumpsimus and Corpus tuum.

        The explicit references to the Real Presence included in these prayers would not commend them to Protestants, although Luther felt able to retain them owing to his theory of consubstantiation. การอ้างอิงที่ชัดเจนถึงการสถิตย์อยู่แท้จริงที่ได้รวมอยู่ในคำภาวนาเหล่านี้ มิได้ฝากฝังบทภาวนาเหล่านี้แก่ชาวโปรเตสตันท์  แม้ ลูเทอร์ได้รู้สึกว่าสามารถเก็บไว้เนื่องจากทฤษฎีการแปรเปลี่ยนสารในระบบศีลมหาสนิทThe Quod ore was not in the Sarum Rite, but the corpus tuum was, and Cranmer suppressed it.
Both were suppressed in the New Mass, but the Quod ore was subsequently restored. บท Quod oreไม่มีอยู่ในจารีตพิธีซารุม แต่ corpus tuum มีและแครนเมอร์ได้ลบทิ้งไป บทภาวนาทั้งสองบทถูกลบทิ้งจากมิสซาใหม่ แต่ Quod ore ถูกใส่คืนมาทดแทน.
 
22. Placeat tibi.
        The Placeat tibi was a bete noire for Protestants (see Cranmer's Godly Order, p. 109).บทภาวนาPlaceat tibi เป็นบทที่โปรเตสตันท์ไม่ชอบมาก (ดู Godly Order หน้า 109)
This prayer alone would have rendered the Novus Ordo Missae unacceptable to them had it been retained. บทภาวนานี้เพียงบทเดียวจะทำให้มิสซาใหม่ทั้งครบไม่เป็นที่ยอมรับแก่พวกเขาหากคงไว้
Following the example of Luther, Cranmer, and other Reformers, the Consilium suppressed this prayer. ด้วยการเดินตามตัวอย่างของลูเทอร์แครนเมอร์และนักปฏิรูปคนอื่น สภาที่ปรึกษาได้ลบบทภาวนานี้ทิ้งไป.
 
23. Last Gospel
 พระวรสารสุดท้าย       There is nothing in the Last Gospel incompatible with Protestantism but its retention in the Novus Ordo Missae would have clashed with the pattern of Protestant Communion services which conclude with a blessing. The Consilium suppressed it. ไม่มีอะไรในพระสรสารสุดท้ายที่เทียบได้กับลัทธิโปรเตสตันท์ แต่การเก็บไว้ในมิสซาใหม่น่าจะเกิดปะทะกับตัวแบบของพิธีบริการศีลมหาสนิทของโปรเตสตันท์ซึ่งสรุปพิธีด้วยการอวยพร  สภาที่ปรึกษาจึงลบทิ้งไป
 
24. Leonine Prayers
บทภาวนาหลังมิสซากำหนดจากโป๊บเลโอ        The prayers after Mass do not form part of the Ordinary itself but in practice appeared as an integral part of the liturgy. Five prayers less compatible with Protestantism would hardly be imagined. They have been suppressed by the Consilium. บทภาวนาหลังมิสซาไม่มีในแบบพิธีถวายมิสซา แต่ในทางปฏิบัติปรากฎเป็นส่วนครบของพิธีกรรม  บทภาวนาห้าบทเทียบได้เล็กน้อยกับลัทธิโปรเตสตันท์ที่ยากสุดมโน  ก็เลยถูกลบทิ้งโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาทั้งหมด.

"Pope Paul's New Mass" (Published by The Angelus Press, 1980) by Michael Davies

                                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                       Alan  Petervich

 
 
13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สถิติมากมายที่คาทอลิกผู้ถือธรรม-ประเพณีดั้งเดิมเป็นห่วงใย เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2017, 03:02:53 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    สถิติมากมายที่คาทอลิกผู้ถือธรรม-ประเพณีดั้งเดิมเป็นห่วงใย
                                                                          More Statistics That Traditional Catholics are Concerned About

JANUARY 27, 2014 BY FATHER CAROTA
TRADITIONAL CATHOLIC PRIEST
ALAN PETERVICH UPDATED JULY 26, 2017
Mater Dei, Ora Pro Nobis

http://www.traditionalcatholicpriest.com/2014/01/27/more-statistics-that-traditional-catholics-are-concerned-about/
Before Vatican II (1960) only 20 % of Catholics did not attend Holy Latin Mass (There was only the Holy Latin Mass till 1969).  That means that almost 80 % of Catholics practiced their faith and went to Holy Latin Mass every Sunday.

ก่อนสังคายนาวาติกัน II (1960) เพียง 20% ของชาวคาทอลิกมิได้ไปร่วมมิสซาลาตินดั้งเดิม (มีมิสซาแบบลาตินดั้งเดิมถึงปี 1969)  นั่นหมายความว่าเกือบ 80% ของขาวคาทอลิกปฏิบัติตามความเชื่อและไปร่วมมิสซาลาตินดั้งเดิมทุกวันอาทิตย์

After Vatican II (2013) only 23 % attend the Novus Ordo Mass (There is hardly any Latin Masses available anywhere).  That means that 77 %of Catholics no longer attend Holy Mass on a regular basis.

หลังสังคายนาวาติกัน II (2013) เพียง 23% มาร่วมมิสซาใหม่ (ยากมากที่จะหาว่ามีมิสซาลาตินดั้งเดิมที่ใด)  นั่นหมายความว่า 77% ของชาวคาทอลิกไม่ไปร่วมมิสซาตามมาตรฐานปกติแล้ว

                                                             
 
In the last 10 years 1300 parishes have closed and most Catholics are in their 60’s (Michael Voris from the Official Catholic Directory).

 ใน 10 ปีที่ผ่านมา วัดปกครองจำนวน 1300 แห่งได้ปิดตัวลง และชาวคาทอลิกจำนวนมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 60 ปี (Michael Voris จากสารานุกรมคาทอลิกทางการ)

Catholics marrying in the Church have decreased 60 % since 1970.  In 1970 there were 426,487 and in 2011 there were only 164,400.

ชาวคาทอลิกที่แต่งงานในวัดได้ลดลง 60% ตั้งแต่ปี 1970  ในปี 1970 มีจำนวน 426,487 คนและในปี 2011มีเพียง 164,400 คน

In 1972, 31 % of Catholics in the age bracket of 18 – 40 chose not to get married in the Church (69 % married in the Church).  In 2010, twice that number, 62 %, chose not to get married in the Church (Only 38 % get married in the Church).  In 1972 only 8 % were divorced, separated or widowed.  In 2010 it has risen to 22 %.
 
ในปี 1972  31% ของคาทอลิกในอายุระหว่าง 18-40 เลือกที่จะไม่แต่งงานในวัด (69% แต่งงานในวัด)ในปี 2010 สองเท่าของจำนวนนั้น  62% เลือกไม่แต่งงานในวัด (เพียง38% แต่งงานในวัด)  ในปี 1972 เพียง 8% เกิดหย่าร้าง  แยกกันหรือเป็นหม้าย  ในปี 2010 สถิติเพิ่มขึ้นเป็น 22%

From the Offiicial Catholic Directory and the United States Catholic Conference of Bishops we have:จากสารานุกรมทางการคาทอลิกและสภาพระสังฆราชคาทอลิกสหรัฐเราได้ :

                                                         

Baby baptisms ล้างบาปเด็ก 1970 = 1,000,000   2009 = 857,410     2013 = 763,208
Adult baptisms ล้างบาปผู้ใหญ่                             2009 = 43,279      2013 = 41,918
Reception into the Catholic faith รับสู่ความเชื่อ   2009 = 75,724       2013 = 71,582

                                                         

From this graph you can see that after Vatican II closed in 1965 we see a steady decline in infant baptism in the Catholic Church.  It is no surprise to any on us who have lived through these years. จากกราฟนี้คุณสามารถเห็นได้ว่า หลังสังคายนาวาติกันที่สองที่ปิดในปี 1965 เราเห็นการลดลงอย่างสม่ำเสมอในการล้างบาปเด็กในศาสนจักรคาทอลิก  ไม่น่าประหลาดแก่ใครในพวกเราที่ดำรงชีพตลอดหลายปีเหล่านี้

If it had not been for the huge immigration of Mexicans into the United States, we would be seeing way more empty churches and pews.  Hispanics now make up 35 % of the US Catholics.  They are half as young as the Anglo Catholics and have more children.  But as they have become modernist, progressive Catholics, they also use contraceptives and no longer have many children.  From this we will now begin to see a large decrease in Catholics as the Mexican immigrants stop coming into the the US and having only a few children.

 ถ้าไม่มีการอพยพขนานใหญ่ของคนเม็กซิกันเข้าสู่สหรัฐ  เราอาจจะเห็นบรรดาวัดและที่คุกเข่าว่างเปล่ามากกว่านี้   คนเชื้อสายเสปญตอนนี้สถิติถึง 35% ของคาทอลิกสหรัฐ  พวกเขามีจำนวนครึ่งต่อครึ่งของหนุ่มสาวคาทอลิกเชื้อชาติแองโกล และเป็นเด็กมากกว่า  แต่ โดยที่พวกเขาเป็นคนสมัยนิยม เป็นคาทอลิกหัวก้าวหน้า  พวกเขายังช้าคุมกำเนิด และไม่มีลูกมากอีกต่อไป  จากสิ่งนี้ ขณะปัจจุบันนี้ จะเห็นการลดลงขนานใหญ่ในจำนวนคาทอลิก โดยที่พวกอพยพย้ายถิ่นฐานเม็กซิกันหยุดการเดินทางเข้าสหรัฐและมีบุตรสองสามคน.

Because the religious ed classes were still staying full from immigrant Mexican children, the American Church did not see the fruits of modernism and progressivism.  But now it will become very clear as the number of immigrants decrease and their birth rate declines.

เพราะว่า ชั้นเรียนทางศาสนายังคงมีมากมายสำหรับด็กเม๊กซิกันผู้อพยพ  สนจักรอเมริกันจึงไม่เห็นผลของลัทธินิยมสมัยใหม่และลัทธินิยมความก้าวหน้า  แต่ขณะนี้ มันจะกลายเป็นสิ่งที่ชัดมากในขณะที่จำนวนผู้อพยพเข้าเมืองลดลงและอัตราการเกิดของพวกเขาลดลงด้วย.

The answer to all this demise is prayer and speaking the truth.  I am putting these statistics to show that the progressive and modernistic theology, that is taught in most diocese, is its own worst enemy.

คำตอบต่อการสูญสิ้นทั้งหมดนี้ก็คือคำภาวนาและพูดความจริง  พ่อกำลังนำสถิติเหล่านี้มาแสดงให้เห็นว่า ทฤษฎีหัวก้าวหน้าและหัวสมัยใหม่ ที่มีสอนกันในสังฆมณฑลส่วนใหญ่ที่สุดนั้น เป็นศัตรูเลวร้ายที่สุดนั่นเอง.

                                                                 

Liberalism has no “children“, no future.  We traditional Catholics have a great future in God’s loving support and in many children and young vocations to the priesthood and religious life.

ลัทธิเสรีนิยมไม่มี “เด็กๆ” ไม่มีอนาคต   เรา ชาวคาทอลิกที่ยึดถือระเพณีนิยมดั้งเดิม มีอนาคตยิ่งใหญ่ในการสนับสนุนด้วยความรักของพระเจ้า และในจำนวนเด็กๆที่มากๆและกระแสเรียกหนุ่มสาวไปสู่สังฆภาพสงฆ์และชีวิตนักบวช.

Father Carota
The original author of this blog and passed away in July of 2016. RIP Father Carota.

                                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                        Alan  Petervich
 



                                                           





 
14  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / We Are Catholic. เราเป็นคาทอลิก เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2017, 03:29:30 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                    We Are Catholic. เราเป็นคาทอลิก

                                                                                                   https://youtu.be/wk4OCzre_IY

Defend Us In Battle
Updated July 17 , 2017

เผยแพร่เมื่อ 28 ส.ค. 2011

What does it mean to be Catholic in today's world? There are many lies and distortions placed upon the Church by the world and the evil spirits that prowl it. So we must proclaim the truth loudly!    มันหมายถึงอะไรที่เป็นคาทอลิกในโลกทุกวันนี้?  มีการโกหกและการบิดเบือนมากมายวางเหนือพระศาสนจักร โดยโลกนี้และจิตสกปรกร้ายทั้งหลายที่ด้อมๆมองๆอยู่  ดังนั้นพวกเราต้องประกาศความจริงด้วยเสียงดัง!

We must be a people of joy, a people of faith, hope, and love. We must proclaim our faith not only in words but in who we are and what we do, each and every day.
พวกเราต้องเป็นประชาชนที่ร่าเริงยินดี  ประชาชนที่เต็มด้วยความเชื่อ  ความหวัง และความรัก   เราต้องประกาศความเชื่อของเรา มิใช่เพียงด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ยังในตัวเราที่เป็นอยู่นี้และในสิ่งที่เราทำ  ในแต่ละวันและทุกๆวัน

We are Catholic, and that means taking up our crosses, walking in the path of Christ, and loving one another while conforming our hearts to God's.
เราเป็นคาทอลิก และนั่นหมายความว่าเราแบกกางเขนของเรา  เดินตามทางของพระคริสตเจ้า  และรักกันและกันขณะที่วางหัวใจของเราไปสู่พระผู้เป็นเจ้า.

Produced by: Defend Us In Battle - http://defendusinbattleblog.com

Twitter: @Dfendusinbattle
หมวดหมู่
ไม่แสวงหากำไรและนักเคลื่อนไหว
สัญญาอนุญาต
สัญญาอนุญาตมาตรฐานของ YouTube
 
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / แม่พระฟาติมาได้เตือนเรื่องแปลงเปลี่ยนความเชื่อในพิธีกรรม เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2017, 10:37:24 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                      แม่พระฟาติมาได้เตือนเรื่องแปลงเปลี่ยนความเชื่อในพิธีกรรม
                                                                                     Fatima Warned of Altering the Faith in the Liturgy

Rick Langley-ริค แลงรี

                                                                                                 https://youtu.be/JXyJVJwxdzA

Published on Jan 9, 2015

Our Lady, Mary the Mother of God, warned us at Fatima in 1917, the suicide of the Church by altering the mass from Latin, to the new mass (whatever language). "Catholic" means "universal" and Latin was the universal language of the mass, until 1969. Masons had infiltrated the Church and altered the mass. Father Malachi Martin wrote about the freemasonic infiltration in numerous books the most famous being his last book before he was murdered, called Windswept House. The best book on the subject, however, belongs to Father Paul Kramer and his excellent book The Devil's Final Battle. His most recent book is called The Mystery of Iniquity, also excellent.

พระนางมารีอา พระชนนีของพระเยซูเจ้า ได้เตือนพวกเราที่ฟาติมาในปี 1917 การทำอัตวินิบาตกรรมของพระศาสนจักร โดยการแปลงเปลี่ยนพิธีมิสซาจากภาษาลาติน ไปเป็นมิสซาใหม่ (ไม่ว่าภาษาใด)  “ คาทอลิก” หมายความว่า “สากล” และภาษาลาตินเป็นภาษาสากลของพิธีมิสซา  จนภึงปี 1969  พวกเมซอนได้แทรกซึมเข้าสู่พระศาสนจักรและแปลงเปลี่ยนพิธีมิสซา  คุณพ่อ Malachi Martin ได้เขียนเกี่ยวกับการแทรกซืมของกลุ่มฟรีเมซอนในหนังสือหลายเล่ม เล่มที่โด่งดังที่สุดคือเล่มสุดท้ายก่อนที่ท่านจะถูกฆาตกรรม ชื่อ Windswept House  อย่างไรก็ดี หนังสือดีที่สุดเป็นของคุณพ่อ Paul Kramer และหนังสือยอดเยี่ยมคือ The Devil’s Final Battle   หนังสือเล่มใหม่ที่ชื่อ The Mystery of Iniquity ยอดเยี่ยมด้วย.
_______________
The Suicide of Altering the Faith in the Liturgy  การทำอัตวินิบาตกรรมของการแปลงเปลี่ยนความเขื่อในพิธีกรรม
http://www.amazon.com/Suicide-Alterin...
_________________
Pope Benedict (Cardinal Ratzinger) on the Third Secret
โป๊บเบเนดิกต์ (คาร์ดินัลรัตซิงเยอร์) กล่าวถึงความลับประการที่สาม

Only months after Bishop Ito approved the Akita apparitions, Cardinal Ratzinger was interviewed on November 11, 1984 by Jesus magazine, a publication of the Pauline Sisters. Within this 1984 interview (titled "Here is Why the Faith is in Crisis"), published to millions in Italy, Cardinal Ratzinger acknowledged that he had read the Third Secret and that it speaks of "The dangers threatening the faith and the life of the Christian, and therefore the world, and also the importance of the last times." Cardinal Ratzinger said that the Third Secret had been suppressed since 1960 “to avoid confusing religious prophecy with sensationalism.” He also said, "But the things contained in this Third Secret correspond to what is announced in Scripture and are confirmed by many other Marian apparitions...."

เพียงไม่กี่เดือนหลังจากพระสังฆราชอิโตได้ยอมรับการประจักษ์อากิตา  พระคาร์ดินัลรัตซิงเยอร์ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1984 กับวารสาร Jesus  สิ่งพิมพ์ที่ซิสเตอร์คณะโพลีนเป็นเจ้าของ  ในการสัมภาษณ์ปี 1984 นี้ (ชื่อ “ Here is Why the Faith is in Crisis “– นี่ไงที่ว่าทำไมความเชื่อจึงอยู่ในวิกฤษณ์) มีการพิมพ์แจกจ่ายแก่คนหลายล้านในอิตาลี   พระคาร์ดินัลรัตซืงเยอร์รับทราบว่า ท่านได้อ่านความลับประการที่สามที่กล่าวถึง “ อันตรายที่คุกคามความเชื่อและชีวิตของคริสตชนและดังนั้นก็คือโลกเรา และรวมถึงความสำคัญของเวลาสิ้นโลกด้วย “  คาร์ดินัลรัตซิงเยอร์กล่าวว่า ความลับประการที่สามถูกห้ามมิให้เปิดเผยตั้งแต่ปี 1960 “เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความวุ่นวายจากการพยากรณ์ทางศาสนาจากลัทธิที่ว่าประสบการณ์คือความรู้สึก “  ท่านยังกล่าวว่า “ แต่เรื่องต่างๆที่อยู่ในความลับประการที่สามนี้ สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับการประกาศไว้ในพระคัมภีร์และได้รับการยืนยันในการประจักษ์ของแม่พระมารีอาหลายครั้งแล้ว....”
 
Howard Dee, former Philippine ambassador to the Vatican, stated that "Cardinal Ratzinger personally confirmed to me that these two messages, of Fatima and Akita, are essentially the same.” (Inside the Vatican magazine, 1998) Therefore, when Cardinal Ratzinger mentioned in his interview that the Third Secret corresponds to "other Marian apparitions," this reference includes the Akita apparitions. But in a subsequent publication of the same Ratzinger interview in the book The Ratzinger Report, this reference ("But the things contained in this Third Secret correspond to what is announced in Scripture and are confirmed by many other Marian apparitions....") was mysteriously deleted. Apparently, Cardinal Ratzinger had said too much.

โฮเวิร์ด ดี อดีตเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ประจำวาติกัน ยืนยันว่า “ พระคาร์ดินัลรัตซิงเยอร์ได้ยืนยันเป็นการส่วนตัวกับข้าพเจ้าว่าสารสองครั้งนี้ ทั้งของฟาติมาและอากิตะ โดยแก่นสารสำคัญก็เป็นสิ่งเดียวกัน “ (ภายในวารสารวาติกัน 1998)  ดังนั้น เมื่อพระคาร์ดินัลอ้างอิงในการให้สัมภาษณ์ของท่านว่า ความลับประการที่สามสอดคล้องกันกับ “ การประจักษ์อื่นๆของพระแม่มารีอา “ การอ้างอิงนี้รวมการประจักษ์ที่อากิตะด้วย  แต่ในฉบับพิมพ์ต่อมาที่เป็นเรื่องสัมภาษณ์เดียวกันของรัตซิงเยอร์ในหนังสือ The Ratzinger Report  การอ้างอิงนี้ (“แต่เรื่องต่างๆที่อยู่ในความลับประการที่สามนี้ สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับการประกาศไว้ในพระคัมภีร์และได้รับการยืนยันในการประจักษ์ของแม่พระมารีอาหลายครั้งแล้ว..”) ถูกลบทิ้งไปอย่างลึกลับ  เท่าที่ปรากฎนั้น พระคาร์ดินัลได้พูดมากเกินไป(หรือเปล่า?).

How are the Fatima and the Akita apparitions similar? (Remember that Cardinal Ratzinger had received a dossier of information on the Akita apparitions prior to his interview with Jesus magazine, so this information was fresh in his mind). We believe the following line from the Akita apparitions is the key: "The work of the devil will infiltrate even into the Church in such a way that one will see cardinals opposing cardinals, bishops against bishops." A WorldNetDaily article also makes this same connection. (Read more...)

การประจักษ์ที่ฟาติมาและที่อากิตะเหมือนกันอย่างไร?  (จงจำไว้ว่าพระคาร์ดินัลรัตซิงเยอร์ได้รับแผงเอกสารของข้อมูลเกี่ยวกับการประจักษ์ที่อากิตะมาก่อนการให้สัมภาษณ์ของท่านกับสารสาร Jesus   ดังนั้น ข่าวสารชิ้นนี้ยังสดๆในจิตใจของท่าน)  เราเชื่อว่าบรรทัดต่อไปนี้จากการประจักษ์ที่อากิตะเป็นกุญแจ คือ “งานของปีศาจจะแทรกซึมเข้าไปแม้แต่ในพระศาสนจักร ในวิธีที่ว่าคนจะเห็น คาร์ดินัลต่อต้านคาร์ดินัล พระสังฆราชต่อต้านพระสังฆราช “  บทความหนังสือพิมพ์รายวัน WorldNetDaily ด้วยแสดงถึงเรื่องเดียวกันนี้ ( อ่านต่อ....)

At this point, if we can prove that "bishop against bishop and cardinal against cardinal" is part of the REAL Third Secret, we have yet another piece of evidence to affirm that the June 26, 2000 Vatican document contained a forgery.

ที่จุดนี้  ถ้าเราสามารถพิสูจน์ว่า “พระสังฆราชต่อต้านพระสังฆราช  คาร์ดินัลต่อต้านคาร์ดินัล” เป็นส่วนหนึ่งของความลับประการที่สามจริง  เราก็มีประจักษ์พยานอีกขิ้นหนึ่งที่จะยืนยันมั่นเหมาะว่า เอกสารวาติกันลงวันที่ 26 มิถุนายน 2000 บรรจุเรื่องปลอมแปลงขึ้นมา.

Our Lady of the Roses message supplies this proof we are seeking:
สารแห่งแม่พระแห่งกุหลาบมีข้อพิสูจน์นี้ที่เรากำลังเสาะหา :

"My children, long ago I warned you from Fatima, I warned you through many voice-boxes throughout your world that the time will come when you will embark upon a stormy sea, and it shall be bishop against bishop and cardinal against cardinal, and satan shall set himself in your midst." - Our Lady of the Roses, November 20, 1976

“ลูกๆของแม่  นานแล้วที่แม่เตือนพวกลูกจากฟาติมา  แม่เตือนผ่านทางกล่องเสียง(คงหมายถึงวิทยุและโทรทัศน์)มากมายทั่วโลกของลูก ที่เวลาจะมาถึงเมื่อลูกๆจะลงเรือลอยเหนือทะเลที่เกิดพายุ  และจะเป็นสังฆราชต่อสู้กับสังฆราชและคาร์ดินัลต่อสู้กับคาร์ดินัล และซาตานจะวางตัวมันเองตรงกลางพวกท่าน “ แม่พระแห่งกุหลาบ 20 พฤศจิกายน 1976

This line is also in the Neus Europa Third Secret, approved by Cardinal Ottaviani: “Cardinal will oppose cardinals and bishops will oppose bishops, satan will enter into their very midst.” (Read more...)
http://www.tldm.org/News10/Akita.htm
_____________________
We Are Now Only Months Away From A Totalitarian One World Government
http://kingworldnews.com/now-months-a...
________________
The Mystery of Iniquity by Father Paul Kramer
http://www.amazon.com/Mystery-Iniquit...
________________
The World Wars Of Albert Pike
https://www.youtube.com/watch?annotat...
___________________
Elton John Tells Crowd of Stars and Donors: “Pope Francis is My Hero–Make Him a Saint Already!”
http://www.showbiz411.com/2014/10/29/...
_________________
Socialists Want Gov't Action Against Catholic Student Group for Opposing Pro-homosexual Bishop
http://www.thenewamerican.com/world-n...

 
 
หน้า: [1] 2 3 ... 125