แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 68
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บฟรังซิสสอยพระสังฆราชที่อยากคว่ำ Summorum Pontificum ตกหมด เมื่อ: เมษายน 16, 2014, 09:22:41 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                      โป๊บฟรังซิสสอยพระสังฆราชที่อยากคว่ำ Summorum Pontificum ตกหมด
                                              Pope Francis shoots down bishops who want Summorum Pontificum overturned

Posted on 29 May 2013 by Fr. John Zuhlsdorf 
คุณพ่อ ยอห์น ซุลดอร์ฟ  Updated 16 April  2014

       เมื่อเร็วๆนี้มีชิ้นข่าวเกี่ยวกับเหล่าพระสังฆราชอิตาเลียนบางองค์ที่กำลังเกาะติด( นั่นไม่ใช่ข่าว)โป๊บฟรังซิสที่พูด(ditto)ถึง Summorum Pontificum (อย่างเคยมาก่อน)  พวกท่านเหล่านั้นคิดว่ามันควรจะถูกกวาดล้าง(มากกว่าที่เคย)   ฟรังซิสคว่ำพวกเขาลงทั้งหมด  นั่นคือข่าว  พ่อเองก็กำลังเดินตรวจพิพิธภัณฑ์ณ เวลานั้น  และดังนั้นดำเนินชีวิตอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ถือว่ามาตรฐานของรายการ  อย่างไรก็ดี  เพื่อนของพ่อ คุณพ่อทิม ฟินีแกน วิทยาแห่งการแปลของเขา ก็ดำเนินงานธรรมดาๆ  ให้เรามาดูซิว่าคุณพ่อทำวิจัยที่เฉลียวฉลาดอย่างไร
(ข้อความเน้นของพ่อและคำวิจารณ์ต่างๆ)

       กลุ่มพระสังฆราชของดินแดนแถบ ตาโวลิเอเร พบกับพระสันตะปาปาฟรังซิสในการเยี่ยมแสดงตนแบบ Ad Limina  ในการเดินทางกลับบ้านของพวกเขา  องค์หนึ่งได้ให้การแย้มน่าสนใจของทัศนะของโป๊บฟรังซิส ต่อผู้ซึ่งแสวงหาจะใช้โอกาสความเป็นสันตะปาปาของท่านเพื่อโจมตีมิสซาดั้งเดิม  เรื่องนี้มีการเสนอในหนังสือพิมพ์อิตาเลียน IL Foglio ในบทความชื่อ  La messa antica non si tocca, il Papa gesuita spiazza ancora tutti (“ The old mass is not t be touched, the Jesuit Pope wrong-foots everyone” [spiazza…floors, shocks])

       ต่อไปนี้เป็นคำแปลของคุณพ่อฟินิแกนส่วนที่ตรงกับบทความซึ่งกล่าวถึงพระสังฆราชองค์อื่นๆที่ยกข้อกังวลกับพระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ และยังดำเนินการต่อไปในการแทรกแซงเกี่ยวกับมิสซาดั้งเดิม

       แล้วก็ถึงรอบของพระสังฆราชแห่งคอนแวรซาโนและโมโนโปลี  ดอเมนีโก ปาโดวาโน  ซึ่งระบุถึงนักบวชของสังฆมณฑลของเขาว่าความประสงค์ที่มาก่อน(กลุ่มคนที่น่าเสียใจอะไรเช่นนั้น)ของบรรดาพระสังฆราชทั้งหลายแห่งดินแดน ทาโวรีเอเร คือที่เป็นการอธิบายแก่พระสันตะปาปาว่า มิสซาในแบบจารีตเก่า ก่อให้เกิดการแบ่งแยกยิ่งใหญ่ภายในพระศาสนจักร  สมณสารที่กำลังใช้อยู่ คือ Summorum Pontificum ต้องถูกยกเลิกไป  หรืออย่างน้อย  จำกัดวงอย่างเคร่งครัด  แต่ท่านฟรังซิสตอบว่า ไม่.

       มองซิงยอร์ ปาโดวาโนอธิบายว่า ฟรังซิสตอบพวกเขาโดยกล่าวว่า พวกเขาต้องคอยระมัดระวังดูลัทธิสุดขั้วของกลุ่มดั้งเดิม แต่ ก็ตั้งข้อสังเกตว่า พวกเขาควรจะใช้ขุมทรัพย์ประเพณีและสร้างเงื่อนไขจำเป็น เพื่อว่า ประเพณีอาจจะสามารถดำเนินอยู่คู่กับนวัตกรรมใหม่ๆ  [ ถูกต้อง  และพวกเราสามารถแม้ถึงกับมีเอกสารที่กล่าวเรื่องนั้น !  มันน่าจะเรียก....อย่างไร ‘ เกี่ยวกับ.....Ecclesia Dei adflicta ?  ในเอกสารนี้ พระสันตะปาปาสามารถสั่งโดยอำนาจของอัครสาวกว่าให้พระสังฆราชทำเช่นนั้น ]

       นี่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ( มีใครสักคนหวังว่าโป๊บฟรังซิสบางทีจะ “ เลิกล้ม” Summorum Pontificum หรือ? [ เห็นชัดเลยพระสังฆราชเหล่านั้นคิดอย่างนั้น])  แต่เป็นการยืนยันที่น่าต้อนรับในสิ่งที่พวกเราทั้งหมดรอคอย    สิ่งหนึ่งที่กระโดดออกมาจากเรื่องนี้คือว่า บรรดาพระสังฆราชของดินแดนแห่งนี้ได้ตัดสินว่า ความต้องการหลักก่อนสิ่งใดอื่นของพวกเขา – ต้องสื่อสารกับพระสันตะปาปาในการเยือนแบบ ad limina ครบห้าปี  - จะได้โจมตี Summorum Pontificum (“priority”)  ลืมเรื่องการทำแท้ง  การทดสอบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเอ็มบริโอ  การผลักดันเรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกันทั่วยุโรป  การสูญเสียความเชื่อของคาทอลิกจำนวนมาก และความผิดพลาดในการสอนคำสอนและการประกาศพระวรสาร  เปล่า  ปัญหาใหญ่จริงๆคือจำนวนพระสงฆ์ที่สามารถทำมิสซาแบบเก่าได้อย่างถูกต้องนั้น น้อยลง  [น้อยก็จริงแต่งอกงามขึ้น  เป็นต้น ด้วยการแก้ไขทางตรรกะชีวศาสตร์ ทำให้เกิดเข้าเกียร์ได้ ]   ด้วยการให้สิ่งที่โป๊บฟรังซิสได้กล่าวเกี่ยวกับอันตรายของการเป็นศาสนจักรที่มีข้ออ้างอิงของตนเอง  พ่อสามารถมีมโนภาพได้อย่างดีว่าพระองค์ให้เสียงแหลมสั้นๆ [ เห็นภายในอย่างดี ]   บรรดาพระสังฆราชเหล่านั้นตกลงไปในกับดักของโป๊บฟรังซิสผู้ขุดหลุมพรางทำเป็นต่อต้านโป๊บเบเนดิกต์.

       ฟรังซิสพระองค์เองให้ตัวอย่างกับพวกเราในการอ่านโป๊บฟรังซิสผ่านโป๊บเบเนดิกต์                                                                                                                  ตอนนี้พ่อจะทวนซ้ำสิ่งที่พ่อได้เขียนหลังการเลือกโป๊บฟรังซิส  ส่งถึงคนเหล่านั้นที่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป กับสไตล์แตกต่าง (ภายนอก)ของโป๊บ องค์ใหม่

       รถถังนั้นมีเกียร์เดียว                                                                                                                                                                                                                            ถ้าคุณรู้สึกหมดหวังและไม่รู้ว่าจะทำอะไร   ถ้าคุณรู้สึกท้อแท้เพราะโป๊บฟรังซิสกำลังทำเรื่องแปลกแตกต่างออกไป                                                             โปรดจำไว้ว่า โป๊บเบเนดิกต์ นั้น ได้วางเงื่อนไขเพื่อการตัดสินไว้แล้ว                                                                                                                                            ถ้าคุณไม่ทราบว่าจะทำอะไร...

...จงปลดกงล้อการฝึกออก และหันไปขี่เจ้าจักรยานนั้นแทน                                                                                                                                                              คงทำให้บางอย่างเดินไปได้    ตอนนี้ ไม่ใช่เวลาที่จะลังเล   เดินหน้าไปเลย.



       
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ตำนานยิ่งใหญ่ วันกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า เมื่อ: เมษายน 16, 2014, 12:00:44 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง ตกใจ
                                                                   ตำนานยิ่งใหญ่ วันกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า
                                                      ความยุ่งยากใหม่ : ร่างเยซูหาย คูหาว่างเปล่าและทหารยามนอนหลับ

ผู้สร้างมโนภาพ : Padre Steve
Updated  15 April  2014

      นี่คือบทที่สามของส่วนสุดท้ายของชุดสามเรื่องต่อกันที่เราได้เขียนขึ้นเกี่ยวกับ Roman Centurion ที่มีนามว่า ลอนยีนูส - Longinus  ซึ่งอยู่ที่ไม้กางเขนเมื่อพระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขน(ในวันศุกร์)  เราได้พยายามสานทอตัวแสดงอื่นๆอีกหลายคนตามที่เล่าในพระวรสาร รวมถึงนายร้อยโรมันซึ่ง “คนรับใช้ที่รักของเขา “ ได้รับการบำบัดรักษาจากพระเยซูเจ้าตามข้อมูลที่ระบุในทั้งพระวรสารเล่าโดยท่านมัทธิวและท่านลูกา  ในคำบรรยายคำว่าคนใช้ ใช้คำว่า “pais” ก็จะพบเพียงในข้อมูลเหล่านี้และแตกต่างจากคำธรรมดาที่ใช้ในพระคัมภีร์ภาคพันธะสัญญาใหม่ที่ใช้ว่า “doulos”  ความแตกต่างนำไปสู่ความเข้าใจที่ทรงพลังมีอำนาจสูงยิ่ง เกี่ยวกับประชาชน ที่พระเยซูเจ้ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างงานของพระองค์ในโลกนี้

       สิ่งที่ยึดโยงบทที่เสนอมาก่อนนี้มีแสดงไว้ข้างล่าง  เราจะเขียนภาคจบของชุดไตรตำนานที่เราได้รับมโนภาพที่เกิดตามมากับบรรดาผู้ที่เรานำมาเล่าให้ฟัง  เหตุผลที่เราทำอย่างนี้ เพราะว่าเราเชื่อว่าคริสตชนหลายคนไม่สามารถมีมโนภาพว่าน่าจะรู้สึกอย่างไรกับทหารโรมันผู้ยึดครองยูเดอา ในสมัยที่มีคนเกลียดพวกเขาและมีการแบ่งแยกอย่างลึกซึ้ง  ทางด้านศาสนา  วัฒนธรมและการเมือง เกิดความยุ่งยากต่อชีวิตของนายทหารโรมัน เช่น Centurion – นายร้อยทหารโรมันที่ชื่อว่า Longinus “ 

       เสียงเคาะประตูห้อง ปลุกลอนยีนูสให้ตื่น ก่อนที่เขาหวังในวันหลังวันปัสกาของชาวยิว  บางทีเขากำลังหวัง-หวังมากว่าเรื่องเลวร้ายที่สุดผ่านไปแล้ว และหวังว่าในสองสามวันข้างหน้าคงสามารถพากองทหารของเขา กลับไปสู่ที่ตั้งเมืองเชซาเรอาห่างไกลจากนครเยรูซาแลมที่ยุ่งยากวุ่นวาย  เขาเหน็จเหนื่อยต่อหน้าที่นี้และโหยหางานในหน้าที่แบบเป็นงานทหารกองพันจริงๆพร้อมกับทหารโรมันทั้งกอง   เขาขยี้ตาไล่ความง่วงออกไปและเดินตรงไปที่ประตูของกองบัญชาการในปราการ อันโตเนีย  พอเปิดประตูก็เจอ ออบตีโม คนของเขา ซึ่งเป็นผู้บังคับการรองจากเดชีอูส  ด้วยลักษณะท่าทางตื่นตระหนกปรากฏบนใบหน้าของเขา.

       เขาเชิญนายทหารหนุ่มเข้ามาในห้องและนั่งเก้าอี้ข้างโต๊ะ  ทั้งสองก็เหมือนนายทหารอื่นๆที่เคยมีประสบการณ์ที่สามารถอธิบายได้คล่องชัดเจน  เหตุการณ์บางอย่างทำให้ลอนยีนูสตกอยู่ในอาการที่ผู้ช่วยเขาไม่คุ้นเคยนัก

       ลอนยีนูสหยิบขวดเหล้าองุ่นมาและรินน้ำองุ่นใส่ลงในสองถ้วย  หลังจากพากันจิบเหล้าแล้ว เขาได้ถามเดชีอูสว่าอะไรทำให้ผู่ช่วยของเขารีบร้อนและท่าทางตกใจที่มาอยู่ในกองบังคับการของเขาตอนนี้ ก่อนวันเวลาทำการจะเริ่มเสียด้วย  นายทหารหนุ่มถอดหมวดเหล็กของเขาออก เผยให้เห็นปอยผมสีน้ำตาลเจือสีทองซึ่งเป็นลักษณะปกติของคน Tyrol จากภาคเหนือของอิตาลี  และเริ่มเล่าเรื่องเกือบเหลือเชื่อ  เขาอธิบายว่า มีความยุ่งยากที่คูหาฝังศพของนักเทศน์เร่ร่อนที่ชื่อเยซูคนนั้น.

      ทหารยามสองนายจากหน่วยทหารของเขา ที่ได้เข้าเวรแทนผลัดที่แล้วที่คูหา เห็นชัดว่าเผลอนอนหลับไปทั้งสองคน  และก็เกิดมีการบุกรุกเข้าไปในคูหา   พวกเขาอ้างว่าพวกเขาถูกบังคับให้ยอมจำนนเมื่อร่างที่เหมือนเทวดาลอยลงมาต่อหน้าพวกเขา และสตรีบางคนที่เคยอยู่ที่บริเวณตรึงกางเขนก่อนนั้นก็ปรากฎมาด้วย  เรื่องดูเหมือนผิดปกติวิสัย แต่ลอนยีนูสไม่เชื่อว่าพวกเขาเผลอนอนหลับไปจริงๆในหน้าที่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นโทษที่ได้รับก็คือประหารชีวิต  ที่เพิ่มเติมความวุ่นวายก็คือรายงานว่า สองคนในกลุ่มศิษย์ของนักเทศน์ มีข่าวว่าได้เข้าไปในคูหา และได้ประกาศว่าร่างของนักเทศน์นั้นหายไปเช่นเดียวกับพวกสตรีที่อยู่ตอนมีการตรึงกางเขนด้วย  ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ แต่เป็นแสงแห่งความแปลกประหลาดของคนนั้นและการตรึงกางเขนเขา   ลอนยีนูสสั่งให้เดชีอูสนำทหารสองคนนั้นมาหาพร้อมกับจ่ากองร้อยยาม ให้มาอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นจริง.

      ทหารสองนาย หนึ่งนายเป็นชาวซามาริตันและอีกหนึ่งนายเป็นชาวกรีก มีชื่อเสียงดีมากในหน่วย  และไม่เคยก่อเหตุใดๆให้กังวลแต่ตอนนี้เกิดการตื่นกลัวบนใบหน้า เมื่อพวกเขามาอธิบายว่าอะไรเกิดขึ้น เป็นเหตุผลที่ลอนยีนูสเชื่อพวกเขา  ใช่ มันเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะโกหกแต่ลอนยีนูสเชื่อเรื่องที่พวกเขาเล่า  แต่ Centurion ได้ขู่พวกเขาและสัญญาจะลงโทษสถานเบาถ้าเพียงพวกเขาบอกความจริง  แต่ แม้จะสัญญาอย่างนี้ พวกเขาก็ยังยืนหยัดเล่าเรื่องฝ่าฝืนกฎหมายนี้

       ลอนยีนูสไม่ใช่ผู้เชื่อมากมายในเรื่องอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ เทวดานางฟ้าหรือการเล่นกลลวงชนิดใดๆที่ป้อนเข้ามาจากผู้อ้างว่าเห็น นักมายากลหรือหมอดูทั้งหลาย  ที่ อย่างกรณีที่นี่ เขากำลังเชื่อเรื่องพิลึกพิลั่น เพราะว่าหากไม่เชื่อก็จะหมายถึงว่ามีการขัดคำสั่งที่ผิดวินัยร้ายแรงโดยทหารชื่อเสียงดีสองนาย  เขามีทหารบางคนที่เขาไม่อยากจะเชื่อแม้แต่กระผีกริ้นถ้ามาเล่านิทานเช่นนั้น แต่เขาเชื่อทหารสองนายนี้ ความตกใจกลัวบนใบหน้าของพวกเขาขณะที่เล่าเรื่อง ทำให้ลอนยีนูสเชื่อมั่นว่าพวกเขากำลังพูดความจริงฟังดูแล้วอาจเป็นไปได้.

       ลอนยีนูสคิดอีกถึงคำพูดของเขาขณะที่ความมืดโรยตัวเข้าคลุมเมืองและแผ่นดินสั่นไหวเมื่อนักเทศน์แขวนห้อยตายบนไม้กางเขน บนเนินเขาชั่วร้ายสองวันก่อนนั้น  ลอนยีนูสไปที่ที่ทำการของปีลาตูส เมื่อเขาและบรรดานายร้อยอื่นๆ รวมเพื่อนของเขาที่ชื่อฟลาวีอูส เป็นผู้ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมกับพระสงฆ์ใหญ่ พร้อมกับบรรดาสมาชิกตัวแทนและคนของเฮโรดอีกสองคน

       การประชุมครั้งนั้นเตือนจิตใจของเขาให้นึกถึงการประชุมพวกอาชญากร  พระสงฆ์ใหญ่และสมาชิกสภาผู้แทนต่างโกรธเกรี้ยว และคนสนิทของเฮโรด ส่งเสียงแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการหย่อนยานของทหารโรมันที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น  ลอนยีนูสพูดปกป้องทหารของเขาและกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ตามที่เกิดขึ้นว่า เขาเชื่อคำบอกเล่าของทหารของเขา  คำพูดแบบนั้นทำให้กลุ่มคนที่มิใช่โรมันโกรธยิ่งขึ้น  เขาเกือบจะคิดว่าพวกเหล่านั้นกำลังทำให้ปีลาตูสตกอยู่ในช่วงเวลาเสแสร้งอะไรสักอย่าง เพื่อบีบบังคับปีลาตูสให้ยอมตามการต่อรองของพวกเขา   พวกเขายืนยันว่าทหารของลอนยีนูส หลับยามและ/หรือว่าได้สมคบคิดกับศิษยานุศิษย์ของนักเทศน์มานำร่างของนักเทศน์ออกไปจากคูหา  คำกล่าวหานี้ทำให้ลอนยีนูสโกรธถึงจุดที่ว่า เขาได้เข้าไปแทรกแซงให้หยุดการโวยวายกล่าวหา เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของคนของเขา  ที่สุด ปีลาตูสสั่งให้ทั้งลอนยีนูสและพระสงฆ์ใหญ่หยุดพูด   เขาสั่งให้คนที่มิใช่ชาวโรมันออกไปข้างนอก และพูดคุยกับลอนยีนูสและนายทหารคนอื่นต่อไป.

       ปีลาตูสอธิบายถึงสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกของเขา  เขากลัวว่าถ้าเขาไม่ฟังความเห็นของพระสงฆ์ใหญ่โดยสนับสนุนทหารของเขา ก็อาจจะทำให้เกิดการลุกฮือจลาจลตามท้องถนน  เขาได้เห็นความชุลมุนวุ่นวายตามท้องถนนมาแล้วจากฝูงชนผู้สนับสนุนพระสงฆ์ใหญ่ เมื่อเขาพยายามจะปล่อย     “ กษัตริย์ของชาวยิว” และรู้สึกว่าครั้งนี้อาจจะเลวร้ายกว่าอีกสำหรับการรักษาความสงบเรียบร้อย  เขาได้แนะนำบรรดานายร้อยโรมัน Centurion ว่า ขณะที่เขาไม่มีเหตุผลที่จะสงสัยพวกเขาหรือคนของพวกเขาว่า เขาสามารถปิดปากพระสงฆ์ใหญ่และเฮโรด เพื่อจะหลีกเลี่ยงความยุ่งเหยิง ความยุ่งเหยิงที่อาจทำให้เขาสูญเสียตำแหน่งหน้าที่ถ้าเขาไม่ระมัดระวัง  นอกจากนั้น เขาไม่รู้สึกว่าเขามีกำลังทหารพอในเมืองที่จะจัดการกับการลุกฮือปฏิวัติเต็มรูปแบบและว่า เขาควรจะเรียกเอากำลังเสริมจากกองทหารที่ตั้งฐานในซีเรีย อะไรบางอย่างที่เขาไม่ชอบที่จะทำ เพราะเรื่องดังกล่าวอาจจะไปถึงพระจักรพรรดิ

       ลอนยีนูสหวนกลับไปคิดถึงวันประหารชีวิต  ปีลาตูสยินยอมจัดหน่วยรักษาการณ์ที่คูหาตามคำเร่งเร้าของพระสงฆ์ใหญ่  ลอนยีนูสได้โต้แย้งในการวางกำลังทหารที่คูหาเนื่องจากเขารู้สึกว่า โดยที่” กษัตริย์ของชาวยิว “ ตามที่พวกเขาเรียกนั้นคือ” บุตรของพระเจ้า “ ได้ตายไปแล้ว หน้าที่ของโรมจึงสิ้นสุดไปแล้ว  เรื่องทั้งหมดนี้เต็มไปด้วยกลิ่นไอของการเมือง

      ลอนยีนูสถูกบังคับจากปีลาตูส ซึ่งได้อธิบายว่าทหารโรมันมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลรักษาคูหา เพราะว่าพระสงฆ์ใหญ่ซึ่งลอนยีนูสเกลียดมากพอๆกับปีลาตูสยืนยันว่าบรรดาผู้เชื่อพระเยซูอาจจะพยายามขโมยร่างของพระองค์ แล้วไปประกาศว่าพระองค์ฟื้นจากความตาย เพื่อนำการกบฏต่อต้านสภาเฮดรินและในที่สุดก็ต่อต้านโรมนั่นเอง.

       ที่เพิ่มจากกาน้ำขนาดใหญ่ของเหล่าแม่มดยูเดอา ก็คือการปรากฏตัวของเฮโรด อันตีปาส  “ กษัตริย์” ที่พุงพลุ้ยและคอรัปชั่นของยูเดอา   ถ้าลอนยีนูสเกลียดชังปีลาตูสและไกยาฟาส เขาก็เกลียดทั้งเฮโรดและทุกคนที่เฮโรดสนับสนุน  มันทำให้เขาประหลาดใจว่าทำไมชีวิตและทรัพย์สินของโรมัน ถูกใช้ไปเพื่อแก้ปัญหาของดินแดนที่พระเจ้าลืมผืนนี้ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะยังสับสนวุ่นวายอีกสองพันปีต่อจากนี้ถ้าโลกยังอยู่จริง  ลอนยีนูสเชื่อว่า นานตราบเท่าที่โรมอนุญาตให้พระสงฆ์ใหญ่และเฮโรดปกครองดินแดนโดยตัวแทนนั้นความยุ่งยากทั้งหลายคงไม่จบลง  เขาเชื่อว่ามันเป็นเรื่องของเวลาก่อนที่ประชาชนเหล่านี้ นำโดยพวกคลั่งไคล้หัวรุนแรง อาจก่อการกบฎเหมือนกับที่พวกเขาทำมา ต่อต้านพวกราชวงศ์มาเซโดเนียเกือบสองร้อยปีก่อนนั้น  เขาทราบว่าถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้น โรมจะบดขยี้การกบฏและจะไม่ปล่อยให้บ้านแม้แต่หลังเดียวเหลืออยู่  เขาเกลียดการยึดครองแบบนี้และทั้งหมดที่มันแสดงให้เห็น  เป็นต้น เมื่อเขาได้เห็นคนดี คนบริสุทธิ์ ถูกฆ่าโดยไม่มีเหตุผลสมควรกว่าการเมืองเรื่องทั้งหมดนั้น  มันทำให้เขาเศร้าใจ

       ปีลาตูส เมื่อได้อธิบายการตัดสินใจของเขาให้ลอนยีนูสและ Centurion อื่นๆฟังแล้ว ตอนนี้เขาได้เรียกพวกที่ไม่ใช่คนโรมันที่กำลังโกรธเกรี้ยวกลับเข้ามาในการประชุม  เขาได้บอกพระสงฆ์ใหญ่และคนของเฮโรดว่า เขาจะสอนวินัยแก่ทหารที่เกี่ยวข้องและจะช่วยพวกเขาหาว่าพวกไหนมาย้ายศพจากคูหา  ในเวลาเดียวกันเขาจะสั่งให้ยุติเรื่องใดๆที่มาจากทหาร เกี่ยวกับ การที่ถือกันว่ามี “ การฟื้นคืนชีพ “ นั้น.

       พระสงฆ์ใหญ่และคนของเฮโรดยินยอมว่าแค่นี้ก็พอแล้วและขอบคุณปีลาตูสสำหรับการเสียสละเวลาและความพยายามของเขา  ลอนยีนูสและนายทหาร centurion คนอื่นเดือดพล่านอย่างเงียบๆขณะที่เรื่องนี้ดำเนินไป  เมื่อกลุ่มมิใช่โรมันจากไป ปีลาตูสทำให้บรรดานายทหารมั่นใจว่า จะไม่มีปฏิบัติการณ์ใดต่อทหารทุกคน และ ว่า เขาจะไม่ช่วยพวกยิวในการหาตัวผู้สอดแทรกเข้ามาในเหตุการณ์ที่ว่านั้น  จากนั้นเขาบอกให้นายทหารทราบว่าพวกเขาควรอยู่ในนครเยรูซาแลมอีกสักหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้นักแสวงบุญจำนวนมหาศาลออกจากเมืองไปก่อน แล้วจึงกลับไปเมืองเชซาเรอา  ลอนยีนูสคิดได้และในช่วงเวลาสั้นๆชื่นชมการตีสองหน้าของปีลาตูส   ปีลาตูสนักการเมืองชั้นยอด อีกครั้งที่พบวิถีทางถอดชนวนสถานการณ์  มากเท่าที่เขาจะเกลียดงานนี้ แต่ยังดีกว่าพยายามจะทำที่เป็นการก่อให้เกิดการกบฏเพิ่มพูนขึ้นเต็มรูปแบบ โดยมีทหารโรมันจำนวนน้อยมากในนครเยรูซาแลม.

       ลอนยีนูสจากไปพร้อมกับทหารอื่นๆ และได้พบเดชีอูสและฟลาวีอูส พวกเขาก้าวเข้าสู่สนามของปราการ เขารู้สึกไม่สบายใจมากกับข้อตกลงที่ปีลาตูสทำกับพระสงฆ์ใหญ่และเฮโรด   เขารู้สึกว่าเขาทำให้กองทหารและหน่วยทหารในบังคับบัญชาของเขาเสื่อมเสียเกียรติยศ เพราะเห็นแก่การเอาแต่ได้ทางการเมือง  เขารู้สึกอับอายต่อจักรภพสำหรับเรื่องที่ปีลาตูสได้ทำในการร่วมมือกับประชาชนเหล่านั้นตั้งแต่ต้นจนจบตลอดงานนี้  เขาจะไม่ลืมเลย

       คืนนั้น  เขารู้สึกจำเป็นต้องเดินไปที่คูหาว่างเปล่ากับฟลาวีอูส  ในความมืด เขาทั้งสองมองเข้าไปในที่ฝังศพโดยใช้แสงตะเกียง  พวกเขายังเห็นผ้าขาวห่อศพกองอยู่ในที่ที่ถูกวางไว้  หินก้อนใหญ่มหึมาถูกกลิ้งเลื่อนออกไป และตราประทับที่วางไว้บนหินก้อนนั้นถูกทำลาย  พวกเขามองหาประจักษ์พยานสักอย่างที่แสดงว่าทหารยามนอนหลับแต่ไม่สามารถหาพบเลย  และทั้งไม่เห็นว่าผู้ใดจะสามารถมาขโมยร่างผู้ตายแล้วนำไปไกลโดยไม่มีใครสังเกตเห็น  โดยที่มั่นใจในสิ่งที่เขาทั้งสองได้เห็น พวกเขาก็เลยนั่งลงในคูหานั้น

      พวกเขานั่งเงียบๆและงงสุดๆ  ที่สุดลอนยีนูสถามฟลาวีอูส “ ผู้กองเชื่อในพระยิวองค์นี้  ผู้กองคิดอะไร ?” ฟาวีอูสนั่งชั่วครู่ จ้องมองเงียบๆไปที่กำแพงหินของคูหา  ที่สุดเขาพูดออกมาว่า “ เพื่อนรัก  ผมเชื่อมีบางสิ่งที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับชาวกาลิลีเมื่อเขารักษาโรคให้คนใช้ของผม  แม้ผมจะเชื่อว่าเขารู้ว่าคนใช้ของผมเป็นอะไรที่มากกว่าคนใช้ของผม “

      ลอนยีนูสคิดครู่หนึ่ง พูดว่า “ เช้าวันศุกร์ผมน่าจะบอกผู้กองว่าเขาเป็นคนปกติธรรมดา แต่อาจเข้าใจว่าเป็นคนยิว  คืนนี้ผมไม่รู้ “ เขาชงัก “ บางทีเขาเป็นบุตรของพระเจ้า หรืออะไรก็ได้แบบที่ผมพูดบนเนินเขาลูกนั้น “ “ ผมเชื่อว่าเขาเป็นพระเจ้าชนิดหนึ่งนะเพื่อน พระที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งหมดได้ “   ฟลาวีอูสตอบ  “ เพื่อนรัก จริงๆแล้ว ผมไม่รู้ว่าจะเชื่อต่อไปอีกหรือเปล่า  เราออกไปจากที่นี่กันเถอะ และกลับไปที่แอนโทเนีย  อย่างน้อยเราจะได้ดื่มกันที่นั่น “

       ลอนยีนูสมองที่พื้นตรงที่ร่างผู้ตายถูกวางไว้  ในแสงสลัวเขาได้สังเกตุอะไรสักอย่างที่เป็นหนามๆ  เขาย่อตัวลงและหยิบเอามงกุฎหนามที่เคยวางบนศีรษะของขาวคาลิลีขึ้นมา  ฟลาวีอูสมองเขาและกล่าวว่า      “ มงกุฎนี่  มันเกิดอะไรจึงถูกทิ้งไว้ตรงนี้ “  “ เหมาะพอดี  เราควรเอาไปเก็บไว้ดีไหม?  ใครเล่ามีคุณค่าจะสมควรได้สวมสักวันหนึ่ง ?” ลอนยีนูสตอบ

       “ อาจเป็นเช่นนั้น อาจเป็นเช่นนั้นเพื่อน  แต่ผู้กองอาจเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงเขาก็ได้ “  “ ไม่ดอก  ตัวผู้กองเก็บไว้เถอะ  ผมมีเลือดของคาลิลีคนนี้ที่แหลนของผมแล้ว  นั่นพอสำหรับเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผม “  ลอนยีนูสส่งมงกุฎหนามให้ฟลาวีอูส แล้วทั้งสองเดินเข้าสู่ความมืดผ่านออกไปจากคูหา  ทางเดินของเขาได้แสงสว่างจากตะเกียงของพวกเขา
พวกเขาเดินกลับไปที่ป้อมปราการ และเข้าไปที่สโมสรเครื่องดื่มในห้องอาหารของนายทหาร และพนักงานบาร์รินเหล้าเอลให้คนละถ้วย  เขาดื่มเล็กน้อยก่อนเวลาเย็นจะผ่านไป  ฟลาวีอูสเดินจากไปต่อหน้า  แต่ตัวเขายังคงอยู่คนเดียวอีกหลายชั่วโมง แล้วจึงไปที่ที่พำนัก นอนลงหมดเรี่ยวหมดแรงและยังงงจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสองสามวันดังกล่าว.

          การสร้างมโนภาพของ Padre Steve ทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราววันมหาทรมานและการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสตเจ้าได้เป็นอย่างดี  เป็นต้น  จากเหตุการณ์ที่เป็นกรณีแวดล้อมที่อ่านจากพระวรสาร คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เราเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของการไถ่บาปมนุษย์ของพระบุตรของพระเป็นเจ้า   การนำเหตุการณ์จากมโนภาพที่ผู้ประพันธ์เรื่องนำมาถักทอเล่าให้เราฟังนี้  ย่อมทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถึงงานของพระบุตรที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ยอมทนทรมานและถูกประหารโดยการถูกตรึงบนไม้กางเขน  โปรดอ่านทบทวนเพื่อประกอบพระวรสารที่สานุศิษย์ของพระองค์นำมาเล่าใหhเราได้ฟัง  เมื่อประกอบมโนภาพของ Padre Steve เข้าไป  ก็จะเห็นถึงมหาทรมานของพระองค์แจ่มชัดยิ่งขึ้น  ทำให้เรารู้ซึ้งว่า อะไรคือต้นเหตุการถูกตรึงกางเขนขององค์พระบุตร สุดที่รักของพระบิดาและพระจิตเจ้า  - ครับ.

                                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                         Semper  Vigilo  Paratus  et  Fidelis

                                                                                       Alan  Petervich   
   
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: เมษายน 15, 2014, 03:24:07 PM
 ยิ้ม ฮืม ตกใจ

หน้า  5

ไม่ใช่ลาตินแบบในตำราเรียน  เคซีกำลังพูดภาษาลาตินของจักรพรรดิเซซาร์  สมบูรณ์ที่สุด  คล่องไหลลื่นจริงๆ

ในฐานะเป็นแพทย์และนักประวัติศาสตร์  โกลด์แมนคิดได้ทันทีว่า ภาษาที่เขากำลังได้ยินนั้นเป็นอะไรบางอย่างที่นักภาษาศาสตร์ลาตินชั้นสูงไม่กี่คนสามารถพูดได้ง่ายๆแบบนั้น
 
โกลด์แมนรู้จักชื่อพวกเขาทั้งหมด – แต่ไม่มีชื่อโรเมนเป็นคนหนึ่งในรายชื่อนั้น

เขาก้มลงใกล้อีกและนิ่งฟัง  ตาสองข้างของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ  และแล้วเขาผงกศีรษะอย่างช้าๆเมื่อเข้าใจในที่สุด....

เวลาที่โทรศัพท์เรียกแลนดรี้ส์มาถึงแล้วก็ผ่านไป  โกลด์แมนยังคงนั่งและฟังคำพูดของชายที่นอนบนเตียงคนไข้

ฟังไปและประหลาดใจไป....
                                                                                  บทที่  สอง

ร้อยเอกโกลด์แมนนั่งข้างๆเตียงของคนป่วยที่ป้ายรหัสระบุว่า “ เคซี โรเมน “   เฝ้าดูคนป่วยของเขาและฟังเสียงเครื่องปรับอากาศส่งเสียงหึ่งเพื่อช่วยระงับความร้อนของคืนนั้น เครื่องปรับอากาศในเขตสงคราม เวลาเดินไปเรื่อยๆ  .....โกลด์แมนก็นั่งเงียบๆ  เป็นครั้งคราวจะเงยหน้าดูตัวเลขต่างๆในหน้าปัทม์ของเครื่องวัดชีวิตของผู้รับบาดเจ็บบนเตียง   สิ่งไม่น่าจะเป็นจริงโดยมิได้คำนึงถึงเวลาแขวนอยู่ในห้องเหมือนดนตรีประหลาดที่หยั่งถามเลียบขอบความนึกคิดของแพทย์   เสียงเพลงจากวงซิมโฟนี่ที่กระแทกกระทั้นแห่งเทพที่รับไม่ได้ซึ่งส่งเสียงเครื่องปรับอากาศหึ่งๆ – เสียงเปรี๊ยะ เสียงหายใจรัวๆ – ของชายที่ชื่อเคซี และแทรกเข้ามาเป็นครั้งคราวด้วยเสียงระดมยิงกระสุน พร้อมๆกันของหมวดปืนใหญ่ซึ่งระเบิดด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหวบนภูเขารอบๆเพื่อคลำหาตัวข้าศึกเวียตกงที่มองไม่เห็นตัวซุ่มล้อมอยู่แถวๆรอบบริเวณนั้น

ความไม่สะดวกคลุมเครือทำให้แพทย์รำคาญ.....ประหนึ่งว่ามันอยู่ในห้องนั้นด้วย

ขณะที่เฝ้ามองร่างที่นอนนิ่งบนเตียง  โกลด์แมนปล่อยให้ความนึกคิดของเขาหวนระลึกถึงเหตุการณ์ในวันและคืนที่ผ่านมา   วุ่นวายและงุนงงกับสิ่งที่ออกมาจากปากของเจ้ามนุษย์ประหลาดผู้นี้ ซึ่งทั่วร่างของเขาปรากฏว่าคลุมด้วยแผลเป็นมากมายซึ่งบาดแผลดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นบาดแผลฉกรรจ์ทั้งนั้น....เท่าที่ดู จากบาดแผลดังกล่าว เขาไม่น่ามีสิทธิเอาชีวิตรอดอยู่ได้เลย

เคซีขยับตัวเล็กน้อยคล้ายกับกำลังฝัน   เสียงหายใจระรวยช้าลง  โกลด์แมนจับตามองที่หน้าของคนที่กำลังหลับ  และแล้วความชัดเจนที่เห็นโทนโท่ก็ปรากฏขึ้นในความสำนึกของนายแพทย์

ฉันรู้จักแก  เขากระซิบเบาๆเข้าไปในสมองคนป่วย  ฉันรู้ว่าแกคือใคร   มีตำนานเล่าขานเขียนเกี่ยวกับ “ คนที่ต้องรอ “   ฉันรู้ว่า แกคือเจ้าคนนั้น  รู้ว่าแกเป็นคนหนึ่งที่รอการกลับมา  ใช่แล้ว  จ่าชั้นหนึ่ง เคซี   โรเมน  ฉันรู้แกเป็นใคร.

เขามิได้เตรียมคำที่ถูกต้องทั้งหมดจริงๆ    แต่เมื่อต้องพูด  มันออกมาชัดเจนและดัง  มันคล้ายกับเสียงสาดเอาก้อนน้ำแข็งเข้าใส่ความนึกคิดของเขา

“ คุณรู้จักฉัน รู้จักฉันรึ?  คุณคิดจริงๆหรือว่าคุณรู้จักฉัน หมอ ?”

เคซีลุกขึ้นนั่งตัวตรงบนเตียง  เปลือยตั้งแต่เอวขึ้นไป  ภาพที่น่าใจหายในห้องคือภาพของร่างที่เต็มด้วยแผลเป็น  แต่ มันไม่ใช่แผลเป็นที่จับความสนใจของนายแพทย์  แต่เป็นดวงตาของเคซีต่างหาก   มันมีพลังทั้งครบเหนือโกลด์แมน   เขาไม่สามารถฉีกตัวออกจากการจ้องที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ 

“ หมอคิดจริงๆหรือว่าหมอรู้จักฉัน – และรู้ว่าฉันเป็นอะไร ? อย่างนั้นเข้ามาใกล้หน่อยซิ หมอ  และดูซิว่าไม่มีใครผู้ใดนอกจากฉัน ที่เห็นมาสองพันกว่าปีแล้ว ! “

สะกดจิต....จิตใจของโกลด์แมนบอกเขาว่ามันเป็นอำนาจสะกดจิตในตาของคนป่วย  อำนาจที่เขาไม่สามารถฉีกตัวออกจากมัน  แต่ แม้ในการคิด จิตใจของเขาก็ยังแตกแยกออกไป   ส่วนหนึ่งตื่นระวังและรู้ถึงความจริงว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น  อีกส่วนหนึ่ง ลึกกว่า คือเสียงสั่งการของเคซีที่บังคับด้วยดวงตาที่ร้อนขึ้นๆ  เอกภาพในสมองของโกลด์แมนเขาไม่สามารถแยกออกได้อีก  เขารู้สึกตัวเองถูกลากไปด้วยดวงตาทั้งสองข้างของเคซี  รู้สึกว่าตัวเองกำลังตกลงผ่านเหล่าก้อนเมฆแห่งหมอกที่กำลังคลายตัวออกไป

มีการหยุดชั่วคราวเมื่อโกลด์แมนรู้สึกตัวเองกำลังตกจากระนาบความจริงอย่างหนึ่งไปสู่อีกอย่างหนึ่ง  เมื่อเขาสามารถเห็นตึกรามวิ่งเข้ามาใกล้  ประหนึ่งเขาอยู่ในเครื่องบินที่บินลงต่ำเพื่อลงจอด  รายละเอียดสับสนไปหมด.....ถนนสกปรก  กำแพงอิฐ...ถนนราดหินอย่างดี... กำแพงหิน...อาคารพื้นหลังคาเรียบ...ถนนแคบๆ .  .  . ก้อนหิน  ก้อนหิน  ก้อนหิน .  .  . ความรู้สึกนิรันดรประหนึ่งว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่นี่ มาก่อนการเริ่มเวลา และคงจะเป็นตรงนี้ชั่วนิรันดร. . . ต้นไม้. . .ป่ามะกอกเล็กๆ . . . พื้นดินที่กำลังสูงขึ้น . . .
 
   


                                                                                                                 









       
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: ตำนานเล่าขาน เหตุเกิดวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ! เมื่อ: เมษายน 13, 2014, 09:20:55 PM
 ยิ้ม ฮืม

      นี่เป็นบทความแรกของเรื่องชุดวันศุกร์ใหญ่ วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์และวันอาทิตย์ปัสกา ที่ผมเขียนปีที่แล้วและกำลังเขียนอีกปีนี้  มันคือเรื่องที่ผมสร้างภาพว่า นายทหารแห่งกองทหารโรมันผู้ปฏิบัติงานดูแลการตรึงกางเขนพระเยซูเจ้าต้องปฏิบัติตอนนั้น  Centurion ตามที่ศาสนจักรเล่ากันมีชื่อว่า ลอนยีนูส ซึ่งต่อมาได้กลับใจเข้าสู่ความเชื่อคริสตศาสนาและมีเรื่องราวบางแห่งว่าเขาตายเยี่ยงมรณสักขี  ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล่าขานตกทอด แต่ยังคงเป็นเรื่องของลอนยีนูส นายทหาร Centurion ที่จูงใจผมว่าเป็นประหนึ่งใครบางคนที่รับใช้ในการทหารเป็นเวลาหลายปีและขึ้นสู่ตำแหน่งนายทหารควบคุมระดับกองร้อยในกองทัพโรมัน  เมื่อจบตอนนี้  ผมจะเขียนต่อไปอีกสองตอน เกี่ยวกับเรื่องของวันเสาร์และวันอาทิตย์

       มันเป็นวันน่าอัปยศวันหนึ่งในชีวิตของ Centurion ลอนยีนูส   โดยที่ได้รับมอบหน้าที่ให้ดูแลบังเกอร์ที่กำลังประสพความยุ่งยากของมณฑลยูเดอา เขาบังคับบัญชาทหารหน่วยเล็กๆที่ประกอบด้วยทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่เป็นชาวซามาเรียและบางนายเป็นชาวซีเรีย  คิดดูก็ได้ว่าเขาคงปรารถนาจะบังคับบัญชาทหารชั้นเยี่ยมที่เป็นหมู่ทหารอิตาลีหรือกองพันยุโรปที่ประจำอยู่ในซีเรียใกล้ๆมากกว่า โดยปกติ  เขาและคนของเขาจะตั้งประจำอยู่ในเมืองรวมกำลังพลที่โรมันตั้งไว้คือเมืองเชซาเรอาเมืองชายฝั่งเมดิเตอเรเนียนของยูเดอา  แม้ทหารของเขามิใช่ทหารชั้นดี แต่สถานที่ดังกล่าวก็ไม่เลวนักถ้าจะเทียบกับลักษณะน่าพอใจ เป็นต้นในยูเดอา

      อย่างไรก็ดี  พันธกิจของวันนี้เป็นการมอบหมายที่ขาดรสนิยมอีกครั้งหนึ่ง ไกลจากเชซาเรอา (กองบัญชาการทหารโรมันในยูเดอา) หลังกลับจากงานที่ยุ่งยากวุ่นวายเสมอของนครเยรูซาแลม  โดยที่งานฉลองระลึกวันเปลี่ยนผ่านหรือ passoverของยิว กำลังใกล้เข้ามา และเพื่องานนี้นี่เอง นักจาริกแสวงบุญชาวยิวจำนวนหลายพันจากทั่วโลกเข้ามาอยู่ในนคร และในเมืองนี้นี่เองก็จะเกิดความยุ่งยากยิ่งใหญ่เสมอมา  ลอนยีนูสได้ยินข่าวแพร่หลายในกองบัญชาการว่า ความตึงเครียดในเยรูซาเลมกำลังเพิ่มสูงขึ้น จากการปรากฏตัวของนักเทศน์ที่เดินเที่ยวเทศนาจากกาลิลี ซึ่งตามการข่าวของหน่วยงานตัวแทนและสายลับในเมืองกล่าวหาว่าได้บำบัดรักษาคนป่วย  ฟื้นชีวิตให้คนตายและทำให้คนตาบอดแลเห็นได้  เป็นที่แจ้งชัดว่า ท่านผู้นี้ได้กวนทุกสิ่งทุกอย่างในการมาเยือนครั้งแรก ด้วยการขับไล่พวกแลกเปลี่ยนเงินตราออกจากพระวิหาร ลอนยีนูสเองก็รู้สึกพิศวงเรื่องนั้น  เยซูคนนี้ช่างใจกล้าจริงๆ  โดยที่ทางโลกและรสนิยม ลอนยีนูสไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับความคลั่งไคล้เรื่องศาสนา  ยิวหรืออื่นๆ  เขาเพียงหัวเราะหึๆเมื่อคิดถึงคนบ้านนอกบางคนก่อเหตุในวิหารและขยะแขยงผู้สูงเกียรติทางศาสนาของยิว

       เขานำกองทหารของเขาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของทหารผสม ซึ่งจัดการรักษาความปลอดภัยสำหรับปอนซีอูส ปีลาตูส ผู้แทนของจักรพรรดิ   เขาจำพันธกิจก่อนนี้ที่ปีลาตูสให้กองทหารรักษาพระองค์จักรพรรดิจัดภาพของเซซาร์ประหนึ่งพระเจ้าติดตั้งนอกป้อม Fort Antonia ใกล้กับวิหารยิว เลยก่อให้เกิดการจลาจล และปีลาตูสสั่งให้หน่วยทหารรักษาพระองค์เดินทางกลับฐานทัพที่เชซาเรอา ภายใต้การคุ้มกันอย่างหนักในวันต่อมา  คราวนี้เกิดกบฏคนหนึ่งชื่อบารับบาส ซึ่งทำให้ความยุ่งยากวุ่นวายไม่สามารถสงบลงได้ และปีลาตูสตัดสินให้ประหารชีวิตหัวหน้ากบฏคนนี้  แต่ครั้นแล้วสภาสูงยิวได้นำคดีใหม่มาให้ปีลาตูส  คดีของนักเทศน์เร่ร่อนที่ชื่อเยซูแห่งนาซาแรธ  มันดูเหมือนสำหรับลอนยีนูสและ centurion คนอื่นเสนอความเห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นเรื่องความไม่ลงรอยกันเล็กน้อยทางศาสนา ที่ชาวโรมันไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย  อย่างไรก็ดี  ปีลาตูสได้รับคดีนี้เพราะกลัวการคุกคามงานของเขาถ้าอนุญาตให้มี “กษัตริย์” อีกองค์ดำรงอยู่  ทั้งนั้นก็ดี ปีลาตูสได้พบว่าเยซูคนนี้ไม่มีความผิด แต่ถูกจับตามแรงกดดันของม๊อบยิว  แม้ทำเป็นไม่รับรู้คำขอร้องของคลอเดียภรรยาของเขาให้ไว้ชีวิตนักเทศน์  ปีลาตูสเป็นนักการเมืองแบบอย่างและตัดข้อตกลงซึ่งอนุญาตให้กษัตริย์เฮโรด สภาซานเฮดริน และตัวเอง รับคำร้องของผู้เลือกตั้งกลุ่มต่างๆ หรือในคดีของปีลาตูสเจ้านายของพวกเขา ที่จะยุติปัญหาของเยซูชาวนาซาแรธครั้งนี้และตลอดไป.

       หนึ่งวันก่อนฉลอง Passover คนหนึ่งในคนของนักเทศน์เองพาตัวเข้าไปในสภาเพื่อรับเหรียญเงินขี้ปะ   ติ๋วเพียง 30 เหรียญ  เพียงแค่นั้นเท่านั้นก็ได้พิสูจน์ให้ลอนยีนูสเข้าใจได้ว่าเยซูคนนี้ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ใดเลย  รปภ.พระวิหารได้นำเยซูไปที่การประชุม Sanhedrin (ศาลสูงสุดของยิว)ซึ่งตัดสินเขาให้ถึงแก่ความตาย  แต่ โดยที่พวกเขาไม่สามารถได้รับอำนาจจากระบอบบริหารโรมันให้ตัดสินผู้ใดถึงแก่ความตายได้ ก็เลยนำคดีไปสู่การพิจารณาของปีลาตูส  ลอนยีนูสเห็นปีลาตูสใช้กลวิธีทุกอย่างที่สามารถจะทำได้ในการตัดสินความรับผิดชอบของคนบางคน และถ้าลอนยีนูสเป็นปีลาตูส เขาคงบอกนักการศาสนาทั้งหลายให้ชั่งน้ำหนักให้ดีและทิ้งนรกออกไปจากหน่วยบัญชาการของพวกเขา  แต่ลอนยีนูสรู้ว่าตนเป็นเพียงทหารคนหนึ่งไม่ใช่นักการเมืองที่หายใจเข้าออกยิ่งใหญ่ได้แบบผู้แทนจักรพรรดิ

       แทนที่จะทำเช่นนั้น ปีลาตูสทำให้ชีวิตตัวเองวุ่นวายรวมทั้งเพื่อนๆนายทหารโรมันที่ทำหน้าที่บังคับบัญชาทหารท้องถิ่นด้วย   Centurion นายหนึ่งมีหน้าที่ตรวจตราดูแลการทรมานเยซูคนนี้  ทหารพวกนี้ดุร้ายทารุณมาก พวกมันเป็นชาวซามาริตันและชาวซีเรียที่เกลียดคนยิว และก็เลยทรมานคนยิว-เยซูที่มิได้ทำผิดข้อใด เพียงเพื่อความสนุกสนาน  แต่ สำหรับนายทหารโรมัน มันดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น เพราะจะทำให้เห็นว่าขาดศักดิ์ศรีในการสู้รบแท้จริงกับทหารข้าศึกอื่นๆ  หลังจากการเฆี่ยนตีอย่างทารุณด้วยแส้ลวดหนาม ทหารเหล่านั้นได้วาง” มงกุฎ”หนามที่ขดม้วนลวกๆทุบกระแทกลงบนศีรษะของชายผู้โชคร้ายคนนั้น แล้วให้เขาสวมเสื้อหลวมๆสีม่วงพร้อมกับเยาะเย้ยที่เขาอ้างตนว่าเป็น” กษัตริย์ “  ลอนยีนูสรู้สึกว่าการกระทำทั้งหมดนั้นเป็นการล้อเลียนเจ็บแสบ แต่ได้รับคำสั่งแล้วว่าต้องทำตามกฎหมายโรมัน  หลังจากที่ปีลาตูสผู้ล้างมือสะอาดแล้วได้พยายามครั้งสุดท้ายที่จะไม่เอาการประหารชายคนนี้ โดยการเสนอให้ไว้ชีวิตแลกกับบารับบาส ชายที่เป็นผู้ก่อการร้ายตามกฎหมายเพราะคุกคามต่อผลประโยชน์ของพระจักรพรรดิในยูเดอา  แทนที่จะทำเช่นนั้น ปีลาตูสผู้มีจิตใจอ่อนแอโลเล ยอมแพ้และไว้ชีวิตของผู้ก่อการร้าย สำหรับชายคนหนึ่งซึ่งไม่สามารถแม้จะควบคุมประชาชนของเขาเอง  มันน่าเสียใจในสิ่งที่กระทำในนามของพระเจ้าจักรพรรดิ

      เมื่อคำพิพากษาสุดท้ายประกาศออกมา ลอนยินูสได้รับมอบหมายให้ดูแลรายละเอียดเกี่ยวกับการตรึงกางเขน  ตามปกติ ด้วยความรู้สึกเร่าร้อนเช่นนั้น เขาควรมอบหมายให้ทหารส่วนใหญ่จัดการกับการประหารและมาตรการรักษาความปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  ดูเหมือนว่า ปกติแล้ว ประชาชนผู้โกรธเกรี้ยวสนใจน้อยมากที่จะหยุดยั้งการประหารคนของพวกเขา  เมื่อคิดเช่นนั้น ลอนยินูสเพียงนำทหารเพียงสี่นายไปกับเขาเพื่อจัดการเรื่องการประหารชีวิต ความปลอดภัยไม่ใช่ปัญหา  หลังจากการแห่แหนค่อนข้างชุลมุลวุ่นวายผ่านนครเยรูซาแลมที่ชายที่ถูกพิพากษาให้ถูกประหารชีวิต ถูกโห่ร้องซักไซ้ไล่เรียงและถูกประนามเหยียดหยาม พวกเขาทั้งหมดก็มาถึงเนินเขาแห่งหนึ่งนอกเมืองที่เรียกกันว่ากอลโกธา สถานที่แห่งหัวกะโหลก  ลอนยินูสรู้สึกว่าสถานที่แห่งนั้นออกจะดูพิล฿ก แต่ก็ใช้สำหรับการประหาร  ใครที่มาเยือนเยรูซาแลมคงได้เห็นชายผู้ถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ร้ายอีกสองคนคงกำลังถูกประหารในเวลาเดียวกัน

      ทหารของเขาได้ปฏิบัติการประหารในลักษณะที่บรรยายไว้ และเขาได้อนุญาตให้ทหารของเขาแบ่งเสื้อผ้าของผู้ร้ายกันเอง  เป็นเวลานานถึงสามชั่วโมงหลายคนพร้อมกับผู้เฝ้าดูจำนวนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ากำลังร้องไห้คร่ำครวญในภาพการประหาร รวมทั้งผู้หญิงคนหนึ่งที่คงเป็นมารดาของนักเทศน์เร่ร่อนและชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นศิษย์คนหนึ่ง  พวกเขาไม่สมดุลกับกลุ่มคนโห่ร้องถากถางซึ่งเย้ยหยันคนที่กำลังถูกประหาร เป็นต้นนักเทศน์   แม้แต่นักโทษคนหนึ่งยังเยาะเย้ยเขา  แต่ ในการตอบแทนเช่นนั้น นักเทศน์ได้ตอบด้วยความเมตตาและความรักต่อผู้คนที่เยาะเย้ยถากถางเขาขณะกำลังจะตาย โดยเสนอการให้อภัยแก่คนเหล่านัน และสัญญาชีวิตนิรันดรแก่คนหนึ่งในผู้ร้ายสองคนที่ถูกแขวนสองข้างเขา  ความยุ่งยากจริงๆที่เกิดขึ้นมาจากคนบางคนในคณะปุโรหิตสังเกตุเห็น ป้ายปักเหนือหัวนักโทษผู้เป็นนักเทศน์ เขียนว่า “กษัตริย์ของชาวยิว”   ทันใดนั้นก็ส่งคนของเขาไปหาปีลาตูสให้เปลี่ยนข้อความ แต่ปีลาตูสทำให้พวกเขาอึ้งเมื่อกล่าวว่า “ เราได้เขียนสิ่งที่เราได้เขียนแล้ว “  ลอนยีนูสนิ่งเงียบเมื่อเขาได้ยินคำนี้ เมื่อเขาและ centurions นายทหารโรมันคนอื่นๆกลับมาถึงกองบัญชาการที่เมือง เชซาเรอา และได้มีโอกาสร่วมดื่มและรับประทานอาหารในร้านท้องถิ่น.

       มันไม่เคยมีวันแบบนี้  ท้องฟ้าดำทมึนขึ้นเรื่อยๆเมื่อถึงบ่าย และนักเทศน์ส่งเสียงดังอย่างเจ็บปวดจากที่ๆถูกตรึงบนกางเขนเยี่ยงคนเจ็บแสบสาหัส ร้องว่า “พระเจ้าของข้า พระเจ้าของข้า ทำไมพระองค์ทอดทิ้งข้า” คำนั้นฝังใจลอนยีนูส  ชายคนนี้แท้จริงแล้วไม่มีความผิดใดๆในกฎหมายโรมัน แต่ถูกประหารชีวิต และตัวลอนยีนูสนั้น เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนั้น  น้ำตาหยดหนึ่งเยิ้มนัยน์ตาของเขาเมื่อนักเทศน์ร้องออกมาว่า “มันจบแล้ว” และตาย   โดยไม่ต้องคิด เขาตะโกนบอกทหารของเขาและทุกคนที่ยังคงอยู่ที่ตรงนั้นว่า “จริงแล้ว ชายคนนี้เป็นบุตรของพระเจ้า” ทำให้เกิดความโกรธแค้นกับกลุ่มคนที่มาสนับสนุนการประหารชีวิตและความงงงวยต่อกลุ่มคนที่ปรากฎมาเพื่อสนับสนุนชายคนนี้  ดังนั้น เมื่อคนนำสารมาจากปอนติอูส ปีลาตูส ให้เร่งความตายแก่บรรดานักโทษตามกฎหมายของยิว  บรรดาทหารก็ได้เข้าทุบหักแข้งหักขาของนักโทษที่ถูกตรึงกางเขนอยู่ทุกคน  แต่เมื่อมาถีงนักเทศน์พวกเขาเห็นว่าเขาตายแล้ว  เพื่อแน่ใจว่าคนๆนี้ก็ตายสนิทแน่จึงให้ทหารคนหนึ่งใช้หอกแหลมแทงที่สีข้างของชายคนนี้  เลือดและน้ำก็ไหลออกมาจากบาดแผล  ชายคนนี้ตายสนิทและงานในหน้าที่ของกองทหารก็สมบูรณ์   centurion –นายร้อยอีกคนหนึ่งพาทหารอีกหมู่หนึ่งมาเคลื่อนย้ายศพผู้ถูกประหารทุกคนลงจากกางเขน และเพื่อแน่ใจในความปลอดภัยของคูหาฝังศพของนักเทศน์  ก็มีการยอมมอบศพแก่ผู้ศรัทธาในศาสนา.

       ลอนยีนูสดีใจว่าวันนี้ผ่านพ้นไป  เขาเหลือบสายตาไปมองสตรีจำนวนหนึ่งและชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่  เป็นที่เห็นได้ชัดว่า พวกเขาคงเป็นเพื่อนและสตรีสูงอายุอาจเป็นมารดาของนักเทศน์  เขาส่งสัญญาณด้วยศีรษะนำทหารหมู่ของเขากลับเข้าเมืองและรายงานภารกิจเสร็จสมบูรณ์เมื่อมาถึงค่าย Fortress Antonia  เขารู้สึกหดหู่ภายในใจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลาจะเปลี่ยนไปที่จะปล่อยให้เขาช่วยชีวิตคนจำนวนมากก่อนจะมาถึงจุดนี้

      เมื่อมาถึงอันโตเนีย เขาได้เข้าร่วมกับเพื่อนฝูงนายทหารจำนวนหนึ่ง และเมื่อพวกเขาคุยกันถึงวันดังกล่าว เขารู้สึกความโกรธของเขาและการขาดความสมหวังเกิดแรงขึ้น  นักเทศน์ผู้นั้นไม่สมควรตายเลย และมันเลวมากจริงๆที่เขาไม่สามารถคืนชีวิตกลับมาได้  แต่ centurion ที่มีหน้าที่จัดทหารเฝ้าคูหารายงานว่าร่างของนักเทศน์หายไปจากคูหา  ลอนยีนูสรู้สึกเหนื่อยมาก  เขาหวังว่ามันอาจจะจริง   เขาขอให้พนักงานร้านเครื่องดื่มเอามาอีกถ้วย และงงงันว่ามันเกิดอะไรขึ้นในรูนรกที่เรียกว่ายูเดอา  และคิดอีกว่า “อันที่จริง ชายคนนี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า”   
     
Peace ศานติ

Padre Steve+
     
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: เมษายน 12, 2014, 11:25:40 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง

หน้า 4

หยิบคีมผ่าตัดขึ้นมาสองชุด เขาใช้คีมทั้งสองบรรจงดึงชิ้นโลหะนั้น  เกือบจะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆมันหลุดออกมาจากเยื่อสมองที่หุ้มอยู่
เคซีแสดงให้เห็นชัดว่าไม่มีความลำบากใดๆ  ดังนั้นแลนดรี้ส์ได้บอกโกลด์แมนให้ตรวจดูสิ่งแปลกปลอมในขาอ่อนของคนป่วยต่อไป

การผ่าตัดเสร็จสิ้น  แพทย์สองนายไปพักผ่อนที่ห้องกาแฟ  โกลด์แมนเอาชิ้นส่วนที่ดึงออกมาจากต้นขาของเคซีไปด้วย  ขณะที่แลนดรี้ส์จิบกาแฟดำร้อน  โกลด์แมนคลายเนื้อเยื่อที่ห่อหุ้มสิ่งนั้นออก  อย่างช้าๆก็เห็นลักษณะมัน.....จนไม่สงสัยกันเลยว่าลักษณาการรูปพรรณสัณฐานของมันคืออะไร

หัวลูกธนู  หัวลูกธนูโลหะ

แลนดรี้ส์ทำกาแฟหกจากถ้วยเมื่อวัตถุนั้นถูกวางลงต่อหน้าเขาบนโต๊ะ  เมื่อหยิบขึ้นดู  เขาหันไปหาโกลแมนด์

“ บร็อนซ์ ?”

โกลด์แมนผงกหัว

“ โกลด์แมน  งานอดิเรกของหมอคือประวัติศาสตร์ดึกดำบรรพ์  หมอพอจะบอกได้ไหมว่ายุคสมัยโบราณช่วงนั้นเจ้าหัวลูกธนูแบบนี้ทำด้วยอะไร?”
โกลด์แมนเอาวัตถุชิ้นนั้นจากแลนดรี้ส์  เขาพลิกมันไปมาด้วยนิ้วมือของเขา

“ ผู้พันครับ  เจ้านี่มันทำด้วยมือและไม่ได้ผ่าออก  มันเป็นชิ้นงานประณีตของช่างฝีมือบร็อนซ์ที่ผมเคยเห็นในพิพิธภัณฑ์กรุงเยรูซาแลมและอีสตันบูล  หมอครับ  ผมไปเยี่ยมทั้งสองแห่งกับลุงของผม  คนที่เคยเป็นภัณฑรักษ์ดูแลศิลปะยูเดอิคและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ในนิวยอร์ค ครับ ”

รี นิ่งเงียบชั่วขณะ  มองอย่างใช้ความคิดพิจารณาที่หัวลูกธนูนั้น

“ มันนานเท่าไหร่มาแล้ว?  นะ  ผมไม่รู้  มันดูจะเหมือนลูกธนูบางดอกที่ผมเห็น ผมว่า น่าจะ 300 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 400    มันไม่เปลี่ยนรูปแบบมากนักในพวกสิ่งดั้งเดิม – และบางชนิดมิได้มีมาก่อนยุคดั้งเดิมสมัยนั้น 

บร็อนซ์ยังคงเป็นที่นิยมมาก – และจะผลิตจำนวนมากเพราะผลิตขึ้นได้ง่ายกว่าเหล็ก

“ หมอแลนดรี้ส์ครับ  ชายคนที่นอนอยู่ตรงนั้น เจ้าโรเมนนั่น  บาดแผลต่างๆในกายของมัน ดูเหมือนว่า มันเกิดจากอาวุธมีคมคล้ายกับจะถูกเฉือนเป็นชิ้นๆจากดาบและขวาน  เราได้ตรวจพิสูจน์การเกิดบาดแผลที่ได้รับมาเกือบทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่ที่เรามาปฏิบัติงานที่นี่    และไม่มีอะไร - ผมขอย้ำ – ไม่มีอะไร –แม้จะใกล้ไกลขนาดไหน  ที่ก่อให้เกิดบาดแผลเหล่านั้น

เจ้างานเลือด เกี่ยวกับเขาก็ปกติ เว้นแต่สิ่งหนึ่ง เซลเมล็ดเลือดขาวของเขาทำงานหนักมาก   การทำงานของเซลกลืนทำลายจุลินทรีแปลกปลอมไม่น่าเชื่อ  ผมใส่ตัวอย่างนิดเดียวของเลือดของเขากับตัวอย่างเลือดของชายชราชาวเวียตนามที่มีเชื้อไข้รากสาดใหญ่ – และเซลเลือดของโรเมนได้เข้าจู่โจมและทำลายบักเตรีไทฟัสอย่างสนุกสนานคล้ายกับไปปิกนิก   นั่นคือเหตุผลที่ว่าไม่มีเครื่องหมายใดๆของเชื้อโรคในร่างกายของเขา

ยิ่งกว่านั้น  ไม่มีอวัยวะแปลกปลอมที่พอจะจับได้อยู่ในระบบอื่นที่จำเป็นสำหรับการซ่อมแซมเสริมชีวิต  ผู้พันครับ  ผมไม่เชื่อว่าบักเตรีหรือไวรัสที่เป็นอันตรายสามารถมีชีวิตรอดในตัวโรเมน  เขาเองก็คงไม่มีแม้แต่อะไร - ฮืมฮืมฮืม นะๆๆๆๆ

แลนดรี้ส์ผงกศีรษะ  “ มีอะไรอีกไหม ? “

โกลด์แมนลังเลชั่วขณะ แล้วกล่าวว่า “ มีครับ.....ผมฉีดตัวอย่างเลือดทั้งหมดของเขาสองซี.ซี.เข้าไปในหมูกินี  เจ้าสัตว์นั่นตายในลักษณะชักดิ้นชกงอไม่ถึงสิบวินาทีหลังการฉีดนั้น  เลือดของจ่าโรเมนเป็นพิษนะครับ  พิษถึงตายนะครับ “

แลนดี้ส์สั่นศีรษะ  เหนื่อยอ่อนและสับสน   “ เรากำลังเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างนอกเหนือประสพการณ์ของพวกเรา ผู้กองครับ   และผมไม่แน่ใจว่า จริงๆแล้วผมต้องการพบว่ามันคืออะไร   หมอไปอยู่กับเขาและดูแลเขาจนถึงเที่ยงคืน  แล้วโทรเรียกผม  ผมจะไปเปลี่ยนเวรกับหมอ “

การสะดุ้งตกใจต่อมาก็ปรากฏในความเงียบของห้องปลอดเชื้อที่ซึ่งพนักงานเวรได้นำร่างของเคซีเข้ามาหลังการผ่าตัด   ร้อยเอกโกลด์แมนกำลังนั่งข้างเตียงคนป่วย  ตรวจตราศึกษาใบหน้าของเคซีในแสงสลัวประจำเตียง  ไม่มีอะไรผิดปกติในลักษณะอาการของเคซี  อายุของเขาน่าจะกลางคน  เขาสามารถอยู่ที่ใดก็ได้ในช่วงอายุยี่สิบถึงสามสิบปลายๆ

โกลด์แมนหลับตาของเขาแล้วผงกศีรษะ  ความเหนื่อยอ่อนประจำวันคืบคลานมาสู่เขา ลากถูเขาให้หลับไป  เขาฝัน.....แต่เป็นสิ่งหนึ่ง – ของ – ฝันเหล่านั้นที่ปลุกคนจากการเหวี่ยงแล้วก็คล้ายกับหล่นลงไป

เคซีกำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่อยู่นิ่งบนเตียง  เริ่มพึมพำกับตัวเอง  สะบัดศีรษะไปๆมาๆคล้ายๆกำลังปฏิเสธการกล่าวหาอะไรบางอย่าง  และเป็นครั้งแรกที่เคซีพูด คำพูดเหล่านั้นปรากฎออกมาชัดเจนและอย่าง

ไม่ต้องลังเล แม้การหายใจของเขาจะมีปัญหาบ้าง สิ่งนี้คือ  ภาษาลาติน !
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ตำนานเล่าขาน เหตุเกิดวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ! เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 06:28:57 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                          ตำนานเล่าขาน เหตุเกิดวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ !

Padre Steve+ ปาเดร สตีฟ
Alan Petervich
Updated April 11, 2014

      เรืองนี้เป็นการนำมาเล่าใหม่ของต้นฉบับ “วันศุกร์ใหญ่ยาวนานของ Centurion ลอนยีนูส  ตั้งแต่ที่ผมเขียนชิ้นนั้นครั้งแรกสองปีมาแล้ว  ผมได้เขียน” ก่อนเกิดเรื่องดังกล่าว “ หรือ Prequel  และเหมือนนักประพันธ์จอร์จ ลูกาส ที่รู้สึกว่าจำเป็นที่จะเปลี่ยนหรือปรับปรุงต้นฉบับของเรื่อง  แต่ ไม่เหมือนจอร์จ ลูกาส ซึ่งบิดเรื่อง Star Wars ไปมา ตัวผมได้เลือกที่จะใช้เวลาของผมทั้งหมดเขียนต้นฉบับใหม่ให้ตรงกับที่จะบอกถึงเรื่องที่เกิดก่อนนี้ ในการจัดการกับเรื่องที่นำไปสู่วันศุกร์ใหญ่ที่ผมนำมาเล่าสัปดาห์นี้   ผมไม่รู้จักคุณ แต่ผมชอบที่จะมโนเหตุการณ์ที่มันน่าจะเกิดจริงตอนนั้น   ในฐานะเป็นนักรบเก่าศึกอิรักที่รับใช้พร้อมกับกลุ่มที่ปรึกษาของชาวอิรัก ผมเข้าใจดีถึงสถานการณ์เลวร้ายของเหล่าทหาร จากอำนาจยึดครองที่เกิดขึ้นไกลโพ้นจากบ้าน ณ ที่ซึ่งการปรากฏตัวอยู่ของพวกเขาเป็นสิ่งเหลือทน น่าต้อนรับเพียงกระผีกริ้น ตั้งแต่ผมรู้สึกถึงการมีอารมณ์ร่วมพิเศษกับบรรดาทหาร ที่มีปฏิสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า  ผู้ซึ่งได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเห็นอกเห็นใจมาก โดยผู้เขียนพระวรสาร อย่างเช่นท่านลูกาในหนังสือกิจการอัครสาวก.

       การยึดโยงสี่บทแรกของเรื่องนี้จะมีให้เห็นข้างล่าง  ผมมิได้ยึดโยงบทความต้นฉบับทั้งสามเพื่อจะให้มีการต่อเนื่องดีกว่าและเป็นการบรรยายส่วนตัวสำหรับตัวละครที่มีอยู่ในเรื่องราวของพระวรสาร  เรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวกับพระคัมภีร์  ประเพณีของศาสนจักรและมโนภาพของผมเอง.

      ข้อสังเกต : ลอนยีนูสเป็นชื่อใช้กับนายร้อยทหารโรมัน – centurion ที่ไม้กางเขนระหว่างการตรึงกางเขน ตามประเพณีเล่าขานของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกเริ่มแรก   ทั้งนั้นก็ดี  เรื่องที่เป็นความจริงก็คือเรื่องของเคลาเดีย ชายาของปีลาตูส  เรื่องนี้เป็นการประพันธ์ของผมเองซึ่งมโนเอาว่าน่าจะเกิดในวันศุกร์ เมื่อ Centurion นายหนึ่งที่ชื่อ ลอนยีนูส กลายเป็นตัวแสดงสำคัญที่ไม่ต้องใช้มโนสำนึกแต่อย่างใด  ดังนี้ :

       เช้าวันต่อมา ทหารนำสารนายหนึ่งเคาะประตูห้องกองบัญชาการของลอนยีนูสในป้อม- Fort Antonia  เขาแจ้งให้ลอนยีนูสทราบว่าปีลาตูสต้องการพูดกับเขา และให้รีบไปรายงานตัวเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ที่กองบัญชาการของปีลาตูสในปราการของเขา

       ลอนยีนูส  ซึ่งได้คุยเรื่องนี้กับเดชีอูส เพื่อให้มั่นใจว่าทหารของเขาพร้อมสำหรับงานมอบหมายใดๆได้ แต่งานฝึกซ้อมคงกระทบจากการร้องขอดังกล่าว  เขาได้ถกสถานการณ์ในนครเยรูซาแลมและเกี่ยวกับเยซูเป็นพิเศษเมื่อบ่ายวานนี้กับปีลาตูส และคิดกันว่า นอกจากจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่เขาควรจะพบกับเขาอีกในวันนั้น จะปรึกษาหารือเหตุการณ์ล่าสุด

      แทนที่จะเป็นแบบนี้ ลอนยีนูส ได้รับคำสั่งให้ไปรายงานตัวกับปีลาตูสอีก และมันแทรกแซงการปฏิบัติงานทางทหารของเขา  ลอนยีนูสเกลียดที่จะสังสรรค์กับนักการเมืองและนักการทูต และ แม้เขาเคารพปีลาตูส ผู้ซึ่งเขารู้สึกว่าเป็นคนที่เหมาะสมจะได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองเป็นนักการทูตอย่างเช่นปีลาตูสคนนี้ที่ไม่เหมาะเป็นนักการทหาร  เพราะเขาไม่เคยเข้าใจเรื่องการทหารเลย.

      ลอนยีนูสมองทหารนำสารและถาม : “ บอกผู้กองหน่อยทหาร  ท่านผู้ว่าราชการต้องการอะไรจากฉันชั่วโมงนี้ ?”

      “Centurion ครับ “ ผู้นำสารตอบ “ ผมได้รับคำสั่งเพียงให้ผู้กองไปรายงานตัวเร็วที่สุดที่จะเร็วได้เท่านั้นครับผู้กอง “

       รำคาญเพราะขาดข้อมูลรายละเอียด ลอนยีนูสบอกทหารนำสารไห้กลับไปบอกปีลาตูสว่าเขาจะไปพบในไม่ช้า  แล้วเขามองไปที่เดชีอูส  พร้อมกับสั่นศีรษะ “ เพื่อนยาก  ฉันกลัวว่าฉันจะช้าไป  ช่วยดูแลการฝึกซ้อมวันนี้ให้ด้วย และให้พร้อมกรณีอาจเกิดความยุ่งยากใดๆ “  ขณะพูดเขาสวมเกราะส่วนหน้าแผ่นอกและเกราะคลุมบ่า  แล้วออกจากห้องไป

      เมื่อไปถึงกองบัญชาการของปีลาตูส ผู้ว่าราชการทักทายเขาอย่างเสริมกำลังใจ “ Centurion  ดีมากเลยที่พบท่าน”
“เช่นเดียวกันครับผม...”  ปีลาตูสยกมือห้ามก่อนที่เขาจะพูดต่อ

      “ เราไม่คิดว่าผู้กองจะรู้ว่าทำไมเราเชิญคุณมาที่นี่?”  ปีลาตูสถาม ดูจะกวนประสาทลอนยีนูสซึ่งก็รู้สึกว่าถูกกวนประสาทมากจากความไม่สำรวมของปีลาตูส ทำให้ความรู้สึกของเขากลับคืนสู่ตัวเองและก็ตอบแบบปกติว่า “ ไม่ครับท่านผู้ว่า  ทหารนำสารของท่านเพียงบอกผมว่าให้ผมมารายงานตัวที่นี่  เขามิได้บอกเหตุผลครับท่าน “

       ปีลาตูสยิ้ม “ เป็นเหตุผลที่ดี เมื่อเขาทำอย่างนั้นเรามั่นใจว่าผู้กอง เช่นเดียวกับ centurion คนอื่นในแคว้นนี้ที่จะพบ “ การปฏิบัติหน้าที่ทหาร “บางประการ นั่นใช่ไหมที่ผู้กองเรียกมัน? เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะมาที่นี่”  เขาชงักนิดหนึ่งและก่อนที่ลอนยีนูสจะทันตอบเขากล่าวต่อไปว่า “ แน่นอน เราทราบคำตอบ  ผู้กองไม่ต้องพูดอะไร และเราถือว่าเราอยู่ในตำแหน่งที่ผู้กองจะรู้สึกอย่างเดียวกัน “

       ลอนยีนูสรู้ว่านี่คือกรณีและก็ไม่มีคำตอบแก่ปีลาตูสที่กล่าวต่อไปว่า

      “Centurion สัปดาห์นี้โชคไม่ดี จะเป็นสัปดาห์ที่เราต้องดำเนินเรื่องธุรการที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก  น้อยกว่าธุรการทหารแต่ก็จำเป็น “  ปีลาตูสหยุดนิดหนึ่งและเชิญลอนยีนูสให้นั่งลงที่เก้าอี้ซึ่งผู้กองทำตาม โดยจับตามองสำรวจห้องและสังเกตุกลุ่มปฏิบัติงานพลเรือนของปีลาตูสและทหารหลายนายที่ได้รับมอบหมายเป็นการ์ดผู้คุ้มกันส่วนตัวของเขา.

      ลอนยีนูส ตัดสินใจเร่งรัดช่วงเวลาเยี่ยมให้สั้นลง โดยถามว่า “ ท่านผู้ว่าครับ  ขอผมถามหน่อยว่าทำไมผมจึงต้องมาที่นี่?  คือ ที่อยากพูดทุกอย่างก็คือ ผมมีหน้าที่งานการทหารต้องดูแลนะขอรับกระผม “

       ปีลาตูสเข้าใจทันทีถึงการเล่นตัวในคำพูดของลอนยีนูส เขายิ้ม “ centurion คุณทำให้เราสนุกมาก เพราะเราทราบดีว่าผู้กองคิดถึงเรื่องการทหารแบบไหน   ดูซิครับ เราอาจไม่เคยรับราชการทหารในกองทหาร  แต่เราเคยทำงานกับนายทหารมากมายพอสมควรที่จะรู้ว่าผู้กองสามารถต่อสู้กับศัตรูของจักรภพ มากกว่ามาทำหน้าที่งาน รปภ.  แต่ พวกเราอยู่ในปาเลสไตน์ ไม่ใช่ในป่ายุโรปเหนือ”

      ลอนยีนูสจ้องไปที่ปีลาตูสและไม่พูดอะไร.

       “Centurion สัปดาห์นี้เราจะชดใช้ความยุติธรรมกับนักโทษยิวสามคน  ทหารในหน่วยของผู้กองจะมาทำหน้าที่ดูแลการตรึงกางเขนวันศุกร์นี้ “
“ ครับผมท่านผู้ว่า “ คำตอบแบบไม่ได้ยินเสียงของลอนยีนูสพูดออกมา มากกว่าที่จะประท้วงใดๆได้.

      ปีลาตูสกล่าวต่อ “ ผู้กอง  เราต้องการให้คุณดูแลนักโทษ และในการทำเฃ่นนั้น โปรดทราบในใจของคุณผู้กองว่าทำไมต้องทำเรื่องนี้   คนเหล่านี้เป็นอาชญากรรุนแรง  และคนหนึ่งในสามคือบารับบาสกระเดื่องนาม “ ลอนยีนูส มองที่ปีลาตูส และถาม “ ไอ้คนกบฏที่โจมตีและฆ่าทหารและนายทหารของเราใช่ไหมครับ?”

      ปีลาตูสผงกศีรษะและตอบ  “ ดังนั้นผู้กองก็ทราบว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ  ในสถานการณ์ดังที่ล่วงไปอย่างเช่นในยูเดอา เราไม่สามารถปล่อยให้คนแบบนี้ไม่ถูกลงโทษ  เพราะมันจะกระตุ้นให้คนอีกมากลุกฮือขึ้นเช่นเดียวกับมัน “  ปีลาตูสยิ้มแล้วกล่าวต่อ  “ เราไม่สามารถลืมว่าพวกยิวลุกขึ้นอย่างไรและสลัดพวกผู้ปกครองชาวเซเลอชิดที่ประมาณกำลังยิวพวกนี้ต่ำไป เมื่อเจ้ายูดามักคาเบนำการปฏิวัตินองเลือด”

      ลอนยีนูสตอบ “ ไม่ครับ เราไม่สามารถปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้เมื่อมีการเฝ้าระวังครับ “

       ปีลาตูสผงกศีรษะเห็นด้วยและกล่าวต่อ “ ดังนั้น คุณเข้าใจนะ centurion  มันเป็นภาระหน้าที่ ที่ไม่น่ารื่นรมย์เท่าใด  แต่ คุณคิดเอา ประวัติศาสตร์ของคุณจะขอบคุณพวกเราเพราะเรื่องนั้น  เหมือนกับที่พระเจ้าที่คุณเชื่อ “ ปีลาตูสจบคำพูดโดยบอกลอนยีนูสให้ไปเยี่ยมห้องขังด้วยตนเอง และเริ่มเลือกทหารของตนเพื่อกำหนดรายละเอียดการตรึงกางเขนอย่างเอาใจใส่

      ลอนยีนูสยืนขึ้นและทำความเคารพปีลาตูส  หมุนตัวกลับเดินออกจากห้องโถงโดยไม่พูดสักคำ  เขารู้สึกไม่มีความสุข แต่เดินไปที่ห้องขังนักโทษใต้ตึก ที่นั่นเขาพบผู้ดูแลห้องขังของปราการ  ชายที่ดูค่อนข้างอ้วนพุงพลุ้ยและสกปรกมอมแมมชื่ออาเล็กซานแดร์  พลเมืองโรมันเชื้อสายกรีกจากอันติโอ๊ก

       เมื่อลอนยีนูสไปถึงห้องขัง ทันทีเขาสังเกตุว่าได้กลิ่นเหม็นและคิดได้อีกว่าทำไมเขาจึงเป็นนายทหารไม่ใช่การ์ดคนหนึ่ง  ห้องขังนั้นมืด และชื้นตามมาตรฐานปาเลสติเนียนพร้อมกับกลิ่นความชื้นเหม็นของอุจจาระมนุษย์และกลิ่นตัวคน.

       “ ท่าน Centurion  ขอต้อนรับสู่อาณาจักรของผมครับ “ อาเล็กซานแดร์กล่าว รอยยิ้มปรากฎบนหน้าสกปรกของเขา

       “ขอบใจอาเล็กซานแดร์  นักโทษอยู่ไหน?” ลอนยีนูสถามอย่างเย็นชา
“ พวกมันอยู่ในห้องขังเฉพาะตัวทางซ้ายของผู้กอง  ไอ้บารับบาสอยู่ห้องแรกและอีกสองอยู่ถัดไป ไม่มีเจ้าคนไหนโด่งดังเช่นอีกคนที่อยู่ห้องถัดไปโน่น”

       “ พวกเขาชื่ออะไร ?”
“ ดีสมาสและเกสตาสครับ  พวกมันเป็นอาชญากรโหดร้ายทารุณตามแบบพวกมัน  แต่พวกมันก็เป็นเพียงมีอะไรส่วนตัว  ผมคิดว่าคนหนึ่งท่าทางเศร้าเสียใจบางเรื่อง  แต่คนอื่นดูเหมือนค่อนข้างจะแข็งกร้าวและไม่เคยยอมรับผิด “ คำพูดพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆจากผู้คุมที่สกปรกรุงรัง
“ ขอบคุณครับท่านผู้คุม  ผมจะไปดูพวกเขาเดี๋ยวนี้” ลอนยีนูสพูดขณะที่หันไปมองตรวจตราคนเหล่านี้อย่างรวดเร็วที่จะเร็วได้ เพื่อจะได้กลับหน่วยที่ตั้งของตน

      ผู้คุมไขกุญแจประตูและลอนยีนูสเดินขึ้นบันไดขึ้นไปสู่สนามหญ้าของปราการ ที่ซึ่งหน่วยทหารของเขากำลังฝึกการรบอยู่

      เมื่อเรียกเดซีอูสมาใกล้ๆ เขากล่าวว่า “ เรามีพันธกิจที่สองในสัปดาห์นี้  พันธกิจของการประหารชีวิตนักโทษร้ายกาจบางคน รวมเจ้าบาร์-อับบาส กบฏด้วย”

       “ บาร์-อับบาส หรือครับผู้กอง “  นายทหารรองตอบ
“ เหมือนกัน  แต่เราต้องรอจนถึงวันศุกร์  มันดูเหมือนว่าผู้ว่าราชการของเราต้องการทำการแสดงความเมตตากรุณาของเขาให้ประชาชนเห็นที่นี่  ถ้ามันขึ้นกับผม ผมจะฆ่ามันทั้งหมดในตะรางนั่นแหละ  เราสามารถพูดได้ว่าพวกมันตายเพราะโรคห่า “ ลอนยีนูสมองผู้หมวดผู้ช่วยของเขาและพูดต่อว่า “ แน่นอน  นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราคนโรมันทำ  พวกเขาต้องได้รับการประหารในที่สาธารณะ เพื่อแสดงให้พวกยิวเหล่านี้เห็นว่า พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติการต่อต้านในการทำเช่นนั้น  แต่มันจะก่อให้เกิดการรู้สึกกลัวมากขึ้น.

       “ ผู้กองครับ  ผู้กองกำลังพูดว่าวิธีการของพวกเราผิดใช่ไหมครับ?”  เดชิอุสถาม

       “ ผู้หมวดครับ  มองไปรอบๆตัวดูซิครับ  คุณทราบประวัติของคนเหล่านี้  พวกเขาก็จะยังคงลุกฮือจนกว่าจะได้รับอิสระภาพหรือเราฆ่าพวกเขาทั้งหมด “ เขาหยุดชะงัก  “ นั่นคือประวัติศาสตร์ของพวกเขาและพวกเขาสามารถทำแบบนั้นเรื่อยไป  ทั้งหมดที่ว่า ถ้าพวกเขายึดครองบ้านเรือนของพวกเรา สถาปนาพระเจ้าของพวกเขาในเมืองต่างๆ และบังคับประชาชนของเราให้รับใช้พวกเขา แล้วเราจะตอบโต้อย่างไร?”

       เดชิอูสผงกศีรษะแสดงความเข้าใจและมองไปดูทหารเกณฑ์ที่กำลังฝึกยุทธวิธีต่อสู้ประชิดตัว ซึ่งอาจจำเป็นในการต่อสู้แบบตั้งรับตรงนั้น ถ้านครลุกระเบิดด้วยการปฏิวัติ

       ลอนยีนูสกล่าวต่อไปว่า “ เดชีอูส ไปเลือกเอาทหารหมู่หนึ่งเพื่อเป็นทีมจัดการประหาร และอีกหมู่หนึ่งเป็นกำลังคอยเฝ้าดูแล  ส่วนทหารกองร้อยที่เหลือให้รับการฝึกเพื่อเสริมปริมณฑลให้ปลอดภัย และให้มั่นใจว่าไม่มีความพยายามจากคนยิวที่จะเข้าแทรกแซงภารกิจของเรา

       “ ผู้กองครับ  การประหารชีวิตจะทำตรงไหน ?” เดชีอูสถาม
ลอนยีนูสชี้ไปที่เนินเขาข้างนอกกำแพงเมืองพอดี  “ ตรงนั้นไง  เนินเขาแห้งแล้งลูกนั้น   ชาวบ้านเรียกว่ากอลโกธา “ เขาหยุดชงัก  “ ชื่อเหมาะ  แปลว่าสถานที่ของหัวกะโหลก  ผมว่าเป็นสถานที่สมบูรณ์ที่จะฆ่าคนที่ไม่ต้องการเราที่นี่ ผู้หมวดพูดอย่างนั้นมิใช่หรือ?”  Centurion ลอนยีนูสหัวเราะหึๆและพูดต่อว่า “ อย่าตอบเชียว  มันเป็นคำถามแบบเล่นสำนวนเพราะๆเท่านั้น “

        ผู้ช่วยของเขาผงกศีรษะและลอนยีนูสออกคำสั่ง “ ฝึกต่อไป  ให้ผมทราบตอนดึกคืนนี้ด้วยว่าคนไหนผู้หมวดคิดว่าควรจะเป็นทีมประหารชีวิต “
ลอนยีนูสหมุนตัวกลับและเดินจากไป งงเหมือนกันว่าอะไรอีกอาจจะเกิดขึ้นหรือเปล่า ทั้งหมดนี้ การวางแผนที่ดีที่สุดของคนบางครั้งทำไม่สำเร็จ  อย่างเงียบๆเขาสาปแช่งภายใต้ลมหายใจในตอนกลางวัน

       ที่เขาได้รับมอบหมายไปสถานที่แห่งนี้  ซึ่งตรงข้ามกับประวัติศาสตร์ของมันและกลิ่นอายดูเหมือนถูกทอดทิ้งจากพระเจ้า

       
 
     
 

       

             

       


                                                                 
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / แม่อังกฤษแห่ซื้อ “ชุดเอี๊ยม” ให้ลูกตามอย่าง “เจ้าชายจอร์จ” เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 05:40:54 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม ตกใจ
                                   ปรินซ์ออฟแฟชัน! แม่อังกฤษแห่ซื้อ “ชุดเอี๊ยม” ให้ลูกตามอย่าง “เจ้าชายจอร์จ” เกลี้ยงร้านในไม่กี่ชม.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
11 เมษายน 2557 14:49 น.


                               

          เอเอฟพี – ฉลองพระองค์ที่ทั้งสวยเก๋และสง่างามของเจ้าหญิงแคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เคยเป็นเทรนด์แฟชันสุดฮิตที่สาวๆ เมืองผู้ดีแห่เลียนแบบกันมาแล้วเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และวันนี้ปรากฏการณ์เดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับ “เจ้าชายจอร์จ” รัชทายาทน้อยแห่งอังกฤษ เมื่อฉลองพระองค์ “เอี๊ยม” ที่ทรงสวมใส่ระหว่างเสด็จฯเยือนนิวซีแลนด์ถูกขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว


                               

           พระโอรสองค์แรกในเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคต ทรงได้เล่นสนุกกับเด็กทารกในวัยเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาลในกรุงเวลลิงตันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา(เจ๋ง ซึ่งหลังจากที่ภาพพระกรณียกิจแรกของเจ้าชายน้อยถูกเผยแพร่ออกไป ชุดเอี๊ยมสีน้ำเงินเข้มที่ทรงสวมใส่ก็จำหน่ายจนหมดเกลี้ยงในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต่างจากกระแสคลั่งไคล้ฉลองพระองค์เจ้าหญิงเคตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
       
       แม้เจ้าชายวิลเลียมและพระชายาจะไม่ทรงเปิดเผยยี่ห้อฉลองพระองค์ของพระโอรส แต่ก็มีกระแสบอกต่อปากต่อปากในโลกออนไลน์ จนทำให้คุณแม่ที่มีลูกวัยเดียวกันแห่ไปหาซื้อชุดเอี๊ยมน้ำเงินกะลาสีที่มีลายเรือใบจนเกลี้ยงตลาด
       
       แม้ร้านเสื้อผ้าเด็ก Rachel Riley จะตั้งราคาชุดเอี๊ยมรุ่นนี้ไว้ถึง 75 ปอนด์ (ราว 4,000 บาท) แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรดาคุณแม่ผู้คลั่งไคล้แฟชันล่าถอย
       
       “สำหรับแฟชันทุกวันนี้ สิ่งที่ลูกของคุณสวมใส่บ่งบอกเกี่ยวกับตัวคุณเองมากพอๆ กับตัวเด็ก” แอสแตลล์ ลี บรรณาธิการบริหารนิตยสาร เบบี้ แอนด์ มี สำหรับพ่อแม่มือใหม่ ให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์เดอะไทม์ส
       
       เมื่อไม่กี่วันก่อน ถุงใส่ของเล่นธีมจิงโจ้ที่เจ้าชายวิลเลียมทรงถือขณะที่เสด็จฯ มาถึงนิวซีแลนด์ ทำให้เว็บไซต์ ออสเตรเลีย โคอาลา ฟาวน์เดชัน มีผู้คนแห่เข้าไปสั่งซื้อถุงแบบเดียวกันเป็นจำนวนมาก
       
       ผู้สังเกตการณ์หลายคนยอมรับว่า เจ้าชายจอร์จทรงละม้ายคล้ายพระบิดาในวัยเด็กเป็นอย่างมาก แต่หากจะทรงดำเนินรอยตามสไตล์การแต่งตัวของเจ้าชายวิลเลียมแล้วละก็ ประชาชนคงจะได้เห็นเจ้าชายจอร์จในวัยผู้ใหญ่กับ “เสื้อเชิร์ตสีฟ้า” ตัวเก่งก็เป็นได้

       
                               

       Credit  :  ASTV  Manager online   
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / นักบุญลอนยีนูส นายร้อยโรมัน เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 12:34:19 AM
 ยิ้มกว้างๆ
                                                                                  นักบุญลอนยีนูส นายร้อยโรมัน
                                                                          Saint Longinus  The Roman Centurion

The Patron Saint Longinus
 นักบุญลอนยีนูส องค์อุปถัมภ์

What is the definition and the meaning of the Patron Saints and why were these people chosen to become patrons of causes, professions and countries? The term 'Patron' is used in Christian religions, including the Roman Catholic religion, to describe holy and virtuous men and women who are considered to be a defender of a specific group of people or of a country. There is a patron for virtually every cause, country, profession or special interest. There are two categories of saints: martyrs and confessors. A martyr is one who is put to death for his Christian faith or convictions.

อะไรคือคำจำกัดความและความหมายของนักบุญอุปถัมภ์ และ ทำไมท่านเหล่านี้ได้รับเลือกให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของงานต่างๆ  คุณธรรมต่างๆและประเทศต่างๆ?  คำ “ องค์อุปถัมภ์” ใช้ในศาสนจักรคริสตชน รวมศาสนาโรมันคาทอลิก  เพื่อบรรยายถึงบุรุษหรือสตรีที่เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ประกอบด้วยฤทธิกุศลหรือคุณธรรม ซึ่งพิจารณาแล้วว่าเป็นผู้ปกป้องคนกลุ่มหนึ่งหรือประเทศหนึ่ง  แท้จริงจะมีผู้อุปถัมภ์องค์หนึ่งสำหรับทุกสายงาน ประเทศ คุณธรรม หรือความสนใจพิเศษ  ถือกันว่ามีนักบุญสองสถานะ:  มรณสักขีและผู้ทรงคุณธรรม  มรณสักขีคือผู้ที่รับความตายเพราะความเชื่อคริสตชนหรือการตัดสินประหารชีวิต

The patron of Mantua  องค์อุปถัมภ์แห่งมานตูอา

Born: Cappadocia, Italy สถานที่เกิด : กับปาโดเชีย อิตาลี
Memorial Day / Feast Day: March 15th วันรำลึก/วันฉลอง : 15 มีนาคม
Date of Death: Saint Longinus died in A.D. 45 วันถึงแก่ความตาย ค.ศ. 45
Cause of Death: Beheaded  สาเหตุการตาย : ถูกตัดศีรษะ

The Story and History of Saint Longinus  เรื่องราวและประวัติของนักบุญลอนยินูส

 Longinus is believed to have been the centurion who pierced the side of the crucified Christ with a lance, and after witnessing the Divine manifestations around him, exclaimed, "Truly this man was the Son of God!" Longinus subsequently converted to Christianity and returned to his home in Cappadocia where he made many conversions. He was sentenced to torture and death by beheading under the orders of Pontius Pilate. Pontius Pilatus was the governor of the Roman Iudaea province who presided over the trial of Jesus and ordered his crucifixion.

ลอนยีนูสนั้นเชื่อกันว่าเป็น Centurion หรือนายร้อยทหารโรมัน ที่ใช้หอกยาวแทงทะลุสีข้างของพระคริสตเจ้าที่ถูกตรึงกางเขนอยู่  และ หลังจากเป็นพยานต่อสิ่งประจักษ์จากสวรรค์รอบตัว  เขาได้ร้องขึ้นว่า “ แน่นอนแล้ว  ชายคนนี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า!”  ต่อมาลอนยีนูสได้กลับใจเข้าสู่คริสตศาสนจักรและกลับบ้านที่เมืองกับปาโดเชีย ที่ซึ่งท่านทำให้มีคนกลับใจจำนวนมาก  ท่านถูกทรมานและถึงแก่ความตายโดยถูกตัดศีรษะด้วยคำสั่งบัญชาของปอนซีอูส ปีลาตูส  ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการประจำแคว้นยูเดอาของโรมัน ซึ่งได้เคยนั่งเป็นประธานในการพิจารณาคดีของพระเยซูเจ้า และ ได้ออกคำสั่งให้ตรึงกางเขนพระองค์ในเวลาต่อมา.

Petervich :  เท่าที่ทราบกันในประวัติศาสตร์  นายทหารโรมันผู้คุมกองร้อยทหารโรมันนั้นมีหลายคน คงรวมทั้งนายทหารที่ติดต่อขอร้องพระเยซูเจ้าให้ไปช่วยรักษาโรคอัมพาตของคนใช้ของตนที่เมืองคาเปอรนาอุม ตามที่นักบุญมัทธิวบรรยายไว้ในพระวรสาร บทที่ 8 :5-13   และ centurion คนนั้นคือ Longinus ที่นายร้อยคนนี้ถูกจับไปพบปอนซีอูส ปีลาตูส คงเป็นเพราะว่าท่านกลับใจไปเป็นสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้าและประกาศคำสอนของพระองค์ ทำให้ผู้คนกลับใจเป็นจำนวนมาก  เลยถูกพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ยิวไม่พอใจ  คงไปฟ้องผู้สำเร็จราชการโรมัน Pontius Pilatus ซึ่งกลัวจะเกิดการจลาจลจากพวกยิว  จึงตัดสินประหารชีวิตลอนยีนูส  ส่วน Centurion ที่คุมทหารโรมันหมู่เล็กๆไปช่วยดูแลความเรียบร้อยในการตรึงกางเขนพระเยซูเจ้า เป็นนายร้อยโรมันอีกคนหนึ่งแน่นอน

St. Longinus is the patron of Mantua which is where his relics are preserved.
นักบุญลอนยีนูสเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเมืองมานตูอา สถานที่ซึ่งพระธาตุของท่านถูกเก็บรักษาไว้ที่นั่น

How Saint Longinus is represented in Christian Art  นักบุญลอนยีนูสในศิลปะคริสตชน

It is helpful to be able to recognise Saint Longinus in paintings, stained glass windows, illuminated manuscripts, architecture and other forms of Christian art. The artistic representations reflect the life or death of saints, or an aspect of life with which the person is most closely associated. Saint Longinus is represented in Christian Art wearing the uniform of a Roman soldier, and has a lance or spear in his hand.

เพื่อช่วยให้ท่านสามารถจำนักบุญลอนยีนูสในภาพจิตรกรรม  หน้าต่างภาพกระจกสี  ลายมือเขียนที่สุกใส สถาปัตยกรรมและรูปแบบอื่นๆของศิลปะคริสตชน  ภาพเขียนแสดงออกทางศิลปะ สะท้อนชีวิตหรือความตายของนักบุญ หรือแง่มุมหนึ่งของชีวิตซึ่งบุคคลผู้นั้นเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดที่สุด   นักบุญลอนยีนูสถูก วาดให้เห็นในศิลปะคริสต์ด้วยการสวมชุดทหารโรมัน (ระดับ centurion) และถือหอกยาวหรือแหลนในมือของท่าน.

Feast Day of Saint Longinus   วันฉลองนักบุญลอนยีนูส

The Feast Day of Saint Longinus is March 15th. วันฉลองนักบุญลอนยีนูส คือวันที่ 15 มีนาคมทุกปี.
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: จี้จับฝรั่ง “ทนายแม้ว” พูดหมิ่นซ้ำบนเวทีแดงอักษะ เมื่อ: เมษายน 09, 2014, 07:50:43 PM
 ยิ้ม ฮืม

         ส.ว.สมชาย จี้ “โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม” ขอโทษคนไทย
       
        ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กเพจ ระบุว่าเห็นฝรั่งอย่างนายอัมสเตอร์ดัมล็อบบี้ยิสต์ ที่รับจ้างทักษิณโฟนอินหลอกคนเสื้อแดงระหว่างการชุมนุมรวมพลนปชที่ถนนอักษะแล้วทนไม่ไหว ทนไม่ได้ที่เห็นคนต่างด้าวเห็นแก่เงินพวกนี้มาโกหกหลอกลวงคนไทย แม้พวกผู้ชุมนุมเขาจะไชโยโห่ร้องด้วยสำคัญผิดหรือเชื่อคำโกหกพกลมฝรั่งขี้นกคนนี้ก็ตาม
       
        “แต่ข้อเท็จจริงที่ต้องให้พี่น้องคนไทยทุกคนรู้คือ สิ่งที่หมอนี่พูดนั้นโกหกครับ
       
        1) นายอัมเสตอร์ดัมรับจ้างล็อบบี้พาอดีต ส.ส.หญิงบางคนไปเจนีวาจริง เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อยื่นหนังสือให้กับนายแอนเดอร์สจอห์นสัน เลขาธิการองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ IPU จริง แต่เป็นการไปยื่นหนังสือเฉยๆ ไม่ได้มีการพบปะพูดคุยกับตัวแทนชาติสมาชิกรัสภาประเทศต่างๆ แต่อย่างใด อาจเนื่องจากพวกเขาจงใจหรืออาจได้รับการปฏิเสธให้เข้าร่วมประชุม IPU ที่มีการประชุมในระหว่างห้วงวันที่ 15-19 มีนาคม พูดง่ายๆ คือไปยื่นวันที่ 25-26 มีนาคมซึ่งการประชุมจบไปตั้งเกือบสัปดาห์แล้ว จึงไปยื่นหนังสือ ไม่มีการหยิบยกเข้าที่ประชุมรัฐสภาระหว่างประเทศตามที่มาโฆษณาโกหกคนไทยแต่อย่างใดเลย
       
        2) การยื่นหลังจากการประชุม IPU ปีนี้จบไปแล้ว ทั้งๆ ที่บุคคลเหล่านี้รู้อยู่แก่ใจว่า มีการประชุมวันไหน นั่นคือรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าเสนอเข้าที่ประชุมจริงก็จะไม่ได้รับความสนใจและอาจถูกโจมตีเรื่องการปลอมรัฐธรรมนูญ การโกงคะเเนนโดยเสียบบัตรแทนกัน รวมถึงการเสี้ยมให้ฮาร์ดคอร์ข่มขู่ศาล ป.ป.ช. องค์กรอิสระ และการปล่อยให้ใช้ระเบิดและเอ็ม 79 ยิงใส่ประชาชนที่มาชุมนุม ซึ่งผมได้มอบเทปข้อมลต่างๆไว้ให้กับ IPU ทั้งหมดแล้ว
       
        3) การยื่นต่อเลขาธิการแอนเดอร์สที่กำลังจะหมดเทอมในอีกไม่กี่วัน เพราะมีการเลือกเลขาธิการใหม่นายมาร์ตินชาวคาเมรูนที่เราได้ช่วยเลือกและยินดีกันในที่ประชุม IPU กันนั้นแสดงถึงความไม่เอาไหนของนายอัมสเตอร์ดัม ล็อบบี้ยิสต์ที่ไม่มีข้อมูลพอจะรู้ช่องทางจริง แถมเลขาธิการคนเก่าเค้าบอกรับแค่ว่าจะตอบรับจดหมายที่ยื่นมา ดันไปโกหกทักษิณและผู้ชุมนุมว่าเค้าตอบรับและตำหนิศาลองค์กรอิสระของไทย โกหกครับ เรื่องจริงเค้าแค่ตอบรับว่าได้รับหนังสือเท่านั้น ไม่สามารถมาประนามหรือออกความเห็นตามที่พวกนี้โม้ได้ เพราะไม่ใช่หน้าที่เลขาธิการ ต้องเป็นมติที่ประชุมเท่านั้น อีกปีหนึ่งมั้งถึงจะเอาเรื่องเข้า ถ้าเค้าสนใจนะ
       
        ขอร้องเถอะนายอัมสเตอร์ดัม นายจะหากินหลอกเงินคุณทักษิณได้บ้างไม่ได้บ้าง ทะเลาะกันอย่างที่เป็นข่าวเบี้ยวเงินกันบ้าง ผมไม่สนใจคุณเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่นายมาหลอกคนไทย แม้จะมีความเห็นทางการเมืองอาจแตกต่างบางเรื่องกับผม แต่เขาก็เป็นคนไทยเชื้อสายเดียวกับผม ซึ่งผมยอมไม่ได้ที่ให้ฝรั่งขี้นกอย่างนายมาโกหกหลอกลวงเช่นนี้ ขอให้เลิกซะ พูดความจริงและขอโทษคนไทย ขอโทษประเทศไทยที่นายบังอาจทำสิ่งที่ไม่ดีครั้งนี้”
       
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้น วันที่ 6 เม.ย. 57 เวลา 18.00 น. ที่ถนนอุทยาน (อักษะ) เวทีชุมนุมคนเสื้อแดง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความต่างประเทศ นปช. สไกป์มาเวทีเสื้อแดง โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่าเรื่องแรกที่อยากจะบอกคือ ขณะนี้ทั้งโลกกำลังเห็นความเป็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น มีแสงส่องมาที่ประเทศไทยโดยเฉพาะที่พรรคประชาธิปัตย์ เราต้องยืนยันว่าขณะนี้คนที่เป็นเจ้าของประเทศคือประชาชน เราไม่ยอมให้พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายเข้ามาลิดรอนอำนาจของประชาชน เราไม่สามารถให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ใช้คำว่าปฏิรูปได้ เราไม่อนุญาตให้ใช้คำว่าประชาธิปไตย ไม่อนุญาตให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้คำว่าปราบปรามคอร์รัปชัน หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มายึดการเลือกตั้ง เราไม่สามารถให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาเรียกตัวเองว่าเป็น ศาล ไม่สามารถให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พูดคำว่าสันติภาพได้ ไม่สามารถให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จำกัดนิยามสิทธิมนุษยชนของชาวโลก เราจดชื่อไว้หมดแล้วใครเป็นเครือข่ายของประชาธิปัตย์ที่มาต่อต้านประชาธิปไตย
       
        คนเสื้อแดงต่างหากที่จะเป็นคนนิยามคำว่าปฏิรูป สิ่งแรกที่ต้องทำยอมรับศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ อาจไม่เข้าใจประเด็นไอซีซี ซึ่งสามารถโทรมาหาตนได้ จะอธิบายให้ฟัง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะหยุดรอคอยในสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นจงลงนามตั้งแต่วันนี้
       
        นายโรเบิร์ตกล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐประหาร ซึ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 52-53 ทุกประเทศ ต่างชาติ เห็นถึงความยากลำบากในการสมานฉันท์ ก็เพราะยังมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถ้าปราศจากการปฏิรูปมาตรานี้ พรรคประชาธิปัตย์จะใช้มาตรานี้จัดการศัตรูทางการเมืองตลอดไป ต้องแน่ใจว่ามาตรานี้ไม่ก่อให้เกิดการข่มขู่ คุกคามประชาชน โดยเฉพาะกรณีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หรือคนอื่นๆ ที่โดนมาตรานี้เล่นงาน สิ่งที่ปฏิรูปคือต้องย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีหนทางอื่น
       
        เราต้องปฏิรูปกองทัพด้วย เป็นไปได้อย่างไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ มายืนอธิบายเรื่องประชาธิปไตยให้เราฟัง มีคนเสื้อแดงสักคนไหม ที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกไปจากประเทศนี้ ซึ่งเขาต้องฟังหัวหน้ารัฐบาลคือนายกรัฐมนตรี สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องปฏิรูปหลักนิติธรรมในประเทศไทย ไม่ใช่เสื้อแดงจะพูดเรื่องนี้เรื่องเดียว
       
        ทุกพรรคการเมืองต้องร่วมมือกันปฏิรูปหลักนิติธรรม เราแต่ละคนอาจมีวิธีแตกต่างกันในวิธีปฏิรูปประเทศไทย มีวิธีง่ายมากคือ หยุดดื่มเบียร์ เพียงแค่บอยคอตธุรกิจที่สนับสนุนกปปส.เท่านั้น เสื้อแดงก็ชนะแล้ว
       
        “เราต้องไปยืนถามคนสองคน คือ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ที่มีข้อกล่าวหาสังหารประชาชน ว่าคนเหล่านี้หรือจะมานำการปฏิรูป จะมีคนไทยคนไหนยอม คนที่มีข้อหาฆาตกรรมขัดขวางคนบริสุทธิ์ไม่ให้ไปเลือกตั้ง เราควรเรียก กปปส.ในชื่อที่แท้จริงคือ ตอลิบาน หรือผู้ก่อการร้ายของอัฟานิสถาน แท้จริงแล้ว ตอลิบานของประเทศไทย เลวร้ายกว่าตอลิบานที่พวกตะวันตกรู้จักเสียอีก” นายโรเบิร์ตกล่าว
       
        เรายังต้องต่อสู้ในต่างประเทศต่อไป เราประสบความสำเร็จที่สหภาพรัฐสภาฯโลก (ไอพียู) มีจดหมายประนามศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธินักการเมืองกว่า 200 คน เราคงจำได้ว่า ไอพียู ส่งผู้สังเกตการณ์การถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และไอพียู มีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะมาดูการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. การแทรกแซงหรือเข้ามาตรวจสอบ เป็นเพียงหนทางเริ่มต้นเท่านั้นเอง เนื่องจากเห็นพฤติกรรมตอลิบานประเทศไทยว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังทำอะไรอยู่ โลกตะวันตกคงยอมรับไม่ได้อีกแล้ว เราจะดำเนินการต่อสู้บนหนทางสันติวิธี ที่อยู่ในสายตาชาวโลกต่อไปอย่างไม่ลดละ
       
        “รู้ดีว่าคนที่ออกมาต่างอึดอัดกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้สิ่งที่เป็นแขนของเรา คือ การแทรกแซงหรือนำชื่อพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนขึ้นสู่เวทีโลก ว่าคนเหล่านี้ต้องถูกประณามและต่อต้าน การที่จะประณามชื่อคนเหล่านี้ให้ชาวโลกปฏิเสธ คนเหล่านี้อาจใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีก็ตาม เราจะส่งรายชื่อเหล่านี้ไปนานาประเทศ โดยเฉพาะองค์กรที่ดูแลประชาธิปไตยในประเทศไทย และจะส่งรายชื่อไปยังรัฐบาลต่างๆ เพื่อระงับการติดต่อทางเศรษฐกิจและเส้นทางการเงิน เพราะฉะนั้นนายอภิสิทธิ์อาจจะไม่ได้เดินทางไปลอนดอนได้ง่ายๆ อีกแล้ว ขอให้รู้ไว้ว่าเราไม่โดดเดี่ยวเหงาหงอยอีกต่อไป วีรชนเสื้อแดงที่เสียชีวิตไปโดยไม่เปล่าประโยชน์ แต่เพื่อป่าวประกาศว่านายอภิสิทธิ์และพวกพ้องได้ทำอะไรกับประเทศไทย” นายโรเบิร์ตกล่าว
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / จี้จับฝรั่ง “ทนายแม้ว” พูดหมิ่นซ้ำบนเวทีแดงอักษะ เมื่อ: เมษายน 09, 2014, 07:48:09 PM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                      จี้จับฝรั่ง “ทนายแม้ว” พูดหมิ่นซ้ำบนเวทีแดงอักษะ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
7 เมษายน 2557 11:07 น.

       ประณามฝรั่งขี้นก “โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม” ไม่ให้เกียรติผืนแผ่นดินไทย “ดร.สมเกียรติ” ยกบทความเตือนความจำ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จี้จับ “ทนายฝรั่งเสื้อแดง” ที่ลอยนวลมากว่า 2 ปี ฐานปราศรัยถึงขั้นเป็นผู้นำขบวนการล้มล้างและทำลายประเทศไทย หลังวานนี้ผิดทำนองเดียวที่เคยถูกตั้งข้อหา ด้าน ส.ว.สมชาย จี้ขอโทษคนไทยทั่วประเทศ
       
        วันนี้ (7 เม.ย. 57) นายสมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยยกคดีคำปราศรัยครั้งแรกของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม (Robert Amsterdam) ปี 2553 เพื่อเป็นการเตือนความจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นผู้ที่สำนักงานฯ ตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีมานาน 2 ปีแล้ว การปราศรัยของนายโรเบิร์ตเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2557 บนเวทีคนเสื้อแดงที่ถนนอักษะ จึงเป็นความผิดทำนองเดียวกัน
       
        คดีคำปราศรัยครั้งแรกของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ปี 2553 : ความเห็นจาก สมเกียรติ อ่อนวิมล ให้ไว้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2555 นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม (Robert Amsterdam) เป็นนักธุรกิจกฎหมาย เป็นเจ้าของกิจการรับจ้างวิ่งเต้น-ต่อสู้-ผลักดันประเด็นต่างๆ ให้กับลูกค้าทั่วโลก ได้ถูกว่าจ้างจาก พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ให้ร่วมต่อสู้ล้มล้างรัฐบาลและสถาบันการเมืองของประเทศไทยสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงระหว่างการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชุมนุมทางการเมืองเพื่อล้มรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตอนนั้น
       
        “ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2555 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ถอดเทปคำปราศัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เพื่อดำเนินคดีต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งเอกสารและภาพวิดีโอที่เกี่ยวข้องให้กับผมเพื่อขอความร่วมมือจากผมให้ช่วยตรวจดูความถูกต้อง และขอความเห็นต่อคำปราศรัยดังกล่าว ผมได้ดูบันทึกภาพวิดีโอ ตรวจบทคำปราศรัยที่เป็นภาษาอังกฤษ และที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว จากนั้นผมก็ได้แก้ไขคำแปลที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้องพร้อมทั้งเขียนส่วนที่เห็นควรแก้ไขด้วยลายมือของผมตรงจุดที่ควรแก้ไข”
       
        ทั้งนี้ ในเฟซบุ๊ก ดร.สมเกียรติได้นำเอกสารต้นฉบับทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย มาให้ดูประกอบด้วย โดยเป็นคำปราศรัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ปี 2553 เป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีส่วนที่เป็นลายมือเป็นความเห็นของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล และคำปราศรัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ปี 2553 แปลเป็นภาษาไทย ถอดเทปจากล่ามภาษาไทยบนเวทีเสื้อแดง ส่วนที่เป็นลายมือขอแก้ไข เป็นความเห็นของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล
       
        “หลังจากตรวจภาพและเอกสารทั้งหมดแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งคำถามขอให้ผมช่วยตอบ 5 คำถาม ผมได้เขียนแสดงความเห็นของผม เป็นการตอบคำถามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้ :
       
        1. จากการที่ได้ฟังถ้อยคำปราศรัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งได้กล่าวเป็นภาษาอังกฤษ มีความรู้สึกและความเห็นอย่างไร?
       
        สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ : รู้สึกว่า Robert Amsterdam ปราศรัยโจมตีประเทศไทย, นักการเมืองไทย (นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ), นายกรัฐมนตรีไทย (นายกฯ อภิสิทธิ์), กองทัพบกไทย ระบบราชการไทย (ใช้คำว่า “อำมาตย์”) ราวกับว่าตัวเขาเองคือผู้นำมวลชน ยุยงปลุกปั่นให้เกลียดชังประเทศไทย สถาบันกองทัพ และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ถูกพาดพิง
       
        การเป็นชาวต่างชาติแล้วขึ้นเวทีปราศัยนำมวลชนคนในประเทศไทยให้ต่อสู้กับรัฐบาลไทยและกองทัพไทย เสมือนเป็น “ทหารต่างชาติรับจ้าง (mercenary)” มาก่อการกบฏล้มรัฐบาลไทย เป็นภาพที่ไม่ควรเกิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ชาวไทยพวกเสื้อแดงที่นั่งฟังอยู่ก็โห่ร้องยินดีราวกับว่ายอมรับให้ชาวต่างชาติผู้นี้นำทางไปสู่การล้มล้างรัฐบาลและประเทศของตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าพวกเสื้อแดงจะทำลายเกียรติศักดิ์ของตนเองในฐานะพลเมืองไทยเช่นนี้ได้อย่างไร
       
        นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม บอกว่า “อย่าได้เรียกประเทศไทยว่าเป็นสยามเมืองยิ้มอีกต่อไป” เป็นการดูหมิ่นประเทศไทยและสังคมไทยทั้งหมด การพูดว่า “นายกฯ อภิสิทธิ์โกหก" เป็นการหมิ่นประมาทส่วนบุคคล การประกาศว่า “จะตามไปฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ” เป็นการประกาศจองเวรประเทศไทยและรัฐบาลไทย
       
        นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม น่าจะต้องถูกข้อหาเป็นผู้นำขบวนการล้มล้างและทำลายประเทศไทยได้ พวกเสื้อแดงน่าจะมีความผิดที่ร่วมสมคบกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นชาวต่างชาติให้มาร่วมกันล้มรัฐบาลและทำลายเกียรติภูมิประเทศไทย
       
        การกล่าวว่า “อำมาตย์” ต้องตีความหรือถามนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ว่าหมายถึงใคร? หมายถึงระบบราชการ? หรือหมายถึง “สถาบันพระมหากษัตริย์”? แต่ไม่ว่าจะหมายถึงใครก็ถือเป็นการดูถูกเหยียดหยามผู้ที่ถูกพาดพิงแน่นอน
       
        2. ข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ความกองทัพบกหรือไม่ หากเป็นการใส่ความเป็นการใส่ความผู้ใด น่าจะทำให้กองทัพบกเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือไม่?
       
        สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ : นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม กล่าวร้ายให้ความเท็จต่อกองทัพบกแน่นอนชัดเจน ในช่วงท้ายของคำปราศัย
       
        (1) กล่าวหาว่ากองทัพบกมีความเหี้ยมโหด (brutality) ต่อประชาชน (2) กล่าวหาว่ากองทัพบกใช้อาวุธอเมริกันถูกฝึกโดยสหรัฐฯ ให้เป็นผู้แอบซุ่มยิง ประชาชนไทย (3) กล่าวหาว่ากองทัพบกทำให้ประชาชนหวาดกลัว เพื่อจงใจทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน
       
        3. เมื่อได้ฟังถ้อยคำแปลของล่ามแปลภาษาของนายโรเบิร์ตแล้ว ข้อความที่ล่ามแปลมีข้อความตรงกันหรือผิดแตกต่างไปจากคำกล่าวของนายโรเบิร์ตกล่าวหรือไม่ เป็นข้อความใด และข้อความดังกล่าวที่แตกต่างไปเป็นถ้อยคำที่หมิ่นประมาทกองทัพบกหรือไม่ ที่แปลไม่เหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่เปลี่ยนความหมายหลักแต่อย่างใด?
       
        สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ : ล่ามแปลสดๆ บนเวทีถือว่าแปลได้ตรงตามความหมายโดยรวมที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม พูด เป็นการแปลที่กระชับฉับไว ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกว่าบิดเบือนอะไร
       
        4. “Thai army” มีความหมายอย่างไร และกรณีการปราศรัยของนายโรเบิร์ตนี้ หมายความถึงหน่วยงานใด?
       
        สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ: “Thai Army” หมายถึงกองทัพบกไทยทั้งหมดทั้งกองทัพ (เมื่อไม่ได้ใช้คำว่า Thai soldiers / military officers ก็จึงมิได้หมายถึงทหารบางคนที่เป็นทหารบก) การพูดของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จึงเป็นการพูดถึง “กองทัพบก” ทั้งสถาบัน
       
        5. “brutality” แปลเป็นไทยว่าอย่างไร ในความหมายในทางภาษาอังกฤษ ผู้พูดใช้ศัพท์คำนี้มีความหมายหรือเจตนาให้เห็นเป็นอย่างไร?
       
        สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ : “brutality” แปลว่า “ความโหดเหี้ยม” หรือ “ความโหดร้าย” มีความหมาย เช่น การกระทำทารุณกรรม ทรมาณนักโทษ ผู้ต้องขัง หรือทรมานใครก็ตามที่ถูกจับหรือควบคุมตัว เป็นการทุบตีหรือทำร้ายร่างการให้บาดเจ็บทุกข์ทรมาณ หรือฆ่าให้ตายอย่างโหดเหี้ยม ผิดมนุษยธรรม
       
        คดีนี้ผ่านมาเกือบสองปีแล้ว แต่ไม่มีรายงานความคืบหน้าจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพไทยก็มิได้ใส่ใจติดตามถามหาหรือชี้แจงต่อสาธารณชนแต่ประการใด
       
        จนกระทั่งวันที่ 6 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา เวทีมวลชนชาวเสื้อแดงได้ชักนำให้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม โทรภาพส่งการปราศรัยครั้งใหม่ให้ชาวเสื้อแดงได้เห็นและได้ฟังอีกครั้งที่ถนนอักษะ ด้วยท่วงทำนองและสาระแนวทางเดียวกันกับการปราศรัยครั้งแรกเมื่อห้าปีที่แล้ว
       
        บทความของผมบทนี้ นำเสนอเป็นการเตือนความจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นผู้ที่สำนักงานฯ ตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีมานานสองปีแล้ว การปราศรัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2557 บนเวทีคนเสื้อแดง ที่ถนนอักษะ จึงเป็นความผิดทำนองเดียวกัน”
       
   

 

 
 
11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / คนไทยทุกคนต้องรู้กฎหมาย “รัฏฐาธิปัตย์” คืออะไร เมื่อ: เมษายน 09, 2014, 07:26:01 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                     คนไทยทุกคนต้องรู้กฎหมาย “รัฏฐาธิปัตย์” คืออะไร

ASTV  Manager Online
Updated 9  เมษายน  2014

       รัฏฐาธิปัตย์ หมายความว่า

๑) รัฏฐาธิปัตย์

เมื่อกล่าวถึง ปรัชญากฎหมายก็ต้องกล่าวถึง “กฎหมาย” และเมื่อกล่าวถึง กฎหมาย ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงรัฏฐาธิปัตย์ (soverign) ซึ่งสำนักความคิดกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองอธิบายว่าเป็นผู้ทำให้เกิดกฎหมายดังที่ จอห์น ออสติน (John Ausyin) อธิบายว่ากฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์

ความหมายของรัฏฐาธิปัตย์

สำนัก ฝ่ายกฎหมายบ้านเมืองให้ความสำคัญมากโดยอธิบายว่า รัฏฐาธิปัตย์ คือผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ส่วนจะเป็นใครก็สุดแท้แต่ว่าเป็นผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินหรือบ้านเมืองใด มีระบอบการปกครองอย่างไร ถ้าเป็นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฏฐาธิปัตย์ คือ พระมหากษัตริย์

อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ ก็คือการมีอำนาจอธิปไตยนั่นเอง ซึ่งก่อให้เกิดผลดังนี้ คือ

๑. ผลของการมีอำนาจอธิปไตยทำให้ รัฏฐาธิปัตย์ อยู่ในฐานะสูงสุดในแผ่นดิน และไม่ต้องเชื่อฟังผู้อื่นอีก
ข้อ นี้อาจไม่ถูกต้องในเวลานี้แล้วก็เป็นได้ เพราะในระบบประชาธิปไตย รัฏฐาธิปัตย์ อาจอยู่ใต้ข้อจำกัดอำนาจบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามทฤษฎีว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั้น เมื่อประชาชนแต่ละคนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนแต่ละคนย่อมเป็น รัฏฐาธิปัตย์ แต่ไม่มีประชาชนคนใดอยู่ในฐานะสูงสุดโดยไม่ต้องฟังคำสั่งผู้อื่น

๒. ผลประการแรกทำให้เกิดผลประการที่สองขึ้นมา กฎหมายระหว่างประเทศอันเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่มีสภาพเป็นกฎหมาย เพราะเมื่อรัฐต่างๆ มีฐานะเท่าเทียมกันก็ไม่มีรัฏฐาธิปัตย์ผู้ใดมีอำนาจบังคับบัญชาให้รัฏ ฐาธิปัตย์ผู้อื่นอยู่ในฐานะจำยอมได้ และจะเอาผิดถ้ามีการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศก็มิได้ ความผูกพันระหว่างรัฐต่อรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องถ้อยที่ถ้อย อาศัยกันเท่านั้น
ปัจจุบันทฤษฎีดังกล่าวของ ออสตินเสื่อมความนิยมแล้ว

๓. ข้อจำกัดอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์
ใน สมัยที่เชื่อกันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้ทรงเป็นใหญ่ เพราะทรงเป็น “ที่สุดของสิ่งที่สุดทั้งปวง” (The Absoluteness) หรือสมบูรณัตถ์ จึงไม่มีข้อจำกัดขัดขวางของอำนาจของพระองค์แต่อย่างใด ครั้นต่อมาเชื่อกันว่าพระสันตะปาปาทรงเป็นใหญ่ หรือองค์อธิปัตย์อยู่เหนือกษัตริย์ทั้งหลายแต่อำนาจของอธิปัตย์องค์นี้ย่อม ถูกจำกัดเพราะพระสันตะปาปาจะออกกฎหมายใดให้ขัดหรือแย้งกับกฎของพระผู้เป็น เจ้ามิได้

นักกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองต่างถือกันว่า กษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริงโดยไม่อยู่ใต้อำนาจรัฏฐาธิปัต ย์ หากถือว่าแม้กษัตริย์เป็นรัฏฐาธิปัตย์แต่ก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดจากความ ยินยอมหรือการยอมรับนับถือของประชาชน ฉะนั้น จะใช้อำนาจผิดทำนองคลองธรรมมิได้ เพราะถ้าใช้อำนาจผิดธรรมนองคลองธรรมราษฎรก็จะเสื่อศรัทธา และคลายความจงรักภักดี ซึ่งในที่สุดอาจนำไปสู่การล้มล้างอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ก็เป็นได้

สำหรับ ทฤษฎีที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั้นประชาชนย่อมเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่รัฏฐาธิปัตย์เช่นนี้ย่อมถูกจำกัดด้วยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์คนอื่นๆ ซึ่งก็มีอำนาจอธิปไตยเท่าเทียมกัน เช่น พระเจ้าแผ่นดินของรัฐ ก. จะทำการใดก้าวก่ายอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าแผ่นดินแห่งรัฐ ข. มิได้ เพราะต่างมีอำนาจอธิปไตยเช่นกันฉันใด ราษฎร ก. จะใช้อำนาจอธิปไตยของตนก้าวก่ายอธิปไตยของรัฐ ข. ไม่ได้ฉันนั้น

ใน อังกฤษ รัฐสภา เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดหรืออีกนัยหนึ่งรัฐสภาเป็นรัฏฐาธิปัตย์แทนประชาชนตาม ทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (supremacy of parliament)

“รัฐสภา” มีความหมายพิเศษเพราะประกอบด้วยองค์อำนาจสามประการคือ
๑. สภาสามัญ
๒. สภาขุนนาง
๓. พระมหากษัตริย์

สำหรับ พระมหากษัตริย์นั้น แม้โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นสถาบันรัฐสภา (parliamentary - institution) ดุจดังสภาทั้งสองที่กล่าวข้างต้น แต่เมื่อกล่าวถึงรัฐสภาอังกฤษเป็นองค์อำนาจสูงสุด ตามทฤษฎีเรื่องสภาวะสูงสุดของรัฐสภา คำว่ารัฐสภาในที่นี้ย่อมหมายถึงพระมหากษัตริย์ด้วย (King or Queen in Parliament) เพราะลำพังสภาทั้งสองหาทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดไม่

สำหรับ ปัญหาที่ว่า ทฤษฎีเรื่องสภาวะสูงสุดของรัฐสภาหมายความว่าอย่างไร นักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ อังกฤษอธิบายว่ามีความหมายพิเศษสองประการคือ

๑. การมีอำนาจนิติบัญญัติล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ดังที่เดอลอล์ม (De Lolme) ได้อธิบายสรุปไว้ทำนองประชดประชันว่า “นักกฎหมายอังกฤษพึงรำลึกไว้เถิดว่ารัฐสภาอังกฤษมีอำนาจบันดาลได้สารพัดใน ปฐพี จะมียกเว้นก็แต่การแปลงหญิงให้เป็นชาย หรือการแปลงชายให้เป็นหญิงเท่านั้น”
๒. การทรงไว้ซึ่งอำนาจนิติบัญญัติแต่ผู้เดียว องค์กรหนึ่งๆ ของรัฐสภา เช่น สภาสามัญ หรือสภาขุนนาง อาจมีอำนาจนิติบัญญัติเอกเทศ แต่ก็เป็นการมอบอำนาจให้โดยรัฐสภา ซึ่งจะเรียกกลับเสียเมื่อใดก็ได้ ยิ่งกว่านั้นเมื่อรัฐสภาออกกฎหมายใด สถาบันอื่นใด เช่นศาลจะกล่าวหาว่ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญมิได้ เพราะแท้จริงแล้วกฎหมายนั้นอาจมีผลเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยกเลิกฉบับเก่า ก็ได้ตามกฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า (lex posterior derogat legi priori)

ข้อจำกัดอำนาจในทางทฤษฎีอาจแบ่งออกได้ดังนี้

๑. กฎหมายธรรมชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายแห่งศีลธรรม (Natural law, international law, rule of morality ) ไดซีย์อธิบายว่าแม้รัฐสภามีอำนาจสูงสุด แต่รัฐสภาจะออกกฎหมายที่ฝ่าฝืนมโนธรรม ศีลธรรมจรรยา กฎหมายธรรมชาติ หรือกฎหมายระหว่างประเทศมิได้
๒. พระราชอำนาจ (Royal prrerogative) ไดซีย์อธิบายว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจทางการเมือง (political power) และอำนาจทางสังคม (social power) ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชน ถ้าทรงไม่เห็นด้วยกับการร่างกฎหมายใดหรือทรงทักท้วงความข้อใดรัฐสภาควรโอ อนอ่อนผ่อนตามพระราชประสงค์
๓. กฎหมายพื้นฐาน (Fundamental law) ไดซีย์กล่าวว่าในกรณีที่รัฐสภาออกกฎหมายสำคัญๆ ที่เป็นพื้นฐานทางสังคม เช่น กฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนรัฐสภาสมัยหลังๆ จะรีบด่วนออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงกฎหมายพื้นฐานไม่ได้

กระนั้นก็ตามทางปฏิบัติ รัฐสภาอาจตกอยู่ใต้อำนาจข้อจำกัดอำนาจบางข้อโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวซึ่งไดซีย์อธิบายดังนี้

๑. ทฤษฎีเจ้าของอำนาจอธิปไตย (doctrine of sovereignty) ไดซีย์อ้างความเห็นของออสติน ที่ว่าแม้อำนาจนิติบัญญัติจะถูกใช้โดยรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สภาสามัญ สภาขุนนาง และ พระมหากษัตริย์ แต่เจ้าของอำนาจนิติบัญญัติที่แท้จริงได้แก่ประชาชนอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นจะถือว่ารัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาสามัญ และเป็นผู้ให้ความเห็นชอบการเสวยราชสมบัติของพระมหากษัตริย์

๒. เหตุภายนอกอันอาจจูงใจสมาชิกรัฐสภา ไม่ให้ใช้อำนาจมาก (external limitation) ไดซีย์กล่าว่า พลังของประชาชนหรือกลุ่มอิทธิพล (Pressure group) เช่นกลุ่มนักศึกษา กลุ่มเกษตรกร กลุ่มนักวิชาการ อาจมีอิทธิพลเหนือสมาชิกรัฐสภา มิให้ใช้อำนาจสูงสุดของตนในทางที่ผิดทำนองคลองธรรมได้ เช่น สมาชิกรัฐสภาอาจอาจเกรงว่าถ้าออกกฎหมายประเภทนี้ไปแล้วอาจถกหนังสือพิมพ์ วิพากษ์วิจารณ์ อาจถูกมติมหาชนคัดค้าน อาจถูกโต้ตอบโดยนักวิชาการ หรืออาจถูกประชาชนเดินขบวนวางหรีดประท้วง เป็นต้น

๓. เหตุภายในอันอาจจูงใจสมาชิกรัฐสภาไม่ให้ใช้อำนาจมาก (intetnal limitation) เหตุภายในหมายถึง ทัศนคติ การศึกษาอบรม พื้นเพทางสังคมและการเมือง ตลอดจนค่านิยมของสมาชิกรัฐสภา เหตุเหล่านี้ย่อมกล่อมเกลาจิตใจของผู้นั้นให้เป็นไปในแนวทางที่ตนมีพื้นเพมา

แม้รัฐสภาจะมีอำนาจสูงสุด แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่ารัฐสภาจะใช้อำนาจบาทใหญ่คุกคามประชาชน เพราะรัฐสภาย่อมกลัวพลังของประชาชน และสมาชิกสภาเองต่างก็มีที่มาจากสังคมนั้นๆ จึงมีจิตสำนึกทางกรเมืองสูง และมีวิญญาณของสุภาพชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างครบถ้วน จึงเป็นที่หวังได้ว่าจะไม่ใช้อำนาจของตนออกนอกรีตนอกรอย

เขียนโดย ขุนเข่าไร้น้ำใจ
copy
แผ่นดินของเรา
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: เมษายน 09, 2014, 02:54:22 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง

หน้า  สาม

หัวหน้าเวรแสดงความอ่อนลงในตาของเขา  ดังนั้นโกลด์แมนกล่าวต่อไปว่า : “ จ่าเฟอร์กูสัน  แกกำลังคุยโม้ถึงเรื่องที่แกได้รับมอบหมายหน้าที่เข้มงวดที่นี่  ฉันไม่ชอบแกเป็นพิเศษแต่อย่างใดนะจะบอกให้  ดังนั้น ฉันกำลังจะบอกแกว่าถ้าแกไม่มีข้อมูลนั้นมาให้ฉันวันพรุ่งนี้  ฉันเตรียมที่ใหม่ให้แกแล้ว  มีค่ายหน่วยพิเศษที่ชายแดนลาวที่สูญเสียบุรุษพยาบาลสามคนจากบัญชีผู้สูญหาย KIAs เดือนที่แล้ว  และมันดูเหมือนแกไอ้ห่วยแตกกำลังไปหาแฟนที่นั่น  ถ้าแกไม่ส่งข้อมูลนั้นให้ฉัน  แกจะพบว่าตัวแกเองได้รับงานใหม่เป็นผู้ชำนาญพิเศษทางการพยาบาลชั่วคราวแปดโมงเช้าพรุ่งนี้  และแกต้องเดินทางไปร่วมกับหน่วยรบพิเศษในตอนบ่าย  เท่านี้นะ จ่า. “

เมื่อโกลด์แมนหมุนตัวกลับและจากไป  เฟอร์กูสันนั่งนิ่งช็อคตรงนั้น   เขาคิดว่าตัวเองไม่มีอันตรายใดๆที่ได้มาอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยนี้  และตอนนี้ไอ้หมอยิวต่ำช้าคนนี้มันย่างเข้ามาเร่งรัดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเอง  เหลืออีกสามเดือนในการปล่อยเพนนิซิลินและยาอื่นๆ ไปสู่ตลาดมืด และ ก็จะได้เงินมากพอที่จะตั้งบาร์เล็กๆดีๆเมื่อตนลาออก   เฟอร์กูสันลูบพุงที่ยื่นกลมเต็มด้วยเบียร์ แล้วใช้มือสองข้างของเขา สางผมบาง สีเหมือนขนหนู คำรามน่าสะอิดสะเอียนเหมือนหมูให้ตนเอง  แล้วหยิบโทรศัพท์   การเอาตัวรอดมาถึงแล้ว  หน่วยพิเศษหมวกเขียวเร๊อะ !  ใครในใจที่คิดไว้จะต้องการได้รับมอบหมายหน้าที่กับไอ้พวกคนบ้าเหล่านั้น? ไอ้เหี้.....!   ถ้าไอ้พวกวีซีนักแทรกซึมเหล่านั้นไม่เข้าโจมตี   พวกมันก็แน่เสมอที่จะไม่หาความยุ่งยากมาให้   ไม่นะ เขาคิด   ฉันจะเอาทุกอย่างใส่พานถวายตามที่มันต้องการ   แล้วฉันก็จะผ่านวันบ้าๆนี้ไป.....

เมื่อโกลด์แมนกลับมาถึงห้องปลอดเชื้อ   เคซี่ (ทหารเดนตาย) ได้รับการทำความสะอาดเรียบร้อย  และนอนเปลือยใต้ชุดผืนผ้าขาวสะอาด  ร่างกายของเขาถูกขัดถูจนผิวกลายเป็นสีชมพูกุหลาบ  โกลด์แมนตรวจดูแผลศีรษะอีกและล้างแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ   ขบวนการธรรมชาติในการพยายามประสานพังผืดเพื่อคลุมส่วนเปิดของมันสมอง ตอนนี้เห็นได้ชัดแม้กับตาที่ไม่เคยฝึก  แม้ที่น่าตื่นเต้นคือความจริงที่ว่า จากการตรวจสอบใกล้มาก เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กระดูกใหม่กำลังเกิดขึ้นรอบๆปริมณฑลบาดแผลนั้น

ผู้กองดึงผ้าคลุมลงจากร่างของเคซี่ เพื่อมองดูส่วนที่เหลือ คนป่วยทำเสียงหวิวเบาๆขณะหายใจ  ร่างของเคซี่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น  ส่วนใหญ่จะเป็นแผลลึก  บางแผลขอบย่นคล้ายกับว่าได้รับการบำบัดรักษาผิดปกติโดยตัวเอง  บาดแผลเหล่านั้นเป็นลักษณะผสมผสานทั้งเก่าและใหม่ แต่ส่วนใหญ่สีจางลงเกือบขาวเมื่อเวลาผ่านไป  และบางแผลดูเหมือนมีเส้นไขว้กันไปมาหลายๆครั้ง จนไม่สามารถจะบอกได้ว่าแผลไหนเป็นแผลเก่าที่สุด

โกลด์แมนเรียกพยาบาลเวรให้นำเอาจ่าเคซี่ โรเมน E-5 ไปห้องเอ๊กซเรย์เพื่อเก็บหลักฐานและการสังเกตุดูสัญญาณชีวิตของเขา  ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างใด  โกลด์แมน จะได้รับรายงานทันที  ในขณะเดียวกัน  เขาจะได้รีบไปเพื่อพร้อมสำหรับการผ่าตัด

ณเวลาที่เคซีกำลังได้รับการเอ๊กซเรย์  โกล์ดแมนและผู้พันหัวหน้าจบการเตรียมที่ผ่าตัดแล้ว  และกำลังรอคนป่วยของพวกเขาถูกม้วนตัวลงนอนพร้อมกับแผ่นแสดงรายงานประจำตัว

เมื่อวางร่างของเคซี่ลงบนแผ่นฆ่าเชื้อแล้ว  พันเอกแลนดรี้ส์ตรวจสอบบาดแผลอีก แล้วก็เงียบชั่วครู่ ก่อนจะพูดกับโกลด์แมน :  “ มีเครื่องหมายใดๆเกี่ยวกับการติดเชื้อบ้างไหม? “

“ ลบครับ “ ร้อยเอกตอบ “ ไม่มีเครื่องหมายใดๆของการติดเชื้อทั้งนั้น  เราน่าจะเห็นเลือดเขาทำงานในสองสามนาทีนี้   บางทีเรื่องนี้แหละจะบอกอะไรเราได้มากกว่า “  แพทย์สองคนยืนปรึกษากันถึงคำอธิบายที่เป็นไปได้สำหรับอาการของคนป่วยประหลาดของพวกเขา จนกระทั่งแผ่นรายงานเอ๊กซเรย์แสดงตัวเลขรายละเอียดบนหน้าปัทม์  เขาทั้งสองตรวจดูรายงานทีละแผ่น แล้วก็วนมาตรวจทบทวนอีก พร้อมกับดูรายงานทางเทคนิคของเครื่องเอ๊กซเรย์เกี่ยวกับสถานะที่ไม่เคยมีที่ปรากฏกับผู้ป่วยตอนนี้

 ปรากฎการณ์พิเศษอย่างหนึ่งทำให้เขาทั้งสองสนใจมาก  ก้อนเนื้อเยื่อหนาในขาอ่อนซ้ายของคนป่วยได้เข้าห่อหุ้มชิ้นส่วนแปลกปลอมชิ้นหนึ่งที่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร   เพราะมุมตรงที่เอ๊กซเรย์ฉายให้เห็น ยากที่จะตัดสินว่าสิ่งนั้นคืออะไร   หมอทั้งสองตัดสินใจตรวจลึกลงไปหลังจากพยายามดึงชิ้นสะเก็ดระเบิดออกมาจากเนื้อสมองไม่สำเร็จ   ขณะที่แลนดรี้ส์จัดเตรียมส่วนรอบๆบาดแผลศีรษะและฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ  เขาสาธยายให้ความเห็นว่าสะเก็ดระเบิดชิ้นนั้น ดูจะยาวกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตอนนำเคซี่มารับการตรวจใหม่ๆ.......
                                                                                                                 









13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ? เมื่อ: เมษายน 08, 2014, 11:01:43 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

26.  Is the process that is in place for any diocese or archdiocese different at all when the priest is not a parish priest but a member of an order such as the Jesuits? I am not totally clear on the relationship between these orders and the archdiocese and who has authority over what.
กระบวนการที่มีอยู่สำหรับสังฆมณฑลหรืออัครสังฆมณฑล แตกต่างโดยสิ้นเชิงหรือไม่ เมื่อพระสงฆ์มิได้เป็นเจ้าอาวาส แต่เป็นสมาชิกของคณะนักบวชเช่นคณะเยซูอิต?  ผมไม่เข้าใจชัดเจนเลยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคณะนักบวชเหล่านี้และอัครสังฆมณฑล และผู้ใดมีอำนาจจัดการเรื่องใด.

The USCCB Essential Norms address offenses only involving diocesan clergy and are not directly applicable in the case of an accused priest who is the member of a religious institute or society of apostolic life.  The responsibility for addressing allegations made against an “order priest,” therefore, falls to his Superior or Provincial – depending on the nature and structure of the individual institute or society.  This is addressed in the very first footnote of the Essential Norms which states, “In applying these Norms to religious priests and deacons, the term ‘religious ordinary’ shall be substituted for the term ‘bishop/eparch’ mutatis mutandis.”  The Conference of Major Superiors of Men addressed this matter at their annual Conference in Philadelphia in August of 2002 and issued a statement addressing this matter.

บรรทัดฐานสำคัญของ  USCCB  บรรยายถึงความผิดต่างๆเพียงที่เกี่ยวกับนักบวชของสังฆมณฑลเท่านั้น  และไม่สามารถนำไปใช้โดยตรงในกรณีของพระสงฆ์ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันนักบวชหรือสมาคมชีวิตแพร่ธรรม   ดังนั้น  ความรับผิดชอบในการระบุถึงข้อกล่าวหาต่อ “ พระสงฆ์ของคณะนักบวช” ย่อมตกเป็นหน้าที่ของอธิการหรือเจ้าคณะแขวง – ขึ้นกับลักษณะและโครงสร้างของสถาบันปัจเจกชนหรือสมาคมนั้น  ข้อนี้มีกล่าวไว้ใน เชิงอรรถแรกของบรรทัดฐานสำคัญ ซึ่งบรรยายว่า “ ในการปรับใช้บรรทัดฐานเหล่านี้กับพระสงฆ์และสังฆานุกรของคณะนักบวช    คำว่า  “ พระสังฆราชคณะนักบวช” จะนำมาแทนที่คำ ‘ พระสังฆราช/สังฆราชเขตปกครอง ‘ หรือ กลับกัน – mutatis mutandis “   สภาบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งอธิการใหญ่ –  The Conference of Major Superiors of Men – กล่าวถึงเรื่องนี้ในการประชุมสภาประจำปีที่  Philadelphia ในเดือนสิงหาคม ปี  2002 และได้ออกคำยืนยันที่ระบุถึงเรื่องนี้.

In responding to allegations of this nature involving an order priest, the “religious ordinary” is obligated to comply with the Norms concerning the more grave delicts reserved to the Congregation for the Doctrine of the Faith and follow the procedures which that Congregation has outlined in its norms.  If an order priest has had an assignment in a diocese and been answerable to the diocesan bishop by reason of this assignment, the bishop may elect to remove him from his assignment and even insist if the matter is sufficiently grave that he no longer exercise ministry or even reside in the diocese.  This is a right that a diocesan bishop has with regard to order priests in his diocese by reason of canons 679 and 682, §2. Cf.

ในการตอบโต้ต่อเรื่องลักษณะนี้ที่เกี่ยวกับพระสงฆ์คณะนักบวช  “ พระสังฆราชของคณะ” จำต้องเดินตาม  Norms concerning the more grave delicts reserved to the Congregation for the Doctrine of the Faith (บรรทัดฐานเกี่ยวกับความผิดหนักมากที่สงวนไว้สำหรับ CDF) และทำตามกระบวนการซึ่งสมณกระทรวงฯได้วางไว้ในบรรทัดฐานของเขา  ถ้าพระสงฆ์คณะนักบวชได้รับมอบหมายงานในสังฆมณฑล และสามารถตอบกับพระสังฆราชสังฆมณฑลด้วยเหตุผลที่รับมอบหมายงานนี้  พระสังฆราชอาจเลือกวิธีย้ายเขาออกจากหน้าที่มอบหมาย และแม้ยังสามารถยืนยันถ้าเรื่องหนักพอจนพระสงฆ์องค์นั้นไม่สามารถทำงานได้หรือแม้อาศัยอยู่ในสังฆมณฑลนั้นได้  นี่เป็นสิทธิที่พระสังฆราชสังฆมณฑลมี ในการที่จะสั่งพระสงฆ์คณะนักบวชในสังฆมณฑลของท่านโดยเหตุผลที่ระบุในกฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 679 และ 682, §2. Cf.

http://www.opusbono.org/canonlaw/cmsmnorms.html.

27. I just read a horrendous article discussing a meeting held by SNAP(SURVIVORS NETWORK OF THOSE ABUSED BY PRIESTS ) and Bishop Vigneron of Oakland, California regarding accusations against a priest. This article brings up several questions. Why is this case seemingly being investigated in the media? Why does the bishop allow this? Why does SNAP think that parishioners who support the priest have no right to their opinions? (SNAP certainly seems to think that they have a right to their opinions.) If charges against the priest have been made public, then why should the priest not have a public forum in which to present his defense? Again we see how the poor handling of all these matters by the bishops has caused all this extreme behavior. Again we must ask what about the rights of the priest in these matters. Vigneron claims to be faithful to the Magisterium but disregard canon law and principles of moral theology.
 
ผมพึ่งได้อ่านบทความน่ากลัวที่พิจารณาการประชุมของ SNAP ( ข่ายงานผู้รอดชีวิตที่ถูกทารุณทางเพศโดยพระสงฆ์ – SURVIVORS  NETWORK  OF  THOSE  ABUSED  BY  PRIESTS) และ พระสังฆราช ไวเนอรอน แห่ง โอคแลนด์  แคลิฟอร์เนีย  เกี่ยวกับการกล่าวหาพระสงฆ์   บทความนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมาย   ทำไมกรณีนี้ดูเหมือนได้รับการสืบสาวในสื่อต่างๆด้วย?   ทำไมพระสังฆราชจึงอนุญาตเรื่องนี้?   ทำไมองค์กร SNAP คิดว่าบรรดาสัตบุรุษ ซึ่งสนับสนุนพระสงฆ์จึงไม่มีสิทธิต่อความเห็นของพวกเขา?  ( SNAP แน่นอน ดูเหมือนคิดว่า พวกเขามีสิทธิที่จะแสดงความเห็นของพวกตนเท่านั้น )   ถ้าข้อหาต่อพระสงฆ์ถูกนำไปเปิดเผยในที่สาธารณะ  ถ้าอย่างนั้น  ทำไมพระสงฆ์จะไม่ควรเปิดการประชุมสาธารณะซึ่งเขาสามารถแสดงการปกป้องของเขาได้บ้าง?   ขออีกว่า พวกเราเห็นการจัดการแบบน่าสงสารในเรื่องทั้งหมดที่ว่านั้น โดยพระสังฆราช ทำให้เกิดนิสัยเลวสุดขั้วทั้งหมดนี้  ขออีกว่า เราต้องถามว่า แล้วเรื่องสิทธิของพระสงฆ์ในเรื่องเหล่านี้อยู่ที่ไหน  ท่าน ไวเนอรอน ประกาศว่าเป็นผู้ซื่อตรงต่อ Magisterium ( อำนาจสอนในพระศาสนจักร – อาจารียานุภาพ )  แต่ไม่นำพาต่อกฎหมายพระศาสนจักรและหลักการของเทววิทยาทางศีลธรรมแต่อย่างใด.

The case is in the media because the Bishops' chose to use the media, which is clearly unfair. SNAP thinks that no one should publicly support an accused priest because it causes other (alleged) victims from coming forward, which is preposterous . And, most priests do not want their names in public even for their own defense, because they are afraid it will just stir up more accusations in this media frenzy and they are terrified of what the bishop might do next even though they are already suspended.

คดีไปปรากฏในสื่อ เพราะว่าบรรดาพระสังฆราชเลือกที่จะใช้สื่อ  ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่เป็นธรรม   SNAP คิดว่าคงไม่มีใครจะสนับสนุนพระสงฆ์ผู้ถูกกล่าวหาในที่สาธารณะ  เพราะว่ามันก่อให้เกิดการปรากฏเหยื่อ(ที่กล่าวอ้าง)ให้ปรากฏตัวออกมา ซึ่งผิดวิสัย  และ  พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ชื่อของพวกตนปรากฏแบบสาธารณะ  แม้เพื่อจะปกป้องตนเองก็ตาม  เพราะว่าพวกเขากลัวว่ามันจะกวนให้เกิดการกล่าวหาเพิ่มมากขึ้นโกลาหลในวงการสื่อ  และพวกเขาสยองต่อสิ่งที่พระสังฆราชอาจจะทำอะไรต่อไป ทั้งๆที่พวกเขาเองก็โดนแขวนอยู่แล้ว.

28. I am in agony! I was removed from ministry and like my brother priests, I was never told the accusation, never had an opportunity to speak to my bishop, a kangaroo court called a review board meeting accused me of things I never did, then I was told that my bishop wrote to Rome asking what to do and I was told to wait, "it would all work out fine". The next thing I know, I'm being laicized! Now I have a canon lawyer (I was never told to get one) because I just "trusted" my bishop and was obedient and waited as his vicar of clergy told me that he wanted me to do. Please tell me, is it possible or advisable to write the CDF on my own, and will they even open the letter and read it?

คุณพ่อครับ  ผมอยู่ในความปวดร้าวทรมาน!   ผมถูกให้ออกจากหน้าที่ และ เหมือนเพื่อนพี่น้องพระสงฆ์ของผม  ผมไม่เคยได้รับแจ้งข้อกล่าวหา  ไม่เคยได้รับโอกาสพูดกับพระสังฆราชของผม  ศาลเตี้ยได้เรียกประชุมคณะกรรมการทบทวน กล่าวหาผมในสิ่งที่ผมไม่เคยทำ  แล้วผมได้รับคำบอกว่า  พระสังฆราชของผมเขียนถึงกรุงโรม ถามว่าจะจัดการกับผมอย่างไรและสั่งให้ผมรอ กล่าวว่า “ ผลมันจะออกมาดีเอง”   สิ่งที่ผมทราบต่อมาคือ ผมถูกถอดเป็นฆราวาส !   ขณะนี้ผมมีนักกฎหมายพระศาสนจักรคนหนึ่ง ( ผมไม่เคยทราบว่าสามารถมีได้คนหนึ่ง)  เพราะว่าผมนั้น” ไว้วางใจ “ พระสังฆราชของผม  และนบนอบเชื่อฟังและรอคอยตามที่ผู้แทนนักบวชของท่าน ได้บอกผมว่าท่านต้องการให้ผมทำอะไร   โปรดบอกผมด้วยครับ  มันเป็นไปได้ไหม หรือให้คำแนะนำให้ผมเขียนถึง CDF  ด้วยตัวผมเอง  และพวกเขาจะเปิดอ่านจดหมายของผมหรือเปล่าครับ?

The CDF will open your letter, and they will read it, and they will put it with your case file for consideration. Your problem is not unique. Many cases are sent to Rome from the diocese without any response from the priest being accused, so the CDF assumes that you and the bishop have worked it all out and that you are aware of the process that's taking place. We strongly suggest that every priest that has a case in Rome writes the CDF. Furthermore, we also advise that you don't wait for the bishop to send something to Rome, but rather you write to Rome immediately explaining your situation. You should receive a "protocol number", which simply means that there is a formal case in Rome regarding your situation. Make sure you follow up with phone calls and faxes. If you are in Rome, call and go meet someone from the CDF. The congregation has a secretary who is His Excellency Mgr. Angelo Amato, S.D.B., an under-secretary, P. Joseph Augustine Di Noia, O.P., and a Promotor of Justice Mgr. Charles Scicluna. Here is how to contact them:   

CDF จะเปิดจดหมายของคุณพ่อแน่  และพวกเจ้าหน้าที่จะอ่านจดหมายดังกล่าว  แล้วพวกเขาจะสอดจดหมายนี้ใส่ซองเพื่อการนำไปพิจารณา  ปัญหาของคุณพ่อไม่เหมือนใคร  คดีมากมายที่ส่งไปกรุงโรมจากสังฆมณฑลต่างๆ โดยไม่มีคำตอบจากพระสงฆ์ที่ถูกกล่าวหา  ดังนั้น CDF ถือว่าคุณพ่อและพระสังฆราชได้ทำงานเสร็จสิ้นแล้ว และคุณพ่อกังวลเรื่องกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่  เราขอเสนอแนะอย่างจริงจังว่า พระสงฆ์ทุกองค์ที่มีคดีอยู่ในกรุงโรม คงต้องเขียนถึง CDF  ยิ่งกว่านั้น  เราขอแนะนำด้วยว่าคุณพ่อคงไม่ต้องรอให้พระสังฆราชส่งอะไรบางอย่างไปที่โรม  แต่ที่ควรทำมากกว่า คือเขียนถึงโรมโดยอธิบายทันทีทันใดถึงสถานะของคุณพ่อ  คุณพ่อควรจะได้รับ “เลขรหัสสนธิสัญญา – protocol “ ซึ่งหมายความว่ามีคดีทางการในกรุงโรมเกี่ยวกับสถานการณ์ของคุณพ่อ   จงให้แน่ใจว่าคุณพ่อต้องตามเรื่องโดยทางโทรศัพท์และโทรสาร  ถ้าคุณพ่ออยู่ในกรุงโรม  จงโทรศัพท์และไปพบใครสักคนใน CDF   สมณกระทรวงฯมีเลขานุการคนหนึ่งคือพณะฯ Mgr. Angelo Amato, S.D.B.  และผู้ช่วยเลขานุการ  P. Joseph Augustine Di Noia,O.P.  และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความยุติธรรม – Promotor of  Justice  Mgr.  Charles Scicluna   ติดต่อคนเหล่านั้นที่นี่ :

Congregazione per la Dottrina della Fede
Piazza del S. Uffizio, 11
00120 Cittá del Vaticano
Vatican City
Phone: +39 0669883296
Fax: +39 0669884532
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: เมษายน 05, 2014, 11:23:12 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

หน้า 2

แลนดรีส์ ก้มลงเพื่อดูบาดแผลและสะเก็ดระเบิดใกล้กว่า  เลือดคลุมทั่วใบหน้าของชายคนนั้นและชายผ้าพ้นแผลที่ตบแต่งบาดแผลยึดผ้าพันแผลทั้งหมดตรึงติดศีรษะของเขา  แลนดรีส์ชำเลือง แล้วดูใกล้กว่าอีก  ถอดแว่นตาออก แล้วก็มองอีก

“ พระเจ้า!” เขาอุทาน  หน้าซีดเผือด  ขณะที่หันไปหาโกลด์แมน  “ อะไรกัน.....?”

แพทย์ทั้งสองหันความสนใจไปที่มันสมองที่เปิดอยู่
บาดแผลแบบนี้  ในบรรยากาศแบบเครื่องเพาะเชื้อในเวียตนามชี้  มันหมายถึงความตายแน่ชัดที่สุด  หรือ อย่างน้อยที่สุด คือว่า ชายคนนี้คงเป็นพืชชนิดหนึ่งถ้าเขามีชีวิตอยู่ได้  แต่ .....

บาดแผลนี้แตกต่างออกไปมาก  พระเจ้า  แตกต่างอย่างไรหรือ!

อย่างช้าๆแต่แน่ใจ  ขณะที่ศัลยแพทย์สองนายเฝ้าดูแบบไม่เชื่อสายตา  แผลที่เปิดนั้นกำลังดำเนินขั้นตอนปกป้องรักษาตัวเอง   ชิ้นเรียวบางของสะเก็ดระเบิดกำลังถูกผลักดันให้หลุดออกและถูกหุ้มห่อในถุงแค็ปซูลซึ่งดูเหมือนเป็นกระบวนการเปลี่ยนเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตที่ทำให้เชื้อวรรณโรคแยกตัวออกในปอด  สำหรับ ที.บี.เป็นที่รู้กันว่ามันเป็นประหนี่งรอยโรคปอด หรือ ghon complex  แต่ที่ไอ้บ้านี้เป็นนั้นมันเป็นอย่างอื่น  เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังชั้นนอก  ชั้นในสุดของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง – เยื่อทั้งหมดดังกล่าว – สิ่งคลุมปกป้องสำหรับมันสมองและไขสันหลัง  กำลังทำงานรักษาอย่างช้าๆแต่ความก้าวหน้าเห็นเพิ่มขึ้นในแผงอวัยวะที่เปิดอยู่ของสมอง.

เห็นได้..... พระโปรด!  แลนดริกส์หันไปทางโกลด์แมน

“ เตรียมหมอนี่พร้อมไว้แล้วพาเข้าห้องผ่าตัดด่วนเดี๋ยวนี้ “ เสียงของเขาสูงดังแสบแก้วหู  “ เร็วเข้า! เอ๊กสะเรย์หมอนี่ทุกตารางเซ็นจากทุกแง่มุม – และ ทำเดี๋ยวนี้โว้ย! “ เขาตะโกน

บรรดาพยาบาลและเสนารักษ์ประจำกะ ฮือพรวดพราดเข้าปฏิบัติตามคำสั่ง   แต่เสียงของแลนดรีส์ยังคงลอยลั่นตามมาว่า  “ ฉันต้องการงานเลือดก่อน  ฉันต้องการรายงานปัสสาวะและฮีโมโกลบิน  ฉันต้องการการทดสอบบ้าทุกอย่างที่ ที่ตรงนี้สามารถทำได้ – และสิ่งที่ทำไม่ได้   เร็วซีวะ  เจ้าพวกหลังยาว!  ถ้าไอ้บ้านี้ตาย ฉันจะย้ายพวกแกทุกคนไปอยู่หน่วยพลร่มโดดให้เข็ด และส่งพวกเธอสาวน้อยสะโอดสะองไปล้างแผลเน่าที่นิคมโรคเรื้อน เอาให้เข็ด  เร็วซีวะ พวกเวร เร็วเข้าโว้ย!”

เขาหันไปหาโกลด์แมน

“ โกลด์แมน  หมอพบมัน – ถ้าเช่นนั้นหมอสามารถอยู่เฝ้ามันทุกๆนาทีทุกๆชั่วโมง จนฉันจะสามารถสั่งหมอให้เลิกด้วยตัวฉันเอง “

ผู้กองผงกศีรษะและติดตามดูแลทหารบาดเจ็บผู้นี้  โดยสั่งผู้ช่วยศูนย์พยาบาลเริ่มเดินระบบ IV  เขาได้สั่งพยาบาลทำความสะอาดร่างกายทหารคนนี้และส่งเข้าไปอยู่ห้องแยกเดี่ยว  บอกพวกพยาบาลว่า เขาต้องการเทคนิคปลอดเชื้อเพื่อเข้าไปสังเกตการณ์  และว่า ถ้าพวกพยาบาลคนใดคนหนึ่งติดเชื้อจากตัวอย่างที่นำมาจากทหารคนนี้ ต้องได้รับตอบแทนจากนรกอย่างสาสม

พวกเขานำทหารคนนี้ไปที่เตียงหนึ่งอย่างรวดเร็วในห้องแยกเดี่ยวของสถานพยาบาล  ในห้องนั้นก็มีเพียงชาวนาเวียตนามสูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งป่วยขั้นสุดท้ายจากโรคไทฟัสหรือไข้รากสาดใหญ่   ไม่น่าจะมีการติดเชื้ออีก ดังนั้นโกลด์แมนสั่งให้เจ้าหน้าที่เวรโยนเวียตคนนี้ออกไปจากห้องด้วยการจ่ายสินน้ำใจห้าสิบดอลลาร์สหรัฐ  ลาภมิได้หวังทำให้ชายแก่ดีใจ และเขารีบเก็บข้าวของที่มีอยู่เล็กน้อยอย่างรวดเร็วและพรวดพราดออกประตูไปเยี่ยงนักกีฬากระโดดข้ามรั้วโอลิมปิก ประหนึ่งกลัวว่าพวกอเมริกันบ้าเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนใจเอาเงินคืน  เขาเดินออกทางประตูใหญ่อย่างรวดเร็วจนว่าสารวัดทหารที่ยืนยามอยู่สั่นศีรษะด้วยความประหลาดใจที่คนแก่ทำเวลาได้เร็วขนาดนั้น.

ขณะที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่เวรถอดเปลี่ยนเสื้อผ้าคนเจ็บ โกลด์แมนเรียกให้เปิด IV น้ำเกลือปลอดเชื้อเพื่อเริ่มตัวเลข   เป็นครั้งแรกที่เขา ตอนนี้ มองที่ป้ายห้อยคอของทหารผู้นี้เพื่อตรวจดูกรุ๊บเลือดของเขา  O positive  ไม่มีปัญหาตรงนั้น  กรุ๊บเลือดปกติทั่วไป   สัญญาณชีวิตเป็นเรื่องต่อไป  อุณหภูมิของเขาวัดได้ 97.9 – ต่ำกว่าปกติหนึ่งขีด  มันไม่ควรจะกว่าปกติ  เขาควรจะกำลังมีไข้  การหายใจ : 18 ต่อนาที เร็วไปนิด แต่ก็ไม่เลวนัก  ชีพจร: เร็วกว่าปกติเล็กน้อย  ความดันเลือด : 140 over 90  ปกติ

แต่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ปกติแน่  ไม่มีอะไรเกี่ยวกับทหารคนนี้ที่น่าจะเป็นปกติ.....

โกลด์แมนจากไป  ถือป้ายห้อยคอของทหารและป้ายระบุบาดแผลไปด้วย  เขาอ่านบันทึกบนป้ายห้อยคอ : “ CASEY ROMAIN – TYPE O – POS – PROTESTANT.”  มันมิได้แสดงให้เขารู้อะไรเลยว่าทหารคนนี้เป็นใคร   เขาหยุดที่ทำงานหัวหน้าเวรของเขาเพื่อเก็บป้ายแสดงบาดแผล

“ เก็บรายงานทางการแพทย์ของชายคนนี้ในนี้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้  และบอกนายทหารผู้บังคับบัญชาของหน่วยของเขาเอาแฟ้ม 201 ของเขามาให้ฉัน  และ  ฉันต้องการข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับประวัติและภูมิหลังส่วนตัวของเขา  เอามาให้ฉันบ่ายพรุ่งนี้ “
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 12:46:39 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                               คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า
                                                                        CASCA : THE ETERNAL MERCENARY

ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
ผู้แปล Alan Petervich
3  เมษายน  2014

       เสียงของพระเยซูเจ้าที่กำลังถูกตรึงบนไม้กางเขน ได้กล่าวกับ Centurion ที่คุมกำลังทหารโรมันที่ส่งมาดูแลความเรียบร้อยในการตรึงกางเขนครั้งนี้ หลังจากที่เขาใช้หอกด้ามยาวแทงทะลุสีข้างของพระองค์เพื่อหวังจะให้พระองค์ถึงแก่ความตายเร็วๆ  แทนที่จะทรมานทุรนทุรายยืดยาวต่อไป และเลือดปนน้ำพุ่งจากบาดแผลของพระองค์ลงมาเปื้อนมือของเซนจูเรียนคนนี้  ก่อนสิ้นพระชนม์ พระเยซูเจ้าผินพระพักตร์ไปทางเซนจูเรียน ตรัสพอได้ยินว่า

“  เซนจูเรียน  ท่านพอใจในสิ่งที่ท่านเป็น  แล้วท่านจะยังคงอยู่จนกระทั่งเราพบกันอีก  ขณะที่ตอนนี้เราจะไปหาพระบิดาของเรา  สักวันหนึ่งท่านต้องมาหาเรา “
 
ลมพายุส่งเสียงหวีดหวิว  เซนจูเรียนคาสคายืนแข็งทื่อด้วยอาการตื่นตะลึงและกลัว  เลือดของคนยิว – เยซู ในมือของเขาคละเคล้ากับหยาดฝนที่กำลังเทลงมา  โดยไม่คิดอะไร  คาสคาปาดมือของเขาเช็ดปากของเขา  และเลือดของเยซูหยดหนึ่งแตะตรงลิ้นของเขา ซึ่งทำให้คาสคาหวีดร้องลั่น  เพราะรู้สึกเจ็บปวดสุดๆขึ้นอีกเท่าตัว  อะไรที่รู้สึกคล้ายธารไฟร้อนจัดแผ่ซ่านไปทั่วทุกขุมขนขึ้นสู่สมองของเขา  ทำให้ชีวิตทั้งครบเหมือนอยู่ในไฟ  และ ทหารของเขารวมทั้งคนอื่นๆไม่มีใครสังเกตเขาแต่อย่างใด

       เซนจูเรียนคาสคา – ถูกกำหนดโดยพระเยซูเจ้า ไปสู่ชีวิตที่ไม่มีสิ้นสุดในฐานะทหารคนหนึ่ง.

                                                                                คาสคา  ทหารรับจ้างอมตะ

                                                                                        บทที่  หนึ่ง

นา- ตรัง   เวียตนาม  ปี 1970……….


                                                        http://www.youtube.com/watch?v=tT-K0XlCe7o


                                                        http://www.youtube.com/watch?v=7oGvNYJTtqI

ฝูงฮอสามลำของหน่วยพยาบาลตีฝุ่นคลุ้งกำลังนำเอาจีไอที่เหลือสังกัดกองพันทหารราบ ที่ถูกซุ่มโจมตีห่างเล็กน้อยทางใต้ของนุย บา เดนสองชั่วโมงก่อน ออกไป
จริงๆแล้ว เวียตกงหั่นก้นพวกอเมริกันในการโจมตีครั้งนี้  แต่ยังบีบขันชะเนาะโดยซุ่มอยู่รอบๆห่างออกไปพอที่จะเห็นได้โดยหน่วยกองพลทหารม้าที่หนึ่ง และหมวดลาดตระเวนเกาหลีใต้  เฮลีคอปเตอร์ กำลังนำเอามนุษย์ที่กำลังจะตายแขนขาขาดที่เคยเป็นกองพันทหารราบอเมริกันออกไป    ส่วนศพและผู้บาดเจ็บเวียตกง ถูกทิ้งไว้ให้คลุกอยู่กับโคลนตมต่อไป

นั่นคือผลที่ได้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ของมนุษย์โลก คือ  ทหารอเมริกันถูกนำไปบำบัดรักษาในห้องสะอาดสะอ้านติดเครื่องปรับอากาศที่เมืองนา-ตรัง ในสถานที่ซึ่งเหล่าพยาบาลสาวแก้มสีกุหลาบ สามารถบอกว่า พวกทหารเหล่านั้นกล้าหาญชาญชัยอย่างไร และ พวกเธอรู้สึกภูมิใจที่พวกเขาทำให้โลกเสรีประจักษ์ถึงการพลีตนที่น่าชื่นชมยกย่อง  (และ บางโอกาส คุณเธอเหล่านั้นอาจทำพลีตนเล็กน้อย นอนกับวีระบุรุษผู้บาดเจ็บ – แค่นอนเท่านั้น จริงๆ  ถ้าคนเจ็บเป็นนายทหาร...)

พันเอกโรเบิรต์ แลนดรีส์  สูงและดูสะโอดสะอง  ศัลยแพทย์อาวุโสของสถานพยาบาลสนามที่แปด  เป็นผู้ดูแลจัดการโดยตัวเองในการแยกกลุ่มผู้บาดเจ็บตามระดับขั้นความร้ายแรง   เขาได้รับการช่วยเหลือในความอุตสาหบากบั่นที่เมตตากรุณานี้ จากร้อยเอกจูเลียส โกลด์แมน   ศัลยแพทย์ทั้งสองจัดการว่าทหารบาดเจ็บนายใด ควรจะได้รับการบำบัดรักษาทันทีและคนไหนคงต้องรอหรือเป็นคนที่สองจากที่จัดลำดับไว้

 โกลด์แมนกำลังตรวจวินิจฉัยผู้บาดเจ็บนายหนึ่งที่ศีรษะมีบาดแผลหลายแห่ง ทันใดนั่นเองเขาหยุดชะงัก  ยืนตัวตรง  สั่นศีรษะทำนองสับสนและเรียกพันเอกแลนดรีส์ “ ผู้พัน  มาตรงนี้ครับ แล้วบอกผมหน่อยว่าผมเห็นอะไร – หรือ โปรดพร้อมนำตัวผมเข้าห้องบ้าได้เลยครับ “

แลนดรีส์สบถใส่เขา “ เราพร้อมที่จะทำอย่างนั้นตั้งแต่หมอถูกแต่งตั้งมาที่หน่วยนี้  แต่ยังไงๆเราก็จะดูให้”แลนดรีส์แหวกทางตรงมาหาโกลด์แมน  หยุดเป็นครั้งคราวเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาการของคนป่วยบางคน หรือตอบคำถามจากพยาบาลสาวไม่สวมยกทรง (ความร้อนทำให้ยกทรงพัฒนาเกิดผื่นคัน ดังนั้นแลนดรีส์ได้รับอำนาจประกาศใช้ยูนิฟอร์มหญิงโนบราได้ในอินโดจีน)

“ ไง หมอโกลด์แมน  เกิดบ้าอะไรที่ทำให้หมอบ่นอู้อี้แบบนี้ ? ที่สุดหมอมอมเมาสมองของหมอด้วยแอลกอฮอล์พิเศษใช่ไหม? “
โกลด์แมนผงกศีรษะ  ความอกสั่นขวัญหนีฉายแววทั่วใบหน้าของเขา  “ ผมหวังว่าทั้งหมดที่ว่าน่าจะมาจากสาเหตุนี้ ผู้พัน   อย่างน้อยก็พอจะอธิบายเรื่องนี้ “   เขาชี้ไปที่ร่างนอนเหยียดยาวข้างหน้าพวกเขา ผู้บาดเจ็บเป็นชายท่าทางแข็งแรงบึกบึนและเตี้ยม่อต้อ  ไม่ใช่ไม่เคยมีมนุษย์แบบนี้  แต่ ที่ไม่เคยมีเกี่ยวกับนายคนนี้ก็คือบาดแผลของเขา    ตามหลักเกณฑ์ทางการแพทย์ทั้งหมดเท่าที่รู้ นายคนนี้ไม่มีสิทธิจะอยู่มีชีวิตแน่นอนแล้ว.

รอบๆบาดแผลที่ปรับแต่งทั่วศีรษะทางซ้ายยังสามารถเห็นมันสมอง   ที่เห็นยื่นออกมาจากมันสมองส่วนที่ปรากฏคือชิ้นส่วนของสะเก็ดระเบิด  เศษเหล็กรัสเซียแวววาวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งส่วนสี่นิ้ว  จมไม่รู้ลึกเท่าใดในอวัยวะสำคัญของชีวิต   ส่วนที่เปิดของมันสมองความยาวประมาณสี่นิ้วและกว้างสามนิ้ว ขึ้นไปถึงส่วนที่ผมมนุษย์ปกติงอกตรงนั้น   ส่วนนี้ของกะโหลกคงถูกสะเก็ดถากแตกหลุดออกไป  ส่วนที่ยังยึดกระโหลกประสานไว้คงเป็นแผ่นเนื้อเยื่อผิวหนัง  เชื่อว่า  ปืนครก 60 ม.ม.ทำในจีน ยิงกระสุนรัสเซีย เห็นได้ชัดว่าตกตรงเป้าหมายครั้งนี้.

จบ หน้า 1
                                        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

          นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้าเล่มนี้ เป็นเล่มแรกของชุด  ในชื่อว่า CASCA : THE ETERNAL MERCENARY  มี  85  หน้า กระดาษ A4 กระดาษโรเนียว  เราคงใช้เวลาที่คิดจำนวนวันลงในเว็บไซต์แห่งนี้ ครั้งละ 1 หน้า ก็จะเป็นจำนวน  85 ครั้ง  ไม่แน่ใจว่าปีนี้จะจบเรื่องหรือไม่ ไม่ทราบนะครับ  ตามอ่านก็แล้วกัน  อดทนทั้งผู้อ่านและผู้แปล  ได้บุญโขแน่ๆ - ครับ.

                                                                        Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                    Semper  vigilo  paratus  et fidelis

                                                                                Alan  Petervich

          

หน้า: [1] 2 3 ... 68