แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 116
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ตร.ชี้ “พระธัมมชโย” ไม่มอบตัว ใช้มาตรการ เมื่อ: ธันวาคม 01, 2016, 12:06:13 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             ตร.ชี้ “พระธัมมชโย” ไม่มอบตัว ใช้มาตรการกฎหมายดำเนินคดีวัดให้ที่พักพิง

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม   
 29 พฤศจิกายน 2559 17:18 น. (แก้ไขล่าสุด 29 พฤศจิกายน 2559 18:20 น.)

                                           
        MGR Online - “ศรีวราห์” พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมาย หาก “พระธัมมชโย” ไม่มอบตัวตามกำหนด จ่อออกหมายค้น ดำเนินการต่อวัดฐานให้ที่พักพิง[

 วันนี้ (29 พ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการดำเนินการต่อพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลังศาลจังหวัดสีคิ้วได้อนุมัติหมายจับคดีบุกรุกพื้นที่ป่าก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม เวิลด์พีซวัลเล่ย์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องฐานร่วมฟอกเงิน-รับของโจร ทุจริตสหกรณ์ยูเนียนคลองจั่น ซึ่งวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย.) เป็นวันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เวลาพระธัมมชโยมามอบตัว ว่าตำรวจมีมาตรการตามกฎหมายหากพรุ่งนี้ยังไม่มามอบตัว และหากมีพยานบุคคลยืนยันว่าพระธัมมชโยอยู่ภายในวัด เจ้าอาวาสต้องรับผิดชอบฐานให้ที่พักพิงผู้ต้องหาที่มีหมายจับ เพราะผิดกฎหมายอาญาและต้องถูกดำเนินคดี ส่วนจะมีการประสานอะไรเพิ่มเติมหรือเน้นย้ำอะไรต่อทางวัดพระธรรมกายหรือไม่นั้น ได้มอบให้ พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รรท.ผบก.ส.4 ไปดำเนินการ เนื่องจากวันที่ไปประสานมีทนายความของวัดพระธรรมกายออกมาบอกว่าพระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็หมายความว่าวัดให้ที่พักพิงผู้ต้องหาตามหมายจับ
       
       ส่วนเจ้าหน้าที่ทางวัดบอกว่าพระธัมมชโยยังมีการอาพาธอยู่นั้น รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้มีว่าอาพาธหรือไม่อาพาธ มีกฎหมายมาตราไหนก็ต้องว่ากันไปตามกบิลบ้านกบิลเมือง ยืนยันว่าแม้มีการอาพาธเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้าทนายความยืนยันว่ายังอยู่ภายในวัด ตำรวจก็จะมีการขอหมายค้นและต้องนำตัวทนายความไปสอบปากคำว่าพระธัมมชัยโยยังอยู่ในวัดจริงหรือไม่ หากยืนยันว่ายังอยู่ก็ต้องขอออกหมายค้น ทั้งนี้ ข้อมูลด้านการข่าว 80 เปอร์เซ็นต์ยังอยู่ แต่อีก 20 เปอร์เซ็นต์ไม่อยู่เพราะไม่มีใครเห็น
       
       เมื่อถามว่าพนักงานสอบสวนจะต้องนำตัวผู้ต้องหาไปฟ้องพร้อมสำนวนหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า คดีรุกป่ายังไม่ถึงกำหนดต้องส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ
       
       ถามต่อว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จะมีการประสานมาภายหลังวันที่ 30 พ.ย.หรือไม่นั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีการประสานอะไรมาเลย ขณะที่ทางวัดพระธรรมกายจะมีการส่งสัญญาณอะไรมาเช่นเดียวกัน เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่กำหนด ต้องดูหลังจากวันที่ 30 พ.ย. หากวันที่ 1 ธ.ค.ยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวก็มีมาตรการดำเนินการทางกฎหมาย แต่ไม่ขอเปิดเผย
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำรวจหวั่นใจหรือไม่ หากดำเนินการตามกฎหมายแล้วอาจจะเกิดผลกระทบที่จะตามมาจากศิษยานุศิษย์ที่เป็นแนวกันชนในการกีดขวางเจ้าหน้าที่ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีหน้าที่รักษากฎหมายและทำตามกติกาบ้านเมือง กฎหมายบ้านเมืองมีก็ทำไปตามนั้น ส่วนจะนำประสบการณ์ครั้งที่แล้วที่มาทบทวนเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ตำรวจฝ่ายเราไม่เคยมีประสบการณ์ เพราะการบุกวัดพระธรรมกายครั้งที่แล้วไม่ใช่งานของเรา
       
       เมื่อถามว่าระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับดีเอสไอ ใครจะได้ตัวพระธัมมชโยก่อนกัน พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า เรื่องนี้ตอบไม่ได้ ใครได้ตัวมาก่อนก็เหมือนกัน ใครได้ตัวมาก่อนที่เหลือก็อายัดตัวไป ยืนยันไม่หวั่นว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ดีเอสไอเข้าบุกจับครั้งก่อน ส่วนกรณีที่ทางวัดมีการระดมศิษยานุศิษย์จำนวนมากจะมีแผนรองรับในการเผชิญเหตุหรือไม่นั้น คงต้องมี เพราะเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนกรณีการขัดขวางของศิษยานุศิษย์ขณะนี้ยังไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่ถ้าถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานแล้วมีการขัดขวางก็ถือว่าผิดกฎหมาย
       
       เมื่อถามว่าคำพูดของศิษยานุศิษย์บอกเจ้าหน้าที่ว่าอย่าทำให้ตกใจนั้น ตำรวจได้นำคำพูดนี้มาทบทวนว่ามีความหมายว่าอย่างไร รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ตนยืนยันว่าต้องบังคับใช้กฎหมาย จะพูดและทำอย่างไรก็แล้วแต่ก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย ส่วนลักษณะคำพูดของนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ ที่ออกมาพูดเชิงปลุกระดมมวลชนอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่นั้น กำลังให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าเข้าข่ายหรือไม่

          Credit :  ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์

 
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “จตุพร”ยื่นประกันรอบ4 ระบุสำนึกผิด สาบานไม่ทำผิดเงื่อนไข สุดท้ายวืดประกัน เมื่อ: ธันวาคม 01, 2016, 11:56:18 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         “จตุพร”ยื่นประกันรอบ4 ระบุสำนึกผิด สาบานไม่ทำผิดเงื่อนไข สุดท้ายวืดประกัน

มติชน รายงาน
30  พฤศจิกายน  2559

      เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) จำเลยที่ 2ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ฐานร่วมกับแกนนำ นปช.รวม24 คน คดีก่อการร้าย เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อขอปล่อยชั่วคราวนายจตุพร จำเลยที่ 2 โดยเป็นการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่ 4 หลังศาลอาญามีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุพร จำเลยที่ 2 อ้างเหตุผลประกอบว่า ถูกคุมขังมานานกว่า 1 เดือนเศษแล้ว ได้รับความทุกข์ทรมานและคิดถึงบุตร ภรรยาเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาจำเลยรู้สึกเข็ดหลาบและสำนึกผิดที่ได้กระทำผิดเงื่อนไขของศาล หากจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวออกไป ขอสาบานด้วยความสัตย์จริงว่าจะไม่กระทำการใดๆที่จะผิดเงื่อนไขของศาลอีก และจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโดยเคร่งครัด จึงขอความกรุณาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยอีกครั้ง

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงให้ยกคำร้องของนายจตุพร
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 22 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2016, 08:33:59 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า  22
                                                                                                 CASCA : THE ETERNAL MERCENARY

The Novel written by Barry Sadler  --  ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
Translated into Thai by Alan Petervich  April 3, 2014  --  ผู้แปล Alan Petervich

หน้า 22

https://youtu.be/pniyFbvXMUI

      ( คำขออภัยล่วงหน้าจาก Petervich ผู้เรียบเรียง :-- ข้อความต่อไปนี้เป็นการบรรยายการสู้รบแบบโบราณด้วยอาวุธที่ใช้กันในสมัยโน้น เพื่อความสมจริงสมจังตามบทบาทการสู้รบที่ดุเดือดเลือดพล่าน คงต้องขออภัยท่านที่ทำใจไม่ได้กับการต่อสู้แบบเลือดพล่านในสนามรบโบราณ  ถ้าทนอ่านไม่ได้ ได้โปรดข้ามตอนนี้หน้านี้ไปเถอะครับ  หวังว่าคงเข้าใจและขอบคุณล่วงหน้า – ครับ )

       เมื่อข้อบ่งชี้แรกเกี่ยวกับอันตรายเกิดขึ้นที่ศูนย์บัญชาการกองพันเห็นได้โดยสัญชาตญาณ แม้ก่อนที่ห่าลูกธนูชุดแรกตกใส่พวกเขาเหมือนฝนนำความตายขณะที่พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับพวกคนเถื่อน  ด้วยการฝึกฝนมาก่อนอย่างช่ำชอง  พวกเขารีบพุ่งตัวเข้าก่อรูปตามวิชาการยุทธ  นายทหารส่งเสียงคำสั่งลั่น  ศูนย์ตั้งรับเผชิญกับคลื่นมนุษย์คนเถื่อนละลอกแรกของเจ้าคนเยอรมันเถื่อนที่โห่ร้องหวีดลั่น โถมเข้าใส่กำแพงมีชีวิตของหน่วยรบโรมัน  พวกเยอรมันล้มระเนระนาด  ละทิ้งร่างพวกมันจำนวนหลายร้อยบนพื้นดินชื้นแฉะของตอนเช้า ไม่ตายก็เตรียมตัวตายในสภาพที่กองพันโรมันส่งให้  ทหารกองพันโรมันจะไม่จับผู้ใดเป็นเชลยในสภาวะสู้รบเช่นนี้  แม้แต่หมาบาดเจ็บก็ยังอาจกัดได้  ดังนั้น  ก่อนการโจมตีละลอกสองจะเกิดขึ้น  ทหารกองพันพิเศษนี้จะเชิอดคอคนเถื่อนที่กำลังได้รับบาดเจ็บทุกคน

งานนี้ใช้เวลาไม่เกินสามนาที  เหล่าทหารกล้าได้รีบรวมตัวเข้ากระบวนตั้งรับระบบป้อมสี่เหลี่ยมเพื่อปกป้องตัวเอง ด้วยกำลังพลที่เหลือนั่นเอง  กองพันตั้งรับเสร็จเรียบร้อย โดยไม่มีกองทหารม้าร่วมด้วยแต่อย่างใด

คาสคาได้เฝ้าดูขณะที่ขุนนางหนุ่มๆแยกแถวออกและสลักหลังปะทะ ขณะที่พวกคนเถื่อน Suevii ถาโถมเข้าห้ำหั่นพวกเขา  คนเถื่อนเยอรมันหลายคนถืออาวุธด้ามยาว  โดยมีตะขอเหล็กเสียบยึดที่ปลายหอก เหมือนหอกยาวที่ชาวประมงใช้แทงปลาขนาดใหญ่  ด้วยอาวุธยาวแบบนี้พวกเขาได้ใช้เหวี่ยงดึงเอาทหารม้าตกจากอานม้าอย่างไม่เป็ท่าสู่พื้นดิน ขณะที่พวกคนเถื่อนอื่นๆกลุ้มรุมเข้าจัดการกับเขาโดยการเชีอดคออย่างรวดเร็ว 

 จากจำนวนทหารหนุ่มแกล้วกล้าจำนวนสี่ร้อยนาย จำนวนไม่ถึงยี่สิบนายสามารถหลบหนีเข้าสู่ความปลอดภัยในป้อมพิเศษที่ตั้งรับไว้ได้  ที่นั่นพวกเขาคร่ำครวญด้วยความเจ็บแค้นและอับอาย  และมากกว่าหนึ่งนายได้ทิ้งตัวลงบนปลายดาบสั้นของตนเอง มากกว่าที่จะทนรับความขายหน้าเสื่อมศักดิ์ศรี ที่พวกเขาทำกับตัวเอง  พวกที่ยังมีชีวิตพบว่าตัวพวกเขาเองกำบังอยู่ในกลุ่มทหารที่ยังมีชีวิตในปราการ และเผชิญหน้ากับคนเยอรมันที่ใจดำและต้องการฆ่าเพียงอย่างเดียว
 
หลังการจู่โจมครั้งแรก  พวกเยอรมันถอยออกไป  คาสคามีโอกาสเห็นศัตรูชัดขึ้น  พวกนี้ดูคล้ายกับคนมาจากโลกอื่น....ตัวใหญ่ ขนรุงรังทั้งตัวประกอบด้วยผมสีทองยาวเรี่ยบ่าทั้งสองข้าง หนวดเคราดูน่ากลัว ที่คลุมถึงใต้คาง   หลายคนมีผมสีแดงเพลิงและเคราเต็มหน้า  เกราะของพวกเขาทำด้วยผ้าหลายชิ้นหลายสี  แต่จำกัดโดยความร่ำรวยของเจ้าของและความชอบส่วนตัว .... โล่ห์นั้นทำด้วยหนังวัวตัวผู้......เครื่องปกคลุมศีรษะเป็นหนังหมาป่า..... หมวกเหล็กประดับด้วยเขาสัตว์..... โล่ห์ทหารโรมันที่ถูกจับได้จากการสู้รบนับเวลาได้ประมาณสองร้อยปี

ดาบขนาดใหญ่ของพวกคนเถื่อน ต้องใช้สองมือกวัดแกว่งและสามารถผ่ามนุษย์ถึงช่องสะดือของเขาถ้าถ้าโดนสับ  ทั้งหมดนี้รวมทั้งขวานด้วยเป็นอาวุธที่โปรดปราณของพวกเขา  คาสคาได้รับการบอกเล่าว่า  พวก Suevii ชำนาญเรื่องขวานมาก และเขาเห็นแล้วว่าเป็นเรื่องจริง  นักรบคนเถื่อนหลายๆคนมักจะพกขวานที่ใช้ขว้างใส่ศัตรูครึ่งโหลหรือมากกว่า  และพวกคนเถื่อนเหล่านี้มีขวานสงครามขนาดหนักเพื่อใช้งานในระยะประชิดตัว  ชวานเหล่านี้เป็นอันตรายมากกว่าดาบสั้นเมื่อพวกมันเผชิญหน้ากับทหารโรมัน

พวกเยอรมันทุกคนยืนเป็นกลุ่มๆ รอคอยการต่อสู้ครั้งต่อไปที่จะเริ่มขึ้น พวกเขาทำงานเตรียมเต็มที่จนถึงความบ้าคลั่งที่จะต่อสู้  ทุบโล่หของพวกเขาเป็นระยะๆ  คำรามอย่างน่าสะพึงกลัวต่ำๆในลำคอและแล้วก็แหกปากส่งเสียงเจี๊ยกแสบแก้วหู  มรเสียงหอนแบบป่าเถื่อนของหมาป่าที่โกรธเกรี้ยว  พวกเยอรมันหลายคนไม่สามารถยืนรอได้ และโดยไม่มีความช่วยเหลือใดๆจากพวกมันเอง ได้โถมตัวเข้าปะทะกำแพงป้อมที่มั่นของทหารโรมัน  ณ ที่นั่นเองที่ทหารกองพันโรมันเกือบมิได้คิดจะขับไล่พวกเขาด้วยมิได้เตรียมการไว้  แต่การโจมตีก็เริ่มขึ้นอีก

พวกคนเถื่อนวิ่งย่อตัวเรี่ยพื้นเข้ามา แล้วรวมตัวเหมือนสัตว์ร้ายของป่าแบบหนังสัตว์ที่พวกเขาสวม  ลูกธนูห่าแล้วห่าเล่าพุ่งเข้ามาเป็นละลอกนำหน้าพวกเขา  และหลายคนวิ่งเข้ามาปีนหลังคาโล่ห์ปราการเพราะอยากฆ่าศัตรูเต็มทน 

คาสคายืนหยัดมั่น  เขาสังเกตุเห็นว่าโล่ห์ของเพื่อนที่ยืนข้างๆบางลงมาก  ตัวเขาเองเกิดรู้สึกปวดปัสสาวะกระทันหัน  เขาต้องการวิ่งให้เร็วออกไป  แต่ ต้องการความกล้าไม่มากนักที่จะยืนหยัดอยู่ที่นั่น แทนที่จะแตกแถวและได้รับการดูแคลนจากเพื่อนทหารของเขาเอง  และแล้วเขาก็คิดได้ถึงความจริงบางอย่าง ที่ลุง Tontine ครั้งหนึ่งได้กล่าวไว้ ว่า การกระทำเยี่ยงวีระบุราหลายครั้งสำเร็จได้ด้ยความกลัว.... พวก Suevii เข้ามาถึงพวกเขาแล้ว.

ขวานสงครามสะท้อนแสงว๊าบในดวงอาทิตย์ตอนเช้า  หน้าของพวกปีศาจคนเถื่อนแดงด้วยความปรารถนาจะเอาเลือด  พวกมันรวมกลุ่มกันในความรีบร้อนที่จะประหารทหารโรมัน  ทหารกองพันพิเศาสามนายยศต่ำกว่าคาสคา ถูกกระชากออกจากที่ตั้งมั่นโดยตะขอที่พวกมันเคยใช้กับทหารม้าโรมัน

 ด้วยการกวัดแกว่งอีกครั้งศีรษะของทหารก็ขาดออกจากตัวขึ้นไปปรากฎบนยอดทวนยาว แล้วถูกขว้างกลับลงในปราการที่ตั้ง  แต่จุดของทหารดังกล่าวก็กลับเติมเต็มด้วยทหารชั้นรอง  กำแพงปราการยังคงตั้งมั่นต่อไปเหมือนไม่ได้รับการแตะต้องจากข้าศึก

คาสคาฟันแล้วฟันอีก  ป้องปัดการแทงของข้าศึกด้วยหอก  ด้วยขวาน และดาบ  แขนของเขาเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

หน้า  23
 

       
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ได้โปรด -- เรามาช่วยกันทำให้ไฟชำระว่างเปล่ากันเถอะ เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2016, 11:31:46 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                          ได้โปรด -- เรามาช่วยกันทำให้ไฟชำระว่างเปล่ากันเถอะ
                                                                                                    Please  -- Let's empty Purgatory

Catholic Answers Groups > Social Groups Group created by eternal.com                                                                                                                                                                                                                                     Alan Petervich Update 30 November 2016


                                            

       Jesus said if we pray this prayer 1,000 souls from purgatory are released:

       "Eternal Father, I offer Thee the Most Precious Blood of Thy Divine Son, Jesus, in union with the masses said throughout the world today, for all the holy souls in Purgatory, for sinners everywhere, for sinners in the universal church, those in my own home and within my family. Amen."

       พระเยซูเจ้าตรัสว่า ถ้าเราสวดภาวนาบทนี้  วิญญาณ 1,000 ดวง  จะถูกปลดปล่อยออกมาจากไฟชำระทันที :

       “ ข้าแต่พระบิดานิรันดร  ลูกขอถวายแด่พระองค์ ซึ่งพระโลหิตล้ำค่าของพระบุตรของพระองค์ พระเยซูเจ้า ในการรวมกันกับพิธีมิสซาทั้งหมด ที่ถวายทั่วโลกทุกวันนี้  สำหรับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในไฟชำระ  สำหรับคนบาปทุกแห่งหน  สำหรับคนบาปในศาสนจักรสากล  สำหรับทุกคนในบ้านและสมาชิกครอบครัวของลูกด้วย .  อาแมน “

       Alan Petervich :  คำอธิบายและเชิญชวนนี้ เรานำมาจากเว็บไซต์ Catholic Answers Groups เท่าที่ตรวจดู จะมีคนเริ่มสวดทันทีเป็นคนแรก แล้วคนอื่นสวดต่อๆกันมาเรื่อย  เริ่มตั้งแต่ คุณ Lmora เมื่อ  8 สิงหาคม 2009  จนถึง คุณ RJB เมื่อ  1 กันยายน  2013 เฉลี่ยใน 1 หน้ามีผู้สวด 10 คนเป็นเวลา  296 วัน จึงรวมเป็นบทสวดจำนวนประมาณ  2960  ครั้ง  ถ้าทำให้มีวิญญาณรอดจากไฟชำระครั้งละ 1,000 ดวงจริงตามคำยืนยันของพระเยซูเจ้า ก็จะเป็นวิญญาณถูกปลดปล่อยขึ้นจากไฟชำระไปสู่สวรรค์แล้วจำนวนถึง  2,960,000  ดวง  โอ้ พระเจ้า ลูกขอบคุณพระทัยเมตตาของพระองค์  ด้วยความตั้งใจที่จะทำตามน้ำพระทัย ในการช่วยวิญญาณน่าสงสารให้รอดไปสู่สวรรค์จนคาดหมายได้ว่า  ถ้าเราคริสตชนคาทอลิกทำตามคำแนะนำของพระองค์  สวดไปเรื่อยๆไม่หยุด  ในที่สุด ไฟชำระที่น่าสะพรึงกลัวก็จะกลายเป็นสถานที่ว่างเปล่า  ไม่มีวิญญาณใดหลงเหลืออยู่ในนั้นอีกต่อไป ตลอดชั่วนิรันดร !!!

        ขอเชิญสมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิกและไทยคาทอลิกเฝ้าระวัง คัดลอกนำเอาบทสวดนี้ ไปสวด วันละกี่ครั้งก็ได้  เราว่าจะมีเงื่อนไขบ้างก็คงต้องเป็นคาทอลิกที่มีใจบริสุทธิ์สะอาด  จึงจะสามารถสวดบทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นี่คือความเชื่อของผมนะครับ  ไม่มีเงื่อนไขนี้ในการนำเสนอในเว็บไซต์ Catholics Answers แต่ประการใด - ครับ.

                                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                      Alan   Petervich
  
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ประธาน สนช.เตรียมกราบบังคมทูลเชิญ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ” ขึ้นเป็นพระมหากษัตริ เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2016, 03:34:14 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                       ประธาน สนช.เตรียมกราบบังคมทูลเชิญ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ” ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

โดย MGR Online 
29 พฤศจิกายน 2559 12:09 น. (แก้ไขล่าสุด 29 พฤศจิกายน 2559 13:01 น.)

                                                   

 สภานิติบัญญัติแห่งชาติประชุมนัดพิเศษ รับทราบตามที่คณะรัฐมนตรีแจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เป็นองค์พระรัชทายาทไว้แล้ว เตรียมกราบบังคมทูลเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป

        วันนี้ (29 พ.ย.) ที่อาคารรัฐสภาเมื่อเวลา 11.19 น. ได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครั้งที่ 76/2559 เป็นพิเศษ โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีสมาชิกมาประชุมจำนวน 243 คน โดยนายพรเพชรได้แจ้งระเบียบวาระต่อสมาชิกเรื่องการดำเนินการตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตามที่ได้มีประกาศของพระราชสำนักราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุด เลขที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พ.ย. 2559 เรื่องแจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาท ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันติวงศ์ พ.ศ. 2467 แจ้งว่า บัดนี้ราชบัลลังก์ว่างลงและพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นรัชทายาทไว้แล้ว ครม.จึงขอแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และประธานรัฐสภาเรียกประชุมเพื่อทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์สืบไป
       
       นายพรเพชรกล่าวว่า ตามที่ที่ประชุม สนช.ทำหน้าที่รัฐสภาได้รับทราบการแจ้งมติ ครม.แล้ว ในขั้นตอนต่อไป จะได้นำความกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประชาชนชาวไทยต่อไป ตามบทของบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 2 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 23 และในโอกาสอันเป็นมหามงคลตนขอให้สมาชิกทุกคนยืนขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรชัยแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่ และกล่าวคำถวายพระพรพร้อมกัน โดยสมาชิกได้ยืนขึ้นพร้อมกับกล่าวว่าคำ “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วห้องประชุมรัฐสภา จากนั้นนายพรเพชรได้สั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 11.23 น.

       Credit  :  ASTV ผู้จัดการ  ออนไลน์

        
 
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ZENIT: Pope’s Morning Homily: ‘Never Converse With the Devil’ เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2016, 06:32:34 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                        ZENIT: Pope’s Morning Homily: ‘Never Converse With the Devil’

Posted by Deborah Castellano Lubov on 25 November, 2016
Update by Alan Petervich on 26 November, 2016

      Never converse with the devil, who seduces and ruins lives.

According to Vatican Radio, Pope Francis stressed this to faithful during his daily morning Mass at Casa Santa Marta, drawing from today’s readings, which continued reflecting on the end of the world, as discussed in the Book of Revelations.

Seducer, Liar, Trickster

The Pontiff noted how in today’s reading the angel seizes the serpent, chains it up and throws it into the abyss, which is then locked and sealed, and stressed that the serpent or devil is thrown into the abyss “so that it would no longer lead the nations astray” because it is the seducer.

“He is a liar and what’s more is the father of lies, he generates lies and is a trickster. He makes you believe that if you eat this apple you will be like a God. He sells it to you like this and you buy it and in the end he tricks you, deceives you and ruins your life.

“‘But father, what can we do to avoid being deceived by the devil?’ Jesus teaches us: never converse with the devil. One does not converse with him. What did Jesus do with the devil?  He chased him away, he asked his name but did not hold a dialogue with him.”

How to Defend Oneself

Pope Francis went on to explain how when Jesus was in the wilderness, he defended himself when replying to the devil by using the Word of God and the Word of the Bible.

Thus, the Argentine Pope stressed, we must never converse with this liar and trickster who seeks our ruin and who for this reason will be thrown into the abyss.
The Holy Father also described how today’s reading shows how the Lord will judge the great and the lowly “according to their deeds,” with the damned being thrown into the pool of fire. Francis described this as the “second death.”

Not a Torture Chamber

“Eternal damnation is not a torture chamber,” he said. “That’s a description of this second death: it is a death. And those who will not be received in the Kingdom of God, it’s because they have not drawn close to the Lord. These are the people who journeyed along their own path, distancing themselves from the Lord and passing in front of the Lord but then choosing to walk away from Him.”

What eternal damnation is, he explained, is “continually distancing oneself from God.”

“It is the worst pain, an unsatisfied heart, a heart that was created to find God but which, out of arrogance and self-confidence, distances itself from God.”
Distancing oneself from God Who gives happiness and Who loves us so much, the Pontiff admonished, is the “fire,” and the road to eternal damnation.
Pointing out how the reading’s final image ends with a vision of hope, Francis noted that if with humility, we open our hearts, we will have joy, salvation, and will receive Jesus’ forgiveness.

“Hope is what opens our hearts to the encounter with Jesus. This is what awaits us: the encounter with Jesus. It’s beautiful, very beautiful,” Pope Francis said, concluding, “He asks us only to be humble and say ‘Lord.’ It’s enough to say that word and He will do the rest.”

บทเทศน์เช้าของโป๊บ: ‘อย่าคุยกับปีศาจ’…

อย่าคุยกับปีศาจเลย มันชักชวนไปในทางที่ผิด และทำให้ชีวิตสูญสลาย
ตามรายงานของสถานีวิทยุวาติกัน  โป๊บฟรังซิสย้ำข้อนี้แก่สัตบุรุษระหว่างมิสซาเช้าที่กาซา ซานตา มาร์ตา  โดยยกถ้อยคำจากบทอ่านของวันนี้  ซึ่งยังคงสะท้อนเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของโลก   ดังที่บรรยายในหนังสือวิวรณ์

ไอ้ตัวชักชวน  ไอ้โกหก  ไอ้นักล่อลวง

พระสันตะปาปาตั้งข้อสังเกตุว่า ในบทอ่านของวันนี้ทูตสวรรค์ได้เข้าจับงู  ล่ามโซ่มันและขว้างมันลงไปยังก้นบึ้งนรก  ซึ่งจากนั้นใส่กุญแจและผนึกตราประทับไว้  และได้ย้ำว่า งูหรือปีศาจถูกโยนลงสู่นรกห้วงลึก “ เพื่อว่ามันจะไม่สามารถทำให้ชาติต่างๆหลงทาง “ เพราะว่ามันเป็นเจ้าตัวชอบชักนำให้หลง “

 “ มันคือไอ้โกหกและที่มากกว่าก็คือเป็นบิดาของการโกหก  มันเป็นผู้ให้กำเนิดการโกหกและนักหลอกลวง  มันทำให้พวกลูกเชื่อว่าถ้าลูกกินผลไม้นี้ลูกจะเป็นเช่นเดียวกับพระเจ้า  มันขายสิ่งนั้นแก่ลูกแบบนี้และลูกก็ซื้อมัน และท้ายสุดมันก็ทำเล่ห์ลวงลูก หลอกลูกและทำให้ชีวิตของลูกสูญสลายไป”
 
 “ ‘ แต่คุณพ่อ  เราจะสามารถทำอะไรเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวงจากปีศาจ?’  พระเยซูเจ้าสอนพวกเราว่า : อย่าคุยกับปีศาจ  ปีศาจตนหนึ่งไม่คุญกับพระองค์  พระเยซูเจ้าทำอะไรกับปีศาจ?  พระองค์ขับไล่มันไป  มันออกชื่อพระองค์แต่พระองค์ไม่สนทนากับมัน “

ป้องกันตัวเองอย่างไร

โป๊บฟรังซิสได้ดำเนินการอธิบายว่าเป็นอย่างไรเมื่อพระเยซูเจ้าอยู่ในที่เปลี่ยว  พระองค์ได้ปกป้องตัวเองเมื่อตอบปีศาจ โดยใช้พระวาจาของพระเจ้าและพระวาจาจากพระคัมภีร์  ดังนั้น  โป๊บอาร์เยนตินาได้ย้ำ  เราต้องไม่สนทนากับเจ้าโกหกและหลอกลวงนี้ ซึ่งแสวงหาวิธีล่มสลายแก่เรา และเจ้าปีศาจนี้เพราะเหตุผลนี้นี่เองจึงถูกโยนลงสู่ก้นบึ้งนรก

บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้บรรยายด้วยว่า บทอ่านของวันนี้แสดงถีงว่าพระเจ้าจะพิพากษาทั้งผู้ยิ่งใหญ่และคนสามัญ “ ตามกิจการของพวกเขา “ ด้วยเจ้าตัวถูกสาบถูกโยนลงสู่บ่อไฟ  ฟรังซิสได้บรรยายเรื่องนี้ประหนึ่งเป็น “ การตายครั้งที่สอง “

ไม่ใช่ห้องทรมาน

 “ การได้รับโทษชั่วนิรันดรไม่ใชห้องทรมาน “ โป๊บกล่าว  “ นั่นเป็นตำบรรยายของการตายที่สอง  และคนเหล่านั้นที่จะไม่ได้รับเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า  เป็นเพราะว่า พวกเขามิได้พาตัวเข้าใกล้พระเจ้า   คนเหล่านี้ตือประชาชนที่เดินทางไปตามเส้นทางของตนเอง  วางตัวเองห่างออกไปจากพระเจ้า และผ่นหน้าพระเจ้าไป แต่ครั้นแล้วก็ได้เลือกที่จะเดินผละจากพระองค์ไป “

อะไรคือการรับโทษชั่วนิรันดร โป๊บอธิบายว่า คือ “ การวางตัวห่างจากพระเจ้าต่อเนื่องไปเรื่อยๆ “  “ มันเป็นความเจ็บปวดที่เลวร้ายที่สุด  เป็นดวงใจที่ไม่เป็นที่พออกพอใจ  ดวงใจที่ถูกสร้างให่พบพระเจ้าแต่ ซึ่ง จากความหยิ่งจองหอง และความเชื่อมั่นในตัวเอง  ทำตัวเองห่างไกลจากพระเจ้า “  การทัวห่างจากพระเจ้า พระผู้ซึ่งประทานความสุขและพระผู้ซึ่งรักเรามากเช่นนั้น  โป๊บตักเตือน  เป็น “ ไฟ “ และเป็นหนทางไปสู่การรับการลงโทษชั่วนิรันดร.

โดยชี้รูปแบบสุดท้ายของบทอ่านสิ้นสุดลงอย่างไร  ด้วยภาพปรากฎของความหวัง  ฟรังซิสตั้งข้อสังเกตุว่า  ถ้าโดยความสุภาพถ่อมตน  เราเปิดดวงใจของเรา  เราจะมีความร่าเริงยินดี  การได้รับความรอด และจะได้รับการโปรดอภัยจากพระเยซูเจ้า  “  ความหวังคือสิ่งที่เปิดดวงใจของพวกเราให้ประสพพระเยซูเจ้า  นี้คือสิ่งที่รอเราอยู่ คือ พบพระเยซูเจ้า  มันเป็นสิ่งสวยงาม สวยงามมาก “ โป๊บฟรังซิสกล่าว โดยสรุปว่า “  พ่อขอพวกเราเพียงให้เป็นคนสุภาพอ่อนน้อมและพูดกับ “ พระเจ้า “  มันเป็นการเพียงพอที่จะกล่าวคำนั้น และพระองค์จะเป็นผู้ทำส่วนที่เหลือ “

                                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam
 
                                                                                                       Alan  Petervich


  
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ฟรังซิส “ แน่ใจ “ ว่า คนเหล่านั้นที่ผิดประเวณีกับคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งมี ” การแ เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2016, 09:15:31 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                     ฟรังซิส “ แน่ใจ “ ว่า คนเหล่านั้นที่ผิดประเวณีกับคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งมี ” การแต่งงานที่แท้จริง “

                                  Francis is “certain” that those who fornicate with one person for a period of time have “a true marriage”

http://www.mostholyfamilymonastery.com/catholicchurch/francis-certain-fornicate-one-person-period-time-true-marriage/#.WDLBJIVOI2x

Brother Michael Dimond

Francis’ June 16, 2016 answer to a question about educating young persons about marriage:
 เมื่อวันที่  16 มิถุนายน 2016  โป๊บฟรังซิสได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการให้การศึกษาคนหนุ่มสาวว่าด้วยการแต่งงาน :

“A social fact in Buenos Aires: I forbade performing religious marriages in Buenos Aires, in cases that we call ‘matrimonios de apuro’, ‘shotgun’ [rushed] weddings, when a child is on the way. Now things are changing, but there is this: socially everything must be in order, a baby is coming, let’s get married. I forbade doing this, because they are not free, they are not free! Perhaps they love each other. And I have seen beautiful cases, in which then, after two or three years, they got married, and I saw them enter the church, dad, mom and baby, holding hands…

 “ ความจริงทางสังคมในบัวโนส อัยเรส คือ พ่อห้ามโปรดพิธีแต่งงานในบัวโนส อัยเรส  ในกรณีที่เราเรียกว่า “‘matrimonios de apuro’ การแต่งงานเร็ว( เร่งรีบ)เหมือนลูกปืน   เมื่อเด็กกำลังมา  ตอนนี้ สิ่งต่างๆกำลังเปลี่ยนแปลง  แต่ยังมีกรณีนี้ คือ ในทางสังคม  ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ  ทารกกำลังมา เรามาแต่งงานกันเถอะ  พ่อห้ามมิให้ทำสิ่งนี้  เพราะว่ามันไม่เป็นอิสระ มันไม่อิสระ!  บางทีพวกเขารักกันและกัน  พ่อเองเคยได้เห็นกรณีสวยงาม  คือในกรณีนี้ ผ่านไปสักสองหรือสามปี พวกเขาก็แต่งงานกัน  และพ่อเห็นพวกเขาเข้าวัดมา พ่อ แม่ และทารก จูงแขนกันเดินเข้ามา.....

 Another one of my experiences in Buenos Aires: the pastors, when they held preparation courses, there were always 12 or 13 couples, no more, they did not reach 30 people. The first question they asked: ‘How many of you are living together?’. The majority raised their hands. They prefer to live together, and this is a challenge, it calls for work. Not to say straight away: ‘Why don’t you get married in Church?’. No. Accompany them: wait and cultivate. And cultivate fidelity.

ประสพการณ์ของพ่ออีกอย่างหนึ่งในบัวโนส อัยเรส : คุณพ่อเจ้าวัด  เมื่อท่านเหล่านั้นเตรียมหลักสูตร  ปกติจะมีประมาณ 12 หรือ 13 คู่  ไม่มากกว่านั้น  ไม่เคยถึง 30 คน  คำถามแรกที่พระสงฆ์ถามคือ : “ พวกคุณกี่คนกำลังอยู่ด้วยกันตอนนี้?  คนส่วนใหญ่ยกมือขึ้น  พวกเขาชอบมากที่จะอยู่ด้วยกัน  และนี่คือการท้าทาย  มันเรียกให้เราทำงาน  ไม่เชิงที่จะพูดตรงๆ : “ ทำไมพวกคุณไม่แต่งงานกันในวัด?  ไม่หรือ ตามพวกเขาไปซิ : รอและ ฝึกฝน  และฝึกความสัตย์ซื่อต่อกัน.

 In the Argentine countryside, in the Northeastern region, there is a superstition: that couples have a child, they live together. In the countryside this happens. Then, when the child must go to school, they have a civil marriage. And then, as grandparents, they have a religious marriage. It is a superstition, because they say that having a religious wedding straight away scares the husband! We must also fight against these superstitions. Yet really, I say that I have seen a great deal of fidelity in these cohabiting couples, a great deal of fidelity; and I am certain that this is a true marriage.
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ด่วน: โป๊บล้มเหลวที่จะตอบคำร้องด่วนแก่พระคาร์ดินัล 4 องค์ เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2016, 04:22:03 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                   ด่วน: โป๊บล้มเหลวที่จะตอบคำร้องด่วนแก่พระคาร์ดินัล 4 องค์ เพื่อให้คำอธิบายชัดเจน  ดังนั้นพวกเขาจึงนำสู่สาธารณะ
                                                      BREAKING: Pope fails to reply to 4 cardinals’ urgent plea for clarification, so they go public

John-Henry Westen
November 14, 2016 (LifeSiteNews)

      – Four Cardinals (Cardinals Walter Brandmüller, Raymond Burke, Carlo Caffarra, and Joachim Meisner ) have released an historic letter to Pope Francis in which they pleaded with him for clarity regarding his Apostolic Exhortation Amoris Laetitia.

Dated September 19, 2016, the letter asked the pope 5 short questions which call for ‘yes or no’ answers which would immediately clarify the meaning of the confusion-plagued document on precisely those points where theologians, priests and even bishops have offered contradicting interpretations.

14 พฤศจิกายน 2016 (LifeSiteNews) –พระคาร์ดินัลสี่องค์ ( Cardinals Walter Brandmüller, Raymond Burke, Carlo Caffarra, and Joachim Meisner ) ได้เปิดเผยจดหมายประวัติศาสตร์ที่ส่งถึงโป๊บฟรังซิส ซึ่งในจดหมายฉบับนั้น พวกเขาได้ร้องขอพระองค์เพื่อคำอธิบายเกี่ยวกับ Apostolic Exhortation Amoris Laetitia ของพระองค์   จดหมายที่ลงวันที่ 19 กันยายน 2016 ได้ถามโป๊บด้วยคำถามสั้นๆ 5 คำถามซึ่งขอพียงคำตอบว่า “ ใช่หรือไม่ใช่ “  ซึ่งจะได้ความหมายชัดเจนทันทีทันใด ต่อเอกสารที่สร้างให้เกิดความวุ่นวายระส่ำระสายระบาดเกี่ยวกับจุดต่างๆเหล่านั้น ที่ซึ่งบรรดานักเทววิทยา พระสงฆ์และแม้แต่พระสังฆราชได้เสนอการตีความที่ขัดแย้งกัน

After nearly two months of the pope’s refusal to respond, the Cardinals have released their letter with an explanatory note giving the faithful the opportunity to see their grave concerns, which touch directly on the integrity of the Catholic faith.

หลังจากเกือบสองเดือนของการปฏิเสธของโป๊บที่จะตอบ  พระคาร์ดินัลทั้งสี่ได้แพร่จดหมายของพวกเขาพร้อมกับบันทึกคำอธิบาย โดยให้โอกาสสัตบุรุษได้มองเห็นความห่วงกังวลหนักหนา  ซึ่งกระทบโดยตรงกับความมั่นคงสมบูรณ์ของความเชื่อคาทอลิก

The timing of the letter to the pope is notable. It comes ten days after the release of the first public indication that Pope Francis approved an interpretation of Amoris Laetitia that had been previously described as ‘heretical’ by one of the Cardinal signatories – one that would permit remarried divorcees who could not get an annulment to receive communion without forgoing sexual relations. That public revelation was a letter from Pope Francis to the bishops of the Buenos Aires region in Argentina approving of their interpretation of the controversial eighth chapter of Amoris Laetitia as the only valid one.

ช่วงเวลาจดหมายส่งถึงโป๊บน่าสังเกตุ  มันเกิดขึ้นสิบวันหลังการแพร่การระบุสาธารณะครั้งแรกที่โป๊บฟรังซิสอนุมัติการตีความ Apostolic Exhortation Amoris Laetitia  ที่ได้มีการบรรยายก่อนนั้นว่าเป็นประหนึ่ง ‘เฮเรติก’ โดยคาร์ดินัลองค์หนึ่งของผู้ลงชื่อ – คนหนึ่งที่อาจอนุญาตผู้หย่าร้างที่แต่งงานใหม่ที่ไม่สามารถได้สถานะโมฆะกรรม รับศีลมหาสนิทปราศจากการดำเนินความสัมพันธ์ทางเพศต่อไป   การเปิดเผยทางสาธารณะนั้นเป็นจดหมายจากโป๊บฟรังซิสถึงบรรดาพระสังฆราชของท้องถิ่นบัวโนสไอเรสในอาร์เยนตีน่า ด้วยการอนุมัติการตีความของพวกเขาสำหรับแปดบทที่เป็นปัญหาของ Amoris Laetitia ว่าสมบูรณ์ตามกฎหมายเพียงหนึ่งกลุ่ม.

The questions and an explanatory note about them are reproduced below by LifeSiteNews.  Other than the practical question on the availability of confession and communion to divorced and remarried Catholics who refuse continence, the questions concern the constant teaching of the Catholic Church on absolute moral norms, on intrinsically evil acts that are binding without exceptions, on the objective situation of grave habitual sin and on conscience.

คำถามและโน๊ตคำอธิบายประกอบมีนำเสนอข้างล่างโดย LifeSiteNews   อย่างอื่นมากกว่าคำถามภาคปฏิบัติ ว่าด้วยที่พอหาได้ของศีลแก้บาปและศีลมหาสนิทแก่คาทอลิกที่หย่าร้างและแต่งงานใหม่ ซึ่งปฏิเสธการกลับใจ  คำถามเกี่ยวกับคำสอนที่ยึดมั่นของศาสนจักรคาทอลิกว่าด้วยข้อกำหนดทางศีลธรรมเด็ดขาด  เกี่ยวกับการปฏิบัติเลวที่เกิดจากในเนื้อแท้ ที่ผูกมัดปราศจากข้อยกเว้น  ในสถานการณ์เป้าประสงค์ของบาปหนักที่เคยทำเป็นนิสัยและในมโนธรรม

Signed by Cardinals Walter Brandmüller, Raymond Burke, Carlo Caffarra, and Joachim Meisner, the letter tells the Pope of the “uncertainty, confusion, and disorientation among many of the faithful” stemming from Amoris Laetitia. The cardinals explain that they are “compelled in conscience by our pastoral responsibility” to call on Pope Francis “with profound respect” to give answer to the questions posed reminding him that as Pope he is “called by the Risen One to confirm his brothers in the faith” and to “resolve the uncertainties and bring clarity.”

จดหมายที่ลงนามโดย Cardinals Walter Brandmüller, Raymond Burke, Carlo Caffarra, and Joachim Meisner  บอกโป๊บเกี่ยวกับ  “ ความไม่แน่นอน  ความระส่ำระสาย  และการทำให้สับสน  ท่ามกลางสัตบุรุษจำนวนมาก “ ที่มีต้นเหตุ มาจากAmoris Laetitia  บรรดาพระคาร์ดินัลอธิบายว่า พวกเขา “ ถูกผลักดันในมโนธรรมโดยความรับผิดชอบงานบริหารของพวกเรา “ ให้เรียกร้องโป๊บฟรังซิส “ ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง “ เพื่อพระองค์จะได้ให้คำตอบต่อคำถามที่โพสต์ขึ้นมาเพื่อเตือนพระองค์ว่า ในฐานะโป๊บ พระองค์ “ ถูกเรียกโดยพระผู้กลับคืนชีพให้ยืนยันต่อบรรดาพีน้องในความเชื่อ “ และ “ แก้ไขความไม่แน่นอนทั้งหลายและนำความชัดเจนให้ปรากฎ “

In a note explaining to the faithful their release of the letter, the cardinals reveal the letter had its “origin in a deep pastoral concern,” about the “grave disorientation and great confusion of many faithful regarding extremely important  matters for the life of the Church.”
As cardinals, they wrote, they “are entrusted with the task of helping the Pope to care for the universal Church.”  The four Cardinals interpreted the Pope’s decision not to respond “as an invitation to continue the reflection, and the discussion, calmly and with respect” and thus chose to inform “the entire people of God about our initiative, offering all of the documentation.”

ในบันทึกอธิบายถึงสัตบุรุษเกี่ยวกับจดหมาย  กลุ่มพระคาร์ดินัลเปิดเผยจดหมายนั้นมี “ ต้นกำเนิดในความกังวลงานบริหารลึกซึ้ง “ เกี่ยวกับ “ การทำให้สับสนอย่างรุนแรงและความวุ่นวายอย่างใหญ่หลวงของบรรดาสัตบุรุษ เกี่ยวกับเรื่องสำคัญสุดซึ้ง สำหรับชีวิตของพระศาสนจักร “
พวกเขาเขียนว่า  ในฐานะพระคาร์ดินัล  พวกเขา “ ได้รับความไว้วางใจด้วยภาระหน้าที่ช่วยพระสันตะปาปาให้เอาใจใส่สำหรับพระศาสนจักรสากล “  พระคาร์ดินัลทั้งสี่องค์ได้แปลการตัดสินใจของโป๊บว่าจะไม่ตอบ “ ในฐานะคำเชิญให้สะท้อนความคิดเห็น และการปรึกษาหารือ อย่างสงบและด้วยความเคารพ “  และดังนั้น ได้เลือกที่จะแจ้ง “ ประชากรของพระเจ้าทั้งหมดเกี่ยวกับการเริ่มต้นของพวกเรา  โดยเสนอเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

See the full text of the letter and accompanying explanatory notes and the five questions here
ดูจดหมายฉบับเต็มและพร้อมด้วยโน๊ตคำอธิบายประกอบคำถามทั้ง 5 ที่นี่

The “Dubia” ข้อสงสัย 5 เรื่อง

1.    It is asked whether, following the affirmations of "Amoris Laetitia" (nn. 300-305), it has now become possible to grant absolution in the Sacrament of Penance and thus to admit to Holy Communion a person who, while bound by a valid marital bond, lives together with a different person "more uxorio" (in a marital way) without fulfilling the conditions provided for by "Familiaris Consortio" n. 84 and subsequently reaffirmed by "Reconciliatio et Paenitentia" n. 34 and "Sacramentum Caritatis" n. 29. Can the expression “in certain cases” found in note 351 (n. 305) of the exhortation "Amoris Laetitia" be applied to divorced persons who are in a new union and who continue to live "more uxorio"?

มีคำถามว่า ด้วยการติดตามคำยืนยันของ “ Amoris Laetitia “ (nn. 300-305) ปัจจุบันนี้มันเกิดเป็นไปได้ว่าจะอนุญาตให้การโปรดอภัยบาปในศีลแก้บาปได้หรือ และดังนั้นยอมให้ศีลมหาสนิทแก่บุคคลที่ ขณะที่ถูกผูกมัดโดยพันธะการแต่งงานที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย  ดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันกับบุคคลอื่น “ more uxorio” ( ในแบบสามีภรรยา ) โดยปราศจากการเติมเต็มตามเงื่อนไขที่จัดไว้โดย “ Familiaris Consortio”n.84 และที่ตามมาได้รับการยืนยันอีก โดย “Reconciliatio et Paenitentia”n.34 และ “Sacramentum Caritatis”n.29.  ข้อความ “ในบางกรณี” ที่พบในข้อสังเกตุ 315(n.305) ของหนังสือคำอธิบาย Exhortation “Amoris Laetitia สามารถประยุกต์ใช้กับบุคคลที่หย่าร้างซึ่งอยู่ในสภาพร่วมสัมพันธ์ใหม่ และซึ่งยังคงดำเนินชีวิต “ หลายสามีภรรยา “ more uxorio” ได้หรือ?

2.    After the publication of the Post-synodal Apostolic Exhortation "Amoris Laetitia" (cf. n. 304), does one still need to regard as valid the teaching of St. John Paul II’s Encyclical "Veritatis Splendor" n. 79, based on Sacred Scripture and on the Tradition of the Church, on the existence of absolute moral norms that prohibit intrinsically evil acts and that are binding without exceptions?

หลังการพิมพ์หนังสือชี้แนะ Post-synodal Apostolic Exhortation “Amoris Laetitia” (cf.n.304) ใครสักคนยังคงต้องการที่จะพิจารณาในฐานะที่ว่าสมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งคำสอนของสมณสาส์น ”Veritatis Splendor” n.79 ของนักบุญยอห์น ปอลที่สอง  ที่วางพื้นฐานบนพระคัมภีร์และบนขนบประเพณีของพระศาสนจักร  ว่าด้วยการมีอยู่ของข้อกำหนดทางศีลธรรมเด็ดขาด ที่ห้ามการกระทำชั่วร้ายตามสัญชาตญาณ และที่ผูกพัน โดยปราศจากข้อยกเว้นหรือ?

3.    After "Amoris Laetitia" (n. 301) is it still possible to affirm that a person who habitually lives in contradiction to a commandment of God’s law, as for instance the one that prohibits adultery (cf. Mt 19:3-9), finds him or herself in an objective situation of grave habitual sin (cf. Pontifical Council for Legislative Texts, Declaration, June 24, 2000)?

หลัง AH “Amoris Laetitia“ (n. 301) ยังคงสามารถอยู่หรือที่จะยืนยันว่าบุคคลหนึ่งซึ่งเจริญชีวิตแบบที่เคยชินเป็นนิสัยในความขัดแย้งกับกฎหมายพระบัญญัติของพระเจ้า  อย่างเช่นประการหนึ่งที่ห้ามการล่วงประเวณี ( cf. Mt 19:3-9)  พบว่าเขาหรือเธอ อยู่ในสถานะเป้าประสงค์ของบาปหนักเคยชินเป็นนิสัย (cf. Pontifical Council for Legislative Texts, Declaration, June 24, 2000)?

4.    After the affirmations of "Amoris Laetitia" (n. 302) on “circumstances which mitigate moral responsibility,” does one still need to regard as valid the teaching of St. John Paul II’s Encyclical "Veritatis Splendor" n. 81, based on Sacred Scripture and on the Tradition of the Church, according to which “circumstances or intentions can never transform an act intrinsically evil by virtue of its object into an act ‘subjectively’ good or defensible as a choice”?

หลังการยืนยันของ “ Amoris Laetitia” (n. 302) ว่าด้วย “ กรณีแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดความรับผิดชอบทางศีลธรรม “  ใครคนหนึ่งยังจำเป็นที่จะถือประหนึ่งว่า คำสอนของสมณสาส์น “Veritatis Splendor” n. 81 ของนักบุญยอห์น ปอลที่สองที่วางพื้นฐานบนพระคัมภีร์และขนบประเพณีของพระศาสนจักร  ตามที่ซึ่ง “ สิ่งแวดล้อมหรือความตั้งใจไม่สามารถเลยที่จะแปรเปลี่ยนการกระทำที่ชั่วร้ายแบบที่เคยปฏิบัติ โดย เหตุของวัตถุประสงค์เข้าสู่การกระทำ ที่ดี “ โดยนึกคิดในใจตน “หรือสามารถปกป้องได้เป็นข้อเลือก ว่าสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือ?

5.    After "Amoris Laetitia" (n. 303) does one still need to regard as valid the teaching of St. John Paul II’s encyclical "Veritatis Splendor" n. 56, based on Sacred Scripture and on the Tradition of the Church, that excludes a creative interpretation of the role of conscience and that emphasizes that conscience can never be authorized to legitimate exceptions to absolute moral norms that prohibit intrinsically evil acts by virtue of their object?

หลัง “ Amoris Laetitia “( n. 303)  ใครคนหนึ่งยังต้องการที่จะถือว่าสมบูรณ์หรือ  ซึ่งคำสอนของสมณสาส์น “ Veritatis Splendor “ n. 56 ของนักบุญยอห์น ปอล II ที่วางพื้นฐานบนพระคัมภีร์และบนขนบประเพณีของพระศาสนจักร  ที่ไม่รวมการตีความเชิงสร้างสรรค์ ของบทบาทของมโนธรรมและที่เน้นว่ามโนธรรมไม่สามารถได้รับการอนุญาตให้มีข้อยกเว้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อข้อกำหนดทางศีลธรรมที่เด็ดขาด ที่ห้ามการกระทำชั่วที่ทำจนเป็นนิสัยโดยเหตุของวัตถุประสงค์ของมัน ?
     
 
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ประกาศสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยเรื่องฉลองเทศกาลต่างๆ เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2016, 11:50:59 AM
                                                                                    https://scontent.fbkk2-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/15134739_10154858549391282_8346926163386003305_n.jpg?oh=45633a69ae564e9f239d38edb696def7&oe=58B91172

                                                             
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บฟรังซิสกล่าวว่า “ส่วนใหญ่ “ ของการแต่งงานคาทอลิกเป็นโมฆะ เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2016, 09:11:38 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  โป๊บฟรังซิสกล่าวว่า “ส่วนใหญ่ “ ของการแต่งงานคาทอลิกเป็นโมฆะ
                                                                                 Pope Francis says 'majority' of Catholic marriages invalid

                                                                   The Pope said the church needs to better prepare couples for the sacrament
                                                                            โป๊บ กล่าวว่าพระศาสนจักรต้องการเตรียมคู่แต่งงานให้ดีกว่าเพื่อรับศีลศักดิ์สิทธิ์

Thomson Reuters Posted: Jun 17, 2016 9:37 AM ET                                                                         
 Last Updated: Jun 17, 2016 9:40 AM ET
                                                                         http://www.cbc.ca/news/world/pope-marriages-invalid-1.3640107

       Pope Francis said that the 'great majority' of Catholic marriages are invalid because people don't realize it's a lifetime commitment. (Alberto Pizzoli/AFP/Getty Images) Pope Francis has said the "great majority" of Catholic marriages being celebrated today are invalid because couples do not fully realize it is a lifetime commitment, drawing sharp criticism from Church conservatives.
 
โป๊บฟรังซิสกล่าวว่า “ ส่วนใหญ่ “ ของการแต่งงานคาทอลิกเป็นโมฆะ เพราะคนคิดไม่ออกว่านั่นคือพันธะชั่วชีวิต (Alberto Pizzoli/AFP/Getty Images) ทำให้เกิดการวิจารณ์แหลมคมจากกลุ่มจารีตนิยมคาทอลิก

The Pope, who has previously come under fire for making spontaneous comments about doctrinal matters, was speaking at a question-and-answer session with priests, nuns and parish workers on Thursday night in a Rome basilica.
"We are living in a provisional culture," Francis said in response to a man who spoke of "the crisis of marriage" and asked how the church could better prepare young couples. Pope Francis OKs use of birth control in Zika-affected regions
 
โป๊บ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงที่ได้แสดงความเห็นของตนเกี่ยวกับเรื่องคำสอนศาสนจักร  กำลังพูดในวาระประชุมถึงปัญหาและคำตอบ กับบรรดาพระสงฆ์ ชี ซิสเตอร์และผู้ปฏิบัติงานของวัดปกครอง เมื่อคืนวันพฤหัสบดีในวิหารที่กรุงโรม  “ เรากำลังเจริญชีวิตตามวัฒนธรรมที่จัดให้แบบหนึ่ง “ ฟรังซิสกล่าวตอบแก่บุรุษผู้หนึ่งที่พูดถึง “ วิกฤติการณ์ของการแต่งงาน”  และได้ถามว่าศาสนจักรจะเตรียมคู่หนุ่มสาวให้ดีกว่าอย่างไร    (ใน ขณะเดียวกัน โป๊บฟรังซิสได้ยินยอมให้มีการใช้การคุมกำเนิดได้ในดินแดนที่ไข้ซิกากำลังระบาด )

"Because of this, a great majority of our sacramental marriages are null because they (the couple) say 'yes, for the rest of my life' but they don't know what they are saying because they have a different culture," Francis said.  In the Vatican's transcript issued on Friday morning his words were changed to read "some" instead of "a great majority". A Vatican spokesman said the Pope's off-the-cuff remarks are sometimes edited after consulting with him or among aides.

“ เพราะเรื่องนี้  ส่วนใหญ่ของการแต่งงานที่เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราเป็นโมฆะ เพราะว่าพวกเขา (คู่แต่งงาน) พูดว่า ‘ ใช่ สำหรับตลอดชีวิตของเรา’  แต่เขาทั้งสองไม่ทราบว่าพวกเขากำลังพูดอะไร เพราะว่าพวกเขามีวัฒนธรรมแตกต่างออกไป “ ฟรังซิสกล่าว  ในสำเนาหนังสือของวาติกันที่แพร่ออกมาในตอนเช้าวันศุกร์  คำพูดของโป๊บถูกเปลี่ยนเป็น “ บางคู่ “ แทนคำว่า “ ส่วนใหญ่มาก “  โฆษกวาติกันกล่าวว่า ข้อสังเกตุแบบเหวี่ยงออกทั้งสวมกุญแจมือ บางครั้งถูกปรับปรุงหลังจากปรึกษาหารือกับพระองค์หรือท่ามกลางผู้ช่วยทั้งหลาย

Critics appeared to take the Pope's words as a suggestion that most Catholics do not take their marriage vows seriously.  Ross Douthat, the conservative Catholic writer and New York Times columnist, said in one of his some 20 tweets on the subject that Francis had made "an extraordinary, irresponsible and ridiculous claim".

 การวิพากษ์วิจารณ์ปรากฎขึ้นด้วยการนำเอาคำพูดของโป๊บเป็นดังข้อชวนคิดที่ว่าคาทอลิกส่วนใหญ่ที่สุดไม่ทำสัตย์ปฏิญาณการแต่งงานจริงจัง  Ross Douthat นักเขียนจารีตนิยมคาทอลิกและผู้เขียนคอล้มน์นิวยอร์คไทม์  กล่าวในการ tweetครั้งหนึ่งใน tweets 20 ครั้งในเรื่องที่ว่า ฟรังซิสได้ “ กล่าวอ้างพิเศษผิดปกติ ไม่รับผิดชอบ และน่าหัวเราะเยาะ “

'Very bad' words  ถ้อยคำ “ เลวมาก “

Matthew Schmitz, editor at the conservative First Things Catholic magazine, called the Pope "wrong and irresponsible."  Edward Peters, a U.S. canon lawyer who has been an adviser to the Vatican, wrote that the Pope's words were "very bad" because they could spur couples in difficult marriages to "give up now" instead of trying to overcome problems.

แมททิว สมิตช์ บรรณาธิการวารสารคาทอลิกจารีตนิยม First Things เรียกโป๊บว่า  “ คนผิดที่ไม่ยอมรับผิดชอบ “  เอ็ดเวิร์ด ปีเตอร์  นักกฎหมายศาสนจักรสหรัฐคนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาวาติกัน  ได้เขียนว่า คำพูดของโป๊บ “ เลวมาก “ เพราะมันกระตุ้นคู่หนุ่มสาวในการแต่งงานที่ยากลำบากให้ “ ยอมเลิกตอนนี้เสียเลย “ แทนที่จะพยายามเอาชนะปัญหาต่างๆในชีวิต

The Catholic Church teaches that a marriage can be ended only by death or an annulment — a Church ruling it was not valid in the first place because it lacked prerequisites such as free will and psychological maturity."The crisis of marriage is due to the fact that people don't know what the sacrament is, the beauty of the sacrament, they don't know that it is indissoluble, that it is for your entire life," the Pope said.

ศาสนจักรคาทอลิกสอนว่า การแต่งงานสามารถจบลงเพียงด้วยความตาย หรือโมฆะกรรม – กฎศาสนจักรอย่างหนึ่ง คือมันไม่สมบูรณ์ในชั้นแรก เพราะว่ามันขาดเงื่อนไขที่ต้องมีก่อน เช่น น้ำใจที่อิสระ และ วัยวุฒิทางจิตวิทยา  “ วิกฤติการณ์ของการแต่งงานนั้น เนื่องมาจากความจริงที่ว่า คนทั้งคู่ไม่ทราบว่าศีลศักดิ์สิทธิ์คืออะไร  ความงดงามของศีลศักดิ์สิทธิ์  เขาทั้งสองไม่รู้ว่ามันยกเลิกไม่ได้  นั่นคือสิ่งตลอดชีวิตของคุณ “ พระสันตะปาปากล่าว.

Better marriage preparation การเตรียมตัวแต่งงานอย่างดี

"There are girls and boys who have purity and a great love, but they are few," he said, adding that many young people had a materialistic and superficial approach to their wedding day, such as an obsession with choosing the right gown, the right church and the right restaurant.  He said the Church needed better marriage preparation programs.

“ มีหนุ่มและสาวที่มีความใสซื่อบริสุทธิ์และความรักยิ่งใหญ่  แต่ก็ยังจำนวนไม่มาก “ แมททิว สมิตช์ กล่าว โดยเสริมว่าคนหนุ่มสาวมากมายมีมาตรการด้านวัตถุนิยมและผิวเผินเกี่ยวกับวันแต่งงานของตน เช่น ความใฝ่ฝันกับการเลือกเสื้อกาวน์(ชุดแต่งงาน)ที่ถูกต้อง  วัด(แต่งงาน)ที่ถูกต้องและภัตตาคาร(จัดเลี้ยง)ที่ถูกต้อง  เขากล่าวว่า ศาสนจักรจำเป็นต้องมีโครงการเตรียมการแต่งงานที่ดีกว่า

Conservatives also chided Francis for saying at the same meeting that priests should not pressure couples who were co-habitating if they were not ready to get married. He said the priests should "let fidelity ripen."   Francis has been taken to task for unscripted comments before. Last year, he had to clarify remarks in which he said Catholics should not feel they have to breed "like rabbits" because of the Church's birth control ban.

กลุ่มจารีตนิยมด้วยตะเพิดฟรังซิสที่กล่าวในการประชุมเดียวกันนั้นว่า บรรดาบาทหลวงไม่ควรกดดันคู่แต่งงานซึ่งกำลังอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง ถ้าพวกเขาไม่พร้อมที่จะแต่งงานกัน   เขากล่าวว่าบรรดาพระสงฆ์ควร “ ปล่อยให้ความซื่อสัตย์ต่อกันสุกงอม “  ฟรังซิสถูกนำไปสู่ภาระให้เกิดการออกความเห็นที่มิได้เขียนไว้มาก่อน  ปีที่แล้ว  พระองค์ต้องอธิบายข้อสังเกตุซึ่งพระองค์เองกล่าวว่า ชาวคาทอลิกไม่ควรจะรู้สึกว่าพวกเขาต้องแพร่พันธ์         “ เหมือนกระต่าย “ เพราะข้อห้ามการคุมกำเนิดของพระศาสนจักร.

© Thomson Reuters, 2016

 
11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / "ประยุทธ์" ลั่นคนผิดหนีกระบวนการยุติธรรมต้องไร้ที่ยืนในสังคม ชวนคนไทยรวมตัวร้องเ เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2016, 06:44:58 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                          "ประยุทธ์" ลั่นคนผิดหนีกระบวนการยุติธรรมต้องไร้ที่ยืนในสังคม ชวนคนไทยรวมตัวร้องเพลงสรรเสริญฯ

โดย MGR Online   
18 พฤศจิกายน 2559 23:48 น. (แก้ไขล่าสุด 19 พฤศจิกายน 2559 00:24 น.)

                                                     

คำต่อคำ: ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 18 พฤศจิกายน 2559
       
                 สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน วันนี้ ผมอยากให้พวกเราทุกคน ได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดไม่ได้ แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยศาสตร์พระราชาของพระองค์นั้น อันประกอบด้วยตำราแม่ฟ้าหลวง แห่งองค์สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย ได้สร้างความสำเร็จภายใต้โครงการพัฒนาดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ใช้เวลากว่า 30 ปี ในการพลิกฟื้นดอยตุงจากพื้นที่ทุรกันดาร ให้เป็นพื้นที่ทำกินของชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อย 6 เผ่า ซึ่งในอดีตนั้นมีสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ไม่มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา ทำให้คนในพื้นที่ต้องหาทางรอด ด้วยการทำไร่หมุนเวียน ไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น ค้ายาเสพติด แล้วก็กลายเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ที่สุด แห่งหนึ่งในขณะนั้น ทั้งนี้ด้วยการพัฒนาอย่างมีระบบ แบบแผน และมียุทธศาสตร์ ทำให้ภูเขาหัวโล้น กลายเป็นพื้นที่ป่า การทำไร่หมุนเวียนหมดไป มีป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย และป่าเศรษฐกิจมาแทนที่ ทุกคนได้รับสัญชาติไทย ได้เข้าถึงระบบการศึกษา ซึ่งเป็นการ สร้างคนด้วยความรู้และการศึกษาในด้านวิชาการและวิชาชีพให้มีรายได้เลี้ยงดูตัวเองได้ เข้มแข็ง ยืนบนลำแข้งของตนเองได้ ในที่สุด ครอบครัวก็ได้อยู่ด้วยกันไม่ต้องเข้าไปหางานในเมือง
                 
                 ปัจจุบันนั้นชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อย มีอาชีพหลักเป็นเกษตรกรรับจ้าง และพนักงานของโครงการ สามารถเพิ่มรายได้จากในอดีต เฉลี่ยไม่ถึง 4,000 เป็น 12,000 บาทต่อคนต่อปี จะเห็นว่าเพิ่มขึ้น 3 เท่า หลายคนที่มาทำงานกับโครงการ จนเก่ง เชี่ยวชาญ ก็สามารถกู้เงินไปทำกิจการของตัวเองได้ จากการขยายผลแห่งความสำเร็จดังกล่าวนั้น รัฐบาลร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้น้อมนำองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวง ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ดิน และน้ำ ไปปรับใช้ ในโครงการปลูกป่าสร้างคนบนวิถีพอเพียง เพื่อรักษาต้นน้ำ และบรรเทาอุทกภัย ในพื้นที่ 250,000 ไร่ ใน 3 อำเภอ ของจังหวัดน่าน ทั้งนี้ก็เพื่อจะอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ รวมทั้งให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ร่วมกันกับป่าได้อย่างยั่งยืน ผลการดำเนินการ ในขณะนี้สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขึ้น จาก 40% เป็น 60% และเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง ให้เป็นป่าเศรษฐกิจได้ และมีผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกข้าวโพด รวมทั้งช่วยลดการเกิดไฟป่า จาก 76,000 กว่าไร่ เหลือเพียง 89 ไร่ ในปี 2558 นอกจากนั้นรัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ตามดอยตุงโมเดล ไปดำเนินการตามยุทธศาสตร์บูรณาการ สำหรับการจัดการป่าเสื่อมสภาพ บนพื้นที่สูงชัน ที่เรียกว่าภูเขาหัวโล้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า ใน 13 จังหวัดภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในปีนี้นั้น รัฐบาลได้น้อมนำแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ไปใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยการบูรณาการหน่วยงานของรัฐ อย่างมียุทธศาสตร์ เสริมด้วยกลไกประชารัฐ ในพื้นที่อีกด้วย
                 
                 ปัจจุบันนั้นศาสตร์พระราชา ภายใต้ดอยตุงโมเดล ได้รับการยกย่องและยอมรับจากประชาคมโลก ให้เป็นแบบอย่าง ของแนวทางการพัฒนา ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน หลายประเทศนำไปขยายผล เช่น โครงการส่งเสริมปศุสัตว์และพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ธนาคารแกะ ครอบคลุม 500 ครัวเรือน ใน 15 หมู่บ้าน จังหวัดบัลห์ สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน และโครงการพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน จังหวัดอาเจะห์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวอาเจะห์ และเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัด หลังประสบความขัดแย้งภายในประเทศมานานกว่า 30 ปี และเผชิญภัยภิบัติสึนามิ เมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้การรับรองศาสตร์พระราชานี้ ให้เป็นหลักปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือก อีกด้วย เราจะเห็นได้ว่าความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุง หรือโครงการพัฒนาใดๆ รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีอยู่กว่า 4,000 โครงการนั้น ล้วนเป็นการดำเนินงานที่มียุทธศาสตร์ อาศัยระยะเวลา ค่อยเป็นค่อยไป อาจใช้เวลานานนับ 10 - 20 ปี 30 ปีก็ได้ 
                 
                 องค์ประกอบที่สำคัญสู่ความสำเร็จ 3 ประการ คือ 1.ความจริงใจของรัฐบาลและผู้ปฏิบัติ 2.ความร่วมมือจากประชาชนผู้ที่รับการพัฒนา และ 3. การดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งนี้รัฐบาลได้น้อมนำศาสตร์พระราชาที่สำคัญก็คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาประยุกต์ใช้ ร่วมกับศาสตร์อื่นๆ ให้เหมาะสมกับบริบทของประชาชน ท้องถิ่น สถานการณ์ และสภาพของปัญหา ด้วยการระเบิดจากข้างใน จากตัวประชาชนเอง เกษตรกรเอง ไม่ยัดเยียด เน้นสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น โดยให้ทุกกระทรวง จัดทำยุทธศาสตร์ เป็นแผนที่นำทาง ระยะเวลา 20 ปี ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ สำหรับการทำงานร่วมกันของรัฐบาล สถานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้มีการทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน รวมถึงการจัดทำแผนการใช้งบประมาณของประเทศ ทั้งในการลงทุน, การวางรากฐาน และการพัฒนาประเทศ ในด้านต่างๆ อย่างบูรณาการ เราจะต้องยึดหลัก ธรรมาภิบาล 6 ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ปัจจุบันนั้นรัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี โดยมีกระบวนการที่เน้นความสอดคล้องและการบูรณาการ ทั้งแผนงานโครงการและแผนงานงบประมาณ ดังนี้ 1.ในระดับรัฐบาล จะมีการกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ย่อย จัดทำแผนแม่บทที่ระบุทุกกิจกรรมหลักๆ ช่วง 20 ปีข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น ทยอยเกิดขึ้นนะครับ เราได้แบ่งออกเป็นห้วงเวลาการปฏิบัติ ตามโรดแมป หรือแผนที่นำทางของเรานั่นก็คือ 5 ปีแรกคือ 1 บวก 4 คือ 1 ในปีนี้ 59-60 แล้วบวกอีก 4 ปีข้างหน้า จากนั้นก็เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีก 3 แผน 5 , 5, 5 คือแผนที่ 13 ,14 , 15 
                 
                 วันนี้เราอยู่แผน 12 ช่วง 5 ปีแรก คือ 1 บวก 4 หมายถึงปีงบประมาณ 2560 นี้ บวกกับ อีก 4 ปี ที่เหลือในวันข้างหน้า และต่อๆ ไป ก็ทุกช่วง ช่วงๆ ละ 5 ปี สามารถปรับเปลี่ยนได้นะครับ เรามีแผนแม่บทวางไว้ให้เห็นอนาคตไว้ แต่ทั้งนี้ถ้าทำดีขึ้น ก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ปัจจุบันนั้นอย่างที่เรียนไปแล้วว่า เรามีแผน 12 อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปอย่างแท้จริง เราต้องวางแผนระยะยาว 12 ต่อไป 13 ไป 14 ไป 15 นั่นแหละคือคำว่า 20 ปี เราต้องแสดงให้เห็นว่า เราจะเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิรูป กิจกรรมได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกายภาพอะไรบ้าง อย่างไรบ้าง ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับ ทุกอาชีพ จะดีขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งผลประโยชน์ของชาติโดยรวมนั้นจะดีขึ้น มากขึ้นได้อย่างไร เช่น รายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งนี้ก็จะเป็นการกำหนดผลประโยชน์ของประเทศไว้ล่วงหน้า ทุกๆ 5 ปี เราสามารถจะประมาณการล่วงหน้าให้เป็นเป้าหมายไว้ได้เพื่อจะเดินตามนั้น ว่ารายได้ประชาชน รายได้ประเทศ คุณภาพชีวิต แต่ละกลุ่มจะดีขึ้นอย่างไร โดยจะต้องกำหนดตัวชี้วัดเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ ที่ประเมินค่าได้จริงนะครับ 2. ก็คือในระดับกระทรวง รัฐวิสาหกิจ ก็ต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ แผนแม่บท เป็นของตนเอง ในระยะ 20 ปี เช่นกัน ให้สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ และตอบโจทย์แผนแม่บทของชาติ ซึ่งแผนแม่บทระดับกระทรวง รัฐวิสาหกิจนี้ ต้องมีรายละเอียด รายกิจกรรม จัดทำเป็นแผนงาน โครงการ ที่มีแผน การใช้จ่ายงบประมาณประกอบ พร้อมทั้งวางโรดแมป ระยะ 20 ปี ไปด้วยนะครับ 4 ช่วงๆ ละ 5 ปี โดยทำพร้อมกันในช่วงการเริ่มต้นนี้ ให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ ประเมินได้ว่าอะไรทำเสร็จแล้ว อะไรจะเริ่มใหม่ อะไรที่ยังไม่เสร็จ อะไรต้องทำต่อ ให้สามารถจับต้องได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม แผนก็คือแผนย่อมมีการปรับปรุงได้ตามความเหมาะสม เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ปัจจัยภายใน ภายนอก อาจจะมีส่งผลกระทบกับแผนที่วางไว้ ก็ต้องสามารถแก้ไขได้อาจจะต้องมีการทบทวน รายปี ราย 5 ปี โดยการประเมินจากปัจจัยต่างๆ ตลอดเวลาจะทำให้การตัดสินใจในวันข้างหน้านั้นได้ดีขึ้น ทำในสิ่งที่ดีกว่าแผนในปัจจุบัน ให้ทันกับสถานการณ์ทั้งในประเทศและสถานการณ์โลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
                 
                 ทั้งนี้ การทำแผนปฏิบัติการของทุกหน่วยงานนั้น ต้องมีรายละเอียด แยกงานตามกลุ่มกิจกรรม อันแรกคือ คืองานฟังชั่นนะครับ ภาษาไทยก็คืองานตามหน้าที่พันธกิจ ภารกิจที่มีอยู่เดิมของทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจด้วยนะครับ 2. คืองานบูรณาการ ที่เรียกว่างานนโยบาย ภาษาอังกฤษเรียกว่า Agenda นะครับ ก็เป็นงานอื่น ๆ นะครับ งานเกี่ยวกับเรื่องหนี้สาธารณะ เรื่องการบริหารการเงิน การคลัง ทำนองนี้นะครับ มันมีแผนงานย่อยอีก ผมให้ความสำคัญกับ 2 แผนงานนี้ กับแผนงานหนี้สาธารณะ นะครับ ที่จะต้องปรับให้สอดคล้องกันทั้งหมด สำหรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้ง 2 งบงาน งานฟังชั่น งานบูรณาการ นั้นต้องมีความชัดเจน และให้ความสำคัญกับช่วง 5 ปีแรก คือ 1+4 คือ ปี 59- ปี60 และ 4 ปีข้างหน้านี้ก่อน ซึ่งผมเน้นย้ำเสนอ ถึงต้องมีการพิจารณาอย่างระมัดระวัง ไม่เกิดผลกระทบจากการใช้จ่ายงบประมาณประเทศ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของวินัยการเงินการคลัง ในภาพรวมของประเทศนั้น ต้องมีรายรับเพิ่มเติมให้กับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย รายได้ประเทศจะต้องสามารถชี้แจงได้ว่าจะหามาจากไหน อย่างไร หรือผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ จะมีอะไรบ้าง ใครจะได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นบ้าง อันนี้เพื่อให้ประชาชนทุกคนนั้นรู้ถึงอนาคต นอกจากนั้น สิ่งที่สำคัญที่ผมต้องการเน้นย้ำ ก็คือ
                 
                 1.ความสอดคล้องกัน ในระดับชาติ กระทรวง รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานข้างล่าง ที่เกี่ยวข้อง นะครับ 2.การบูรณาการ ทั้งแผนงานโครงการและแผนงบประมาณ ในกิจกรรมเดียวกัน เกี่ยวข้องกัน ที่อาจจะส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ต้องมีการวางแผนร่วมนะครับ ลดความซับซ้อนใช้งบประมาณอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ สมเหตุสมผล 3.ความสมบูรณ์ของแผนปฏิบัติการ อันนี้ต้องด้วยเหตุด้วยผลด้วยหลักการ แล้วก็มีการจัดทำแผนที่นำทาง คือโรดแมปอย่างชัดเจนนะครับ แจกแจงการใช้จ่ายงบประมาณได้ ทั้งงบงานฟังชั่นและงบในการบูรณาการ และ 4. แผนจะต้องมีความอ่อนตัวนะครับ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ กรณีที่เกิดปัญหา ก็ต้องเตรียมมาตรการแก้ไขรองรับได้ ทั้งนี้ ปัญหาที่ผ่านมาคือเราไม่เคยทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ ถ้าเราไม่เริ่มทำกันวันนี้ มันก็ไม่สามารถจะตอบโจทย์ แก้ปัญหาชาติไม่ได้แบบเบ็ดเสร็จนะครับ แก้ปัญหาหนึ่ง ติดอีกอย่างหนึ่ง สร้างปัญหาใหม่ เดินไปไม่ได้ เหมือนติดกับดักตัวเองอยู่ หากเราไม่บูรณาการกันนะครับ แยกคิด แยกทำกันเหมือนเดิมก็ไม่มีผลดีเกิดขึ้น ทำไม่ได้อีกเช่นเดิม เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลนี้เริ่มต้นทำให้ เป็นกระบวนการที่มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป รัฐบาลต่อไปก็ทำหน้าที่ประสานต่อ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เราก็ไม่สามารถจะบังคับใครได้ทั้งหมด อยู่แล้วนะครับ อำนาจฝ่ายบริหาร เราจะไม่ก้าวล่วงตรงโน้น แต่เรามียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นกรอบงานแต่วิธีทำนั้นก็เป็นเรื่องของแต่ละรัฐบาลไปหาวิธีการดำเนินการต่อไป แต่ผลสัมฤทธิ์จะกำหนดไว้ล่วงหน้า ประชาชนต้องรับรู้ไว้ก่อนนะครับว่าพอใจ หรือไม่พอใจอย่างไรในผลงานทีจะเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ โดยทั้งนี้ ประชาชน ข้าราชการ จะต้องเป็นผู้ติดตามดูแลตรวจสอบปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนะครับ ด้วยหลักการและเหตุผลที่สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน 
                 
                 พี่น้องประชาชน และเพื่อน ๆ ข้าราชการ ครับ สำหรับหลักการ นโยบาย ยุทธศาสตร์ ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ ตั้งแต่ ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559 ปี 2560 และในอนาคต อีก 20 ปีข้างหน้านั้น ก็เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ประเทศ นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติ เพื่อจะนำพาประเทศชาติและประชาชนให้อยู่ดี กินดีอย่างแท้จริง ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยแบ่งออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้ ด้านการปฏิรูปและการพัฒนาประเทศ ก็คือการเดินหน้าสู่อนาคตของประเทศ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางเป็นผู้กำหนดความต้องการ ภายใต้อัตลักษณ์ของความเป็นไทย วัฒนธรรม ประเพณี อันงดงาม ด้วยความรัก ความสามัคคี ความมีศรัทธาอย่างแรงกล้าเป็นการสร้างความฝันสู่อนาคตร่วมกัน และการทำตามความฝัน ให้เป็นความจริงด้วยการขับเคลื่อนกลไกประชารัฐ มีการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ทั้งแกนตั้งและแกนนอน และเป็นการสื่อสาร 2 ทาง รับฟังความเห็นความห่วงใย และความเป็นจริงจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความร่วมมือ นำไปสู่การปฏิบัติ ผลักดันไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ ทุกคนทุกฝ่ายและประชาชนต้องยอมรับในความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น อันจะนำพาไปสู่การปฏิรูปประเทศได้นะครับ เพื่อให้ทุกคนนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวทางหลักการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งจากพระบรมราโชบาย และการปฏิบัติที่ได้ทรงทดลองทำเป็นแบบอย่างไว้ให้แล้ว เราจะต้องนำมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยภายนอกของประชาคมโลก และปัจจัยภายในประเทศของพวกเรากันเอง ที่จะทำให้เราและต่างประเทศเข้าใจซึ่งกันและกันนะครับ ปัจจุบันยังมองต่างกันอยู่ ทั้งในแง่ความคิดอัตลักษณ์พื้นฐาน และการปฏิบัติหลายอย่าง อาจจะทำได้ในหลายประเทศในโลก สำหรับประเทศไทยนั้นมีความละเอียดอ่อนนะครับ อาจจะทำไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้นะครับ เราต้องทำให้เกิดความชัดเจน เข้าใจให้ตรงกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ การปฏิรูปเราจะต้องครอบคลุม ทั้งงานความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และการต่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นระดับชาติ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ภายในระยะเวลา 5 ปี นะครับ ผมจะเริ่มต้นไว้ก่อน 1 ปีแรก ก็ช่วยกันทำให้เกิดความต่อเนื่องยั่งยืนและต่อ ๆ ไปในทุกรัฐบาล ในอนาคต 
                 
                 ในด้านเศรษฐกิจ ในการพัฒนาเศรษฐกิจนั้น เรามี ทั้งระดับประเทศระดับฐานราก นะครับ และก็รวมความไปถึง การคบค้าสมาคม ผู้ค้าผู้ลงทุนกับต่างประเทศ ทั้งทวิภาคี และพหุภาคีด้วยนั้น เราจำเป็นต้องคิดใหม่ให้ครบวงจรทำใหม่อย่างบูรณาการ ขณะเดียวกันต้องปรับเปลี่ยนพัฒนาสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีดิจิทอล หมายรวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมทั้ง S-Curve เดิม และ New S-Curve ไปพร้อม ๆ กัน ในการนำพาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เราจะต้องไม่ทอดทิ้ง 3.0 ลงไปนะครับ คือประชาชนหลายระดับที่มีอยู่ด้วยกัน พร้อมทั้งเราต้องเร่งกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการปฏิรูปการให้ศึกษาให้ได้โดยเร็ว มีผลจับต้องได้ เช่น เราจะต้องสามารถผลิตแรงงานในประเทศได้เท่าไรที่ตรงความต้องการ กี่ประเภทบ้าง เพียงพอหรือไม่ เราต้องมีการว่าจ้างบุคลากรภายนอกเพิ่มเติมระยะแรกหรือไม่ เท่าไร เหล่านี้ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงแรงงานได้ไปบูรณาการในวิธีการตลอดมา ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
                 
                 ส่วนกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ นั้น เราจะเร่งในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาให้ทันต่อเทคโนโลยีของโลกในศตวรรษที่ 21 นั้น เราต้องจัดให้มีการศึกษา การจัดกลุ่มงาน การขับเคลื่อนให้เดินหน้าไปพร้อมๆ บนหลักการพึ่งตนเองให้ได้ในอนาคตนำไปใช้ให้ได้ คิดและทำ ผลิตและใช้ ให้เป็นการปฏิรูปครบวงจรทั้งในด้านเกษตรกรรม เราต้องทำอย่างครบวงจรอย่างยั่งยืนด้วยนะครับ เราต้องดำเนินการสอดคล้องกับการปฏิรูปอุตสาหกรรมอย่างสมดุลอุตสาหกรรมสีเขียว โดยต้องดำเนินการคู่ขนานกันไปทั้งเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม มันจะทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก การค้าขายโลกปัจจุบันนี้ด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งในแต่ละพื้นที่ จังหวัด กลุ่มจังหวัด ภูมิภาค เป็นหน้าที่ทุกคนแล้วไปคิดมาด้วยนะครับ ตามนโยบายที่ผมกล่าวไปแล้ว โดยการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และการใช้ทรัพยากรของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดในแต่ละพื้นที่ให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์ เรามีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่เราต้องใช้ให้ยั่งยืน ให้สมดุลระหว่างการพัฒนา และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ มันต้องไปด้วยกันให้ได้ โดยครั้งนี้ประชาชนจะต้องเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เราต้องลดการแข่งขันกันเอง แย่งตลาดกันเอง มันทำให้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เช่นอย่างที่ผ่านมาหลายอย่างมันต้องลดราคาแข่งกันอะไรต่างๆ โดยที่ไม่ได้ดูที่คุณภาพ มันเลยทำให้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกันไปหมด เราจะต้องสร้างแบรนด์ของคนไทยให้ได้ โดยเฉพาะแบรนด์ด้านการเกษตร แบรนด์ของข้าว ข้าวหอมมะลิ มีความแตกต่างกับข้าวหอมคนอื่นในโลกใบนี้ เราต้องเชื่อมโยงกันในทุกห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทางให้ได้ ผมพูดหลายครั้งแล้วนะครับ
                 
                 ด้านสังคมก็ได้แก่การส่งเสริม ขับเคลื่อน ผลักดันให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้หลุดพ้นกับดักจากความยากจน และได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมให้ได้โดยเร็ว เรามีมาตรการหลายมาตรการที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำลงให้ได้ในการเข้าถึงบริการภาครัฐและสวัสดิการของประชาชนทุกช่วงวัย ทุกคนต้องร่วมมือนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ เราจะต้องทำให้ประชาชนทุกคน ทุกช่วงวัย ได้มีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับตัวเองด้วย คือบอกไป ทำไป ถ้าไม่ร่วมมือมันก็ไม่เกิดขึ้นทุกอย่างแหละครับ
                 
                 เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา หนังสือมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างหลักประกันทางสังคม โดยการสร้างสังคมที่ปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน สังคมมีความสงบสุข มีสันติ เช่นง่ายๆ ก็ไม่มีเด็กแว้นอีกต่อไป ไม่มีการตีกัน ไม่ทำให้สังคมมันเป็นสังคมแห่งความรุนแรง เราจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างพอเพียง สมแก่ฐานะ สามารถดูแลครอบครัวได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใดรายได้ใดในทุกระดับ รวมทั้งรัฐบาลนี้ได้มีการพัฒนาที่อยู่อาศัย พัฒนาอาชีพ พัฒนารายได้ และเข้าถึงหลักประกันอื่นๆ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ต้องใช้เวลาทั้งหมดนะครับ เราต้องสร้างสังคมที่สันติสุข ประชาชนมีแต่ความสุข ไม่ใช่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่พอกินไม่พอใช้ เราจะต้องมีการศึกษาเรียนรู้ที่ดีในอนาคตของประเทศเลยเรื่องการศึกษา ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เข้าอกเข้าใจกัน มีความคิดพื้นฐานที่มันใกล้เคียงกัน เราจะต้องสร้างห่วงโซ่ความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เราแยกกันทำงานอิสระไม่ได้ แยกความคิดไม่ได้ ต้องแย่งกันคิดและมารวมกันสรุปให้ได้ แล้วหาวิธีการทำด้วยกัน
                 
                 เราจะต้องจัดระเบียบบ้านเมืองทั้งในสังคม ชนบท และสังคมเมืองให้เกิดเป็นห่วงโซ่ของความมั่นคงและปลอดภัย มีเศรษฐกิจเข้มแข็งไปพร้อมๆ กัน ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรประเทศ สำหรับเพื่อใช้ประโยชน์ สร้างเพิ่มมูลค่าให้กับส่วนรวมได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้การอยู่ร่วมกันในสังคม อันจะต้องเน้นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกันทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ให้เกิดความเป็นมิตร มีความสัมพันธ์ต่อกัน มันเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดนะครับ เราจะเริ่มในระดับประชาชนให้มากที่สุด อันจะเกิดความผาสุก ท่ามกลางความแตกต่างในการสร้างสีสันทางวัฒนธรรม ต่างประเทศก็สนใจของเรามากมาย เราก็แลกเปลี่ยนกับเขาได้ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เเละที่สำคัญอีกประการก็คือ สร้างแรงกระตุ้นในการขับเคลื่อนประเทศ โดยการพัฒนาสร้างศักยภาพของประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ด้วยความเข้าใจถึงแก่นแท้ของประชาธิปไตยก็เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนอย่างยั่งยืน อันถือว่าเป็นหลักชัยร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความมีประสิทธิภาพของประเทศ เป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศเสมอ เราจะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในงานด้านความมั่นคง
                 
                 ทั้งนี้ ก็เพื่อจะลดความอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ จากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยกันเฝ้าระวัง มีการตรวจตรา การสร้างกลไกประชารัฐ สร้างเครือข่ายด้านแรงงาน ความมั่นคง เราคงไม่เน้นว่าให้ประชาชนต้องปราบปราม จับกุม คงไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เพียงแค่ใช้ตา ใช้ปาก ในการที่จะสังเกต ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ มันก็ทำให้ทุกพื้นที่นั้นปลอดภัยได้เพราะมีประชาชนอยู่ทุกพื้นที่ ตำรวจ ทหาร จะอยู่ในพื้นที่ๆ มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่สามารถจะวางกำลังทหาร ตำรวจได้ทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้วได้
                 
                 ทั้งนี้ มันจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการปลูกฝังอุดมการณ์ ความเสียสละ ความรักชาติ รักสถาบัน เพื่อจะรวมพลังให้เข้มแข็ง เป็นพลังที่เข้มแข็งของประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพ ประเทศชาติยั่งยืนตลอดไป ในส่วนของความเชื่อมโยงเราต้องมีความเชื่อมโยงให้ได้ เราต้องไม่แบ่งแยกซึ่งกันและกัน ระหว่างประชาชนต่อประชาชน กลุ่มอาชีพต่อกลุ่มอาชีพ และพื้นที่ต่อพื้นที่ นับว่าเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการที่จะเสริมสร้างพลังอำนาจของชาติ ทั้งมีที่ตัวตนจับต้องได้ และไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ แต่ล้วนมีพลัง มีศักยภาพเสริมซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นเราจะต้องไม่ลืมสร้างความเข้มแข็งให้กับกระทรวงกลาโหม กองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีความทันสมัย มีความพร้อม ทั้งอำนาจ การรบที่มีตัวตน และไม่มีตัวตนที่เหมาะสมนะครับ เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในทุกโอกาส บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งพัฒนาระบบเครือข่ายภาคประชาชนในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย เพื่อลดภาระงาน เสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่ โดยหน่วยงานจะต้องจัดคนให้ตรงกับหน้าที่ มีการจัดลำดับความเร่งด่วน ความสำคัญของงาน และมีการปฏิรูปกระบวนการสอบสวน กระบวนการยุติธรรมด้วย ให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นต้น
                 
                 ด้านยุติธรรม การสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็ง มีวัฒนธรรม เป็นระบบนิติรัฐ เราพูดกันมานานแล้ว มันจะเป็นที่มาของความภาคภูมิใจ และมีความเป็นหนึ่งเดียว เราจะต้องช่วยกันสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือ ไว้วางใจได้ทั้งระบบอย่างครบวงจร ต้องขจัดกระบวนการทุจริต ผู้มีอิทธิพลเอารัดเอาเปรียบให้ได้โดยเร็วที่สุด ขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องทั้งสองฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนที่อะลุ่มอล่วยซึ่งกันและกัน ด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันต้องช่วยกันแก้ทั้งคู่ เรามีการดำเนินการทั้งมาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางสังคม คนที่ไม่ดี ไม่มีคุณธรรม ทำผิดกฎหมายต้องไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไปช่วยกัน สังคมช่วยกันดูแล ใช้กฎหมายอย่างเดียวอาจจะไม่ทันการณ์เพียงพอ แต่จะต้องไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ เว้นแต่หากว่าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ได้รับการปรับปรุงแก้ไข กระบวนการยุติธรรมตัดสินจนได้ข้อยุติ รับโทษทัณฑ์มาแล้ว มันก็จบ ทุกคนก็สมควรได้รับโอกาสตามหลักการสากลของโลก คือโอกาสการกลับคืนสู่สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติวิธี สังคมก็ให้อภัยหมดแล้วนะ สำหรับด้านการต่างประเทศนั้น สถานการณ์ปัจจุบันนั้นจะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากมายรวดเร็ว เราจำเป็นต้องวางบทบาทของประเทศไทยในทวิภาคีและเวทีประชาคมโลกให้เหมาะสม เราเน้นของเรื่องซีอาร์วีที ประเทศรอบบ้านเรา และอาเซียน เราต้องรวมกันให้ได้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ความแตกต่างกันให้ได้ เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มากกว่าเป็นคู่แข่งขัน เราต้องมีการเชื่อมโยงในทุกมิติ อาจจะเป็นแรงผลักดันส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรวมทั้งกิจกรรมด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นตามมาตามลำดับ 
                 
                 ปัจจุบันนั้นรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาแนวทางเหนือ ใต้ ออก ตก ไปสู่การเป็นระเบียงเศรษฐกิจโลก และให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกและอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกเออีซี วันนี้เรากำลังขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ เพื่อจะยกระดับ S-Curve สู่ New S-Curve ด้วยเทคโนโลยีดิจิตัล และในส่วนของเอสเคิร์บเดิมก็พัฒนาไปสู่การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งรัฐบาลจะต้องดูแลอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ นโยบายเรื่องการต่างประเทศจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ ลดความหวาดระแวง และมีผลประโยชน์ที่เท่าเทียม รัฐบาลไม่มุ่งหวังผลประโยชน์จากใครเลย แต่ประชาชนจะต้องคาดหวังจากรัฐบาลได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน เป็นไปตามแผนงานด้วยคววามเข้าใจ ด้วยความอดทน อย่าไปเชื่อฟังคำบิดเบือนจากใครก็ตามที่ไม่ได้ทำ วันนี้รัฐบาลก็ทำเต็มที่ 
                 
                 เรามุ่งเน้นนโยบายทางการทูตในเชิงรุก คือทำให้วันนี้ทูตนอกจากในเรื่องความสัมพันธ์ เป็นเรื่องของทูตเศรษฐกิจไปด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของประเทศไทย และประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยเรามีกงสุลดูเรื่องการค้า เอกอัครราชทูตก็จะดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วันนี้ต้องทำหน้าที่ทั้ง 2 อย่าง ทั้ง 2 ส่วนด้วยกัน ไปด้วยกัน บูรณาการระหว่างเอกอัครราชทูตกับกงสุล 
                 
                 ในส่วนของการสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นั้น เราจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว อันนี้เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ พัฒนาตนเอง จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ ในส่วนที่ร่วมมือกันได้ก็ร่วมมือกัน นี่เขาเรียกว่าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เราต้องเพิ่มให้มากยิ่งขึ้น มันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่ออนาคตร่วมกัน 
                 
                 ประเทศไทยนั้น เราจำเป็นต้องแสดงถึงความจริงใจ เปิดใจให้กว้าง อาจจะต้องสละส่วนน้??
12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 21 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2016, 12:44:38 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                 คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า  21
                                                                              CASCA : THE ETERNAL MERCENARY – คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ

The Novel written by Barry Sadler  --  ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
Translated into Thai by Alan Petervich  April 3, 2014  --  ผู้แปล Alan Petervich

หน้า  21

https://youtu.be/pniyFbvXMUI

ไอ้พวกที่เข้ามาช่วยกัน พวกคนเถื่อนชิบ.....เหล่านั้น.

กองพันเป็นแม่และพ่อของการรบ  เป็นจุดของความมั่นใจ  บ้าน  ไม่ว่ากองพันไหนที่แกจะได้รับหน้าที่มอบหมายงาน  แกรู้เสมอว่าต้องทำอะไร ทำทุกสื่งทุกอย่างที่ใด  ทุกกองพันเซ็นจูเรียนแยกย้ายตั้งค่ายในลักษณะเดียวกันแต่ละครั้ง  มันไม่ควรจะแตกต่างกันในอียิปต์มากกว่าที่ควรจะเป็นในซาร์มาเทีย หรือ อังกฤษ  ทหารคนหนึ่งในกองพันทราบเสมอว่าเขาควรจะอยู่ตรงไหนเพราะการฝึกสม่ำเสมอและการฝึกรับคำสั่งอย่างใกล้ชิด ได้รับการออกแบบให้ทหารตอบสนองอย่างอัตโนมัติ  การฝึก  การเดินขบวน.....และการขุดสนามเพาะ.....มีคำกล่าวว่า ถ้าแกกำลังจะทำตนเป็นทหารกองพันเซ็นจูเรียนที่ดีคนหนึ่ง  มันช่วยได้มากที่จะมีเลือดหนูยักษ์  บ่อยทีเดียว  สิ่งสำคัญที่สุดที่แกแบกในเป้ที่อาจเป็นพลั่วหรือพระต่างๆนั่นแหละช่วยแกถ้าแกลืม  กองพันเซ็นจูเรียนเอาตัวรอดได้หลายครั้งจากการโจมตีแบบไม่รู้ตัว เพราะว่ากฎระเบียบกล่าวว่ากองพัน ตามแผน ต้องวางระบบป้องกันก่อนที่จะพักผ่อนในตอนกลางคืน   แนวยามคอยเหตุต้องวางกำลังไว้  คูท้องร่องต้องขุดไว้และติดตั้งเสาไม้ปลายเสี้ยมแหลมเพื่ออารักขาป้องกันการจู่โจมไม่รู้ตัว  สำหรับผู้บังคับบัญชาคนใดที่ถูกจับได้ในค่ายที่มิได้ทำเช่นนี้ก็คล้ายกับเชื้อเชิญความพินาศมาสู่ตน

       เพราะว่าสงครามคือการฆ่า
       การฆ่า
       คาสคาตัวสั่นหนาวเหน็บกับการฆ่าครั้งแรกของเขา

บทที่เก้า

พวกเขาตั้งค่ายใต้โคเบล็นซ์  ใต้ลงมาเล็กน้อยจากที่ซีซาร์ได้ข้ามแม่น้ำไรน์ยี่สิบสามปีก่อนนั้น  และพวกเขาได้เผชิญหน้า ข้ามแม่น้ำ  ลูกหลานของประชาชนกลุ่มเดียวที่ซีซาร์ได้ปราบปรามในการบุกเข้าโจมตีแบบไม่ให้รู้ตัวเข้าไปก่อนนี้ในเยอรมันนีที่ไม่เคยแตะต้องSuevil  คืนนั้นไม่มีดวงจันทร์ และหมอกหนาทึบปกคลุมแผ่นดินมืดเห็นเพียงลางๆ

พวกเขาไม่รู้ว่า นักรบ Suevil กำลังลอยตัวอย่างเงียบๆบนท่อนไม้ซุงข้ามแม่น้ำมา

หลังจากข้ามแม่น้ำมาแล้ว  พวกคนเถื่อนยังคงรักษาความเงียบอย่างเคร่งครัดตลอดคืนนั้นจนถึงรุ่งเช้า  ไม่แสดงความพยายามเข้าจัดการกับที่ตั้งหรือทหารยาม  งดที่จะแตะต้องทุกอย่างสิ้นเชิง  เพียงหน่วยลาดตระเวนคนเถื่อนเข้าสังเกตุดูที่ตั้งหนว่ยทหารโรมัน  พวกเขารอและรอ....

ถึงรุ่งเช้า  กองพันโรมันรื้อถอนค่ายและเลิกสถานที่ตั้งหน่วย เพื่อเดินขบวนไปยังที่นัดพบที่ซึ่งพวกเขาจะได้เข้าร่วมกับกองทัพหลวง เพื่อซ้อมรบในฤดูใบไม้ผลิ  คาสคายังจำได้ว่ารุ่งเช้านั้นสดชื่น....เย็น....หมอกต่ำเรี่ยพื้นยังคงเหลือจากหมอกหนักของตอนกลางคืน  อ้อยอิ่งอยู่ตามหลืบซอกและลำห้วย  วันที่ยิ่งใหญ่ที่จะมีชีวิตต่อไป  การฆ่าเป็นเรื่องที่ไกลที่สุดจากจิตใจของเขา
 
กองพันเซ็นจูเรียนจัดแถวเพื่อเดินขบวนไปตามถนนที่พวกเขาได้สร้างไว้ในฤดูใบไม้ผลิของปีที่แล้ว  กลางวันจะดีกว่า เพียงเย็นพอดีจะได้ช่วยความร้อนในการเดินขบวน  และทหารทุกคนมีจิตวิญญาณที่ดี  ระเบียบวินัยกองทัพ – Tribuni Militarium ควบคุมแต่ละตำแหน่งที่ได้รับการมอบหมายหน้าที่  แต่กองทหารม้ายังมิได้เข้าร่วมตำแหน่งลาดตระเวน  ทหารม้ามีจิตวิญญาณดีมากและรวมทั้งการขี่บังคับม้าของพวกเขา  ทหารม้าทั้งหมดขยับม้าไปมาด้วยความร่าเริง และขี่วิ่งเยาะๆก่อนจะเข้าขบวนตามชั้นยศของตน

ในช่วงเวลาอืดอาด เมื่อหมู่คอยเหตุถูกเรียกกลับมา และกองทหารม้ายังยืนม้าไม่เข้ารูปขบวน มีค่ากับหลายชีวิต.

พวกคนเถื่อน Suevii ได้รอจนกระทั่งกองทหารโรมันจัดเก็บเครื่องประกอบที่พักค้างแรมเสร็จ  ครั้นแล้ว  โดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือเสียงร้องตะโกนเพื่อการเข้าสู้รบ  พวกเขาจู่โจมออกมาเงียบๆเหมือนสุนัขป่าเข้ารวมกันและแทรกตัวเข้าไปในระหว่างทหารโรมันและที่หลบภัยของพวกเขา

กองพันโรมันที่ตื่นตระหนกด้านหลังส่งเสียงเตือนได้เพียงไม่กี่วินาทีก่อนขวานด้ามหอกจะฉีกครึ่งของศีรษะขาดหลุดกระเด็นไป

https://youtu.be/pniyFbvXMUI

กองกำลังคนเถื่อนหน่วยอื่นที่ซุกซ่อนอยู่ คนรูปร่างกำยำหนึ่งหมื่นห้าพันคน ตรงออกมาฆ่าฟันหน่วยทหารม้าทรงเกียรติโรมัน  และ  เกือบไม่ต้องพยายามเท่าใด  พวกเขาสามารถแบ่งแยกทหารหน่วยนี้ออกจากกองทัพใหญ่  คนเถื่อน Suevii ห้าพันคนที่ส่งเสียงโห่ร้อง แทรกตัวบุกเข้ามาระหว่างทหารม้าและกองพัน  คนเถื่อนอีกหนึ่งหมื่นนาย ทันทีทันใดได้พุ่งออกมาตรงจุดและข้างหลังกองพันที่เจ็ด  ขณะที่หน่วยที่สามพยายามตัดเข้าตรงกลางและแบ่งกองพันโรมันออกเป็นหน่วยย่อยหลายหน่วยซึ่งพวกเขาสามารถทำลายทหารเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย

ในการทำเช่นนี้ พวกเขามิได้รับผลสำเร็จ.

  หน้า  22



 
13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ประเพณีลอยกระทง เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 10:15:50 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                     ประเพณีลอยกระทง
                                                                                    คริสตชนคาทอลิกไปร่วมพืธีลอยพระทงได้หรือไม่?

ศูนย์คริสตศาสนธรรม
อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

ความเป็นมา

ประเพณีลอยกระทง มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศว่า "ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยก็จัดทำโคมลอย" เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จทางชลมารค ทรงทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปีในคืนวันเพ็ญเดือน 12 พระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำทุกปีในคืนวันเพ็ญเดือน 12 พระราชพิธีจึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่งบัดนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีข้อความตอนหนึ่งว่า "การฉลองประเพณีลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์รื่นเริงของชนทั้งปวง จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็มิได้ ด้วยไม่มีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวข้อง"

จุดมุ่งหมายของการลอยกระทง

1. เพื่อขอขมาพระแม่คงคาที่ได้ใช้ประโยชน์จากน้ำ
2. เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติของพราหมณ์
3. เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่หาดทราย คราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดให้นาคพิภพ
4. เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
5. เพื่อบูชาท้าวมหาพรหมบนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
6. เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระที่บำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึก
7. เพื่อลอยทุกข์โศกให้ไหลไปตามน้ำ

ขั้นตอนของพิธี

กระทงที่นำมาทำจากวัสดุอะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ใช้ใบตอง ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ให้สวยงาม แล้วนำไปลอยที่แม่น้ำ ในคืนวันเพ็ญ เดือน 12 ก่อนลอยก็อธิษฐานแล้วจึงปล่อยกระทง
ปัจจุบันการลอยกระทงถือเป็นประเพณีรื่นเริงของบุคคลทั่วไป อีกทั้งมีงานรื่นเริงสนุกสนานอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ไม่มีพิธีกรรมทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง

แนวทางการปฏิบัติของคริสตชนคาทอลิก

การลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทย คริสตชนคาทอลิกสามารถเข้าร่วมได้ เพราะไม่ได้ผิดหลักศาสนาแต่อย่างใด แต่คริสตชนควรอธิษฐานตามความเชื่อของเรา
การอธิษฐานก่อนจะลอยกระทง คริสตชนเราอาจจะอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ประทานน้ำแก่มนุษย์ อาจจะระลึกถึงการเป็นคริสตชนถึงบทบาทหน้าที่ข้อสัญญาแห่งศีลล้างบาป พร้อมทั้งวอนขอพระพรต่างๆ ทั้งแก่ตนและผู้อื่น  ตลอดจนขอโทษพระในความผิดที่เราใช้น้ำไม่ถูกต้อง ปลุกจิตสำนึกให้เรารักกันและรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการใช้น้ำให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า แล้วค่อยปล่อยกระทงไป

โรงเรียนคาทอลิก
โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงเพื่อให้คุณครู นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน ได้เข้าใจความเป็นมาและจุดมุ่งหมายที่ถูกต้อง พร้อมกับปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมกับประเพณีลอยกระทงที่มีคุณค่าของสังคมไทย

ความเห็นจาก Alan Petervich :

       ผู้อธิบายของศูนย์กล่าวโดยเพ่งเล็งเพียงว่า  ไม่มีพิธีกรรมของศาสนาใดเกี่ยวข้อง  คาทอลิกจึงสามารถเข้าร่วมพิธีลอยกระทงได้ ( โดยไม่เป็นบาป )  แต่ลืมดูว่า  การลอยกระทงนั้น มีวัตถุประสงค์จริงๆเพื่ออะไร  หลายหัวข้อนะครับ  ทำไมไม่พิเคราะห์ทีละวัตถุประสงค์  ออกจะมั่วไปหน่อยกระมัง  กลัวจะมีคนเข้าใจผิดว่า คริสต์ไม่ส่งเสริมการร่วมพิธีศาสนากับคนศาสนาอื่นตามที่วาติกันกำชับมากระมัง  หากถือเอาง่ายๆแบบนี้  คงร่วมพิธีที่อ้างว่าเป็นประเพณีท้องถิ่นได้แถบทุกกรณี  เอาเข้าไป  โลกสมัยใหม่  ไม่มีศาสนาคริสต์แน่นอนแล้ว
 
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / จอร์จ โซรอส เป็นผู้ยุยงส่งเสริมสำคัญและออกเงินลงทุนช่วยการประท้วงทั้งหมดเหล่านี้ เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2016, 01:47:48 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
         สำคัญ! จอร์จ โซรอส เป็นผู้ยุยงส่งเสริมสำคัญและออกเงินลงทุนช่วยการประท้วงทั้งหมดเหล่านี้  อย่าเข้าร่วมด้วย  จงอยู่แต่ในบ้าน  ให้พวกเขาประท้วงไป  คนๆนี้กำลังพยายามเริ่มสงครามกลางเมือง !!!

        IMPORTANT! George Soros is the main instigator of and funding all these protest. DO NOT ENGAGE. Stay home, let them protest. He’s trying to start a civil war!!!

 By kingkie on November 11, 2016

                                                                                                                                             
                                                                             They want Trump supporters to come out and challenge the protesters because they know violence will break out. This is not a joke and not overreacting. Things could get very ugly, very quickly across the entire country if fights start breaking out

พวกเขาต้องการให้ผู้สนับสนุนทรัมป์ออกมาและท้าทายพวกประท้วง เพราะว่าพวกเขารู้ว่าความรุนแรงจะระเบิดขึ้น  นี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นและไม่ใช่เรื่องเล่นเกินไป  เรื่องต่างๆจะเลวลงมาก จะแพร่ข้ามประเทศอย่างรวดเร็วถ้าการต่อสู้เปิดฉากขึ้น

EDIT: We are not safe until Trump is actually in the White House. Do not get complacent. Small fires can spread very quickly under the right conditions. Be prepared. Powerful elite do not go down easily. We haven’t won until Trump is in the oval office and there is a lot they can do to stop that between now and inauguration day.

ปรับปรุง : เราไม่ปลอดภัยจนกว่าทรัมป์จะเข้าทำเนียบขาวอย่างแท้จริง  อ่าพึ่งอิ่มอกอิ่มใจ  ไฟลูกเล็กๆสามารถแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วมากภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้อง  จงเตรียมพร้อมเข้าไว้  คนเก่งทรงอำนาจจะไม่พ่ายแพ้ง่ายๆ  พวกเราจะยังไม่ชนะจนกว่าทรัมป์จะอยู่ในห้องทำงานรูปไข่ และยังมีอะไรอีกมากที่พวกเขาสามารถทำได้ เพื่อหยุดเรื่องที่ว่านั้น ในขณะนี้และวันสาบาญตนเป็นประธานาธิบดี.

Mass civil unrest = Martial Law = President suspending transfer of power due to “National Emergency”. This is the plan.

ความวุ่นวายกลางเมืองของผู้คน = กฎอัยการศึก = ประธานาธิบดียับยั้งการถ่ายอำนาจ เนื่องมาจาก “ ความฉุกเฉินในชาติ “  นี่คือแผนของเขา
  
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทำไมเราจึงไม่ควรสวมสายประคำห้อยคอ เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2016, 12:01:31 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                  ทำไมเราจึงไม่ควรสวมสายประคำห้อยคอ
                                                                                              WHY SHOULDN’T WE WEAR ROSARIES?

3-7-2014
By Fr. Stephen Vrazel
Alan Petervich Update November 7, 2016

Submitted by Victoria Ortiz, 8th Grade, St. Vincent de Paul Parish
ผู้ถาม : วิกตอเรีย ออร์ติส  นักเรียนเกรด 8  โรงเรียนวัดเซนต์วินเซนเดอปอล

      Guess what! There is no rule against wearing rosaries around your neck. Many people think it’s wrong, but let’s consider some other examples. Dominican and Franciscan friars hang the rosary from their belts. Some people wear rosary bracelets, and some even wear rosary rings. You might also hang a rosary from your rear view mirror or your bedpost. None of those things seems wrong. So, is it right to wear rosaries around our necks?
 
ทายซิเรื่องอะไร!  ไม่มีกฎห้ามสวมสายประคำคล้องคอของคุณ  คนหลายๆคนคิดว่ามันผิดที่ทำเช่นนั้น  แต่ เรามาพิจารณาตัวอย่างอื่นๆดูซิ  บราเดอร์ฤาษีดอมีนิกันและฟรังซิสกันต่างก็แขวนห้อยสายประคำโตๆจากเข็มขัดของพวกเขา  คนบางคนสวมสร้อยข้อมือรูปสายประคำ และบางคนสวมแหวนสายประคำ  คุณด้วย อาจห้อยสายประคำที่กระจกมองหลังรถยนต์ หรือเสาเตียง  ไม่มีการกระทำใดที่ว่านี้เป็นเรื่องผิด  ดังนั้น  มันเป็นการถูกต้องที่จะสวมสายประคำห้อยคอของพวกเรามิใช่หรือ?

The answer: no and yes. We have to examine why a person would wear it. First of all, the rosary is not a piece of jewelry. Yes, many rosaries are very beautiful and look very much like a necklace, but the truth is, they are not. Wearing it as a decoration, even if you happen to be Catholic, is wrong.

คำตอบ : ทั้งไม่ใช่และใช่  เราต้องตรวจสอบดูว่า ทำไมคนๆหนึ่งจึงอยากสวมสายประคำห้อยคอ   เหตุผลแรกก่อนเหตุผลอื่นทั้งหมด คือ สายประคำมิใช่เครื่องประดับแบบเครื่องเพขรนิลจินดา  ใช่  สายประคำบางเส้น สวยงามมากและมองแล้วคล้ายสายประคำคอ  แต่ความจริงก็คือ ไม่ใช่แบบที่ว่า  การสวมแบบใช้เป็นเครื่องประดับกาย แม้คุณจะเป็นคนคาทอลิก  ผิดนะหนู

Next, the rosary is not a magic talisman. Some people wear the rosary around their necks because they believe that it provides protection or blessing. This is superstitious, and therefore wrong. Indeed, the rosary is in fact a powerful weapon against evil, but that comes from praying it, not wearing it. The physical beads on a string are only a device to help you keep count.
 
ประการต่อมา  สายประคำมิใช่เครื่องรางของขลัง  คนบางคนสวมสายประคำห้อยคอเพราะพวกเขาเชื่อว่าสายประคำสามารถให้การคุ้มครองป้องกันได้ หรือให้พระพรได้  ข้อนี้เป็นความเชื่อแบบซูแปร์ตีซัง ( เชื่อโชคลาง ) และดังนั้นก็ผิด  จริงๆแล้ว  สายประคำเป็นอาวุธทรงอานุภาพสู้กับสิ่งชั่วร้าย  แต่ต้องมาจากการสวดสายประคำนั้น ไม่ใช่สวมไว้เฉยๆ  เม็ดลูกประคำห้อยโช่เล็กๆเป็นเพียงเครื่องมือช่วยให้หนูนับจำนวนบทสวดเท่านั้นนะหนู

Finally, some people might wear the rosary (or hang it in their car) as a symbol of their faith. I once knew a guy who kept the rosary in his pocket but purposefully let the cross dangle out so people could see it. This is not wrong, but we must bear something in mind. The (physical) rosary is not a primarily tool for evangelization, but a tool for prayer.
 
สุดท้าย  คนบางคนอาจสวม ( หรือห้อยในรถยนต์ของพวกเขา ) เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อของพวกเขา  ครั้งหนึ่งพ่อรู้จักคนๆหนึ่งซึ่งใส่สายประคำในกระเป๋าเสื้อของเขา แต่โดยวัตถุประสงค์จะให้กางเขนของสายประคำห้อยแกว่งไปแกว่งมา เพื่อคนทั่วไปจะได้มองเห็น  แบบนี้ไม่ผิดดอก  แต่เราต้องคิดอะไรในสมองบ้าง  สายประคำ ( ที่เป็นวัตถุมองเห็นได้ ) ไม่ใช่แครื่องมือแรกสำหรับการประกาศพระวรสาร แต่เป็นเครื่องมือช่วยสวดนะหนู.

เรื่องแถม เพื่อเราชาวคริสต์คาทอลิกที่รักแม่พระและสวดสายประคำนั้น คิดไม่ถึงว่า การสวดสายประคำนั้น ทรงพลังเพียงใด!!!  คือ เรื่องจริงที่มีพยานจำนวนมากเกี่ยวข้องด้วย ที่เกิดกับทหารสหรัฐที่บุกคิวบาหลายปีมาแล้ว  แต่พ่ายในการบุกขึ้นเกาะคิวบา  ถูกจับได้และโดนขังเดี่ยวหลายปี  อ่านดูเถอะครับ  :

COMMANDO F-44 เดือนที่ผ่านมา (แก้ไขแล้ว)

THIS IS SO TRUE. I WAS A PRISONER OF WAR FOR 13 YEARS SITTING IN A CELL IN SOLITARY CONFINEMENT. I WAS ABANDONED BY EVERYONE IN THE WORLD INCLUDING THE CATHOLIC CHURCH. I WAS DYING. FIDEL CASTRO AND ALL HIS COMMUNIST BUDDIES, SWORE I WOULD NEVER LEAVE THAT CELL. 5 YEARS BEFORE I WOULD HAVE DIED FOR SURE, THE COMMUNISTS GAVE ME BACK MY ROSARY. I PRAYED 1,400 ROSARIES A DAY, NOT ASKING FOR ANYTHING. ON A NIGHT IN MAY 23 OF 2008, THE CLANGING OF THE KEYS WOKE ME UP AT 10:00 PM. I WAS TAKEN TO THE COLONELS OFFICE, AFTER AWHILE I WAS TOLD I WAS A FREE MAN. I FELL TO MY KNEES AND THANKED GOD ALL MIGHTY!!! PRAY YOUR ROSARIES!!!

หน่วยกล้าตาย F-44 เดือนที่ผ่านมา (แก้ไขแล้ว)

นี่คือเรื่องจริงแน่นอน  กระผมตกเป็นเชลยศึกนานถึง 13 ปี อยู่ในคุกแคบๆในที่คุมขังเดี่ยว  กระผมถูกทอดทิ้งจากทุกๆคนในโลก รวมทั้งศาสนจักรคาทอลิก  กระผมกำลังจะตาย  ฟีเดล คัสโตรและกลุ่มคอมมิวนิสต์พวกของมัน ได้สาบานว่า กระผมจะไม่มีวันออกไปจากห้องแคบๆนั้น  5 ปีก่อนที่กระผมควรจะตายแน่นอน  พวกคอมมิวนิสต์ได้คืนสายประคำให้กระผม  กระผมสวดสายประคำ 1,400 สายในหนึ่งวัน  สวดโดยมิได้ขออะไร  ในตอนกลางคืนของวันที่ 23 พฤษภาคม ปี 2008   เสียง กล๊องแกล๊งของลูกกุญแจปลุกกระผมให้ตื่นเมื่อเวลา 4 ทุ่ม  กระผมถูกนำตัวไปที่ทำงานของบรรดานายพันทั้งหลาย  สักครู่ตัวกระผมก็ได้รับคำบอกว่ากระผมเป็นอิสระแล้ว  กระผมทรุดลงคุกเข่าและขอบพระคุณพระเป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ!!!

                                                                                             จงสวดสายประคำของคุณๆนะขอรับ!!!

                                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                                      Alan  Petervich
                                                                Salve, Regina, mater misericordiae. Vita, dulcedo et spes nostra, salve.
                                                                                         Ad te clamamus, exsules filii Evae.
                                                                      Ad te suspiramus, gementes et flentes in hac lacrimarum valle.
                                                               Eia ergo, advocata nostra, illos tuos misericordes oculos ad nos converte.
                                                              Et Jesum, benedictum fructum ventris tui, nobis post hoc exilium ostende.
                                                                                 O clemens, o pia, o dulcis Virgo Maria ! (Amen.)

                                                                                     https://youtu.be/23D-23zBIio
 

 
  

หน้า: [1] 2 3 ... 116