แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 91
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พระพุทธเจ้าใช้ภาษาประกริต พระเยซูคริสต์ใช้ภาษาอาราเมค เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:56:52 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                 พระพุทธเจ้าใช้ภาษาประกริต พระเยซูคริสต์ใช้ภาษาอาราเมค ในการเทศนาอบรมสั่งสอน

                                                               http://powercreationchurch.blogspot.com/2010/09/45-33-35-3-4-magadha-prakrit-kosala.html

Posted by ศูนย์ประสานงานเครือข่ายพลังสร้างสรรค์ at 21:56
5 กันยายน 2553
Alan  Petervich  Update  July 5, 2015

       พระศาสดาทั้งสององค์ พุทธ คริสต์ ยิ่งใหญ่
มีคนนับถือทั่วโลก

พระพุทธเจ้าใช้เวลาถึง 45 ปีเศษในการโปรดสัตว์
จาริกไปในนิคมน้อยใหญ่เพื่อสั่งสอน
ให้เวไนยสัตว์หาทางหลุดพ้นจากวัฎสงสาร
จวบจนอายุขัยสิ้นพระชนม์ที่โคนต้นสาละ
เมืองกุสินารา (โปรดดูตามแผนที่)

พระเยซูยังหนุ่มแน่น อายุราว ๆ 33-35 ปี
หลังจากท่องเที่ยวสั่งสอนไปในที่ต่าง ๆ
ของปาเลสไตน์เพื่อสอนให้คนกลับใจ
เชื่อพระเจ้า แต่สอนได้เพียงแค่ประมาณ 3-4 ปี
ก็ถูกจับกุม และถูกตรึง
สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

โลกนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ ยืนยงอยู่ได้ตลอดไป มีเกิด มีดับ
อาจเหลือคุณความดีหรือความชั่วไว้ให้คนรุ่นหลัง
กล่าวสรรเสริญหรือไม่ก็สาปแช่ง!

พระพุทธเจ้าใช้ภาษาประกริต
หรือมคธ-ประกริต (Magadha-Prakrit) ในการสอน
ภาษาดังกล่าวสื่อสารกันได้ในแคว้นเขต
ที่พระองค์ดำเนินไป
เช่นแคว้นโคสาละ (Kosala) แคว้นมัลละ (Malla)
แคว้นกาสี (Kasi) และแคว้นมคธ (Magadha) เป็นต้น
นอกจากนี้พระองค์ยังใช้ภาษาสันสกฤตและปาลีด้วย

ที่กล่าวมาข้างต้นในบางตอน เป็นข้อความที่ผมเรียน
จากตำราฝรั่ง เพราะในตำราไทยไม่มีใครเขียนไว้

พูดถึงฝรั่ง เราต้องยกให้เขาในเรื่องเก็บเอกสารข้อมูล
ประวัติศาสตร์ของไทยในสมัยโบราณซึ่งหาอ่าน
ได้ยาก แต่ในตำราฝรั่งมีให้อ่านกัน

สำหรับพระเยซูพระองค์ใช้ภาษาอาราเมค (Aramaic)
ในชีวิตประจำวัน ในการอบรมสั่งสอน
แต่พระองค์ก็ใช้ภาษาอื่น ๆ ด้วย เช่นภาษาฮีบรูเป็นต้น
นอกจากนี้เรายังทราบด้วยว่าพระเยซูเขียน
หนังสือได้ (ยอห์น 8:6) แต่จะเขียนว่าอย่างไร
ข้อความเป็นอย่างไร พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึง

ภาษาอาราเมคในปัจจุบันยังมีคนใช้อยู่
ราว ๆ 460,000 คน ส่วนมากเป็นคนในประเทศ
ตะวันนออกกลาง อิรัก อิหร่าน ซีเรีย อิสราเอล
และเลบานอนเป็นต้น

คริสตจักรบางแห่งในประเทศดังกล่าว
ยังคงใช้ภาษาอาราเมคในการเทศนาสั่งสอน
และเมื่อเขากล่าวถึงพระเยซู
เขาจะออกเสียงเป็น “เยโซ”
คล้ายคลึงกับภาษาไทยที่เรียก “เยซู”

การออกเสียงดังกล่าวต่างกันมากกับฝรั่ง
ที่ออกเสียงเป็น “จีซัส” Jesus
ซึ่ง Jesus คำนี้ฝรั่งเยอรมันเริ่มใช้
เมื่อราว ๆ 800 ปีที่ผ่านมาและยอมรับกัน
ทั่วไปจนถึงทุกวันนี้

ชื่อจริง นามสกุลจริงของพระเยซูว่าอย่างไร
ออกเสียงกันอย่างไร เราก็ไม่ทราบชัด
ที่อธิษฐานถึงพระองค์
ทูลขอในนามพระองค์
แต่พระองค์ไม่ตอบในทุกวันนี้
อาจเป็นเพราะขอผิด"พระนาม"หรือเปล่า ?

ตามบันทึกในประวัติศาสตร์
ชื่อเต็ม ๆ ของพระเยซูเขียนไว้ดังนี้
Yeshua bar Yosef',
or Jesus son of Joseph
เยโช บุตรของโจเซฟ

นอกจากนี้ปราชญ์ทางพระคัมภีร์ไบเบิล
เชื่อว่าพระเยซูไม่ได้ไว้ผมยาวเหมือน
อย่างที่จิตกรชาวยุโรปวาดไว้
โดยอ้างพระคัมภีร์ (1โกรินธ์ 11:14)
ซึ่งข้อดังกล่าวตำหนิชายที่ไว้ผมยาว

แต่อาจมีพหูสูตในคัมภีร์บางคนคัดค้านข้อนี้
โดยยกเอาพระคัมภีร์
(ผู้วินิจฉัย 13:5 และพระธรรมกันดารวิถี 6:5)
มาหักล้าง

ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าว
รากศัพท์เดิมพอสรูปได้ว่าไม่ให้ตัดผม
แต่สนับสนุนให้คนไว้ผมยาว

เพราะผมยาวถือว่าเป็นแหล่ง
แห่งความกล้า ความเข้มแข็ง

ทั้งพระพุทธเจ้าและพระเยซู
มีสาวกใกล้ชิดทรยศหักหลังเช่นกัน
พระพุทธเจ้ามีเทวทัต ส่วนพระเยซูมียูดาส
ซึ่งศิษย์ดังกล่าวก็มีอันเป็นไปในที่สุด
เทวทัตถูกธรณีสูบตายทั้งเป็น
ส่วนยูดาสทำอัตนิบาตกรรมโดยการแขวนคอ
ตัวเองแล้วตกลงมาไส้พุงแตกทะลัก
(กิจการ 1:18-19)

ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นบางช่วงบางตอน
ในพระไตรปิฏกและในพระคัมภีร์ไบเบิล

อาจไม่ตรงตามหัวเรื่องข้างต้น
แต่เป็นเกร็ดความรู้ที่ผมได้ค้นคว้ามา
แท้จริงแล้วการเขียนเรื่องศาสนาเปรียบเทียบ
ไม่ใช่เรื่องง่าย
ศาสนาป็นเรื่องละเอียดอ่อน
รู้ไม่จริงอย่าเขียน!

Posted by ศูนย์ประสานงานเครือข่ายพลังสร้างสรรค์ at 21:56
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / รัฐบาลอิหร่านเปิดตัว “เว็บไซต์หาคู่” แห่งแรก เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:20:38 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                  รัฐบาลอิหร่านเปิดตัว “เว็บไซต์หาคู่” แห่งแรก
                                                          เปิดช่องทางใหม่ให้คนโสดในประเทศได้พบเจอ “คนที่ใช่”

                                      http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000068289

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
17 มิถุนายน 2558 03:09 น. (แก้ไขล่าสุด 17 มิถุนายน 2558 13:24 น.)

       เอพี/ รอยเตอร์/เอเจนซีส์/ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - ทางการอิหร่านสร้างความฮือฮาครั้งใหญ่เมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ด้วยการประกาศเปิดตัว “เว็บไซต์เพื่อการหาคู่ครอง” แห่งแรกที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลเตหะรานอย่างเป็นทางการ
       
       ความเคลื่อนไหวล่าสุดในการเปิดตัวเว็บไซต์จับคู่ของทางการอิหร่านถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการผลักดันการปฏิรูปทางสังคมของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี ฮัสซัน โรฮานี ผู้นำสายกลางวัย 66 ปี ที่ได้ก้าวขึ้นมาครองอำนาจในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 7 ของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2013
       
       รายงานข่าวในวันอังคาร (16) ซึ่งอ้างถ้อยแถลงของนายมะห์มุด โกลซารี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการเยาวชนและการกีฬาของอิหร่านระบุว่า การประกาศเปิดตัวเว็บไซต์เพื่อการหาคู่ครองแห่งแรกที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลเตหะรานในครั้งนี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ชาวอิหร่าน จำนวนหลายล้านคนทั่วประเทศที่ยังมีสถานะ “โสด” ได้มีโอกาสในการพบรักซึ่งจะนำไปสู่การแต่งงานและการสร้างครอบครัวได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น
       
       ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทางการอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่มีการเผยแพร่ผลการศึกษาทางสังคมเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งพบข้อมูลว่า ในจำนวนประชากรของอิหร่านซึ่งมีมากกว่า 78.2 ล้านคนทั่วประเทศในปัจจุบันนั้น ปรากฏว่ามีประชากรของอิหร่านในช่วง “วัยเจริญพันธุ์” อีกสูงถึงกว่า 11 ล้านคนที่ยังเป็นโสดซึ่งถือเป็น “ความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ” และอาจส่งผลกระทบทางสังคม โดยเฉพาะอาจทำให้อิหร่านต้องเผชิญปัญหาการ “ขาดแคลนแรงงาน” ในการพัฒนาประเทศระยะยาว
       
       รายงานข่าวระบุว่า เว็บไซต์ “Hamsan.Tebyan.net” ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลเตหะรานนี้จะเป็นช่องทางใหม่ให้บรรดาคนโสดในสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ได้มีโอกาสโพสต์ประวัติส่วนตัว และได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคุณลักษณะของ “คู่ครองในอุดมคติ”
       
       จากนั้นทางทีมงานผู้ดูแลเว็บไซต์นี้จะช่วยประมวลข้อมูลของบรรดาคนโสด และช่วยจับคู่ให้กับพวกเขาเหล่านั้นตามความเหมาะสมต่อไป โดยพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆร่วมด้วยทั้งปัจจัยทางด้านอายุ ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ ตลอดจนภูมิหลังของแต่ละครอบครัว

       Petervich  :   น่าสนใจมากทีเดียวที่ประเทศมุสลิมจัดการแบบนี้  ถ้ารัฐบาลไทยรวมทั้งศาสนจักรไทยคาทอลิกทำแบบนี้บ้าง  เชื่อได้เลยว่า คนโสดทั้งที่เป็นคาทอลิกและศาสนาอื่นๆ  คงมีโอกาสหา " คนที่ใช่ " แต่งงานด้วยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก  แต่นี่เป็นประเทศไทยที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ  จะทำอะไรก็ต้องอยู่ในการควบคุมของผู้ใหญ่ฝ่ายศาสนาทั้งนั้น  แต่ก็ยังดีถ้าคนไทยอิสลาม ได้รับโอกาสดีๆแบบนี้  สังคมของสาวมุสลิมคงจะผ่อนคลายในระบบสังคมอิสลามมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้   ส่วนคนคาทอลิกนั้นคงไม่ต้องทำอะไรมากกว่าที่เรากำลังทำอยู่  เสียอย่างเดียวเรา-ชมรมคนโสดคาทอลิก ยังไม่ได้รับการส่งเสริมในงานของเราตามวัดต่างๆเลย  ทุกคนจึงจำต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อจะเจอ " คนที่ใช่ "  มุเข้าเถอะครับ  ไม่นาน พระเจ้าจะทรงช่วยคุณแน่นอนครับ  สวดภาวนามากๆ  ขอความช่วยเหลือจากนักบุญอัครเทวดาราฟาแอล  ผู้อุปการะช่วยเหลือเรา  นะ- ครับ.
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: มุสลิมจะโจมตีวาติกันและพยายามทำลายศาสนจักรโรมันคาทอลิก เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2015, 09:30:39 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม

       The significance of the Roman Church in regards to the Christian Faith was first mentioned, not by any Church Father, but by Saint Paul. In his letter to the Romans he wrote:
 
การให้นัยสำคัญของศาสนจักรโรมัน ที่เกี่ยวกับความเชื่อคริสตชนมีระบุครั้งแรก มิใช่โดยบิดาศาสนจักรคนใด  แต่โดยนักบุญเปาโล ในจดหมายของท่านที่เขียนถึงชาวโรมัน คือ :

First , I thank my God through Jesus Christ for you all, that your faith is spoken of throughout the whole world. (Romans 1:เจ๋ง
เริ่มแรก  ฉันขอบคุณพระเจ้าของฉันผ่านทางพระเยซูคริสต์สำหรับท่านทุกคน  ว่า ความเชื่อของท่านได้รับการพูดถึงตลอดทั้งโลก    (Romans  1:8 )

Take notice to whom St. Paul is writing this: the Roman Christians of the Roman Church. Thus when he says “I thank God through Jesus Christ for you all,” by “you” he means the Roman Christians, so he therefore is writing to a specific group and not to a general one. Thus, when he writes “your faith is spoken of throughout the whole world”, he is speaking of the faith as taught through the Roman Church, into which the Apostles “poured forth all their doctrine”, as Tertullian says, and the faith of which was “spoken of throughout the whole world”.

จงสังเกตว่านักบุญเปาโลเขียนถึงใครในจดหมายนี้  : คือ คริสตชนชาวโรมันของศาสนจักรโรมัน  ดังนั้นเมื่อเขากล่าวว่า “ เราขอบคุณพระเจ้า อาศัยพระเยซูคริสต์สำหรับท่านทุกคน “  โดยคำว่า “ ท่าน” เขาหมายถึงคริสตชนโรมัน  ดังนั้นเขากำลังเขียนถึงกลุ่มพิเศษเฉพาะ และไม่ใช่กลุ่มชนทั่วไป   ดังนั้น  เมื่อเขาเขียนว่า “ ความเชื่อของท่านได้มีการพูดกันทั่วโลก “ เขากำลังพูดถึงความเชื่อดังที่มีการสอนทั่วศาสนจักรโรมัน   เข้าสู่ที่บรรดาอัครสาวก “ ได้หลั่งออกไปซึ่งคำสอนของพวกเขาทั้งหมด “  ดังที่แตร์ตุลเลียนกล่าวไว้  และความเชื่อของผู้ซึ่งได้ “ พูดถึงตลอดโลกทั้งครบ.”

It is for this reason why St. Paul expresses such immense gratitude to the Roman Church with these words: “I thank my God through Jesus Christ for you all” (Romans 1:เจ๋ง.
 
มันเป็นเพราะเหตุผลนี้นี้เองที่ว่าทำไมนักบุญเปาโลแสดงความสำนึกในบุญคุณมหาศาลเช่นนั้นต่อศาสนจักรโรมันด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “ ฉันขอบพระคุณพระเจ้าของฉันด้วยเดชะพระเยซูคริสต์สำหรับท่านทุกคน “(Roman 1:เจ๋ง

Also, one cannot ignore the fact that no where in the epistles of St. Paul do we find the faith of a particular church praised as being “spoken of throughout the whole world”. It is only to the Roman Church that St. Paul gives this very significant description.

และ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธไม่รับรู้ความจริงที่ว่า ไม่มีที่ใดในจดหมายของนักบุญเปาโล ที่เราพบความเชื่อของศาสนจักรพิเศษ ได้รับการยกย่อง “พูดถึงทั่วโลกทั้งครบ”   มันมีเพียงศาสนจักรโรมันที่นักบุญเปาโลให้คำบรรยายที่มีความหมายมากนี้

When the last Islamic confederacy configures itself, led by Turkey’s revived Ottoman Empire and its leader, the Antichrist, the Muslims will invade Rome, but just like their predecessors, they will fail. They will not succeed because Paul said, “To all that be in Rome, beloved of God, called to be saints”. There is a divine plan for Rome, and this great destiny will prevent the Muslims, as it always has, from conquering the city.

เมื่อสหพันธรัฐอิสามล่าสุดก่อตัวขึ้น  นำโดยจักรวรรดิอ๊อตโตมานที่คืนชีพและหัวหน้าของพวกเขา แอนตี้คริสต์ พวกมุสลิมจะโจมตีกรุงโรม  แต่เหมือนกับหัวหน้ารุ่นที่ผ่านไป  พวกเขาจะพลาดล้มเหลว  พวกเขาจะไม่ได้รับความสำเร็จเพราะนักบุญเปาโลกล่าวว่า  “ ถึงทุกคนที่อยู่ในกรุงโรม ที่รักของพระเจ้า ได้ถูกเรียกให้เป็นนักบุญ “  มีแผนของสวรรค์สำหรับกรุงโรม  และความมุ่งหมายยิ่งใหญ่นี้ จะขจัดพวกมุสลิม เหมือนกับที่เคยเป็นมาแล้ว จากการที่ยึดครองนครโรม.

The Italians are prophesied by God to be one of the enemies of the Antichrist. The prophet Daniel foretold:

ชาวอิตาเลียนได้รับการพยากรณ์โดยพระเจ้าว่าเป็นหนึ่งในศัตรูของแอนตี้ใคร้ส์   ประกาศกแดเนียลกล่าวไว้ก่อนนี้ว่า :

For the ships of Chittim shall come against him: therefore he shall be grieved, and return, and have indignation against the holy covenant: so shall he do; he shall even return, and have intelligence with them that forsake the holy covenant. (Daniel 11:30)

เพราะเหล่าเรือของชิตติมจะมาสู้กับเขา  ดังนั้น เขาจะโศกเศร้า และกลับไป และเกิดความไม่สะดเวกต่อพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์  ดังนั้นเขาจะทำ  เขาจะกลับไป และเขาจะมีเชาว์ไหวพริบกับทุกคนที่ทอดทิ้งพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ ( แดเนียล 11:30)

Chittim is located in Cyprus, and also encompasses the rest of Greece and the whole of Italy. For Josephus, in his own words, describes Chittim as

ชิตติมตั้งอยู่ในเกาะไซปรัส  และยังรวมเอาส่วนที่เหลือของกรีซและอิตาลีทั้งครบ  สำหรับโจเซฟัส ในถ้อยคำของเขาเอง  บรรยายชิตติม คือ

Cyprus: and from that it is that all islands, and the greatest part of the seacoasts, are named Cethim by the Hebrews (Antiquities, 1.6.1, trans. William Whiston)

ไซปรัส : และจากนั้นมันก็คือทั้งเกาะ  และส่วนของฝั่งทะเลที่กว้างที่สุด ถูกเรียกว่า เซทิม โดยชาวฮีบรู (Antiquities, 1.6.1, trans. William Whiston)

From this we know that Josephus saw Chittim with a twofold significance, in that while it is Cyprus it comprises also mainland Greece and Italy, as we learn from Rawlinson (The Origin of Nations, part 2, ch. 2, pp. 185-186). Moreover, in far antiquity, as we learn from the ancient historian Justin, Italy was called Greater Greece, or Magna Graecia (Justin, 20.2). Therefore, Italy, through an ancient lens, can be viewed as a part of Greece, and therefore constitutes as Chittim.

จากนี้ เรารู้ว่าโจเซฟัสได้เห็นชิตทิมด้วยความหมายสองทบ  ในส่วนที่ขณะเป็นไซปรัสมันประกอบด้วยประเทศกรีซแผ่นดินใหญ่และอิตาลี  โดยที่เราเรียนจากรอลินสัน (The Origin of Nations, part 2, ch. 2, pp. 185-186).  ยิ่งกว่านั้น ในช่วงดึกดำบรรพ์ไกลโพ้น  ขณะที่เราเรียนจากจัสติน นักโบราณคดีเก่าแก่  อิตาลีช่วงนั้นเรียกกันว่ากรีซส่วนแผ่นดินใหญ่ ( Greater Greece หรือ Magna Graecia – อ้างอิง  Justin ,20.2)  ดังนั้น  อิตาลี  เมื่อส่องมองทะลุเลนส์กล้องโบราณ  สามารถมองเห็นเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศกรีซ และดังนั้นก็ตั้งเป็นเหมือนชิททิม.

There is significance in the Bible’s mentioning of Chittim as an enemy of the Antichrist. God says that He “will bring strangers upon thee, the terrible of the nations” (Ezekiel 28:7), and “seven shepherds, and eight principal men” (Micah 5:5) against the Antichrist. While God makes known that He will raise countries against the Antichrist, the only specific countries He mentions are those comprising Chittim, that is, Cyprus, Greece, and Italy. This is not to say that these will be the only countries (America will definitely be involved), but that these are the only ones mentioned specifically.

มีการแปลสัญญาณในการอ้างอิงพระคัมภีร์ถึงคำ ชิตทิม ว่าเป็นศัตรูของแอนตี้คริสต์   พระเจ้าทรงตรัสว่า พระองค์” จะทรงนำคนแปลกหน้ามาหาท่าน  คนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในบรรดาชาติต่างๆ “  (เอเซเกียล 28:7)  และ “ คนเลี้ยงสัตว์เจ็ดคน  และมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่อีกแปดคน “ (มิคา 5:5) มาต่อต้านแอนตี้คริสต์  ประเทศพิเศษที่พระองค์อ้างถึงมีเพียงที่ประกอบด้วย ชิตทิม นั่นคือ ไซปรัส  กรีซ และอิตาลี  นี้มิใช่จะกล่าวว่าประเทศเหล่านี้จะเป็นเพียงประเทศ       ( อเมริกาจะร่วมอยู่ด้วยอย่างเด็ดขาด )  แต่ยังว่าประเทศเหล่านี้เป็นเพียงบางประเทศที่อ้างอิงถึงเป็นพิเศษนั่นเอง.

We also believe that Spain will be involved in warring against the Antichrist; my father, Walid Shoebat, has always interpreted Chittim to consisting of Spain.   Therefore, the Christians of Italy who will one day fight against the revived Islamic Ottoman Empire, will be those who are, in the words of St. Paul, “called to be saints”.

เราด้วยเชื่อว่าสเปญจะเข้าเกี่ยวข้องในการทำสงครามต่อแอนตี้คริสต์   บิดาของฉัน  วาลิต ชูแบ๊ต ( Walid Shoebat )  ได้แปลเสมอมาว่าชิตทิมประกอบด้วยสเปญ   ดังนั้น  ชาวคริสตชนแห่งอิตาลี  ซึ่งสักวันหนึ่งจะรบต่อต้านกลุ่มจักรภพอิสลามิกอ๊อตโตมานที่คืนชีพมา  จะเป็นคนเหล่านั้นที่ ในคำพูดของนักบุญเปาโล “ ถูกเรียกให้มาเป็นนักบุญ “

In the greatest naval battle of Christendom, the Battle of Lepanto, the Spaniards and the Italians allied together in what was called a holy alliance, and fought and crushed the Ottoman galleys. The Italian poet Giovanni Baptista Arucci wrote of this alliance between Italy and Spain to war against the Turks (who he refers to as the Thracians):

ในยุทธนาวียิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรคริสต์ คือ สงครามแห่งเลปันโต ( Battle of Lepanto) ทหารคาทอลิกสเปญและทหารอิตาเลียนร่วมเป็นพันธมิตรกัน ในสิ่งที่เรียกกันว่ากลุ่มพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์  และได้สู้รบและบดขยี้กองเรือรบอ๊อตโตมาน   จินตกวีอิตาเลียน จีโอวันนี บัปติสตา อารุคชีได้ประพันธ์กวีเรื่องของพันธมิตรนี้ ระหว่างที่อิตาลีและสเปญเข้าสู้รบกับพวกเตอร์ค ( ซึ่งอ้างอิงในชื่อพวกเทรเชี่ยน) :

You have only to make the peoples of Italy and Spain strike a holy alliance. Let this be your labor, daughter: to join kings together, mind with mind, and spirit with spirit. In this way let Rome unite with Spain and the rich Republic of Venice against the Thracian [Turkish] Tyrant.
 
พวกคุณเพียงนำประชาชนชาวอิตาลีและสเปญ เข้าบรรจบเป็นพันธมิตรศักดืสิทธิ์  ให้สิ่งนี้เป็นงานของคุณ นะ ลูกที่รัก คือ รวมกษัตริย์เข้าด้วยกัน  ใจรวมใจ  และจิตรวมจิต  ในวิธีนี้ ให้โรมรวมกับสเปญ และสาธารณเวนิชที่มั่งคั่งต่อสู้กับพวกเทรเชี่ยน (ตุรกี)ที่เป็นทรราช (Giovanni Baptista Arucci, The Victory at Naupactus, 60-64, ed. & trans. Elizabeth R. Wright, Sarah Spence, and Andrew Lemons, The Battle of Lepanto, I Tatti Renaissance Library)

After Lepanto, the Church of Rome was esteemed as the glorious victor, destined by God to have victory over the Muslims. An anonymous poet, after the battle, wrote a poem in praise of Rome called One hundred verses: to the City, in which he exclaimed:
Glorious Rome, those wretched men [the Muslims] you now see passing by with their hands bound behind their backs, they are the enemies of your name. (One hundred verses: to the City, 16-18, ibid, brackets mine)

หลังยุทธนาวีเลปันโต  ศาสนจักรแห่งโรมได้รับการสรรเสริญว่าเป็นประหนึ่งผู้พิชิตที่รุ่งโรจน์  วางจุดหมายโดยพระเจ้าที่จะได้ชัยชนะเหนือพวกมุสลิม  จินตกวีที่มิทราบนามคนหนึ่ง หลังสงคราม  ได้ลิขิตบทประพันธ์บทหนึ่ง ในการสรรเสริญโรม ในบทกวี  One hundred verses : to the city ซึ่งในบทกวีนั้นเขาเอ่ยเอื้อนว่า :                                                                                                                                           โรมที่รุ่งโรจน์  พวกที่โชคร้ายเหล่านั้น ( คนมุสลิม) คุณจะเห็นขณะเดินผ่านมือสองข้างถูกมัดรวมกันข้างหลัง  พวกเขาเป็นศัตรูกับชื่อของคุณ  (One hundred verses: to the City, 16-18, ibid, brackets mine)

In the future the great crescent of the Ottoman empire will ascend from the rubble of its past defeats, ruling all of the nations of Islam, and it will charge against that city which Muhammad called to conquer: Rome. The fiery zeal of Christian passion will spark within the souls of the Romans, the spirit of Crusade will revive itself, and they, and the whole of Italy, will fight off the Muslim invaders. The Italians will also ally with Spain and Russia, as well as the United States and the other mighty nations called by God to destroy the Islamic empire out of existence.

ในอนาคต  ลูกหลานจำนวนมหึมาของจักรภพอ๊อตโตมาน จะโผล่ขึ้นจากซากปรักพังของความพ่ายแพ้ในอดีต  ปกครองชาติทั้งหมดของชนชาติอิสลาม    และมันจะรุกเข้าโจมตีเมืองนั้นซึ่งมูฮัมหมัดเรียกร้องให้เข้ายึดครอง คือ โรม    ความเร่าร้อนดุจไฟสุมของการทรมานของคริสตชนจะพุ่งขึ้นภายในดวงวิญญาณของชาวโรมัน  จิตแห่งขบวนการครูเสดจะฟื้นคืนชีพ และพวกเขา  รวมทั้งอิตาลีทั้งครบ จะเข้ารบสู้กับมุสลิมผู้บุกรุก   ชาวอิตาเลียนด้วยจะร่วมเป็นพันธมิตรกับสเปญและรัสเซีย  เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาและชาติมหาอำนาจอื่นๆจะถูกเรียกจากพระเจ้าให้ทำลายจักรภพอิสลามมิให้ดำรงอยู่อีกต่อไป.

What many do not understand is that the past battles between Catholics and Muslims are not isolated incidences in forgotten history, but parts of an entire war, that stops and resumes, in a continually eternal and cosmic struggle, between those who believe in the Trinity and those who uphold unitarianism. The war has never ended, and has only taken a temporary truce.

สิ่งที่คนจำนวนมากไม่เข้าใจก็คือว่า การสงครามในอดีตระหว่างคาทอลิกและมุสลิมมิใช่เหตุเกิดโดดเดี่ยวในประวัติศาสตร์ที่ลืมกันหมดแล้ว  แต่ บางส่วนของสงครามทั้งครบ ที่หยุดแล้วกลับมาอีก  ในการต่อสู้ทั่วจักรวาลและชั่วนิรันดร์ติดต่อกัน  ระหว่างคนเหล่านั้นที่เชื่อในพระตรีเอกภาพและคนพวกนั้นที่ถือลัทธิเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียว  สงครามจะไม่เคยยุติลง แต่จะมีเพียงการทำสัญญาพักรบชั่วขณะเท่านั้น.

The Holy Cross will obliterate the idol of the Crescent, and destined by the hands of the Almighty, in that last and greatest battle of earth’s destiny, the enemies will be destroyed by those who are “beloved of God, called to be saints” (Romans 1:7).

ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ จะลบล้างเทวรูปบูชาของพวกลูกหลานตกทอด  และถูกวางเป็นเป้าหมายโดยพระหัตถ์ของพระผู้ทรงฤทธิ์  ในการสงครามสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดของจุดหมายของโลก   บรรดาศัตรูจะถูกทำลายโดยคนเหล่านั้นซึ่ง “เป็นที่รักของพระเจ้า ที่เรียกว่าเป็นนักบุญ “  ( Romans 1:7)
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: มุสลิมจะโจมตีวาติกันและพยายามทำลายศาสนจักรโรมันคาทอลิก เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2015, 09:20:45 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

       Moments before the heat of valor and arms commenced, the Muslims declared their savage prayer to their false god, and advanced for a naval attack. The Christians made ready their galleys of war, and headed toward the Muslim ships. Then all of a sudden, as the unpredictable spark of destiny manifested its majestic flame, a powerful wind came upon the seas, and the roaring waves collided right into the Muslim ships. The enemy was dashed to pieces on the sharp and soulless rocks, and those who survived shipwreck received no quarter from the pursuing Italian Christians.

ช่วงเวลาก่อนความร้อนแรงของความกล้าหาญและศาตราวุธเริ่มขึ้น  พวกมุสลิมได้ประกาศคำภาวนาป่าเถื่อนของพวกเขาแด่พระเท็จเทียมของพวกเขา   และรุกเข้ามาเพื่อการโจมตีทางเรือ  คริสตชนพากันเตรียมเรือรบของพวกเขาพร้อมสรรพ และเคลื่อนขบวนเรือตรงเข้าสู้รบกับกองเรือมุสลิม  และทันใดนั้นเอง  โดยที่แสงวาบที่ไม่มีใครบอกกล่าววัตถุประสงค์ แสดงให้ปรากฏเปลวไฟขนาดใหญ่ลุกขึ้น  ลมที่พัดอย่างรุนแรงตรงมาเหนือทะเลส่วนนั้น  พร้อมทั้งคลื่นส่งเสียงครึกโครมม้วนตัวตรงเข้าใส่หมู่เรือรบมุสลิม   บรรดาศัตรูถูกถาโถมเข้ากระแทกแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยบนหินโสโครกแหลมคมและไร้ความปราณี   และคนที่รอดชีวิตจากเรือแตกไม่มีที่หลบภัยจากคริสตชนคาทอลิกอิตาเลียนที่ไล่ติดตาม.

 Islamic world does not forget such defeats, and the hope of victory, to take what they almost conquered, has been forever in their infernal minds. Yunis Al Astal, a popular cleric for Hamas and a scholar on Islamic law, once stated in a speech:
Very soon, Allah willing, Rome will be conquered, just like Constantinople was, as was prophesied by our prophet Muhammad. Today, Rome is the capital of the Catholics, or the Crusader capital, which has declared its hostility to Islam, and has planted the brothers of apes and pigs in Palestine, in order to prevent the reawakening of Islam – this capital of theirs will be an advanced post for the Islamic conquests, which will spread through Europe in its entirety, and then will turn to the two Americas, and even Eastern Europe.

โลกอิลามไม่ลืมการพ่ายแพ้เช่นนั้น  และความหวังแห่งชัยชนะ  ให้ได้สิ่งที่พวกเขาเกือบได้ครอบครอง  มันอยู่ในจิตใจที่เร้าร้อนดุจไฟนรกตลอดกาล    ยูนิส อัล อาสตัล นักพรตที่เลื่องชื่อสำหรับพวกฮามาสและนักปราชญ์ผู้ชำนาญกฎหมายอิสลาม  ครั้งหนึ่งได้ยืนยันในปาฐกถา ว่า :
อีกไม่นาน ด้วยพระประสงค์อัลเลาะห์  โรมจะถูกครอบครอง เหมือนกับที่คอนสตันตีโนเปิลโดนมาแล้ว  ดังที่ได้ทำนายโดยประกาศกมูฮัมหมัดของเรา   ทุกวันนี้  โรมเป็นเมืองหลวงของคาทอลิก หรือเมืองหลวงของขบวนการครูเสด  ซึ่งได้ประกาศความเป็นศัตรูต่ออิสลาม  และได้ปลูกฝังพี่น้องมนุษย์วานรและมนุษย์สุกรในปาเลสไตน์  เพื่อจะขจัดการฟื้นตื่นตัวของอิสลาม – เมืองหลวงของพวกเขาแห่งนี้จะเป็นจุดต่อไปสำหรับการครอบครองของอิสลาม  ซึ่งจะแพร่กระจายไปทั่วยุโรปทั้งหมด  และจากนั้นจะกลับไปถึงอเมริกาทั้งสองทวีปและแม้แต่ยุโรปตะวันออกด้วย.

Here is the video if you wish to watch the actual speech:

Al Astal believes that the conquest of Rome will be not just a Islamic advancement, but a strategic point from which the Muslim warriors will expand into the rest of Europe and eventually into the Americas.

อัล อัสตาลเชื่อว่า การพิชิตครอบครองโรม จะมิใช่เป็นเพียงก้าวต่อไปของอิสลามิก  แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์จากซึ่งนักรบมุสลิมจะขยายเข้าไปในส่วนที่เหลือของยุโรป และในขั้นสุดท้ายเข้าไปสู่อเมริกาทั้งหมด

Another example is Egyptian cleric Salem Abu Al-Futouh, who said in 2011:

The Prophet Muhammad told us that Islam would spread. He told us about the Islamic conquest of Constantinople – Turkey of today – and indeed, it was conquered. He also told us about the conquest of Rome, which is Italy. People find this strange. “How can we conquer Italy?” they say. “We are too weak.” You should consider the number of Muslims in that great Christian center – another person converts to Islam every day. Check on the Internet how many people want to convert to Islam in the very heart of that papal center of Christianity, on their own turf.

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ นักพรตอียิปต์ ซาเลม อาบู อัล-ฟูตอ  ซึ่งกล่าวในปี 2011 ว่า :

ประกาศกมูฮัมหมัดบอกพวกเราว่าอิสลามจะแผ่แพร่ไป  ท่านบอกพวกเราเกี่ยวกับการพิชิตคอนสตันตีโนเปิล – ตุรกีในปัจจุบัน – และจริงๆมันก็ถูกครอบครองแล้ว  ท่านได้บอกพวกเราเกี่ยวกับการพิชิตครอบครองโรม  ซึ่งก็คืออิตาลี  ประชาชนพบว่าเรื่องนี้แปลกประหลาด   พวกเขากล่าวว่า “ เราจะสามารถปราบปรามครอบครองอิตาลีได้อย่างไร?”  “ พวกเราอ่อนแอมากเกินไป “  คุณควรพิจารณาจำนวนชาวมุสลิมในศูนย์กลาง คริสตชนที่ยิ่งใหญ่นั้น – คนกลับใจเปลี่ยนไปถืออิสลามทุกวัน  ตรวจดูอินเตอร์เน็ตว่าประชาชนมากเท่าใดต้องการเปลี่ยนไปสู่อิสลาม ในใจกลางของศูนย์สันตะปาปาของศาสนาคริสต์  บนสนามของพวกเขาเอง.

Kamil Zarouq, a sheikh in Tunisia, also made the emphatic announcement that the Muslims will conquer Rome:

กามิล ซารุค  ชิกค์คนหนึ่งในตูนีเซีย ด้วย ได้ออกประกาศเน้นว่า ชาวมุสลิมจะครอบครองโรม : ว่า

The prophet Muhammad said: “Rome shall be conquered.” Rome will be conquered in our days. This is the age of the Muslims.
This belief in the future conquest of Rome is not some dream or superficial idea Muslims say in passing, but a universal goal that all Muslims, both layman and scholar, aspire to fulfill. Rome is not just another place the Muslims want to take over (they want to rule the whole world), but a specific region that was desired by the founder of Islam himself, Muhammad. This cannot go ignored. There were three cities Muhammad wanted under Islamic rule: Jerusalem, Rome, and Constantinople. Why? Because these are the three heads of Christendom.

ประกาศกมูฮัมหมัดกล่าวว่า : “ โรมจะถูกครอบครอง “  โรมจะถูกครอบครองในสมัยเรานี่เอง  นี้เป็นยุคของมุสลิม
ความเชื่อนี้ในการครอบครองโรมในอนาคต ไม่ใช่ความฝันหรือความนึกคิดผิวเผินที่คนมุสลิมพูดกันเมื่อเวลาผ่านไป  แต่เป็นเป้าหมายสากลที่มุสลิมทุกคน ทั้งสามัญชนและผู้ทรงความรู้  ทะเยอทะยานจะให้สำเร็จให้ได้   โรมมิใช่เพียงสถานที่ที่พวกมุสลิมต้องการเข้ายึดครอง ( พวกเขาต้องการปกครองโลกทั้งหมด )   แต่เป็นดินแดนเฉพาะที่ประสงค์โดยผู้ก่อตั้งอิสลาม มูฮัมหมัด  ข้อนี้ไม่สามารถทำไม่รู้ได้   มีสามนครที่มูฮัมหมัดต้องการให้อยู่ใต้กฎอิสลามคือ  เยรูซาเลม  โรม และคอนสตันตีโนเปิล  ทำไม?  เพราะว่าเหล่านี้คือสามหัวเมืองหลักของอาณาจักร์คริสต์

It was from Jerusalem where the Church received, in the words of Pope Sylvester II, “the oracles of the prophets, the manifestations of the patriarchs”. It is in Jerusalem where “the clear lights of the world, the apostles, made their appearance; here it [the world] discovered the faith of Christ” (The Letters of Gerbert, Letter 36, trans. Harriet Pratt Lattin).It is Constantinople that was built by Constantine, to be a city “without   any temple of image of the demons.” (City of God, 5.25). And so with such a founding, and such a spiritual foundation, the devil would have his eyes to take it for his dominion.

ข้อความที่ศาสนจักรได้รับนั้น มาจากเยรูซาเลม  ในถ้อยคำของสันตะปาปาซิลเวสเตอร์ที่ 2  คำทำนายของประกาศก การแสดงออกของเหล่าพระอัยกา “ มันอยู่ในกรุงเยรูซาเลม ที่ซึ่ง “ แสงสว่างสดใสของโลก  บรรดาอัครสาวก ได้แสดงการปรากฏตัว  ตรงนี้ [โลก] ได้ค้นพบความเชื่อของพระคริสต์ “(The Letters of Gerbert, Letter 36, trans. Harriet Pratt Lattin).  ,มันคือคอนสตันตีโนเปิลที่ถูกสร้างโดยพระจักรพรรดิคอนสตันติน  ให้เป็นนคร “ ที่ไม่มีโบสถ์ที่มีภาพของเหล่าปีศาจ “ (City of God, 5.25)  และดังนั้น ด้วยการก่อสร้างเช่นนั้น และด้วยการวางฐานรากทางจิตเช่นนั้น  ปีศาจก็ต้องจับสายตาหมายจะยึดมันเป็นเขตอาณาจักรของมัน.

And why would the devil seek the destruction of Rome? Such a metropolis has been concluded by numerous theologians to be the Great Whore of Babylon, the city of Antichrist. Why would Satan bother with such a place, why would his followers be so filled with vitriol against Rome if it truly was the mother of all false religions, including their own?

และทำไมปีศาจจึงเสาะหาที่จะทำลายกรุงโรม?  นครหลวงเช่นนั้นได้รับการสรุปโดยนักเทววิทยาจำนวนมากมายว่าเป็นแหล่งโสเภณียิ่งใหญ่ของบาบีโลน เมืองของแอนตี้พระคริสต์  ทำไมซาตานจึงจะรบกวนกับสถานที่เช่นนั้น  ทำไมบริวารของมันจึงเต็มไปด้วยสิ่งเผ็ดร้อนต่อโรม ถ้าจริงๆแล้วมันเป็นแม่ของศาสนาเท็จเทียมทั้งหมด  รวมทั้งศาสนาของพวกมันเองด้วย.?

Satan hates Rome because it is a city whose church is beloved by God and destined to be saints. I do not say this from my own authority, but from the blessed Apostle Paul, who wrote these words to the Church of Rome:

ซาตานเกลียดโรมเพราะว่าเป็นนครของศาสนจักรที่พระเจ้าทรงรักใคร่โปรดปราณ และมุ่งไปสู่การเป็นนักบุญ  ฉันมิได้กล่าวเช่นนี้จากอำนาจที่ตนเองมี  แต่ จากนักบุญเปาโลอัครสาวก  ผู้ซึ่งเขียนถ้อยคำเหล่านี้ไปยังศาสนจักรที่โรม ว่า :

To all that be in Rome, beloved of God, called to be saints: Grace to you and peace from God our Father, and the Lord Jesus Christ. (Romans 1:7)
 ถึงพี่น้องที่อยู่ในกรุงโรม  ซึ่งเป็นที่รักของพระเจ้า  ถูกเรียกมาเป็นนักบุญทั้งนั้น : พระหรรษทานของพระเจ้าจงมีแก่ท่านและศานติจากพระบิดาพระเจ้าของเรา และพระเยซูคริสต์พระเป็นเจ้า ( Romans 1:7)

When reading these words, we must keep in mind that St. Paul is writing to the Church of Rome, that is, the Roman Catholic Church. For those who affirm that I am wrong, I ask you kindly, if Romans is not being written to the Roman Catholic Church, then which church is it being written to? And where today can I find this church?

เมื่ออ่านถ้อยคำเหล่านี้  เราต้องเก็บไว้ในดวงจิตว่า นักบุญเปาโลกำลังเขียนถึงศาสนจักรแห่งโรม นั่นคือ ศาสนจักรโรมันคาทอลิก   สำหรับคนเหล่านั้นที่ยืนยันว่าฉันหลงผิด  ฉันขอคุณได้โปรด  ถ้าชาวโรมันไม่ได้รับจดหมายเขียนถึงศาสนจักรโรมันคาทอลิก  ถ้าเป็นเช่นนั้น ศาสนจักรใดที่จะได้รับการเขียนถึง?  และที่ใดในทุกวันนี้ที่ฉันสามารถพบศาสนจักรนี้เล่า?

You cannot find it, and you never will, no matter how hard you try. But if you would like to take up the challenge, then I would gladly see your findings. In antiquity, the primacy of the Roman Church was established as the head of the churches. This was not an invention of Constantine. Tertullian, one of the oldest and most ancient authorities of Christianity, declared the primacy of the Roman Church. I will let his words speak for themselves:

คุณไม่สามารถพบ และคุณจะไม่เคยได้พบ  ไม่ว่าคุณจะพยายามอย่างหนักเท่าใดก็ตาม  แต่ ถ้าคุณจะรับคำท้าทาย  เมื่อนั้นแหละฉันยินดีจะดูการค้นพบของคุณ   ในสมัยโบราณ ความเป็นอันดับหนึ่งของโรมันคาทอลิกได้รับสถาปนาประหนึ่งหัวหน้าของศาสนจักรอื่นๆ  นี้ไม่ใช่การคิดค้นของจักรพรรดิคอนสตันติน    แตร์ตุลเลียน  หนึ่งในบรรดาผู้ทรงความรู้เก่าแก่ที่สุดและโบราณที่สุดของคริสตศาสนจักร  ได้ประกาศความเป็นอันดับหนึ่งของโรมันคาทอลิก  ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้คำพูดของเขาสำหรับตนเองเท่านั้น.

Since, moreover, you are close upon Italy, you have Rome, from which there comes even into our own hands the authority (of apostles themselves). How happy is its church, on which apostles poured forth all their doctrine along with their blood! where Peter endures a passion like his Lord’s! where Paul wins his crown in a death like John’s! where the Apostle John was first plunged, unhurt, into boiling oil, and thence remitted to his island-exile! See what she has learned, what taught, what fellowship has had even (our) churches in Africa! One Lord God does she acknowledge, the Creator of the universe, and Christ Jesus (born) of the Virgin Mary, the Son of God the Creator; and the Resurrection of the flesh; the law and the prophets she unites in one volume with the writings of evangelists and apostles, from which she drinks her faith. This she seals with the water (of baptism), arrays with the Holy Ghost, feeds with the Eucharist, cheers with martyrdom, and against such a discipline thus (maintained) she admits no gainsayer. This is the discipline which I no longer say foretold that heresies should come, but from which they proceeded. However, they were not from her, because they were opposed to her.(Tertullian, On the Prescription Against Heretics, ch. xxxvi, trans. Rev. Peter Holmes)

ยิ่งกว่านั้น ตั้งแต่คุณใกล้ชิดกับอิตาลี  คุณก็มีโรม  ซึ่งจากโรมนี่เอง จะมาสู่มือของเราเอง ซึ่งอำนาจบริหาร (ของอัครสาวกพวกเขาเอง)  ศาสนจักรของโรมจะมีความสุขอย่างไร ในสิ่งที่บรรดาอัครสาวกเทหลั่งออกมาซึ่งข้อคำสอนทั้งหมดของพวกเขา พร้อมกับเลือดของพวกเขา!  ณ ที่ซึ่งเปโตรรับทนทรมานเหมือนพระเป็นเจ้าของเขา!  ณ ที่ซึ่งเปาโลชนะรับมงกุฎในความตายเหมือนยอห์น! ณ ที่ซึ่งอัครสาวกยอห์นถูกทุ่มลง ไม่ได้รับอันตราย สู่น้ำมันเดือดพล่าน และตั้งแต่นั้นมา ถูกเนรเทศไปสู่เกาะ!  จงดู ศาสนจักรเรียนรู้อะไร สอนอะไร  ความเป็นเพื่อนอะไรได้เกิดมีขึ้นแม้ศาสนจักร(ของเรา)ในอาฟริกา!  ศาสนจักรรับรู้รับรู้พระเจ้าหนึ่งเดียว พระผู้สร้างสากลจักรวาล และพระเยซูคริสต์( บังเกิด )จากพรหมจารีมารีอา เป็นบุตรของพระบิดาผู้สร้าง  และการกลับคืนจากความตายของเนื้อหนัง  กฎหมายและประกาศกรวมตัวกันเป็นหนึ่งปริมา ด้วยข้อเขียนของผู้นิพนธ์พระวรสารและบรรดาอัครสาวก  ซึ่งจากคนเดหล่านี้ศาสนจักรได้ดื่มด่ำความเชื่อ  ข้อนี้ที่ศาสนจักรทำตราประทับด้วยน้ำ ( แห่งศีลล้างบาป )  นำมาเรียงลำดับโดยพระจิตเจ้า  หล่อเลี้ยงด้วยศีลมหาสนิท  เชีสร์เสริมด้วยความเป็นมรณสักขี  และด้วยความมีวินัยเช่นนั้น ( ยึดมั่น ) ศาสนจักรยอมรับว่าไม่มีการคัดค้านโต้แย้ง   นี่คือระเบียบวินัยซึ่งฉันไม่กล่าวอีกต่อไปถึงล่วงหน้าว่า ลัทธิเฮเรติกส์เกิดออกมา  แต่ มันก็ออกมา   อย่างไรก็ดี  ลัทธิเหล่านั้นมิได้มาจากศาสนจักร  เพราะว่ามันตรงข้ามกับศาสนจักร.(Tertullian, On the Prescription Against Heretics, ch. xxxvi, trans. Rev. Peter Holme)

There are a number of points that are beneficial for our current discourse. Notice how Tertullian writes that it was the Roman Church that united the “law and the prophets” “in one volume with the writings of evangelists and apostles”, meaning that it was the Roman Church that put together the New and the Old Testaments in one compilation. Such an advancing action would, no doubt, provoke the devil to hate it, and hence, use the Muslims to destroy it. Since St. Paul wrote a letter to the Church of Rome, that means it was founded by God. Why, then, would God desire the Church of Rome to be destroyed by Muslims? Only the devil would desire such a thing.

มีหลายข้อที่เป็นผลดีสำหรับการบรรยายปัจจุบันของเรา  จงสังเกตว่าแตร์ตุลเลียนเขียนอย่างไรว่า มันเป็นโรมันคาทอลิกที่รวม “ กฎหมายและประกาศก “เข้ามาเป็นปริมาหนึ่งเดียว ด้วยข้อเขียนของผู้เขียนพระวรวสารและบรรดาอัครสาวก “  หมายความว่า เป็นศาสนจักรโรมันที่นำเอาพระวรสารทั้งใหม่และเก่ามารวมเป็นเล่มเดียว   ไม่ต้องสงสัยเลย การกระทำเดินหน้านั้น อาจจะปลุกเร้าปีศาจให้เกลียดศาสนจักร  และตั้งแต่นั้นมา  มันก็ใช้พวกมุสลิมมาทำลายศาสนจักรเสีย  ตั้งแต่นักบุญเปาโลเขียนจดหมายถึงศาสนจักรโรม  นั่นหมายความว่าศาสนจักรนั้นถูกก่อตั้งโดยพระเป็นเจ้า   จากนั้น  ทำไมพระเป็นเจ้าจึงทรงประสงค์ให้ศาสนจักรแห่งโรมต้องถูกทำลายโดยพวกมุสลิม?  ปีศาจเท่านั้นที่ปรารถนาสิ่งเช่นนั้น.

5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: มุสลิมจะโจมตีวาติกันและพยายามทำลายศาสนจักรโรมันคาทอลิก เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2015, 09:11:37 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                  มุสลิมจะโจมตีวาติกันและพยายามทำลายศาสนจักรโรมันคาทอลิก
                                           The Muslims Will Invade The Vatican, And Try To Destroy The Roman Catholic Church

by Ted on April 12, 2014 
Theodore Shoebat – เทโอดอร์ ชูแบ๊ต
http://shoebat.com/2014/04/12/muslims-will-invade-vatican-try-destroy-roman-catholic-church-2/

I remember a few years ago spending time with an Evangelical friend of mine. Within our conversation, somehow, the subject of the Crusades came up. Of course, I defended the Crusades, explaining that they were fighting off Islamic invaders in the Middle East. He, on the other hand, vehemently condemned the Crusaders as evil and barbarous people. I asked him, “Who would you rather win, the Muslims or the Crusaders?” He said, with a tone of vitriol, “It doesn’t matter, they are both the same! I would not care at all if the Muslims invaded the Vatican, the Catholics are just as evil.” 

สองสามปีที่แล้ว ฉันใช้เวลากับเพื่อนเอวังเยลิกันของฉัน   อย่างไรก็ดี ในวงสนทนาของพวกเรา  เรื่องของครูเสดก็โผล่ขึ้นมา  แน่นอน  ฉันปกป้องขบวนการครูเสด  โดยอธิบายว่าพวกเขาสู้รบกับอิสลามผู้บุกรุกในตะวันออกกลาง  เป็นคนละเรื่อง  เขาประณามทหารครูเสดอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกชั่วร้ายและป่าเถื่อน  ฉันถามเขาว่า “ ใครควรจะชนะ คนมุสลิมหรือทหารครูเสด? “  เขาตอบ ด้วยน้ำเสียงเผ็ดร้อน ว่า  “ มันไม่ใช่เรื่องนั้น  ทั้งสองฝ่ายเป็นเหมือนกัน !  ฉันไม่สนใจเลยถ้าพวกมุสลิมโจมตีวาติกัน  พวกคาทอลิกก็ร้ายพอๆกัน “

This is the predicament that we are in. While the Vatican is hated as the Harlot of Babylon, the Muslims are currently conspiring to take over and destroy Rome. And many would not have a problem with this.

นี่คือสภาพที่เราเป็นอยู่  ขณะที่วาติกันถูกเกลียดชังเหมือนกับฮาร์ลอทแห่งบาบิโลน  พวกมุสลิมปัจจุบันนี้กำลังคบคิดวางแผน ที่จะเข้ายึดครองและทำลายกรุงโรม  และคนจำนวนมากไม่มีปัญหากับเรื่องนี้.

The Muslims will invade Rome in the near future. Why would they try such a seemingly useless endeavor? Because when Muhammad founded his cult, there were two cities that he aspired for the Muslims to conquer: Rome and Constantinople.

ชาวมุสลิมจะโจมตีกรุงโรมในอนาคตอันใกล้นี้   ทำไมพวกเขาจึงพยายามในสิ่งที่ดูเหมือน เป็นความพยายามที่ไม่มีประโยชน์อะไร?  เพราะว่า ตอนที่มูฮัมหมัดก่อตั้งศาสนาของเขา  มีสองนครที่เขาหายใจจะให้คนมุสลิมครอบครอง คือ กรุงโรม และ คอนสตันติโนเปิล.

The desire to invade Rome is still throbbing like a beating heart; it is alive and remains vibrant like a torrent within the very soul of the Muslim world. Yusuf al-Qaradawi, the most influential Sunni scholar today, made the prediction in 2002 that the Muslims will soon rise and invade Rome, making references to the declaration of Muhammad himself:

ความปรารถนาที่โจมตีกรุงโรมยังกำลังเต้นไหวเหมือนหัวใจที่กำลังเต้น  มันมีชีวิตและยังคงสั่นระรัวภายในจิตวิญญาณทุกดวงของโลกมุสลิม  ยูซูฟ อัลกาดาราวี นักปราชญ์สุหนี่ทรงอิทธิพลที่สุดในปัจจุบัน  ได้ทำนายในปี 2002 ว่า ในไม่ช้าชาวมุสลิมจะลุกขึ้นและโจมตีกรุงโรม  โดยอ้างอิงคำประกาศของมูฮัมมหมัดพระองค์เอง ที่ว่า:

He [Muhammad] answered: “The city of Hirqil [Emperor Heraclius, that is, Constantinople] will be conquered first” … Romiyya is the city called today Rome, the capital of Italy. The city of Hirquil was conquered by the young 23-year old Ottoman [sultan] Muhammad bin Morad, known in history as Mohammad the Conquerer, in 1453 [CE]. The other city, Romiyya, remains, and we hope and believe [that it too will be conquered]. This means that Islam will return to Europe as a conquerer and victor, after being expelled from its twice-once from the South, from Adalusia, and a second time from the East, when it knocked several times on the door of Athens.

องค์ (มูฮัมหมัด) ได้ตอบว่า : นครเฮอร์กิล ( จักรพรรดิเฮราคลิตูส นั่นคือ คอนสตันติโนเปิล ) จะถูกครอบครองเป็นเมืองแรก “...โรมิวยา เป็นนครที่เรียกว่าโรมในปัจจุบัน เมืองหลวงของอิตาลี   นครเฮอร์กิลถูกครอบครองโดยอ๊อตโตมาน ( ซุลต่าน)มูฮัมหม้ดบิน โมรัด คนหนุ่มอายุเพียง 23 ปี  รู้จักกันในประวัติศาสตร์ในชื่อ มูฮัมหมัดผู้พิชิต ในปี 1453[CE]  อีกเมืองหนึ่ง ที่ชื่อ โรมิวยา คงอยู่  และเราหวังและเชื่อ (ว่าเมืองนี้ด้วยจะถูกพิชิตครอบครองด้วย)   นี้หมายความว่าอิสลามจะกลับสู่ยุโรป ในฐานะผู้ครอบครองและผู้พิชิต  หลังจากถูกขับไล่ออกไปสองครั้งสองครา คือ ครั้งหนึ่งจากยุโรปตอนใต้ จากอาดาลูเซีย  และครั้งที่สองจากตะวันออก เมื่อพวกเขามาเคาะประตูกรุงเอเธนส์หลายครั้ง.

In the year 1453, the raging Ottoman Empire flooded the city of Constantinople, creating a flood of human gore and countless pools of warm thick blood. It was one of the saddest events in Christian history, and the cries of those slain still echo from the vault’s of mighty Heaven. But such an invasion of the heathen has not stopped; the savages have merely delayed their warpath for the purpose of deciet, and within their conspiring minds is the envisioning of a certain city under their subjugation. It is Rome. Rome, after Jerusalem, is the city that the Muslims have been bent on conquering since the founding of their religion.

ในปี 1453 จักรภพอ๊อดโตมานสนุกสนานท่วมเมืองคอนสตันติโนเปิล  โดยสร้างให้เกิดเลือดมนุษย์ท่วมท้นและหลุมเลือดแห้งนับไม่ถ้วน  มันคืองานสร้างที่น่าเศร้าที่สุดในประวัติศาสตร์คริสตชน  และเสียงหวีดร้องของผู้ถูกฆาตกรรมเหล่านั้น ยังคงดังก้องจากห้องเก็บเอกสารของสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่  แต่ การโจมตีเช่นนั้นของพวกนอกรีตไม่ได้หยุดลง  ความโหดร้ายทารุณเพียงทำให้การสู้รบช้าลง เพื่อวัตถุประสงค์ของการหลอกลวง และภายในจิตที่วางแผนแยบยล ก็คือการคิดถึงเมืองๆหนึ่งภายใต้การตกเป็นทาสของพวกเขา  นั่นคือโรม  โรม  ถัดจากกรุงเยรูซาเลม  เป็นเมืองที่พวกมุสลิมมีความโน้มเอียงที่จะครอบครองตั้งแต่การก่อตั้งศาสนาของพวกเขา.

Within the entire span of their existence, from Muhammad until now, the Muslims have attempted to conquer Rome seven times, and in each time their attempts were found to be in vain. In the earlier Islamic invasions of the ninth century, Pope Gregory IV protected Ostia, a suburb of Rome, from the Muslim attacks by fortifying it “with higher walls, and with gates and crenellations and trap-doors, and on top he arranged catapults with noble artfulness to fight off the enemy if necessary.” (Liber Pontificalis, 103: Gregory IV, 39, trans. Raymond Davis)

ภายในการตกทอดต่อเนื่องของพวกเขา  จากมูฮัมหมัดจนถึงปัจจุบัน  พวกมุสลิมได้พยายามที่จะครอบครองโรมถึงเจ็ดครั้ง  และในแต่ละครั้ง ความพยายามของพวกเขาพบว่าเสียเปล่า  ในการรุกรานของอิสลามตอนต้นๆในศตวรรษที่เก้า  พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 4 ได้ป้องกันออสเตีย ชานเมืองของกรุงโรม จากการโจมตีของพวกมุสลิม โดยสร้างแนวป้องกันที่แข็งแรง “ ด้วยกำแพงสูงขึ้น และด้วยประตูและส่วนบากกลมและประตูกล  และสุดยอด พระองค์จัดให้มีเครื่องดีดส่งด้วยความมีศิลป์เพื่อสู้รบขับไล่ศัตรูเมื่อจำเป็น “ ( Liber Pontificalis, 103: Gregory IV, 39, trans. Raymond Davis )

At one point they tried to invade Rome when it was under the pontificate of Sergius II. The Muslims reached the Church of St. Paul, only to be crushed by resilient Italian Catholics. When the Muslims were about to enter Montecassino, southeast of Rome, monks begged God for mercy with prayer and ashes on their foreheads. Right before the Muslims gained entry, a storm struck and the floodwaters flowing through the Garigliano River blocked the barbarians. The Muslims made a truce, Pope Sergius II accepted, and the enemy departed. (See the commentary of Raymond Davis on the Liber Pontificalis, 104: Sergius II, n. 92)

ณ จุดหนึ่ง พวกเขาพยายามโจมตีกรุงโรมเมื่ออยู่ภายใต้สมณสมัยของพระสันตะปาปาแซร์ยีอูสที่ 2  พวกมุสลิมเข้ามาถึงวิหารนักบุญเปาโล เพียงเข้ามาถูกบดขยี้โดยกลุ่มชาวคาทอลิกอิตาเลียนที่ยืดหยุ่นได้   เมื่อพวกมุสลิมกำลังจะเข้าสู่เมืองมอนเตคัสซีโน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโรม  บรรดาฤษีได้สวดวอนขอพระเมตตาจากพระเป็นเจ้า โดยคำภาวนาและโรยเถ้าที่หน้าผาก  พอดีก่อนที่พวกมุสลิมจะสามารถรุกเข้าประตูเมือง  พายุได้โหมหนักและน้ำไหลหลากออกมาจากแม่น้ำการิกลีอาโนขวางทางพวกคนเถื่อน  พวกมุสลิมได้ทำสัญญาสงบศึก  โป๊บแซร์ยีอูสที่ 2 ยอมรับ และพวกศัตรูก็ถอยจากไป  ( ดูความเห็นวิจารณ์ของ  Raymond Davis on the Liber Pontificalis, 104: Sergius II, n. 92)
 
Pope Gregory II

But out of all the battles the saints fought to defend Rome, the most sublime and epic of them was the Battle of Ostia in 849 AD. The Muslims sacked Rome, pillaged and plundered the Churches of St. Peter and St. Paul. When they entered the tomb of Peter they stripped away a silver altar, and overran Saint Peter’s church in the name of Allah and for their hatred of the Gospel.

แต่ จากการสงครามทั้งหมดที่เหล่านักบุญได้สู้รบเพื่อป้องกันกรุงโรม  ที่เป็นเรื่องราวความกล้าหาญและประเสริฐที่สุดกว่าหมด ก็คือสงครามแห่งออสเตียในปี ค.ศ.849   พวกมุสลิมได้เข้าปล้นกรุงโรม  ปล้นสะดมภ์และทำลายวัดนักบุญเปโตรและเปาโล    เมื่อพวกเขาไปถึงพระธาตุบรรจุพระศพของเปโตร ได้ลอกเอาพระแท่นเงินออกไป แล้ว เหยียบย่ำวิหารนักบุญเปโตรในนามของอัลเลาะห์เพราะความเกลียดชังของพวกเขาที่มีต่อพระวรสาร

Pope Leo IV arose as the defender of the city. When he first became pontificate he consecrated entire days to prayer and religious processions to render hope unto the people and to kindle the fire of Christian zeal after it had been extinguished by the Islamic barbarians. He had the city’s walls repaired; fifteen towers were built or renewed, and he iron chain was drawn across the Tiber river to hinder any enemy naval ships from sailing into Italy.
 
พระสันตะปาปาเลโอที่ 4  ได้ตั้งตัวขึ้นเป็นผู้ปกป้องกรุงโรม   เมื่อครั้งแรกที่พระองค์ได้เป็นพระสมณะสันตะ พระองค์ได้อุทิศช่วงเวลาทั้งครบเพื่อเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการสวดภาวนาและจัดการเดินแห่ทางศาสนา เพื่อคืนความหวังให้ประชาชน และปลุกให้ไฟของคริสตชนลุกโชนเร่าร้อนเนื่องมาจากกำลังถูกรื้อรากถอนโคนโดยพวกคนเถื่อนอิสลาม   พระองครีบจัดการซ่อมแซมกำแพงเมือง  มีการก่อสร้างหอรบสิบห้าแห่งหรือซ่อมใหม่  และพระองค์ขึงโซ่เหล็กข้ามแม่น้ำไทเบอร์ เพื่อป้องกันเรือรบข้าศึกมิให้แล่นใบเข้าสู่อิตาลีได้

Pope Leo IBefore the Muslims returned to Rome Leo made a prayer that transcended time and space, that the God who had protected St. Peter and St. Paul on the confounding waves of the sea would fortify the hands of his warriors who were about to fight the enemies of Christ. Before the battle, Leo IV gazed up to Heaven, and with with soul rooted into eternity, his flaming heart throbbing with the utmost of zeal, his mind interconnected most learned of expositions, he proclaimed:

ก่อนที่พวกมุสลิมจะกลับมาที่โรม  โป๊บเลโอได้ทำการสวดภาวนาบทหนึ่งที่ลอยข้ามกาลเวลาและอวกาศ  ที่พระเจ้า ผู้ซึ่งป้องกันนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโลบนคลื่นทะเลที่กำลังจะทำร้าย ได้โปรดค้ำชูมือของนักรบของพระองค์ให้แข็งแรง เพราะกำลังจะสู้รบกับศัตรูของพระคริสตเจ้า   ก่อนงานสงคราม  นักบุญเลโอที่ 4 เงยหน้าสู่สวรรค์  และด้วยดวงวิญญาณที่ฝังรากเข้าสู่นิรันดรภาพ  ดวงใจที่เร่าร้อนลุกไหม้ของท่านเต้นไหวด้วยความเร่าร้อนสุดเหวี่ยง จิตของท่านเชื่อมโยงเข้ากับการแสดงออกของผู้ทรงแก่เรียน  พระองค์ประกาศก้องว่า :

O God, who didst confer on thy apostle Peter the keys of the kingdom of heaven and didst grant him the pontificate of binding and loosing, grant that by the help of his intercession we may be delivered from the bonds of our sins; and cause that this city which we have newly founded with thy assistance may ever remain safe from thy wrath and have new and manifold triumphs over the enemy on whose account it has been constructed; through [our Lord Jesus Christ]. (Liber Pontificalis, 105: Leo IV, 73, trans. Raymond Davis)
 
 โอ้ พระเจ้า  ผู้ซึ่งทรงมอบกุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์แก่เปโตร และทรงอนุญาตให้ดำรงตำแหน่งยอดสมณะแห่งการผูกและแก้ โปรดประทานว่า โดยตวามช่วยเหลือจากการเสนอวิงวอนของเขา พวกเราอาจถูกทำให้รอดจากข้อผูกมัดแห่งบาปของพวกเรา  และเป็นสาเหตุที่ว่า เมืองนี้ที่พวกเราก่อตั้งขึ้นใหม่ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์อาจจะยังคงปลอดภัยจากความกริ้วโกรธของพระองค์ และมีชัยชนะใหม่และหลายทบหลายเท่า เหนือศัตรูซึ่งเรื่องราวที่พวกเขาก่อขึ้น  ทั้งนี้อาศัย [ พระเยซูคริสตเจ้าพระเป็นเจ้าของเรา ] (Liber Pontificalis, 105: Leo IV, 73, trans. Raymond Davis)
 
This prayer offends many, I know. But this is what the ancient Christians believed in, and this is how they prayed (and for those who say that Leo IV is not a Christian or a saint, and that the Catholic Church is a false church, please provide one thing: evidence and documentation for the true Christians in the time of Leo IV).

คำภาวนาบทนี้สะดุดใจหลายคน ฉันรู้   แต่นี้คือสิ่งที่คริสตชนสมัยเก่าเชื่อว่าเป็นไปได้  และจากบทนี้เองที่พวกเขาสวดภาวนา ( และสำหรับคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า Leo IV ไม่ใช่คริสตชนหรือนักบุญองค์หนึ่ง  และว่าศาสนจักรคาทอลิกเป็นศาสนาเท็จเทียมนั้น  ได้โปรดจัดเรื่องหนึ่ง  :  ประจักษ์พยานและระบบเอกสารเพื่อคริสตชนที่แท้จริงในยุคสมัยของ Leo IV).

 
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / แม้วสะดุ้ง! นิการากัวขู่ “เพิกถอนพาสปอร์ต-สถานะพลเมืองกิตติมศักดิ์” เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2015, 09:52:08 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                   แม้วสะดุ้ง! นิการากัวขู่ “เพิกถอนพาสปอร์ต-สถานะพลเมืองกิตติมศักดิ์”หากไม่เร่งทำประโยชน์ให้แผ่นดิน

                                                  http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000074552

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
1 กรกฎาคม 2558 20:46 น. (แก้ไขล่าสุด 2 กรกฎาคม 2558 11:54 น.)

      พ.ต.ท.ทักษิณได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดีดาเนียล ออร์เตกา ซาเบดราให้ทำหน้าที่ “ทูตพิเศษด้านการลงทุน” ของรัฐบาลนิการากัวมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2009

        เอเจนซีส์ / ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - กระทรวงการต่างประเทศนิการากัวออกระเบียบใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ระบุพลเมืองต่างชาติซึ่งได้สิทธิพิเศษในการถือครอง “หนังสือเดินทางนิการากัว” จะต้องเร่งทำประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนต่อแผ่นดินนิการากัวภายในระยะเวลา 1 ปีจากนี้ หากพบพลเมืองกิตติศักดิ์รายใดไม่ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ อาจถูก “เพิกถอนพาสปอร์ต”
       
       รายงานข่าวล่าสุดจากกรุงมานากัว เมืองหลวงของสาธารณรัฐนิการากัวที่ถูกเผยแพร่ในวันอังคาร (30 มิ.ย.) ที่ผ่านมาระบุว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศของนิการากัวได้ออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ซึ่งมีเนื้อหากำหนดให้บรรดาพลเมืองชาวต่างชาติที่ได้สิทธิ์ในการถือครอง “หนังสือเดินทางนิการากัว” ทุกประเภทรวมถึงหนังสือเดินทางทูต หรือได้สถานะเป็น “พลเมืองกิตติมศักดิ์” ของนิการากัวไปก่อนหน้านี้จะต้องเร่ง “ทำตัวให้เป็นประโยชน์” กับประเทศและประชาชนชาวนิการากัว โดยต้องมีผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ภายในระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2015 เป็นต้นไป
       
       รายงานข่าวระบุว่า ทางการนิการากัวเตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการเพิกถอนพาสปอร์ต และยกเลิกสถานะของการเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์แก่ชาวต่างชาติทุกรายที่ไม่สร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดินนิการากัวภายในกำหนด 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ก.ค. 2016
       
       ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทางการนิการากัวมีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลได้รับเรื่องร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมของบรรดาพลเมืองกิตติมศักดิ์ที่ใช้สิทธิพิเศษดังกล่าวแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง โดยแทบไม่เคยสร้างประโยชน์ตอบแทนแก่นิการากัวเลย
       
       ทั้งนี้ มีรายงานว่า ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ถือครองพาสปอร์ตนิการากัว สามารถใช้เดินทางเข้าออกประเทศต่างๆ ได้ถึง 110 ประเทศทั่วโลกโดยไม่ต้องขอ “วีซ่า” แต่ที่ผ่านมาพบหลักฐานว่ามีชาวต่างชาติบางรายที่นำพาสปอร์ตนิการากัวไปใช้เป็นเครื่องมือในการเดินทางไปปลุกปั่นหรือสร้างความวุ่นวายทางการเมืองยังประเทศต่างๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศและชาวนิการากัวโดยรวม
       
       ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2012 กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐนิการากัว ตัดชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีทุจริตในต่างแดนออกจากรายชื่อนักลงทุนในโครงการ “เมกะโปรเจกต์” ขุด “คลองนิการากัว” มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 950,395 ล้านบาท) ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลนิการากัวไม่ปลื้ม และอาจมีการยกเลิกหนังสือเดินทางที่มอบให้อดีตผู้นำรัฐบาลไทยรายนี้ตั้งแต่เมื่อช่วงปี 2009
       
       รายงานข่าวจากกรุงมานากัว เมืองหลวงของนิการากัวในเวลานั้นระบุว่า นายมานูเอล โกโรเนล เคาต์ซ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐนิการากัวขณะนั้น ออกมาเปิดเผยรายชื่อนักลงทุนต่างประเทศที่เตรียมเข้ามาร่วมลงทุนกับทางรัฐบาลเพื่อสร้างเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศสายใหม่ คือ คลองนิการากัวความยาว 200 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าด้วยกัน หวังเป็นคู่แข่งกับ “คลองปานามา” ที่อยู่ในประเทศปานามา เพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคอเมริกากลาง
       
       โดยทางกระทรวงต่างประเทศนิการากัวไม่ใส่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเข้าไปด้วย ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดีดาเนียล ออร์เตกา ซาเบดราให้ทำหน้าที่ “ทูตพิเศษด้านการลงทุน” ของรัฐบาลนิการากัวมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2009 หลังจากมีการออกหนังสือเดินทางนิการากัวให้ในเดือนมกราคมปีเดียวกัน
       
       ท่าทีดังกล่าวของกระทรวงต่างประเทศนิการากัวทำให้หลายฝ่ายรวมถึงเปโดร โฆอากิง ชามอร์โร สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณอาจกระทำการบางอย่างซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประธานาธิบดีออร์เตกา เนื่องจากก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยรายนี้เป็น “ชาวต่างชาติ”ที่ออร์เตกาไว้วางใจมากที่สุดถึงขั้นมอบตำแหน่งเอกอัครราชทูตด้านการลงทุน ให้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ
       
       ทั้งนี้ รัฐบาลนิการากัวคาดหวังว่าหากโครงการขุดคลองนิการากัวแล้วเสร็จ และสามารถเปิดใช้บริการได้นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 เป็นต้นไป จะช่วยนำเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าประเทศ และจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนิการากัวกว่า 5.9 ล้านคนทั่วประเทศดีขึ้นกว่าในขณะนี้ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งมีฐานะยากจน ขณะที่สมาชิกรัฐสภานิการากัวซึ่งมีกลุ่มการเมือง “ซานดินิสตา” ของออร์เตกาครองเสียงข้างมาก ก็ได้ให้ความเห็นชอบต่อโครงการขุดคลองดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย

       
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โป๊ปฟรานซิสสนับสนุนกรีซในวิกฤตยูโร เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2015, 09:40:44 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                 โป๊ปฟรานซิสสนับสนุนกรีซในวิกฤตยูโร ชี้ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ควรอยู่บนโต๊ะเจรจา” –
                                                                 นายกฯกรีซฟันธง “ประเทศไม่แตกเป็นเสี่ยงหลังลงประชามติ”

                                                      http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000075063

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
2 กรกฎาคม 2558 20:49 น. (แก้ไขล่าสุด 2 กรกฎาคม 2558 20:55 น.)

        เอเอฟพี – สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสแถลงสนับสนุนประชาชนกรีกในวันพุธ(1) หลังจากกรีซโดนมรสุมพิษวิกฤตหนี้ และทำให้เอเธนส์ต้องผิดนัดชำระหนี้ IMF โดยพระองค์ทรงวอนขอให้ประเด็น “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ในการเจรจาอนาคตของกรีซในยูโรโซน ในขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีซ อเล็กซิส ซีปราส ให้สัมภาษณ์ในวันนี้(2)ถึงอนาคตของแดนเฮเลนิสติก ว่า มีความมั่นใจว่า ประเทศกรีซยังคงมีความเป็นหนึ่งเดียวหลังจากผ่านพ้นการทำประชามติในวันอาทิตย์(5)ที่จะถึงนี้ไปแล้ว ด้านธนาคารกลางกรีซระบุ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ใช้มาตรการควบคุมเงินทุน แต่ทว่าตู้ ATM ทั่วประเทศกรีซยังคงสามารถรับฝากสกุลเงินยูโรอยู่
       
       เอเอฟพีรายงานเมื่อวานนี้(1)ว่า วาติกันออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยถึงสถานการณ์วิกฤตหนี้สินกรีซล่าสุดว่า “ข่าวเกี่ยวกับกรีซด้านปัญหาทางเศรษฐกิจ และสภาพการณ์ในประเทศนั้นน่าเป็นห่วง” บาทหลวง เฟเดริโก ลอมบาร์ดี (Federico Lombardi) โฆษกสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสแห่งวาติกันแถลง
       
       และบาทหลวงลอมบาดีแถลงต่อว่า “สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีพระประสงค์แสดงความห่วงใยอย่างใกล้ชิดไปยังประชาชนกรีกทั้งหลาย โดยเฉพาะบรรดาครอบครัวที่ต้องประสบปัญหาจากผลกระทบที่ซับซ้อนทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจในครั้งนี้”
       
       นอกจากนี้ในแถลงการณ์ยังกล่าวต่อว่า “อย่างไรก็ตาม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นเห็นควรต้องถูกวางไว้เป็นหลักไว้บนโต๊ะเจรจาการเมืองและเชิงเทคนิกต่างๆ และรวมไปถึงการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ซึ่งพระองค์ได้ทรงเชิญชวนทุกคนที่มีความศรัทธาเพื่อร่วมสวดให้กับชาวกรีกอันเป็นที่รัก”
       
       การก้าวเข้ามาของประมุขโรมันคาทอลิกหลังจากความพยายามในวินาทีสุดท้ายที่จะหาข้อตกลงร่วมระหว่างเอเธนส์และกลุ่มเจ้าหนี้กรีซต้องมีอันสิ้นสุดไปก่อนที่จะถึงกำหนดการจัดประชามติตัดสินอนาคตกรีซที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์(5) ซึ่งจะชี้ว่ากรีซจะยังคงใช้สกุลเงินยูโรต่อไปหรือไม่
       
       ด้านในวันนี้(2)นายกรัฐมนตรีกรีซ อเล็กซิส ซีปราส ให้สัมภาษณ์ถึงผลกระทบหลังจากเสร็จสิ้นการทำประชามติที่มีการเกรงว่า ผลจากการลงประชามติจะทำให้กรีซแตกออกเป็น 2 ส่วนว่า “วันหลังจากสิ้นสุดการลงประชามติไปแล้ว เราจะยังคงเป็นหนึ่งเดียว เพื่อที่จะชนะต่ออุปสรรคชั่วคราวที่ขวางกรีซอยู่ซึ่งหน้า”
       
       และขณะเดียวกันในวันพฤหัสบดี(2) ธนาคารกลางกรีซได้ออกแถลงการณ์ไปยังประชาชนกรีกชี้แจง ในช่วงระยะเวลาที่ระบบธนาคารกรีซได้ปิดชั่วคราวนั้น อย่างไรก็ตามยังทางธนาคารยังสามารถเปิดให้รับฝากเงินสดสกุลยูโร
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / มุสลิมจะโจมตีวาติกันและพยายามทำลายศาสนจักรโรมันคาทอลิก เมื่อ: มิถุนายน 24, 2015, 11:40:08 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                  มุสลิมจะโจมตีวาติกันและพยายามทำลายศาสนจักรโรมันคาทอลิก
                                          The Muslims Will Invade The Vatican, And Try To Destroy The Roman Catholic Church

by Ted on April 12, 2014 in Featured, General
SHOEBAT EXCLUSIVE
By Theodore Shoebat

                                 http://shoebat.com/2014/04/12/muslims-will-invade-vatican-try-destroy-roman-catholic-church-2/

      I remember a few years ago spending time with an Evangelical friend of mine. Within our conversation, somehow, the subject of the Crusades came up. Of course, I defended the Crusades, explaining that they were fighting off Islamic invaders in the Middle East. He, on the other hand, vehemently condemned the Crusaders as evil and barbarous people. I asked him, “Who would you rather win, the Muslims or the Crusaders?” He said, with a tone of vitriol, “It doesn’t matter, they are both the same! I would not care at all if the Muslims invaded the Vatican, the Catholics are just as evil.”

This is the predicament that we are in. While the Vatican is hated as the Harlot of Babylon, the Muslims are currently conspiring to take over and destroy Rome. And many would not have a problem with this.

The Muslims will invade Rome in the near future. Why would they try such a seemingly useless endeavor? Because when Muhammad founded his cult, there were two cities that he aspired for the Muslims to conquer: Rome and Constantinople.

The desire to invade Rome is still throbbing like a beating heart; it is alive and remains vibrant like a torrent within the very soul of the Muslim world. Yusuf al-Qaradawi, the most influential Sunni scholar today, made the prediction in 2002 that the Muslims will soon rise and invade Rome, making references to the declaration of Muhammad himself:

He [Muhammad] answered: “The city of Hirqil [Emperor Heraclius, that is, Constantinople] will be conquered first” … Romiyya is the city called today Rome, the capital of Italy. The city of Hirquil was conquered by the young 23-year old Ottoman [sultan] Muhammad bin Morad, known in history as Mohammad the Conquerer, in 1453 [CE]. The other city, Romiyya, remains, and we hope and believe [that it too will be conquered]. This means that Islam will return to Europe as a conquerer and victor, after being expelled from its twice-once from the South, from Adalusia, and a second time from the East, when it knocked several times on the door of Athens.

In the year 1453, the raging Ottoman Empire flooded the city of Constantinople, creating a flood of human gore and countless pools of warm thick blood. It was one of the saddest events in Christian history, and the cries of those slain still echo from the vault’s of mighty Heaven. But such an invasion of the heathen has not stopped; the savages have merely delayed their warpath for the purpose of deciet, and within their conspiring minds is the envisioning of a certain city under their subjugation. It is Rome. Rome, after Jerusalem, is the city that the Muslims have been bent on conquering since the founding of their religion.

Within the entire span of their existence, from Muhammad until now, the Muslims have attempted to conquer Rome seven times, and in each time their attempts were found to be in vain. In the earlier Islamic invasions of the ninth century, Pope Gregory IV protected Ostia, a suburb of Rome, from the Muslim attacks by fortifying it “with higher walls, and with gates and crenellations and trap-doors, and on top he arranged catapults with noble artfulness to fight off the enemy if necessary.” (Liber Pontificalis, 103: Gregory IV, 39, trans. Raymond Davis)
 
Pope Gregory Iv

At one point they tried to invade Rome when it was under the pontificate of Sergius II. The Muslims reached the Church of St. Paul, only to be crushed by resilient Italian Catholics. When the Muslims were about to enter Montecassino, southeast of Rome, monks begged God for mercy with prayer and ashes on their foreheads. Right before the Muslims gained entry, a storm struck and the floodwaters flowing through the Garigliano River blocked the barbarians. The Muslims made a truce, Pope Sergius II accepted, and the enemy departed. (See the commentary of Raymond Davis on the Liber Pontificalis, 104: Sergius II, n. 92)
 
Pope Gregory II

But out of all the battles the saints fought to defend Rome, the most sublime and epic of them was the Battle of Ostia in 849 AD. The Muslims sacked Rome, pillaged and plundered the Churches of St. Peter and St. Paul. When they entered the tomb of Peter they stripped away a silver altar, and overran Saint Peter’s church in the name of Allah and for their hatred of the Gospel.

Pope Leo IV arose as the defender of the city. When he first became pontificate he consecrated entire days to prayer and religious processions to render hope unto the people and to kindle the fire of Christian zeal after it had been extinguished by the Islamic barbarians. He had the city’s walls repaired; fifteen towers were built or renewed, and he iron chain was drawn across the Tiber river to hinder any enemy naval ships from sailing into Italy.
 
Pope Leo IV

Before the Muslims returned to Rome Leo made a prayer that transcended time and space, that the God who had protected St. Peter and St. Paul on the confounding waves of the sea would fortify the hands of his warriors who were about to fight the enemies of Christ. Before the battle, Leo IV gazed up to Heaven, and with with soul rooted into eternity, his flaming heart throbbing with the utmost of zeal, his mind interconnected to the most learned of expositions, he proclaimed:

O God, who didst confer on thy apostle Peter the keys of the kingdom of heaven and didst grant him the pontificate of binding and loosing, grant that by the help of his intercession we may be delivered from the bonds of our sins; and cause that this city which we have newly founded with thy assistance may ever remain safe from thy wrath and have new and manifold triumphs over the enemy on whose account it has been constructed; through [our Lord Jesus Christ]. (Liber Pontificalis, 105: Leo IV, 73, trans. Raymond Davis)

This prayer offends many, I know. But this is what the ancient Christians believed in, and this is how they prayed (and for those who say that Leo IV is not a Christian or a saint, and that the Catholic Church is a false church, please provide one thing: evidence and documentation for the true Christians in the time of Leo IV).

โปรดคลิกเพื่อติดตามข้อมูลอีกยาว ---  และ คำแปลข้อมูลข้างบนเป็นภาษาไทย จะนำเสนอคราวหน้า -- ครับ.
 

                                               
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โป๊บฟรังซิสจะเปลี่ยนวันฉลองปาสกาหรือ? เมื่อ: มิถุนายน 24, 2015, 11:24:34 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                 โป๊บฟรังซิสจะเปลี่ยนวันฉลองปาสกาหรือ?
                                                                    Will Pope Francis change the date of Easter ?
                                http://www.catholicnewsagency.com/news/will-pope-francis-change-the-date-of-easter-87684/

       Vatican City, Jun 19, 2015 / 03:53 am (CNA).- Speaking to a global gathering of priests, Pope Francis signaled an openness to changing the date of Easter in the West so that all Christians around the world could celebrate the feast on the same day.

นครรัฐวาติกัน  19 มิถุนายน 2015 – (CNA) – ขณะพูดถึงการชุมนุมของบาทหลวงจากทั่วโลก  โป๊บฟรังซิสส่งสัญญาณถึงการเปิดโล่งไปสู่การเปลี่ยนวันฉลองปาสกาในตะวันตก เพื่อว่าคริสตชนทั่วโลกสามารถฉลองวันสำคัญนี้ในวันเดียวกัน 

The Pope on June 12 said “we have to come to an agreement” for a common date on Easter.  His comments came in remarks to the World Retreat of Priests at the Basilica of Saint John Lateran in Rome. The event drew priests from five continents.

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน โป๊บตรัสว่า “ เราต้องมาสู่การตกลงยินยอมให้ได้ “ สำหรับวันฉลองปาสการวมวันเดียวกัน  คำวิจารณ์ของโป๊บปรากฎออกมาทำนองการให้ข้อสังเกตุในการชุมนุมเข้าเงียบทั่วโลกของพระสงฆ์ที่วิหารนักบุญยวง ลาเตรันในกรุงโรม  เหตุงานดังกล่าวดึงดูดบรรดาพระสงฆ์คาทอลิกจากทั้งห้าทวีป

The Pope joked that Christians could say to one another: “When did Christ rise from the dead? My Christ rose today, and yours next week,” adding that this disunity is a scandal.
The Orthodox churches normally celebrate Easter a week after the Catholics. Some Orthodox leaders have also reflected on the dating of the Christian holy day. In May, Coptic Orthodox Pope Tawadros II wrote to the papal nuncio in Egypt suggesting a common date for Easter.

โป๊บล้อเล่นว่า คริสตชนน่าจะสามารถพูดกันว่า “เมื่อใดที่พระคริสตเจ้ากลับเป็นขึ้นมาจากความตาย?  พระคริสต์ของฉันกลับคืนชีพวันนี้  และของคุณสัปดาห์หน้าใช่ไหม?”  พระองค์แถมว่าความไม่เป็นเอกภาพนี้เป็นที่สะดุดอย่างหนึ่ง  กลุ่มศาสนจักรออร์ทอด็อกโดยปกติ ฉลองปาสกาหนึ่งสัปดาห์หลังคาทอลิก  ผู้นำออร์ทอด็อกบางคนด้วย ได้สะท้อนถึงวันศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ที่กำหนดขึ้น   ในเดือนพฤษภาคม โป๊บทาวาดรอสแห่งออร์ทอด็อกคอปติก ได้เขียนถึงพระสมณทูตในอียิปต์ เสนอวันปาสกาปกติสำหรับทุกคน

Historian Lucetta Scaraffia, writing in the Vatican daily newspaper L’Osservatore Romano, said the Pope is offering this initiative to change the date of Easter “as a gift of unity with the other Christian churches.”
A common date for Easter, she said, would encourage “reconciliation between the Christian churches and …a sort of making sense out of the calendar.”
She noted that the proposal could help reinforce the identity of persecuted Christians, particularly those in the Eastern churches that are at risk of disappearing.

นักประวัติศาสตร์ ลูเชตตา สคาราฟเฟีย ผู้เขียนลงในหนังสือพิมพ์รายวัน L’osservatore Romano ของวาติกัน ได้กล่าวว่าโป๊บกำลังเสนอการริเริ่มนี้เพื่อเปลี่ยนวันฉลองปาสกา “เป็นประหนึ่งสิ่งประทานแก่ศาสนจักรคริสต์อื่นๆด้วย “  เธอกล่าวว่า วันฉลองรวมปกติสำหรับปาสกา  ควรจะได้เสริมส่ง “ การกลับรวมกลุ่มระหว่างศาสนจักรคริสตชน และ.....เป็นแหล่งแห่งการก่อให้เกิดปฏิทินรวมด้วย “  เธอตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอคงสามารถช่วยเอกลักษณ์ของคริสตชนผู้ถูกเบียดเบียน  เป็นต้นคนเหล่านั้นที่อยู่ในคริสตจักรตะวันออกที่กำลังเสี่ยงการที่จะสิ้นสูญไป.

Scaraffia wrote that the simultaneous celebration of the Resurrection by all Christians “would increase the importance of the central feast of the faith in a moment when changes seem to be suddenly coming throughout the world.”
“The Pope’s remarks implicitly underscore an important fact: in the countries where Christian identity is being overshadowed, the marking of time continues to be tied to the life of Jesus,” she added. “We also know also that the calendar is not only a convention but also something profound and symbolically relevant.”

สคาราฟเฟียได้เขียนว่า การเฉลิมฉลองพร้อมกันของการกลับคืนชีพโดยคริสตชนทั้งหมด “ อาจจะเพิ่มความสำคัญของการเฉลิมฉลองใจกลางของความเชื่อ ในช่วงเวลาเมื่อการเปลี่ยนแปลงดูเหมือนจะทันทีทันใดมาจากทั่วโลก “  “  การตั้งข้อสังเกตุของโป๊บเน้นเป็นนัยๆความจริงที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ในทุกประเทศที่เอกลักษณ์คริสตชนกำลังถูกบดบังรัศมี  การกำหนดเวลายังคงถูกผูกติดกับชีวิตของพระเยซูเจ้า “ เธอเสริม.   “ เราด้วยรู้ด้วยว่าปฏิทินมิใช่เป็นเพียงระเบียบแบบแผน แต่ยังเป็นอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งและตรงกันอย่างเป็นสัญลักษณ์ “

Scaraffia said Easter and related feasts “constitute a distinct aspect of the liturgical year because they are connected with a cycle of time that repeats every year and marks the returns of the seasons.”
She also pointed out that the date of Easter is established based on the cycle of the moon, just as the Muslims and Jews establish their important feasts with the lunar calendar.

สคารัฟเฟียกล่าวว่า ฉลองปาสกาและการฉลองที่เกี่ยวข้อง “ สถาปนาแง่มุมที่แปลกแตกต่างของปีพิธีกรรม เพราะว่าทั้งหมดนั้นเกี่ยวโยงกับการหมุนเวียนของเวลา ที่ย้ำซ้ำทุกปีและระบุการกลับคืนมาของฤดูกาลต่างๆ “
เธอชี้ด้วยว่า วันฉลองอิสเตอร์ถูกสถาปนาขึ้นโดยวางรากฐานบนการหมุนเวียนโคจรของดวงจันทร์ ซึ่งพอดีชาวมุสลิมและชาวยิวได้ตั้งวันฉลองสำคัญด้วยปฏิทินจันทรคติ.

 
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / “โป๊ปฟรานซิส” ประณามผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธ ระบุ ไม่สมควรเรียกตัวเองเป็น เมื่อ: มิถุนายน 22, 2015, 09:55:44 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                             “โป๊ปฟรานซิส” ประณามผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธ ระบุ ไม่สมควรเรียกตัวเองเป็น “ชาวคริสต์”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
22 มิถุนายน 2558 06:36 น.

                                                             http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000070182

       รอยเตอร์ / เอเจนซีส์ / ASTV ผู้จัดการออนไลน์ – สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส แห่งสำนักวาติกัน องค์ประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทรงตรัสในวันอาทิตย์ ( 21 มิ.ย.) ระบุ บรรดาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม “การผลิตอาวุธ” หรือการลงทุนในยุทโธปกรณ์ต่างๆนั้น ไม่ต่างจากพวกที่ทำตัวเสแสร้งและลวงโลกหากยังคงถือว่าตนเองเป็น “ชาวคริสต์”
       
       สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวัย 78 พรรษา ทรงแสดงท่าทีดังกล่าวระหว่างเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มคนหนุ่มสาวจำนวนหลายพันคน ในช่วงวันแรกของการเสด็จเยือนเมืองโตริโน (ตูริน) ทางภาคเหนือของอิตาลี โดยถ้อยแถลงล่าสุดของพระองค์ถือเป็นการกล่าวประณามที่มีเนื้อหารุนแรงที่สุดที่พุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมการผลิตและการค้าอาวุธ นับตั้งแต่ที่พระองค์ได้รับเลือกให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “โป๊ป” เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2013
       
       สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสระบุว่า บรรดาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “อุตสาหกรรมบาป” นี้ ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นชาวคริสต์อีกต่อไป และหากคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิต การลงทุน และการแสวงหากำไรจากสินค้าที่ใช้เข่นฆ่าชีวิตผู้คนเหล่านี้ยังดื้อดึงที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นชาวคริสต์แล้ว ก็จะถือว่า บุคคลนั้นเป็นพวกที่ตีสองหน้า เสแสร้งและลวงโลก
       
       ก่อนหน้านี้ โป๊ปชาวอาร์เจนไตน์พระองค์นี้ซึ่งมีจุดยืนต่อต้านสงคราม ได้กลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งทางการทูตเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่พระองค์ ทรงเรียกขานโศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ชาวอาร์เมเนียกว่า 1.5 ล้านคนเมื่อกว่า 100 ปีก่อนว่าเป็น “การสังหารหมู่ครั้งแรกของศตวรรษที่ 20” ส่งผลทำให้รัฐบาลตุรกีแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงถึงขั้นประกาศเรียกตัวเอกอัครราชทูตของตนประจำวาติกันกลับประเทศ
       
       ในอีกด้านหนึ่ง มาริลลีน ฮิวสัน ประธานและซีอีโอหญิงของ “ล็อคฮีด มาร์ติน” บริษัทผู้ผลิตอาวุธสัญชาติอเมริกัน ซึ่งมีฐานอยู่ในมลรัฐแมริแลนด์ และมีพนักงานในสังกัดมากกว่า 116,000 รายทั่วโลก ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยระบุ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จะไม่ทรงกล่าวประณามอุตสาหกรรมอาวุธด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเช่นนี้ หากสำนักวาติกัน ตกเป็นเป้าการโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธที่มีแนวคิดสุดโต่งหรือพวกผู้ก่อการร้าย
       
       “ข้าพเจ้าเชื่อว่า โป๊ปฟรานซิสจะไม่ทรงตรัสเช่นนี้ และพระองค์จะไม่ทรงมีทัศนคติในแง่ลบสุดขั้วต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศ หากสำนักวาติกันตกเป็นโจมตีของกลุ่มสุดโต่ง หรือพวกผู้ก่อการร้าย” ซีอีโอหญิงของล็อคฮีด มาร์ตินซึ่งติดอันดับสตรีผู้ทรงอิทธิพลลำดับที่ 21 ของโลกตามการจัดอันดับของนิตยสาร “ฟอร์บส์” ประจำปี 2014 กล่าว

       Credit : ASTV  ผู้จัดการออนไลน์
11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เวลานี้คุณต้องรู้! 'โรคเมอร์ส' มหันตภัยร้าย คร่าชีวิตบริสุทธิ์นับร้อย! เมื่อ: มิถุนายน 21, 2015, 02:41:22 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                   เวลานี้คุณต้องรู้! 'โรคเมอร์ส' มหันตภัยร้าย คร่าชีวิตบริสุทธิ์นับร้อย!

โดย ไทยรัฐออนไลน์
 21 มิ.ย. 2558 05:45

                                                                                      http://www.thairath.co.th/content/506422

       จากกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสเมอร์สในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และประเทศเกาหลีใต้ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยราย กระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พบผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นชายชาวตะวันออกกลาง วัย 70 ปี และได้ส่งตัวไปรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร โดยผู้ป่วยมีอาการทรงตัวนั้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอต่อสายตรงไปยัง นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนในเรื่องโรคเมอร์ส ไวรัสที่โด่งดังที่สุด ณ เวลานี้ ...

       ทำความรู้จัก ‘โรคเมอร์ส’ คือ ?
โรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome : MERS) หรือ โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์หนึ่งในกลุ่มไวรัสโคโรนา (MERS Corona Virus : MERS CoV) ซึ่งไวรัสโคโรนาอยู่ในตระกูลเดียวกับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ซาร์ส เป็นต้น โรคเมอร์ส ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2555 ในประเทศแถบตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ โรคเมอร์ส จะมีระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2-14 วัน โดยปกติทั่วไปประมาณ 5-7 วัน หากผู้ที่เดินทางไปในประเทศที่มีการแพร่ระบาดอย่างเช่น ประเทศในตะวันออกกลาง เกาหลีใต้ และกลับเข้ามาในประเทศไทย เมื่อสังเกตอาการของตัวเอง ภายใน 14 วัน อยู่ดีๆ ก็มีไข้ขึ้น มีอาการเหมือนเป็นทางเดินหายใจอักเสบ หรือไข้หวัด ไปจนถึงเป็นปอดบวมก็มีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นโรคนี้ได้

       ต้นกำเนิดโรคเมอร์สจาก...อูฐ !?
ส่วนใหญ่โรคอุบัติใหม่ในระยะหลังๆ แหล่งรังโรค (Reservior : ที่อยู่เพื่อเจริญเติบโตของเชื้อโรค) จะอยู่ในสัตว์ป่า ค้างคาว ลิง เนื่องจากคนเข้าไปสัมผัสกับสัตว์ป่ามากขึ้น ส่วนโรคเมอร์ส จากการศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมในคนและอูฐ ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อไวรัสเมอร์สในอูฐและคน จึงเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่มาจากอูฐและคนที่ใกล้ชิดกับอูฐได้ติดเชื้อไวรัสนี้มา

สัมผัส ไอ จาม เหตุแห่งการติดเชื้อ !
ประวัติของผู้ติดเชื้อบางรายมีประวัติการสัมผัสสัตว์ ดื่มน้ำนมดิบจากสัตว์ โดยเฉพาะอูฐ จึงอาจเป็นแหล่งรังโรคที่อาจนำเชื้อมาสู่คน ขณะที่ การติดเชื้อจากคนสู่คน สามารถแพร่จากเสมหะของผู้ป่วยจากการไอหรือจาม และการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเมอร์ส

“เกิดจากการไอ จาม พวกนี้เรียกว่าเป็น droplet transmission เวลาไอหรือจาม บางคนก็เอามือปิดปากปิดจมูก แล้วมือนั้นก็เอาไปจับลูกบิดประตู จับราวบันได คนปกติเองไปจับก็เหมือนกับเชื้อติดมาที่มือ และก็ชอบเอามือมาขยี้ตา แคะขี้มูก หรือหยิบอาหารใส่ปาก ทำให้ได้รับเชื้อโรคเข้าไปด้วย”

       ไข้หวัด ท้องร่วง ปอดบวม เดินทางในพื้นที่เสี่ยง ระวังอาจจะเป็นเมอร์ส !?
ส่วนใหญ่อาการของผู้ป่วยโรคเมอร์ส จะเหมือนกับการป่วยระบบทางเดินหายใจอย่าง ไข้หวัด มีไข้ ไอ จาม นอกจากนี้ บางรายอาจเกิดในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องร่วง หรืออาการรุนแรงที่ทำให้ปอดบวม ซึ่งสิ่งสำคัญคือประวัติการเดินทางว่าเดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดหรือประวัติการไปสัมผัสสัตว์ป่าดังกล่าวหรือไม่

โรคประจำตัว มีอายุมาก เสี่ยงกว่า !
จากการศึกษาพบว่า คนทุกกลุ่มอายุสามารถติดเชื้อไวรัสเมอร์สได้ทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นคนที่มีอายุมาก แต่กลุ่มเสี่ยงที่จะต้องระวังมากที่สุด คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคปอดอักเสบเรื้อรัง หอบหืด ไตวายเรื้อรัง หรือโรคที่ภูมิต้านทานไม่ดีอย่างโรคมะเร็ง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากเดินทางเข้าไปในประเทศที่มีการระบาด เนื่องจากคนกลุ่มนี้หากได้รับเชื้อไวรัสเมอร์สเข้าไปในร่างกายอาจมีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงกว่าคนวัยหนุ่มสาว เพราะร่างกายของคนกลุ่มนี้ไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานไม่ดีเท่าคนปกติ

ทั้งนี้ คนที่ติดเชื้อและเสียชีวิต พบว่า เป็นคนที่มีอายุมากที่มีอาการขั้นรุนแรง ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว บางรายมีอาการปอดบวมและรักษาไม่ได้ปอดก็เสียไป หรืออวัยวะอื่นๆ ล้มเหลว ไตวาย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เสียชีวิตจะเป็นที่ปอด

      ข่าวร้าย...เมอร์สยังไม่มีวัคซีนรักษา ทำได้เพียงประคองอาการ !
แพทย์จะทำการรักษาแบบประคองอาการ โดยให้น้ำเกลือหรือออกซิเจนช่วย หากมีแบคทีเรียซ้ำเติม แพทย์ก็จะให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียรักษาไปตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น เนื่องจากโรคเมอร์สนั้น ยังไม่มีวัคซีน และยาฆ่าเชื้อโดยเฉพาะ การรักษาในปัจจุบันจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ซึ่งสำหรับผู้ที่ติดเชื้อก็มีโอกาสที่จะหาย แต่จะใช้ระยะเวลารักษานาน อาจจะ 2-3 สัปดาห์ หรือบางรายมีอาการหนักก็รักษากันเป็นเดือน

รู้วิธีป้องกันตัวเองก่อนจะดีที่สุด !?
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ หรือผู้มีอาการไอ จาม
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่
- หลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสกับสัตว์ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการป่วย อาจจะสวมหน้ากากป้องกันโรค และหมั่นเปลี่ยนหน้ากาก ถ้ามีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับคนอื่น เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ และควรใช้กระดาษชําระปิดปาก-จมูกทุกครั้ง ก่อนทิ้งกระดาษชําระที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด พร้อมล้างมือให้สะอาด กรณีที่ไม่มีกระดาษชำระควรไอหรือจามลงบนเสื้อผ้าบริเวณต้นแขน ไม่ควรจามรดมือ และรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษา

       อย่างไรก็ตาม นพ.โสภณ เผยว่า สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของโรคเมอร์สนั้น มีผู้ป่วย 1,307 ราย เสียชีวิต 500 ราย ซึ่งอัตราการเสียชีวิตประมาณ 40% โดยพบรายงานผู้ป่วยทั้งหมด จาก 25 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ จอร์แดน โอมาน คูเวต อียิปต์ เยเมน เลบานอน อิหร่าน ตุรกี อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ตูนิเซีย แอลจีเรีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และจีน

หากประชาชนท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง.

          ขอบคุณข้อมูลไทยรัฐออนไลน์.
12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / นายกฯกั๊ก 'กาสิโน' พร้อมรับฟังทุกเสียง เมื่อ: มิถุนายน 19, 2015, 04:19:48 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                                   นายกฯกั๊ก 'กาสิโน' พร้อมรับฟังทุกเสียง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
19 มิ.ย. 2558 06:15

      สมยศโอ่มีแต่คนไลค์ เปิด‘เว็บไซต์’ให้โหวต

      “บิ๊กตู่” แบ่งรับแบ่งสู้เปิดกาสิโน พร้อมรับฟังทุกเสียง “สมยศ” เดินหน้าหนุนเต็มสูบ เผย 1 ก.ย.ดีเดย์เปิดเว็บไซต์ให้โหวต โอ่เดินไปไหนคนกดไลค์ทั้งนั้น ชี้เหตุสนับสนุนหวังล้างมลทินลูกน้องถูกตราหน้ารับส่วย แนะจับตาเจ้าของบ่อนประเทศเพื่อนบ้านเสียประโยชน์เบื้องหลังต่อต้าน สปช.กลุ่มรักชาติยกนิ้วถูกใจ ผบ.ตร.กล้าหาญ ย้ำยุติแน่ถ้านายกฯไม่เอาด้วย สปช.ด้านสังคมลั่นจะตั้งโต๊ะประจันหน้าคัดค้านทุกรูปแบบ “ครูหยุย” จี้แก้โจทย์ 3 ข้อก่อนมีกาสิโน

หลังจาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกมาสนับสนุน ข้อเสนอการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 12 คน ในนามกลุ่ม สปช.รักชาติ ล่าสุด ยังมีความคิดเห็นจากหลายฝ่ายที่มีทั้งคัดค้านและสนับสนุน

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. สนับสนุนให้มีการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทยว่า ก็ฟัง หัดฟังเขาบ้าง บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอ ใครจะพูดอะไรก็พูด ตนฟังทุกคน เมื่อถามว่าท้ายที่สุดแล้วฝ่ายบริหารจะต้องเป็นคนตัดสินใจใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็แล้วแต่ ต้องเสนอเข้าช่องทางมา อยากเสนออะไรก็เสนอมา ไปคุยกันมา เมื่อถามว่าถ้าจะทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้เห็นด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่รู้อย่าเพิ่งมาถาม ยังไม่คิดถึงเรื่องนี้เลย เอาเรื่องบ้านเมืองก่อน เรื่องนี้ก็ว่ากันไปเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ตนให้น้ำหนักการแก้ปัญหาเรื่องการเกษตร ฝนไม่ตก น้ำในเขื่อนไม่มี จะเป็นจะตายไม่สำคัญกว่าหรือ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีหลายมิติต้องพิจารณา เช่น เศรษฐกิจ ศาสนา วัฒนธรรม ต้องให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นคนตัดสินใจ ต้องพูดคุยกันด้วยเหตุผลว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ถ้ามีข้อเสียจะต้องตอบให้ได้ว่าจะต้องเตรียมการแก้ไขอย่างไร เช่น ด้านวัฒนธรรม ด้านสังคม ส่วนคนที่คิดก็ต้องหาทางว่าจะทำหรือไม่ทำ ตนให้ข้อคิดว่าจะมีหรือไม่ มีหลายมิติ ต้องพิจารณาให้ดี

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีสนับสนุนให้เปิดกาสิโนถูกกฎหมายว่า เครื่องมันแรงจึงต้องออกตัวแรง ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด แต่ไม่ได้ทะเลาะกัน การมีกาสิโนถูกกฎหมายเป็นการทำให้ประเทศชาติมีรายได้ ส่วนผลงานอาจจะออกมาหลังเกษียณอายุราชการก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยได้คิกออฟ และวันที่ 1 ก.ย. จะเปิดเว็บไซต์ ก่อนเกษียณอายุราชการ 1 เดือน เพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะมีกาสิโน ที่ผ่านมาไม่เคยทำประชามติฟังความคิดเห็นประชาชน ไม่เคยรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร

พล.อ.สมยศกล่าวว่า คนอยากจะเล่น กั้นคอกให้เขาเล่นเลย อย่าไปปิดกั้นหมดทุกอย่าง เปิดใจบ้าง และตั้งแต่ตนพูดมา วันนี้เจอใครยังไม่มีใครค้านเลย มีแต่คนกดไลค์ ที่ผ่านมาเรื่องการพนันเหมือนหนามยอกอกตำรวจ ไม่จับก็ถูกด่า หาว่ามีส่วยมีสินบน ซึ่งนี่เป็นปลายเหตุ ฉะนั้นมาช่วยกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สิ่งสำคัญรัฐบาลต้องพูดให้ชัดว่าเงินรายได้จะเอาไปทำอะไร ถ้าเอาไปช่วยเหลือคนยากจนคิดว่าเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และรายได้จากกาสิโน นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บอกว่า ปีหนึ่งประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ทำไมไม่เก็บเงินนี้ไว้พัฒนาประเทศ หากอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีกาสิโนตอนนั้นตนอาจจะตายไปแล้วก็ได้ ก็ให้ระลึกถึงตนสักนิดว่า สมยศเป็นคนต่อสู้ อยากมี

ต่อมาเวลา 12.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.สมยศ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า คนเล่นเราไม่ได้ให้คนยากคนจนเข้าไปเล่น ยกตัวอย่างว่ามีกาสิโนที่ จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ว่าโซนนิ่งเป็นอย่างไร อย่าง จ.อุบลราชธานี ถือโซนอีสานอาจจะห้ามคนอีสานไปเล่น ถ้าจะเล่นต้องนั่งเครื่องบินไป จ.ภูเก็ต หรือ จ.เชียงใหม่ คนจนไปได้ยากลำบาก เขาเรียกว่า วิธีตีกรอบ ตนศึกษาเรื่องนี้มามากกว่า 30 ปี และปัจจุบันรู้หรือไม่ว่า คนจีนเหมาเที่ยวบินชาร์เตอร์ไฟลต์มาเมืองไทยมาแค่ลงที่ จ.เชียงราย เพราะมีสนามบิน เสร็จแล้วข้ามแม่น้ำโขงไปเล่นการพนันฝั่งลาวที่คิงโรมัน หรือฝั่งพม่า ทำไมไม่เก็บเงินเหล่านี้ไว้ในประเทศเรา ถ้ากลัวคนไทยเล่นการพนัน ไม่เป็นไรห้ามคนไทยเข้าไปเล่นก็ได้ ศึกษาให้รอบคอบก่อนก็ได้

พล.ต.อ.สมยศกล่าวอีกว่า ตนพูดเรื่องนี้จะต้องมีคนหรือกลุ่มคนออกมาต่อต้าน เบื้องหลังคนกลุ่มนี้มาจากไหนก็คือเจ้าของบ่อนกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดที่เสียผลประโยชน์ อย่างบ่อนประเทศกัมพูชา คนไทยไปเล่นเกือบทั้งนั้น ถ้ามีบ่อนกาสิโนให้คนไทยเล่นใครเดือดร้อน ก็กลุ่มคนที่เปิดบ่อนกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้าน พวกนี้แหละ จะมาอยู่เบื้องหลังการต่อต้าน และหากมีกาสิโนตำรวจก็ดูแลง่ายขึ้น บ่อนการพนันอย่างเช่น บ่อนเตาปูน บ่อนลอยฟ้า บ่อนกิ่งเพชร หรือบ่อนแถวบางนา หรือบ่อนการพนันลักษณะดังกล่าวจะได้หมดไป อันนี้เรียกว่าวิธีแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปแปดเปื้อนหรือเป็นขี้ปากคนเรื่องส่วยเรื่องสินบน

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีบ้างหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า คิดว่าท่านคงเฝ้าดูตน คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านจะแสดงความคิดเห็นเหล่านี้ไม่ได้ ส่วนรัฐบาลคิดอย่างไรตนไม่ทราบ ยังเชื่อว่าน่าจะยังมีคนคิดแบบตนอีกเยอะ แต่ไม่กล้าพูด ส่วนคนที่คัดค้านก็คือคนที่หวังดีต่อประเทศชาติ แต่มองคนละมุม อย่ามาทะเลาะกัน ให้มาดีเบตกัน สิงคโปร์เศรษฐกิจเขาดีหรือไม่ สวิตเซอร์แลนด์เศรษฐกิจเขาเข้มแข็งหรือไม่ ทำไมเขาถึงมีบ่อนการพนัน เขามองเห็นประโยชน์ตรงนี้ แต่คนไทยบางคนจะหูหนวกตาบอดก็ช่วยไม่ได้

เมื่อถามว่า ถ้ามีคนสนับสนุนให้ ผบ.ตร.เป็นเจ้าภาพนั้น พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า เอาเลย ตอนนี้รู้สึกเบื่อแล้วที่จะให้ลูกน้องไปช่วยราชการ พอผู้กำกับไม่โดน รองผู้การไม่โดน ก็บอกว่า รุ่นเดียวกับ ผบ.ตร. รุ่นเดียวกับ ผบช.น. เลยไม่โดน อาจจะเพราะเป็น ผบ.ตร.เก็บความอึดอัดเรื่องนี้เอาไว้มานาน อึดอัดแทนผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ต่อไปจะได้ไม่ต้องพูดว่า ตำรวจรับเงินส่วย รับสินบนจากบ่อนการพนัน แก้ปัญหาให้ถูกจุด ทุกวันนี้ต้องการสร้างวิธีการหรือเครื่องมือให้ตำรวจไม่ถูกด่า สงสารลูกน้อง เวลาเซ็นคำสั่งช่วยราชการเหมือนกับพ่อแม่ตีลูก ถึงแม้โครงการพับไป ก็จะสร้างเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็น

พล.ต.อ.สมยศยังกล่าวต่อว่า ถึงจะเห็นด้วยจะคัดค้านอย่างไร วันที่ 1 ก.ย. จะเปิดเว็บไซต์แน่นอน ถ้าสังคมไม่เอาด้วยก็จบ ที่ผ่านมายังไม่มีใครมาพูดว่าไม่เห็นด้วยเลย ในที่ประชุม สนช.มีแต่คนเดินเข้ามาจับมือด้วย บางคนยังชูนิ้วโป้งให้ เรื่องนี้อย่าเอาท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามายุ่ง เพราะท่านไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนได้แสดงความคิดเห็น ตนเสนอแนะในฐานะของคนไทยคนหนึ่ง บังเอิญเป็น ผบ.ตร.พูดจึงมีน้องๆมาทำข่าว ถ้าเป็นนายสมยศ พวกเราก็ไม่ทำข่าว ที่พูดเพราะอยู่ตรงนี้มองเห็นปัญหา และปัญหาที่อยากจะแก้ที่สุดคือปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชา

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน นำโดยนายณัฐพงศ์ สำเภาแก้ว พร้อมด้วยสมาชิกเครือข่ายเยาวชน นักเรียน นักศึกษาจากหลายสถาบันจำนวนหนึ่ง ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.ผ่านนายคณพล ตุ้ยสุวรรณ หัวหน้าศูนย์รับฟังความคิดเห็น สปช.เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการตั้งบ่อนกาสิโนในประเทศไทย นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่ สปช.กลุ่มรักชาติเสนอถือเป็นการทำร้ายสังคมอย่างมาก ขอเรียกร้องให้ สปช.ทั้งหมดออกมาแสดงจุดยืนท่าทีว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สปช.แถลงว่า ในนาม สปช.กลุ่มรักชาติ ขอแสดงความชื่นชม และยกนิ้วให้ความกล้าหาญแก่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ที่สนับสนุนให้เปิดกาสิโน ทำให้กลุ่มรักชาติรู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยว และพร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย อยากให้ฝ่ายสนับสนุนออกมาแสดงความเห็นกันมากๆ เพื่อให้รัฐบาลประกอบการตัดสินใจ เมื่อถามว่า พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ประธานกลุ่มสปช.กลุ่มรักชาติ บอกว่าถ้านายกฯไม่เห็นด้วยก็พร้อมยุติ นายบุญเลิศตอบว่า ถ้านายกฯพูดชัดเจนว่าไม่เอา ก็ต้องยุติ แต่ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีใดๆจากรัฐบาล หากรัฐบาลจากการรัฐประหาร ซึ่งมีอำนาจเต็มยังทำไม่ได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็คงทำไม่ได้ วันที่ 22 มิ.ย. ทางกลุ่มจะประชุมกันอีกครั้ง

นายสิระ เจนจาคะ สปช.ด้านสังคม แถลงข่าวคัดค้านกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.สนับสนุนการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายว่า ผบ.ตร.ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาสิโน อยากให้ไปดูงานที่เมืองแมนเชสเตอร์ หรือลิเวอร์พูล ที่ไม่ได้เล่นการพนัน แต่ไปดูฟุตบอลสร้างรายได้และการท่องเที่ยว ส่วน ผบ.ตร. ระบุจะตั้งเพจเฟซบุ๊กและตั้งโต๊ะล่ารายชื่อสนับสนุนบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย หากทำจริงตนก็จะตั้งโต๊ะประจันหน้าคัดค้านทุกรูปแบบเช่นกัน และหากจะทำก็ควรลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร.เสียก่อน เพราะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ตนเคยเล่นการพนันมาและต้องสูญเสียลูกเมียและทรัพย์สินจนหมดตัว จึงไม่อยากให้คนไทยติดการพนัน ส่วนกลุ่ม สปช.รักชาติอยากให้หยุดความเคลื่อนไหวได้แล้ว ทำแบบนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของ สปช.ทั้งหมดเสียหายไปด้วย

ด้านนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. กล่าวว่า หากจะตั้งบ่อนกาสิโนจริง ขอให้ตอบคำถาม 3 ข้อ ให้ได้ก่อน คือ 1. หากมีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายแล้ว จะแก้ไขปัญหาบ่อนเถื่อนให้หมดไปได้อย่างไร 2. จะต้องควบคุมไม่ให้คนไทยเข้าไปเล่นในบ่อนกาสิโน โดยต้องกำหนดให้เฉพาะคนต่างชาติเข้าไปเล่น เหมือนที่ประเทศมาเลเซียทำ 3.สถานที่ตั้งบ่อนจะต้องอยู่ในพื้นที่เดินทางไปมาลำบาก ไม่ใช่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะตั้งบ่อนกาสิโน เพราะจะทำให้ประชาชนเข้าไปเล่นจำนวนมาก เกิดภาวะมัวเมาการพนัน แต่หากสร้างที่ชายแดนก็น่าพิจารณา เชื่อว่าประชาชนคงไปไม่มาก จะมีแต่คนชอบเล่นจริงๆ แต่หากจะมีการเปิดต้องมีการป้องกันที่ชัดเจน ต้องกำหนดให้ชัดว่าคนอายุเท่าไรถึงมีสิทธิเล่น มีจำนวนเงินเท่าไรถึงจะเล่นได้ และต้องศึกษารายละเอียดให้ถ่องแท้ว่าจะเกิดผลดีผลเสีย แต่ตนยังคิดว่าหากเปิดจริงจะได้ไม่เท่าเสีย

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ให้เสียงสนับสนุนข้อเสนอ สปช.กลุ่มรักชาติเป็นเรื่องฝนตกขี้มูลไหล คนที่ชอบของเหมือนๆกัน ผบ.ตร. ซึ่งเป็น สนช.และ คสช.รวม 3 ตำแหน่งในคนเดียว แสดงให้เห็นว่า สนช.และ คสช.บางส่วนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ แล้วอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร จึงเป็นหน้าที่ของผู้รักความเป็นธรรมคัดค้านอย่างเต็มกำลัง และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ปล่อยให้ พล.ต.อ.สมยศ ปฏิบัติสวนทางการปฏิรูปประเทศไทยที่เคยประกาศไว้ได้อย่างไร หากแค่การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯยังทำไม่ได้ แล้วจะอยู่ในอำนาจต่อไปทำไม ผู้คนจะเกิดวิกฤติศรัทธาส่วนตัวท่านเหมาะที่จะเป็นผู้นำประเทศ แต่ลูกน้องกำลังจะทำให้อำนาจท่านค่อยๆเสื่อมลง ถึงวินาทีที่ท่านต้องกล้าตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งแล้ว

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศ ไทย กล่าวว่า ผบ.ตร.ไม่ควรพูดเช่นนี้ เพราะขณะนี้ท่านยังทำหน้าที่เป็นผู้รักษากฎหมาย และกฎหมายไทยยังบัญญัติให้การเล่นบ่อนการพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่หากท่านพูดหลังเกษียณอายุราชการแล้วก็เป็นอีกเรื่อง ดังนั้นเท่ากับการส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยไม่เคารพกฎหมายหรืออย่างไร หรือส่งสัญญาณให้ลูกน้องตำรวจหลิ่วตาเรื่องบ่อนการพนัน ที่พูดนี่ ตนไม่ใช่พ่อใคร และฟันธงว่า หากทำบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายต่อไปจะมีการตั้งคณะกรรมการการพนันแห่งชาติ (กพช.) ก็จะมีการวิ่งเต้นเข้ามาเป็น กพช. ตนออกมาคัดค้าน เพราะจะเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมอื่นตามมา

นายกฤษฎา ตันสกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ และเป็นผู้บริหารโรงแรมรอยัลปาล์มป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต กล่าวถึงแนวความคิดเปิดกาสิโนที่ จ.ภูเก็ต ว่า ถ้ามองในด้านเศรษฐกิจเป็นผลดี แต่สำหรับภูเก็ตคิดว่ายังไม่จำเป็นในตอนนี้ เพราะการท่องเที่ยวยังคงเป็นตัวหลักที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัด การสร้างกาสิโนนั้นเหมาะกับบางจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวรองลงไป เช่น ที่จังหวัดระนองหรือจังหวัดอื่นๆ แต่ต้องดูปัจจัยอื่นๆ ประกอบอย่างรอบคอบ ที่ผ่านมามีกระแสต่อต้านมากพอสมควร

นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา กรรมการหอการค้าไทยมองว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลายภาคส่วนโดยเฉพาะการท่องเที่ยวยังไม่เห็นด้วยกับการให้มีกาสิโน แต่หลังจากภาวะเศรษฐกิจซบเซายังไม่ได้มีการหารือกัน คงต้องรอให้ประชุมร่วมกันอีกครั้ง
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ศาลปค.สูงสุด ไฟเขียวกม.สิทธิการตาย ชี้มีสิทธิปฏิเสธการรักษา เมื่อ: มิถุนายน 19, 2015, 01:06:38 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                       ศาลปค.สูงสุด ไฟเขียวกม.สิทธิการตาย ชี้มีสิทธิปฏิเสธการรักษา

โดย ไทยรัฐออนไลน์
19 มิ.ย. 2558 01:10
                                                                                        http://www.thairath.co.th/content/506046

       ศาลปค.สูงสุด ไฟเขียวกม.สิทธิการตาย ชี้เป็นสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายที่บุคคลมีสิทธิเลือก ขณะที่กระบวนการออกชอบด้วยกฎหมาย เนื้อหาไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือทำให้หมอทิ้งคนไข้ ไม่รักษา ระบุแม้คนไข้มีหนังสือแสดงเจตนา แต่หากหมอกระทำไม่ชอบก็ต้องรับผิด...

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ น.พ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล  ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข  ต่อศาลปครองสูงสุด เพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยึดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. 2553 

โดยศาลเห็นว่า กระบวนการออกกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นไปตามหลักการและวิธีการที่รัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 57 และกฎหมายบัญญัติไว้แล้วโดยก่อนออกกฎกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องนี้ได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการจัดสัมมนา เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ จึงแสดงให้เห็นว่า รัฐได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง

ส่วนเนื้อหาสาระของกฎกระทรวงดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า  สิ่งที่ยืนยันความเป็นมนุษย์ คือ เสรีภาพอันมิอาจก้าวล่วงได้ แต่เสรีภาพย่อมถูกจำกัดเมื่อล่วงล้ำเสรีภาพของบุคคลอื่นภายใต้การรับรองของรัฐธรรมนูญ เสรีภาพจึงเป็นการกระทำโดยอิสระของบุคคลที่มิได้อยู่ภายใต้บังคับของบุคคลอื่น

สำหรับสิทธินั้น เป็นเครื่องยืนยันถึงเสรีภาพดังกล่าวของบุคคล ทำให้มีสภาพบังคับต่อบุคคลภายนอกสิทธิและเสรีภาพ จึงเป็นสิ่งเดียวกันที่มิอาจแยกจากกันได้ ส่วนที่บุคคลใดเลือกที่จะมีชีวิตอยู่หรือเลือกที่จะไม่มีชีวิตนั้น ย่อมเห็นได้ชัดว่า เป็นเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย แต่การที่บุคคลแสดงเจตนาในการไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย ของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ซึ่งมีผลทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องเคารพการตัดสินใจดังกล่าวนั้น การดังกล่าวย่อมเรียกว่า สิทธิของบุคคล

ทั้งสิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิที่จะเลือกไม่มีชีวิตอยู่ แต่เป็นสิทธิในการเลือกที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลเพื่อที่จะได้ตายโดยธรรมชาติ  หากพิจารณาหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว การที่ให้บุคคลทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าว่า ไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยเป็นการยื่นความประสงค์ไว้ล่วงหน้าเพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบความประสงค์ ของตนว่าจะใช้สิทธิเช่นใดจึงไม่ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

อีกทั้งเมื่อพิจารณาถ้อยคำตามกฎกระทรวงดังกล่าว ก็ไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตลงโดยงดเว้นไม่ให้การรักษา หรือ การใช้ยาและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเพื่อยุติชีวิต  ถึงแม้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาประสงค์ จะให้ใช้วิธีการปล่อยให้ผู้คนเสียชีวิตลงโดยงดเว้นไม่ให้การรักษาหรือการใช้ยา และเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเพื่อยุติชีวิต ก็หาต้องตามกฎกระทรวงดังกล่าวไม่  และไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ประกาศใด  หากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข กระทำตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องถือว่ากระทำความผิดและไม่พ้นจากความรับผิดทั้งปวง

นอกจากนี้ การปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าว มิได้เป็นการทอดทิ้งผู้ที่พึ่งตนเองไม่ได้ เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมยังคงมีหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคอง ดังนั้นการออกกฎกระทรวงดังกล่าว จึงไม่ได้เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และองค์ประกอบอันมีความหมายในการปล่อยให้ผู้ที่ทำหนังสือแสดงเจตนาเสียชีวิตลง โดยงดเว้นไม่ให้การรักษา หรือการใช้ยา เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเพื่อยุติชีวิต แต่เป็นการรักษาอย่างประคับประคอง เพื่อให้ผู้ที่ทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวตายอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อมิให้ยื้อความตายอย่างสิ้นหวัง หรือ ทำให้ผู้นั้นต้องทรมานจากการเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลาทั้งๆ ที่หากไม่มีบริหารสาธารณะที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือ เพื่อยุติการทรมานจาการเจ็บป่วยแล้ว ผู้นั้นควรจะตายอย่างธรรมชาติแล้ว จึงวินิจฉัยว่า เนื้อหาสาระของกฎกระทรวงดังกล่าว ไม่ปรากฎว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 50 หรือ กฎหมายแต่อย่างใด.
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โป๊บฟรังซิสวิจารณ์ข้ออ้างของผู้เห็นการประจักษ์เม็ดจูกอร์เจที่ว่ารับสาส์นเป็นรายว เมื่อ: มิถุนายน 17, 2015, 11:14:27 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                   โป๊บฟรังซิสวิจารณ์ข้ออ้างของผู้เห็นการประจักษ์เม็ดจูกอร์เจที่ว่ารับสาส์นเป็นรายวันจากแม่พระ
                                  Pope Francis appears to criticize the Medjugorje visionaries claim to receive daily messages from Our Lady

BY DEACON NICK DONNELLY, ON NOVEMBER 15TH, 2013
Alan  Petervich  Update  JUNE  17TH , 2015

                                                                          http://protectthepope.com/?p=9160

      During a recent homily at one of his daily Masses at St Martha’s Pope Francis appears to criticise the  Medjugorje visionaries claim to receive daily messages from Our Lady, ‘“But I know a visionary, who receives letters from Our Lady, messages from Our Lady”. And the Pope commented: “But, look, Our Lady is the Mother of everyone! And she loves all of us. She is not a postmaster, sending messages every day.”

ระหว่างการเทศน์เร็วๆนี้ในการทำมิสซาประจำวันที่หอพักเซ็นต์มาร์ทา โป๊บฟรังซิสปรากฎว่าวิจารณ์ข้ออ้างของบรรดาผู้เห็นการประจักษ์ที่เม็ดจูกอร์เจที่ว่าได้รับสาส์นประจำวันจากแม้พระ   “ แต่อาตมารู้จักผู้เห็นการประจักษ์คนหนึ่ง  ซึ่งรับจดหมายจากแม่พระ สาส์นจากแม่พระ “  และโป๊บวิจารณ์ว่า : แต่ ดูซิ  แม่พระเป็นแม่ของทุกคน! และพระนางรักเราทุกคน  แม่พระไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์  ที่ส่งสาส์นให้ทุกวันนะ “

Pope Francis’ criticism was part of his more general critique of a curiosity that seeks after miracles:
‘The Kingdom of God is among us: do not seek strange things, do not seek novelties with this worldly curiosity. Let us allow the Spirit to lead us forward in that wisdom, which is like a soft breeze. This is the Spirit of the Kingdom of God, of which Jesus speaks. So be it.”

การวิพากษ์วิจารณ์ของโป๊บฟรังซิส เป็นส่วนหนึ่งของการวิจารณ์ปกติทั่วไปในเรื่องน่าสนใจ ที่ค้นหากันหลังมีอัศจรรย์มากมาย คือ :                 ‘ อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกเรา  อย่าแสวงหาสิ่งแปลกๆ  อย่างแสวงหาสิ่งใหม่ๆจากความสนใจของโลกนี้   ให้เราอนุญาตให้พระจิตนำพวกเราไปข้างหน้าในความปรีชาญาณนั้น  ซึ่งเหมือนสายลมอ่อนๆ  นี้คือจิตวิญญาณของอาณาจักรพระเจ้า ซึ่งพระเยซูเจ้าตรัสถึง  ก็จะเป็นเช่นนั้น “
 
In the Gospel, the Pope underlined, “we find ourselves before another spirit, contrary to the wisdom of God: the spirit of curiosity”.
ในพระวรสาร โป๊บเน้นว่า “ เราพบตัวเราเองก่อนจิตใดๆ  ตรงข้ามกับปรีชาญาณของพระเจ้า คือ จิตแห่งความอยากรู้อยากเห็น “

“And when we want to be the masters of the projects of God, of the future, of things, to know everything, to have everything in hand… the Pharisees asked Jesus, ‘When will the Kingdom of God come?’ Curious! They wanted to know the date, the day… The spirit of curiosity distances us from the Spirit of wisdom because all that interests us is the details, the news, the little stories of the day. Oh, how will this come about? It is the how: it is the spirit of the how! And the spirit of curiosity is not a good spirit. It is the spirit of dispersion, of distancing oneself from God, the spirit of talking too much. And Jesus also tells us something interesting: this spirit of curiosity, which is worldly, leads us to confusion.”

“ และเมื่อเราต้องการเป็นผู้จัดการโครงการของพระเจ้า ของอนาคต ของสิ่งต่างๆ  เพื่อจะรู้ทุกสิ่ง  มีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือ ... พวกฟารีสีถามพระเยซูเจ้าว่า ‘ เมื่อใดอาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึง? ‘ สนใจอยากรู้มาก! พวกเขาต้องรู้วันที่  วัน.... จิตแห่งความสนใจอยากรู้ดึงเราให้ห่างจากจิตแห่งปรีชาญาณ เพราะว่าทั้งหมดที่เราสนใจก็คือรายละเอียดต่างๆ  ข่าวสารต่างๆ  เรื่องเล็กๆน้อยๆปลีกย่อยของวัน  โอ  สิ่งนี้จะมาได้อย่างไร?  มันหมายถึง อย่างไร คือ มันเป็นจิตของคำ อย่างไรไง!  และจิตแห่งความสนใจอยากรู้มิใช่จิตที่ดี  มันเป็นจิตของความแปรปรวนกระจายไป ของการทำให้ตัวเองห่างจากพระเจ้า  จิตแห่งการพูดมากเกินไป  และพระเยซูยังบอกพวกเราอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ว่า จิตแห่งความสนใจอยากรู้ ซึ่งเป็นทางโลก มันนำเราไปสู่ความโกลาหลวุ่นวาย “

Curiosity, the Pope continued, impels us to want to feel that the Lord is here or rather there, or leads us to say: “But I know a visionary, who receives letters from Our Lady, messages from Our Lady”. And the Pope commented: “But, look, Our Lady is the Mother of everyone! And she loves all of us.   She is not a postmaster, sending messages every day.”   Such responses to these situations, he affirmed, “distance us from the Gospel, from the Holy Spirit, from peace and wisdom, from the glory of God, from the beauty of God.”  “Jesus says that the Kingdom of God does not come in a way that attracts attention: it comes by wisdom.”

พระสันตะปาปากล่าวต่อว่า ความสนใจอยากรู้ มันผลักดันเราให้ต้องการที่จะรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ที่นี่หรืออาจตรงนั้น  หรือนำเราให้พูดว่า  : “ แต่ฉันรู้จักผู้เห็นการประจักษ์คนหนึ่ง  ซึ่งรับจดหมายหลายฉบับจากแม่พระ  สาส์นจากแม่พระ “  และโป๊บวิจารณ์ว่า “ แต่ ดูนี่ซิ   พระนางเป็นแม่ของทุกคน! และแม่พระรักเราทุกคน   แม่พระไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์  ที่ส่งสาส์นให้ทุกวัน “  คำตอบเช่นนั้นต่อสถานการณ์เช่นนี้ โป๊บยืนยัน “ ทำให้เราห่างไกลจากพระวรสาร จากพระจิตเจ้า จากสันติและความปรีชาญาณ  จากพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า   จากความหมดจดสวยงามของพระเจ้า “   “  พระเยซูตรัสว่า อาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้มาในวิธีที่ดึงดูดความสนใจ  : แต่มาโดยปรีชาญาณ “

“ ‘The Kingdom of God is among you,’ said Jesus, and it is this action of the Holy Spirit, which gives us wisdom and peace. The Kingdom of God does not come in (a state of) confusion, just as God did not speak to the prophet Elijah in the wind, in the storm (but) he spoke in the soft breeze, the breeze of wisdom.”

“ ‘ อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ‘ พระเยซูเจ้าตรัส และเป็นการกระทำของพระจิตเจ้า  ซึ่งประทานความปรีชาญาณและศานติแก่พวกเรา  อาณาจักรของพระเจ้ามิได้มาใน (ลักษณะสภาวะ) ความระส่ำระสาย  เพียงที่พระเจ้ามิได้ตรัสแก่ประกาศกเอลิยาห์ในท่ามกลางลม  ท่ามกลางพายุ (แต่) พระองค์ตรัสในสายลมอ่อนๆ  สายลมอ่อนๆของความปรีชาญาณ

“Saint Teresa of the Child Jesus would say that she had always to stop herself before the spirit of curiosity,” he said. “When she spoke with another sister and this sister was telling a story about the family, about people, sometimes the subject would change, and she would want to know the end of the story. But she felt that this was not the spirit of God, because it was a spirit of dispersion, of curiosity.

“ นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูคงกล่าวว่าตัวท่านจะหยุดตัวเองเสมอก่อนจิตสนใจอยากรู้ “ “  เมื่อท่านพูดกับซิสเตอร์คนอื่นและซิสเตอร์คนนี้กำลังพูดเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว  ผู้คน  บางเวลาเรื่องก็เปลี่ยนไป และท่านประสงค์จะรู้ตอนจบของเรื่อง  แต่ท่านรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่จิตวิญญาณของพระเจ้า  เพราะว่าเป็นจิตแห่งความแปรปรวนกระจายไป ของความสนใจอยากรู้.

Protect the Pope comment:

When the Holy Father’s criticism is set in the context of Archbishop Müller’s directive to the US Church via the Apostolic Nuncio that the faithful must not attend meetings that accept the authenticity of the Medjugorje apparitions it appears that the Holy See is gradually preparing the faithful for the report of the special commission set up to investigate the truth, or otherwise, of the alleged Marian apparitions of Medjugorje.

จงปกป้องคำวิจารณ์ของโป๊บ :

 เมื่อการวิพากษ์วิจารณ์ของพระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์วางอยู่ในบริบทของคำชี้แจงแนะนำของพระอัครสังฆราชมึลเลอร์ ต่อศาสนจักรสหรัฐ ผ่านทางท่านสมณทูต สมณกระทรวง ( Apostolic Nuncio)ว่าสัตบุรุษผู้เชื่อต้องไม่เข้าร่วมการประชุมพบปะที่ยอมรับการได้รับการรับรองว่าเชื่อถือได้ของการประจักษ์ที่เม็ดจูกอร์เจ  ก็เหมือนแสดงให้เห็นว่าสันตะสำนักทีละขั้น กำลังเตรียมสัตบุรุษเพื่อรับรายงานของคณะกรรมการพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบสวนความจริง หรือมิฉะนั้น ของการประจักษ์ของแม่พระที่กล่าวอ้างที่เม็ดจูกอร์เจ

http://en.radiovaticana.va/news/2013/11/14/pope:_the_spirit_of_curiosity_distances_one_from_god/en1-746498

 
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ผู้วินิจฉัยตัดสินคดีในนามสันตะสำนัก --Pontifical Commissary เมื่อ: มิถุนายน 14, 2015, 11:15:18 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                              ผู้วินิจฉัยตัดสินคดีในนามสันตะสำนัก-- Pontifical Commissary

From Wikipedia, the free encyclopedia
Alan  Petervich Update  June 14, 2015

       ท่านสมาชิกคงจำได้ว่า เว็บไซต์ชมรมคนโสดคาทอลิก ได้เคยนำข้อมูลเกี่ยวกับการขับไล่ซิสเตอรกลารา กาปูชิน จำนวน 12 ท่านออกไปจากสภาวะนักบวช หรือออกไปจากอาศรมของพวกเธอ  โดยมีประกาศออกมาจากสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย  ที่อ้างกฤษฎีกาของสมณกระทรวงว่าด้วยนักพรตและนักบวชผู้ถวายตัว  เนื่องจากมีการกล่าวหาว่า  บรรดาซิสเตอร์เหล่านั้นประพฤติผิดหลักการของพระศาสนจักรในข้อร้ายแรงหลายประการ  จึงต้องประกาศกฤษฎีกาลงชื่อผู้มีอำนาจ สั่งให้ผู้ทำผิดกฎหมายพระศาสนจักรและผิดต่อระเบียบข้อบังคับของคณะนักพรตที่คนเหล่านั้นต้องถือปฏิบัติ แล้วไม่ยอมปฏิบัติตาม  เรื่องที่พวกเราสงสัยมากก็คือว่า   กระบวนการออกกฤษฎีกาขับไล่นักพรตออกจากอาศรมของพวกเขานั้น  มีหลักปฏิบัติอย่างไร  ทุกคนเมื่อรู้เรื่องร้ายแรงขนาดนี้ ก็เลยพลอยอยากจะทราบรายละเอียดต่างๆไปพร้อมๆกับผู้ใหญ่ของพระศาสนจักร ด้วย

       แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ปรากฎว่ามีการอธิบายเรื่องราวที่ว่าให้แจ่มแจ้งในทางใด  ชมรมคนโสดคาทอลิกจึงได้พยายามสานต่อ ล้วงลึกลงไปเพื่อนำข้อมูลที่ถูกต้องมานำเสนอพวกเรา  และคงไม่ผิดหวัง  เรามีข้อมูลที่ท่านอยากรู้ มาเสนอณ ที่นี่แล้วครับ  เชิญติดตาม :

       สาเหตุที่ผู้ใหญ่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของชีลับกลาริส กาปูชินเป็นอย่างไร  ก็เป็นไปตามที่ทราบกันทั้งหมดนั้น

       จากเรื่องที่ผิดวินัยและข้อบังคับพระศาสนจักรร้ายแรง  ผู้ใหญ่ในประเทศไทยจึงนำเรียนให้วาติกันและสันตะสำนักทราบตามระเบียบ เพื่อให้ผู้ใหญ่จัดการตามหน้าที่ต่อไป  แต่ที่พวกท่านต้องรู้ก็คือ คณะชีลับ หรือ ชีมืดนี้ ไม่เหมือนคณะชีหรือซิสเตอร์แบบสอนเรียนสอนคำสอนทั่วไป  เพราะชีลับเมื่อจะตั้งคณะต้องได้รับการรับรองจากสันตะสำนักเสมอ  และเมื่อเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของสันตะสำนักจะเข้ามาดูแลจัดการเอง  นี่แหละคือเรื่องที่พวกเราหลายคนไม่ทราบ  อยากทราบจริงๆก็คงต้องตามอ่านนะครับ

        วิธีที่วาติกันร่วมกับสันตะสำนักปฏิบัติก็คือ สมณกระทรวงว่าด้วยนักพรตและผู้ถวายตัวจัดการก็คือ  โดยอนุมัติของพระสันตะปาปา(กรณีนี้คือพระสันตะปาปาฟรังซิส)หรือสันตะสำนัก ได้ออกกฤษฎีกาแต่งตั้ง Pontifical Commissary ขึ้นมาเพื่อเป็นคณะผู้วินิจฉัยและตัดสินคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  และ " คณะผู้วินิจฉัยและตัดสินคดี " นี่เอง ที่ทำให้เกิดปัญหา  เพราะคาทอลิกอยากทราบว่า  ท่านเหล่านี้เป็นใคร  และทำไมจึงตั้งขึ้นมาอีก  เนื่องจากว่าในการวินิจฉัยและตัดสินคดีนั้น  คาทอลิกไทยมีคณะผู้วินิจฉัยตัดสินคดีเป็นผู้พิพากษาและมีศาลชั้นต้น  ศาลอุทธรณ์ และศาลสูงอยู่แล้ว   ตามเรามาครับ  เรากำลังจะนำเสนอรายละเอียดแก่ท่านตรงนี้แล้ว  เชิญติดตามครับ :

                                                                                      ผู้วินิจฉัยตัดสินคดีในนามสันตะสำนัก
                                                                           Commissary Apostolic or Pontifical Commissary

From Wikipedia, the free encyclopedia

       A Commissary Apostolic (Latin Commissarius Apostolicus) is Commissary (i.e. one who has received power from a legitimate superior authority to pass judgment in a certain cause or to take information concerning it) who has been appointed by the pope, hence commissary Apostolic.

ผู้วินิจฉัยตัดสินคดี ( Commissary Apostolic ลาติน Commissarius Apostolicus ) คือ  Commissary ( คือผู้หนึ่งที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้ทรงอำนาจชั้นสูงอย่างถูกต้อง เพื่อออกคำตัดสินในเหตุบางประการ หรือ รับเอาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น) ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยพระสันตะปาปา นั่นเองจึงเรียกกันว่า Commissary Apostolic หรือ ผู้วินิจฉัยตัดสินคดีในนามสันตะสำนัก

History  ประวัติที่มา

The custom of appointing such commissaries by the Holy See is a very ancient one. A noteworthy instance is the commission issued to St. Cyril of Alexandria by Pope Celestine I, in the early part of the fifth Century, by which that holy patriarch was empowered to judge Nestorius in the pope's name. English history furnishes, among other instances, that of the commission which constituted Cardinal Wolsey and Cardinal Campeggio papal representatives for the judicial hearing of the divorce case of king Henry VIII Tudor.

ประเพณีของการแต่งตั้งผู้วินิจฉัยตัดสินคดีในนามสันตะสำนักเช่นนั้น เป็นเรื่องเก่าแก่เรื่องหนึ่ง  เรื่องน่าสนใจก็คือ หน้าที่มอบหมายส่งให้นักบุญซีริลแห่งอาเล็กซานเดรีย โดยพระสันตะปาปาเซเลสไตน์ที่ 1  ในช่วงต้นของศตวรรษที่ห้า  ซึ่งโดยคำสั่งนั้นพระอัยกาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ได้รับมอบอำนาจให้ตัดสิน เนสโตรีอูส ในนามของพระสันตะปาปา   ประวัติศาสตร์อังกฤษได้ตกแต่งเตรียมพร้อม ในอีกเรื่องว่า ที่เกี่ยวกับกฤษฎีกาการแต่งตั้ง ซึ่งสถาปนา Cardinal Wolsley และ Cardinal Campeggio เป็นตัวแทนพระสันตะปาปา เพื่อการพิจารณาตัดสินเรื่องคดีหย่าร้างของพระเจ้าเฮ็นรี่ที่แปดทิวดอร์

Sometimes Apostolic commissions are constituted permanently by the Holy See. Such are the various Roman congregations presided over by the cardinals.
บางเวลา  คณะผู้วินิจฉัยตัดสินคดี ถูกแต่งตั้งถาวรโดยสันตะสำนัก  เช่นสมณกระทรวงโรมันต่างๆที่มีประธานเป็นพระคาร์ดินัลทั้งนั้น

The full extent of the authority of commissaries Apostolic must be learnt from the diploma of their appointment. The usual powers which they possess, however, are defined in the common law of the Church. Commissaries can be empowered not only for judicial but also for executive purposes. When a papal commission mentions explicitly certain persons and certain things as subject to the authority of a commissary, and then adds in general that "other persons and other things" (quidam alii et res aliœ) are also included, it is understood that the latter phrase refers only to persons and things of equal or lower importance than those that are expressly named, and under no circumstances can the commissary's power extend to what is higher or more dignified (Cap. xv, de rescript.).

ขอบเขตเต็มที่ของอำนาจจัดการของบรรดาผู้วินิจฉัยตัดสินคดีของสันตะสำนัก ต้องศึกษาจากหนังสือเอกสารแต่งตั้งพวกเขา  อย่างไรก็ดี อำนาจตามที่เคย ซึ่งพวกเขามีอยู่ ได้รับการจำกัดความไว้ในกฎหมาย common law ของพระศาสนจักร   ผู้วินิจฉัยตัดสินคดีสามารถได้รับอำนาจปฏิบัติ มิใช่เพียงออกคำตัดสินเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจเพื่อวัตถุประสงค์ทางการบริหารด้วย   เมื่อผู้วินิจฉัยตัดสินคดีของสันตะปาปาคณะหนึ่งระบุอ้างอิงอย่างชัดแจ้งถึงบุคคลใดและสิ่งใด ว่าขึ้นกับอำนาจของผู้วินิจฉัยตัดสินคดีคนใดคนหนึ่ง  และแล้วเพิ่มทั่วๆไปว่า “ บรรดาบุคคลอื่นและสิ่งอื่นๆ” (quidam alii et res aliœ) ทั้งหมดก็รวมด้วยนั้น   ก็เป็นที่เข้าใจว่า วลีหลัง อ้างอิงเพียงบรรดาบุคคลและสิ่งต่างๆที่ความสำคัญเสมอกัน หรือต่ำกว่า บรรดาสิ่งเหล่านั้นที่ระบุชื่อชัดเจน  และไม่มีกรณีแวดล้อมใด ที่อำนาจของผู้วินิจฉัยตัดสินคดีจะขยายไปถึงสิ่งที่อยู่สูงกว่าหรือสง่างามกว่า (cap.xv, de rescript.)

       If a bishop be appointed commissary Apostolic in matters that already belong to his ordinary (mainly diocesan) jurisdiction, he does not thereby receive a delegated jurisdiction superadded to that which he already possessed; such an Apostolic commission is said to 'excite', not to alter, his ordinary jurisdiction.
As a Commissary Apostolic is a delegate of the Holy See, an appeal may be made to the Pope against his judgments or administrative acts.

ถ้าพระสังฆราชองค์หนึ่งถูกแต่งตั้งเป็นผู้วินิจฉัยตัดสินคดีในเรื่องที่ขึ้นกับเขตอำนาจปกติ(ส่วนใหญ่เกี่ยวกับสังฆมณฑล) ถ้าเช่นนั้นเขาไม่ได้รับเขตอำนาจที่แต่งตั้งมาเพิ่มเติมอีกในสิ่งที่เขาครอบครองอยู่แล้ว  การแต่งตั้งผู้วินิจฉัยตัดสินคดีของสันตะสำนักดังกล่าวถือว่าเป็น ‘ excite – ทำให้ตื่นเต้น ‘ แต่ไม่เปลี่ยนแปลง ขอบเขตอำนาจปกติของเขา.
 
      โดยที่ผู้วินิจฉัยตัดสินคดีของสันตะปาปาเป็นผู้แทนของสันตะสำนัก  การอุทธรณ์คดีความอาจต้องยื่นเสนอต่อพระสันตะปาปา เพื่อการตัดสินของพระองค์หรือกิจกรรมทางการบริหารอื่นๆ.

When several commissaries have been appointed for the same case, they are to act together as one; but if, owing to death or any other cause, one or other of the commissaries should be hindered from acting, the remaining members have full power to execute their commission. In case the commissaries be two in number and they disagree in the judgment to be given, the matter must be decided by the Holy See.

เมื่อผู้วินิจฉัยตัดสินคดีหลายคณะได้รับแต่งตั้งสำหรับคดีเดียวกัน  พวกเขาต้องทำงานด้วยกันด้วยการรวมเป็นหนึ่ง  แต่ถ้า มีความตายของกรรมการคนหนึ่งหรือสาเหตุอื่นใด   ผู้วินิจฉัยคณะหนึ่งหรือคณะอื่นอาจไม่สามารถทำงานได้  สมาชิกที่เหลือมีอำนาจเต็มที่ที่จะบริหารคณะกรรมการของพวกเขา  ในกรณีกลุ่มผู้วินิจฉัยตัดสินคดีเป็นสองคณะและไม่เห็นพ้องกันในการออกคำตัดสิน  เรื่องดังกล่าวต้องได้รับการตัดสินจากสันตะสำนัก.

A commissary Apostolic has the power to subdelegate another person for the cause committed to him, unless it has been expressly stated in his diploma that, owing to the importance of the matter at issue, he is to exercise jurisdiction personally.

ผู้วินิจฉัยตัดสินคดีของสันตะสำนักคนหนึ่ง มีอำนาจที่จะมอบหมายแต่งตั้งคนอื่นเพื่อกรณีที่มอบหมายแก่เขา  นอกจากว่ามีการยืนยันอย่างชัดเจนในการแต่งตั้งของเขาว่า โดยที่เป็นความสำคัญของเรื่องที่มอบหมายนั้น  เขาจะต้องเป็นผู้ดำเนินการในขอบเขตอำนาจส่วนตนเท่านั้น

By the plenitude of his power, the Pope can constitute a layman commissary Apostolic for ecclesiastical affairs, but according to the common canon law only prelates or clerics of the higher orders should receive such a commission (Lib. Sext., c. II, de rescr., 1, 3). The Council of Trent (Sess. XXV, c. xvi, de Ref.) prescribes that each bishop should transmit to the Holy See the names of four persons capable of receiving such delegation for his diocese. It has consequently become customary for the Pope to choose commissaries Apostolic from the locality where they are to investigate or pass judgment or execute a mandate.

ด้วยความหลากหลายของอำนาจของพระองค์  พระสันตะปาปาสามารถแต่งตั้งผู้วินิจฉัยตัดสินคดีที่เป็นฆราวาสเพื่องานของพระศาสนจักร  แต่ ตามกฎหมายพระศาสนจักรปกติ  เพียงมุขนายกหรือสมณะที่สมณศักดิ์สูง ควรได้รับการแต่งตั้งเช่นนั้น (Lib. Sext., c. II, de rescr., 1, 3)   สังคายนาเตรนท์ (Sess. XXV, c. xvi, de Ref.) ระบุว่าพระสังฆราชแต่ละองค์ต้องส่งชื่อของบุคคลสี่คนที่มีความสามารถที่จะรับการแต่งตั้งเช่นนั้นเพื่อสังฆมณฑลของตน  ดังนั้นมันจึงเป็นธรรมเนียมสำหรับพระสันตะปาปาที่จะเลือกผู้วินิจฉัยตัดสินคดีจากสถานที่ ที่ซึ่งพวกเขาจะเป็นผู้สอบสวนหรือออกคำตัดสิน หรือบริหารคำสั่งใดๆ.

Source

•   Catholic Encyclopedia article

        This article incorporates text from a publication now in the public domain: Herbermann, Charles, ed. (1913).

        Catholic Encyclopedia. Robert Appleton Company.
 




                                                                              
หน้า: [1] 2 3 ... 91