แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 86
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ความจริงอีกหนึ่งมุมมองจากซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน- ไม่อ่านจะเสียใจ! เมื่อ: มีนาคม 22, 2015, 08:19:44 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

      เรื่องการห้ามรับศีล

      มีอีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกสงสารกลุ่มนี้มาก คือ เมื่อวันศุกร์ 30 พฤษภาคม 2014 คุณพ่ออันตน วาลเซ็กกีมาทำมิสซาที่อารามท่าแร่ และในวันนั้นพี่น้องกลุ่มนี้ได้มาร่วมมิสซา และก่อนที่จะรับศีลมหาสนิทขณะที่คุณพ่ออยู่บนพระแท่นคุณพ่อได้ประกาศว่า " พ่อต้องประกาศเรื่องหนึ่งให้สัตบุรุษทราบว่า ผู้หญิงที่ใส่ชุดสีม่วงเคยถวายตัวตลอดชีวิตในคณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชินที่อุบล สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานแสดงว่ากลุ่มนี้ไม่ได้ถวายตัวแด่พระเจ้าแล้ว แต่ถวายตัวแก่ปีศาจ เพราะฉะนั้นห้ามรับศีล พ่อไม่ให้ทุรจารศีลมหาสนิทอีกต่อไป ถ้าหลังพิธีพวกเขาอยากจะแก้บาป ซึ่งพ่อก็ได้แน่ใจว่ามีหลายๆเรื่องที่ยังไม่ได้รับศีลอภัยบาป และเหมาะสมที่จะรับศีลอภัยบาป ที่หลังจึงจะโปรดศีลมหาสนิทแต่ตอนนี้ห้ามมา พ่อไม่ให้ทุรจารศีลมหาสนิทอีกต่อไป "  และหลังจากจบพิธีมิสซาพ่อมาถามพี่น้องกลุ่มนี้ว่า มีใครจะแก้บาปไหม และในพวกเขาก็ไม่มีใครตอบ
พ่อพูดทันทีว่า "ไม่แก้บาป เป็นนักบุญแล้ว ดี ๆ เป็นนักบุญแบบนี้ตกนรกแน่นอน"

      สาเหตุมีอยู่ว่า พี่น้องกลุ่มนี้ได้มาหาคุณพ่อ และเมื่อได้เผชิญหน้ากับคุณพ่อแล้ว มีคนหนึ่งในกลุ่มนี้ได้มีลักษณะของจิตที่ไม่ดีสิงอยู่ และต้องการทำร้ายคุณพ่อ แต่คุณพ่อได้บีบคอคนนี้ไว้ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง ดิฉันขอถามว่า หากแม้จะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทำไมคุณพ่อไม่หาทางช่วยเหลือพี่น้องคนนี้ แต่กลับประกาศและตัดสินพวกเขาทั้งกลุ่มเช่นนี้ คิดว่านี่คือวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง บนพื้นฐานความรัก ความเมตตาตามคำสอนแห่งพระวรสารหรือ?

ที่หมู่บ้านท่าแร่

      เรื่องข่าวเกี่ยวกับกลุ่มคุณแม่อิมมาโกลาตาที่หนักๆ ขณะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านท่าแร่  ดิฉันเล่าได้เพราะได้ยินกับหูค่ะ เช่น เรื่องการใส่ชุดสีม่วงของกลุ่มนี้ที่ทางพระคุณเจ้าจำเนียร บอกกับสภาสงฆ์ของมิสซังว่า มาจากการที่อ.แจ็คไปเอาลัทธินี้มาจากญี่ปุ่น  ซึ่งไม่เป็นความจริงและสามารถพิสูจน์ความจริงได้  แต่ท่านก็ไม่เคยพิสูจน์ความจริงก่อนพูดเลย   และพระคุณเจ้าจำเนียรยังประกาศกับบรรดาพระสงฆ์ว่า ห้ามติดต่อและมองตากลุ่มนี้เดี่ยวจะโดนสะกดจิต   และเอาประกาศของสภาพระสังฆราชเรื่องการพ้นสภาพการเป็นนักบวชของกลุ่มนี้มาอ้าง แล้วบอกกับที่ประชุมของสภาอภิบาลวัดต่างๆว่า ห้ามทำบุญกับกลุ่มนี้ จนมีคนบ่นว่าทำไมใจร้ายจัง เขาเป็นผู้หญิงช่วยตัวเองยังไม่ได้เลย  ทำไมไม่ให้ช่วย   คุณพ่อสมยศ  เทพสมุทร อดีดเจ้าวัดหนองบัวทอง ยังประกาศกับสัตบุรุษว่าห้ามช่วยกลุ่มนี้ไม่เช่นนั้น จะไม่ให้ฝังในป่าช้า  และคุณพ่อหล่อบอกกับเด็กนักเรียนคำสอนว่าถ้าช่วยกลุ่มนี้ จะถูกตัดออกจากพระศาสนจักร 

      และยังมีสัตบุรุษมาเล่าให้เราฟังอีกว่าเป็นบรรดาพระสงฆ์นักบวชเองที่เล่าเรื่องราวต่างๆให้พวกเขาฟัง  เช่นบอกว่าเขาเป็นผีปอบ จนทำให้ชาวบ้านรังเกียจกลุ่มนี้ โดยเน้นแต่ว่ากลุ่มนี้ทำความผิดจนชาวบ้านรังเกลียด อยากจะเดินขบวนไล่  และไม่คุยด้วย จนในที่สุด เกือบจะไม่มีใครยอมพูดคุยกับพวกเขาด้วย แม้แต่คนขับรถสองแถวที่มารับส่งและคนที่มาช่วยพวกเราก็ถูกกล่าวหาว่า ถูกครอบงำ แต่พวกเขาก็ไม่เคยตอบโต้อะไร   มีแม้การพูดในหมู่พระสงฆ์ท่าแร่ว่า ถ้าหากกลุ่มเสื้อสีม่วงมาอยู่ต่อหน้าจะทำอย่างไร  พระสงฆ์องค์หนึ่งตอบว่า จะกระโดดถีบให้  มีเพียงเจ้าของบ้านที่ให้ที่อยู่อาศัยกับสัตบุรุษอีกเพียงไม่กี่คนที่ยินดีช่วยเหลือกลุ่มนี้ แม้ต้องรับการกดดันด้วยก็ตาม

      ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น    ซึ่งดำเนินมาได้ปีกว่าแล้วและทางคุณแม่ อิมมาโกลาตา กับสมาชิกกลุ่มมิได้ตอบโต้กลับแต่อย่างใด   พวกเขาต้องรับกระแสของความอยุติธรรม   คำพูดของผู้ใหญ่-และคณะที่อ้างตนเป็นผู้มีความรัก-เมตตา-ให้อภัย    แต่กลับแสดงพฤติกรรมตรงข้าม      หากท่านเหล่านี้ปฏิบัติตามจิตตารมณ์พระวรสารของพระเยซูเจ้าเรื่องคงจบลง เมื่อคุณแม่ อิมมาโกลาตา และสมาชิกกลุ่มนี้ขอลาออกไปแล้ว      แต่ดิฉันมิได้เห็นเช่นนั้น   เรื่องราวยังคงเป็นที่กล่าวขานกันในบรรดาผู้ใหญ่พระศาสนจักร   ในหมู่พระสงฆ์-นักบวชที่ให้ตัวเองเป็นเครื่องมือทำความชั่ว    มีการพูดถึงพวกเขาในแบบต่างๆนาๆ และไม่อยากให้เขาอยู่ในสังฆมณฑล ซึ่งจริงแล้วพวกเขามีสิทธิ์อยู่ได้ทุกที่ในฐานะคนไทย

      กลุ่มสมาชิกอารามกลาริส กาปูชิน อุบล ได้ลาออกแล้วและปรารถนาจะอยู่อย่างสันติเพื่อติดตามแนวทางซึ่งพวกเขามั่นใจว่าเป็นแผนการของพระ    แต่สิ่งดังกล่าวยังเป็นผลสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน   มีคนคอยติดตาม  บางครั้งถูกผู้ใหญ่หรือพระสงฆ์-นักบวชบางคนส่งมาเพื่อติดตาม  สืบถาม ถ่ายภาพ...
 
      จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน  ตั้งแต่พระสมณทูต พอลชาง อิน-นัม   มงซินญอร์วิษณุ  ธัญญอนันต์   พระสังฆราชจำเนียร  สันติสุขนิรันดร์   บรรดาพระสังฆราช  คณะผู้วินิจฉัย  และ สหพันธ์นักบุญกลาราอันประกอบด้วย
                 คุณแม่เกียรา ศรินธร ศรินธร เหตพิทยฉายา   ประธานสหพันธ์ฯ
                 ซิสเตอร์เวโรนีกา พรวิภา ลิมาลัย รองประธานสหพันธ์ฯ
                 ซิสเตอร์กราเซีย สุปราณี ฉัตรบรรยงค์  ที่ปรึกษาสหพันธ์ฯ
                 ซิสเตอร์อันนูนเซียตา จุฬาลัย  เหลือหลาย ที่ปรึกษาสหพันธ์ฯ
                 ซิสเตอร์เลตีเซีย วรินธร ดวงแก้ว ที่ปรึกษาสหพันธ์ฯ
                 คุณแม่โยวันนา กาเตลลานี (ประธานสหพันธ์กิตติมศักดิ์และที่ปรึกษากิตติคุณ)
                 คุณพ่ออันตน วาลเซ็กกี  อัสซิสเตนเต 
                 และฆราวาสที่มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วยตัวเองเลย   

                 ท่านจะตอบและรับผิดชอบอย่างไรต่อหน้าพระ ในเมื่อพวกท่านแต่ละคนยังไม่เคยได้รู้จักและสืบหาความจริงจากคุณแม่ อิมมาโกลาตา นิรมล และสมาชิกกลุ่มนี้ด้วยตัวเองเลย
       
                นี่คือสิ่งที่ดิฉันรู้เห็นและอยากแบ่งปันกับทุกๆคน

                นี่คือเสียงร้องความยุติธรรมที่เล็กน้อยที่สุดจากซ.ชีลับธรรมดาที่สุดคนหนึ่งค่ะ
 
             
                               ด้วยเคารพ
                ซ.มีแคลลา  อารามท่าแร่ สกลนคร
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ความจริงอีกหนึ่งมุมมองจากซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน- ไม่อ่านจะเสียใจ! เมื่อ: มีนาคม 22, 2015, 08:02:12 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

       ในวันที่  19 พ.ย.2013   ซิสเตอร์เยซูอัลดา สุวรรณา ฉัตรบรรยงค์สมาชิกกลุ่มอารามอุบล ได้โทรศัพท์ขอพบสมณฑูตพระอัครสังฆราช พอลชาง อิน-นัม โดยติดต่อผ่านทางซิสเตอร์ลอเร็ตต้า (เป็น staff คนหนึ่งของสถานทูตวาติกัน ) ซึ่งทางสมณทูตไม่อนุญาตให้เข้าพบ  และซิสเตอร์เยซูอัลดา ก็ได้ขอร้องที่จะเข้าร่วมประชุมอีกครั้งหนึ่งที่อารามสามพรานในวันที่ 21 พ.ย. 2013   แต่ซิสเตอร์เยซูอัลดาก็ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าร่วมอีกเช่นเคย

       โดยการเรียกประชุมกันที่อารามสามพราน ได้มีสมณฑูตพระอัครสังฆราชพอลชาง อิน-นัม เป็นประธานการประชุม   คุณพ่ออันตน วาลเซ็กกี คณะภราดาน้อยกาปูชิน ผู้ช่วยสหพันธ์ เป็นล่ามภาษา และมีผู้เข้าร่วมประชุมอื่น ๆประกอบด้วย

       คุณแม่โยวันนา กาเตลลานี อธิการิณี  และ   ซิสเตอร์เวโรนีกา พรวิภา ลิมาลัย รองอธิการิณีจากอารามกลาริส กาปูชิน บ้านแสงอรุณ จ.ประจวบฯ

       คุณคุณแม่เกียรา ศรินธร  เหตพิทยฉายา ประธานสหพันธ์และอธิการิณี และ ซิสเตอร์เวโรนีกา กานดา กุ๊นุ รองอธิการิณี จากอารามสามพราน จ.นครปฐม

       คุณแม่ลอเรนซา สุนีย์  วราวัฒนธำรง อธิการิณี  และ คุณแม่อังแนส กาญจนี  กิจเจริญ  รองอธิการิณี  จากอารามท่าแร่ จ.สกลนคร

       คุณแม่โยแซฟปีนา   อารีรัตน์  แมนผดุง อธิการิณี  และ   ซิสเตอร์อันนูนเซียตา สิริเพ็ญ มณีสอดแสง รองอธิการิณี จากอารามบ้านโป่ง จ.ราชบุรี

       คุณแม่โยวันนา รำไพ  พรมมี อธิการิณี  และ ซิสเตอร์เปาลีนา มาลินี  วุฒิเอกไพบูรณ์ รองอธิการิณีจากอารามอุดรธานี 

       โดยที่ทุกอารามมีอธิการและรองอธิการมาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณแม่อิมมาโกลาตา และได้มีการตัดสินกันไปเลยว่าจะให้คุณแม่ อิมมาโกลาตา  ไปบำบัดที่เชียงใหม่    แต่คุณแม่อิมมาโกลาตา ได้งดการติดต่อกับพวกเขา  จึงไม่ได้รับข้อเสนอนั้น   ถามว่า  ถ้าเป็นพวกท่าน พวกท่านจะคิดอะไร ในเมื่อทางผู้ใหญ่ไม่เคยปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องเลย แต่ทุกครั้งที่ติดต่อมาก็คือตัดสินกันไปแล้ว และก็มาบอกว่าพยายามติดต่อแล้ว แต่คุณแม่อิมมาโกลาตาไม่ยอมรับสาย   ยังไม่จบค่ะ

ฟังความข้างเดียว

          มีพยานบุคคลทั้งจริงและเท็จทั้งการเขียน-การพูดของซิสเตอร์กลาริส กาปูชินซึ่งมีการแพร่ออกไปทั้งในคณะและบุคคลภายนอกอารามโดยไม่มีการค้นหาความเป็นจริง หรือให้คู่กรณีได้ชี้แจง  ส่วนในเรื่องของคุณแม่ อิมมาโกลาตา ที่แม้จะเป็นความจริงเกี่ยวกับความผิดพลาดและบกพร่องก็ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงเลย  และพวกเขายังส่งหนังสือที่เขียนเป็นหลักฐานขึ้นนี้ให้คนอื่นอ่านด้วย แต่ไม่เคยให้คุณแม่อิมมาโกลาตาได้อ่านเลยว่าท่านถูกกล่าวหาในเรื่องอะไรบ้างเพื่อจะได้ชี้แจงความจริง  ใครอ่านบ้างดิฉันก็ไม่รู้นะค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้อ่าน มีแต่ได้ยินเขาพูดกันค่ะ  ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันได้ยินคำวิจารณ์ทั้ง 2ฝ่ายค่ะ  ดิฉันว่าเหมือนดาบสองคมเพราะในขณะที่ดิฉันไม่ทราบว่าทางผู้ใหญ่ของคณะมีจุดประสงค์อะไร ในการเผยแพร่ข้อมูลนี้  แต่ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์ว่า  ทำไมนักบวชที่ถือพรตจึงใช้คำต่ำและหยาบจังในการใช้เรียกบุคคลหนึ่ง  และคิดเรื่องสกปรกๆแบบนี้ได้อย่างไร  และเท่าที่ดิฉันทราบจากคำบอกเล่าของบรรดาฆราวาสที่มาเยี่ยมพวกเราบ้าง โทรมาบอกบ้าง   ยังมีอารามต่างๆได้บอกกับสัตบุรุษทั้งเรื่องจริงบ้างเท็จบ้าง เช่น   คุณแม่กราเซีย สุปราณี  ฉัตรบรรยงค์ และซิสเตอร์มาเรีย เปีย สมพร  จันทร์อุทัย   สมาชิกอารามพนมยังได้เรียกสัตบุรุษบางคนมาเล่าเรื่องทั้งที่เป็นจริงและไม่จริงให้รับฟัง  และอารามอื่นๆด้วย   ทำให้เกิดความเสื่อมเสียและเกิดความเกลียดชัง ต่อคุณแม่อิมมาโกลาตาและกลุ่มนี้   และทุกคนบอกว่ารู้มาจากคนในอารามบอกเขา ตอนแรกดิฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมรู้ละเอียดจัง  บางเรื่องดิฉันไม่รู้เลยแต่เขาเล่าได้ละเอียดยิบ จนดิฉันมึนไปเลย

      และยังมีการกล่าวหาว่าคุณแม่อิมมาโกลาตา เล่นไสยศาสตร์ สะกดจิต  ใช้พลังมืด  เป็นต้นจากคุณพ่ออันตน  วาลเซ็กกี คุณแม่โยวันนา กาเตลลานี  และพ่อยอห์น  ตามาโย พระสงฆ์คณะซาเลเซียน ที่เอ่ยคำเหล่านี้อย่างชัดเจน จนกระทั่งมีการกระทำดังนี้  คือเอารูปแม่อิมมาโกลาตา อ.แจ๊ค ไปทำการไล่ผี   แล้วคุณแม่โยวันนา กาเตลลานี  ยังพูดว่า ตั้งแต่คุณพ่ออันตนทำพิธีไล่ผีสุขภาพดีขึ้นมาก ...

      อาจารย์ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย คุณพอลแม่รี่ สุวิช อาจารย์ พัทธ์ธีรา  นาคอุไรรัตน์ เคยได้เข้าไปเพื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ดังคนกลาง โดยพ่อวิษณุจัดวันให้พบได้ในวันที่ 30 กันยายน 2013 ซึ่งมีการตกลงแนวทางและข้อปฏิบัติร่วมกัน    แต่ในที่สุดแล้วทางสหพันธ์ได้ดำเนินการบางอย่างต่อไปโดยมิได้ทำตามที่ตกลงไว้และท่านเหล่านั้นก็มิได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับทางสหพันธ์อีกเลย 

          เรื่องการเงินของอารามอุบล

      คุณแม่ อิมมาโกลาตา ถูกสังฆราชบรรจง ขอให้เอาชื่อท่านออกจากบัญชีธนาคาร  โดยอ้างว่า สังฆราชบางองค์บอกว่าเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร   ซิสเตอร์ อิมมาโกลาตา ก็ได้มาจัดการเรื่องบัญชีการเงิน  โดยจ่ายค่าซ่อมแซมบ้านที่ยังเหลือจ่ายงวดสุดท้าย  ส่วนเงินที่เหลือได้เอาออกให้สังฆราชบรรจงเก็บไว้    โดยที่ก่อนหน้านั้นได้เอาเงินติดตัวไปหมื่นกว่าบาทเท่านั้น โดยแจ้งให้สังฆราชทราบแล้ว     และทางสหพันธ์ไม่เคยให้ความช่วยเหลือกลุ่มนี้เลย    เหตุนี้ ซิสเตอร์อังแนส กาญจนีย์ กิจเจริญ  ซึ่งถือว่าคุณแม่ อิมมาโกลาตา และสมาชิกในกลุ่มนี้เป็นพี่น้องของเรา และซิสเตอร์อักแนสกาญจนี  ได้เป็นที่ปรึกษาสหพันธ์ของคณะมานานพอสมควร  และเป็นที่ปรึกษาของคุณแม่ อิมมาโกลาตา ได้รับรู้เรื่องที่ซิสเตอร์ อิมมาโกลาตา ลาออกและทราบความจริงทุกอย่างทั้งส่วนดีและส่วนที่บกพร่องของคุณแม่ อิมมาโกลาตา          เมื่อเรื่องเกิดขึ้นเช่นนี้แล้วเห็นว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง  ความรัก-เมตตา –การอภัย  และความยุติธรรม   แต่กลับถูกกล่าวหาและสั่งห้ามมิให้ช่วยเหลือและติดต่อกับคุณแม่อิมมาโกลาตา  แต่คุณแม่อักแนส คุณแม่ลอเรนซา และอารามของเราก็ยังคงให้ความช่วยเหลือกลุ่มนี้ต่อไป ตามจิตตารมณ์แห่งพระวรสาร และตามมโนธรรมของเรา แม้ว่าจะดูเหมือนฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ใหญ่ก็ตาม

ที่สวนเจ็ดริน จ.เชียงใหม่

      หลังจากที่พวกเขาออกจากอารามเป็นครั้งที่สอง ซิสเตอร์เยซูอัลดาได้ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพระสมณฑูตให้ไปสวนเจ็ดริน อยู่ในความดูแลของคุณพ่อพอล  พอลล็อค คณะเยซูอิต แต่ ณ.ที่นั้นได้รู้สึกถูกกดดันจนในที่สุดต้องขอลาพักจากชีวิตนักบวชเพราะสภาพร่างกาย และจิตใจทนรับต่อสภาพเช่นนั้นไม่ไหว   แต่เมื่อลาพักแล้วยังถูกกักกันตัว  ไม่ให้มีอิสรภาพ   เรื่องราวต่างๆถูกปิดบังมิให้สมาชิกกลุ่มอารามอุบลรับรู้  ไม่ว่าจะทางมงซินญอร์วิษณุ   คุณแม่เกียรา ศรินธร เหตพิทยฉายา  และคุณแม่กราเซีย สุปราณี ฉัตรบรรยงค์ คุณแม่โยวันนา กาเตลลานี ซึ่งอ้างว่าไม่จำเป็นต้องรู้ และผู้ใหญ่ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน   

เรื่องการขอลาออก

      และยังมีเรื่องที่ทางผู้ใหญ่ของพระศาสนจักรและคณะไม่ให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มนี้อีก  เช่นได้มีจดหมายเรียกตัวคุณแม่ อิมมาโกลาตา และสมาชิกกลุ่มเข้าพบคณะผู้วินิจฉัย อันประกอบด้วยมงซินญอร์วิษณุ  ธัญญอนันต์         พระสังฆราชปัญญา กฤษเจริญ         คุณแม่วิไลวรรณ ยนปลัดยศ          คุณอำนวยพร  สิริวรนาถ

      ในวันที่ 15 เมษายน 2014  พวกเขาได้ไปพบคณะผู้วินิจฉัย แต่คณะผู้วินิจฉัยได้ให้เวลาน้อยมากในการฟังกลุ่มนี้ ยกเว้นคุณแม่อิมมาโกลาตาที่ให้เวลาสนทนากันมากหน่อย และบอกว่าให้อิสรภาพไม่บังคับ แต่ได้มีการจัดเตรียมทุกอย่างไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับกลุ่มนี้ และในวันนั้นเองพวกเขาได้ขอลาออกจากการเป็นนักบวชคณะกลาริส กาปูชิน   โดยบอกว่าเพื่อจะได้ไม่เป็นการลบหลู่ต่อพระศาสนจักรเพราะไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เสนอนั้นได้ จึงขอลาออกและพวกเขาได้ขอลาออกกันทุกคนต่อหน้าคณะผู้วินิจฉัย และได้นำจดหมายลาออกลงวันที่ 16 เมษายน 2014 นำไปยื่นให้มงซินญอร์วิษณุ  ธัญญอนันต์ด้วยตนเองในวันที่ 17 เมษายน 2014  แต่กลับได้รับจดหมายการตักเตือนถึงสองครั้งให้กลับเข้าไปปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะผู้วินิจฉัยกำหนดให้   ซึ่งตามปกติ จดหมายการตักเตือนพึงกระทำก่อนที่จะมีการลาออกมิใช่หรือ 

       และในเมื่อพวกเขาขอออกด้วยความเต็มใจ แล้วเหตุใดจึงไม่ดำเนินการให้พวกเขาเล่า และ เหตุใดจึงต้องมีการประกาศดุจการประณามกันทั้งทางอินเตอร์เน็ตทั้งทางอุดมสาร ทั้งทางจดหมาย ถามว่าถ้าเป็นพวกท่านล่ะ พวกท่านจะคิด และรู้สึกอย่างไร ท่านอาจมองว่าเขาทำผิดเพราะหนีออกจากอาราม แต่เขาขอลาออกแล้ว และการออกของพวกเขา พวกเขาได้มาทำผิดอะไรอีกหรือ?

      อย่างไรก็ตามไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องอย่างแน่นอน จริงอยู่ว่าทางผู้ใหญ่ของพระศาสนจักรและทางสหพันธ์ได้ติดต่อมาเพื่อจะพูดคุยกับคุณแม่ อิมมาโกลาตา ทางโทรศัพท์ แต่มักจะเป็นการเรียกหลังจากเรื่องมันบานปลายและหลังจากที่ผู้ใหญ่ได้ตัดสินอะไรกันไปแล้ว  แล้วมาบอกว่าพวกเขาไม่ยอมพบ หรือไม่นบนอบหรือ !
กลุ่มนี้ถูกติดตามและถูกคุกคามในเรื่องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน  มีกระแสข่าวที่ว่าไม่อยากให้เขาอยู่ในสังฆมณทลใดสังฆมณฑลหนึ่ง  ทั้งที่พวกเขาเป็นคนไทยมีสิทธิที่จะอยู่ที่ใดก็ได้มิใช่หรือ
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ความจริงอีกหนึ่งมุมมองจากซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน- ไม่อ่านจะเสียใจ! เมื่อ: มีนาคม 22, 2015, 08:05:48 AM
 ฮืม เจ๋ง เศร้า
                                                           ความจริงอีกหนึ่งมุมมองจากซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน- ไม่อ่านจะเสียใจ!

Nithchanan  ท่าแร่ สกลนคร
11 พฤศจิกายน  2014
Alan  Petervich Update 22 มีนาคม 2015

Disclaimer : ขอเรียนว่า เรา เว็บไซต์ชมรมคนโสดคาทอลิก และ คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง ที่รวมอยู่ใน thaicatholicsingles.com  ยังคงรักษาความมุ่งหมายตามข้อกำหนดที่เราได้ก่อตั้งเว็บไซต์นี้ขึ้น และเป็นที่ยอมรับของทุกคนที่ชอบแสวงหาความจริงในทุกเรื่อง เป็นต้นในเรื่องข้อคำสอนของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก และศีลธรรมอันดีงามของชาวโลก  เรายินดีที่มีโอกาสรับใช้ผู้ตกทุกข์ได้ยากในการทำอาชีพต่างๆหรือมีอาชีพต่างๆ  และต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจในการกระทำของตน  ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชนหรือหน่วยงานพระศาสนจักร  ตลอดจนกลุ่มบุคคลที่เป็นนักพรตหรือนักบวช  ที่คิดว่าตนเองมิได้รับความยุติธรรมในเรื่องใด  สามารถเข้ามาใช้บริการของเราได้ในทุกกรณี  แต่ขอเรียนย้ำว่า  ที่ท่านนำมาบอกกล่าวในเว็บไซต์แห่งนี้นั้น  เป็นความคิดความเห็นของท่านหรือหน่วยงานหรือหมู่พวกของท่านเอง  ความรับผิดชอบในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว จึงอยู่ที่ท่านร้อยเปอร์เซนต์  ท่านที่เข้ามาใช้บริการของเราได้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย -- Alan  Petervich

       เมื่อวานนี้ ( 21 มีนาคม 2015 ) เราได้รับอีเมล์จากซิสเตอร์ Nithchanan  พร้อม  Attachment น่าสนใจ และแสดงความจริงใจของซิสเตอร์ เกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว  ด้วยความอัดอั้นในดวงใจของนักพรตผู้น่าสงสารผู้นี้  เธอพูดทำนองขอร้องให้เราลงข้อความอันเป็นข้อเท็จจริงของฝ่ายซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน  ที่อยากแสดงความจริงแก่ผู้คนที่ได้รับการประกาศบอกกล่าว เรื่องร้ายๆสำหรับกลุ่มของเธอ  ความทุกข์ใจดังกล่าวมีมากเกินกว่าที่เราท่านจะเข้าใจ  ดังนั้น  เพื่อให้เธอสามารถแสดงข้อเท็จจริงจากมุมมองของเธอและคณะของพวกเธอ  ผมจึงอนุญาตให้นำจดหมายฉบับนี้  ซึ่งลงวันเดือนปีของปีที่แล้ว  มาแสดงในเว็บไซต์ของเรา  ท่านที่สนใจ ได้โปรดอ่านและพิจารณาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่พวกเธอบ้าง  คงจะดีไม่น้อย ใช่ไหมครับ?

อารามกลาริส กาปูชิน ท่าแร่ จ.สกลนคร
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2014
เรียนท่านที่นับถือ

          ดิฉันซ.มีแคลลา  อยู่ที่อารามกลาริส กาปูชินท่าแร่สกลนครค่ะ   ดิฉันอาจเป็นแค่กระบอกเสียงเล็กๆที่มาประกาศความเป็นจริงจากอีกมุมมองหนึ่งที่ดิฉันคิดว่ายังไม่เป็นที่รับทราบจากหลายท่าน    เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประมาณปีกว่าๆที่กลุ่มพี่น้องอารามอุบลได้ออกไปจากอาราม  ด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครยอมรับ   ว่าพวกเขาทำตามการดลใจของพระและพยายามหาเหตุผลมากล่าวอ้างต่างๆนานา  เพราะจุดเริ่มต้นของการออกจากอารามมาจากปัญหาภายในคณะกลาริส  กาปูชิน ที่ทุกๆท่านก็คงได้ยินได้ฟังตลอดปีที่ผ่านมาและยังมีการเขียนจดหมายจากซ.ปีเตอร์ไปถึงบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์นักบวชในนามของพระบิดาอีก   ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง และได้มีการแชร์กันทางเฟซบุ๊คอีกต่างๆนานา ซึ่งอันนี้ดิฉันก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงเท่าไหร่แต่ดิฉันขอพูดในสิ่งที่ดิฉันรู้คือ   ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทางพวกท่านได้ยินได้ฟังมานั้นเป็นการให้ข้อมูลจากทางฝ่ายที่ดูเหมือนว่าเป็นผู้เสียแต่เพียงผู้เดียวที่ทางคุณพ่ออันตนบอกว่าเป็นข้อมูลที่เป็นจริงและเชื่อถือได้นั้น ดิฉันขอชี้แจงจากมุมมองของดิฉันที่มีความรู้แค่ป.6 และได้พยายามสอบถามบรรดาผู้ที่รู้ทั้งหลายและขอชี้แจงตามที่แต่ละท่านได้ชี้แจงมา

ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ได้เริ่มต้นมาจาก การที่คุณพ่ออันตน วาลเซ็กกี คณะภราดาน้อยกาปูชินได้มาที่อารามของดิฉันในวันจันทร์ที่ 3-4 พฤศจิกายน2014และได้มาชี้แจงว่าเหตุผลที่พระอัครสังฆราชจำเนียร  สันติสุขนิรันดร์  เลื่อนการเลือกตั้งอธิการิณีของอารามของดิฉันนั้นเพราะมาจากความไม่ไว้วางใจของท่านต่ออารามแห่งนี้ที่ไม่ยอมนบนอบท่านที่ได้สั่งห้ามทำการติดต่อ กับกลุ่มของอารามอุบลที่ออกไป  เพราะคุณพ่อมีหลักฐานชัดเจนที่ผูกมัดพวกเรา  และท่านได้เปิดคลิปเสียงที่ดิฉันซ.มีแคลลาได้คุยทางโทรศัพท์กับคุณแม่อิมมาโกลาตามาโกลาตา นิรมล ลิมาลัยเมื่อปีที่แล้ว  และก่อนเปิดคุณพ่ออันตนได้บอกว่า อย่าเอาผิดพ่อนะ   ซึ่งวันแรกดิฉันยังไม่ได้ฟังเพราะมีแต่ที่ปรึกษา ไปพบกับท่าน  พอวันอังคารดิฉันขอคุยกับคุณพ่ออันตน  แล้วท่านก็ได้สอบถามดิฉันและดิฉันพยายามถามท่านว่าได้คลิปเสียงนี้มาอย่างไร ท่านไม่ตอบตรงๆเพียงแต่บอกว่าเดี๋ยวนี้มีอินเตอร์เน็ตที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกันได้หมด  และท่านเคยถูกแฮกข้อมูลมาแล้วต้องเปลี่ยนพาสเวิดใหม่มาแล้ว  และนอกจากเสียงของดิฉันแล้วยังมีคลิปเสียงส่วนตัวที่คุณแม่อิมมาโกลาตา นิรมล บันทึกเสียง และเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวอีกหลายคลิป  คุณพ่ออันตน บอกดิฉันว่าคุณแม่อิมมาโกลาตาอัดเสียงทุกอย่างและเก็บไว้เป็นข้อมูลเพราะว่าในอนาคตเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่   หลังจากคุยกับคุณพ่ออันตนจบ ดิฉันรู้สึกว่าสิ่งคุณพ่ออันตนทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิดที่มีข้อมูลส่วนตัวของคุณแม่อิมมาโกลาตา นิรมล ดิฉันสงสัยว่าคุณแม่อิมมาโกลาตาให้คุณพ่ออันตนหรือเปล่า ก็เลยถามคุณแม่อิมมาโกลาตาดูและท่านบอกว่าไม่ได้ให้  ทำให้ดิฉันเกิดความสงสัยว่า แล้วคุณพ่ออันตนได้มาอย่างไร ซึ่งดิฉันก็ได้แต่คาดเดาเอา และได้ยื่นจดหมายให้กับคุณพ่อว่าคุณพ่อทำผิดที่มีข้อมูลส่วนตัวของคุณแม่อิมมาโกลาตา นิรมลแบบนี้   และคุณแม่อิมมาโกลาตารู้สึกไม่พอใจ ที่ตัวเองถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวขนาดนี้ซึ่งคนธรรมดายังไม่ทำกัน   แต่นี่เป็นนักบวชกล้าที่จะทำ   และท่านได้ร่วมปรึกษากับอาจารย์ภาณุพันธุ์ (แจ๊ค) เลาหชัยนันท์ เพื่อจะดำเนินการต่อไป

ดิฉันยังได้ยินเรื่องราวจากคุณพ่ออันตนที่กล่าวอ้างถึงมงซินญอร์วิษณุ ธัญญอนันต์เรื่องที่ทางสหพันธ์น.กลาราได้มอบเงินให้ท่านในการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารคดีของคุณแม่อิมมาโกลาตา จึงโทรไปหาคุณพ่อวิษณุและคุณพ่อวิษณุได้ชี้แจงถึงค่าใช้จ่ายต่างๆว่าเป็นอย่างไร คุณพ่อวิษณุบอกว่ามีเอกสารเป็นร้อยๆหน้า ที่ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วต้องส่งไปวาติกันซึ่งใช้เงินมาก และท่านบอกว่ายังติดลบบัญชีอยู่เลย  ดิฉันเลยถามถึงคลิปเสียงของคุณแม่อิมมาโกลาตา ที่คุณพ่ออันตนมีเก็บไว้ คุณพ่อวิษณุบอกว่าท่านไม่รู้เรื่อง ดิฉันก็เลยฝากท่านไปบอกคุณพ่ออันตนด้วยว่าที่คุณพ่ออันตนทำนั้นผิด แล้วคุณพ่ออันตนก็โทรมาหาดิฉันและบอกว่าคุณพ่อวิษณุเพิ่งมีคนโทรไปขู่    ดิฉันตอบท่านไปว่าเป็นดิฉันเองที่โทรไปถามพ่อวิษณุ  และดิฉันได้ชี้แจงกับพ่ออันตนว่าคุณแม่อิมมาโกลาตา ทราบเรื่องนี้แล้ว และท่านตอบดิฉันว่า ท่านไม่รู้ว่าการกระทำของท่านที่มีคลิปเสียงของคนอื่นมันผิด ดิฉันตอบคุณพ่ออันตนไปว่านั้นมันปัญหาของคุณพ่อค่ะ
   
แล้วดิฉันก็โทรไปถามคุณแม่โยวันนา กาเตลลานี อารามบ้านแสงอรุณและแจ้งให้ท่านทราบว่าคุณแม่อิมมาโกลาตารู้เรื่องคลิปเสียงที่คุณพ่ออันตนได้มาแล้ว ต่อจากนั้น ดิฉันได้ถามท่านถึงเอกสารจากทางวาติกันที่อนุมัติการลาออกให้กับกลุ่มพี่น้องอารามอุบลมาหรือยัง ท่านบอกว่ายังและเรื่องราวต่างๆเป็นคุณพ่อวิษณุที่ทางวาติกันแต่งตั้งให้สอบสวนเรื่องนี้เป็นคนรับผิดชอบแต่ผู้เดียวและดิฉันถามคุณแม่โยวันนาว่าแล้วทำไมเอกสารที่คุณแม่อิมมาโกลาตาส่งถึงโรมจึงไม่มาถึงมือเราสักที คุณแม่โยวันนาตอบพร้อมกับหัวเราะว่าไม่มีทางถึงหรอก เพราะทางวาติกันจะส่งผ่านสมณฑูต พระอัครสังฆราชพอล ชางอิน- นัม และคุณพ่อวิษณุเท่านั้น แล้วจะให้ดิฉันคิดอะไรต่อคะ
 
ดิฉันได้โทรไปถามพระคุณเจ้าฟิลิป บรรจง ไชยรา ประมุขของสังฆมณทลอุบลราชธานี ถึงประกาศของท่านว่าหมายความว่าอย่างไร ท่านตอบดิฉันว่าพ่อถูกบีบจากทุกฝ่ายและทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของพ่อที่ไม่ได้ประกาศตัดคุณแม่อิมมาโกลาตาและสมาชิก อารามกลาริส กาปูชินอุบล ตั้งแต่ออกจากอารามครั้งแรก ท่านจึงต้องออกการประกาศนี้ย้อนหลัง  แต่นี่ไม่ใช่เอกสารที่ทางวาติกันออกให้ พระคุณเจ้าบรรจงตอบดิฉันมาแบบนี้ค่ะ

ดิฉันถามพระคุณเจ้ายอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ ในฐานะผู้วินิจฉัยว่าเรื่องมันเป็นไปอย่างไรพระคุณปัญญาถามดิฉันว่า เรื่องมันยังไม่จบอีกหรือ พ่อคิดว่าเมื่อกลุ่มนั้นยื่นใบลาออกไปแล้วน่าจะจบได้แล้ว

นี่คือที่มาของคำชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเท่าที่ดิฉันทราบค่ะ ที่ดิฉันต้องเขียนมาบอกพวกท่านเพราะว่านี่คือความจริงอีกด้านหนึ่งของคุณแม่อิมมาโกลาตา

เวลานี้มาเริ่มต้นจากปัญหาในคณะกลาริส กาปูชินก่อนนะคะ

การที่คุณแม่อิมมาโกลาตานิรมล  ลิมาลัย  ถูกบีบให้ออกจากตำแหน่งประธานสหพันธ์นักบุญกลาราแห่งประเทศไทยโดยที่มีการเตรียมการไว้ก่อน เรื่องนี้ทางคุณแม่อักแนส กาญจนีย์ กิจเจริญ หนึ่งในที่ปรึกษาที่มาจากอารามที่ท่าแร่  และคุณแม่อิมมาโกลตาก็ไม่รู้เรื่องล่วงหน้ามาก่อนจนกระทั่งมาถึงวันที่มาประชุม โดยที่คุณพ่ออันตน วาลเซ็กกี ผู้ช่วยของสหพันธ์ เริ่มเป็นคนแรกที่ขอลาออกจากการทำหน้าที่ และที่ปรึกษาคนอื่นๆก็บอกว่าจะลาออกหมดยกเว้นคุณแม่อักแนส กาญจนีย์ที่งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก

ในที่สุดคุณแม่อิมมาโกลาตาจึงขอเป็นฝ่ายลาออกเอง แต่เรื่องนี้คุณพ่ออันตนไม่ยอมรับความจริงและที่ปรึกษาอื่นๆอันประกอบด้วย
คุณแม่เกียรา  ศรินธร เหตพิทยฉายาอธิการอารามสามพรานซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรองประธานสหพันธ์ฯ
ซิสเตอร์ เวโรนิกา พรวิภา ลิมาลัย ที่ปรึกษาสหพันธ์
คุณแม่อักแนส กาญจนีย์ กิจเจริญ ที่ปรึกษาสหพันธ์
คุณแม่ กราเซีย สุปราณี ฉัตรบรรยงค์ ที่ปรึกษาสหพันธ์
ก็ไม่ยอมรับความจริงด้วย

 แต่จากการที่คุณแม่เกียรา  ศรินธร เหตพิทยฉายาอธิการอารามสามพรานซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรองประธานสหพันธ์ฯ ได้โทรศัพท์มาเล่าให้คุณแม่ลอเรนซา สุนีย์ วราวัฒนธำรง อธิการท่าแร่ ฟังด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความภูมิใจว่า
“ สองคนนี้คงไม่รู้ว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น เราวางแผนกันมาเป็นเดือน” จะให้ดิฉันต้องคิดอย่างไรละ และนอกนั้นยังไม่มีความยุติธรรมต่อคุณแม่อิมมาโกลาตาอีกด้วย  ในกรณีที่ซิสเตอร์เยซูอัลดา สุวรรณา ฉัตรบรรยงค์ ตัวแทนของอารามอุบล ซึ่งเป็นสมาชิกในอารามอุบลได้อยู่ในที่ประชุมสมัชชาซึ่งได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2013 ได้ขอให้คุณแม่ อิมมาโกลาตา มาเพื่อพูดคุยและชี้แจงความเป็นจริงในที่ประชุมบ้าง เนื่องจากว่าคุณแม่เกียรา ศรินธร ซึ่งได้รักษาการแทนในขณะนั้นได้ระบุไปในจดหมายถึงแต่ละอารามเลยว่า ไม่ให้คุณแม่อิมมาโกลาตาเข้าร่วมประชุม  เมื่อซิสเตอร์เยซูอัลดา ได้ขอเช่นนี้ก็ได้คำตอบจากคุณแม่เกียรา ศรินธรว่า “ไม่อยากเห็นหน้าและไม่อยากแม้จะได้ยินเสียง”  ส่วนคุณพ่ออันตนอัสซิสเตนเตของสหพันธ์บอกว่า “มาก็แก้ตัวปล่าวๆ”   
 
ในการประชุมสมัชชาครั้งนี้มีแต่พูดเรื่องของคุณแม่ อิมมาโกลาตา นิรมล รวมถึงการพูดคุยกันในระหว่างสมาชิกตลอดช่วงเวลาที่มีการประชุม   (มีบันทึกในเอกสารรายงานการประชุมสมัชชาสหพันธ์) และคุณแม่ลอเรนซา อธิการอารามท่าแร่ เล่าให้ดิฉันฟังว่าเครียดมาก มีแต่พูดถึงความผิดของคุณแม่อิมมาโกลาตา ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลฝ่ายเดียว ส่วน ซิสเตอร์เยซูอัลดา ที่เข้าร่วมสมัชชาได้รับการกดดันอย่างหนัก  จนเมื่อจบสมัชชา ต้องเข้ารักการรักษาตัวที่โรงพยาบาลและฟื้นฟูสภาพจิตใจ

และยังมีต่ออีกค่ะ    เมื่อพวกเขาได้ทำการเลือกตั้งคณะผู้ใหญ่ของสหพันธ์แล้ว  ซิสเตอร์อันนูนเซียตา จุฬาลัย เหลือหลาย หนึ่งในคณะที่ปรึกษาสมาชิกอารามอุดร ได้โทรศัพท์แจ้งให้คุณแม่อิมมาโกลาตารับข้อเสนอ 2 ข้อด้วยกันคือ

1.   ขอให้ลาออกจากชีวิตนักบวชด้วยตนเองเพื่อจะได้ไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อหมู่คณะ

2.   ให้ไปรับการบำบัดที่เชียงใหม่ ซึ่งในที่สุดก็จะต้องมีเรื่องกฎหมายตามมา

     
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / อยากคุยด้วยค่ะ เรื่องกลุ่มซิสเตอร์ ทั้ง12คน ค่ะ‏ เมื่อ: มีนาคม 21, 2015, 11:25:16 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                               อยากคุยด้วยค่ะ เรื่องกลุ่มซิสเตอร์ ทั้ง12คน ค่ะ‏


Nunnachat (nunnachat23@yahoo.com)  
Edit contact  3/17/2015   Keep this message at the top of your inbox  
To: vichitr_t@hotmail.com
nunnachat23@yahoo.com

       Petervich  ได้รับการติดต่อทางอีเมล์  จากคุณ Nunnachat  ขอคุยปรับทุกข์เรื่องเกี่ยวกับซิสเตอร์กลารีส กาปูชิน อุบลฯ ถูกบังคับให้ออกจากคณะนักพรต  ลองอ่านดูนะครับ  เว็บไซต์ชมรมคนโสดคาทอลิก ยินดีต้อนรับทุกความคิดเห็น  เพื่อความจริงและความดีของพระศาสนจักร  

Disclaimer : ขอเรียนว่า เรา เว็บไซต์ชมรมคนโสดคาทอลิก และ คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง ที่รวมอยู่ใน thaicatholicsingles.com  ยังคงรักษาความมุ่งหมายตามข้อกำหนดที่เราได้ก่อตั้งเว็บไซต์นี้ขึ้น และเป็นที่ยอมรับของทุกคนที่ชอบแสวงหาความจริงในทุกเรื่อง เป็นต้นในเรื่องข้อคำสอนของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก และศีลธรรมอันดีงามของชาวโลก  เรายินดีที่มีโอกาสรับใช้ผู้ตกทุกข์ได้ยากในการทำอาชีพต่างๆหรือมีอาชีพต่างๆ  และต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจในการกระทำของตน  ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชนหรือหน่วยงานพระศาสนจักร  ตลอดจนกลุ่มบุคคลที่เป็นนักพรตหรือนักบวช  ที่คิดว่าตนเองมิได้รับความยุติธรรมในเรื่องใด  สามารถเข้ามาใช้บริการของเราได้ในทุกกรณี  แต่ขอเรียนย้ำว่า  ที่ท่านนำมาบอกกล่าวในเว็บไซต์แห่งนี้นั้น  เป็นความคิดความเห็นของท่านหรือหน่วยงานหรือหมู่พวกของท่านเอง  ความรับผิดชอบในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว จึงอยู่ที่ท่านร้อยเปอร์เซนต์  ท่านที่เข้ามาใช้บริการของเราได้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย -- Alan  Petervich  เชิญอ่านครับ

       สวัสดีค่ะ

ดิฉันเป็นอีกคนที่คอยติดตามเรื่องราวของนักบวชกลุ่มนี้ ดิฉันไม่ได้ต่อต้าน อะไร แต่ทราบว่าคุณมีชมรมคนโสดคาทอลิค และมีโพสข้อความของนักบวชกลุ่มนี้ด้วย

คือไม่รู้จะเริ่มยังไงนะคะ อย่างที่รู้ๆๆกัน ว่าความเป็นมาอย่างไร แต่ความเห็นส่วนตัวแล้ว มันเป็นเรื่องของความเชื่อ ใครมีความเชื่อมากก็จะมองกลุ่มนี้อีกแบบนึง ใครมีความเชื่อน้อยหรือไม่มีเลย แค่เป็นคาทอลิค แต่ภายในจิตใจนั้นต่ำช้ามาก

เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ
>>> กลุ่มนี้เป็นนักบวชอยู่ในอารามมานาน ซึ่งเราย่อมรู้ๆๆกันดีว่า ชีลับ เป็นยังไง สวดสายประคำในวัดวาอาราม เคร่งศาสนา อย่างนี้ใช่มั้ย ....!!!!!
>>>>เมื่อเกิดปัญหา (เหตุที่ออกมา) ก็มีคนกลุ่มคนอีกกลุ่มใส่ร้ายป้ายสี ต่างๆๆนาๆๆ บ้างก็ว่าเป็นปีศาจ บ้างก็ว่าเล่นไสยศาสตร์ หรือ อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นสาเหตุให้กลุ่มนี้ต้องออกมา
>>>>>> ประการแรกเลย ที่อยากจะเเชร์ ในเมื่อตัวเรา..เราบอกเป็นคาทอลิค เป็นลูกของพระ. ...มีสิ่งใดที่พระเจ้าจะกระทำ ถ้าสิ่งๆๆนั้นเกิดจากการกระทำของพระจริง ทำไมไม่เชื่อล่ะ ในพระคำภีร์ก็มีบอกนี่
หรือถ้าใครไม่เชื่อ..ก็อย่าอ่านไบรเบิ้ล อย่าไปวัด อย่าไปฟัง นักบวชคนอื่นๆๆ เพราะคนเหล่านั้น ก็ไม่ได้วิเศษอะไร ถามตัวเองก่อน ว่าไปวัดทุกๆๆอาทิตย์ทำไม...ฮืม
>>>>>>> ประการที่สอง หลังจากกลุ่มนี้ออกมา ไปวัดไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ โดยเฉพาะพระสงฆ์.....!!!!!!
.....ฮืม?? สงสัยจัง........ก็เพราพวกเค้าแต่ละวัดได้รับจดหมายสั่งการมาจากคนระดับสูงแล้ว........!!!!!!!!
>>>>>>>>>สิ่งดิฉันเห็น มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และเสียใจมาก เพราะดิฉันเป็นอีกคนที่ปฏิบัติตนเป็นตริสชนที่ดีมากๆๆ ไม่ใช่ว่ามีส่วนร่วมกับอะไรมากมาย ไม่ได้ทำหน้าที่อะไรสำคัญ แค่ใช้ชีวิตให้เป็นตามคำสอนของพระก็พอ ดิฉันอ่านพระคำภีร์ ทุกวัน สวดภาวนาทุกวัน เหมือนคนอื่นๆๆๆ และขอบอกได้เลยว่า ดิฉันเชื่อในพระเจ้ามากมากที่สุดในชีวิต เวลาที่ลำบาก สับสนในชีวิต จะอ้วนวอนต่อหน้าพระ สวดขอพระ .......,และพระเจ้าก็ประทานให้ทุกครั้ง.......ดิฉันเสียใจกับคนที่หันหลังให้กลุ่มนี้จริงๆๆๆ เพราะสักวันพระเจ้าจะลงโทษพวกเค้า

>>>>>>> อีกประการสำคัญ ......กลุ่มนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ไปฆ่าใคร แล้วพวกเค้าทำผิดอะไร.....ทำไมใครต่อใครต้องไปพูดไปทำกริยาไม่ดี ไปขับไล่เค้า ........เพียงเพราะกระดาษแผ่นเดียวที่พิมพ์โดยพระศาสนจักรเหรอ....ฮืมฮืม มีชื่อ ตราประทับ.....จบ

>>>>>>>>> พวกเค้าออกมาประกาศตัวตนของของเค้าว่าเป็นอย่างไรก็ถูกต่อต้าน ไปวัดไหนก็ไม่ต้อนรับ จนสุดท้าย ประกาศให้พวกเค้าพ้นสภาพจากการเป็นคาทอลิค

>>>>>>>>> นักบวชกลุ่มนี้ พวกเค้ามีความเชื่อมีความศรัทธา อย่างมากในพระเจ้า พวกเค้าแต่ละคนถูกจัดให้แต่ละคนมีหน้าที่ต่างกัน โดยผ่านทางพระจิตเจ้า.....(แต่ถ้าใครไม่เชื่อแปลว่าพระเจ้าไม่มีจริง) ดังนั้นบุคคลพวกนั้นจงออกไปจากการเป็นคาทอลิคซะเถอะ เพราะกลุ่มนี้เค้าเชื่อ แต่พวกคุณไม่เชื่อกันเองนะ

*********บางกลุ่ม พระจิตเจ้าดลใจให้กลับไปเยี่ยมพี่น้องของตนตามบ้าน

>>>>>> เชื่อมั้ยว่าบางคนได้รับการต้อนรับอย่างดี ทั้งๆๆที่ข่าวที่แพร่กระจายอกไปนั้นมันเลวร้ายมากๆๆๆมันกระทบกระเทือนจิตใจของคนใกล้ชิด. แต่พวกเค้าก็ยังต้อนรับพี่น้องของตัวเอง.
>>>>>>>> แต่คนในกลุ่มบางคน ก็แย่ ไปถึงหน้าบ้านแล้วพี่น้องไม่ต้อนรับ แม้พวกเค้าไม่ได้มาขออาสัยแค่แวะมาจะให้พรเฉยๆๆๆก็ยังไม่ต้อนรับ แค่ประตูรั้วก็ไม่ยอมเปิด ( พี่น้องของสมาชิกในกลุ่มคนนี้เป็นคนรวยด้วย). รวยมากมีบ้านหลังใหญ่โต......แต่เทียบไม่ได้กับคนมีบ้านหลังเล็กแต่ญาติพี่น้องให้การต้อนรับให้ความอบอุ่น. .......มันน่าเศร้าจใช่มั้ยละคะ.....อ่านแล้วรู้สึกอะไร.....

ผ่านไปวัดๆนึง. เห็นประตูรั้วเปิดอยู่ กลุ่มนี้เค้าเข้าไปเดินดู อยากไปวัดไปคุยกับพระบ้าง. คุณพ่อเห็น....ว่ามีกลุ่มม่วงนี้มา ปิดประตูเลยค่ะ แปลว่าอะไรคะ สังคมพระศาสนจักรไทยเป็นอะไร

****** พระเจ้าสอนให้รักกัน เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์มิใช่หรือ มีเมตตากรุณา แต่สิ่งที่กระทำกันอยู่ตอนนี้แปลว่าอะไร .....ฮืม

นักบวชกลุ่มนี้ ก็ลาออกอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเค้าก็แค่อยากแสวงหา และปฏิติหน้าที่ของพวกเค้า ซึ่งมีพระจิตนำทาง ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่ก็มิวายโดนคนใส่ร้ายไล่ประนามไม่สิ้นสุด ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ
แต่พวกเค้าก็ยังยิ้ม ยังมีความชื่นชมยินดี ยังไม่มีความท้อแท้ใดๆๆให้เห็น ยังสมัครสมานสามัคคีกัน ยังคงใช้ชีวิตเป็นนักบวช อย่างที่พวกเค้าเป็น

แต่คนที่ไบ่พวกเค้านี่สิ ประกาศตัวเองเป็นคาทอลิค แต่กระทำความชั่วช้า ไม่สิ้นสุด ไม่มีความเมตตา ไม่มีความรักต่อผู้อื่น แม้แต่นักบวช ชาย หญิง ที่ควรกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี แต่กระทำต่อกลุ่มนี้แย่มาก

*****นิ่งเฉยกันทำไม ออกมาช่วยกันสู้สิ กลัวพระศาสนจักรมาก ก็อย่าเป็นเลยคาทอลิค เป็นคนธรรมดา มีความเชื่อในพระเจ้าผู้สูงสุดองค์เดียวก็พอ อยากได้อะไรสวดขอที่บ้านท่านสิ รับรองได้แน่นอนสิ่งที่ท่านขอ พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเราไปไหน มีแต่เราที่ลืมพระ.......!!!!!ใช่มั้ย.

มันไม่สำคัญหรอกถ้าคุณไปวัดทุกอาทิตย์ แต่คุณกระทำต่อผู้อื่นแบบนี้ ทำในสิ่งที่ถูกต้องสิ

พระสงฆ์องค์ไหนกระตนไม่ดี แอบไปมีภรรยา ไล่ออกสิ ....!!!!!! แต่พระศาสนาจักรเพิกเฉย

       >>>>>>> มีเรื่องจริงเกิดขึ้นที่ท่าแร่ (มิสซังท่าแร่)

มีคุณพ่อคนนึง ชื่อเล่น เป็นที่รู้จักกันในนามพ่อแดง (ชื่อจริงๆๆๆ เอาความจริงมาพูดกันเลย)

พ่อคนนี้ มีนิสัยแย่มาก ประพฤตตนไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทั้งเที่ยว ทั้งดื่มสุรา นารี (แถมแอบไปมีภรรยาด้วย)

ไปประจำที่วัดไหน ก็มักจะมีคนร้องเรียนเสมอๆๆๆ ร้องเรียนไปที่พระคุณเจ้าจำเนียนก็แล้ว เขียนรายชื่อไล่ออกก็แล้ว พระคุณเจ้าตอบว่าให้สวดภาวนาเยอะๆๆ ใช่ค่ะ ท่านตอบถูกต้องแล้ว ท่านมิได้พูดอะไรผิดเลย
แต่ท่านรู้มั้ย....ท่านได้ละเลยสิ่งไดไป..........
จนกระทั่งพ่อแดงคนนี้ได้มาประจำที่วัดแม่พระแจกจ่ายพระหรรษทาน....พ่อแดงคนนี้ก็ยังประพฤตตนไม่เหมาะสมเหมือนเดิม ชาวบ้านที่เค้ามีความศัทธา. เห็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ก็มีการประชุมกันในหมู่บ้าน ส่งรายชื่อเข้าไปร้องเรียนถึงพระคุณเจ้าอีก.......พระคุณเจ้าก็ตอบว่า.....อดทน....สวดภาวนา ให้เค้ากลับใจ
ท่านพระคุณเจ้าพูดไม่ผิดหรอก ท่านพูดถูกแล้ว......แต่ท่านได้ละเลยสิ่งใดไป
จนสุดท้ายพ่อแดงคนนี้ทนคำภาวนาของชาวบ้านไม่ไหว เขียนจดหมายลาหนีไป พร้อมกับเงินของวัด
(เป็นเงินที่ชาวบ้านจนๆๆๆช่วยกันบริจาค ทานสัปดาห์ ละเล็กละน้อย เพื่อเก็บมาบูรณะวัดที่ใกล้จะพัง)

ท่านพระคุณเจ้าคะ ท่านคิดอะไรอยู่ ....ดิฉันไม่อยากทราบหรอกค่ะ

แต่การกระทำของพระศาสนจักรที่ทำต่อกลุ่ม อดีตซิสเตอร์ กลุ่มนี้ มันโหดร้ายมาก และดิฉันมองว่า ขอเป็นคนึงที่เห็นว่า พระเจ้ามีจริง พระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำทุกอย่างให้เกิดขึ้น เพราะเจ้าได้มองเห็นความชั่วช้าของมนุษย์
แม้แต่ในชุดนักบวช ยังไม่สำนึก สิ่งนี้น่าอนาจใจแท้

ดิฉันไม่ได้ไปวัดมา 2เดือนแล้ว. สวดภาวนาที่บ้าน ขอพรพระที่บ้าน มีความสุขใจยิ่งนัก พระเจ้ายังประทานกิจการงาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดิฉันอยากได้ มีพระอยู่ในใจแน่แท้
ดิฉันจะขอพระให้มีการรื้อฟื้นพระศาสนจักรนี้โดยเร็วค่ะ

มาบ่นให้ฟังค่ะจะเอาข้อความลงโพสก็ได้ไม่ว่าค่ะ

ขอเเสดงความนับถือ

ขอบคุณค่ะ


>>>>>>>>>>>>>

Sent from my iPad
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: วิเคราะห์กรณีซิสเตอร์กลารีส กาปูชินอุบลฯถูกศาลสันตะสำนักพิจารณาว่ามีความผิด เมื่อ: มีนาคม 21, 2015, 12:56:32 AM
 ฮืม เจ๋ง
                                                   การวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับความวุ่นวายเรื่องซิสเตอร์ กลารีส กาปูชิน อุบลฯ

       จากประกาศของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย เล่าเรื่องต่างๆ  ตั้งแต่ต้นเรื่องมาถึงปลายเรื่องดังนี้

       (1)  คณะนักพรตกลาริส กาปูชิน หรือ สมาชิกนักพรต The Order of the Capuchin Poor Clares  ต้นปี 2002  ย้ายจากตำบลโพนสูง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี  ไปเปิด " อารามพระมารดาแห่งพระญาณเอื้ออาทร อุบลราชธานี " ณ บ้านเลขที่ 134  หมู่ 7  ตำบลบุ่งไหม ( ซึ่งเป็นที่ดินสังคมณฑลอุบลราชธานี  น่าจะเป็นความกรุณาของพระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์  พระสังฆราชสังฆมณฑลอุบลราชธานีขณะนั้น ?)  บนฝั่งขวาของแม่น้ำมูล  ทำเลเหมาะสำหรับเป็นเขตพรตแน่นอน  อาศรมนี้ตั้งอยู่ที่ อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี

      ที่นักพรตคณะนี้มาอยู่ที่ตำบลโพนสูง อุดรธานี ก็เพราะมาตามคำเชิญของพระคุณเจ้าพระสังฆราชสังฆมณฑลอุดรธานีสมัยนั้น  คือท่านยอด พิมพิสาร ที่เชื้อเชิญนักพรตมาอยู่ที่อุดรฯ จะได้ช่วยสวดภาวนาและเพ่งบารมีอุทิศ เพื่องานพระศาสนจักรคาทอลิกที่อุดรฯ  ดังนั้น  ที่หนังสือของคณะสภาพระสังฆราชกล่าวทำนองว่า " ซิสเตอร์กลารีส กาปูชิน ย้ายมาที่อุบลฯ น่าจะไม่ใช่  แต่คณะได้ขยายตัวส่งสมาชิกบางส่วนมาตั้งเขตพรตใหม่ที่อุบลฯ ตามคำเชิญของพระสังฆราชสังฆมณฑลอุบลฯ ต่างหาก  ใช่หรือไม่  อ่านดูอีกทีดีไหม?

      (2)  เกิดอะไรขึ้น  ถ้าจะมองว่า เขตพรตอุบลฯเริ่มตั้งขึ้นเมื่อปี 2002  ถึงปี  2013 เป็นระยะเวลานานถึง 11 ปี  จากข้อมูลหนังสือของสภาพระสังฆราชฯระบุว่า  บรรดาซิสเตอร์ 11 หรือ 12 คน จึงออกจากเขตพรต ( กำหนดโดยสันตะสำนักตามกฎหมายพระศาสนจักร ) หลายครั้ง ( กี่ครั้งกันแน่ครับท่าน  ตัวเลขสำคัญต้องระบุชัดเจนดีกว่าไหมครับ  มิฉนั้นก็คือการยกเมฆนั่นเอง! )  สองครั้งกับสิบยี่สิบครั้งมีผลต่างกันนะครับ  เอาให้แน่ดีไหม?  ที่สำคัญ  คณะผู้พิจารณาคดีสอบถามพวกเธอหรือเปล่าว่า  สาเหตุอะไรที่ทำให้พวกเธอแต่ละคน ออกไปนอกเขตพรต  ไปบ้านฆราวาสคนอื่นหรือไปเยี่ยมเขตพรตอื่น  หรือไปที่ใด?  ว่ากันให้ชัดดีไหมท่าน?  ข้ออ้างที่ว่านั้นมีจักษูพยานหรือภาพถ่ายหรือบันทึกอะไรที่สามารถนำมาเป็นพยานที่เชื่อได้  มีหรือไม่ครับ?  จะวินิจฉัยพิจารณาคดีก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมไม่ดีกว่าหรือครับ  ขออภัย  ผมมิได้กล่าวหาคณะผู้วินิจฉัยพิพากษาคดีนะครับ  แต่อยากได้ความตรงไปตรงมา และโปร่งใส  อย่าใช้วิธี partisanship เล่นพรรคเล่นพวกนะครับ  เหมือนกับศาลพระศาสนจักรทุกระดับที่บรรดาพระคาร์ดินัลและพระสังฆราช รวมทั้งผู้พิพากษาหลายคนออกมาวิจารณ์อยู่จนถึงขณะนี้ว่า  ไม่มีความยุติธรรมในศาลพระศาสนจักร ( ภายหลังจะยกเรื่องนี้มาพูดย้ำอีกสักครั้งดีไหมครับ ? )

       (3)  พระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลอุบลราชธานี ( คงหมายถึงพระสังฆราชฟิลิป บรรจง  ไชยรา ) เป็นผู้กล่าวหาซิสเตอร์ทั้ง 12 คน (ความจริงซิสเตอร์ 11 รวมโนวิสอีก 1 จึงเป็น 12)  ว่า ผิดกฎระเบียบพระศาสนจักรและธรรมนูญของคณะในหลายประเด็น  ท่านอ้าง :
            
            ธรรมนูญ  ข้อ  98,  99
            พระวินัย   บทที่  11,  52 - 53
            ระเบียบสหพันธ์  ข้อ  32
            ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  มาตรา  667  วรรค  2  และ  มาตรา  628  วรรค  1

            -ขออภัย  ผมรู้จักแต่ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  ปี 1983   นอกนั้นไม่ทราบจริงๆว่า ธรรมนูญ  พระวินัย  ระเบียบสหพันธ์ ระบุรายละเอียดว่าอย่างไร  อยากทราบเหมือนกันครับพระคุณเจ้า  หามาอธิบายให้พวกเราทราบและจะเข้าใจเจตนาของท่านดีกว่านี้แน่นอน  ขอจริงๆครับ.

      (4)  พระสังฆราชฟิลิป บรรจง  ไชยรา  อ้างว่า ได้ไปเยี่ยมซิสเตอร์ที่พักอาศัยในบ้านของฆราวาสที่กรุงเทพฯ  2  ครั้ง

           4.1  ท่านไป วันใด  เดือนใด  ปีใด  บันทึกไว้หรือเปล่า  จะได้เป็นพยานหลักฐานน่าเชื่อจริงและรับได้
           4.2  เจ้าของบ้านที่กรุณาให้ซิสเตอร์เข้าพักอาศัยชั่วคราวนั้นชื่ออะไร เป็นใคร  ฐานะและอาชีพอะไร?  สำคัญนะครับพระคุณเจ้า
           4.3  ซิสเตอร์อยู่กันได้อย่างไรตั้ง 12 คน  กินอยู่หลับนอนอย่างไรท่านบันทึกไว้หรือเปล่า   ข้อสำคัญกลุ่มซิสเตอร์ไปกรุงเทพฯตั้งแต่เมื่อใด และอยู่ที่กรุงเทพนาน
                 เท่าไร  หรือไปๆมาๆ   รายละเอียดต่างๆที่ถามนี้น่าสนใจทั้งนั้นครับ

           พระสังฆราชท่านบอกว่าได้ตักเตือน พร้อมให้โอกาส ( โอกาสอะไรครับ?)   พระคุณเจ้าทำเช่นนี้เพราะเป็นระเบียบกฎเกณฑ์บังคับไว้ในกฎหมายพระศาสนจักรหรือเปล่า  ท่านทำเพื่อสามารถอ้างว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามอำนาจของท่านแล้ว  เช่นนั้นหรือเปล่าครับ

      (5)  ดังนั้น  เมื่อกลุ่มซิสเตอร์ปฏิเสธ  ท่านจึงประกาศปิดอาราม(เขตพรตสันตะสำนัก) ชั่วคราว ในวันที่  17  ธันวาคม  2013  ไม่ให้พวกเขากลับเข้าอารามเขตพรต  จนกว่าจะมีคำสั่งจากสันตะสำนัก  ถามจริงครับพระคุณเจ้า  ก็แสดงว่าท่านขัดขวางมิให้พวกเขากลับอาราม  ถ้าเขาอยากกลับก็กลับไม่ได้  ทำไมปิดอารามครับ?  พวกเธอเป็นซิสเตอร์ในเขตพรต  ถ้ากลับใจจะกลับเข้าอารามก็กลับไม่ได้ เพราะพระคุณเจ้าห้ามมิให้เข้าอาศรมของพวกเธอเอง   พระคุณเจ้าตรองดูซิครับ  ใครกันแน่ที่ขัดขวางคณะซิสเตอร์  จนต้องเป็นไปอย่างนี้  สุดท้าย  เอาสาเหตุแบบนี้ผสมผเสกัน  ขออำนาจจากสันตะสำนักวาติกัน  ปิดอารามเขตพรตและไล่ทุกคนออกไป  โดยครั้งแรกอ้างว่าพวกเธอขอลาออกเอง  แต่ต่อมาแก้เป็นมีสาเหตุสำคัญตามที่ระบุในกฎหมายพระศาสนจักร ให้ไล่พวกเธอออกไปให้พ้นอารามเขตพรต  ใช่หรือไม่ใช่ครับ?

     (6)  วันที่ 10 ก.พ. 2014  ห่างจากวันปิดอารามเขตพรต 2 เดือน  ท่านพระสังฆราชคงปรึกษาสภาพระสังฆราชฯและส่งเรื่องไปที่ Holy See ที่กรุงโรม  และก็ได้รับหนังสือสมณกฤษฎีกา แต่งตั้งคณะผู้วินิจฉัยตัดสินคดี  รหัส FM 169 - 1/1995 ในนามของ  Congregatio pro Institutis vitae consecratae et Societatibus vitae apostolicae -- Congregation for Institutes of Consecrated Life and Societies of Apostolic Life.  สมณกระทรวงเพื่อสถาบันผู้ถวายตัวและชีวิตแพร่ธรรมแห่ง  โรมันคูเรีย  ซึ่งโดยกฤษฎีกานี้ พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้แต่งตั้งคณะผู้วินิจฉัยตัดสินคดีและพยานดังนี้ :
          มงซินยอร์  อันดรูว์  วิษณุ  ธัญญอนันต์  ผู้วินิจฉัยและตัดสินคดี
          พระสังฆราชยอห์น บอสโก  ปแัญญา  กฤษเจริญ  คณะผู้วินิจฉัยคดีและพยาน
          คุณแม่วิไลวรรณ  ยนปลัดยศ  มหาธิการิณีคณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์  คณะผู้วินิจฉัยและพยาน
          คุณอำนวยพร  สิริวรนาค  นักจิตวิทยา - อาจารย์จิตภาวนา   คณะผู้วินิจฉัยและพยาน
          เป็นที่น่าสังเกตุว่า มี มงซินยอร์ อันดรูว์  วิษณุ  ธัญญอนันต์เท่านั้นที่มีคุณลักษณะครบตามข้อกำหนด Canon Law  คือสำเร็จปริญญาเอกทางกฎหมายศาสนจักร และน่าสงสัยว่า  คนอื่นนอกนั้นมีคุณสมบัติครบเพื่อเป็นผู้วินิจฉัยคดีหรือไม่  น่าจะมีการสืบค้นดูให้แน่ใจ  เพราะไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้เสนอรายชื่อบุคคลเหล่านี้ ให้ Holy See แต่งตั้งเพื่อทำงานสำคัญชิ้นนี้  ผมถามพระสงฆ์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพที่เป็นผู้วินิจฉัยคดีประจำศาลพระศาสนจักรในประเทศไทย ่ทานตอบว่า ไม่ทราบเรื่องอะไรเลย

     (7)  คณะผู้วินิจฉัยเริ่มปฏิบัติหน้าที่  น่าจะเตรียมการทุกอย่างตามกระบวนการที่ระบุไว้ใน Canon Law  แต่กลับใช้วิธีง่ายๆตามที่คิดเอา  โดยการเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบและให้การทีละคน  ทำไมทำเช่นนั้นคงต้องตอบให้ผู้สนใจเข้าใจละกระมังครับท่านวิษณุ  ในการสอบสวนทวนความตามรูปคดีนั้น  ท่านจัดให้มีผู้ผดุงความยุติธรรมหรือ Promoter of Justice หรือไม่  หรือจะรวบรัดเอาตามที่ตั้งธงไว้แล้ว  เพื่อได้คำตัดสินเร็วๆ  ไล่ " ซิสเตอร์พวกนี้ " ให้ออกไปจากการเป็นนักพรต  ง่ายดีและไม่น่าจะมีผู้ใดหาญสู้อำนาจของพวกท่าน เอาอย่างนั้นหรือ?

                                                                         Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                               E  Pluribus Unum

                                                                                Alan  Petervich

                                                              
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: วิเคราะห์กรณีซิสเตอร์กลารีส กาปูชินอุบลฯถูกศาลสันตะสำนักพิจารณาว่ามีความผิด เมื่อ: มีนาคม 20, 2015, 05:37:44 PM
 ฮืม เจ๋ง

       คติพจน์ของคณะ

      “DEUS  MEUS  ET  OMMIA “ =  พระเป็นเจ้าของข้าพเจ้า  และพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งของข้าพเจ้า ชึ่งมาจากบทภาวนาบทหนึ่งของท่านนักบุญฟรังซิส อัสซีซี ที่ท่านได้แสดงออกถึงความปรารถนา ของท่านในการดำเนินชีวิตด้วยความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพระเจ้า ผู้ทรงความดีสูงสุด และเป็นบ่อเกิดแห่งความดีทั้งหลาย ในพระเจ้าเท่านั้นที่มนุษย์สามารถรับความเปี่ยมล้นของชีวิต

กระแสเรียกของคณะในปัจจุบัน

กฎเกณฑ์ในการรับผู้สมัครของคณะ : ….

       1. เป็นเยาวชนหญิงคาทอลิกที่มีความตั้งใจ และปรารถนาจะอุทิศตัวเพื่อรับใช้พระเจ้าและพระศาสนจักรของพระองค์ และมีความรักต่อชีวิตบำเพ็ญภาวนา
       2. อายุผู้สมัครไม่น้อยกว่า 15 ปีและไม่เกิน 30 ปี (อาจได้รับการพิจารณายกเว้นเป็นรายบุคคล)
       3. ความรู้ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป
       4. มีสุขภาพและจิตใจดี
       5. ขั้นตอนของการเข้าสู่ชีวิตนักบวชในคณะของเราคือ
     : ระยะการเป็นอัสปีรันต์  1 ปี
     : ระยะการเป็นโปสตุลันต์  1 ปี
     : ระยะการเป็นโนวิส   2 ปี
     : ระยะของการปฏิญาณตัวครั้งแรก  6 ปี

• ระยะการเป็นอัสปีรันต์

     ผู้ฝึกหัดที่อยู่ในขั้นนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของซิสเตอร์ท่านหนึ่ง ที่ได้รับเลือกจากหมู่คณะ เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือให้การอบรม-แนะนำเขาในการฝึกหัดสิ่งที่สำคัญ เกี่ยวกับกระแสเรียกเฉพาะของคณะ เช่น สอนการภาวนา การทำวัตรการรำพึง และช่วยเหลือให้รู้จักรำพึง-แบ่งปันพระวาจาของพระเจ้า การอบรมจะเน้นด้านพื้นฐานชีวิตคริสตชน โดยมีการทบทวนหลักคำสอนและข้อความเชื่อต่างๆ ที่ได้เคยเล่าเรียนมา

• ระยะการเป็นโปสตุลันต์

     จุดประสงค์ของช่วงเวลานี้ ก็เพื่อเตรียมผู้ฝึกหัดสำหรับการเข้านวกภาพ โปสตุลันต์ต้องมีความพร้อมและความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นทั้งในด้านความคิด-ปฏิบัติ พวกเขาจะได้รับการอบรมให้รู้จักจิตตารมณ์และประวัติของผู้ตั้งคณะมากขึ้นในเวลาเดียวกัน ยังเป็นช่วงเวลาที่โปสตุลันต์จะรู้จักกระแสเรียกของตนเองมากขึ้น อาศัยการสร้างประสบการณ์แห่งชีวิตของเรา

• ระยะการเป็นโนวิส

      ผู้ฝึกหัดในขั้นนี้ แบ่งระยะเวลาเป็น 2 ปี ในปีที่ 1 พวกเขาจะเข้ารับการอบรมภายในนวกสถานส่วนรวมของคณะบรรดาโนวิส จะได้รับการอบรมที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อเรียนรู้จักจิตตารมณ์ของนักบุญฟรังซิสและนักบุญกลาร เรียนรู้พระวินัย-กฎธรรมนูญ เรียนรู้ชีวิตนักบวชและข้อเรียกร้องของศีลบน 3 ประการ  เรียนรู้พระคัมภีร์และพิธีกรรม ในปีที่ 2 โนวิสจะกลับสู่หมู่คณะของตน และใช้เวลาในการทบทวนสิ่งที่ได้รับในปีแห่งการอบรม พร้อมทั้งสร้งประสบการณ์ชีวิตนักบวชร่วมกับหมู่คณะของตนที่สังกัดอยู่ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิญาณตัว

• ระยะของการปฏิญาณตัวครั้งแรก

      ผู้ปฏิญาณตัวครั้งแรก จะอยู่ภายใต้การดูแลของซิสเตอร์อีกท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งจะช่วยเหลือเขาให้เติบโตก้าวหน้าในชีวิตนักบวชมากขึ้น ผู้ปฏิญาณตัวใหม่จะเข้าร่วมในชีวิตของหมู่นักบวชอย่างครบถ้วนและในเวลาเดียวกัน เขายังคงเอาใจใส่เป็นพิเศษในด้านชีวิตฝ่ายจิตและการฝึกอบรมตตนเอง

      ดังนั้น การอบรมเบื้องตนสู่ชีวิตของเรา คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน จึงเริ่มตั้งแต่ระยะเวลาการเป็นโปสตุลันต์ โนวิสและระยะเวลาของการเป็นซิสเตอร์ผู้เยาว์ จะจบลงด้วยการปฏิญาณตนตลอดชีวิต

กิจกรรมสำคัญในหมู่คณะ

     นอกจากกิจกรรมสำคัญของหมู่คณะที่เรากระทำในชีวิตปกติของเราแล้ว เช่นการสวดทำวัตร ซึ่งเป็นการภาวนาหลักและอย่างเป็นทางการที่พระศาสนจักรมอบหมายให้แล้ว ในทุกวันพฤหัสบดีเรามีธรรมเนียมการเฝ้าศีลมหาสนิทตลอดทั้งวัน โดยที่สมาชิกผลัดเวรกันไปเฝ้านมัสการ สวดภาวนา และอยู่ลำพังกับพระเยซูเจ้าผู้ประทับในศีลมหาสนิท วอนขอพระพรสำหรับผู้ที่ได้มาขอคำภาวนา ผู้ประสบความทุกข์เดือดร้อน พี่น้องที่เจ็บป่วยและผู้ที่ต้องการคำภาวนาเป็นพิเศษ เป็นต้นเพื่อสวดภาวนาสำหรับพระสงฆ์นักบวชในพระศาสนจักร

     ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง คือในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เราจะร่วมประชุม แบ่งปันพระวาจาของพระเป็นเจ้า ซึ่งแต่ละคนได้พบว่าพระวาจาของพระองค์เป็นบ่อเกิดแห่งพละกำลัง ที่ทำให้ชีวิตแห่ง

     การมอบอุทิศตัวของพวกเรา เต็มไปด้วยความร้อนรนและมีชีวิตชีวาเสมอ เราพบทิศทางที่แน่นอนในการเจริญชีวิตฝ่ายจิต และชีวิตฉันพี่น้องในพระวาจาของพระเจ้า ซึ่งเราพยายามที่จะ เอาใจใส่ติดตามอยู่เสมอ ส่วนในวันอังคารพฤหัสฯ และวันเสาร์ จะเฝ้าศีลมหาสนิทพร้อมกัน

      ทุกๆ เดือนจะมีการเข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจเดือนละ 1 ครั้ง ในโอกาสนี้ตอนค่ำของวันเข้าเงียบ จะมีการสวดภาวนาแบบเทเซ่ และในแต่ปีจะมีการเข้าเงียบประจำปีของหมู่คณะ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์  โอกาสนี้เวลาส่วนใหญ่เราจะใช้ในการฟังเทศน์และรำพึงทบทวนชีวิตฝ่ายจิตของตนเอง

     ในแต่ละวันของชีวิต ที่เป็นการเดินทางในโลกนี้ ซึ่งบางครั้งก็ราบรื่นบางครั้งก็มีอุปสรรค แต่เราคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน สามารถที่จะพบความบริบูรณ์ในความรักของพระเป็นเจ้า ผู้ซึ่งสถิตอยู่ท่ามกลางพวกเรา และทรงนำย่างก้าวแห่งชีวิตของเราตลอดเวลา

พระพรพิเศษ :

     การติดตามพระคริสต์ผู้ยากจน สุภาพถ่อมตน และถูกตรึงบนไม้กางเขน โดยเจริญชีวิตตามพระวรสารของพระคริสตเจ้า

จิตตารมณ์ของคณะ :

     ความยากจน เจริญชีวิตในความสุภาพต่ำต้อย และอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง ด้วยความซื่อๆ และร่าเริงยินดีในพระเจ้า ภาวนา วิงวอน เพื่อความต้องการต่างๆ ของพระศาสนจักรและเพื่อความรอดของเพื่อนมนุษย์

8Capuchinภารกิจ :

     ภารกิจอันดับแรกและถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของคณะ คือ "การภาวนา" สรรเสริญพระเป็นเจ้า ทั้งกลางวัน และกลางคืนภาวนาวิงวอนเพื่อความต้องการต่างๆ ของพระศาสนจักร และเพื่อความรอดของเพื่อนมนุษย์

คำอวยพรของนักบุญฟรังซิส อัสซีซี

     ขอพระเจ้า ทรงอำนวยพระพรแก่ท่าน และทรงพิทักษ์รักษาท่านขอพระเจ้า ทรงให้พระพักตร์ของพระองค์ ทอแสงแก่ท่าน และประทานสันติสุขแก่ท่าน

คำอวยพรของนักบุญกลารา

      ขอพระเจ้าสถิตกับท่าน และขอพระองค์ โปรดให้ท่านอยู่กับพระองค์เสมอ

ตารางประจำวัน
เวลา 5.30 น.ตื่นนอน
เวลา 6.00 น.สวดทำวัตรเช้า มิสซา และรำพึง
เวลา 8.00 น.รับประทานอาหารเช้า         
เวลา 8.15 น.สวดทำวัตร สวดแตรเซีย หลังจากนั้นก็ไปทำหน้าที่ประจำวันของตนเอง
เวลา 10.30 น.ทำงานร่วมกันในห้องทำงาน
เวลา 11.20 น.สวดทำวัตรเที่ยง
เวลา 12.00 น.รับประทานอาหารเที่ยง
เวลา 12.30 น.เวลาส่วนตัว ซึ่งบางคนอาจจะสวดภาวนา พักผ่อน หรือเรียนส่วนตัว
เวลา 14.10 น.สวดทำวัตรบ่าย แล้วไปทำงานในห้องทำงาน
เวลา 16.00 น.ทานอาหารว่างเล็กน้อย แล้วไปทำงานตามหน้าที่ของตน
เวลา 17.25 น.สวดทำวัตรเย็น และรำพึง         
เวลา 19.00 น.รับประทานอาหารเย็น
เวลา 19.30 น.หย่อนใจร่วมกัน
เวลา 20.00 น.สวดทำวัตรค่ำ
เวลา 21.30 น.เข้านอน
เวลา 24.30 น.ลุกขึ้นสวดทำวัตรเที่ยงคืน แล้วกลับไปนอน  ตื่นขึ้นอีกครั้งในเวลาเช้า

       พระดำรัสของ สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2                   
เกี่ยวกับ "คุณค่าชีวิตพิศเพ่ง ภาวนา ของบรรดานักพรตสตรี ที่ปิดขังตนอยู่ในอาราม"

      ชีวิตนักพรตสตรีที่ปิดขังตนในอาราม สมควรได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษสำหรับความยกย่องเป็นอย่างสูง ซึ่งขุมนุมชาวคริสต์หล่อเลี้ยงไว้ต่อชีวิตประเภทนี้ อันเป็นเครื่องหมายแห่งความสนิทเป็นหนึ่งเดียวอันเป็นสิทธิโดยเฉพาะระหว่างพระศาสนจักร ผู้เป็นคู่วิญญาณกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของตน ซึ่งเป็นที่รักเหนืออื่นใด แท้จริง ชีวิตนักพรตสตรีที่ปิดขังตนอยู่ในอาราม และอุทิศตนให้แก่การภาวนา การบำเพ็ญพรตและการก้าวหน้าอย่างร้อนรนในชีวิตจิตเป็นสำคัญนั้น "มิใช่อื่นใดนอกจากหนทางไปสู่เยรูซาเล็มในสรวงสวรรค์" และการคาดหมายล่วงหน้าถึงพระศาสนจักรในยุคสุดท้าย ซึ่งมีพระเจ้าไว้เป็นสมบัติในกรรมสิทธิ์ และได้มีโอกาสพินิจพิศเพ่งพระองค์อยู่ตลอดเวลา เมื่อมองจากแง่มุมของกระแสเรียกและพันธกิจที่ได้รับมาจากพระศาสนจักร การปิดขังตนเองก็ถือได้ว่าเป็นการตอบสนองข้อเรียกร้องซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความสำคัญเป็นอันดับแรกที่จะอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า โดยการเลือกพื้นที่อันจำกัดให้เป็นแหล่งดำเนินชีวิต นักพรตหญิงที่ปิดขังตัวอยู่ในอารามก็มีส่วนร่วมใน "การสลายพระองค์" ของพระคริสต์ในความยากจนถึงที่สุด ซึ่งแสดงออกโดยการตัดสละ มิเพี ยงสิ่งของเชิงวัตถุเท่านั้น แต่ยังสละแม้กระทั่ง "พื้นที่" สละการติดต่อสัมพันธ์และประโยชน์สุขอีกเป็นจำนวนมากจากสิ่งสร้างวิธีพิเศษในการมอบ "กายตน" แบบนี้ ช่วยชักนำนักพรตสตรีให้เข้าถึงธรรมล้ำลึกแห่งศีลมหาสนิทได้อย่างซาบซึ้งยิ่งขึ้นพวกเขาถวายตนเองร่วมกับพระเยซูเจ้าเพื่อช่วยโลกให้รอด นอกเหนือจากมิติด้านการเสียสละและการใช้โทษบาปแล้ว การถวายตนเองของพวกเขายังมีความหมาย  เป็นการโมทนาคุณขององค์พระบุตรสุดที่รักของพระบิดา

      เมื่อหยั่งรากลึกอยู่ในพลังที่เคลื่อนไหวฝ่ายจิตดังกล่าวนี้ การปิดขังตนเองจึงมิเพียงเป็นวิธีการบำเพ็ญพรตแบบหนึ่งที่ทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการดำเนินชีวิตตามธรรมล้ำลึกแห่งปาสกาของพระคริสต์อีกด้วยจากประสบการณ์ด้าน "ความตาย" การปิดขังตนเองจึงกลายเป็นความอุดมสมบูรณ์อย่างล้นเหลือของชีวิตและปรากฏเป็นเสมือนการป่าวประกาศอย่างชืนชม และการคาดหวังเชิงประกาศกของความเป็นไปได้ที่เสนอมายังบุคคลทุกคน และมนุษยชาติทั้งมวล ที่จะดำเนินชีวิตอยู่เพียงเพื่อพระผู้เป็นเจ้าแต่อย่างเดียว ในองค์พระเยซูคริสต์ (เทียบ รม.6:11)

      การปิดขังตน ชวนให้คิดถึง ห้องน้อยในหัวใจ ซึ่ง ณ ที่นั้นแต่ละคนได้รับการเรียกให้มาดำเนินชีวิต สนิทเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อการปิดล้อมตนอยู่ในอาราม เป็นที่ต้อนรับเสมือนของประทาน และเลือกสรรไว้ในฐานะเป็นการตอบสนองด้วยความรักอย่างอิสระ อารามจึงกลายเป็นแหล่งของความสนิทสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณกับพระเจ้าและกับพี่น้องชายหญิง ซึ่งคับแคบจำกัดด้วยพื้นที่และเข้มงวดในการติดต่อ กลายเป็นเครื่องส่งเสริม เอื้ออำนวยได้รับค่านิยมในพระวรสารไว้ในชีวิตภายใน (เทียบ ยน.13:34, มธ.5:3-8)

      นักพรตที่ปิดขังตนอยู่ในอาราม ซึ่งตั้งประดุจนครบนภูเขาประหนึ่งดวงประทีปบนโคมระย้า (เทียบ มธ.5:14-15) แม้จะใช้ชีวิตอยู่อย่างราบเรียบ ก็ชวนให้นึกถึงจุดหมายซึ่งชุมชนพระศาสนจักรทั้งหมดกำลังดำเนินไปสู่อย่างเห็นได้ชัด "ด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความร้อนรนที่จะปฏิบัติงาน และอุทิศตนให้แก่การพิศเพ่งภาวนา" ชุมชนพระศาสนจักรก็ก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งกาลเวลา ด้วยสายตาที่เพ่งจับอยู่ที่การทบทวนทุกสิ่งทุกอย่าง ในอนาคต ในองค์พระคริสต์ ในขณะที่พระศาสนจักร "จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระสิริรุ่งโรจน์" (เทียบ คส.3:1-4) และองค์พระคริสต์ และทรงมอบพระอาณาจักรให้แก่พระเจ้า พระบิดาหลังจากที่ได้ทำลายการปกครอง อำนาจ และอานุภาพ ทั้งหลาย เพื่อว่าพระเจ้าจะได้ทรงเป็นทุกสิ่งในทุกคน

      ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอแสดงความรู้คุณ ต่อภคินีผู้เป็นที่น่ารักยิ่งทั้งหลาย ซึ่งข้าพเจ้าขอให้กำลังใจยังคงซื่อสัตย์ต่อชีวิตที่ปิดขังตนอยู่ในอารามตามพระพรพิเศษของพวกเธอ อาศัยแบบฉบับของบุคคลเหล่านี้ชีวตบำเพ็ญพรตในอารามก็ยังมีกระแสเรียกอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับการชักนำเข้ามา อาศัยรากฐานอันลึกซึ้งของชีวิตการเป็น "คู่วิญญาณ" ซึ่งอุทิศตนแด่พระผู้เป็นเจ้าโดยสิ้นเชิง ในการพิศเพ่งภาวนา ในฐานะเป็นการแสดงออกถึงความรักอันบริสุทธิ์ ซึ่งทรงคุณค่ายิ่งกว่าภารกิจใดๆ ชีวิตพิศเพ่งภาวนามีประสิทธิภาพอยู่ในตนอย่างน่าประหลาดมหัศจรรย์ ทั้งในด้านการแพร่ธรรมและการเป็นธรรมทูต

                                                                                                      (VIA CONSECRATA 59)
                                                                                                  ให้ไว้ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1996
                                                                                                   ณ กรุงโรม ใกล้มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
                                                                                          ในวันสมโภชพระนางมารีรับสารจากอัครเทวดากาเบรียล

วิเคราะห์บทบาทที่สำคัญของ คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน
ต่อพระศาสนจักรในประเทศไทย

      ถ้ากล่าวถึงบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพระศาสนจักรในประเทศไทยนั้น ทางผู้จัดทำมีความคิดเห็นที่ว่า งานที่สำคัญที่สุดของคณะซิสเตอร์นี้ก็คือ “การภาวนา” การภาวนาถือเป็นพลังที่สำคัญที่สุดต่อการขับเคลื่อน การพัฒนาต่องานแพร่ธรรมของพระศาสนจักร ดังคำกล่าวที่พระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 ที่กล่าวไว้ว่า “อนาคตของงานประกาศข่าวดี ขึ้นอยู่กับการรำพึงภาวนาเป็นส่วนใหญ่”ในครั้งหนึ่ง ในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี ของอารามแม่พระรับสาร ที่จังหวัดอุดรธานี พระคาร์ดินัล ไมเกิล มีชัย กิจบุญชู ได้กล่าวขอบคุณ คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ที่ได้ก่อตั้งและวางรากฐานชีวิตแห่งการภาวนา และการถวายตัว โดยชีวิตและการภาวนาของบรรดาซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ช่วยให้พระสาสนจักรมีชีวิตชีวา และมีกำลังทำให้งานกอบกู้ขององค์พระเยซูเจ้า และของพระศาสนจักรก้าวหน้าไป โดยกล่าวว่า กระแสเรียกของซิสเตอร์ เป็นกระแสเรียกพิเศษ เป็นการแสดงความรัก และเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อชาวเรา พระศาสนจักรในประเทศไทยเมื่อคิด วิเคราะห์ ถึงคำพูดของ พระคาร์ดินัล ไมเกิล มีชัย กิจบุญชู นั้น ทางผู้จัดทำเห็นว่า พระคาร์ดินัล ให้ความสำคัญกับคณะนี้เป็นอย่างมาก เพราะผมคิดว่า พลังแห่งการภาวนาเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพระศาสนจักรในประเทศไทย ที่พระเจ้าจะทรงสดับฟัง คำร้องขอของบรรดาลูกๆ ของพระองค์ผ่านทางคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ดั่งที่พระเยซูคริสตเจ้ารัสไว้ว่า “ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราจะอยู่ที่นั่น อยู่ท่ามกลางพวกเขา” (มธ 18:12)และอีกท่านหนึ่งที่ได้กล่าวขอบคุณ คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ต่อความเจริญเติบโตของพระศาสนจัรในประเทศไทย คือ พ ระสังฆราชมีคาแอล บุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า พระศาสนจักรของเราต้องสรรเสริญ และขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงประทานคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ให้มาร่มวแพร่ธรรม และประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสตเจ้า เพื่อช่วยให้มนุษย์ทุกคนรอดพ้นจากความบาป และอำนาจของปีศาจ ซึ่งยังมีอิทธิพลทรมาน และทำลายชีวิตมนุษย์อยู่ในปัจจุบัน พระเยซูเจ้าได้ทรงตรัสสอนเราว่า “ปีศาจชิดนี้ขับไล่ออกไม่ได้เลย นอกจากการอธิษฐานภาวนาเท่านั้น” (มก 9:29) และเป็นบรรดาคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน กำลังทำหน้าที่นี้อยู่เพื่ องานแพร่ธรรมของพระศาสนจักรในไทย

      จากการวิเคราะห์คำพูดของพระสังฆราชมีคาแอล บุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ต่อความรู้สึกขอบคุณ ในงานของคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน เราจะเห็นได้ว่า ท่านเห็นถึงบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของบรรดาซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ที่มีต่อพระสาสนจักรในประเทศไทยว่า พลังแห่งการภาวนาของบรรดา ซิสเตอร์จะช่วยขับไล่บรรดา อุปสรรคขวากหนามของการแพร่ธรรมเกี่ยวกับพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า ในพระศาสนจักรในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี เพราะว่าพลังแห่งการภาวนา จะทำให้สิ่งที่มนุษย์มองว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นได้ โดยน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ที่รับรู้ผ่านทางคำภาวนา นั่นเอง เราอาจจะวิเคราะห์กับคำกล่าวที่กล่าวเกี่ยวกับ คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ที่กล่าวไว้ว่า “สถาบันที่อุทิศตนเพื่อการพิศเพ่งภาวนาโดยสิ้นเชิง เป็นมูลเหตุแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ และเป็นที่มาของพระหรรษทานจากสวรรค์สำห รับพระศาสนจักร เป็นการเลียนแบบพระคริสตเจ้าในการภาวนาบนภูเขา ในความโดดเดี่ยว และในความเงียบ อาศัยการสดับฟังพระวาจาของพระเจ้า การกระทำกิจปฏิบัติในการนมัสการพระเจ้า การบำเพ็ญพรต การภาวนา การทรมานตน และความสนิทสัมพันธ์ในความรักฉันพี่น้อง บุคคลเหล่านี้มุ่งทิศทางทั้งชีวิต และกิจกรรมทั้งหมดไปสู่การพิศเพ่งพระเจ้า พวกเขาได้มอบการเป็นประจักษ์พยานถึงความรักของพระศาสนจักร ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าให้แก่พระศาสนจักร และมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของประชากรพระเจ้า” (พระดำรัสชีวิต ผู้รับเจิม ข้อ เจ๋ง

      ผมมองว่าคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน พวกท่านเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการมีอยู่ของความเชื่อ ของพระศาสนจักรในโลกใบนี้ พวกท่านต้องดำรงชีวิตอยู่ในโลกสังคมปัจจุบันที่พัฒนา ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านวัตถุ และค่านิยมต่างๆ ที่กำลังตีตัวออกห่างจากพระศาสนจักร โดยบรรดาซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง พระบิดาเจ้า กับ บรรดาลูกๆ ของพระองค์ ที่กำลังหลงเดินทางผิด หนีออกห่างจากเส้นทางแห่งความรอด ให้กลับมาหาพระบิดาเจ้าโดยผ่านทางการภาวนา บำเพ็ญพรต เพื่อความรอดของมนุษยชาตินั่นเองตามที่พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ตรัสไว้เกียวกับบรรดาอารามต่างๆ ที่ว่า “พระองค์ทรงสนับสนุน ให้ตั้งอารามของผู้อุทิศตน ในการรำพึงภาวนา ในทุกๆแห่งเท่าที่จะทำได้ เพื่อการสร้างบ้านเมืองในโลกนี้จะสามารถมีฐานในองค์พระเจ้า และมุ่งไปยังพระองค์ เป็นสักขีพยานที่น่าเชื่อถือว่าพระเป็นเจ้าทรงมีความสำคัญอันดับแรกของโลก และเป็นสักขีพยานแก่ชีวิตนิรันดร” (พระสมณสาสน์พระศาสนจักรในเอเชีย)

      สถานที่ตั้งอารามคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน

อารามแม่พระนิรมล     
             62 ถนนอุดมพิทยา  อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี 
             รหัสไปรษณีย์ 73110  โทร. 0-3221-1020     

อารามพระมารดาแห่งพระศาสนจักร
             ตำบลบ้านแสงอรุณ  อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
             รหัสไปรษณีย์ 77130  โทร. 0-3257-4270

อาราม แม่พระแห่งความเมตตากรุณา
             25/1 หมู่ 3 ซอยวัดเทียนดัด ถนนเพชรเกษม  ตำบลอ้อมใหญ่     
             อำเภอสามพราน  จังหวัดนครปฐม  รหัสไปรษณีย์ 73160 โทร. 0-2429-0368   

อาราม แม่พระรับสาร   
             ตู้ ป.ณ. 4 ปท.โพศรี  อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี
             รหัสไปรษณีย์ 41002  โทร. 0-4222-3513

อาราม ราชินีแห่งสันติภาพ   
             ตำบลท่าแร่ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
             รหัสไปรษณีย์ 47230  โทร. 0-4275-1198

อาราม แม่พระแห่งปวงเทวา
             159 หมู่ 3 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
             รหัสไปรษณีย์ 84250  โทร.0-1725-0823

อารามพระมารดาแห่งพระญาณเอื้ออาทร
             134 หมู่ 7 ตำบลบุ่งไหม  อำเภอวารินชำราบ
             จังหวัดอุบลราชธานี รหัสไปรษณีย์ 34190 โทร. 0-6257-2318

บรรณานุกรม

25 ปี ซิสเตอร์คณะกลาริสกาปูชิน อารามแม่พระรับสาร อุดรธานี. ม.ป.ท. : 2004.
หิรัญสมโภช คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน อารามพระมารดาแห่งพระศาสนจักร บ้านแสงอรุณ ประจวบคีรีขันธ์. ม.ป.ท. : 1997.
หิรัญสมโภช คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน สามพราน นครปฐม. ม.ป.ท. : 2009.

 
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / วิเคราะห์กรณีซิสเตอร์กลารีส กาปูชินอุบลฯถูกศาลสันตะสำนักพิจารณาว่ามีความผิด เมื่อ: มีนาคม 20, 2015, 03:58:10 PM
 ฮืม เจ๋ง
                                                     วิเคราะห์กรณีซิสเตอร์กลารีส กาปูชินอุบลฯถูกศาลสันตะสำนักพิจารณาว่ามีความผิด

Alan Petervich Update มีนาคม 20, 2015
Based on The Code of Canon Law 1983
ธรรมนูญ ข้อ 98, 99
พระวินัย บทที่ 11, 52 - 53
ระเบียบสหพันธ์  ข้อ 32
ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร - จารีตโรมัน  มาตรา 667 วรรค 2
และ มาตรา 628  วรรค 1

       ขอบ่นดังๆในฐานะหัวหน้ากลุ่ม" คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง " คงจะได้นะครับ   คริสตังค์ไทยเราเคยจ๋องมอบราบคาบแก้วมานานนมกาเลยังไง  ก็ยังคงทำเหมือนเดิม ส่วนใหญ่ " เกรงใจและเกรงกลัว " ผู้ที่ตนคิดว่าใหญ่และมีอำนาจอิทธิพลคับฟ้า  ไม่ว่าเรื่องใดเลยยอมเขาไปหมด  ทำไมเป็นอย่างนั้นครับ?  ดูเหมือนเรื่องที่ผมพูดนี้จะเกิดมานาน เริ่มแต่สมัยศาสนจักรคาทอลิกเดินทางเข้ามาในเมืองไทยโน่นกระมัง  สมัยโบราณศาสนจักรโรมันคาทอลิกก็ช่างกระไร  มอบอำนาจให้ชาติฝรั่งยุโรปเป็นผู้เผยแผ่คำสั่งสอนของพระเป็นเจ้า  และตั้งให้เป็นผู้ปกครองดูแล แยกเป็นมหาอำนาจทางเรือ เสปญและปอร์ตุเกส  ถัดมาก็เป็นฝรั่งเศส และคณะมิสชันนารีชาติต่างๆ  ที่ย่ามใจว่าเจริญกว่าพวกเอเซียและอาฟริกา  เลยเกิดปมเขื่องดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่อยู่แถบประเทศดังกล่าว รวมทั้งคนไทยในประเทศสยามด้วย  ตอนนี้ผมอายุ 84 ย่างเข้า 85 ปีแล้ว  รู้เช่นเห็นชาติคนยุโรปที่มองคนเอเซียและอาฟริกาที่ แม้จะเป็นคริสตชนเหมือนกัน  ว่า เป็นคนต่ำต้อย  ต้องนบนอบเชื่อฟังท่านผู้เจริญจากยุโรป  ดังนั้น  กฎระเบียบและข้อบังคับที่ตราเป็นกฎหมายออกมา  ล้วนใช้สำหรับคนชั้นต่ำทั้งนั้น  ไม่ใช้กับคนชนชั้นพวกตนแต่ประการใด  เรื่องเดียวกันคนชั้นต่ำทำผิดร้ายแรง  ต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้  แต่หากคนเจริญแบบฝรั่ง แม้บรรดาบาทหลวง พระสังฆราช พระคาร์ดินัล มงซิญญอร์ ฯลฯ  ทำผิดในเรื่องร้ายแรง  แทนที่จะนำมาพิจารณาลงโทษ  กลับปกปิด ห้ามผู้ใหญ่เปิดเผย  อ้างว่า "เพื่อความดีของพระศาสนจักร" ว่าไปนั่น   ขอยกตัวอย่าง " เล็กๆน้อยๆ " ได้ไหมครับ?

       นี่ก็มีมานานแล้ว  ก็เรื่องบาทหลวงฝรั่งและบาทหลวงไทยมี" ผู้หญิง " เป็นแฟนกัน กำลังคั่วแห้งอยู่  และบาทหลวงบางองค์เอ๊ยบางคนแอบได้เสียกับสตรีคนโปรด  อยู่ๆก็หอบเงินบริจาคของวัด หนีไปสมสู่อยู่กับ" เมีย "  ก็ใช้คำนี้แหละ สะใจดีใช่ไหมครับ  บาทหลวงบางคนโดนชาวคาทอลิกฟ้องผู้ใหญ่  เอากับท่านซี  ท่านทำหูทวนลม  กลับให้มาช่วยงานที่สำนักและตอนนี้เป็นใหญ่เป็นโตซะอีก  มีอีกมากนะครับ  จะให้สาธยายมากกว่านี้ไหม?  ผมว่าพูดไปก็จะเพิ่มดีกรีความโกรธให้กับพวกท่านที่เข้ามาอ่านในเว็บแห่งนี้  เอาแค่นี้ก็พอเป็นกระสายนะครับ

       ผมกล้าพูดก็เพราะผมมีเพื่อนที่เรียนบ้านเณรมาด้วยกัน  หมอนี่เก็บตัวเงียบๆเลยได้บวชเป็นพระสงฆ์  แต่ผมมันคนบ้ากล้าดีเดือด  เป็นคนตรงรักความยุติธรรม   ผู้ใหญ่ของบ้านเณรจึงมองว่าไอ้คนนี้คงเป็นพ่อไม่ได้  ไปที่ไหนแตกที่นั่น  เพราะอะไรครับ  ก็เพราะผมนั้นเจออะไรที่ไม่โปร่งใสไม่ได้  ต้องเอาเรื่องทุกคน  แม้พระสังฆราชหรือสูงกว่าผมยังจัดการมาแล้ว  นิสัยนี้ หลายคนว่าน่าจะเป็น " หน่วยเฝ้าระวัง "  ก็ใช่ไง  ตอนนี้กำลังจะวิเคราะห์วิจัยบางกรณีที่พวกเราคนคริสต์สนใจ  ก็เรื่องซิสเตอร์กลาร้ส กาปูชิน นั่นยังไง   ตั้งใจอ่านและวิเคราะห์นะครับ  เพราะส่วนใหญ่เป็นข้อกฎหมายทั้งนั้น   แต่เป็นความรู้ที่น่ารู้สำหรับคาทอลิกเรา  เอานะครับ!

       ข้อมูลเกี่ยวกับคณะนักพรตกลารีส กาปูชิน หรือที่เรียกกันว่า The Order of the Capuchin Poor Clare

       ประวัติซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน ในประเทศไทย

      คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน นับได้ว่าเป็นคณะที่ผ่านการเดินทางมายาวนาน โดยได้ยึดมั่นในแบบอย่างแห่งชีวิต และอุดมการณ์ของ นักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบุญกลารา ในการเจริญชีวิตอย่างครบครัน ตามพระวรสารแห่งพระเยซูคริสตเจ้า ผู้ยากจนและถูกตรึงบนไม้กางเขน

      นักบุญกลารา ผู้สถาปนาคณะ เกิดที่เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี ในปี พ.ศ. 1737 จากครอบครัวขุนนาง ตั้งแต่เยาว์วัยท่านได้ตัดสินใจว่า จะมอบชีวิตเป็นสิทธิ์ขาดแด่พระเยซูเจ้าแต่ผู้ นักบุญฟรังซิสสนับสนุนความตั้งใจของท่านที่อยากจะสละโลก และได้เป็นผู้มอบเครื่องแบบ คือ เสื้อหยาบๆ และเตรียมบ้านเล็กๆ ใกล้กับวัดนักบุญดาเมียนให้พักอาศัยอยู่ ต่อมาไม่นานอักแนส น้องสาวของท่านและหญิงสาวชาวอัสซีซีหลายคนก็ได้ติดตามมาอยู่ด้วย ดังนั้น คณะที่สองของ นักบุญฟรังซิสก็ได้เกิดขึ้น  ใช้ชื่อคณะว่า “คณะสตรียากจนแห่งวัดนักบุญดาเมียน” ภายหลังจึงได้ชื่อใหม่ว่า “กลาริส” ตามนามของท่านนักบุญกลารา ณ ที่นั้น ทางคณะด้วยการถือความยากจนอย่างเคร่งครัด และรำพึงภาวนาอย่างสม่ำเสมอ โดยการเจริญชีวิตอยู่ในเขตพรต และอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง

      จากจุดเริ่มต้น ณ วัดนักบุญดามีอาโน ที่เมืองอัสซีซี คณะก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และเจริญเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาในประเทศอิตาลี และไกลไปยังประเทศต่างๆ เกือบทั่งทั้งโลก รวมไปถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปี ค.ศ.1936 ที่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี อารามแห่งแรกนั้นมีชื่อว่า “อารามแม่พระนิรมล” ซึ่งขยายจากอารามเยซู มาเรีย ยอแซฟ เมืองฟลอเรนส์ ประเทศอิตาลี ซึ่งขณะนั้นมีสมาชิกจำนวน 5 ท่าน ดังมีรายนาม ดังนี้

       1. ซิสเตอร์ มาเรีย เซราฟีนา
       2. ซิสเตอร์ มาเรีย มาเกรีตา 
       3. ซิสเตอร์ มาเรีย อันนุนเซียตา
       4. ซิสเตอร์ มาเรีย เอลีซาเบตตา
       5. ซิสเตอรื มาเรีย อาร์คานโยลา

      อาจกล่าวได้ว่า กิจการงานของคณะนี้เป็นผลงานจากการสวดภาวนาของบรรดาซิสเตอร์ โดยเฉพาะซิสเตอร์ มาเรีย เซราฟีนา ที่ได้สวดขอเป็นเวลานานหลายปี เพื่อขอให้ตัวเอง และบรรดาซิสเตอร์มีบุญได้เป็นมิชชันนารี ไปเปิดอารามที่ต่างประเทศ และพระเป็นเจ้าก็ทรงสดับฟังคำวิงวอนของพวกท่าน ท่านได้รู้จักกับพระสงฆ์ คณะซาเลเซียนซึ่งทำงานอยู่ในประเทศไทย

      คุณพ่อเลโอนาร์โด ดาปราโด  ภราดาคณะกาปูชิน เป็นผู้ดำเนินการส่งจดหมายติดต่อกับพระสังฆราช กาเยตาโน ปาซอสตี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็น พระสังฆรักษ์ ประมุขมิสซังราชบุรี ซึ่งต้องการให้มีนักพรตในสังฆมณฑลของท่าน เพื่อช่วยในกิจการแพร่ธรรม ด้วยการภาวนา และพลีกรรม ในกระบวนการประสานงาน และการขออนุญาตใช้เวลาถึง 4 ปี จึงบรรลุเป็นผลสำเร็จ

      ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1936 ได้มีการประชุมเพื่อตกลงให้คณะมิชชันนารี ทั้ง 5 ท่าน ดังกล่าวได้ไปเปิดอารามใหม่ โดยพระสังฆราชนอนาร์ดี พระสังฆราชผู้ช่วยแห่งเมืองฟลอเรนส์เป็นประธาน พร้อมกับการเลือกตั้งอธิการิณีของอารามใหม่ ซึ่งได้แก่  ซิสเตอร์ มาเ รีย เอลีซาเบตตา หลังจากการเตรียมตัวพร้อมแล้วทางคณะมิชชันนารี ก็เดินทางมาถึงประเทศไทย ที่ อำเภอบ้านโปง จังหวัดราชบุรี ในวันที่ 24 เมษายน ในปีเดียวกัน พระสังฆราช กาเยตาโน ปาซาสตี ให้การต้อนรับพร้อมกับ อธิการิณีของคณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ และสัตบุรุษวันนักบุญยอแซฟบ้านโปง เมื่อมาถึงบรรดาซิสเตอร์ต้องไปพักที่บางนกแขวก เป็นเวลา 10 วันก่อนจะได้ย้ายเข้าประจำที่อาราม

      วันที่ 9 พฤษภาคม ถือได้ว่าเป็นวันเปิดอารามอย่างเป็นทางการ โดย พระสังฆราช ปาซอสตีถวายพิธี มิสซาบูชาขอบพระคุณ และยังได้กำหนดเขตพรตซึ่งมีลูกกรงกั้น โดยมีคุณพ่อเตรบิน พระสงฆ์คณะซาเลเซียน อธิการโรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัยในขณะนั้นเป็นจิตตาธิการ

      อารามใหม่นี้สร้างด้วยไม้ เป็นบ้านไม้ยกพื้นเตี้ยๆ และมีวัดเล็กๆ ตัวเรือนนั้นมีการประกอบไปด้วยวัดที่มีส่วนเฉพาะของซิสเตอร์ และสัตบุรุษภายนอก มีห้องอาหารที่มุงด้วยสังกะสี ส่วนที่พักนั้นมุงด้วยกระเบื้อง สำหรับของใช้ อาหารนั้น ได้รับความช่วยเหลือจากค ณะสงฆ์ซาเลเซียน และซิสเตอร์คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ อีกทั้งบรรดาสัตบุรุษที่บ้านโป่ง หรือกรุงเทพและที่อื่นๆ ด้วย

      ในระยะแรกๆ ของการก่อตั้งอารามนั้น บรรดาซิสเตอร์ต้องประสบกับความยากลำบาก เนื่องจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะนั้น แต่ซิสเตอร์ทุกคนได้ยืนหยัดอย่างกล้าหาญ ที่จะเป็นมิชชันนารีในประเทศไทยจนตลอดชีวิต และเมื่อภาวะสงครามผ่านพ้นไป กระแสเรียกของคณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น และเจริญชีวิตนักพรต ตามพระวินัยตามรูปแบบของอารามดั้งเดิม

      ในปี ค.ศ. 1968 พระสันตะปาปาได้ทรงประกาศการสังคยานาวาติกันครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการเริ่มศักราชใหม่ของพระศาสนจักร เรียกร้องให้มีการปรับปรุงชีวิตของทุกองค์กร และทุกฐานันดรในพระศาสนจักร เพื่อให้ชีวิตของตนสอดคล้องกับความต้องการของโลกในสังคมปัจจุบัน

      คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน ก็เช่นเดียวกัน ได้มีการจัดการประชุมขึ้นใน ค.ศ. 1957 เป็นการประชุมสมัชชาเพื่อการวางแผน ปรับปรุงธรรมนูญ และฟื้นฟูชีวิตของตนเอง โดยการประชุมจัดขึ้นที่ประเทศอิตาลี เพราะขณะนั้นมีอารามเพียงแค่ 2 แห่ง ที่อยู่นอกประเทศอิตาลี คือ อารามในประเทศไทย และที่ประเทศชิลี มีอารามรวมทั้งหมด 34 อาราม

      เนื่องจากการปกครองนักพรตนั้น เป็นการปกครองแบบเอกเทศในแต่ละอาราม ซึ่งแต่ละอารามจะมีอธิการิณีเป็นผู้ใหญ่สูงสุด ดังนั้นเพื่อให้รูปแบบการปฏิบัติชีวิตเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน เพื่อการดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ และจิตตารมณ์ของผู้ตั้งคณะ ที่ประชุมจึงได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหพันธ์ขึ้น โดยมีชื่อว่า “สหพันธ์ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์” ลำได้มีการเลือกตั้งประธานสหพันธ์ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งไ ด้แก่ มาเดอร์ เกียรา ฟรังเชสกา แห่งอารามลากรีมอเน ประเทศอิตาลี

      ดังนั้น ในระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 6 มีนาคมใน ค.ศ. 1957 มาเดอร์ เกียรา ฟรังเชสกา ประธานสหพันธ์ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ได้มาเยี่ยมเยียนบรรดาซิสเตอร์ที่อารามบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้มีการดำเนินให้มีการปรับปรุงธรรมนูญ และปฏิบัติให้สอดคล้อง กับเจตนารมณ์ และคำสั่งสอนของพระศาสนจักร ที่กำหนดไว้ในเอกสารสังคายนาวาติกันที่ 2

      ในขณะนั้นบรรดาคณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน จึงได้มีการปรึกษากับ มาเดอร์ เกียรา ฟรังเชสกาถึงจำนวนสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และได้ตกลงกันว่าจะมีการเปิดอารามใหม่อีกแห่งหนึ่งที่บ้านแสงอรุณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่อยู่ปากทางภาคใต้ของประเทศไทย

      ทางมาเดอร์ เกียรา ฟรังเชสกา สัญญาว่าจะส่งมิชชันนารี จากประเทศอิตาลีมาช่วยอีก 2 ท่าน และใน ค.ศ. 1972 อาราม “พระมารดาแห่งพระศาสนจักร” ที่บ้านแสงอรุณก็ได้มีพิธีการเปิดอารามอย่างเป็นทางการ และพระเป็นเจ้ายังทรงพระทัยดี ประทานให้มีกระแสเรียกเพิ่มมากขึ้นทั้งที่อารามบ้านโปง และที่อารามบ้านแสงอรุณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

      ดังนั้น ใน ค.ศ. 1979 คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน จึงได้ทำหนังสือติดต่อ พระสังฆราช ยอร์ช ยอด พิมพิสาร พระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลอุดรธานี เพื่อถามความประสงค์ของท่าน ซึ่งท่านก็ได้ตอบรับในทันที และท่านยังเสริมอีกว่า ท่านกำลังมีความคิดที่ว่า ควรจะมีนักพรตเพื่อแพร่ธรรมด้วยการภาวนา และพลีกรรมเพื่อสนับสนุนงานแพร่ธรรมในสังฆมณฑลอุดรธานีของท่าน และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ อาราม “แม่พระรับสาร” จึงได้มีพิธีการเปิดอย่างเป็นทางการ

3Capuchin

      คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน ในประเทศไทยมีจำนวนกระแสเรียกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่โยวันนา กาแตลลานี อธิการิณีแห่งบ้านแสงอรุณ และเป็นประธานสหพันธ์ คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ในประเทศไทย จึงมีดำริที่จะเปิดอารามสำหรับซิสเตอร์ผู้เยาว์และผู้ประสงค์ ที่จะเข้าคณะ โดยต้องการสถารนที่มีบรรดาคณาจารย์ที่รอบรู้มาให้การอบรมที่สะดวก

      ดังนั้น ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน แห่งบ้านแสงอรุณ จึงได้มาเปิดอารามที่สามพราน จังหวัดนครปฐม โดยอารามมีชื่อว่า “พระแม่แห่งความเมตตากรุณา” โดยพระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชีย กิจบุญชู เป็นประธานพีเปิดและเสกอาราม และได้มีการเปิดการอบรมสำหรับผู้ที่สนใจชีวิตซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ด้วยเช่นกัน

      ใน ค.ศ. 1984 คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน แห่งอารามแม่พระนิรมล อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ได้ไปเปิดอารามที่ อัครสังฆมณฑลท่าแร่ หนองแสน ที่หมู่บ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร โดยอารามมีชื่อว่า “อารามราชินีแห่งสันติภาพ”

      ใน ค.ศ. 1988 ได้มีการสร้างอารามที่ อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ในเขตการปกครองของ สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี โดยอารามที่นี้มีชื่อว่า “พระแม่แห่งปวงเทวา”

      ใน ค.ศ. 1990 คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน แห่งอารามแม่พระรับสาร จังหวัดอุดรธานี ไปเปิดอารามที่บ้านโพนสูง ชื่อว่า “แม่พระรับสาร” ซึ่งต่อมาใน ค.ศ. 2003 คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชินที่บ้านโพนสูง ไปเปิดอารามแห่งใหม่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของสังมณฑลอุบลราชธานี โดยอารามแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า  “พระมารดาแห่งพระญาณเอื้ออาทร” อันเป็นความร่วมมือของบรรดาซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน จากอารามโพนสูงเดิม อารามบ้านแสงอรุณ อารามสามพราน ร่วมถึงอารามท่าแร่ ที่ร่วมกันสร้างอารามที่จังหวัดอุบลราชธานีจนสำเร็จขึ้นมา

      การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นได้  เนื่องจากการเดินทางมาของมาเดอร์ อันตนเนลลา เปรซิเดนเต ได้เดินทางมาเยี่ยมคณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน ทั้ง 6 อาราม ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1992 และได้เสนอให้มีการจัดตั้งสหพันธ์เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างอารามจึงได้เกิดมี “สหพันธ์คณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน แห่งประเทศไทย”

4Capuchin

      จิตตารมณ์ ของนักบุญกลาราข้อเขียนและการบันทึกของนักบุญกลาราที่ค้นพบมีน้อย นอกเหนือจากพระวินัย 12 บท และพินัยกรรม 12 ข้อ  ก็ยังมีจดหมายอีก 4 ฉบับ ที่ท่านเขียนถึง นักบุญอักเนส แห่งปรากา ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นข้อเขียนสั้นๆ ทั้งนั้น แต่เราก็สามารถพบจิตตารมณ์ของท่านแทบทุกตัวอักษรที่มีจารึกไว้ จากประวัติที่เล่ามาเราก็พอรู้แล้วว่าท่านเจริญชีวิตในเขตพรต ภาวนา พลีกรรม ใช้โทษบาป และถือปฏิบัติความยากจนอย่างเคร่งครัด แต่นั่นก็เป็นหัวข้อให้เรามาดูเนื้อหา และการปฏิบัติของท่านอย่างละเอียดมากกว่าหน่อยต่อคำถามที่ว่า ... อะไรเป็นสิ่งผลักดันให้นักบุญกลารา ดำเนินชีวิตอย่างนี้ ? คำตอบเดียวคือ ความรัก ค่าของการที่เธอรู้ซึ้งถึงความรัก ที่พระเจ้ามีต่อเธอ และมนุษย์ทุกคนว่ามีมากล้นเพียงใดนั้นทำให้เธออยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เธอปรารถนาที่จะตอบสนองความรักนั้นอย่างสิ้นสุดจิตใจ สิ้นสุดกำลังและสิ้นสุดสติปัญญา เธอถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาด้วยชีวิตของเธอและด้วยตัวอักษร

      ดังในจดหมายที่เธอเขียนถึงนักบุญอักแนส แห่งปรากา ว่า "จิตวิญญาณของข้าพเจ้า จะไม่ละทิ้งการระลึกถึงพระองค์  และวิญญาณข้าพเจ้าจะสลายไปเพื่อพระองค์ โอ เจ้าบ่าวแห่งสวรรค์ ขอทรงดึงดูดดิฉันให้วิ่งเข้าหาพระองค์ ดิฉันจะวิ่งไปโดยไม่ยอมเหน็ดเหนื่อย จนถึงพระองค์จะพาดิฉันเข้าไปงานเลี้ยงแห่งความรัก" แล้วเธอก็บรรยายถึงความรักของพระเจ้าว่า "ขอจงพิศเพ่งดูพระราชาสวรรค์ของเรา ซึ่งงามล้ำเลิศกว่าสิ่งใดๆ ทรงยอมเป็นผู้ที่ตกต่ำกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ถูกเหยียดหยาม ถูกโบยตี และในที่สุดได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพราะเห็นแก่เรา" นักบุญกลาราได้ตระหนักถึงความรักที่พระเจ้าได้ทรงให้แก่เธอในชีวิตประจำวันด้วย เธอถือว่าสิ่งที่เธอดำเนินอยู่นี้ เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ประทานให้ ดังที่เขียนในพระวินัยว่า "ในจำนวนพระคุณที่เราได้รับอยู่ทุกวันจากพระบิดาแห่งความเมตตา ยิ่งต้องทำให้เราต้องโมทนาพระคุณพระองค์ และพระคุณที่ใหญ่กว่าหมด คือ พระคุณแห่งกระแสเรียก พระองค์ทรงเรียกเราแม้ขณะที่เรายังจมอยู่ ในความโอ่อ่าของโลก ให้มาฉายแสงดังเป็นกระจกเงาแก่ผู้อื่น" อาศัยความรักนี้เอง ทำให้นักบุญกลารายอมมอบอุทิศตัวทั้งครบ แด่พระคริสตเจ้าและเจริญชีวิต ภายใต้ศีลบนแห่ง ความยากจน ความสุภาพ นอบน้อม ความบริสุทธิ์ และถือเขตพรตอย่างเคร่งครัด เพราะเห็นแก่องค์พระเยซูที่ได้ทรงเจริญชีวิตเช่นนี้มาก่อน ...เวลานี้เราจะขอหยิบยกข้อความบางตอนที่นักบุญกลารา ได้กล่าวถึงองค์พระคริสตเจ้าและถึงฤทธิ์กุศลเหล่านี้ ให้ได้ร่วมรำพึงกันพระเยซูเจ้าผู้ยากจน "โอ้ ความยากจนที่น่าเลื่อมใสศรัทธา พระเยซูคริสต์จอมราชันแห่งฟ้าและแผ่นดิน ทรงยอมรับเอากายมาบังเกิดเป็นมนุษย์  ทรงบังเกิดอย่างยากจนและขัดสน ถูกวางบนรางหญ้า ครั้นเมื่อถึงเวลาเทศนาสั่งสอนได้ตรัสแก่ทุกคนว่า สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง ฝูงนกยังมีรังอาศัย แต่บุตรแห่งมนุษย์ไม่มี่จะวางศีรษะ" แล้วนักบุญกลาราก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะมีฤทธิ์กุศล ในชีวิตของเราว่า  "พระราชัยสวรรค์นั้น พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานให้แก่ผู้ยากจนเท่านั้น  เพราะว่า เมื่อเรารักสิ่งของของโลกนี้ ผลแแห่งความรักแท้ก็จะสูญเสียไป เราะไม่อาจจะรับใช้พระเจ้า และเงินทองพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน บุรุษที่สวมเครื่องแต่งกายไม่อาจจะต่อสู้กับคนตัวเปล่า เพราะตนจะเสียท่าได้ เป็นไปไม่ได้เช่นกันที่ความมักได้ในเกียรติของโลกนี้จะ ร่วมครองราชย์กับพระองค์ในโลกหน้า" ในธรรมนูญของคณะยังเขียนไว้อีกว่า "ยิ่งการตัดสละจากสิ่งของๆ โลก เป็นไปได้มากเท่าไร เราก็จะบรรลุถึงความบริสุทธิ์ของหัวใจได้มากเท่านั้น" และเพื่อเป็นไปตามพระวรสารอย่างแท้จริง ให้ชีวิตความยากจนของเราตั้งมั่นอยู่บนรากฐานของความเชื่อในพระญาณสอดส่องของพระเจ้า พระบิดาผู้ทรงเฝ้าติดตามผู้ที่ได้ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเห็นแก่พระองค์ ด้วยความเอาใจใส่และความห่วงใย"พระเยซูเจ้าผู้นอบน้อม "ด้วยชีวิตแห่งความนอบน้อมของเรา ทำให้เรามีส่วนในความนอบน้อมเชื่อฟังของพระคริสตเจ้า ซึ่งด้วยความนอบน้อมอันเปี่ยมด้วยความรักต่อพระบิดา ได้ทรงถ่อมพระองค์รับสภาพทาส  และยังทรงนอบน้อมจนกระทั่งถึงความตาย เป็นความตายบนไม้กางเขน" ในธรรมนูญของคณะ ท่านนักบุญกลารา ได้กำหนดไว้ว่า "ซิสเตอร์ทุกคนไม่ว่าจะมีตำแหน่งใด ให้ถือความนอบน้อมเช่นกัน เป็นความนอบน้อมด้วความรักและสำหรับผู้ที่ได้รับหน้าที่ปกครองขอให้ปกครองด้วยคุณธรรมแ ละความรัก และเป็นแบบอย่างแห่งชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ สำหรับผู้น้อย ขอให้ระลึกว่า ตนได้สละน้ำใจของตนเองเพราะเห็นแก่ความรักของพระเจ้าแล้ว ให้นบนอบด้วยความสุภาพในจิตตารมณ์แห่งความเชื่อ และความรักต่อน้ำพระทัยพระเจ้า ทั้งสมาชิกที่ได้รับแต่งตั้งให้ปกครองและสมาชิกที่ได้รับเรียก ให้นบนอบจงก้าวเดินไปพร้อมกัน"พระเยซูเจ้ากับความบรุสุทธิ์ "เรายกย่องศีลบนแห่งความบรุสุทธิ์ที่เราเลื อกด้วยความสมัครใจ เพราะเห็นแก่งความรักต่อพระคริสตเจ้า และเพื่ออาณาจักรของพระองค์ ศีลบนนี้ปลดปล่อยหัวใจของเรา ทำให้เราพร้อมที่รักพระเจ้าและเพื่อมนุษย์ด้วยหัวใจที่ไม่แบ่งแยก โดยทางศีลบนนี้ทำให้เราติดตามชีวิตพรหมจรรย์ของพระเยซูเจ้า และพระมารดาของพระองค์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังเป็นพยานถึงการสมรสอย่างน่าพิศวงของพระศาสนจักร ซึ่งมีพระคริสตเจ้าเป็นเจ้าบ่าวแต่องค์เดียว"   

       ในจดหมายของท่านนักบุญกลาราถึงนักบุญอักเแนส แห่งปรากา เขียนไว้ว่า  "โอ้ เจ้าสาวของพระคริสตเจ้า เธอช่างสุขจริงหนอที่ได้รับเชิญมาในงานมงคลสมรสของพระชุมพาน้อย เพื่อที่จะได้แสดงความภักดีต่อพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของเธอ พระเจ้าทรงรวมเธอไว้กับพระองค์ในชีวิตนิรันดร เวลานั้น เธอจะประสบกับสิ่งที่สงวนไว้เพื่อมิตรสหายของพระองค์ เธอจะได้ลิ้มรสความหวานฉ่ำอันซ่อนเร้นที่ พระเจ้าทรงสงวนไว้แต่นิรันดรสำหรับผู้ที่รักพระองค์" สุดท้ายเราจะพูดถึง "การเจริญชีวิตฉันพี่น้องในเขตพรต" ตามรูปแบบของนักบุญกลารา "การแยกตนจากโลกภายนอกไม่เป็นอุปสรรคต่อการร่วมเป็นจิตหนึ่งใจเดียวกับมนุษย์ทั้งโลก เรากักกันเพียงกายแต่จิตใจเราเป็นอิสระ เขตพรตนั้นมีไว้เพื่อรักษาความสงบ อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเพ่งพินิจรำพึง โดยจุดประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่มนุษย์ในเรื่องเกี่ยวกับการสวดภาวนา และพัฒนาชีวิตฝ่ายจิต ในฐานะเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อการบำเพ็ญภาวนา เราแบกเอาความกังวลและความทุกข์ทรมานของมนุษย์ทุกคนไว้ในดวงใจของเรา หน้าที่ของเราคือ การเป็นผู้ร่วมมือกับพระเจ้าและเป็นผู้ค้ำจุนสมาชิกที่อ่อนแอ ในพระกายทิพย์ของพระองค์"นี่เป็นรูปแบบความรักที่เรามีต่อพี่น้องเพื่อนมนุษย์ นักบุญกลารายังให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อความรักฉันพี่น้องต่อสมาชิกของหมู่คณะ เพราะหมู่คณะของเราเป็นดังครอบครัวที่แท้จริงที่มาร่วมกันในพระนามของพระคริสต์  พร้อมกับการประทับอยู่ของพระองค์ให้ทุกคนได้เดินในหนทางของความจริง และความจริงใจ ไว้วางใจต่อกันและกัน ให้หลีกเลี่ยงการแตกร้าว การแบ่งแยก การนินทาโดยการเอาชนะความโน้มเอียงที่ไม่ดี เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่กันและกัน ให้ยอมรับความแตกต่างด้านอุปนิสัย ความรู้สึกนึกคิด ให้เราได้เป็นเครื่องหมายของความรักที่สมบูรณ์ในสวรรค์ เป็นแบบอย่างแก่ประชากรของพระเจ้าถึงเอกภาพที่จะปรากฎมาในการเสด็จมาของพระคริสตเจ้าสิ่งต่างๆ ที่ได้บรรยายมาตั้งแต่ต้น มิใช่เป็นเพียงรูปแบบที่เหมาะสมกับชีวิตของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นรูปแบบชีวิตของคริสตชนทุกคน เราหวังว่าการแบ่งปันของเราจะไม่ต้องเป็นเพียงตัวอักษรที่สูญหายไป  แต่จะคงอยู่ในจิตสำนึกและในการปฏิบัติตลอดชีวิตของเราเหล่าลูกนักบุญกลารา และในชีวิตของท่านด้วย

       



                 
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เรื่องราวของ ซิสเตอร์ คณะกาปูชินทั้ง 12 คน ที่ถูกออกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อ: มีนาคม 16, 2015, 10:18:19 PM
 ฮืม เจ๋ง
                                                            เรื่องราวของ ซิสเตอร์ คณะกาปูชินทั้ง 12 คน ที่ถูกออกโดยไม่ทราบสาเหตุ

http://pantip.com/topic/31924261
Alan Petervich Update 16 มีนาคม 2015

       เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ ปีที่แล้ว ที่ซิสเตอร์ ทั้ง 12 คนได้ ออกมาจากอารามคณะกาปูชินที่ อุบลฯ  ซึ่งนำความแปลกใจมาสู่คริสตชนคาทอลิกเป็นอย่างมาก รวมทั้งผู้คนที่พบเห็นพวกเขา และเหนือสิ่งอื่นใด คือคำถามที่ตั้งขึ้นมา ในภายหลังว่า " เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เกิดอะไรขึ้นกับศาสนาจักรคาทอลิกและกับสถาบันนักพรตนักบวช ทำไมพวกเขาถึงหนีออกมา "

สหพันธ์ คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ในประเทศไทย และพระศาสนาจักร ได้ให้พวกเธอกลับไป ยังอารามที่พวกเธอหนีออกมา และได้ตัดสินให้ หนึ่งในพวกเธอ ไปบำบัด ที่สวนเจ็ดริน ที่ เชียงใหม่ ในข้อหาที่ว่า เป็น โรคจิต และเป็นบ้า  (สวนเจ็ดริน เป็นสถานที่เข้าเงียบ เป็นสวนไว้ปฏิบัติ ธรรม ของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก)
แต่ผลปรากฏว่า ในการบำบัดนั้น มีข้อสรุป และคำรับรองจากผู้ดูแล สวนเจ็ดริน ว่า เธอปกติ ไม่ได้บ้า หรือเป็นโรคจิตแต่ใดๆ

เมื่อผลมันออกมาเช่นนั้น ทางสหพันธ์ คณะซิสเตอร์กลาลิส กาปูชิน ในประเทศไทย และพระศาสนจักรได้ กักบริเวณเธอ ส่งเธอไปอยู่กับ ญาติ ให้ช่วยดูแล และคอยไม่ให้รับโทรศัพท์จากใครเลย และแล้ว เธอก็ได้หนีออกมาจากที่กักกัน มารวมกับสมาชิกคณะคนอื่นๆ

หลังจากนั้นไม่นาน ทั้ง 12 คนได้ถูกประกาศให้ ออกจากการเป็นนักบวช โดยศาสนาจักรคาทอลิกแห่งประเทศไทยเป็นผู้ประกาศ โดยเนื้อหาในจดหมายได้ถูกส่งไปยัง วัดโบสถ์คาทอลิก ทั่วประเทศ ไม่ให้ ทำบุญกับพวกเธอ ไม่ให้พวกเธอกลับเข้าไปในสังฆมลฑลอุบลฯ อีกต่อไป ซึ่งนับว่า เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมกับพวกเธอเป็นอย่างมาก

จากนั้น ทางวาติกัน ได้ ออกจดหมายมายัง ศาสนาจักรในประเทศไทยให้มีการสอบสวน โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา จากการสอบสวนนั้น ไม่เป็นผล เพราะ พวกคณะไต่สวน ได้ให้ทางเลือกพวกเธอไปอยู่บ้านนักบวชอื่นๆ เพื่อเข้าเงียบ แต่พวกเธอไม่เลือกวิธีนั้น

ผลสุดท้ายจากการไต่สวนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า พวกเธอเขียนจดหมายลาออกจากชีวิตนักบวชเอง พวกเธอทั้ง 12 ได้ นบนอบและทำตามความประสงค์ของศาสนาจักร ด้วยความเป็นนักบวชที่ ต้องถือ คำสาบานอยู่ 3 ข้อ คือ ความยากจน ความนบนอบ และความบริสุทธิ์  

      Alan Petervich -  และนี่คือประกาศสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย เรื่อง การพ้นสภาพของอดีตนักพรต กลารีส กาปูชิน เขตสังฆมณฑลอุบลราชธานี ความว่า:

     สืบนื่องมาจากคำประกาศของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2014  การลาออกของบรรดานักพรต กลารีส กาปูชิน อารามพระมารดาแห่งความเอื้ออาทร  ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบุ่งไหม  อำเภอวารินชำราบ  ในเขตสังฆมณฑลอุบลราชธานี เหตุผลคือ

1)     ออกจากเขตพรตแห่งสันตะสำนัก(คงหมายถึงเขตอาราม ไม่ใช่ Holy See) เป็นระยะเวลานาน ( ข้อกล่าวหาฉกรรจ์ มีพยานหลักฐานหรือไม่?)

2)     พวกเขาปฏิเสธในการยอมรับอำนาจของพระศาสนจักร ( ข้อกล่าวหาฉกรรจ์ โปรดแสดงพยานหลักฐาน)

ในที่สุด (สภาพระสังฆราชฯ สรุปว่า ) พวกเขายื่นจดหมายลาออกจากสถานภาพการเป็นนักพรตด้วยตนเอง (โดยสมัครใจหรือไม่ ไม่ระบุชัด) เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2014

      บรรดาอดีตนักพรตที่เคยปฏิญาณตน มี 11 คนและผู้ฝึกหัด (โนวิส) 1 คน  รวมเป็น 12 คน  มีดังนี้ :

1.    ซิสเตอร์ อิมมาโกลาตา นิรมล  ลิมาลัย (หัวหน้า)
2.    ซิสเตอร์ เยซูอัลดา สุวรรณา ฉัตรบรรยงต์
3.    ซิสเตอร์ ฟรันเชสก้า สุกัญญา เซี่ยงเจ๊น (จันทร์ศรีวิชัย)
4.    ซิสเตอร์ อากอสตีนา สมคิด  ราชจันทร์
5.    ซิสเตอร์ เกียร่า วิรัตน์  มณีณพ
6.    ซิสเตอร์ ยอแซฟปีนา รุ่งทิพย์  แซ่เล้า
7.    ซิสเตอร์ เฮเลนา จันทร์เพ็ญ  สร้างกุศลในพสุธา
8.    ซิสเตอร์ มาริสา นันทวรรณ  เดโชเดชทวี
9.    ซิสเตอร์ เอมิลี่  นันทิดา  ปกรณ์พงศ์สิริดี
10.   ซิสเตอร์ เอเล็ตต้า  วิภา  เปี่ยมสุข
11.   ซิสเตอร์เพตร้า  นอภาดา  ธนะศิริพัฒน์
12.    ผู้ฝึกหัด (โนวิส) พุทธรักษ์  หมุนคำ

  เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน  2014  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส โดยผ่านทางสมณกระทรวงเพื่อสถาบันชีวิตที่ถวายตัวฯ (Congregatio pro Institutis vitae consecratae et Societatibus vitae apostolicae) ออกสมณกฤษฎีกา(Constitutio Apostolica) เพื่อยืนยันกฤษฎีกาที่ออกเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2014  จากพระสังฆราช ฟิลิป บรรจง ไชยรา  โดยอำนาจการเป็นประมุขแห่งสังฆมณฑลอุบลราชธานี  ตามกฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 699 วรรค 2  เพื่อให้นักพรตแต่ละคนพ้นสภาพจากชีวิตนักพรตตามที่พวกเขาได้ขอไว้   นอกนั้น สมณกฤษฎีกาแห่งสันตะสำนักที่ออกมานี้ ได้ยืนยันการพ้นจากสถานภาพการเป็นนักพรต และให้หลุดพ้นจากข้อผูกพันในการปฏิญาณตนเป็นนักพรตของพวกเขาแต่ละคนด้วย  และสามารถใช้ชีวิตเป็นฆราวาสคริสตชนตามปกติ (เทียบกฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 702 วรรค 1 และ วรรค 2)

       จากการให้ข้อมูลฝ่ายเดียวของสภาพระสังฆราชคาทอลิกไทย มิได้ยุติลงแค่ที่กล่าวมานั้น  แต่ยังมี “ ข้อกล่าวหา “ เพิ่มมาว่า  “ ขณะนี้ เนื่องจากบรรดาอดีตนักพรตดังที่กล่าวชื่อไปแล้วนั้น กำลังแสดงพฤติกรรมดังนี้ :

1.   ประกาศตนอย่างเปิดเผยไม่เป็นคาทอลิก  ( ทำไมไม่แสดงข้อมูลพยานหลักฐานที่กลุ่มนั้นกระทำดังที่ว่านั้น?)

2.   ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์และพระแม่มารีย์   (  แสดงพยานหลักฐานให้เห็นจริงไม่ดีกว่าหรือ?)

3.   ประกาศว่าพวกเขาสามารถติดต่อและรับบัญชาจากพระเจ้า พระบิดาโดยตรง ( เรื่องใหญ่ แสดงว่าพวกเขาอ้างตนเป็นนักบุญ  พยานหลักฐานอยู่ไหน?)

       กลุ่มบุคคลเหล่านี้สวมชุดยาวสีม่วง  กำลังเดินทางไปยังสังฆมณฑลและวัดต่างๆ โดยเฉพาะ เพื่อพบเด็กและหญิงสาว  ขอถ่ายภาพไว้ และ อ้างตนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์กระทำภารกิจของพระบิดา  ถ้าหากที่ใดไม่ต้อนรับ พวกเขาก็จะใช้คำหยาบสาปแช่งสถานที่แห่งนั้น  ซึ่งสร้างความสับสนและการเป็นที่สะดุดแก่บรรดาสัตบุรุษและผู้พบเห็น

       มีการลงท้ายว่า “ ดังนั้น  สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า พฤติกรรมของบุคคลดังกล่าว ขัดต่อหลักความเชื่อ  และต่อต้านหลักคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก  ขอให้ทุกท่านพึงระวังไม่ให้การสนับสนุนบุคคลเหล่านี้  และขอคำภาวนาเพื่อพวกเขา ( เมื่อระบุไม่ให้ให้การสนับสนุน จะขอให้ภาวนาเพื่อพวกเธอไปทำไม  จะยังอาลัยอาวรณ์เพราะอะไร?)  และเพื่อความดีส่วนรวมของพระศาสนจักรด้วย  (การออกกฤษฎีกาไล่ออกไม่น่าจะทำเพื่อความดีส่วนรวมของพระศาสนจักรได้กระมัง?)
                                            
       ประกาศมา ณ วันที่ 3 มีนาคม  2015

                                                                             (ลงนาม)         ประทับตราตำแหน่งเป็นสำคัญ

                                                                                  พระอัครสังฆราช หลุยส์  จำเนียร   สันติสุขนิรันดร์
 
                                                                                         พระอัครสังฆราชแห่งท่าแร่ – หนองแสง  
                                                                                  ประธานสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย                                                        

      หนึ่งในคำไต่สวน ของศาสนาจักร บอกว่า " พ่อเคารพอิสรภาพ ของพวกเธอนะ "  การกระทำของคนไต่สวนไม่ใช่ ซึ่ง บาทหลวงที่มาไต่สวนนั้น วางแผนทุกอย่างไว้แล้ว โดยไม่ให้ทางเลือกพวกเธอเลย นี้หรือ คือ ศาสนาที่ขึ้นชื่อว่า ความรักและความเมตตา (น่าจะไม่ใช่ แต่ตรงข้าม เป็นพวกใครพวกมัน หรือ Partisanship ต่างหาก)

การที่พวกซิสเตอร์ได้(ถูกบีบบังคับจนต้อง)ยอมออกมาจาก ชีวิตนักบวชเป็นการ ทรมานพวกเธอมาก เพราะตั้งแต่พวกเธอเข้าอารามมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยออกไปมาสู่โลกภายนอกเลย

บางคนอาจจะ คิดว่า พวกเขาเหมาะกับชีวิตที่เป็นฆราวาส  แต่จากการได้สัมผัสพวกเธอแล้ว พวกเธอทุกคนยังหนักแน่น ในการดำรงชีวิตอย่างเช่นนักบวช ถึงแม้ว่า เธอจะออกมาจากอาราม การสวดภาวนายังปฏิบัติเหมือนเดิม ไม่เคยขาด ความเชื่อวางใจในพระเจ้า การถือตามคำสาบาน ทั้ง 3 ข้อยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

แต่นักบวชคาทอลิกบางคน คำสาบาน ที่ให้ไว้ ก็ยังไม่ปฏิบัติตาม  บางคน มีครอบครัวทั้งๆที่ เป็นนักบวช บางคนมีเงินเป็นร้อยล้าน บางคนเสียความบริสุทธิ์ไปตั้งแต่ต้น บางคนหยิ่งทนงตน บางคนโกง ฯลฯ  พวกนี้มากกว่านะที่สมควรจะออกจากชีวิตนักบวชมากกว่าพวกซิสเตอร์ 12 คน
 
       ไม่ได้เอ่ยชื่อของนักบวชท่านไหน เพราะว่า คุณรู้อยู่แก่ใจของคุณอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องบอก

       บางคนจะบอกว่า บาทหลวงคือคน คนก็มีผิดพลาดได้ แต่ไม่ใช่อย่างที่เราทุกคนเข้าใจ เพราะว่า ในศาสนาคริสต์นั้น คำสาบาน มี แค่ 3 ข้อ เท่านั้น คือ ความยากจน ความบริสุทธิ์ และความนบนอบ และการดำเนินชีวิตของศาสนาคริสต์นั้น มี 2 ทางคือ นักบวชกับ ฆราวาส เท่านั้น ซึ่งนักบวชเองนั่น จะไม่สามารถมีครอบครัวได้เพราะถือ คำสาบาน ความบริสุทธิ์

       สังเกตุจาก รร. คริสต์ จากประวัติแล้ว จะสร้างมาเพื่อคนยากจน แต่ในปัจจุบัน ต้องมี การยัดเงินเพื่อให้ลูกหลานเข้าเรียน(แม้จะเป็นคนคาทอลิกก็เถอะ)  ไม่มีเงินเข้าไม่สามารถเข้าเรียนได้ นี่ก็ Partisanship อีกเหมือนกัน!

       ข้อสังเกตุอีกประการ ที่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับศาสนจักรคาทอลิกในปัจจุบันนี้  คงต้องแสดงความคิดเห็นต่อไป เพื่อให้สภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทยได้อธิบาย.

Holy Thursday , God bless u  all
********************************************************************************************
ไม่มีจุดมุ่งหมายจะเขียนเพื่อลบหลู่หรือ กล่าวร้ายใคร #####

แก้ไขข้อความเมื่อ 17 เมษายน 2557 เวลา 15:28 น.
  
สมาชิกหมายเลข 1367558 ของ Pantip.com
 
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “พระคาร์ดินัลชาวไทยองค์ที่สอง” หนุนชุมชนคาทอลิกในไทย เมื่อ: มีนาคม 16, 2015, 10:05:15 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม
                                                                    “พระคาร์ดินัลชาวไทยองค์ที่สอง” หนุนชุมชนคาทอลิกในไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
16 มีนาคม 2558 19:28 น.
(แก้ไขล่าสุด 16 มีนาคม 2558 20:42 น.)

                                            http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000030884

       พระคาร์ดินัลชาวไทยองค์ที่สอง “พระคาร์ดินัลฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช” เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.ต่างประเทศ” สนับสนุนชุมชนคาทอลิกในประเทศไทยอย่างเต็มที่ แนะบูรณะโบราณวัตถุไทย ก่อนนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน แนะรัฐทำนุบำรุงหมู่บ้านโปรตุเกส ที่ จ.อยุธยา
       
       วันนี้ (16 มี.ค.) มีรายงานว่า เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่ภารกิจของ “พระคาร์ดินัลฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช” เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
       
       ทั้งนี้ พลเอก ธนะศักดิ์ ได้ส่งผ่านคำแสดงความยินดีของนายกรัฐมนตรีต่อการสถาปนาเป็นพระคาร์ดินัล โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส ซึ่งส่งเสริมบทบาทสำคัญของไทยในศาสนจักรโรมันคาทอลิก และเวทีระหว่างประเทศ และแสดงความพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจของพระคาร์ดินัล ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนครรัฐวาติกัน โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2558 นายวิทวัส ศรีวิหค รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นผู้แทนเข้าร่วมพิธีฉลองสมณศักดิ์พระคาร์ดินัล ที่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ สามพราน นครปฐม
       
       พระคาร์ดินัล ได้แสดงความขอบคุณต่อรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการปฏิบัติศาสนกิจ ตลอดจนสนับสนุนชุมชนคาทอลิกในประเทศไทยอย่างเต็มที่ รวมถึงสนับสนุนแนวคิดริเริ่มที่จะบูรณะโบราณวัตถุของไทย และนำโบราณวัตถุไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย และเสนอให้มีการทำนุบำรุงหมู่บ้านโปรตุเกสที่จังหวัดอยุธยา ซึ่งเป็นสถานที่มิชชันนารีชาวโปรตุเกสเดินทางเข้าไทยในปี ค.ศ. 1511 และมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ต่อชาวคาทอลิก
       
       สำหรับ พระคาร์ดินัลฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ได้รับการสถาปนาเป็นพระคาร์ดินัล เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 โดยเป็นพระคาร์ดินัลชาวไทยองค์ที่สอง ต่อจากพระคาร์ดินัลไมเกิล มีชัย กิจบุญชู ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2526 - 2552 ทั้งนี้ มีผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในไทยประมาณ 350,000 คน โดยสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ได้เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 - 11 พฤษภาคม 2527
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การศึกษาเรื่องของอัครสาวกสิบสองคน เมื่อ: มีนาคม 14, 2015, 06:04:47 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                การศึกษาเรื่องของอัครสาวกสิบสองคน
                                                                      The Twelve – A Study of the Apostles
By James F. Korthals
[Bible Class January – February 2000,
David’s Star Lutheran Church, Jackson, WI]
Alan Petrvich Update 14 March 2015

                                                                          What is Discipleship? ความเป็นศิษย์คืออะไร?

“Go therefore and make disciples of all nations. . .” That was His last word, His great commission. We are far from the mark if we think of our relationship with Jesus Christ in terms of anything less than full discipleship. He didn’t say “Go and make churchgoers,” or “Go and make congregation members.” Of course His disciples of the twentieth century will go to church and they will be congregation members. But they must become His disciples first of all. And they must live their Christian faith in terms of a personal discipleship with their Lord and Redeemer. (John H. Baumgaertner)

 “ ดังนั้น พวกท่านจงไปและทำให้ทุกชาติเป็นศิษย์ของเรา.....”  นั่นคือพระวาจาสุดท้ายของพระองค์  การมอบหมายยิ่งใหญ่ของพระองค์  เราห่างจากจุดนี้มากถ้าเราคิดถึงความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสตเจ้าในเรื่องใดๆที่น้อยกว่าการเป็นศิษย์ครบสมบูรณ์   พระองค์มิได้ตรัสว่า “ จงไปและทำให้คนมาวัด “ หรือ “ จงไปและทำให้คนมาร่วมชุมนุมกัน “  แน่นอน สานุศิษย์ของพระองค์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจะไปวัด และพวกเขาจะร่วมกันเป็นกลุ่มสมาชิก  แต่ พวกเขาต้องกลายเป็นสานุศิษย์ของพระองค์ก่อนอื่น  และ พวกเขาต้องเจริญชีวิตแบบความเชื่อคริสตชน ในการเป็นศิษย์แต่ละคน กับพระเจ้าและพระผู้ไถ่ของพวกเขา  (John H. Baumgaertner)

1. A disciple is a person who has a relationship with the Master สานุศิษย์คือคนที่มีความสัมพันธ์กับพระอาจารย์
A.   Mark 3:14
B.   Matthew 13:10 11
C.   Matthew 26:38
D.   Matthew 28:7,10
E.   Matthew 12:49

2. A disciple is a person who is under the total authority of the Master สานุศิษย์คือคนที่อยู่ใต้อำนาจพระอาจารย์
A.   Luke 14:26
B.   Luke 14:33
C.   Matthew 10:24 and Matthew 16:24

3. A disciple is a person who learns from the Master  สานุศิษย์คือคนที่เรียนรู้จากพระอาจารย์
A. Three characteristics of our “learning” ลักษณะสามประการของ” การเรียนรู้ “
1.   Matthew 16:24
2.   Matthew 11:29
3.   John 8:31
B. Five characteristics of his “teaching” ลักษณะห้าประการของ “ การสอน “ ของพระอาจารย์
1.   Luke 11:1
2.   Mark 4:33 34
3.   Matthew 16:20
4.   Matthew 16:21
5.   Mark 8:33

4. A disciple is useful to his Master  สานุศิษย์เป็นประโยชน์แก่พระอาจารย์
A.   Luke 10:2
B.   Luke 10:3
C.   Luke 10:1
D.   Luke 10:4
E.   Luke 10:9 11
F.   Luke 10:16 19

       
                                    The Difference between “Disciples” and “Apostles”  ความแตกต่างระหว่าง “สานุศิษย์” และ “อัครสาวก”

The New Testament has numerous references to people called “disciples” and “apostles.” We have to ask ourselves, “What is a disciple? What’s an apostle? What’s the difference, if any, between disciples and apostles?” พระวรสาร ภาคพันธสัญญาใหม่ มีการอ้างอิงมากมายถึงประชาชนที่ได้ชื่อว่า “สานุศิษย์” และ “อัครสาวก”   เราต้องถามตัวเราเองว่า “ อะไรคือสานุศิษย์?”   “อะไรคืออัครสาวก?”   อะไรคือความแตกต่าง  ถ้ามี  ระหว่างสานุศิษย์และอัครสาวก?”

                                                                                              สานุศิษย์

“Disciple” is derived from the Greek word, maqhth/v (math ay tas’ ), which means learner, pupil, student or follower. The Biblical usage involved not just learning, but also agreement and acceptance of the teacher as a leader. While the New Testament most often refers to the disciples of Jesus Christ, there is also some mention of John the Baptist (Matthew 9:14) and the Pharisees (Matthew 22:16) having disciples. Followers of Christ were not called “Christians” until the founding of the church at Antioch in Syria (Acts 11:26). Before then, Christians were called “disciples of Jesus Christ.” The apostles began as disciples (Matthew 10:1). There were far fewer apostles than disciples. All apostles were disciples, but not all disciples became apostles.

 คำว่า “สานุศิษย์ – Disciple ” มาจากคำภาษากรีก , maqhth/v (math ay tas’ ), ซึ่งหมายถึง ผู้เรียนรู้  ลูกศิษย์  นักศึกษา หรือ ผู้ติดตามศึกษา  การใช้ในพระคัมภีร์ยังรวมเอาไม่เพียงการศึกษาเรียนรู้เท่านั้น  แต่ยังรวมเอาการเห็นด้วยและการยอมรับครูผู้สอนเป็นดังผู้นำคนหนึ่ง  ขณะที่พระวรสารบ่อยมากทีเดียว ที่อ้างอิงถึงสานุศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า  ยังมีการเอ่ยถึงของท่านยอห์นแบ๊บติส(มัทธิว 9:14) และพวกฟาริสี (มัทธิว 22:16) ที่มีสานุศิษย์ด้วย   ผู้ติดตามเชื่อในพระคริสต์ จะไม่เรียก “ คริสตชน” จนกว่ามีการก่อตั้งศาสนจักรขึ้นที่เมืองอันติอ๊อคในประเทศซีเรีย(กิจการ 11:26)   ก่อนหน้านั้น  ชาวคริสตชนถูกเรียกว่า “สานุศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า”   บรรดาอัครสาวกเริ่มเป็นประหนึ่งสานุศิษย์ (มัทธิว 10:1)   ขณะนั้นมีอัครสาวกน้อยกว่าสานุศิษย์   อัครสาวกทั้งหมดเป็นสานุศิษย์ แต่ไม่ใช่สานุศิษย์ทุกคนเป็นอัครสาวก.

                                                                       อัครสาวก

“Apostle” is derived from the Greek word, a0po/stolov (ap os’ tol os), which means messenger or ambassador.
The Twelve Apostles, with Matthias replacing the traitor Judas Iscariot, were called to serve as the foundation of the Christian church. All of them, with one possible exception (see John), were martyred
Others were appointed as apostles at later times and other purposes, including Paul, the apostle to the Gentiles, and Barnabas (Acts 14:14). Lesser known people are also referred to as apostles, including Andronicus and Junias (Romans 16:7), Timothy and Silas (I Thessalonians 2:6) and James, the Lord’s brother (Galatians 1:19).
As might be expected, Satan, that Old Serpent, used corrupt and evil men as his own “apostles”  “For such men are false apostles, deceitful workmen, masquerading as apostles of Christ. And no wonder, for Satan himself masquerades as an angel of light. It is not surprising, then, if his servants masquerade as servants of righteousness. (2 Corinthians 11:13 15)

 คำว่า “อัครสาวก – Apostle “ มาจากคำภาษากรีก  a0po/stolov (ap os’ tol os), ซึ่งหมายถึง ผู้นำสาร หรือ ทูตผู้ถือสาร                                                                                                                                                                                                                            อัครสาวกสิบสององค์ ที่มัทเธียสมาแทนยูดาส อิสการิออสผู้ทรยศ  ถูกเรียกมาเพื่อรับใช้ประหนึ่งฐานรากของศาสนจักรคริสตชน   อัครสาวกทุกคน  ยกเว้นคนหนึ่ง (ดู ยอห์น)  ถูกประหารเป็นมรณสักขี                                                                                                                                                                                                                                   คนอื่นที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครสาวกทีหลังและเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ก็มี รวมทั้งเปาโล  อัครสาวกเพื่อคนนอกศาสนา  และบาร์นาบาส  (กิจการ 14:14)  ผู้ที่คนรู้จักน้อยมากที่เป็นอัครสาวกก็มีเช่น อันโดรนิกัส และ จูนีอัส (โรมัน 16:7) ตีโมที และ ซีลาส ( 1 เทสซาโลเนียน 2:6) และเจมส์ น้องชายของพระเยซูเจ้า (กาลาเทีย 1:19)      ดังเช่นที่รอกัน  ซาตาน เจ้างูดั้งเดิม  ได้ใช้มนุษย์ที่ชั่วร้ายและคดโกงเป็นประหนึ่ง “ อัครสาวก”ของมัน – “เพราะคนเช่นนั้นเป็นอัครสาวกเท็จเทียม  คนทำงานที่หลอกลวง ปลอมตัวเสแสร้งเป็นประหนึ่งผู้รับใช้ความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม (2 โครินธ์ 11:13-15)

       Consider This: What did Paul say were the proofs of an apostle?
See 2 Corinthians 12:12
       โปรดพิจารณาข้อนี้ : นักบุญเปาโลกล่าวอะไรที่เป็นข้อพิสูจน์ของอัครสาวกคนหนึ่ง?  โปรดดู 2 โครินธ์ 12:12

                                                             Twelve   An Introduction คำนำ – อัครสาวกสิบสององค์

The apostles were chosen during the second year of Christ’s ministry after he had prayed all night. Although Jesus was surrounded by enemies who were plotting his death, he was more concerned about the future. He chose men to spread the good news of the redemption which he was about to win. The apostles were perhaps not the men we would have chosen to represent the Lord. The men called to discipleship were simple rather than powerful, uneducated rather than intellectuals, full of selfish ambition rather than humble. The Lord’s standards are obviously different from our own.
The names of the Twelve are listed in four places in the New Testament. The lists do not agree with each other as far as the sequence of names is concerned. They agree only in placing Peter first in the listings, even though it was his brother Andrew, who was called first by the Lord.
Jesus does not indicate why he determined the number of apostles should be twelve. The number, however, had significance in the history of God’s people. Jacob had twelve sons who became the leaders of the twelve tribes of Israel. The number twelve was considered important enough that between the Ascension of Jesus and Pentecost, the church replaced Judas with a new apostle.

บรรดาอัครสาวกได้รับเลือกช่วงระหว่างปีที่สองของการปฏิบัติงานของพระคริสตเจ้า หลังจากที่พระองค์สวดภาวนาตลอดทั้งคืน  แม้พระเยซูเจ้าถูกล้อมกรอบด้วยศัตรู ซึ่งวางแผนความตายของพระองค์  พระองค์กลับมุ่งหวังมากกับอนาคต  พระองค์ได้เลือกคนให้เผยแพร่ข่าวดีของการไถ่กู้ซึ่งพระองค์ใกล้จะชนะแล้ว   บางที บรรดาอัครสาวกมิใช่คนที่เราจะเลือกมาแสดงตนแทนพระเป็นเจ้า   คนที่ถูกเรียกมาเป็นอัครสาวกเป็นคนธรรมดาสามัญเกินไปแทนที่จะเป็นคนมีอำนาจวาสนา  ไม่ได้รับการศึกษามากกว่าจะมีสติปัญญา  เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัวมากกว่าจะสุภาพถ่อมตน  มาตรฐานของพระเยซูเจ้าเห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากพวกเรา
ชื่อของอัครสาวกทั้งสิบสององค์มีแสดงไว้ในสี่แห่งในพระวรสาร   รายชื่อไม่สอดคล้องกันเท่าไรเมื่ออ่านรายนามของอัครสาวก  ที่เหมือนกันก็คือวางชื่อนักบุญเปโตรเป็นคนแรกขแงทุกรายชื่อ  แม้จะเป็นชื่ออันดรูพี่ชายที่พระเยซูเจ้าเรียกเป็นคนแรก
พระเยซูเจ้ามิได้ชี้ว่าทำไมพระองค์จึงตั้งความตั้งใจว่าอัครสาวกควรมีสิบสองคน  อย่างไรก็ดี  จำนวนดังกล่าวมีความหมายในประวัติชนชาติประชากรของพระเป็นเจ้า  ยาก๊อบมีบุตรชายสิบสองคน ซึ่งกลายเป็นหัวหน้าชนสิบสองตระกูลของอิสราเอล   จำนวนสิบสองถือว่าสำคัญพอที่ว่าอยู่ระหว่างการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูเจ้าและวันพระจิตเจ้าเสด็จมา  พระศาสนจักรทดแทนยูดาด้วยอัครสาวกองค์ใหม่ ( ไม่ใช่พระเยซูเจ้าเองหรือ?)

       The basic qualifications by which the church distinguishes the apostles from the other followers include:
        คุณลักษณะมาตรฐานซึ่งพระศาสนจักรแยกแยะอัครสาวกเป็นกลุ่มมีดังนี้:

1)   these men were called by Jesus;  คนที่ถูกเรียกจากพระเยซูเจ้า
2)   they followed him during his entire public ministry; ผู้ติดตามพระองค์ตลอดการปฏิบัติภารกิจของพระองค์
3)   they witnessed in public, especially after Pentecost, about the Resurrection and work of Jesus;
        พวกที่เป็นพยานในที่สาธารณะ เป็นต้นหลังพระจิตเจ้าเสด็จมา  ระหว่างการคืนชีพ และงานของพระเยซูเจ้า
4)   they were eyewitnesses to the Lord’s works and words. ผู้เป็นจักษุพยานงานและพระวาจาของพระเยซูเจ้า


Mark 3:16-18              Matthew 10:2-4           Luke 6:14-16              Acts 1:13

Simon Peter              Simon Peter                   Simon Peter              Peter
James, son of Zebedee      Andrew                      Andrew                      James
John                              James, son of Zebedee   James                      John
Andrew                      John                           John                              Andrew
Philip                            Philip                           Philip                              Philip
Bartholomew              Bartholomew                   Bartholomew              Thomas
Matthew                      Thomas                           Matthew                      Bartholomew
Thomas                      Matthew                           Thomas                      Matthew
James, son of Alphaeus   James, son of Alphaeus   James, son of Alphaeus   James, son of Alphaeus
Thaddeus                      Thaddeus                           Simon Zelotes              Zelotes
Simon the Canaanite      Simon the Canaanite           Judas, son of James     Judas, son of James
Judas Iscariot              Judas Iscariot                   Judas Iscariot   

John’s gospel has no complete listing of the disciples, but John does mention the disciples. He calls some of them by names not used in the other accounts.
พระวรสารของนักบุญยอห์นมีรายชื่ออัครสาวกไม่สมบูรณ์  แต่ยอห์นระบุผู้เป็นอัครสาวก  เขาเรียกชื่อบางคนที่ไม่ปรากฏในรายชื่อของผู้เขียนพระวรสารคนอื่นด้วย.

To be continued.




11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทำไมผู้หญิงโสดมีจำนวนเยอะขึ้น? เมื่อ: มีนาคม 11, 2015, 11:23:32 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                    ทำไมผู้หญิงโสดมีจำนวนเยอะขึ้น?
                                                    Why at the present time the single ladies are increasing in number?

Pantip.com
http://pantip.com/topic/33353848

       เจอข้อมูลที่วิเคราะห์กันใน Pantip.com  รู้สึกว่าเหมาะกับชมรมคนโสดคาทอลิกมาก  ก็เลยขออนุญาตนำลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ชมรมคนโสดคาทอลิก  ขอขอบคุณล่วงหน้าในความกรุณาของ Pantip.com ครับ.

      ลองไปอ่านดูในกระทู้แนะนำหลาย ๆ อัน เกี่ยวกับผู้หญิงโสด จึ่งได้ข้อสรุปประมาณนี้ :

1 ผู้ชายต้องโอเค ในสายตาเธอ
2 ถ้าผู้หญิงจบสูงอาจจะจบโท หรือ เรียนต่อเอก ก็ต้องการผู้ชายระดับเดียวกัน
3 ฐานะต้องดีสามารถดูแลเธอได้
4 การใช้ชีวิตต้องเหมือน ๆ กัน
ฯลฯ

       ซึ่งขอตอบในฐานะผู้ชายแบบกลาง ๆ นะครับ คือไม่ดี หรือ ไม่แย่จนเกินไป

ถามว่าผู้ชายแบบนี้ผู้หญิงต้องการในจินตนาการนั้น มันไม่มีอยู่จริงครับ ซึ่งถ้าอยากได้แบบนั้นคงต้องฝันเอานะครับ
ผู้ชายทั่ว ๆ ไปก็ต้องมีนิสัยซึ่งอาจเป็นสันดารของผู้ชายก็ได้ คือ ต้องการเป็นผู้นำในการตัดสินใจ แต่ถ้าแต่งงานกันแล้วการตัดสินใจจะไปอยู่ฝ่ายหญิงแทน
แล้วการศึกษาถ้าผู้ชายบ้านไม่รวย ต้องเข้าใจนะครับว่าคนเราค่าใช้จ่ายในการศึกษาตอนนี้มันแพงมาก จบตรีมา ก็ต้องหางานทำล่ะ
ไม่ทำงานก็ไม่มีเงินใช้ ไม่มีเงินใช้หมาที่ไหนมันจะมามอง เพราะแบบนั้นผู้ชายจบตรีมาจึ่งต้องทำงานเลี้ยงดูตัวเองก่อนซึ่งเงินเดือนตอนนี้ก็ไม่เท่าไรถ้าจะเอาเงินเดือนเยอะแบบเลี้ยงดูแฟนได้แบบสบาย ๆ ก็ต้องมีอายุงานไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งตอนนั้นก็อายุตีไปเลย เลข 3 กลาง ๆ ล่ะ

แล้วอีกอันหนึ่งต้องมีการใช้ชีวิตที่เหมือน ๆ กัน มันหายากยิ่งกว่างมเข็มอีกนะครับ แบบนั้น เอาแบบว่าไม่ต่างกันมากดีกว่า แบบว่ารับในสิ่งที่เค้าเป็นได้ดีกว่า เช่น แฟนชอบเล่นเกมส์ ก็ต้องเข้าใจว่าเค้าชอบเล่น มันก็ต้องมีมุมส่วนตัวกันบ้าง หรือชอบดูหนัง ก็ต้องมีบ้าง ไม่ใช่ห้ามไปหมด

ผมว่านะบางที ฐานะ หรือ การศึกษา มันสร้างกันได้ที่หลัง แต่ก็ว่าแหละ สมัยนี้รักอย่างเดียวมันไปไม่รอด ต้องมีองค์ประกอบรวมด้วย

การเลือกอ่ะมันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเลือกมาก ๆ มันก็ไม่มีให้เลือกเหมือนกัน
เหมือนกับเราไปเดินตลาดแล้วอยากกินกุ้งแม่น้ำตัว 1 โล ซึ่งมันหายากมาก ๆ กับเราไปซื้อกุ้งตัวล่ะ 6 ขีดมันก็มีเหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 1

แม่ผมบอกว่า
"ผู้หญิงสมัยนี้ไม่มีใครยอมมากัดก้อนเกลือกินกับผู้ชายอีกแล้ว เดี๋ยวนี้ต้องแน่ใจว่าแต่งแล้วสบายแบบนี้ผู้หญิงถึงจะยอมแต่งด้วย"   ซึ่งมันก็จริง

ตอบกลับ

ความคิดเห็นที่ 2

ข้อ 3 ฐานะต้องดี ดูแลเธอได้  ข้อนี้หมายถึงดูแลแบบไหนครับ
 
ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมว่าผู้ชายที่ฐานะดี กว่าผู้หญิงนี่น่าจะมีมากนะ เพราะเรายังไม่เปิดกว้างเรื่องการยอมรับความสามารถผู้หญิง งานที่เงินเดือนสูงๆจึงน่าจะมีแต่ขายทำ  แต่สมัยนี้ หญิงชาย เท่าเทียมกันในเรื่องการทำงาน หญิงทำงานรายได้ทัดเทียมชาย เผลอๆสูงกว่าด้วยซ้ำ ชายที่มีเงินเดือนมากๆ เลยน่าจะลดน้อยลงไปด้วยนะ  ผู้หญิงที่มองหาชายตามข้อ สาม น่าจะต้องแข่งกันสักหน่อยหละ

คนโสด ชายและหญิง การศึกษาเท่ากัน หน้าที่การงานเท่ากัน รายได้เท่ากัน จะแต่งงานกัน

ฝ่ายชายต้องเหนื่อยกว่าหรือเปล่าครับ สินสอดก็ต้องหา เลยทำให้ต้องเก็บมากกว่า เงินที่จะมาดูแลตัวเองส่วนตัวจึงน้อยลง รถก็ต้องมี  บ้านก็ต้องมี ไม่งั้นสาวไม่สนใจ

สินสอดก็ต้องหา
เป็นชายไทยนี่จะมีคู่ทั้งที ลำบากจัง

ความคิดเห็นที่ 4

สมัยนี้การศึกษา การงาน โอกาสมันเท่าเทียมกันไงครับ  แต่ผู้ญไทย ย้ำว่าผู้ญไทย มีทัศคติว่า มีแฟนต้องหาให้เท่ากันหรือดีกว่า ฝ่ายชายควรซัพพอร์ทชีววิตฝ่ายหญิงได้ทั้งหมด  ต้องหาเงินจ่ายสินสอดด้วยทดแทนน้ำนมแม่ฝ่ายญ (ฝ่ายชายเลี้ยงด้วยหญ้าได้) แถมค่านมลูก ค่าบ้านค่ารถก็ควรซัพพอร์ท  มันก็เลยบังคับให้ฐานะ การงาน การศึกษาผู้ชายต้องดีกว่าฝ่ายหญิงไปโดยปริยาย (ถ้าฝ่ายชายด้อยกว่ามันคงไม่มีปัญญามาจ่ายค่าพวกนี้ คบไปจะมีปัญหา หาว่าไม่แมน พี่เค้างก พี่เค้าไม่สปอร์ต์ บลาๆ)  และด้วยจำนวนประชากรผู้ญ ก็เยอะกว่าชาย

ทำอะไรมากก็ไม่ได้ครับ จีบชายก่อนก็ว่าง่าย แรด ก็ต้องนั่งกระดิกเท้ารอผู้ชายมาจีบ แล้วตั้งเตตัสในเฟสว่าโสดๆ รอคนที่ใช่มาจีบซะที ส่วนไอ้พวกฐานะปานกลางที่ไม่รวยไม่หล่อ ไม่เจียมกระเป๋าตังตัวเองก็ไม่นับ แถมเจอสเปกที่ใช่มาจีบก็ต้องเจอเล่นตัวบ้างอะไรบ้าง จนฝ่ายชายที่ดีจริงเค้าก็มีตัวเลือกเยอะเค้าก็หนีไปฟาดพวกที่ได้ง่ายๆแทน

และชายก็ส่วนหนึ่งเป็นเกย์บ้างอะไรบ้าง มันก็เหลือดีๆก็แย่งกัน หนึ่งต่อสิบบ้าง หนึ่งต่อยี่สิบบ้าง แย่งกันอีรุงตุงนัง อัพสถานะตัวเอง
ยิ่งถ้าลุกนักการเมือง ลุกนักธุรกิจใหญ่นี่ชี้นิ้วก็ได้แล้ว
มันก็เลยประมาณนี้  ก็ขอให้ได้แฟนรวยๆ ดีๆ หล่อๆสวยๆกันทุกคนครับ บัย

ความคิดเห็นที่ 5

เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้เกิดมาโชคดี บ้านรวย มีตังเรียนสูงๆจบนอก
เอาแค่ ป.ตรี พ่อแม่ ก็เหนื่อยมากแล้วกับเศรษกิจปัจจุบัน
จบ มา ก็ต้องทำงานเลี้ยงพ่อแม่อีก ไหนจะต้องมีบ้าน มีรถ สร้างตัวจาก 0
บ้านเดี๋ยวนี้ก็มีตัง 2 ล้าน รถก็ต้องมี 5-6 แสน  เงินเดือน30000 เลี้ยงได้แค่ตัวเองกับผ่อนบ้าน เหลือให้พ่อแม่นิดหน่อย
ซึ้ง ไม่เหลือพอทานดินเนอร์ หรูๆ มื้อเดียวก็ค่ากินพวกผมทั้งเดือนแล้ว ผู้ชายก็ไม่ไหวจีบผู้หญิงสเปคสูงเว่อร์หรอกครับ

บางคน โปรไฟล์ดีกว่านี้ก็สบายไป แต่ส่วนใหญ่ผมว่าประมาณนี้หมด 
ตกสเปคผู้หญิงไปเกินครึ้งแล้วครับ  เป็นชายนี้ใช่ว่าไม่ลำบาก

ความคิดเห็นที่ 6

อายุมากขึ้น spec ย่อมลดลง!
แต่ส่วนตัวยังยึดมั่นอยู่ 1ข้อว่า อย่างน้อยต้องการผู้ชายที่เท่าเทียมกัน ในช่วงอายุที่เท่ากัน
หรือถ้าผู้ชายอายุากกว่า ก้อควรมีความมั่นคงมากกว่า
ไม่ได้คิดอยากได้ผู้ชายรวยกว่านะคะ

แต่อายุที่ผ่านมาก้อควรสร้างอะไรมาบ้าง ที่พอๆกับเรา ไม่ใช่ยังไม่มีอะไรเรย แล้วค่อยคิดจะสร้างด้วยกันตอนแต่งงาน
(ผู้ชายคิดช้ากว่า เราคงไม่ชอบ)
อันนี้ตอบในวัยกลางคนน่ะค่ะ  เพราะวัยนี้ต้องพิจรณาละ ว่าทะมัยยังโสด อิอิ

ส่วนเรื่องแต่งงาน ที่ คห. บนๆ คิดว่า ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายลงทุนอีก
ส่วนตัวคิดว่า ช่วยกันจัดงาน ช่วยกันออก ไม่ต้องเดือดร้อนพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย
สินสอดเอาเท่าที่หาลำพังกันเองได้ และแบ่งให้พ่อแม่ทั้งฝ่ายหญิงละฝ่ายชายตามสมควร ตอบแทนพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย

พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายมีบุญคุณทั้งสองฝ่ายค่ะ เลี้ยงดู ส่งเสียเล่าเรียน จนได้มาสร้างครอบครัวใหม่ด้วยกัน
อันนี้คิดว่า ถ้ามีโอกาส พลัดตกจากคาน อิอิ

ความคิดเห็นที่ 8

ผลข้างเคียงจากเศรษฐกิจทุนนิยม และความเสมอภาคทางเพศ
ไม่ใช่แค่ไทยครับ ปัญหานี้เป็นกันมากในประเทศพัฒนาแล้ว มีการศึกษาสูงๆ
เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ก็เป็น

ไม่ค่อยแต่งงาน ไม่ค่อยมีลูก
จนทำให้ประชากรแรงงานลดลงเรื่อยๆ
อีกหน่อยรัฐต้องเอาภาษีไปเลี้ยงคนชราจนเศรษฐกิจหดลงๆ และล่มสลาย

เราเป็นรุ่นแรกๆ ที่หนุ่มสาวเริ่มอยู่คนเดียวมากขึ้น
ไม่แน่ใจส่า เมื่อแก่ตัวไป ไม่มูก หลาน จะรู้สึกยัไง
อาจจะซึมเศร้าทั้น รู้สึกตัวเองไร้ค่ามั้ย หรือชิลๆ เรื่องนี้ไม่รู้

ความคิดเห็นที่ 10

ไม่จริงหรอก คนระดับเดียวกันยังไงก็ดึงดูดคนระดับเดียวกันเข้าหากัน
จากแวดวงการงาน สังคม

ถ้าตัวคุณผู้ชายไม่มีโปรไฟล์ดีเว่อร์ คุณก็จะอยู่ในแวดวงคนโปรไฟล์ธรรมดาๆ
ซึ่งสุดท้ายแล้ว คุณก็จะสามารถจีบผู้หญิงในนั้นได้สำเร็จ

ในขณะที่ ผญ โปรไฟล์เริ่ด เขาก็จะอยู่ในสังคมคนโปรไฟล์พอๆกัน
ยังไงก็ต้องหาแฟนได้อยู่แล้ว ในลักษณะที่เข้ากัน

เพราะ)ะนั้น ผช โปรไฟล์ต่ำกว่าก็หาทางเข้าไปทำความรู้จักกับคนพวกนี้ได้ยาก

       แต่การที่ ผญ โสดเยอะ ส่วนนึงเป็นเพราะ

1. ไม่มีเสน่ห์ ไม่สวย ไม่ดึงดูด (เป็นปราการด่านแรกให้ผช. สนใจ)
2. ไม่ทำตัวเป็นผู้ตามที่ดี (ผญ บางคนทำตัวเก่งไปหมด รู้ทุกเรื่อง. บางทีต้องแอ๊บบ้าง)
3. ไม่ยอมปรับตัวเข้าหาผู้อื่น (การคบกันต้องประนีประนอม เพราะไม่มีใครในโลกนี้ perfect)
4. คาดหวังในสิ่งที่เหนือกว่าตัวเองมากๆ

    (ผญ บางคน คาดหวังว่าจะเจอเศรษฐีพันล้าน ในขณะที่. ผช. ในสังคม
    ของเธอ ก็ไม่ได้โปรไฟล์แย่ แต่เธอไม่เอา เพราะคาดหวังสูงเกินไปมากๆไง

   สุดท้ายก็ไม่ได้ เพราะ ผช โปรไฟล์สูงๆ ก็จะไม่มองเธอเช่นกัน)
   ถ้า ผญ ที่ ไม่มี 4 ข้อนี้ ยังไงก็ไม่มีทางโสด

                                                         To be continued.


 
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: มีนาคม 10, 2015, 09:42:50 AM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                   คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า
                                                                    CASCA : THE ETERNAL MERCENARY

The Novel written by Barry Sadler  --  ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
Translated into Thai by Alan Petervich  April 3, 2014   
หน้า 13 - 14 - 15 - 16

       แม้จะมีรายงานว่าร่างของคนยิวที่ถูกตรึงหายไปจากสถานที่บรรจุศพก็ไม่ทำให้เขารู้สึกอะไร  คาสคาเป็นคนมีเหตุผลและมีการศึกษาตามระบบ  เขาสามารถมองออกอะไรบางอย่างที่การันตีเขาในห้องที่จัดระเบียบเรียบร้อย หากมีปัญหากับสปอรูส รองหัวหน้าหน่วย

เปล่า ร่างของคนยิวมิได้หายไป  มันคงเพียงหมายความว่าบริวารของเขาพยายามที่จะทำให้มีการเชื่อว่าเขายังไม่ตาย  ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด

ไม่มีอะไรรบกวนความสงบราบเรียบของคาสคา  นอกจากโรคบิดที่ทำให้กองทหารในบังคับบัญชาของเขาย่ำแย่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  นอกจากเขาคนเดียวไม่มีอะไรเกิดขึ้น  คืนนี้ ตอนที่เขาเข้าไปรักษาการที่วังของเฮโรด  เขาคงมองเห็นเป็นสง่าในเสื้อคลุมใหม่และเสื้อเกราะแผ่นสวมทับชุดเสื้อป่าน

กองทหารโรมันมิได้ทำอะไรมากที่วังของเฮโรด  ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยคืนนี้  เขาคงออกจากวังเฮโรดพร้อมกับเงินเชเกลจำนวนหนึ่งติดกระเป๋าไปด้วย  เป็นที่รู้กันว่าเฮโรดใช้เงินเก่งและทิปหนัก  กองทหารของคาสคาชินกับเรื่องนี้อยู่แล้ว  พวกเขาคงต้องถอนตัวออกไปก่อนที่กลุ่มแขกรับเชิญจะเมามายไปตามๆกัน
 
คาสคามีแผนไว้แล้วกับนางระบำตัวเล็กจากอาร์เมเนีย ที่สัญญาว่าจะเต้นกับเขาคนเดียวหลังจากที่เธอเลิกงานตามภารกิจ  ส่วนทหารรักษาการณ์รุ่นใหม่ก็ต้องทำหน้าที่หลบฉากมิให้สาวๆที่เมามายในงาน ตรงเข้ากระชากเสื้อเกราะของพวกเขาออกจากกายให้ได้  ก่อนอะไรๆจะเกิดขึ้น  คนที่จ้องนางระบำอีกคนหนึ่งก็คือสปอรูส หัวหน้าทหารหน่วยย่อย  ซึ่งแน่นอนเมื่อเสร็จงานคืนนี้ เขาคงจะได้เลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นในกองพันทหารโรมันหน่วยนี้

เมื่อคาสคาพานางระบำลัดเลาะไปตามทางแคบๆบนเนินเขาที่ตั้งของวังเฮโรด  กลิ่นหอมฉุยของเนื้อย่างกรุ่นเข้าจมูกทำให้ผู้ที่กำลังผ่านทางนั้นน้ำลายสอไปตามๆกัน  หลังจากที่กองทหารเดินผ่านหมู่บ้านคนรวยและมีชื่อเสียงที่คาสคาพอรู้จัก  คนรวยสามารถซื้อได้ทุกอย่าง ผู้หญิง  ข้าทาส  ราชวัง  อำนาจ  ทั้งหมดนี้ซื้อด้วยการให้ราคาสูงสุดเท่าที่จะประมูลกัน

บทที่ หก

คาสคาประทับใจในวังโอ่อ่าของเฮโรด อันติปาสเป็นอย่างยิ่ง  ความหรูหราของการประดับตบแต่งแสดงถึงความฟุ้งเฟ้อแบบเอเชีย ซึ่งคนโรมันน้อยคนจะทำได้ เทียบแล้วยูนิฟอร์มการ์ดโรมันยามเย็นไม่มีทางเทียบได้กับการ์ดส่วนตัวของเฮโรด  แม้แต่ชาวกรีกที่เข้ามาพึ่งบารมีของเขายังยอมให้ความนับถืออย่างยิ่งยวด  เป็นที่อิจฉาของชาวกรีกนักรบรับจ้างอย่างยิ่ง   ส่วนคาสคานั้นเพียงรอเวลาของตน

พวกตลกหลวงและนักแสดงแสดงไปเรื่อยๆขณะมีการเสิฟอาหารแปดละลอก  แขกหลายคนต้องไปใช้ห้องคายของเก่า  บางคนอาจป่วยจากการโลภอาหาร และบางคนพยายามล้างลำไส้เพื่อเตรียมสวาปามอาหารชั้นยอดที่กำลังทยอยมา ต่อไป  คาสคาและเหล่าทหารโรมันของเขายืนรักษาการอย่างสงบ  ส่วนตัวคาสคาเองถอนหายใจลึกๆแทบจะทนไม่ไหว  รอการแสดงและการร่ายรำแบบของสาวสวย หลานของเฮโรด นามว่าซาโลเม  ที่เธอดูจะชำนาญที่สุดคือส่ายก้นงอนอย่างรวดเร็วไม่มีใครเทียม  พร้อมกับดึงหนังท้องผลุบเข้าไปติดกับกระดูกสันหลัง แล้วคลายออกมาอย่างรวดเร็ว  นั่นคือการเต้นแบบของสาวน้อย หลานของเฮโรด  ซึ่งทำให้คาสคาหวนไปถึงสาวสวยนักเต้นอาร์เมเนียนของสปอรูส  คืนนี้เธอต้องเป็นนักเต้นให้เขาคนเดียว!

โดยที่เฮโรดสนใจหลานตัวเองมาก  จึงทำให้เธอไม่สามารถปลีกตัวมาหาคาสคา  เขาจึงรู้สึกพอใจยิ่งที่จะหมดหน้าที่ แล้วเดินออกไปจากตรงนั้น  และเราคงจะเห็นต่อไปว่า  การออกจากตรงนั้น ดีสำหรับคาสคาจริงหรือไม่  ต้องตามดูให้ได้

คาสคาดีใจที่งานในหน้าที่จบลง  และคาสคา ในฐานะหัวหน้าผู้ช่วยหน่วยทหาร  ได้เรียกจัดแถวและพาพวกเขาออกจากตรงนั้นเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้  ตอนนี้ก็ถึงช่วงของนักระบำสาวน้อยชาวอาร์เมเนีย  แน่นอน  คืนนี้ต้องสนุกสุดๆเมื่อคาสคาหมดหน้าที่แล้ว  แม้วารีอานูส ผู้ช่วยของ สปอรูส จะเตือนเขาอย่าไปยุ่งกับผู้หญิงของ Sarge    คาสคาไม่รีบเร่ง  หลังจากตื่นตัวจากภาพร่ายรำของซาโลเม่ที่กระตุ้นสัญชาติญาณของมนุษย์เยี่ยงเขา  โรงเตี๊ยมขายเหล้าคลาคล่ำไปด้วยนักดื่มเท่าที่พบได้ในละแวกแถบนี้ พร้อมทั้งทหารทุกชั้นยศจากทั่วโลก...  พ่อค้าจากเอเชียไมเนอร์...แม้คนเร่ร่อนจากทะเลทรายที่คลุมผ้าปิดหน้าตาและคลุมศีรษะกันทราย...คนอาหรับชำเลืองมาทางคาสคาด้วยการจ้องมองแบบมิใช่มิตร   แต่พวกเขาก็เป็นคนดีพอที่จะไม่เริ่มหาเรื่องใดๆ  กองพันที่สิบมีชื่อเสียงในการเข้าสับประยุทธและฆ่าข้าศึก  ชื่อเสียงนี้สมแล้วสำหรับกองพันนี้  ขณะนี้พวกทหารที่ว่านี้ พลุกพล่านอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้เต็มไปหมด  ยูเดอานั้น ปกติเป็นที่ทราบกันว่าเป็นดินแดนที่มีไว้ลงโทษทหารที่ผิดวินัย หลังจากโดนเฆี่ยนแล้วก็ถูกส่งมาที่นี่!
 
คาสคาเหลือบมองกลับไปที่พวกอาหรับแล้วเดินไปหาที่นั่งใกล้ประตู หลังพิงฝา  ทหารเก่าโรมันทำตามอย่างเขาทั้งหมด  ระวังหลังพวกแกเป็นหนึ่งในกฎปกติเพื่อรอดชีวิต ในประเทศที่โรมันเข้าไปยึดครอง  คุณบอกไม่ได้แน่ๆว่าไอ้คนที่อยากเป็นอิสระมันจะลากตับของคุณออกมาด้วยมีดแล่ปลาตอนไหน!

สาวอาร์เมเนียนยังมีการแสดงอีกชุดหนึ่งก่อนที่เธอจะหมดภาระหน้าที่  เขาเริ่มคิดได้ว่า เยรูซาเลมมิใช่เมืองที่อิสรเสรีที่สุดในจักรวรรดิโรมัน  เพราะมันจะมีคนสารพัดเผ่าพันธุ์มาที่นี่  ตอนนี้คาสคาเริ่มจับตามองเรซาที่กำลังรับแขกที่เข้ามาในโรงเตี๊ยม เต้นรำกับพวกเขา  ทหารที่ออกจะมึนๆเชื่อจริงๆว่า ที่เขาหันมาสนใจเธอก็เพราะ เธอยิ้มให้เขาขณะกำลังร่ายระบำกับแขก

ฉันไม่หยุดนิ่งแล้ว...เพราะคืนนี้ เป็น...คืนของฉัน  เขากรอกเหล้าเข้าปากอีกหลายอึกที่ทำให้ร่างร้อนฉ่า

                               (Petervich ขออนุญาตเซ็นเซอร์ตอนที่ควรตัดและไม่ต้องเดาอะไรทั้งนั้น  เพราะเดาก็ไม่ถูกแน่นอน )
     
       เป็นอันว่าคาสคาตามสาวน้อย เรซา (Rheza)ไปที่ห้องของเธอในบ้านรับรองอีกแห่งหนึ่ง และ....ขณะที่ทั้งสองกำลังนัวเนียตามประสามนุษย์กำลังหน้ามืดด้วยตัณหาอยู่นั้น  ก็มีเสียงตวาดลั่น

“ นี่เรื่องบ้าอะไรวะ นังโสโครก?”

ในห้องที่มืดเหมือนเข้าถ้ำ  โครงร่างยักษ์ปักหลั่นของสปอรูสยืนทมึน  หน้าของเขาทมึงทึงด้วยความโกรธจัด  “ ไอ้คาสคา  ไอ้ลูกหมา  ข้าจะตัดมือของแกแล้วทุบให้ตายด้วยท่อนไม้โชกเลือด  แต่ก่อนอื่น  ข้าจะเฉือนแกทีละน้อย  สปอรูสกระชากมีดที่ซ่อนไว้ออกมา มันคือมีดแหลมสองคม มันใช้สำหรับแทง มิใช่สำหรับเฉือนเนื้อ

คาสคายืนงงด้วยอาการช็อค

“ เฮ้ย รอก่อนได้ไหม ซาร์เย  แกไม่อยากทำร้ายฉันดอก  ไอ้บ้า  ไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายในนี้โว้ย  พวกเราเพื่อนกันทั้งนั้น  และแกก็บังเอิญต้องมาเข้างานที่นี่เท่านั้น “

 “ เพื่อน ตัวข้า...  แก ไอ้คนแอบทรยศ  ข้าต้องคุ้มกันนักโทษไปที่เรือนขัง  นายทหารผลัดกางคืนบอกว่าข้ากลับได้ และตอนนี้ข้าก็เห็นแกสองคนเล็ดลอดออกมา  นี่ไง  ไอ้หนุ่ม  แกต้องใช้หนี้สำหรับการก่อความสับสนวุ่นวายกับผู้หญิงของข้า  ข้าจะเฉือนใบหูของมันออกไป ต่อไปมันจะได้ไม่ได้ยินเสียงโกหกเหลวไหลของใครอีก “

สปอรูสแทงคาสคา  เฉือนตรงพุงของคาสคาจากล่างขึ้นบน  คาสคาเซไป  เท้าของเขาถูกกองเสื้อผ้าของเรซาเหนี่ยวไว้และล้มลง  สปอรูสพุ่งเข้ามาคร่อมเขาเหมือนสัตว์ร้ายโกรธจัด
 
เกือบคิดไม่ออกว่านั่นคืออะไรจนรู้สึกเจ็บ  ตอนนี้คาสคารู้แล้วว่าตัวถูกแทง  คมมีดจมลงที่ท้องจนถึงด้ามมีดสองคมนั้น  และตอนนั้นเองที่เขารู้สึกปวดร้อนดั่งไฟแผดเผา
สปอรูสปล่อยมีดและก้าวถอยออกไป

ทหารทั้งสองรู้ดีว่านั่นคือการแทงถึงตายแน่นอน




                 
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: เรื่องที่อยากรู้จริงๆ - อะไรคือเมนูอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้า? เมื่อ: มีนาคม 07, 2015, 01:04:19 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                               อะไรคือเมนูอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้า?

อีกสำนวนหนึ่ง  จาก http://www.travelujah.com/articles/entry/What-did-Jesus-eat-at-the-Last-Supper-

      What was served at the Last Supper?  Many would answer with another question -  Was the Last Supper a Passover Seder?  There is disagreement among the gospels, and among scholars -- but we can consider what we eat today in the Land of Israel, and look back at the sources to get a tasty idea of what was on the menu, regardless of the exact date.

       มีอะไรเสิฟบ้างในอาหารมื้อสุดท้าย?   หลายคนอาจตอบด้วยคำถามอื่นๆ – อาหารมื้อสุดท้ายเป็นการฉลองแรกของปาสกาหรือ?  มีความไม่เหมือนกันในบรรดาพระวรสาร และบรรดานักปราชญ์ – แต่ เราสามารถพิจารณาว่าในดินแดนอิสราเอลตอนนี้เขารับประทานอะไรกัน  และมองกลับไปหาแหล่งข้อมูล เพื่อจับแนวความคิดที่มีรสนิยมของสิ่งที่เมนูมีอะไรบ้าง โดยไม่กำหนดวันเวลาแน่นอน
 
The Seven Species in Deut 8:8 listed as evidence of a "good land" are everyday foods here in Israel -- Wheat, barley, figs, grapes, olives, pomegranates, and dates  -- with olives taking pride of place, showing up everywhere.  Olives are an Israeli snack food, and every  "Israeli Salad"  of chopped tomatoes and cucumbers is dressed with just lemon juice and olive oil.

สิ่งเจ็ดชนิดในเฉลยธรรมบัญญัติ 8:8 เป็นรายการที่เห็นชัดของ “ ดินแดนอุดมดี” ที่ให้อาหารประจำวันที่นี่ในอิสราเอล – ข้าวสาลี  ข้าวบาร์เลย์  มะเดื่อ  ผลองุ่น  ผลมะกอก  ผลทับทิม และอินทผลัม – โดยมีมะกอกเป็นยอดความภูมิใจของสถานที่  เห็นได้ทุกหนทุกแห่ง   ผลมะกอกเป็นอาหารรับประทานเล่น และ “ สลัดอิสราเอล” ทุกจาน จะเคล้าผสมด้วยมะเขือเทศและแตงกวาหั่นเป็นแว่นปรุงรสด้วยน้ำมะนาวและน้ำมัน มะกอก
 
Would  the Seven Species  have been served at the Last Supper?  Pomegranates are a fall fruit and so wouldn't be in season.  Fresh grapes ripen later in the year, in the summer although it is said that Peter served both red and white grapes. Grapes in the form of wine was available year round.   Dried figs and dates are possiblities, the dates could have also been made into sweet syrup, called "silan" in Hebrew . Surely olives could  have graced the table.

สิ่งเจ็ดชนิดดังกล่าวมีการนำมาเสิฟในอาหารมื้อสุดท้ายหรือ?  ผลทับทิมนั้นเป็นผลไม้ช่วงฤดูใบไม้ร่วง  ดังนั้นน่าจะไม่มีในฤดูกาลนี้  ผลองุ่นสดจะสุกปลายปี  ในฤดูร้อน แม้จะมีการกล่าวกันว่า เปโตรจัดเสิฟทั้งองุ่นแดงและองุ่นเขียว   องุ่นในลักษณะของเหล้าองุ่นมีทั่วไปตลอดปี  มะกอกตากแห้งและอินทผลัมพอหาได้  อินทผลัมบางครั้งต้มให้เป็นน้ำหวาน ที่เรียกกันว่า “ ซีแลน” ในภาษาฮีบรู  แน่นอน  ผลมะกอกนั้นสามารถทำความมีสง่าราศรีแก่งานเลี้ยงนั้น
 
As for wheat and barley, it would depend if there was grain left over from last years crop.  If there were leftovers, then it could be eaten -- like today, bread was a staple in biblical times and barley was poor mans food, used in porridge and cakes.  If it was from the new spring crop, it would be saved for an offering later in the Spring for  Ha-Habikurim, the Festival of the First Fruits, also known as Pentecost or Shavout.

สำหรับข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์  พึ่งพาได้ถ้ามีเมล็ดเหลือเป็นพืชของปีที่แล้ว  ถ้าเป็นข้าวที่เก็บไว้  ก็สามารถนำมารับประทานได้  -- เหมือนปัจจุบันนี้  ขนมปังเป็นสินค้าสำคัญของประเทศในสมัยพระคัมภีร์ และข้าวบาร์เลย์เป็นอาหารสำหรับคนจน  ใช้ทำข้าวต้มใส่นมและเนยเป็นอาหารเช้าและทำเค้ก   ถ้าเป็นชุดที่ได้มาจากฤดูกาลใหม่  คงจะเก็บไว้เพื่อเสนอขายทีหลังในฤดูใบไม้ผลิ เพื่องาน ฮา-ฮาบิกูริม คืองานฉลองผลไม้เก็บเกี่ยวรุ่นแรกของปีที่เรียกกันว่าเป็นเตคอสท์ หรือ ชาเว้า
 
In addition to the Seven Species,  Vetch - an ancient grain legume crop of the Mediterranean region similar to broad beans , along with barley, peas and lentils would appear among the first crops of the season.
What else might complete the menu of the Last Supper?    According to Luke, Jesus asked Peter to fish the deep waters of the lake although he had been fishing the whole night without catching anything. This time, however, he caught so much tilapia the boats were overloaded. Tilapia, known as Peter's fish, is available in fish markets all over the Holy Land.

เพื่อเพิ่มเติมเจ็ดสิ่ง  เวทช์ – พืชจำพวกฝักโบราณแห่งย่านเมดิเตอเรเนียน คล้ายกับถั่วที่กินได้ เคียงด้วยข่าวบาร์เลย์ ถั่วลันเตาและถั่วฝักยาว จะปรากฎท่ามกลางพืชชุดแรกของฤดูกาล   อะไรอีกที่อาจทำให้เมนูอาหารมื้อสุดท้ายครบสมบูรณ์?  ตามการบอกเล่าของลูกา  พระเยซูเจ้าขอให้เปโตรลงอวนจับปลาน้ำลึกของทะเลสาบ แม้เขาจะทำงานมาแล้วทั้งคืนโดยไม่สามารถจับสัตว์น้ำอะไรได้เลย  อย่างไรก็ดี  ครั้งนี้ เขาจับปลาหมอเทศได้เต็มลำเรือ  ปลาหมอเทศ เป็นที่รู้จักกันว่าคือปลาแห่งเปโตร  มีวางขายในตลาดปลาสดทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น
 
Spring lamb with mint sauce?  Very unlikely to be served at the Last Supper, as meat was a rich man's food.  Goat?  Beef? Chicken?  Probably not.  Either too expensive or else saved for an offering at the Temple in Jerusalem.  If meat was served there would have been no milk or dairy products served, as observant Jews do not eat meat and dairy products together at the same meal.  But since meat was probably not served,  goat's milk and still very popular "labne" yogurt, perhaps drizzled with honey or date syrup would have made for a delicious dessert.

เนื้อลูกแกะใบไม้ผลิ  จิ้มซอสสะระแหน่?  น่าจะไม่มีเสิฟในอาหารมื้อสุดท้ายนี้  โดยที่เนื้อลูกแกะย่างเป็นอาหารของเศรษฐี   เนื้อแพะ  เนื้อโค? เนื้อไก่ ?  บางทีก็จะไม่มีเสิฟด้วย   อาจเป็นเพราะราคาแพงหรือมิฉะนั้นก็เป็นของถวายที่วิหารในกรุงเยรูซาเลม   ถ้ามีการเสิฟเนื้อ  ก็จะไม่มีน้ำนมหรือผลิตพันธ์ทำจากน้ำนมมาเสิฟ  โดยที่คนยิวที่คอยเสิฟอาหารไม่กินเนื้อและผลิตพันธ์นมด้วยกันในบางมื้ออาหาร  แต่ โดยที่เนื้อสัตว์ บางทีไม่มีการเสิฟ   นมแพะและโยเกิร์ต”แลบเน”ที่นิยมรับประทานกันมาก บางทีหรูหราราดด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอินผลัมหวาน เป็นของหวานได้เป็นอย่างดี.

Wild greens are free for the taking.  Wild asparagus, Cape Sorrel - a bitter green that kids like to munch on, chickweed, and any number of spinach-like sprout up in springtime in fields all over Israel.  Likewise spices such as oregano, thyme, bay leaves, sumac and hyssop - a main ingredient in the very popular spice blend called "zatar" -  can be found growing wild. Forraging today has a special appeal to "foodies", but anyone on a budget - regardless of the era they live in - appreciates the bounty that nature provides gratis. Whatever was served at the Last Supper, it was not what we expect of a meal today.  The meals of yesterday and yesteryear was smaller in portion size and more modest in variety, preparation and presentation.

ผักสีเขียวจากป่ารับประทานได้ตามสบาย  หน่อไม้ฝรั่งป่า  เคป ซอร์เรล – ใบสีเขียวขมที่เด็กๆชอบเอามาเคี้ยวตุ๊ยๆ  หญ้าเขียว และยอดอ่อนของผักขมที่เกิดตามท้องทุ่งฤดูใบไม้ผลิทั่วอิสราเอล  นอกนั้นก็มีเครื่องเทศเช่น โอเรกาโน  ใบไทม์  ใบอบเชย  ใบซูแมค และใบฮิสซอป – เครื่องปรุงรสหลักผสมเครื่องเทศลือชื่อที่เรียกว่า “ซาตาร์”๒ – สามารถพบได้ตามป่า   ปัจจุบันนี้ การค้นหา “สิ่งที่กินได้”ตามป่าทำให้อาหารดังกล่าวน่ารับประทาน  แต่ หมายถึงคนมีงบประมาณใช้จ่าย – ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด – ก็ซึ้งในสิ่งที่ธรรมชาติจัดเตรียมไว้ให้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ(จากป่า)   อะไรก็ตามที่เสิฟในอาหารมื้อสุดท้าย  มันไม่ใช่หวังจะเห็นในมื้ออาหารปัจจุบัน  มื้ออาหารเมื่อวานนี้และปีที่ล่วงมา พูดถึงปริมาณจะน้อยกว่าและประหยัดกว่าทั้งชนิด  การตระเตรียมและการนำเสนอเพื่อรับประทาน

          จากใจจริงของ Petervich :  ขอ ออกตัวไว้ก่อนว่า  เรื่องอาหารการกินนั้น เคยรับประทานแต่อาหารพื้นๆ ตามประสาคนไม่มีสตางค์ (พูดง่ายๆ  จนนะครับ!)  ยากมากในการไปหาของแพงๆและอร่อยรับประทาน  ( แม้บางครั้งพอมีเงินบ้างก็ตาม )  ดังนั้น  หาเรื่องเข้าตัวจริงๆในการไปค้นเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกินของมนุษย์มาเป็นข้อมูลความรู้แก่บรรดาท่านทั้งหลาย  ซึ่ง แน่อยู่แล้ว  ท่านหลายๆคนมีทุนทรัพย์พอที่จะตระเวนท่องเที่ยวทัศนาจร ไปตามสถานที่ต่างๆในโลก  และบาง่ท่านอาจจาริกแสวงบุญไปแถบปาเลสไตน์  ดินแดนที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินชีวิตอยู่  จึง แน่นอนว่า ท่านเหล่านั้นคงมีโอกาสศึกษาหาความรู้ เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวันของคนถิ่นนั้น ซึ่งจนถึงปัจจุบัน  ทราบว่า วัฒนธรรมการดำรงชีพของพวกเขา  เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก  อยากทราบก็สามารถไปถามคนถิ่นดั้งเดิมของพระเยซูเจ้าได้  ผิดกับเราที่ต้องอาศัยการค้นคว้าข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ  ข้อสำคัญ  ชื่อสิ่งของ  พิชพรรณธัญญาหาร ล้วนใช้ชื่อที่รู้จักกันในท้องถิ่น  แต่สำหรับคนอื่นที่แปลกถิ่น  ยากจะทราบว่า  ข้าวปลาอาหารและการปรุงอาหาร การจัดการเรื่องเกี่ยวกับการรับประทาน  เขาเรียกว่าอะไร  ยากจริงๆครับท่าน

          ดังนั้น  เราใคร่ขออภัยท่านที่ บางกรณีอาจใช้คำแปลศัพท์ ผิดเพี้ยนไป  ท่านที่ทราบความหมายได้โปรดอนุคราะห์แจ้งมาให้ทราบด้วยว่า  ที่จริง คำหรือสิ่งที่ว่านั้นคืออะไร  ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ.

                                                                             Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                    Alan  Petervich

         

 

 
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เรื่องที่อยากรู้จริงๆ - อะไรคือเมนูอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้า? เมื่อ: มีนาคม 07, 2015, 12:31:04 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                   เรื่องที่อยากรู้จริงๆ - อะไรคือเมนูอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้า?
                                                                   What Was on the Menu at the Last Supper?

                                          http://www.delish.com/food/recalls-reviews/what-did-jesus-eat-during-the-last-supper

by Justine Sterling | 6 Comment
April 20, 2011 at 9:00PM
Alan  Petervich  Update March 7, 2015

      While many look forward to Easter Sunday and observe Good Friday, Holy Thursday (or Maundy Thursday) is an equally important date. It commemorates the day Jesus and his Apostles are said to have sat down to the Last Supper. The Bible discusses what happened during this dinner at length but the answer one question remains uncertain: What exactly did Jesus and his twelve dining companions eat during this historical occasion?

       ขณะที่คนจำนวนมากตั้งตาคอยวันอาทิตย์ปาสกา และฉลองวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์  วันพฤหัสฯศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นวันสำคัญพอๆกัน  ก็มีการระลึกถึงวันที่พระเยซูเจ้าและอัครสาวกของพระองค์ เล่ากันว่า มานั่งล้อมวงรับประทานอาหารมือ้สุดท้ายด้วย   พระคัมภีร์จาระไนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมื้ออาหาร แต่คำตอบต่อคำถามหนึ่งยังไม่แน่นอน นั่นคือ อะไรแน่ที่พระเยซูเจ้าและอัครสาวกทั้งสิบสองคนที่ร่วมกับพระองค์รับประทานกันในโอกาสประวัติศาสตร์นั้น.?


                                                             ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/last-supper-big_zpsqbozkao7.jpg.html][/img][/url]

      Unfortunately, there's no definitive answer. However, likely menu items can be gleaned from historical and even artistic record. Scripture, of course, gives us the first clue: Bread (unleavened) and wine were present at the Last Supper. Jesus is said to have passed both around the table, telling his Apostles that the bread was his body and the wine was his blood. This is the scriptural origin of communion.

โชคไม่ดี  ไม่มีคำตอบตรงๆ  อย่างไรก็ดี  สิ่งของที่เป็นเมนูอาหารที่คิดกัน สามารถรวบรวมผสมผเสจากบันทึกทางประวัติศาสตร์หรือแม้จากภาพศิลปะต่างๆ  แน่นอน  พระคัมภีร์ให้ร่องรอยแรก คือ ขนมปัง(ไม่ใส่เชื้อ)และเหล้าองุ่น อยู่ในอาหารมื้อสุดท้ายนั้นด้วย  พระเยซูเจ้านั้นเล่ากันว่า ได้ส่งผ่านอาหารทั้งสองชนิดนั้นวนไปรอบโต๊ะ  ตรัสให้อัครสาวกของพระองค์ทราบว่า ขนมปังคือร่างกายของพระองค์และเหล้าองุ่นคือพระโลหิตของพระองค์  นี่คือกำเนิดศีลมหาสนิทตามพระคัมภีร์

Jesus also instructs the Apostles to make preparations for the Passover, including sacrificing and preparing the Passover Lamb. But was lamb indeed on the menu? It's up for debate. As explained in this Slate article, some biblical scholars believe that the "lamb" is actually a symbol for Jesus, who the next day would become the sacrificial "Lamb of God." (It should also be noted that lamb and any other meat was food for the rich, which Jesus and his disciples were not.) According to a piece in the Biblical Archaeology Review, while there were many parallels to a typical Seder, the meal also simply had many characteristics of a typical Jewish meal. Pope Benedict XV agrees. As reported by Asia News, in 2007 he announced that Jesus celebrated the Passover sans lamb. He theorized that the Last Supper took place before the ritual sacrifice of the lambs and therefore Jesus himself became the lamb to be sacrificed.

และพระเยซูเจ้าได้แนะให้อัครสาวกทำการเตรียมตัวสำหรับปาสกา  รวมทั้งให้จัดหาเครื่องพลีบูชา จัดเตรียมลูกแกะปาสกา  แต่ลูกแกะนั้นอยู่ในเมนูจริงๆหรือเปล่า?  ก็พร้อมที่จะอภิปรายกัน  เท่าที่อธิบายในบทความแผ่นนี้  ผู้เชี่ยวชาญด้านพระคัมภีร์บางคนเชื่อว่า “ลูกแกะ”นั้นในความเป็นจริงแล้วเป็นสัญลักษณ์สำหรับพระเยซูเจ้า  ซึ่งในวันต่อมาก็ได้กลายเป็น”ลูกแกะพระเจ้า”เพื่อการบูชายัญ  (มันน่าจะสังเกตุด้วยว่าลูกแกะและอาหารประเภทเนื้อชนิดอื่นนั้น เป็นอาหารของคนรวย  ซึ่งพระเยซูเจ้าและอัครสาวกไม่ใช่)   ตามข้อความชิ้นหนึ่งในบททบทวนทางโบราณคดีของพระคัมภีร์  ในขณะที่มีหลายสิ่งอย่างมากมายมาใช้ในงานเลี้ยงของเย็นวันแรกของปาสกา  เนื้อสัตว์ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นลักษณะของมื้ออาหารแบบยิวจริงๆ  พระสันตาปาเบเนดิกต์ที่ 15 เห็นด้วย  ดังที่ปรากฏในวารสารเอเชียนิวส์  ในปี 2007 พระองค์ประกาศว่า พระเยซูเจ้าได้ฉลองปาสกาโดยไม่มีลูกแกะ(sans lamb)  โป๊บได้ตั้งเป็นทฤษฎีว่า อาหารมื้อสุดท้ายจัดเลี้ยงขึ้นก่อนจารีตพิธีทำพลีบูชาลูกแกะ และดังนั้น พระเยซูเจ้าพระองค์เองได้เป็นลูกแกะสำหรับถูกบูชายัญ

      More from MSN: Did Jesus Eat an Early Last Supper?

So if this is the case, what could have been part of the menu? For that we can look to what was typically eaten in mid-spring Israel. Back to the Bible! In Deuteronomy, it is written that "the Lord your God is bringing you into a good land, a land of brooks of water, of fountains and springs, that flow out of valleys and hills; a land of wheat and barley, of vines and fig trees and pomegranates, a land of olive oil and honey; a land in which you will eat bread without scarcity." Out of these items - all native to the region in which Jesus would have been living - what could have been on the table? Wheat and barley might have been on the table, depending on the harvest from the year before (the grains would not have been ready to harvest at the time of the Last Supper, so any grain present would have had to last through the winter). Grapes were also not yet in season, but wine was present. Figs could have been eaten dried. Pomegranates, though, are a fall fruit and therefore would not likely have been present. However, olive oil and honey would have been at the ready.

ข้อมูลจาก MSN : พระเยซูเจ้ารับประทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเวลาหรือ?

ดังนั้น  ถ้าเป็นกรณีแบบนี้  อะไรน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหาร?  เพราะว่าที่เราสามารถดูว่าอะไรเอามารับประทานกันเป็นพื้นๆในอิสราเอลกลางฤดูใบไม้ผลิ   กลับไปดูพระคัมภีร์! ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ  มีเขียนไว้ว่า “พระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่านกำลังทรงนำท่านเข้าสู่แผ่นดินอุดมสมบูรณ์  เป็นแผ่นดินที่มีลำธาร ตาน้ำและน้ำบาดาล ไหลไปตามหุบเขาและเนินเขา  เป็นแผ่นดินที่ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ องุ่น มะเดื่อเทศ ทับทิม มะกอกเทศขึ้นงาม  มีน้ำมันมะกอกและน้ำผึ้งบริบูรณ์  เป็นแผ่นดินที่ท่านจะมีอาหาร(ขนมปัง)กินจนอิ่มและไม่ขาดสิ่งใด “  นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว – สิ่งของที่มีประจำถิ่นในที่ซึ่งพระเยซูเจ้าจะเข้าไปใช้ชีวิตอยู่มีพร้อม – แล้วจะมีอะไรวางบนโต๊ะอาหารของพระองค์เล่า?   ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ก็คงมีจัดไว้บนโต๊ะ  เมื่อขึ้นกับฤดูเก็บเกี่ยวจากปีก่อน (เมล็ดพืชและเมล็ดข้าวอาจจะยังไม่พร้อมให้เก็บเกี่ยว ณ เวลาอาหารมื้อสุดท้ายนั้น  ดังนั้น  เมล็ดพืชชนิดใดที่มีอยู่คงต้องรอตลอดฤดูหนาว)   ผลองุ่นด้วยยังไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยว แต่เหล้าองุ่นมีพร้อมอยู่แล้ว   ผลมะเดื่อสามารถนำผลแห้งมารับประทาน   ผลทับทิม  ด้วย แต่เป็นผลไม้ฤดูใบไม้ร่วงและดังนั้นอาจจะไม่มีบนโต๊ะ  อย่างไรก็ดี น้ำมันมะกอกและน้ำผึ้งคงมีพร้อมอยู่แล้ว

More from Delish: Get Ready for Easter

Biblical scripture is not the only source that comes into play when discussing the food eaten at the Last Supper. Art is also an element that informs a theory. In Peru, there is a historical tradition of guinea pigs as creatures of sacrifice (they are also local delicacies). Thus, it is not uncommon to see guinea pig, or cuy, depicted as the centerpiece roast in images of the Supper painted in Peruvian churches.

ข้อมูลจาก เดลิช : เตรียมพร้อมสำหรับวันปาสกา

พระคัมภีร์มิใช่เพียงแหล่งข้อมูลเท่านั้นที่แสดงบทบาทเมื่อมีการถกเถียงปรึกษากันถึงอาหารที่นำมารับประทานในอาหารมื้อสุดท้าย  ศิลปะด้วยเป็นแหล่งข้อมูลที่นำมาตั้งเป็นทฤษฎีได้   ในประเทศเปรู  มีประเพณีสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์เรื่องของหนูตะเภา เป็นสัตว์ที่ใช้เป็นเครื่องบูชา  ( มันเป็นสัตว์ท้องถิ่นที่หายากด้วย)  ดังนั้น มันเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นหนูตะเภา หรือ cuy ถูกวาดไว้ในลักษณะหนูย่างตรงกลางภาพเขียนอาหารมือ้สุดท้ายตามวัดคาทอลิกในประเทศเปรู

Of course the most famous depiction of the Last Supper is that of Leonardo DiVinci. As reported in The Food Section, a 2008 article published in Gastronomica written by John Varriano suggested that after the 1997 restoration of the painting revealed images of plates of grilled eel with orange slices. But this could have been a whim of the artist who, Varriano writes, is seen by his own preserved grocery lists from the 1400s to have shopped for "bread, eels, and apricots."
Theories abound but no one can be certain. What are your guesses?

แน่นอน  ภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดเกี่ยวกับอาหารมื้อสุดท้าย คือ ภาพเขียนของเลโอนาร์โด ดา วินชี   เหมือนที่ระบุไว้ในภาคอาหาร บทความ ปี 2008 ที่ตีพิมพ์ใน Gastronomica เขียนโดยจอห์น วารีอาโนระบุข้อสังเกตว่า  หลังการฟื้นฟูตบแต่งปี 1997 ของภาพเขียนดังกล่าว ปรากฏรูปภาพของจานหลายจานที่มีปลาไหลย่าง คลุกด้วยชิ้นอะไรบางอย่างที่เป็นแผ่นบางๆสีส้ม  แต่ภาพที่ว่านี้น่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝันของตัวศิลปินผู้วาด ซึ่ง  วารีอาโน เขียน เห็นในรายการชื่ออาหารชำที่เก็บสงวนรักษาไว้ตั้งแต่ยุคปี 1400 ว่า มีการซื้อขาย “ ขนมปัง  ปลาไหล และ ผลอาปริค๊อท “

ทฤษฎีก็ว่าไป  แต่ไม่มีใครสามารถแน่ใจได้   คุณลองเดาดูไหม?  
 
 
 
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การปิดคลุมกางเขนและรูปพระในเทศกาลมหาพรต เมื่อ: มีนาคม 03, 2015, 04:36:19 PM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                           การปิดคลุมกางเขนและรูปพระในเทศกาลมหาพรต
                                                                        Veiling of Crosses and images in Lent

Posted on 10 April 2011
by Fr. John Zuhlsdorf
Alan  Petervich  Update 3 March 2015

                                    http://wdtprs.com/blog/2011/04/passiontide-veiling-of-crosses-and-image-wdtprs-poll/

      There is a WDTPRS POLL below.  Also, think about taking a camera to church or taking a photo with your phone.

       In the 1962 Missale Romanum, the Extraordinary Use of the Roman Rite, this is First Passion Sunday.  In the Novus Ordo we also call Palm Sunday “Passion” Sunday.  Today, however, is the beginning of “Passiontide”.  It is known asIudica Sunday, from the first word of the Introit of Mass, from Ps 42 (41).

In the 2002 Missale Romanum we find the rubric:

       มีผลการลงคะแนนเกี่ยวกับกิจกรรมระหว่างมหาพรต ข้างล่าง   และ โปรดลองคิดถ่ายภาพวัดด้วยกล้องถ่ายรูปหรือด้วยมือถือ เพื่อเก็บภาพไว้

       ในปี 1962 Missale Romanum – คู่มือทำพิธีมิสซาโรมันคาทอลิก  แบบที่สองใช้ในพิธีมิสซาลาตินดั้งเดิม  นี้จะเป็นมิสซาวันอาทิตย์มหาทรมานแรก  ในพิธีมิสซาใหม่ – Novus Ordo เราเรียกมิสซาอาทิตย์ใบลานว่า  วันอาทิตย์”มหาทรมาน”   อย่างไรก็ดี  วันนี้เป็นการเริ่มระลึกถึงมหาทรมานของพระเยซูเจ้า – Passiontide  เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า Iudica Sunday  จากคำแรกของบทสวดนำของมิสซา จาก Ps 42(41)
 
       ในหนังสือ Missale Romanum 2002  เราจะพบคำแนะนำว่า:

Usus cooperiendi cruces et imagines per ecclesiam ab hac dominica servari potest, de iudicio Conferentiae Episcoporum.  Cruces velatae remanent usque ad expletam celebrationem Passionis Domini, feria VI Hebdomadae sanctae, imagines vero usque ad initium Vigiliae paschalis.

The new, corrected ICEL translation has this for the USA: - ICEL แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า :  In the Dioceses of the United States, the practice of covering crosses and images throughout the church from this Sunday may be observed. Crosses remain covered until the end of the Celebration of the Lord’s Passion on Good Friday, but images remain covered until the beginning of the Easter Vigil.

       Petervich  แปลเป็นไทยจากลาตินว่า : การปิดคลุมกางเขนและภาพทั่ววัด สามารถทำได้ตั้งแต่วันอาทิตย์นี้   ตามการตกลงของสภาพระสังฆราช   กางเขนสำรองยังคงใช้ต่อไปได้จนถึงวันมหาทรมานของพระเยซูเจ้า คือวันที่ 6 ของสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์  ส่วนรูปต่างๆยังคงปิดคลุมไว้จนถึงเริ่มวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์( จึงเปิดได้ทั้งหมด)

       We lose things during Lent.  We are being pruned through the liturgy. Holy Church experiences liturgical death before the feast of the Resurrection.

       เราสูญเสียหลายอย่างระหว่างมหาพรต  เราถูกตัดเล็มตลอดพิธีกรรม   พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ประสพความดับสิ้นทางพิธีกรรม ก่อนการเฉลิมฉลองสมโภชปาสกา -การคืนชีพของพระเยซูคริสตเจ้า
     
       The Alleluia goes on Septuagesima.  Music and flowers go on Ash Wednesday.   Today, statues and images are draped in purple.  That is why today is sometimes called Repus Sunday, from repositusanalogous to absconditus or “hidden”, because this is the day when Crosses and other images in churches are veiled.

The Ordo published by the Holy See has an indication that images can be veiled from this Sunday, the 5th of Lent.  Traditionally Crosses may be covered until the end of the celebration of the Lord’s Passion on Good Friday and images, such as statues may be covered until the beginning of the Easter Vigil.  It seems fitting, however, that images of the Passion and Pietà be revealed again after the Good Friday liturgy.

       คำ Alleluia หยุดลงในวันเซปตูอาเยสิมา  ดนตรีและดอกไม้หยุดตั้งแต่วันพุธรับเถ้า  ทุกวันนี้  รูปปั้นและรูปภาพถูกปิดทับด้วยสีม่วง   นั่นคือทำไมทุกวันนี้ บางครั้งเรียกกันว่า Repus Sunday - จากคำว่า  repositus analogous  ถึง  absconditus   หรือ  “hidden”-ซ่อนไว้  เพราะว่านี่คือวันเมื่อกางเขนและภาพอื่นๆในวัดถูกปิดคลุมไว้

       หนังสือพิธีกรรมที่พิมพ์โดยสันตะสำนักมีคำชี้แจงว่า รูปภาพต่างๆสามารถถูกปิดคลุมไว้ ตั้งแต่วันอาทิตย์นี้ – วันที่ 5 ของเทศกาลมหาพรต  โดยประเพณีดั้งเดิม บรรดากางเขนทั้งหลายควรจะได้รับการปิดคลุมจนถึงวันสิ้นสุดการฉลองมหาทรมานของพระเยซูเจ้าในวันศุกร์ใหญ่ และรูปภาพต่างๆคงต้องปิดคลุมไว้จนถึงการเริ่มวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์  อย่างไรก็ดี  เป็นการเหมาะสมที่ว่า  ภาพมหาทรมานต่างๆ เป็นต้นรูปปั้น Pietaจะเปิดเผยได้ก็คงต้องเป็นหลังพิธีกรรมวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์

Also, as part of the pruning, as of today in the older form of Mass, the “Iudica” psalm in prayers at the foot of the altar and the Gloria Patri at the end of certain prayers was no longer said.
The pruning cuts more deeply as we march into the Triduum.

และ โดยที่เป็นส่วนหนึ่งของการตัดโน่นตัดนี่ อย่างในวันที่ใช้จารีตพิธีเก่าแก่  ของมิสซา  คำ “Iudica”ในบทภาวนาเชิงพระแท่น รวมทั้งบท Gloria Patri ตอนท้ายบทสวดต่างๆก็ไม่มีสวดอีกต่อไปแล้ว  การตัดโน่นนี่ลึกลงมากกว่าอีกเมื่อเรามาถึงตรีวาร(Triduum)

After the Mass on Holy Thursday the Blessed Sacrament is removed from the main altar, which itself is stripped and bells are replaced with wooden noise makers.

หลังพิธีมิสซาวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ ศีลมหาสนิท จะถูกเคลื่อนย้ายออกจากพระแท่น  ซึ่งตัวพระแท่นจะถูกรื้อผ้าปูพระแท่นออกไปจนหมด กระดิ่งจะถูกนำเครื่องไม้ทำเสียงมาแทน

On Good Friday there isn’t even a Mass.
At the beginning of the Vigil we are deprived of light itself!
ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีแม้แต่มิสซา                                                                                                                                                                                                และในตอนเริ่มพิธีวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์  พวกเราถูกตัดแสงสว่างสิ้นเชิง.

It is as if the Church herself were completely dead with the Lord in His tomb.                                                                                                                มันดูประหนึ่งว่าวัดเองตายสิ้นเชิงพร้อมกับพระเยซูเจ้าในคูหาของพระองค์

This liturgical death of the Church reveals how Christ emptied Himself of His glory in order to save us from our sins and to teach us who we are.                                                                                                                                                                                 การตายเชิงพิธีกรรมของวัดเปิดเผยให้เรารู้ว่าพระคริสตเจ้าพระองค์เองปลดปล่อยซึ่งพระสิริมงคลของพระองค์ ก็เพื่อช่วยพวกเราจากบาป และสอนเราว่าเรานั้นคือใคร.

The Church then gloriously springs to life again at the Vigil of Easter.  In ancient times, the Vigil was celebrated in the depth of night.  In the darkness a single spark would be struck from flint and spread into the flames.  The flames spread through the whole Church.                                                                                                                                                                                   ครั้นแล้ววัดก็พรวดฟื้นคืนชีวิตอย่างรุ่งโรจน์อีกเมื่อถึงวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันปาสกา  ในยุคโบราณ  วันเสาร์สุกดิบนี้จะมีการฉลิมฉลองดึกมาก ในความมืด แสงไฟสปาร์คเดี่ยวๆจะถูกลามลุกจากหินเหล็กไฟลุกพรึบกระจายพรวดเป็นเปลวเพลิง  เปลวไฟจะสว่างไสวไปทั่ววัด.
 
If we can connect ourselves in heart and mind with the Church’s liturgy in which these sacred mysteries are re-presented, then by our active receptivity we become participants in the saving mysteries of Christ’s life, death and resurrection.                                                                                                                                                                                                           ถ้าเราสามารถยึดโยงตัวเราเองด้วยดวงจิตและดวงใจกับพิธีกรรมของศาสนจักร ซึ่งข้อลึกลับศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ถูกนำมาแสดงให้ดู ถ้าเช่นนั้นโดยการรับเอาอย่างแข็งขันจริงๆ เราก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเก็บรักษาไว้ ซึ่งข้อลึกลับของชีวิต  ความตาย และการคืนชีพของพระคริสตเจ้า

To begin this active receptivity we must be baptized members of the Church and be in the state of grace.
เพื่อเริ่มรับไว้อย่างแข็งขันนี้ เราต้องเป็นสมาชิกที่รับศีลล้างบาปของศาสนจักรและอยู่ในสถานะพระหรรษทาน

       Select your answer and then make a comment in the combox, below.  You don’t have to be registered to vote.
Post or send photos (as attachments to email, don’t embed).

At your church or chapel are the Crosses and/or images veiled for the end of Lent and/or Holy Week?
•   Yes (72%, 1,665 Votes)
•   No (28%, 645 Votes)
Total Voters: 2,310

          Petervich :  ปีนี้  เท่าที่สังเกตุดู  ปรากฎว่า บางวัด เช่นวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า  พระสงฆ์เจ้าอาวาสปิดเพียงบางรูป  เมื่อมีคนถามว่าทำไมไม่ปิดตามข้อกำหนดของพระศาสนจักร  คุณพ่อตอบว่า  มีการประกาศ ( ไม่ทราบว่าใครสั่ง ) ว่า  ให้ปิดคลุมรูปต่างๆในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์  และเปิดในเช้าวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ก็พอแล้ว

         เป็นคำสั่งของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยหรือเปล่าไม่ทราบได้  ทำอะไรก็ทำไปเถอะ  เพราะขณะปัจจุบันนี้  พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยนั้น ไม่ทำตามบัญญัติและกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก ปี 1983 อยู่แล้ว

        ผู้ใดเล่าจะอธิบายเรื่องนี้ - ครับ.


 
หน้า: [1] 2 3 ... 86