แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 92
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ค.ศ. 2030 จีนจะเป็นประเทศที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:10:24 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                         ค.ศ. 2030 จีนจะเป็นประเทศที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
26 เมษายน 2557 07:12 น


                                                   http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000046399

         เอเยนซี - ว่ากันว่า ความรู้สึกวุ่นวายไม่มั่นคงของมนุษย์ คือหนทางแห่งการแสวงหาธรรม จนถึงขนาดมีคำกล่าวกันว่า หากไม่มีพระเจ้า มนุษย์ก็จะสร้างขึ้นมาเอง ในสังคมจีนก็เช่นกัน มีการสำรวจฯ คาดว่าภายในอีก 15 ปี หรือ พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) จีนจะมีประชากรชาวคริสต์มากที่สุดในโลก แซงประเทศสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลจีนคงต้องเลือกว่าจะกีดกัน หรือจะยอมรับการเลือกนับถือศรัทธาของประชาชน
      
       เมื่อไม่นานนี้ สื่อจีนได้เคยรายงานผลสำรวจการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต พบว่าทุกวันนี้ ชาวจีนได้สืบค้นคำว่า "Christian Congregation" และ "Jesus" มากกว่าคำว่า "The Communist Party" และ "Xi Jinping" ประธานาธิบดีจีน มากในจำนวนที่เทียบกันไม่ได้ ด้านประธานาธิบดีจีนสี จิ้นผิง ก็เคยกล่าวในเชิงยอมรับว่า ชาวจีนกำลังขาดหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และอุดมการณ์ชีวิต ซึ่งอดีตที่ผ่านมา ความศรัทธาในลัทธิสังคมนิยม รวมทั้งหลักคำสอนในลัทธิเต๋า หรือ ขงจื่อ อีกทั้งคำสอนพุทธศาสนา คือส่วนที่ช่วยโอบอุ้มสังคมไว้
      
       ผู้เชี่ยวชาญกิจการศาสนาฯ คนหนึ่งกล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์จีนนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า ขณะที่ความศรัทธาต่ออุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก กระนั้นลัทธิทุนนิยมที่เข้ามาแทนที่นอกจากไม่สามารถนำชีวิตไปสู่คุณค่าความหมายที่ผู้คนใฝ่ถึง ยังเป็นช่องทางแห่งความเลวร้ายโลภโมโทสันของมนุษย์ จากสภาพสังคมที่ผ่านมา จึงทำให้ผู้คนเริ่มแสวงหาหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจอื่นๆ มากขึ้น
      
       อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐบาลจีนนั้น การนับถือศาสนามีส่วนที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงของรัฐบาล โดยศาสนาที่จีนยอมรับอย่างเป็นทางการคือ พุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายโปรเตสแตนท์ ศาสนาอิสลาม และลัทธิเต๋า ขณะเดียวกันก็จะมีความระแวงกับคริสตศาสนา โดยเฉพาะนิกายโปรเตสแตนท์ เพราะหลายๆ แห่ง ตั้งขึ้นอย่างผิดกฎหมาย และมีคำสอนเปลี่ยนความเชื่อที่ล่อแหลมต่อค่านิยมเดิมของสังคม รัฐไม่อาจควบคุมฯ นอกจากนี้ บางคนยังมองว่าสิ่งที่แอบแฝงมากับคำสอนคือ 'ค่านิยมแบบตะวันตก' ที่มุ่งทำให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาล จึงเกิดเหตุการณ์ที่รัฐพยายามกวาดล้างโบสถ์คริสต์ใต้ดินในจีนต่างๆ อันอยู่นอกสังกัดฯ การกำกับดูแลของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น ครั้งล่าสุดที่รัฐบาลท้องถิ่นเจ้อเจียงประกาศจะปิดโบสถ์ซันเจียง โบสถ์ใหญ่ในเมืองเวินโจว ซึ่งขนานนามว่า เป็น 'เยรูซาเล็มแห่งตะวันออก' เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่่ผ่านมา แต่ถูกประชาชนหลายพันคนรวมตัวประท้วงปกป้องโบสถ์ จนทำให้รัฐบาลท้องถิ่นเจ้อเจียง ต้องออกมาปฏิเสธข่าวการข่มขู่โบสถ์คริสต์ดังกล่าว

       เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นวันที่อีสเตอร์ อันเป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์ สื่อท้องถิ่นจีนยังได้รายงานว่า มีชาวคริสต์จีนหลายพันคนได้พากันไปประกอบพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ลิ่วซี ในเวิ่นโจว มณฑลเจ้อเจียง กันอย่างคึกคัก โดยรายงานข่าวกล่าวว่า โบสถ์ลิ่วซี โบสถ์แห่งใหม่ในเมืองเวินโจวนี้ เป็นโบสถ์ใหม่ล่าสุดของเมือง และมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย มีความจุคนได้ถึง 5,000 คน มากกว่ามหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ในนครเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษถึง 2 เท่า นอกจากนั้นยังมีไม้กางเขนขนาดใหญ่สูง 206 ฟุต เห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร ซึ่งก่อนหน้านี้ มีข่าวว่ารัฐบาลท้องถิ่นพยายามเจรจาเพื่อให้โบสถ์ลดขนาดของไม้กางเขนที่ด้านหน้าอาคารฯ ลง
      
       นักสอนศาสนาคนหนึ่งกล่าวว่า มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้้นที่ทำให้เมืองเล็กๆ เช่นนี้สามารถสร้างศูนย์รวมจิตใจขนาดมหาวิหารได้เช่นนี้ วิหารแห่งนี้ยังอาจจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการก้าวสู่ยุคแห่งศาสนาคริสต์ในจีน ด้วยอนาคตอันใกล้จะเป็นชาติที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก
      
       จิน หงซิน วัย 40 ปี สตรีชาวคริสต์จีนผู้มาเยือนโบสถ์ลิ่วซี กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ได้เป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ ทำให้รู้สึกถึงความมั่นคงในชีวิต และเธอเชื่อว่าหากทุกคนในจีน เชื่อคำสอนของพระเยซู สังคมจีนก็คงจะไม่ต้องมีตำรวจ เพราะไม่มีคนชั่ว ไม่มีอาชญากรรม
      
       เฟิงกัง หยัง ศาสตราจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐฯ ผู้เขียนหนังสือ Religion in China: Survival and Revival under Communist Rule กล่าวคาดการณ์ว่า อีกไม่นาน ภายในชั่วอายุคนรุ่นนี้แหล่ะ จีนจะเป็นชาติที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก
      
       ข้อมูลจาก Pew Research Centre's Forum on Religion and Public Life ระบุว่า ในปี 1949 นั้น จีนมีชาวคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ ราว 1 ล้านคน ขณะที่ล่าสุดในปี 2010 มีชาวคริสต์จีน นิกายโปรเตสแตนท์ เพิ่มขึ้นเป็น 58 ล้านคน มากกว่าชาวคริสเตียนในบราซิล (40 ล้านคน) และชาวคริสเตียนในแอฟริกาใต้ (36 ล้านคน)
      
       ศาสตราจารย์หยัง ผู้เชี่ยวชาญกิจการศาสนาในจีน เชื่อว่า จำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ จะทวีขึ้นเป็น 160 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งจะทำให้จีนมีผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ มากกว่าสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 159 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ ยังมีแนวโน้มในสหรัฐฯ ว่าจะลดลงเรื่อยๆ และหากให้คาดการณ์ต่อไปถึงปี ค.ศ. 2030 ก็เชื่อว่า จีนจะมีประชากรชาวคริสต์รวมทุกนิกายฯ มากที่สุดในโลก คือมากถึง 247 ล้านคน แซงประเทศเม็กซิโก บราซิล และสหรัฐฯ
      
       ศาสตราจารย์หยัง ยังกล่าวว่า ประธานเหมาเจ๋อตง และผู้นำจีนในอดีต ต่างพยายามอย่างยิ่งที่จะกีดกัน-ลบล้างความเชื่อทางศาสนาของผู้คน ผู้นำจีนคิดว่าเขาทำสำเร็จ แต่แท้จริงพวกเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
      
       นักเทศน์คนหนึ่ง กล่าวว่า รัฐบาลจีนต้องการเทศนาคำสอนในวิถีแห่งพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น ดังนั้นพรรคฯ จึงกังวลกับคำสอนที่ให้เชื่อถือในพระเจ้าองค์เดียว และพฤติกรรมคำขู่ว่าจะปิดโบสถ์คริสต์ต่างๆ ก็เป็นความพยายามจำกัดการความคิด-ความเชื่อฯ นั่นเอง
      
       ผู้นำโบสถ์อีกคนของโบสถ์ลิ่วซี กล่าวว่า รัฐบาลฯ ไม่ไว้ใจในโบสถ์แห่งนี้ โดยมองว่าเป็นโบสถ์ใต้ดิน ที่รัฐไม่สามารถเข้าไปสอดส่องควบคุมฯ นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่หลายคนเห็นว่าศาสนาคือความเจ็บป่วยทางจิต แต่กระนั้นรัฐบาลก็คงต้องเลือกเอา ว่าจะคุกคามหรือจะยอมรับความจริง เพราะรัฐบาลไม่อาจต่อสู้กับชาวคริสต์จีนทุกนิกายฯ ที่มีมากขึ้นมหาศาลกว่า 70 ล้านคน
      
       เซาท์ไชน่า มอร์นิงโพสต์ รายงานว่า พรรคคอมมิวนิสต์ ระแวงว่ากิจกรรมทางศาสนาคริสต์ จะกลายเป็นประตูเปิดให้อำนาจตะวันตกเข้ามาล้มอำนาจปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์แบบเงียบๆ และเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจารีตดั้งเดิม อาทิ เหตุการณ์ที่ชาวคริสเตียนหลายพันคนได้รวมพลเดินขบวนด้านหน้าสำนักงานใหญ่ของรัฐบาลฮ่องกงเมื่อวันที่ 13 ม.ค. เพื่อแสดงจุดยืนเกี่ยวกับกฎหมายฯ กลุ่มคนรักร่วมเพศ ซึ่งถือว่าทำลายระบบวัฒนธรรมครอบครัวของจีนที่ยาวนาน แต่กระนั้น รัฐบาลก็ยังไม่มั่นใจว่าจะจัดการกับชาวคริสต์จีนอย่างไร โดยไม่เกิดแรงต่อต้านจากประชาชนโดยเฉพาะในหมู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เข้ารีตเป็นชาวคริสต์กันมากขึ้น
      
        บรรดาผู้เชี่ยวชาญฯ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหันมาพึ่งศาสนานั้นเป็นเหตุภายในของผู้คน เป็นสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนที่รัฐบาลจีนและผู้นำฯ รุ่นใหม่คงต้องเรียนรู้ว่ามีปัจจัยที่มาอย่างไร จึงทำให้คนเปลี่ยนใจจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ไปศรัทธาในลัทธิศาสนาอื่นๆ ดังนั้นภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง คงต้องใช้ความยืดหยุ่นเข้าใจอย่างมาก กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจีนครั้งใหญ่ ซึ่งที่พึ่งทางใจของประชาชนอาจไม่ได้อยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์อีกต่อไป

      
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ปลด "ไม้กางเขน" ในจีน โหมกระแสเผชิญหน้ากลุ่มคริสต์กับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:54:45 PM
 เจ๋ง ฮืม
                                                               ปลด "ไม้กางเขน" ในจีน โหมกระแสเผชิญหน้ากลุ่มคริสต์กับรัฐบาลคอมมิวนิสต์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
9 สิงหาคม 2557 17:44 น.

                                                  http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000086339

       เอพี- ไม่กี่เดือนมานี้ กระแสเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มคริสต์ในจีน ร้อนระอุขึ้น กระทั่งเกิดเหตุการปะทะกันขึ้นในเมืองอู๋ซี มณฑลเจ้อเจียง เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบุกปลดกางเขนโลหะบนยอดโบสถ์แห่งหนึ่งในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

         ถัดมาอีกวัน สมาชิกของโบสถ์คนหนึ่งก็ใช้เครื่องบัดกรีของตนเองเชื่อมกางเขนกลับเข้าที่เดิม ชายคนดังกล่าวถูกจับกุมทันที โดยถูกกักตัวไว้ไต่สวนนานกว่า 10 ชั่วโมง ข้อหาเชื่อมโลหะโดยไม่มีใบอนุญาต
      
       สัปดาห์ต่อมาเจ้าหน้าที่รัฐก็เข้าไปปลดกางเขนลงอีกครั้ง และก็อีกครั้งเช่นกันที่สมาชิกโบสถ์ช่วยกันติดกางเขนกลับไว้ที่เดิม แม้จะอยู่อย่างรุ่งริ่งและมีขนาดสั้นกว่าเดิม
      
       จากนั้นโบสถ์ในอู๋ซี เมืองที่ห่างเซี่ยงไฮ้ไปทางตอนใต้ประมาณ 480 กิโลเมตร ก็ถูกตัดน้ำตัดไฟ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพยายามติดตั้งกล้องวงจรปิด และไต่สวนเรื่องการทำงานของสมาชิกของโบสถ์หลายคน รวมทั้งการให้การศึกษาแก่เด็กๆ การไต่สวนฯดังกล่าวเป็นการคุกคามอยู่กลายๆ ทว่า คริตศาสนิกชนสมาชิกของโบสถ์ก็ไม่ยอมแพ้
      
       “ผมจะไม่ปล่อยให้พวกเขาปลดกางเขนลง ต่อให้พวกเขาจะยิงผมทิ้งก็ตาม” ฟ่าน เหลียงอัน วัย 73 ปี กล่าว ปู่ของเขาร่วมสร้างโบสถ์หลังนี้มากับมือในปี 2467
      
       ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐในมณฑลเจ้อเจียง ได้ปลดหรือไม่ก็ขู่ปลดไม้กางเขนของโบสถ์ต่างๆ ไปแล้วมากกว่า 130 แห่ง โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่อ้างว่า โบสถ์ที่ถูกรื้อไปนั้นละเมิดกฎข้อบังคับการก่อสร้างอาคาร แต่ก็ไม่มีการชี้เฉพาะว่าละเมิดกฎข้อใด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังปฏิเสธว่าพวกเขาเลือกเฉพาะโบสถ์เป็นเป้าหมาย ปฏิบัติการรื้อถอนนี้มุ่งเป้าไปยังสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารทั้งหมดทั้งศาสนสถานและที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาด้วย
      
       ทว่า ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำโบสถ์ในเจ้อเจียง ต่างก็เชื่อว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายปราบปรามคริตส์ศาสนาซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว และกำลังทำให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธศาสนาตื่นกลัว

        เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดระหว่างที่รัฐบาลจีนพยายามควบคุมอุดมการณ์ของประชาชนอย่างเข้มงวดขึ้น มีการเพิ่มกฎข้อห้ามสำหรับทั้งสื่อมวลชน นักกฎหมายด้านสิทธิ ซึ่งหลายคนเป็นชาวคริสต์ และนักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งการคุมเข้มนี้เริ่มมานับตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศในต้นปี 2556
       
       เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของอำนาจเชิงสัญญะ และอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดกับชาวคริสต์ในสถานการณ์ดังกล่าว
       
       “กางเขนคือเกียรติของพวกเราชาวคริสต์” ไช่ ถิงสี่ ผู้ทิ้งร้านขายเครื่องสำอางค์ของเขาในเซี่ยงไฮ้ไว้ ก่อนหันกลับมาปกป้องโบสถ์ในบ้านเกิดที่มณฑลเจ้อเจียง หลังได้รับข่าวว่า เจ้าหน้าที่เตือนชาวบ้านว่าจะมีการรื้อกางเขนออก “พระคริสต์ถูกตรึงกางเขนเพื่อพวกเรา ใจผมปวดร้าวไปหมดเมื่อรู้ว่ารัฐบาลจะรื้อกางเขนออก”
       
       ด้านตัวเลขชาวคริสต์ในประเทศจีนไม่นิ่งเท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะรัฐบาลมิได้ใช้ศาสนาเป็นตัวแปรในการสำรวจประชากร ตัวเลขอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา มีชาวคริสต์ในประเทศจีนราวๆ 23 ล้านคน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวรวบรวมจากผู้ลงทะเบียนกับโบสถ์ที่ได้รับอนุญาตที่รัฐบาลคอยสอดส่องอย่างใกล้ชิด
       
       ทว่า ยังมีชาวคริสต์อีกจำนวนมากที่อยู่ใต้ดินและชุมนุมกันอย่างไม่เปิดเผย สำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) คาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2554 ประเทศจีนมีชาวโปรเตสแตนท์ประมาณ 58 ล้านคน ส่วนในปีก่อนหน้า(2553) มีชาวคาทอริคอีกราวๆ 9 ล้านคน ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาวจึงเชื่อว่าในประเทศจีนอาจมีชาวคริสต์ถึงมากกว่า 100 ล้านคน
       
       ตัวเลขประมาณการนี้เพิ่มขึ้นจากตัวเลขในปี 2493 ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า ประเทศจีนในขณะนั้น มีชาวคริสต์อยู่ราวๆ 1 ล้านคน อีกทั้ง ตัวเลขในปัจจุบันเองก็อาจสูสีกับจำนวนสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทั้ง 85 ล้านคน

          “การที่โบสถ์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น สร้างความหวาดระแวงให้กับรัฐบาล เพราะชาวคริสต์เชื่อในพระเจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใด” หยัง เฟิงกัง นักสังคมวิทยาและนักวิชาการชั้นแนวหน้าเรื่องศาสนา จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู (Purdue University) กล่าว
       
       ทั้งนี้เพราะแม้ชาวจีนที่นับถือคริสต์ศาสนาจะไม่สนใจการเมือง แต่การที่พวกเขาชุมนุมกันทุกสัปดาห์ อาจเป็นอันตราย (กับรัฐบาล) หากพวกเขาหันไปเคลื่อนไหวทางการเมือง นายหยัง กล่าว โบสถ์ มี “ความเหนียวแน่นและยืดหยุ่นในการต่อต้านแรงกดดันและการดำเนินคดีต่างๆจากรัฐบาล”
       
       การที่มณฑลเจ้อเจียงกลายเป็นเป้าหมายติดตามกลุ่มศาสนา เนื่องจากเวินโจว เมืองที่มีประชากร 8 ล้านคน และเต็มไปด้วยโบสถ์ จนได้รับสมญานามว่า “เยรูซาเล็มแห่งงจีน”
       
       ชาวเวินโจเป็นชาวคริสต์มากกว่าหนึ่งในสิบของประชากรทั้งหมดของเมือง ครึ่งหนึ่งของโบสถ์ทั้งหมดในมณฑลเจ้อเจียง 4,000 แห่ง ตั้งอยู่ในเมืองนี้ บางกลุ่มนับถือศาสนาคริสต์สืบทอดมาถึง 4 ชั่วรุ่นคน จำนวนดังกล่าวจึงถือเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในบรรดาเมืองหลักของประเทศจีน หากอ้างอิงข้อมูลที่นายเฉา หนันหลาย นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษาและมีผลงานเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ในเมืองเวินโจว ระบุไว้
       
       สัดส่วนประชากรชาวคริสต์ที่สูงนั้น เป็นผลมาจากความพยายามของมิชชันนารีในยุคแรก และลักษณะภูมิศาสตร์ของเมืองที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวแยกจากเมืองอื่นเพราะเมืองเวินโจวเบียดตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาและทะเล
       
       เมืองเวินโจวเป็นเมืองของผู้ประกอบการ มีธุรกิจครอบครัวจำนวนนับหมื่นราย ผลิตทั้งสินค้ารองเท้า ของเล่น เฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ นอกจากนี้ชาวคริสต์ที่นี่ยังกระตือรือร้นที่จะสร้างโบสถ์ใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน นายเฉา กล่าว
       
       ในอดีต ชาวคริสต์ในเมืองมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐท้องถิ่น แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือหลายคนก็เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธศาสนา นายเฉา เสริม
       
       อีกทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเองเป็นผู้แนะนำให้ทางโบสถ์สร้างอาคารขนาดใหญ่เพื่อเรียกความสนใจและการลงทุนจากคริสตศาสนิกชนชาวจีน โบสถ์บางแห่งถึงขั้นแข่งกันสร้างวิหารและกางเขนที่ใหญ่ที่สุด จนกระทั่งมีกางเขนขนาดมหึมาสูง 63 เมตร ปรากฏออกมา

        ทว่าไม่กี่ปีนี้เอง เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเข้มงวดกับโบสถ์ เช่น ขอให้ทางโบสถ์ปิดไฟประดับไม้กางเขนในตอนกลางคืน โดยอ้างว่าเพื่อลดก๊าซความร้อน บาทหลวงและสมาชิกของโบสถ์ กล่าว คำสั่งนี้จึงดูเหมือนจะมาจากรัฐบาลระดับมณฑล หาใช่หน่วยการปกครองท้องถิ่น
       
       จากนั้นในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา (2556) รัฐบาลท้องถิ่นในอำเภอหย่งจยาก็ต้องการให้รื้อบางส่วนของโบสถ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ก่อนนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไฟเขียวอย่างเป็นนัยๆ ให้สร้างอาคารโบสถ์ขนาดใหญ่เป็นห้าเท่าของแบบที่ได้รับอนุมัติ อย่างไรก็ตาม ด้วยการพัฒนาที่ไร้การควบคุมนานหลายทศวรรษ และความล่าช้าของหน่วยงานรัฐ จึงทำให้มีการสร้างอาคารไปก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
       
       ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากกลุ่มคริสต์ศาสนิกชน เจ้าหน้าที่ก็ยังเดินหน้ารื้อไม้กางเขนบนหลังคาโบสถ์หลายแห่งตามถนนสายหลักของเมืองเวินโจว และรอบๆ ทั้งมีการส่งบันทึกข้อความที่คลุมเครือไปยังโบสถ์รอบนอก เตือนเรื่องโครงสร้างอาคารที่ผิดกฎหมาย
       
       ในขณะที่ นายเฉา นักวิชาการด้านคริสต์ศาสนา กล่าวว่าการปลดกางเขนและการรื้อโบสถ์สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐกำลังแสดงอำนาจการเมืองในการควบคุมกลุ่มศาสนา
       
       บาทหลวงและผู้อาวุโสของโบสถ์ กล่าวว่าเจ้าหน้าที่บอกพวกเขาว่าจะไม่ยุ่งกับโบสถ์หากยอมปลดสัญลักษณ์กางเขนออก แต่หากต่อต้านก็จะรื้ออาคารโบสถ์ทั้งหลัง
       
       “นี่คือการเลือกปฏิบัติต่อศาสนาอย่างชัดเจน” นายหวัง ยวินเซียน ผู้อาวุโสของโบสถ์ในเวินโจว กล่าว
       
       ในเดือนก่อน (21 ก.ค.) ตำรวจหลายสิบนายปะทะกับประชาชนที่ปกป้องโบสถ์ซัลเวชั่น คริสเตียน (Salvation Christian Church) ในเมืองเวินโจว เนื่องจากตำรวจพยายามรื้อกางเขนประจำโบสถ์ นายเจิ้ง ฉางเย่ วัย 36 ปี สมาชิกของโบสถ์อื่นที่รีบรุดเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ ระบุ นายเจิ้งกล่าวว่าในเหตุปะทะมีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย และมีการกักตัวประชาชน 6 คนไว้เพื่อไต่สวน สุดท้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับไปโดยไม่ปลดกางเขนลง
       
       ด้าน นายหยัง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู กล่าวว่าเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้ว่าไม้กางเขนขัดแย้งกับระเบียบข้อบังคับการก่อสร้างอาคารข้อใด
       
       “เหตุผลเดียวที่ผมพอจะนึกออกก็คือ เจ้าหน้าที่ของเจ้อเจียงตั้งใจหักหน้าชาวคริสต์ ด้วยการปลดสัญลักษณ์ศักดิสิทธิ์ของพวกเขาลง” นายหยัง กล่าว โดยมีรัฐบาลในปักกิ่งหนุนอยู่เบื้องหลัง นายหยัง กล่าวเพิ่มเติม

        ในขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของเจ้อเจียงยืนกรานว่า ทางการไม่ได้พุ่งเป้าไปยังโบสถ์ “แต่เป็นปัญหาอาคารที่ผิดกฎระเบียบการก่อสร้าง”
       
       “ผู้เข้าใจผิดก็ว่าเจ้าหน้าที่เพ่งเล็งไปยังโบสถ์ เราทำตามกฎหมายอย่างเข้มงวดในการรื้ออาคารที่ก่อสร้างอย่างผิดกฎฯ” เจ้าหน้าที่อาวุโสของเจ้อเจียง ซึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อ กล่าว
       
       ส่วนในอำเภอหย่งจยา รัฐบาลท้องถิ่นระบุว่าพวกเขารื้ออาคารที่ปลูกสร้างผิดกฎหมายไปแล้วนับพันแห่ง รวม 3 ล้านตารางเมตร อาคารที่ถูกรื้อมีทั้งอาคารพาณิชย์ ที่พักอาศัย และศาสนสถานต่างๆ
       
       ด้วยเหตุนี้โบสถ์หลายแห่งจึงออกมาปกป้องกางเขน นายไช่ เจ้าของร้านเครื่องสำอางในเซี่ยงไฮ้ ตอนนี้จึงกลับมาผลัดกับสมาชิกคนอื่นเพื่อเฝ้าโบสถ์คริสต์หย่าอี๋ว์ในหมู่บ้านหย่าซยาทั้งวันทั้งคืน พวกเขาพักอยู่บนระเบียงเพื่อให้สามารถมองข้ามทุ่งนาออกไป เผื่อว่ามีผู้เข้ามารื้อโบสถ์
       
       ในเช้าวันหนึ่ง ผู้เฝ้ายามก็มองเห็นรถบรรทุกกำลังขับเข้ามา จึงรวบรวมกำลังราว 100 คน ออกไปสกัดกั้นกลุ่มที่กำลังบุกรุกมายังสถานที่ศักดิสิทธิ์ และพวกเขาก็ทำสำเร็จ นายไช่ กล่าว
       
       ด้านหมู่บ้านเจิ้งฉานซึ่งอยู่ใกล้เคียง หลังจากที่ทางโบสถ์ได้หนังสือเตือนจากทางการเมื่อต้นเดือนก.ค. แจ้งให้ปลดกางเขนลง สมาชิกของโบสถ์ก็ขนหินมาสุมกองหน้าประตูทางเข้า และทำเพิงเฝ้าสองหลังไว้ด้านหลังประตู นอกจากนี้ยังขึ้นป้ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เคารพกฎหมายที่ระบุให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา
       
       “กางเขนคือชีวิตของพวกเรา และมันก็ไม่อาจประนีประนอมกันได้” บาทหลวงเสีย โจ่ว ควา กล่าว “ไม่มีทางเลือก พวกเราจึงต้องพึ่งกำลังของตนเองเพื่อปกป้องกางเขน”
       
       สำหรับคุณพ่อเสียชี้เป็นเรื่องชัดเจนว่า การรื้อโบสถ์นั้นเป็นมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายการก่อสร้างอาคาร
       
       “มันคือสัญลักษณ์ของการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่ามวลมนุษย์ได้รับการปกป้องจากพระเจ้า” บาทหลวงเสีย กล่าว “ฉะนั้น หากพวกเขาเข้ามาปลดกางเขน พวกเขากำลังเลือกปฏิบัติต่อชาวคริสต์”

       
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: รู้ไหมว่า... คำทำนายโลกแตกมีมาแล้วกี่ครั้ง?? เมื่อ: วันนี้ เวลา 03:55:10 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

ค.ศ.1999 นอสตราดามุส บอกว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3... นอกจากนอสตราดามุสแล้ว
       ยังมีไมเคิลกับริปป์ที่หน้าแหกเป็นเพื่อนอีกตั้งหาก
ค.ศ.2000 ดาวเคราะห์เรียงตัวกันในวันที่ 5 พฤษภาคม ผู้คนบนโลกเชื่อว่าโลกจะแตก แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ค.ศ.2003 กลุ่มที่เชื่อเซคาริยาห์อ้างว่าดาวนิบิรุจะโคจรมาใกล้โลก ก่อเกิดภัยพิบัติ
      ที่ญี่ปุ่นมีกลุ่มคนพากันเข้าป่า เตรียมเสบียง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กันยายน 2005 - สิงหาคม 2006 กลุ่มไบเบิ้ลโค้ดเชื่อว่า จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
      ตามที่คัมภีร์ทํานายว่าจะเกิดใน สิงหาคม 2006 แต่ก็ผิดอีก..
ค.ศ. 2009 เชื่อว่านิบิรุจะเฉี่ยวโลก
และ ในปี 2012 จะเกิดวันสิ้นโลกอีกครั้ง คราวนี้คงจะได้เห็นกันละว่า ที่ข่าวเล่าต่อ
      เขาเล่าว่า โปรดติดตามความจริงในทางพระพุทธศาสนาจะกล่าวไว้เป็นเช่นไร
      ท่านคมสรัญญ์ -อินเดีย

Credit to : ตันติปาละ
ผู้ให้ข้อมูล  donut2499

     
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / รู้ไหมว่า... คำทำนายโลกแตกมีมาแล้วกี่ครั้ง?? เมื่อ: วันนี้ เวลา 03:38:53 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                     รู้ไหมว่า... คำทำนายโลกแตกมีมาแล้วกี่ครั้ง??

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   19 ธันวาคม 2555 08:45 น.
Alan  Petervich  Update  July 30, 2015

      ใครยังแอบลุ้นอยู่ว่า 21/12/12 จะเกิดภัยพิบัติอะไรยังไง เกี่ยวเนื่องกับการสิ้นสุดของปฏิทินมายา อันเป็นที่มาของการทำนายวันสิ้นโลกอยู่นั้น หันมาอ่านกันดู ว่า กว่าเราจะอยู่กันถึงเวลานี้ มีคำทำนายวันสิ้นโลกมาแล้วหลายหน มีครั้งไหนใกล้เคียงความจริงบ้าง ...
       
       1999 คำทำนายของ “นอสตราดามุส”
       
       ก่อนกระแสวันสิ้นโลกของปฏิทินมายา เชื่อว่า คำทำนายจาก “นอสตราดามุส” ดูเหมือนจะทรงอิทธิพลที่สุด จากบันทึกของเขาที่ตีพิมพ์ในปี 1555 ในฐานะโหราจารย์ชื่อดังแห่งฝรั่งเศส ซึ่งทำนายเรื่องราวไว้หลายเหตุการณ์ หนึ่งในนั้นคือ “วันสิ้นโลก”
       
       ในบันทึกของเขาระบุว่า “ในปี 1999 เดือนที่ 7 (สิงหาคม 1999) จะมีราชาแห่งความน่าสะพรึงกลัวมาจากฟากฟ้า” และนั่นอาจนำไปสู่หายนะของโลก

       เมื่อนำมาตีความในหลายๆ แบบ ก็เชื่อว่า อาจจะมีดาวเคราะห์ดวงใหญ่พุ่งชนโลก แต่ต่อมาเมื่อเกิดสถานการณ์อันตึงเครียดระหว่างอเมริกา กับอิรัก ก็ทำให้เกิดการพุ่งเป้าไปที่การเกิด “สงครามโลกครั้งที่ 3” ราชาแห่งความน่าสะพรึงจึงหมายถึงประธานาธิบดีอิรัก “ซัดดัม อุสเซน”
       
       แต่แล้วเหตุการณ์สงครามแม้จะร้ายแรงและยืดเยื้อ แต่ก็ไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้โลกหายนะ และไม่ได้กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่อย่างใด
       
       1666 ปีอาถรรพ์ 666
       
       เลข 666 ตามความเชื่อของคริสเตียนว่าเป็นเลขแห่งปิศาจและความชั่วร้าย ชาวคริสต์ในยุโรปต่างกังวลกับการมาถึงของปี 1666 นี้ ว่า จะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ โดยในปีก่อนหน้าได้เกิดกาฬโรคระบาดคครั้งใหญ่คร่าชีวิตชาวลอนดอนไปนับแสน จึงนำไปสู่คำทำนายวันสิ้นโลกในปี 1666
       
       และวันที่เลวร้ายที่สุดแห่งปีก็มาถึง ในวันที่ 2 กันยายน เกิดไฟไหม้ร้านเบเกอรีในลอนดอน ไฟโหมกระหน่ำ 3 วันกว่าจะมอด เผาอาคารไปกว่า 13,000 หลัง ชาวเมืองอีกนับหมื่นไม่มีบ้านอยู่อาศัย มีผู้เสียชีวิตน้อยกว่า 10 ราย และโลกก็ยังไม่ได้พังทลายแต่อย่างใด
       
       1910 ดาวหางฮัลเลย์ พาสารพิษสู่โลก
       
       ตั้งแต่ปี 1881 ที่นักดาราศาสตร์ค้นพบว่า หางของดาวหางนั้นมีก๊าซไซยาโนเจน (สารไซยาไนด์) ปนอยู่ จึงได้สร้างความตื่นตระหนกว่า ถ้าดาวหางโคจรผ่านโลก ชาวโลกก็จะอาบสารพิษมรณะนั้นไปด้วย ซึ่งดาวหางที่จะมาเยือนถัดไป คือ “ฮัลเลย์” ในปี 1910 ความวิตกดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ และฉบับอื่นๆ จนทำให้เกิดความตื่นกลัวไปทั่วโลก
       
       แต่ในที่สุดแล้ว ก็มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ออกมาช่วยอธิบายว่า การโคจรของดาวหางไม่สร้างอันตรายให้ชาวโลกได้ขนาดนั้น
       
       2000 ขึ้นศตวรรษใหม่ อาจกลายเป็นอวสาน
       
       หลายคนคงผ่านช่วงเวลาเข้าสู่ปี 2000 คือ “ยุคมิลเลเนียม” พร้อมๆ กับปัญหา วายทูเค (Y2K) เมื่อการก้าวเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม 2000 จะกลายเป็นการสร้างปัญหาให้ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก มีการคาดการณ์ไว้ในช่วงปี 1970 ว่า ระบบคอมพิวเตอร์อาจจะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของศตวรรษได้ จากการปรับนาฬิกาสู่ 2000 อาจกลับไปสู่ 1900 แทน อันจะนำไปสู่ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย และหายนะตามมา
       
       แต่แล้วการฉลองศตวรรษใหม่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี วายทูเคไม่ได้สร้างปัญหาตามที่คาด ทว่า มีจุดจบใหม่ที่ชาวโลกต้องกังวล นั่นคือ 5/5/2000 วันที่ 5 พฤษภาคม 2000 เป็นวันที่ดาวเคราะห์เรียงตัวกัน แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกจะหนาถึง 3 ไมล์ นั่นเป็นผลให้ชาวโลกล้มตายด้วยความเหน็บหนาว ... แต่เหตุการณ์ก็ไม่เป็นเช่นนั้น อาจต้องขอบคุณภาวะโลกร้อนที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้
       
       2011 วันพิพากษา
       
       ถัดมาปีก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคม ฮาโรลด์ แคมปิง (Harold Camping) นักเทศน์ทางวิทยุ ได้สร้างความตระหนกให้แก่ชาวโลก ด้วยการประกาศคำทำนายว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2011 คือ วันพิพากษา ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการเกิดแผ่นดินไหวไปทั่วโลก และหายนะจะต่อเนื่องยาวไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคมปีเดียวกัน และโลกจะสูญสิ้นในวันนั้น
       
       ทว่า ทั้งวันพิพากษาและวันสิ้นโลกของแคมปิงก็ผ่านไปอย่างเงียบๆ และต่อมาเขาก็อธิบายว่า แผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ทางกายภาพ แต่เป็นแผ่นดินไหวทางจิตวิญญาณ และพระเจ้าก็ได้พิพากษาเหล่าวิญญาณของมนุษย์ทั้งหลายเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ... โดยไม่มีใครรู้ตัว
       
       2011 เด็กชายปลาบู่ผู้ระลึกชาติได้
       
       เรื่องนี้คงเป็นที่ฮือฮา และใกล้ตัวเราที่สุด วันสิ้นโลกฉบับไทยๆ ยังไม่มีบันทึกไว้ในระดับสากล เหตุเกิดเมื่อปลายปี 2011 ผ่านทางยูทิวบ์ที่ชายคนหนึ่งอ้างว่าเป็นพ่อของ “เด็กชายปลาบู่” ได้เล่าเรื่องราวของลูกชาย เป็นคำทำนายจากการระลึกชาติได้ ว่า จะมีการเกิดภัยพิบัติในช่วงเวลาต่างๆ และอันใกล้ที่สุด ก็คือ ช่วงวันปีใหม่ที่ผ่านมา จะมีเหตุการณ์เขื่อนแตก แผ่นดินไหว มีผู้เสียชีวิต แต่แล้วคำทำนายดังกล่าวก็ไม่เป็นจริง
       
       ตอนนี้เราเพียงแต่รอว่า วันที่ 21/12/12 จะเป็นอีกวันที่ผ่านไป จากนั้นยังมีคำทำนายถึงหายนะและวันสิ้นโลกอีกมากมายหลายฉบับ มีเว็บไซต์แห่งหนึ่งได้รวบรวมสารพัดคำทำนายเหล่านี้ไว้ แทบจะเรียกได้ว่า มีคำทำนายถึง “วันสิ้นโลก” เกือบทุกปีทีเดียว ถ้าหลังวันที่ 21 ธันวาคมนี้ เรายังอยู่กันพร้อมหน้า ลองแวะไปดู manyends.com รอรับคำทำนายรอบถัดไปกันได้

ความคิดเห็นจากบางคน

       รวมเรื่องราวโลกแตก ปี ค.ศ.33-ค.ศ.2012

       ประวัติศาสตร์โลกแตก

อ้างอิงบางส่วนจาก หนังสือ The World and I (รวบรวมโดย Terran )

ค.ศ.33-150 ชาวคริสต์ยุคแรกกลุ้มใจว่าโลกจะแตกสลาย
ค.ศ.992-1000 พระชาวยุโรปคิดว่า โลกจะวินาศในปี ค.ศ.1000 ผู้คนจึงหวาดกลัวกันใหญ่
ค.ศ.1001 ปรากฏว่าโลกยังไม่แตก พระชาวฝรั่งเศสจึงบอกว่า ภัยพิบัติจะเลื่อนไปเกิดปี ค.ศ.1033
ค.ศ.1033 โลกยังหมุนต่อไป
ค.ศ.1186 (พ.ศ.1729)เกิดดาวเคราะห์เรียงตัวกัน ชาวยุโรปนึกว่าโลกจะล่มสลาย
ค.ศ.1346-1418 (พ.ศ.1889-1961) เกิดโรคกาฬโรคขึ้นประชากร 1 ใน 3 ของยุโรปตาย และคร่าชีวิตประชากรครึ่งประเทศ
       ในอังกฤษ แต่มนุษย์โลกก็เพิ่มจํานวนกลับคืนมาตามเดิม
ค.ศ.1501 (พ.ศ.2044) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบรหัสไบเบิ้ลเรียกมันว่า"ไบเบิ้ลโค้ด"
      ได้ผลทํานายออกมาว่า โลกจะแตกใน ปี ค.ศ.1656 (พ.ศ.2199)
ค.ศ.1656 (พ.ศ.2199) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ทํานายผิด
ค.ศ.1844 วิลเลียม มิลเลอร์ บอกสาวก 50,000 คนว่า โลกจะพินาศในปีนี้แล้ว แต่ก็ผิดหวัง
ค.ศ.1848 วิลเลียมบอกว่า มันจะเลื่อนมาเกิดปีนี้ต่างหาก .. แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น วิลเลียมจึงบอกว่า มันเลื่อนไปเกิดปีหน้า
ค.ศ.1849 วิลเลียมไม่ได้รับความเชื่อถืออีกต่อไป
ค.ศ.1910 ดาวหางฮัลเล่ห์ปรากฏ ผู้คนต่างหวาดกลัวว่าจะเกิดวันสิ้นโลก
ค.ศ.1925 แม่ชี โรเบิร์ต ไรท์บอกว่า พระเจ้ามาบอกว่า โลกจะพินาศในปีนี้  เผอิญปีนั้น เกิดโรคระบาด
       แผ่นดินไหวถี่ผิดปกติ ภาวะบ้านเมืองอึมครึม คนเลยเชื่อใหญ่
       บางคนร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร บางคนขายบ้าน ขายที่นา พอถึงวันที่แม่ชีว่าจะเกิด
       แม่ชีไรท์พาลูกศิษย์หลบเข้าป่าจําศีลภาวนา แต่แล้วก็ผิดพลาดอีก..
ค.ศ.1945 ชาร์ล ลอง นักฟิสิกส์อังกฤษ บอกว่า โลกจะพินาศ ซึ่งในระยะเดียวกันนั้น บังเอิญเกิดดาวหางบ่อยๆ
       เกิดสุริยคราสและจันทราคราส บ่อยๆ น้ำท่วมเป็นประจํา แผ่นดินไหวถี่ผิดปกติ
       จึงเป็นเหตุผลที่ชาวโลกควรเชื่อ แต่ก็ผิดพลาดหนักเข้าไปอีก
ค.ศ.1975 กลุ่มชาวคริสต์ออกมาทํานายว่าปีนี้โลกจะพินาศ หลังจากทายผิดติดต่อกันมาแล้ว 10 ปี
ค.ศ.1996 ไมเคิล ดรอสนินท์และเอลิยา ริปป์ ตีความไบเบิ้ลโค้ด แล้วบอกว่า
      จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3ในวันที่ 25 กรกฏาคม ...แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
      ไมเคิลและริปป์จึงบอกว่า สงครามโลกครั้งที่ 3และภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นแน่ แต่เลื่อนไปในปีค.ศ.1999

5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: จับตาอุปสรรคใหม่ซ้ำ 'ส่งออกไทย57' 'ค้ามนุษย์-แรงงานเด็ก เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2015, 01:15:32 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม

      ข้อมูลแบนสินค้าไทยคลาดเคลื่อน

ในมุมมองของภาครัฐ จากการสัมภาษณ์ นายทรงศัก สายเชื้อ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การจัดทำรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) โดยสหรัฐฯ ที่กังวลกันว่าจะนำไปสู่การแบนสินค้าไทย 5 ชนิด ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่มาก

เพราะในขณะนี้ตามกฎหมายของสหรัฐฯ เอง ไม่มีบทลงโทษด้วยการห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศ ที่ถูกประเมินว่า มีปัญหาด้านสถานการณ์การค้ามนุษย์แต่อย่างใด โดยระบุชัดว่า บทลงโทษจะต้องไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และต้องไม่เกี่ยวข้องกับด้านการค้า

TIP Report เป็นรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี ตามกฎหมายว่าด้วยการปกป้องเหยื่อการค้ามนุษย์ ค.ศ.2000 ของสหรัฐฯ (Trafficking Victims Protection Act of 2000 (TVPA) เพื่อรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบสถานการณ์การค้ามนุษย์ของ 186 ประเทศทั่วโลก กับมาตรฐานของสหรัฐฯ และจัดลำดับประเทศต่างๆ ออกเป็น 4 ระดับ

ระดับที่ดีที่สุด คือ Tier 1 คือ ประเทศที่ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายของสหรัฐฯ ทั้งด้านการป้องกันละบังคับใช้กฎหมายการต่อต้านการค้ามนุษย์ รองลงมา คือ Tier 2 คือ ประเทศที่มีการดำเนินการยังไม่สอดคล้องกับกฎหมายของสหรัฐฯ แต่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา

ระดับ Tier 2 Watch List คล้ายกับ Tier 2 แต่พบเหยื่อการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น หรือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลได้พยายามเดินหน้าต่อต้านการค้ามนุษย์ และระดับต่ำสุด คือ ระดับ Tier 3 หมายถึงประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐฯ และไม่มีความพยายามแก้ไขปัญหา

สำหรับประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในระดับ Tier 2 Watch List ตั้งแต่ปี 2553-2554 ซึ่งตามกฎหมายของสหรัฐฯ หากอยู่ในอันดับดังกล่าว 2 ปีติดต่อกันจะต้องถูกปรับลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดโดยอัตโนมัติ แต่ในปี 2555 ไทยได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ พร้อมเสนอแผนปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ 6 ข้อที่อ้างอิงตามหลักเกณฑ์ของ TIP Report ทำให้สหรัฐฯ เห็นความจริงจังของไทย จึงไม่ปรับลดอันดับดังกล่าวลงมา

“แต่สิ่งที่ทุกคนกลัว คือ ปีหน้าประเทศไทยจะถูกปรับอันดับลดลงไปอยู่ที่ Tier 3 และจะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ แต่ข้อเท็จจริง คือ กฎหมายการจัดอันดับ TIP Report ไม่มีข้อกำหนดในการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ถูกจัดอันดับอยู่ในระดับต่ำสุด”

แต่บทลงโทษตามตัวกฎหมายสหรัฐฯ มี 2 รูปแบบเท่านั้น คือ 1.สหรัฐฯ อาจพิจารณาระงับให้ความช่วยเหลือที่ไม่ใช่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและด้านการค้า เช่น ไม่สนับสนุนเงินทุน ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศที่มีปัญหาการค้าแรงงานมนุษย์ ในโครงการแลกเปลี่ยนการศึกษา วัฒนธรรม และความร่วมมือต่างๆ และ 2.สหรัฐฯ อาจจะคัดค้านการให้ความช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์ บนเวทีขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หรือธนาคารโลก (World Bank) เป็นต้น

ศึกษาความเสียหาย “จีน–รัสเซีย” ตกชั้น

ส่วน 5 สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ และเกรงว่าจะได้รับผลกระทบนั้น อยู่ในกฎหมาย Trafficking Protection Reauthorization Acts (TVPRA) of 2005 ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ โดยจะมีการจัดทำรายงานและตีพิมพ์รายชื่อสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เชื่อว่าผลิตโดยใช้แรงงานเด็ก และการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล

โดยรายชื่อประเทศ และรายชื่อสินค้าที่ถูกประเมินว่า “เข้าข่าย” ตามกฎหมาย TVPRA จะถูกตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ให้สังคมชาวอเมริกัน ในฐานะผู้บริโภครับทราบ ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าเร่งแก้ไขปัญหา โดยที่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีบทลงโทษโดยการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันมีสินค้าที่ถูกสหรัฐฯ จับขึ้นบัญชีตามกฎหมายนี้ทั้งสิ้น 134 สินค้า จาก 74 ประเทศ โดยมีสินค้าไทย 5 รายการ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสินค้าที่เชื่อว่าใช้แรงงานเด็กและบังคับใช้แรงงานมนุษย์ ได้แก่ กุ้ง และเสื้อผ้า 2.กลุ่มสินค้าที่เชื่อว่าผลิตจากแรงงานเด็ก ได้แก่ อ้อย และสื่อลามก ทั้งที่สินค้าสื่อลามกนี้ ตามกฎหมายไทยห้ามไม่ให้มี 3. กลุ่มสินค้าที่ผลิตโดยบังคับใช้แรงงานมนุษย์ คือ ปลา เป็นสินค้าล่าสุดที่สหรัฐฯ เพิ่มเข้าไป เมื่อเดือน ก.ย.2555

โดยสินค้าทั้ง 5 กลุ่มแยกเป็น 1.สิ่งทอมากกว่า 37,000 ล้านบาท 2.กุ้ง 15,000 ล้านบาท 3.น้ำตาลทรายและกากน้ำตาลประมาณ 700 ล้านบาท และ 4.ปลาประมาณ 2,000 ล้านบาท รวมประมาณ 54,700 ล้านบาท

ทั้งนี้ สิ่งที่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อการถูกปรับลดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ไปอยู่ที่ระดับต่ำสุด คือ การที่ทางการสหรัฐฯ จะต้องนำผลการจัดอันดับดังกล่าว ไปประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ประชาชนในประเทศของตนรับทราบ ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับเรื่องการค้ามนุษย์ เรื่องสิ่งแวดล้อมสูงมาก ซึ่งนั่นอาจจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของสินค้าไทย และปริมาณคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ

“ขณะนี้ยังประเมินผลกระทบเป็นมูลค่า หากสินค้าไทยถูกปรับลดอันดับสถานการณ์ค้ามนุษย์ไม่ได้ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปติดตามกรณีตัวอย่างจากประเทศรัสเซียและจีน ซึ่งถูกสหรัฐฯลดอันดับมาอยู่ที่ระดับต่ำสุด Tier 3 ในปีนี้ เป็นกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสนใจมาก ว่าจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการศึกษาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะต่อไป”

ยันไทยมีมาตรการป้องกันการค้ามนุษย์

อย่างไรก็ตาม ในด้านการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายทรงศัก กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยได้ดำเนินการแล้ว เพื่อตอบสนองให้สหรัฐฯ เห็นว่าไทยไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาดังกล่าวและเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของสินค้าไทย คือการตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ซึ่งที่ผ่านมานายกฯได้ให้ความสำคัญ และเข้าประชุมด้วยตัวเองแทบทุกครั้ง

โดยหวังว่าจะเป็นแต้มต่อที่ทำให้สหรัฐฯ เชื่อถือการแก้ปัญหาแรงงานของไทยเป็นไป ในทางที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังได้ส่งรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาด้านแรงงานในประเทศไทยให้สหรัฐฯรับทราบล่วงหน้า โดยชี้ให้เห็นว่าไทยมีพัฒนาการในการแก้ปัญหา เช่น ไทยได้จัดทำการขึ้นทะเบียนแรงงานประมงและขณะนี้มีแรงงานมาขึ้นทะเบียนแล้วว่า 5,000 คน

สำหรับประเด็นที่สำคัญในการแก้ปัญหาและสหรัฐฯให้ความสนใจมากที่สุด คือ การบังคับใช้กฎหมาย ไทยได้ดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.ที่ผ่านมาถึง 46 คดี ในจำนวนนี้ศาลตัดสินไปแล้ว 10 คดี นอกจากนี้ยังได้ปฏิเสธการเข้าเมืองของชาวต่างชาติที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับเพศพาณิชย์แล้ว 137 ราย ส่วนรายที่อยู่ในไทยอยู่แล้วก็ได้ถอนใบอนุญาตการเข้าราชอาณาจักรแล้ว 17 ราย

ทั้งนี้ ในการจัดทำ TIP Report โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย.2557 ไม่ใช่ว่าจะมีแต่สัญญาณไม่ดี เพราะในการจัดอันดับล่าสุดเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาแรงงาน ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุด ดังนั้น ประเทศไทยก็มีโอกาสเช่นกันที่จะไม่ตกชั้น

“ยอมรับว่าสถานการณ์เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่ควรตระหนกตกใจจนเกินไป บางครั้งข้อโจมตีลักษณะนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกีดกันทางการค้า ที่เอกชนในต่างประเทศเสียประโยชน์ จากสินค้าที่ไทยส่งออก เป็นผู้ผลักดันให้มาโจมตีสินค้าไทย และปัญหาแรงงานที่สหรัฐฯ กล่าวหาสินค้าไทย ไทยได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้นิ่งเฉย เราไม่ได้ปฏิเสธปัญหา แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เราก็แสดงความจริงใจและพร้อมที่จะแก้ไขอย่างเต็มที่”.

 

ทีมเศรษฐกิจ
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / จับตาอุปสรรคใหม่ซ้ำ 'ส่งออกไทย57' 'ค้ามนุษย์-แรงงานเด็ก เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2015, 01:12:37 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                   จับตาอุปสรรคใหม่ซ้ำ 'ส่งออกไทย57' 'ค้ามนุษย์-แรงงานเด็ก

 โดย ทีมเศรษฐกิจ 23 ธ.ค. 2556 05:00
Alan  Petervich  July  30, 2015

                                                           http://www.thairath.co.th/content/390975

      ทรงศัก - ธีรพงศ์

เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของปี 2556 ท่ามกลางการขยายตัวของการส่งออกไทยปีนี้ที่กำลังเผชิญวิกฤติจ่อที่จะติดลบ หรือไม่ขยายตัวจากปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นจุดตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายปี

ด้วยปัจจัยรุมเร้าที่หลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ คู่ค้าต่างประเทศชะลอคำสั่งซื้อ ขณะที่ปัจจัยคุกรุ่นทางการเมืองภายในประเทศทำให้คู่ค้า ไม่มั่นใจในสถานการณ์ว่าจะยังคงรับและส่งออกได้ตามออเดอร์หรือไม่ ทำให้คำสั่งซื้อหรือออเดอร์จำนวนหนึ่งโบยบินไปหาแหล่งอื่นๆแทน

ในปี 2557 ที่จะมาถึง กระทรวงพาณิชย์คาดหวังว่า การส่งออกจะฝ่าวิกฤติเหล่านี้ไปได้ แต่ในข้อเท็จจริง โอกาสจะมีมากน้อยแค่ไหน เพราะในขณะนี้ ยังคงมีปัจจัยใหม่ๆ ที่กำลังถั่งโถมเข้าใส่ภาคส่งออกไทยอย่างต่อเนื่อง

“ความพยายามหยิบยกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff Barrier)” เป็นอีก 1 ในปัจจัยที่ประเทศไทยถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหยิบยก “ปัญหาแรงงานและการค้ามนุษย์” ซึ่งล่าสุดมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น เพราะประเทศไทยกำลังมีแนวโน้มจะถูกดาวน์เกรดลงไปอยู่ในระดับ Tier 3 ซึ่งเป็นระดับล่างสุด จากที่ไทยถูกจัดอยู่ในระดับ Tier 2 Watch List ในปัจจุบัน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะทวีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ “นายธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TUF กลุ่มผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลกระป๋องรายใหญ่ของประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่สอบถามหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่อดังกล่าว ผ่านการสัมภาษณ์ นายทรงศัก สายเชื้อ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ดังนี้ :

5 อุตสาหกรรม “ยืนบนเส้นด้าย”

นายธีรพงศ์ เล่าให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ฟังถึงปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมส่งออกสินค้าไทย 5 รายการกำลังประสบว่า ขณะนี้ทางการสหรัฐฯได้กล่าวหาสินค้าไทยจำนวน 5 รายการ ได้แก่ กุ้ง ปลา อ้อย เสื้อผ้า และสื่อลามก ว่ามีปัญหาเรื่องแรงงาน และการค้ามนุษย์

ทางการสหรัฐฯกล่าวหาไทยว่า มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการค้ามนุษย์ การปกป้องแรงงาน แต่ไม่บังคับใช้ และสิ่งที่สหรัฐฯต้องการเห็น คือ ไทยได้ใช้กฎหมายจับกุมจนนำไปสู่การดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดต่อแรงงานมนุษย์ ดังนั้น ในปีหน้าสหรัฐฯ ซึ่งจะพิจารณาเรื่อง สถานการณ์การค้ามนุษย์และปัญหาแรงงาน (TIP Report) ว่า จะปรับให้ไทยตกไปอยู่ในระดับต่ำสุด หรือ Tier 3 หรือไม่ จากปัจจุบันที่ไทยถูกจัดให้อยู่ที่ระดับ Tier 2 Watch List นั้น สถานการณ์วันนี้เห็นว่ามีแต่สัญญาณที่จะนำไทยไปสู่การถูกปรับลดอันดับทั้งสิ้น

“โดยส่วนตัวเชื่อว่า แนวโน้มที่จะถูกปรับลดลงไปอยู่ที่ระดับต่ำสุดมีอยู่สูงมาก เพราะสถานการณ์ขณะนี้ภาครัฐไม่มีความเข้มแข็ง การเตรียมการแก้ไขปัญหา หรือเตรียมการรับมือในเรื่องนี้ ดูอ่อนลงไปมากขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าพิจารณาปัญหาแรงงานในไทยไปอย่างต่อเนื่อง” ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ส่งออกสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ

พร้อมกับยอมรับว่า หากไทยถูกปรับลดอันดับสถานการณ์แรงงานลงไปอยู่ที่ระดับ Tier 3 จะทำให้การค้าขายและการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ลดลงตามไปด้วย
“บริษัทใหญ่ๆในสหรัฐฯที่เป็นคู่ค้าสำคัญคงไม่ยินดีที่จะค้าขายกับเอกชนไทย หากสินค้าของไทยถูกระบุโดยทางการสหรัฐฯ ว่า บังคับใช้แรงงานมนุษย์หรือแรงงานเด็ก เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญสูงมาก”

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้น จะกระทบยอดการส่งออกอาหารทะเลไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าอาหารทะเลจากไทยมากกว่า 50% ของการส่งออกในแต่ละปีมีมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 150,000 ล้านบาท (30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์) จากการส่งออกอาหารทะเลเฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 300,000 ล้านบาท

“ก่อนหน้านี้ ประเทศใหญ่ๆอย่างรัสเซีย และจีน ก็เพิ่งถูกสหรัฐฯปรับลดอันดับลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุด แล้วประเทศเล็กๆอย่างไทยจะมีแต้มต่ออะไรที่จะทำให้เรารอดพ้น ซึ่งในขณะนี้ สิ่งที่เอกชนรายใหญ่พอจะทำได้ คือ การแสดงให้คู่ค้าของบริษัทเห็นว่า บริษัทมีความจริงจังที่จะแก้ปัญหา ทำให้เอกชนรายใหญ่หลายรายต้องเข้าไปดูแลการผลิตสินค้าของตัวเอง ตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งในส่วนบริษัทของตัวเอง และกิจการที่เป็นเครือข่ายผลิตสินค้า”

ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลของ TUF วันนี้ต้องเข้าไปช่วยโรงงานแปรรูปกุ้งขั้นต้น หรือแม้แต่กระทั่งที่แพปลา ดูแลว่ามีการจัดการแรงงานอย่างไร
ขณะเดียวกัน เอกชนโดยหอการค้าไทย และสภาหอการค้าไทย รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน 8 สถาบัน ได้แก่ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมกุ้งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้รวมกลุ่มกันในนาม “สมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย” เพื่อแสดงให้ต่างชาติเห็นความพยายามในการแก้ปัญหา

“แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนการตอบรับในประเทศยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร ขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยเองก็ดูจะยังไม่พอใจในสิ่งที่ไทยได้ดำเนินการไปก่อนหน้า ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีสหรัฐฯเป็นตลาดสินค้าที่สำคัญเองก็หนักใจ เพราะไม่ใช่ข้อกล่าวหาเป็นรายบริษัท”

ปัญหาดังกล่าวทำให้การเดินหน้าอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลไทยเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น จากปัจจุบันที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหารอบด้านที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว เช่น ปริมาณผลผลิตกุ้งในประเทศที่ลดลงมากกว่า 50% จากการระบาดของโรคตายด้วย (อีเอ็มเอส) ในกุ้งไทย จนหาสินค้ามาส่งออกได้ยากขึ้น และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอีก 1 เท่าตัวในช่วงระยะเวลาเพียง 3-4 ปีที่ผ่านมา

 ในขณะที่อีก 4 อุตสาหกรรมที่เหลือ ทั้งปลา อ้อย เสื้อผ้า และสื่อลามก ก็จะเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น เพราะต้องเสียเวลาไปอีกอย่างน้อย 1 ปี จนกว่าจะมีการจัดอันดับกันใหม่ แต่เชื่อว่าในส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่ มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือได้ อย่างเช่น ทียูเอฟเองที่มีฐานการผลิตในหลายประเทศ เช่น เวียดนาม และอินเดีย หากไทยถูกปรับลดอันดับปัญหาแรงงาน ก็ยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตในต่างประเทศมาชดเชยได้

“แต่ส่วนที่จะอยู่ไม่ได้และลำบากมากที่สุด คือผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางหรือกลุ่มเอสเอ็มอี เกษตรกร และตัวแรงงานเอง ผมจึงมองว่าไม่ต้องการให้การแก้ปัญหาแรงงานของทางการไทยหายเงียบไป เพราะวันนี้ถ้าไม่มีปัญหาจากภายใน จนเราไม่สามารถแก้ปัญหาได้เต็มที่ ประเทศไทยจะยังคงเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุด”
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / นาซ่าปฏิเสธที่ว่าอุกกาบาตยักษ์จะชนโลกในเดือนกันยายน 2015 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2015, 11:22:17 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                   นาซ่าปฏิเสธที่ว่าอุกกาบาตยักษ์จะชนโลกในเดือนกันยายน 2015
                                                  NASA denied that a giant meteor  striking our planet in September 2015

mirrorspectrum.com                                                                                                                                                                               Update  July 24, 2015

      NASA had to release an official statement denying that a giant meteor is going to strike our planet in September.
 Even though this story spread over the internet, NASA said that such upcoming collision with Earth is not going to happen in September or in the next several hundred years.

นาซ่าได้ประกาศคำยืนยันเป็นทางการ ปฏิเสธว่าอุกกาบาตยักษ์กำลังจะชนกับโลกของเราในเดือนกันยายน   แม้ว่าเรื่องนี้ได้เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต  นาซ่ากล่าวว่า การชนกันที่ว่าจะเกิดกับโลกจะไม่เกิดในเดือนกันยายน 2015 หรือในอีกสองสามร้อยปีข้างหน้า

Other say that such statements concerning the future should not be made since NASA was taken by surprise in 2013 when Chelyabinsk meteor exploded over Russia.
Anyhow, approximately 10,000 major near earth objects have been discovered by scientists in our region of space. In case one of those one kilometer or larger in size objects smashed into Earth, we would experience similar event to Tunguska or even worse.

บางคนกล่าวว่า การยืนยันเช่นนั้นที่เกี่ยวกับอนาคต ไม่ควรจะทำ โดยที่องค์การนาซ่ารับทราบโดยปัจจุบันทันด่วน ในปี 2013 เมื่ออุกกาบาต  Chelyabinsk ได้เกิดระเบิดเหนือรัสเซีย   อย่างไรก็ดี  ประมาณเทหวัตถุใกล้โลกขนาดใหญ่  10,000 ลูกได้ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ในบริเวณอวกาศของเรา  ในกรณี หนึ่งในวัตถุขนาดหนึ่งกิโลเมตรหรือโตกว่าเหล่านี้พุ่งเข้าชนโลก  พวกเราจะมีประสบการณ์คล้ายกับที่เกิดขึ้นกับ  Tunguska หรือเลวร้ายกว่านั้น

It has been reported in one of British news that according to internet bloggers our world is about to end during the event between September 22 to 28.
Many theories suggest that military operation Jade Helm is a preparation for foreseen anarchy which could arise as the asteroid approaches the planet. Another theory states that collision will announce the beginning of the Rapture.
As answer to all these theories, NASA came forward with a public statement dismissing all these allegations and predictions.

ได้มีรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์อังกฤษฉบับหนึ่งว่า  ตามบรรดาบล็อกเกอร์ลงในอินเตอร์เน็ตนั้น โลกของเรากำลังเกือบจะถึงวาระสุดท้ายแล้ว ขณะเกิดเหตุการณ์ ระหว่าง  22 กันยายน ถึง  28 กันยายน ( ปี 2015 นี้ )  หลายทฤษฎีเสนอแนะว่าปฏิบัติการทางทหาร Jade Helm เป็นการจัดเตรียมเพื่อซักซ้อมดูความสับสนวุ่นวายที่มองเห็นได้ก่อน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นขณะที่อุกกาบาตเข้าใกล้ดาวพระเคราะห์  อีกทฤษฎีหนึ่งยืนยันว่า การชนกันจะเป็นทำนองประกาศการเริ่มความปีติยินดีอย่างล้นเหลือ ( เพราะในพระคัมภีร์ระบุว่า พระเยซูเจ้าจะเสด็จมาสู่โลกเป็นครั้งที่สอง )    เพื่อเป็นคำตอบต่อทฤษฎีต่างๆเหล่านี้   องค์การนาซ่าสามารถอาสาด้วยการยืนยันสาธารณะให้เลิกข้ออ้างทั้งหมดและการทำนายทั้งหมดเหล่านี้เสีย

People are still questioning whether this is the real truth.
There are other claims which predicted a meteor colliding into the Atlantic Ocean near the island of Puerto Rico. Efrain Rodriguez sent a letter to NASA in 2010 in order to inform them that he received a message from God informing him that a meteor is going to hit ocean near Puerto Rico. The meteor would cause a massive earthquake and tsunami that would devastate the East Coast of the U.S., Mexico, Central, and South America. The consequences of such event could be devastating.

It is a misconception to think that NASA is all-seeing and all-knowing. Quite recently, NASA didn’t even know that a large asteroid was approaching our planet.

ประชาชนยังตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เป็นความจริงจริงๆหรืออย่างไร.  มีข้ออ้างอีกมากที่ทำนายการชนกันของอุกกาบาตเข้าไปในมหาสมุทรแอตแลนติกใกล้เกาะ Puerto Rico   นาย Efrain Rodriguez ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงองค์กานาซ่า ในปี 2010 เพื่อแจ้งแก้พวกเขาว่า เขาได้รับสารจากพระเจ้า ทรงแจ้งให้เขาทราบว่า อุกกาบาตลูกหนึ่งกำลังจะชนกระทบทะเลใกล้ ปอร์โต ริโก   อุกกาบาตจะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวมโหฬารและคลื่นยักษ์ศึนามิ ที่อาจจะทำลายล้างฝั้งตะวันออกของ สหรัฐ  เม็กซิโก  อเมริกากลางแลอเมริกาใต้  ผลที่เกิดนั้นจะทำลายล้างอย่างมหาศาล   เป็นการเข้าใจผิดที่คิดว่า องค์การนาซ่าเห็นทุกอย่างและรู้ทุกอย่าง   ก็เมื่อเร็วๆนี้  นาซ่าไม่รู้เลยว่าอุกกาบาตมึมากำลังเข้าใกล้ดาวเคราะห์โลกเรา.

According to Professor Brian Cox an asteroid nearly missed the Earth a few months ago. He said that the asteroid was observed on its way out. In March, this asteroid under the name 2014 EC got within 61,637km of Earth.
At this time, NASA is tracing 1400 possibly dangerous asteroids.
A former astronaut Ed Lu said that up to now the humankind was saved by luck from a serious collision.

ตามคำบอกของ Professor Brian Cox  อุกกาบาตลูกหนึ่งเฉียดโลกไปเมื่อสองสามเดือนก่อน  เขากล่าวว่าอุกกาบาตถูกจับตามเมองตามทางโคจรของมัน  ในดือนมีนาคม  อุกกาบาตลูกนี้ภาใต้ชื่อว่า 2014 EC เข้ามาใกล้โลกห่างเพียง  61,637 ก.ม.  ขณะนี้ องค์การนาซ่ากำลังจับตามองบรรดาอุกกาบาตน่ากลัวอันตราย  1400 ลูก อดีตนกบินอวกาศ Ed Lu กล่าวว่าถึงปัจจุบันนี้ มนุษยชาติปลอดภัยโดยโชคดีจากการขนกันหนักหน่วง

Therefore, NASA shouldn’t be making such absolute statements that nothing is going to hit us in the next several hundred years. And in order to maintain peace, NASA probably wouldn’t inform us that such thing might happen.  People shouldn’t rely on anything that is being reported by either an official government agency or the Internet. People should decide for themselves.

ดังนั้น  นาซ่าไม่ควรจะออกประกาศยืนยันเด็ดขาดว่าไม่มีอะไรที่จะมาชนพวกเราในอีกสองสามร้อยปีต่อไปนี้  และ เพื่อให้เกดความมั่นคงในสันติภาพ  บางทีนาซ่าคงไม่ต้องมาแจ้งแก่เราว่าสิ่งต่างๆเช่นนั้นอาจจะเกิดขึ้น   ประชาชนจะไม่ต้องพึ่งอะไรอีกท่นำมารายงานทั้งจากหน่วยงานราชการหรือทางอินเตอร์เน็ต  ประชาชนจะได้ตัดสินด้วยตัวตนเอง.

The only thing that is certain is that we were hit by meteors in the past, and something similar is going to happen in the future. With any luck, people will be warned in time to get out of the way.

มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือว่า พวกเราเคยถูกอุกกาบาตชนมาแล้วในอดีต  และอะไรคล้ายๆกันกำลังจะเกิดในอนาคต  โดยอาศัยโขค  ประขาขนจะได้รับการเตือน ทันเวลาที่จะออกให้พ้นทางได้.


mirrorspectrum.com





     


                                                                 
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / อาจารย์ มศว VS เพจฟักโกสต์..ศึกดรามากล้าท้าผี! เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2015, 10:36:45 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                         อาจารย์ มศว VS เพจฟักโกสต์..ศึกดรามากล้าท้าผี!

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน    
   21 กรกฎาคม 2558 22:26 น.  

                                        http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000082642

                                                               

                                                               ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/558000008557401_zpskifsblyw.jpeg.html][/url]

       เกิดเป็นศึกโต้แย้งระหว่างอาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มศว กับเพจต่อต้านสิ่งงมงาย จุดประเด็นวิพากษ์ร้อนแรง พร้อมตั้งคำถาม อาจารย์มีสิทธิห้ามเด็กกดไลค์-แชร์เพจดังกล่าวหรือไม่ ส่วนเพจฟักโกสต์ แม้จะตั้งขึ้นมาเพื่อ "ท้าลองของ" ในสิ่งที่ใครหลายคนเชื่อหรืองมงาย แต่ก็ถูกวิพากษ์ถึงความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการดูถูก เหยียดหยามความเชื่อส่วนบุคคลของคนอื่น ซึ่งบางครั้งก็เข้าข่ายลามกอนาจาร!
      
       เปิดศึก "ความเชื่อ" เรื่องลี้ลับ
      
       ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเชื่อเรื่องความลี้ลับ เป็นสิ่งที่อยู่กับสังคมไทยมาช้านาน โดยเว็บวิกิพีเดียภายใต้โครงการวิกิสิ่งลี้ลับ ได้ระบุความหมายของสิ่งลี้ลับว่า คือสิ่งซึ่งไม่สามารถสัมผัสหรือพบเห็นได้โดยทั่วไป แต่เมื่อสัมผัสหรือพบเห็นแล้ว ในบางคนอาจเกิดอาการตื่นตระหนก หรือในบางคนอาจเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้นแล้วแต่บุคคล สิ่งลี้ลับที่อยู่ในรูปของพลังงาน คือ ผี วิญญาณ และสปิริต แต่สำหรับสิ่งลี้ลับที่มีตัวตน (มีร่างกายที่ไม่ใช่พลังงาน) คือ ปิศาจ และสัตว์ประหลาด
      
       การสัมผัสของมนุษย์โดยทั่วไปต่อสิ่งลี้ลับนั้น จะใช้ประสาทสัมผัส 4 อย่าง ได้แก่ ตา หู จมูก และการรับรู้ทางผิวหนังเมื่อถูกสัมผัส แต่สำหรับมนุษย์ที่มีพลังเหนือธรรมชาติแล้วอาจใช้ประสาทสัมผัสพิเศษ เช่น การรับรู้ได้ด้วยจิต เป็นต้น โดยสิ่งลี้ลับจะแตกต่างไปตามพื้นที่ หากแบ่งตามประเภทของความเชื่อแล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก นอกจากนี้สิ่งลี้ลับยังสามารถพบได้ทุกสถานที่ตั้งแต่ในเมืองจนไปถึงป่าเขา
      
       แม้จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้สิ่งลี้ลับ ถูกหยิบยกนำมาพูดถึงกันมากขึ้น เห็นได้จากการตั้งกลุ่มขึ้นมาของเพจ "FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย" ที่ประกาศตัวชัดเจนเลยว่า "ไม่เชื่อต้องพิสูจน์" เนื่องจากมองว่า สังคมไทยมีเรื่องงมงายมากจนเกินไป โดยมีสื่อโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต คอยยัดเยียดในเรื่องดังกล่าวโดยขาดข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผล
      
       ทว่า การแสดงพฤติกรรมการไปท้าพิสูจน์ของทีมงานประจำเพจ กลับถูกตั้งคำถามตามมาถึงความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการดูถูกและเหยียดหยามความเชื่อส่วนบุคคลของคนอื่น
      
       เห็นได้จากกรณีล่าสุดที่เหล่าสมาชิกเพจได้ทำการลองของลบหลู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านต่างนับถืออย่าง นางกวัก-นางตะเคียน ด้วยวิธีการที่ส่อไปในทางดูถูก เหยียดหยาม เป็นเหตุให้อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Wathin Chatkoon ถึงกรณีดังกล่าวว่า "การไม่เชื่อและมองว่าความเชื่อนั้นงมงาย" กับ "การแสดงพฤติกรรมดูถูกเหยียดหยามความเชื่อนั้น" ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ส่วนตัวพอรับได้กับอย่างแรก แต่ไม่สามารถรับการกระทำของเพจดังกล่าวได้

       นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว สิ่งที่จุดประเด็นดรามาให้ร้อนแรงขึ้นไปอีก ก็คือข้อความที่เขียนในเชิงข่มขู่นักศึกษาด้วยการห้ามเข้าไปกดไลค์ และแชร์เพจฟักโกสต์ หากเข้าไปสนับสนุนก็ไม่ควรมาเรียนในสาขาที่ตัวเองสอน จุดประเด็นให้ลุกลามบานปลาย โดยชาวเน็ตส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าวนี้
      
       ขณะที่เพจ FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย ก็ได้ออกมาตอบโต้ว่า
      
       "ผมล่ะหนักใจจริง ๆ กับเรื่องความเชื่อของอาจารย์ ของมหา'ลัยนี้?
      
       กดถูกไลค์เพจ ฟักโกสต์ นี่ถึงกับยุติการเรียนการสอนของนักศึกษาเลยหรือ?
      
       ไม่อยากจะนึกเลยว่าที่ผ่านๆ มาอาจารย์ได้ใช้การตัดสินแบบนี้กับนักศึกษาที่มีความเห็นต่างกับอาจารย์ไปแล้วกี่คน ?
      
        B FuckGhost >>ผมว่าผู้ที่มีอำนาจที่เกี่ยวข้องดูแลสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาหน่อยนะครับ.. แบบนี้ออกแนวใช้อำนาจโดยมิชอบนะเนี่ย
      
        **นักศึกษาอาจจะกดไลค์เพจฟักโกสต์เพื่อติดตามข่าวสาร หรือ อาจจะไม่เห็นด้วยกับฟักโกสต์ แค่นิ้วชี้ไปกดถูกใจโดนดรอปวิชานี้ ผมว่ากดเลิกเป็นเพื่อนกับอาจารย์เถอะครับ**
      
        ไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ควรเหยียดหยาม
      
        เมื่อล้วงลึกลงไปในประเด็นโต้แย้งระหว่างอาจารย์ มศว กับเพจฟักโกสต์ แม้ทางฝั่งอาจารย์ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก "เปาบุ้นจุ้น" ในนามเปาบุ้นจุ้น 2 ว่า "ได้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวทีนิวส์ไปแบบพิเศษแล้ว เข้าใจว่าได้ตอบครอบคลุมทุกประเด็นแล้ว คงไม่ให้สัมภาษณ์ที่ไหนอีก กรุณาติดตาม ที่สำนักข่าวทีนิวส์นะครับ ขอบคุณมาก"
      
       ทว่าความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊กของอาจารย์ท่านนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ ดูได้จากการแคปเจอร์ภาพข้อคิดเห็นของชาวเน็ตที่มีต่อประเด็นดังกล่าวมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมชี้แจงแถลงไขในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะวิธีการ หรือการใช้อำนาจในฐานะอาจารย์ว่าเหมาะสมหรือไม่
      
       "...ผมเชื่อว่า การไม่สนับสนุนใดๆ ต่อการดูถูกเหยียดหยามต่อความเชื่ออื่นๆ เป็นสิ่งที่ควรทำ และในฐานะคนสอนต้องแจ้งจุดยืนนี้ให้คนที่จะมาเรียนทราบก่อน และการใช้มาตราการแบบ ม.44 ในกรณีนี้เข้าใจได้สำหรับนิสิตที่เรียนในสาขาปรัชญาและศาสนา คือถ้าคุณคิดว่า 2 ภาพนั่นถูกต้อง คุณก็ไม่ควรมาเรียนปรัชญา และศาสนาตั้งแต่แรก แต่อาจต้องไปเรียนอย่างอื่น เช่น รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรืออะไรอื่นแทน" เป็นข้อความที่อาจารย์ มศว โพสต์ตอบความเห็นของนิสิตจุฬาฯ รายหนึ่งที่แสดงทัศนะไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว

       เจตนาดี แต่วิธีการรุนแรง
      
       เมื่อถามไปยัง ศ.ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมองแบบไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างกรณีอาจารย์ มศว เจตนาดี แต่วิธีการรุนแรงไป
      
        "ถ้าอาจารย์ท่านนี้มองว่า การไปสนับสนุนกระทำที่ไม่เหมาะสมของเพจดังกล่าว มันก็ไม่เหมาะสมไปด้วย ควรจะใช้วิธีอื่นที่เบากว่านี้ เช่น กลัวว่าลูกศิษย์จะเดินทางผิด ก็อาจเรียกมาคุยเพื่อชี้แนะหรือปรับทัศนคติ เนื่องจากส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล การใช้วิธีตัดคะแนน หรือให้ไปดรอปเรียน แบบนั้นรุนแรงเกินไปครับ"
      
       เช่นเดียวกับลักษณะการท้าพิสูจน์ของ เพจ "ฟักโกสต์" อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เป็นการท้าพิสูจน์ด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ออกไปในทางต่อต้านสิ่งงมงายที่มีลักษณะเหยียดหยาม หรือเข้าข่ายลามกอนาจาร ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่แสดงต่อนางกวัก แม้ในทางพระพุทธศาสนาจะไม่มีนางกวัก แต่ถ้าเทียบเคียงแล้วก็เปรียบได้กับนางฟ้า นางสวรรค์ และเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง การแสดงอากัปกิริยาด้วยวิธีแบบนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ใช่การกระทำของคนที่มีการศึกษา หรือมีวัฒนธรรมที่เจริญแล้ว
      
       ล่าสุด (21 ก.ค.58) สำนักข่าวทีนิวส์ ได้ลงบทสัมภาษณ์ ดร.เวทิน ชาติกุล อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยอาจารย์ยอมรับในประเด็นดรอปเรียนว่า อาจจะใช้คำพูดที่แรงเกินไป ทั้งๆ ที่ตามหลักแล้ว การกดถูกใจ หรือแชร์เป็นเรื่องสาธารณะ ถ้ามีนักศึกษาเข้าไปกด และสามารถปรับความเข้าใจกันได้ ตรงนี้ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ตนก็พร้อมเปิดกว้างรับฟัง ถ้าทัศนคติของนักศึกษามองเรื่องศาสนาเป็นเรื่องดูแคลนไปแล้วก็คงยากที่จะไปทำความเข้าใจศาสนาอื่นที่ตนเองไม่เชื่อ
      
       ส่วนการนำเสนอภาพและเนื้อหาของเพจดังกล่าว อาจารย์ท่านนี้ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาต้องมีการปราม และเฝ้าดู เพราะการพิสูจน์ต้องอยู่ในขอบเขตแห่งความเหมาะสม

        เรียนอะไร? "ปรัชญาและศาสนา"
      
       ปิดท้ายกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาควิชาปรัชญาและศาสนา เรื่องนี้ ศ.ดร.วัชระ ให้ข้อมูลว่า เป็นสาขาที่ผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรู้ สามารถนำแนวคิดทางปรัชญามาศึกษาและอธิบายคุณค่า ความหมายของศาสนา เน้นการตั้งคำถามเชิงศาสนาและพยายามหาคำตอบด้วยหลักการของปรัชญา
      
        "ปรัชญา ศาสนา เป็นแนวคิด คำสอน หรือความเชื่อของนักปราชญ์ หรือศาสดาในศาสนาต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตโลก และจริยธรรม โดยจะมีเรื่องของสิ่งลี้ลับรวมอยู่ด้วย ซึ่งจะมีการพูดถึงในปรัชญาตะวันออก และศาสนา ผู้เรียนจะมีความเข้าใจ ความเชื่อ และแนวคิดที่แตกต่าง นำไปสู่การอยู่ร่วมกันบนความต่างได้อย่างมีความสุข เพราะแต่ละคนเขาก็มีเหตุผล และความเชื่อของเขา ไม่มีใครสามารถตัดสินได้เด็ดขาดหรอกว่า ฝ่ายโน้นผิด ฝ่ายนี้ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการเรียนสาขาวิชานี้จะช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมเขาทำแบบนี้ หรือเชื่อแบบนี้"
      
       ทั้งนี้ ในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา ได้ฝากถึงพุทธศาสนิกชนเกี่ยวกับความเชื่อไว้ว่า ไม่ควรเชื่ออย่างงมงาย แต่ควรเชื่ออย่างมีสติ
      
       "เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย ทางที่ดีควรตั้งสติ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ อย่าทำอะไรที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายตามมาได้ เช่น เชื่อคนบางคนที่อ้างตัวเองว่ามีอำนาจวิเศษต่างๆ สุดท้ายอาจถูกหลอก เสียเงินเสียทองได้ ทางที่ดี ควรใช้ปัญญา และหาข้อมูลให้มากๆ ก่อนจะเชื่อสิ่งใดๆ"
      
       ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการLive
              
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บไล่ผบ.ทหารองครักษ์สวิสของพระองค์ออกเพราะ “ เคร่งครัดเกินไป “ เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2015, 12:20:40 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                              โป๊บไล่ผบ.ทหารองครักษ์สวิสของพระองค์ออกเพราะ “ เคร่งครัดเกินไป “
                                                            Pope sacks the head of his Swiss Guard for being 'too strict'


Daniel Anrig will no longer serve as commandant of Pontiff's private army after Pope Francis is rumoured to prefer a 'less military' approach to security

ดาเนียล อันริก จะไม่ได้รับใช้ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพส่วนตัวของพระสันตะปาปาอีกต่อไป หลังจากมีข่าวลือว่าพระองค์เลือกเอา ระเบียบวิธี ‘ ที่เป็นทหารน้อยลง ‘ ในกระบวนการรักษาความปลอดภัย.

ผู้รายงาน  Nick Squires, Rome
5:58PM GMT 03 Dec 2014

He has dismissed and demoted cardinals, bishops and the Vatican secretary of state, and now Pope Francis’s reformist zeal has claimed a new scalp – the head of his own private army, the Swiss Guard.
In a dispassionate one-sentence notice, the Vatican’s official newspaper, L’Osservatore Romano, announced on Wednesday that Daniel Anrig will no longer serve as the commandant of the 500-year-old corps after the end of next month.

โป๊บได้ไล่ออก และลดชั้นยศบรรดาคาร์ดินัล พระสังฆราชและรัฐมนตรีต่างประเทศวาติกัน และถึงตอนนี้ ความร้อนรนที่จะปฏิรูปของโป๊บฟรังซิสก็มาถึงการถลกหนังหัวใหม่ – หัวของกองทัพส่วนตัวของพระองค์เอง องครักษ์  Swiss Guard
ในข้อสังเกตุประโยคเดียวที่ปราศจากอคติ  หนังสือพิมพ์ทางการของวาติกัน L’Osservatore Romano ได้ประกาศเมื่อวันพุธว่า ดาเนียล อันริกจะไม่ได้มีงานรับใช้ในฐานะผู้บัญชาการของกองทหารอายุ 500 ปีอีกต่อไปหลังเดือนหน้า( ตามข่าวหมายถึงเดือนมกราคม  2015 ซึ่งการปลดคงเสร็จไปแล้ว )

No official explanation was given for the decision, but it was widely rumoured that the Argentinean Pope, who has established a warmer, more inclusive style of governance since being appointed pontiff in March last year, found the commander’s manner overly strict and “Teutonic”.

ไม่มีคำอธิบายเป็นทางการสำหรับการตัดสินใจ  แต่ได้มีข่าวลือกว้างขวางว่า โป๊บอาร์เยนตีนา ที่ได้สถาปนารูปแบบสไตล์การปกครองที่อบอุ่นและกว้างขวางกว่าแต่ก่อน ตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสันตะปาปาในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว  ได้พบว่าอากัปกิริยาของผบ.นั้นเข้มงวดเกินไปและ ‘ เป็นคนยุโรปภาคเหนือ ‘

The 77-year-old pope is said to have been appalled recently to have emerged one morning from his private suite of rooms to find that a Swiss Guard had been standing guard all night.
“Sit down,” he told the young guardsman, to which the soldier said: “I can’t, it’s against orders.”
The Pope replied: “I give the orders around here,” and promptly went off to buy a cappuccino for the exhausted soldier.

โป๊บผู้อายุ 77 ปีกล่าวกันว่าเมื่อเร็วๆนี้ตื่นแต่เช้าจากห้องสูทส่วนตัว( หอพัก  Santa Marta )  มาพบว่า ยามรักษาการสวิสคนหนึ่งยืนยามเฝ้าทั้งคืน        “ นั่งลง “ พระองค์กล่าวกับทหารหนุ่ม ซึ่งทหารคนนั้นตอบว่า “ กระผมทำไม่ได้  มันผิดกฎระเบียบครับผม “
โป๊บกล่าวต่อว่า “ ฉันเป็นคนออกคำสั่งวางระเบียบทุกอย่างแถวนี้ “  แล้วเดินออกไปซื้อกาปูชิโนมาให้ทหารที่อ่อนแรง

In October, the Pope was photographed shaking hands with a member of the elite corps, breaking years of protocol which demanded that pontiffs should treat the Swiss Guardsmen with aloofness.
The Jesuit pontiff, nicknamed “the people’s Pope”, is said to want the Swiss Guard to be less rigid in its rules, even “less military”, according to Il Messagero, a Rome-based daily.
That is in line with the Pope’s dislike of security in general.

ในเดือนตุลาคม  โป๊บมีคนถ่ายรูปแสดงพระองค์กำลังจับมือกับสมาชิกนายหนึ่งของกองทหารยอดเยี่ยมนี้  เป็นการละเมิดกฎเกณฑ์ปฏิบัติซึ่งบังคับว่า พระสันตะปาปาควรปฏิบัติต่อทหารสวิสองครักษ์ด้วยการห่างไว้
โป๊บเยซูอิตที่คนขนานนามว่า “ โป๊บของประช่ชน “  กล่าวกันว่าประสงค์จะให้ทหาร  Swiss Guard  เข้มงวดในกฎข้อบังคับน้อยลงหน่อย แม้  “ เป็นทหารน้อยลงด้วย “ ตามรายงานข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน Il Messagero ของโรมนั่นก็ตรงพอดีกับที่โป๊บไม่ชอบเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยทั่วๆไป.

On trips abroad, including his visit to Turkey at the weekend, he asks to be driven around in a modest hatchback, rather than a shiny, armour-plated limousine.
He has chafed at the restrictions to his freedom of movement imposed by the Swiss Guard and the Vatican gendarmerie, the tiny city state’s police force.
Colonel Anrig, 42, initially served as commandant of the Swiss Guard for five years, but then had his term extended by Pope Francis.

ในการเดินทางเยือนต่างประเทศ  รวมทั้งการไปเยือนตุรกีเมื่อสุดสัปดาห์  พระองค์ขอให้จัดพาหนะรถยนต์เปิดหลังคาธรรมดาๆขับวนรอบสถานที่ประชุม มากกว่าจะเป็นรถเก๋งหุ้มเกราะสะท้อนแสง  พระองค์แสดงอาการฉุนเฉียวในการจำกัดอิสรภาพของการเคลื่อนไหวที่ทหารองครักษ์สวิสการ์ดตั้งขึ้นรวมทั้งหน่วยเยนดาเมรีเอของวาติกัน  กองกำลังตำรวจของนครกะจิริดนี้   พันเอกอันริก อายุ  42 ปี  รับหน้าที่เริ่มแรกเป็นผู้บังคับการหน่วยทหาร Swiss Guard เป็นเวลา 5 ปี  แต่จากนั้นวาระการดำรงตำแหน่งขยายออกไปโดยโป๊บฟรังซิส

กองทหารองครักษ์ Swiss Guard ก่อตั้งขึ้นในปี 1506 ในฐานะนักรบรับจ้าง โดยพระสันตะปาปา Julius II
กองกำลังกะจ้อยร่อย ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กำลังพลทั้งทหารแลพพลเรือนประมาณ 110 คน มีหน้าที่รับผิดชอบสำหรับความปลอดภัยของพระสันตะปาปา และความปลอดภัยของวาติกันโดยทั่วไป

They can be seen on guard outside the Vatican every day, dressed in striped blue, red and gold uniforms and carrying halberds as their traditional weapons.
The Swiss Guard’s most significant military engagement was in 1527 when 190 guards died fighting Holy Roman Empire troops during the Sack of Rome, allowing Clement VII to flee to safety through a stone passageway.

พวกเขาสามารถเห็นได้ขณะยืนยามนอกวาติกันทุกวัน  แต่งกายด้วยยูนิฟอร์มเครื่องแบบแถบสีทองและสีแดงสลับแถบสัฟ้า  ถือง้าวราณซึ่งเป็นอาวุธดั้งเดิมของพวกเขา
ปฏิบัติการทางทหารที่มีความหมายที่สุดของกองทหารสวิสก็คือในปี 1527 เมื่อทหารองครักษ์ 190 นายพลีชีพในการรบกับหน่วยทหารจักรภพโรมันศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างการปิดล้อมกรุงโรม  สามารถช่วยให้พระสันตะปาปา clement VII หลบหนีไปสู่ที่ปลอดภัยผ่านเส้นทางหินผา

          Petervich :  ข่าวที่หนังสือพิมพ์วาติกันและอิตาลีลงเกี่ยวกับนิสัยใจคอ และการทำตามที่ตนคิดว่าถูก ฑโดยมิได้ใตร่ตรองให้รอบคอบแบบที่โป๊บทำอยู่นี้  ทำความประหลาดใจแก่ผู้คนที่แวดล้อมท่าน  ยิ่งเร็วๆนี้มีข่าวน่ากลัวว่า  กลุ่มอิสลามก่อการร้าย หรือ IS  กำลังหมายที่จะทำอันตรายแก่ตัวโป๊บเองและรวมทั้งวาติกันด้วยแล้ว  แทนที่พระองค์จะเอาอกเอาใจผู้ทำงานให้ท่านและเพื่อท่าน  เมื่อถึงเวลาจะสามารถพึ่งพวกเขาได้  เปล่าดอก  ทำไมเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครทราบ  ทราบเพียงว่า  ใกล้จะถึงเวลาขั้นแตกหักจากการลอบเข้าทำร้ายพระองค์ท่านและยึดครองวาติกันของเหล่านักรบมุสลิม  ไม่ช้านี้แน่นอน  แล้ว  ใครจะช่วยท่าน ?
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ผู้นำโลกมุสลิม พูดถึง รัฐอิสลาม isis เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2015, 09:54:39 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                   ผู้นำโลกมุสลิม พูดถึง รัฐอิสลาม isis

Pantip. Com
ห้องศาสนา
Update  July 4, 2015

      แถลงการณ์สมาพันธ์อุละมาอฺมุสลิมีนโลกชี้ การประกาศระบอบคิลาฟะฮฺอิสลามของกลุ่มISIS ถือเป็นโมฆะและไม่ถูกยอมรับ

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.57 ในเฟสบุ๊คส่วนตัว อ.มัสลัน มาหะมะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้แปลแถลงการณ์ ดร.ยูซุฟ อัมเกาะเราะฎอวีย์ นักการศาสนาผู้มีชื่อเสียงของมุสลิมซุนนี ที่ออกแถลงการณ์ในนามสมาพันธ์อุละมาอฺมุสลิมีนโลก เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 57 ชี้การประกาศตั้งระบอบคิลาฟะฮฺอิสลามโดยกลุ่ม ISIS ถือเป็นโมฆะและไม่ถูกยอมรับ กองบก.ฟาตอนีออนไลน์เห็นเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจจึงนำมาเผยแพร่ และขอขอบคุณผู้แปลไว้ ณ ที่นี้

แถลงการณ์สมาพันธ์อุละมาอฺมุสลิมีนโลก

กรณีการประกาศระบอบคิลาฟะฮฺอิสลามโดยกลุ่ม ISIS

สมาพันธ์อุละมาอฺมุสลิมีนโลกได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอสิสมาโดยตลอด จนกระทั่งมีการสถาปนารัฐอิสลามและเคาะลีฟะฮฺมุสลิมีน ซึ่งสมาพันธ์ฯเห็นว่าการประกาศในลักษณะนี้ มีความบกพร่องตามตัวชี้วัดและเกณฑ์มาตรฐานของชะรีอะฮฺอิสลามและความเป็นจริง สรุปได้ดังนี้

ประการแรก คิลาฟะฮฺอิสลามที่อยู่บนแนวทางของนบีฯ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือความใฝ่ฝันของเราทุกคน และเป็นสิ่งที่จิตใจของเราถวิลหาทุกยามเมื่อ แต่อิสลามและประสบการณ์ชีวิตสอนให้เราทราบว่า โครงการที่ยิ่งใหญ่ มีความจำเป็นต่อพลังทางความคิดที่ยิ่งใหญ่และกว้างไกลเช่นกัน ต้องอาศัยความพร้อมในทุกมิติที่มีการผนึกกำลัง การมองตนเองและวิเคราะห์ฝ่ายตรงกันข้ามอย่างรอบคอบและรอบด้าน วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ตลอดจนสภาพปัญหาและโอกาสอย่างลุ่มลึก ไตร่ตรองและเข้าถึง

การสถาปนารัฐอิสลามที่ยึดปฏิบัติตามหลักชะรีอะฮฺอิสลาม จำเป็นต้องคำนึงถึงศักยภาพในทุกด้าน ทั้งทรัพยากรวัตถุ ทรัพยากรมนุษย์และกำลังใจที่สามารถปกป้องสถาบันต่างๆ ในประเทศจากการรุกรานของศัตรูภายนอก มีการเตรียมความพร้อมสู่โลกภายนอก โดยใช้หลักการแนะแนวอิสลามอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชาวโลกได้ทราบข้อเท็จจริง วัตถุประสงค์และจุดยืนต่อชาวมุสลิมีนหรือชนต่างศาสนิก ทั้งผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

คิลาฟะฮฺตามนัยชะรีอะฮฺและฟิกฮฺ หมายถึง ความเป็นตัวแทน และเคาะลีฟะฮฺ คือ ตัวแทนของประชาชาติอิสลามที่ได้มอบคำสัตยาบันแก่เขา และอาศัยคำนิยามนี้ การบัยอะฮฺนี้จึงไม่มีผลบังคับใช้ทั้งในมิติของชะรีอะฮฺ ปัญญา และธรรมเนียมปฏิบัติ ยกเว้นด้วยความพร้อมใจของประชาชาติที่มอบให้กับเคาะลีฟะฮฺ หรือตัวแทนจากอัฮฺลุลหัลลิวัลอักดิ (กรรมการผู้ชี้ขาดในกิจการอิสลาม) ผู้นำ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีอำนาจในการตัดสินและองค์กรมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น อาศัยหลักการนี้ การประกาศสถาปนาคิลาฟะฮฺอิสลามของ ISIS จึงไม่มีฐานคิดที่มีน้ำหนักเพียงพอและขัดแย้งกับความจริงทางชะรีอะฮฺ

ประการที่สอง กิจการของรัฐอิสลามและการเมืองการปกครองในอิสลามมีรากฐานจากระบบชูรอ ดังที่อัลกุรอานกล่าวความว่า “และกิจการของเขา คือ การชูรอในหมู่พวกเขา” ( อัชชูรอ / 38 )
“และเจ้าจงชูรอพวกเขาในทุกกิจการ” ( อาลอิมรอน / 15
แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ เช่น การให้นมลูก อิสลามยังกำชับให้มีการชูรอ ดังนั้น รัฐอิสลามและคิลาฟะฮฺ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการชูรอ เพาะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก


ประวัติศาสตร์ของนบีฯ จึงเต็มไปด้วยการปฏิบัติและการประยุกต์ใช้ ว่าด้วยหลักการชูรอ เช่นเดียวกันกับการเลือกตั้งเคาะลีฟะฮฺอะบูบักร อุมัร อุษมาน และอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ล้วนผ่านกระบวนการชูรอทั้งสิ้น

ด้วยเหตุดังกล่าว การประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามและเคาะลีฟะฮฺของ ISIS จึงเป็นโมฆะและไม่เป็นที่ยอมรับโดยประการทั้งปวง จึงไม่มีผลใดๆตามหลักชะรีอะฮฺ แต่กลับสร้างปัญหาและอันตรายแก่ชาวสุนนะฮ์ที่อิรักและซีเรีย มิหนำซ้ำอาจเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมของศัตรูอิสลามในการผนึกกำลังบุกโจมตีพี่ น้องมุสลิมในอิรักและซีเรีย เราจึงขอเรียกร้องให้กลุ่ม ISIS ได้ใช้สติปัญญาและการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความเป็นจริง ตลอดจนตระหนักถึงปัญหาร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินโดยพลการเช่นนี้

ประการที่สาม สมาพันธ์ฯ ขอยืนยันว่า

1. การประกาศของ ISIS นี้ หาใช่อื่นใด เว้นแต่เป็นภาพสะท้อนของการขาดการคำนึงถึงความเป็นจริง และปฏิเสธบทบาทของกลุ่มต่อต้านประชาชนที่ได้ร่วมต่อสู้อำนาจอธรรมก่อนหน้า นี้ พวกเขาประกอบด้วย กลุ่มเผ่าต่างๆ ทั่วอิรัก แต่แล้ว ISIS ประกาศโดยลำพังว่าเป็นเคาะลีฟะฮฺ โดยปฏิเสธกลุ่มต่างๆ และหันหลังกับบทบาทอุละมาอฺ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและประชาชาติมุสลิมโดยรวม

2. การยอมรับเพียงกลุ่มเดียว และปฏิเสธกลุ่มต่างๆ ตลอดจนลดบทบาทของพวกเขาอย่างสิ้นเชิงราวกับว่าพวกเขาไม่มีบทบาทใดๆ เลย ยกเว้นกลุ่มตนเท่านั้น ถือเป็นสิ่งไร้สาระและเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้


3. การกระทำในลักษณะนี้ เป็นการเปิดประตูแห่งไฟฟิตนะฮฺอันร้ายแรง ถือเป็นสิ่งอันตรายที่ไม่สร้างผลประโยชน์ใดๆแก่ประชาชาติมุสลิมโดยรวม ฝ่ายเดียวที่รับประโยชน์อย่างเต็มที่คือ แผนการเฉือนแบ่งประชาชาติมุสลิมเป็นชิ้นๆ ที่ดำเนินการโดยศัตรูอิสลาม

4. การเชื่อมโยง “คิลาฟะฮฺอิสลาม” ว่าเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของกลุ่ม ISIS ทำให้เป็นที่เข้าใจว่า อิสลาม คือ ศาสนาแห่งความรุนแรงสุดโต่ง ตรงกันข้ามกับสันติภาพที่เป็นที่ต้องการของชาวโลก เป็นโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆกับแผนการอิสลามแม้แต่น้อย

5. การกลับมาของคิลาฟะฮ์อิสลามียะฮฺ คือ ความใฝ่ฝันของประชาชาติอิสลาม มุสลิมทุกคนต่างเฝ้าฝันการกลับมาของระบอบนี้ แต่ทุกอย่างต้องดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีเงื่อนไขและการเตรียมการที่ยิ่งใหญ่ในทุกมิติ ประชาชาติมุสลิมทุกหมู่เหล่าต้องมีส่วนร่วมและต้องได้รับความเห็นชอบจาก ประชาชาติมุสลิมโดยรวม มิใช่เพียงแค่ประกาศตามซอกซอยโดยพลการ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง และความชอบธรรมตามหลักชะรีอะฮฺ
โอ้อัลลอฮฺได้โปรดประทานปัญญาอันเฉียบแหลมที่ไม่นำทางเราถลำสู่ความหลงงมงาย ขอได้โปรดประทานความรู้สึกที่ตื่นตัว ที่ไม่ใช่เป็นการชี้นำของอารมณ์ใฝ่ต่ำ

“และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้พิชิตในกิจการของพระองค์ แต่ว่าส่วนใหญ่ของมนุษย์ไม่รู้” ( ยูซุฟ / 21 )

ดร.ยูซุฟ อัมเกาะเราะฎอวีย์

ประธานสมาพันธ์อุละลามาอฺมุสลิมีนโลก


ดร.อาลี มะห์ยุดดีน

เลขาธิการสมาพันธ์อุละมาอฺมุสลิมีนโลก

แปลสรุปโดย

อ.มัสลัน มาหะมะ

มหาวิทยาลัยฟาฏอนี


 
11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ครูเสดครั้งที่ห้าหรือ ? – The Fifth Crusade ? เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2015, 02:39:09 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

                                                                                  ครูเสดครั้งที่ห้าหรือ ? – The Fifth  Crusade ?

                                           The Fifth Crusade ? – Pope Francis Calls For Armed Christian Crusades Against Islam….
                                                     ครูเสดครั้งที่ห้าหรือ? – พระสันตะปาปาฟรังซิสเรียกร้องให้ตั้งครูเสดติดอาวุธสู้กับอิสลาม

Posted on August 11, 2014 by sundance
Alan  Petervich  Update  Juy  12 , 2015

Rut Roh, what are the progs gonna do now ?   The libs were in a generally swoony state with the “progressive” Pope Francis.   However, now he’s calling up round #5 of the modern crusades – oh my.

รัท โร  โครงการอะไรที่จะทำกันตอนนี้ ?  พวกลิบเบอรัลอยู่ในฐานะเคลิบเคลิ้มโดยทั่วไปกับโป๊บฟรังซิส “หัวก้าวหน้า “  อย่างไรก็ดี  ตอนนี้พระองค์กำลังเรียกรอบที่ห้าของครูเสดสมัยใหม่ – โอ พระเจ้า.

       LOS ANGELES, CA (Catholic Online) –

       ลอส อันเจเลส คาลิฟอร์เนีย  (Catholic Online) –

       You know a situation is bad when a pope calls for an armed response. Pope Francis, widely appreciated as a practical and realistic man, is not just calling for a cease-fire or negotiations. Instead, he is inviting an armed response to the terrorism of the Islamic State.

คุณรู้ว่าสถานการณ์ไม่ดีเลย เมื่อโป๊บองค์หนึ่งเรียกหาคำตอบติดอาวุธ   โป๊บฟรังซิส เป็นที่ซาบซึ้งกว้างขวางในฐานะคนจริงและชอบปฏิบัติจริง  มิใช่เพียงเรียกหาการหยุดยิงหรือจัดการเจรจาอะไร  ตรงข้าม  พระองค์กำลังตอบด้วยการติดอาวุธต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายของ IS

Such a call is virtually unprecedented for a pontiff in modern times, but our age is an extraordinary one and the Islamic State has no interest in a bargaining table. Instead, the Islamic State is bent on genocide and barbarism, ruthlessly exterminating anyone who opposes them.

โดยที่จริงแล้ว  การเรียกร้องเช่นนั้นมิเคยมีมาก่อนสำหรับพระสันตะปาปาในสมัยใหม่  แต่ยุคของเราเป็นยุคพิเศษไม่ธรรมดาและรัฐอิสลามไม่มีความสนใจในการต่อรองกันบนโต๊ะแต่อย่างใด   ตรงข้าม  รัฐอิสลามมีความโน้มเอียงเรื่องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และลัทธิป่าเถื่อน  ฆ่าใครก็ได้ที่ขัดขวางพวกเขาอย่างไม่มีความปราณี

On Sunday, Pope Francis said he held “dismay and disbelief” over what is happening in Iraq. He called the Islamic State fighters terrorists and said there was a need for “a professional, well-equipped army.” “The situation is going from bad to worse,” he warned.

เมื่อวันอาทิตย์  โป๊บฟรังซิสตรัสว่าพระองค์ยึดถือ “ การทำให้สะดุ้งกลัวและการไม่เชื่อ “ ในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในอิรัก   พระองค์เรียกนักรบ IS ว่าเป็นพวกก่อการร้าย และตรัสว่ามีความจำเป็นสำหรับ “ กองทัพมืออาชีพและติดอาวุธอย่างดี “ “ สถานการณ์กำลังเดินจากเลวไปสู่เลวที่สุด “ พระองค์ทรงเตือน

Meanwhile, Chaldean Patriarch Louis Sako of Baghdad said, “There is a need of international support and a professional, well-equipped army. The situation is going from bad to worse.”

ในขณะเดียวกัน  พระอัยกาคริสต์คัลเดียน  หลุยส์ซาโก แห่งแบกแดดกล่าวว่า  “ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีการสนับสนุนจากนานาชาติ และกองทัพมืออาชีพติดอาวุธอย่างดี   สถานการณ์กำลังเดินจากเลวไปสู่เลวที่สุด “

Pope Francis and Patriarch Sako are not the only clerics calling for swift and decisive action to end the genocide in Iraq. The Episcopal Vicar of Iraq, Canon Andrew White, managed to visit the town of Qaraqosh under cover and personally assess the situation in that community following Islamic State capture.

โป๊บฟรังซิสและพระอัยกาซาโก มิใช่เพียงสองนักพรต ที่เรียกร้องให้เกิดการปฏิบัติการที่ว่องไวและตัดสินเด็ดขาด เพื่อหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอิรัก    พระสังฆราชผู้ช่วยแห่งอิรัก Canon Andrew White  ได้จัดการไปเยี่ยมเมืองของ Qaraqosh  ภายใต้การคุ้มกัน และได้ประเมินส่วนตนถึงสถานการณ์ในชมชนนั้นหลังจากถูกยึดครองโดยกลุ่ม IS.

His words are chilling. “Today, Qaraqosh stands 90 per cent empty, desecrated by the gunmen of the fanatical Islamic State terror group now in control. The majority of the town’s 50,000 people have fled, fearing that, like other Christians in this region, they will be massacred.

คำพูดของพระองค์เจ็บแสมมาก  “ ทุกวันนี้  การาก๊อชว่างเปล่า 90 เปอรฺเซนต์  ถูกทุรจารโดยมือปืนของกลุ่มรัฐอิสลามก่อการร้ายที่คลั่งศาสนาที่ขณะนี้กำลังควบคุมอยู่   ส่วนใหญ่ของพลเมือง 50,000 คนได้หลบหนีไปแล้ว  โดยกลัว เหมือนชาวคริสตชนอื่นๆ  จะถูกฆ่าตายทั้งหมด.

“The militants, in a further act of sacrilege, have established their administrative posts in the abandoned churches.”

“ นักรบรับจ้าง  ในการปฏิบัติทุรกรรมยิ่งกว่านั้น  ได้ก่อตั้งศูนย์ที่ทำการบริหารในวัดต่างๆที่ถูกทิ้งร้างไว้ “

Canon White reported that one woman had her finger hacked off after she could not remove her wedding ring fast enough. A caretaker of one of White’s parish churches in the community said his youngest son, aged five, was hacked in half as he watched.

Canon White รายงานว่า สตรีคนหนึ่งนิ้วมือของเธอถูกตัดออกหลังจากที่เธอไม่สามารถถอดแหวนแต่งงานออกจากนิ้วได้เร็วพอ   ผู้ดูแลหนึ่งในวัดของไวท์ในชุมชนกล่าวว่า บุตรชายคนเล็กที่สุดของเขา อายุเพียงห้าขวบ ถูกผ่าเป็นสองซีกขณะที่ตัวเขาเฝ้าดูอยู่

A child, just five years old, hacked in half alive, before his father. The boy happened to be named Andrew, after the vicar himself.

เด็กอีกคน อายุพึ่งห้าขวบ ถูกผ่าออกเป็นครึ่งตัวทั้งๆที่ยังมีชีวิต  ต่อหน้าบิดาของเขา  เด็กคนนี้บังเอิญมีชื่อว่า Andrew ชื่อเหมือนเขาพอดี

The atrocities are real. The genocide is real. That the press barely reports on them is absolutely baffling. However, even the most religious, peace-loving figures are recognizing that this is not a usual evil. Normally, conflicts arise because of ancient grievances and they can be talked over and hashed out. Warring factions tire of burying their sons and eventually dialogue and other pressures forces peace.

การทำลายล้างจิตใจและสถานที่เป็นเรื่องจริง  และ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็เป็นเรื่องจริง  ที่สำนักข่าวรายงานนั้นเป็นเพราะจนปัญญาจริงๆ  อย่างไรก็ดี  แม้คนที่รักสันติภาพ ยึดมั่นในศาสนาที่สุด ก็ยังรับรู้ว่าเรื่องนี้มิใช่เลวทรามแบบที่เคยมี  โดยปกติ  ความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะความเจ็บใจดั้งเดิม และพวกเขาสามารถคุยกันได้และนำเรื่องต่างๆมาคลุกเคล้าปนเปกันได้   พวกที่รบต่อสู้กัน เหนื่อยที่จะฝังลูกๆของพวกเขาแลในท้ายที่สุดการเสวนาพูดคุยกันและการบีบบังคับก็ทำให้เกิดสันติภาพได้

However, the Islamic State has recruited fighters from most of the world’s nations and more arrive every day. They are motivated by an aggressive, rabid interpretation of Islamic scriptures. Most notably, they are consumed with bloodlust and willing to commit and publicize every atrocity. This attracts sadistic men from across the Islamic world to their cause who commit even more atrocities.  (read more)

อย่างไรก็ดี  รัฐอิสลาม IS ได้คัดเลือกว่าจ้างนักรบจากชาติทุกชาติในโลก และจำนวนมากเดินทางมาถึงทุกวัน   พวกเขาได้รับการชุบชูใจโดยการตีความคัมภีร์อิสลามที่บ้าคลั่งและก้าวร้าว  เท่าที่สังเกตได้อย่างยิ่งก็คือ  พวกเขาดื่มด่ำด้วยความกระหายเลือดและอยากเหลือเกินที่จะทำและโฆษณาเผยแพร่การล้างเผ่าพันธุ์  การนี้ดึงดูดใจนักรบซาดิสจากทั่วโลกอิสลามให้มารับทำและยิ่งเผยแพร่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ให้มากยิ่งขึ้น

                                                 Failure to accept the existence of evil does not protect you from it…

                                                           การพลาดที่จะรับการมีอยู่จริงของสิ่งเลวร้ายไม่ปกป้องคุณจากมันแน่...


 

     
12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ครูเสดครั้งที่ห้าหรือ ? – The Fifth Crusade ? เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2015, 08:08:08 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                               ครูเสดครั้งที่ห้าหรือ ? – The Fifth  Crusade ?

                                           The Fifth Crusade ? – Pope Francis Calls For Armed Christian Crusades Against Islam….
                                                      ครูเสดครั้งที่ห้าหรือ? – พระสันตะปาปาฟรังซิสเรียกร้องให้ตั้งครูเสดติดอาวุธสู้กับอิสลาม

Posted on August 11, 2014 by sundance

                          [url][/url]

Rut Roh, what are the progs gonna do now ?   The libs were in a generally swoony state with the “progressive” Pope Francis.                                                       However, now he’s calling up round #5 of the modern crusades – oh my.

       LOS ANGELES, CA (Catholic Online) – You know a situation is bad when a pope calls for an armed response. Pope Francis, widely appreciated as a practical and realistic man, is not just calling for a cease-fire or negotiations. Instead, he is inviting an armed response to the terrorism of the Islamic State.

       Such a call is virtually unprecedented for a pontiff in modern times, but our age is an extraordinary one and the Islamic State has no interest in a bargaining table. Instead, the Islamic State is bent on genocide and barbarism, ruthlessly exterminating anyone who opposes them.

On Sunday, Pope Francis said he held “dismay and disbelief” over what is happening in Iraq. He called the Islamic State fighters terrorists and said there was a need for “a professional, well-equipped army.” “The situation is going from bad to worse,” he warned.

Meanwhile, Chaldean Patriarch Louis Sako of Baghdad said, “There is a need of international support and a professional, well-equipped army. The situation is going from bad to worse.”

      Pope Francis and Patriarch Sako are not the only clerics calling for swift and decisive action to end the genocide in Iraq. The Episcopal Vicar of Iraq, Canon Andrew White, managed to visit the town of Qaraqosh under cover and personally assess the situation in that community following Islamic State capture.

His words are chilling. “Today, Qaraqosh stands 90 per cent empty, desecrated by the gunmen of the fanatical Islamic State terror group now in control. The majority of the town’s 50,000 people have fled, fearing that, like other Christians in this region, they will be massacred.
“The militants, in a further act of sacrilege, have established their administrative posts in the abandoned churches.”

Canon White reported that one woman had her finger hacked off after she could not remove her wedding ring fast enough. A caretaker of one of White’s parish churches in the community said his youngest son, aged five, was hacked in half as he watched.
A child, just five years old, hacked in half alive, before his father. The boy happened to be named Andrew, after the vicar himself.

The atrocities are real. The genocide is real. That the press barely reports on them is absolutely baffling. However, even the most religious, peace-loving figures are recognizing that this is not a usual evil. Normally, conflicts arise because of ancient grievances and they can be talked over and hashed out. Warring factions tire of burying their sons and eventually dialogue and other pressures forces peace.

However, the Islamic State has recruited fighters from most of the world’s nations and more arrive every day. They are motivated by an aggressive, rabid interpretation of Islamic scriptures. Most notably, they are consumed with bloodlust and willing to commit and publicize every atrocity. This attracts sadistic men from across the Islamic world to their cause who commit even more atrocities.  (read more)

Daniel says:
August 11, 2014 at 9:20 pm
Oh yes, things just got a litlle more interestinger. The government already has Christians on the watch lists. Now with a call to arms? I may need to work from home for the next… I don’t know… “while?” I could never be confused for being Muslim, but the stray bullets concern me. There are a LOT of people who might be confused and the first thought that comes to mind is, if they organize a group to go into Iraq, how will they be able to tell a Christian from a Muslim there? What’s more, in addition to physical appearance issues, Islam permits Mulsims to lie to non-Muslims to further their cause.

Liked by 1 person
Reply

•    canadacan says:
August 11, 2014 at 9:27 pm
I’ve been in favor of a crusade for a very long time
Liked by 2 people

Reply

o    Jack says:
February 24, 2015 at 7:34 pm
If I had support of more of our Christian brothers and sisters I would be on the next plane, more and more I wonder what we will say to the Lord on the day of Judgment when he asks us why we sat idly by whilst Christian men, women and children are raped and slaughtered in the name of a false prophet.
Like
Reply

•    ctdar says:
August 11, 2014 at 9:29 pm
Tell the difference? The Muslims will be the only ones left alive in Iraq, the Christians will be the heads on the pikes.
Liked by 1 person
Reply

•    sundance says:
August 11, 2014 at 9:31 pm
Telling the difference in a crusade is actually easy peasy.
You shoot anyone not bearing a cross.

realitycheck says:
August 12, 2014 at 7:02 am
I read that the Pope is calling for the “Crusade” against the Islamic State (ISIS) NOT all of Islam. I think that many of the haters have problems differentiating between the radicals and the peaceful followers just as people have a problem differentiating between Zionists and Jewish people or Christians and the Jim Jones type. (Let the attacks begin)

 
                                    
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ขอตายโดยธรรมชาติ ในวาระสุดท้ายของชีวิต : สิทธิที่ผู้ป่วยเลือกได้ !! เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2015, 04:07:43 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                ขอตายโดยธรรมชาติ ในวาระสุดท้ายของชีวิต : สิทธิที่ผู้ป่วยเลือกได้ !!

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม        
9 กรกฎาคม 2558 10:42 น.

                                                   http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9580000077500

       เป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจ... และเป็นสิทธิที่ทุกคนควรรับทราบ !! กรณีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎ ให้ผู้ป่วยสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษาจากแพทย์ในกรณีที่เป็นเพียงเพื่อยืดเวลาการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับความทุกข์ทรมานจากการใช้เครื่องกู้ชีพต่างๆ ทั้งที่ไม่มีโอกาสหายจากโรคหรือฟื้นคืนกลับมาได้
       
       
       หลังจากที่กฎนี้มีผลใช้บังคับในปี 2554 ได้มีนายแพทย์ 3 ท่าน นำเรื่องมาฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง
       เพื่อขอให้เพิกถอนกฎ เพราะเห็นว่า เสมือนเป็นการการุณยฆาต ! คือปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตลง โดยงดเว้นไม่ให้การรักษา ทั้งที่แพทย์มีหน้าที่จะต้องช่วยชีวิตผู้ป่วยให้ดีที่สุดตามภาวะวิสัยในขณะนั้น จึงเห็นว่าเป็นกฎที่ขัดกับรัฐธรรมนูญฯ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และทำให้แพทย์ที่ไม่ทำการรักษาอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่น
       
       กฎดังกล่าวดูเสมือนเป็นเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเป็นกับความตายของผู้ป่วยและอาจสร้างความลำบากใจในการทำหน้าที่ของแพทย์ ซึ่งคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ได้ทำให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล อันเป็นฐานของเหตุผลที่นำมาใช้ในการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ รวมทั้งได้ชี้ให้เห็นว่ากฎดังกล่าวมิใช่เป็นลักษณะของการการุณยฆาตตามที่แพทย์ผู้ฟ้องคดีเข้าใจ
       
       คดีนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสามเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยคดีมีประเด็นหลักที่ศาลปกครองสูงสุดต้องวินิจฉัย ดังนี้
       
       1. กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวออกโดยชอบด้วยรูปแบบและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ โดยที่หลักการและเหตุผลของการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายที่บุคคลพึงมี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงเป็นการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ ตามมาตรา 57 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งข้อเท็จจริง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย มีการประชุมปรับเนื้อหาของร่างกฎกระทรวงถึง 3 ครั้ง และแพทยสภาก็ได้จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวงดังกล่าว รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้ร่วมกับกรมการแพทย์จัดประชุมวิชาการเพื่อให้เข้าใจเจตนารมณ์ของร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ อันแสดงให้เห็นว่ารัฐได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ อีกทั้งได้นำร่างกฎกระทรวงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ให้ความเห็นชอบและเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ กรณีจึงเป็นการออกกฎกระทรวงฯ ที่เป็นไปตามหลักการและวิธีการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายได้บัญญัติไว้โดยชอบแล้ว
       
       2. เนื้อหาสาระของกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า โดยธรรมชาติ สิ่งที่ยืนยันความเป็นมนุษย์คือ เสรีภาพอันมิอาจก้าวล่วงได้ แต่เสรีภาพย่อมถูกจำกัดเมื่อล่วงล้ำเสรีภาพของบุคคลอื่นภายใต้การรับรองของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เสรีภาพจึงเป็นการกระทำโดยอิสระของบุคคลที่มิได้อยู่ภายใต้บังคับของบุคคลอื่น สำหรับ สิทธินั้นเป็นเครื่องยืนยันถึงเสรีภาพดังกล่าวของบุคคล ทำให้มีสภาพบังคับต่อบุคคลภายนอก ฉะนั้น สิทธิและเสรีภาพจึงเป็นสิ่งเดียวกันที่มิอาจแยกออกจากกันได้
       
       ส่วนที่บุคคลใด เลือกที่จะมีชีวิตอยู่หรือเลือกที่จะไม่มีชีวิตนั้น ย่อมเห็นได้ชัดว่าเป็นเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย แต่การที่บุคคลแสดงเจตนาในการไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขหรือการรักษาจากแพทย์ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ซึ่งมีผลทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือแพทย์ต้องเคารพการตัดสินใจดังกล่าวนั้น ย่อมเรียกว่า “สิทธิของบุคคล” ซึ่งสิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิที่จะเลือกไม่มีชีวิตอยู่ หากแต่เป็นสิทธิในการเลือกที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลเพื่อที่จะได้ตายโดยธรรมชาติ โดยกฎกระทรวงที่พิพาทได้กำหนดคำนิยามข้อความว่า “บริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย” หมายความว่า วิธีการที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนำมาใช้กับผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาเพื่อประสงค์จะยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตออกไป โดยไม่ทำให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาพ้นจากความตายหรือยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย
       
       ทั้งนี้ ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนายังคงได้รับการดูแลรักษาแบบประคับประคอง “วาระสุดท้ายของชีวิต” หมายความว่า ภาวะของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาอันเกิดจากการบาดเจ็บหรือโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ และผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบการรักษาได้วินิจฉัยจากการพยากรณ์โรคตามมาตรฐานทางการแพทย์ว่า ภาวะนั้นนำไปสู่การตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้จะถึง และให้หมายความรวมถึงภาวะที่สูญเสียหน้าที่อย่างถาวรของเปลือกสมองใหญ่ที่ทำให้ขาดความสามารถในการรับรู้และติดต่อสื่อสารอย่างถาวร โดยปราศจากพฤติกรรมการตอบสนองใดๆ ที่แสดงถึงการรับรู้ได้ จะมีเพียงปฏิกิริยาสนองตอบอัตโนมัติเท่านั้น และคำว่า “การทรมานจากการเจ็บป่วย” หมายความว่า ความทุกข์ทรมานทางกายหรือทางจิตใจของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาอันเกิดจากการบาดเจ็บหรือจากโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้
       
       จากบทนิยามพิจารณาได้ว่า การที่บุคคลทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย เป็นการกระทำที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากการทำหนังสือดังกล่าวเป็นการแสดงสิทธิในชีวิตและร่างกายตามมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยเป็นการยื่นความประสงค์ไว้ล่วงหน้าเพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบความประสงค์ของตนว่าจะใช้สิทธิเช่นใด
       
       ประกอบกับกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดองค์ประกอบของการแสดงสิทธิไว้ กล่าวคือ ๑.หากมีผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย หนังสือแสดงเจตนาต้องครบถ้วนบริบูรณ์ ๒.ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขหามีอำนาจหน้าที่ในการทำให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาถึงแก่ความตายโดยวิธีการใดๆ ไม่ ๓. ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนายังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ๔. ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวจะต้องมีภาวะตามที่กฎกระทรวงพิพาทกำหนดไว้ ๕.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่รับผิดชอบการรักษามีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยพยากรณ์โรคตามมาตรฐานทางการแพทย์ และ ๖.หากผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวต้องการตายอย่างธรรมชาติ
       
       ตามองค์ประกอบดังกล่าว จึงหาใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตลงโดยงดเว้นไม่ให้การรักษา ที่จะทำให้แพทย์ผู้รักษามีความผิด และมิใช่เป็นการทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ เนื่องจากแพทย์ยังคงมีหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคอง อีกทั้งกฎกระทรวงฉบับนี้มิได้มีเนื้อหาสาระเกินกว่าพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นแต่เพียงการอธิบายความเพิ่มเติม กรณีจึงเป็นกฎที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง (คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 11/2558)
       
       
       คำพิพากษาของศาลปกครอง เป็นการตีความและยืนยันให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่พิพาท ซึ่งเป็นกฎที่ออกมาเพื่อรักษาประโยชน์แห่งสิทธิเสรีภาพในร่างกายและชีวิตของผู้ป่วย ที่พึงมีอยู่แล้วตามธรรมชาติโดยแท้ ให้ไม่จำต้องทนทุกข์ทรมานรับการรักษาที่เป็นเพียงแค่ “ยื้อเวลาความตาย” เพียงชั่วคราว...เท่านั้น !
       
       ครองธรรม ธรรมรัฐ
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ขบวนการครูเสดกำลังจะกลับมาเร็วๆนี้ เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2015, 09:47:13 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

       So let the Christians of the true Church, that is, the Church that wants to fight, learn some things about the Crusades, and compare it to the current useless fat that we call “church” today.

ดังนั้น ให้คริสตชนของศาสนาที่แท้จริง นั่นคือ ศาสนาที่ต้องการสู้รบ  ศึกษาอะไรบางประการเกี่ยวกับกองกำลังครูเสด    และ เปรียบเทียบกับคนอ้วนพีไม่มีประโยชน์ปัจจุบัน ที่เราเรียก “ศาสนา “ ทุกวันนี้.

The Crusades are one major event, made up of smaller events, only to make a whole, very significant, concatenation. Each occurrence is attributed to another event, which soon becomes a series of incidences that ultimately form a part of the great cause we call the Crusades. It is impossible to talk about Islamic expansion and tyranny, and Muhammad’s utopian ideology, without describing the Crusades, since it was they who posed the greatest threat from the eleventh century all the way to the thirteenth century.

กองกำลังครูเสดเป็นงานใหญ่อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น   ประกอบด้วยงานขนาดเล็ก  ที่ทำให้เกิดงานใหญ่กว่าทั้งหมด  รวมกันเป็นลูกโซ่ มีความหมายมาก  แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดถูกโยงยึดกับอีกเหตุการณ์อื่น  ซึ่งไม่ช้าไม่นานกลายเป็นชุดของเหตุต่างๆที่ในที่สุด ก่อรูปเป็นส่วนของเรื่องใหญ่ที่เราเรียกว่าครูเสดนั่นเอง  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดถึงการขยายตัวของอิสลามและทรราช  และอุดมคติยึดโลกเป็นโลกพระศรีอาริย์ของมูฮัมหมัด  โดยไม่พูดถึงครูเสด  โดยที่เป็นพวกเขาที่ตั้งตัวคุกคามใหญ่ที่สุดจากศตวรรษที่สิบเอ็ดตลอดทางมาสู่ศตวรรษที่สิบสาม
 
You cannot discuss the Crusades without knowing about the conquest of Jerusalem by Umar, nor is there room for efficient dialogue without making mention of the Turkish empowering of the Islamic empire. It is also inadequate to mention Islam’s war with Christianity without giving much attention to the Crusades.

คุณไม่สามารถวิพากษ์ครูเสดโดยที่ไม่รู้ถึงการครอบครองเยรูซาเลมโดย Umar หรือไม่มีที่สำหรับการเจรจาที่มีประสิทธิภาพ โดยปราศจากการเอ่ยถึงการสืบทอดอำนาจของชาวเตอร์กีแห่งจักรภพอิสลาม   มันก็ยังไม่เท่าเทียมกันที่จะอ้างอิงสงครามอิสลามกับศาสนจักรคาทอลิก โดยไม่มีความสนใจมากนักกับขบวนการครูเสด.

It was the Crusades that hindered the Muslims from accomplishing the world empire they desired in the Middle Ages, and it was in this great struggle, between Christian knights and Muslim cavaliers, that illustrated just how deep, profound, and eternal, this war between the Umma and Christendom clearly is. If Islam arose in the fourteenth century, this is only because the crusading spirit died down. (See Moczar, Seven Lies about Catholic History, ch. iii, p. 70)

เป็นกลุ่มครูเสดที่ขัดขวางพวกมุสลิมมิให้สามารถตั้งจักรภพโลกที่พวกเขาปรารถนาในยุคกลาง  และ เป็นการต่อสู้ยิ่งใหญ่นี้นี่เอง  ระหว่างอัศวินคริสตชนและทหารม้ามุสลิม  ที่บรรยายว่า สงครามนี้ระหว่าง Umma และ ชาวคริสต์ทั้งผองเห็นชัดว่าลึกเพียงใด  ซึ้งเพียงไหนและนานชั่วนิรันดร์   ถ้าอิสลามลุกขึ้นในศตวรรษที่สิบสี่   นี้เป็นเพียงเพราะว่าจิตวิญญาณครูเสดนั้นมอดดับลงแล้ว ( ดู Moczar, Seven Lies about Catholic History, ch. iii, p. 70)
 
But yet, in our frivolous times many people wish to belittle and downplay the Crusades, seeing it only as a mere dark smudge on the annals of Christian history only to wiped away by the murky waters of modern insanity, and some even harbor this vague hatred for the old knights and the Catholic church to the point that they will introduce all kinds of dangerous heresies.

แต่จนบัดนี้  ในช่วงเวลาที่ไม่เอาจริงเอาจังของเรา ประชาชนจำนวนมากปรารถนาที่จะดูถูกทับถมและสบประมาทกลุ่มครูเสด  โดยเห็นเพียงว่าเป็นรอยด่างบนบันทึกเหตุการณ์ประจำปีของประวัติศาสตร์คริสตชนเท่านั้น สามารถลบออกโดยน้ำล้างแบบของคนเสียจริตสมัยใหม่  และบางคนถึงกับตั้งกองความเกลียดชังที่ลางเลือนสำหรับอัศวินรุ่นเก่าและศาสนจักรคาทอลิก ถึงจุดที่ว่า พวกเขาจะนำลัทธิเฮเรติกอันตรายทุกรูปแบบมาสู่ศาสนจักร.

Well known church planter enthusiast and contemporary thinking Christian Darrel Whiteman, writes that:

 ผู้กระตือรือร้นปลูกสร้างศาสนจักรที่เรืองนามและเป็นนักคิดสมัยใหม่ ชื่อ คริสเตียน ดาร์เรล ไวท์แมน  เขียนว่า :

one can enter the kingdom of God and confess Jesus as Lord and Savior without necessarily changing one’s religion. At first blush this may sound scandalous to us consecrative Evangelical Christians. Nevertheless, many Muslims today are attracted to Jesus but turned off to Christianity, which for them conjures up negative images of the Crusades, colonialism, a foreign religion, and the ‘Christian’ West where we eat pork, drink alcohol, and watch R-rated movies. (Darrell L. Whiteman, Response to Paul G. Hierbert, in MissionShift: Global Mission Issues in the Third Millennium, ed. David John Hesselgrave and Ed Stetzer ch. 10, p. 123 (2010))

คนผู้หนึ่งสามารถเข้าสู่อาณาจักรพระเจ้าและสารภาพกับพระเยซูในฐานะพระเจ้าและผู้ไถ่ให้รอด โดยไม่จำเป็นที่จะเปลี่ยนศาสนาของตน   พอเห็นครั้งแรก ข้อนี้อาจดูอัปยศอดสู ฟังดูน่าอายแก่พวกเราชาวคริสตชนเอวังเยลิกัลป์ผู้   อุทิศตนแด่พระเจ้าแล้ว  ทั้งนั้นก็ดี  ทุกวันนี้มุสลิมหลายคนสนใจพระเยซู แต่หันหนีจากคริสต์ศาสนา  ซึ่งสำหรับพวกเขาแสดงตัวในภาพลบของชาวครูเสด  อาณานิคม  ศาสนาต่างด้าว  และ “คริสตชน “ ตะวันตกที่เรากินเนื้อหมู  ดื่มแอลกอฮอ, และดูภาพยนตร์เรด R (Darrell L. Whiteman, Response to Paul G. Hierbert, in MissionShift: Global Mission Issues in the Third Millennium, ed. David John Hesselgrave and Ed Stetzer ch. 10, p. 123 (2010))

This deception on the Crusades and favoring to Islam can go back to Protestant propaganda against the Catholic Church. The seventeenth century historian Thomas Fuller went so far as to write that perhaps God granted the Muslims with the right to hold the Holy Land, since they had lived there for so long a time. (Moczar, Seven Lies about Catholic History, ch. iii, p. 55)

การหลอกลวงเกี่ยวกับขบวนการครูเสดและการชื่นชมอิสลาม สามารถกลับไปยุคการโฆษณาของโปรเตสตันท์ต่อต้านศาสนจักรคาทอลิก  นักประวัติศาสตร์ศตวรรษที่สิบเจ็ดนายโทมัส ฟูลเลอร์ ไปไกลในการเขียนว่า บางทีพระเจ้าทรงอนุญาตชาวมุสลิมกับสิทธิที่จะยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์  โดยที่พวกเขาเจริญชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานแล้ว  (Moczar, Seven Lies about Catholic History, ch. iii, p. 55)

Famous pastor (and I don’t write this as a compliment) Andy Stanley, whose jejune, vague, and empty books and sermons have overran the souls of the nation, has also given his wisdom on the Crusades, as though he has exhaustively studied the subject:

ศาสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ( และฉันไม่ได้เขียนเรื่องนี้เป็นส่วนประกอบ ) แอนดี้ สแตนเลย์ ซึ่งหนังสือของเขา จืดชืด คลุมเครือ และว่างเปล่า  และบทเทศนาได้ย่ำยีจิตวิญญาณของชาติ  ได้ให้ความเฉลียวฉลาดของเขาต่อกลุ่มครูเสด  โดยที่แม้ถึงกับศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดลออ :

Religious authorities have been misusing the name of God to serve their own ends for centuries, often resulting in the most appalling atrocities in history. The crusades. The Inquisition. Ethnic Cleansing. Terrorism. Abortion clinic bombings. (Andy Stanley, The Grace of God, ch. 4, p. 61 (2010))

ผู้บริหารทางศาสนาได้ใช้ชื่อของพระเจ้าผิด เพื่อระบุใช้วัตถุประสงค์ของตนเองนับหลายศตวรรษ  บ่อยมากก่อให้เกิดความโหดร้ายที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์
The crusades. The Inquisition. Ethnic Cleansing. Terrorism. Abortion clinic bombings. (Andy Stanley, The Grace of God, ch. 4, p. 61 (2010))

If Stanley had done any in depth study on the subject, he would of at least mentioned the massacres done by the Turks, be they Seljuk or Ottoman, if he wanted to really list an example of “the most appalling atrocities in history.” It does not surprise me that the name of the book in which these ridiculous words are written is called “The Grace of God”, since so many today have isolated “grace” to mean tolerance, and thats exactly what the modern church elite is using to create a useless and compliant church which will recline as the world gets inundated by evil, and sit comfortably to talk trivially about “love” and focus ever so much on that words which they have into an idol: grace. This obsession on grace, and I will affirm this without apology, is the most pernicious thing that has seeped into the church.

ถ้าสแตนเลย์ได้ทำอะไรในสักอย่างในการศึกษาลึกๆเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  เขาคงอาจอย่างน้อยอ้างอิงการฆาตกรรมที่ทำโดยพวกเตอร์ค  ว่าพวกนั้นเป็นชาวเซลยุกต์หรืออ๊อตโตมาน  ถ้าเขาต้องการรายชื่อจริงๆเป็นตัวอย่างของ “ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่น่าใจหายที่สุดในประวัติศาสตร์ “  มันจะไม่ทำให้ฉันประหลาดใจเลยว่า ชื่อของหนังสือซึ่งมีถ้อยคำน่าขบขันเหล่านี้ถูกเขียนนั้นมีชื่อว่า “ความโปรดปราณของพระเจ้า “  โดยที่คนมากมายทุกวันนี้ได้เรียก “ ความโปรดปราณ“ ว่าหมายถึง ความใจกว้าง  และนั่นจริงๆแล้วที่คนของศาสนจักรสมัยใหม่  กำลังใช้สร้างศาสนจักรที่ไร้ประโยชน์และยินยอม ซึ่งจะตั้งเอียงๆขณะที่โลกท่วมท้นด้วยความชั่วร้าย  และนั่งกันอย่างสบายๆเพื่อพูดเรื่องไม่เป็นสาระเกี่ยวกับ “ ความรัก “ และมุ่งรวมศูนย์สู่ถ้อยคำเหล่านั้นที่พวกเขาถือเป็นแบบฉบับ : ความโปรดปราณ  ความหลงใหลใฝ่ฝันเกี่ยวกับความโปรดปราณนี้  และฉันจะยืนยันข้อนี้โดยปราศจากการขออภัย  เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดที่ได้ซึมเข้าไปในศาสนจักร
                               
They have made grace from meaning God’s salvation, into loving all, never showing anger before wickedness, discernment before deception. The modern church tells us to spurn affronting the dark and sinister forces which have so creeped into our sanctuaries, and like pestiferous germs in the fresh fruit of a well rooted tree, it has beguiled men into believing that decay is better than preservation.

พวกเขาได้สร้างความโปรดปราณจากการหมายถึงการไถ่ให้รอดของพระเจ้า  ไปสู่การรักทุกคน ไม่เคยแสดงความโกรธก่อนความคดโกงชั่วร้าย  เล็งการไกลก่อนการหลอกลวง   ศาสนจักรสมัยใหม่บอกพวกเราให้ไม่ใยดีกับการดูถูกกองกำลังที่น่ากลัวและลึกลับ ซึ่งค่อยๆคืบคลานเข้าสู่ห้องศักดิ์สิทธิ์ของเรา  และ เหมือนจุลินทรีย์ที่มีโรคร้ายในผลไม้สดของต้นไม้ที่หยั่งรากดี  มันได้ล่อลวงมนุษย์ให้เข้าไปสู่การเชื่อว่าการเน่าเปื่อยดีกว่าการปกปักรักษาไว้

Islam is at our gates, the modern Christian says “do not mention this since it will make Christianity look intolerant.” Heretics abound saying that Islam can be adapted with Christianity, the modern Christian responds, “say nothing of it, those heretics are men of God, how dare you question a brother in Christ.”

อิสลามมาอยู่ที่ประตูของเราแล้ว  คริสตชนสมัยใหม่พูดว่า “ อย่างอ้างอิงสิ่งนี้ โดยที่มันจะทำให้คริสต์ศาสนาดูแล้วไม่อดกลั้นต่อไปแล้ว “  พวกเฮเรติกดกดื่นกำลังกล่าวว่า อิสลามสามารถปรับตัวเข้ากับคริสต์ศาสนา  คริสตชนสมัยใหม่ตอบว่า    “ อย่าพูดอะไรกับเรื่องนี้  เฮเรติกเหล่านั้นเป็นคนของพระเจ้า  คุณกล้าอย่างไรที่จะตั้งคำถามต่อพี่น้องในพระคริสต์ “

Another example of this current fragile church is Philip Yancey, the perfect prophet for today’s cult of tolerance and worship of grace. He writes that “to our everlasting shame, the watching world judges God by a church whose history also includes the Crusades, the Inquisition, anti-Semitism, suppression of women, and support of the slave trade.” (Philip Yancey, Grace Notes: Daily Readings with a Fellow Pilgrim, May 6, p. 158, Someone Cares Charitable Trust (2009))

อีกตัวอย่างหนึ่งของศาสนจักรเปราะบางปัจจุบันนี้คือ Philip Yancey  ประกาศกผู้ครบครันสำหรับนิกายปัจจุบัน แห่งความใจกว้างและสักการะความโปรดปราณของพระเจ้า  เขาเขียนว่า “ แด่ความอับอายที่คงอยู่นิรันดรของเรา  การเฝ้าดูโลกตัดสินพระเจ้าโดยศาสนจักรหนึ่ง ซึ่งประวัติศาสตร์ของพวกเขารวมเอากลุ่มอัศวินครูเสด  ศาลศาสนจักร  ลัทธิต่อต้านยิวและอาหรับตะวันออกกลาง  การกดขี่ข่มเหงสตรี  และการสนับสนุนการค้าทาส “(Philip Yancey, Grace Notes: Daily Readings with a Fellow Pilgrim, May 6, p. 158, Someone Cares Charitable Trust (2009))

It is not coincidence that the book which carries this pathetic statement is similar to that of Andy Stanley: “Grace Notes.” Again, this is all for the goal of neutralizing the Church, enabling Islam (whether directly or indirectly, it does not matter) to rise. The power of Islam grows stronger as the Church grows weaker.

มันมิใช่เหตุบังเอิญที่ว่า หนังสือซึ่งเขียนยืนยันเรื่องน่าสงสารนี้ เป็นคล้ายกับเล่มนั้นของ Andy Stanley : “ Grace Notes”   และ นี้เป็นทั้งหมดสำหรับเป้าหมายของการให้ศาสนจักรวางตัวเป็นกลาง  สามารถทำให้อิสลาม ( ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ไม่ใช่เรื่องสำคัญ)  ให้ลุกขึ้น  พลังอำนาจของอิสลามเติบโตแข็งแรงขึ้น ในขณะที่ศาสนจักรคาทอลิกนั้นอ่อนแอลง.

The Church was not weak in the time of the Crusades, but strong and influential. And some today may bring the common objection that it is not the purpose of the Church to start wars, that the secular monarchs of Europe should have been the ones behind the wars against the Muslims, and that the Emperor Alexius should not have appealed to Pope Urban II, but the kings of the West. But such a protest is lunacy. Alexius had no other choice but to appeal to the Pope, since the ones who cared and still care the least are politicians. When Nicholas V urged a crusade long before the fall of Constantinople, the Christian princes ignored him.

พระศาสนจักรมิได้อ่อนแอในยุคสมัยของครูเสด  แต่เข้มแข็งและมีอิทธิพลมาก  และบางคนในสมัยนี้อาจนำความมุ่งหมายปกติธรรมดา ที่มิใช่วัตถุประสงค์ของพระศาสนจักรมาเริ่มสงคราม        ที่เหล่ากษัตริย์ทั่วๆไปของยุโรปควรเป็นพวกหนึ่งเบื้องหลังสงครามต่อต้านมุสลิม  และว่า จักรพรรดิอเล๊คซีอูสไม่ควรจะเรียกร้องไปยังพระสันตะปาปาอูรบันที่สอง แต่น่าจะร้องไปยังเหล่ากษัตริย์ของตะวันตกต่างหาก  แต่ การประท้วงเช่นนั้นเป็นลักษณะการวิกลจริต   อเล๊คซีอูสไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเรียกร้องไปยังพระสันตะปาปา  โดยที่กลุ่มที่เอาใจใส่และยังคงเอาใจใส่ อย่างน้อยก็คือนักการเมือง  เมื่อนิโคลาสที่ 5  กระตุ้นขบวนการครูเสดนาน ก่อนการล่มสลายของนครคอนสตันตีโนเปิล   พวกเจ้าชายคริสตชนต่างไม่รับรู้พระองค์

After Constantinople was conquered, it was Pope Calixtus III who raised an army and commenced the crusade against Mehmet II. Pius II too tried to start a crusade only to receive the apathy of kings. When it comes to fighting evil, the biggest hinderances are politicians, and so truly the failure to war with Islam came from the monarchs, not the popes. (See Belloc, How the Reformation Happened, info, p. 57)

หลังคอนสตันตีโนเปิลถูกครอบครอง  ก็เป็นพระสันตะปาปากาลิ๊กตูสที่สาม ซึ่งได้ก่อตั้งกองทัพและเริ่มกระบวนการครูเสดต่อสู้กับเมเม็ทที่สอง  พระสันตะปาปาปีโอที่ 2  ด้วยได้ทรงพยายามเริ่มงานครูเสด เพียงเพื่อรับความเมินเฉยของบรรดากษัตริย์   เมื่อถึงเวลาสู้รบกับความชั่วร้าย  อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดก็คือบรรดานักการเมือง  และแน่นอนแท้จริง ความล้มเหลวในการสู้รบกับอิสลาม มาจากพวกกษัตริย์ มิใช่จากพระสันตะปาปา (See Belloc, How the Reformation Happened, info, p. 57)

Certainly there were monarch who attempted crusades, and just look how they turned out. King Philip IV of France attempted a crusade in 1313, but died before it could occur. Henry V of England expressed his desire for a crusade but wasted all of his time fighting fellow Christians, the French. Philip VI of France endeavored to do a crusade, but it never happened. (Jonathan Harris, The Ottoman Threat, in Thomas F. Madden’s Crusades, part 8, p. 175)

จริงๆแล้ว  มีกษัตริย์หลายพระองค์ที่พยายามทำงานครูเสด  และมาดูผลเกิดขึ้นอย่างไร   พระเจ้าฟิลิปที่ 4 ของฝรั่งเศส ได้พยายามทำขบวนการครูเสดในปี 1313  แต่สิ้นพระชนม์ก่อนที่จะเริ่มงานได้   พระเจ้าเฮนรี่ที่ห้าแห่งอังกฤษ ได้แสดงความปรารถนาตั้งขบวนการครูเสด  แต่มาเสียเวลาตลอดรัชสมัยในการรบสู้กับเพื่อนคาทอลิกฝรั่งเศสด้วยกัน  พระเจ้าฟิลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส  พยายามอุตสาหะที่จะทำครูเสด   แต่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้  (Jonathan Harris, The Ottoman Threat, in Thomas F. Madden’s Crusades, part 8, p. 175)

The Church, being the light of the world, was the greatest enemy to Islam; no institution has fought against the Muslims more than the Catholic Church. Therefore, if we had the modern Christian mindset alive and well in the old days of Christendom, and affirmed that it wasn’t the Church’s part to start wars against heretics, then we would have allowed Islam to overrun much of the Christian world, and there would have been no war until the last moment when the barbarians would be at are doors.

พระศาสนจักรคาทอลิก  โดยที่เป็นแสงสว่างของโลก  ได้กลายเป็นศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ของพวกอิสลาม   ไม่มีสถาบันใดได้สู้รบกับพวกมุสลิมมากกว่าศาสนจักรคาทอลิก   ดังนั้น  ถ้าพวกเรามีความโน้มเอียงแบบคริสตชนสมัยใหม่ มีชีวิตชีวาและดีในสมัยก่อนของโลกคริสตชน  ถ้าเช่นนั้น  พวกเราควรได้อนุญาตอิสลามให้ย่ำยีโลกคริสตชนส่วนใหญ่  และไม่สมควรจะมีสงครามใดๆ จนกว่าวาระสุดท้ายเมื่อพวกป่าเถื่อนจะมาถึงประตูของเรา

This new worship of uselessness is much more appealing than direct and open blasphemy; it looks delightful to the eyes of most men, and obviously evil to the eyes of a few. It does not say, “worship Satan,” but that “we should not focus on Satan.” It does not say, “Christ is not God,” but, “the Trinity is a non-issue.” It does not unmask its ugly face and reveal its true intentions, and say, “the church should be useless,” but that “the church should stop criticizing other cultures, and being judgmental on others of different faiths.” The Church, to today’s contemporary heretics, should just focus on “love” and turn away from the command of Saint Paul to “have no fellowship with the unfruitful works of darkness, but rather reprove them.” (Ephesians 5:11)

การนับถือใหม่ของการไร้ประโยชน์ เป็นสิ่งเรียกร้องมากกว่าการให้ร้ายป้ายสีโดยตรงและเปิดเผย  มันดูน่าชื่นชมในสายตาของคนมากที่สุด  และเห็นได้ชัดว่าเลวร้ายต่อสายตาของคนน้อยมาก  มันไม่กล่าวว่า “ จงนมัสการซาตาน “ แต่ว่า “ เราไม่ควรพูดถึงซาตาน “  มันไม่พูดว่า “ พระคริสต์มิใช่พระเจ้า “ แต่ “ พระตรีเอกภาพไม่ใช่เรื่อง “  มันไม่เปิดหน้ากากจากหน้าที่น่าเกลียดของมัน และ เปิดเผยความตั้งใจที่แท้จริงของมัน และพูดว่า “ ศาสนจักรน่าจะหาประโยชน์มิได้ “ แต่ว่า “ ศาสนจักรควรหยุดวิพากษ์วิจารณ์วัมนธรรมอื่น  และถูกรับการตัดสินเกี่ยวกับความเชื่อที่แตกต่างอื่นๆ “  พระศาสนจักร  ถึงเฮเรติ๊กร่วมสมัยของทุกวันนี้ ควรเพียงรวมศูนย์เกี่ยวกับ “ ความรัก “ และหันหนีจากคำสั่งของนักบุญเปาโลที่ให้ “ จงอย่าเกี่ยวข้องกับกิจการแห่งความมืดซึ่งไร้ผล  ตรงกันข้าม  จงประณามกิจการเหล่านั้น “  (Ephesians 5:11)

The Church, to the modern Christian, should stop being the Church. You cannot talk about Christianity without talking about the Crusades. In every debate, every discourse, every discussion, on Christianity, the Crusades are brought up. It is time for Christians to stop being ashamed of the Crusades, and to start exclaiming with pride and confidence, that they are a part of the Christian spirit. The Crusades are of the Christian Faith, and if one does not want to accept this, then he should simply leave the Christian Faith.

พระศาสนจักร ถึงคริสตชนสมัยใหม่  ควรหยุดเป็นศาสนจักร  พวกท่านไม่สามารถพูดเกี่ยวกับคริสตศาสนาโดยไม่พูดถึงกลุ่มครูเสด  ในทุกๆการวิจารณ์โต้แย้ง  การโต้วาที  การวิจารณ์ถกเถียง เรื่องเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา  ครูเสดต้องนำมากล่าวถึงด้วย  มันถึงเวลาสำหรับคริสตชนที่จะหยุดอายเกี่ยวกับขบวนการครูเสด  และเริ่มเปล่งเสียงด้วยความผยองและความไว้วางใจ  ว่า  พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณคริสตชน  ขบวนการครูเสดเป็นความเชื่อคริสตชน  และถ้าใครคนหนึ่งไม่ต้องการรับเรื่องนี้ ถ้าเช่นนั้นเขาควรละความเชื่อคริสตชนไปเสีย

The militant spirit of Christianity is what I strive to spread. This is why I wrote a book on Christian militancy, which will be the most extensive and exhaustive study on the subject of Holy War, and it will be coming out within this year (a release date has not been determined yet).

จิตวิญญาณนักรบของคริสต์ศาสนาคือสิ่งที่ฉันพยายามเผยแพร่  นี้คือทำไมฉันได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งว่าด้วยความเป็นนักรบคริสตชน  ซึ่งจะเป็นการศึกษาที่กว้างขวางที่สุดและละเอียดลออที่สุดว่าด้วยเรื่องสงครามศักดิ์สิทธิ์  และคาดว่าจะสามารถออกมาภายในปีนี้ ( วันจำหน่ายจ่ายแจกยังมิได้กำหนดแน่ )

But before the book comes out, you can learn so much from our 2-disk dvd special on Christian militancy. After watching this DVD, I guarantee you will never see Christianity the same again, and Bible studies will never be the same again.

แต่ ก่อนหนังสือเล่มนี้จะปรากฏออกมา  คุณสามารถศึกษามากทีเดียวจาก /2-disk dvd special เรื่อง Christian Militancy  หลังจากดู  DVD นี้  ฉันการันตีคุณจะไม่เคยเห็นคริสต์ศาสนาเป็นอย่างเดิมอีก  และการศึกษาพระคัมภีร์จะไม่เป็นอย่างเดิมเช่นกัน.



15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ขบวนการครูเสดกำลังจะกลับมาเร็วๆนี้ เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2015, 11:14:31 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                                 ขบวนการครูเสดกำลังจะกลับมาเร็วๆนี้
                                                                                        THE CRUSADES ARE RETURNING VERY SOON

by Ted on March 13, 2015 in Featured General
By Theodore Shoebat
Alan Petervich  Update  July 10, 2015

                                          [/URL][/img]

       Pope Francis, in a recent interview, just said that he has only a few years left to live, saying:
I have the feeling that my pontificate will be brief, 4 or 5 years; I do not know, even 2 or 3… Two have already passed. It’s a somewhat strange sensation… I feel that the Lord has placed me here for a short time, and nothing more.

 ในการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆนี้  โป๊บฟรังซิสเพียงกล่าวว่าพระองค์มีเวลาเหลืออีกเพียงสองสามปีที่จะมีชีวิตอยู่ โดยตรัสว่า : อาตมามีความรู้สึกว่าสมณสถานะของอาตมาจะสั้นมาก 4 หรือ 5 ปี  อาตมาไม่รู้ แม้ 2 หรือ 3 ปี....สองปีผ่านไปแล้ว  มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดอะไรสักอย่าง.....อาตมามีความรู้สึกว่าพระเจ้าได้วางตัวอาตมาที่นี่เพียงเวลาสั้นๆ  และไม่มีอะไรอีก.

Its possible that Francis knows that his death is coming on account of all the death threats he has been receiving from Islamic fundamentalist such as ISIS.Pope Francis was recently asked by Father Jose Maria “Pepe” di Paola of the Argentinian news outlet, La Carcova, about “fanatics who want to kill you”, that is, on the death threats made by ISIS towards him, and he responded that he told God that if ISIS does kill him, to please make it a painless death. His quote is:

เป็นไปได้ว่าฟรังซิสรู้ว่าความตายของพระองค์กำลังมาจากเรื่องการคุกคามเอาชีวิตทั้งหมดที่พระองค์ได้รับจากกลุ่มถือหลักมูลฐานอิสลาม เช่นพวก  ISIS   เมื่อเร็วๆนี้โป๊บฟรังซิสถูกคุณพ่อ Jose Maria “Pepe” di Paola แห่ง ศูนย์ข่าวอาร์เยนตินา  La Carcova  ถามถึง “ กลุ่มคุ้มคลั่งซึ่งต้องการฆ่าพระองค์ “  นั่นคือ  เป็นเรื่องการคุกคามทำร้ายถึงตายที่มาจากกลุ่ม ISIS ที่มุ่งกระทำต่อพระองค์  และพระองค์ตอบว่า พระองค์ได้กราบเรียนพระเจ้าว่า ถ้า ISIS ฆ่าพระองค์ ได้โปรดทำโดยวิธีการให้เกิดความตายที่ไม่เจ็บปวดด้วย.       คำพูดของพระองค์ยกมาดังนี้ ::

I have said to the Lord: take care of me. But if your will is that I should die or that they do something to me, I ask you one favour: that they don’t hurt me… I’m a real scaredy cat when it comes to physical pain

 อาตมาได้ทูลพระเจ้าว่า โปรดดูแลลูกด้วย  แต่ ถ้าพระประสงค์ของพระองค์คือว่าลูกควรตายหรือว่าพวกเขาทำอะไรบางอย่างแก่ลูก   อาตมาขอพระองค์อย่างหนึ่ง ว่าพวกเขาไม่ทำอันตรายแก่อาตมา....อาตมาเป็นแมวขี้ตกใจจริงๆเมื่อมาเจอกับความเจ็บปวดทางกาย.

There is actually a prophecy in the Catholic Church, called the prophecy of Fatima, in which the murder of a pope done by the persecutors of the Church is foretold:

 แท้ที่จริง มีคำทำนายชิ้นหนึ่งในศาสนจักรคาทอลิก เรียกกันว่า คำทำนายของฟาติมา  ซึ่งในคำทำนายนั้นฆาตกรของสันตะปาปานั้นทำโดยเหล่าผู้ประหัตประหารของศาสนจักร ได้รับการทำนายล่วงหน้าแล้ว:

And we saw in an immense light that is God: ‘something similar to how people appear in a mirror when they pass in front of it’ a Bishop dressed in White ‘we had the impression that it was the Holy Father’. Other Bishops, Priests, men and women Religious going up a steep mountain, at the top of which there was a big Cross of rough-hewn trunks as of a cork-tree with the bark; before reaching there the Holy Father passed through a big city half in ruins and half trembling with halting step, afflicted with pain and sorrow, he prayed for the souls of the corpses he met on his way; having reached the top of the mountain, on his knees at the foot of the big Cross he was killed by a group of soldiers who fired bullets and arrows at him, and in the same way there died one after another the other Bishops, Priests, men and women Religious, and various lay people of different ranks and positions.

 และพวกเราได้เห็นในแสงจ้านั่นคือพระเจ้า : ‘ อะไรบางอย่างคล้ายกับคนปรากฏตัวในกระจกเงาเมื่อพวกเขาผ่านไปตรงหน้ากระจกนั้น ‘ สังฆราชแต่งชุดขาว ‘ เรามีความประทับใจที่ว่าผู้นั้นคือองค์พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์’   บรรดาพระสังฆราชองค์อื่นๆ พระสงฆ์   ชายและหญิงที่เป็นนักพรตนักบวชกำลังใต่ขึ้นภูเขาสูงชัน  ซึ่งบนยอดของภูเขานั้นมีกางเขนใหญ่ทำจากลำต้นที่ใช้ขวานถากอย่างหยาบๆประหนึ่งต้นคอร์คนำมาบากลอกเปลือกออก  ก่อนไปถึงตรงนั้น พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์เดินผ่านเมืองใหญ่ที่ครึ่งหนึ่งปรักหักพังและอีกครึ่งสั่นสะท้านด้วยเสียงฝีเท้าที่กะโผลกกระเผลก เป็นผลมาจากความเจ็บป่วยและความเศร้าโศก  พระองค์ได้สวดภาวนาสำหรับวิญญาณของซากศพที่พระองค์พบตามทาง จนขึ้นไปถึงยอดเขา  ขณะคุกเข่าที่แทบส่วนล่างสุดของกางเขนใหญ่ พระองค์ถูกฆ่าโดยกลุ่มทหาร ซึ่งยิงกระสุนปืนและลูกธนูเข้าใส่พระองค์  และในวิธีเดียวกันก็ตายคนแล้วคนเล่า ไม่ว่าพระสังฆราช พระสงฆ์ ชายและหญิงนักพรตนักบวช และประชาชนฆราวาสต่างๆในยศชั้นและตำแหน่งแตกต่างกัน

The pope here is killed, and then after him clergy and laymen are slaughtered, which signifies a mass persecution of Catholics after the pope’s martyrdom. The pope being killed in the prophecy just could be referring to Pope Francis, but this is only a possibility and not an affirmation.

พระสันตะปาปาถูกฆ่าที่นี่  และต่อมาหลังฆ่าท่านแล้ว นักบวชและฆราวาสก็ถูกฆ่า ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงการเบียดเบียนคาทอลิกเป็นกลุ่มใหญ่หลังการเป็นมรณสักขีของโป๊บ  โป๊บถูกฆ่าตามคำพยากรณ์พอดีทีจะอ้างอิงโป๊บฟรังซิสได้  แต่นี้เป็นเพียงความเป็นไปได้และไม่ใช่การยืนยันแต่อย่างใด

ISIS is targeting Pope Francis, calling him the “bearer of false truth.” According to an Italian source, ISIS is not only setting their sites on the Vatican, but more specifically, on Pope Francis himself.

ISIS กำลังเล็งโป๊บฟรังซิสเป็นเป้าหมาย  โดยเรียกพระองค์ว่า “ ผู้ถือความจริงที่หลอกลวง “    ตามแหล่งข่าวอิตาเลียน  ISIS  มิใช่เพียงวางงานในหน้าที่เกี่ยวกับวาติกันเท่านั้น  แต่พิเศษยิ่งกว่านั้น  ตั้งเป้าใส่โป๊บฟรังซิสตัวพระองค์เอง.

Italian authorities have already issued an alert giving warnings on places that our potential targets to terrorist, and one on the list, being very significant, was “places of worship,” which would include the Vatican.

เจ้าหน้าที่ทางการอิตาเลียนได้ปลุกเร้าโดยออกคำเตือนตามสถานที่เป้าหมายสำคัญเป็นพวกก่อการร้าย  และรายชื่อหนึ่ง ที่มีความหมายมาก ก็คือ “ สถานที่มีการสักการะ” ซึ่งน่าจะรวมวาตีกันด้วย

It has been reported that at least 50 people from Italy are now fighting for ISIS, 80% of whom are native Italians who converted to Islam. One of the reasons for their conversion, according to one Italian newspaper, was “distrust in the Catholic Church,” indicating the connection between Islam and anti-Catholicism.

ได้มีการรายงานข่าวว่า อย่างน้อยมี 50 คนจากอิตาลีกำลังไปรบเพื่อกองกำลัง ISIS  80% ของคนพวกนี้เป็นคนอิตาเลียนที่กลับใจถือศาสนาอิสลาม   หนึ่งในเหตุผลสำหรับการเปลี่ยนศาสนาของพวกเขา  ตามข่าวหนังสือพิมพ์อิตาเลียนฉบับหนึ่ง คือ “ ไม่ไว้วางใจในศาสนจักรคาทอลิก “  ที่เป็นการชี้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามและพวกแอนตี้ศาสนาคาทอลิกถือศาสนาอิสลาม   หนึ่งในเหตุผลสำหรับการเปลี่ยนศาสนาของพวกเขา  ตามข่าวหนังสือพิมพ์อิตาเลียนฉบับหนึ่ง คือ “ ไม่ไว้วางใจในศาสนจักรคาทอลิก “  ที่เป็นการชี้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามและพวกแอนตี้ศาสนาคาทอลิก

Most interestingly, the goal to force the Vatican to become Muslim was recently stated by an ISIS agent in Italy named Imam Ismar Mesinovic, a Bosnian Muslim who stationed himself in the country to recruit Italian converts to fight for ISIS. He said:
We Muslims believe that one day the whole world will be an Islamic state. Our goal is to make sure that even the Vatican will be Muslim. Maybe I will not be able to see it, but that time will come.

น่าสนใจที่สุด  เป้าหมายที่บังคับวาติกันให้กลายเป็นมุสลิมเมื่อเร็วๆนี้ยืนยันโดยตัวแทน ISIS ในอิตาลีที่ชื่อว่า อิหม่าม อิสมาร์ เมซิโนวิค มุสลิมชาวบอสเนียที่ตั้งตัวทำงานในประเทศเพื่อระดมคนอิตาเลียนที่กลับใจไปสู้รบสำหรับ ISIS  เขากล่าวว่า :
เรามุสลิมเชื่อว่าสักวันหนึ่งทั้งโลกจะเป็นรัฐมุสลิม  วัตถุประสงค์ของเราก็คือทำให้มั่นใจได้ว่าแม้แต่วาติกันก็จะเป็นมุสลิม  อาจเป็นได้ว่าฉันเองอาจไม่สามารถเห็นมัน  แต่เวลานั้นจะมาถึงแน่.

Shoebat.com was the first to find a video in which ISIS declared that they are going to take over the Vatican:
 ชูแบ๊ทดอทคอม เป็นรายการแรกที่พบ video ซึ่งในนั้น ISIS ได้ประกาศว่าพวกเขากำลังจะยึดวาติกัน :
 The Italians have also restricted airspace above Vatican City, and have even increased security for St. Peter’s Basilica, a place the Muslims would love to sack. In fact, in the year 849, the Muslims did indeed pillage and plunder St. Peter’s Basilica, stealing the altars and the chalices, and spilling Christian blood, but thank God Pope Leo IV drove them out, with God’s intervention.
ชาวอิตาเลียนได้เข้มงวดเส้นทางอากาศเหนือนครวาติกัน  และได้ถึงกับเพิ่มความปลอดภัยสำหรับวิหารเซนต์ปีเตอร์  สถานที่ที่คนมุสลิมอยากที่จะทำลาย  ความจริง  ในปี 849 พวกมุสลิมได้เป็นผู้ปล้นและโกงเอาวิหารนักบุญเปโตร  โดยขโมยพระแท่นต่างๆและถ้วยกาลิกซ์มากมาย  ยังแถมหลั่งเลือดคริสตชน  แต่ขอบคุณพระ สันตะปาปาเลโอที่ 4 ได้ขับไล่พวกเขาออกไป  ด้วยการเข้าแทรกแซงของพระเป็นเจ้า

Speaking on these security measures, interior minister Filippo Bubbico said:
ISIS poses an international and European security threat and we in Italy feel particularly exposed
เมื่อพูดถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้  นายฟิลิปโป บุบบิโก รัฐมนตรีมหาดไทยกล่าวว่า :  ISIS วางท่าคุกคามความปลอดภัยยุโรปและนานาชาติ  และเราในอิตาลีรู้สึกมาตรการดังกล่าวคุกคามเราเป็นพิเศษ
The alert by Italian authorities came after Italy approved a measure to send weapons to Kurdish fighters combating ISIS. Ships exporting the weapons from Sicily into the Middle East have been under heavy security, as we read from an Italian report:

 การตื่นเฝ้าระวังโดยเจ้าหน้าที่อิตาเลียนปรากฎให้เห็นหลังจากที่อิตาลีได้ยอมรับมาตรการที่จะส่งอาวุธยุทโธปกรณ์จากซิชิลีเข้าไปให้นักรบเคอร์ดิชที่กำลังสู้รบกับ ISIS   เรือหลายลำที่กำลังขนอาวุธยุทโธปกรณ์จากซิชิลีเข้าไปในตะวันออกกลางอยู่ภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่  ตามที่เราได้อ่านจากรายงานหนังสือพิมพ์อิตาเลียน :

Italy’s national security authorities last Wednesday issued an alert for possible terrorist attacks on “sensitive targets” after receiving unspecified “threats”. The advisory came after parliament OK’d plans to arm Iraqi Kurds battling an Islamic State (ISIS) fundamentalist offensive in northern Iraq. As a result, authorities are ramping up security at all ports with connections to North Africa and the Middle East, most of which are located in Sicily.

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแห่งชาติของอิตาลี เมื่อวันพุธที่แล้ว ได้ออกคำเตือนให้ระวังสำหรับการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นไปได้ ต่อ “ เป้าหมายที่อ่อนไหว “ หลังจากได้รับ “ การคุกคาม “ ที่ไม่ทราบรายละเอียด  คำเตือนแนะนำมีมา หลังแผนการที่จะติดอาวุธชาวเคิร์ดอิรักที่กำลังสู้รบกับหน่วยรบพื้นฐานรัฐอิสลาม (ISIS)ที่กำลังรุกรานในอิรักภาคเหนือ ได้ผ่านการยอมรับจากสภาแล้ว   เท่าที่ผลปรากฏ  เจ้าหน้าที่ทางการกำลังเพิ่มพูนความปลอดภัยให้แก่ทุกท่าเรือ ด้วยการเชื่อมโยงอาฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง  ทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในเกาะซิชิลี

This must be one of the reasons as to why one ISIS jihadist called Obama “the dog of the Romans,” before slaughtering a Kurdish militiaman, since Italy is sending weapons to Kurdish fighters in order to combat ISIS. The video of this can be watched here:

นี้ต้องเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่า ทำไมมุสลิมจิฮัด ISIS คนหนึ่งเรียกโอบามาว่า “ สุนัขของชาวโรมัน “  ก่อนที่จะสังหารนักรบอาสาชาวเคอร์ดิชคนหนึ่ง   โดยที่อิตาลีกำลังส่งอาวุธให้นักรบเคอร์ดิชเพื่อต่อสู้กับ ISIS   วีเดโอเรื่องนี้สามารถดูได้ที่นี่ :

The Muslims want to kill the Pope, they want to conquer Rome and destroy all of the lands of Christianity. This reality brings us to one realization: we are returning back to history, in which Islam arose to invade and conquer Christendom, and to vanquish and obliterate the Vatican.

พวกมุสลิมต้องการฆ่าพระสันตะปาปา  พวกเขาต้องการปกครองกรุงโรมและทำลายดินแดนทั้งหมดของคริสต์ศาสนา   ความจริงข้อนี้นำเรามายังการพินิจพิเคราะห์อย่างหนึ่งว่า : เรากำลังกลับไปสู่ประวัติศาสตร์  ในตอนที่อิสลามได้ลุกขึ้นโจมตีและครอบครองย่านคริสตชน  และกำจัดปราบปรามและลบล้างวาติกันให้สิ้น

This leads us to another realization: the Crusades are coming back, and that means a strong Church — which is the true Church — is going to arise from the weak and crumbling ruins of the decayed church of the masses.

ข้อนี้นำเราไปสู่ความเป็นจริงข้อหนึ่งที่ว่า : กลุ่มครูเสดกำลังกลับมา  และนั่นหมายความว่าศาสนจักรที่เข้มแข็ง –ซึ่งเป็นศาสนจักรที่แท้จริง – กำลังลุกขึ้นจากทรากปรักหักพังที่อ่อนแอล้มละลายของศาสนจักรที่เสื่อมสลายให้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด



หน้า: [1] 2 3 ... 92