แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 106
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / วันสิ้นโลก วันพิพากษาโลก พระเจ้าจะกลับมา??? เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:58:14 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                        วันสิ้นโลก วันพิพากษาโลก พระเจ้าจะกลับมา???

 พันทิป. Com เว็บไซต์เจ้าของข้อมูลทั้งหมด
Alan Petervich  Update May 4, 2016 :
  ขอเรียนว่า  ความเห็นและข้อมูลที่แสดงออกมาตรงนี้  หลายอย่างไม่ตรงกับคำสอนของศาสนจักรคาทอลิก  ดังนั้น  ท่านที่สนใจใคร่รู้จริง จึงต้องกลับไปค้นคว้าคำสอนและพระคัมภีร์ของพระศาสนจักรคาทอลิกที่จะทำให้ท่านหายสงสัยได้ทุกประการ แน่นอน  แต่ ตอนนี้  อ่านตรงนี้ก่อนเป็นหลักนำทางก็ดีเหมือนกัน – ครับ

คนพันทิปเริ่มแล้วครับ .. คำพูดจา สำนวนและวิธีสอบถาม เป็นแบบของชาวพันทิป ครับ  เชิญอ่าน  >>>> :

สงสัยมากค่ะ ทั้งเรื่องลำดับเหตุการณ์ บทสรุปของเหตุการณ์ และโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป

1. พระเจ้าจะกลับมา การกลับมาครั้งนี้มีผลอย่างไรกับโลกบ้างคะ? (เช่น ด้านจิตใจ ผู้คนจะเชื่อฟังพระเจ้ามากขึ้น ด้านการเมือง ระบบการเมืองจะยำเกรงพระเจ้า รัฐบาลกดขี่หมดไป ระบบการจัดการเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องและช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก ส่งเสริมกันและกัน)

2. หรือว่าแค่โลกแตก ตูม! ตายหมด บางคนไปอยู่สวรรค์ บางคนตกบึงไฟนรก
เคยได้อ่านมาว่า ประมาณว่า พระเจ้าจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้มนุษย์หมดแล้ว เลยสงสัยค่ะว่า การจัดเตรียมของพระองค์ คือ การทำให้โลกนี้ดีขึ้น หรือ การรับผู้รอดไปอยู่สวรรค์ หรือ จัดเตรียมไว้ที่ดาวอื่น (อย่างเช่น ดาวแลปเตอร์)
 
เอาไงดี

อยากให้พระเจ้ากลับมานะคะ แต่เหมือนกับว่าอยากฟังนโยบายของพระเจ้าที่จะจัดการเกี่ยวกับโลกนี้ก่อนที่จะอธิษฐานขอให้พระองค์กลับมาอะคะ เพราะทุกคนอ้างว่าสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้คือสิ่งที่ดีที่สุด แต่เรานึกระบบที่ดีที่สุดไม่ออกจริงๆ  ทุกระบบมีช่วงว่างของมันเสมอคะ

ความคิดเห็นที่ 11
คำถามดูตื่นเต้นและจริงจังมากทีเดียวครับ แน่นอนว่าหากเราไม่ยึดพระคำภีร์เป็นหลัก การเดาทางกิจการของพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์( พระจิตเจ้า )คงมั่วแน่ๆ
พระเยซูก็ตื่นเต้นใจจดใจจ่อมากกว่าเราทุกคนแน่นอนครับ เพราะพระองค์อยากจะมารับและอยู่กับผู้ที่รักพระองค์มากๆ  มีหลายอย่างที่พระเยซูทรงปูทางไว้แล้ว และยุคนี้เป็น  ยุคแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทำงานร่วมกับผู้รับบัพติสมาเหมือนในห้องชั้นบนเพื่อทำการยิ่งใหญ่ของพระองค์
ศึกษาจากตรงนี้ได้นะครับ
https://www.youtube.com/NewHopeIC
http://www.pslaosermon.com/
http://www.pslaosermon.com/audio.php?cat_series= คำสั่ง 5 ประการสำหรับคริสตจักรยุคสุดท้าย
 
3. ชีวิตนิรันดร์ อยากได้นะคะ แต่อยากรู้ก่อนว่า แล้วคำว่าชีวิตนิรันดร์นี่ มนุษย์มีกายเนื้อหรือไม่คะ หรือเป็นละเอียดเป็นเเสงๆ (เหมือนในเรื่องโนอาร์) จะอยู่กันแบบในอุทยาน มีแต่ธรรมชาติ แล้วๆ มีบ้านมั้ย หรือนอนบนต้นไม้ ไม่อยากเหมือนหนีเสือปะจระเข้ค่ะ
อยากได้นะชีวิตนิรันดร์ สังคมที่ดี ความอบอุ่น ผู้คนจิตใจดี แต่ถ้าพระเจ้าล้างโลกแล้วรับผู้รอดไปอยู่เป็น..คลื่นเเสง ในทุ่งโล่ง พร้อมอุทยานนานาพันธุ์ มันก็ดีนะ

ป.ล. คำถามนี้เกิดจากการที่เจ้าของกระทู้เห็นข่าวโลกจะแตกๆ โลกจะแตก มานานมากค่ะ ถ้าแตกเเล้วมีการสร้างใหม่ให้ดีขึ้น ก็ยินดีนะคะที่โลกจะแตก แต่นี่เหมือนสร้างกระแสให้กลัว ให้ตกใจ ให้หันไปทำความดี ให้เชื่อเพื่อรอด.........?.....รอดแล้วไปไหน ไปอยู่กับพระเจ้า ไปได้ไง เชื่อพระคริสต์(พระเยซู)..............เชื่อแล้ว เจอพระเจ้าเเล้ว   แล้วไงต่อ..........อยู่ในสวรรค์....ฮืม?.........สวรรค์แบบพุทธมี 16 ชั้น แต่ละชั้นความละเอียดไม่เท่ากัน แล้วสวรรค์แบบคริสต์เป็นยังไง.........??.........นมัสการพระเจ้าอยู่เป็นนิตย์!

อ้าว นึกว่าโลกแตกแล้วจะสร้างโลกใหม่ที่ทุกคนได้วิ่งเล่นหัวเราะอย่างมีอิสระ คือนึกภาพแล้วเหมือนตายแล้ววิญญาณไปติดอยู่ในโบสถ์อ่ะคะ ผีเฝ้าโบสถ์ ก็เลย งง เพราะอ่านสะเปะสะปะไปเรื่อย อยากให้ผู้รู้อธิบายวันสิ้นโลกแบบมีลำดับเหตุการณ์แบบชัดๆ เลยค่ะ เอาแบบพิธีการยิ่งดี
อันดับที่ 1 พระเจ้าเสด็จกลับมา ณ ขอบสูงสุดที่น้ำเคยท่วมโลก
อันดับที่ 2 รับคริสเตียนแท้ขึ้นไปอยู่ที่อกอับราฮัม(เรียกผิดขออภัย)
อันดับที่ 3 ก็ว่ากันไป
แต่ขออันดับท้ายๆ อะคะ พระองค์จะจัดการกับโลกนี้อย่างไร? เพราะพระเจ้ารักโลกนี้มาก..พระองค์จะให้โลกเป็นอย่างไรต่อจากวันพิพากษาค่ะ
คำตอบที่ว่า แล้วแต่พระประสงค์ของพระองค์ คือ "บ่อย" ไหนๆ ก็ สัญญาณใกล้ครบเเล้ว พระเจ้าน่าจะมีแผนการต่อไปที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน
รู้แต่ในกลุ่มคริสเตียนแท้  อะไรแบบประมาณนี้ ก็ช่วยแบ่งปันเพื่อนร่วมโลกให้รู้ตามด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 2
มีวิธีเดียวที่จะได้ คำตอบนี้ ทั้งหมดแบบรู้แน่แก่ใจตัวคุณเอง
เป็น คริสชน คริสเตียน หรือ คริสตัง แล้วค่อยๆศึกษาใช้เวลาหน่อย
ให้พระเจ้าเป็นจริงในชีวิตคุณ ไว้วางใจในพระองค์ หลายคำถามนี้จะไม่ต้องตอบ

ความคิดเห็นที่ 3
หมายถึงความเชื่อในทางคริสต์เหรอครับ พระเจ้ากลับมาบนโลก??
ถ้าในทางอิสลามนั้น ผู้ที่กลับมาบนโลกคือ นบีอีซา หรือ พระเยซูครับ ซึ่งท่านเป็นศาสดาไม่ใช่พระเจ้าครับ
ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร(ตามความเชื่อศาสนาอิสลาม)ลองอ่านตามลิ้งด้านล่างนี้ครับ
http://piwdee.net/webboard/index.php?topic=1306.0

ความคิดเห็นที่ 5
หากการอธิษฐานเพื่อเนื้อหนังกับโลกทางร่างกายและความทุกข์ จะเป็นความจริงอย่างที่ใครพูดขอตามการสวดอธิษฐาน  การกระทำตามแผนการของพระเจ้าซึ่งเหมือนดวงดาราที่นับไม่หมด ก็คงไม่มี   อย่างนั้นก็จงไกลจากพระองค์เสียเถิด   พระเจ้าสถิตอยู่กับเราเหมือนโลหิตที่ดีอยู่  พระองค์เป็นชีวิต     แต่การอธิษฐานขอที่ผิด สิ่งนั้นซึ่งเป็นการเฝ้ารอก็ผิดด้วย   สิ่งที่เขารำพันเป็นเหมือนกับคราบเลือดที่แห้งเกรอะกรังอยู่บนปากแผล   จงบอกให้เขาดูในหนังสือฟิเลโมน  หากเขาผู้นั้นเพียรแต่อธิษฐานขอเป็นการทดลอง โดยที่ไม่ได้คุกเข่า

ความคิดเห็นที่ 7
โลกมันก็ต้องถึงจุดจบแน่ๆ แต่จะเมื่อไรไม่มีใครรู้ ตามหลักอนิจจัง
พระเจ้าจะมีหรือไม่ผมยังไม่รู้ ถ้ามีพระเจ้าอาจเป็นคนตั้งกฏฟิสิกส์ที่เป็นพื้นฐานของจักรวาล
แต่ผมเชื่อในหลักอนิจจัง ถ้าพระเจ้ามีจริง ท่านคงต้องอยู่ในหลักอนิจจังอยู่ดี

ความคิดเห็นที่ 10
คุณอยากมีทุกข์น้อยลงก็ฝึกตนให้เป็นโสดาบันสิครับ ด้วยการเดินตามอริยมรรคมีองค์ 8 เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความทุกข์ของโสดาบันมีเท่ากับฝุ่นที่ติดปลายเล็บเมื่อเทียบกับความทุกข์ของคนทั่วไปที่เท่ากับพื้นปฐพีในโลกนี้

ความคิดเห็นที่ 11
คำถามดูตื่นเต้นและจริงจังมากทีเดียวครับ แน่นอนว่าหากเราไม่ยึดพระคำภีร์เป็นหลัก การเดาทางกิจการของพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์ (หรือ พระจิตเจ้า ) คงมั่วแน่ๆ
พระเยซูก็ตื่นเต้นใจจดใจจ่อมากกว่าเราทุกคนแน่นอนครับ เพราะพระองค์อยากจะมารับและอยู่กับผู้ที่รักพระองค์มากๆ มีหลายอย่างที่พระเยซูทรงปูทางไว้แล้ว และยุคนี้เป็นยุคแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทำงานร่วมกับผู้รับบัพติสมาเหมือนในห้องชั้นบนเพื่อทำการยิ่งใหญ่ของพระองค์
ศึกษาจากตรงนี้ได้นะครับ
https://www.youtube.com/NewHopeIC
http://www.pslaosermon.com/
http://www.pslaosermon.com/audio.php?cat_series=คำสั่ง5ประการสำหรับคริสตจ้กรยุคสุดท้าย

ความคิดเห็นที่ 13
ก่อนอื่นอยากจะให้แยกเรื่องการล้างโลกกับวาระสุดท้ายของโลกออกจากกันก่อน  เพราะทั้งสองสิ่งนี้เหมือนจะคล้ายกัน  เพราะมนุษย์จะตายหมดเหมือนกัน  แต่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิงครับผม...
การล้างโลกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากบาปของมนุษย์มีมากเหลือเกินจนคนดีจะไม่เหลืออยู่บนโลก พระเจ้าจะทำการคัดเลือกบุคคลที่พระเจ้าเห็นว่าดีและเชื่อฟังพระเจ้ามาครอบครัวหนึ่งให้เป็นผู้สืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไป ส่วนมนุษย์คนอื่นทั้งหมดก็จะฆ่าทิ้งทั้งหมดโดยกลวิธีการต่างๆกัน ซึ่งยุคสมัยนี้ใช้น้ำไม่ได้ถ้าใช้น้ำจะฆ่าได้ไม่หมด แต่ถ้าใช้ไฟยังจะฆ่าได้หมดอยู่ ซึ่งถือว่าพระเจ้าใจดีมากๆแล้วเพราะก่อนยุคมนุษย์เวลาไดโนเสาร์กลายเป็นตัวชั่วร้ายทีนึงพระเจ้าก็จะต้องเปลี่ยนยุคแบบฆ่าทิ้งทั้งหมดแล้วสร้างตัวใหม่ขึ้นมา ตัวเก่าๆไม่เก็บไว้ซักตัวแถมวิธีการฆ่าก็โหดร้ายทารุน ให้อุกกาบาตตกลงมาเกิดฝุ่นปกคลุมท้องฟ้าแล้วให้ไดโนเสาร์ค่อยๆอดอาหารตายอย่างช้าๆ เป็นเพราะพระเจ้าองค์ก่อนสร้างพระเจ้าองค์นี้ขึ้นมาโดยใช้เพียงชิ้นกระดูกแค่นั้นพระเจ้าเลยมีพลังน้อยแล้วมีลักษณะหวงพลัง เวลาจะทำอะไรที่ใช้พลังมากๆก็มักจะเลี่ยงไม่ทำ พอมีมนุษย์ขึ้นมาถือว่าพระเจ้าใจดีขึ้นมาเยอะ

ซึ่งถ้าล้างโลกแล้วโลกจะดีขึ้นอย่างไรก็คงไม่ดีอะไรขึ้นมากก็คงเป็นอย่างนี้แหล่ะ 555 แต่เนื่องจากสังคมยังเป็นสังคมเล็กๆดังนั้นพลังความชั่วร้ายมันก็จะเป็นพลังเล็กๆไปด้วย  มันก็จะกำจัดง่ายขึ้น แต่ยังไงปัญหามันก็ยังมีอยู่ดีเพราะว่าพลังของเทพเอาชนะลูกสมุนของมารไม่ได้  แล้วสมุนของมารนี่แหล่ะที่มาคอยสร้างปัญหาสร้างความชั่วร้ายให้กับโลก ยิ่งพระเทวทัตนี่โอ้... ทรงพลังมากกกก... ไม่รู้พระพุทธเจ้าเคยเอาชนะได้ยังไง 555... แต่ถึงแม้พระเจ้าจะสามารถกำจัดสมุนของมารได้แต่มารก็มีพลังพอที่จะทำลายพระเจ้าได้ หากพระเจ้าจะกำจัดสมุนของมาร มารจะสามารถอาศัยจังหวะนั้นทำลายพระเจ้าได้ ทำให้พระเจ้าต้องปล่อยให้สมุนของมารก่อกวนปั่นป่วนโลกต่อไป แต่ทางทฤษฎีแล้วมันก็มีทางแก้อยู่ตรงที่ว่าเมื่อพลังของพระนารายณ์ตื่นขึ้นมาแล้วถึงแม้จะยังเอาชนะมารไม่ได้ แต่ถ้าพระนารายณ์ได้กับเมียของพระนารายณ์แล้วพลังจะเพิ่มขึ้นจนเป็นรองจากพระเจ้าเพียงองค์เดียวก็จะทำให้พระนารายณ์สามารถเอาชนะสมุนของมารได้ (เมียพระนารายณ์มีลักษณะกัลยานิมิตรครบทั้ง 4 ประการ ซึ่งลักษณะกัลยานิมิตรนี้เป็นลักษณะที่ดีของผู้หญิงคู่กับลักษณะมหาบุรุษของผู้ชาย หากว่ามีครบทั้ง 4 ประการจะมีความสามารถเพิ่มพลังให้กับชายอันเป็นที่รักได้) ยิ้ม

ความคิดเห็นที่ 14

ส่วนเรื่องวาระสุดท้ายของโลกนั้นเกิดจากว่าเวลานี้ใกล้ถึงการสิ้นกัปแล้ว พระเจ้าใกล้ที่จะหมดอายุขัยแล้วซึ่งหากว่าพระเจ้าจะหมดอายุขัยพระเจ้าจะทำลายทั้ง 3 โลก แล้วเลือกเทพองค์หนึ่งมาสืบทอดพลังในการสร้างและปัญญาในการสร้างเป็นพระเจ้าองค์ต่อไป แล้วพระเจ้าองค์ต่อไปก็จะสร้างโลกและสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นตัวใหม่ทั้งหมดไม่มีการเอาตัวเก่าในกัปก่อนไปเกิดใหม่ในกัปใหม่ เพราะพลังจากการดับสลายของโลกจะพัดเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ๆแตกดับไปทั้งหมดถึงระดับวิญญาณเลยทีเดียวซึ่งจะเป็นความตายโดยสมบูรณ์ประดุจนิพพานที่ไม่สามารถชุบชีวิตให้คืนชีพใหม่ได้ 555 ดังนั้นพวกเราๆที่เหมือนว่าจะเดินเล่นกินเที่ยวกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าพวกเราทุกคนได้ตายลงไปอย่างสมบูรณ์แล้ว -_-"
แต่ช่างบังเอิญเหลือนี่กระไรที่พอดี๊พอดีพระนารายณ์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนที่พระเจ้าจะสิ้นอายุขัยพอดี๊พอดีอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นทางรอดเดียวของมนุษย์ก็เลยกลายเป็นจะต้องบรรลุอรหันต์ในยุคพระศรีอาริย์นี้ให้ได้ แม้ว่าการบรรลุอรหันต์นี้สุดท้ายแล้วมันก็นิพพานและตายลงอย่างสมบูรณ์เหมือนกันแต่จะต่างกันตรงที่ว่าการบรรลุอรหันต์จะได้รับ "ความสุขที่แท้จริง" อันเป็น "ความสุขนิรันดร์" ที่ไม่มีทางเสื่อมสลายได้ และจะไม่ได้ "ชีวิตนิรันดร์" เพราะความตายเป็นสิ่งทรงสร้าง สิ่งที่ไม่มีวันตายจะต้องเป็นมาร แม้แต่พระเจ้าก็ยังจะต้องมีวันตาย...
2ปต1:20 จงรู้ข้อนี้ก่อน คือว่าคำพยากรณ์ทุกคำที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์แล้ว ไม่มีใครตีความได้ตามลำพังใจของตนเอง
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: Church Teaching on Relics คำสอนศาสนจักรเกี่ยวกับพระธาตุ เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:01:58 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              Communion of saints  สหพันธ์นักบุญ

To venerate the relics of the saints is a profession of belief in several doctrines of the Catholic faith: (1) the belief in everlasting life for those who have obediently witnessed to Christ and His Holy Gospel here on earth; (2) the truth of the resurrection of the body for all persons on the last day; (3) the doctrine of the splendor of the human body and the respect which all should show toward the bodies of both the living and the deceased; (4) the belief in the special intercessory power which the saints enjoy in heaven because of their intimate relationship with Christ theKing; and (5) the truth of our closeness to the saints because of our connection in the communion of saints we as members of the Church militant or pilgrim Church, they as members of the Church triumphant.

การคารวะพระธาตุของนักบุญ เป็นการปฏิบัติตามความเชื่อในคำสอนหลายข้อของความเชื่อคาทอลิก คือ (1)  ความเชื่อในชีวิตนิรันดรสำหรับคนเหล่านั้นที่เป็นพยานอย่างนบนอบต่อพระคริสตเจ้าและพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ที่นี่บนโลกนี้  (2)  ความจริงของการฟื้นคืนชีพของร่างกายสำหรับทุกคนในวันสุดท้ายของโลกนี้  (3)  คำสอนของความวิเศษงดงามของร่างกายมนุษย์และการคารวะ ซึ่งคนทั้งหมดควรแสดงต่อร่างต่างๆของทั้งผู้เป็นและผู้ตาย  (4)  ความเชื่อในพลังอำนาจวอนขอพิเศษ ซึ่งบรรดานักบุญทั้งหลายชื่นชมในสวรรค์ เพราะความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระคริสตเจ้า องค์ราชา และ (5)  ความจริงเรื่องความใกล้ชิดกับนักบุญ เพราะความผูกพันในสหพันธ์นักบุญ โดยที่เราเป็นสมาชิกของหน่วยทลวงของศาสนจักรหรือศาสนจักรที่กำลังจาริกอยู่  พวกเขาเป็นสมาชิกของศาสนจักรที่ประสพชัยชนะอยู่แล้ว.

The relics of the saints and their veneration is just another in the long line of treasures which Jesus Christ has given to His chaste bride, the Church. These relics summon us to appreciate more profoundly not only the heroic men and women, boys and girls who have served the Master so selflessly and generously, but especially the love and mercy of the Almighty who called these His followers to the bliss of unending life in His eternal kingdom.

พระธาตุของบรรดานักบุญและการให้เกียรติคารวะแก่พวกท่าน เป็นอีกอย่างที่อยู่ในแถวยาวของมหาสมบัติ ที่พระเยซูคริสตเจ้าได้ประทานให้แก่เจ้าสาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องของพระองค์ คือพระศาสนจักร   พระธาตุเหล่านี้เรียกร้องพวกเราให้ทำความเข้าใจลึกกว่านี้ ไม่เพียงชายและหญิงผู้เป็นยอดวีรขน  เด็กชายหญิงที่ได้รับใช้เจ้านายอย่างไม่เห็นแก่ตัวและอย่างใจกว้าง  แต่ เป็นต้น ความรักและความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าที่เรียกร้องคนเหล่านี้ว่าสานุศิษย์ของพระองค์ ไปสู่ความสุขสำราญบานใจของชีวิตที่ไม่รู้จบในอาณาจักร์นิรันดีของพระองค์

Acknowledgement

Saunders, Rev. William. "Church Teaching on Relics." Arlington Catholic Herald.
This article is reprinted with permission from Arlington Catholic Herald.

The Author ผู้เขียน -- คุณพ่อ วิลเลียม ซอนเดอร์ส  คณบดี Notre Dame Graduate School of Christendom College และเจ้าอาวาสวัดแม่พระแห่งความหวัง ที่สเตอร์ลิง เวอร์จีเนีย สหรัฐ

Father William Saunders is dean of the Notre Dame Graduate School of Christendom College and pastor of Our Lady of Hope Parish in Sterling, Virginia. The above article is a "Straight Answers" column he wrote for the Arlington Catholic Herald. Father Saunders is also the author of Straight Answers, a book based on 100 of his columns and published by Cathedral Press in Baltimore.

เรื่องแถม...

FOR ALL THE SAINTS !!!  สำหรับนักบุญทุกท่าน !!!

As the story goes, a priest assigned to a poor parish in a poverty stricken mountain community of northern Italy was approached by the town council. The council wanted to improve the lives of the population by bringing in tourist dollars. However, the town had nothing to attract outsiders to the community for a visit. They thought that, perhaps, the good father could obtain the relics of a major saint to place in the church that would bring visitors who would spend their money in local restaurants and hotels.

เรื่องเป็นมาอย่างนี้ คือ  พระสงฆ์องค์หนึ่งได้รับมอบหมายเป็นเจ้าอาวาสวัดจนๆในชุมชนแถบภูเขาที่จนมากในอิตาลีตอนเหนือ ถูกเยือนโดยสภาเมืองเล็กๆนั้น  สภาต้องการปรับปรุงชีวิตของประชากรแถบนั้น ด้วยการหาเงินดอลลาร์จากกลุ่มจาริกแสวงบุญ   อย่างไรก็ดี  เมืองเล็กๆนี้ไม่มีอะไรจะดึงดูดใจคนภายนอกให้เข้ามาเยี่ยมชุมชน  พวกเขาเลยคิดว่า  บางที  คุณพอผู้แสนดีคงสามารถได้พระธาตุของนักบุญสำคัญสักองค์ มาตั้งอยู่ในวัด  ที่อาจนำผู้จาริกมาเยือน ซึ่งน่าจะใช้จ่ายเงินทองของพวกเขาในภัตตาคารต่างๆและบรรดาโรงแรมของหมู่บ้าน

The priest agreed to give it a try and set off for Rome. After days of visiting church after church he was approached by a rather swarthy looking character who ask the father if he was searching for relics.

คุณพ่อเจ้าวัดตกลงยินยอมลองดูและเริ่มเดินทางไปกรุงโรม  หลังจากหลายวันในการไปเยี่ยมวัดหลังแล้วหลังเล่า ก็มีนายคนหนึ่งท่าทางค่อนข้างผิวคล้ำกำยำ ซึ่งถามคุณพ่อว่ากำลังหาพระธาตุใช่หรือไม่

The priest responded, "Yes, my son, I am looking for the relics of an important saint to take back to my village but have found nothing. Tonight I must return home empty handed."

คุณพ่อรีบตอบว่า “ ใช่แล้ว ลูกพ่อ  พ่อกำลังหาพระธาตุของนักบุญสำคัญซักองค์ เพื่อนำกลับไปหมู่บ้านของพ่อ แต่หาไม่เจอเลย  คืนนี้ พ่อต้องกลับบ้านมือเปล่าแน่แล้วลูก “

"Father, this is your lucky day!" responded the man. "It just so happens that I have recently acquired the head of Saint John the Baptist and for a moderate sum, to cover my expenses, the head is yours."

“ คุณพ่อ  วันนี้เป็นวันโชคดีของคุณพ่อ ! “  ชายร่างยักษ์ตอบ “ พอดีเกิดเหตุการณ์ที่ว่าเมื่อเร็วๆนี้ ผมได้ศีรษะนักบุญยอห์นแบ๊บติส และคิดราคาไม่มาก เพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายก็พอ  ศีรษะนี้เป็นของคุณพ่อ ครับ “

"But my good man, isn't the head of John the Baptist held at the church of San Silvestro here in Rome?" inquired the priest.

“ แต่ คุณผู้ใจดีครับ  ศีรษะของนักบุญยอห์นแบ๊บติสมิได้อยู่ที่วัดนักบุญซิลเวสโตรที่นี่ในกรุงโรมดอกหรือ? คุณพ่อถามกลับ.

"Ah, yes, Father, but the head in San Silvestro is the head of St. John as an adult. I happen to have the head of St. John as a child."

“ ใช่ครับ คุณพ่อ  แต่ศีรษะที่วัดซาน ซิลเวสโตรนั้นเป็นศีรษะของนักบุญยอห์นตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับ  ที่ผมได้มาที่นี่เป็นศีรษะของนักบุญยอห์นตอนเป็นเด็กเล็กนะครับ “

                                                                                        …………………………………………………………………..

 
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Church Teaching on Relics คำสอนศาสนจักรเกี่ยวกับพระธาตุ เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2016, 11:31:28 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                            Church Teaching on Relics คำสอนศาสนจักรเกี่ยวกับพระธาตุ

REV. CHARLES MANGAN – คุณพ่อ ชาร์ลส์ แมนแกน
Alan Petervich  May 3, 2016

Some people think the Catholic Church abandoned her teaching on relics after Vatican II. However, a quick glance at the Code of Canon Law, published by authority of Pope John Paul II in 1983, reveals that the Church very much considers sacred relics to be important and significant in the life of the Church (cf. canons 1186-1190). Just what are relics and what meaning do they have for disciples of Jesus Christ?

บางคนคิดว่าศาสนจักรคาทอลิกได้ละทิ้งคำสอนเกี่ยวกับพระธาตุแล้ว หลังการประชุมสังคายนาวาติกันที่ II  อย่างไรก็ดี  มองผ่านเร็วๆที่ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  ที่จัดพิมพ์เผยแพร่ด้วยอำนาจบริหารพิเศษ ของพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ II ในปี 1983  เปิดเผยว่า พระศาสนจักรพิจารณามากทีเดียวถึงพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ ว่าสำคัญและมีความหมายในชีวิตของพระศาสนจักร ( อ้างอิง มาตรา 1186-1190)  ว่าอะไรคือพระธาตุและพระธาตุเหล่านั้นมีความหมายอะไรสำหรับสานุศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า?

Can.1186 To foster the sanctification of the people of God the Church recommends to the particular and filial veneration of the Christian faithful the Blessed Mary ever Virgin, the Mother of God, whom Christ established as the Mother of the human race; it also promotes true and authentic devotion to the other saints by whose example the Christian faithful are edified and through whose intercession they are sustained.
Can.1187 Veneration  through public cult is permitted only to those servants of God who are listed in the catalog of the saints or of the blessed by the authority of the Church.
Can.1188 The practice of displaying sacred images in the churches for the veneration of the faithful is to remain in force; nevertheless they are to be exhibited in moderate number and in suitable order lest they bewilder the Christian people and give opportunity for questionable devotion.
Can.1189 Whenever valuable images, that is, those which are outstanding due to age, art or cult, which are exhibited in churches or oratories for the veneration of the faithful need repair, they are never to be restored without the written permission of the ordinary who is to consult experts before he grants permission.
Can.1190 $1. It is absolutely forbidden to sell sacred relics.
$2. Significant relics or other ones which are honored with great veneration by the people cannot in any manner be validly alienated or perpetually transferred without the permission of the Apostolic See.
$3. The prescription of $2 is also applicable to images in any church which are honored with great veneration by the people.

มาตรา ๑๑๘๖ เพื่อส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ของประชากรพระเจ้า พระศาสนจักรสนับสนุนให้คริสตชนแสดงความเคารพพิเศษ และเยี่ยงบุตร ต่อพระนางมารีย์พรหมจารีย์เสมอพระมารดาพระเจ้า ซึ่งพระคริสต์ทรงแต่งตั้งให้เป็นมารดาของมนุษย์ทุกคน และยังสนับสนุนให้แสดงความเคารพจริง และแท้ต่อนักบุญอื่นๆ อันที่จริง คริสตชนได้รับการเสริมสร้างจากตัวอย่างของนักบุญ และได้รับการค้ำจุนจากการเสนอวิงวอนของท่านด้วย
มาตรา ๑๑๘๗ เฉพาะบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้ในทะเบียนนักบุญ  หรือบุญราศรีโดยอำนาจของพระศาสนจักรเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้แสดงความเคารพสาธารณะ
มาตรา ๑๑๘๘ ให้คงไว้ซึ่งการปฏิบัติในการตั้งรูปศักดิ์สิทธิ์ในวัด เพื่อให้คริสตชนแสดงความเคารพ ถึงกระนั้นก็ดี ให้ตั้งรูปเหล่านั้นในจำนวนที่พอควร และตามลำดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ปลุกเร้าให้ประชากร คริสตชนเกิดความพิศวง ทั้งเพื่อไม่เปิดโอกาสให้เกิดมีความศรัทธาที่ไม่สู้ถูกต้อง
มาตรา ๑๑๘๙ รูปภาพที่มีค่าสูง กล่าวคือ ที่ประเสริฐเพราะความเก่าแก่ เพราะศิลปะ หรือเพราะการเคารพบูชา ที่ตั้งไว้ในวัดหรือวัดน้อย เพื่อให้คริสตชนแสดงความเคารพถ้าเมื่อจำเป็นต้องซ่อมแซม อย่าซ่อมแซมเด็ดขาด โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ ซึ่งต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนให้อนุญาต
มาตรา ๑๑๙๐ วรรค ๑  ห้ามขายพระธาตุศักดิ์สิทธิ์อย่างเด็ดขาด
วรรค ๒ พระธาตุที่เด่น และเช่นเดียวกัน พระธาตุอื่นๆ ที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากประชาชน ไม่สามารถถ่ายโอนให้ผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ทั้งไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปอย่างถาวร โดยมิได้รับอนุญาตจากสันตะสำนัก
วรรค ๓ ข้อกำหนด วรรค ๒ ใช้ได้ด้วยสำหรับรูปภาพ ที่ในบางวัดได้รับความเคารพอย่างสูงจากประชาชน

 Just what are relics and what meaning do they have for disciples of Jesus Christ?                                                                                                                                         
ว่าอะไรคือพระธาตุและพระธาตุเหล่านั้นมีความหมายอะไรสำหรับสานุศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า?

The word relic comes from the Latin relinquo, literally meaning I leave, or I abandon. A relic is a piece of the body of a saint, an item owned or used by the saint, or an object which has been touched to the tomb of a saint. Traditionally, a piece of the body of a saint, especially that of a martyr, may be with the permission of the local ecclesiastical authority used in solemn processions recalling the specific holy person.
คำว่า relics มาจากคำลาตินว่า relinquo ตามอักษรแปลว่า ข้าพเจ้าปล่อยไว้  หรือ ข้าพเจ้าละทิ้ง   พระธาตุเป็นชิ้นส่วนของร่างกายของนักบุญองค์หนึ่ง  สิ่งที่นักบุญเป็นเจ้าของหรือเคยใช้  หรือสิ่งหนึ่งซึ่งไปแตะต้องคูหาฝังศพนักบุญ  ตามประเพณี  ชิ้นส่วนจากร่างของนักบุญ  เป็นต้นท่านที่เป็นมรณสักขี  อาจเป็นการอนุญาตจากผู้ใหญ่ทางศาสนาท้องถิ่นเคยนำเข้าขบวนแห่อย่างสง่า ถือว่าเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์พิเศษ

It may seem strange that Christianity, which so adheres to the belief in the resurrected body after the final judgment, should attach VENERATION to body parts of the faithful departed. But as Dom Bernardo Cignitti, O.S.B., once wrote, In a religion as spiritually centered as Christianity, the remains of certain dead are surrounded with special care and veneration. This is because the mortal remains of the deceased are associated in some manner with the holiness of their souls which await reunion with their bodies in the resurrection.
มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกที่ว่า ศาสนาคริสต์ ซึ่งยึดติดกับความเชื่อในร่างกายที่กลับคืนชีพหลังการพิพากษาสุดท้าย  ควรให้ความเคารพต่อส่วนต่างๆของร่างกายที่จากไปของสัตบุรุษ   แต่ เหมือนที่คุณพ่อ แบร์นาโด ชินิตตี O.S.B. ครั้งหนึ่งเคยเขียนไว้ว่า  ในศาสนาที่รวมศูนย์ทางจิตวิญญาณเช่นศาสนาคริสต์  ทรากร่างของผู้ตายบางคนถูกรุมล้อมด้วยความเอาใจใส่และการแสดงการคารวะพิเศษ  นี้อาจเป็นเพราะว่าทรากที่ตายแล้วของผู้ถึงแก่กรรม อาจสัมพันธ์บางประการกับความศักดิ์สิทธิ์ของวิญาณของพวกเขา ซึ่งรอการคืนเข้าร่วมกับร่างกายของพวกเขาในการฟื้นคินชีพ.

Venerable history  ประวัติการคารวะพระธาตุ

The VENERATION of sacred relics has a long history in the Church. It is commonly held that the first account of such veneration stretches back to the martyrdom of St. Polycarp, bishop and martyr, who was killed by being burned at the stake in the amphitheater at Smyrna around the year 155 A.D. One such reference, which comes from the Office of Readings assigned to the memorial of St. Polycarp (February 23) in the Liturgy of the Hours, states: When the pyre was ready, Polycarp took off all his clothes and loosened his undergarment. He made an effort also to remove his shoes, though he had been unaccustomed to this, for the faithful always vied with each other in their haste to touch his body. Even before his martyrdom he had received every mark of honor in tribute to his holiness of life.
การคารวะพระธาตุศักดิ์สิทธิ์มีประวัติยาวนานในพระศาสนจักร  มันเป็นธรรมดาที่ยึดถือกันว่า เรื่องแรกของการคารวะเช่นนั้น แผ่กว้างกลับไปยุคความเป็นมรณสักขีของนักบุญโปลีคาร์ป พระสังฆราชและมรณสักขี ซึ่งถูกฆ่าตายด้วยการถูกเผาบนกองฟอนในสถานแสดงมหรศพที่เมืองสเมอร์นา ประมาณปี  ค.ศ. 155   การอ้างอิงประการหนึ่งนั้น ซึ่งมาจากสำนักบันทึกอักษร ที่ตั้งขึ้นเพื่อความทรงจำของนักบุญโปลีคาร์ป ( 23 ก.พ.) ในบทสวดประจำเวลา  ยืนยันว่า : เมื่อกองฟืนพร้อม โปลิคาร์ปถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก  คลายเสื้อชั้นในของท่าน  ท่านพยายามถอดรองเท้ามั้งสองข้าง แม้ว่าโดยปกติจะไม่คุ้นเคยกับการกระทำเช่นนั้น  เนื่องจากบรรดาสัตบุรุษต่างแข่งกันรีบร้อนมาใกล้ท่านเพื่อแตะต้องกายของท่าน  แม้ก่อนการถูกฆ่าเป็นมรณสักขีของท่าน ท่านได้รับสัญลักษณ์การให้เกียรติทุกประการที่ให้เพราะความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของท่าน.

The Fathers of the Church take up the theme of the reverence paid to the sacred relics as early as the fourth and fifth centuries. By the 1100s, relics were being VENERATED in churches and shrines which attracted numerous pilgrims. As time went on, the clothing and personal effects of holy men and women and boys and girls of the Lord were also enshrined. Abbot Cignitti observed: This was because of the widespread belief, beyond measure in the centuries of the early Middle Ages, that the wonder-working power of the saint was to be found not only in the entire body but also in every part of it and in objects that had been in contact with his person.
เหล่าพระบิดรของพระศาสนจักรถือเอามิติของการคารวะถวายแด่พระธาตุศักดิ์สิทธิ์แรกเริ่มประมาณศตวรรษที่สี่และที่ห้า  ในช่วงปี 1100 พระธาตุได้รับการคารวะในวัดต่างๆและในปูชณียสถาน ซึ่งดึงดูดผู้จาริกแสวงบุญจำนวนมาก  เมื่อเวลาผ่านไป  เสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องใช้ส่วนตัวของชายหิงผู้ศักดิ์สิทธิ์รวมทั้งเด็กชายหญิงของพระเจ้าถูกนำเข้ามาเก็บไว้ในปูชนียสถานด้วย   ท่านสมภาร Cignitti ให้ข้อสังเกตุว่า  นี้เป็นเพราะความเชื่อที่แพร่หลายออกไป เหนือมาตรการในศตวรรษยุคกลางเริ่มแรก  ว่า พลังอำนาจที่บรรดาลสิ่งประหลาดของนักบุญ จะพบได้ มิใช่เพียงในร่างทั้งครบของท่านเท่านั้น แต่ยังปรากฎในทุกส่วนของร่างนั้น และในสิ่งของต่างๆที่แตะต้องกับตัวท่านเอง

After the death of Emperor Constantine (fourth century), cases of wood, ivory, and various metals containing relics were deposited in altars at the time of their dedication or buried near the tombs of the dead or even worn around the neck. It is well-known that altars at the time of their consecration by the bishop were to have inserted a relic of a saint, preferably a martyr, which was kissed by the priest as he began to offer the Holy Sacrifice of the Mass. It is still earnestly recommended that every altar possess a relic of one of the saints.
หลังการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิคอนสตันติน (ศควรรษที่สี่)  กล่องไม้  งาช้าง และโลหะชนิดต่างๆที่บรรจุพระธาตุ ถูกนำมาบรรจุในพระแท่นทำมิสซาในเวลาของการอุทิศวัดเป็นชื่อท่าน หรือฝังบรรจุใกล้คูหาของผู้วายชนม์ หรือแม้นำมาห้อยคอ  เป็นที่ทราบกันดีว่าพระแท่นทำพิธีมิสซาในสมัยของการเสกวัดโดยพระสังฆราช จะต้องมีพระธาตุของนักบุญใส่เข้าไว้ในพระแท่นเหล่านั้น  ที่นิยมมากก็คือพระธาตุของมรณสักขีองค์หนึ่ง  ซึ่งพระสงฆ์ผู้ทมิสซาจะจูบเมื่อพระสงฆ์เริ่มถวายพิธีบูชามิสซา  สิ่งนี้ยังคงได้รับการแนะนำทางปฏิบัติอย่างร้อนรนว่า ทุกพระแท่นต้องมีพระธาตุของนักบุญองค์หนึ่งบรรจุอยู่

First-class doctrine  คำสอนชั้นแรก

There are three classes of sacred relics. The first-class is a part of the saints body. (It is this type which is placed in an altar stone.) The second-class is a piece of the saints clothing or something used by the saint, while the third-class is an object which has been touched to a first-class relic.
พระธาตุศักดิ์สิทธิ์มีอยู่สามชั้น  ชั้นแรกเป็นส่วนของร่างกายนักบุญ ( เป็นชนิดที่วางบรจุในพระแท่นในก้อนหินพระแท่น )  ชั้นที่สองเป็นชื้นส่วนของเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออะไรก็ตามที่นักบุญเคยใช้สรอย  ขณะที่ชั้นสามคือวัตถุที่ไปแตะต้องพระธาตุชั้นหนึ่งของนักบุญ

Isnt the VENERATION of relics optional for Catholics? Must the Catholic faithful really esteem the bodies of the saints? Once and for all, the Council of Trent (16th century) responded to the claims of the reformers that both the VENERATION of the saints and their relics is contrary to Sacred Scripture. The Council taught: Also the holy bodies of the holy martyrs and of the others who dwell with Christ . . . are to be honored by the faithful.
การคารวะพระธาตุเป็นการบังคับคาทอลิกให้ปฏิบัติหรือไม่?  สัตบุรุษคาทอลิกทุกคนต้องให้ความนับถือร่างกายของนักบุญจริงๆหรือ?  ครั้งเดียวและทุกครั้ง  สภาสังคายนาเตรนโต (ศตวรรษที่สิบหก) ตอบต่อข้อเรียกร้องของนักฟื้นฟูว่า ทั้งการแสดงคารวะต่อนักบุญและพระธาตุของพวกเขา ตรงข้ามกับพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์  สภาสังคายนาสอนว่า : ทั้งร่างกายศักดิ์สิทธิ์ของมรณสักขีผู้ศักดิ์สิทธิ์ และของใครก็ตามที่อยู่ในพระคริสตเจ้า...ต้องได้รับได้รับการคารวะให้เกียรติโดยสัตบุรุษเสมอ.

There are several scriptural passages that support the veneration of relics. For example, the Israelites took Josephs bones when they departed Egypt EX. 13:19). The bones of Elisha came in contact with a dead person who then was raised to life (2 Kings 13:21). The same Elisha took the mantle of Elijah and fashioned a miracle with it (2 Kings 2:13). The Christians of Ephesus, by using handkerchiefs and cloths touched to St. Pauls skin, effected the healing of the sick (Acts 19:12).
มีหลายตอนในพระคัมภีร์ที่สนับสนุนการคารวะพระธาตุ  ตัวอย่างเช่น  ชาวอิราเอลได้นำกระดูกของโจเซฟไปด้วยเมื่อพวกเขาออกจากอียิปต์ ( อพยพ 13:19 )  กระดูกของเอลิชาถูกนำมาแตะร่างผู้ตายคนหนึ่งซึ่งจากนั้นถูกยกชูสู่ชีวิตอีก ( 2 Kings 13:21)  เอลิชาเดียวกันนี้เองรับเอาเสื้อคลุมของเอลิยาอ์และทำให้เกิดอัศจรรย์ด้วยเสื้อคลุมนี้ ( 2Kings 2:13)  คริสตชนชาวเอเฟซัส โดยใช้ผ้าห้อยมือและเสื้อผ้าแตะต้องผิวของนักบุญเปาโล  ก็เกิดการบำบัดรักษาคนเจ็บป่วย ( กิจการ  19:12 )
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สุดช็อก!! รอยเตอร์แฉ “มือแฮกเกอร์” ฉกเงิน ธ.กลางบังกลาเทศ 81 ล้านดอลลาร์ เมื่อ: เมษายน 26, 2016, 12:06:03 AM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                         สุดช็อก!! รอยเตอร์แฉ “มือแฮกเกอร์” ฉกเงิน ธ.กลางบังกลาเทศ 81 ล้านดอลลาร์
                                                                                เจาะผ่านระบบ SWIFT ที่มีสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ร่วมกัน รวมถึงในไทย


โดย MGR Online   
25 เมษายน 2559 21:37 น. (แก้ไขล่าสุด 25 เมษายน 2559 21:58 น.)

                                                                  http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000042045

      รอยเตอร์/MGRออนไลน์ – รอยเตอร์ออกรายงานพิเศษ ระบุพบถึงช่องทางที่โจรแฮกเกอร์ได้ทำการขโมยเงินทุนสำรองเงินตราสำรองต่างประเทศจากธนาคารกลางบังกลาเทศร่วม 81 ล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ คาดว่า น่าจะมาจากโจรไฮเทคสามารถเจาะระบบการเงินโลก SWIFT ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสถาบันการเงินทั่วโลก รวมไปถึงไทย ด้าน SWIFT ยอมรับว่า มีมัลแวร์โจมตีระบบ client software "Alliance Access" จริง แต่ออกแถลงการณ์ยืนยันในวันจันทร์(25 เม.ย)จะปล่อยซอฟต์แวร์เวอร์ชันอัพเดตเพื่อแก้ไขความผิดพลาด พร้อมกับออกแถลงการณ์คำเตือนเร่งด่วนไปยังสถาบันการเงินต่างๆให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยระบบ
       
        รอยเตอร์รายงานวันนี้(25 เม.ย)ว่า ทีมนักวิจัยจากบริษัทด้านความมั่นคงอังกฤษ BAE Systems ออกมาชี้ว่า เงินทุนสำรองเงินตราสำรองต่างประเทศจำนวน 81 ล้านดอลลาร์ที่ถูกโจรกรรมออกมาจากธนาคารกลางบังกลาเทศสำเร็จ น่าจะเกิดจากโจรแฮกเกอร์ใช้ช่องทางผ่านระบบการเงินโลก SWIFT
       
        ทั้งนี้นาตาชา เดเทอแรน( Natasha Deteran) โฆษก SWIFT ที่มีสถาบันการเงินร่วม 3,000 แห่งเป็นเจ้าของออกมายอมรับกับรอยเตอร์ว่า มีมัลแวร์ลึกลับโจมตีระบบ client software ของทาง SWIFT จริง แต่ทว่าได้กำหนดการแก้ไขโดยการที่จะปล่อยซอฟแวร์เวอร์ชันอัพเดตเพื่อทำการแก้ไขและอุดช่องโหว่ในวันจันทร์(25 เม.ย) และทาง SWIFT จะออกคำเตือนพิเศษพิเศษไปยังสถาบันการเงินทั่วโลกที่ใช้บริการให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของตัวเอง
       
        รอยเตอร์รายงานว่า หลังจากเกิดเหตุเงินของธนาคารกลางบังกลาเทศได้ถูกโจรกรรมโดยผ่านการโอนจากบัญชีที่ได้ฝากไว้กับธนาคารกลางสหรัฐฯแห่งนิวยอร์ก หรือ “นิวยอร์ก เฟด” ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในการสอบสวนค้นหาความจริงล่าสุด ทำให้เชื่อว่า ระบบการเงินโลก SWIFT ที่ใช้เป็นช่องทางการทำธุรกรรมการเงินระหว่างสถาบันการเงินในการเคลื่อนย้ายทุนนั้น “ดูเหมือนว่าจะเปราะบางกว่าที่คิด” และเหตุนี้ได้ช่วยให้โจรไซเบอร์สามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลบนระบบ client software ของลูกค้าได้สำเร็จ
       
        ทั้งนี้ระบบการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้นิยาม SWIFT หรือ Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication ว่าหมายถึง ระบบสื่อสารด้านการเงินระหว่างธนาคารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงทั่วโลก ที่ให้บริการโดย Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication SWIFT Code เป็นรูปแบบมาตราฐานของรหัสธนาคาร (Bank Identifier Codes-BIC) ที่ใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศ ธนาคารที่ใช้รหัส SWIFT มีมากกว่า 7,500 แห่งทั่วโลกและเมื่อรวมกับธนาคารพันธมิตรที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย BIC จะมีจำนวนธนาคารที่ใช้รหัส SWIFT ในการโอนเงินระหว่างประเทศอีกมากกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก
       
        โดยเดเทอแรนได้ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ในวันอาทิตย์(24 เม.ย)ว่า ทาง SWIFT ได้ออกซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่เพื่อช่วยให้ลูกค้าของ SWIFT ทำให้ระบบซอฟต์แวร์ของตัวเองมีความปลอดภัยมากขึ้น และสามารถที่จะสังเกตพบเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับฐานข้อมูลของตัวเอง
       
        อย่างไรก็ตาม โฆษก SWIFT ยืนยันว่า มัลแวร์ตัวที่ถูกพบนี้ไม่ส่งผลกับ ระบบเครือข่าย SWIFT เน็ตเวิร์ก หรือระบบ “core messaging services”
       
        รอยเตอร์รายงานว่า การออกซอฟต์แวร์อัพเดต และการส่งคำเตือนเร่งด่วนไปยังลูกค้าสถาบันการเงินทั่วโลกของ SWIFT ที่มีฐานใหญ่ในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เกิดขึ้นหลังจากที่ทีมนักวิจัยจาก BAE Systems ได้เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ทางทีมงานได้พบ “มัลแวร์” ที่โจรแฮกเกอร์ธนาคารกลางบังกลาเทศใช้ในการเข้าเจาะระบบเพื่อทำการควบคุมระบบ client software ของ SWIFT ที่รู้จักในชื่อ “Alliance Access”
       
        ซึ่งทาง BAE Systems แถลงว่า จะเปิดเผยการค้นพบครั้งนี้ทางสาธารณะผ่านทางบล็อกในวันจันทร์(25 เม.ย)ที่ทางโจรแฮกเกอร์ใช้ “มัลแวร์” เป็นช่องทางในการปกปิดความเคลื่อนไหวการโจรกรรม และถ่วงเวลาการค้นพบการโจรกรรมเงินของธนาคารกลางบังกลาเทศ
       
        รอยเตอร์รายงานว่า ที่ผ่านมามีการสอบสวนหาตัวกลุ่มผู้รับผิดชอบ แต่ทว่ายังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เชื่อกันว่าทางกลุ่มแฮกเกอร์ได้เจาะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารกลางบังกลาเทศ และสามารถเข้าถึง “credentials” ที่ใช้ในการล็อกออนเข้าสู่ระบบเครือข่าย SWIFT  แต่ทว่าในการค้นพบของทาง BAE Systems กลับชี้ไปในแนวทางว่า ระบบซอฟต์แวร์ SWIFT ของคอมพิวเตอร์ธนาคาร “น่าจะให้การร่วมมือ” เพื่อต้องการทำการลบบันทึก(record)ธุรกรรมที่ไม่ชอบกฎหมาย
       
        ซึ่งผู้อำนวยการแผนกภัยโลกไซเบอร์เน็ตเวิร์กของ BAE Systems เอเดรียน นิช (Adrian Nish) อธิบายว่า มัลแวร์ที่ถูกพบเป็นตัวควบคุม และได้ทำการเปลี่ยนโค๊ดของ ระบบ Alliance Access ของ SWIFT บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของธนาคารกลางบังกลาเทศ เพื่อทำให้แฮกเกอร์สามารถควบคุมความเคลื่อนไหวได้ เป็นต้นว่า ทำการลบบันทึกธุรกรรมที่ทางแฮกเกอร์ได้ส่งออกไปเพื่อร้องขอการโอนเงิน พร้อมกับได้เข้าถึงแมสเสจที่ถูกส่งมาในการขอคำยืนยันคำสั่งการโอนเงินที่ทางกลุ่มแฮกเกอร์ได้ร้องขอ รวมไปถึงการสั่งไม่ให้เครื่องพรินเตอร์พิมพ์ฮาร์ดก็อบปี้เพื่อถ่วงเวลาไม่ให้เจ้าหน้าที่ธนาคารบังกลาเทศรับรู้ถึงการโจรกรรมที่เกิดขึ้น
       
       
        แต่ทว่าด้านตำรวจบังกลาเทศให้ข้อมูลว่า ในการสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจพบมัลแวร์ต้องสงสัยที่ถูกอ้างโดย BAE Systems แต่อย่างใด
       
        รอยเตอร์รายงานต่อว่า ในการเปิดเผยการค้นพบของ BAE Systems ยังรวมไปถึง การให้คำแนะนำด้านเทคนิกที่ทางบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงอังกฤษหวังว่า บรรดาสถาบันการเงินจะสามารถนำไปใช้เพื่อป้องกันหากเกิดเหตุการณ์ที่คล้ายกันในอนาคต ซึ่งสิ่งที่บ่งชี้รวมไปถึง ไอพีแอดเดรสเซิร์ฟเวอร์ที่ออกมาจากอียิปต์ที่โจรแฮกเกอร์กลุ่มนี้ใช้เพื่อมอนิเตอร์การใช้ระบบซอฟต์แวร์ SWIFT ของเจ้าหน้าที่พนักงานธนาคารกลางบังกลาเทศ
       
        ซึ่งในแถลงการณ์ของ BAE Systems ชี้ว่า มัลแวร์ ชื่อ evtdiag.exe ถูกสร้างเพื่อเป้าหมายกลบร่องรอยกลุ่มแฮกเกอร์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนระบบดาต้าเบสของ SWIFT ในการที่ทางธนาคารกลางบังกลาเทศใช้ในการติดตามข้อมูลเกี่ยวกัยคำขอการโอนเงิน
       
        ซึ่งทาง BAE Systems อธิบายว่า มัลแวร์ evtdiag.exe น่าจะถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีที่ทางแฮกเกอร์ใช้ในการโจรกรรม ซึ่งมัลแวร์ตัวนี้จะถูกสั่งให้อินสตอลลงบนเครื่องหลังจากโจรแฮกเกอร์ได้ “credentials” ของผู้รักษาระบบเรียบร้อยแล้ว
       
        แต่อย่างไรในขณะนี้ ยังไม่เป็นที่ปรากฎว่าทางแฮกเกอร์ใช้วิธีการใดในการสั่งโอนเงินสำเร็จ
 

 
 
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ระลึกถึงบ้านเณรปีนัง ผม -- วิจิตร ขอแจมด้วยครับ เมื่อ: เมษายน 23, 2016, 09:06:01 AM
2 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
                                                                                       ระลึกถึงบ้านเณรปีนัง ผม -- วิจิตร ขอแจมด้วยครับ

ขอขอบคุณ คุณ  Nitasakorn Shiwaruangrote (nitasakorn@gmail.com)  ที่กรุณาติดต่อมา เพื่องานรวบรวมกลุ่มเณรตั้งแต่รุ่นแรกของประเทศไทย  จนมาถึงกลุ่มใหญ่ที่กำลังดูกันว่า มีชื่อเรียงเสียงใด  ซึ่งคุณนิทัศกร ก็ขอให้ผมช่วยเคลียร์ด้วย  แต่ผมได้เรียนให้ทราบแล้วว่า  ผมเข้าบ้านเณรบางนกแขวก แล้วเดินทางไปเรียนต่อที่บ้านเณรปีนัง ประมาณ 3 ปีเท่านั้น  ในบางรูปที่นำมาลง  จึงไม่มีรูปภาพของผมปรา กฎในนั้น  ต้องขอเรียนให้ทราบ  เพื่อจะได้เข้าใจในภาพที่ปรากฎ --ครับ

       ก็ดูเท่าที่พอจะทราบว่า ใครเป็นใคร  ใครเดินทางไปหาพระเป็นเจ้าแล้ว  และใครกำลังเตรียมตัว "เดินทางไกล " สุดขอบชีวิต  เอาเป็นว่า  เพื่อนๆที่เหลืออยู่ ส่วนใหญ่ก็คือรูปที่ถ่ายไว้  ส่วนร่างจริงๆแล้วคงจะเจอกันอีกทีก็เป็นตอนที่พระเยซูเจ้าจะเสด็จมาเป็นครั้งที่สองโน่น - ครับ

       ผมพยายามดึงเอาภาพถ่ายมาขยายให้ดูกัน  แต่ทำอย่างไรก็ได้เพียงเท่านี้  จนใจจริงๆครับ   ลองดูครับ :


      
รูปที่ 1 และ 2 ถ่ายที่บ้านเณรบางนกแขวก ปี 1948 หรือ 1949 ยังไม่แน่ใจ
บุคคลหมายเลข 1 (ยืนแถวหลังซ้ายสุด) ชื่ออะไร?



รูปที่ 3 และ 4 เป็นใครครับ


รูปที่ 5 หมายเลข 1 กับ 2 ชื่ออะไรครับ



ที่เหลือ รูปที่ 7 ถึง 17 คนที่มีหมายเลขกำกับปรากฏในรูปหลายรูป แต่ไม่ทราบชื่อ พอทราบมั้ยครับว่าเป็นใคร


 

 

 

6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / กฎหมายใหม่ในการประกาศโมฆะกรรมของการแต่งงาน MITIS JUDEX DOMINUS JESUS เมื่อ: เมษายน 22, 2016, 06:41:05 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                              กฎหมายใหม่ในการประกาศโมฆะกรรมของการแต่งงาน MITIS JUDEX DOMINUS JESUS

                                                                                              THE HOLY SEE สันตะสำนัก
                                            APOSTOLIC LETTER IN THE FORM OF MOTU PROPRIO จดหมายเวียนในแบบอัตณัติ                                                                                           OF THE SUPREME PONTIFF FRANCIS ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
MITIS IUDEX DOMINUS IESUS พระเยซูพระเป็นเจ้า ผู้พิพากษาผู้ทรงเมตตา
ON THE REFORM OF THE CANONICAL PROCESS ว่าด้วยการฟื้นฟูกระบวนการทางกฎหมายพระศาสนจักร
FOR DECLARATION OF NULLITY OF MARRIAGE สำหรับการประกาศโมฆะกรรมของการแต่งงาน
IN THE CODE OF CANON LAW ในประมวลกฎหมายพระศาสนจักร

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร
2
The Gentle Judge, the Lord Jesus, Shepherd of our Souls, entrusted to the Apostle Peter and his
successors the power of the keys to carry out the work of truth and justice; this supreme and
universal power of binding and loosing here on earth affirms, strengthens and vindicates that of
the Pastors of the particular Churches, in accordance with which they have the sacred right and
duty before the Lord to judge their subjects.[1]

ผู้พิพากษาผู้ทรงเมตตา พระเยซูพระเป็นเจ้า  ผู้เลี้ยงวิญญาณของเรา  ได้รับมอบหมายต่อให้เปโตรอัครสาวกและบรรดาผู้สืบทอดอำนาจของกุญแจ เพื่อดำเนินงานของความจริงและความยุติธรรม  อำนาจสูงสุดและสากลในการผูกมัดและปลดปล่อยที่นี่บนโลกนั้น ยืนยัน  เสริมให้แกร่งและพิสูจน์ให้เห็นถึงผู้บริหารศาสนจักรพิเศษ  สอดคล้องกับที่พวกเขามีสิทธิและหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่พระเป็นเจ้าจะพิพากษาบรรดาผู้เป็นประชากรของพระองค์

In the course of the centuries the Church, gaining an ever-clearer understanding of the words of
Christ, has more completely understood and explained the doctrine of the indissolubility of the
sacred bond of marriage, and has developed a system of matrimonial consent and established a
process more fitting to the matter, that ecclesiastical discipline might more and more conform to
the truth of the faith which is professed.

ในช่วงเวลาหลายศตวรรษ พระศาสนจักรที่เข้าใจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในพระวาจาของพระคริสตเจ้า  ได้เข้าใจสมบูรณ์มากขึ้นและได้อธิบายคำสอนของการสลายมิได้ของพันธะศักดิ์สิทธิ์ของการแต่งงานและได้พัฒนาระบบของการให้คำยินยอมในการแต่งงานและได้สถาปนากระบวนการที่เข้ากันได้พอดีกับเรื่องนี้  ที่วินัยทางศาสนจักร อาจยิ่งทียิ่งลงรอยสอดคล้องกับความจริงของความเชื่อซึ่งถือปฏิบัติกัน.

This teaching was always done having as a guide the supreme law of the salvation of souls,[2]
since the church, as Blessed Paul VI, wisely taught is a divine plan of the Trinity, and therefore
all its institutions, although always capable of being improved, ought to aim to transmit divine
grace, and each, by its own function, ought continuously to favor the good of Christ's faithful,
which is the essential purpose of the Church itself.[3]

การสอนนี้ได้ปฏิบัติเสมอโดยมีประดุจผู้นำทางคือกฎหมายสูงสุดของการไถ่วิญญาณให้รอด  โดยที่พระศาสนจักร ตามที่บุญราศีปอล VI ได้สอนอย่างฉลาดว่าเป็นแผนของพระเจ้าพระตรีเอกภาพ และดังนั้นสถาบันเหล่านี้ทั้งหมด  แม้จะสามารถเสมอที่จะได้รับการพิสูจน์  ควรจะตั้งเป้าหมายที่จะส่งผ่านพระหรรษทานของพระเจ้า  และแต่ละคน โดยภาระหน้าที่ของตนเอง  ควรจะเกื้อกูลต่อเนื่องที่จะส่งเสริมสิ่งดีๆของผู้เชื่อในพระคริสต์  ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สำคัญยิ่งยวดของพระศาสนจักรเอง

Aware of this reality, we decided to undertake a reform of the processes for the declaration of
nullity of marriage and for this purpose we have constituted a group of persons, eminent for their
competence in legal doctrine, their pastoral prudence, and their forensic experience. Under the
guidance of the his excellency the dean of the Roman Rota, they have drafted a plan for reform,
upholding and keeping in first place the indissolubility of marriage. Working quickly, in a short
period of time, this group has provided a structure of reform, which after thoughtful
consideration along with the assistance of other experts, has provided a basis for this motu
proprio.

เพราะความเป็นห่วงความจริงข้อนี้  เราได้ตัดสินใจจัดให้มีการรื้อฟื้นกระบวนการสำหรับประกาศโมฆะกรรมของการแต่งงาน และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ เราได้แต่งตั้งกลุ่มบุคคล ที่มีชื่อในความเป็นเลิศในคำสอนทางกฎหมาย  ความฉลาดสุขุมเยี่ยงผู้บริหารแบบเจ้าอาวาส  และประสพการณ์ทางศาลยุติธรรมของพวกเขา  ภายใต้การนำทางของผู้ทรงเกียรติประธานศาลโรมันโรต้า  พวกเขาได้ร่างแผนเพื่อการฟื้นฟูปรับปรุง  โดยยึดถือและรักษาในชั้นแรก ซึ่งความสูญสลายไม่ได้ของการแต่งงาน  ด้วยการทำงานอย่างรวดเร็ว  โดยใช้เวลาช่วงสั้นๆ  คนกลุ่มนี้ได้จัดให้มีโครงสร้างของการปรับปรุงฟื้นฟู  ซึ่งหลังการพินิจพิจารณาอย่างใช้ความคิด พร้อมกับความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ  ได้จัดตั้งฐานสำหรับ อัตตาณัติ – motu proprio นี้

It is thus the concern for the salvation of souls that today as yesterday remains the supreme goal
of the Church's institutions, rules and law, which impels the Bishop of Rome to offer to the
bishops this document of reform, in as much as they share with him the task of the Church,
namely the protection of the unity of faith and discipline regarding marriage, the cornerstone and
origin of the Christian family. The zeal to reform has been fueled by the enormous number of
faithful who, while wishing to act according to their consciences, are too often separated from
the legal structures of the Church due to physical or moral distance; charity and mercy therefore
require that same Church, as a mother, to make herself closer to her children who consider
themselves separated.

ดังนั้นการห่วงกังวลถึงการไถ่วิญญาณให้รอดที่วันนี้เหมือนวานนี้ ยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดของสถาบันต่างๆของพระศาสนจักร รวมทั้งระเบียบปฏิบัติและกฎหมาย  ซึ่งบังคับให้พระสังฆราชแห่งโรมจำต้องเสนอต่อบรรดาพระสังฆราชเอกสารแห่งการฟื้นฟูฉบับนี้  มากเท่าที่พวกเขาจะมีส่วนร่วมกับพระองค์ซึ่งภาระของพระศาสนจักร  คือการปกป้องเอกภาพของความเชื่อและระเบียบวินัยที่เกี่ยวกับการแต่งงาน  หลักสำคัญและต้นกำเนิดของครอบครัวคริสตชน   ความกระตือรือร้นที่จะฟื้นฟูได้รับการเติมเชื้อเพลิงโดยสัตบุรุษ ซึ่ง ขณะที่ปรารถนาที่จะกระทำการตามมโนธรรมของพวกเขา  บ่อยทีเดียวถูกแยกออกไปจากโครงสร้างตามกฎหมายของพระศาสนจักร เนื่องมาจากระยะห่างทางศีลธรรมและฝ่ายกาย  ดังนั้น ความรักและความเมตตาต้องการว่าพระศาสนจักรเดียวกัน เป็นดังมารดา ที่ทำตัวเธอเองให้ใกล้ชิดกว่าสำหรับเด็กๆของเธอ ซึ่งพิจารณาว่าตัวเองนั้นถูกแยกออกไป

This direction was also indicated by the votes of the majority of our brothers in the episcopate,
gathered in the recent extraordinary synod, who implored more flexible and accessible judicial
processes.[4] In full harmony with this desire I have decided to introduce, by this motu proprio,
provisions that favor not the nullity of marriage but rather the speed of the processes, along with
the appropriate simplicity, so that the heart of the faithful who await clarification of their status is
not long oppressed by the darkness of doubt due to the lengthy wait for a conclusion.
We have done so following in the footsteps of my predecessors, who desired cases for the
declaration of the nullity of marriage to be treated by a judicial rather than an administrative
process, not because the nature of the matter imposes this but because it is demanded by the need
to protect, to the greatest extent possible, the truth of the sacred bond; and this is precisely what
is ensured by the guarantees of the judicial order.

ทิศทางนี้ถูกชี้นำโดยคะแนนเสียงของส่วนใหญ่ของพี่น้องเราในสังฆสภา  ที่รวมตัวกันในการประชุมพระสังฆราชวาระพิเศษเร็วๆนี้   ซึ่งได้ตรวจสอบกระบวนการทางการวินิจฉัยตัดสินในทางที่เป็นเหตุเป็นผลและยืดหยุ่นได้มากกว่า  ในการร่วมกันเต็มที่กับความปรารถนานี้ อาตมาได้ตัดสินใจที่นำเสนอ โดยหนังสืออัตตาณัติฉบับนี้ ซี้ว่า อย่าให้ความสงเคราะห์แก่โมฆะกรรมของการแต่งงาน แต่มากกว่า ให้มีการให้ความรวดเร็วกับกระบวนการ  พร้อมกับความซื่อง่ายโดยเฉพาะ  เพื่อว่า หัวใจของสัตบุรุษซึ่งรอความชัดเจนของสถานะของพวกเขา จะไม่ถูกกดไว้โดยความมืดของความสงสัย อันเนื่องมาจากยาวนานเพื่อได้ข้อสรุป   เราได้ทำดังต่อไปนี้ในก้าวเดินของผู้ที่มาก่อนเรา  ซึ่งปรารถนาว่าคดีเพื่อการประกาศโมฆะกรรมของการแต่งงานจะได้รับการปฏิบัติโดยผู้วินิจฉัยคดีมากกว่ากระบวนการทางการบริหาร  มืใช่เพราะว่าธรรมชาติของเรื่องทำให้ต้องทำเช่นนี้  แต่เป็นเพราะว่ามันถูกเรียกร้องโดยความจำเป็นต้องปกป้อง  เท่าที่สามารถเป็นไปได้  ซึ่งความจริงของพันธะศักดิ์สิทธิ์  และ นี้เป็นเรื่องเที่ยงตรงพอดีในสิ่งที่ได้รับความมั่นใจโดยการค้ำประกันของระเบียบทางการวินิจฉัยพิพากษา

There are some fundamental criteria which have governed the work of reform:
มีเงื่อนไขมาตรฐานบางประการ ซึ่งควบคุมงานของการฟื้นฟูใหม่นี้ :

I. – A single executory sentence in favor of nullity. – It seemed appropriate, in the first place, that
there is no longer required a double conforming decision declaring the nullity of the marriage to
enable the parties to be able to contract a new canonical marriage. Instead, moral certainty,
reached by the first judge under the norm of law, is considered sufficient.

คำตัดสินของผู้วินิจฉัยคนเดียวที่เข้าข้างโมฆะกรรม – มันดูเหมือนจะเป็นการเฉพาะแล้ว  ในชั้นแรก  ว่า ไม่จำเป็นจะมีข้อสงสัยใดอีก ทำนองเกิดคำตัดสินสองทบ ประกาศโมฆะกรรมของการแต่งงาน ที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทางคดี สามารถตกลงการแต่งงานใหม่ตามกฎหมายศาสนจักร   แทนที่จะเป็นเช่นนั้น  ความแน่ใจทางศีลธรรม ที่ไปถึงได้โดยผู้วินิจฉัยคนแรกภายใต้บันทัดฐานของกฎหมาย  ถือว่าพอเพียงแล้ว

II. – A single judge acts under the responsibility of the bishop. – The constitution of a single
judge, who nevertheless is to be a cleric, is in the first instance committed to the responsibility of
the bishop, who in the pastoral exercise of his judicial power is to take care that no laxism
whatever is indulged.

ผู้วินิจฉัยคดีคนเดียว ปฏิบัติการภายใต้ความรับผิดชอบของพระสังฆราช  -- การตัดสินของผู้พิพากษาคนเดียว ซึ่งทั้งนั้นก็ดีเป็นนักพรต(นักบวช)  อยู่ในการพิจารณาคดีศาลชั้นต้น ปฏิบัติตามความรับผิดชอบของพระสังฆราช  ซึ่งอยู่ในการปฏิบัติทางบริหารวัด โดยอำนาจทางการพิพากษาคดี คงต้องระมัดระวังว่า ไม่มีการลากยาวไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

III. – The bishop himself is judge. – In order that the teaching of the Second Vatican Council
may finally be put into practice in an area of great importance, it was decided to make it clear
that the bishop himself, in his church of which he is constituted shepherd and head, is by that
reason himself a judge among the Christian faithful entrusted to him.[5] It is greatly hoped that
in large as well as in small dioceses the bishop becomes a sign of the conversion of ecclesiastical
structures and does not leave the judicial function in matrimonial matters completely delegated
to the offices of his curia. This is especially true in the briefer process which will be established
to resolve the most evident cases of nullity.

III. – พระสังราชพระคุณเจ้าเองเป็นผู้พิพากษา -- เพื่อว่า คำสอนของสังคายนาวาติกันที่สอง ในที่สุด จะถูกนำมาปฏิบัติ       ในขอบข่ายที่มีความสำคัญมาก  ก็มีการตัดสินที่จะทำให้มันชัดเจนว่า พระสังฆราชเอง ในวัดสังฆมณฑลของท่านซึ่งท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนายชุมภาบาลและหัวหน้า เป็นด้วยเหตุผลนั้นเองท่านเป็นผู้พิพากษาท่ามกลางสัตบุรุษคริสตชนที่ได้รับความไว้วางใจมอบให้ท่าน  เป็นที่หวังอย่างยิ่งใหญ่ว่าไม่ว่าในสังฆมณฑลใหญ่หรือเล็ก  พระสังฆราชกลายเป็นเครื่องหมายของการเปลี่ยนโครงสร้างทางศาสนา และไม่ทิ้งงานในหน้าที่ผู้พิจารณาคดีในกระบวนการพิจารณาคดีเรื่องงานแต่งงานที่ได้รับมอบหมายอย่างครบบริบูรณ์แก่สำนักงานในหน้าที่ของท่าน  นี้เป็นความจริงเป็นต้นในกระบวนการที่สั้นกว่า ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเพิ่อแก้ไขคดีเรื่องโมฆะกรรมที่มีประจักษ์พยานชัดเจนที่สุด

IV. – The briefer process. – Indeed, aside from expediting the ordinary process for the
declaration of nullity, a form of briefer process is designated – in addition to the current
documentary procedure – to be applied in cases in which the alleged nullity of the marriage is
supported by particularly clear arguments. It has not entirely escaped us that a briefer process
can endanger the principle of the indissolubility of marriage. For precisely this reason we have
chosen that in such a procedure, the judge is to be the bishop himself who, due to his pastoral
office, is with Peter the greatest guarantor of Catholic unity in faith and in discipline.

IV. – กระบวนการสั้นกว่า – จริงๆ  นอกเหนือจากทำกระบวนการปกติธรรมดาเพื่อประกาศโมฆะกรรม  รูปแบบของกระบวนการสั้นกว่าก็ออกแบบมา – เพิ่มเข้ากับกระบวนการทางเอกสารปัจจุบัน – เพื่อประยุกต์ในกรณีซึ่งโมฆะกรรมที่กล่าวอ้างของการแต่งงาน ได้รับการสนับสนุนโดยข้อโต้แย้งที่ชัดเจนเป็นพิเศษ  มันคงไม่สามารถรอดพ้นมือเราทั้งหมดที่ กระบวนการสั้นกว่า สามารถทำให้หลักเกณฑ์ของความสลายมิได้ของการแต่งงานตกอยู่ในอันตราย เพราะว่า แน่นอน เหตุผลนี้ที่เราเลือก ซึ่งอยู่ในกระบวนการเช่นนั้น  ผู้พิพากษาวินิจฉัยคดีก็พระสังฆราชเอง ซึ่ง  เนื่องจากที่ทำงานวัดปกครองของท่านอยู่กับท่านเปโตร ผู้ค้ำประกันใหญ่ที่สุดของเอกภาพคาทอลิกในความเชื่อและระเบียบวินัย.

V. – The appeal to the metropolitan see. – It is appropriate that the appeal to the metropolitan be
restored, especially as the office of head of the ecclesiastical province, which has been stable for
centuries, is a distinctive sign of collegiality in the church.

V. – การอุทธรณ์ไปสู่สำนักหัวหน้ากลุ่ม – มันจะเหมาะเจาะว่าการอุทธรณ์ไปสู่สังฆมณฑลนครคงต้องรื้อปรับปรุงใหม่ เป็นต้นในฐานะที่สำนักงานของหัวหน้าของแคว้นศาสนจักร  ซึ่งมั่นคงเป็นเวลาหลายศตวรรษ  เป็นเครื่องหมายที่แยกชัดของความเป็นสมาชิกกลุ่มชัดเจนในพระศาสนจักร

VI. – The proper task of episcopal conferences. – These conferences, which above all should be
driven by apostolic zeal to reach the dispersed faithful, should feel strongly the duty of
participating in the above mentioned conversion while absolutely respecting the right of the
bishops to organize judicial power in their own particular churches.
The restoration of a proximity between the judges and the faithful will not succeed unless the
conferences are a stimulus to the individual bishops and provide help for putting into practice the
reform of the matrimonial process.
The episcopal conferences, working together with the judges and safeguarding the just and fair
remuneration of the workers in the tribunals, shall insofar as possible take care to assure that
cases are free of charge, and the church, showing herself to be a generous mother to the faithful
in a matter so closely linked to the salvation of souls, might manifest the freely-given love of
Christ by whom we all have been saved.

VI. – ภาระหน้าที่เฉพาะของสภาพระสังฆราชคาทอลิก – สภาเหล่านี้  ซึ่งเหนือสิ่งใดทั้งหมด  ควรถูกขับเคลื่อนโดยความเร่าร้อนแบบอัครสาวก เพื่อไปถึงสัตบุรุษที่แตกกระจายออกไป  ควรจะรู้สึกภาระหน้าที่เข้มแข็งที่จะมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนที่ระบุข้างบน ขณะที่เคารพจริงจังต่อสิทธิของพระสังฆราช ที่รวบรวมอำนาจทางการพิจารณาตัดสินคดีเข้าไว้ในบรรดาวัดพิเศษของตนเอง.  การรื้อฟื้นความใกล้ชิดติดกัน ระหว่างผู้พิพากษาและสัตบุรุษเสร็จ ถ้าสภาพระสังฆราชจะไม่เป็นสิ่งเร้าแก่พระสังฆราชแต่ละองค์ และจัดให้ความช่วยเหลือ เพื่อสามารถนำไปปฏิบัติได้ให้เกิดการรื้อฟื้นกระบวนการทางการแต่งงาน    สภาพระสังฆราช  ที่ทำงานด้วยกันกับผู้พิพากษาวินิจฉัยคดี และปกป้องความเที่ยงธรรม และการให้ค่าตอบแทนที่ยุติธรรมแก่คนงานตราบเท่าที่เป็นไปได้ที่ดูแลเอาใจใส่เพื่อให้มั่นใจว่า คดีความต่างๆปลอดจากค่าธรรมเนียม  และวัดนั้น โดยการแสดงตนเป็นแม่ที่ใจกว้างแก่สัตบุรุษในเรื่องที่ผูกพันใกล้ชิดกับการไถ่วิญญาณให้รอด  คงสามารถแสดงความรักที่ให้เปล่าของพระคริสต์ จากบุคคลที่เราทุกคนได้รับการช่วยให้รอด.

VII. – An appeal to the Apostolic See. – It is necessary, in any case, to retain the appeal to the
ordinary Tribunal of the Apostolic See, that is, the Roman Rota, respecting a most ancient right,
so as to strengthen the bond between the See of Peter and the particular churches, in any case
taking care, in the discipline of such appeal to limit any abuse of the right, so as not to jeopardize
the salvation of souls.
The law proper to the Roman Rota, however, is to be adapted as soon as possible to the rules of
the reformed process, as necessary.

VII. – การอุทธรณ์ไปยังสันตะสำนัก – ไม่ว่ากรณีใด เป็นความจำเป็นที่จะส่งคำอุทธรณ์ไปยังศาลธรรมดาของสันตะสำนัก      นั่นคือ  Roman Rota  โดยให้ความเคารพสิทธิเก่าแก่ที่สุด ก็เพื่อส่งเสริมพันธะ ระหว่างสำนักเปโตรและศาสนจักรพิเศษต่างๆ  ไม่ว่ากรณีใด  การระมัดระวัง  ในระเบียบวินัยของการอุทธรณ์เช่นนั้นเพื่อจำกัดการกล่าวร้ายใดๆต่อสิทธิ  เพื่อไม่ทำให้การไถ่วิญญาณให้รอดตกอยู่ในอันตราย
อย่างไรก็ดี กฎหมายที่ใช้เฉพาะ ศาล Roman Rota ก็ต้องปรับปรุงให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของกระบวนการที่แก้ไขฟื้นฟู เท่าที่จำเป็น

VIII. – In favor of the Eastern Churches. – Lastly, in view of the particular ecclesial order and
discipline of the Eastern Churches, we have decided to issue separately, at this same time, the
norms to reform the discipline of matrimonial processes in the Code of Canons of the Eastern
Churches.

VIII. – เพื่อเป็นคุณแก่ศาสนจักรตะวันออก – สุดท้ายนี้ ในทัศนะของคำสั่งทางศาสนจักรพิเศษและระเบียบวินัยของศาสนจักรตะวันออก  เราได้ตัดสินใจออกกฎหมายแยกกัน  ณ เวลาเดียวกันนี้  ซึ่งบันทัดฐานที่จะปรับฟื้นฟูระเบียบวินัยของกระบวนการการแต่งงาน ในประมวลกฎหมายของศาสนจักรตะวันออก
VIII. --
Having duly considered the matter we decree and define that in Book VII of the Code of Canon
Law, Part III, Title I, Chapter I, Cases to Declare the Nullity of Marriage (cann. 1671-1691),
shall from the 8th day of December, 2015 be replaced in its entirety as follows:

เนื่องจากได้พิจารณาเรื่องราวต่างๆแล้ว เราขอประกาศบังคับเป็นกฎหมายและสรุปว่า ใน บรรพ 7 ของประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  ภาค 3  ลักษณะ 1  หมวด 1  คดีที่ประกาศโมฆะกรรมของการแต่งงาน ( มาตรา  1671-1691) ตั้งแต่ วันที่ 8 ธันวาคม 2015 เป็นต้นไป  ทั้งหมดนั้นจะถูกแทนที่ดังต่อไปนี้:

                                             Art. 1 – The Competent Forum and Tribunals
                                 ข้อปรับปรุงที่ 1 – การประชุมเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจและศาลพิจารณาคดี

Can. 1671 §1. Marriage cases of the baptized belong to the ecclesiastical judge by proper right.
                        คดีการแต่งงานของผู้ล้างบาปแล้ว ขึ้นกับผู้พิพากษาศาสนจักรโดยสิทธิเฉพาะ

                  §2. Cases concerning the merely civil effects of marriage belong to the civil magistrate
unless particular law establishes that an ecclesiastical judge can investigate and decide these
cases if they are done in an incidental or accessory manner.
                   คดีเกี่ยวกับเพียงผลทางแพ่งของการแต่งงาน ขึ้นกับผู้บริหารทางแพ่ง หากกฎหมายพิเศษกำหนดว่าผู้พิพากษา ศาสนจักร สามารถสอบสวนและตัดสินคดีเหล่านี้ได้ ถ้าพวกเขาจัดการทำนองผู้ช่วยหรือผู้ประกอบเรื่อง
Can. 1672. In cases concerning the nullity of marriage which are not reserved to the Apostolic
               See, the following are competent:

                  ในคดีที่เกี่ยวกับโมฆะกรรมการแต่งงาน ที่มิได้สงวนไว้แก่สันตะสำนัก  ต่อไปนี้คือผู้จัดการได้

1° the tribunal of the place in which the marriage was celebrated;  ศาลของสถานที่ซึ่งจัดงานแต่งงานนั้น
2° the tribunal of the place in which either or both parties have a domicile or a quasidomicile;                
    ศาลของสถานที่คู่แต่งงานคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองมีภูมิลำเนาหรือประหนึ่งภูมิลำเนา
3° the tribunal of the place in which in fact most of the proofs must be collected.
    ศาลของสถานที่ซึ่งในนั้นจริงๆแล้วข้อพิสูจน์ส่วนใหญ่ที่สุดต้องรวบรวมจากตรงนั้น

Can. 1673 § 1. In each diocese the judge of first instance for cases of nullity of marriage, for which
                     the law does not expressly make an exception, is the diocesan bishop, who can exercise
                     judicial power personally or through others, according to the norm of law.
                  . ในแต่ละสังฆมณฑล ผู้พิพากษาของศาลชั้นต้นสำหรับคดีโมฆะกรรมของการแต่งงาน  ซึ่งกฎหมายมิได้แสดงการยกเว้น  ก็ต้องเป็นพระสังฆราช ซึ่งสามารถใช้อำนาจทางการวินิจฉัยคดีในส่วนตนหรือผ่านทางผู้อื่น ตามบันทัดฐานของกฎหมาย
                § 2. The bishop constitutes for his diocese the diocesan tribunal for the cases of nullity of
                    marriage, without prejudice to the faculty of the same bishop to approach another nearby
                    diocesan or interdiocesan tribunal.
                    พระสังฆราช ในสังฆมณฑลของตน เป็นผู้ตั้งศาลสังฆมณฑลเพื่อพิจารณาคดีโมฆะกรรมการแต่งงาน โดยปราศจากอคติต่อการปฏิบัติงานของพระสังฆราชองค์เดียวกันที่จะเข้าปรึกษากับศาลสังมณฑลใกล้เคียงหรือสังมณฑลร่วม
               § 3. Cases of nullity of marriage are reserved to a college of three judges. A clerical judge
                    must preside, the remaining judges can even be laypersons.  คดีของโมฆะกรรมการแต่งงานถูกสงวนไว้สำหรับคณะผู้พิพากษาสามคน  ผู้พิพากษาคนหนึ่งที่เป็นพระสงฆ์ต้องทำหน้าที่ประธาน  ผู้พิพากษาที่เหลืออาจจะเป็นฆราวาสก็ได้
              § 4. The bishop moderator, if a collegial tribunal cannot be constituted in the diocese or
 in a nearby tribunal chosen according to the norm of §2, is to entrust cases to a single clerical
judge who, where possible, is to employ join two assessors of upright life, experts in juridical or
human sciences, approved by the bishop for this task; unless it is otherwise evident, the same
single judge has those things which are attributed to the college, the praeses, or the ponens.
                      ผู้ช่วยพระสังฆราช ถ้าศาลเต็มคณะไม่สามารถถูกตั้งขึ้นในสังฆมณฑล หรือในศาลใกล้เคียงที่ถูกเลือกตามบันทัดฐาน §2  ก็ต้องวางใจให้คดีเหล่านั้น อยู่ในการพิจารณาของผู้พิพากษาพระสงฆ์คนเดียว ซึ่ง ที่ใดที่เป็นไปได้  ก็จ้างที่ปรึกษากฎหมายสองคนที่ชีวิตซื่อตรง  ผู้เชี่ยวชาญในการใช้กฎหมายหรือวิชามานุษย์วิทยา  รับรองโดยพระสังฆราชสำหรับงานนี้  จนกว่าเห็นได้ชัดเจน  ผู้พิพากษาองค์เดียวมีสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมอบให้คณะกรรมการ  บรรดาเจ้าหน้าที่ หรือ ผู้เขียนคดี      
            § 5. The tribunal of second instance must always be collegiate for validity, according to
the prescript of the preceding §3.  
             ศาลอุทธรณ์ต้องเป็นส่วนหนึ่งของคณะเสมอเพื่อได้ความสมบูรณ์ตามกฎหมาย  ตามที่ระบุไว้ใน §3.  ที่กล่าวไว้ก่อน
      § 6. The tribunal of first instance appeals to the metropolitan tribunal of second instance,
without prejudice to the prescripts of cann. 1438-1439 and 1444.  ศาลชั้นต้นอุทธรณ์ขึ้นไปสู่ศาลอุทธรณ์หัวหน้ากลุ่ม  โดยไม่มีอคติตามที่ระบุไว้ในมาตรา  1438 –1439 และ 1444

                                                        Art. 2 -- The Right to Challenge a  Marriage                                                                                                                           
                                                        ข้อปรับปรุงที่ 2  --   สิทธิในการต่อสู้เรื่องการแต่งงาน

Can. 1674 § 1. The following are qualified to challenge a marriage: 1° the spouses; 2° the
promoter of justice when nullity has already become public, if the convalidation of the marriage
is not possible or expedient.
 บุคคลต่อไปนี้สามารถต่อสู้เรื่องการแต่งงาน คือ 1   คู่สมรส    
2   ผู้ผดุงความยุติธรรม เมื่อความเป็นโมฆะเป็นที่รู้แก่สาธารณะ ถ้าการแต่งงานไม่สามารถทำให้ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม        ที่จะทำให้ถูกต้อง
§2. A marriage which was not accused while both spouses were living cannot be accused
after the death of either one or both of the spouses unless the question of validity is prejudicial to
the resolution of another controversy either in the canonical forum or in the civil forum.  การแต่งงานที่มิได้นำมาต่อสู้ระหว่างที่คู่สมรสทั้งสองยังมีชีวิตอยู่  ไม่สามารถนำมาต่อสู้หลังความตายของฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย  เว้นไว้แต่ว่า ปัญหาเรื่องความถูกต้อง เพื่อแก้ไขความขัดแย้งอีกอันหนึ่ง  ไม่ว่าในศาลพระศาสนจักรหรือศาลบ้านเมือง
§ 3. If a spouse dies while the case is pending, however, can. 1518 is to be observed.
       อย่างไรก็ดี  หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตขณะดำเนินคดีอยู่   ต้องถือตาม มาตรา 1518
(continued)

7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / “บิ๊กตู่” จัดเต็ม! “ทักษิณ” ล็อบบี้ต่างชาติป่วน เมื่อ: เมษายน 21, 2016, 11:03:39 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                     “บิ๊กตู่” จัดเต็ม! “ทักษิณ” ล็อบบี้ต่างชาติป่วน จ่อแจง ตปท.ใครหนีคดีบ้าง

                                                     http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000040516

โดย MGR Online
21 เมษายน 2559 12:53 น. (แก้ไขล่าสุด 21 เมษายน 2559 20:51 น.)

      “ประยุทธ์” ลั่นใครผิดกฎหมายก็คือผิด จ่อแจงองค์กรสิทธิ-ทูต ทำไมต้องจับ “วัฒนา” ใครหนีคดีบ้าง โวยสื่อเคยเขียนกันบ้างหรือไม่ว่าทำผิดอะไร บอกไม่ใช่คนยั่วง่าย เมตตามาหลายครั้งแล้ว ต่อไปจะว่ากันตาม กม.-แรงขึ้นเรื่อยๆ ซัดไปให้เครดิตไอ้คนเหล่านี้ ย้อนคดีบ้านเอื้ออาทรโกงหรือไม่ ถามวอยซ์ทีวีเอารถไปส่ง นศ.หรือเปล่า แย้มกำลังสอบเส้นทางการเงิน สวนนักข่าวไม่รู้จริงๆ หรือ ชี้ “ทักษิณ” ล็อบบี้ต่างชาติ รับพูดแบบนี้ชาติก็ป่วนเหมือนเดิม วันหน้าสื่อรับผิดชอบด้วย ลั่นใครปลุกระดมกี่คนก็โดนจับหมด ขู่ประชามติ ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ถ้ายังตีกันก็กลับสู่จุดเดิม เหนื่อยเปล่า
       
       

       
        วันนี้ (21 เม.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวหลังผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการควบคุมตัวนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยมาสอบสวนและดำเนินการตามกระบวนการว่า มีการดำเนินการแจ้งความเนื่องจากมีการทำผิดกฎหมาย สื่อก็ต้องไปถามทางศาล หน้าที่ของ คสช.คือการรักษาความสงบเรียบร้อย นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าใครทำผิดกฎหมายก็คือผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายก็คือกฎหมายจะมาบอกว่ากฎหมายไปละเมิดมันไม่ใช่ วันนี้เราปกครองแบบนี้
       
        ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ เป็นห่วงหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันองค์กรระหว่างประเทศคือแอมเนสตี้จะเตรียมที่จะให้ทุกองค์กรทำจดหมายส่งถึงหัวหน้า คสช.กรณีของนายวัฒนา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยเสียงดังว่า “ไม่ห่วงทั้งนั้นแหละ และไม่ต้องรอให้เขาส่งจดหมายมา ผมจะทำจดหมายถึงพวกเขาแล้ว เพื่อชี้แจงเหตุผลว่าทำไมถึงจับกุมเขามา มันผิดกฎหมายตรงไหน ทำไมไม่ช่วยผมพูดอย่างนี้ ถามว่าเขาผิดหรือเปล่า ตอบให้ชัด ถ้าผิดก็หมายความว่าผิด สื่อไม่เคยเขียนให้ผมเลย พวกคุณเคยเขียนกันบ้างหรือไม่ว่าเขาทำผิดกฎหมาย คุณเขียนเป็นการเมืองทั้งหมดอยู่แล้ว ให้คนมันเป๋ไปเป๋มาอย่างนี้ แล้วผมจะทำงานได้อย่างไร และนอกจากแอมเนสตี้แล้ว ผมก็จะทำจดหมายถึงทุกคนทั้งหมด โดยเฉพาะเอกอัครราชทูตทั้งหมดทุกประเทศ และจะชี้แจงว่าทุกคนที่หนีคดีทั้งหมดว่ามีคดีอะไรบ้าง ส่งไปทั้งหมดและดูซิว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ ถ้าเขายังไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ เพราะผมทำเพื่อคนไทย”
       
        เมื่อถามว่า ขณะนี้จะมีดาวยั่วหลายคนออกมาเคลื่อนไหว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนไม่ใช่คนยั่วง่ายอยู่แล้ว ต่างคนก็มีหน้าที่ที่ทำอยู่ คสช.เองก็ทำหน้าที่อยู่ ศาลก็รออยู่ กระบวนการยุติธรรมก็รออยู่ ตนก็เมตตามาแล้วหลายครั้ง ต่อไปนี้ก็จะว่ากันตามกฎหมายซึ่งก็จะแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันปลุกระดมได้ เพราะสื่อเองก็ขยายความ คนก็เริ่มอย่างนี้อย่างนั้น ไปถามคนข้างนอกหรือคนตัดหญ้าตรงนี้สิว่าเดือดร้อนต่อเรื่องนายวัฒนาหรือไม่ ไม่เห็นเขาเดือดร้อน คนดีๆ เขามีเยอะแยะ ทำไมสื่อไปให้เครดิตกับไอ้คนเหล่านี้ คดีโครงการบ้านเอื้ออาทรมันทุจริตหรือไม่ ตอบกันมา คดีอยู่ในชั้นศาลตอนนี้กำลังทำอยู่ ให้มันรู้เสียบ้างว่ามี ใครใหญ่ มันต้องรื้อทั้งหมด
       
        เมื่อถามว่า ขณะนี้กลุ่มนักศึกษาเองก็ออกมาเคลื่อนไหว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงอันดังว่า “นักศึกษาเหล่านี้อยู่กับพวกไหน ใครเอารถไปส่ง วอยซ์ทีวีไปส่งหรือเปล่า รถ นปช.ไปหรือเปล่า ใครล่ะ มันยึดโยงกันอย่างไร นี่มันต้องวิเคราะห์แบบนี้”
       
        เมื่อถามว่า เรื่องมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวขณะนี้มีความเป็นห่วงหรือไม่ เพราะแม้ตำรวจจะเชิญไปทำความเข้าใจแล้วก็ยังออกมาชุมนุมกันอยู่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็ติดคุกไงเล่า ก็ไปฟ้องศาลไงเล่า มีอะไรอย่างอื่นอีกไหม ขณะนี้เจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบเส้นทางทั้งเรื่องการเงินและการเคลื่อนไหวต่างๆ วันนี้ก็ช่วยกันทำ”
       
        เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบมีการเชื่อมโยงหรือเกี่ยวพันกับกลุ่มใดบ้าง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “พวกคุณไม่รู้หรือที่ถามมา ถามจริงๆ ว่าไม่รู้จริงๆ หรือ ที่บอกว่าพวกเดียวกัน สื่อกล้าบอกให้ชัดหรือไม่ว่าเป็นใครหรือพวกไหน ก็ไม่กล้า ปัดโธ่”
       
        ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า นายกฯ พูดให้ชัดเจนได้หรือไม่ว่าที่มีข้อมูลการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นใคร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างฉุนเฉียวว่า “ก็ผมพูดเมื่อกี๊ไม่ฟังหรืออย่างไร ใครที่ทำตรงนี้ ใครสนับสนุนกันมา ใครมีการวางแผน หนึ่ง ล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศ ใคร ก็ทักษิณ ผมพูดอย่างนี้ เดี๋ยวก็มาตีผม พรุ่งนี้ก็เละกันอีก ต้องการแค่นี้นั่นแหละประเทศชาติก็ปั่นป่วนเหมือนเดิม สื่อก็ช่วยผมได้แค่นี้เอง ช่วยให้มันยุ่งขึ้น ผมไม่ว่าอะไรท่าน อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่พวกท่านก็ต้องยอมรับในสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นกับประเทศในอนาคตจากนี้เป็นต้นไป ถ้าพวกท่านยังทำแบบนี้ ประชามติจะยุ่งไหม เลือกตั้งจะยุ่งไหม อยู่ที่ท่าน ไม่ใช่ผม ผมมีหน้าที่ วันนี้ถ้าไม่เรียบร้อยผมก็ใช้กฎหมายเท่านั้นเอง”
       
        เมื่อถามว่า คิดว่ากลุ่มคนพวกนี้จะปลุกระดมขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อโดนจับจะปลุกระดมขึ้นไหม กี่คนก็จับหมดถ้าทำผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายก็มีอยู่ แล้วสื่อก็ไปขยายว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ใช้อำนาจ ก็กฎหมายมันมี ที่ผ่านมามันยุ่งเพราะไม่ใช้กฎหมาย วันนี้พยายามใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย ก็ไม่ยอมกันอีก มันจะอยู่กันด้วยอะไร ป้ายกันไปมา พูดทุกวัน ด่ากันไปมาเอาแบบนั้นไหม อยากได้แบบนั้นใช่ไหม ก่อน 22 พ.ค. 2557 ก็เอาสิเสนอข่าวกันออกไป แล้ววันหน้ารับผิดชอบด้วย ตนขอแนะให้ประชาชนทั้ง 60 ล้านคนดูด้วยว่าเกิดขึ้นจากอะไร ใครเป็นคนทำ เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดจากนี้ไปเกิดเพราะใคร เพราะตนหรือเปล่า หรือเพราะเขา ต้องวิเคราะห์กันแบบนี้ ถ้าเกิดเพราะเขาต้องบังคับใช้กฎหมาย แล้วการใช้กฎหมายจะบานปลายหรือเปล่าไม่รู้ อยู่ที่เจตนาของผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวว่าบริสุทธิ์ใจหรือเปล่า ถ้าไม่บริสุทธิ์ใจก็เป็นแบบนี้ แต่เจตนาตนบริสุทธิ์ และต้องถามว่าพวกท่านต้องการแบบเขาหรือเปล่า ถ้าต้องการก็ทำกันต่อไปส่งเสริมกันเข้าไป
       
        เมื่อถามว่า หากมองแล้วส่อเค้าวุ่นวาย การทำประชามติต้องยุติหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กฎหมายเขาว่าอย่างไรก็ทำไป ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ทำไม่ได้คือทำไม่ได้ มาประท้วงกันทำไม่ได้ แล้วจะดันประชามติได้หรือไม่ ก็เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เลือกได้หรือไม่ เสนอกันไปมาจนตีกัน จนเลือกตั้งไม่ได้ วันนี้เสนอแล้วถ้ายังตีกันอีก แล้วจะทำยังไงก็กลับที่เดิมทุกอย่าง เหนื่อยเปล่า

          ข่าวล่าบ่ายวันนี้ :

ประกันตัว “วัฒนา” ตีราคา 8 หมื่น ห้ามปลุกระดม - ทนายปัดลูกไปฮ่องกงต่อรองการเมือง
โดย MGR Online   
21 เมษายน 2559 19:42 น. (แก้ไขล่าสุด 21 เมษายน 2559 20:15 น.)

        ศาลทหารกรุงเทพ ให้ประกันตัวแกนนำพรรคเพื่อไทย คดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ตีราคา 8 หมื่นบาท พร้อมสั่งห้ามออกนอกประเทศ และห้ามยั่วยุ ปลุกปั่น ชักชวน ปลุกระดม ด้านทนายเผยลูกสาวไปฮ่องกงไม่ได้ต่อรองการเมือง อ้างพวกไม่หวังดีพยายามโยง
       
        วันนี้ (21 เม.ย.) ที่ศาลทหารกรุงเทพ เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ของคณะรักษาความสุขแห่งชาติ (คสช.) ได้นำตัว นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย มายื่นคำร้องขออำนาจศาลทหารกรุงเทพ เพื่อฝากขังผัดที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. ถึง 2 พ.ค. ภายหลังถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนเงื่อนไขประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 39/2557 โดยมี นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความของนายวัฒนา พร้อมด้วย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี, นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ, นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมว.คลัง, นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย, น.ส.สุณิสา เลิศภควัต อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และมวลชนจำนวนหนึ่งได้เดินทางมาให้กำลังใจ โดย นายวัฒนา มีสีหน้ายิ้มแย้ม ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารที่มีการนำแผงเหล็กมากั้นบริเวณทางเข้าออกศาลทหารกรุงเทพ
       
        จากนั้นเวลา 16.30 น.คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำร้องที่เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนยื่นขอฝากขังนายวัฒนา โดยพนักงานสอบสวนให้เหตุผลว่าต้องสอบสวนพยานอีกจำนวน 5 ปาก พร้อมกับตรวจสอบประวัติอาชญากร ทั้งนี้ ด้านนายวัฒนาได้คัดค้านการฝากขัง โดยให้เหตุผลว่า การควบคุมตัวของทหารที่ดำเนินการกับตนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และที่ผ่านมา ไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี อีกทั้งทางเจ้าหน้าที่ทหารดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาภายหลังจากที่มีการควบคุมตัวของตนแล้ว และมีการเปลี่ยนข้อหาไปเรื่อย ๆ แบบไม่สุจริต ทั้งนี้ คสช. ยังมีพฤติกรรมลุแก่อำนาจ จะแจ้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. เพิ่ม หากตนไม่ยอมรับประทานอาหาร ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลทหารฯ ได้พิจารณาเห็นว่า คำคัดค้านของนายวัฒนาเป็นข้อต่อสู้ทางคดี และเห็นว่า นายวัฒนา ขัดประกาศ คสช. จริง จึงอนุญาตฝากขังนายวัฒนาผัดที่ 1 เป็นเวลา 12 วัน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
       
        ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพ ได้อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวจำนวน 7 คน เข้ารับฟังคำร้องด้วย โดยห้ามบันทึกภาพและจดรายละเอียดแต่อย่างใด หลังจากนั้น ทางนายนรินท์พงศ์ ได้ยื่นเงินสด จำนวน 8 หมื่นบาท เพื่อขอประกันตัวนายวัฒนาต่อไป
       
        ต่อมาเมื่อเวลา 17.30 น. นายนรินท์พงศ์ เปิดเผยว่า ศาลทหารได้อนุมัติให้ประกันตัวนายวัฒนา ในวงเงิน 8 หมื่นบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ชักชวน ปลุกระดม ด้วยวิธีใด ๆ เพื้อให้มีการชุมนุมอันจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือก่อให้เกิดภยันตรายใด ๆ อันกระทบต่อความเสียหาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากทางศาล ทั้งนี้ ศาลทหารได้ทำหมายปล่อยตัวนายวัฒนาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ จากนั้น นายวัฒนา ถูกนำตัวจากศาลทหารกรุงเทพ เดินทางไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อรับการปล่อยตัวต่อไป
       
        นายนรินท์พงศ์ กล่าวชี้แจงกรณี น.ส.วีรดา เมืองสุข เดินทางไปฮ่องกง ภายหลังยื่นหนังสือต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้ตรวจสอบการดำเนินการของ คสช. ว่า เป็นแผนการเดินทางที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ การปล่อยตัวนายวัฒนาในครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย และจำนวนเงินที่ยื่นประกันก็เป็นจำนวนเงินที่สูง ยืนยันการเดินทางไปต่างประเทศของบุตรสาวนายวัฒนาไม่มีนัยยะหรือการต่อรองใด ๆ ส่วนที่ คสช. ตั้งข้อสังเกตว่า มีกระบวนการชักใยการเคลื่อนไหวของบุตรสาวนายวัฒนานั้น ตนเชื่อว่า มีผู้ไม่หวังดีพยายามเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องการเมือง ทั้งนี้ การแสดงออกของนายวัฒนา ต้องยอมรับว่า เป็นการแสดงออกด้านความคิดเห็นด้วยการเขียน ซึ่งไม่ใช่การออกไปปลุกระดม ตนเชื่อว่า การแถลงต่อศาลในประเด็นนี้ น่าจะเป็นผลดีและศาลน่าจะรับไว้พิจารณา แต่ศาลบอกว่าให้นำประเด็นดังกล่าวไปใช้โต้แย้งในชั้นต่อสู้คดี
       
        เมื่อถามว่า การเดินทางไปต่างประเทศของบุตรสาวนายวัฒนา ถูกกดดันจาก คสช. หรือไม่ นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ นายวัฒนา คุยกับบุตรสาว ก็ไม่ได้มีนัยยะอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า มีการเชื่อมโยงต่อรองเกี่ยวกับการประกันตัววันนี้ เพราะข้อหาวันนี้ไม่จำเป็นต้องต่อรอง เพราะต้องได้รับการประกันตัว ถือเป็นเรื่องขัดคำสั่ง คสช. ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ยืนยัน คสช. ไม่ได้กดดันบุตรสาวนายวัฒนา
 

 
 

 
   
 

 
 
 
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทำไมพระเยซูไม่ปกป้องตัวเอง ? (ไม่ได้ลบหลู่) เมื่อ: เมษายน 21, 2016, 12:12:46 AM
ทำไมพระเยซูไม่ปกป้องตัวเอง ? (ไม่ได้ลบหลู่)
http://pantip.com/topic/35041371

สมัยก่อนยุคโมเสส มีกฏว่า เมื่อคนทำผิดต้องฆ่าสัตว์แล้วมาบูชาพระเจ้า มีทั้งนก แกะ วัว ฯลฯ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของบาปที่ได้ทำ

แต่ไม่มีสัตว์ใดๆที่จะไถ่บาปให้กับบาปทั้งโลกได้ นอกจากชีวิตที่บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน พระเยซูจึงต้องมาสิ้นพระชนม์เพื่อไม้กางเขนเพื่อเรา ผู้ใดที่เชื่อว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาป การไถ่บาปย่อมเกิดผลกับชีวิตของผู้ที่เชื่อและพวกเขามีสิทธิที่จะปราศจากบาปอีกครั้ง

พระเยซูเคยเล่าอนาคตตัวเองให้ลูกศิษย์ถึงเรื่องการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนให้ศิษย์ทั้ง12คนฟัง ,เปโตร(ลูกศิษย์พระเยซู) ทูลพระเยซูว่าอย่าให้สิ่งนี้เกิดกับพระองค์เลย นั่นทำให้เขาถูกพระเยซูตำหนิ ว่าเปโตรคิดอย่างมนุษย์ ไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า (มัทธิว16:21-23)

เพราะนี้คือแผนของพระเจ้าครับ (ยอห์น3:16-17)
16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
17 เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น

บางครั้งผู้ที่ยังไม่ศึกษาก็อาจจะยากที่จะเข้าใจ

มีอีกหลาย post .... ตามอ่านในกระทู้นะครับ
มธ. 26:47 ขณะที่​พระ​องค์​กำลัง​ตรัส​อยู่​นั้น ยูดาสซึ่ง​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​บรรดา​อัคร​สาวก​สิบ​สอง​คน​มา​ถึง​พร้อมกับ​คน​จำนวน​มาก ถือ​ดาบ​และ​ไม้​ตะบอง​เป็น​อาวุธ บรรดา​หัวหน้า​สม​ณะ​และ​ผู้อาวุโส​ของ​ประชาชน​ส่ง​พวก​นี้​มา
มธ. 26:48 ผู้​ทรยศ​ต่อ​พระ​องค์​ให้​สัญญาณ​แก่​คน​เหล่า​นี้​ว่า “ข้าพ​เจ้า​จูบ​ผู้ใด ก็​เป็น​ผู้​นั้นแหละ จับกุม​เขา​ไว้​เถิด”
มธ. 26:49 ทัน​ใด​นั้น ยูดาสก็​เข้า​มา​หา​พระ​เยซู​เจ้า ทูล​ว่า “สวัสดี พระ​อาจารย์” แล้ว​จูบ​พระ​องค์
มธ. 26:50 พระ​เยซู​เจ้า​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เพื่อน​เอ๋ย จง​ทำ​อย่าง​ที่​ตั้งใจ​จะ​ทำ​เถิด” เวลา​นั้น คน​เหล่า​นั้น​ต่าง​กรู​กัน​เข้า​กับ​กุม​พระ​องค์
มธ. 26:51 ขณะนั้น คน​หนึ่ง​ซึ่ง​อยู่​กับ​พระ​เยซู​เจ้า​ก็​ชัก​ดาบ​ฟัน​ผู้​รับใช้​คน​หนึ่ง​ของ​มหา​สม​ณะ ใบ​หู​ขาด
มธ. 26:52 พระ​เยซู​เจ้า​จึง​ตรัส​ว่า “เอา​ดาบ​ใส่​ฝัก​เสีย เพราะ​ทุก​คน​ที่​ใช้​ดาบ ก็​จะ​ต้อง​พินาศ​ด้วย​ดาบ
มธ. 26:53 ท่าน​คิด​ว่า เรา​จะ​อ้อน​วอน​พระ​บิดา​เจ้า​ให้​ส่ง​ทูต​สวรรค์​มาก​กว่า​สิบ​สอง​กองพล​มา​ช่วย​เรา​บัดนี้​มิได้​หรือ
มธ. 26:54 แล้ว​พระ​คัมภีร์​ที่​เขียน​ว่า​จะ​ต้อง​เป็น​เช่นนี้ จะ​เป็น​ความ​จริง​ได้​อย่างไร​เล่า”



ยน. 18:10 ซี​โม​นเป​โตร​มี​ดาบ จึง​ชัก​ดาบ​ออก​มา ฟัน​ผู้​รับใช้​คน​หนึ่ง​ของ​มหา​สม​ณะ ถูก​ใบ​หู​ข้าง​ขวา​ขาด ผู้​รับใช้​คน​นั้น​ชื่อ​มัลคัส
ยน. 18:11 แต่​พระ​เยซู​เจ้า​ตรัส​กับ​เป​โตร​ว่า “เก็บ​ดาบ​ใส่​ฝัก​เสีย เรา​จะ​ไม่​ดื่ม​จาก​ถ้วย​ที่​พระ​บิดา​ประ​ทาน​ให้​เรา​หรือ”

ฟป. 2:6 แม้ว่า​พระ​องค์​ทรง​มี​ธรรม​ชาติ​พระ​เจ้า พระ​องค์​ก็​มิได้​ทรง​ถือ​ว่า​ศักดิ์ศรี​เสมอ​พระ​เจ้า​นั้น เป็น​สมบัติ​ที่​จะ​ต้อง​หวงแหน
ฟป. 2:7 แต่​ทรง​สละ​พระ​องค์​จน​หมดสิ้น ทรง​รับ​สภาพ​ดุจ​ทาสเป็น​มนุษย์​ดุจ​เรา ทรง​แสดง​พระ​องค์​ใน​ธรรม​ชาติ​มนุษย์
ฟป. 2:8 ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​จนถึง​กับ​ทรง​ยอมรับ​แม้​ความ​ตาย เป็น​ความ​ตาย​บน​ไม้กาง​เขน
ฟป. 2:9 เพราะเหตุนี้ พระ​เจ้า​จึง​ทรง​เทิดทูน​พระ​องค์​ขึ้น​สูงส่ง และ​ประ​ทาน​พระ​นาม​ให้แก่​พระ​องค์ พระ​นาม​นี้​ประเสริฐ​กว่า​นาม​อื่น​ใด​ทั้งสิ้น
ฟป. 2:10 เพื่อ​ทุก​คน​ใน​สวรรค์​และ​บน​แผ่น​ดิน รวม​ทั้ง​ใต้​พื้น​พิภพ จะ​ย่อ​เข่า​ลง​นมัสการ​พระ​นาม “เยซู” นี้
ฟป. 2:11 และ​เพื่อ​ชน​ทุก​ภาษา​จะ​ได้​ร้อง​ประกาศ​ว่า พระ​เยซู​คริสต์​ทรง​เป็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า เพื่อ​พระ​สิริ​รุ่งโรจน์​แด่​พระ​เจ้า พระ​บิดา

เคยมีผู้ที่สงสัยเหมือนกับท่านเจ้าของกระทู้เหมือนกันว่า
ในเมื่อเป็นผู้วิเศษทำไมจึงไม่เสกให้ตัวเองรอด

ในพระธรรม "มัทธิว บทที่ 27 ข้อที่ 38 - 42" กล่าวว่า
38 คราวนั้นมีโจรสองคนถูกตรึงไว้พร้อมกับพระองค์ ข้างขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง ข้างซ้ายอีกคนหนึ่ง
39 ฝ่ายคนทั้งหลายที่เดินผ่านไปมานั้นก็ด่าทอพระองค์ สั่นศีรษะของเขา
40 กล่าวว่า “เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ จงช่วยตัวเองให้รอด ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากกางเขนเถิด”
41 พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ก็เยาะเย้ยพระองค์เช่นกันว่า
42 “เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ แต่ช่วยตัวเองให้รอดไม่ได้ ถ้าเขาเป็นกษัตริย์ของชาติอิสราเอล ให้เขาลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถิด และเราจะเชื่อเขา

คืนก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงกางเขน

พระองค์รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องถูกจับตัวในคืนนั้น นั่นทำให้พระองค์สับสนวุ่นวายเป็นอย่างมาก จนต้องอธิษฐานทูลถาม ว่ามันถึงเวลาแล้วใช่ไหม เพราะถึงแม้พระเยซูจะเป็นพระเจ้า แต่พระองค์ก็อยู่ในร่างชองเนื้อหนังแบบมนุษย์ มีความเจ็บปวดเหมือนกัน

พระเจ้าส่งตัวเองลงมาตายเพื่อบูชายัญให้ตัวเอง
เพื่อตัวเองจะได้ยกเลิกกฏที่ตัวเองสร้างไว้ได้

งงล่ะสิ

พระเยซูยอมเสียสละชีวิตให้เรา พระองค์ก็เลยฟื้นขึ้นมา
ก็เลยยอมเสียสละชีวิตโดยไม่ได้เสียสละชีวิตจริงๆ
การเสียสละโดยไม่ได้เสียจริงๆนี้ก็เลยยกบาปให้เราได้

งงล่ะสิ

พนะเจ้ารักเรามากจึงอยากให้เราทุกคนได้ขึ้นสวรรค์
แต่แทนที่จะยกโทษให้เราเลย กลับต้องให้ตัวเองมาตายแต่ไม่ตายเพื่อบูชายัญตัวเองเพื่อให้ตัวเองยอมเปลี่ยนใจ
แต่พระเจ้าก็เป็นนิรันดร์ 

งงล่ะสิ

ผมอยากจะให้คุณมองอีกแง่หนึ่งนะครับ อันนี้เป็นความคิดของผมเอง อาจจะไม่เกี่ยวกับใคร
ว่าถ้าพระองค์ปกป้องตนเอง การแก้แค้น ก็จะไม่จบไม่สิ้น การแก่งแย่งก็อำนาจก็จะเกิดขึ้นไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่เมื่อพระองค์ยอมตายบนไม้กางเขน หลายๆ คนจึงได้เข้าใจ และกลับใจใหม่ แม้แต่ตัวผมเอง
อะไรสำคัญกว่าการมีชีวิตอยู่ อะไรสำคัญกว่าทรัพย์สินนอกกาย และการแก่งแย่ง หลายคนแก่งแย่ง เพราะความกลัว กลัวที่จะไม่เหลืออะไร แต่พระองค์ มีชัยชนะอย่างเหลือล้น เอาชนะความกลัวที่เป็นสาเหตุสำคัญในการแก่งแย่งของมนุษย์
ซึ่งการยอมถูกกระทำหรือทรมาน ไม่ได้มีแต่ในศาสนาคริสต์นะครับ แม้แต่ศาสนาพุทธ หรือหลายๆ ศาสนาก็ได้เคยสอนไว้ การแก้แค้นไม่ใช่การแก้ปัญหาในทุกๆ สิ่ง ต่อให้คุณแข็งแกร่ง และมีอำนาจอย่างไม่มีใครเทียบ และเมื่อคุณสังหารศัตรูคุณไปแล้ว คุณจะคิดถึงศัตรูของคุณ และคุณต้องอยู่เพียงลำพังในโลก การแก้แค้นจึงไม่ใช่คำตอบในหลายๆ กรณี
แต่คริสเตียนทุกๆ คนไม่ได้ใช่คนที่อ่อนแอ ยอมให้เค้าเหยียบย่ำเสมอไปนะครับ แต่เคัาก็ต่อสู้ในวิธีการและเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปนะครับ

พระเยซูทรงชำระล้างพระวิหารเป็นครั้งที่สอง (มก 11:15-18; ลก 19:45-47)
21:12 พระเยซูจึงเสด็จเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้า ทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน กับทั้งคว่ำที่นั่งผู้ขายนกเขาเสีย
21:13 และตรัสกับเขาว่า “มีพระวจนะเขียนไว้ว่า ‘นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน’ แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น ‘ถ้ำของพวกโจร’”

อย่าคิดว่าพระเยซูไม่สามารถต่อสู้อะไรได้นะครับ เพราะองค์ต่อสู้กับพวกคนค้าขาย และเคยขับไล่พวกเค้าไปแล้ว

ยอดเยี่ยมเลยครับ คำถามนี้ พระเยซูทรงทำได้อย่างแน่นอนแต่พระองค์เลือกที่จะไม่ทำ เพราะจุดประสงค์ของพระองค์คือต้องตายไถ่บาปให้กับผู้ที่เชื่อ เพราะผู้ไม่ชอบพระองค์ ต่อให้มีการอัศจรรย์พระองค์เรียกกองทัพจากสวรรค์มาปราบปราม คนเหล่านั้นก็ไม่ได้เชื่อและรักพระองค์อย่างที่ทรงเป็นจากหัวใจของเขาแต่เขาแค่เชื่อเพราะความหวาดกลัวครับ
ศึกษาจากตรงนี้ได้นะครับ
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / รัฐบาลลุงตู่ จัดหนัก เงินเดือนต่ำกว่า 2.6 หมื่นบาทไม่ต้องเสียภาษี เมื่อ: เมษายน 19, 2016, 04:47:57 PM
 เจ๋ง ฮืม ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ

                                     เปิด “แพกเกจลดภาษีบุคคลธรรมดา” รัฐบาลลุงตู่ จัดหนัก เงินเดือนต่ำกว่า 2.6 หมื่นบาทไม่ต้องเสีย-เร่งคนไทยผลิตลูกลดหย่อนได้คนละ 3 หมื่น

หน้าแรกผู้จัดการ
19 เมษายน 2559 16:14 น. (แก้ไขล่าสุด 19 เมษายน 2559 16:27 น.)

      เปิดแพกเกจลดภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ ผู้มีรายได้เดือนละ 2.6 หมื่นบาทไม่ต้องเสียภาษี จากเดิมไม่เกิน 2 หมื่นบาท พร้อมให้ลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 1.5 หมื่นบาทเป็นคนละ 3 หมื่นบาท จำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน เริ่มใช้กับปีภาษี 2560 ที่ยื่นแบบและเสียภาษีตั้งแต่ 1 ม.ค.61-31 มี.ค.61 เผยคลังยอมเฉือนเนื้อ 3.2 หมื่นล้านบาท เชื่อปี 60 เศรษฐกิจโลก-ไทยจะดีขึ้น หวังเก็บแวตได้เพิ่ม
       
        วันนี้ (19 เม.ย.) นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้
       
        1. ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า ฯลฯ อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร จากเดิมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็นร้อยละ 50 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
       
        2. ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากรจากเดิมให้หักได้เฉพาะค่าแห่งลิขสิทธิ์โดยให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของค่าแห่งลิขสิทธิ์แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ขยายเพิ่มให้ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าว แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้
       
        3. ปรับปรุงการหักค่าลดหย่อน ดังนี้
       
        (1) ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
       
        (2) ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรสของผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
       
        (3) ค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 30,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร และยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร (จากเดิมที่ให้หักลดหย่อน 2,000 บาท/คน)
       
        (4) ในกรณีที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท
       
        (5) กองมรดกเดิมให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
       
        (6) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เดิมให้หักลดหย่อนแก่หุ้นส่วนคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่
       
        เกิน 60,000 บาท เป็นคนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
       
        4. ปรับปรุงขั้นเงินได้ และบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้
       
        บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีการปรับปรุง
       
        เงินได้สุทธิ อัตราภาษี (ร้อยละ) เงินได้สุทธิ อัตราภาษี (ร้อยละ)
       
        1-300,000* 5 1-300,000* 5
       
        300,001-500,000 10 300,001-500,000 10
       
        500,001-750,000 15 500,001-750,000 15
       
        750,001-1,000,000 20 750,001-1,000,000 20
       
        1,000,001-2,000,000 25 1,000,001-2,000,000 25
       
        2,000,001-4,000,000 30 2,000,001-5,000,000 30
       
        4,000,001 ขึ้นไป 35 5,000,001 ขึ้นไป 35
       
        * ทั้งนี้ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกยังคงสามารถใช้ต่อไปตามพระราช
       
        กฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551
       
        5. ปรับปรุงเกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ดังนี้
       
        (1) กรณีมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) เพียงประเภทเดียว
       
        - หากผู้มีเงินได้เป็นโสด จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 50,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้เกิน 100,000 บาท
       
        - หากผู้มีเงินได้มีคู่สมรส จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 100,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้รวมกันเกิน200,000 บาท
       
        (2) กรณีมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) และมีเงินได้ประเภทอื่นด้วย หรือกรณีมีเฉพาะเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินได้จากการจ้างแรงงาน
       
        - หากผู้มีเงินได้เป็นโสด จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
       
        - หากผู้มีเงินได้มีคู่สมรส จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 60,000 บาทเป็นต้องมีเงินได้รวมกันเกิน 120,000 บาท
       
        (3) กรณีกองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาทเป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
       
        (4) กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
       
        6. การปรับปรุงดังกล่าวข้างต้น ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2560 เป็นต้นไป การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะทำให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีความเหมาะสมเป็นธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นการช่วยบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้โดยผู้เสียภาษีที่มีเฉพาะเงินได้ประเภทเงินเดือนและหักลดหย่อนส่วนตัวโดยไม่ใช้สิทธิลดหย่อนรายการอื่น จะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีเงินได้ 26,000 บาทต่อเดือน
       
        ทั้งนี้ การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้ฯกระทบรายได้รัฐลดลงปีละ 32,000 ล้านบาท แต่หวังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน ภาษีบุคคลธรรมดาคิดเป็น 17% ภาษีนิติบุคคล 32% ภาษีมูลค่าเพิ่ม 41% ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% ภาษีธุรกิจปิโตรเลียม 5% ฯลฯ
       
        ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ ลดภาษีบุคคลธรรมดารายได้เดือนละ 2.6 หมื่นบาท ไม่ต้องเสีย เริ่มใช้กับรายได้ปี 2560 ที่ยื่นแบบและเสียภาษีปี 2560 รายละเอียดการลดภาษีบุคคลธรรมดา ประกอบด้วย
       
        1. ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า ฯลฯ อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร จากเดิมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็นร้อยละ 50 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
       
        2. ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร จากเดิมให้หักได้เฉพาะค่าแห่งลิขสิทธิ์โดยให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของค่าแห่งลิขสิทธิ์แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ขยายเพิ่มให้ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าวแต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้
       
        3. ปรับปรุงการหักค่าลดหย่อน ดังนี้
        (1) ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
        (2) ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรสของผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
        (3) ค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 30,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร และยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร (จากเดิมที่ให้หักลดหย่อน 2,000 บาท/คน)
        (4) ในกรณีที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท
        (5) กองมรดกเดิมให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
        (6) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เดิมให้หักลดหย่อนแก่หุ้นส่วน คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท เป็นคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท เป็นคนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
       
        4. ปรับปรุงขั้นเงินได้ และบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
        ทั้งนี้ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกยังคงสามารถใช้ต่อไปตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551
       
        5. ปรับปรุงเกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ดังนี้
       
        (1) กรณีมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) เพียงประเภทเดียว
        - หากผู้มีเงินได้เป็นโสด จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 50,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้เกิน 100,000 บาท
        - หากผู้มีเงินได้มีคู่สมรส จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 100,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้รวมกันเกิน 200,000 บาท
        (2) กรณีมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) และมีเงินได้ประเภทอื่นด้วย หรือกรณีมีเฉพาะเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินได้จากการจ้างแรงงาน
        - หากผู้มีเงินได้เป็นโสด จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
        - หากผู้มีเงินได้มีคู่สมรส จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 60,000 บาทเป็นต้องมีเงินได้รวมกันเกิน 120,000 บาท
        (3) กรณีกองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาทเป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
        (4) กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
       
        6. การปรับปรุงดังกล่าวข้างต้น ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2560 เป็นต้นไป การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะทำให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีความเหมาะสมเป็นธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นการช่วยบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้โดยผู้เสียภาษีที่มีเฉพาะเงินได้ประเภทเงินเดือนและหักลดหย่อนส่วนตัวโดยไม่ใช้สิทธิลดหย่อนรายการอื่น จะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีเงินได้ 26,000 บาทต่อเดือน.

          CREDIT : ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์                       
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ตั้งแต่อายุ 15 ไม่อยากมีแฟน ไม่อยากมีครอบครัว อยากโสดตลอดชีวิต เมื่อ: เมษายน 16, 2016, 12:37:27 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                         ตั้งแต่อายุ 15 ไม่อยากมีแฟน ไม่อยากมีครอบครัว อยากโสดตลอดชีวิต  มีใครคิดเหมือนผมบ้างไหม

Pantip.com

      ผมมีความคิดนี้ตั้งแต่อายุ 15  ที่ไม่อยากมีใคร อยากอยู่คนเดียว อยากอยู่แค่กับคนในครอบครัว
 ผมไม่เคยมีแฟนเลย ไม่ขวนขวายที่จะมีอีกด้วย อยู่เป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า แค่นี้ก็พอ
 ผมว่าผมอยู่กับครอบครัวแล้วมีความสุขมากกว่าอยู่กับแฟนหรือคนนอกบ้านเสียอีก
 ผมว่าบางทีการมีคนอื่นเข้ามาในชีวิตมีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งสบายใจและไม่สบายใจ
 ไม่อยากให้มีใครมาสร้างปัญหาสร้างความแตกแยกในบ้าน
 สร้างความร้าวฉานให้ครอบครัว คนใกล้ตัวทะเลาะกัน ปัญหากระทบกระทั่งกัน
 หรือสร้างสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกันหลังจากมีปัญหา
 มันยากที่จะเจอคนดีๆสักคน แล้วดีกับคนในบ้านทุกคน
 ผมเป็นคนรักครอบครัวมากๆครับ ครอบครัวสร้างให้เรามีได้ทุกวันนี้
 ผมอยากจะตอบแทนครอบครัว ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากๆครับ

      ความคิดเห็นที่ 2

เป็นโสดก็ดีอย่างที่ว่ามาค่ะ
ถ้าคุณไม่เหงา เป็นโสดดีกว่ามีแฟนแน่นอนค่ะ

      ความคิดเห็นที่ 3

อย่าๆ เพิ่งรีบพูด
อายุเท่าไรตอนนี้

     ความคิดเห็นที่ 5

ตอนเรียนอยู่ปีสอง
เพื่อนเราคนนึง ผช ก็พูดแบบนี้ ฉันจะไม่มีเมีย ฉันจะอยู่กับแม่ ถ้าแกยังไม่มีผัวเหมือนกัน แก่แล้วเรามาปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กันนะ
ผ่านไปสิบปี มันแต่งก่อนเราอี๊กกกก
ไปงานแต่งมันมาเมื่อปีที่แล้ว เมียมันสวยมาก
อนาคตไม่แน่ไม่นอน คนเราเปลี่ยนกันได้
ตอนนี้ไม่อยากมีก็ไม่ต้องมี อยากมีเมื่อไหร่ก็มีได้ค่ะ
ไม่ทำใครเดือดร้อน ชอบแบบไหนก็ทำไปค่ะ 

      ความคิดเห็นที่ 6

สำหรับเรา เรามีก็ได้ไม่มีก็ได้
เหมือนคห.อื่นๆว่า เมื่อคุณโตขึ้นอายุมากขึ้น มุมมองและทัศนตคิต่างๆมันก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

      ความคิดเห็นที่ 7

ตาม คห ด้านบนทั้งหมดนะ
ความคิดคุณ ไม่ผิด ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ถ้าเป็นไปตามที่คุณพูด แนวโน้ม ชีวิตก็จะสงบสุข เป็นส่วนใหญ่
แต่ก็อย่าง ที่ คห บนๆ พูด เวลาเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน

      ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยข้าพเจ้า
   
สวัสดีพี่น้องผู้เชื่อในพระเจ้าทุกคนนะครับ

      ข้าพเจ้าตัดสินใจทำกระทู้นี้ขึ้นเพื่อจะปรึกษาปัญหาที่ข้าพเจ้ากำลังเผชิญ
 ตลอดช่วงเวลาเกือบ5เดือนที่ผ่านมาช้าพเจ้าเผชิญหน้ากับความทุกข์สุดระทม  ข้าพเจ้าสูญเสียทุกอย่างที่ข้าพเจ้าเคยมีไป  ข้าพเจ้าตกต่ำอย่างมาก  ถูกเพื่อนเเกล้งเพื่อนนินทาที่โรงเรียนข้าพเจ้า    จะทำกิจการใดก็ตามก็ล้วนล้มเหลว ข้าพเจ้ามีเเฟนอยู่คนหนึ่งข้าพเจ้ารักผู้หญิงคนนี้มาก  เเต่สุดท้ายคบกันไปได้7สัปดาห์เธอก็กลายเป็นทอม  ข้าพเจ้าจึงรอคอยให้เธอกลับมา  พอเธอกลับมาก็ไปคบผู้ชายคนอื่นซะงั้นทั้งๆที่ข้าพเจ้าดูเเลเธอดีทุกอย่าง  ด้วยความที่ข้าพเจ้าเผชิญกับปัญหามากมาย ข้าพเจ้าจึงตันสินใจรับเชื่อคริสเตียนเพื่อหวังว่าพระเจ้าจะกู้ข้าพเจ้าเหมือนที่พระองค์กู้โจเซฟจากความตกต่ำ  เเต่สุดท้ายเเล้วชีวิตข้าพเจ้าก็เหมือนเดิม  ข้าพเจ้าตื่นมาทุกเช้าเพื่อเจอเรื่องร้ายๆ  ตื่นขึ้นมาเพื่อถูกรังเเก  ตื่นขึ้นมาเพื่อล้มเหลว  ตื่นขึ้นมาเพื่อรู้ว่าคนที่เรารักอาจไม่มีวันกลับ  ข้าพเจ้าทั้งอษิฐานทั้งไว้วางใจ  เเต่ข้าพเจ้าก็ทุกข์เหมือนเดิม  ทุกอย่างก็เหมือนเดิมข้าพเจ้าพยายามจะเปลี่ยนทุกอย่างเเต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  ความรู้สึกที่ข้าพเจ้ามีต่อพระเยซูเริ่มเเย่ลง   ข้าพเจ้าขาดความเชื่อ   ข้าพเจ้ารอคอยพระเจ้ามาหลายเดือนแล้วเเต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

สุดท้ายเเล้วข้าพเจ้าจึงหวังอย่างยิ่งจากพี่น้องผู้นับถือศาสนาคริสต์ ผู้เชื่อในพระเจ้าทุกท่าน  จะบอกข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าควรทำเช่นไร ถึงจะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้  ข้าพเจ้าต้องทำเช่นไรพระเจ้าถึงจะช่วยข้าพเจ้าข้าพเจ้าต้องทำอย่างไรถึงจะสมหวังมีความสุขอย่างที่คนอื่นเขามีกัน  ข้าพเจ้าไม่ต้องการเปรียบเทียบใครกับตัวข้าพเจ้าหรอก  เเต่มันอดไม่ได้จริงๆ ข้าพเจ้าหวังว่าถ้าพระเจ้ามีจริงก็ขอให้พระองค์ดลใจพวกท่านทั้งหลายในการตอบคำถามข้าพเจ้า   ขอให้พวกท่านอฐิษฐานเผื่อข้าพเจ้าด้วยเถิด ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบนะครับ

ความเห็นจาก Alan Petervich :

      เรามาเจอคำบรรยายของผู้ต้องการความช่วยเหลือสองคน  ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจที่ควรติดตาม และ ถ้าสามารถให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งสองได้ ก็จะเป็นกุศลอย่างยิ่ง  ทั้งสำหรับเขาและสำหรับคุณที่กรุณาให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งสอง

      ขอเรียนเป็นความรู้สำหรับใครก็ตามที่กำลังอ่านข้อมูลที่เรากำลังจะบรรยายอยู่ตรงนี้ว่า  Alan Petervich  เป็นคริสตชนที่นับถือคริสตาสนานิกายโรมันคาทอลิก  และเป็นคริสต์โรมันคาทอลิกที่เรียกกันว่า คริสตังตั้งแต่แบเบาะเกิดมาที่เรียกกันว่า cradle catholic  หรือมิใช่ผู้กลีบใจมาถือความเชื่อคาทอลิกตอนโตแล้ว ที่เรียกกันว่า คริสตังยืนนะครับ  และข้อมูลที่บรรยายตรงนี้  สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตเพื่อชีวิตประจำวันของทุกคน แน่นอน

      ความคิดเห็นที่ 1

ผมว่าจริงๆ แล้วคุณเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานในทุกๆ เรื่องไม่ได้นะครับ สิ่งที่คุณเผชิญ วันนี้คุณรู้สึกหนัก แต่จงขอบพระคุณพระองค์ในทุกๆ กรณี                                                                      เพราะสิ่งที่คุณเผชิญตรงนี้เป็นการทดลองเบื้องต้ันของชีวิตนะครับ เมื่อคุณโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ คุณจะเจอเรื่องที่ยากกว่านี้ครับ
คริสเตียนและคริสตังทุกๆ คนก็ต้องผ่านช่วงเวลานี้เหมือนกันหมดครับ

     ความคิดเห็นที่ 4

ความช่วยเหลือจากพระองค์ มาทันเวลาเสมอ และสิ่งที่พระองค์ประทานให้ล้วนแล้วแต่ดีกับเราเสมอเช่นกัน
ขอพระอวยพรให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งและผ่านการผจญได้ด้วยดี

     ความคิดเห็นที่ 8

พระองค์ช่วยลูกๆของพระองค์ทุกคน
สิ่งที่ จขกท. เล่ามา เรื่องเพื่อน เราเคบโดนแบบนี้ค่ะ
นินทา ทะเลาะ etc.
เรื่องเรียน สอบเข้าที่ที่อยากเรียนไม่ติด ถึง 2 ครั้งใหญ่ๆ #เตรียมอุดมกับธรรมศาสตร์
เราเคยพูดตัดพ้อพระเจ้า แต่เราไม่คิดจะทิ้งพระเจ้า อารมณ์น้อยใจ แต่ก็ไม่ทิ้ง
สุดท้าย ผ่านไประยะนึง พระเจ้าก็ประทานสิ่งที่ดีกว่า ที่เหมาะกว่าสำหรับเรามาให้ค่ะ
บางอย่างสิ่งที่เราหวัง เราขอพระเจ้าเกือบตาย แต่ก็ไม่ได้ เพราะพระเจ้ามีแผนที่ดีกว่าสำหรับเราค่ะ เพียงแค่รอเวลาที่เหมาะ ที่พระเจ้าจะประทานมาให้เท่านั้น
พระเจ้ามาทันเวลาเสมอค่ะ พระองค์ไม่ทอดทิ้งลูกๆของพระองค์ เพียงแค่เรามั่นใจในพระองค์ค่ะ
 Trust in him ยิ้ม
เราจะภาวนาให้ จขกท. อีกแรงเนอะ  พระเจ้าอวยพรค่ะ   
 ชีวิตคริสเตียนหรือคริสตัง--คาทอลิกก็เหมือนกับทุกๆ คนครับ ที่จะต้องมีทุกข์และสุขเป็นบางครั้งในชีวิต 

         Credit :  Pantip.com   
 




 
 
 
 
 

 
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การแพทย์และอัศจรรย์ Medicine and Miracles เมื่อ: เมษายน 15, 2016, 07:42:33 AM
 ยิ้ม
                                                                                       ข้อเท็จจริงห้าประการเกี่ยวกับการประกาศเป็นนักบุญ
                                                                                  สำหรับผู้เฝ้าดูนักบุญและกลุ่มไม่เชิ่อพระเจ้า ซึ่งเชื่อในอัศจรรย์
                                                            Five facts on canonization for saint watchers and atheists who believe in miracles

- See more at: http://blog.oup.com/2014/04/five-facts-canonization-saint-watchers-atheists-believe-miracles/#sthash.KAbUcf42.dpuf
•   APRIL 26TH 2014
By Jacalyn Duffin แจ๊คคาลิน  ดัฟฟิน
……………………………………………………………………………………………………..
Jacalyn Duffin is Professor in the Hannah Chair of the History of Medicine at Queen’s University in Kingston, where she has taught in medicine, philosophy, history, and law for more than twenty years. She has served as President of both the American Association for the History of Medicine and the Canadian Society for the History of Medicine. The author of seven other books and many research articles, she holds a number of awards and honours for research, writing, service, and teaching. She is the author of Medical Miracles; Doctors, Saints, and Healing, 1588-1999 and Medical Saints: Cosmas and Damian in a Postmodern World.

แจ๊คกาลิน ดัฟฟิน เป็นศาสตราจารย์ในตำแหน่งพิเศษของภาควิชาประวัติศาสตร์ของการแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยควีนส์ ในคิงสตัน  ที่ซึ่งเธอได้สอนในวิชาแพทย์ศาสตร์  ปรัชญา  ประวัติศาสตร์ และกฎหมายเป็นเวลามากกว่ายี่สิบปี  เธอได้รับใช้ในประธาน ทั้งของสมาคมอเมริกันเพื่อประวัติศาสตร์การแพทย์ และสมาคมแคนาดาเพื่อประวัติศาสตร์การแพทย์  เป็นผู้เขียนหนังสือเจ็ดเล่มและบทความงานวิจัยอีกมาก  เธอได้รับรางวัลและเกียรติยศสำหรับงานวิจัย  งานเขียน งานบริการและการสอน    เธอเป็นผู้เขียนเกี่ยวกับอัศจรรย์ที่พิสูจน์ทางการแพทย์ คือ บรรดาด๊อกเตอร์ต่างๆ  นักบุญ และงานบำบัดรักษา 1588-1999 และนักบุญที่พิสูจน์ทางการแพทย์ คือ คอสมา และ ดามีอาโน ในโลกหลังความเจริญสมัยใหม่

On 27 April 2014, Pope Francis will canonize two of his predecessors, John XXIII and John Paul II. As the rules require, devotees have long been preparing for their recognition as saints, gathering biographical materials and evidence of miracles. This act brings the number of canonizations in his papacy to ten.

วันที่ 27 เมษายน 2014 พระสันตะปาปาฟรังซิสจะประกาศเป็นนักบุญ สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งก่อนพระองค์ คือ ยอห์น XXIII และ ยอห์น ปอล II  ตามที่กฎระเบียบต้องการ  ผู้ศรัทธากำลังเตรียมการเพื่อรับรู้คนทั้งสองฐานะนักบุญ  โดยรวบรวมเรื่องราวทางประวัติบุคคลและประจักษ์พยานของอัศจรรย์  การกระทำนี้ทำให้จำนวนผู้ได้รับประกาศเป็นนักบุญในสันตะสมัยของพระองค์มีจำนวนสิบคน.

But on 3 April, Francis canonized three lesser known Blesseds, two of whom were French-born Canadians, the other a missionary to Brazil born in the Canary Islands. In the case of these three saints and John XXIII, Francis relied on an equivalent canonization without miracles.
แต่วันที่ 3 เมษายน  สันตะปาปาฟรังซิสได้ประกาศบุญราศีที่รู้จักกันน้อยเป็นนักบุญ  ซึ่งสองคนเป็นชาวแคนาดาเกิดที่ฝรั่งเศส  อีกคนหนึ่งเป็นมิสชันนารีทำงานที่บราซิล เกิดในหมู่เกาะแคนารี  ในกรณีของนักบุญสามองค์นี้ และยอห์น XXIII  ฟรังซิสเชื่อมั่นในการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องการอัศจรรย์

The new round of saint making invites us to consider the role of miracles in the canonization process and ask if it is changing in our time. Below are five things you may not know about the canonization process.

รอบใหม่ของการตั้งนักบุญ คล้ายกับชวนเราให้พิจารณาบทบาทของอัศจรรย์ในกระบวนการแต่งตั้งนักบุญ และถามกันว่าน่าจะกำลังมีการเปลี่ยนแปลงในสมัยของเรา   ข้างล่างนั้น เป็นหลักห้าประการที่คุณอาจไม่ทราบเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งเป็นนักบุญ

(1)   Miracles are used as evidence in the canonization process
อัศจรรย์ต่างๆถูกใช้เป็นประหนึ่งประจักษ์พยานในกระบวนการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญ

Saint-making was once a local procedure, overseen by bishops. During the Counter Reformation, the church codified the analysis of causes through a special committee, the Sacra Rituum Congregatione (SRC). Launched in 1588, these rules were clarified in the 1730s by Prospero Lambertini (1675-1758), who became Pope Benedict XIV in 1740.

ครั้งหนึ่งการตั้งนักบุญเป็นกระบวนการท้องถิ่น  ดูแลโดยบรรดาพระสังฆราช  ระหว่าง Counter Reformation  พระศาสนจักรได้แยกแยะการวิเคราะห์ cause – สาเหตุต่างๆผ่านทางคณะกรรมการพิเศษที่เรียกว่า The Sacra Rituum Congregatione (SRC)  จัดตั้งขึ้นในปี 1588  กฎระเบียบเหล่านี้ได้รับการทำให้ชัดเจนขึ้นในช่วงปี 1730 โดย Prospero Lambertini (1675-1758) ซึ่งได้ขึ้นเป็นระสันตะปาปา Pope Benedict XIV ในปี 1740

Three stages are necessary: first,VENERATION  following an authoritative biography to establish a life of “heroic virtue”; second, beatification following miracles; finally, canonization following more miracles.

สามสถานะที่จำเป็น คือ สถานะแรก VENERATION ที่ได้จากชีวประวัติที่รับรองกัน เพื่อสถาปนา ชีวิตแบบของ “ คุณธรรมขั้นวีรชน “ สถานะที่สอง การประกาศเป็นบุญราศีจากอัศจรรย์ต่างๆ  สถานะสุดท้าย  การประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญจากอัศจรรย์ชุดสุดท้าย

In the Catholic tradition, only God works miracles. Therefore, miracles received after appeals for intercession are taken as evidence that the candidates for sainthood are with God. Elements of due, canonical process, miracles also illustrate how the faithful experience illness.

ในประเพณีคาทอลิก  พระเจ้าเท่านั้นที่บรรดาลให้เกิดอัศจรรย์  ดังนั้น  อัศจรรย์ทั้งหลายที่ได้รับหลังการเรียกร้องเพื่อวอนขอต่อพระองค์ถือเป็นประหนึ่งประจักษ์พยานว่า ผู้มีชื่อรอเหหพื่อการแต่งตั้งเป็นนักบุญ อยู่กับพระเจ้าแล้ว   เรื่องราวอื่นๆก็จะตามมา คือ กระบวนการแต่งตั้ง  อัศจรรย์ต่างๆด้วยจะฉายให้เห็นว่าสัตบุรุษนั้นประสพความเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร

Exemptions from miracles were allowed for rare individuals, especially martyrs—whose deaths were sufficient evidence of sanctity. Nevertheless, the Vatican archives holds many records of miracles ascribed to martyrs, such as the English and Welsh martyrs, Andrew Bobola, John de Brito, and the Jesuit saints of Canada.

การยกเว้นไม่ต้องมีอัศจรรย์มีการอนุญาตสำหรับบุคคลบางคน เป็นต้นมรณสักขี— ซึ่งความตายของคนเหล่านั้นเป็นประจักษ์พยานเพียงพอถึงความศักดิ์สิทธิ์    อย่างไรก็ดี  ศูนย์เอกสารสำคัญของวาติกันสะสมบันทึกรายงานมากมายของอัศจรรย์ที่เกิดจากมรณสักขี เช่น มรณสักขีชาวเวลส์และอังกฤษ แอนดรู โบโบลา  ยอห์น เด บริโต   และเหล่านักบุญเยซูอิตของแคนาดา
 
The Miracle of Saint Donatus. Amiens, Museum of Picardy. Public domain viaWikimedia Commons.

(2)   The majority of miracles over the last four centuries are healings from physical illness, for which scientific testimony is required.

ส่วนใหญ่ของอัศจรรย์เมื่อสี่ศตวรรษที่ผ่านมา เป็นการบำบัดรักษาจากโรคภัยไข้เจ็บฝ่ายกาย  ซึ่งต้องการการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

In my study of 1,400 canonization miracles over four centuries, more than 95 per cent were healings from physical illness. The proportion of “medical miracles” increased to 99 per cent in the twentieth century.

ในการศึกษาของข้าพเจ้าในจำนวนอัศจรรย์การประกาศแต่งตั้งนักบุญ 1,400 กรณีมากกว่าสี่ศตวรรษ  มากกว่า 95 เปอร์เซนต์เป็นการบำบัดรักษาจากโรคภัยไข้เจ็บทางกาย   สัดส่วนของ “ อัศจรรย์ทางการแพทย์ “ เพิ่มเป็น 99 เปอร์เซนต์ในศตวรรษที่ยี่สิบ

Most investigations required testimony of physicians, some of whom were nonbelievers: treating doctors, expert consultants, and occasionally medical family members. In addition, the Congregation for the Causes of Saints (successor of the SRC) relies on a committee of distinguished physicians, the Consulta Medica, to evaluate the claims of postulants.

การสอบสวนส่วนใหญ่ที่สุดต้องการพยานหลักฐานของแพทย์  ซึ่งบางคนเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ  บรรดาแพทย์ที่ปฏิบัติการ  ผู้ให้คำปรึกษาที่เชี่ยวชาญ และบางโอกาสเป็นสมาชิกครอบครัวฝ่ายแพทย์  ข้อเพิ่มเติม  สมณกระทรวงว่าด้วยเหตุการตั้งเป็นนักบุญ –The Congregation for the Causes of Saints (หน่วยงานแทน SRC)  พึ่งพาคณะกรรมการคณะแพทย์ที่มีชื่อเสียง ที่เรียกว่า The Consulta Medica  เพื่อประเมินผลคำเสนอของ postulants

Most investigations seek evidence not only that the patient prayed, but also that she appealed to physicians who used up-to-date diagnostic and treatment strategies.

การสอบสวนส่วนใหญ่ เสาะหาประจักษ์พยาน มิใช่เพียงว่าผู้ป่วยสวดขอเท่านั้น  แต่ยังดูด้วยว่าคนผู้นั้นได้เรียกร้องไปหาบรรดาแพทย์ ซึ่งได้ใช้กรรมวิธีตรวจวิเคราะห์และรักษาแบบทันสมัยด้วย

(3)   Diseases that are healed miraculously change through time, reflect changes in science, epidemiology, and medical therapeutics.

เชื้อโรคที่ได้รับการบำบัดรักษาอย่างน่าอัศจรรย์ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา   สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในวิทยาศาสตร์  การระบาดวิทยา และ อายุรเวททางการแพทย์

The diseases healed by divine intercession reflect the major concerns of any period: fevers in the early period; tuberculosis in the nineteenth century; cancer, neurological, and heart diseases in our time.

โรคที่ได้รับการบำบัดรักษาโดยการเสนอขอจากสวรรค์ สะท้อนความเกี่ยวข้องสำคัญของยุคนั้น   คือ โรคภัยไข้เจ็บในยุคแรกๆ  วรรณโรคในศตวรรษที่สิบเก้า  มะเร็ง  โรคทางประสาท  และโรคเกี่ยวกับหัวใจในสมัยของเรา

Diseases healed by intercession often match characteristics of the new saint. For example, the first miracle ascribed to John Paul II was a French nun’s recovery from Parkinson’s disease. In the cause of Kateri Tekakwitha, whose face had been disfigured by smallpox, the final miracle was the survival of an American boy with native ancestry who suffered flesh-eating disease of his face.

บรรดาโรคที่ได้รับการบำบัดรักษาโดยการเสนอวิวอน บ่อยมากจะคู่ไปกับนักบุญองค์ใหม่  เช่นตัวอย่าง  อัศจรรย์แรกที่ลงความเห็นกันว่าเข้ากับยอห์น ปอล II เป็นการฟื้นคืนของซิสเตอร์ฝรั่งเศสคนหนึ่งจากโรคปาร์กินสัน   ในกรณีของกาเตรี เตกักวิทา ซึ่งหน้าเสียโฉมโดยไข้ทรพิษ  อัศจรรย์สุดท้ายเป็นการฟื้นคืนสภาพของเด็กชายอเมริกันด้วยเถาเหล่ากอพื้นเมืองซึ่งทรมานจากเชื้อโรคที่กินเนื้อที่ใบหน้าของเขา

The committee of expert physicians examines every miracle submitted for consideration, assessing the diagnosis, the quality of treatments, and plausible, scientific explanations for the cure.If the diagnosis was unreliable, or the treatment short of contemporary standards, or the cure scientifically explicable, then the healing may be recognized as an act of grace, but not a miracle.

คณะกรรมการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบทุกอัศจรรย์ที่ส่งเพื่อให้ตรวจสอบพิจารณา  ประเมินผลการวินิจฉัยโรค  คุณภาพของการจัดการรักษา และ คำอธิบายทางวิชาการที่มีเหตุผลสำหรับการรักษา  ถ้า การตรวจวินิจฉัยโรคพึ่งพาไม่ได้  หรือ การรักษาขาดมาตรฐานตามสมัย  หรือการรักษาสามารถอธิบายได้ทางวิชาการ  ถ้าเช่นนั้น การบำบัดรักษาอาจเป็นที่รับรู้ว่าเป็นการกระทำจากพระหรรษทาน มิใช่อัศจรรย์แต่อย่างใด 

(4)   Saint-making and recognition of miracles has been streamlined.

การตั้งนักบุญและการรับรู้อัศจรรย์ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น

Many miracles were necessary for canonization in the past. Seventeenth-century causes saw an average of fifteen to twenty miracles. Benedict XIV emphasized quality and scientific scrutiny over quantity. Thereafter, the average number of miracles for each cause declined to approximately four, although some boasted many more.

อัศจรรย์จำนวนมากเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการประกาศต่งตั้งเป็นนักบุญ  หลายกรณีในศตซรรษที่สิบเจ็ด โดยเฉลี่ยจะประกอบด้วยอัศจรรย์สิบห้าถึงยี่สิบเรื่อง   พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ XIV ได้เน้นคุณภาพและการคัดกรองทางวิชาการมากกว่าปริมาณ  ตั้งแต่นั้นมา  จำนวนเฉลี่ยของอัศจรรย์สำหรับแต่ละกรณีลดลงเป็นประมาณสี่เรื่อง แม้บางกรณีจะยังคุยว่ามีมากกว่านั้น

For much of the twentieth century, a cause could not be considered until at least fifty years had elapsed following the death of the candidate. Also, the would-be saint should have interceded for two miracles before beatification, and another two for canonization.   During the papacy of John Paul II, the process was streamlined. The wait time was reduced to five years after death, and the miracle requirement, to only one for each of beatification and canonization.

ส่วนมากในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ  จะไม่มีการพิจารณากรณีใดนอกจากอย่างน้อยจะรออีกห้าสิบปีหลังความตายของผู้รอพิการจารณา  และ นักบุญที่จะได้รับการประกาศแต่งตั้ง ควรผ่านด้วยอัศจรรย์สองเรื่องก่อนการประกาศเป็นบุญราศี  และอีกสองเรื่องสำหรับการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญ  ในระหว่างสมณสมัยสันตะปาปาของยอห์น ปอล II  กระบวนการได้ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น  ช่วงเวลารอถูกลดลงเป็นห้าปีหลังความตาย และความต้องการอัศจรรย์  เพียงหนึ่งเรื่องสำหรับแต่ละการประกาศเป็นบุญราศี และการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญ

(5)   The need for miracles in the canonization process may be on the wane.

ความต้องการอัศจรรย์ในกระบวนการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญอาจจะกำลังจะสิ้นสุด

Gathering miracle evidence is expensive and time-consuming. Emerging nations rarely have elegant technologies, such as CT and MRI machines, demanded for exacting proof of diagnosis and healing. Finding witnesses and documenting illnesses long past is difficult.

การรวบรวมประจักษ์พยานที่เป็นอัศจรรย์ต้องใช้เงินมากและเสียเวลานาน   ชาติต่างๆที่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้เองน้อยมากที่จะมีเทคโนโลยีที่นำมาใช้ได้  เช่นเครื่อง CT และ MRI  ต้องนำมาใช้เพื่อได้ข้อพิสูจน์ที่แม่นยำของการวินิจฉัยโรคและการบำบัดรักษา  การเสาะหาพยานและเอกสารเกี่ยวกับโรคต่างๆที่เกิดนานแล้วก็เป็นเรื่องยุ่งยากมาก

Some churchmen worry that the emphasis on miracles and up-to-date medicine poses an unfair and unnecessary hurdle for people of developing nations who should be entitled toVENERATE  exemplary lives of local champions. In causes from 1588 to 1999, only three hailed from Africa: all beatifications by John Paul II on the basis one medical miracle each; one of these three, Sudanese nun Josephine Bakhita (d. 1947), was canonized in 2000.

นักการศาสนาบางคนห่วงกังวลว่า การเน้นเรื่องอัศจรรย์และการแพทย์ทันสมัย ก่อให้เกิดแอกหนักที่ไม่ยุติธรรมและไม่จำเป็นสำหรับประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งควรตั้งเพื่อคารวะชีวิตที่เป็นตัวอย่างของวีรชนท้องถิ่นก็พอ   ในหบายกรณีจากปี 1588 ถึง 1999  เพียงสามคนที่ได้รับยกย่องจากอาฟริกา   การแต่งตั้งเป็นบุญราศีทั้งหมดโดยยอห์น ปอล II ตามมาตรฐานอัศจรรย์ทางการแพทย์หนึ่งเรื่องสำหรับหนึ่งกรณี  หนึ่งในสามคนนี้ เป็นซิสเตอร์ชาวซูดาน โจเซฟิน บักคิตา ( มรณะ 1947) ได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญในปี 2000

Similarly, some clerics are concerned that the emphasis on miracles skews the process away from its main mission: to celebrate inspirational, human lives. Miracles sensationalize a process intended to enhance the accessibility of faith in daily life.

คล้ายกัน  นักพรตบางองค์ห่วงใยว่า การเน้นอัศจรรย์ทำให้กระบวนการเอียงออกไปจากพันธกิจหลักของเรื่อง  คือ เฉลิมฉลองชีวิตมนุษย์แบบได้รับการดลใจจากพระเจ้า  อัศจรรย์นั้นทำให้รู้สึกสัมผัสกระบวนการที่มุ่งจะส่งเสริมการถือความเชื่อในชีวิตประจำวัน

They also argue that emphasizing miracles downplays the intrinsic merits of prayer. Most people who pray do not receive miracles. Nevertheless, prayer provides consolation, comfort, insight, and strength.

พวกเขาโต้แย้งด้วยว่า การเน้นอัศจรรย์ ลด ผลที่เกิดจากเนื้อแท้ของคำภาวนา  ประชาชนส่วนใหญ่ที่สวดภาวนาไม่ได้รับอัศจรรย์  ทั้นั้นก็ดี  คำภาวนาทำให้เกิดความประโลมใจ  กำลังใจ  ความเข้าใจลึกซึ้งและพละกำลัง

With his first canonizations, Pope Francis is bucking tradition in a manner consistent with his focus on person-centered simplicity. His April 2014 decision to canonize four saints without miracles is technically within “the rules.” But it bypasses the strict, centuries-old procedures of miracles in order to celebrate their intellectual lives, as well as their spirituality, by drawing attention to their contributions as educators and scholars for the disadvantaged.

ด้วยการประกาศแต่งตั้งนักบุญชุดแรก  พระสันตะปาปาฟรังซิสกำลังเร่งให้เกิดประเพณีในลักษณะที่ตรงกับการเพ่งเล็งความซื่อของบุคคล   การตัดสินใจในเดือนเมษายน ปี 2014 ที่ประกาศแต่งตั้งนักบุญสี่องค์โดยไม่มีอัศจรรย์ประกอบ ในทางเท็คนิคอ้างว่าอยู่ใน “ กฎเกณฑ์ “  แต่ ไม่ทำตามกระบวนการเก่าแก่เรื่องอัศจรรย์ที่เข้มงวดมานานหลายศตวรรษ เพื่อเฉลิมฉลองชีวิตที่มีสติปัญญาของพวกเขา  เช่นเดียวกับความมีจิตวิญญาณของพวกเขา  โดยการดึงเอาความตั้งใจเพื่อการอุทิศของตนเช่นนักการศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด

Miracles notwithstanding, saint-making is and has always been a product of politics and diplomacy between the Vatican and flocks of the faithful.
 
อัศจรรย์นั้นแม้จะมี  การแต่งตั้งเป็นนักบุญจะเป็นและได้เป็นเสมอมา คือผลผลิตของการเมืองและการทูต ระหว่างวาติกันและฝูงชนชาวสัตบุรุษทั้งหลาย

- See more at: http://blog.oup.com/2014/04/five-facts-canonization-saint-watchers-atheists-believe-miracles/#sthash.KAbUcf42.dpuf

 
                                                                   
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: ข้อกําหนดของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย เมื่อ: เมษายน 15, 2016, 07:24:12 AM
 ยิ้ม

DECREE NUMBER 13
Declarations and Promises
in case of Mixed Marriage

CANON 1126

It is for the Conference of Bishops to prescribe the manner in which these declarations
and promises, which are always required, are to be made, and to determine how they
are to be established in the external forum, and how the non-catholic party is to be
informed of them.
 In accordance with the prescriptions of canon 1126, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees as follows:
1) the Catholic party is to declare that he or she is prepared to remove dangers
of defecting from the faith, and is to make a sincere promise to do all in his or
her power in order that all the children be baptized and brought up in the
Catholic Church, the manner of these declarations are to be made in writing
before the parish or his delegated priest;
2) the other party is to be informed in good time of these promises to be made by
the Catholic party, so that it is certain that he or she is truely aware of the
promise and of the obligation of the Catholic party, he or she is to sign the name
30
before the parish priest or his delegated priest showing he or she recognizes
the declaration and promise of the catholic party;
3) both parties are to be instructed about the purposes and essential properties
 of marriage by the parish priests or the person duly delegated;
4) the above mentioned norms are to be applied also the case of disparity of
worship.
31
กฤษฎีกา 13
คําประกาศและคํามั่นสัญญาต่างๆ ในกรณีของการสมรสระหว่างฝ่ายคาทอลิกกับฝ่ายที่รับศีลล้างบาป
แต่ไม่เป็นคาทอลิก

มาตรา 1126 สภาพระสังฆราชจะต้องกําหนดวิธีการซึ่งจะทําให้การประกาศ และคํามั่นสัญญาต่างๆซึ่ง
เป็นข้อเรียกร้องเสมอนั้นได้ถูกทําให้สําเร็จไปและต้องกําหนดว่าจะแสดงออกมาในขอบเขต
ภายนอกอย่างไร รวมทั้งจะทําอย่างไรเพื่อให้ฝ่ายที่ไม่ใช่คาทอลิกได้รับทราบ
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1126 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่ง
ประเทศไทย ประกาศดังต่อไปนี้
 1) ฝ่ายคาทอลิกจะต้องประกาศว่า เขาหรือเธอจะพยายามขจัดอันตรายใดๆ อันอาจ
 ทําให้เสียความเชื่อ และสัญญาด้วยใจจริงว่าจะพยายามสุดกําลังให้บุตรทุกคนได้
 รับศีลล้างบาป และรับการอบรมในศาสนาคาทอลิก วิธีการประกาศนี้ต้องทําเป็น
 ลายลักษณอักษรต่อเจ้าอาวาส หรือพระสงฆ์ที่ได้รับมอบอํานาจจากเจ้าอาวาส
 2) ฝ่ายที่ไม่เป็นคาทอลิกจะต้องได้รับการแจ้งให้ทราบถึงคํามั่นนสัญญาของคาทอลิกใน
 เวลาที่เหมาะสม เพื่อว่าเขาหรือเธอจะได้รับทราบถึงคํามั่นสัญญาและภาระหน้าที่
 ของฝ่ายคาทอลิก และเขาหรือเธอจะต้องลงนามต่อหน้าเจ้าอาวาสหรือผู้ที่ได้รับมอบ
 อํานาจจากเจ้าอาวาส เพื่อแสดงวาเขาหรือเธอรับรู้คําประกาศและคํามั่นสัญญาของ
 ฝายคาทอลิก*
 3) ทั้งสองฝายจะต้องได้รับการอบรมสั่งสอนในเรื่องจุดประสงค์ของการสมรส คุณสมบัติ
 ที่สําคัญๆของการสมรส โดยเจ้าอาวาสเองหรือบุคคลที่ได้รับมอบอํานาจในด้านนี้
 4) ข้อกําหนดข้างบนนี้ให้ประยุกต์ใช้กับการสมรสแบบต่างคนต่างถือศาสนาของตน
(Disparity of worship) ด้วย
* คํามั่นสัญญาแบบที่สภาพระสังฆราชฯรับรองให้ดูภาพผนวกที่ 2 ด้านหลังนี้
32
DECREE NUMBER 14
Holy Days of Obligation

CANON 1246

# 2. However, the Conference of Bishops may, with the prior approval of the Apostolic
 See, suppress certain holy days of obligation or transfer them to a Sunday.
In accordance with the prescriptions of canon 1246#2, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that the holy days of obligation to be
observed in Thailand are : all Sundays of the year, Christmas day. The feasts of
the Epiphany, the Ascension of Christ, the Body and Blood of Christ, the
Assumption, the feast of the Apostles SS. Peter and Paul, and the feast of all
Saints are transferred to the Sundays following.
The other feasts listed in canon 1246#1 will not be observed as holy days of
obligation : the feast of Mary the Mother of God, the Immaculate Conception
and the feast of St.Joseph.
N.B. If the feast of Mary the Mother of God, the Immaculate Conception and the feast of St.Joseph are transferred to
 the Sunday following, the will coincide with other Feasts and with a Sunday of lent.
33
กฤษฎีกา 14
วันฉลองบังคับ

มาตรา 1246 # 2 อย่างไรก็ตาม สภาพระสังฆราชอาจจะยุบวันฉลองบังคับบางวันไป หรืออาจจะ
เลื่อนวันฉลองบังคับไปเป็นวันอาทิตย์ทั้งนี้ต้องได้รับอนุมัติจากสันตะสํานักก่อน
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1246 # 2 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่ง
ประเทศไทย ประกาศว่า “วันฉลองบังคับตรงวัน คือ ทุกวันอาทิตย์ตลอดปีและวันพระคริสตสมภพ
ส่วนวันฉลองบังคับอื่นๆได้แก่  วันสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์  สมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์
สมโภชนักบญเปโตรและเปาโล ุ และสมโภชนักบุญทั้งหลายให้เลื่อนฉลองอาทิตย์ถัดไป
วันฉลองบังคับอื่นๆ ที่มาตรา 1246 # 1 ระบุไว้ให้ถือเป็นวันฉลองสําคัญและไม่บังคับ ได้แก่     วันสมโภชพระนางมารีย์พระชนนีพระเป็นเจ้า วันสมโภชพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล และวันสมโภชนักบุญยอแซฟ
ข้อสังเกต : วันสมโภชพระนางมารีย์พระชนนีพระเป็นเจ้า วันสมโภชพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล และวันสมโภชนักบุญ
 ยอแซฟ ไม่ถูกกําหนดให้เป็นวันฉลองบังคับสําหรับประเทศไทย  อาจฉลองตรงวันหรือวันเสาร์ถัดไปก็ได้  ถ้าเลื่อน
 ไปวันอาทิตย์ถัดไปก็จะไปตรงกับวันฉลองอื่นๆ หรือไปตรงกับวันอาทิตย์ในเทศกาลมหาพรต
34
DECREE NUMBER 15
Fast and Abstinence

CANON 1253

The Conference of Bishops can determine more particular ways in which fasting and
abstinence are to be observed. In place of abstinence or fasting it can substitute, in
whole or in part, other forms of penance, especially works of charity and exercises of
piety.
In accordance with the prescriptions of canon 1253, the Catholic Bishops’ Conference
of Thailand hereby decrees the other forms of penance to take the place of abstinence
or fasting as follows :
1) doing other acts of devotion, such as the Way of the Cross, visiting the
 Blessed Sacrament, saying the Rosary;
2) performing acts of charity, such as giving alms, visiting the sick;
3) abstaining from food or from something we usually enjoy doing e.g., abstaining
from alcoholic drinks or from smoking.
35

กฤษฎีกา 15
การอดเนื้อและอดอาหาร

มาตรา 1253
 สภาพระสังฆราชสามารถกําหนดแนวทางพิเศษให้ปฏิบัติตามในเรื่องของการอดเนื้อและ
และอดอาหาร โดยการทํากิจชดเชยใช้โทษบาปอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติกิจเมตตา
ปราณีและปฏิบัติกิจศรัทธา ทดแทนการอดเนื้อและอดอาหารบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1253 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
 ประกาศว่า ให้ทํากิจชดเชยใช้โทษบาปอื่นๆ ทดแทนการอดเนื้อและอดอาหารดังต่อไปนี้
 1) ปฏิบัติกิจศรัทธาแบบอื่นๆเช่น เดินรูป 14 ภาพ เฝ้าศีลมหาสนิท สวดสายประคํา ฯลฯ
 2) ปฏิบัติกิจเมตตาปราณี เช่น ให้ทานคนจน  เยี่ยมคนป่วย  ฯลฯ
 3) งดเว้นอาหาร หรือสิ่งที่เคยปฏิบัติเป็นประจํา เช่น งดดื่มสุราและเบียร์ งดสูบบุหรี่
36
DECREE NUMBER 16
Collections

CANON 1265

#2. The Conference of Bishops can draw up rules regarding collections, which must
be observed by all. Including those from their foundation are called and are
 “mendicants”
In accordance with the prescriptions of canon 1265#2, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that the following norms on fundraising must
be observed:
1) all private juridical or physical persons must have the written permission of their
 own Ordinary and of the local Ordinary;
2) in seeking permissions both from their own Ordinary and the local Ordinary, the
purpose, the means, the time and place must be put in writing with the request;
3) those who requested have to send a report of the collection to their proper
 Ordinaries if they are of diocesan right;
4) these norms are not to be applied to mendicant religious, unless they wish to
collect money for purposes other than their sustenance
37
กฤษฎีกา 16
การเรี่ยไร

มาตรา 1265 # 2
 สภาพระสังฆราชสามารถร่างกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเรี่ยไรขึ้นมา ซึ่งทุกคนต้อง
ถือตามรวมทั้งบรรดาสมาชิกในคณะนักพรตภิกขาจาร (mendicants) ด้วย
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1265 # 2 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่ง
ประเทศไทย ประกาศว่า ในการเรี่ยไรต่างๆให้ถือตามเกณฑ์ต่างๆ ต่อไปนี้
1) บุคคลหรือนิติบุคคลทั้งหมดที่จะทำการเรี่ยไรได้ต้องได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร
 จากพระสังฆราชของตน และจากพระสังฆราชประมุขท้องถิ่นที่จะทำการเรี่ยไรเสียก่อน
2) ในการขออนุมัติทั้งจากพระสังฆราชของตน และจากพระสังฆราชประมุขท้องถิ่นที่จะไปทําการ
 เรี่ยไรนั้น ให้แจ้งวัตถุประสงค์ วิธีการ กําหนดเวลาและสถานที่ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรใน
 ใบคําร้องนั้น
3) ผู้ขอเรี่ยไรที่ได้รับอนุมัติอย่างถูกต้อง เมื่อทําจบครบแล้วให้ส่งบัญชีเรี่ยไรแก่พระสังฆราชของตน
 ถ้าเขาขึ้นตรงต่อสังฆมณฑล
4) สําหรับคณะนักพรตภิกขาจาร ที่อาศัยทานจากคนบริจาคในการเลี้ยงชีพ (mendicant religious)
 ไม่ต้องถือตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ข้างบนนี้  เว้นแต่พวกเขาจะเรี่ยไรเพื่อจุดประสงค์อื่นนอกเหนือไป
 จากการยังชีพของพวกเขา
38
DECREE NUMBER 17
Acts of Extraordinary
Administration

CANON 1277
In carrying out acts of administration which, in the light of the financial situation of the
diocese, are of major importance, the diocesan Bishop must consult the finance
committee and the college of consultors. For acts of extraordinary administration,
exceot in cases expressly provided for in the universal law or stated in the documents
of foundation, the diocesan Bishop needs the consent of the committee and of the
college of consultors. It is for the Conference of Bishops to determine what are to be
regarded as acts of extraordinary administration.
In accordance with the prescriptions of canon 1277, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that the following acts of administration
will be considered as acts of extraordinary administration and therefore will be
subject to the limitations of canons which regulate such acts :
1) acts which, according to the prescriptions of the Code of Canon Law,
require the approval or the advice of certain groups or advisors;
2) acts of alienation of property, which include : sale of church land and
39
 buildings, entering into long-term loans or mortgages bonds or debentures,
transfer of corporate ownership to lay boards (these acts are also subject
to the limitations of canon 1292 ss);
 3) acts which endanger the patrimony of a juridical person (these acts are also
 subject to the limitations of canon 1292ss);
 4) acceptance or refusal of an inheritance, a bequest, a donation or foundation
 because of long-term obligations;
5) leasings or renting properties for longer than six years (these acts are
 also subject to the prescriptions of canon 1297);
6) purchasing of real estate;
7) opening of a cemetery;
เจ๋ง construction of new buildings or extensive repairs on old buildings;
9) establishment of a school or institution.
 
40
กฤษฎีกา 17
การดําเนินกิจการพิเศษ

มาตรา 1277 ในการดําเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ถือว่า มีความสําคัญมากตามฐานะทางด้านการเงินของสังฆมณฑลนั้น
พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑลจะต้องปรึกษาคณะกรรมการฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน
และคณะที่ปรึกษา  ส่วนการดําเนินกิจการพิเศษ ยกเว้นกรณีที่กฎหมาย  สากล
ระบุไว้ชัดเจน หรือกรณีของมูลนิธิที่มี เอกสารระบุไว้  พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑล ต้อง
ได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน และคณะที่ปรึกษา  เป็น
หน้าที่ของสภาพระสงฆราชจะกำหนดว่าการดําเนินกิจการพิเศษมีอะไรบ้าง
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1277 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
ประกาศว่าการดําเนินกิจการต่างๆ ดังต่อไปนี้ ถือเป็นการดําเนินกิจการพิเศษซึ่งจะต้อง
ขึ้นอยู่กับข้อจํากัดของมาตราต่างๆ ที่ควบคุมเรื่องเหล่านี้ ได้แก่
 1) กิจการต่างๆ ที่ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ระบุว่าต้องได้รับความเห็นชอบหรือ ต้อง
 ขอคําแนะนําต่างๆ
2) การขายทรัพยสมบัติ เช่น ขายที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างของวัด การทําสัญญากู้ยืมหรือ
จํานองพันธบัตรหรือใบหุ้นของบริษัทเป็นเวลายาวนาน การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์บริษัทของ
วัดไปให้คณะกรรมการที่เป็นฆราวาส  (การทําเช่นนี้ยังต้องขึ้นต่อข้อจํากัดของมาตรา 1292 อีกด้วย)
 3) กิจการต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อศาสนสมบัติที่นิติบุคคลต่างๆเป็นเจ้าของ
 (กิจการนี้ยังต้องขึ้นต่อข้อจํากัดของมาตรา 1292 อีกด้วย)
 4) การรับหรือการปฏิเสธมรดก พินัยกรรมยกมรดกให้กองบริจาคหรือกองมูลนิธิที่มี พันธะ ผูกพันยาวนาน
 5) ให้เช่าหรือเงินค่าเช่าทรัพย์สมบัติที่กินเวลายาวนานกว่า 6 ปี (การทําดังนี้ยังต้องขึ้นต่อ
 กฎหมายมาตรา 1297 ด้วย)
 6) การซื้อที่ดินและสิ่งก่อสร้าง (real estate)
 7) การเปิดสุสาน
41
 เจ๋ง การก่อสร้างตึกใหม่หรือการซ่อมแซมต่อเติมตึกเก่า
 9) การก่อสร้างโรงเรียนหรือสถาบัน
42
DECREE NUMBER 18
Alienation of Church Property

CANON 1292
#1. Without prejudice to the provision of canon 638#3, when the amount of the
 goods to be alienated is between the minimum and maximum sums to be
 established by the Conference of Bishops for its region, the competent authority
 in the case of juridical persons not subject to the diocesan Bishop is determined
by the juridical person’s own statutes. In other cases, the competent authority is
the diocesan Bishop acting with the consent of the finance committee, of the
college of consultors, and of any interested parties. The diocesan Bishop needs
the consent of these same persons to alienate goods which belong to the diocese
itself.
#2. The permission of the Holy See also is required for the valid alienation of goods
 whose value exceeds the maximum sum, or if it is a question of the alienation of
 something given to the Church by reason of a vow, or of objects which are
 precious by reason of their artistic or historical significance.
#3. When a request is made to alienate goods which are divisible, the request must
statewhat parts have already been alienated; otherwise, the permission is in valid.
#4. Those who must give advice about or consent to the alienation of goods are not
to give this advice or consent until they have first been informed precisely both
43
about the economic situation of the juridical person whose goods it is proposed
to alienate and about alienations which have already taken place.
In accordance with the prescriptions of canon 1292, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that for selling the goods in amounts of
Less than 500,000 Bant (US $ 20,000), the diocesan Bishop may carry out these
acts on his own. Acts between 500,000 Baht (US $ 20,000) and 25,000,000 Baht
(US $ 1,000,000) : the diocesan Bishop needs the consent of the Finance
Committee and the College of Consultors. Acts over 25,000,000 Baht (US $
1,000,000) : the consent of the Holy See is also required before the transaction
can be validly concluded.
44
กฤษฎีกา 18
การขายศาสนสมบัติ

มาตรา 1292 # 1 โดยไม่ตัดสิทธิ์ที่กล่าวไว้ในมาตรา 638 # 3 เมื่อจำนวนทรัพย์สินที่จะขายอยู่ใน
ระหว่างวงเงินต่ำสุดกับวงเงินสูงสุด ซึ่งสภาพระสังฆราชจะต้องเป็นผู้กําหนดให้ใช้ใน
ภาคปกครองนั้น ผู้มีอํานาจในการกําหนดวงเงินสาหรับนิติบุคคลที่ไม่ขึ้นตรงต่อ
พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑล ขึ้นอยู่กับธรรมนญของนิติบุคคลนั้นเอง ส่วนกรณี
อื่นๆ ผู้มีอํานาจคือ พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑลที่กระทําไปโดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการฝ่ายการเงินและทรัพย์สินกับของคณะที่ปรึกษาและของฝ่าย
ทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑลต้องการความเห็นชอบจากคณะ
บุคคลเดียวกันเหล่านั้นด้วยในการขายทรัพย์สินซึ่งเป็นของสังฆมณฑลเอง
 #2 การขายทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกินวงเงินสูงสุด หรือการขายบางสิ่งที่ได้มาจากการมอบ
ให้พระศาสนจักรโดยถือตามคําปฏิญาณหรีอ การขายวัตถุสิ่งของที่ล้ำค่าในด้าน
ศิลปะ หรือทรงคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ต้องได้รับอนุมัตจากสันตะสํานักก่อน
จึงจะถือว่าถูกต้อง
 #3 เมื่อคําร้องเพื่อขออนุมัติบ่งถึงการขายทรัพย์สินที่แบ่งสันปันส่วนได้ ในใบคําร้อง
ต้องระบุว่าส่วนไหนที่ได้ขายไปแล้วบ้าง มิฉะนั้น การอนุมัตินั้นถือว่าเป็นโมฆะ
 #4 บุคคลเหล่านั้นมีหน้าที่ให้คําแนะนําหรือให้ความเห็นชอบในเรื่องการขายทรัพย์สิน
จะต้องไม่ให้คำแนะนําหรือให้ความเห็นชอบจนกว่าพวกเขาจะได้รับการแจ้งให้ทราบ
สถานะทางด้านเศรษฐกจทิ่แท้จริงของนิติบุคคลที่เสนอขายทรัพย์สินนั้น และ
เกี่ยวกับการขายต่างๆ ที่เคยทําไปแล้ว
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1292 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
ประกาศว่า สําหรับการขายทรัพย์สินที่มีจํานวนเงินต่ำกว่า 500,000 บาท พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑล
สามารถทําได้เลย ถ้าหากอยู่ในระหว่างวงเงิน 500,000-25,000,000 บาท พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑล
ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฝ่ายการเงินและทรัพยสิน และของคณะที่ปรึกษา แต่
หากเป็นเงินมากกว่า 25,000,000 บาทขึ้นไป ต้องได้รับความเห็นชอบจากสันตะสํานักด้วย
46
DECREE NUMBER 19
Leasing of Ecclesiatical
Immovable Property

CANON 1297
It is the duty of the Conference of Bishops, taking into account the local circumstances,
to determine norms about the leasing of ecclesiastical goods, especially about
permission to be obtained from the competent ecclesiastical authority.
In accordance with the prescriptions of canon 1297, the Catholic Bishops’ Conference
of Thailand hereby decrees that the following norms shall be observed when it is
question of leasing or renting ecclesiastical goods:
1) The leasing of ecclesiastical property, when the lease extends over a period of six
years, constitutes an act of extraordinary administration, and is subject to the
prescriptions of canon 1277, or, in the case of institutes of consecrated life, of
canon 638#1.
2) Any leasing or renting of ecclesiastical property should be done in writing,
observing all applicable civil and particular laws.
3) Normally, the Church property shall not be leased for less than the current
comparable rates. If, however, in particular circumstances, the property is to be
leased for less than these rates, the written permission of the Ordinary is to be
47
obtained beforehand, except in the case of institutes of consecrated life of
pontifical right where permission of the major superior shall be obtained.
4) If the total amount of rent to be paid exceeds the maximum amount determined
for the region for acts of alienation of ecclesiastical goods. and if the leases has a
duration of more than nine years, the permission of the Holy See is also to be
obtained beforehand.
 
48
กฤษฎีกา 19
การให้เช่าศาสนสมบัติที่เป็นอสังหริมทรัพย์

มาตรา 1297 เป็นหน้าที่ของสภาพระสังฆราชที่จะออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการให้เช่าศาสนสมบัติ โดย
พิจารณาจากสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้น เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการอนุมัติที่จะต้อง
ได้รับจากผู้มีอํานาจในพระศาสนจักร
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1297 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศ
ไทย ประกาศว่าการให้เช่าหรือค่าเช่าศาสนสมบัติต้องถือตามกฎเกณฑ์ต่างๆ  ต่อไปนี้
1) การให้เช่าศาสนสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 6 ปีที่เราถือว่าเป็นการดําเนินกิจการ
 พิเศษ ต้องขออนุมัติและต้องขึ้นกับมาตรา 1277 ด้วย หรือในกรณีของสถาบันนักบวช
 ก็ให้ขึ้นกับมาตรา 638 # 1
2) การให้เช่าหรือเงินค่าเช่าศาสนสมบัติใดๆ ต้องทําเป็นลายลักษณ์อักษรโดยยืดถือ
 กฎหมายบ้านเมืองและกฎหมายทองถิ่นมาประยุกต์ใช้
3) ตามปกติแล้วจะต้องไม่ให้เช่าศาสนสมบัติในราคาที่น้อยกว่าราคาที่เป็นจริงในขณะนั้น
 อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจให้เช่าศาสนสมบัติต่ํากว่าราคาที่เป็นจริงได้ แต่
 ต้องได้รับอนุมัติจากพระสังฆราชก่อน ยกเว้นในกรณีของสถาบันนักบวชที่ขึ้นตรงต่อ
 สันตะสํานักซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากมหาอธิการก่อน
4) ถ้าจํานวนเงินค่าเช่าศาสนสมบัติทั้งหมดเกินวงเงินสูงสุดที่กําหนดใช้ในภาคพระศาสน
 จักรนั้น และถ้าการให้เช่ามีระยะยาวนานกว่า 9 ปี   ต้องได้รับอนุมัติจากสันตะสํานักก่อน
49
DECREE NUMBER 20
Lay Judges in Ecclesiastical
Tribunals

CANON 1421
#2. The Episcopal conference can permit that lay persons also be appointed judges.
Where necessity suggests, one of these can be chosen in forming a college of
judges.
 In accordance with the prescription of canon 1421#2, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that where it is opportune to do so, lay
person who have the necessary qualifications as outlined in the law, may be
appointed judges in Church courts, to be part of a Collegial Tribunal.
50
กฤษฎีกา 20
ผู้วินิฉัยฆราวาสในพระศาสนจักร

มาตรา 1421 # 2 สภาพระสังฆราชสามารถอนุมัติให้ฆราวาสให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้วินิจฉัยได้คนหนึ่ง
ในพวกเขาจะได้รับเลือกเป็นคณะผู้วินิจฉัยในที่ที่เห็นว่าจําเป็น
เพื่อให้สอดคล้องกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1421 # 2 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศ
ไทยประกาศว่าที่ใดเห็นว่าเหมาะสมจะทำเช่นนั้น ก็อาจจะแต่งตั้งผู้วินิจฉัยที่เป็นฆราวาส ซึ่งมี
คุณสมบัติต่างๆ  ตามที่กฎหมายระบุไว้ในพระศาสนจักรได้ให้เป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้วินิจฉัย
51
DECREE NUMBLE 21
One Judge in Matrimonial Cases

CANON 1425
#1. The following matters are reserved to a collegiate tribunal of three of three
 judges, any contrary custom being reprobated:
 10
 contentious cases:
a) concerning the bond of sacred ordination;
b) concerning the bond of marriage, without prejudice to the provisions of
canon 1686;
 20
 penal cases:
a) for offences which can carry the penalty of dismissal from the clerical
state;
b) concerning the imposition or declaration of an excommunication.
#2. The Bishop can entrust the more difficult cases or those of greater importance to
the judges.
#3. The judicial Vicar is to assign judges in order by rotation to hear the individual
cases, unless in particular cases the Bishop has decided otherwise.
#4. In a trial at first instance, if it should happen that it is impossible to constitute a
college of judges, the Episcopal Conference can for as long as the impossibility
persists, permit the Bishop to entrust cases to a sole clerical judge. Where
possible, the sole judge is to associate with himself an assessor and an audior.
52
#5. One judges have been designated, the judicial Vicar is not to replace them,
except for a very grave reason, which must be expressed in a decree.
 In accordance with the prescriptions of canon 1425, the Catholic Bishop’
Conference of Thailand hereby decrees that when it is not possible to constitute a
Collegial Tribunal of three judges in first instance for the adjudication of
marriage nullity cases, the case may be entrusted to one clerical judge, who,
where possible, shall be assisted by an assessor and an auditor.
53
กฤษฎีกา 21
ผู้วินิจฉัยคนเดียวในกรณีเกี่ยวกับการสมรส

มาตรา 1425 # 1 ในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ให้ใช้คณะผู้วินิจฉัยอย่างน้อย 3 คน ขนบธรรมเนียมประเพณี
ใดๆ ที่ตรงข้ามให้เพิกถอนไป กล่าวคือ
 ก. คดีความแพ่ง
 ก.1 เกี่ยวข้องกับพันธะของศีลบวชอันศักดิ์สิทธิ์
ก.2 เกี่ยวข้องกับพันธะของการสมรส ยกเว้นที่มีกล่าวไว้ในมาตรา
1686
 ข.คดีความอาญา
ข.1 เกี่ยวข้องกับการกระทําผิดซึ่งต้องได้รับบทลงโทษของการขับออก
จากสถานะสมณะ
ข.2เกี่ยวข้องกับการกําหนดหรือการประกาศโทษของการขับอออกจากพระศาสนจักร
# 2 พระสังฆราชสามารถมอบหมายกรณีที่มีความยาวมากๆ หรือกรณีที่มีความสําคัญมากๆให้อยู่ใน
 การตัดสินของคณะผู้วินิจฉัยสามคนหรือห้าคน
# 3 ผู้อํานวยการสํานักงานวินิจฉัยคดี (The Judicial Vicar) จะต้องมอบหมายให้กับบรรดาผู้วินิจฉัย
 เข้าฟังคดีความต่างๆ หมุนเวียนกันไป เว้นแต่ว่าในบางคดีพระสังฆราชได้ตัดสินเป็นอย่างอื่น
# 4 ในการพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้น ถ้าเป็นไปไม่ได้ที่จะแต่งตั้งคณะผู้วินิจฉัยขึ้นมา สภาพระสังฆราช
 สามารถอนุมัติพระสังฆราชแต่ละองค์ให้มอบหมายคดีความต่างๆกับผู้วินิจฉัยคนเดียวที่เป็นสมณะ
 ได้ตราบเท่าที่ความเป็นไปไม่ได้ยังคงมีอยู่  อย่างไรก็ตาม ในที่ทําได้ให้แต่งตั้งผู้ช่วยวินิจฉัย (assessor)
 คนหนึ่งและผู้ตรวจสอบคดี (auditor) อีกคนหนึ่งร่วมกับผู้วินิจฉัยคนเดียวนั้น
# 5 เมื่อมีการกําหนดตัวผู้ฃ่วยวินิจฉัยไปแล้ว ผู้อํานวยการสํานักงานวินิจฉัยคดีจะไม่เข้ามารับหน้าที่แทนพวก
 เขายกเว้นเมื่อมีเหตุผลหนักหน่วงมากซึ่งต้องประกาศกฤษฎีกาออกมาอย่างชัดเจน
54
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1425 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
ประกาศว่า ในสังฆมณฑลใดที่ไม่สามารถแต่งตั้งคณะผู้วินิจฉัย 3 คน ในศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาคดีความ
เป็นโมฆะของการสมรสได้ ให้มอบหมายคดีนี้แก่ผู้วินิจฉัยคนเดียวที่เป็นสมณะ  โดยมีผู้ช่วยวินิจฉัย
(assessor) คนหนึ่งและผู้ตรวจสอบคดี  (auditor) อีกคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเท่าที่จะเป็นไปได้


13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ข้อกําหนดของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย เมื่อ: เมษายน 13, 2016, 03:43:18 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                          ข้อกําหนดของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
                                                                                    PARTICULAR NORMS FOR THAILAND DECREE NUMBER 1
 
Promulgation of Catholic Bishops’ Conference of Thailand’s Decrees. CANON 8 #2. Particular laws are promulgated in the manner determined by the legislator; they begin to oblige one month from the date of promulgation, unless a different period is prescribed in the law itself.

CANON 455

#3. The manner of promulgation and the time they come into force are determined
by the Episcopal Conference.

 In accordance with the prescription of canons 8#2 and 455#3, the Catholic
Bishops’ Conference of Thailand hereby decrees that the decrees enacted by the
Catholic Bishops’ Conference, after recognition by the Apostolic See, are
promulgated through publication in the series “Official Document” of the
Catholic Bishops’ Conference. In certain cases, another method of promulgation
may also be prescribed.

 These decrees come into force one calendar month after the date affixed to the
decree of publication, unless, because of nature of the case, they bind at once, or
2
unless a shorter or longer interval has been specifically and expressly prescribed
in the decree itself.

ข้อกําหนดของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย

กฤษฎีกา 1

การประกาศใช้กฤษฎีกาต่างๆ ที่สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออก

มาตรา 8 # 2 กฎหมายเฉพาะต่างๆ จะต้องมีการประกาศใช้ตามรูปแบบทที่กฎหมายเป็นผู้กำหนด
และจะมีผลบังคับใช้หนึ่งเดือน นับแต่วันที่มีการประกาศใช้ เว้นแต่ว่าในตัวบทกฎหมายเอง
จะกําหนดระยะเวลาแตกต่างไปจากนั้น

มาตรา 445 # 3 รูปแบบของการประกาศใช้ และเวลาที่จะมีผลบังคับใช้  สภาพระสังฆราชเป็นผู้
กําหนด

เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 8#2 และมาตรา 455 # 3 สภาพระสังฆราช
คาทอลิกแห่งประเทศไทย ประกาศว่า กฤษฎีกาต่างๆ ที่สภาพระสังฆราชฯ เป็นผู้ออกนั้น
ภายหลังจากได้รับการรับรองจากสันตะสํานักแล้ว จะต้องมีการประกาศใช้โดยการพิมพ์ในรูปแบบ
ที่เรียกว่า “เอกสารทางการ” ของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ยกเว้นในบางกรณี
อาจจะมีการกําหนดวิธีอื่นในการประกาศด้วยก็ได้


กฤษฎีกาต่างๆ เหล่านี้จะมีผลบังคับใช้ หนึ่งเดือนหลังจากวันที่ระบุไว้ในกฤษฎีกาที่ได้รับการตีพิมพ์
เว้นแต่จะมีผลบังคับทันที หรือสั้นกว่า หรือยาวกว่า เพราะเนื้อหาของกฤษฎีกานั้นซึ่งในกรณี
เช่นนี้จะต้องมีการกําหนดอย่างชัดเจนและเจาะจงในกฤษฎีกานั้นเอง

1
PARTICULAR NORMS FOR THAILAND
DECREE NUMBER 1

Promulgation of Catholic Bishops’ Conference of Thailand’s Decrees.

CANON 8

#2. Particular laws are promulgated in the manner determined by the
legislator; they begin to oblige one month from the date of promulgation, unless
a different period is prescribed in the law itself.

CANON 455

#3. The manner of promulgation and the time they come into force are determined
by the Episcopal Conference.
 In accordance with the prescription of canons 8#2 and 455#3, the Catholic
Bishops’ Conference of Thailand hereby decrees that the decrees enacted by the
Catholic Bishops’ Conference, after recognition by the Apostolic See, are
promulgated through publication in the series “Official Document” of the
Catholic Bishops’ Conference. In certain cases, another method of promulgation
may also be prescribed.

 These decrees come into force one calendar month after the date affixed to the
decree of publication, unless, because of nature of the case, they bind at once, or
unless a shorter or longer interval has been specifically and expressly prescribed
in the decree itself.
3
ข้อกําหนดของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย

กฤษฎีกา 1

การประกาศใช้กฤษฎีกาต่างๆ ที่สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออก

มาตรา 8 # 2 กฎหมายเฉพาะต่างๆ จะต้องมีการประกาศใช้ตามรูปแบบที่ผู้ออกกฎหมายเป็นผู้กําหนด
และจะมีผลบังคับใช้หนึ่งเดือนนับแต่วันที่มีการประกาศใช้  เว้นแต่ว่าในตัวบทกฎหมายเอง
จะกําหนดระยะเวลาแตกต่างไปจากนั้น

มาตรา 445 # 3 รูปแบบของการประกาศใช้ และเวลาที่จะมีผลบังคับใช้ สภาพระสังฆราชเป็นผู้กําหนด
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 8#2 และมาตรา 455 # 3 สภาพระสังฆราช
คาทอลิกแห่งประเทศไทย ประกาศว่า กฤษฎีกาต่างๆ ที่สภาพระสังฆราชฯ เป็นผู้ออกนั้น
ภายหลังจากได้รับการรับรองจากสันตะสํานักแล้ว จะต้องมีการประกาศใช้โดยการพิมพ์ในรูปแบบ
ที่เรียกว่า “เอกสารทางการ” ของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ยกเว้นในบางกรณี
อาจจะมีการกําหนดวิธีอื่น ในการประกาศด้วยก็ได้

กฤษฎีกาต่างๆ เหล่านี้จะมีผลบังคับใช้หนึ่งเดือนหลังจากวันที่ระบุไว้ในกฤษฎีกาที่ได้รับการตีพิมพ์
เว้นแต่จะมีผลบังคับทันที หรือสั้นกว่า หรือยาวกว่า เพราะเนื้อหาของกฤษฎีกานั้นซึ่งในกรณี เช่นนั้น
จะต้องมีการกําหนดอย่างชัดเจนและเจาะจงในกฤษฎีกานั้นเอง

4
DECREE NUMBLE 2

Liturgy Of the Hours for Permanent Deacons

CANON 276

#2. In order they can pursue this perfection:
 priests, and deacons aspiring to the priesthood, are obliged to carry out the liturgy of
the hours daily, in accordance with their own approved liturgical books; permanent
deacons are to recite that part of it determined by the Episcopal Conference.
 In accordance with the prescriptions of canon 276 #2, 30, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that permanent deacons are obliged to pray
daily the Morning and Evening Prayer from the Liturgy of the Hours.

กฤษฎีกา 2
พิธีทําวัตรของสังฆานุกรถาวร
มาตรา 276#2 เพื่อพวกเขาสามารถดําเนินตามหนทางแห่งความครบครันนี้
 พระสงฆ์ และสังฆานุกรที่ตัองการบรรลุศักดิ์สงฆ์มีข้อผูกมัดให้ทําพิธีสวดทำวัตร ตามหนังสือ
พิธีกรรมที่ได้รับการรับรองแล้วทุกๆวัน ส่วนสังฆานุกรถาวรต้องสวดทําวัตรตามส่วนที่สภา
พระสังฆราชกําหนด

เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 276#2, 30
 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยประกาศว่า
สังฆานุกรถาวรมีข้อผูกมัดให้ทําวัตรเช้า และทําวัตรเย็นตามหนังสือพิธีสวดทําวัตรทุกๆวัน

DECREE NUMBER 3
Ecclesiastical Dress

CANON 284

Clerics are to wear suitable ecclesiastical dress, in accordance with the norms
established by the Conference of Bishops and legitimate local custom.
In accordance with the prescriptions of canon 284, the Catholic Bishops’ Conference of
Thailand hereby decrees that, without prejudice to the provisions of canon 288, clerics
are to dress one of the followings:
 1) Cassock.
 2) Clergyman.
3) A dignified outfit, sober in colour, with a clearly recognizable sing, namely
 a cross designed and designated by the Catholic Bishops’ Conference
 of Thailand.

กฤษฎีกา 3
เครื่องแบบพระสงฆ์

มาตรา 284 บรรดาสมณะต้องสวมเครื่องแบบของพระศาสนจักรที่เหมาะสมตามข้อกําหนดที่สภาพระสังฆราช
เป็นผู้ออกและตามขนบประเพณท้องถิ่นที่ชอบด้วยกฎหมาย
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 284   สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
ประกาศว่า บรรดาสมณะต้องสวมเครื่องแบบแบบใดแบบหนึ่งดังต่อไปนี้ โดยไม่ตัดสิทธิ์ที่กล่าวไว้
ในมาตรา 288
 1) เสื้อหล่อ
 2) ชุดเคลอจีแมน (Clergyman)
 3) ชุดที่สุภาพ สีเรียบๆและมีเครื่องหมายกางเขนชัดเจนที่กําหนด และออกแบบโดยสภา
 พระสังฆราชฯ ติดที่อกเสื้อ

DECREE NUMBER 4
Term of office for Parish Priest

CANON 522

It is necessary that a parish priest have the benefit of stability, and therefore he is
to be appointed for an indeterminate period of time. The diocesan Bishop may appoint
him for a specified period of time only if the Conference of Bishops has by decree
allowed this.
In accordance with the prescriptions of canon 522, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that parish priests may be appointed for at least
a renewable five-year term.

กฤษฎีกา 4
ระยะเวลาอยู่ในตำแหน่งของเจ้าอาวาส

มาตรา 522 เป็นสิ่งจําเป็นที่เจ้าอาวาสจะได้รับประโยชน์จากความมีเสถียรภาพ ดังนั้น เขาจะต้อง
ได้รับการแต่งตั้งโดยไม่จำกัดระยะเวลา   พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑลอาจแต่งตั้งเขา
สําหรับระยะเวลาที่กําหนดเจาะจงได้ต่อเมื่อสภาพระสังฆราชได้ออกกฤษฎีกาอนุมัติให้ทําดังนี้ได้เท่านั้น
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 522 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
 ประกาศว่าเจ้าอาวาสอาจจะได้รับการแต่งตั้งวาระละ 5 ปี เป็นอย่างน้อย และอาจจะได้รับ
แต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งได้อีก

DECREE NUMBER 5
Other Registers

CANON 535

# 1. In each parish are to be parochial registers, that is, of baptisms, of marriages and
of deaths, and any other registers prescribed by the Conference of Bishops or by
the diocesan Bishop. The parish priest is to ensure that entries are accurately
made and that the registers are carefully preserved.
In accordance with the prescriptions of canon 535#1, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that in each parish there are to be
parochial registers, that is, of baptisms, of marriages, of deaths, of confirmations,
of Status Animarum, of Mass offerings and of account books.

กฤษฎีกา 5
สมุดทะบียนอื่นๆ

มาตรา 535#1 ในแต่ละวัดจะต้องมีสมุดทะเบียนต่างๆของวัด ดังนี้  สมุดทะเบียนศีลล้างบาป
สมุดทะเบียนศีลสมรส สมุดทะเบียนผู้ตายและสมุดทะเบียนอื่นๆ ที่สภาพระสังฆราช
หรือพระสังฆราชประมุขสังฆมณฑลเป็นผู้กําหนด   เจ้าอาวาสจะต้องรับรองว่า การจดบันทึกต่างๆ
ได้กระทําอย่างเที่ยงตรง และได้เก็บรักษาสมุดบันทึกเหล่านั้นไว้ด้วยความเอาใจใส่
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 535#1 สภาพระสังฆราชคาทอลิก
แห่งประเทศไทยประกาศว่า แต่ละวัดจะต้องมีสมุดทะเบียนต่างๆ ของวัด ดังนี้ สมุด
ทะเบียนศีลล้างบาป ศีลกําลัง ศีลสมรส สมุดทะเบียนผู้ตาย สมุดครอบครัวคาทอลิก
(Status Animarum) สมุดทะเบียนเงินทิ่ทำบุญมิสซาและสมุดบัญชีของวัดด้วย

DECREE NUMBER 6
Permission
To Preach given to lay Persons

CANON 766

Lay persons may be allowed to preach in a church or oratory if in certain circumstances
it is necessary, or in particular cases it would be advantageous, according to the
provisions of the Conference of Bishops and without prejudice to canon 767#1.
 In accordance with the prescription of canon 766, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that lay persons may be authorized by the
diocesan bishop to preach in churches or oratories on the following occasions, in
accord with canon 767:
1) when the faithful are gathered and there is no priest or deacon who can converse
 in the language of the people;
2) when the Liturgy of the Word is celebrated without a priest or deacon;
3) when seminarians who have begun their studies in theology are sent to parishes
 as part of their pastoral formation;
4) when certain circumstances require the participation of lay persons (financial
 questions, special appeals, special circumstances);
5) when the diocesan bishop judges it opportune.

กฤษฎีกา 6
การอนุมัติให้บรรดาฆราวาสแสดงธรรม

มาตรา 766 สภาพระสังฆราชอาจจะออกกฎเกณฑ์เพื่ออนุมัตให้บรรดาฆราวาสแสดงธรรมใน
วัดหรือภาวนสถานได้ เมื่อมีเหตุการณ์ที่จําเป็นหรือเมื่อมีกรณีพิเศษที่เห็นว่าเป็นประโยชน์
โดยไม่ตัดสิทธิ์ที่กล่าวไว้ในมาตรา 767#1
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 766 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
ประกาศว่า พระสังฆราชประมขสังฆมณฑลอาจจะอนุมัติให้บรรดาฆราวาสแสดงธรรมในวัด
หรือในภาวนสถานได้ในกรณีต่างๆ โดยสอดคล้องกับมาตรา 767 ดังต่อไปนี้
1) เมื่อมีบรรดาสัตบุรุษมาชุมนุมกันโดยไมมีพระสงฆ์ หรือสังฆนุกร ซึ่งสามารถพูดภาษาของชนกลุ่มนั้นได้
2) เมื่อมีการประกอบวจนพิธีกรรม โดยไม่มีพระสงฆ์ หรือสังฆานุกร
3) เมื่อบรรดาสามเณรใหญ่ที่เริ่มเรียนสาขาวิชาเทววิทยาถูกส่งไปฝึกงานอภิบาล ตามวัด
4) เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเรียกร้องให้บรรดาฆราวาสเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
    (เช่น เรื่อง การเงิน เรื่องร้องเรียนพิเศษต่างๆ เหตุการณ์พิเศษต่างๆ)
5) เมื่อพระสังฆราชประมุขสังฆมณฑลเห็นว่าเหมาะสม
ข้อกําหนดเสริม
- บทเทศน์ในมิสซา (Homily) ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมถูกสงวนไว้สําหรับบรรดาพระสงฆ์และบรรดาสังฆานุกรเสมอ ดังที่กล่าวไว้ในมาตรา 767#1

DECREE NUMBER 7
Presentation Christian Teaching
On Radio or Television

CANON 772
#2. In expounding christian teaching on radio or television, the provision of
 the Conference Bishops are to be observed.

CANON 831
#2. It is for the Conference of Bishops to lay down norms determining the requirements
 for clerics and members of religious institutes to take part in radio and television
 programmes which concern catholic doctrine or morals.
In accordance with the prescriptions of canon 772#2, the Catholic Bishops’
conference of Thailand hereby decrees that to expound Catholic teaching on
radio or television, the following provisions are to be observed:
1) only those programmes which have been explicitly recognized as “Catholic”
 by the competent ecclesiastical authority shall be considered as Catholic;
2) The persons working in this field must be properly trained in mass media
 communication and they will take account of:
 - the diversity of the audiences and their various situations;
 - the missionary and ecumenical dimensions of the proclamation of the
 Gospel;
 - the status of the broadcasting companies;
3) before presentation Christian teaching on radio or television, the persons
working in this field will have been granted the permissions from his own
Ordinary; the Ordinary of the place of production and the Ordinary of the
place where it is
 being broadcast;
4) the above mentioned norms are to be applied to everyone who takes part
 in radio and television programmes which concern catholic doctrine or morals,
 including lay persons, clerics and members of religious institutes.

กฤษฎีกา 7
การบรรยายข้อคําสอนคาทอลิกทางวิทยุหรือโทรทัศน์

มาตรา 772 # 2 การอธิบายข้อคําสอนคาทอลิกทางวิทยุหรือโทรทัศน์นั้น ให้ถือตามกฎเกณฑ์ของ
 สภาพระสังฆราช

มาตรา 831#2 สภาพระสังฆราชจะต้องเป็นผู้วางข้อกําหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ สําหรับบรรดาสมณะ
และบรรดานักบวชที่มีส่วนร่วมในรายการต่างๆ ทางวิทยุ หรือโทรทัศน์เกี่ยวข้องกับ
คําสั่งสอนหรือหลักศีลธรรมของคาทอลิก
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 772#2 และมาตรา 831#2
สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยประกาศว่า การอธิบายข้อคําสอนคาทอลิกทางวิทยุ
หรือโทรทัศน์ ให้ถือตามกฎเกณฑ์ต่างๆ  ดังนี้
 1) เฉพาะรายการต่างๆ ที่ผู้มีอํานาจในพระศาสนจักรรับรู้ว่าเป็น “คาทอลิก” เท่านั้น
 จึงจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นรายการของคาทอลิก
2) บุคคลที่จะทํางานในด้านนี้ ต้องได้รับการอบรมทางด้านสื่อมวลชนที่เหมาะสม  และ
 จะต้องพิจารณาในเรื่องต่างๆ เหล่านี้อย่างรอบคอบ  กล่าวคือ
 - ความหลากหลายของผู้ชมผู้ฟัง และสถานะที่ต่างกันของพวกเขา
 - มิติของการประกาศพระวรสารในด้านการธรรมทูตและด้านศาสนสัมพันธ์
 - ฐานะของบริษัทกระจายเสียงต่างๆ
3) บุคคลที่จะทําหน้าที่บรรยายข้อคําสอนคริสตังทางวิทยุ หรือโทรทัศน์  ก่อนอื่นเขา
 จะต้องได้รับอนุมัติจาก
 - พระสังฆราชของเขาเอง
 - พระสังฆราชของสถานที่ผลิตรายการ
 - พระสังฆราชของสถานที่กระจายเสียง
4) ข้อกําหนดต่างๆ ที่กล่าวมาข้างบนนี้ ต้องประยุกต์ใช้กับทุกคนที่มีส่วนในรายการทางวิทยุ
หรือโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งสอนหรือหลักศีลธรรมคาทอลิก นั่นคือรวมทั้งบรรดา
ฆราวาส และบรรดานักบวชด้วย

DECREE NUMBER 8
Norm
Concerning
The Arrangement of the Catechumenate

CANON 788
#3. Is is the responsibility of the Conference of Bishops to establish norms concerning
 the arrangement of the catechumens and what should be their prerogatives.
In accordance with the prescriptions of canon 788#3, the Catholic Bishops’ Conference
of Thailand hereby decrees that:
1) the catechumenate or its equivalent shall be established where necessary for adults
(cf. canon 852#1). A similar provision shall be made for school-age children
who have not yet been baptized;
2) only those persons who have received the liturgical rite of admission to the
catechumenate shall be considered as catechumens;
3) The various steps undertaken by the candidates shall be indicated. These acts shall
 be signed by the candidate (s) and by the person who presided over the ceremony;
4) The candidate shall be integrated into a support group organized for this purpose, so
 that the experience of ecclesial life can be experienced;
5) the prerogatives for the catechumens are the following :
 a) to be allowed Church funeral rites;
 b) to be imparted with blessings.

กฤษฎีกา 8
ข้อกําหนดเกี่ยวกับการจัดเตรียมผู้ เตรียมตัวรับศีลล้างบาป

มาตรา 788 # 3 สภาพระสังฆราชเป็นผู้รับผิดชอบในการออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการจัดเตรียม
ผู้เตรียมตัวรับศีลล้างบาป และกําหนดว่าพวกเขาควรได้รับสิทธิพิเศษอะไรบ้าง

เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 788 # 3 สภาพระสังฆราชคาทอลิก
แห่งประเทศไทย ประกาศว่า
1) ต้องจัดให้ผู้ใหญ่ที่จะสมัครใจรับศีลล้างบาปเป็นผู้เตรียมตัวรับศีลล้างบาป
 หรือเทียบเท่า (เทียบมาตรา 852 # 1) ส่วนเด็กในวัยเรียนที่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาป
 ก็ให้ถือข้อกําหนดเดียวกันนี้
2) เฉพาะบุคคลที่ได้รับ “จารีตรับผู้เตรียมตัวรับศีลล้างบาป” เท่านั้น จึงจะได้
 รับการพิจารณาว่าเป็นผู้เตรียมตัวรับศีลล้างบาป
3) ผู้สมัครจะได้รับการชี้แจงถึงพิธีเตรียมตัวเป็นขั้นๆเพื่อรับศีลล้างบาป  เมื่อ
 จบพิธีแตละขั้นจะต้องลงชื่อ และผู้เป็นประธานในพิธีแต่ละขั้นจะต้องลงชื่อด้วย
 4) ผู้สมัครจะถูกรวมเข้าไปในกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้สมัครได้
 รับประสบการณ์ทางด้านชีวิตของพระศาสนจักร
5) สิทธิพิเศษสําหรับผู้เตรียมตัวรับศีลล้างบาปมีดังนี้คือ
 ก. มีสิทธิ์ได้รับพิธีปลงศพในพระศาสนจักร
 ข. มีสิทธิ์ได้รับการอวยพรต่างๆ

DECREE NUMBER 9
Catholic Religious Education in Schools

CANON 804
#1. The formation and education in the catholic religion provided in any school. and
 through various means of social communication, is subject to the authority of the
Church.
 It is for the Conference of Bishops to issue general norms concerning this field of
 Activity and for the diocesan Bishop to regulate and watch over it.
In accordance with the prescriptions of canon 804, #1, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that to provide for the formation and
education in the catholic religion in catholic schools, the following provisions are
to be observed:
1) catholic school that have priests or religious on the staff must see that the
 same priests or religious carry out the formation and instruction in the Catholic
 Faith, and those responsible for the school take care that capable people teach
 the catholic students regularly.
 2) regarding the qualities of the capable lay teachers who teach the catholic
 religion in the school must possess the certificate from the Catechetical
 Centre, and they must be outstanding in true doctrine and uprightness of life.
21
3) those responsible for the school are to arrange regular classes of religious
instruction for their catholic students and for non Catholic students, who freely
request it.
 4) those responsible are to teach all their students in the spirit of the Gospel and
 accord with the doctrine of the Magisterium of the Church.
กฤษฎีกา 9
การให้การอบรมศึกษาศาสนาคาทอลิกในโรงเรียน

มาตรา 804 # 1 การให้การอบรมศึกษาศาสนาคาทอลิกในโรงเรียน โดยผ่านทางเครื่องมือสื่อสาร
 มวลชนต่างๆ ต้องขึ้นต่ออํานาจของพระศาสนจักร   เป็นหน้าที่ของสภาพระสังฆราช
ที่จะออกข้อกําหนดทั่วๆไปเกี่ยวกับกิจกรรมทางด้านนี้  และเป็นหน้าที่ของ
พระสังฆราชประมุขสังฆมณฑลที่จะควบคุมดูแลเรื่องนี้ให้ดี
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 804 # 1 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่ง
ประเทศไทย ประกาศว่า การจัดอบรมและให้การศึกษาศาสนาคาทอลิกในโรงเรียนต่างๆของ
คาทอลิกนั้น ให้ถือตามเกณฑ์ ดังนี้
1) โรงเรียนคาทอลิกที่มีพระสงฆ์หรือนักบวชเป็นผู้บริหาร พระสงฆ์หรือนักบวชนั้น
 ต้องให้การอบรม และสอนความเชื่อคาทอลิกด้วยตัวเองและต้อง รับผิดชอบ
 จัดให้ผู้มีความสามารถสอนคําสอนนักเรียนคาทอลิกอย่างสม่ําเสมอ
2) ครูคําสอนฆราวาสที่จะสอนเรื่องศาสนาคาทอลิกในโรงเรียนนั้นต้องมีคุณ สมบัติดังนี้คือ
 - ได้รับใบประกาศนียบัตรจากศูนย์คําสอน
 - เด่นในเรื่องข้อคําสอนที่แท้จริง
 - มีชีวิตที่ซื่อตรง
3) ผู้รับผิดชอบโรงเรียนต้องจัดให้มีการสอนคำ สอนในชั้นเรียนให้กับนักเรียนที่ไม่
 ใช่คาทอลิกแต่สมัครใจเรียนเอง
4) ผู้รับผิดชอบในเรื่องการสอนต้องสอนบรรดานักเรียนให้มีจิตตารมณ์ของพระวรสาร
 และให้สอดคล้องกับพระอาจาริยานุภาพของพระศาสนจักร (Magisterium)

DECREE NUMBEL 10
Manner of Conferring Baptism

CANON 854
Baptism is to be conferred cither by immersion or by pouring, in accordance with the
provisions of the Conference of Bishops.
 In accordance with the prescriptions of canon 854, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that baptism is to be conferred by pouring. If
immersion is desired permission must be had from the Bishop of the place of baptism.

กฤษฎีกา 10
พิธีโปรดศีลล้างบาป

มาตรา 854 พิธีโปรดศีลล้างบาป จะใช้วิธีจุ่มน้ำก็ได้ ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของสภาพระสังฆราช
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 854 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
 ประกาศว่าพิธีโปรดศีลล้างบาปให้ใช้วิธีเทน้ํา ถ้าต้องการใช้วิธีจุ่มน้ําต้องได้รับอนุมัติจาก
พระสังฆราชประมุขของสถานที่ที่จะทำพิธีโปรดศีลล้างบาปก่อน

DECREE NUMBER 11
Preparation and Investigation
Before Marriage
CANON 1067
The Conference of Bishops is to lay down norms concerning the questions to be asked
of the parties, the publication of marriage banns, and the other appropriate means of
enquiry to be carried out before marriage. Only when he has carefully observed these
norms may the parish priest assist at a marriage.
In accordance with the prescriptions of canon 1067, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that the followings are to be observed
before assisting at a marriage:
1) use the investigation form prescribed by the Bishops’ Conference of Thailand.
2) the investigation must be done at least one month before the marriage.
3) the marriage banns are to be published on at least two Sundays consecutively,
 even in the case of marriages between Catholics and non-Catholics, and also
 in cases of validation of marriage, unless there is sufficient reason for doing
 otherwise, but this decision is at the discretion of the Bishop of the place
 where the parties have domicile.

กฤษฎีกา 11
การเตรียมและการสอบสวนก่อนการรับศีลสมรส

มาตรา 1067 สภาพระสังฆราชจะต้องเป็นผู้กําหนดคําถามต่างๆ ที่จะสอบถามคู่สมรส การประกาศ
 สมรส และวิธีการอื่นๆ ที่เหมาะสมในการสอบสวนก่อนการสมรส  เมื่อได้ทําตามข้อ
 กําหนดต่างๆ นี้ด้วยความเอาใจใส่แล้ว เจ้าอาวาสจึงจะโปรดศีลสมรสได้
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 1067 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
ประกาศว่า ก่อนที่จะโปรดศีลสมรส ให้ทําตามกฎเกณฑ์ต่างๆ  ดังต่อไปนี้
 1) ให้ใช้แบบสอบสวนที่สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยกําหนด*
 2) การสอบสวนให้กระทำก่อนการสมรสอย่างน้อยหนึ่งเดือน
 3) ให้มีการประกาศสมรสในวันอาทิตย์อย่างน้อยสองครั้งต่อกัน แม้ในกรณีที่คู่สมรส
 ต่างคนต่างถือศาสนาของตน รวมทั้งกรณีแต่งงานไม่ถูกต้องและอยากจะจัดการให้
 ถูกต้อง  เว้นแต่ว่ามีเหตุผลสมควรเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ
 ของพระสังฆราชประมุขของสถานที่ที่คู่สมรสมีภูมิลําเนา
* ดูภาคผนวกที่ 1 ด้านหลัง

DECREE NUMBER 12
Minimum age for Marriage

CANON 1083
#2. The Conference of Bishops may establish a higher age for the lawful celebration of
 marriage.
In accordance with the prescriptions of canon 1083 #2, the Catholic Bishops’
Conference of Thailand hereby decrees that the minimum age for a lawful
marriage before the Catholic Church in Thailand shall be 17 years complete for
both parties.
In particular cases, the local Ordinary may dispense from this decree after having
consulted with the pastor (s) of the Catholic party or parties ( cf. canon 88).
 
กฤษฎีกา 12
อายุขั้นต่ําของผู้รับศีลสมรส

มาตรา 1083 # 2 สภาพระสังฆราชอาจจะกําหนดอายุที่สูงขึ้นสําหรับการประกอบพิธีสมรสที่ชอบ
 ด้วยกฎหมาย
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพระศาสนจักรมาตรา 1083 # 2 สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่ง
ประเทศไทยประกาศว่า อายุขั้นต่ําสําหรับการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ อายุ 17 ปีบริบูรณ์
ของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
ในบางกรณีพระสังฆราชประมุขท้องถิ่นอาจยกเว้นให้พ้นจากข้อกําหนดนี้ได้ โดยปรึกษากับเจ้าอาวาส
ของฝ่ายคาทอลิก (เทียบมาตรา 88)

   
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / อดีต ปัจจุบันและอนาคตของธนาคารวาติกัน เมื่อ: เมษายน 12, 2016, 12:08:18 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                อดีต ปัจจุบันและอนาคตของธนาคารวาติกัน
                                                                                       The past, present and future of the Vatican bank

Father Thomas Reese  S.J. ,  Jul. 18, 2014
Alan Petervich  Update  April 10, 2016

Ever since Jesus appointed Judas to take care of the purse, the church has had problems with finances. The church may have been founded by Jesus, but it is run by men. Will the recent reforms of the Vatican bank end these problems? Probably not, but that does not mean the Vatican will be operating with business as usual.

ตั้งแต่พระเยซูเจ้าได้แต่งตั้งยูดาสดูแลกระเป๋าเงิน  พระศาสนจักรมีปัญหากับเรื่องการเงินมาโดยตลอด  ศาสนจักรก่อตั้งขึ้นจากพระเยซูเจ้า  แต่ดำเนินการโดยมนุษย์  การปรับปรุงฟื้นฟูใหม่ๆของธนาคารวาติกันจะยุติปัญหาเหล่านี้ได้หรือ?  บางทีอาจจะไม่ได้  แต่นั่นมิได้หมายความว่า วาติกันจะดำเนินการด้วยธุรกิจแบบที่เคยทำ

As with many problems in the church, the problems with Vatican bank find their roots in clericalism and secrecy.  No one enters the seminary with the desire to someday be in charge of church finances. Rather, seminarians want to become pastors. Seminaries also do not do a good job training their students to handle church finances. Priests who do develop expertise in church finances do so on the job. It would be extremely rare to find a priest who took an accounting course, let alone one who has an MBA.

เหมือนปัญหามากมายในศาสนจักร  ปัญหาเกี่ยวกับธนาคารวาติกันก่อรากในระบบนักบวชและการเก็บความลับ   ไม่มีผู้ใดที่เข้าบ้านเณรพร้อมกับมีความประสงค์ว่า สักวันหนึ่งจะทำหน้าที่ดูแลการเงินของวัด  แต่ ค่อนข้างจะเป็นว่า บรรดาสามเณรต้องการเป็นพระสงฆ์ปกครองวัด   สามเณรนั้นด้วย จะไม่ทำการอบรมงานที่ดีแก่นักศึกษา เพื่อจัดการการเงินของวัด   บรรดาพระสงฆ์ ซึ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญในด้านการเงินของศาสนจักรทำเช่นนั้นในงานประจำ   มันคงจะนานที่สุดที่จะพบพระสงฆ์ที่เข้าศึกษาระบบงานบัญชี  ก็มีเพียงคนหนึ่งที่จบปริญญาโท MBA ทางด้านนี้

As a result, most priests do not understand basic financial practices. They don't know the right questions, let alone the right answers. At the same time, clericalism means that they have to be in charge of everything. Even if they want to delegate these financial responsibilities to laypeople, they do not know enough to appoint competent people. The temptation is to appoint someone who is deferential or appears pious and trustworthy.

ผลที่เกิดขึ้น  พระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่สุดไม่เข้าใจการปฏิบัติเกี่ยวกับการเงินพื้นฐาน  พวกเขาไม่รู้ถึงคำถามที่ถูกต้อง  ไม่ต้องพูดถึงคำตอบที่ถูกต้อง  ในขณะเดียวกัน  ระบบนักบวชนักพรตหมายความว่า พวกเขาต้องเข้าสู่หน้าที่ทุกอย่าง   ถึงแม้ถ้าพวกเขาต้องการถ่ายเทความรับผิดชอบทางการเงินเหล่านี้ไปให้ฆราวาส  พวกเขารู้ไม่พอที่จะแต่งตั้งคนที่มีความสามารถในงาน   สิ่งที่ล่อใจก็คือแต่งตั้งบางคนที่ให้ความเคารพหรือปรากฎว่าเป็นคนศรัทธาหรือไว้วางใจได้ก็พอ

Granted their ignorance of finances, it is no surprise that priests do not do a good job managing church finances.
เมื่อไม่พูดถึงความไม่รู้ด้านการเงินของพวกเขา  มันจึงไม่แปลกที่ว่า บรรดาพระสงฆ์ไม่สามารถจัดการงานด้านการเงินของวัดได้ดี

The second source of problems is secrecy. The fear is that if finances are public, people can second-guess your decisions or put pressure on you for money. The less outsiders know, the fewer questions they can raise. If problems do arise, they can be dealt with without causing scandal.
 
แหล่งที่สองของปัญหาคือความลับ  มีความกลัวที่ว่า ถ้าระบบการเงินเป็นเรื่องสาธารณะ  ประชาชนสามารถคาดเดาการตัดสินใจของคุณ หรือกดดันคุณเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง  ยิ่งคนภายนอกน้อยคนที่รู้  คำถามที่เล็กน้อยเท่านั้นที่พวกเขาตั้งขึ้นได้  ถ้าปัญหามีการยกขึ้นถาม พวกเขาสามารถจัดการได้โดยปราศจากการก่อให้เกิดความสะดุด

Clericalism and secrecy were the causes of most of the problems in Vatican finances. For example, the highest authority for the Vatican bank was a board of cardinals with no expertise in finances, let alone banking. They did not know how to supervise a bank. While the person appointed as president of the bank was a layman, he was part time and lacked banking experience. And, of course, until recently, everything about the bank was secret.

ระบบนักบวชนักพรตและความลับนี่เอง เป็นสาเหตุของปัญหาส่วนใหญ่ที่สุดในระบบการเงินวาติกัน  ยกตัวอย่างเช่น  ผู้ทรงอำนาจสูงสุดสำหรับธนาคารวาติกันคือคณะกรรมการพระคาร์ดินัล ซึ่งไม่มีความชำนิชำนาญในด้านการเงินแต่อย่างใด  ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องการธนาคาร  พวกเขาไม่รู้ว่าจัดการดูแลธนาคารอย่างไร  ขณะที่บุคคลที่ถูกแต่งตั้งเป็นประธานของธนาคารเป็นคนสามัญ (ฆราวาส)คนหนึ่ง  เขาทำงาน part time และขาดประสพการณ์การธนาคาร  และ แน่นอน จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้  ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับธนาคารเป็นเรื่องลับทั้งนั้น

The Vatican bank reforms implemented by Pope Francis attack these problems head on.
•   Forensic accountants examined in detail accounts with deposits in the bank.
•   Accounts were closed if they were not held by Vatican employees or religious organizations.
•   Outside accountants (Deloitte & Touche S.p.A.) prepared an audited financial statement, and a detailed financial report was done by the bank. Both were made public.
•   All but one of the cardinals on the board that was supposed to supervise the bank were replaced.
•   Stricter procedures were put in place so that the bank would operate according to international standards.
•   A full-time bank president with experience in financial management, Jean-Baptiste de Franssu, was appointed.

การฟื้นฟูธนาคารวาติกันที่ทำโดยพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้จู่โจมปัญหาเหล่านี้ปะทะโดยตรง คือ
. นักการบัญชีแบบงานศาลได้ตรวจสอบบัญชีเงินในรายละเอียดที่เป็นเงินฝากในธนาคาร
. บัญชีถูกปิดถ้ามิได้ถือโดยลูกจ้างวาติกันหรือองค์กรทางศาสนา
      . นักการบัญชีภายนอก (Deloitte & Touche S.p.A.) ได้จัดเตรียมงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบทางบัญชีแล้วฉบับหนึ่งและรายงานทางการเงินที่มีรายละเอียดฉบับหนึ่งทำขึ้นโดยธนาคาร  ทั้งสองได้รับการประกาศแก่สาธารณชน
      . พระคาร์ดินัลทั้งหมดยกเว้นองค์เดียวในคณะกรรมการที่ถือว่าดูแลธนาคารมีผู้ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาแทนทั้งหมด
      . กระบวนการที่เข้มงวดกว่าถูกนำเข้ามาแทนที่ เพื่อว่าธนาคารจะได้ดำเนินการตามมาตรฐานสากล

      In the past, "financial reform" in the Vatican was done by committees of cardinals and resulted in minor tinkering. The Francis reforms are comprehensive and have been done by lay experts who are creating a system of controls that do not depend on just a few people being honest and competent.

ในอดีต  “ การรื้อฟื้นปรับปรุงทางการเงิน “ ในวาติกัน คณะกรรมการคาร์ดินัลเป็นผู้ทำ และผลก็คือทำอะไรลวกๆเล็กน้อย  การฟื้นฟูของฟรังซิสกินความกว้างและผู้ปฏิบัติคิอผู้เชี่ยวชาญที่เป็นฆราวาส ซึ่งกำลังสร้างระบบของการควบคุม ที่พึ่งพาเพียงคนสองสามคนที่ซื่อสัตย์และทรงความสามารถ

Will this protect the church from future scandals? No. In fact, the immediate future should produce more scandals as these new procedures catch the bad guys. The auditors have made clear that it is not their job to prosecute crooks. Rather, they pass along whatever they learn to the proper authorities in the Vatican for prosecution.

การทำเช่นนี้ปกป้องศาสนจักรจากการเป็นที่สะดุดในอนาคตได้หรือ?  ไม่เลย  อันที่จริง  อนาคตที่เกิดทันใดน่าจะก่อให้เกิดการสะดุดมากกว่า ในขณะที่กระบวนการใหม่เหล่านี้ได้คนเลวมาทำงาน  บรรดาผู้สอบบัญชีได้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่งานในหน้าที่ของพวกเขาที่จะดำเนินการฟ้องร้องพวกคนโกง   ที่น่าจะทำกว่า  พวกเขาจะส่งผ่านอะไรก็ตามที่ได้เรียนรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่เฉพาะในวาติกันเพื่อการฟ้องดำเนินคดี

Will Pope Francis give the green light to criminal prosecutions of Vatican employees, including clerics and prelates? As a pope who stresses compassion and mercy, it may be difficult for him to punish offenders. On the other hand, punishing offenders would act as a deterrence to future crime and show that the Vatican is serious about financial reform
.
โป๊บฟรังซิสจะเปิดไฟเขียวแก่การดำเนินคดีทางอาญากับลูกจ้างวาติกันหรือ รวมทั้งนักพรตและสมณะพระคุณเจ้าทั้งหลาย? ในฐานะที่เป็นโป๊บองค์หนึ่ง ที่เน้นแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตา  มันอาจจะยากสำหรับพระองค์ที่จะลงโทษพวกผู้ทำผิดเหล่านั้น  และอีกอย่าง  การลงโทษผู้กระทำความผิด คงจะปฏิบัติประหนึ่งการยับยั้งอาชญากรรมในอนาคต และแสดงว่า วาติกันนั้นเอาจริงเอาจังในการฟื้นฟูปรับปรุงระบบการเงิน

[Jesuit Fr. Thomas Reese is a senior analyst for NCR and author of Inside the Vatican: The Politics and Organization of the Catholic Church. His email address is treesesj@ncronline.org. Follow him on Twitter: @ThomasReeseSJ.]
Editor's note: We can send you an email alert every time Thomas Reese's column, Faith and Justice, is posted. Go to this page and follow directions: Email alert sign-up.

15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การแพทย์และอัศจรรย์ Medicine and Miracles เมื่อ: เมษายน 09, 2016, 05:27:47 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                            การแพทย์และอัศจรรย์  Medicine and Miracles

Book Offers Answers for Sceptics
หนังสือที่ให้ตำตอบสำหรับผู้สงสัยใคร่รู้
MAY 30, 2010
ZENIT STAFFUNCATEGORIZED
By Father John Flynn, LC

       ROME, MAY 30, 2010 (Zenit.org).- Catholics are accustomed to hearing about miracles and people being cured through the intercession of the saints, but today’s materialistic culture often looks on this with scepticism.

โรม  30 พฤษภาคม 2010 (Zenit.org). -        คาทอลิกนั้นคุ้นเคยที่ได้ยินเกี่ยวกับอัศจรรย์ และคนที่ได้รับการบำบัดรักษา อาศัยการนำเสนอของนักบุญต่างๆ  แต่ ทุกวันนี้ วัฒนธรรมทางวัตถุและเป็นต้นการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้า บ่อยที่สุด ทำให้มองเรื่องอัศจรรย์จากสวรรค์ด้วยความสงสัยไม่แน่ใจ

British author John Cornwell has a book on Cardinal John Henry Newman coming out at the end of May, and the Sunday Times recently gave him a lengthy space to voice his doubts about the validity of the miracle that was approved by the Vatican as the basis for Newman’s beatification this coming September.

          นักเขียนชาวอังกฤษ John Cornwell เขียนหนังสือกล่าวถึง Cardinal John Henry Newman ออกมาเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม  และหนังสือพิมพ์ Sunday Times เมื่อเร็วๆนี้มองว่า มีเวลาช่วงยาวมาก ที่จะเปิดโอกาสให้มีผู้คนส่งเสียงแบบสงสัย เกี่ยวกับการใช้ได้ของอัศจรรย์ ที่ได้รับการพิสูจน์ตรวจสอบและยอมรับจากวาติกัน  เป็นประหนึ่งฐานสำคัญสำหรับการประกาศแต่งตั้ง Newman เป็นบุญราศี ในเดือนกันยายนที่กำลังจะมาถึง ( ประกาศเรียบร้อยแล้วที่เมือง Bermingham โดยพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เดินทางมาเองเพื่อประกาศการเป็นบุญราศีในเมืองที่เป็นแหล่งพักพิงของพระคาร์ดินัล ท่ามกลางสัตบุรุษอังกฤษและหลายชนชาติที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมพิธีสำคัญนี้)

In his May 9 piece Cornwell states that the Vatican documentation of the miracle “enters the realms of astonishingly arcane medieval language and mindset.” Cornwell then proceeds to cast doubt on the medical reliability of the cure, not forgetting to add in for good measure numerous sweeping criticisms of Benedict XVI.

          ในข้อเขียน  9 พฤษภาคม Cornwell ยืนยันว่า เอกสารวาติกันเกี่ยวกับอัศจรรย์ “ เข้าสู่ขอบเขตความเป็นจริงของภาษาสมัยกลางลึกลับน่าพิศวง และกระบวนการทางความคิด (การปรับทัศนคติ)”  จากนั้น Cornwell ดำเนินการแจ้งข้อสงสัยเรื่องพึ่งพาทางการแพทย์ในการบำบัดรักษา โดยไม่ลืมเพิ่มมาตรการดีๆมากมาย เพื่อขจัด ข้อวิพากษ์วิจารณ์สันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16

Cornwell is not alone in casting aspersions on the use of miraculous cures. Last December, after Rome announced the approval of the miracle required for the canonization of Australia’s Sister Mary Mackillop, a medical specialist in Sydney, David Goldstein, expressed his doubts. In an article published Dec. 22 in the Australian newspaper, he said that it is impossible to determine if improvements in patients were the result of prayers.

          Cornwell มิได้ทำคนเดียวในการสาดถ้อยคำใส่ร้าย เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในกระบวนการบำบัดรักษาแบบอัศจรรย์  เดือนธันวาคมที่แล้ว หลังจากโรมประกาศการรับรองอัศจรรย์ที่ต้องการ เพื่อการประกาศเป็นนักบุญของซิสเตอร์ Mary Mackillop แห่งออสเตรเลีย ผู้เชียวชาญทางการแพทย์ใน Sydney , David Goldstein ได้แสดงความสงสัยของเขา  ในบทความตีพิมพ์วันที่ 22 ธันวาคม ในหนังสือพิมพ์ออสเตรเลีย  เขากล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะตกลงตัดสินเช่นนั้น ว่า อาการเจ็บป่วยของคนป่วยดีขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการสวดภาวนา

The Anglican bishop of North Sydney, Glenn Davies, was also critical, according to a Dec. 24 report in the Australian. “Who can prove that the reported miracles were actually the work of Mary McKillop?” Bishop Davies asked.

สังฆราชอังกลิกันแห่ง North Sydney  , Glenn Davies  ก็วิพากษ์วิจารณ์ด้วย ตามรายงานวันที่ 24 ธันวาคม ในหนังสือพิมพ์ออสเตรเลีย เขากล่าวว่า “ ใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า อัศจรรย์ที่รายงานออกมานั้น เป็นผลงานการนำเสนอของ Mary Mackillop จริงๆ?”

Fortunately, a handy guide to dealing with these and similar objections was published last year by Jacalyn Duffin, a physician who holds the Hannah Chair for the history of medicine at Queen’s University, Ontario, Canada. In her book “Medical Miracles: Doctors, Saints, and Healing in the Modern World” (Oxford University Press), she examined 1,400 miracles cited in canonizations from 1588 to 1999.

          โชคดี  คู่มือนำทางจัดการกับอุปสรรคที่คล้ายกันแบบนี้ เคยตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วโดย Jaccalyn Duffin แพทย์หญิงซึ่งเป็นกรรมการ ของ Hannah ดูแลประวัติศาสตร์การแพทย์ ที่ Queen’s University , Ontario , Canada  ในหนังสือของเธอชื่อ “อัศจรรย์ทางการแพทย์ :: doctors  นักบุญ และการบำบัดรักษาในโลกสมัยใหม่” –( Medical Miracles : Doctors , Saints , and Healing in the Modern World – Oxford University Press )  เธอได้สำรวจตรวจสอบอัศจรรย์ 1,400 เรื่อง ที่ระบุไว้ในการประกาศแต่งตั้งนักบุญ ตั้งแต่ปี 1588 ถึง ปี 1999”

Her curiosity about miracles was sparked by being asked to examine tissue samples she subsequently found out were part of a canonization process. On receiving as a present a copy of the “positio,” the documentation of the miracle, Duffin suddenly realized that such files must exist for every canonized saint.

          ความสนใจใคร่รู้ของเธอในเรื่องอัศจรรย์ เกิดประกายขึ้นเมื่อถูกขอร้องให้ตรวจสอบตัวอย่างทิสชู ที่เธอพบว่า เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแต่งตั้งนักบุญ  การได้รับประหนึ่งของขวัญซึ่งคือสำเนา Positio – เอกสารเกี่ยวกับอัศจรรย์ทั้งชุด  ทันใดนั้น Duffin คิดได้ว่า ไฟล์นั้นต้องมีอยู่สำหรับนักบุญที่ได้รับการประกาศทุกองค์แน่.

During several stays in Rome she researched hundreds of these records. Duffin calculated that she was able to review from a third to a half of all miracles deposited in the Vatican archives since the rules governing canonizations were laid down in 1588.

          ระหว่างการไปพักอยู่ในโรม เธอจึงได้ค้นคว้าดูบันทึก Positio เหล่านั้นหลายร้อยชุด  Duffin คำนวณว่า เธอสามารถทบทวนตรวจสอบ ตั้งแต่หนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของอัศจรรย์ ที่เก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของวาติกัน  ตั้งแต่มีการวางกฎเกณฑ์แต่งตั้งนักบุญในปี 1588”

Evidence  - ประจักษ์พยาน 
       
The new regulations that were part of the Counter-Reformation reforms required careful gathering of evidence and a scrupulous examination of the material by medical and scientific experts. Paolo Zacchia (1584-1659) played an important part in formulating the guidelines, Duffin explained.

          ระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาฟื้นฟู Counter-Reformation ต้องการการรวบรวมประจักษ์พยานอย่างระมัดระวัง และการตรวจสอบที่พิถีพิถันถึงเรื่องนั้นๆ โดยผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์  Pado Zacchia (1584 – 1659) มีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบนำทาง  Duffin อธิบายเช่นนั้น

In his writings he presented an explanation of the different types of miracles and defined that for a healing to be deemed miraculous it should be of an incurable illness and the recovery should be complete and instantaneous. Duffin noted that medical experts working for the Vatican continued to cite Zacchia until well into the 20th century.

ในข้อเขียนของเขา เขาได้แสดงคำอธิบายถึงอัศจรรย์หลายชนิดแตกต่างกัน และให้คำนิยามสำหรับการบำบัดที่ถือว่า ควรเป็นอัศจรรย์ เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่รักษา(ทางการแพทย์)ไม่หาย และการฟื้นขึ้น ที่ควรจะครบสมบูรณ์และทันทีทันใด  Duffin ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เชียวชาญทางการแพทย์ที่ทำงานให้วาติกัน ยังคงระบุว่า คือ  Zacchia จนล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 20

Some criticize physical healings as the basis for declaring saints, but Duffin commented that the need for credible evidence pushed the selection process toward healings as there could be independent witnesses, including doctors.

คนบางคนวิพากษ์วิจารณ์การบำบัดทางกายภาพ ประหนึ่งเป็นรากฐานสำหรับประกาศพวกเขาเป็นนักบุญ  แต่ Duffin วิจารณ์ว่า ความต้องการประจักษ์พยานที่เชื่อถือได้ ผลักดันกระบวนการเลือก เพ่งเล็งการบำบัด ประหนึ่งเป็นพยานอิสระ รวมแพทย์ด้วย

Over time there were changes in some of the modalities of the canonization process, but considering the records of the last four centuries, Duffin declared that she was impressed by the remarkable stability in the commitment to science.

 ต่อจากนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลง ในการใช้วิธีพิจารณาการบำบัดรักษาในกระบวนการแต่งตั้งนักบุญ  แต่โดยพิจารณาบันทึกตลอด  4 ศตวรรษ  Duffin ประกาศว่า เธอประทับใจในการยืนหยัดที่น่าสังเกตุ ในการเข้ามีพันธะข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์  เป็นต้นในปัจจุบัน

In fact, the Church has consistently relied on a scientific scepticism to test the validity of the miracles. In the records of the miracles that Duffin examined she found that clerics readily deferred to the opinion of scientists. The religious authorities withheld a judgment of supernatural activity until they were convinced that the experts were prepared to label the events as inexplicable.

อันที่จริง  ศาสนจักรได้พึ่งพาอย่างเหนียวแน่นกับการตั้งข้อสงสัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทดสอบความถูกต้องของอัศจรรย์  ในบันทึกรายงานของอัศจรรย์ ที่ดัฟฟินตรวจสอบ เธอพบว่า บรรดานักพรตพร้อมที่จะเห็นคล้อยตามความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ (แพทย์) ผู้ใหญ่ฝ่ายบริหารทางศาสนาไม่แสดงการตัดสินของกิจกรรมเหนือธรรมชาติ จนกว่าที่พวกเขาจะเห็นว่าผู้เชี่ยวชาญได้เตรียมที่จะตีตรารับรองเหตุการณ์ดังกล่าวว่าอธิบายไม่ได้

          “Religion relies on the best of human wisdom before it imposes a judgment from inspired doctrine,” Duffin stated.One point that she added to this relationship between religion and science was that religion tends to more comfortable with science than vice versa.In the processes some physicians were discomforted, as if their cooperation would constitute a betrayal of their commitment to the idea of Western medicine that rejects the proposal that diseases or cures are of divine origin.

         “ ศาสนาพึ่งพาความเฉลียวฉลาดที่ดีที่สุดของมนุษย์ ก่อนที่จะมีการตัดสินจากคำสอนที่ได้รับการดลใจ “ Duffin กล่าว  จุดหนึ่งที่เธอเพิ่มให้กับความสัมพันธ์ ระหว่างศาสนาและวิทยาศาสตร์ คือ ศาสนาโน้มเอียงที่จะอาศัยวิทยาศาตร์เป็นต้นทางการแพทย์ มากกว่ากลับกัน  ในกระบวนการเหล่านั้น นายแพทย์บางคนไม่สบายใจ  ประหนึ่งว่า ถ้าการให้ความร่วมมือของพวกเขา อาจก่อให้เกิดการหักหลังของภารกิจของพวกเขา ต่อความคิดเห็นทางแพทย์ตะวันตก ที่ไม่ยอมรับข้อเสนอที่ว่า โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นหรือการรักษานั้น มีต้นกำเนิดจากพระเป็นเจ้า

Duffin noted that in the 19th century, Catholics and Protestants argued over the matter of whether an absence of an explanation for a cure does really mean that the event is a miracle. That debate continues, she added, as when one of her colleagues explained that while we may not know the natural explanation, one must exist.

Duffin ตั้งข้อสังเกตุว่า ในศตวรรษที่ 19  คาทอลิกและโปรเตสตันท์โต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า การขาดการอธิบายสำหรับการบำบัดรักษาโรค จริงๆแล้วหมายถึงว่า เหตุการณ์นั้นเป็นอัศจรรย์  เธอเพิ่มเติมว่า การโต้แย้งยังคงดำเนินมา เหมือนที่ผู้ร่วมงานของเธอคนหนึ่งได้อธิบายว่า  ขณะที่เราอาจยังไม่รู้จะอธิบายทางธรรมชาติ  ข้ออธิบายอีกอย่าง(คงหมายถึงแบบเหนือธรรมชาติ)ก็ต้องนำมาใช้ได้แน่นอน

But, Duffin objected, such an attitude does not really address the most crucial question when it comes to medical miracles. The positivist attitude that refuses to accept miracles takes the position that if something is wondrous we must reject it as an illusion or lying, because there is only the natural world. Such confidence in a natural explanation is, in fact, a belief masquerading as fact, Duffin argued. In other words, to assert that a miracle simply cannot occur is no more rational and no less than an act of faith than is the assertion that miracles can happen.

อย่างไรก็ดี Duffin เห็นแย้งว่า ทัศนคติเช่นนั้น จริงๆแล้วคงไม่ก่อให้เกิดคำถามสำคัญที่สุด เมื่อมาพูดทางการแพทย์เกี่ยวกับอัศจรรย์  ทัศนคติของผู้มีความเห็นทางบวก ที่ปฏิเสธจะรับอัศจรรย์  ก็อยู่ในฐานะที่ว่า ถ้าบางสิ่งน่าพิศวงมีอยู่ พวกเราต้องทิ้งมันไปประหนึ่งเป็นสิ่งลวงตาหรือโกหก เพราะว่ามีเพียงโลกที่เป็นธรรมชาติเท่านั้นอย่างนั้นหรือ?  ความเชื่อมั่นเช่นนั้น  ที่จริง ก็เป็นการอธิบายตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเชื่อที่หลอกลวงว่าเป็นจริงเช่นนั้น  Duffin ให้ความเห็นโต้แย้ง  พูดอีกแบบ เพื่อยืนยันสิทธิที่จะว่า อัศจรรย์หนึ่งนั้น ปกติธรรมดาไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยเหตุผลทางธรรมชาติอื่นใด  และก็ไม่มากไปที่จะเชื่อว่าผลที่ได้จากการกระทำนั้นเกิดจากความเชื่อ มากกว่าการยืนยันว่า อัศจรรย์นั้นบางทีอาจสามารถเกิดขึ้นได้.

The difference between the religious and positivist approaches lies in the interpretation of the evidence, Duffin commented. The medical canon is immersed in an antideistic tradition, while for religion all plausible scientific explanations must be eliminated, after which they are prepared to declare a miracle.

ความแตกต่างระหว่างปฎิบัติการทางศาสนาและสิ่งที่เห็นได้ ขึ้นกับการตีความประจักษ์พยาน ดัฟฟินให้ความเห็น   หลักบัญญัติทางการแพทย์จมอยู่ในประเพณีที่ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า  ขณะที่สำหรับศาสนา คำอธิบายทางวิชาการที่รับได้ทั้งหมด ต้องถูกขจัดออกไป  หลังจากที่พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะประกาศอัศจรรย์เรื่องหนึ่ง

In both approaches what is left is that which is unknown, but the religious observers are prepared to accept divine agency.

ในทั้งสองปฏิบัติการอะไรที่เหลืออยู่ก็คือว่าอันไหนเป็นที่ไม่รู้จัก  แต่ผู้สังเกตุการณ์ทางศาสนาพร้อมที่จะยอมรับสำนักตัวแทนสวรรค์

Medical knowledge ความรู้ทางการแพทย์

While some may refuse to admit the possibility of divine intervention, the Catholic Church is certainly careful to utilize all of medicine’s resources so as to eliminate any natural explanations of cures. In one of the book’s chapters Duffin examined the use of medical knowledge in the canonization process.

ขณะที่บางคนอาจปฏิเสธที่จะยอมรับความเป็นไปได้ของการเข้าแทรกแซงของพระเป็นเจ้า  พระศาสนจักรคาทอลิก แน่นอนได้ระมัดระวังที่จะใช้แหล่งข้อมูลทางการแพทย์ทั้งสิ้นเพื่อจะขจัดการอธิบายทางธรรมชาติใดๆของการรักษา  ในบทหนึ่งของหนังสือ  ดัฟฟินได้ตรวจสอบการใช้ความรู้ทางการแพทย์ในกระบวนการแต่งตั้งเป็นนักบุญ

For a start, the Vatican does not recognize healing miracles in people who have refused orthodox medicine to rely solely on faith. The intervention of doctors provides objective medical evidence that avoids any possible manipulation of the case in question.

เพื่อการเริ่ม  วาติกันไม่รับรู้อัศจรรย์การบำบัดรักษาโรค ในประชาชน ซึ่งได้ปฏิเสธการแพทย์ดั้งเดิมเพื่อพึ่งพาความเชื่ออย่างเดียว  การเข้าแทรกแซงบำบัดรักษาของแพทย์ทำให้มีประจักษ์พยานทางการแพทย์ที่แสดงถึง ซึ่งหลีกเลี่ยงการตัดทอนที่อาจเป็นไปได้ในกรณีที่มีปัญหา

In her studies of the files, Duffin found that the predominance of testimony by doctors increases through time. The files she reviewed showed that in the 17th century an average of one doctor was named in each record, but only a small proportion of them gave evidence in person. After 1700, however, at least a third or more of the physicians mentioned in a record provided testimony in person.

ในการศึกษาแฟ้มต่างๆของเธอ  ดัฟฟินพบว่า ความมีอำนาจสูงของพยานโดยแพทย์เพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป  แฟ้มที่เธอทบทวนได้แสดงว่า ในศตวรรษที่ 17 เฉลี่ยแพทย์คนหนึ่งถูกระบุชื่อในแต่ละบันทึกรายงาน  แต่ เพียงสัดส่วนเล็กๆของบรรดาแพทย์ให้ประจักษ์พยานเป็นรายบุคคล  อย่างไรก็ดี  หลังปี 1700  อย่างน้อยหนึ่งในสามหรือมากกว่านั้นของบรรดานายแพทย์  ได้ระบุในบันทึกรายงานที่แสดงพยานเป็นรายบุคคล

In the second half of the 17th century, the evidence of the physicians treating the patient was supplemented by independent medical observers. Eventually the number of expert doctors consulted increased until it matched or even surpassed the attending physicians.

ในครึ่งที่สองของศตวรรษที่ 17  ประจักษ์พยานของนายแพทย์ที่รักาคนป่วยได้รับการเสริมอธิบาย โดยผู้สังเกตุการณ์ทางการแพทย์อิสระ   ในขั้นสุดท้าย  จำนวนของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาหารือ ได้เพิ่มขึ้น จนจำนวนเท่ากันหรืออาจจะมากกว่าบรรดาแพทย์ที่เฝ้าดูแล


Duffin also pointed out that the Church does not rely exclusively on Catholic doctors. TheINQUIRIES  examined the faith of all witnesses, doctors included. As prior to the 20th century, most of the miracles came from European countries where the majority of the doctors were Catholic. Many, nevertheless, admitted they did not regularly practice their faith, and a couple had even been excommunicated. None, however, were disqualified from being witnesses.

ดัฟฟินด้วยชี้ว่า ศาสนจักรมิได้พึ่งพาอาศัยบรรดาแพทย์คาทอลิกแต่อย่างเดียว  การสืบเสาะหา ได้ตรวจสอบความเชื่อของพยานทั้งหมด  รวมแพทย์ด้วย    โดยที่ก่อนศตวรรษที่ยี่สิบ  อัศจรรย์ส่วนใหญ่มาจากประเทศยุโรป ที่ซึ่งส่วนใหญ่ของแพทย์เป็นคาทอลิก  ทั้งนั้นก็ดี  แพทย์หลายคนยอมรับว่า พวกเขาเองก็มิได้ปฏิบัติความเชื่อของตน และคู่หนึ่งยังถูกตัดขาดจากพระศาสนจักรด้วยซ้ำไปอย่างไรก็ดี  ไม่มีผู้ใดขาดคุณสมบัติจากการเป็นพยาน

In more recent times doctors who were of other faiths, or who openly profess to be of no religion, have testified.

ในช่วงเวลาเร็วๆนี้  บรรดาแพทย์ ที่ถือความเชื่ออื่น  หรือซึ่งแสดงตนมิได้ถือศาสนาใด  ต่างก็ได้เป็นพยาน

In the end a miracle is only declared when the doctors are prepared to admit their own ignorance as to how a person recovered when the best scientific medicine failed. An admission that the contemporary mentality of pride in modern knowledge and science finds hard to make.

ในตอนจบ อัศจรรย์หนึ่งเพียงได้รับการประกาศ เมื่อบรรดาแพทย์ได้เตรียมพร้อมที่ยอมรับความไม่รู้ของพวกเขาในแง่ที่ว่าคนๆนั้นฟื้นคืนสุขภาพมาได้อย่างไร เมื่อการแพทย์ทางวิชาการที่ดีที่สุดพลาดไป   การยอมรับว่า สภาพจิตปัจจุบันของความภูมิใจในความรู้และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่พบว่า ยากที่จะทำได้.


หน้า: [1] 2 3 ... 106