แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 126
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การแก้ไขเป็นทางการของโป๊บฟรังซิส เมื่อ: ตุลาคม 21, 2017, 07:51:31 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง

What happens next? ต่อไป อะไรจะเกิดขึ้น?

First, it should be recognized that just because a correction has been issued, it does not mean that the pope has committed heresy. Certainly, there has been no formal investigation into the matter. It is possible that Pope Francis, being a holy man, has not committed heresy, but rather expressed a mystery of the faith, or taught something that is difficult for most people to understand. The fact it may make sense to him could have made him see the dubia as an absurdity.

สิ่งแรก  ควรจะคิดให้ได้ว่า พอดีที่การขอแก้ไขฉบับหนึ่งออกมาแล้ว  มิได้หมายความว่าโป๊บนั้นกระทำเรื่องเฮเรติก  แน่นอน  ยังไม่มีการสอบสวนเป็นทางการในเรื่องนี้  จึงเป็นไปได้ว่า โป๊บฟรังซิส  ที่ทำตนเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ มิได้ทำเรื่องเฮเรติก  แต่ดูจะแสดงความลี้ลับอย่างหนึ่งของความเชื่อ  หรือได้สอนอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องยากที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่สุดจะเข้าใจ  ความจริงที่น่าจะมีความหมายต่อโป๊บก็คือทำให้เขาเห็นว่า dubia – ช้อสงสัยทั้งหมดนั้น เป็นความ เหลวไหลน่าหัวเราะ.

The mysteries of our faith provide an example of this. For example, how can God, Jesus and the Holy Spirit be three separate and distinct persons, but also one? Uninitiated common sense makes this seem absurd, but to people of faith, it makes perfect sense; so much sense, that it cannot be any other way!

พระธรรมล้ำลึกแห่งความเชื่อของเราแสดงตัวอย่างเรื่องนี้  เช่น  เป็นไปได้อย่างไรที่ พระเจ้า พระเยซูเจ้าและพระจิตเจ้า เป็นสามบุคคลแยกกัน แต่ก็เป็นหนึ่งเดียวด้วย?  สามัญสำนึกที่ทิได้นำมาใช้ ทำให้เรื่องนี้ด๔เหมือนเหลวไหลน่าหัวเราะ  แต่ สำหรับประชาชนที่มีความเชื่อ  มันทำให้เกิดความรู้สึกสมบูรณ์ครบครัน  ความรู้สึกที่มากจริงๆ จนว่ามันไม่สามารถเป็นวิถีทางอื่น!

One such matter could relate to the offering of communion to people who have divorced and remarried without the sanction of the Church. Such an act is adultery. Pope Francis has suggested these people may be eligible for Communion and that pastors must handle each case individually and with love.

เรื่องเช่นนั้นเรื่องหนึ่งสามารถสัมพันธ์กับการแจกศีลมหาสนิทแก่ประชาชน ที่หย่าร้างและแต่งงานใหม่โดยมิได้รับโทษของพระศาสนจักร  การกระทำเช่นนั้นเป็นการล่วงประเวณี.  โป๊บฟรังซิสได้เสนอแนะประชาชนเหล่านี้อาจได้รับการเลือกเพื่อรับศีลมหาสนิท  และว่าบรรดาพระสงฆ์เจ้าอาวาสต้องจัดการแต่ละกรณีแยกเป็นรายบุคคลและด้วยความรัก

Surely, the Pope understands that adultery is a mortal sin! So how can he also suggest these people may be eligible for communion? If he had answered the dubia, we might better understand his thinking.

แน่นอน  โป๊บเข้าใจว่าการล่วงประเวณีเป็นบาปหนัก!  ดังนั้น พระองค์ทำไมจึงเสนอแนะคนเหล่านี้อาจได้รับเลือกเพื่อรับศีลมหาสนิท?  ถ้าพระองค์ตอบข้อสงสัย –dubia  เราอาจจะเข้าใจความคิดของพระองค์ได้ดีกว่า.

Unfortunately, it is also possible that Pope Francis was simply wrong. We are tempted to think the best of him, and we may want to believe that he has a rare insight, but the mundane is possible too. He may have developed an inaccurate personal opinion, based on many untold experiences, and the opinion showed itself in Amoris Latetia.

โชคร้าย  มันยังเป็นไปได้ว่า โป๊บฟรังซิสเพียงทำผิด  เราถูกล่อลวงให้คิดสิ่งดีที่สุดของพระองค์  และเราอาจต้องการเชื่อว่าพระองค์สายตาแหลมคมนานๆที  แต่ โลกีย์วิสัยก็เป็นไปได้ด้วย  พระองค์อาจได้พัฒนาความคิดเห็นส่วนบุคคลที่ไม่แม่นยำนัก  วางพื้นฐานบนประสพการณ์ที่มิทราบ และ ความคิดเห็นได้โชว์ตัวเองออกมาแล้วด้วยพระสมณสาส์น Amoris Laetitia

Cardinal Burke and others hope the letter of correction will inspire Pope Francis to finally answer the dubia. In his answer, he can either clarify what he meant to say, or he can retract his statements. Alternatively, Pope Francis could ignore the correction too.

พระคาร์ดินัลเบอร์กและคนอื่นๆหวังว่าจดหมายแห่งการแก้ไข จะดลใจโป๊บฟรังซิสในที่สุดจะตอบข้อสงสัย—dubia  ในคำตอบของเขา  เขาสามารถทั้งอธิบายให้ชัดเจนในสื่งที่เขาหมายจะพูด  หรือเขาสามารถถอยคำยืนยันของเขา   หรืออีกทางหนึ่ง  โป๊บฟรังซิสสามารถไม่รับรู้การแก้ไขก็ได้ด้วย.

There is a risk for people who follow false teachings, and because of this it is hoped he will address the concerns. In the meantime, all Catholics with serious questions are recommended to look to the Catechism of the church and the social teaching of the church on all issues. Questions and concerns should be brought to the attention of your parish priest, and to your bishops. Prayer and confession are also healthy components of a spiritual LIFE and are always recommended to aid in avoiding confusion.

มีการเสี่ยงสำหรับประชาชนที่เดินตามคำสอนเท็จเทีม  และเพราะเรื่องนี้ เป็นที่หวังกันว่าเขาจะอธิบายความเกี่ยวเนื่องทั้งหมด  ในขณะเดียวกัน  คาทอลิกทุกคนทีมีปัญหาร้ายแรง ก็ถูกแนะนำให้ไปดูหนังสือคำสอนของพระศาสนจักรและคำสอนทางสังคมของพระศาสนจักรในเรื่องทั้งหมด   คำถามและความเกี่ยวเนื่องควรจะถูกนำให้เกิดความสนใจของพระสงฆ์เจ้าอาวาสของคุณ  และพระสังฆราชของคุณด้วย  การสวดภาวนาและการแก้บาปเป็นส่วนประกอบที่สมบูรณ์ด้วยของชีวิตฝ่ายจิต และถูกนำเสนอเสมอเพื่อช่วยในการหลีกเลี่ยงความสับสน.

God knows what is in the hearts of his children. He sees the heart of Pope Francis and yours alike. God understands when we seek to be faithful. He has given us the gift of the Church so that we will not be led astray. We must use that gift and the teachings of the Church to guide our decisions. Anyone with questions is strongly advised to seek the counsel of their priest and bishop.

พระเจ้าทรงทราบว่าอะไรอยู่ในดวงใจของลูกๆของพระองค์  พระองค์เห็นดวงใจของโป๊บฟรังซิสและดวงใจของคุณเช่นกัน  พระเจ้าเข้าใจเมื่อเราแสวงหาที่จะเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์  พระองค์ได้ประทานเราของกำนัลซึ่งก็คือพระศาสนจักรเพื่อว่าเราจะไม่ถูกนำไปในทางที่ผิด   เราต้องใช้ของกำนัลนั้นและคำสอนของพระศาสนจักร เพื่อนำการตัดสินใจของพวกเรา  ผู้ใดที่มีปัญหามากควรได้รับการแนะนำอย่างจริงจัง ให้ไปรับคำปรึกษาของพระสงฆ์และพระสังฆราชของพวกเขา.

                                                                                                  Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                          Alan  Petervich

2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การแก้ไขเป็นทางการของโป๊บฟรังซิส เมื่อ: ตุลาคม 21, 2017, 07:45:23 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                 การแก้ไขเป็นทางการของโป๊บฟรังซิส
                                                                                           The Formal Correction of Pope Francis

                                                                                                https://youtu.be/aXRVcIFicxM

Is Pope Francis a heretic? Formal letter of correction made public
โป๊บฟรังซิสเป็นเฮเรติกคนหนึ่งหรือ?  จดหมายแห่งการแก้ไขทางการประกาศเป็นสาธารณะ

By Marshall Connolly
Published August 18,2017
Catholic Online (www.catholic.org)

It is hoped the Pope will answer the dubya.
หวังกันว่าโป๊บจะตอบข้อสงสัย--dubia

It has been made public that 62 members of the Catholic clergy and laity issued a correction to Pope Francis for what they say are seven heresies in the Pope's encyclical, Amois Laetitia. Such a correction has not happened since the rule of Pope John XXII (1316-1334), in the late medieval period. Here's why, what it means, and what you should do.

ได้มีการประกาศเป็นสาธารณะว่า สมาชิก 62 คน ประกอบด้วยนักบวชและฆราวาสคาทอลิก ได้ออกการแก้ไขแก่โป๊บ ฟรังซิส สำหรับสิ่งซึ่งพวกเขากล่าวว่า เป็นเฮเรติกเจ็ดข้อ ในสมณสาส์นเตือนใจ Amoris Laetitia ของโป๊บ  การแก้ไขเช่นนั้นมิได้เกิดขึ้นตั้งแต่มีกฎเกณฑ์ของพระสันตะปาปายอห์นที่ XXII (1316-1334) ในยุคกลางช่วงหลังมา   ที่นี่คือทำไม มันหมายความว่าอะไรและคุณควรทำอะไร.

LOS ANGELES, CA (California Network) -- Having received no response from Pope Francis, some 62 clergy and scholars of the Church have made public their correction of Pope Francis, which was originally sent to him on August 11, 2017. The letter of correction has been made public as of September 24, 2017.

ลอส อันเจเลส คาร์ลิฟอร็เนีย (California Network) – เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากโป๊บฟรังซิส  นักบวชและนักปราชญ์ของศาสนจักรจำนวน 62 คน  ได้ทำการขอแก้ไขของพวกเขาเป็นทางการต่อโป๊บฟรังซิส  ซึ่งเริ่มแรกส่งถึงโป๊บเมื่อวันที่  11สิงหาคม 2017  จดหมายขอให้แก้ไขได้ทำเป็นสาธารณะลงวันที่ 24 กันยายน 2017

The letter is entitled, Correctio filialis de haeresibus porpagatis, which means, "A filial correction concerning the propagation of heresies."

จดหมายมีหัวเรื่องว่า Correctio filialis de haeresibus porpagatis,  ซึ่งแปลว่า  “ การขอแบบลูกหลานให้แก้ไข เกี่ยวกับการโฆษณาเผยแพร่ลัทธิเฮเรติก “

Support FREE Catholic Education สนับสนุนการศึกษาคาทอลิกที่อิสระ

The letter states that Pope Francis' Apostolic Exhortation, Amoris Laetitia, as well as his other words, deeds, and omissions, has propagated seven distinct heresies.

จดหมายยืนยันว่า Apostolic Exhorttion-- สมณสาส์นเตือนใจ , Amoris Laetitia ของโป๊บฟรังซิส  เช่นเดียวกับคำพูดอื่นๆ  การกระทำ และการเมินเฉยไม่กระทำ ของเขา ได้เป็นการป่าวประกาศเฮเรติกเจ็ดจำพวกต่างกันไป

Pope Francis has remained silent on the matter since it was first raised by Cardinal Raymond Burke, and others in the form of a "dubia," which is a list of formal questions presented to the pope for clarification. That list had five questions. In response to the dubia, Pope Francis only responded that his exhortation was clear and did not need clarification.

โป๊บฟรังซิสยังคงนิ่งเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้  ที่ครั้งแรกมีการยกขึ้นมาโดยพระคาร์ดินัลเรมอนด์ เบอร์ก และคนอื่นๆในรูปแบบของ “ dubia – ความสงสัย”  ซึ่งเป็นรายการของคำถามเป็นทางการกับโป๊บเพื่อขอการชี้แจงให้กระจ่าง  รายการนั้นมีห้าคำถาม  ในคำตอบต่อ dubia โป๊บฟรังซิสตอบเพียงว่า สาส์นคำแนะนำ- exhortation ของท่านชัดเจนอยู่แล้ว และไม่ต้องการการชี้แจงให้กระจ่างแต่อย่างใด.

The letter of correction and its public announcement is virtually unprecedented in the modern Church and may shock some Catholics. However, there is a cause for it under certain circumstances.

จดหมายของการขอการแก้ไข และการประกาศเป็นสาธารณะของมัน เป็นสิ่งที่โดยแท้จริงไม่เคยเกิดขึ้นในพระศาสนจักรสมัยใหม่ และอาจช๊อกคาทอลิกบางคน  อย่างไรก็ดี  มีสาเหตุอย่างหนึ่งสำหรับเรื่องนี้ ภายใต้กรณีแวดล้อมบางประการ

The Pope is widely regarded as infallible, meaning his words are law and beyond question. The pope is also the absolute monarch of Vatican City and the Church. These widespread beliefs are not entirely accurate.

โป๊บนั้นถือกันอย่างกว้างชวางว่าไม่ผิดหลง  คือหมายความว่า คำพูดของเขาเป็นกฎหมายและเหนือคำถามใดๆ  โป๊บนั้นยังเป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชแห่งนครวาติกัน และพระศาสนจักร   ความเชื่อที่แพร่หลายกว้างขวางเหล่านี้ไม่ถูกต้องแม่นยำทั้งสิ้นนัก

Popes are indeed quite fallible, after all they are men, and men make mistakes. This is why the pope has advisors, why the Church has bishops, councils, academies, scholars, universities, and more. The Church has tradition and doctrine, and it also has the promise of Christ, that ‽the gates of hell will not prevail against it."

จริงๆแล้วบรรดาโป๊บทั้งหลายออกจะผิดพลาดทีเดียว   ก็ดูทั้งหมดแล้วพวกเขาก็เป็นมนุษย์  และมนุษย์ทำผิดทุกคน   นี่แหละที่ทำไมโป๊บจึงต้องมีผู้ให้คำปรึกษา  ทำไมศาสนจักรจึงมี พระสังฆราช  สภาที่ประชุมต่างๆ  สถานศึกษาระดับสูงมากมาย   นักปราชญ์ราชบัณฑิต มหาวิทยาลัยมากมาย และอื่นๆอีกมาก.  พระศาสนจักรมีธรรม-ประเพณีและคำสอน และยังมีพระสัญญาของพระคริสตเจ้า  ที่ว่า “ ประตูนรกจะไม่สามารถเอาชนะพระศาสนจักรได้ “

Under rare and special circumstances, when these many variables align, can the pope issue an infallible teaching. In those cases, the pope's word becomes the doctrine and law of the Church, and all faithful Catholics are obligated to abide it.

ภายใต้กรณีแวดล้อมพิเศษและนานๆครั้ง  เมื่อตัวแปรมากมายเหล่านี้ตั้งแนวขึ้นมา  ทำให้โป๊บสามารถออกคำสอนที่ไม่ผิดหลงครั้งหนึ่ง  ในกรณีเหล่านั้น  ถ้อยคำของโป๊บกลายเป็นข้อคำสอนและกฎหมายของพระศาสนจักร  และคาทอลิกทั้งหลายจำต้องถือตาม.

Outside of these rare conditions, the pope is as fallible as any other expert, and yes, experts make mistakes. To protect the faithful from jeopardizing their souls based on a papal error, the Church has a process whereby the pope can be corrected. This is what has happened.

นอกเงื่อนไขที่นานๆครั้งเหล่านี้  โป๊บก็ผิดหลงเช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ  และใช่เลย ผู้เชี่ยวชาญก็ทำผิดได้อยู่แล้ว  เพื่อป้องกันสัตบุรุษจากการที่วิญญาณของพวกเขาตกอยู่ในอันตรายที่มีพื้นฐานจากความหลงผิดของสันตะปาปา  พระศาสนจักรมีกระบวนการที่โป๊บสามารถถูกทำให้ถูกต้องได้  นี้คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว

The 62 signatories, which include cardinals, bishops, and other church scholars, including lay experts, express "grief" and "devotion" at having to correct Pope Francis' alleged heresy.

ผู้ลงชื่อ 62 คน ซึ่งรวมพระคาร์ดินัล พระสังฆราช และนักปราชญ์พระศาสนจักรอื่นๆ ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญฝ่ายฆราวาส  แสดง “ ความทุกข์ใจ” และ “ความศรัทธา”ที่จะมีสิ่งต้องแก้ไขความเป็นเฮเรติกที่ถูกกล่าวหาของโป๊บฟรังซิส

You can get a free download of Amoris Laetitia here.
The full correction letter can be read here.
คุณสามารถดาวโหลดพระสมณสาส์น  Amoris Laetitia และ correction letter ฉบับเต็มได้ที่นี่ >>>>>( ดูโพสต์เฉพาะเรื่องที่เตรียมไว้ )
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
 
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: พระสงฆ์วาติกันเร่งให้โป๊บฟรังซิสรื้อทิ้ง‘โป๊บเทียมที่เผยแพร่ลัทธิเฮเรติก’ เมื่อ: ตุลาคม 12, 2017, 10:04:59 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง

Comments :

JERRY GREGORY
2 weeks ago สองสัปดาห์ก่อน

Yes, it needs to be done.  The cardinals have a right under sins of omission to make the correction formerly, also.
ใช่ครับ  มันจำเป็นต้องทำ  กลุ่มพระคาร์ดินัลก็มีสิทธิภายใต้บาปแห่งการเมินเฉย (คือถ้าไม่ทำก็เป็นบาป) ที่จะทำเรื่องแก้ไขในอดีต ด้วย ครับ

catholics4unity
1 week ago หนึ่งสัปดาห์ก่อน

Our Lady of Akita which is approved apparition warned us that apostasy would begin at the top or with the Pope. This is also part of the Fatima Secret that the pope would be under the Diabolical influence of Satan. Our Lady of La Salette also mourned that Roman lose the faith become the seat of the Antichrist. The prophecies are coming true. God is allowing the church to be punished because many people rejected humanae vitae and the authority of the Pope. Now we have a bad Pope who is confusing many.

แม่พระแห่งอากิตะ ซึ่งเป็นการประจักษ์ที่ได้รับการรับรอง ได้เตือนพวกเราว่า ลัทธิการถือความเชื่อแตกต่างจะเริ่มที่ยอดศาสนจักรหรือกับพระสันตะปาปา        นี้เป็นส่วนหนึ่งของความลับ ฟาติมาที่ว่า สันตะปาปาจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลแบบปีศาจของซาตาน  แม่พระแห่งลาซาแล็ท ด้วยคร่ำครวญว่าโรมันสูญเสียความเชื่อ กลายเป็นที่ตั้งของศัตรูพระคริสตเจ้า  คำพยากรณ์ต่างๆกำลังจะเป็นจริง   พระเจ้ากำลังปล่อยให้ศาสนจักรถูกลงโทษเพราะว่าประชาชนจำนวนมากได้ปฏิเสธกฤษฎีกา humanae vitae และอำนาจบริหารของโป๊บ  ปัจจุบันนี้เรามีโป๊บเลวซึ่งกำลังทำให้คนจำนวนมากสับสน.

Kirk Mulhearn
1 week ago หนึ่งสัปดาห์ก่อน

I agree the church is in great need for clarification  ผมเห็นด้วยว่าพระศาสนจักรกำลังต้องการมากสำหรับการทำให้โปร่งใส

Joni Lea
1 day ago หนึ่งวันที่แล้วมา

Better late than never! It should have been done with Paul VI at the commencement of the erroneous Vatican II Council and at the very least the heretical, sacrilegious, Protestant Novus Ordo Mass. Really, it should have commenced with Pope Pius XII who started making drastic changes at Easter, though Vat II is the greatest apostasy in Catholic history and a colossal  success for Satan, who grievously has pulled off a major coup. Your souls warrant attention, Modernists wake up! In His Sacred Name ☧❤

สายไปดีกว่าไม่ทำเลย !  มันควรจะทำกับโป๊บปอล VI ตอนเริ่มสังคายนาวาติกันที่ IIที่หลงผิดและมิสซาใหม่ NOM แบบโปรเตสตันท์ที่เป็นเฮเรติกและทุราจารย์  อันที่จริง  มันควรจะเริ่มด้วยโป๊บปีโอที่ XII ที่เริ่มทำการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่การเฉลิมฉลองปาสกา  แม้ VCII เป็นอาโปสตาตาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คาทอลิก และเป็นความสำเร็จมหึมาสำหรับซาตาน ซึ่ง มันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่อย่างน่าเสียใจ  วิญญาณของพวกท่านให้การประกันความการพิจารณาเอาใจใส่  นักนิยมสมัยใหม่ตื่นขึ้นเถอะ!  ในชื่อศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ Px

Joy Corcoran
3 days ago สามวันก่อน

please someone tell me WHERE i can sign the petition against this blatant hetetical fraud?ฮืม?  กรุณาใครสักคนบอกผมหน่อยว่า ผมสามารถไปลงชื่อคำร้องต่อต้านการหลอกลวงแบบเฮเรติกที่บาดหูบาดตานี้ได้ที่ไหน?ฮืม?

Joy Corcoran
3 days ago สามวันก่อน

Of COURSE! HE’S BLATANTLY HERETICAL! A POPE TO CELEBRATE THE PROTESTANT REFORMATION AND SAY SO MANY OTHER HERETICAL THINGS. ARE U KIDDING? U REALLY need to ask that question? WHERE DO I SIGN THE PETITION?

แน่นอน! เขาคนนี้เป็นเฮเรติกอย่างบาดหูบาดตา! โป๊บคนหนึ่งเฉลิมฉลองการปฏิรูปแบบโปร เตสตันท์ และพูดเรื่องต่างๆอีกหลายเรื่องล้วนเฮเรติกทั้งนั้น  คุณกำลังล้อเล่นหรือ?  คุณต้องการถามคำถามนั้นจริงๆหรือ  คุณลงชื่อคำขอนี้ที่ไหน?

joy corcoran Catholic original

                                                                                                 Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                         Alan  Petervich


4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พระสงฆ์วาติกันเร่งให้โป๊บฟรังซิสรื้อทิ้ง‘โป๊บเทียมที่เผยแพร่ลัทธิเฮเรติก’ เมื่อ: ตุลาคม 12, 2017, 09:59:55 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                          บรรดาพระสงฆ์วาติกันเร่งให้โป๊บฟรังซิส รื้อทิ้ง‘โป๊บเทียมที่เผยแพร่ลัทธิเฮเรติก’
                                                                 Vatican Priests Launch Pope Francis Takedown ‘False Pope Spreading Heresy’

Clergy Just Made Extremely Rare Move to Charge Pope Francis With 'Propagating Heresy'                                                                                                                บรรดานักบวชเพิ่งทำการเคลื่อนไหวที่นานที่สุดจะทำสักครั้ง เพื่อกล่าวหาโป๊บฟรังซิสด้วยข้อหา’โฆษณาเผยแพร่ลัทธิเฮเรติก’

Published  พิมพ์เผยแพร่เมื่อว้นที่ 24 กันยายน 2017

While Roman Catholics are obligated to follow the leaders of the sitting Pope, every once in a very long while an individual strays so far from Biblical and dogmatic teachings while serving as Pope that members of the Catholic Church may feel compelled to take action against them.    Many believe that radical leftist Pope Francis of Argentina merits this sort of attention.In a bold move, 62 clergy and lay scholars from around the world sent a letter to Francis on August 11th, with the purpose of making a “filial correction” for the Pope “propagating heresy.”

 ขณะที่ชาวโรมันคาทอลิกมีพันธะที่จะเดินตามบรรดาหัวหน้าของโป๊บที่ครองความเป็นใหญ่  ทุกครั้งในขณะเวลานานมาก ขณะที่เอกัตถบุคคลคนหนึ่งหันเหออกไปไกลมากจากข้อคำสอนของพระศาสนจักรและพระคัมภีร์ ขณะทำหน้าที่เป็นโป๊บ ที่สมาชิกของพระศาสนจักรคาทอลิกอาจรู้สึกจำต้องทำการต่อต้านคำสอนเหล่านั้น หลายคนเชื่อว่าโป๊บฟรังซิสแห่งอาร์เยนตีนาหัวเอียงซ้ายถึงแก่น สมควรได้รับการดูแลชนิดนี้  ในความเคลื่อนไหวแบบกล้าห้าวหาญครั้งหนึ่งนี้  บรรดาผู้ทรงความรู้ฆราวาสและนักบวช 62 คน จากทั่วโลก ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงฟรังซิสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม  ด้วยความมุ่งหมายของการทำให้เกิด “การแก้ไขแบบลูกหลาน” สำหรับโป๊บ “ที่กำลังเผยแพร่ลัทธิเฮเรติก”

This move has not been made against any Pope since the Middle Ages.Wrote the letter’s writers, “With profound grief, but moved by fidelity to our Lord Jesus Christ, by love for the Church and for the papacy, and by filial devotion toward yourself, we are compelled to address a correction to Your Holiness on account of the propagation of heresies effected by the apostolic exhortation Amoris Laetitia and by other words, deeds and omissions of Your Holiness.”It went on, “As subjects, we do not have the right to issue to Your Holiness that form of correction by which a superior coerces those subject to him with the threat or administration of punishment.

 ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เคยได้ทำเพื่อต่อต้านโป๊บองค์หนึ่งองค์ใดตั้งแต่ยุคกลางมาแล้ว   กลุ่มผู้เขียนจดหมายได้เขียนว่า “ ด้วยความทุกข์ใจอย่างลึกซึ้ง  แต่รู้สึกด้วยความจงรักภักดีต่อพระเยซูคริสตเจ้าพระเจ้าของเรา  ด้วยความรักเพื่อพระศาสนจักรและสำหรับระบบสันตะปาปา  และด้วยความศรัทธาเยี่ยงลูกหลานต่อตัวพระองค์เอง  เราจำเป็นต้องเสนอการแก้ไขถึงพระองค์ท่าน ในเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาป่าวประกาศลัทธิเฮเรติก ที่เกิดเป็นผลโดย apostolic exhortation Amoris Laetitia และคำอื่นๆ  การกระทำและการละเลยอื่นๆของพระองค์เอง “  จดหมายกล่าวต่อไปว่า “ ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา  เราไม่มีสิทธิที่จะส่งถึงพระองค์ซึ่งแบบฟอร์มของข้อแก้ไข ซี่งโดยสิ่งนี้ ผู้ใหญ่คนหนึ่งขู่เข็ญบังคับคนเหล่านั้นที่อยู่ใต้เขา ด้วยการคุกคามหรือการบริหารในการลงโทษ

We issue this correction, rather, to protect our fellow Catholics — and those outside the Church, from whom the key of knowledge must not be taken away — hoping to prevent the further spread of doctrines which tend of themselves to the profaning of all the sacraments and the subversion of the Law of God.”They added, “We adhere wholeheartedly to the doctrine of papal infallibility.Neither Amoris Laetitia nor any of the statements which have served to propagate the heresies which this exhortation insinuates are protected by that divine guarantee of truth.”Do you think the signers were right to make this move against Pope Francis?
 
เราออกคำแก้ไขฉบับนี้  ก็เพื่อ ปกป้องเพื่อนชาวคาทอลิกของเรา – และคนเหล่านั้นที่อยู่นอกพระศาสนจักร  จากผู้ที่กุญแจแห่งความรู้ต้องไม่ถูกให้ออกไป – โดยหวังที่จะขจัดการเผยแพร่มากกว่านี้ซึ่งคำสอนที่ความโน้มเอียงของพวกเขาไปสู่การทำลายศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด และ การลบล้างกฎหมายของพระเจ้า “  พวกเขาเสริมว่า “ พวกเรา ยึดมั่นร่วมกันอย่างเปี่ยมหัวใจกับคำสอนของการไม่ผิดหลงของพระสันตะปาปา  ทั้งไม่ใช่ Amoris Laetitia หรือคำยืนยันใดๆซึ่งได้รับใช้เพื่อประกาศโฆษณาลัทธิเฮเรติกที่exhortation นี้สอดแทรก ได้รับการปกป้องโดยการการันตีว่าเป็นความจริงจากสวรรค์ “  คุณคิดว่าบรรดาผู้ลงนามทำถูกที่กระทำการเคลื่อนไหวนี้ต่อต้านโป๊บฟรังซิสหรือ?
……………………………………………………………………………………………
 
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / 3 ปัญหาใหญ่กับคำสอนโปรเตสตันท์เรื่อง”พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว” เมื่อ: ตุลาคม 07, 2017, 11:47:34 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 3 ปัญหาใหญ่กับคำสอนโปรเตสตันท์เรื่อง”พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว”
                                                              3 Big Problems with the Protestant Doctrine of “Sola Scriptura” (Scripture Alone)

https://churchpop.com/2017/08/29/3-big-problems-with-the-protestant-doctrine-of-sola-scriptura/
by ChurchPOP Editor - August 29, 2017

                                           

One of the key principles of Protestantism that distinguishes it from Catholicism is sola scriptura, or “Scripture alone.”    Though it’s interpreted differently among Protestants, it generally means that the Bible is either the highest or sole authority for Christians, trumping ecclesiastical authority and tradition.

ข้อหนึ่งของหลักการที่เป็นกุญแจสำคัญของลัทธิโปรเตสตันท์ ที่ทำให้ลัทธินี้แปลกแยกจากศาสนาคาทอลิก คือ sola scriptura (ลาติน) หรือ “พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว = Scripture alone”   แม้ความข้อนี้จะแปลแตกต่างกันในกลุ่มชาวโปรเตสตันท์  โดยทั่วไปแล้วหมายความว่า พระคัมภีร์-Bible เป็นทั้งอำนาจสูงสุดหรือเป็นทั้งอำนาจเพียงอย่างเดียวสำหรับ คริสตชน  ที่ส่งเสียงแสดงถึงอำนาจทางศาสนาและธรรม-ประเพณี.

The Catholic Church rejects sola scriptura, teaching instead that the Word of God is passed down in both written Scripture and oral Tradition, and that the Church’s magisterium is guided by the Holy Spirit to definitively and authoritatively interpret the Word of God for Christians.

 พระศาสนจักรคาทอลิกไม่รับ พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว โดยกลับสอนว่า พระวาจาของพระเจ้าผ่านลงมาทั้งทางพระคัมภีร์ที่เขียนไว้และทางประเพณีที่บอกต่อกันมา  และว่า อำนาจสอนของพระศาสนจักรได้รับการนำทางโดยพระจิตเจ้า ที่จะตีความแปลพระวาจาของพระเจ้า สำหรับ คริสตชนแบบทรงอำนาจและเด็ดขาด

Here are three major problems with sola scriptura:                   
 ต่อไปนี้ คือสามปัญหาใหญ่กับ sola scriptura –พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว

1) The Bible rejects it พระคัมภีร์ไม่ยอมรับข้อนี้

Where do Protestants get the idea that the Bible alone is the highest authority for Christians? Is this taught anywhere in the Bible?  Actually, no. Pretty much all of the verses to which Protestants usually point to answer this question indeed speak highly of the authority of Scripture and its importance for the people of God (e.g. Psalm 119, 2 Timothy 3:16-17, et al), but none of them say that the Bible alone is the only authority.

ชาวโปรเตสตันท์เอาความคิดมาจากที่ไหนที่ว่า พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียวเป็นอำนาจสูงสุดสำหรับคริสตชน?  ข้อนี้มีสอนที่ใดในพระคัมภีร์?  ที่จริงแล้ว ไม่เลย  ดีทีเดียวที่ถ้อยคำทั้งหมดที่ชาวโปรเตสตันท์ตามปกติชี้เพื่อตอบคำถามนี้ จริงๆแล้วกล่าวถึงเบื้องสูงของอำนาจของพระคัมภีร์ และความสำคัญของพระคัมภีร์สำหรับประชากรของพระเจ้า ( เช่นตัวอย่าง Psalm 119,  2 Timothy 3:16-17, และ ฯลฯ)  แต่ ไม่มีบทใดในสิ่งที่อ้างเหล่านี้กล่าวว่า พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียวเป็นอำนาจสูงสุด

No only that, but the Bible upholds the authority of oral tradition alongside Scripture in contradiction of sola scriptura. In 2 Thessalonians 2.15, St. Paul writes: “So then, brothers and sisters, stand firm and hold fast to the traditions that you were taught by us, either by word of mouth or by our letter.” St. Paul is saying that his teachings are authoritative, whether he gave them by speaking (oral tradition) or writing (Scripture).

มิใช่เพียงเท่านั้น แต่พระคัมภีร์ยึดถืออำนาจของประเพณีที่บอกกล่าวตกทอดมาพร้อมกับจารึกศักดิ์สิทธิ์ เป็นการขัดแย้งกับที่ว่า เพียงพระคัมภีร์เท่านั้น  ใน 2 Thessalonians 2.15,  นักบุญเปาโลเขียนว่า :” ดังนั้น พี่น้องทั้งหลายจงยืนหยัดมั่นคงและยึดถือธรรมประเพณีที่ท่านเรียนรู้มาทั้งด้วยวาจา และด้วยจดหมายของเรา “  นักบุญเปาโลกำลังกล่าวว่า คำสอนของท่านเป็นสิ่งทรงอำนาจ  ไม่ว่าจะให้โดยการพูด (ประเพณีตกทอดบอกต่อกัน) หรือการเขียน (พระคัมภีร์)

2) It can’t explain where we got the Bible มันไม่สามารถอธิบายว่าที่ใดที่เราได้พระคัมภีร์มา

If the Bible is the only authority for Christians, then where did Christians get the Bible in the first place? Who determined what books should be in the Bible?

 ถ้าพระคัมภีร์เป็นเพียงอำนาจเดียวสำหรับคริสตชน แล้วที่ใดที่คริสตชนได้พระคัมภีรมาในประการแรก?  ใครเป็นผู้ตัดสินกำหนดว่าหนังสือเล่มใดควรอยู่ในพระคัมภีร์?

God did not hand Christians a fully compiled Bible out of the sky. Rather, God inspired many different writers over the course of many centuries to write the various books of the Bible. And then God inspired the Catholic Church, wielding apostolic authority and relying on oral tradition of what books are inspired, to definitively compile the biblical canon in the 4th century.

พระผู้เป็นเจ้ามิได้ยื่นพระคัมภีร์ที่รวบรวมมาแล้วอย่างเต็มพิกัดจากท้องฟ้า แก่คริสตชน  ค่อนข้างเป็นไปได้กว่าว่า พระองค์ได้ดลดาลใจนักเขียนต่างๆมากมายตามเส้นทางมาหลายศตวรรษ ให้เขียนหนังสือเล่มต่างๆของพระคัมภีร์  และจากนั้นพระองค์ก็ดลใจศาสนจักรคาทอลิก  แสดงอำนาจแห่งสาวกของพระองค์และพึ่งพาอาศัยธรรมประเพณีที่บอกต่อๆกันมาของสิ่งที่หนังสือต่างๆได้รับการดลใจนั้น   เพื่อรวบรวมขั้นสุดท้ายเป็นบัญญัติพระคัมภีร์ ในศตวรรษที่ 4

This means that the biblical canon itself depends on the very authority of oral tradition and ecclesiastical authority that Protestants reject.
นี้หมายความว่าบัญญัติพระคัมภีร์เอง พึ่งพาอำนาจจริงๆของธรรมประเพณีที่บอกต่อกันมาและอำนาจทางศาสนาที่ชาวโปรเตสตันท์ปฏิเสธ.

3) It doesn’t work  มันใช้ไม่ได้

The Bible has to be interpreted. Even when people think it’s clear what the Bible is saying, they are interpreting it. The problem is different Christians often interpret the Bible in contradictory, mutually exclusive ways. When that happens (and it happens constantly), how does the Christian church settle disagreements and safeguard the Gospel truth God has revealed in Jesus Christ?Because if Christians can’t agree on what the Gospel is, they can’t fulfill their responsibility to preach it.

พระคัมภีร์ต้องมีการแปลตีความ  แม้ เมื่อประชาชนคิดว่ามันชัดเจนแล้วในสิ่งที่พระคัมภีร์กำลังบอกกล่าว พวกเขาก็กำลังตีความ  ปัญหาที่แตกต่างนั้นทำให้บ่อยมากที่คริสตชนแปลตีความพระคัมภีร์ในทางที่เป็นการเฉพาะ ต่างคนต่างยึดมั่น ขัดแย้งกัน   เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น (และมันเกิดสม่ำเสมอ)ศาสนจักรคริสตชนทำอย่างไรเพื่อตกลงความไม่ลงรอยกันและปกปักรักษาความจริงในพระคัมภีร์ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระเยซูคริสตเจ้า?  เพราะว่า ถ้าคริสตชนไม่สามารถเห็นด้วยกับสิ่งที่เป็นพระวรสาร  พวกเขาก็ไม่สามารถทำความรับผิดชอบของพวกเขาให้เต็มบริบูรณ์เพื่อเทศนาเผยแผ่พระวรสารนั้น.

Sola scriptura offers no way out of these disagreements, except for Christians to split and go their separate ways – hence, myriad denominations. But this is a problem, too, because the Bible teaches that division among Christians is a sin (cf. 1 Cor 1.10ff, et al)!

พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว – Sola scriptura —ไม่สามารถชี้ทางออกของความไม่เห็นด้วยเหล่านี้ เว้นแต่ สำหรับคริสตชนที่จะแตกออกและไปตามทางของตนแยกกันออกไป – ที่นี่ เกิดนิกายเป็นหมื่นเป็นแสน  แต่นี้คือปัญหา ด้วย  เพราะว่าพระคัมภีร์สอนว่า การแบ่งแยกกันท่ามกลางคริสตชนนั้นเป็นบาปประการหนึ่งด้วย (cf. 1 Cor 1.10ff, ฯลฯ)!

The way out of this problem is the way of the very Catholic Church that Protestants reject, the way dating back to the early Church established by Jesus: Christ gave the Apostles authority to teach and govern the Church, authority which they passed on to bishops all the way to the present day in succession. This apostolic authority doesn’t trump the Word of God (passed down in written Scripture and oral Tradition), but rather is guided by the Holy Spirit to safeguard it for every generation.

ทางที่จะออกจากปัญหานี้ก็คือทางของพระศาสนจักรคาทอลิกแท้ๆที่ชาวโปรเตสตันท์ไม่ยอมรับทางที่นับถอยกลับไปยังพระศาสนจักรแรกเริ่มที่สถาปนาโดยพระเยซู:  พระคริสตเจ้าประทานอำนาจแก่บรรดาอัครสาวกที่จะสอนและปกครองพระศาสนจักร อำนาจซึ่งพวกเขาส่งต่อไปยังบรรดาพระสังฆราชตลอดทางมาถึงปัจจุบันในการรับช่วงกัน  อำนาจของบรรดาอัครสาวกนี้ไม่ได้ส่งเสียงพระวาจาพระเจ้าให้ดังไปทั่ว(ส่งผ่านด้วยพระคัมภีร์ที่เขียนไว้และธรรมประเพณีที่บอกต่อกันมา)  แต่ดูจะเป็นการได้รับการนำทางโดยพระจิตเจ้า เพื่อปกปักรักษาไว้สำหรับคนทุกรุ่นต่อไป.

Say a prayer for our Protestant brothers and sisters in Christ!
โปรดสวดภาวนาสักบทหนึ่ง เพื่อพี่น้องชาวโปรเตสตันท์ของเราในพระคริสตเจ้า !

 
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ทักษิณส่อตั้ง"รัฐบาลพลัดถิ่น" เปิดเกมโลกล้อมไทยบีบ คสช. เมื่อ: ตุลาคม 04, 2017, 11:34:48 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                     ทักษิณส่อตั้ง"รัฐบาลพลัดถิ่น" เปิดเกมโลกล้อมไทยบีบ คสช.
                                                                           
เผยแพร่: 3 ต.ค. 2560 17:

รายการ “ข่าวลึก ปมลับ” ออกอากาศทาง NEWS1 ล้วงปมลึก คลายปมลับ ตีแผ่ประเด็นร้อน กับ นพรัฐ พรวนสุข บก.ข่าวการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ผู้จัดการ 360 วันอังคารที่ 3 ตุลาคม 2560 ตอน ทักษิณส่อตั้ง"รัฐบาลพลัดถิ่น" เปิดเกมโลกล้อมไทยบีบ คสช.

                                                   
             

เรื่องยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หนีคดีทุจริตที่ศาลลงโทษจำคุก5ปี ไปหลบกบดานอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เวลานี้หลายสำนักข่าวทั้งในและนอก ยืนยันว่าเป็นความจริงตามที่ข่าวลึกปมลับนำมาเปิดเผยก่อนใคร

คาดว่า การหนีไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่หนีคุกอย่างเดียว แต่อาจจะไปตั้งหลักและเดินเกมเอาคืนกับฝ่ายรัฐบาลคสช. ก็เป็นไปได้

ขณะนี้อดีตนายกฯมีสถานะเป็นนักโทษหญิงไปแล้ว อยู่ที่อังกฤษกำลังทำเรื่องขอลี้ภัย คงต้องรอดูว่า ยิ่งลักษณ์ จะขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษจริงหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆ ไม่เช่นนั้นทักษิณ คงขอลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่ประเทศอังกฤษไปแล้ว แต่ยิ่งลักษณ์จะใช้ช่องทางลี้ภัยแน่

การขอลี้ภัยกับประเทศใหญ่ๆ อย่างอังกฤษ แม้จะเป็นอำนาจของทางประเทศต้นทาง ซึ่งจะไม่ต้องมาสอบถามประเทศไทยหรือไม่ และเป็นเรื่องที่ยิ่งลักษณ์ สามารถทำได้เองเลย ขึ้นอยู่ที่ประเทศนั้นๆ จะพิจารณา

แต่มีปัญหาที่ ประเทศใหญ่ๆ เวลาจะให้ใครลี้ภัยทางการเมืองมักมีข้อพิจารณาสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งคือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาก่อน และเงื่อนไขที่สำคัญไม่น้อยก็เป็นความผิดของยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ข้อหาอาญาธรรมดา แต่เป็นคดีทุจริต การพิจารณาอนุมัติจึงค่อนข้างอ่อนไหว และสุ่มเสี่ยงกับการถูกมองในทางลบได้

เนื่องจากมีสนธิสัญญาความร่วมมือการปราบปรามการทุจริตร่วมกัน ตอนนี้ ทางที่จะทำได้คือ ยิ่งลักษณ์จะต้องทำให้เป็นเรื่องการเมือง และคดีมีเหตุมาจากการการเมือง หรือการที่รัฐบาลไทยต้องการตัวกลับก็มีจุดประสงค์สำเร็จโทษทางการเมือง เงื่อนไขเหล่านี้นำมาอ้างรับรองการขอลี้ภัยได้

ขณะที่กรณีของยิ่งลักษณ์ ช่วงนี้ลือกันว่า ทักษิณกำลังเดินสายล็อบบี้สื่อต่างประเทศที่ตัวเองจ้างเขียนบ่อยๆ ให้ช่วยประโคมว่า คดีรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์เป็นคดีทางการเมือง และถูกรังแกจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 57

นอกจากนี้ ทักษิณยังสามารถใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนมีอำนาจในแดนผู้ดี ที่ตัวเองเคยไปลงทุนทำธุรกิจหลายอย่าง เพื่อผลักดันทางการอังกฤษอนุมัติให้น้องสาวเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง

ตรงนี้น่าสนใจว่า หากทักษิณเลือกวิธีต่างจากตัวเองที่ไม่ขอลี้ภัยประเทศใดเลย น่าจับตามองว่า เกมต่อไปจะเป็นอย่างไร ดูท่าไม่น่าจะหยุดเท่านี้แน่ อาจใช้การลี้ภัยทำอะไรสักอย่าง แน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่ทำได้นั่นก็คือประกาศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

ต้องรู้ว่า รัฐบาลพลัดถิ่น (Government in-exile) หมายถึง กรณีที่ผู้นำประเทศคนเดียวหรือกลุ่มบุคคลมากกว่า 2 ขึ้นไปได้ตั้งรัฐบาล ณ ดินแดนของรัฐอื่น เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่ในสายตาของกลุ่มนี้เห็นว่า ไม่มีความชอบธรรม

โดยรัฐบาลพลัดถิ่น อ้างว่ายังเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม แม้จะไม่มีอำนาจปกครองอย่างแท้จริงเหนือประเทศของตนก็ตาม โดยรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ต้องได้รับการรับรองจากรัฐที่อนุญาตหรือยินยอมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ (Host state) รวมทั้งจากนานาประเทศด้วย

แม้ว่ารัฐบาลพลัดถิ่นนั้นจะไม่ได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชาชนอย่างแท้จริงในประเทศของตนก็ตาม แต่เมื่อตั้งขึ้นได้แล้ว ก็จะมีผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ หลายด้านเช่น1) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถทำสนธิสัญญาได้ 2) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถสามารถมีที่นั่งหรือเป็นผู้แทนของรัฐในองค์การระหว่างประเทศได้

3) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้ (right of legation) 4) รัฐบาลผลัดถิ่นสามารถอุปโภคเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของรัฐได้ และ5) รัฐบาลผลัดถิ่นมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของรัฐที่อยู่ในต่างประเทศได้ (right to dispose state property aboard)

ข่าวว่า ยิ่งลักษณ์กับทักษิณให้ความสนใจในการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นมาก เพราะเป็นยุทธศาสตร์เดียวที่จะเอาคืนกับฝ่ายตรงข้ามได้ ถ้าเดินเกมนี้ การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นไม่ใช่ปัญหา ที่จะมีประเทศรับเป็นเจ้าภาพและประเทศต่างๆให้การรับรอง รวมทั้งอีกด้านหนึ่งจากเสียงยอมรับของคนไทยที่นิยมทักษิณและยิ่งลักษณ์ ก็ต้องสนับสนุนกันท่วมท้น จึงมีโอกาสว่ารัฐบาลพลัดถิ่นของตระกูลชินวัตรจะแจ้งเกิดได้

การเคลื่อนไหวอย่างลับมากของยิ่งลักษณ์ เป็นความเคลื่อนไหวที่เงียบเชียบ แต่ซ่อนไว้ด้วยการเดินเกมที่ล้ำลึก จนเป็นที่หวั่นเกรงของฝ่ายความมั่นคง และกลัวจะต้องเจองานหนักเพราะถ้าหากยิ่งลักษณ์ทักษิณหน้ามืดประกาศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาจริง ก็จะเป็นปมปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลประยุทธ์กับคสช. จะได้รับผลสะเทือนอย่างคาดไม่ถึง

ยุทธการโลกล้อมประเทศไทยบีบรัฐบาลคสช. ก็จะเป็นจริงถ้าหากมีรัฐบาลพลัดถิ่นของตระกูลชินวัตรเกิดขึ้นได้

          Credit  :  ASTV News I





7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / 'บิ๊กตู่'เผยผ่าน'วอยซ์ออฟอเมริกา' รับปากทรัมป์ช่วยสหรัฐฯจัดการเกาหลีเหนือ เมื่อ: ตุลาคม 04, 2017, 11:09:48 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             'บิ๊กตู่'เผยผ่าน'วอยซ์ออฟอเมริกา' รับปากทรัมป์ช่วยสหรัฐฯจัดการเกาหลีเหนือ

เผยแพร่: 4 ต.ค. 2560 21:59:00

                                                     


             ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จับมือกับนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทโอชา ขณะพบปะหารือกันที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันจันทร์ (2 ต.ค.)



วอยซ์ออฟอเมริกา/MGR Online - วอยซ์ออฟอเมริกา ภาคภาษาไทยในวันพุธ(4ต.ค.) เผยแพร่บทสัมภาษณ์พิเศษ "ประยุทธ์" ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรีเผยได้บอกกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปว่าบทบาทไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนสามารถช่วยอเมริกาได้ในประเด็นพิพาทโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ (2 ต.ค.) เพื่อต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้ขึ้นสู่อำนาจด้วยการทำรัฐประหาร โดยเขากล่าวยกย่องชมเชยความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างอเมริกากับไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย แต่ไม่ได้เอ่ยถึงการปกครองเผด็จการของทหารในประเทศนี้

การพบหารือกันครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญของนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดี ทรัมป์ โดยหันมาเน้นย้ำเรื่องการค้าและผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของอเมริกัน มากกว่าความเป็นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในชาติ ซึ่งสหรัฐฯติดต่อสัมพันธ์ด้วย

หลังเดินทางกลับจากทำเนียบขาว พล.อ.ประยุทธ์ ให้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับวอยซ์ ออฟ อเมริกา ภาคภาษาไทย โดยนายกรัฐมนตรีของไทยกล่าวขอบคุณ ทรัมป์ ที่ให้เกียรติเป็นอย่างสูง พร้อมแสดงความคาดหวังว่าผู้นำสหรัฐฯจะมีความเข้าใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองในไทย นอกจากนี้ยังเผยด้วยว่าได้หารือกันเกี่ยวกับแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคง การลงทุนและยกระดับการค้าขาย

นอกเหนือจากประเด็นต่างๆข้างต้นแล้ว พลเอกประยุทธ์ได้เปิดเผยกับวอยซ์ ออฟ อเมริกา ว่าได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ เกี่ยวกับบทบาทการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค โดยชี้ว่าเรื่องสำคัญในตอนนี้คือกรณีกาหลีเหนือทดลองขีปนาวุธและเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งละเมิดต่อมติสหประชาชาติหลายต่อหลายครั้ง

พลเอกประยุทธ์บอกกับวอยซ์ ออฟ อเมริกาว่า ไทยจะธำรงไว้ซึ่งบทบาทรักษาความสงบและสันติตามมติของสหประชาชาติและประชาคมอาเซียน ทั้งในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้และการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมระบุไทยได้ร่วมใช้มาตรการกดดันเกาหลีเหนือจนขณะนี้ธุรกรรมกับเกาหลีเหนือลดลงมาอย่างมาก

ทั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ บอกว่าประธานาธิบดีทรัมป์ขอร้องให้อาเซียนแสดงความสนใจในเรื่องเกาหลีเหนือมากขึ้น ซึ่งนายกรฐมนตรีของไทยตอบกลับไปว่าทางอาเซียนเห็นด้วยกับผู้นำสหรัฐฯอยู่แล้ว โดยหากมีกระทำใดที่เป็นอันตรายต่อโลกก็สมควรต้องปฏิเสธ

ในกรณีของพม่า การเผชิญหน้ากันระหว่างกองทัพรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงจะปะทุขึ้นรอบใหม่เมื่อเดือนสิงหาคม จนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และเกิดเหตุการณ์การอพยพของชาวมุสลิมโรฮิงญาประมาณ 5 แสนคน พยายามหลั่งไหลเข้าบังคลาเทศ

วิกฤตครั้งนี้ เลขาธิการสหประชาชาติ นายแอนโตนิโอ กูเตเรส กล่าวว่าเป็นตัวอย่างของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่นางออง ซาน ซูจี ผู้นำเมียนมา ออกมาปฏิเสธในเวลาต่อมา

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ไทยให้เกียรติรัฐบาลเมียนมาในการจัดการกับปัญหา และได้บอกกับฝ่ายสหรัฐฯ ว่าไทยจะร่วมดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนและผู้ได้รับผลกระทบ

          Credit :  ASTV  News I
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกลาตินดั้งเดิม กับ พิธีบูชาขอบพระคุณ NO เมื่อ: ตุลาคม 01, 2017, 11:41:23 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 เปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกลาตินดั้งเดิม กับ พิธีบูชาขอบพระคุณ NO
                                                                          Comparison ofCatholic Tridentine Latin Mass and Novus Ordo Mass

Benedicta Maria Advocata                                                                                                                                                                                                             Alan Petervich Updated Aug 29, 2017
                                                                                                 https://youtu.be/SUAtIZ0Kw50
Published on Aug 28, 2016

INFO❗️Comparison of the Catholic Mass in Latin (the holy Tridentine Mass) and the New Mass (Novus Ordo).The New MISSAL is bad, because it was invented and designed by 5 Lutherans and one Jewish Rabbi. But the holy Mass should not be reinvented, it should be the original Mass of the holy apostles, who were handed over to us through the holy Popes. The mistake of the new missal is just the whole Ceremony and the words of consecration that are changed! They  removed many sacrificing prayers and wanted to make the Mass evangelical. And what was the goal of Martin Luther? To abolish the sacrament of the Mass. He did´t want that bread and wine become communion: body and blood of Our Lord Jesus Christ. The Lutherans drew up the new mass (by recommendation of imposter pope Paul VI.) with the Jew Rabbi who does not believe in Jesus as Messiah and God, they all didn´t want Jesus as Eucharist! This new mass is an evil and fruit of mens work and not of the holy Spirit! It is not the Mass of Jesus Christ! It is a human mass and not the mass of all time and of the TRUE catholic Church.

ข้อมูล [ ] การเปรียบเทียบมิสซาคาทอลิกภาษาลาติน (มิสซาศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิม) กับ มิสซาใหม่-ภาษาท้องถิ่น-ภาษาไทย (Novus Ordo) มิสซาใหม่ (ภาษาไทย) ไม่ดี  เพราะว่า มันถูกคิดขึ้นใหม่และออกแบบโดยชาวลูเทอรันท์ 5 คน และรับไบยิวหนึ่งคน   แต่ มิสซาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรจะมีการคิดประดิษฐ์ใหม่อีก  มันควรจะเป็นมิสซาแรกเริ่มเดิมทีของบรรดาอัครสาวกผู้ศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งส่งต่อตกทอดถึงพวกเราผ่านองค์พระสันตะปาปาผู้ศักดิ์สิทธิ์  ความผิดพลาดของหนังสือคู่มือมิสซา (Missal) ใหม่คือพิธีกรรมทั้งครบและถ้อยคำของการเสกศีลที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป!  พวกเขา ได้ลบทิ้งบทภาวนาที่ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ออกไปหลายบท และต้องการทำให้ทำให้มิสซาเป็นแบบพระวรสาร และอะไรที่เป็นเป้าหมายของมาร์ติน ลูเธอร์ ?  เพื่อลบล้างศีลศักดิ์สิทธิ์ของมิสซา  เขาไม่ต้องการให้ปังและเหล้าองุ่น กลายเป็นศีลมหาสนิท : คือ  พระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้าพระเป็นเจ้าของเรา   พวกลูเธอรันท์ได้นำเอามิสซาใหม่ออกมา ( โดยข้อเสนอแนะของ โป๊บปอล VI ผู้นำมาวางให้ ) กับ รับไบยิวที่ไม่เชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระเมสซีอัสและพระเป็นเจ้า  พวกเขาทั้งหมดไม่ต้องการให้พระเยซูเจ้าเป็นศีลมหาสนิท!  มิสซาใหม่ภาษาไทยนี้เป็นสิ่งชั่วร้ายและเป็นผลของงานของมนุษย์ และไม่ใช่งานของพระจิตเจ้า!  มันไม่ใช่พิธีมิสซาของพระเยซูคริสตเจ้า!  มันเป็นมิสซามนุษย์ และไม่ใช่มิสซาใช้ได้ตลอดไปและของพระศาสนจักรคาทอลิกที่แท้จริง

Another thing has to be said: Christ instituted the Holy Eucharist in this way: He took bread, blessed and broke it, and giving it to His apostles, said: "Take and eat; this is My body;" then He took a cup of wine, blessed it, and giving it to them, said: "All of you drink of this; for this is My blood of the new covenant which is being shed for MANY unto the forgiveness of sins;" finally, He gave His apostles the commission: "Do this in remembrance of Me."
Matthew 26:28 This is My blood of the covenant, which is poured out for MANY for the forgiveness of sins.

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกก็คือ : พระคริสตเจ้าได้ทรงตั้งศีลมหาสนิทในวิธีนี้ คือ พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปัง  ตรัสถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ประทานให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า “ จงรับไปกินเถิด  นี่เป็นกายของเรา “  แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่น  ตรัสขอบพระคุณ ประทานให้เขาเหล่านั้น ตรัสว่า “ ทุกท่านจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด  นี่เป็นโลหิตของเรา  โลหิตแห่งพันธสัญญา ที่หลั่งออกมา เพื่ออภัยบาปสำหรับคนจำนวนมาก”   ที่สุด  พระองค์ทรงกำหนดแก่บรรดาศิษย์ของพระองค์ว่า      “ จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด “                                                                    
พระวรสารนักบุญมัทธิว 26:28  นี้คิอโลหิตของเราแห่งพันธสัญญา  ซึ่งถูกหลั่งออกมาสำหรับมนุษย์จำนวนมาก เพื่อการอภัยบาปของเขา

 The New MISSAL changed the consecration words, from MANY they made: ALL!!!

หนังสือคู่มือมิสซาใหม่ – New Missal ได้เปลี่ยนถ้อยคำเสกศีล จาก คำว่า Many คนจำนวนมาก พวกเขาใช้ว่า All มนุษย์ทั้งหลาย ( ที่น่ากังขาก็คือ ศาสนจักรคริสตชนไทย เปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการเสกศีลในบท Canon เป็น “บทขอบพระคุณ”  เพราะอาจทราบแล้วว่า ในมิสซาใหม่ไม่มีการเสกศีล เปลี่ยนปังและเหล้าองุ่น เป็นพระกายและพระโลหิต ซึ่งเรียกว่า Transabstantiatio ตามความเชื่อแบบโปรเตสตันท์  นั่นเอง )

= Christ instituted the Holy Eucharist... then He took a cup of wine, blessed it, and giving it to them, said: "All of you drink of this; for this is My blood of the new covenant which is being shed for ALL unto the forgiveness of sins;"

= พระคริสตเจ้าได้สถาปนาตั้งศีลมหาสนิท... แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่น  ตรัสขอบพระคุณ ประทานให้เขาเหล่านั้น ตรัสว่า “ ทุกท่านจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด เพราะนี้คือโลหิตของเรา   โลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ที่ถูกหลั่งออกมาเพื่อการอภัยบาปสำหรับท่านและมนุษย์ทั้งหลาย”

So the WORDS of consecration were changed, and the council of TRIENT determinate as dogma, that the rubric CAN´T BE CHANGE! If the consecration is changed, what it is by changing even only ONE WORD of the consecration, the consecration of bread and wine would not take place! and the faithful eat only bread and not the body of Christ... This ist Church Law, holy Council of Trent: In the seventh session of the Council of Trent, on the sacraments in general, canon 13, it can be found.

ดังนั้น ถ้อยคำของการเสกศีลถูกเปลี่ยนแปลงไป  และสภาสังคายนาแห่งเตรนต์ ได้กำหนดให้เป็น dogma – ข้อความเชื่อ ว่า กฎพิธีกรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ !  ถ้าคำเสกศีลถูกเปลี่ยนไป  มันจะเป็นอย่างไรโดยเปลี่ยนแม้คำเดียวของการเสกศีล    การเสกขนมปังและเหล้าองุ่นก็ไม่เกิดขึ้น! และ สัตบุรุษก็รับเพียงขนมปังที่ไม่ใช่กายของพระคริสตเจ้า...นี่คือกฎหมายพระศาสนจักร  สังคายนาศักดิ์สิทธิ์แห่งเตรนต์ : ในวาระที่เจ็ดของสังคายนาแห่งเตรนต์  ว่าด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป  มาตรา—canon 13  สามารถพบได้ที่นั่น. ( แสดงว่า ในพิธีบูชาขอบพระคุณในมิสซาใหม่ที่ใช่ภาษาถิ่น – รวมภาษาไทยด้วย นั้น ไม่มีศีลมหาสนิทที่ปังและเหล้าองุ่น เปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า  ดังนั้น ที่บาทหลวงไทยปฏิบัติตามคู่มือมิสซาใหม่นั้น จึงมิใช่มิสซาแบบที่มีการเสกศีลจริง เพราะทำตามวิธีที่โปรเตสตันท์กำหนดให้ตามที่โป๊บ ปอลที่ VI – โดยการจัดการของโปรเตสตันท์และรับไบยิวเสนอให้ เท่านั้น  ที่เห็นนั้นไม่ใช่ศีลมหาสนิทแบบเดิมที่เสกโดยพระสงฆ์รุ่นเก่า ในพิธีมิสซายัญบูชาแบบลาตินดั้งเดิม  )

And here are more information, Dr. Gregory Hesse (doctor in dogmatic and theology talks about it!)= https://www.youtube.com/watch?v=UcYXC...         ตรงนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มมาจาก ดร. เกรกอรี เฮส

Does this mean that in the New Mass (called NO: Novus Ordo Mass) the consacration does not take place? If it is up to the council of Trient, the consacration does not take place, but God knows. No matter what, the Law of the Church says: to attempt a doubtful mass is a mortal sin. So for that reason, we should avoid to attempt the New Mass. We should look to find a tridentine (latin) Mass or at least a byzantine catholic Mass. God bless!

นี้หมายความว่า ในมิสซาใหม่ (ที่เรียกว่า NO:Novus Ordo Mass) การเสกศีลไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่?  มันขึ้นกับสังคายนาแห่งเตรนต์ การเสกศีลไม่เกิดขึ้น  มีพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบ.  ไม่ว่าอะไรก็ตาม  กฎหมายพระศาสนจักรกล่าวว่า : ที่พยายามทำมิสซาที่น่าสงสัย เป็นบาปหนัก  ดังนั้น เพราะเหตุผลข้อนั้น  เราต้องหลีกเลี่ยงที่จะพยายามทำมิสซาใหม่(ภาษาไทยด้วย)  เราควรมองหาให้พบมิสซา(ลาติน)ดั้งเดิมหรืออย่างน้อยมิสซาคาทอลิกไบแซนไตน์  God Bless!

P.S Pope Benedict has demanded for many years that the priests say during the Mass "the blood shed for MANY" (as told by Our Lord Jesus Christ in Matthew 26:28) and not for ALL! But the bishops did not obey him. They requested that Pope Benedikt XVI.resign! What he did!

ปัจฉิมลิขิต : โป๊บเบเนดิกต์ได้ออกคำสั่งเป็นเวลาหลายปีมาแล้วว่า  พระสงฆ์ที่ถวาย ระหว่างพิธีมิสซาให้ภาวนาว่า  “ พระโลหิตที่หลั่งออกมา “ สำหรับมนุษย์จำนวนมาก – for Many” ( เหมือนดังที่ตรัสโดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ตามพระวรสารนักบุญมัทธิว 26:28) และไม่ใช่ for All ที่คู่มือมิสซาใหม่ภาษาไทยใช้ว่า “ และ มนุษย์ ทั้งหลาย “!   แต่บรรดาพระสังฆราชไม่นบนอบเชื่อฟังท่าน  พวกเขากลับร้องขอให้โป๊บเบเนดิกต์ลาออก!  ท่านได้ทำอะไร!

Prayer and reparation are needed! We invite you to download this flyer: https://www.scribd.com/document/32250...

Category
Education
License
Standard YouTube License
        
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / จำคุก "ยิ่งลักษณ์" 5 ปี ไม่รอลงญา ฐานไม่ระงับยับยั้งความเสียหายจำนำข้าว เผยแพร่: เมื่อ: กันยายน 27, 2017, 04:35:02 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              จำคุก "ยิ่งลักษณ์" 5 ปี ไม่รอลงญา ฐานไม่ระงับยับยั้งความเสียหายจำนำข้าว

เผยแพร่: 27 ก.ย. 2560 15:11:00   
ปรับปรุง: 27 ก.ย. 2560 15:43:00

                                                         

                                                                                        ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ภาพจากแฟ้ม)

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้ออกหมายบังคับคดี นำตัวมารับโทษตามคำพิพากษา ในคดีละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายคดีจำนำข้าว

วันนี้ (27 ก.ย.) เมื่อเวลา 15.15 น. รายงานข่าวจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้จำคุกเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้ออกหมายบังคับคดี นำตัวมารับโทษตามคำพิพากษา หลังศาลอ่านคำพิพากษาเป็นเวลา 4 ชั่วโมง

สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุโดยสรุปว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจไต่สวนจำเลย ในฐานะฝ่ายปกครองหรือการดำเนินการทางปกครอง แม้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา แต่หากขั้นตอนปฏิบัติมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ก็ย่อมถูกตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมได้ โดยเฉพาะเป็นการกล่าวหาจำเลยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มิใช่ข้อบกพร่องหรือดำเนินนโยบายผิดพลาด

ส่วนการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้ง 5 ฤดูกาลผลิต แม้ว่าจะพบความเสียหายหลายประการ แค่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากฝ่ายปฏิบัติ จำเลยในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันความเสียหายไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการ อีกทั้งเมื่อพบความเสียหายก็ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะ จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหาย ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ

แต่การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยกรมการค้าต่างประเทศ ขายข้าวในสต็อกของรัฐให้บริษัทกว่างตง และบริษัทห่ายหนานฯ รัฐวิสาหกิจของมณฑลประเทศจีนนั้น ศาลเคยวินิจฉัยว่าเป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรื่องนี้ ส.ส. ได้นำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจให้จำเลยทราบ ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าวที่เคยเกี่ยวข้องกับการทุจริต และบุคคลที่เคยเป็นผู้ช่วย ส.ส. ที่จำเลยสังกัดได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนของรัฐวิสาหกิจจีนที่มาซื้อข้าว อีกทั้งก่อนมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จำเลยได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐจริง ภายหลังแม้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่องค์ประกอบคณะกรรมการล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การบังคับบัญชาของนายบุญทรง และทำการตรวจสอบไม่ตรงตามประเด็น แสดงให้เห็นว่าไม่ตั้งใจตรวจสอบอย่างจริงจัง และจำเลยเพิ่งปรับนายบุญทรงออกจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ในวันที่ 30 มิ.ย. 2556

"ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี" เอกสารข่าวศาลฎีกา ระบุ

          Credit :  ASTV News 1



10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / จีนจะบอมบ์เกาหลีเหนือถ้าคิมจองอึนข้ามเส้น เมื่อ: กันยายน 20, 2017, 12:39:33 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                            จีนจะบอมบ์เกาหลีเหนือถ้าคิมจองอึนข้ามเส้น
                                                                           CHINA TO BOMB NORTH KOREA IF KIM JONG UN CROSSES LINE

                                                                                               https://youtu.be/guNeWg33NRg

MrSandpit123
Published on Apr 14, 2017

KIM Jong-un is facing military strikes from multiple fronts after China threatened to bomb his nuclear facilities if he stepped out of line.
คิมจองอึนกำลังเผชิญการโจมตีทางทหารจากแนวหน้ามากมาย หลังจีนขู่ที่จะบอมบ์เครื่องผลิตนิวเคลียร์ของเขา ถ้าเขาก้าวพ้นออกมาจากเส้นกำหนด

North Korea and the US appear to be on the verge of full-scale war after a number of threats in the past few days. Donald Trump has sent a US war fleet to the peninsula in anticipation of another nuclear missile launch. But Kim Jong-un has pledged to nuke the US bases in the area or even mainland America if there is a single sign of the Carl Vinson striking North Korea.

เกาหลีเหนือและสหรัฐ ปรากฎว่าใกล้จะถึงสงครามเต็มรูปแบบหลังการคุกคามหลายครั้งในสองสามวันที่ผ่านมา  โดแนลด์ทรัมป์ ได้ส่งกองเรือรบสหรัฐครบเครื่องเพื่อสงคราม ไปยังคาบสมุทรเกาหลี ในการคาดหมายล่วงหน้าว่าจะมีการยิงจรวดนำวิถีติดหัวรบนิวเคลียร์ครั้งใหม่ของเกาหลีเหนือ  แต่คิมจองอึนได้ยืนยันที่จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์บอมบ์ฐานทัพสหรัฐในดินแดนกลางมหาสมุทร หรือแม้แผ่นดินใหญ่อเมริกา ถ้ามีสัญญาณแม้แต่อย่างใดเพียงหนึ่งจากเรือรบคาร์ล วินซัน โจมตีเกาหลีเหนือ

Trump has urged the north's neighbours China to act to try and curb Kim's nuclear programme. And China has responded by vowing to bomb the hermit state if it crosses their "bottom line". A statement from the Global Times, used by the Chinese military, warned of war with North Korea

ทรัมป์ได้กระตุ้นเตือนจีนเพื่อนบ้านของเกาหลีเหนือ ให้กระทำความพยายามและปิดกั้นโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ  และจีนได้ตอบโดยปฏิญาณที่จะบอมบ์รัฐโดดเดี่ยวนี้ ถ้าข้าม ”เส้นล่างสุด”   คำยืนยันจากหนังสือพิมพ์โกลบอล ไทมส์  ที่ใช้โดยกองทัพจีน ได้เตือนว่าจะมีสงครามกับเกาหลีเหนือ

The statement reads: "China has a bottom line it will protect at all costs, that is the security and stability of northeast China. "If the bottom line is touched, China will employ all means available including the military means to strike back. "By that time the Chinese People's Liberation Army will launch attacks to DPRK nuclear facilities of its own."

แถลงการณ์กล่าวว่า: ”จีนมีเส้นล่างสุดที่ต้องปกป้องด้วยกำลังทั้งหมด  นั่นคือความปลอดภัยและเสถียรภาพของจีนตะวันออกเฉียงเหนือ “ถ้าเส้นล่างสุดถูกแตะต้อง  จีนจะทุ่มทุกวิถีทางที่มีรวมกับวิถีทางการทหารที่จะตีกลับ “ ถึงเวลานั้น กองทัพของรัฐบาลเสรีประชาธิปไตยประชาชนจีน จะทุ่มการโจมตีเครื่องยุทโธปกรณ์นิวเคลียร์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเกาหลีเหนือทันที”

Trump met with Chinese President Xi to discuss sanctions on the despot nation in the US last week. A tweet from the billionaire businessman suggested he was willing to act alone if China did not act against the north. But the statement added that China would also act alone against the north if they had to.

ทรัมป์ได้พบปะกับประธานาธิบดีจีนฉี เพื่อปรึกษาหารือการลงโทษต่อชาติที่ทำตามอำเภอใจ ในสหรัฐสัปดาห์ที่ผ่านมา  การทวีตข้อความจากนักธุรกิจหมื่นล้านเสนอแนะว่า เขาคงต้องทำคนเดียว ถ้าจีนไม่ปฏิบัติการต่อเกาหลีเหนือ  แต่แถลงการณ์เสริมว่า จีนด้วยจะอาจจะปฏิบัติการประเทศเดียวต่อเกาหลีเหนือถ้าจำเป็นต้องทำเช่นนั้น

The report added: "People's Liberation Army (PLA) will launch attacks to DPRK nuclear facilities on its own. "A strike to nuclear facilities of the DPRK is the best military means in the opinion of the outside world." It is believed that China has moved a huge unit of troops to their North Korean border ahead of any potential conflict.

รายงานเพิ่มเติมว่า “ กองทัพประชาธิปไตยประชาชนจีน -- People's Liberation Army (PLA) จะส่งการโจมตียุทโธปกรณ์นิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ—DPRK  ด้วยตนเอง  “การโจมตีอาวุธยุทโธปกรณ์นิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นวิธีทางการทหารที่ดีที่สุด ในความคิดเห็นของโลกภายนอก”  เป็นที่เชื่อกันว่า จีนได้เคลื่อนกำลังทหารมหึมาไปที่พรมแดนเกาหลีเหนือ ล่วงหน้าก่อนมีความขัดแย้งใหญ่หลวงใดๆเกิดขึ้น.

https://www.youtube.com/channel/UCmyF...

Category
News & Politics
License
Standard YouTube License
License
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
**************************************************************************************************************************************
 
11  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / โป๊บฟรังซิสและ คดน.ซารา กำลังแข่งวิสัยทัศน์ของพิธีกรรม เมื่อ: กันยายน 19, 2017, 11:17:43 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                     โป๊บฟรังซิสและ คดน.ซารา กำลังแข่งวิสัยทัศน์ของพิธีกรรม
                                                                      POPE FRANCIS AND CDL. SARAH: COMPETING VISIONS OF THE LITURGY

Church militants.com
NEWS: WORLD NEWS

                           

by Bradley Eli, M.Div., Ma.Th.  •  ChurchMilitant.com  •  August 31, 2017
   
Cdl. Sarah: "The Church is in danger when the primacy of God no longer appears in the liturgy" คาร์ดินัลซาร่า:                                                                                       ศาสนจักรตกอยู่ในอันตรายเมื่อฐานะสูงสุดของพระเจ้ามิได้ปรากฎในพิธีกรรมต่อไปอีกแล้ว

Pope Francis recently said that certain liturgical reforms in the wake of Vatican II were "irreversible," but African Cardinal Robert Sarah is providing a different perspective.   Speaking last Thursday of liturgical changes that followed Vatican II, the Holy Father raised eyebrows when he alleged, "[W]e can assert with certainty and magisterial authority that liturgical reform is irreversible."

 เมื่อเร็วๆนี้โป๊บฟรังซิสกล่าวว่า การปฏิรูปทางพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในการตื่นขึ้นของวาติกันที่สอง “ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีก”  แต่พระคาร์ดินัลชาวอาฟริกัน โรเบิร็ต ซาร่า กำลังจัดให้เกิดทัศนะแตกต่างออกไป  โดยการพูดในวันพฤหัสบดีสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมที่เดินตามสังคายนาวาติกันที่สอง  บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้เลิกคิ้วเมื่อกล่าวหาว่า “เราสามารถถือสิทธิด้วยความแน่ใจและอำนาจฝ่ายบริหารว่า การปฏิรูปทางพิธีกรรมไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีก”

One canonist discussed how a "process like 'liturgical reform'" isn't a point that can be asserted with infallible certitude under the weight of magisterial authority.    Many liturgical changes in the last 50 years weren't penned by the Council Fathers in their document on liturgical reform, Sacrosanctum Concilium. This document actually says that "the Latin language is to be retained" and "Gregorian chant ... should be given pride of place in liturgical services."

นักกฎหมายพระศาสนจักรคนหนึ่งได้อภิปรายว่า”กระบวนการอย่างเช่น’การปฏิรูปทางพิธีกรรม’” ไม่ใช่จุดที่สามารถถือสิทธิด้วยความมั่นใจที่ผิดหลงมิได้ ภายใต้น้ำหนักของผู้มีอำนาจทางการบริหาร  การเปลี่ยนแปลงทางพิธีกรรมมากมายใน 50 ปีที่ผ่านมา มิได้เขียนขึ้นโดยบรรดาบิดาผู้เข้าประชุมสังคายนาในเอกสารเรื่องการปฏิรูปทางพิธีกรรม Sacrosanctum Concilium   เอกสารฉบับนี้ที่จริงกล่าวว่า “ภาษาลาตินต้องถูกสงวนรักษาไว้” และ “บทเพลงเกรกอเรียน....ควรให้ความภาคภูมิใจในสถานที่การบริการทางพิธีกรรม “

WATCH FULL EPISODE ฉากที่เฝ้าระวัง

Contrary to the Council, Latin wasn't retained, and Gregorian chant was replaced by modern music. Innovations not mentioned in the document that have become widespread include receiving Holy Communion in the hand and under the species of wine from Extraordinary Ministers of the Eucharist. Removing altar railings, turning altars around and putting tabernacles off to the side not only weren't mentioned at the Council but were never authorized.

ตรงข้ามกับสังคายนา  ภาษาลาตินมิได้ถูกสงวนรักษาไว้  และบทขับเกรกอเรียนถูกแทนที่ด้วยดนตรีสมัยใหม่  การคิดประดิษฐ์ใหม่ๆไม่มีระบุในเอกสารที่แพร่หลายรวมทั้งการรับศีลมหาสนิทในมือและภายใต้เพศเหล้าองุ่น จากศาสนพิธีกรพิเศษของศีลมหาสนิท  การย้ายที่คุกเข่ารับศีลออกไป  การหันพระแท่นไปทางอื่นและวางตู้ศีลออกไปข้างๆ มิใช่ไม่มีระบุในสังคายนาเท่านั้นแต่ไม่มีการให้อำนาจทำเช่นนั้น.

These aren't called aspects of legitimate reform but rather liturgical abuses that became so widespread as to become institutionalized. Such novelties as liturgical dancing, bad translations of liturgical prayers and "doing your own thing" are just more indications that whatever "reform" was envisioned at the Council didn't get implemented coherently.

สิ่งเหล่านี้มิใช่แง่มุมของการปฏิรูปที่ถูกเกฎเกณฑ์ตามที่เรียกกัน แต่ค่อนข้างจะเป็นการข่มขืนน้ำใจทำร้ายทางพิธีกรรม ที่แพร่กระจายไปประหนึ่งได้กลายเป็นข้อกำหนดทางปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ  การริเริ่มใหม่เช่นนั้น เช่นการร้องรำทำเพลงทางพิธีกรรม  การแปลบทพิธีกรรมที่เลวใช้ไม่ได้ และ “การทำสิ่งต่างๆของท่านเอง”เป็นเพียงเครื่องชี้วัดมากขึ้นว่า “การปฏิรูป”อะไรก็ตาม ได้หลับตาแลเห็นที่สังคายนามิได้นำปฏิบัติให้เสร็จสมบูรณ์อย่างเชื่อมโยงกัน.

Pope Francis did say in his speech that we must rediscover the "reasons for the decisions" made in the liturgical reform intended by the Council Fathers. He further stated that we must overcome "unfounded and superficial readings, partial revelations and practices" that have disfigured this so-called reform. Traditional-minded Catholics hope that such "practices" include the above-mentioned abuses so commonplace in the liturgy today.

โป๊บฟรังซิสได้กล่าวในการปราศรัยของพระองค์ว่า เราต้องค้นคว้าขึ้นมาใหม่ซึ่ง”เหตุผลสำหรับการตัดสินใจ”ที่ต้องทำในการปฏิรูปทางพิธีกรรมที่ตั้งวัตถุประสงค์โดยปืตาจารย์สังคายนา   โป๊บยังยืนยันต่ออีกว่า เราต้องเอาชนะ “การอ่านแบบผิวเผินและไม่มีพื้นฐานรองรับ  การเผยแสดงบางส่วนและการปฏิบัติ” ที่ได้ทำให้สิ่งที่เราเรียกว่าการปฏิรูปผิดรูปผิดร่าง ชาวคาทอลิกที่มีความรู้สึกนึกคิดแบบถือประเพณีดั้งเดิม หวังว่า “การปฏิบัติ”เช่นนั้นรวมกับการข่มขืนน้ำใจทำร้ายที่ระบุข้างบนดูจะทำกันซ้ำซากเป็นธรรมดาในพิธีกรรมทุกวันนี้.

Ambivalent popes may come and go, but theological truth perdures. It's on this account that we turn to Cdl. Robert Sarah, whom Pope Francis has appointed head liturgist in Rome. This illustrious cardinal has been advocating for a return to a God-centered liturgy, which focuses on God rather than man. The view he expresses, founded on truths that can't change, will carry on to the next pontificate and the future life of the Church.

บรรดาโป๊บทั้งที่มีความรู้สึกเชิงบวกหรือเชิงลบกับคนทั่วไป อาจมาแล้วก็ไป  แต่ ความจริงทางเทววิทยายังคงมีอยู่  มันเป็นด้วยเรื่องนี้ที่พวกเราหันไปหาพระคาร์ดินัลโรเบิร์ต ซาร่า ซึ่งโป๊บฟรังซิสได้แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้านักพิธีกรรมในกรุงโรม   พระคาร์ดินัลที่มีชื่อโด่งดังองค์นี้ กำลังเรียกร้องให้คืนพิธีกรรมที่ถือพระเจ้าเป็นศูนย์กลางกลับมา ซึ่งรวมศูนย์ไปที่พระเจ้าแทนที่จะเป็นมนุษย์  ทัศนะที่ท่านแสดงออกมา  มีพื้นฐานบนความจริงที่ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  คงจะนำต่อไปถึงสันตะสมัยต่อไป และเป็นชีวิตอนาคตของพระศาสนจักร

His reflection was presented in July on the occasion of the 10th anniversary of Pope Benedict's Summorum Pontificum, which put the Traditional Latin Mass back in use for many priests. In his address, he draws out some natural consequences of Benedict's document. The deepest cause of the crisis that has shaken the Church is found in the obscuring of the priority of God in the liturgy.Tweet

การสะท้อนของโป๊บถูกนำเสนอในเดือนกรกฎาคม เนื่องในโอกาสของการครบรอบสิบปีของ Motu proprium  ที่ชื่อSummorum Pontificum ของโป๊บเบเนดิกต์  ซึ่งนำมิสซาลาตินตามประเพณีเดิมมาใช้สำหรับพระสงฆ์จำนวนมาก  ในคำปราศรัยของโป๊บ  พระองค์ได้ดึงออกไปซึ่งผลทางธรรมชาติที่ตามมาบางประการของเอกสารของเบเนดิกต์  สาเหตุลึกซึ้งที่สุดของวิกฤติการณ์ ที่สั่นคลอนศาสนจักร พบได้ในความคลุมเครือของความโดดเด่นของพระเจ้าในพิธีกรรม.

The cardinal is calling for a unified common rite, something that was unquestionably the intention of the Council Fathers. "It is urgent," writes Cdl. Sarah, "that, with the help of the Holy Spirit, we examine in prayer and in study how to return to a reformed common rite." This reunion of extraordinary and ordinary form, of course, would assume that the above-mentioned abuses, and many others, cease entirely.

พระคาร์ดินัลซาร่า กำลังเรียกหาจารีตพิธีกรรมปกติที่เป็นหนึ่งเดียว  อะไรบางอย่างที่ไม่ต้องมีคำถามถึงความประสงค์ของปิตาจารย์สังคายนา  “ มันเร่งรีบมาก “ พระคาร์ดินัลซาร่าเขียน “ ที่ว่า ด้วยความช่วยเหลือของพระจิตเจ้า  เราตรวจสอบในบทภาวนาและในการศึกษาว่าจะกลับไปอย่างไร คืนสู่จารีตพิธีปกติที่ปฏิรูปไปแล้ว”   การกลับสู่สภาพรวมกันของมิสซาแบบพิเศษและแบบปกติ  แน่นอน ควรจะถือเอาว่า การข่มขู่กล่าวร้ายตามที่ระบุข้างบน และอื่นๆอีกมากมาย ต้องยุติโดยสิ้นเชิง.

The emphasis of a God-centered liturgy has always been a distinguishing aspect of Cdl. Sarah's liturgical priorities. He explains the adage, as you pray, so you live: "The Church is in danger when the primacy of God no longer appears in the liturgy, and as a result in life. The deepest cause of the crisis that has shaken the Church is found in the obscuring of the priority of God in the liturgy."

การเน้นพิธีกรรมที่พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง มีทัศนะที่แตกต่างเสมอของการแสดงลำดับพิธีกรรมที่มาก่อน   พระคาร์ดินัลอธิบายภาษิต ตามที่คุณภาวนา ดังนั้นคุณก็มีชีวิต คือ “พระศาสนจักรอยู่ในอันตรายเมื่อลำดับการมาก่อนของพระเจ้าไม่ปรากฎในพิธีกรรมอีกต่อไป  และ มันก็เป็นผลในชีวิต  สาเหตุที่ลึกที่สุดของวิกฤติการณ์ที่สั่นคลอนพระศาสนจักรก็ถูกพบในการปรากฎก่อนของพระเจ้าในพิธีกรรมไม่ชัดเจนนักนั่นเอง. “

To enrich the ordinary form, commonly called the Novus Ordo Mass, and make it conformable to the extraordinary form or TLM, the cardinal calls for liturgical silence with an emphasis on being in God's presence and less on doing things while at Mass. Concerning this silence, Cdl. Sarah then quotes Cdl. Joseph Ratzinger from his book Spirit of the Liturgy, "Anyone who experiences a community united in the silent prayer of the Canon knows that this represents an authentic silence. Here the silence is at the same time a powerful, penetrating cry lifted up to God, and a communion of prayer filled by the Spirit."

เพื่อทำให้มิสซารูปแบบปกติ ที่ธรรมดาทั่วไปเรียกว่า Novus Ordo Mass  และทำให้มันสอดคล้องกับมิสซารูปแบบพิเศษ หรือ TLM คาร์ดินัลเรียกหาความเงียบทางพิธีกรรม ด้วยการเน้นเรื่องการสถิตย์อยู่ของพระเจ้าและการเงียบลงอีกในการทำอะไรก็ตามขณะมีพิธีมิสซา   โดยเกี่ยวเนื่องกับความเงียบนี้  คาร์ดินัลซาร่า ครั้นแล้วได้ยกคำพูดของพระคาร์ดินัลโจเซฟ รัตซิงเยอร์ จากหนังสือของเขาที่ชื่อ Spirit of the Liturgy  “ ผู้ใดที่มีประสพการณ์ทำชุมชนให้รวมตัวกันในคำภาวนาบท Canon เงียบๆ รู้ว่าสิ่งนี้แทนความเงียบที่ทรงอำนาจ  ที่นี่ ความเงียบในเวลาเดียวกันก็เป็นเสียงร้องที่ทรงอานุภาพ ทะลุทะลวงขึ้นสู่พระเจ้า และเป็นการรวมกันของคำภาวนาที่เต็มด้วยพระจิตเจ้า.

Cardinal Sarah envisions a mutual enrichment of liturgical forms by seeing that the so-called New Rite returns to ad orientem liturgy, whereby the priest faces liturgical east, that is towards the tabernacle while praying with the people. He also calls for a return to sacred attitudes still practiced in the TLM such as "keeping the hands together after the consecration, genuflecting before the elevation or after the "Per ipsum," receiving Communion while kneeling, receiving Communion on the tongue and allowing oneself to be fed like a child."

พระคาร์ดินัลหลับตาเห็นการให้ความสมบูรณ์ต่อกันของรูปแบบทางพิธีกรรม โดยเห็นว่าจารีตพิธีใหม่ที่เรียกกันนั้นกลับมาสู่พิธีกรรมหันไปทางตะวันออก  ซึ่งด้วยวิธีนี้พระสงฆ์เผชิญตะวันออกในพิธีกรรม  นั่นคือตรงไปที่ตู้ศีลขณะสวดภาวนากับสัตบุรุษ  พระคาร์ดินัลยังเรียกหาการกลับคืนสู่ทัศนะศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงปฏิบัติในมิสซาลาตินดั้งเดิม เช่น “ บีบนิ้วมือเข้าด้วยกันหลังการเสกศีล   คุกเข่าก่อนยกศีลหรือหลังยกศีล หรือหลังบทภาวนา “Per ipsum”    รับศีลมหาสนิทขณะคุกเข่า  รับศีลบนลิ้นและปล่อยตัวเองให้เป็นเช่นเด็กคนหนึ่ง “

The cardinal ultimately wants a unified liturgy, which also unifies Catholics  ที่สุด พระคาร์ดินัลประสงค์ให้พิธีกรรมเป็นหนึ่งเดียว  ซึ่งทำให้คริสตชนคาทอลิกเป็นหนึ่งเดียวด้วย. คือ:
The liturgy must never become the standard of a party. For some, the expression "reform of the reform" has become a synonym for the dominion of one party over another, so this expression risks becoming inopportune. I, therefore, prefer to speak of liturgical reconciliation. In the Church, the Christian has no enemies!

พิธีกรรมต้องไม่เคยกลายเป็นมาตรฐานของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง   สำหรับบางคน ข้อความที่ว่า “การปฏิรูปของการปฏิรูป” ได้กลายเป็นคำที่มีความหมายเดียวกันสำหรับการวางอำนาจของกลุ่มหนึ่งเหนือกลุ่มอื่น    ดังนั้น การแสดงออกนี้เสี่ยงที่จะกลายเป็นไม่ถูกกาละเทศะ  เพราะฉะนั้นอาตมาเลือกที่จะพูดถึงการคืนดีทางพิธีกรรม   ในพระศาสนจักร  คริสตชนไม่มีศัตรูใดๆทั้งนั้น!.

 
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: ศาสนจักรคาทอลิกห้ามอ่านพระคัมภีร์หรือ? เมื่อ: กันยายน 08, 2017, 10:31:14 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

(2) Bible reading earlier this Century การอ่านพระคัมภีร์ตอนเริ่มศตวรรษนี้

We've interviewed dozens of older Catholics, and ex Catholics, including those who now go to Evangelical Churches, to try to gain an understanding of the charge that Catholics weren't allowed to read their Bibles in the 1930's - 1970's.
 
เราได้สัมภาษณ์คนคาทอลิกสูงอายุหลายโหลและผู้ละทิ้งความเชื่อ รวมทั้งคนเหล่านั้นที่ปัจจุบันนี้ไปเข้าวัดกลุ่มเอวังเจลิกัน  เพื่อพยายามได้ข้อมูลและความเข้าใจของข้อกล่าวหาที่ว่าคาทอลิกไม่อนุญาตให้อ่านพระคัมภีร์ของพวกเขาในระหว่างช่วงปี 1930 - 1970

It is true that earlier in this century, in some Catholic circles, people were not encouraged to read their Bibles. This discouragement was a mistake. The Church does not claim that these types of mistakes have not been made. Catholics believe that although the teaching of the Church is "infallible" on matters of doctrine, the Church is not "indefectible." Sometimes God chooses people who fall. He has done that since the beginning of the Church. (i.e., Peter and the first apostles).

  มันเป็นความจริงที่ว่า เริ่มแรกในศตวรรษนี้  ในแวดวงคาทอลิกบางกลุ่ม  ประชาชนมิได้รับการกระตุ้นให้อ่านพระคัมภีร์ของพวกเขา  การไม่มีการกระตุ้นนี้เป็นความผิดพลาด  พระศาสนจักรมิได้อ้างว่าความผิดพลาดเหล่านี้ไม่มีการทำแน่   ชาวคาทอลิกเชื่อว่าแม้การสอนของพระศาสนจักร “ไม่มีผิดพลาด” ในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อคำสอน  พระศาสนจักรก็ไม่ใช่ “ ไม่มีข้อบกพร่อง”   บางครั้ง พระผู้เป็นเจ้าเลือกประชาชนที่ผิดพลาด  พระองค์ได้ทำเช่นนั้นตั้งแต่การเริ่มต้นของพระศาสนจักรแล้ว ( นั่นคือ เปโตรและบรรดาอัครสาวกชุดแรก).

It was never forbidden to read the Bible. But some priests were worried that congregations would come up with dozens of conflicting interpretations of Scripture. These priests knew of over 300 Protestant denominations who had distinct beliefs about the interpretation of Scripture. Many of these interpretations conflicted with each other yet every one of them claimed divine inspiration. As a whole, neither Catholics nor Evangelicals are into relativism (which says there are many truths). So we have to conclude that the vast majority of conflicting Evangelical biblical interpretations are incorrect since only one can be true. (Perhaps this is a powerful argument against Sola Scriptura - Bible alone.) Some priests saw this divisional process in Protestant circles and felt it was a danger.
 
ไม่เคยห้ามอ่านพระคัมภีร์  แต่พระสงฆ์บางองค์กังวลว่ากลุ่มคนผู้ชุมนุมอาจจะออกมากับคำแปลพระคัมภีร์ที่ขัดแย้งพระคัมภีร์  พระสงฆ์เหล่านี้ทราบถึงกลุ่มนิกายโปรเตสตันท์ มากกว่า 300 กลุ่มที่มีความเชื่อแปลกแยกเกี่ยวกับการตีความพระคัมภีร์  การแปลความมากมายต่างขัดแย้งกันเอง ถึงกับแต่ละกลุ่มอ้างว่าได้รับการดลใจจากพระเจ้า  ทั้งหมดนั้น ไม่มีคาทอลิกหรือเอวังเจลิกันเป็นผู้ลุถึงความจริง (ซึ่งกล่าวว่ามีความจริงมากมาย)  ดังนั้น เราต้องสรุปว่าส่วนใหญ่มากมายมหาศาลของการแปลความทางพระคัมภีร์ที่ขัดแย้งการแปลความของเอวังเจลิกัน ก็ไม่ถูกต้อง โดยที่เพียงการตีความเดียวเท่านั้นที่เป็นความจริง         ( บางที นี้คือข้อต่อสู้ที่ทรงพลังต่อต้าน Sola Scriptura – พระคัมภีร์อย่างเดียว )  พระสงฆ์บางองค์เห็นว่ากระบวนการแบ่งแยกนี้มีในแวดวงโปรเตสตันท์ และรู้สึกว่ามันเป็นอันตรายอย่างหนึ่ง.

Eleanor, an elderly lady in our Church, explained that Catholics went to Catholic school. That was in the day when they really were religious based schools. They had religion class for 40 minutes every morning which taught the basics of the faith, including many articles based on Scripture and Latin. The Evangelical counterpart to this was once a week of Sunday School, which is only 20% of what Catholics were getting. Eleanor loved the nuns who were her teachers. Eleanor's mother went to Church every morning at 6 am. Even though the Mass was in Latin, the Bible readings were in English. As mentioned above, there were four readings at every Mass. Most families had a family Bible although it is true they favoured hearing the Bible reading during Mass where there would be a homily explaining the readings. Joan, a lady in our church said this
 
 อีลึเนอร์ สตรีสูงวัยคนหนึ่ง ในพระศาสนจักรของเรา  ได้อธิบายว่า  ชาวคาทอลิกนั้นไปโรงเรียนคาทอลิก  นั่นคือวันเมื่อพวกเขาจริงๆแล้วมีโรงเรียนเป็นพื้นฐานทางศาสนา  พวกเขามีชั้นเรียนทางศาสนานานถึง 40 นาทีทุกเช้า ซึ่งได้สอนพื้นฐานของความเชื่อ  รวมอีกหลายเรื่องที่วางพื้นฐานบนพระคัมภีร์และภาษาลาติน  ผู้ร่วมส่วนชาวเอวังเจลิกันกับเรื่องนี้ครั้งหนึ่งเคยจัดให้เพียงโรงเรียนวันอาทิตย์ในหนึ่งสัปดาห์  ซึ่งเป็นเพียง 20% ของที่ชาวคาทอลิกได้ไป  อีลีเนอร์ รักพวกซิสเตอร์ที่เป็นครูของเธอ  แม่ของอีลิเนอร์ไปเข้าวัดทุกเช้าเวลา 6 นาฬิกา   แม้พิธีมิสซาจะเป็นภาษาลาติน  บทอ่านพระคัมภีร์ก็เป็นภาษาอังกฤษ(ภาษาท้องถิ่น)  ดังที่ระบุข้างบน  มีบทอ่านสี่บททุกมิสซา  ครอบครัวส่วนใหญ่ต่างมีพระคัมภีร์ประจำครอบครัวแม้เป็นความจริงที่ว่าพวกเขาจะชอบฟังพระคัมภีร์อ่านระหว่างมิสซา ที่ซึ่งจะมี การแสดงธรรมอธิบายบทอ่านเหล่านั้น  โจอัน  สตรีคนหนึ่งในวัดของเรา กล่าวดังนี้ ว่า :

...in grade 6 or 7 all the students in our class were given the New Testament and encouraged to read it every day. The teacher (a nun) started us with the Acts of the Apostles and I remember becoming soooo excited...and I still get that way! ...I do remember being told by my grade one teacher...to listen well to the Bible readings at Mass on Sunday because that was Jesus talking to us...My grandmother used to quote Scripture to her neighbors...She heard it at church or from the priests and remembered it...and used it!

...ในเกรด 6 หรือ 7 นักเรียนทุกคนในชั้นเรียนของเราได้รับแจกพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่  และได้รับการกระตุ้นให้อ่านมันทุกวัน  คุณครู(ซิสเตอร์) เริ่มสอนพวกเราด้วยกิจการของอัครสาวก  และฉันจำได้ว่ารู้สึกตื่นเต้นมากกกกก...และฉันยังรู้สึกเช่นนั้นอยู่!   ฉันยังจำได้ที่ได้รับคำบอกจากครูเกรด 1 ...ให้ฟังอย่างดีกับบทอ่านพระคัมภีร์เวลามิสซาวันอาทิตย์ เพราะว่าคือพระเยซูที่ตรัสกับเรา....คุณยายของฉันเคยยกข้อความพระคัมภีร์ให้เพื่อนบ้านฟัง....คุณยายได้ยินข้อความนั้นที่วัด หริอจากพระสงฆ์ และจำได้...และนำมันมาใช้.

(3) What's it like today? Do Catholics read the Bible?                                                                     
 ทุกวันนี้มันเหมือนอะไร?  ชาวคาทอลิกอ่านพระคัมภีร์หรือเปล่า?

Today, Catholics who are faithful to the teaching of the Church are totally into the Word. The level of education is higher than it has ever been and people are better able to comprehend its meaning. The New American Bible has a preface from the Vatican that regular private Scripture study is a blessing (an indulgence is received) to all Catholics who crack open the Word. We love digging into the Word with my Evangelical friends. And hey, our Bible was not copied out by hand. Thank God for the printing press.

ทุกวันนี้  ชาวคาทอลิกที่เป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อคำสอนของพระศาสนจักรทุกคนมุ่งเข้าสู่พระวาจา  ระดับของการศึกษาสูงกว่าที่เคยเป็น และประชาชนก็สามารถดีกว่าที่จะยึดเอาความหมายของมัน The New American Bible มีบทนำจากวาติกันว่าการศึกษาพระคัมภีร์เป็นการส่วนตัวเป็นประจำ เป็นพระพรอย่างหนึ่ง (ได้รับพระคุณการุณย์) แก่คาทอลิกทุกคน ซึ่งเปิดอ่านพระวาจา  เรารักที่จะขุดเข้าไปในพระวาจากับเพื่อนชาวเอวังเจลืกันของฉัน  และ เฮ้, พระคัมภีร์ของเรามิใช่แบบลอกมาด้วยมือ  ขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าสำหรับเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์พระคัมภีร์เล่มนี้.

Ignorance of Scripture is ignorance of Christ 
การไม่รู้จักพระคัมภีร์ก็คือการไม่รู้จักพระคริสตเจ้า

St. Jerome, quoted in the Catechism CC133

13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ศาสนจักรคาทอลิกห้ามอ่านพระคัมภีร์หรือ? เมื่อ: กันยายน 08, 2017, 10:26:09 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              ศาสนจักรคาทอลิกห้ามอ่านพระคัมภีร์หรือ?
                                                                                       Did the Catholic Church forbid Bible reading?

How come Catholics weren't allowed to read the Bible?                                                                                 
 เป็นไปได้อย่างไรที่คาทอลิกไม่ได้รับอนุญาตให้อ่านพระคัมภีร์?

To explore this question We will need to look at three separate issues. (1) The history  (2) The situation earlier in this century  (3) What's it like today?                              เพื่ออธิบายคำถามนี้ เราจำเป็นต้องดูที่สามเรื่องแยกกัน (1) ประวัติศาสตร์  (2) สถานการณ์ก่อนศตวรรษนี้  (3) ทุกวันนี้เป็นอย่างไร?

(1) History - Why didn't people in the Middle Ages read the Bible?                                                       
 ประวัติศาสตร์ –ทำไมประชาชนในยุคกลางไม่อ่านพระคัมภีร์?

The Bible was on scrolls and parchments during the early centuries of Christianity. No one had a "Bible". In the Middle Ages, each Bible was written by hand. Most people were, at best, only functionally literate. That is partially why they used stained glass windows and art to tell the Bible story. The printing press was not invented until 1436 by Johann Gutenberg. Note: The Gutenberg Bible, like every Bible before it, contained the Deuterocanonical books - or "apocrapha" in Evangelical circles.
 
 พระคัมภีร์อยู่บนม้วนกระดาษปาปีรุสและแผ่นหนัง ระหว่างช่วงศตวรรษแรกของคริสตศาสนา ไม่มีใครมี”พระคัมภีร์”  ในยุคกลาง  พระคัมภีร์แต่ละชุดเขียนด้วยมือ  ประชาชนส่วนใหญ่ อย่างดีที่สุดเพียงเรียนอักษรเพื่อใช้งาน  นั่นคิอทำไมบางส่วนใช้หน้าต่างกระจกสีและศิลปะเพื่อแสดงเรื่องราวพระคัมภีร์   ระบบพิมพ์นั้นไม่ได้รับการประดิษฐ์ขึ้นจนกระทั่งปี 1436 โดยโจฮัน กูเต็นเบิรก์  โปรดสังเกตุ: พระคัมภีร์กูเต็นเบิร์ก เหมือนพระคัมภีร์ทุกเล่มที่มีมาก่อน  บรรจุหนังสือสามเล่มที่เรียกว่า หนังสือ Deuterocanonical books – หรือ"apocrypha" ในแวดวงพระวรสาร

So prior to 1436, the idea of everybody having a Bible was out of the question, even if they could read. It's hard to imagine a world without photocopiers, printing presses, email and websites.
 
ดังนั้นก่อนปี 1436  ความคิดของทุกคนที่มีพระคัมภีร์ ก็ไม่มีคำถามใดๆ  แม้ว่าถ้าพวกเขาสามารถอ่าน  มันเป้นเรื่องยากที่จะคิดถึงโลกที่ปราศจากเครื่องถ่ายเอกสาร  เครื่องพิมพ์ อีเมล์และเว็บไซต์

After the invention of the printing press, prior to Luther's Bible being published in German, there had been over 20 versions of the whole Bible translated into the various German dialects (High and Low) by Catholics. Similarly, there were several vernacular versions of the Bible published in other languages both before and after the Reformation. The Church did condemn certain vernacular translations because of what it felt were bad translations and anti-Catholic notes (vernacular means native to a region or country)
 
หลังการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ ก่อนพระคัมภีร์ของลูเธอร์ถูกพิมพ์เป็นภาษาเยอรมัน  ก็มีบทแปลถึง 20 บทของพระคัมภีร์ทั้งเรื่องในภาษาถิ่นเยอนมัน (ทั้งสูงและต่ำ)  คล้ายกันนี้  มีฉบับถาษาท้องถิ่นหลายชุดของพระคัมภีร์ตีพิมพ์ในภาษาอื่นๆทั้งก่อนและหลังการปฏืรูป  ศาสนจักรได้ประนามลงโทษฉบับภาษาท้องถิ่น เพราะว่ามันเป็นการแปลที่ไม่ได้เรื่องและมีข้อสังเกตุที่แอนตี้คาทอลิก ( ถาษาท้องถิ่นหมายถึงภาษาประจำชาติสำหรับท้องถิ่นหรือประเทศ) :

The Catholic Douay-Rheims version of the whole Bible in English was translated from the Latin Vulgate. It was completed in 1610, one year before the King James Version was published. The New Testament had been published in 1582 and was one of the sources used by the KJV translators.

 พระคัมภีร์ฉบับแปล Catholic Douay Rheims ทั้งเล่มเป็นภาษาอังกฤษ ได้รับการแปลมาจากฉบับภาษาลาตินชาวบ้าน – Vulgata BiBlia  ทั้งเล่มแปลจบในปี 1910  หนึ่งปีก่อนฉบับแปล King James ได้รับการพิมพ์เผยแพร่  พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่พิมพ์ในปี 1582  และได้กลายเป็นแหล่งข้อมูลผู้แปลฉบับ KIV

The Latin Vulgate was always available to anyone who wanted to read it without restriction. Some Evangelicals have said that it would only have been usable by people who read Latin. But in the 16th Century there were no public schools and literacy was not that common, especially among the peasants. Those people who could read had been well educated and could read Latin. We got an email that said

 พระคัมภีร์ ภาษาลาตินชาวบ้านพร้อมสำหรับทุกคนที่ประสงค์จะอ่านโดยปราศจากข้อกำหนด  นักพระคัมภีร์บางคนได้กล่าวว่าสามารถใช้กับประชาชนที่อ่านลาตินเข้าใจเท่านั้น  แต่ในศตวรรษที่ 16 ไม่มีโรงเรียนสอนและความรู้เกี่ยวกับภาษาไม่ใช่เรื่องปกติ  เป็นต้นท่ามกลางชาวชนบท  คนเหล่านั้นที่สามารถอ่านเข้าใจ ได้รับการศึกษาอย่างดีและสามารถอ่านเข้าใจภาษาลาติน  เราได้รับอีเมล์ที่กล่าวว่า :

The Church still had its readings and services in the dead language of Latin ...The Church fought to keep the Bible in Latin even though it could not be understood by most people of the time.
 
พระศาสนจักรยังมีบทอ่านและบริการในภาษาที่นิ่งแล้วของลาติน... พระศาสนจักรได้ต่อสู้เพื่อให้พระคัมภีร์ภาษาลาตินคงอยู่ แม้คิดว่ามันจะไม่เป็นที่เข้าใจของประชาชนส่วนมากที่สุดสมัยนั้น

Mark Bonocore responds ตอบว่า :

Latin was far from a dead language. It was the language of theology and science (the language of all educated peoples throughout Europe and beyond) well into the 17th and 18th Centuries. For example, when Isaac Newton published his works on physics, he published them in Latin so that all of Europe could read them. The same was true of all other scientific and scholarly advances.
 
ภาษาลาตินนั้นห่างไกลจากการที่จะเป็นภาษาดับตายแล้ว  มันเป็นภาษาของเทววิทยาและวิทยาศาสตร์ (ภาษาของคนที่ได้รับการศึกษาทั้งหมดทั่วยุโรปและเลยไป) อย่างดีเข้าสู่ศตวรรษที่ 17 และ 18   ตัวอย่างเช่น เมื่อไอแซค นิวตันได้พิมพ์งานของเขาในวิชาฟิสิกส์  เขาได้พิมพ์เป็นภาษาลาติน เพื่อว่ายุโรปทั้งหมดสามารถอ่านเข้าใจ  วิธีเดียวกันเป็นความจริงสำหรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาอื่นๆ

The reason that the Protestant reformers used vernacular languages was because (a) most educated people did not take the reformers seriously and (b) they used the masses to get power for their movement. The pamphlets published by Luther and Calvin were filled with all manner of crude and dirty language (lots of references to "shitting," "pissing," and "farting"), and this was done to capture the imagination of the common man and to create popular uprising against the social establishment.
 
 เหตุผลที่นักปฏิรูปโปรเตสตันท์ได้ใช้ภาษาท้องถิ่น เป็นเพราะว่า (a) กลุ่มประชาชนที่มีการศึกษาชั้นสูงไม่ยอมรับนักปฏิรูปจริงจัง และ (b) พวกเขาใช้พิธีมิสซาเพื่อให้มีอำนาจสำหรับการเคลื่อนไหวของพวกเขา  หนังสือเล่มเล็กๆที่พิมพ์โดยลูเธอร์และแคลวิน เต็มไปด้วยลักษณาการภาษาสกปรกและหยาบคาย ( มากด้วยการยกคำพูดที่ “เกินจริง”  “ขยะแขยง” และ “น่ารังเกียจ”)  และนี้ได้มีการกระทำเพื่อจะจับเอาความนึกคิดของคนสามัญและสร้างการลุกฮือต่อต้านการสถาปนาสังคม

The Bible could very much be understood by people with the intelligence and ability to understand its theological content -- most of whom spoke Latin. Most common people of the time, however, could understand neither the language nor the content ...and most common people are still clueless about the content of the Bible today ...which is why Protestants provide "ministers" to interpret it for them.

 พระคัมภีร์สามารถ่านเข้าใจได้โดยประชาชนที่มีความเฉลียวฉลาดและความสามารถที่จะเข้าใจเนื่อหาทางเทววิทยาของมัน – ซึ่งส่วนใหญ่พูดลาตินอยู่แล้ว  อย่างไรก็ดี ประชาชนคนสามัญส่วนใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น  ไท่สามารถเข้าใจทั้งภาษาหรือเนื้อหา...และคนสามัญส่วนใหญ่ยังคงขาดร่องรอยเกี่ยวกับบริบทของพระคัมภีร์ทุกวันนี้.... ซึ่งเป็นข้อที่ว่าทำไมพวกโปรเตสตันท์ได้จัดหา” ศาสนพิธีกร” เพื่อแปลสำหรับพวกเขา

We should also remember that the Jews had always kept their Bible in the Hebrew until the 19th Century. The Greek versions of the Jewish Bible made in ancient times had been co-opted by the Christians so the Jews basically abandoned them. Any Jew who wanted the read the Bible was expected to make the effort to learn Hebrew.
 เราควรจะจดจำด้วยว่า คนยิวจะเก็บรักษาคัมภีร์ของพวกเขาเป็นภาษาฮีบรูว๋จนภึงศตวรรษที่ 19   ฉบับแปลภาษากรีกของคัมภีร์ยิวที่ทำในยุคโบราณได้ผสมผเสกับฉบับคริสตชน ดังนั้นคนยิวโดยพื้นฐานก็เลยทิ้งคัมภีร์นั้น  ยิวคนใดที่ต้องการอ่านคัมภีร์ ก็ต้องใช้ความพยายามที่จะเรียนภาษาฮีบรูว์

Some Evangelicals have accused the Catholics of burning people for reading the Bible. Mark Bonocore responds

 ชาวเอวังเจลิกัลบางคนกล่าวหาคาทอลิกว่า เผาประชาชนเพราะอ่านพระคัมภีร์ มาร์ค โบโนโกเร โต้ตอบว่า:

We must be careful not to project modern, American sensibilities (in regard to freedom and justice) into the context of medieval history. In the Middle Ages and before 1776, there was simply no such thing as separation of Church and State, not in Catholic countries OR in Protestant countries. If we "burned people for reading the Bible," then the Protestants burned people for praying in Latin or hearing the Catholic Mass (something they unquestionably did in England, Geneva, and Scandinavia, etc.).

 เราต้องระมัดระวังที่จะไม่นำเรื่องความนึกคิดแบบอเมริกันสมัยใหม่ (ที่เกี่ยวกับเสรีภาพและความยุติธรรม) เข้าไปในบริบทของปรัวัติศาสตร์ยุคกลาง  ในยุคกลางและก่อนปี 1776  ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเช่นการแยกศาสนจักรจากรัฐ  ไม่ใช่ประเทศคาทอลิก หริอ ในประเทศโปรเตสตันท์  ถ้าเรา “เผาประชาชนเพราะอ่านพระคัมภีร์” ถ้าเช่นนั้น พวกโปรเตสตันท์ก็เผาประชาชนเพราะสวดเป็นภาษาลาตินหรือไปฟังมิสซาคาทอลิก ( อะไรบางอย่างที่ไม่ต้องถามท่ำกันในอังกฤษ  เจนีวาและสแกนดิเนเวีย ฯลฯ )

At this time in history, heresy was also a secular crime; and the powers of a particular country treated it as such. Despite the "spin" that some Evangelicals put on the Catholic position, the Catholic Church was never opposed people reading the Bible. What it opposed was people reading interpretations the Bible apart from the teaching authority of the Church, which would lead to the kinds of problems we have today with 30,000 denominations interpreting Scripture differently. The Bible itself warns against this. (2 Peter 1:20). With the invention of printing, there was a communications explosion, and one suddenly saw lots of people making very poor and heretical translations of the Bible and popularizing them throughout Christendom. The Church tried to stop this.

  ณเวลานี้ในประวัติศาสตร์  ลัทธิเฮเรติกถือว่าเป็นอาชญากรรมทางอาณาจักร  และอำนาจของประเทศพิเศษปฏิบัติกับมันตามที่เป็นเช่นนั้น  แม้จะขัดข้องเรื่อง “การปั่น” ที่คนเอวังเจลิกันบางคนใส่เข้าไปในสถานะคาทอลิก  พระศาสนจักรคาทอลิกก็ไม่เคยขัดขวางประชาชนที่อ่านพระคัมภีร์  ที่ขัดขวางก็คือประชาชนที่อ่านคำแปลพระคัมภีร์ แยกจากอำนาจสอนของพระศาสนจักร  ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาบางชนิดที่ทุกวันนี้แตกออกเป็นถึง 30,000 นิกาย ที่แปลพระคัมภีร์แตกต่างกันไป  พระคัมภีร์เองก็เตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้ (2 เปโตร 1:20)   ด้วยการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์  ก็มีการระเบิดทางการสื่อสาร  และทันใดนั้น คนก็เห็นประชาชนหลายคนออกมาเสนอคำแปลที่เป็นแบบเฮเรติกและน่าสงสารของพระคัมภีร์ และ เผยแพร่แก่ประชาชนทั่วคริสตจักรสากล.

The common people of the middle ages had no intellectual defense with which they could make a reasonable judgment about the Truth. They were almost as vulnerable to the heresies that were sweeping through their communities as a person standing in front of a gun. Except a lot more than their lives was at stake, their eternal lives were in jeopardy. Today, if someone went out into the street and started shooting people, we wouldn't say, "let him go ahead and do it, people can protect themselves...it's their own fault if they are shot to death."  The Church was very worried that people who were influenced by these heresies were going to spend eternity in hell. No one was punished for simply believing a heresy. The crime was teaching it, and leading others astray. The Church felt it was their job to protect the souls of the innocent. In hindsight, we see that we would have done better by not using force.

 ประชาชนคนธรรมดาอายุกลางคนไม่มีการปกป้องทางสติปัญญากับสิ่งที่พวกเขาสามารถทำการตัดสินอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขา  พวกเขาได้รับอันตรายถึงความเป็นเฮเรติก ที่กำลังกวาดเข้ามาผ่านชุมชนของพวกเขา ประหนึ่งบุคคลที่ยืนตรงหน้าปืน  เว้นแต่ชีวิตมากมายที่อยู่บนกองฟอน-(หลักประหาร) ชีวิตนิรันดรของพวกเขาตกอยู่ในอันตรายแก่ชีวิต  ทุกวันนี้  ถ้าคนหนึ่งคนใดออกไปสู่ถนนและเริ่มยิงคน เราจะพูดว่า “ ปล่อยเขาไป ให้เขาทำต่อไป  ประชาชนสามารถป้องกันตัวเองได้.....เป็นความผิดของพวกเขาเองถ้าถูกยิงตาย “   พระศาสนจักรรู้สึกกังวลว่าประชาชน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลัทธิเฮเรติกเหล่านี้กำลังจะไปใช้ความเป็นนิรันดรในนรก  ไม่มีใครถูกลงโทษเพราะเพียงเชื่อลัทธิเฮเรติก  อาชญากรรมก็คือการสอนลัทธินี้  และนำคนอื่นในทางที่ผิด   พระศาสนจักรรู้สึกมันเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะปกป้องวิญญาณของผู้ซื่อบริสุทธิ์  ในการมองดูข้างหลัง เราเห็นว่าเราควรจะทำดีกว่าโดยไม่ใช้กำลัง
 
Some Evangelicals accuse the Catholic Church of "Chaining Bibles". The Church DID chain Bibles in the Middle Ages; and for the same reason that the Telephone Company chained its directories to the booth in the 1960's -- to prevent people from STEALING them. They were chained so that everyone could read it, in the congregation.

ชาวเอวังเจลิกันบางคนกล่าวหาพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับ “การล่ามโซ่พระคัมภีร์”  ใช่ พระศาสนจักรล่ามโซ่พระคัมภีร์ในยุคกลาง  และด้วยเหตุผลเดียวกันว่าบริษัทโทรศัพท์ได้คล้องโช่หนังสือรายชื่อผู้ใช้เข้ากับตู้โทรศัพท์ในปี ช่วง 1960 – เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนขะโมยมันไป  มันถูกล่ามโซ่ไว้เพื่อว่าทุกคนสามารถอ่านมัน  ในชุมชนนั้นๆ.

We must remember that each Bible had to be copied by hand and that it took many years of a monk working behind the walls of a monastery, called a scriptorium, to do this. Each Bible was made on vellum (sheep hide), it took 250 sheep and 1000's of hours to make every Bible. According to standards today, each one of these Bibles would be worth about $100,000. Records have been compiled which show that there were 5,000 chained books in 11 Protestant and 2 Catholic libraries. The Reformers, likewise, chained their Bibles in their churches for at least 300 years. Therefore, Catholics were not alone in chaining Bibles.

 เราต้องจำไว้ว่า พระคัมภีร์แต่ละเล่มต้องถูกก๊อบปี้ลอกเอาด้วยมือ และว่า มันกินเวลาหลายปีสำหรับฤาษีองค์หนึ่งที่จะต้องทำงานเบื้องหลังกำแพงของอารามฤาษี  ที่เรียกกันว่าห้องทำงานอาลักษณ์ หรือ scriptorium เพื่อทำงานนี้   พระคัมภีร์แต่ละเล่มทำจากแผ่นกระดาษหนัง (หนังลูกแกะ)  มันต้องใช้ลูกแกะ 250 ตัวและกินเวลารวมประมาณ 1,000 ชั่วโมงเพื่อทำหนังสือพระคัมภีร์หนึ่งเล่ม   ตามมาตรฐานของปัจจุบันนี้ หนังสือพระคัมภีร์แต่ละเล่มสมัยนั้นจะมีมูลค่าประมาณเล่มละ 100,000 ดอลลาร์   สถิติที่ได้มีการบันทึกไว้แสดงให้เห็นว่ามีหนังสือคัมภีร์ ถูกล่าม 5,000 เล่มในห้องสมุดโปรเตสตันท์ 11 แห่ง และคาทอลิก 2 แห่ง   พวกนักปฏิรูป เช่นเดียวกัน ล่ามหนังสือพระคัมภีร์ของพวกเขาในโบสถ์ของพวกเขาเป็นเวลาอย่างน้อย 300 ปี  ดังนั้น  ชาวคาทอลิกมิใช่กลุ่มเดียวที่ล่ามหนังสือพระคัมภีร์ไว้.
     
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โป๊บบอกคนหนุ่มสาวว่า” พระคัมภีร์เป็นหนังสืออันตรายสูงสุด” เมื่อ: กันยายน 05, 2017, 10:56:45 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                   โป๊บบอกคนหนุ่มสาวว่า” พระคัมภีร์เป็นหนังสืออันตรายสูงสุด”
                                                                     “The Bible Is an Extremely Dangerous Book,” Pope Tells Young People

Jules Germain | Oct 17, 2015
Alan Petervich  Updated Sep 6, 2017

                                               

In prologue to new youth bible, Francis reveals personal relationship with Scripture ในอารัมภบทของหนังสือพระคัมภีร์สำหรับหนุ่มสาวฉบับใหม่  ฟรังซิสเปิดเผยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระคัมภีร์

On the occasion of the publication of the new Bible for youth, Pope Francis has written a very personal account of his own relationship with Scripture.  ในโอกาสของการพิมพ์พระคัมภีร์ฉบับใหม่สำหรับหนุ่มสาว  โป๊บฟรังซิสได้เขียนเรื่องส่วนตัวมากของความสัมพันธ์กับพระคัมภีร์

Writing the prologue to the new German edition of the Youcat Bible, which will be published Oct. 21, Pope Francis speaks lovingly of an old, worn-out Bible he has carried around for half his life.โดยการเขียนอารัมภบทแก่ฉบับพิมพ์ภาษาเยอรมันฉบับใหม่ของพระคัมภีร์หนุ่มสาว-Youcat  ซึ่งจะพืมพ์วันที่ 21 ตุลาคม โป๊บฟรัง   ซิสกล่าวอย่างน่ารักถึงพระคัมภีร์ฉบับเก่าขาดรุ่งริ่งที่ตนติดตัวไปตลอดครึ่งเวลาของชีวิต

He counsels young people on the best approach to reading the Bible so it brings the Light of the World into their lives and doesn’t end up on a shelf. It is, he reminds readers, a “dangerous” book in certain parts of the world: owning one can lead to jail or torture. พระองค์แนะนำคนหนุ่มสาวถึงวิธีดีที่สุดในการอ่านพระคัมภีร์ เพื่อจะได้นำแสงสว่างของโลกเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ลมิได้จบลงบนหิ้ง  โป๊บเตือนผู้อ่านว่า มันเป็นหนังสือ”อันตราย”ในบางส่วนของโลก คือ การมีพระคัมภีร์เล่มหนึ่งสามารถนำไปสู่คุกตารางหรือการทรมาน.

And he quotes Mahatma Gandhi, who said, “You Christians have in your hands a book containing enough dynamite to shatter all civilization.” และพระองค์ยกคำพูดของมหาตมะ คานธี ที่กล่าวว่า “ พวกท่านคริสตชนถืออยู่ในมือ หนังสือเล่มหนึ่งที่บรรจุดินระเบิดมากพอที่จะทำลายความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมดเป็นผุยผง”

Here is the Pope’s prologue: นี่คือ อารัมภบทของโป๊บ

My dear young friends: เพื่อนหนุ่มสาวที่รักของพ่อ :

If you could see my Bible, you would not be particularly impressed. What—that’s the Pope’s Bible? Such an old, worn-out book!  ถ้าลูกสามารถเห็นพระคัมภีร์ของพ่อ  ลูกอาจจะไม่ประทับใจเป็นพิเศษนัก  ว่า อะไร – นั่นพระคัมภีร์ของโป๊บหรือ?  หนังสือเก่าๆขาดกะรุ่งกะริ่งเช่นนั้น!

You could buy me a new one for $1,000, but I would not want it. I love my old Bible, which has accompanied me half my life. It has been with me in my times of joy and times of tears. It is my most precious treasure. I live out of it, and I wouldn’t give anything in the world for it. ลูกสามารถซื้อให้พ่อเล่มใหม่สักเล่มในราคา 1,000 ดอลลาร์  แต่พ่อไม่อยากได้ดอก  พ่อรักเล่มเก่าของพ่อ  ซึ่งติดสอยห้อยตามพ่อมาครึ่งชีวิต  หนังสือเล่มนี้อยู่กับพ่อทั้งในช่วงเวลาร่าเริงยินดีและเวลาหลั่งล้นด้วยน้ำตา  มันเป็นขุมทรัพย์ทรงค่าที่สุดของพ่อ  พ่อมีชีวิตกับมัน และพ่อไม่ยอมให้อะไรในโลกมาแลกกับมัน.

I really like this new Youth Bible. It’s so colorful, so rich in testimonies: testimonies of the saints, testimonies of young people. It is so inviting that when you start to read at the beginning, you can’t stop until the last page.
And then …? And then it disappears on a shelf, collecting dust. Your children find it one day and bring it to the flea market.
It must not come to that.  จริงๆแล้วพ่อก็ชอบพระคัมภีร์สำหรับหนุ่มสาวเล่มใหม่นี้  มันมีสีสรรแพรวพราว  เต็มไปด้วยประจกษ์พยานมากมาย  ประจักษ์พยานของบรรดานักบุญ  ประจักษ์พยานของคนหนุ่มสาว  มันเชิญชวนให้อ่านเมื่อลูกเริ่มอ่านตั้งแต่ต้น  ลูกจะวางไม่ลงจนหน้าสุดท้าย  และแล้ว....? และแล้วมันจะหายไปอยู่บนหิ้ง  สะสมฝุ่นหนา  บุตรหลานของลูกๆสักวันหนึ่งจะนำมันออกมาสู่ตลาดขายของเก่า  มันต้องไม่มาสู่สภาพนั้นนะลูก.

I’ll tell you something: There are more persecuted Christians in the world today than in the early days of the Church. And why are they persecuted? They are persecuted because they wear a cross and bear witness to Jesus. They are convicted because they own a Bible. The Bible is therefore a highly dangerous book—so dangerous that you are treated in some countries as if you were hiding hand grenades in your closet.  พ่ออยากจะบอกลูกอะไรบางอย่าง คือ มีคริสตชนที่ถูกกดขึ่เบียดเบียนจำนวนมากในโลกทุกวันนี้ มากกว่าในยุคแรกๆของพระศาสนจักร  และทำไมพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหง?  พวกเขาถูกกดขี่ข่มเหงเบียดเบียนเพราะว่าพวกเขาห้อยกางเขนและแสดงตนเป็นพยานพระเยซูเจ้า  พวกเขาจึงถูกตัดสินลงโทษเพราะว่าพวกเขาถือพระคัมภีร์  เพราะฉนั้น พระคัมภีร์จึงถือว่าเป็นหนังสืออันตรายสูงสุด – อันตรายจนว่าลูกๆถูกปฏิบัติในบางประเทศคล้ายกับว่าลูกกำลังซ่อนระเบิดมือในห้องสุขาก็ไม่ปาน.

It was a non-Christian, Mahatma Gandhi, who once said: “You Christians look after a document containing enough dynamite to blow all civilization to pieces, turn the world upside down, and bring peace to a battle-torn planet. But you treat it as though it is nothing more than a piece of literature.” คนที่ไม่ใช่คริสตชนคนหนึ่ง มหาตมะ คานธี ซึ่งครั้งหนึ่งกล่าวว่า “พวกคุณคริสตชนดูแลเอกสารที่บรรจุดินระเบิดพอเพียงที่จะระเบิดทิ้งความเจริญทั้งหมดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  กลับโลกให้คว่ำลง และนำสันติภาพมาสู่ดาวเคราะห์ที่ยับเยินด้วยสงคราม”

So what do you have in your hands? A piece of literature? Some nice old stories? Then you would have to say to the many Christians who go to prison or are tortured because they own a Bible: “How foolish you are; it’s just a piece of literature!” ดังนั้น คุณมีอะไรอยู่ในมือ?  วรรณคดีชิ้นหนึ่งหรือ?  เรื่องเก่าแก่ดีๆบางเรื่องหรือ?  แล้วคุณควรจะต้องพูดกับคริสตชนจำนวนมาก ที่ถูกส่งเข้าคุกหรือถูกทรมานเพราะว่าพวกเขามีพระคัมภีร์ “ คุณโง่เสียนี่กระไร  มันเป็นเพียงวรรณคดีเล่มหนึ่งเท่านั้น!”

No. By the word of God has Light come into the world, and it will never go out. In Evangelii Gaudium (175) I said, “We do not blindly seek God, or wait for him to speak to us first, for ‘God has already spoken, and there is nothing further that we need to know, which has not been revealed to us.’ Let us receive the sublime treasure of the revealed word.”  ไม่ใช่ โดยพระวาจาของพระเจ้าก็มีแสงสว่างเข้ามาสู่โลก  และแสงนั้นจะไม่จากไป  ในสมณสาร Evangelii Gaudium (175)  พ่อกล่าวว่า “ เรามิได้แสวงหาพระเจ้าอย่างมืดบอด  หรือรอคอยพระองค์ให้ตรัสกับเราก่อน  เพราะว่า     ‘พระเจ้าได้ทรงตรัสแล้ว และไม่มีอะไรมากกว่านั้นที่เราจำเป็นต้องรู้  ซึ่งมิได้ถูกเปิดเผยแก่เรา’  ให้เรารับเอาขุมทรัพย์ประเสริฐยิ่งยวดของพระวาจาที่ถูกไขแสดงนั้นเถิด”

So you have something divine in your hands: a book like fire! A book through which God speaks. So notice: The Bible is not meant to be placed on a shelf, but to be in your hands, to read often—every day, both on your own and together with others. You do sports together or go shopping together. Why not read the Bible together as well—two, three, or four of you? In nature, in the woods, on the beach, at night in the glow of a few candles … you will have a great experience! ดังนั้น คุณมีอะไรบางอย่างที่ศักดิสิทธิ์เหมือนพระเจ้าในมือคุณ คือหนังสือที่ดูเหมือนไฟ! หนังสือที่พระเจ้าอาศัยตรัสผ่านมัน ดังนั้น จงสังเกตุ : พระคัมภีร์มิได้หมายความว่าเก็บไว้บนหิ้ง แต่ให้ถือในมือของคุณ  อ่านบ่อยๆ – ทุกวัน ทั้งโดยตัวคุณเองและร่วมกับคนอื่น  คุณเล่นกีฬาด้วยกันหรือไปชีอบปิงด้วยกัน  ทำไมไม่อ่านพระคัมภีร์ด้วยกันเช่นกัน – สอง สาม หรือสี่คนในพวกคุณ?  ในธรรมชาติ  ในป่าเขา  ที่ชายทะเล  กลางคืนในแสงสว่างแผ่วๆของเทียนสองสามเล่ม... คุณจะได้ประสพการณ์ยิ่งใหญ่ทีเดียว!

Or are you afraid of making a fool of yourself in front of others?  หรือคุณคิดกลัวว่าจะทำอะไรโง่ๆในตัวคุณต่อหน้าคนอื่นๆ?

Read with attention! Do not stay on the surface as if reading a comic book! Never just skim the Word of God! Ask yourself: “What does this say to my heart? Does God speak through these words to me? Has he touched me in the depths of my longing? What should I do?” Only in this way can the force of the Word of God unfold. Only in this way can it change our lives, making them great and beautiful. จงอ่านด้วยความตั้งใจ! อย่าเพียงผิวเผินประหนึ่งกำลังดูหนังสือการ์ตูน!  อย่าดูอย่างผิวเผินซึ่งพระวาจาของพระเจ้า!  จงถามตัวคุณเองว่า “ นี่หมายอะไรแก่ดวงใจของฉัน?  พระเจ้าตรัสผ่านคำเหล่านี้มาหาฉันใช่ไหม?  พระองค์ได้แตะฉันที่ส่วนลึกของการรอคอยของฉันหรือ?  ฉันควรจะทำอะไร?  เพียงโดยวิธีนี้สามารถหรือที่พลังของพระวาจาของพระเจ้าคลี่คลายแก่ฉัน  เพียงโดยหนทางนี้ใช่ไหมที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของพวกเรา  โดยทำให้มันยิ่งใหญ่และสวยสดงดงาม. 

I want to tell you how I read my old Bible. Often I read a little and then put it away and contemplate the Lord. Not that I see the Lord, but he looks at me. He’s there. I let myself look at him. And I feel—this is not sentimentality—I feel deeply the things that the Lord tells me. Sometimes he does not speak. I then feel nothing, only emptiness, emptiness, emptiness…. But I remain patiently, and so I wait, reading and praying. I pray sitting, because it hurts me to kneel. Sometimes I even fall asleep while praying. But it does not matter. I’m like a son with the father, and that is what’s important.  พ่ออยากจะบอกพวกคุณว่าพ่ออ่านพระคัมภีร์เก่าแก่ของพ่ออย่างไร บ่อยมากที่พ่ออ่านเพียงเล็กน้อยแล้ววางลงเพื่อรำพึงถึงพระเจ้า  ไม่ใช่แบบนั้นที่พ่อเห็นพระเจ้า  แต่พระองค์มองมาที่พ่อ  พระองค์อยู่ที่นั่น  พ่อปล่อยให้ตัวพ่อเองมองไปที่พระองค์  และพ่อรู้สึก –นี้ไม่ใช่การเกิดความรู้สึกในใจ—พ่อรู้สึกลึกล้ำถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับพ่อ  บางครั้งพระองค์มิได้ตรัสอะไร  อย่างนั้นพ่อก็ไม่รู้สึกอะไร  เพียงความว่างเปล่า  ความว่างเปล่า ความว่างเปล่า.....แต่พ่อยังคงเพียรอดทน  และพ่อรอคอย  โดยอ่านและสวดภาวนา  พ่อนั่งลงสวดภาวนา  เพราะว่าพ่อเจ็บถ้าคุกเข่า  บางครั้งพ่อถึงกับหลับไปขณะสวดภาวนา  แต่ก็ไม่เป็นไร  พ่อเป็นเหมือนลูกกับบิดา นั่นคือสิ่งที่สำคัญ.

Would you like to make me happy? Read the Bible!  ลูกอยากทำให้พ่อมีความสุขไหม? อ่านพระคัมภีร์นะลูก!

Pope Francis

 
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / แฉขบวนการไล่ล่า'ยิ่งลักษณ์' เจอทางตันจับตา ' 2 พี่น้องชินวัตร' ร่วมกันป่วน' เมื่อ: กันยายน 02, 2017, 09:21:21 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                           แฉขบวนการไล่ล่า'ยิ่งลักษณ์' เจอทางตันจับตา ' 2 พี่น้องชินวัตร' ร่วมกันป่วน' 

เผยแพร่: 1 ก.ย. 2560 07:10:00   
ปรับปรุง: 1 ก.ย. 2560 23:46:00   โดย: MGR Online

                                                   

“ทักษิณ” เปิดเกมป่วนรัฐบาลบิ๊กตู่รอบใหม่ หลังประสบความสำเร็จพา “ยิ่งลักษณ์” หนีคดีจำนำข้าว หลบออกต่างประเทศ ดิสเครดิตรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงของไทย “พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ” แอ่นอกรับความบกพร่อง และยอมรับ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ไม่ธรรมดา มากบารมี เตรียมการพร้อมได้โอกาสเหมาะ “บินหนี” วงในชี้ ก.ต่างประเทศทำได้แค่ถอนหนังสือเดินทางและป่าวร้องทั่วโลก ส่วนการจับกุมตัว “ยิ่งลักษณ์” กลับมาดำเนินคดีเป็นเรื่องเพ้อฝัน อีกทั้งโอกาส “ยิ่งลักษณ์”  ได้สถานภาพลี้ภัยและหนังสือเดินทางชาติอื่นใช้เดินทางรอบโลกเป็นเรื่องง่าย เพราะถูกโยงเป็นคดีการเมือง ขณะที่ต่างประเทศไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพราะไม่หนุนรัฐบาลมาจากการรัฐประหาร

หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีออกนอกประเทศ โดยไม่มาฟังคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 57 และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว สร้างความเสียหายแก่รัฐกว่า 5 แสนล้านบาท

ส่วนการหนีออกนอกประเทศของ “ยิ่งลักษณ์” เป็นผลสำเร็จ ถือเป็นการตบหน้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหน่วยงานความมั่นคงอย่างรุนแรง หากไม่ได้มีการ “เกี๊ยะเซี้ย” หรือ “ต่อรอง” กันระหว่างผู้มีอำนาจกับ 2 พี่น้องชินวัตร “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”
เพราะจนถึงวันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบตามหมายจับของศาลฯ ในการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า “ยิ่งลักษณ์” หลบหนีไปได้อย่างไร และไปอยู่ที่ไหน รวมไปถึงจะสามารถนำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ มารับฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย.นี้ได้หรือไม่?

อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวจากพรรคไทยรักไทย ระบุว่า การหลบหนีคดีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลังจากมีการฟังคำพิพากษาคดี “ขายข้าวแบบจีทูจี” ที่มี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ จากพรรคเพื่อไทย และพวกรวม 28 คนนั้น ทางพรรคเพื่อไทยเห็นว่า เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ “ยิ่งลักษณ์”หลบหนีคดีไปก่อน เพราะหากไม่หลบหนีคดีเชื่อว่าจะต้องถูกลงโทษจำคุกขั้นต่ำ 5 ปี

“บุญทรง ยังโดนจำคุกถึง 42 ปี ดีไม่ดี คดียิ่งลักษณ์อาจโดนเต็ม ๆ คือ 10 ปีตามมาตรา 157 ก็ได้ และยังมีคดีอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกล่ะ เรื่องนี้คุณทักษิณต้องวางแผนมาอย่างดีอยู่แล้ว”

และการหลบหนีคดีของ “ยิ่งลักษณ์” นั้น กลับกลายเป็นภาพเชิงบวกสำหรับสมาชิกพรรคเพื่อไทย และยังเชื่ออีกว่ามวลชนของพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงจะต้องเข้าใจ เท่ากับเป็นการเรียกคะแนนสงสารให้กับคนที่รัก “ชินวัตร-เพื่อไทย” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจนต้องหลบหนีออกไป ส่วนกลุ่มคนที่ไม่ชอบตระกูลชินวัตรและพรรคเพื่อไทย พวกนี้ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็จะไม่ชอบ พรรคจึงไม่จำเป็นต้องนำมาเป็นข้อกังวล

อีกทั้งในสายตาพรรคเพื่อไทยถือว่าการหลบหนีครั้งนี้ รัฐบาลได้รับผลกระทบและขาดความเชื่อมั่นในสายตาประชาชนอย่างรุนแรง เพราะมีกระแสโจมตีออกมาอย่างต่อเนื่องว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รู้เห็นเป็นใจและเจตนาที่จะปล่อย น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีออกนอกประเทศ เพราะหากรัฐบาลไม่มีเจตนาให้หลบหนีจริง ขณะที่มีเจ้าหน้าที่คอยติดตามและเกาะติดการเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่แล้ว จะต้องไม่ให้รอดสายตาไปได้ และเมื่อรู้ว่าคลาดสายตาหรือหายไปช่วงไหนจะต้องส่งทีมไล่ล่า และนำตัวกลับมา ไม่ใช่ปล่อยให้เล็ดลอดออกไปได้

ตรงนี้ต้องถือว่าเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลและคสช.ได้อย่างดี!

เห็นได้จากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในกรณีที่ถูกโจมตีจากสื่อมวลชนทั้งในและสื่อต่างประเทศที่มีการนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันถึงการปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีคดีรับจำนำข้าวว่า รู้สึกเสียใจที่วันนี้ฝ่ายความมั่นคงถูกมองเป็นจำเลยของสังคม และอย่านำเรื่องนี้มาบอกว่า คสช. รัฐบาล และฝ่ายความมั่นคงล้มเหลวทั้งหมด

“เฮ้ย! ใครจะไปปล่อย จะไปไปล่อยได้ยังไง ทำไมคิดแบบนี้ ผมไม่ได้ซูเอี๋ยกับใคร ผมซูเอี๋ยกับใครไม่ได้ ผมมีหน้าที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมทำงานตามกลไกของกฎหมาย ผมไปสมยอมกับใครได้ที่ไหน ไม่ว่าใครก็ทำไม่ได้ ถึงผมจะมีมาตราพิเศษ แต่ผมก็ทำไม่ได้อยู่ดี เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละบุคคล เป็นเรื่องของกฎหมาย เราต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนว่านี่คือกระบวนการยุติธรรม ถ้าท่านไม่ฟังคำตัดสินแล้วหนีไป ท่านก็ต้องโดนคดีต่อ ท่านตัดสินใจของท่านเอง ผมไม่ได้ไปอะไรกับท่าน”

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม บอกว่า ได้ให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน ตรวจสอบตามแนวชายแดน ว่าพบร่องรอยการหลบหนีออกไปหรือไม่ รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานกับประเทศต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้รายงานอะไรเข้ามา เบื้องต้นไม่ทราบที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่รู้ ไม่ยืนยัน เพราะตรวจสอบช่องทางต่าง ๆ แล้วไม่พบ ออกไปทางไหนก็ยังไม่รู้ รายงานจากประเทศสิงคโปร์ก็บอกไม่มี

ขณะที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ย้ำว่า ขอยอมรับในความบกพร่อง ไม่ได้แก้ตัว แต่ต้องการชี้แจง เนื่องเพราะ คสช.ก็ไม่คาดคิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะหลบหนี จะยอมทิ้งเงินประกัน 30 ล้าน ทั้งที่ยืนยันมาตลอดว่าจะต่อสู้คดี

“ยิ่งลักษณ์เป็นถึงอดีตนายกฯ และไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นผู้มีบารมี รวมทั้งมีผู้สนับสนุน เครือข่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการหาวิธีการหลบหนี ใช้เทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินการทางลับ และยังมีเครื่องบินส่วนตัว เชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมการไว้ให้  ดังนั้นการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า และรอเวลา โอกาสที่เหมาะสม” พล.อ.เฉลิมชัยระบุ!

แม้แต่ ผบ.ทบ. ยังเชื่อว่าการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีการเตรียมการมาอย่างดี โดยมี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการนี้ทั้งหมด และกระทำการได้อย่างแยบยล!

แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง บอกว่า การหนีคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และจะนำไปสู่การขอสถานภาพลี้ภัยทางการเมืองนั้นเนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร มีการเจาะข้อมูลหรือล้วงข้อมูลในการพิจารณาตัดสินคดีจำนำข้าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมาได้ และรู้ว่าศาลฯ จะตัดสินให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความผิด ต้องติดคุกแน่นอน อีกทั้งในวันที่ตัดสินคดีเป็นช่วงบ่ายของวันศุกร์ เป็นผลให้ไม่สามารถยื่นประกันตัวได้ทัน

“ไม่มีทางเลยที่ทักษิณจะปล่อยให้น้องสาวที่ตัวเองรักและมีนิสัยอดทนและสู้ไม่ถอยคล้ายตัวเอง ต้องมานอนคุก แม้จะเพียง 2 คืนก็ยอมไม่ได้”

ขณะเดียวกันก็มีการประเมินคดีรับจำนำข้าวกันแล้วว่า แม้จะสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่เชื่อว่าคดีจะมีการตัดสินไปในทิศทางเดียวกัน เป็นผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ ยิ่งเป็นเรื่องที่นายทักษิณไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด

“ตัวนายทักษิณเองเชื่อตลอดเวลาว่า ตระกูลชินวัตร ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอด และมองว่าถ้าจัดการชินวัตร ได้ พรรคเพื่อไทยก็เดินต่อไม่ได้ วันนี้ชินวัตร 2 คน ถูกรัฐประหารทางการเมือง ซึ่งเห็นชัด ๆ อยู่แล้ว”

ด้วยเหตุผลของคดีที่ยิ่งลักษณ์ต้องติดคุกและชินวัตรไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้นายทักษิณ เดินหน้าติดต่อประสานงานในต่างประเทศ และในประเทศ กับบุคคลที่จะช่วยพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีออกไปได้

แหล่งข่าวระบุว่า การหลบหนีจะใช้เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อว่าปลอดภัยที่สุด ก็คือการออกทางชายแดนจังหวัดตราดซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย จากกรุงเทพฯ เดินทางโดยรถยนต์ ไปที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จากนั้นลงเรือผ่านแม่น้ำครางครืนด้วยเรือสปีดโบ๊ตเข้าสู่เกาะกง เมื่อถึงตรงนี้จะมีทีมงานทั้งฝ่ายไทยและคนกัมพูชา มาคอยอำนวยความสะดวกที่จะพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวบินไปยังสิงคโปร์เพื่อต่อไปยังนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และเป้าหมายขอลี้ภัยในอังกฤษ

“การบินจากกัมพูชา ไม่ได้ใช้สนามบินโปเชนตง แต่เป็นพื้นที่อื่นในจังหวัดเกาะกง ด้วยเครื่องบินส่วนตัว ทำให้รัฐบาลกัมพูชา ออกมาปฎิเสธได้ว่า ไม่ได้ใช้กัมพูชาเป็นทางผ่าน และมีการเช็ครายชื่อผู้โดยสารทั้งเข้า-ออกสนามบินโปเชนตงแล้วยืนยันได้ว่าไม่มีชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แน่นอน”

ในเบื้องต้นต้องยอมรับกันด้วยว่า นายทักษิณ ชินวัตร มีประสบการณ์ในการหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2551 เป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี ย่อมจะเชี่ยวชาญ รู้ทุกขั้นทุกตอน รวมทั้งด้วยสายสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศที่เป็นผลมาจากการเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้เดินทางไปสร้างสัมพันธ์ทั้งทางการค้า การลงทุน และด้านอื่น ๆ รวมไปถึงการลงทุนส่วนตัวของนายทักษิณ ในหลายประเทศ ทำให้แผนการในการหลบหนีและการผลักดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้สถานภาพลี้ภัยเป็นไปได้ง่าย

“พูดง่าย ๆ ถ้ากระทรวงการต่างประเทศถอนพาสปอร์ต น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้ทำให้นายทักษิณสะดุ้งสะเทือน เพราะอย่างน้อยต้องดำเนินการให้ยิ่งลักษณ์ ได้พาสปอร์ตอย่างน้อย 2 ประเทศไว้ก่อนอาจจะเป็นพาสปอร์ตกัมพูชา กับมอนเตเนโกร เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน เพราะจะสามารถใช้เป็นหนังสือเดินทางไปได้ทั่วโลก”

แหล่งข่าวบอกอีกว่า ในเรื่องการขอลี้ภัยโดยมีจุดมุ่งหมายไปที่สหราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึงประเทศอังกฤษ หรือจะไปสหรัฐอเมริกาก็ตาม เชื่อว่า นายทักษิณ ยังรอเพียงคำพิพากษาของศาลฯ ในวันที่ 27 กันยายน ที่จะถึงนี้ ว่าจะตัดสินออกมาอย่างไร และเมื่อตัดสินออกมาแล้ว ก็ต้องมีการแปลเอกสารทั้งหมดเป็นภาษาไทยกว่าจะแล้วเสร็จน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ซึ่งถึงเวลานั้นเราก็จะสามารถนำคำพิพากษาไปยื่นขอสถานภาพลี้ภัยได้ง่าย 

“ช่วง 3 เดือนนี้ ยังมีเวลาและเชื่อว่ารัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศ จะยังไม่มีการถอนพาสปอร์ตยิ่งลักษณ์ เพราะการจะถอนพาสปอร์ตจะต้องมีหน่วยงานร้องขอไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ซึ่งดำเนินการตามคำสั่งศาล เพื่อนำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับมาฟังคำพิพากษาศาลในวันที่ 27 กันยายน แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดร้องขอกระทรวงการต่างประเทศ”

ขณะที่แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย บอกว่า ในการยื่นขอสถานภาพลี้ภัยทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปยังประเทศต่าง ๆ นั้น เชื่อว่าจะไม่มีอุปสรรคแน่นอน เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีจุดอ่อนที่ประเทศประชาธิปไตยไม่ยอมรับเพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่เกิดจากการรัฐประหาร และนายทักษิณเองจะเลือกประเทศที่ขอลี้ภัยให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในประเทศที่ตัวเองมั่นใจว่าปลอดภัย ไม่มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแน่นอน

“คุณทักษิณ จะเลือกประเทศใน 2 แบบ คือประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือถ้ามีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็จะเป็นประเทศที่ไม่รับรอง หรือ ไม่ให้ความสำคัญกับรัฐบาลบิ๊กตู่ เพราะมาจากการรัฐประหาร และที่สำคัญสุด ต้องทำให้การหลบหนีคดีของคุณยิ่งลักษณ์ เป็นคดีการเมืองถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมจนต้องขอสถานะลี้ภัย”

โดยในสนธิสัญญาในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีข้อยกเว้นที่ทำให้ประเทศผู้รับคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ข้อหนึ่งก็คือ ความผิดนั้นเป็นความผิดทางการเมือง เพราะถือว่าความผิดทางการเมืองไม่เป็นอาชญากรรมที่แท้จริง และความผิดนั้นมีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการเมือง ซึ่งการวินิจฉัยว่าความผิดใดบ้างเป็นความผิดทางการเมือง เป็นอำนาจของประเทศผู้รับคำร้องเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถไปก้าวก่ายหรือไปคัดค้านอะไรได้

ปัจจุบันทั่วโลกมีทั้งหมด 193 ประเทศ แต่ประเทศไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับต่างประเทศทั้งหมด 16 ประเทศ คือ 1.สหราชอาณาจักร 2.สหรัฐอเมริกา 3.เบลเยียม 4.แคนาดา 5.อินโดนีเซีย 6.ฟิลิปปินส์ 7.จีน 8.กัมพูชา 9.เกาหลีใต้ 10. ฮ่องกง 11.บังกลาเทศ 12.ลาว 13.อินเดีย 14.ฟิจิ 15.มาเลเซีย 16.ออสเตรเลีย และปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างการประสานเพื่อทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับอีกหลายประเทศ

ดังนั้นเมื่อนายทักษิณ ชินวัตร มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลหรือกระทรวงการต่างประเทศไทยจะทำได้ก็เพียงแค่ถอนหนังสือเดินทางไทยทุกฉบับทั้งเล่มทางการทูต เล่มปกติ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ที่ว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ร้องขอมายังกระทรวงการต่างประเทศให้ดำเนินการถอดถอน

อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศจะกระทำได้แค่ทำหนังสือเวียนไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อขอความร่วมมือให้แจ้งเบาะแสเพื่อจับตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยในเอกสารนั้นจะมีการระบุตัวตนว่า ชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือหนังสือเดินทางเลขที่ …..... เป็นผู้ต้องหาหนีคดีรับจำนำข้าว พร้อมรูปถ่าย เท่านั้น

แต่ในการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ หรือตำรวจสากล จะต้องเจออุปสรรคอย่างยิ่ง ก็คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีทางใช้หนังสือเดินทางของไทยในการเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ แม้จะยังไม่มีการถอนหนังสือเดินทางไทยก็ตาม เชื่อว่าจะใช้หนังสือเดินทางของประเทศอื่น เพราะหากพบตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ จริง ๆ ก็เข้าไปจับกุมไม่ได้

“ยิ่งลักษณ์ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศต่าง ๆ ที่เดินทางเข้า-ออก มีตำรวจสากล ตำรวจไทย เฝ้าอยู่บริเวณ นั้น พบตัวจะเข้าไปจับกุม หน้าตาชัดเจนว่าเป็นยิ่งลักษณ์ แต่ถ้าเลขหนังสือเดินทางไม่ตรงกันและไม่ใช่หนังสือเดินทางของประเทศไทยด้วย เราก็ไปจับกุมไม่ได้ เพราะถือว่ายิ่งลักษณ์เป็นคนของประเทศที่ออกหนังสือเดินทางให้”

ดังนั้นการจะเข้าจับกุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก!




แหล่งข่าวบอกว่า เรื่องนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะนายทักษิณต้องเตรียมการไว้ทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของน้องสาว(ยิ่งลักษณ์) และด้วยประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณโดยตรงเราจึงเห็นได้ว่า นายทักษิณ สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ทั่วโลก ยกเว้นประเทศไทยเท่านั้น ด้วยการถือหนังสือเดินทางประเทศอื่น ๆ ที่ออกให้ และนายทักษิณก็ปรากฏตัวให้เห็นอยู่บ่อย ๆ แต่ทางการไทยก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรกับนายทักษิณได้

“ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ เป็นคนไทย ได้หนังสือเดินทางไทยจากการได้สัญชาติโดยกำเนิด แต่การได้หนังสือเดินทางจากประเทศอื่น ๆ ได้จากการขอสัญชาติซึ่งแต่ละประเทศจะมีหลักเกณฑ์การให้สัญชาติที่ต่างกัน และยิ่งนายทักษิณ ไปลงทุนทำประโยชน์ให้กับประเทศที่เขาต้องการมาก ๆ ก็ยิ่งมีโอกาสได้สัญชาติง่ายขึ้น ซึ่งบางประเทศจะให้สัญชาติอีกประเทศหนึ่ง ก็ต้องสละสัญชาติอีกประเทศหนึ่งก่อน แต่บางประเทศไม่ได้นำมาเป็นหลักเกณฑ์ ทำให้ทั้งทักษิณและยิ่งลักษณ์ มีโอกาสถือหนังสือเดินทางได้หลายประเทศ”

จากนี้ไปต้องจับตาดูว่า “2 พี่น้อง” ตระกูลชินวัตร ที่พากันหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศจะเดินเกมการเมืองเพื่อป่วนรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างไรบ้าง!



                                                             
หน้า: [1] 2 3 ... 126