แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 87
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เล่นกะเขาหน่อย หนุ่มสวยในชุดนักศึกษา…ตอนนี้ผู้หญิงไทยร้องไห้หนักมาก!!! เมื่อ: เมษายน 21, 2015, 07:20:41 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม ฮืม ฮืม
                                                                        เล่นกะเขาหน่อย หนุ่มสวยในชุดนักศึกษา…ตอนนี้ผู้หญิงไทยร้องไห้หนักมาก!!!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
20 เมษายน 2558 19:20 น. (แก้ไขล่าสุด 20 เมษายน 2558 20:01 น.)
Alan Petervich ก็เป็นไปกับเขาด้วย !!!

                                                          http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9580000045215

       Petervich กำลังร้อนตามอากาศประเทศไทย  จะตับแตกอยู่รอมร่อแล้ว  มองหาอะไรๆก็ได้ เพื่อเป็นเครื่องผ่อนคลายให้ได้ด่วนที่สุด  เจอเข้าพอดี  พระ(เจ้า)โปรด  ASTV ผู้จัดการเขาออนไลน์มนุษย์มหัศจรรย์ - ดูสวยสดงดงามไปทั่วสารพางค์กาย  อย่ากระนั้นเลย  ลากเอามาลงในเว็บไซต์เรา - ก็เว็บเราเกี่ยวกับมนุษย์ที่เดินตามกระแสเรียกดำเนินชีวิต ตามที่พระเจ้านำทางมิใช่หรือ?  ไม่ผิดดอกที่พาเอาคุณเธอเหล่านี้มาโชว์ความสวยสดงดงามตามแบบมนุษย์ดัดแปลง  พระเจ้าไม่ได้ห้ามไม่ใช่หรือ ?   สนุกตาเขาหละทีนี้  เชิญชมมนุษย์แบบเราท่านนี่แหละ  แต่พิเศษกว่าหน่อยว่างั้นเถอะ  เชิญครับ  เสียเวลาอรัมภบทมายาวเชียว  เชิญ!!!

      ถ้าจะกล่าวถึง 'สาวประเภทสอง' แน่นอนว่าประเทศไทยไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหนๆ ถ้าเป็นการประกวดสาวงามประเภทสองแล้วหละก็สาวไทยกวาดเรียบทุกรายการ ยิ่งในปัจจุบันสังคมได้เปิดกว้างและยอมรับพวกเธอมากขึ้น มหาวิทยาลัยบางแห่งก็อนุญาติให้นักศึกษาสาวประเภทสองสามารถแต่งเครื่องแบบนักศึกษาตามเพศสภาพของพวกเธอได้อย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าเหมือนเปี๊ยบจนแยกไม่ออกว่าหญิงแท้ หรือหญิงเทียม ดูได้จากเหตุการณ์การเกณฑ์ทหารที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ก็จะเห็นได้ว่ามี 'ชายสวย' ไปร่วมเกณฑ์ทหารกับเขาด้วย สร้างสีสันให้กับจังหวัดต่างๆ ได้อย่างมากเลยทีเดียว วันนี้ Life on campus จึงได้ทำการรวบรวมบรรดาหนุ่มสวยจากรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ มาให้ได้ยลโฉมกันแบบเต็มๆ จะเหมือนหญิงแท้แค่ไหน ชะนีไทยจะไร้ที่ยืนจริงหรือ??? งานนี้ต้องบอกเลยว่าผู้หญิงไทยกำลังร้องไห้หนักมาก…

      1. น้องปิ๊ง คณะนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

      2. น้องเฟรม คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

      3. แก่นจันทร์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

      4. น้องม็อบ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

      5. น้องมิกซ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

      6. น้องดุ๊ก มหาวิทยาลัยศิลปากร

      7. น้องพิช มหาวิทยาลัยศิลปากร

      8. มดแดง คณะบัญชี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กำลังศึกษาต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์

      9. เบล มหาวิทยาลัยบรูพา

    10. น้องฟิล์ม คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

    11. น้องลี่ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    12. น้องบุ๊ค คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    13. น้องเอิร์ธ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    14. นัตตี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    15. แอปเปิ้ล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    16. ปาร์ตี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    17. ปีโป้ สาขาโฆษณาและธุรกิจบันเทิง มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

    18. ยิป สาขาโฆษณาและธุรกิจบันเทิง มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

    19. เบียร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

    20. ขวัญข้าว มหาวิทยาลัยรามคำแหง

          ภาพประกอบจาก : เฟซบุ๊กเพจ Sarultharas Sriwichai, Pemika Ditsayamethanont, Patty Worapipatkul, Woranun Nalatworasakul, Thitiworada Jektarw, Mixerry MarieLaveau, Worarat Nantasattayapong, Kittamuk Pinnarong, วุฑฒิ เอื้อสุทธิสุคนธ์, Varin Vicharana, กมลณิชา พลทองสถิตย์, Auttasith Suwannarith, KwanKhaw Filler, Moddang Ranchida Bunrom, Pychaya Suksrinuch, Warus Fongbeer Uppatamchat, ศุกรีย์ ชาญด้วยกิจ, พิชภัทร จิรสิทธิชัยกุล และ Apple Fanclub - The official fansite of Apple
       
       ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ : campus.mgr2014@gmail.com
       
        ชมรมคนโสดคาทอลิก ขอขอบคุณท่านที่กรุณานำสิ่งดีๆมาเผยแพร่นะครับ  ขอบคุณจริงๆ เป็นต้น ASTV  ผู้จัดการออนไลน์ - ครับ. 
 
 
   

 
 

 

 

 
 

 
   
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ภคินีลับ...เจ้าสาวของพระเจ้า เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 04:06:44 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

( ตอนที่ ๗ )
@@..ใช้ชีวิตประจำวัน..@@
ภคินีคาร์เมไลท์ เจริญชีวิตแต่ละวัน เช่นนักพรตทั่วไป คือ สวด ภาวนา ศึกษาพระคัมภีร์ และทรมานกาย ศูนย์รวมของชีวิตประจำวันอยู่ที่ พิธีบูชามิสซา ในการรื้อฟื้นรหัสธรรมปัสกาของพระองค์ทุกวัน การรับใช้พระองค์ในศีลมหาสนิทจะทำให้ภคินีดำรงอยู่ในความรักและชิดสนิทกับพระองค์มากที่สุด พระองค์จะเป็นพละกำลังให้พวกเธอดำเนินชีวิตตามพระองค์ด้วยใจมั่นคงเข้มแข็ง และชีวิตของภคินีเหล่านี้จะประกาศความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
พระวินัยกำหนดให้ภคินีใช้ชีวิตร่วมกันและอยู่ตามลำพัง ดังนี้

05.00 น. ตื่นนอน  05.30-06.30 น. รำพึงภาวนา
06.30-07.00 น. ร่วมพิธีบูชามิสซาโมทนาคุณศีลมหาสนิท
07.00-07.30 น. สวดทำวัตรเช้า และทำวัตรสาย
รับประทานอาหารเช้า ทำงานตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย
11.00 น. สวดทำวัตรเที่ยง และรับประทานอาหารกลางวัน
12.00 น. พักผ่อนหย่อนใจร่วมกัน พร้อมกับทำงานเย็บปักถักร้อย
13.00 น. พักผ่อนในห้องพักส่วนตัว
13.45 น. สวดทำวัตรบ่าย
14.00-15.00 น. อ่านหนังสือศรัทธา ศึกษาพระคัมภีร์
ทำงานตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย
16.45 น. สวดทำวัตรเย็น
17.00-18.00 น. รำพึงภาวนา รับประทานอาหารเย็น
18.45 น. พักผ่อนหย่อนใจ ร่วมกัน
19.45-21.00 น. สวดทำวัดภาคดึก
22.30 น. เข้านอน

จะเห็นว่าพระวินัยกำหนดให้รำพึงภาวนาควบคู่ไปกับการพักผ่อนหย่อนใจร่วมกัน
เพราะตระหนักว่าการดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัดของนักบวช จำต้องผ่อนคลายเพื่อจะสามารถปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าได้อย่างเต็มที่

@@..เขตพรต แดนหวงห้ามของคนนอก..@@

เพราะที่ไหนได้ชื่อว่าเป็นเขตหวงห้าม ยิ่งทำให้ผู้ที่อยู่ข้างนอกมีความรู้อยากรู้อยากเห็น  ว่า ภายในอารามของภคินีคาร์เมไลท์ นั้นเป็นอย่างไร หรือมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ภายในกำแพง เนื่องจากเป็นเขตหวงห้าม
มาดูว่ามีใครอยู่ในอารามบ้าง มีภคินี ภคินีคณะนี้แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ “ภคินีภายนอก และภคินีภายใน “ ทั้งนี้ตามความสมัครใจ และความเหมาะสม ภคินีภายในจะอยู่เฉพาะเขตพรต ซึ่งคนภายนอกจะเข้าไปไม่ได้เป็นเขตหวงห้าม ภคินีภายนอกจะถือศีลเช่นเดียวกับภคินีภายใน แต่จะทำหน้าที่รับแขกเวลาคนมาติดต่ออาราม จัดวัด และทำหน้าที่ติดต่อกับคนภายนอก ด้วยธุรกิจจำเป็น ภคินีภายนอกจะแบ่งกันอยู่คนละเขตกับภคินีภายใน อย่างไรก็ตามเขตภคินีภายนอก คนนอกก็จะเข้าไปไม่ได้
การติดต่อกันระหว่างภคินีภายนอก และภายใน คือการใช้ช่องหน้าต่าง นอกจากนั้นภคินีภายนอกและภคินีภายในจะมีการหย่อนใจร่วมกับเฉพาะในวันอาทิตย์ หรือวันฉลองเทศกาลเท่านั้น ภคินีภายในจะไม่รับแขก ยกเว้นกรณีจำเป็น การพบญาติพี่น้องนั้นพบได้เดือนละครั้ง และต้องเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน เท่านั้น สำหรับเพื่อนฝูงต้องเป็นเพื่อนสนิทจริงๆ การติดต่อกับคนภายนอก การส่งข่าวคราวถึงกันทำโดยผ่านทางตู้หมุน

ในเขตพรตภายในเป็นที่อยู่ของภคินีภายในที่เป็นโนวิส หรือนวกเณรีกับภคินีที่ถวายตัวปฏิญาณตนแล้ว โนวิสและภคินีที่ถวายตัวตลอดชีวิตแล้วจะแยกกันอยู่คนละตึก หรือคนละส่วนกันแต่รับประทานอาหารร่วมกัน และมีการหย่อนใจร่วมกันในวันอาทิตย์ และวันเทศกาลพิเศษต่างๆ

( ตอนที่ ๘ )
~@0@~..สละโลก แต่รับใช้โลก..~@0@~
แม้ชีวิตของภคินีลับจะได้ชื่อว่าผู้สละโลก แต่ไม่ได้ทอดทิ้งโลก เพราะว่าชีวิตของพวกเธอยังคงรับใช้โลก ร่วมสัมผัสกับความทุกข์ยากของโลก แบกภาระในการรำพึงภาวนาเพื่อผู้ที่ทุกข์ร้อน ทุกหัวระแหง มิใช่รำพึงภาวนาเพื่อพระศาสนจักรตามที่บางคนเข้าใจ
ถึงแม้ว่าตามกฏของคณะ ภคินีจะไม่ฟังเพลงทางโลก ไม่ดูโทรทัศน์ หรือไม่อ่านหนังสือพิมพ์และหนังสือทางโลก แต่ภคินีจะอ่านหนังสือทางศาสนา เช่น อุดมสาร หนังสือลอสเซวาตอเร โรมา จากกรุงโรมและหนังสือเสริมศรัทธาต่างๆ แต่สำหรับคุณแม่อธิการิณีอาจจะพิจารณาอ่านหนังสือพิมพ์ หรือข่าวสารได้บ้าง และข่าวต่างๆที่ภคินีสมควรรับรู้ ก็จะตัดข่าวนั้นให้พวกเธออ่าน เพราะว่าคนที่มาขอคำภาวนา หรือขอคำปรึกษาก็จะมีการสวดให้
ปกติแล้วก็จะมีการภาวนาเพื่อผู้ปกครองบ้านเมืองให้เขาปกครองประเทศให้ดี การภาวนาเผื่อประเทศชาติ ก็จำเป็นมากจะเห็นว่าภคินีเหล่านี้ มีส่วนร่วมทุกข์และห่วงใยสังคม ไม่ใช่พวกเธอจะภาวนาเพื่อพระศาสนจักรเท่านั้น
สำหรับคนทั่วๆไปทีไปขอคำภาวนา พวกนักธุรกิจ ก็ขอภาวนาให้กิจการของเขารุ่งเรือง อย่างไรก็ตามพวกคภินีจะเน้นคำภาวนาเผื่อผู้ที่เดือดร้อนด้านจิตใจมากกว่า สวดภาวนาให้พวกเขามีกำลังใจต่อสู้ชีวิต ภคินีเหล่านี้เป็นที่พึ่งทางใจแก่คนที่ทุกข์ยาก ปกติแล้วผู้ที่มาติดต่ออารามจะติดต่อผ่านตู้หมุนภคินีจะอยู่หลังตู้หมุน พูดคุยกันทางตู้หมุนไม่เห็นหน้ากัน ภคินีที่ทำหน้าที่ทีตู้หมุนจะอาวุโส หรือความรอบคอบพอสมควร เพราะต้องติดต่อกับคนภายนอกที่มีปัญหาเข้ามาปรึกษา มีปัญหาหลายรูปแบบ เช่นปัญหาครอบครัว เรื่องสุขภาพ เรื่องลูก เรื่องงาน ฯลฯ บางคนร้องไห้ไปหา เพราะเขาไว้ใจ ดังนั้นทุกอย่างจะเป็นความลับ
ภคินีทั้งหลายสละโลก แต่ไม่ทิ้งโลก เพียงแต่ไม่ได้เอามาผูก พวกเธอสนใจ ห่วงใยความทุกข์ร้อนของผู้ที่อยู่ข้างนอกเสมอ

ตลอด 78 ปีอารามคาร์แมล: สถานที่แห่งการภาวนาและพลีกรรม  ถึงแม้มาเซอร์คาร์เมไลท์ จะดำเนินชีวิตอยู่ในเขตพรต ละทิ้งจากความวุ่นวายภายนอกแล้ว แต่ชีวิตและคำภาวนาของท่านที่มีต่อพระเป็นเจ้านั้น หาได้พ้นจากความทุกข์ร้อนยากลำบากของเพื่อนมนุษย์ภายนอกไม่ เพราะคาร์เมไลท์มีหน้าที่รับผิดชอบต่อโลก โดยทางคำภาวนา แม้จะแยกตนออกมาจากความวุ่นวายและความสับสนของโลกแต่ยังคงเปิดใจต่อความกังวล ความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ ใครที่สละโลกไม่ได้หมายความว่าเขาหนีโลก แต่เขากลับไปเพื่อที่จะรับผิดชอบต่อหน้าพระเป็นเจ้า…….

( ตอนที่ ๙ )

~@)@~.. คณะชีลับในเมืองไทย..~@0@~
ในประเทศแถบตะวันตก มีชีลับอยู่หลายคณะด้วยกัน สำหรับประเทศไทย มีเพียง 2 คณะ คือ คณะคาร์เมไลท์ และคณะ กลาริส กาปูชิน  อารามการิสปูชิน เปิดอารามแรกที่บ้านโป่ง ราชบุรี เมื่อ พ.ศ. 2479 ปัจจุบันอารามชีลับกลาริส มีเพิ่มอีก 6 แห่ง รวมทั้งหมด 7 แห่ง คือ
อารามแห่งที่ 2 ที่ บ้านแสงอรุณ ทับสะแก ประจวบคีริขันธ์
อารามแห่งที่ 3 ที่อำเภอเมือง อุดรธานี  อารามแห่งที่ 4 ที่สามพราน นครปฐม
อารามแห่งที่ 5 ที่ ท่าแร่ อำเภอเมือง สกลนคร  อารามแห่งที่ 6 ที่อำเภอพนม สุราษฏร์ธานี
อารามแห่งที่ 7 ที่ อำเภอบ้านดุง อุดรธานี
<<:บันไดสู่อารามภคินีกาปูชิน:>>
คุณสมบัติของสตรีผู้สมัครใจจะบวชในคณะกลาริส กาปูชิน
1.อายุ อย่างต่ำ 15 ปี
2.การศึกษาอย่างต่ำ ชั้นประถม 4
3.สตรีโสด  นิกาย คริสต์โรมันคาทอลิก
4. กรณีอายุยังน้อย เมื่อเข้ามาใช้ชีวิตในอารามแล้ว ตามกฏของคณะต้องให้อายุครบ
18 ปี ก่อนถึงจะเข้านวกภาพ รับศีลบนได้
5. ถือจิตตารมณ์ 4 ข้อ คือ ความบริสุทธิ์ ความยากจน ความสุภาพนอบน้อม และ การเจริญชีวิตในเขตพรต  เชือกที่ผูกเอวในชุดเครื่องแบบของภคินีจะมีอยู่ 4 ปม เป็นสัญลักษณ์ จิตตารมณ์ทั้ง 4 ข้อ

*-*-*-*-*-*
นักบุญ คลารา แห่งอัสซีซี ผู้ก่อตั้งคณะ กลาริส กาปูชิน

ข้อ

<<:การใช้ชีวิตของภคินีกาปูชิน:>>

โดยทั่วๆไป ก็เหมือนๆ กับภคินีอารามคาร์เมไลท์ คือใช้ชีวิตในเขตพรต ไม่เหยียบย่างออกไปข้างนอก ( ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ เช่นเจ็บป่วย ) ใช้ชีวิตอยู่กับการรำพึงภาวนา ตัดขาดความยินดีจากโลก ในอารามภคินีลับนี้ก็ไม่มีกระจกสำหรับส่องรูปโฉมโนมพรรณ ทั้งนี้เพราะถือว่าภคินีทั้งหลายได้สละความสวยงามทางโลกแล้ว การใช้ชีวิตเรียบง่าย โดยไม่ต้องปรุงแต่ง ภคินีกาปูชินจะมีเฉพาะภคินีภายใน ไม่มีภคินีภายนอก ทางอารามจะมีฆราวาสทำหน้าที่ไปซื้อของ และทำกิจธุระข้างนอกให้

เอกลักษณ์พิเศษของคณะคือความยากจนและความรักกันฉันพี่น้อง ชีวิตจะเรียบง่าย เหมือนกับภคินี คาร์เมไลท์ มีสมบัติส่วนตัวตามความจำเป็นเท่านั้น ชีวิตของภคินี ก็อยู่เพื่ออุทิศการรำพึงภาวนา และพลีกรรม ปกติแล้ว ถ้าเทศกาลสำคัญๆ เช่นงานฉลองนักบุญกลาราและนักบุญฟรังซีส นักบุญองค์อุปถัมภ์ของคณะ หรือวันฉลองนักบุญเปโตร นักบุญเปาโล หรือวันแม่พระยกขึ้นสวรรค์ ภคินีจะเฝ้าศีลมหาสนิท เป็นชั่วโมงๆ
มีสองเทศกาลที่ภคินีเตรียมจิตใจฉลองสมโภช และเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อการชดใช้โทษบาป นับเป็นช่วงข้มข้นการพลีกรรม  การรำพึงภาวนาพิเศษคือเทศกาลมหาพรต ก่อนปัสกา 40 วัน และเทศกาลคริสตาคม ช่วง 40 วันก่อนคริสตมาส ช่วงนี้ภคินีจะถือศีลเงียบ ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก มัธยัสถ์เรื่องการกินมากขึ้น และมีกิจส่วนรวมมากขึ้นในการภาวนา เช่นเดินรูป 14 ภาค เพื่อระลึกถึงพระมหาทรมาน ปกติทำเฉพาะวันศุกร์ในเทศกาลนี้จะทำมากขึ้น

<<:รายได้ และการสนับสนุน:>>

ปกติอารามภคินีลับทุกแห่งจะมีรายได้จากเงินบริจาก ( เงินถวาย –โปรเตสแตนต์ )ของผู้มีจิตศรัทธา หรือผู้ที่มาขอให้สวดภาวนา นอกจากนี้ยังมีรายได้ประจำจาก งานฝีมือ เช่น ทำเสื้อมิสซา ทำอุปกรณ์เครื่องใช้ของบาทหลวง เช่นรัดประคด คือเชือกคาดเอวเสื้อหล่อ ที่อารามคาร์แมล กรุงเทพฯ ได้จากการทำแผ่นศีล ( แผ่นปัง )ส่งไปทั่วประเทศ และบางที่ก็มีผลิตผลจากการเกษตรกรรม เป็นต้น  เนื่องจากภคินีลับ ถือความยากจน  ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ ปราศจากสมบัติใดๆในทางโลก ดังนั้นการใช้จ่ายจึงไม่มากนัก

<<:การเป็นอยู่การกินการดื่ม:>>
ภคินีกาปูชินรับประทานเนื้อสัตว์บกได้ ตามที่พระวินัยกำหนด ทั้งนี้เพื่อถือความสะดวกแก่ผู้มาทำบุญถวายอาหาร ยกเว้นทุกวันจันทร์ พุธ และวันศุกร์ จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์บก เพื่อการพลีกรรม ภคินีคณะนี้นอนบนฟูกบางๆได้ ทำจากนุ่นและหนุนหมอนที่ยัดด้วยแกลบ ภายในห้องนอนไม่มีพัดลม ในหน้าร้อนอาจมีพัดเล็กๆ ช่วยพัดให้ความเย็นเท่านั้น  เวลานอนภคินีจะใส่เครื่องแบบสีน้ำตาลห่มคลุมมิดชิด เหมือนชุดปกติ ทั้งนี้เพราะต้องอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย เนื่องจากชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ภคินีเตรียมพร้อมเสมอที่จะเฝ้าพระเจ้า หากหมดลมหายใจ
ในกรณีภคินีเสียชีวิตพระวินัยไม่ได้กำหนดตายตัวบางอารามมีเนื้อที่มาก ก็ฝังร่างภคินีในสุสานของอารามเขตพรต บางอารามมีที่น้อย ก็ฝังที่สุสานภายนอก
หากพ่อแม่ป่วยหนัก หรือเสียชีวิต เป็นการตัดสินใจของภคินีรูปนั้นว่าจะไปเยี่ยม หรือร่วมพิธีศพ ทั้งนี้ส่วนมากภคินีจะไม่ไปถือการพลีกรรมและการสวดภาวนาให้มากกว่า

~@.ขั้นตอนการบวช

1.   เป็นอาสปิลันต์ คือเป็นเพียงผู้ที่รู้ตนเองว่ามีพระกระแสเรียกมาทดลอง อยู่ในอาราม ซึ่งไม่เกิน 6 เดือน หรือ 1 ปี
2.เป็นโปสตุลันต์ ขั้นนี้นาน 1 ปี ขั้นนี้เรียกว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของคณะแล้ว
3.เป็นโนวิส เป็นระยะเวลา 2 ปี ถือว่าเข้าร่วมกับชีวิตนักบวช เมื่อผ่านขั้นโนวิสจะเป็นการปฏิญาณตนถวายตัวครั้งแรก เป็นการถวายตัวชั่วคราว 3 ปี จากนั้น ก็จะปฏิญาณตนถวายตัวตลอดชีวิต

ภคินีเข้าอารามใหม่ๆ จะมีนวกาจารย์ คอยเป็นพี่เลี้ยง ดูแลให้คำปรึกษาแนะนำ และในวันปฏิญาณตนตลอดชีวิต ในพิธีจะมีสังฆราชของสังฆมณฑล จะเป็นผู้มอบแหวนทองซึ่งภคินีจะสวมไว้ที่นิ้วนางซ้าย เป็นสัญลักษณ์การเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ แหวนนี้จะใส่เป็นสัญลักษณ์วิวาห์ในสวรรค์เท่านั้น หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ภคินีจะคืนแหวนแก่คุณแม่อธิการิณี ทั้งนี้เนื่องจากชีวิตถือความยากจน ภคินีจะสวมแหวนวงเล็กๆ ไม่มีราคาค่างวดทางโลกเป็นแหวนรูปพระเยซูตรึงบนไม้กางเขนและมีรอยกลมๆเล็กๆอยู่บนแหวน สำหรับสวดนับลูกประคำไว้แทน
พระวินัยกำหนดให้ภคินีใช้ชีวิตร่วมกันและอยู่ตามลำพัง ดังนี้

05.10 น. ตื่นนอน 
05.30 น.เข้าวัดสวดทำวัตรเช้ารำพึงและมิสซา
07.45 น. รับประทานอาหารเช้า
08.00 น.ทำงานตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ภคินีแต่ละรูปจะได้รับมอบหมายงานเช่น ทำครัว ทำสวน ทำแผ่นศีล เป็นต้น ยกเว้น ภคินี ป่วย หรือชรา ถือเป็นกฏยกเว้นในการทำงาน
10.00 น. เข้าทำงานร่วมกัน
11.00 น. เข้าวัดสวดบทประจำโมงต่อด้วยสวดลูกสายประคำ
11.30 น. รับประทานอาหารเที่ยง หลังอาหารเที่ยงมีเวลาส่วนตัวเล็กน้อย
12.30 น.เป็นเวลาหย่อนใจร่วมกัน
13.00 น. เวลาส่วนตัวภคินีบางรูปอาจรำพึงภาวนาส่วนตัว หรือพักผ่อนตามอัธยาศัย
14.00น. เข้าวัดสวดบทประจำโมงและรำพึงจนถึงเวลา
14.30 น. เข้าห้องทำงานถือชีวิตร่วมและภาวนา
17.30 น. สวดทำวัตรเย็น และรำพึงจนถึง 18.50 น.
18.50 น. จบการรำพึง รับประทานอาหารเย็นเข้าวัดสวดทำวัตรค่ำ ( ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ จะมีการมัธยัสถ์ และการพลีกรรมในชีวิตส่วนรวมด้วยกัน เพื่อระลึกถึงพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า )
21.30 น. เข้านอน และเวลา 24.00 น.ภคินีจะลุกขึ้นสวดอีกครั้งแล้วนอนต่อ จนถึงเช้ามืด 05.10 น. จึงตื่นมาต้อนรับวันใหม่อีกครั้ง

( ตอนที่ ๑๐ )

~@0@~..บทสรุป..~@0@~

จากเรื่องราวของชีวิต และตารางประจำวันของภคินีลับทั้งสองคณะเราจะเห็นว่าชีวิตของภคินีลับ ผู้สละโลกมีชีวิตมุ่งที่การรำพึงภาวนา และก็ถือชีวิตส่วนรวม ความรักและความเบิกบาน ยินดีร่วมกันในหมู่คณะ ชีวิตเรียบๆอยู่กับการรำพึงภาวนา  การกินการดื่มนั้นเพื่อประทังชีวิต ไม่ใช่เห็นแก่รสชาติ ยิ่งกว่านั้นเน้นการพลีกรรม หากสตรีเหล่านี้ไม่มีความมั่นคงพอ ไม่มีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักจากองค์คือพระผู้เป็นเจ้าที่เต็มหัวใจ คงไม่สามารถใช้ชีวิตภายในที่จำกัดเขตพรตได้
จากการอ่านเรื่องที่ ดิฉันเรียบเรียง เชื่อว่าผู้อ่านคงได้คำตอบ ตามที่หลายๆคนสงสัยและมักจะมองในแง่ลบ หรือใส่ร้ายป้ายสีให้ดูน่าสยดสยองเรื่องของ”ชีมืด หรือชีลับ” เช่นถ้าใครเข้าในอารามของชีมืดแล้ว ต้องปิดหน้า ปิดตามิชิด ถูกขังในห้องมืดๆ กินอาหารอดๆอยากๆ พบใครไม่ได้เลยตลอดชีวิต หรือว่ากันว่า อารามชีลับนี้เป็นที่รองรับหรือพักพิงใจแก่สตรีที่พลาดพลั้งในชีวิต หรืออกหักจนต้องหนีโลก …ความจริงแล้วบรรดาภคินีลับเหล่านี้ มาจากพื้นฐานชีวิตที่หลากหลาย การศึกษาทางฝ่ายโลก หลายระดับเช่น บางคน จบปริญญาตรี โท หรือ กระทั่งเอก สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ กระแสเรียกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเธอ ได้ดำเนินชีวิตในอารามชีลับด้วยความรัก ความศรัทธาพระเจ้า ตามพระกระแสเรียกด้วยจิตใจมั่นคง เด็ดเดี่ยว โดยการเสียสละ และ อุทิศตัวเองในการรำพึงภาวนา การพลีกรรม ชดใช้โทษบาป เพื่อเพื่อนมนุษย์ ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ในที่คับแคบ และเขตหวงห้าม ในโลกแห่งการพันธการของเขตพรต เราได้รับการยืนยัน ประจักษ์พยานในชีวิตของภคินีเหล่านี้ว่าพวกเธอได้รับความอิสระอย่างแท้จริงและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า จึงไม่แปลกที่จะเรียกพวกเธอว่าเจ้าสาวของพระเจ้า

“ ข้าแต่พระเจ้า ขอความรักมั่นคง ของพระองค์มาถึงข้าพระองค์  คือความรอดของพระองค์ ตามพระสัญญาของพระองค์ … ขอทรงระลึกถึงพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อผู้รับใช้ของพระองค์  ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์หวังอยู่นั้น  นี่คือการเล้าโลมในความทุกข์ยากของข้าพระองค์  คือพระสัญญาของพระองค์ให้ชีวิตแก่ข้าพระองค์ …บรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รับไว้เป็นมรดกเป็นนิตย์  พระเจ้าข้า เป็นความชื่นบานแก่ใจข้าพระองค์  ข้าพระองค์โน้มจิตใจข้าพระองค์ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์  เป็นนิตย์จนอวสาน “  ( สดุดี 119.41,49-50,111-112)

อ้างอิง:
1. จากหนังสืออนุสรณ์  75 คณะคาร์เมไลท์แห่งประเทศไทย
2.หนังสือ สารคดี ฉบับที่ 116 ปีที่ 10 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2537  หน้า 10, 99-133

ผมไม่ใช่คนเล่านะครับ ผมแค่เป็นผู้ช่วยโพสต์เท่านั้นครับ โดยคุณโปรดปรานเป็นผู้หาข้อมูลมาจากแหล่งต่าง ๆ ครับ

จากคุณ : X-Cross - [ 12 พ.ค. 46 13:55:28 A:203.148.136.66 X:203.209.51.83 ]
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ภคินีลับ...เจ้าสาวของพระเจ้า เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 04:03:42 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                                     ภคินีลับ...เจ้าสาวของพระเจ้า
                                                                                                  A  Secret Nun : Sponsa Christi
 
http://topicstock.pantip.com/writer/topicstock/W2253195/W2253195.html

โปรดปราน  ผู้เรียบเรียง
X-Cross โพสต์ และภาพ
pantip.com  Updated April 20, 2015

บทนำ:

หลายต่อหลายครั้งที่วิถีชีวิตของคนบางกลุ่มบางลัทธิความเชื่อ ทำให้บุคคลภายนอกสงสัย ทึ่ง อยากรู้อยากเห็น ว่าชีวิต พวกเขาเป็นใคร แบบแผนชีวิตของเขาเป็นอย่างไร และด้วยคำถามอีกว่าทำไม ๆๆๆ อยากรู้จนหายอยากรู้ สำหรับดิฉันเป็นคริสตชนนิกาย โปรเตสแตนต์หรือที่พี่น้องคริสตังเรียกเราว่าคริสเตียน เคยอาศัยอยู่แถวๆ ถนนสาทรเหนือ เคยร่วมนมัสการที่คริสตจักรของโปรเตสแตนต์ ถนนสาทรเหนือ ก็คุ้นเคย กับ ชื่อ ของโรงเรียนคริสตังหลายโรง ตลอดทั้งโบสถ์ของคริสตังหลายโบสถ์ด้วยกัน พบปะเจอะเจอ ซิสเตอร์ หรือที่คนไทยเรียกสั้นๆว่า “ชี” ดิฉันเองชอบเรียกซิสเตอร์ หรือภคินีมากกว่า บรรดาคณะซิสเตอร์หลายๆคณะ ดิฉันสนใจอยากรู้จัก คือ “ซิสเตอร์ หรือมาเซอร์ ( ภาษาฝรั่งเศส ) อารามนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู” ของคณะคาร์แมล” เราเรียกเล่นๆว่า “อาราม กาแมว” ไม่ได้ดูถูกแต่คิดว่าเพื่อให้เรียกง่ายๆมากกว่า คริสตจักรของโปรเตสแตนต์หลายแห่ง ใช้แผ่นปังที่ผลิตจากอารามนี้ ในพิธีมหาสนิท ดิฉันชอบคิดว่า มาเซอร์ที่นี่ทำแผ่นปังสวยมาก แต่ไม่อร่อย ( ฮา ) เพราะเมื่อตอนเรียนทำศาสนพิธีก็ได้เรียนทำขนมปังไร้เชื้อเผื่อใช้ในพิธิมหาสนิท รู้สึกว่าทำเองอร่อยดี คงเพราะมีเกลือจากมือเจือปนแน่นอน และเมื่อเราทำพิธีมหาสนิท ตอนหักปัง ชูขึ้นให้ฆราวาส ดู แผ่นใหญ่ๆ กล่าวว่า พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “นี่คือกายของเรา” แล้วหักเสียงดังดี แต่ขนาดของแต่ละชิ้นไม่เท่ากัน แผ่นปังจากอารามคาร์แมลสีขาวสะอาดขนาดเท่าๆกัน ง่ายแก่การแจก ปัจจุบันบางโบสถ์ที่ดิฉันร่วมนมัสการ เราก็ใช้แผ่นปังจากอารามคาร์แมลค่ะขอบคุณพระเจ้า ที่คำถามของคุณ exใครทราบว่าแม่ชีที่โบส์ในซอยคอนแวนท์สวดมนต์ทั้งวันไม่ยุ่งเรื่องภายนอกจริงหรือเปล่าวคับ เพื่อนผมที่อยู่เซนโยบอกมาครับ อยากเอาไปทำหนังสั้นครับ ขอบคุณคับ จากคุณ : ex - [ 29 เม.ย. 46 05:43:43 A:203.113.33.10 X: ]
 
ในห้องสมุดบอร์ดพันธุ์ทิพย์ กระตุ้นให้ดิฉันเรียบเรียงเรื่องนี้ กอรปกับมีข้อมูลในมืออยู่แล้ว และได้โทรศัพท์ไปสอบถามเพิ่มเติมจากผู้รู้บางท่าน และหาเพื่อนร่วมพันธกิจในการโพสต์ ที่ ห้องสมุด เว็บบอร์ด ของพันธุ์ทิพย์ เพื่อให้ผู้สนใจได้รับประโยชน์และจะลิงก์ไปที่เว็บคริสเตียนบางเว็บ

ถ้าพี่น้องคริสตังท่านใด  เช่นคุณพ่อ คุณแม่อธิการิณี  ซิสเตอร์ บราเดอร์ และผู้รู้ทั้งหลาย อยากเพิ่มเติมให้เข้าใจมากขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้อ่าน และ ดิฉันโปรดปราน ผู้เรียบเรียง ขอความกรุณาเพิ่มเติมได้ค่ะ

ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆท่าน
โปรดปราน  ผู้เรียบเรียง
X-Cross โพสต์ และภาพ
--------------------------------
หมายเหตุ: ซิสเตอร์ หรือมาเซอร์ ศัพท์ภาษาไทยคือ ภคินี หรือบางที”ชี” ดิฉันจะใช้ชื่อเหล่านี้ตามความเหมาะสม
แก้ไขเมื่อ 12 พ.ค. 46 11:27:07

      ( ตอนที่ ๑ )

@@…ชีลับ ผู้สละโลก เจ้าสาวของพระเจ้า …@@

“ชีลับ” หรือ”ชีมืด” เป็นนักบวชหญิงของคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่ใช้ชีวิตอย่างผู้เสียสละความยินดีทางโลก ตัดขาดจากญาติมิตรและสังคมภายนอก ซ่อนเร้นตนอยู่ในอารามเฉพาะเขตพรตมีชีวิตอยู่กับการรำพึงภาวนาอย่างเคร่งครัด โดยไม่ย่างเหยียบออกมาสู่โลกภายนอกตลอดชั่วชีวิต ถือกันว่าเธอได้ตายไปแล้วจากโลกเดิม เพื่อดำเนินชีวิตใหม่ เป็น”นักโทษสมัครใจ” ของพระเจ้า

แม้พวกเธอได้ชื่อว่าเป็นผู้สละโลกแต่ไม่ได้ทอดทิ้งโลก ชีลับยังคงรับใช้ชาวโลกร่วมสัมผัสความทุกข์ยากของโลก และรำพึงภาวนาเพื่อผู้ที่เดือดร้อนลำบาก นอกจากพวกเธอจะรำพึงภาวนาเผื่อพระศาสนจักร และคณะนักบวชแล้ว ตลอดชีวิตพวกเธอได้อุทิศตนอยู่กับการภาวนาและการทรมานตนเพื่อใช้โทษบาปเพื่อเพื่อนมนุษย์ ดุจเดียวกับพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า และด้วยการอุทิศตนเพื่อรับใช้พระเจ้า ดังนั้นชีลับจึงได้ชื่อว่า ผู้สละโลกและเจ้าสาวของพระเจ้า ( สารคดี ฉบับที่ 116 ปีที่ 10 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2537  หน้า 10 )

( ตอนที่ ๒ )
@@..ประวัติของคณะคาร์แมล..@@
ผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในอารามคาร์แมลแห่งนี้ คือ มาเซอร์คณะภคินีแห่งแม่พระคาร์แมล ซึ่งเป็นคณะที่เก่าแก่ ถือกำเนิดขึ้น ราวกลางศตวรรษที่ 12 ในสมัยสงครามครูเสด การก่อตั้งคณะเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายบนพื้นที่ซึ่งเป็นหินบนภูเขาคาร์แมล โดยดำเนินชีวิตเลียนแบบประกาศกเอลียาห์  ในเรื่องของความขยัน ความศรัทธาร้อนรน และการสละทิ้งซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศ ตลอดจนทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก
ในสมัยกลางคนทั่วไปรู้จักบรรดาฤาษีคาร์แมลในชื่อเป็นทางการว่า “ภราดาคณะแม่พระแห่งภูเขาคาร์แมล” เพราะพวกเขามีแม่พระเป็นทั้งมารดา เป็นทั้งพี่สาวและคนกลางผู้เสนอวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า พระนางยังทรงเป็นเช่นนี้เสมอมาสำหรับนักบวชคณะคาร์แมล ซึ่งสืบทอดต่อกันเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 21
ก็ไม่พ้นเรื่องของความทุกข์ร้อน ของผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ความลำบากที่สังคมโลกภายนอกเป็นผู้สร้างขึ้น นี่แหละคือ ชีวิตแห่งการรับใช้ของมาเซอร์คณะภคินีแห่งแม่พระคาร์แมล
*-*-*-*-*-*-*
นักบุญเทเรซา แห่งอาวิลลา ผู้ก่อตั้งคณะคาร์แมล

@@..จุดเริ่มต้นภคินีคาร์แมล..@@
ตั้งแต่เริ่มต้น พระศาสนจักรได้มีขนบธรรมเนียบต่อกันมาว่า บรรดาสตรีผู้อุทิศชีวิตรับใช้พระเป็นเจ้า จะต้องรับภารกิจผู้มัดตัวเองตลอดชีวิต และในระหว่างศตวรรษที่ 13 และ 14 มีสตรีใจศรัทธาจำนวนหนึ่งอาศัยคำแนะนำของภราดาคาร์แมล สตรีเหล่านั้นจึงได้เริ่มต้นถือ พระวินัยของคณะคาร์แมล แต่ละคนหรือรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ พวกเขาขังตัวเองอยู่คนเดียวตามลำพังเด็ดขาด และสวดภาวนาไม่หยุดหย่อน อีกหลายคนอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะมีชีวิตผูกผันกันอย่างหลวม ๆ โดยไม่มีการถวายปฏิญาณ ในปี ค.ศ.1452 สมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 ได้ให้คำรับรองแก่บุญราศียอห์น โซแร็ธ อธิการใหญ่เจ้าคณะคาร์แมลที่จะจัดรวมสตรีใจศรัทธาเหล่านี้เข้าเป็นคณะนักบวชคาร์แมลชั้น 2 ดังนั้น เท่ากับทำให้พวกเขาได้รับฐานะทางกฎหมายของพระศาสนจักร บุญราศี ฟรังซิส แห่งนักบุญอัมโบรซิโอ ดัชเชสแห่งแคว้นบริตานี ได้เป็นภคินีในพวกแรก ๆ ที่เข้าอารามแห่งหนึ่ง  ซึ่งท่านดัชเชสได้บริจาคทรัพย์ก่อตั้งขึ้นมา   นี่คือการเริ่มต้นที่ซื่อ  ๆ  และสงบเสงี่ยบของคณะภคินี คาร์แมลชุดแรก ๆ ซึ่งได้ค่อย ๆ เจริญทวีจำนวน จนถึงเกือบ 13,000 รูป อยู่ในอารามที่ตั้งกระจายตามจุดต่าง ๆ ทั่วโลกในปัจจุบันนี้

( ตอนที่ ๓ )
~@0@~..อารามคาร์แมลแห่งแรกในประเทศไทย..~@0@~
มาเซอร์คณะคาร์เมไลท์รุ่นแรกที่ถือกำเนิดในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2468 หลังจากที่มุขนายก เรอเน แปร์รอส ประมุขของมิสซังกรุงเทพฯ ในขณะนั้น ได้เดินทางไปเยี่ยมอารามแม่พระแห่งความไว้วางใจ  ที่พึ่งก่อตั้งขึ้น ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยพระคุณเจ้าได้แสดงความปรารถนาที่จะก่อตั้งอารามคาร์แมลในมิสซังของท่าน ต่อคุณแม่แอนน์  แห่งพระเยซู – มาเรีย คุณแม่อธิการิณี ผู้ก่อตั้งอาราม ให้มาดำเนินงานในประเทศในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2456 
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2468 อาศัยการนำของพระญาณสอดส่อง คุณแม่แอนน์ แห่งพระเยซู – มาเรียได้นำภคินีอีก 12 ท่านเดินทางมายังประเทศไทย ถึงแม้การเดินทางในขณะนั้นจะยากลำบาก ภคินีทั้งหมดต้องเดินทางโดยรถยนต์ ต่อด้วยเรือ ซึ่งเรือที่นำภคินีคณะคาร์เมไลท์มาสู่ประเทศไทย คือ “เรือนิภา” ของบริษัทอิสเซีสติก และในเช้าวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2468 ภคินีทั้งหมดได้เดินทางมาถึงประเทศไทย  และได้ตั้งอารามแห่งแรกขึ้นที่ ถ.คอนแวนต์ กรุงเทพฯ แต่ในช่วงแรกที่กำลังก่อสร้างอารามอยู่นั้น ภคินีทั้งหมดได้ไปพักอยู่กับเซอร์คณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ด ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์เป็นการชั่วคราว ระหว่างนั้น ทุก ๆ เช้าพระคุณเจ้าแปร์รอสจะมาเยี่ยมเยียน คุณแม่อธิการิณีและพูดคุยตระเตรียมสิ่งที่จำเป็น สำหรับการถวายมิสซาในวัดน้อยเป็นครั้งแรกตามวันที่ 30 กันยายน อีกทั้งพระคุณเจ้าได้เร่งให้ คนงานก่อสร้างวัดน้อยให้เสร็จทันวันที่กำหนดไว้ด้วย
ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2468 คณะภคินีคาร์เมไลท์สวมเสื้อคลุมขาวและสวมผ้าคลุมอยู่ในวัด ใคร ๆ คงเชื่อว่า คล้ายกับการก่อตั้งอารามเป็นปฐมฤกษ์ในสมัยของนักบุญเทเราซา มารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่จริงแล้วพระพรเดียวกันจากสวรรค์ลงมายังอารามคาร์แมลนี้ แม้จะห่างกันทั้งในระยะทางและระยะเวลา ( 3 ศตวรรษระหว่างอาณาจักรสเปนและอาณาจักรไทย) แต่ก็เป็นนักบุญเทเรซาผู้ก่อตั้งคณะคนเดียวกันที่ทำงาน และคุณแม่แอนน์ แห่งพระเยซู – มาเรีย พร้อมกับธิดาของท่านที่อุทิศตนให้แก่ท่าน
เดือนพฤศจิกายนมาถึงอย่างรวดเร็ว มีการจัดเตรียมประดับวัดน้อยของอารามคุณแม่อธิการิณี ได้ไปที่อารามทุก ๆ เย็นเพื่อดูแลให้คนงานทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่คณะคาร์แมลต้องใช้สอย คือใส่ตารางลูกกรง ทำตู้หมุน….
สุดท้ายวันแห่งความชื่นชมยินดีก็มาถึง วันที่ 29 พฤศจิกายน เป็นวันที่ภคินีคาร์แมลเข้าในอารามของตน ประตูอารามเปิดกว้างให้เห็น สวนของอาราม คุณแม่อธิการิณีก็เข้าสู่ภายในอารามเป็นคนแรก ภคินีคนอื่น ๆ ก็ไปคุกเข่ารับพรและจูบแหวนพระสังฆราช และเดินตามคุณแม่ อธิการิณีเข้าไปในเขตหวงห้ามตามลำดับ เมื่อภคินีทุกคนเข้าไปในเขตหวงห้ามแล้ว ประตูอารามชั้นในก็ปิดด้วยลูกกุญแจ 2 ชั้น ตามกฎอย่างเ คร่งครัด บรรดาผู้ถูกขังซึ่งมีบุญจึงได้เข้าไปที่สวดทำวัตรในวัดน้อย การเข้าครอบครองอารามใหม่ของคณะคาร์แมลก็สำเร็จสมบูรณ์ลงตามกฎหมายของพระศาสนจักรทุกประการ
ปัจจุบันอารามของคณะคาร์เมไลท์ ในประเทศไทย มี
1.อารามคาร์แมล กรุงเทพฯ ถนนคอนแวนต์ เขตบางรัก
2.อารามคาร์แมล สามพราน ถนนเพชรเกษม นครปฐม
3.อารามคาร์แมล จันทบุรี
4.อารามคาร์แมล นครสวรรค์


( ตอนที่ ๔ )

@@..การดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์ของคณะ..@@

เมื่อทราบถึงความเป็นมาของอารามชีลับแห่งนี้แล้ว อาจมีหลายคนคิดและสงสัย ว่าทำไมพวกมาเซอร์คณะคาร์เมไลท์จึงสามารถอยู่ในบริเวณที่จำกัด อยู่ในกฎระเบียบที่เคร่งครัด ตัดขาดจากโลกภายนอก โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือเป็นทุกข์ใจ ก็เพราะว่า จิตตารมณ์ของคณะคาร์เมไลท์ คือ “การตัดใจสละโลกเพื่อรับความว่างเปล่า และยากจน ในขณะที่ยังให้ความนับถือต่อสิ่งต่าง ๆ ในโลก” และเครื่องมือที่ช่วยให้มาเซอร์คาเมไลท์สามารถปฏิบัติตามจิตารมณ์ของคณะได้อย่างดี คือ ความเงียบ เพราะในความเงียบนี้เองที่ทำให้มาเซอร์คาเมไลท์พร้อมที่จะรับฟังพระวาจา เพื่อให้มีชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระมากขึ้น และจากความเงียบนี้ ได้นำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างสันโดษ เพื่อให้จิตใจไม่ยึดติดกับสิ่งสร้างใด ๆ อันเป็นทรัพย์สินและความสะดวกสบายฝ่ายร่างกาย เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นจะถูกแทนที่ด้วยความรักของพระเป็นเจ้า
นอกจากความเงียบและความสันโดษแล้ว สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นชีวิตของมาเซอร์คาร์เมไลท์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ชีวิตแห่งการภาวนาและความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนจุดศูนย์กลาง เพราะทุก ๆ กิจการที่มาเซอร์ได้รับมอบหมายในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น งานทำแผ่นศีล อาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ ประดับตกแต่ง วาดเขียน งานพิมพ์ เข้าเล่มหนังสือ ทำสวน ฯลฯ เวลาส่วนมากจะถูกใช้ไปกับการสวดภาวนา ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของภารกิจที่ทำในแต่ละวัน เพราะทุกอย่างที่ทำนั้นต้องมีจุดมุ่งหมายคือการสวดภาวนาเสมอ
กรอบที่ช่วยให้การภาวนาและการดำเนินชีวิตที่พร้อมความสัตย์จริงและความสุภาพ คือ ความยากจนของคณะ ความยากจนทางวัตถุ มาเซอร์คาร์เมไลท์  มีเพียงแค่เตียงไม้ที่ใช้พักผ่อน   และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเท่านั้น   ด้วยจิตารมณ์นี้เอง ที่ทำให้มาเซอร์คาร์เมไลท์ สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในเขตพรตได้อย่างไม่เป็นทุกข์ใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตในอาราม ในคณะของมาเซอร์คาร์เมไลท์คือ  “ชีวิตแห่งการภาวนาและความสนิทสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า โดยอาศัยความเชื่อ  ความไว้วางใจ  และความรัก ที่มาเซอร์ได้ปฏิบัติอย่างจริงจังเสมอมา”

( ตอนที่ ๕ )

@@…จากโลกภายนอก สู่โลกภายใน..@@
บางคนที่ผ่านไปมาถนนคอนแวนต์ สังเกตฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนเซนต์โยเซฟฯ มีกำแพงสีเทาสูงทึบเป็นแนวยาวกั้น”โลกภายนอก”กับ”โลกภายใน” ไว้มิดชิด แต่ว่าเมื่อใครได้มีโอกาสเข้าไปในเขตอารามที่รับรองให้ผู้มาเยือน เราก็จะพบกับภคินีภายนอกที่อยู่เวรรับรองแขกในอาภรณ์สีน้ำตาลห่มคลุมมิดชิด ออกมาทักทายถาม ไถ่อย่างอบอุ่นเสมอ

อารามคาร์แมล ( ขออนุญาตเรียกชื่อนี้ )ที่กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางคณะธรรมทูตคาร์เมไลท์ในประเทศไทย ได้เข้ามาตั้งแต่ 78 ปี ที่แล้ว ( เขียน ค.ศ.2003 ) ภายในอารามมีวัดน้อยสำหรับทำมิสซาของภคินีภายนอกและสัตบุรุษ ประตูแข็งแรงมั่นคง และแนวกำแพงเป็นกำแพงกั้นระหว่างอารามส่วนนอกและเขตพรตภายใน อันเป็นเขตจำกัดของ “ภคินีลับ” คณะคาร์เมไลท์ เป็นโลกของพวกเธอที่ซ่อนเร้น สละทุกสิ่งทางฝ่ายโลก เธอจะอยู่ภายในนั้นตลอดชีวิต พวกเธอได้ตายไปแล้วจากโลก เพื่อดำเนินชีวิตใหม่เป็น”นักโทษสมัครใจของพระเจ้า”

ด้วยความศรัทธาในพระกระแสเรียกขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงนำพวกเธอมาที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้สู่ชีวิตรำพึงภาวนาที่เคร่งครัดจนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะแบกรับไว้ได้  ใครมีโอกาสนั่งที่ห้องรับแขกซึ่งเป็นที่ใช้รับรองผู้มาเยือนจะสามารถมองเห็นเห็นบริเวณสวนด้านนอกของอาราม ซึ่งเราสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่สะอาด ร่มรื่น สว่าง สงบ เรียบง่าย ภายในห้องรับแขกมีรูปของพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน รูปพระคาร์ดินัล ไม เคิ้ล มีชัย กิจบุญชู ประมุขพระศาสนจักรไทย และรูปคุณพ่อ อธิการใหญ่ของคณะ คาร์เมไลท์

@@…คุณสมบัติของการเป็นภคินีของคณะคาร์เมล์ไลท์..@@
-สตรีเพศ นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
-อายุ ไม่ต่ำกว่า 18 ปี
-มีความศรัทธา ที่จะอุทิศตนเพื่อพระเยซูด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อหนีชีวิตทางโลก เพราะชีวิตในอารามไม่ได้สะดวกสบาย

แม้พระวินัยกำหนดให้ผู้สมัครเข้าอารามมีอายุอย่างต่ำ 18 ปี เพื่อไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับหมู่คณะ แต่ระยะหลังนี้มีผู้สนใจสมัคร อายุ ในวัย 30 เศษๆมากขี้น ทั้งนี้คงเพราะการใช้ชีวิตอยู่ในโลกมาพอสมควร และเห็นความไม่เที่ยงแท้ของโลก จึงเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นเครื่องมือที่ยึดเหนี่ยวที่มั่นคงกว่า

วุฒิการศึกษา: คณะคาร์เมไลท์ ไม่เน้นวุฒิการศึกษาเพราะถือว่าบุคคลมีความรักพระเจ้าไม่เหมือนกัน แต่ต้องดูที่ ความศรัทธาทางจิตใจมากกว่า และเรื่องสุขภาพก็สำคัญ ผู้สมัครต้องสุขภาพดีพอสมควร ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตรำพึงภาวนา และต้องศีลล้างบาป (บัพติสมา ) ศีลมหาสนิท  และศีลกำลัง

ตามพระวินัย หญิงม่ายสามารถสมัครบวชได้  ผู้จะบวชต้องมีใจแน่วแน่ ตามปกติทางอารามก็จะดูความตั้งใจ และให้บิดา มารดา ยินยอมด้วย เพราะหลายๆคนพ่อ แม่ไม่ยินยอม แต่ลูกสาวอยากบวช บางทีพ่อแม้อนุญาต แล้วแต่พอลูกสาวเข้าอารามจริงๆ ก็ตามมาที่อาราม ถ้ากรณีแบบนี้ทางอารามแนะนำให้บวชเมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงอารามจะรับได้

ปกติผู้สนใจสมัครบวชจะมาติดต่อที่อาราม เพื่อพบกับแม่อธิการิณีก่อน เป็นระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้คุณแม่ทราบจิตตารมณ์ และการใช้ชีวิตในคณะ เพื่อว่าทางอารามเองจะได้รู้จัก กับผู้สนใจ จากนั้นเมื่อเข้าอารามแล้ว ภคินีที่ถวายตัวตลอดชีวิต ก็จะเข้ามาพูดคุยซักถาม ผู้เข้ามาใหม่ และลงคะแนนลับให้สมาชิกใหม่ของอารามได้ เมื่อผ่านการลงคะแนน ก็เข้าเป็น โปสตุลันต์ หรือสมัครเณรี 1 ปี จึงได้รับเสื้อคณะเรียกโนวิส หรือนวกเณรี หลังจากได้รับเสื้อคณะครบ 1 ปี จึงปฏิญาณตนชั่วคราว ครั้งแรก 3 ปี หลังจากครบ 3 ปี แล้วปฏิญาณตนตลอดชีวิต ถือว่าเป็นนักบวชที่สมบูรณ์

&&..รับน้องใหม่:

ต่อไปนี้บรรยากาศก้าวแรกในอาราม จากคำบอกเล่าของคุณแม่อธิการิณี ( คุณแม่อธิการิณีเทเรซีตาแห่งพระกุมารเยซู ) ว่า “วันเข้าอารามครั้งแรก ผู้สมัครจะเข้าทางประตู ประตูนี้ไม่ค่อยได้เปิด เสียงมันจึงเอี๊ยดอ๊าด นานๆเปิดทีช่วยส่งบรรยากาศ ด้วย มาเซอร์ทุกคนที่ถวายตัวตลอดชีวิตแล้วจะไปรับที่ประตูใหญ่ข้างใน โดยยืนเรียงสองแถว เป็นการให้เกียรติ และยินดีต้อนรับผู้มาใหม่ สมัยก่อนนี้ถือเคร่งครัดมาก ผ้าคลุมหน้าเราจะปิดลงมา ปิดหมดไม่ให้เห็นหน้าเลย พอประตูเปิด ผู้สมัครจะก้าวเข้ามา ประตูจะปิดทันทีคนที่ก้าวเข้ามาแล้ว ถือว่าเขาตัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว ตัดขาดจากทุกสิ่งทุกอย่าง เขาจะไม่กลับออกไปอีกจากชีวิตที่อยู่ข้างนอก จากความวุ่นวายต่างๆ เขาจะมามีชีวิตอยู่กับพระ เคยถามเขา เขาบอกว่าซึ้งใจ เมื่อปิดประตูแล้วก็จะสะเทือนใจ เขาก้าวแล้วจะไม่ถอยแล้วนะ พวกญาติพี่น้องอยู่ข้างนอกจะร้องไห้ บางคนปล่อยโฮออกมาเลย เขาสะเทือนใจ พวกเขากล่าวว่าทำไมตัดได้ เราตัดความสะดวกสบายเราละทิ้งหมด ชีวิตเราอุทเศเพื่อผู้อื่น “

&&..เริ่มชีวิตในอาราม:

คุณแม่อธิการเล่าว่าวันแรกที่ภคินีเข้าอาราม จะร้องไห้ สะเทือนใจ และงุนงง กับชีวิตใหม่ เพราะต้องเปลี่ยนสถานที่ และต้องปรับตัว ทางอารามจึงค่อยๆสอนค่อยๆเป็นค่อยไปไม่รีบร้อน พอผ่านไปสักหนึ่งปี ก็จะคุ้นเคยกับชีวิตในอาราม

&&..การแต่งกาย:

เดิมผู้มาใหม่จะใส่ชุดเสื้อกระโปรงที่สุภาพเรียบร้อย ดังนั้นเสื้อขาวกระโปรงดำจึงพบเห็นทั่วไป จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นชุดสมัครเณรี ชุดนี้แต่ละอารามไม่เหมือนกัน เช่นที่อารามกรุงเทพ จะเป็นสีเทาอมน้ำเงิน เหมือนกับอารามที่สามพราน แต่ที่จันทบุรีจะเป็นเสื้อสีขาวกระโปรงสีน้ำตาล เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจะมาพบญาติที่ห้องรับแขก ปกติสมัครสามเณรีเมื่ออยู่ในอารามจะไม่คลุมผม เว้นแต่การมาพบแขกภายนอก
สมาชิกใหม่ของอารามจะมีนวกาจารย์ซึ่งเป็นมาเซอร์อาวุโส หรือผูที่แม่อธิการิณีพิจารณาว่ามีความเหมาะสมในการอบรมสั่งสอน

( ตอนที่ ๖ )

@@..ปฏิญาณตน..@@

หลังจากภคินีใหม่เข้าอารามครบปีจะมีพิธีรับเสื้อคณะ และปฏิญาณตนถวายตัว ภคินีจะถือเทียนใหญ่สีขาว เทียนนี้จะประดับดอกไม้สีขาว เทียนจะถูกจุดตลอดพิธี เพราะว่าเทียนนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความสว่าง หมายถึงตัวภคินีต้องเป็นผู้ส่องสว่างให้แก่ชาวโลก

ในพิธีรับเสื้อคณะ หมายถึง ภคินีเป็นคู่หมั้นของพระเยซูเจ้าแล้ว ภคินีใส่ชุดขาว เหมือนชุดเจ้าสาว ใช้ผ้าเรียบง่ายเท่าที่จะหาได้ ชุดแขนยาว คอปิดเรียบร้อย มีมงกุฏเป็นดอกไม้สีขาว ความหมายคือความบริสุทธิ์ตลอดนิรันดร ทุกครั้งที่รับเสื้อคณะ หรือเวลาถวายตัว ภคินีจะใส่มงกุฏ มงกุฏนี้มีความหมายเสมือนเจ้าสาว เพราะว่าพวกภคินีเชื่อว่าพวกเธอคือเจ้าสาวของพระเจ้า คณะคาร์เมไลท์ไม่มีแหวน แต่เป็นการผูกมัดกันทางจิตใจ ในวันนี้จะมีการฉลองพิเศษ และวันวันรับเสื้อนี้ คุณแม่อธิการิณีจะเป็นผู้ตัดผมให้ ถ้ามีภคินีหลายรูป ก็จะให้นวกาจารย์อาจจะช่วยตัดให้ การตัดผมนี้มีความหมายถึงการตัดกิเลสทางโลกแล้ว เป็นการสละความสวยงามทางโลก  หลังจากพิธีแล้ว ภคินีจะเปลี่ยนเป็นชุดสีน้ำตาลซึ่งเป็นสีของคณะ


วันรับเสื้อของคณะ ถือเป็นวันหมั้น ส่วนวันปฏิญาณตนครั้งแรกเป็นวันแต่งงาน วันนี้ทุกคนในอารามจะชื่นชมยินดีและใครที่มาร่วมฉลองก็จะออกมาพบที่ห้องรับแขก ถึงไม่ใช่ญาติก็พบได้เพราะถือว่าเป็นวันพิเศษ

พิธีถวายตัวปฏิญาณตนชั่วคราว และอีกสามปีต่อมาจึงเข้าสู่ถวายตัวปฏิญาณตนตลอดชีวิต ภคินีที่ปฏิญาณตนชั่วคราวถือว่าเป็นเจ้าสาวของพระเจ้า และพิธีปฏิญาณตนตลอดชีวิตหมายถึงการตอกย้ำยืนยันในความรักมั่นคงของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง

วันปฎิญาณตนทั้งชั่วคราวและตลอดชีวิต ภคินีต้องปฏิญาณศีลบน 3 ข้อ เป็นการรับ สัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อพระเยซูเจ้า เจ้าบ่าวแห่งสวรรค์ของเธอตลอดไป ศีลบนข้อนี้ คือ 1.ความบริสุทธิ์ ( พรหมจรรย์ ) 2.ความยากจน และ 3.ความนบนอบ

<<:การถือความยากจน:>>

เนื่องจากภคินีคาร์เมไลท์ ถือหลักความยากจน  ความนบนอบ ชีวิตของภคินีจึงดำเนินไปด้วยความสมถะ เรียบง่าย ปราศจาก สมบัติใดๆทางโลก ภายในอารามทุกแห่งจะไม่มีกระจกสำหรับส่องรูปโฉมโนมพรรณ  ภายในห้องส่วนตัวของภคินีแต่ละรูป มีเพียง เก้าอี้ และตู้เล็กๆ สำหรับใส่หนังสือสวดและกล่องงานฝีมือ

ภคินีเหล่านี้สมถะมาก เช่น มีเสื้อผ้าคนละ 3 ชุด ช่วยกันซักเสื้อผ้าสัปดาห์ละครั้ง แต่ชุดข้างในสีขาวเครื่องแบบข้างในซักทุกวัน ชุดเครื่องแบบข้างในสีขาวของภคินีคาร์เมไลท์ ( มีชุดสีน้ำตาลยาวสวมทับอีกชั้นหนึ่ง ) เรียก “ชีมิส” ส่วนผ้าคลุมผมชั้นในกับถุงคอสีขาว เรียกว่า “ต๊อก”

ภคินีไม่นอนฟูกจะนอนเตียงแบบโบราณ มีแผ่นกระดาน มีเสื่อปูทับ ไม่ใช้ฟูก หมอนเมื่อก่อนยัดด้วยฟาง แต่ปัจจุบันอนุโลมให้ยัดด้วยนุ่นได้

<<:การถือสันโดษ:>>

การบำเพ็ญชีวิตอย่างเรียบง่าย ถือสันโดษ ภคินีจะประกอบอาหารรับประทานกันเอง หรือบางครั้งก็มีคนนำอาหารมาถวาย เช่นผู้มาขอให้สวดภาวนาให้ หรือเลี้ยงเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด หรืองานฉลองเทศกาลต่างๆ

ในการปรุงอาหารจะปรุงอย่างเรียบง่าย ไม่เน้นรสชาติ เป็นการทรมานกายตามจิตตารมณ์ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์บก ยกเว้นป่วย ซึ่งต้องบำรุงร่างกาย อย่างไรก็ตามอาหารที่ปรุงให้รสพิเศษที่เรียกว่าอร่อย คือในวันอาทิตย์และเทศกาลสำคัญ   การจ่ายตลาดจะมีคนนอกที่คุ้นเคยไปจ่ายให้ หรือร้านค้ามาส่งให้ที่อาราม
เรื่องที่อยู่อาศัย ภายในห้องส่วนตัวแต่ละห้องแคบๆเล็กเหมาะสำหรับอยู่คนเดียว เครื่องใช้ในห้องพัก มีเตียง ผ้าห่มนอน เสื่อ ผ้าคลุมเตียง ภคินีคณะ คาร์เมไลท์ไม่นอนฟูก นอนบนเสื่อ เพื่อทรมานกาย ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยอนุโลมได้ เพราะพระธรรมวินัยบอกว่าให้เอาใจใส่พยาบาลและดูแลเป็นพิเศษ ต่อจากนั้นก็มีตู้เล็กๆไว้ใส่พระคัมภีร์ หนังสือเสริมศรัทธา และกล่องงานฝีมือ  ไม่มีพัดลมใช้ หากเป็นฤดูร้อน ถือเป็นการทรมานกายและพลีกรรม ได้อย่างหนึ่ง

<<:การพักผ่อนหย่อนใจ: >>

ในแต่ละวันก็จะมีชั่วโมงหย่อนใจ ภคินีก็จะทำงานเย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ดอกไม้แห้ง ทำเสื้อมิสซาของบาทหลวง ทำพวกเครื่องบูชาในศาสนพิธี ตามที่โบสถ์ต่างๆว่าจ้างให้ทำ บางอารามก็จำหน่ายแก่คนภายนอกด้วย ซึ่งจะได้เป็นค่าใช้จ่ายในอาราม

ทั้งนี้ภคินีจะไม่ทำ พวกเครื่องหอม เสื้อเด็ก หรือการฝีมือที่ทำให้เกิด กิเลสในทางโลก อันจะทำให้จิตใจฟุ้งซ่านไม่สงบ

ในช่วงเย็นของการหย่อนใจ ภคินีมักจะเดินเล่น พูดคุย หรืออกกำลังกายร่วมกัน นอกจากนี้ในอารามยังมีเครื่องดนตรี เช่นอิเล็กโทน เม้าท์ออร์แกน กีต้าร์ สำหรับภคินีเล่นเพื่อเพลิดเพลินและผ่อนคลาย นานๆครั้งก็จะมีการหย่อนใจพิเศษด้วยการชมภาพยนต์ที่ดี ฟังดนตรีที่ดี และจะมีการแสดงสนุกสนานเพลิดเพลินกันภายใน
ถึงแม้ชีวิตจะเคร่งครัด เน้นชีวิตโดดเดี่ยว แต่ชีวิตของภคินีคาร์เมไลท์ ก็จะเน้นชีวิตส่วนรวม หรือหมู่คณะ เน้นพื้นฐานความรักฉันพี่-น้องในหมู่คณะ และมีความเบิกบานในการอยู่ร่วมกัน มีความสุภาพ การรับใช้และช่วยเหลือกันและกันด้วยความจริงใจตามบัญญัติรักที่พระคริสต์เจ้าทรงมอบไว้

4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / คณะคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้า - ชาย และ หญิŧ เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 11:06:21 AM
 ฮืม เจ๋ง
                                                                                           คณะคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้า - ชาย และ หญิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Update 20 เมษายน  2015

                                                                    http://www.thaicatholicsingles.com/index.php?action=post;board=2.0

       ใน Facebook  ที่พระสังฆราช พระสงฆ์และบรรดานักบวชชายหญิง ชอบเข้าไปพูดคุยสนทนากัน และ บางครั้ง นำเอาข้อมูลบางอย่างลงเสนอให้ผู้อ่านได้ทราบ  ซึ่งหลายครั้งปรากฎว่า  น่าจะเป็นข้อมูลที่ยังไม่มีการกลั่นกรองความถูกต้องมากนัก  ทำให้เกิดข้อสงสัยกันในระหว่างผู้เข้าสนทนาและรับทราบหลายๆเรื่อง  มีความไม่ชอบมาพากลในความถูกต้องและความเป็นจริง  รวมทั้งข้อคำสอนของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกหลายประการ  จึงคิดกันว่า  ่น่าจะมีการค้นหาความจริงและความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้เกิดความแน่ใจก่อน  จึงนำเสนอลงใน Facebook ที่ยังไม่สามารถหาคนรับรองได้ว่า  ข้อมูลที่คาทอลิกนำเสนอแลกเปลี่ยนเป็นความรู้นั้น  จริงๆแล้วมีการรับรองจากคณะกรรมการชุดใด ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย หรือ ให้เกิดเรื่องก่อน แล้วจึงนำมาพิจารณากัน  อย่างเช่นกรณีคณะซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน ในประเทศไทย  ที่อาศรมอุบลราชธานีมีปัญหา  ถูกสันตะสำนักตั้งคณะกรรมการพิจารณาไล่ออกทั้งหมด จะเอาอย่างนั้นหรือ  ถ้าเช่นนั้น  อาศรมนักพรตมาเซอร์ (ชีลับ) แห่งอารามคาร์แมล์ ซึ่งก็สังกัดสันตะสำนักเช่นกัน  มีอภิสิทธิ์ขั้นใดหรือ  จึงสามารถปฏิบัติตนเหมือนไม่ใช่นักพรตใน Facebook  ที่ยกมาเป็นตัวอย่างขณะนี้  กรณีนี้ผู้ใดรับผิดชอบ - ครับ?

       อย่างไรก็ดี  ต้องแสดงข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาเซอร์คาร์แมลอาศรมถนนคอนแวนต์ กรุงเทพฯ เพื่อการพิจารณาของพวกเราก่อน  แล้วค่อยลงความเห็นว่าอะไรคืออะไรจะดีกว่านะ -ครับ

      คณะภราดาไม่สวมรองเท้าแห่งพระนางมารีย์พรหมจารีแห่งภูเขาคาร์แมล (ละติน: Ordo Fratrum Discalceatorum Beatissimae Mariae Virginis de Monte Carmelo: อังกฤษ: Order of Discalced Brothers of the Blessed Virgin Mary of Mount Carmel) เรียกโดยย่อว่าคณะคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้า[1] (Order of Discalced Carmelites) เป็นคณะนักบวชภิกขาจารในคริสตจักรโรมันคาทอลิก ซึ่งแยกตัวออกมาจากคณะคาร์เมไลท์เดิม โดยมีนักบุญเตเรซาแห่งอาบีลาและนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขนร่วมกันดำเนินการปฏิรูป นักบุญที่มีชื่อเสียงอีกองค์ในคณะนี้คือนักบุญเตแรซแห่งลีซีเยอ

      ประวัติ

เมื่อคณะคาร์เมไลท์แพร่หลายทั่วทวีปยุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ นักบวชคาร์เมไลท์ทั้งชายและหญิงเริ่มไม่เคร่งครัดในวินัย จนถึงศตวรรษที่ 16 ได้เกิดกระแสเรียกร้องการปฏิรูปคณะนักบวชต่าง ๆ ให้เคร่งครัดในวินัยมากขึ้น ภายในคณะภคินีคาร์เมไลท์ก็มีภคินีเตเรซาแห่งอาบีลาดำเนินการปฏิรูปก่อนแล้ว โดยท่านได้ร่างแผนการปฏิรูปตั้งแต่ ค.ศ. 1563 ให้นักบวชคาร์เมไลท์หันกลับไปรักษาวินัยดั้งเดิมของคณะอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการผ่อนปรน

ในปี ค.ศ. 1567 ท่านได้รับอนุญาตจากอัคราธิการคณะคาร์เมไลท์ให้ตั้งอารามใหม่สำหรับการปฏิรูป ภายในช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1567 จนถึง 1571 จึงตั้งอารามที่เมืองเมดีนา เดล กัมโป, วายาโดลิด, โตเลโด, ปัสตรานา, ซาลามังกา, และอัลบา เด ตอร์เมส

นอกจากนี้ ท่านยังได้ชักชวนภราดายอห์นแห่งนักบุญมัทธีอัส (ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน) ซึ่งขณะนั้นอายุได้เพียง 25 ปีให้ทำการปฏิรูปคณะ ภราดายอห์นตอบตกลง ในฤดูร้อนปีต่อมา ภคินีเตเรซาได้ส่งภราดายอห์นไปสร้างอารามคณะคาร์เมไลท์ปฏิรูปที่ดูรูเอโย (Duruello) ซึ่งถือว่าเป็นอารามแห่งแรกของคณะภราดาคาร์เมไลท์ปฏิรูป[2]

วัตรปฏิบัติของคณะคาร์เมไลท์กลุ่มนี้เคร่งครัดมาก เน้นการอธิษฐาน ใช้ชีวิตแบบยากจน สันโดษ เดินด้วยเท้าเปล่า ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า คณะคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้า (Order of Discalced Carmelites)[2]

เมื่อตั้งอารามแล้ว ปรากฏว่ามีภราดาสนใจเข้าร่วมการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องทำให้คณะปฏิรูปเริ่มขยายตัว และเกิดการต่อต้านอย่างหนักจากภราดาที่ต้องการผ่อนปรนวินัย อย่างไรก็ตาม คณะคาร์เมไลท์ปฏิรูปก็ได้รับอนุมัติจากสันตะสำนักให้มีสิทธิ์ในการปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์ไม่ต้องขึ้นกับคณะคาร์เมไลท์เดิม ในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1593[2]

คณะคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้าในประเทศไทย

คณะคาร์เมไลท์ในประเทศไทยปัจจุบันยังมีเพียงที่เป็นคณะนักบวชอารามิกหญิง ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ภคินีไม่สวมรองเท้าคณะพระนางพรหมจารีมารีแห่งภูเขาคาร์แมล (The discalced nuns of the order of the Blessed Virgin Mary of Mount Carmel)[3] ส่วนคณะภราดายังไม่ได้จัดตั้งเนื่องจากนักบวชชายยังมีไม่เพียงพอ[4]

คณะคาร์เมไลท์ได้เข้ามายังประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2468 (ค.ศ.1925) โดยภคินีได้เข้ามาก่อตั้งอารามคาร์แมลที่กรุงเทพ ถนนคอนแวนต์ สีลม ปัจจุบันอารามของภคินีคาร์เมไลท์ในประเทศไทยมีอยู่ 4 แห่ง คือ กรุงเทพฯ นครปฐม จันทบุรี และนครสวรรค์

อ้างอิง

 คาร์เมไลท์ ชีวิตภาวนา และพลีกรรม, มิสซังคาทอลิกกรุงเทพฯ. เรียกข้อมูลวันที่ 1 ก.ย. พ.ศ. 2554
: 2.0 2.1 2.2 ยอห์นแห่งไม้กางเขน, ขึ้นภูเขาคาร์เมล, อารามคาร์แมล จันทบุรี, 2541, หน้า หน้า xiii - xxxi
 ภคินีไม่สวมรองเท้าคณะพระนางพรหมจารีมารีแห่งภูเขาคาร์แมล. มิสซังคาทอลิกกรุงเทพฯ. เรียกข้อมูลวันที่ 10 ต.ค. พ.ศ. 2553.
 คาร์เมไลท์ ชีวิตภาวนา และพลีกรรม. มิสซังคาทอลิกกรุงเทพฯ. เรียกข้อมูลวันที่ 10 ต.ค. พ.ศ. 2553

แหล่งข้อมูลอื่น

ประวัติความเป็นมาภคินีไม่สวมรองเท้าคณะพระนางพรหมจารีแห่งภูเขาคาร์แมล 
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โหดไม่เลิก! 'ไอซิส' แพร่คลิปยิงหัว-ตัดคอชาวเอธิโอเปีย 30 ราย เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 09:08:19 AM
 ฮืม เจ๋ง
                                                                                โหดไม่เลิก! 'ไอซิส' แพร่คลิปยิงหัว-ตัดคอชาวเอธิโอเปีย 30 ราย

โดย ไทยรัฐออนไลน์
19 เม.ย. 2558 23:43

                                                                                 http://www.thairath.co.th/content/493890

                                                                          นักรบไอซิสชุดดำในคลิปวิดีโอล่าสุดซึ่งเผยแพร่เมื่อ 19 เม.ย. (ภาพ: AP)

กลุ่มไอซิสแพร่คลิปวิดีโอใหม่ เผยภาพการประหารชาวเอธิโอเปียผู้นับถือศาสนาคริสต์ 2 กลุ่มรวมกว่า 30 คน ถือเป็นคลิปวิดีโอการสังหารโหดตัวประกันครั้งล่าสุดของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) เผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพการสังหารโหดตัวประกันชาวเอธิโอเปียผู้นับถือศาสตร์คริสต์จำนวนกว่า 30 ราย โดยเชื่อว่าผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกโบสถ์คริสต์นิกายคอปติกของชาวเอธิโอเปียนในประเทศลิเบีย ซึ่งถูกกลุ่มติดอาวุธแนวร่วมกลุ่มไอซิสบุกยึดเมื่อไม่นานมานี้

ภาพจากคลิปวิดิโอล่าสุดซึ่งเผยแพร่เมื่อ 19 เม.ย. นักรบไอซิสพาตัวชาวเอธิโอเปียไปสังหารที่ชายหาดแห่งหนึ่ง (ภาพ: AP)
คลิปวิดีโอล่าสุดมีความยาว 29 นาที พร้อมติดธงสัญลักษณ์ของกลุ่มไอซิส แสดงให้เห็นภาพการสังหารชาวเอธิโอเปีย 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งถูกฆ่าตัดคอบริเวณชายหาด ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะ ณ ทะเลทรายแห่งหนึ่ง นักรบสวมหน้ากากในคลิปวิดีโอยังขู่ฆ่าชาวคริสต์หากไม่ยอมเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม หรือจ่ายภาษีพิเศษให้แก่พวกเขา

ทั้งนี้ กลุ่มไอซิสควบคุมพื้นที่ขนาดใหญ่ในประเทศอิรักและซีเรีย และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มติดอาวุธทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ ซึ่งรวมถึงกลุ่มติดอาวุธในลิเบียด้วย และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กลุ่มไอซิสได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการสังหารโหดตัวประกันหลายต่อหลายคลิป เรียกเสียงประณามอย่างรุนแรงจากทั่วโลก
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ฮือฮา! พบประกาศรับสมัครงานของกลุ่มไอเอสโผล่โลกออนไลน์ เมื่อ: เมษายน 13, 2015, 06:29:25 AM
 ฮืม เจ๋ง
                                                                                     ฮือฮา! พบประกาศรับสมัครงานของกลุ่มไอเอสโผล่โลกออนไลน์
                                                                                            ชี้ต้องการ “เพื่อนร่วมงาน” อื้อ รวมถึง “คนทำระเบิด”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
13 เมษายน 2558 03:22 น.

                                                               http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000042560

       เอเจนซีส์-สื่อดังเมืองผู้ดี “ดิ อินดีเพนเดนท์” รายงาน พบ“ประกาศรับสมัครงาน”ของกลุ่มนักรบรัฐอิสลาม(Islamic State : IS) ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ มีเนื้อหาระบุ ทางกลุ่มไอเอสต้องการรับสมัครบุคลากรอื้อในหลากหลายตำแหน่งทั้งอาจารย์สอนหนังสือ ครูสอนฟิตเนสส์ ผู้ประกาศข่าว รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญในการ “ผลิตระเบิด”
       
       รายงานข่าวระบุว่า ประกาศรับสมัครงานดังกล่าวถูกเขียนขึ้นโดย “อาบู ซา-อีด อัล-บริตานี” สมาชิกชาวอังกฤษของกลุ่มไอเอสในซีเรีย โดยประกาศรับสมัครงานที่ว่านี้มีเนื้อหาระบุว่า ขณะนี้ทางกลุ่มไอเอสกำลังมองหา “เพื่อนร่วมงาน” ทั้งในตำแหน่งอาจารย์ ฟิตเนสส์โค้ช ผู้ประกาศข่าว โฆษก พ่อครัว ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ ตำรวจ รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญในการทำวัตถุระเบิด
       
       อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวมิได้กล่าวถึง “ค่าตอบแทน” หรือ “เงินเดือน” ที่ทางกลุ่มไอเอส จะจ่ายให้กับบุคลากรในตำแหน่งต่างๆที่ประกาศรับสมัครเอาไว้ว่ามากน้อยเพียงใด มีเพียงการระบุถึงคุณสมบัติสำคัญของผู้สมัครในตำแหน่งต่างๆว่า นอกจากจะต้องมีความเชี่ยวชาญในสายงานของตนแล้ว ยังจะต้องมี “ศรัทธาแรงกล้า”ในศาสนาอิสลามอีกด้วย
       
       ทั้งนี้ มีรายงานว่า แหล่งรายได้สำคัญของกลุ่มไอเอสมาจากการ “ค้าน้ำมันเถื่อน” ที่ได้จากบ่อน้ำมันในพื้นที่ยึดครองของไอเอสในอิรักและซีเรีย รวมถึง รายได้จากการ “ค้าอวัยวะ” ที่ได้จากเหล่าตัวประกันและนักโทษที่ถูกกลุ่มไอเอสสังหาร
       
       ก่อนหน้านี้ สื่อดังของอังกฤษอีกฉบับอย่างเดลีเมล์รายงานว่า กลุ่มไอเอสเพิ่งทำการประหารชีวิตแพทย์จำนวน 10 คนด้วยการจ่อยิงที่ศีรษะเนื่องจากปฏิเสธที่จะทำการรักษานักรบของไอเอสที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ทำให้มีการประเมินว่าบุคลากรทางการแพทย์ อาจเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งงานที่กลุ่มไอเอสอาจกำลังขาดแคลน
       
 
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / หัวหน้าฝ่ายการเงินวาติกันรายงานเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์อยู่ในสินทรัพย์ซ่อนเร้น เมื่อ: เมษายน 13, 2015, 06:20:15 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                     หัวหน้าฝ่ายการเงินวาติกันรายงานเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์อยู่ในสินทรัพย์ซ่อนเร้น   
                                                                              Vatican’s finance czar reports $1.5 billion in hidden assets

                                              http://www.cruxnow.com/church/2015/02/13/vaticans-finance-czar-reports-1-5-billion-in-hidden-assets/

 @JohnLAllenJr
John L. Allen Jr., associate editor, specializes in coverage of the Vatican. FULL BIO
More John L. Allen Jr. stories
Update  April 12, 2015

      Australian Cardinal George Pell, the Vatican's secretary for the economy, said the Vatican has more than $1.5 billion in assets it didn’t previously know it possessed. (CNS photo/Paul Haring) 

พระคาร์ดินัลออสเตรเลียน จอร์จ เพลล์ ผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการว่าด้วยเศรษฐกิจของวาติกัน กล่าวว่า วาติกันมีมากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ที่เป็นมูลค่าสินทรัพย์ที่ตนมีแต่มิได้ทราบว่าตนเป็นเจ้าของครอบครอง

By John L. Allen Jr.  เรื่องโดย  ยอห์น แอล. อัลเลน จูเนียร์ Associate editor February 13, 2015                                                                                                                                      ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว  13  กุมภาพันธ์ 2015

ROME — Pope Francis’ finance czar today informed fellow members of the College of Cardinals that the Vatican has more than $1.5 billion in assets it didn’t previously know it possessed, although that potential windfall has to be balanced against a projected deficit of almost $1 billion in its pension fund.    The discoveries mean that the Vatican’s total assets rise to more than $3 billion, roughly one-third more than previously reported.     The cardinals were also informed that the Vatican’s real estate holdings may be undervalued by a factor of four, meaning that the overall financial health of the Vatican may be considerably rosier than was previously believed.

โรม –วันนี้  ผู้นำสูงสุดทางการเงินของพระสันตะปาปาฟรังซิสได้แจ้งบรรดาสมาชิกคณะพระคาร์ดินัลว่า วาติกันมีสินทรพย์มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ที่ไม่ทราบมาก่อนว่าตนครอบครอง  แม้ลาภที่ได้มาโดยมิได้หวังทรงพลังนั้นต้องมาดุลกับการขาดดุลที่จะเกิดขึ้นเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ในกองทุนค่าใช้จ่าย   การค้นพบเหล่านี้หมายความว่า สินทรัพย์ทั้งสิ้นของวาติกันสูงขึ้นเป็นมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์  คิดคร่าวๆเป็นหนึ่งส่วนสามมากกว่าที่มีรายงานก่อนนั้น   บรรดาคาร์ดินัลยังได้รับทราบว่าสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ของวาติกันอาจถูกประเมินต่ำสี่เปอร์เซ็นต์  ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ทางการเงินทั้งสิ้นของวาติกัน อาจจะงดงามกว่าที่เชื่อกันก่อนนั้น.

The disclosures at the closed-door meeting by Australian Cardinal George Pell, installed as secretary for the economy a year ago, was part of a wide-ranging overview of efforts at financial reform under Francis presented today to cardinals from around the world.    “We’re sound,” Pell said of the Vatican’s financial condition. “We’re muddled, it’s been muddled, there’s been inadequate information, but we’re far from broke.”    Pell spoke in an exclusive interview with Crux from his Vatican office.  In a speech to cardinals on Friday who were meeting in Rome ahead of a Saturday ceremony in which Pope Francis will create 20 new Princes of the Church, Pell said the Vatican’s total assets include some $500 million in various accounts that were purposefully excluded from an overall 2013 balance sheet, as well as $1 billion in assets that should have been included in that report but weren’t.

การเปิดเผยในการประชุมลับโดยพระคาร์ดินัล จอร์จ เพลล์แห่งออสเตรเลีย  ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการฝ่ายเศรษฐกิจหนึ่งปีมาแล้ว  เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนที่มีขอบข่ายกว้างขวางในการฟื้นฟูทางการเงินภายใต้ฟรังซิสที่เสนอให้เห็นวันนี้ แก่บรรดาคาร์ดินัลจากทั่วโลก  “ เราสบายใจ “ ท่านเพลล์กล่าวถึงสถานะทางการเงินของวาติกัน   “ เรากำลังยุ่งเหยิง  มันยุ่งจริงๆ  มีข้อมูลที่ไม่พอเพียง  แต่เรามิได้ใกล้จะถังแตกนะ “  เพลล์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ คลุ๊คซ์จากที่ทำงานวาติกันของเขา  ในการแถลงเมื่อวันศุกร์ต่อบรรดาพระคาร์ดินัลที่มาประชุมกันในกรุงโรม ก่อนพิธีวันเสาร์ที่พระสันตะปาปาฟรังซิสจะแต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่ 20 องค์  เพลล์กล่าวว่า สินทรัพย์ทั้งสิ้นของวาติกันรวมบัญชีต่างๆอีก 500 ล้านดอลลาร์ ได้ถูกกันออกไปตามวัตถุประสงค์จากงบดุลบัญชีปี 2013  เช่นเดียวกับสินทรัพย์อีก 1 พันล้านดอลลาร์ที่ควรจะนำมารวมในรายงานแต่มิได้ปฏิบัติ.

Pell stressed the discrepancies were not the result of illegal activity, but an overly compartmentalized and unwieldy reporting system that allowed significant pockets of assets to go undetected. He styled Friday’s revelations as a major step forward for transparency.“This is the first time we’ve had a comprehensive and, we believe, accurate picture about what’s going on economically,” Pell said.

เพลล์ได้ย้ำว่าความขัดแย้งไม่ตรงกันไม่ใช่ผลของกิจกรรมผิดกฎหมาย  แต่ ระบบรายงานที่เชื่องช้าอุ้ยอ้ายและแยกเป็นส่วนต่างๆ ที่อนุญาตให้มีการนำสินทรัพย์ไปโดยไม่ถูกตรวจสอบอย่างมีความหมาย  ท่านได้แสดงการเปิดเผยในวันศุกร์ประหนึ่งก้าวสำคัญเพื่อความโปร่งใส  “  นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเรามีภาพที่ชัดเจนเข้าใจได้ และเราเชื่อว่าแม่นยำเกี่ยวกับอะไรๆที่กำลังเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ “
He said the clean-up effort on finances drew “massive support” from the cardinals gathered in Rome.  On other matters, Pell conceded that his clean-up operation stirred “enthusiastic opposition” earlier in the process, especially from some of the Vatican’s other traditional centers of power such as the Secretariat of State, but said much of that has dimmed. “There was a bit of a dream world that this wouldn’t really take off, that after some huffing and puffing the world would return to way it was,” he said.

พระคาร์ดินัลกล่าวว่าความพยายามที่จะทำความสะอาดทางการเงิน ได้ดึงเอา “ การสนับสนุนก้อนมหึมา” จากบรรดาพระคาร์ดินัลที่ร่วมชุมนุมในกรุงโรม  ในเรื่องอื่นๆ  เพลล์ยินยอมว่าปฏิบัติการชำระล้างของเขาได้กวนให้เกิด “ การต่อต้านอย่างกระตือรือร้น”  เมื่อเริ่มกระบวนการ  เป็นต้นจากบางกลุ่มของศูนย์แห่งอำนาจดั้งเดิมของวาติกัน เช่น สำนักเลขาธิการแห่งรัฐ  แต่ ที่กล่าวกันมากได้จางลง  “ มีส่วนที่โลกฝันเล็กๆที่เรื่องนี้มิได้ดำเนินไปจริง และว่ากันว่า หลังจากมีการน้อยอกน้อยใจและพ่นควันเป็นพักๆ โลกคงจะกลับมาสู่ทางที่มันเคยเป็น “ คาร์ดินัลกล่าว.

                                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                                      E  Pluribus  Unum

                                                                                                       Alan  Petervich

 

 
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สรรพคุณหลายหลาก ทั้งราก ดอก ใบ “มะลิ” ดอกไม้รักษาโรค เมื่อ: เมษายน 11, 2015, 07:45:11 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                   สรรพคุณหลายหลาก ทั้งราก ดอก ใบ “มะลิ” ดอกไม้รักษาโรค

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
10 เมษายน 2558 09:57 น.

                              http://www.manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx?NewsID=9580000041288

       นอกจากเป็นดอกไม้ตัวแทนความบริสุทธิ์ผุดผ่องสัญลักษณ์ความรักใน “วันแม่” และใช้สื่อแทนความหมายถึง การเคารพบูชา การขอขมา หรือการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ฯลฯ ที่มักนิยมใช้ในช่วงประเพณีวันสงกรานต์เทศกาลปีใหม่ไทยแล้ว

สรรพคุณหลายหลาก ทั้งราก ดอก ใบ “มะลิ” ดอกไม้รักษาโรค
ภาพประกอบ www.ryt9.com และ www.trueplookpanya.com

        รู้หรือไม่ว่า... “ดอกมะลิ” นั้นยังมีคุณประโยชน์อีกนานัปการ ซึ่งในตำรายาไทยจัดให้อยู่ในพิกัดเกสรทั้ง 5 (เบญจเกสร) พิกัดเกสรทั้ง7(สัตตเกสร) และพิกัดเกสรทั้ง9 (เนาวเกสร) และนอกจากนี้ในส่วนของ "ใบ" และ "ราก" ก็ยังมีสรรพคุณทางยาสามารรักษาบำบัดอาการบาดเจ็บได้เหมือนกันอีกด้วย
       
       ได้ยินอย่างนี้แล้ว เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า “ดอกมะลิ” ที่เราใช้ลอยบนผิวน้ำอบน้ำหอมไปกราบรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย บุคคลอันเป็นที่รัก มีคุณประโยชน์ประการใดบ้าง 

       กล่าวคือ “ดอก” ของมะลินั้น นอกจากความหอมชื่นที่ช่วยทำให้จิตใจสงบและรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่งทุกครั้งที่ได้กลิ่น คนโบราณนิยมนำดอกมะลิมาลอยในขันน้ำหรือใส่ในขนมของหวานรับประทานนั้น เพราะนอกจากจะช่วยให้สดชื่นแล้วหากเรานำดอกมะลิมาต้มดื่มในน้ำร้อน ดอกมะลิยังมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด ทำให้กระชุ่มกระชวย แก้โรคบิด อาการปวดท้อง บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต โดยวิธีการคือนำดอกมะลิ 1กำมือ หรือ 1.5 - 3กรัม ต้มให้พอเดือดดื่ม เช้า-เย็น และน้ำที่ต้มดอกมะลิจนเดือดยังสามารถนำมาล้างตาแก้เยื่อตาขาวอักเสบ อาการตาแดง เจ็บตา ได้อีกด้วย
       
        หรือหากนำดอกมะลิสดมาตำให้ละเอียดยังสามารถรักษาแผลผุผอง แผลเรื้อรัง ฝีหนอง ผดผื่นคัน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย หยุดการหลั่งของน้ำนม ถ้านำมาพอกบริเวณขมับสามารถช่วยแก้อาการปวดหัว บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หรือจะผสมใส่พิมเสน ใช้สุมหัวเด็กแก้ไข้หวัด แก้ตัวร้อนเป็นอย่างดี

สรรพคุณหลายหลาก ทั้งราก ดอก ใบ “มะลิ” ดอกไม้รักษาโรค
ภาพประกอบ www.indycheese.blogspot.com

        แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรต้องมั่นใจว่า “ดอกมะลิ” นั้นผ่านการล้างสะอาดเรียบร้อยและปราศจากสารเคมียาฆ่าแมลง เช่นเดียวกับ “ใบ” ที่มีสรรพคุณตัวยาคล้ายๆ ส่วนของ “ดอก” คือ สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย โดยการต้มด้วยใบสด 3 - 6 กรัม รับประทาน เช้า-เย็น นอกจากนี้ยังช่วยขับน้ำนมสตรี บำรุงสายตา และหากนำมาตำให้ละเอียดละลายกับน้ำปูนใส หรือน้ำมันมะพร้าว นำไปรนไฟ ใช้แต้มรักษาอาการฝีพุพอง แก้โรคผิวหนังเรื้อรัง ฟกช้ำ สมานแผลสด ลบรอยแผลเป็น ให้หายไวขึ้น
       
        สุดท้ายในส่วนของ “ราก” มะลิ หากนำรากแห้งมาฝนหรือต้มในปริมาณ 1 - 1.5 กรัม กับน้ำร้อนรับประทาน จะช่วยแก้อาการฟกช้ำ นอนไม่หลับ เคล็ดขัดยอก โรคเลือดออกตามไรฟัน รักษาหลอดลมอักเสบ ช่วยขับประจำเดือน ใช้เป็นยาแก้โรคเกี่ยวกับทรวงอก แก้หอบหืด แก้ปวดศีรษะ หรือหากนำมาตำให้ละเอียดผสมกับสุราจนร้อน สามารถช่วยแก้อาการปวดฟัน หรือนำไปพอกบริเวณฟกช้ำหรือเคล็ดขัดยอก บรรเทาอาการเจ็บได้เช่นเดียวกัน

        ข้อมูลบางส่วนจาก www.gotoknow.org และ www.frynn.com

        6 ผลไม้ไทย สุดยอดสรรพคุณ

        แม้ว่าเมืองไทยจะมีผลไม้มากกว่า 70 - 80 ชนิด คอยหมุนเวียนให้ทานตลอดปี ก็ยังมีรายงานพบว่า คนไทยทานผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ดี แต่วันนี้ เมื่อทุกคนได้รู้จักสรรพคุณอันแสนสุดยอดของผลไม้ไทยกันแล้ว เชื่อแน่ว่าจะต้องหันกลับมาทานผลไม้ไทยกันมากขึ้นแน่นอน

          http://www.manager.co.th/GoodHealth/ViewNews.aspx?NewsID=9580000039187

       ขอบคุณข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่มนษยชาติ จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - ครับ.
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / วันสงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของประเทศไทย คาทอลิกร่วมฉลองได้หรือไม่? เมื่อ: เมษายน 11, 2015, 05:11:19 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                          วันสงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของประเทศไทย คาทอลิกร่วมฉลองได้หรือไม่?

DMC.tv - Dhamma Media Channel
Alan Petervich Update April 11, 2015

                                http://www.dmc.tv/pages/scoop/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C.html

       ประเพณีวันสงกรานต์ มีมานานแล้วในประเทศไทย  คือถือว่าวันสงกรานต์คือวันขึ้นปีใหม่ของชาวสยามดั้งเดิม  และแม้จะเนิ่นนานเท่าใดก็มิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด น่าสังเกตุว่า ชาวคริสต์เป็นต้นคาทอลิกนั้น  เนื่องจากไม่มีคำอธิบายความควรไม่ควรหรือไม่ทราบแน่นอนว่า  เพราะเป็นวันขึ้นปีใหม่  คงสามารถเข้าร่วมฉลองได้เต็มที่   แต่ ถ้าทราบประวัติและความหมายของ" วันสงกรานต์ " จริงๆแล้ว  น่าจะพิจารณาว่า  ชาวคริสต์สามารถเข้าร่วมพิธีฉลองวันสงกรานต์ได้หรือไม่นั้น  คงตอบได้เต็มที่ว่า  คงไม่ได้กระมังหากทราบถึงข้อเท็จจริงที่เรานำมาเสนอต่อไปนี้ - ครับ

                                                         วันสงกรานต์ 2558 ประเพณีวันสงกรานต์ ประวัติความเป็นมาวันสงกรานต์


วันสงกรานต์ ประเพณีไทย
      สงกรานต์ซึ่ง เป็นประเพณีของประเทศไทย  สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึง การผ่าน หรือ การเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี...
      
ประเพณีสงกรานต์ ของไทยที่สืบกันมาอย่างช้านาน
 
        โดยการนับ ระยะเวลาที่เส้นทางของ ดวงอาทิตย์โคจรผ่านกลุ่มดาวฤกษ์จักราศีทั้ง 12 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มดาวราศี เมษ พฤษภ เมถุน กรกฎ สิงห์ กันย์ ตุลย์ พิจิก ธนู มังกร กุมภ์ และ มีน การโคจร ผ่านกลุ่มดาวแต่ละกลุ่ม จะใช้ระยะเวลา ประมาณ 30 วัน เมื่อ ดวงอาทิตย์โคจรผ่าน กลุ่มดาว เหล่านี้ครบทั้ง 12 กลุ่ม ก็จะได้ระยะเวลา 1 ปี พอดี เป็นวิธีการนับเดือนที่ใช้กันใน ประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจาก อินเดียเช่น ไทย พม่า เขมร ลาว เป็นต้น

วันมหาสงกรานต์ 13 เมษายน

     วันที่ 13 เมษายน เป็นวัน"มหาสงกรานต์" หรือ วันเริ่มต้นปีใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นจากช่วงเวลาที่ดวง อาทิตย์โคจรผ่านจากราศีมีนเข้าสู่ ราศีเมษนั้น  โลกโคจรเป็นมุมฉากกับดวงอาทิตย์ จึงมีกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันพอดี วันสงกรานต์เป็นวันทำบุญใหญ่ประจำปี มี 3 วันคือ  วันมหาสงกรานต์หรือวันส่งท้ายปีเก่า (วันที่ 13 เมษายน)  วันกลางหรือวันเนา (วันที่ 14 เมษายน) วันขึ้นปีใหม่ หรือวันเถลิงศก (วันที่ 15 เมษายน)

      หรือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของประเทศไทยและบางประเทศในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ และชาวต่างประเทศจะเรียกว่าเทศกาลนี้ว่า “สงครามน้ำ” สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมาย ถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดของแต่ละปี ซึ่งจะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ
 
ชื่อของนางสงกรานต์
     ชื่อของนางสงกรานต์มี ดังนี้  วันอาทิตย์ ชื่อนางทุงษะเทวี วันจันทร์ชื่อนางโคราคะเทวี วันอังคารชื่อนางรากษสเทวี วันพุธชื่อนางมณฑาเทวี วันพฤหัสชื่อนางกิริณีเทวี วันศุกร์ชื่อนางกิมิทาเทวี วันเสาร์ชื่อนางมโหธรเทวี
 
นาง สงกรานต์ ทั้ง7 ของท้าวกบิลพรหม

ตำนานนางสงกรานต์
 
        บุตรของเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ธรรมบาลกุมาร เป็นผู้ที่รู้ภาษานก เรียนไตรเพทจบ เมื่ออายุเจ็ดขวบ เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง ซึ่งในขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หนึ่งว่า เป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมทราบ จึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ สัญญาไว้ว่า ถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศีรษะบูชา ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ปัญหานั้นว่า
 
        ท้าวกบิลพรหมทรงตรัสถามปัญหา 3 ข้อ
 
ข้อ 1. เช้าราศีอยู่แห่งใด
ข้อ 2. เที่ยงราศีอยู่แห่งใด
ข้อ 3. ค่ำราศีอยู่แห่งใด
 
        ธรรมบาลขอผลัด 7 วัน ครั้นล่วงไปได้ 6 วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้ จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลสองต้น มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น  ครั้น เวลาค่ำนางนกอินทรีจึงถามสามีว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารแห่งใด สามีบอกว่า จะได้กินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย เพราะทายปัญหาไม่ออก นางนกถามว่า ปัญหานั้นอย่างไร  สามีจึงบอกว่า ปัญหาว่าเช้าราศีอยู่แห่งใด เที่ยงราศีอยู่แห่งใด ค่ำราศีอยู่แห่งใด นางนกถามว่า จะแก้อย่างไร สามีบอกว่า เช้าราศีอยู่หน้า  มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีอยู่อก  มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก เวลาค่ำราศีอยู่เท้า  มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า  ครั้นรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมมาถามปัญหา ธรรมบาลกุมารก็แก้ตามที่ได้ยินมา
 
ท้าวกบิลพรหมจึงตรัส เรียกเทพธิดาทั้ง ๗ มาฟัง

         ท้าวกบิลพรหมจึงตรัส เรียกเทพธิดาทั้ง 7 อันเป็นบริจาริกาพระอินทร์มาพร้อมกัน บอกว่า เราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาล ศีรษะของเราถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลก ถ้าจะทิ้งขึ้นบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งไว้ในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง
 
       ธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารับศีรษะ แล้วก็ตัดศีรษะส่งให้ธิดาผู้ใหญ่ นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้ แล้วแห่ทำประทักษิณ รอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที จากนั้นเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฆปถ้ำคันธุลีเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่าง ๆ พระเวสสุกรรมกันฤมิตรแก้วเจ็ดประการชื่อ ภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงนำเอาเถาฉมุลาด ลงมาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้ง แล้วแจกกันสังเวยทุก ๆ พระองค์ ครั้งถึงครบกำหนด 365 วัน โลกสมมติว่า ปีหนึ่งเป็นสงกรานต์นางเทพธิดาเจ็ดองค์ ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหม ออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวโลก ซึ่งลูกสาวทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหมนั้น
 
     เราสมมติเรียกว่า นางสงกรานต์ มีชื่อต่าง ๆ ดังนี้ วันอาทิตย์ ชื่อนางทุงษะเทวี วันจันทร์ชื่อนางโคราคะเทวี วันอังคารชื่อนางรากษสเทวี วันพุธชื่อนางมณฑาเทวี   วันพฤหัสชื่อนางกิริณีเทวี วันศุกร์ชื่อนางกิมิทาเทวี วันเสาร์ชื่อนางมโหธรเทวี
 
 ความหมายวันมหาสงกรานต์ของแต่ละวัน
 
    ถ้าปีใดวันมหาสงกรานต์เป็นวันอาทิตย์ ปีนั้นไร่นาเรือกสวน เผือกมัน มิสู้แพงแล วันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย
 
    วันอังคารและวันเสาร์ เป็นวันมหาสงกรานต์  จะเกิดอันตรายกลางเมือง จะเกิดเพลิงและโจรผู้ร้าย และจะเจ็บ ไข้นักแล วันพุธ เป็นวันมหาสงกรานต์ ว่าท้าวพระยาจะได้เครื่องบรรณาการมาแต่ต่างเมือง แต่จะแพ้ลูกอ่อนนักแล
 
    วันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้ข้าไท พระสงฆ์ราชาคณะจะได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจกันแล
 
    วันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ ข้าวน้ำ ลูกหมากรากไม้ทั้งหลายจะอุดม แต่จะแพ้เด็ก ฝนและพายุชุม จะเจ็บตากันมากนักแล
 
สาดน้ำ เล่นสงกรานต์ของชาวภาคเหนือ
 
ความสำคัญของวันสงกรานต์
 
        พิธีสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติ มาแต่โบราณ  ช่วงวันสงกรานต์จึงเป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน  ที่มีต่อกันทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อส่วนนั้นไป  และ ในความเชื่อดั้งเดิมที่ใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น และขอพรจาก บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย รวมทั้งแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ การสร้างความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ได้แก่ การร่วมกันทำบุญให้ทาน การก่อพระเจดีย์ทรายและเป็น การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การเล่นสาดน้ำเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงร่วมกัน นอกจากนี้ ยังสร้างความรู้สึกผูกพันกลมเกลียวต่อบุคคลในสังคมเดียวกัน  และสร้างความรู้สึกหวงแหนในสาธารณสมบัติของสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยการช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน วัดวาอาราม ตลอดจนอาคารสถานที่สถานที่ต่างๆ
 
        เวลาได้เปลี่ยนไป ผู้คนได้มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ๆ และจะถือเอาวันสงกรานต์เป็นวัน “กลับบ้าน” ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายขอเทศกาล  นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยัง ถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ปัจจุบันนี้เทศกาลสงกรานต์มีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาด เคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น ‘Water Festival’ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นเท่านั้น
 
สงกรานต์ Festival ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย

      ปฏิทินไทยในขณะนี้กำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม ประกาศสงกรานต์อย่างเป็นทางการจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ ซึ่งแต่โบราณมา กำหนดให้วันแรกของเทศกาล เป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า   “วันมหาสงกรานต์” วันถัดมาเรียกว่า “วันเนา” และวันสุดท้าย เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า “วันเถลิงศก” จากหลักการข้างต้นนี้ ทำให้ปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์มักตรงกับวันที่ 14-16 เมษายน (ยกเว้นบางปี เช่น พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่สงกรานต์กลับมาตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน) ซึ่งบางปีก็อาจจะตรงกับวันใดวันหนึ่ง

กิจกรรมในวันมหาสงกรานต์
 
พุทธศาสนิกชนทำบุญ วัน สงกรานต์
พุทธศาสนิกชนใส่บาตรทำบุญใน วันสงกรานต์
 
ทำบุญตักบาตร
    
        วันมหาสงกรานต์ ประชาชนจะลุกขึ้นมาตอนเช้าเพื่อที่จะจัดเตรียมอาหาร ไปตักบาตรถวายพระ พอจัดเตรียมอาหารเสร็จก็จะ บรรจงลงภาชนะมีถ้วยโถโอชามที่สวยงาม แล้วเอาวางเรียงลงในถาด เพื่อนำไปทำบุญตักบาตรและเลี้ยงพระประจำหมู่บ้านของตน  เรื่องการแต่งตัว จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดสวยงามมิดชิดเหมาะแก่การไปวัดของชาวบ้าน
 
ก่อพระเจดีย์ทราย วันสงกรานต์

        ในสมัยก่อนทีเรื่องเล่าขานกันว่าทุกคนเมื่อเข้าวัดมาแล้วเวลาเดินออกจากวัดจะมีเม็ดทรายติดเท้าออกไปด้วยเพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการเติมเต็มจึงมีการขนทรายเข้าวัดหรือการก่อพระเจดีย์ทรายนั้นเองแต่ถึงอย่างไรแล้วการก่อพระเจดีย์ทรายก็เป็นเพียงกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมกันทำเพราะตอนเย็นๆชาวบ้านก็จะพากันไปที่ท่าน้ำแล้วขนทรายกันมาคนละถังเพื่อนำทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์นั่นถือว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่จะให้ชาวบ้านมีความสามัคคีกรมเกลียวเพราะเมื่อขนทรายเข้าวัดแล้วทรายก็จะล้นวัดพระสงฆ์ก็จะนำทรายที่ชาวบ้านขนมานำไปคืนสู่แม่น้ำดังเดิมเพราะไม่รู้จะเก็บไว้ทำอะไรเพราะฉะนั้นแล้วเวลาขนทรายเข้าวัดควรจะขนเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นพอเพราะจะสร้างความลำบากให้พระเณรในภายหลัง

ร่วมใจปล่อยนก วันสงกรานต์
พุทธศาสนิกชนร่วมใจปล่อยนก วันสงกรานต์
 
ปล่อยนกปล่อยปลา
          
         การปล่อยนกปล่อยปลาในวันมหาสงกรานต์ถือว่าทำกันอาจจะเป็นประเพณีเลยทีเดียวเพราะนั่นถือว่าเมื่อเข้าวัดมาแล้วก็ต้องทำบุญโดยการปล่อยนกปล่อยปลาถ้าถือตามความเชื่อแล้วอานิสงส์ในการปล่อยนกปล่อยปลาถือว่ามีมากเลยทีเดียวแล้วแต่ใครจะอธิฐานแบบไหนเพราะการให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์ที่ถูกจับมาทรมานถือว่าได้บุญมากเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยถ้าถึงวันสงกรานต์จะเห็นประชาชนปล่อยนกปล่อยปลา

 สงน้ำพระ วันสงกรานต์
พุทธศาสนิกชนร่วมใจสรงน้ำพระ วันสงกรานต์
 
สรงน้ำ รดน้ำ และสาดน้ำ
      
        การสรงน้ำพระพุทธรูป มีดอกไม้ ธูปเทียน ไปบูชา แล้วเอาน้ำอบไปประพรมที่องค์พระ ทำเป็นสังเขปพอเป็นพิธีว่าได้แสดงความเคารพบูชาและสรงน้ำท่านในวันขึ้นปีใหม่แล้ว เมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปมา ก็มีการแห่แหนกันอย่างสนุกสนาน สรงน้ำพระพุทธรูปแล้วก็มีการสรงน้ำพระสงฆ์ โดยมากมักเป็นสมภารเจ้าวัดเป็นการสรงน้ำจริงๆ สรงเสร็จครองไตรจีวรใหม่ที่อุบาสกอุบาสิกานำมาถวาย ท่านก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์อำนวยพรปีใหม่ให้แก่ผู้ที่ไปสรงน้ำ นอกจากนี้ยังมีการ รดน้ำญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ เพื่อขอศีลขอพรตามประเพณี
  
ร่ม ฉัตร วันสงกรานต์

คริสตชนคาทอลิกร่วมพิธีทางศาสนาวันสงกรานต์ได้หรือไม่ ? ( คือ อยากออกไปเล่นสาดน้ำตามท้องถนนให้ชื่นฉ่ำกับเขาเท่านั้นนะ -ครับ ! )

       เมื่อพิจารณาจากประวัติ ความหมายและวัตถุประสงค์ของการมีวันสงกรานต์นี้แล้ว  เนื่องจากเป็นวันที่เกิดขึ้นโดยกำหนดสาเหตุจากเรื่องราวทางความเชื่อที่มิได้อยู่บนประเพณีปฏิบัติ  แต่เป็นไปตามการคำนวณที่อิงความเชื่อถือทางคตินิยมทางสังคม มากกว่าทางศาสนา  เรามีวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินเกรกอเรียนซึ่งคาทอลิกนำมาใช้    คือ วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี  จึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปฉลองปีใหม่ใดอีก  นี่คือความจริง  แต่ หาก อยากร่วมสังสรรกับเพื่อนฝูงในการพรมน้ำ(เสก) อวยพรผู้สูงอายุ หรือพระเจ้าพระสงฆ์ ก็น่าจะไม่ใช่ความผิดถึงขั้น Magnum Delictum    ( แปลไม่ออก ถามบาทหลวงหรือคุณพ่อเจ้าวัดดูก็ได้ครับ )  คงไม่ต้องถึงขั้นเป็นความผิดร้ายแรงจนต้องไปสารภาพบาปกระมัง - ครับ

       แต่ยังไงๆก็ไม่น่าดูเท่าไรนะครับ  ในการจัดพิธีรดน้ำผู้สูงอายุและเป็นต้นพระสงฆ์ - ่ท่านบาทหลวง หน้าพระแท่น -ครับ  มันคนละเรื่องมิใช่หรือ ?  เพื่ออะไร ?!!
 

 
******************************************
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / บรรยากาศพิธีมิสซาวันปาสกาที่วาติกัน 2015-04-05 เมื่อ: เมษายน 10, 2015, 05:45:45 PM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                       บรรยากาศพิธีมิสซาวันปาสกาที่วาติกัน 2015-04-05
                                                                            Easter Mass - 2015.04.05

Streamed live on Apr 5, 2015
Starts at 10:15 am - The Holy Father presides over the Holy Mass of Easter Day

                                                     https://www.youtube.com/watch?v=lP284E6Ul3M

       ขออภัยท่านสมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิกเป็นอย่างยิ่ง  ที่เราเพิ่งสามารถนำพิธีมิสซาวันปาสกาที่ลานพระวิหารนักบุญเปโตร มานำเสนอท่าน  ซึ่งหลายคนอาจมองว่า ออกจะสายไปหน่อยกระมัง  ขออธิบายเพื่อความเข้าใจว่า  เพราะ เราไม่ค่อยจะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยและดีพอกับงานถ่ายทอด  จึงเป็นการยากมากที่จะถ่ายทอดพิธีสำคัญนี้ลงในเว็บไซต์ของเรา   เข้าใจว่า หลายท่านคงรับชมในวันจริงเรียบร้อยแล้ว

       เรื่องที่สองที่เป็นเรื่องสำคัญก็คือ  เป็นการยากจริงๆที่จะทำการถ่ายทอดสด เนื่องจากตัวผู้จัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกิดไม่สบาย ทำงานดังกล่าวไม่ได้  จึงคิดว่า  แม้เราจะถ่ายทอดสดไม่ได้  แต่ก็พยายามนำบรรยากาศวันฉลองสำคัญนี้มาสู่สายตาพวกท่าน  ไม่ใช่เราเท่านั้นที่ขลุกขลัก  แม้แต่หน่วยงานวาติกันก็วุ่นวายอลหม่านไปด้วย  เพราะพระเป็นเจ้าโปรยปรายพระพิรุณประดุจพรของพระองค์ลงมาไม่ขาดสาย  แต่น่าชื่นชมบรรดาชาวคาทอลิกชายหญิงจากทั่วโลก  ยังอุตส่าห์กรำฝนเฝ้าพิธีมิสซาอย่างไม่ลดละ  นั่นคือความศรัทธาแก่กล้าของทุกๆคนที่เห็นความสำคัญของวันฉลองยิ่งใหญ่ของปี  น่าชื่นชมครับ.

       พิธีมิสซานี้พระสันตะปาปาฟรังซิส พระองค์ทรงเป็นประธานเอง  บทเพลงมิสซาลาตินไพเราะห์เพราะพริ้งชวนศรัทธามาก  ทำให้หวลระลึกถึงวันเก่าๆที่เราทำพิธีมิสซา และขับร้องเป็นภาษาลาตินทั้งหมด น่าเลื่อมใสจริงๆครับ

       ขอเชิญท่านคลิกเข้าไปชมและร่วมพิธีมิสซาปาสกาปีนี้ได้แล้ว - ครับ
11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว และคณะชีวิตแพร่ธรรม เมื่อ: เมษายน 08, 2015, 06:55:42 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                             สถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว และคณะชีวิตแพร่ธรรม
                                                          Institutes of Consecrated Life and Societies of Apostolic Life

Code of Canon Law
Book 2 The People of God
Part III , Section I

       จาก ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก 1983  มีกฤษฎีการะบุรายละเอียดของกฎหมายอันเป็นบทบัญญัติที่ตั้งไว้ เพื่อความดีของพระศาสนจักร ครอบคลุมทั่วกิจกรรมของคริสตชนทุกคนที่ร่วมกันเป็นพระกายของพระคริสตเจ้า  เป็นประชากรของพระเจ้า  อย่างไรก็ดี  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ฆราวาสธรรมดาๆอย่างพวกเรา  ไม่อาจรับรู้เรื่องบางอย่างได้  เพราะถือว่ามิใช่หน้าที่ที่จะไปรับรู้ทุกอย่าง  จึงเป็นหน้าที่ของบุคลากรด้านงานบริหารศาสนจักร  ต้องจัดการเรื่องต่างๆ ตามที่ระบุเป็นกฎเกณฑ์ไว้ในการปฏิบัติ ซึ่งนักปราชญ์ผู้เชียวชาญด้านกฎหมายพระศาสนจักรและกฎหมายทั่วไป  หลายคนยังไม่สนิทใจนัก ในความโปร่งใสและความเที่ยงตรงของฝ่ายปฏิบัติ  ไม่ว่าจะเป็นวาติกันหรือสันตะสำนัก  ดังเช่นเรื่องของการไล่ออกซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน เขตพรตอุบลราชธานีเมื่อเร็วๆนี้   คาทอลิกทั่วไปจึงเริ่มหันมาศึกษากฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งในหลายเรื่องที่ยังรู้สึกอึมครึม  และ เพราะเหตุนี้เอง  เว็บไซต์ชมรมคนโสดคาทอลิกจึงถือโอกาสนำข้อมูลรายละเอียดกฎหมายพระศาสนจักรที่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวนั้น มานำเสนอเพื่อการศึกษาของพวกท่านทั้งหลาย  ขอเชิญรับทราบกฎหมายพระศาสนจักรชุดนี้ ดังต่อไปนี้ - ครับ

      ๕๗๓ วรรค ๑ ชีวิตที่ถวายแล้ว โดยการปฏิญาณตนที่จะดำเนินชีวิตตามคำแนะ-นำแห่งพระวรสาร เป็นรูปแบบของการดำเนินชีวิตที่มั่นคง ซึ่งโดยการดำเนินชีวิตแบบนี้   คริสตชนผู้ซึ่งติดตามพระ- คริสตเจ้าอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ภายใต้การทำงานของพระจิตอุทิศตนทั้งครบแด่พระเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่ตนรักสูงสุด เพื่อว่าเมื่อได้ถวายตนเองตามรูปแบบใหม่และพิเศษ เพื่อพระเกียรติของพระองค์ เพื่อการเสริมสร้างพระศาสนจักรและความรอดของโลกแล้ว เขาจะได้มุ่งสู่ความครบครันแห่งความรักในการรับใช้พระอาณาจักรของพระเจ้า และเมื่อได้กลายเป็นเครื่องหมายอันโดดเด่นในพระศาสนจักรแล้ว เขาก็ประกาศให้เห็นถึงพระเกียรติมงคลแห่งสวรรค์

วรรค ๒ คริสตชนที่ปฏิญาณตนปฏิบัติตามคำแนะนำแห่งพระวรสาร ในการถือความบริสุทธิ์ ความยากจน และความนอบน้อมเชื่อฟัง โดยคำปฏิญาณหรือโดยพันธะศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ตามกฎข้อบังคับเฉพาะของสถาบัน คริสตชนเหล่านี้รับเอาแบบการดำเนินชีวิตดังกล่าวอย่างอิสระในสถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว  ซึ่งก่อตั้งขึ้นเป็นทางการโดยอำนาจที่ถูกต้องของพระศาสนจักร คริสตชนดังกล่าวโดยอาศัยคุณธรรมความรักอันเนื่องมาจากการถือตามคำแนะนำแห่งพระวรสาร ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักร และรหัสธรรมของพระศาสนจักรในรูปแบบพิเศษ

๕๗๔ วรรค ๑ สถานภาพของบุคคลผู้ซึ่งปฏิญาณตนตามคำแนะนำแห่งพระวรสารในสถาบันประเภทนี้ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักร และเพราะเหตุนี้จึงต้องได้รับการฟูมฟัก และส่งเสริมจากทุกคนในพระศาสนจักร

วรรค ๒ คริสตชนบางคนได้รับเรียกอย่างพิเศษจากพระเป็นเจ้า มาสู่สถานภาพนี้ เพื่อรับพระพรพิเศษในชีวิตของพระศาสนจักร และเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่พันธกิจที่นำความรอดของพระศาสนจักร     ตามจุดประสงค์และจิตตารมณ์ของสถาบัน

๕๗๕ คำแนะนำแห่งพระวรสาร อันมีพื้นฐานอยู่ที่คำสั่งสอน และแบบฉบับของพระคริสตเจ้าพระอาจารย์ เป็นพรพระเจ้าที่พระศาสนจักรได้รับมาจากพระเป็นเจ้า และรักษาไว้ให้คงอยู่เสมอไป โดยอาศัยพระหรรษทานของพระองค์

๕๗๖ เป็นสิทธิ์ของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจในพระศาสนจักรที่จะตีความหมายคำแนะ-นำแห่งพระวรสาร ออกกฎหมาย ควบคุมการปฏิบัติ และจากกฎหมายนั้นก่อตั้งรูปแบบการดำเนินชีวิตที่มั่นคง โดยการรับรองอย่างเป็นทางการ และเช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจ ในส่วนของตนมีหน้าที่สอดส่องดูแลให้สถาบันเหล่านั้นเจริญและรุ่งเรืองตามจิตตารมณ์ของผู้ก่อตั้งและประเพณีอันดีงาม

๕๗๗ ในพระศาสนจักรมีสถาบันชีวิตที่ถวายแล้วอยู่มากมาย ซึ่งมีพระพรที่แตกต่างกันตามพระหรรษทานที่พระประทานให้ เหตุว่าสถาบันเหล่านี้ ติดตามพระคริสตเจ้าอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นขณะที่พระองค์ทรงภาวนาก็ดี ประกาศอาณาจักรพระเจ้าก็ดี ปฏิบัติงานแผ่เมตตาก็ดี ร่วมชีวิตกับมวลมนุษย์โลกก็ดี ซึ่งทั้งหมดนี้พระองค์ทรงกระทำตามน้ำพระทัยพระบิดาเจ้าเสมอ

๕๗๘ ความคิดและจุดมุ่งหมายของผู้ก่อตั้ง ซึ่งผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจในพระศาสนจักรได้รับรอง เกี่ยวกับธรรมชาติ จุดหมาย จิตตารมณ์ และลักษณะเฉพาะของสถาบันรวมทั้งประเพณีอันดีงาม ซึ่งทั้งหมดประมวลกันเข้าเป็นมรดกตกทอดของสถาบันนั้นเอง เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงรักษาไว้อย่างสัตย์ซื่อ

๕๗๙ พระสังฆราชสังฆมณฑลในแต่ละเขตปกครองของตน สามารถก่อตั้งสถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว ด้วยกฤษฎีกาที่เป็นทางการ เพียงแต่ว่าต้องปรึกษาหารือกับสันตะสำนักก่อน

๕๘๐ การรวมตัวกันของสถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว สถาบันหนึ่งกับอีกสถาบันหนึ่ง สงวนไว้ให้แก่ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจของสถาบันที่รับเข้า โดยรักษาไว้ซึ่งสิทธิในการปกครองตนเองตามกฎหมายของสถาบันที่เข้ามารวม

๕๘๑ การแบ่งสถาบันออกเป็นภาคๆ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร หรือก่อตั้งภาคใหม่ๆ ขึ้น หรือรวมภาคที่ตั้งขึ้นแล้ว หรือกำหนดขอบเขตใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจของสถาบันตามกฎเกณฑ์ของธรรมนูญ

๕๘๒ การหลอมตัวและการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันของสถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว เป็นอำนาจที่สงวนไว้สำหรับสันตะสำนักเท่านั้น การรวมตัวเป็นสมาพันธ์และสหพันธ์ก็เป็นอำนาจที่สงวนไว้   สำหรับสันตะสำนักด้วย

๕๘๓ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในสถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว อันจะกระทบถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้รับอนุมัติจากสันตะสำนักแล้ว จะกระทำมิได้โดยปราศจากการอนุญาตของสันตะสำนัก

๕๘๔ การยุบสถาบันใดๆ เป็นอำนาจของสันตะสำนักเท่านั้น เช่นเดียวกัน การกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินของสถาบันก็สงวนไว้สำหรับสันตะสำนักด้วย

๕๘๕  การยุบบางส่วนของสถาบันเป็นอำนาจของผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจของสถาบันนั้นเอง

๕๘๖ วรรค ๑ เป็นที่รับรู้ว่า แต่ละสถาบันมีความเป็นเอกเทศโดยชอบธรรมในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในด้านการปกครอง ซึ่งอาศัยความเป็นเอกเทศนี้ สถาบันต่างๆ มีระเบียบวินัยของตนในพระศาสนจักร และสามารถรักษามรดกตกทอดของตนไว้ได้อย่างครบถ้วน ดังระบุไว้ในมาตรา ๕๗๘

วรรค ๒ เป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่นที่จะรักษา และป้องกันความเป็นเอกเทศนี้

๕๘๗ วรรค ๑ เพื่อปกป้องกระแสเรียกเฉพาะ และเอกลักษณ์ของแต่ละสถาบันอย่างซื่อสัตย์ยิ่งขึ้น นอกจากสิ่งที่ต้องปฏิบัติที่ระบุไว้ใน

าตรา ๕๗๘ ประมวลกฎหมายขั้นพื้นฐาน หรือธรรมนูญของสถาบันใดไม่ว่าต้องบรรจุกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการปกครองของสถาบัน และระเบียบวินัยของสมาชิกเกี่ยวกับการรับและการอบรมสมาชิก รวมทั้งเป้าหมายเฉพาะของพันธะศักดิ์สิทธิ์ด้วย

วรรค ๒ ประมวลกฎหมายชนิดนี้ รับการรับรองโดยผู้ทรงอำนาจในพระ-ศาสนจักร และเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยินยอมจากผู้ทรงอำนาจเดียวกันนั้น

วรรค ๓ ในประมวลกฎหมายนี้ สารัตถะทางด้านวิญญาณและด้านกฎหมายต้องผสมผสานกันอย่างกลม-กลืน อย่างไรก็ดีต้องไม่เพิ่มกฎเกณฑ์ใดๆ โดยไม่จำเป็น

วรรค ๔ กฎเกณฑ์อื่นๆ ที่ออกโดยผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจของสถาบัน ต้องรวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายอื่นอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายนี้สามารถนำมาทบทวน       และ
ประยุกต์อย่างเหมาะสมตามความจำเป็นของสถานที่และเวลา

๕๘๘ วรรค ๑ สถานภาพของชีวิตที่ถวายแล้ว โดยธรรมชาติแท้ไม่มีลักษณะเป็นสมณะหรือฆราวาส

วรรค ๒ สถาบันสมณะคือสถาบันที่ โดยเหตุผลของจุดหมายหรือจุดประสงค์ของผู้ตั้งคณะหรือโดยประเพณีอันชอบ อยู่ภายใต้การปกครองของสมณะ ปฏิบัติหน้าที่แห่งศีลบรรพชา และได้รับการรับรู้ให้เป็นสถาบันเช่นนั้นจากผู้มีอำนาจของพระศาสนจักร

วรรค ๓ สถาบันที่เรียกว่า สถาบันฆราวาสคือสถาบันที่ได้รับการรับรองให้เป็นเช่นนี้จากผู้มีอำนาจของพระศาสนจักร สถาบันดังกล่าวโดยธรรมชาติ ลักษณะ และจุดประสงค์มีหน้าที่เฉพาะที่กำหนดโดยผู้ก่อตั้งหรือโดยประเพณีอันชอบ โดยไม่รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของศีลบรรพชา

๕๘๙ สถาบันชีวิตที่ถวายแล้วเรียกว่าสถาบันสิทธิของสันตะสำนัก ถ้าได้รับการก่อตั้งโดยสันตะสำนักหรือรับรองโดยกฤษฎีกาทางการของสันตะสำนัก            ส่วนสถาบันที่เรียกว่าสิทธิ-สังฆมณฑล ถ้าเมื่อได้รับการก่อตั้งโดยพระสังฆราชสังฆมณฑลแล้ว ไม่ได้รับกฤษฎีการับรองเป็นทางการจากสันตะ-สำนัก

๕๙๐ วรรค ๑ สถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว ในฐานะที่อุทิศตนเป็นพิเศษในการรับใช้พระเป็นเจ้าและพระศาสนจักรทั้งสังฆมณฑล ถ้าเมื่อได้รับการก่อตั้งโดยพระสังฆราชสังฆมณฑลแล้ว ไม่ได้รับกฤษฎีการับรองเป็นทางการจากสันตะ-สำนัก

๕๙๐ วรรค ๑ สถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว ในฐานะที่อุทิศตนเป็นพิเศษในการรับใช้พระเป็นเจ้าและพระศาสนจักรทั้ง

๕๙๒ วรรค ๑ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับสันตะสำนักให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มหาธิการแต่ละท่านต้องส่งรายงานสั้นๆ เกี่ยวกับสถานภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของสถาบัน ต่อสันตะสำนัก ตามวิธีและในเวลาที่สันตะสำนักกำหนด

วรรค ๒ อธิการของแต่ละสถาบันต้องส่งเสริมให้มีความรู้เกี่ยวกับเอกสารของพระสันตะสำนักที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกในความดูแลของท่านและเอาใจใส่ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในเอกสารเหล่านั้น

๕๙๓ สถาบันสิทธิสันตะสำนักต้องอยู่ภายใต้อำนาจของสันตะสำนักโดยตรงและแต่ผู้เดียวในด้านการปกครองภายในและระเบียบวินัยของสถาบัน โดยคงไว้ซึ่งมาตรา ๕๘๖

๕๙๔ สถาบันสิทธิสังฆมณฑล คงอยู่ภายใต้การดูแลพิเศษของพระสังฆราชสังฆ-มณฑล โดยคงไว้ซึ่งมาตรา ๕๘๖

๕๙๕ วรรค ๑ การรับรองธรรมนูญและการเปลี่ยนแปลงโดยชอบใดๆในธรรมนูญเป็นหน้าที่ของพระสังฆราชของสถานที่ ซึ่งบ้านศูนย์กลางของสถาบันตั้งอยู่ ยกเว้นในเรื่องที่สันตะสำนักยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านยังมีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับเรื่องที่มีความสำคัญมากที่เกี่ยวกับสถาบันทั้งหมดและที่เกินอำนาจภายในของสถาบัน หากสถาบันกระจายไปอยู่ในหลายสังฆมณฑล ท่านจัดการเช่นนั้นหลังจากได้ปรึกษาหารือกับพระสังฆราชสังฆมณฑลอื่นๆ แล้ว

วรรค ๒ พระสังฆราชสังฆมณฑลสามารถอนุมัติการยกเว้นจากธรรมนูญในกรณีเฉพาะต่างๆ

๕๙๖ วรรค ๑ บรรดาอธิการและสมัชชาของสถาบัน มีอำนาจเหนือสมาชิกตามที่มีกำหนดไว้ในกฎหมายสากลและธรรมนูญของสถาบันกำหนดไว้

วรรค ๒   ยิ่งกว่านั้นในสถาบันนักพรตสมณะสิทธิสันตะสำนัก พวกเขามีอำนาจปกครองฝ่ายพระศาสนจักรทั้งในเรื่องขอบเขตภายนอกและภายใน

วรรค ๓ ข้อกำหนดแห่งมาตรา ๑๓๑ , ๑๓๓ และ ๑๓๗–๑๔๔ นำมาใช้ได้กับอำนาจที่กล่าวถึงในวรรค ๑

๕๙๗ วรรค ๑ คาทอลิกคนใดก็ตามที่มีเจตนาเที่ยงตรง มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายสากลและกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ และไม่มีอุปสรรคใดๆ ขัดขวาง สามารถรับเป็นสมาชิกของสถาบันชีวิตที่ถวายแล้วได้

วรรค ๒ ไม่มีผู้ใดสามารถถูกรับเป็นสมาชิกได้โดยไม่มีการเตรียมตัวอย่างเหมาะสมก่อน

๕๙๘ วรรค ๑ แต่ละสถาบันจะต้องกำหนดวิธีปฏิบัติในการดำรงชีวิตตามคำแนะนำแห่งพระวรสาร ในเรื่องความบริสุทธิ์ความยากจน และความนอบน้อมเชื่อฟังไว้ในธรรมนูญของตน โดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะ และจุดหมายของสถาบัน

วรรค ๒ สมาชิกทุกคนต้องไม่เพียงแต่ปฏิบัติตามคำแนะนำแห่งพระ- วรสารอย่างซื่อสัตย์และอย่างครบถ้วนเท่านั้น แต่ยังต้องเจริญชีวิตตามกฎหมายเฉพาะของสถาบัน และดังนี้ต้องมุ่งสู่ความครบครันแห่งสถานภาพของตน

๕๙๙ คำแนะนำแห่งพระวรสารให้ถือความบริสุทธิ์ เพราะเห็นแก่พระอาณาจักรแห่งสวรรค์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของโลกหน้า และเป็นบ่อเกิดของผลที่สมบูรณ์กว่าในดวงใจที่ไม่แบ่งแยกนำมาซึ่งพันธะในการควบคุมตนเองอย่างครบครันในชีวิตโสด

๖๐๐ คำแนะนำแห่งพระวรสารให้ถือความยากจน ตามแบบฉบับขององค์พระ-คริสต์ ผู้ซึ่งแม้ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง แต่ทรงทำองค์เป็นผู้ขัดสนเพราะเห็นแก่เรา นอกจากการดำเนินชีวิตยากจนในความเป็นจริงและในจิตใจ ยังต้องดำเนินชีวิตแห่งการงานอย่างรู้จักประมาณตน และไม่ผูกพันกับทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก ต้องขึ้นกับผู้ใหญ่ และมีขีดจำกัดในการใช้และจัดการทรัพย์สิน ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายเฉพาะของแต่ละสถาบัน

๖๐๑ คำแนะนำแห่งพระวรสารให้ถือความนอบน้อมเชื่อฟัง ซึ่งยอมรับจิตตา-รมณ์แห่งความเชื่อและความรักในการติดตามพระคริสต์ผู้ทรงนอบน้อมจนกระทั่งความตาย เรียกร้องให้ยอมมอบน้ำใจของตนแก่ผู้ใหญ่ที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทำหน้าที่แทนพระเป็นเจ้า เมื่อออกคำสั่งตามธรรมนูญเฉพาะของสถาบัน

๖๐๒ ชีวิตภราดรภาพตามรูปแบบเฉพาะของแต่ละสถาบัน ซึ่งสมาชิกทุกคนรวมเป็นหนึ่งเดียวเสมือนเป็นครอบครัวพิเศษในองค์พระคริสตเจ้า ให้กำหนดรูปแบบที่อำนวยให้ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการดำเนินชีวิตตามกระแสเรียกของตน ยิ่งกว่านั้น โดยความสนิทสัมพันธ์กันฉันพี่น้อง ซึ่งหยั่งรากและตั้งฐานบนความรัก สมาชิกต้องเป็นตัวอย่างการคืนดีของสรรพสิ่งในองค์พระคริสต-เจ้า

๖๐๓ วรรค ๑ นอกจากสถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว พระศาสนจักรยังยอมรับการดำเนินชีวิตแบบฤาษีหรือโดดเดี่ยวจากสังคม ซึ่งคริสตชนอุทิศชีวิตของตน เพื่อสรรเสริญพระเป็นเจ้า และเพื่อความรอดของโลก โดยการดำเนินชีวิตแยกจากโลกอย่างเคร่งครัดขึ้น ในความเงียบแห่งสันโดษ ทั้งในการภาวนาและการใช้โทษบาปอย่างไม่หยุดหย่อน

วรรค ๒ ฤาษีได้รับการรับรู้ในกฎหมายในฐานะผู้อุทิศตนแด่พระเป็นเจ้าในชีวิตที่ถวายแล้ว หากว่าเขาประกาศตนอย่างเปิดเผยว่า จะถือตามคำแนะนำแห่งพระวรสารทั้งสามประการ โดยการยืนยันด้วยปฏิญาณตนหรือด้วยพันธะศักดิ์สิทธิ์

แบบอื่นในมือของพระสังฆราชสังฆ-มณฑล และปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินชีวิตของตน ภายใต้การนำของพระสังฆราช

๖๐๔ วรรค ๑ คล้ายกับรูปแบบชีวิตที่ถวายแล้ว ดังได้กล่าวมา ยังมีคณะพรหมจารีผู้ผูกมัดตนเองที่จะเจริญชีวิตตามแบบแผนอันศักดิ์สิทธิ์ในการติดตามพระคริสตเจ้าอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น พวกเขาได้รับการอภิเษกแด่พระเจ้าจากพระสังฆราชสังฆมณฑลตามจารีตพิธีกรรม ที่ได้รับการรับรอง พวกเขาถวายตนเป็นเจ้าสาวในรหัสธรรมแด่พระคริสต์บุตรพระ-เจ้า และอุทิศตนเพื่อรับใช้พระศาสนจักร

วรรค ๒ เพื่อรักษาความตั้งใจอย่างซื่อสัตย์ยิ่งขึ้น และเพื่อรับใช้พระ-ศาสนจักรโดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบที่สอดคล้องกับสถานภาพของตน พรหมจารีเหล่านี้สามารถรวมตัวกันเป็นสมาคม

๖๐๕ การรับรองรูปแบบใหม่ของชีวิตที่ถวายแล้ว เป็นสิทธิที่สงวนไว้สำหรับสันตะสำนักเท่านั้น อย่างไรก็ดีพระสังฆราชสังฆมณฑลควรพยายามพิจารณาแยกแยะพระพรใหม่ของชีวิตที่ถวายแล้ว ที่พระ-จิตเจ้าประทานให้แก่พระศาสนจักร และ

๖๐๖ กฎเกณฑ์ใดๆที่ตั้งไว้ เกี่ยวกับสถาบันชีวิตที่ถวายแล้วและมวลสมาชิกของสถาบันเหล่านั้น ใช้ได้กับสมาชิกทั้งชายและหญิงเท่าเทียมกัน เว้นไว้แต่ว่าจะปรากฎเป็นอย่างอื่น จากบริบทของถ้อย-คำ หรือจากธรรมชาติของเนื้อเรื่อง
12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เกลียดห้องเบอร์ห้า : เพลงที่ ‘สมเด็จพระเทพฯ’ ทรงโปรดปราน (ชมคลิป) เมื่อ: เมษายน 08, 2015, 07:00:09 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                          เกลียดห้องเบอร์ห้า : เพลงที่ ‘สมเด็จพระเทพฯ’ ทรงโปรดปราน (ชมคลิป)

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน        
2 เมษายน 2558 13:11 น. (แก้ไขล่าสุด 2 เมษายน 2558 15:12 น.)

       เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมายุ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
       ๒ เมษายน ๒๕๕๘
       
       ทางทีมงาน FEEL GOOD ขอยกเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่านมานำเสนอให้แก่ผู้อ่านทุกคน ผ่านบทเพลงบทเพลงหนึ่งที่ใครหลายๆ คนอาจเคยได้ยินมาบ้าง ซึ่งพระองค์ท่านทรงโปรดบทเพลงนี้เป็นพิเศษ และเสด็จฯ ยังสถานที่จริงที่เกิดขึ้นในบทเพลงอีกด้วย เพลงนั้นมีชื่อว่า ‘เกลียดห้องเบอร์ห้า’

          http://www.manager.co.th/Feelgood/ViewNews.aspx?NewsID=9580000037675

       ทำไมพระองค์ท่านถึงทรงโปรดปรานเพลงนี้ ต้องเท้าความไปถึงเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ซึ่งเรื่องราวได้เกิดขึ้นกับ ‘ร.อ.หญิงสุพรทิพย์ คำทรงศรี’ นายทหารหญิงที่จัดรายการวิทยุ ‘ลูกทุ่งพัฒนา’ ในสถานีวิทยุ วส.๙๑๒ นทพ.นธ. คลื่นความถี่ ๙๙.๑๐ เมกะเฮิรตซ์ อ.เมือง จ.นราธิวาส นายทหารหญิงคนดังกล่าวจัดรายการวิทยุนี้มากว่า ๓๐ ปีแล้ว รูปแบบของรายการที่จัดจะเน้นบอกข่าวสาร วิถีชีวิต งานบุญ และงานศพต่างๆ รวมถึงการเปิดเพลงลูกทุ่งและลูกกรุงเพื่อคั่นรายการ
       
       แต่มีแฟนเพลงที่เหนียวแน่นอยู่คนหนึ่ง มักจะโทรศัพท์ไปขอให้ดีเจเปิดเพลงลูกทุ่งและลูกกรุงอยู่บ่อยๆ โดยใช้ชื่อแทนตัวเองว่า ‘ป้าช้าง’ และป้าช้างจะโทรศัพท์ไปขอเพลงในรายการนี้ทุกๆ เช้า และดีเจที่รับโทรศัพท์ป้าช้างอยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ ดีเจสุพรทิพย์ ผู้จัดรายการ ซึ่ง ร.อ.หญิงสุพรทิพย์เล่าว่า ป้าช้างโทรศัพท์มาที่รายการครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๙ และขอเพลง ‘แสบหัวใจ’ ของ ‘พรชัย สร้อยเพชร’

          ดีเจสุพรทิพย์ดูชื่อเพลงที่ป้าช้างขอแล้วก็รู้สึกว่า คุณป้าน่าจะเป็นคนที่อารมณ์ดีและจิตใจแจ่มใส ถึงแม้วันไหนที่ป้าช้างไม่ว่าง ก็จะมีคนอื่นโทรศัพท์มาขอเพลงแทนเสมอ และคนที่โทรศัพท์มาขอเพลงแทนนั้น ก็มักจะบอกทุกครั้งว่า “ป้าช้างเป็นผู้ขอมา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี ๒๕๓๑-๒๕๓๒ เป็นช่วงปีที่ป้าช้างโทรศัพท์มาขอเพลงเองบ่อยมาก
       
        จนมาวันหนึ่ง ความจริงก็ถูกเปิดเผยขึ้น เมื่อได้รู้ว่า ป้าช้างผู้นี้คือ ‘สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ และเมื่อป้าช้างเจอดีเจผู้โชคดี พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า
       
        “ชอบฟังนะ...วันนี้ก็ฟังนะ แต่วันไหนติดงานก็ไม่ได้ฟัง”

        แต่มีอยู่เพลงหนึ่งที่ป้าช้างขออยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ เพลง ‘เกลียดห้องเบอร์ห้า’ เพลงช้ำรักเคล้าอีโรติกดังกล่าวมีที่มาจาก ‘พลตรีชัยฤทธิ์ บัวชุลี’ นามแฝง ‘แดน กระดิ่งทอง’ เป็นผู้แต่ง และได้รับการเรียบเรียงเสียงประสานจาก ‘ครูลพ บุรีรัตน์’ ในตอนท้าย โดยเพลงดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจากคราวที่พลตรีชัยฤทธิ์เข้าพักในห้องเบอร์ ๒๐๔ ของโรงแรมไทเป จังหวัดลพบุรี และได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา พร้อมกับจัดหานักร้องมาขับร้องเพลงนี้ ซึ่งก็ลงตัวที่นักร้องเสียงมหาเสน่ห์อย่าง ‘สายัณห์ สัญญา’

           
       เนื้อเพลงมีดังนี้
       
        “พอแฟนแต่งงานฉันเลยอกหัก หนีความช้ำหนักมาพักอยู่ลพบุรี โรงแรมชั้นสองเข้าจองที่ห้องเบอร์สี่ หลับตานอนทอดถอนฤดี นอนที่นี่สองคืนแล้วเรา พอคืนที่สามสองยามกว่าๆ ที่ห้องเบอร์ห้ามีเสียงพูดจาเบาๆ นอนฟังน้ำเสียง ใกล้เคียงคล้ายเสียงแฟนเก่า แนบหูฟังข้างฝาเบาๆ เหมือนแฟนเราที่เขาฆ่าฉัน ไม่สัปดนแต่ทนนิ่งอยู่ไม่ไหว ปีนมองลอดช่องลมไป หัวใจฉันนั่นชักสั่น แสงไฟสว่างเห็นเขานั่งหยอกล้อเล่นกัน เขามาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ แฟนฉันนั่นเองแหละหนา ปีนลงกลับมาคว้าผ้าเสื้อใส่ ฉันทนไม่ได้ ต้องไปให้ไกลลูกตา หนีไปให้พ้น เกลียดคนที่ห้องเบอร์ห้า อยู่ทำไมให้ช้ำอุรา ลาแล้วลาเบอร์ห้าหลอกลวง”

       เรื่องที่น่าสนใจต่อจากนั้นก็คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเพลงนี้มาก โดยเมื่อคราวเสด็จฯ ไปยังจังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ได้ทรงโปรดฯ ให้ ‘พลตรีชัยฤทธิ์ บัวชุลี’ เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ และได้ทอดพระเนตรห้องเบอร์ ๒๐๔ ของโรงแรมไทเป สถานที่เกิดเหตุเพลงนี้เป็นการส่วนพระองค์ และทรงถามเรื่องเพลง ‘เกลียดห้องเบอร์ห้า’ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร อีกทั้งพระองค์ท่านยังทรงเข้าไปประทับที่เตียงในห้องพักนั้นด้วย ซึ่งเป็นห้องข้างๆ ที่เป็นต้นเหตุของเพลง ‘เกลียดห้องเบอร์ห้า’ และพระองค์ท่านทรงถามเจ้าของโรงแรมด้วยว่า
       
       “เขาปีนตรงไหนขึ้นไปดู...เขาทำอย่างไร”

        พระองค์ท่านเสด็จฯ มาอย่างไม่เป็นทางการ และเจ้าของโรงแรมทราบล่วงหน้าเพียงแค่ ๒ ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งพระองค์ท่านทรงมีพระประสงค์มาดูให้แจ่มแจ้งถึงสถานที่จริงที่เอาไปเขียนเป็นเพลง ทำให้เจ้าของโรงแรมประทับใจมากถึงขนาดจัดเป็นบอร์ดนิทรรศการถาวรจัดแสดงอยู่บนชั้น ๒ ของโรงแรมไทเปจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าห้องดังกล่าวจะปีนดูห้องข้างๆ ไม่ได้แล้วเหมือนในเนื้อเพลง แต่ห้องดังกล่าวก็ยังเข้าพักได้อยู่ และรอให้ทุกคนไปพิสูจน์ ณ สถานที่แห่งนี้

      เพลงเพียงเพลงเดียว ได้สร้างเหตุการณ์อันน่าปีติยินดีให้กับประชาชนหลายๆ คน
       
       ทางทีมงาน FEEL GOOD รู้สึกปลาบปลื้มในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่พระองค์ท่านทรงเอาใจใส่ประชาชนของพระองค์ทุกคน
       
        ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ
       
       ขอบคุณข้อมูล รูปภาพ และคลิปจาก
       http://www.oknation.net/blog/chai/2010/02/19/entry-1
       http://watlamud.go.th/pdf/mag-2015-05.pdf
       http://www.photoontour.com/SpecialPhotos_HTML/data_king_family/Prathep_02.htm
       รายการ ตลาดสดสนามเป้า สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕   

       
13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ใครคือเจ้าสาวของพระคริสต์? - Sponsa Christi ? เมื่อ: เมษายน 06, 2015, 11:16:18 PM
 เจ๋ง ฮืม ยิ้มกว้างๆ
        ต่อไปนี้  โปรดอ่านคำแปลข้อความจากหัวข้อเรื่องที่ว่า  " ใครคือเจ้าสาวของพระคริสต์ - Sponsa Christi ?

                                                                                           ใครคือเจ้าสาวของพระคริสต์?
                                                                                         Sponsa Christi ?
a young consecrated virgin reflects on her vocation
    หญิงสาวที่ถวายชีวิตแล้วสะท้อนกระแสเรียกของเธอ

Sunday, March 1, 2015   วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม  2015

Who Can Be Called a Bride of Christ?
ใครสามารถถูกเรียกว่าเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ ?

Whenever I’m asked what is the most central element of a vocation to consecrated virginity, without hesitation I always answer: the call to be a bride of Christ. All other aspects of this vocation revolve around this core identity and specific form of self-gift. The centrality of this vocation’s spousal element is clearly stated in both the Code of Canon Law as well as in the Rite of Consecration to a Life of Virginity itself. It’s also very evident in the personal vocations stories of most consecrated virgins.

เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามฉันว่า อะไรคือแก่นสารตรงที่สุดของกระแสเรียกแห่งพรหมจรรย์ที่ถวายแล้ว  โดยไม่มีการลังเล ฉันตอบเสมอว่า : สิ่งนั้นคือเสียงเรียกให้เป็นเจ้าสาวของพระคริสตเจ้า คะ   ส่วนแง่มุมอื่นๆทั้งหมดของกระแสเรียกนี้หมุนเวียนรอบสัญลักษณ์แกนกลางและรูปแบบพิเศษของพรประทานเอง คะ   ความเป็นแกนกลางของสิ่งที่เป็นเรื่องการเป็นเจ้าสาวของกระแสเรียกนี้ ยืนยันชัดเจนใน ทั้งประมวลกฎหมายพระศาสนจักรและเช่นเดียวกับใน จารีตพิธีของการปฏิญาณตนเพื่อเข้าสู่ชีวิตแห่งการถือพรหมจรรย์ (Rite of Consecration to a Life of Virginity) เอง   มันยังเห็นปรากฏชัดเจนในเรื่องกระแสเรียกส่วนบุคคล ของหญิงสาวพรหมจารีที่ถวายตัวทุกคน.


However, I’ve found that sometimes people are still confused by the spousal dimension of consecrated virginity, perhaps owing to the fact that this sort of bridal imagery has so often been associated with nuns and religious Sisters. For example, at times some Catholics will assume that only women religious can be “real brides of Christ.” In other cases, I’ve heard it argued that the Church intended to discourage the use of bridal spirituality altogether among consecrated women in general after Vatican II. Much more rarely, I’ve even encountered some consecrated virgins who have maintained (quite mistakenly, in my opinion) that it would be wrong for women religious who have not received the Rite of Consecration to identify themselves brides of Christ, based on the notion that only consecrated virgins have the right to regard themselves this way.

อย่างไรก็ดี  ฉันได้พบว่า บางครั้งผู้คนยังคงสับสนโดยมิติเกี่ยวกับเจ้าสาวของการถือพรหมจรรย์ที่ถวายแล้ว  บางที  เนื่องมาจากความจริงที่ว่า การอธิบายภาพเกี่ยวกับเจ้าสาว บ่อยมากที่ไปปนเปกับบรรดาชีและซิสเตอร์นักบวชที่รวมเป็นกลุ่มตามอารามต่างๆ  ตัวอย่างเช่น  บางครั้ง ชาวคาทอลิกบางคนจะถือเอาว่านักบวชสตรีเท่านั้น สามารถเป็น “ เจ้าสาวที่แท้จริงของพระคริสต์ “   ในกรณีอื่น  ฉันได้ยินมีการโต้แย้งว่าศาสนจักรมุ่งที่จะทำให้เกิดการท้อถอยในการถือจิตของความเป็นเจ้าสาวท่ามกลางกลุ่มสตรีที่ถวายตัวทั่วๆไป หลังสังคายนาวาติกันที่สอง     นานยิ่งกว่านั้นอีก  ฉันเองถึงกับประสพพบว่าสาวพรหมจรรย์บางคนที่ถือกัน ( น่าจะเข้าใจผิด  ในความเห็นของฉัน)  ว่า มันผิดพลาดสำหรับสตรีนักบวชที่มิได้รับพิธีถวายเพื่อพระเจ้า เพื่อแสดงว่าตัวเองเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์  โดยมีพื้นฐานในข้อกำหนดที่ว่า สตรีสาวพรหมจารีมีสิทธิที่จะปฏิบัติตนตามวิธีนี้

Given the potential for misunderstandings, I thought it would be good to have a discussion about what it means to be a bride of Christ, who is called to this role within the Church, and the ways in which such a special vocation might be received.

หลังจากได้รับพลังความสามารถสำหรับความเข้าใจผิด  ฉันคิดได้ว่ามันคงจะดีที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับว่าอะไรที่หมายถึงการเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์  ซึ่งถูกเรียกไปสู่บทบาทนี้ภายในศาสนจักร  และภายในเส้นทางซึ่งในนั้นจะได้รับกระแสเรียกพิเศษ

Some preliminary clarifications
การให้เกิดความชัดเจนล่วงหน้าบางประการ

But before anything else, let’s be clear on exactly what we’re talking about. The Church uses the term “bride of Christ” to describe a number of different (albeit often overlapping or inter-related) concepts.

แต่ ก่อนใดอื่น  ให้เรามาทำให้ชัดเจนตรงที่เรากำลังพูดถึง  พระศาสนจักรใช้คำศัพท์ “ เจ้าสาวของพระคริสต์” เพื่อบรรยายจำนวนความคิดแตกต่างกัน ( บ่อยมาก แม้แต่ว่าจะทับซ้อนหรือ สัมพันธ์กันเป็นการภายใน )

First and foremost, the title “bride of Christ” belongs to the Church herself in the fullest and truest sense. We know this is true from a wide number of scriptural references, and also from the Church’s constant theological tradition. As the Catechism of the Catholic Church puts it: “The Church is the Bride of Christ: he loved her and handed himself over for her. He has purified her by his blood and made her the fruitful mother of all God's children.” (CCC 808)

ประการแรกและก่อนหมด  ฉายา “ เจ้าสาวของพระคริสต์ “ ขึ้นกับศาสนจักรเองในความหมายจริงที่สุดและตรงที่สุด   เรารู้ว่าข้อนี้เป็นจริงจากจำนวนมากมายของข้ออ้างอิงทางพระคัมภีร์  และ จากประเพณีทางเทววิทยาที่ยืนยง ของศาสนจักร  เหมือนดังที่คำสอนศาสนจักรคาทอลิกระบุว่า : ศาสนจักรเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ : พระองค์รักศาสนจักรและส่งตัวพระองค์เองแก่พระศาสนจักร   พระองค์ทำให้ศาสนจักรบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยพระโลหิตของพระองค์ และทำให้ศษสนจักรนั้นเป็นมารดาที่มีผลอุดมสมบูรณ์ของบรรดาลูกๆทั้งหมดของพระเจ้า “ (CCC 808)

Because the Church is also the people of God, formed from the countless number of baptized members, I believe we can say that all of the faithful—both on collective and individual levels—share in the Church’s “brideship.” Therefore, I don’t think it would be wrong to say that there is a certain sense in which each and every baptized Christian is called to be a “bride,” insofar as they are incorporated into the body of Christ’s bride, the Church.

เพราะว่าพระศาสนจักรเป็นประชากรของพระเจ้า  ก่อตัวขึ้นจากจำนวนนับไม่ถ้วนของสมาชิกผู้รับศีลล้างบาป  ฉันเชื่อว่า เราสามารถพูดว่าผู้เชื่อทั้งหมด – ทั้งในระดับปัจเจกชนและกลุ่มชน – มีส่วนร่วมใน “ความเป็นเจ้าสาว “ ของพระศาสนจักร   ดังนั้น  ฉันไม่คิดว่าจะเป็นการที่จะกล่าวว่า มีความรู้สึกแน่นอนในสิ่งที่คริสตชนที่ล้างบาปแล้วแต่ละคนและทุกคน ถูกเรียกว่าเป็น “ เจ้าสาวคนหนึ่ง”   ตราบเท่าที่พวกเขารวมกันเข้าในร่างของเจ้าสาวของพระคริสต์ คือ ศาสนจักร                  

We can also speak of Christ as the true Bridegroom of each individual soul, since He is ultimately the source of all fulfillment for every human heart. This is why spousal or bridal imagery is regularly employed in a metaphorical or analogical way by theologians who write about the spiritual life. Some good examples of this can be found in the writings of St. John of the Cross or St. Bernard of Clairvaux. In the Carmelite tradition especially, the expression “mystical marriage” is used almost as a technical term to describe the most advanced stages of contemplative prayer.

เราสามารถพูดว่าพระคริสต์เป็นเจ้าบ่าวที่แท้จริงของวิญญาณปัจเจกชนแต่ละดวง  โดยที่พระองค์เป็นแหล่งท้ายสุดของความเต็มเปี่ยมสำหรับดวงใจมนุษย์ทุกๆดวง   นี่คือที่ว่าทำไมการวางรูปแบบคู่สมรสหรือเจ้าสาวจะเกิดขึ้นปกติ ในวิธีที่คล้ายกันหรืออุปมาเป็นแบบเดียวกัน โดยนักเทววิทยา ซึ่งเขียนเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณ  ตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ สามารถพบในข้อเขียนของนักบุญยห์นแห่งไม้กางเขน หรือนักบุญเบอร์นาร์ดแห่งแคลร์โว  ในประเพณีคาร์เมไลท์เป็นพิเศา  การแสดงออก “ การแต่งงานแบบลึกลับ “ เคยถูกนำมาใช้เกือบทั้งหมดเป็นดังคำศัพท์ทางเทคนิค เพื่อบรรยายขั้นสูงสุดของการภาวนาพิจารณามโนธรรมของตน.

14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ใครคือเจ้าสาวของพระคริสต์? - Sponsa Christi ? เมื่อ: เมษายน 06, 2015, 12:15:29 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                            ใครคือเจ้าสาวของพระคริสต์? - Sponsa Christi ?

 a young consecrated virgin reflects on her vocation                                                                                                                                                 หญิงสาวที่ถวายชีวิตแล้วสะท้อนกระแสเรียกของเธอ
Sunday, March 1, 2015
Alan  Petervich  Update April 6, 2015

       ท่านที่เคารพรักครับ  เคยได้ยินคำว่า " เจ้าสาวของพระคริสต์ " บ้างไหม?  คิดว่าบางท่านเท่านั้นที่ทราบเกี่ยวกับคำนี้  และ เนื่องในโอกาสที่เว็บไซต์คนโสดคาทอลิกกำลังนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับซิสเตอร์กลาริส กาปูชิน  จึงใคร่ขอนำรายละเอียดพอสมควร มาเปิดเผยให้ทราบ  ถึงที่มาที่ไปของ " ชีลับ " คณะนี้  ส่วนรายละเอียดจริงๆจะเป็นอย่างไรนั้นโปรดรอคราวหน้านะครับ  คราวนี้ลองอ่านข้อความเป็นภาษาอังกฤษไปพลางๆก่อน  หวังว่าหลายท่านอ่านแล้วเข้าใจ  แต่หลายท่านคงต้องรอคำแปลคราวหน้านะครับ.

       Who Can Be Called a Bride of Christ?
ใครสามารถถูกเรียกว่าเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ ?

Whenever I’m asked what is the most central element of a vocation to consecrated virginity, without hesitation I always answer: the call to be a bride of Christ. All other aspects of this vocation revolve around this core identity and specific form of self-gift. The centrality of this vocation’s spousal element is clearly stated in both the Code of Canon Law as well as in the Rite of Consecration to a Life of Virginity itself. It’s also very evident in the personal vocations stories of most consecrated virgins.

However, I’ve found that sometimes people are still confused by the spousal dimension of consecrated virginity, perhaps owing to the fact that this sort of bridal imagery has so often been associated with nuns and religious Sisters. For example, at times some Catholics will assume that only women religious can be “real brides of Christ.” In other cases, I’ve heard it argued that the Church intended to discourage the use of bridal spirituality altogether among consecrated women in general after Vatican II. Much more rarely, I’ve even encountered some consecrated virgins who have maintained (quite mistakenly, in my opinion) that it would be wrong for women religious who have not received the Rite of Consecration to identify themselves brides of Christ, based on the notion that only consecrated virgins have the right to regard themselves this way.

Given the potential for misunderstandings, I thought it would be good to have a discussion about what it means to be a bride of Christ, who is called to this role within the Church, and the ways in which such a special vocation might be received.

Some preliminary clarifications

But before anything else, let’s be clear on exactly what we’re talking about. The Church uses the term “bride of Christ” to describe a number of different (albeit often overlapping or inter-related) concepts.

First and foremost, the title “bride of Christ” belongs to the Church herself in the fullest and truest sense. We know this is true from a wide number of scriptural references, and also from the Church’s constant theological tradition. As the Catechism of the Catholic Church puts it: “The Church is the Bride of Christ: he loved her and handed himself over for her. He has purified her by his blood and made her the fruitful mother of all God's children.” (CCC 808)

Because the Church is also the people of God, formed from the countless number of baptized members, I believe we can say that all of the faithful—both on collective and individual levels—share in the Church’s “brideship.” Therefore, I don’t think it would be wrong to say that there is a certain sense in which each and every baptized Christian is called to be a “bride,” insofar as they are incorporated into the body of Christ’s bride, the Church.

We can also speak of Christ as the true Bridegroom of each individual soul, since He is ultimately the source of all fulfillment for every human heart. This is why spousal or bridal imagery is regularly employed in a metaphorical or analogical way by theologians who write about the spiritual life. Some good examples of this can be found in the writings of St. John of the Cross or St. Bernard of Clairvaux. In the Carmelite tradition especially, the expression “mystical marriage” is used almost as a technical term to describe the most advanced stages of contemplative prayer.

“Bridehood” as special call

All of the above-mentioned ways of being a bride of Christ apply in a general way to all of the faithful. For instance, our participation in the brideship of the Church can be thought of as a universal, “automatic” consequence of baptism. And on a more personally specific level, even while the spiritual phenomenon of mystical marriage might be a rare occurrence in actual reality, this kind of call to complete union with God is God’s intended destiny for all His children. That is, it’s not a state He wants to reserve only for a chosen few, but is rather the culmination of each and every Christian vocation.

But in addition to these more general ways of using bridal imagery, I think we can also speak of a call to be a bride of Christ in a more restricted, special “vocational” sense—i.e., the sense in which some women are called to live as a bride of Christ in a much more radical way, as their state in life.

Since Apostolic times, there have always been some Christian women who  felt called to renounce the possibility of an earthly marriage in order to dedicate themselves Christ in as complete and total a way as they could. Or in other words, they were offering Christ all the love and devotion that they would have otherwise given to an earthly husband and children. In relation to the rest of the baptized faithful, such women can rightfully be considered espoused to Christ in a more radical, concrete, and literal sense. They could be appropriately regarded as being “brides of Christ” in a special way, as their spirituality and way of life is, for fairly obvious reasons, not something to which the baptized in general are all called.

For example, men categorically are not called to be “brides of Christ” in this particular sense, since this kind of more-or-less literal “bridehood” is an essentially feminine reality. That is, a man in his masculine nature is not able to relate to Christ as his Bridegroom in the same strong sense as a woman can in her femininity. Similarly, a married woman cannot take Christ as her spouse in this same direct way, since she has already committed herself to a mortal husband.

 
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สมเด็จพระเทพรัตนฯ โปรดเกล้าฯ ให้ “คุณพลอยไพลิน” เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร เมื่อ: เมษายน 05, 2015, 12:04:06 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                       สมเด็จพระเทพรัตนฯ โปรดเกล้าฯ ให้ “คุณพลอยไพลิน” เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
3 เมษายน 2558 12:20 น.
(แก้ไขล่าสุด 3 เมษายน 2558 19:04 น.)

                       
                        http://www.manager.co.th/HotShare/ViewNews.aspx?NewsID=9580000038602
                             http://www.manager.co.th/HotShare/ViewNews.aspx?NewsID=9580000038602

       เว็บไซต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรารัก “สมเด็จพระเทพฯ” : Our BeLoved Princess Maha Chakri Sirindhorn ได้ลงพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ คุณพลอยไพลิน วีลเลอร์ พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พร้อมสามีและบุตร เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรเนื่องในวันฉลองพระชนมายุครบ 60 พรรษา เป็นการส่วนพระองค์ วานนี้ (2 เม.ย.)

       สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฉายพระรูปร่วมกับคุณพลอยไพลิน วีลเลอร์ พร้อมครอบครัว

      ชมภาพ! ชาวบ้านพร้อมใจแปรอักษรมนุษย์ถวาย "พระเทพ" สุดงดงาม


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
2 เมษายน 2558 13:11 น.

                    http://www.manager.co.th/HotShare/ViewNews.aspx?NewsID=9580000038123

       วันนี้ (2 เม.ย.) ชาวสังคมออนไลน์ได้ทำการโพสต์ภาพคณะบุคคลต่างๆ รวมตัวกันแปรอักษรเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ เจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ ทั้งที่ กองบัญชาการกองทัพไทย แปรอักษรมนุษย์เป็นข้อความว่า "ทรงพระเจริญ ๖๐" , มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร แปรอักษรมนุษย์เป็นตราสัญลักษณ์พระนามาภิไธยย่อ สธ. พร้อมอักษร มศว. ส่วนวิทยาเขต องครักษ์ แปรอักษรมนุษย์ เขียนว่า "มศว รัก พระเทพฯ" ,มหาวิทยาลัยรังสิต แปรอักษรมนุษย์ เป็นพระนามาภิไธยย่อ สธ. อยู่ในกรอบรูปหัวใจ พร้อมคำว่า "ทรงพระเจริญ 60 พรรษา RSU" และ เทศบาลนครอุดรธานี จ.อุดรธานี ได้แปรอักษรมนุษย์ เป็นรูปหัวใจ พร้อมเลข ๖๐

       ท่านผู้เข้าชมในเว็บไซต์นี้  เราได้ถ่ายทอดมาจากเว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการ  ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมาณ ที่นี้ด้วย.


         

       
หน้า: [1] 2 3 ... 87