แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 102
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ข่าวการเมืองน่ารู้ คงนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ เรื่องล้มโต๊ะรธน.นี่แหละ เมื่อ: มกราคม 26, 2016, 05:08:03 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                          ข่าวการเมืองน่ารู้  คงนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ เรื่องล้มโต๊ะรธน.นี่แหละ

                                                                                              เปิดเส้นทางล้มโต๊ะรธน.

โดย...โอภาส บุญล้อม / ขนิษฐา เทพจร / ประภาศรี โอสถานนท์  คมชัดลึก
Facebook  Update January 26 , 2016

       เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกจนได้ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อท่ามกลางกระแสที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เชิงไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง ว่า “เมื่อเถียงกันมากๆ เดี๋ยวค่อยว่ากัน มีอยู่สองอย่าง ต้องล้มกันไปทั้งหมดเริ่มใหม่ ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่” แถมยังบอกว่า ถ้าต้องเริ่มต้นใหม่หมด จะเป็นการเสียเวลา เสียสมอง ส่วนจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายกฯ ยังตอบให้คิดว่า "ถึงมีก็ไม่บอก"

เลยมีการพยายามตีความคำพูดของ “พล.อ. ประยุทธ์” ไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะคำว่า “ต้องล้มกันไปทั้งหมดเริ่มใหม่” กินความไปถึงแค่ไหนและจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ทางแรก ที่เป็นไปได้ในตอนนี้ ก็คือ การให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่ให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็ต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ทั้งการตั้ง สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ แล้วเริ่มยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่หมด

ทางที่สอง ให้มีการทำประชามติเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบ หากเลือกใช้วิธีนี้ก็ต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่มีเรื่องการทำประชามติ หากทำประชามติไม่ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญก็ตกไป แล้วเริ่มนับหนึ่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่

สำหรับประเด็นหลักที่มีการคัดค้านกันมากจากเหล่านักการเมือง มีอยู่ 3 เรื่อง

เรื่องแรก คือ นายกรัฐมนตรีคนนอก ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส.

เรื่องที่สอง คือ ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม, โอเพ่นลิสต์, ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้
เรื่องที่สาม คือ ที่มาและอำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

       มาเริ่มจากเรื่อง นายกฯ คนนอก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ข้อคิดว่า วันนี้สังคมไทยก้าวเข้ามาถึงจุดที่สามารถมองเห็นการเลือกตั้งจับต้องได้ เริ่มชี้กำหนดนโยบายได้แล้วว่า ผิด ถูก ดี เลว แต่การย้อนกลับไป ประชาชนไปเลือกตั้งเสร็จ ยังไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นนายกฯ ใครมาเป็นรัฐบาล หรือมีนโยบายอย่างไร เป็นการถดถอยที่ค่อนข้างแรง

ส่วน "พรรคเพื่อไทย" มองว่า เสียงของประชาชนไม่มีความหมาย ร่างรัฐธรรมนูญนี้เปิดทางให้ “ผู้ที่ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ได้ ขัดต่อเจตนารมณ์ขั้นพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และประมุขฝ่ายบริหารขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน ทำลายพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างร้ายแรงที่คนส่วนใหญ่ของประเทศปรารถนาให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง เป็นการถอยหลังเข้าคลอง และนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงไม่มีที่สิ้นสุด

ส่วนเรื่องที่สอง ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม “อภิสิทธิ์” มองว่า เป็นการออกแบบระบบเลือกตั้งที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ โอกาสที่จะเป็นรัฐบาลผสมสูง อำนาจต่อรองของพรรคเล็กสูง โอกาสที่คนนอกจะเข้ามาเป็นนายกฯ โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งมีมากขึ้น ในที่สุดก็จะมีปัญหาตามมา

ส่วนพรรคเพื่อไทย อ้างว่านำแบบเยอรมันมาใช้ แต่เป็นเยอรมันเทียมที่ซับซ้อนเข้าใจยาก ระบบเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้ได้รัฐบาลผสมหลายพรรค มีพรรคเล็ก พรรคน้อย ผสมกับกลุ่มที่ไม่ใช่พรรค เกิดรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีไม่มีความเป็นผู้นำ

ประเด็นผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค โดยกลุ่มการเมืองส่งผู้สมัครได้ “อภิสิทธิ์” เห็นว่า ต่อไปก็จะมีคนตั้งกลุ่มการเมืองขึ้นมาเพื่อมีอำนาจต่อรองผลประโยชน์ในสภา ขอเพียงมีเอี่ยวกับรัฐบาล ส่วนนโยบายจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจ

เรื่องที่สาม ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม พรรคเพื่อไทยเห็นว่า เป็นการยึดอำนาจจากประชาชนในการเลือกตั้ง ส.ว. เป็น ส.ว.มาจากการลากตั้งทั้งหมด และให้ ส.ว.มีอำนาจสำคัญมากมาย การให้อำนาจ ส.ว.ทั้งเสนอกฎหมาย พิจารณากฎหมาย ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐถอดถอนบุคคลต่างๆ รวมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ถือเป็นการยึดอำนาจอธิปไตยทั้งหมดของประชาชนไปมอบให้บุคคลที่มาจากการลากตั้งมาควบคุมบุคคลที่ประชาชนตัดสินใจเลือกมา

แต่สำหรับ “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” แล้ว ดูเหมือนว่าไม่รู้สึกสะทกสะท้าน หรือกังวลต่อการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

“นรีวรรณ จิตกานนท์" รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สี่ ระบุว่า ส่วนตัวไม่ได้มองประเด็นที่นายกฯ พูดว่าเป็นอย่างไร แต่เข้าใจในความหมายว่าเมื่อมีเสียงคัดค้านมากและไม่ผ่านก็ทำใหม่ตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 38 กำหนด ดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ และเป็นหน้าที่ของนายกฯ ที่ต้องทำเช่นนั้นได้อยู่แล้ว

สำหรับประเด็นที่มีเสียงไม่เห็นด้วยจำนวนมาก และส่งผลให้รัฐธรรมนูญไม่ผ่านนั้น ตนเองไม่ได้คิดว่าเป็นแรงกดดันต่อการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการทำงานปกติที่ผ่านมา ทุกประเด็นที่สังคมท้วงติงที่ประชุมได้นำมาพิจารณาบนฐานความรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เนื่องจากที่ประชุมได้ตระหนักดีว่าการร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้อยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ มีโจทย์ใหญ่คือการปฏิรูปที่ต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อนำประเทศไปสู่ความสงบสุข ปรองดอง ดังนั้นส่วนตัวไม่มีแรงกดดันอะไร ต้องทำต่อไปให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่อาสาเข้ามาทำ
ด้าน เจษฎ์ โทณวณิก กรรมาธิการยกร่างฯ กล่าวว่า มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ส่งสัญญาณโดยตรงมาที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ เพราะมีภาพการทะเลาะและถกเถียงกันภายในของคณะกรรมาธิการ และบางส่วนส่งผลออกไปภายนอก รวมถึงนักการเมืองด้วย จึงเป็นการปรามให้ยุติการทะเลาะหรือถกเถียงกัน อย่างไรก็ตาม มองว่า การทะเลาะ หรือถกเถียงกันเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

ขณะที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกหลายคนได้สะท้อนความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ถือว่าเป็นปุถุชนทั่วไป รับรู้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ แม้ที่ผ่านมาจะขอคำชี้แจงจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญ ว่าทำงานไปถึงไหน การเขียนบทบัญญัตินั้นเพื่อประโยชน์อะไร ถามย้ำหลายครั้ง รวมถึงการประชุมร่วม 5 หน่วยงาน หรือแม่น้ำ 5 สาย ก็ได้ย้ำอีกว่า รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะกลับไปตีกันหรือไม่ ซึ่งกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ตอบไปหลายครั้งว่า พยายามยกร่างบทบัญญัติเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

“สิ่งที่นายกฯ พูดออกมาเรื่องรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบ เป็นความคิดที่อยู่ในใจลึกๆ เท่านั้น ไม่มีเจตนาเพื่อส่งสัญญาณเพื่อปรามนักการเมือง หรือ กลุ่มการเมืองที่พยายามแสดงความคิดเห็นและนำสังคมไปสู่ทิศทางที่เขาต้องการ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้ามีคนคิดเอาแต่ประโยชน์ตนเอง ก็คิดและดึงดันให้เป็นแบบที่ตนเองได้ประโยชน์ เชื่ออย่างแน่นอนว่ากับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นักการเมืองในฐานะนักเลือกตั้งย่อมไม่พอใจ เพราะถูกตัดปีก ตัดหาง และลดประโยชน์ที่เขาจะได้จากการเล่นการเมือง”

สาระสำคัญของคำพูด “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” หลายคนรับว่า ไม่ทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ “พล.อ.ประยุทธ์” เอ่ยประเด็นดังกล่าวต่อสาธารณะ มีเพียงแค่การประเมินจากข่าวสารที่รับฟังว่าเหตุที่ “นายกฯ” พูดประโยคดังกล่าวออกมากลางวงสัมภาษณ์สื่อมวลชน เป็นเพราะการตั้งคำถามของสื่อมวลชนเอง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงแสดงความเป็นห่วงและฝากประเด็นไปยังการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วยว่า ขอให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารให้ครอบคลุม รอบด้าน ไม่ใช่ให้พื้นที่เฉพาะนักการเมืองที่ตนเองรู้จัก หรือให้พื้นที่นักการเมืองขยายประเด็นเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น ควรรับฟังและให้พื้นที่การสื่อสารของประชาชนที่เขาต้องการแสดงความเห็นต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย

ขณะเดียวกัน สปช. หลายคน มองว่า มีโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช.

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รายหนึ่ง เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมาธิการกำลังยกร่างอยู่นี้มีหลายประเด็นที่ไม่เป็นที่ยอมรับ ในส่วนของ สปช.นั้นคาดว่าในการประชุม สปช.เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกในวันที่ 20-26 เมษายน จะมี สปช.จำนวนมากอภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยในประเด็นต่างๆ ทั้งนี้เท่าที่พูดคุยกับ สปช.ส่วนหนึ่ง มีความเห็นว่าทางรัฐบาลน่าจะจัดให้มีการทำประชามติด้วย

“ถ้ามีการทำประชามติเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนแน่นอน เพราะมีหลายส่วนที่มีปัญหา หากผ่านออกมาก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งอีก เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ถ้าบังคับใช้ก็จะต้องมีการยึดอำนาจอีกแน่

ถ้าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นที่ยอมรับ จะต้องแก้ไขเยอะ"
ดังนั้นจากนี้ไปต้องรอดูว่าสุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านออกมาหรือไม่ หรือจะถูก “ล้มกระดาน”

          เรา ไม่มีความเห็นใดๆ  เพราะไม่มีหน้าที่เช่นนั้นอยู่แล้ว  ที่เราจะทำก็คือ  " รอ  รอ  และรอต่อไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ทุกคนต้องการ เท่านั้น - ครับ

                                                                                                -------------------------

2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Saint Ann, Grandmother of Jesus – นักบุญอันนา ยายของพระเยซู เมื่อ: มกราคม 25, 2016, 01:01:43 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                      Saint Ann, Grandmother of Jesus – นักบุญอันนา ยายของพระเยซู

Catholic Culture
Alan Petervich   Update : January 17, 2016
https://www.catholicculture.org/culture/liturgicalyear/activities/view.cfm?id=109

       The universal tradition of honoring St. Anne or Ann can be traced back to 1584. Father Weiser explains the history and customs surrounding Saint Ann or Anne, the grandmother of Jesus. Her feast day is shared with her husband Joachim on July 26.
ประเพณีสากลทั่วไปที่ให้เกียรตินักบุญอันนา – Anne หรือ Ann สามารถตามรอยย้อนกลับไปที่ปี ค.ศ. 1584  คุณพ่อไวเซอร์อธิบายประวัติศาสตร์และประเพณีที่อยู่รอบนักบุญแอนนาหรือแอน ยายของพระเยซู  วันฉลองนามของท่านยายก็คงต้องร่วมกับสามียออากิม ( ตาของพระเยซู ) ในวันที่ 26 กรกาคม.

DIRECTIONS  การชี้นำ

Saint Anne, or Ann, is not mentioned in the Bible. It was only in legendary books of the early Christian centuries that the names of Mary's parents were given as Joachim and Anne. Since the Fathers of the Church rejected the use of such legendary sources, the faithful in Europe had no feast in honor of our Lord's grand-parents. In the Middle East, however, the VENERATION of Saint Anne can be traced back to the fourth century. 

นักบุญอันนา หรือ แอน ไม่มีอ้างอิงในพระคัมภีร์  เพียงมีอยู่ในหนังสือตำนานของศตวรรษต้นๆของคริสตชนว่า ชื่อของบิดามารดาของมาเรียให้ไว้ว่ายออากิมและอันนา  โดยที่เหล่าปิตาจารย์ของศาสนจักร ไม่ยอมรับการใช้แหล่งข้อมูลที่เป็นตำนานเช่นนั้น  สัตบุรุษในยุโรปจึงไม่มีวันฉลองเป็นเกียรติแก่ตายายของพระเยซู  อย่างไรก็ดี  ในตะวันออกกลาง  การคารวะนักบุญอ้นนาสามารถย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่สี่

The Crusaders brought the name and legend of Saint Anne to Europe, and the famous Dominican Jacobus de Voragine (1298) printed the story in his Golden Legend. From that time on the popular VENERATION of the saint spread into all parts of the Christian world. It was encouraged by the religious orders of the Franciscans, Dominicans, Augustinians, and Carmelites. In southern France a Feast of Saint Anne was celebrated as early as the fourteenth century. Pope Urban VI in 1378 extended it to England at the king's request. Not until 1584, however, did the feast become universal, when Pope Gregory XIII prescribed it for the whole Church.

บรรดานักรบครูเสดได้นำเอาชื่อและตำนานของนักบุญอันนาไปถึงยุโรป  และนักพรตดอมีนิกันที่มีชิ่อเสียง ยาโกบูส เดอ วอราจิน (1298)  ได้พิมพ์เรื่องนี้ลงในหนังสือตำนานทอง (Golden Legend ) ของเขา  จากเวลานั้นมา  การคารวะทั่วไปต่อนักบุญ ได้แพร่กระจายเข้าสู่ทุกส่วนของโลกคริสตชน  การนี้ได้รับการส่งเสริมโดยนักพรต คณะฟรังซิสกัน  คณะดอมีนีกัน  คณะออกัสตีเนียน และคณะคาร์เมลไลต์  ในฝรั่งเศสตอนใต้  ฉลองนักบุญอันนามีการสมโภชต้นศตวรรษที่สิบสี่  พระสันตะปาปาอูรบันที่ VI ในปี 1378 ได้ขยายไปถึงอังกฤษตามคำขอของกษัตริย์  อย่างไรก็ดี  กว่าจะถึงปี 1584 การฉลองจึงได้กลายเป็นฉลองสากลทั่วโลก  เมื่อพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ XIII  ได้บัญญัคิให้มีการฉลองในศาสนจักรทั้งครบทั่วโลก.

As grandmother of Christ and mother of Mary, Saint Anne soon became the patron of married women, and for childless couples a special aid in obtaining children. According to legend she was married three times, first to Joachim, after his death to Cleophas, and finally to Salomas. This detail of the ancient story inspired young women to turn to her for help in finding a husband. After all, since she had had three husbands herself, should she not be able and willing to provide at least one bridegroom for those who trustingly appealed to her? In the languages of all European nations young women implored her:

ในฐานะยายของพระคริสต์และมารดาของมาเรีย นักบุญอันนาในไม่ช้าได้กลายเป็นองค์อุปถัมภ์ของสตรีที่แต่งงานแล้ว  และสำหรับคู่แต่งงานที่ไม่มีบุตรได้ให้ความช่วยเหลือพิเศษในการที่จะได้เด็กๆ   ตามตำนานนักบุญอันนาได้แต่งงานถึงสามครั้ง  ครั้งแรกกับยออากิม  หลังความตายของเขาท่านแต่งกับเคลโอฟาส และที่สุดแต่งกับซาโลมาส   รายละเอียดของเรื่องโบราณนี้ดาลใจบรรดาสตรีสาวให้หันมาหาเธอเพื่อขอความช่วยเหลือในการหาสามีสักคนหนึ่ง   ทั้งหมดนั้น  ตั้งแต่ท่านยายเองมีสามีสามคน  ท่านจะไม่สามารถและปรารถนาที่จะจัดหาเจ้าบ่าวอย่างน้อยหนึ่งคนสำหรับผู้ที่ร้องขออย่างไว้วางใจมายังคุณยายหรือ?  ในภาษาของชาติยุโรปทั้งหมด สาวๆร้องขอเธอว่า :

I beg you, holy mother Anne,  หนูขอร้องท่านอันนา  มารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์
Send me a good and loving man. ได้โปรดส่งผู้ชายดีๆน่ารักสักคนมาให้ด้วยนะคะท่าน.

Her patronage of fertility was extended also to the soil. Thus she became a patron of rain. It is a popular saying in Italy that "rain is Saint Anne's gift"; in Germany, July rain was called "Saint Anne's dowry"

การอุปถัมภ์ช่วยเหลือของท่านเรื่องความอุดมสมบูรณ์ได้ขยายไปถึงดินด้วย  ดังนั้น ท่านได้กลายเป็นผู้อุปถัมภ์แห่งฝนด้วย  มีการพูดที่นิยมกันในอิตาลีว่า “ ฝนคือสิงประทานให้ของนักบุญอันนา “  ในประเทศเยอรมันนี  ฝนเดือนกรกฎาคมมีการเรียกว่า  “ พรสวรรค์ของนักบุญอันนา “

Finally, the gentle grandmother of the Lord is everywhere invoked as one of the great helpers for various needs of body and soul. Many churches have been erected to her, most of them becoming famous centers of pilgrimages. One of the best-known shrines in this part of the world is St. Anne de Beaupré in Quebec, Canada.

ที่สุด  ยายผู้ละมุนอ่อนหวานของพระเป็นเจ้า ถูกปลุกขึ้นทุกแห่ง ประหนึ่งผู้ช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่สำหรับความต้องการต่างๆทั้งฝ่ายกายและวิญญาณ   วัดหลายแห่งถูกมอบถวายให้ท่าน  วัดส่วนใหญ่ได้กลายเป็นศูนย์ที่มีชื่อเสียงของการจาริกแสวงบุญ  หนึ่งในปูชนียสถาน ที่รู้จักกันดีในส่วนนี้ของโลก คือ เซ็นต์แอน เดอ โบเปร (St. Anne de Beaupre’) ในควีเบ็ค แคนาดา.

From the eighteenth century on, Anne, which means "grace," was used more and more as a favorite name for girls. At the beginning of the nineteenth century it was the most popular girls' name in central Europe, surpassing even that of Mary. This preference was based on a famous saying of past centuries, "All Annes are beautiful." Naturally, parents wanted to assure this benefit for their baby daughters by calling them Anne or by adding Anne to a first name. Thus we have the many traditional names containing Anne or Ann (Mary Ann, Marianne, Marian, Ann Marie, Joanne, Elizabeth Ann, Lillian, Martha Ann, Louise Ann, Patricia Ann).

จากศตวรรษที่สิบแปดเป็นต้นมา  คำว่า อันนา หรือ แอน ซึ่งหมายถึง “พระหรรษทาน”  ใช้เรียกกันมากขึ้นเรื่อยๆในฐานะชื่อสำหรับสตรีสาว   ในตอนเริ่มของศตวรรษที่สิบเก้า  ได้กลายเป็นชื่อที่รู้จักกันมากที่สุดในยุโรปตอนกลาง     มากกว่าแม้แต่ชื่อมาเรีย   การเลือกชื่อนี้มีพื้นฐานในคำกล่าวของศควรรษที่แล้วมาว่า “ อันนาทุกคนล้วนสวยสดงดงามทั้งนั้น “   โดยธรรมชาติ บิดามารดาต้องการมั่นใจถึงผลประโยชน์สำหรับลูกสาวทารก โดยเรียกพวกเขาว่าอันนา หรือโดยเติมคำอันนาเข้ากับชื่อแรก  ดังนั้น เรามีชื่อเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีคำ อันนา  หรือ แอน  ( แมรีแอน   แมรีแอนนา  แมเรียน  แอน แมรี   โจแอน  เอลิซาเบธ แอน   ลิเลียน   มาร์ทา แอน   หลุยส์ แอน   แพทตรีเซีย  แอน )

A hundred years ago there still remained the custom in many parts of Europe of celebrating Saint Anne's Day as a festival "of all Annes," meaning all beautiful girls. Dressed in their finery the bevy would parade through the streets with their escorts, bands would serenade them in parks and squares, balls would be held (both Johann Strausses composed "Anne Polkas" for this festival). Saint Anne's Eve was the day of receptions for debutantes at court and in private homes. Public amusements, including fireworks, entertained the crowds. The warm summer night was alive with laughter, beauty, music, and lights. And all of it was still connected in the hearts and minds of the participants with a tribute to Saint Anne, whose feast day shed its radiance upon this enchanting celebration.

ร้อยปีที่แล้วยังคงมีประเพณีในหลายส่วนของยุโรป ที่ฉลองสมโภชวันนักบุญอันนาในฐานะสมโภช “ ของอันนาทั้งหมด “    ซึ่งหมายถึงสตรีสวยงามทุกคน  ในชุดแต่งกายสวยงาม กลุ่มสตรีจะออกเดินพาเรดไปตามถนนโดยมีกลุ่มผู้ติดตาม  วงดุริยางค์บรรเลงรักยามราตรีในสวนสาธารณะและจัตุรัสต่างๆ    มีการจัดการเต้นระบำ ( ทั้งสองเพลงที่ โยฮันสเตราส์แต่งขึ้นเพื่องานสมโภชนี้ คือ “ Anne Polkas “ ) วันสุกดิบ(เย็นก่อนวันสมโภช) Saint Anne’s Eve  เป็นวันเลี้ยงรับรองสำหรับผู้ที่ร่วมงานครั้งแรกในลานสนามและในบ้านส่วนตัวต่างๆ   การละเล่นสนุกสนานสาธารณะ  รวมทั้งการจุดดอกไม้ไฟ  ทำให้ฝูงชนรื่นเริงเป็นอย่างยิ่ง   คืนฤดูร้อนที่อบอุ่นมีชีวิตชีวาด้วยเสียงหัวร่อต่อกระซิก  ความสวยสดงดงาม  ดนตรี  และไฟประดับระยิบระยับ  และทั้งหมดนั้นยังคงผูกพันในหัวใจและจิตวิญญาณของผู้ร่วมที่สรรเสริญนักบุญอันนา  ซึ่งวันฉลองสมโภชฉายให้เห็นแสงเหนืองานสมโภชที่สนุกสนานนี้.

LITURGICAL PRAYER — O God, who didst deign to confer on Saint Anne the grace to be the mother of her who was to give birth to Thy only-begotten Son: mercifully grant us, who celebrate her feast, that we may be helped by her intercession.

บทภาวนาในพิธีกรรม --โอ้ พระเจ้า พระผู้ทรงถ่อมองค์ลงมา ประทานแก่ท่านนักบุญอันนาซึ่งพระหรรษทานเพื่อเป็นมารดาของมาเรีย ซึ่งจะให้กำเนิดแก่พระบุตรของพระองค์  โปรดทรงเมตตาประทานแก่พวกเรา ซึ่งสมโภชวันฉลองของท่าน  ที่พวกเราอาจได้รับความช่วยเหลือโดยการเสนอวิงวอนของท่าน.

                      Activity Source: Handbook of Christian Feasts and Customs by Francis X. Weiser, S.J., Harcourt, Brace and Company, New York, 1958   

3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / การเสกลำคอในวันฉลองนักบุญเบล็ส เมื่อ: มกราคม 22, 2016, 09:16:49 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                  การเสกลำคอในวันฉลองนักบุญเบล็ส
                                                                                   Blessing Throats on the Feast of St. Blaise
tmonline.org ^ | 1/30/03 | Father William Saunders
Posted on 02/02/2009 10:35:40 PM PST by Salvation
                                                                                            St. Blaise – Sanctus Blasius

       St. Blaise (Sanctus Blasius) is given special recognition on February 3, not only with a feast day, but with a unique ceremony that parallels the practice of anointing the sick. In this case, it is blessing the throats of those with throat disorders and anyone who wishes to avoid getting such a malady (or something related to the throat, even the words one speaks; see Psalm 5:10). The blessing is usually done by priests (though deacons may also serve) and it is considered a sacramental of the Church.

นักบุญเบล็ส (St.Blasius)ได้มีการรับรู้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์  ไม่เพียงแต่เป็นวันฉลอง  แต่ด้วยพิธีที่ไม่มีผู้ใดเหมือนที่คู่ไปกับการปฏิบัติของการเจิมคนป่วย   ในกรณีนี้  มันคือการอวยพรลำคอของคนเหล่านั้นที่ลำคอผิดปกติ และ ใครก็ตามที่ประสงค์จะหลีกเลี่ยงการเกิดความเจ็บป่วยเช่นนั้น ( หรือบางสิ่งที่เกี่ยวกับลำคอ  แม้คำพูดที่คนหนึ่งพูด ( ดู เพลงสดุดี 5:10 )  ปกติ  การอวยพรจะกระทำโดยพระสงฆ์ ( แม้สังฆานุกรถาวร อาจปฏิบัติได้ด้วย )  และการเสกนี้ได้รับพิจารณาว่าเป็นสิ่งคล้ายศีลของพระศาสนจักร
 

An excellent rendition of the story of St. Blaise was written by Father William Saunders (below), pastor of Our Lady of Hope Parish in Potomac Falls and a professor of catechetics and theology at the Notre Dame Graduate School in Alexandria, Virginia. His comments were published in the Arlington Catholic Herald (1/30/03) in honor of the upcoming festival day, and in response to a question about the blessing. His answer:

การนำเสนอที่ยอดเยี่ยมของเรื่องของนักบุญเบล็ส ผู้เขียนคือ คุณพ่อวิลเลียม ซอนเดอร์ส ( Father William Saunders ) เจ้าอาวาสวัด Our Lady of Hope Parish ใน Potomac Falls  และเป็นศาสตราจารย์ภาควิชา catechetics and theology at the Notre Dame Graduate School in Alexandria, Virginia ข้อสังเกตุของคุณพ่อถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ Arlington Catholic Herald (1/30/03) เป็นเกียรติของวันฉลองสมโภช  และเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับการอวยพร  คำตอบของคุณพ่อ คือ :

Blessing Throats on the Feast of St. Blaise
การอวยพรลำคอในวันฉลองนักบุญเบล็ส

Unfortunately, what is known about the life of St. Blaise derives from various traditions. His feast day is celebrated in the East on Feb. 11 and in the West on Feb. 3 (although it was observed on Feb. 15 until the 11th century). All sources agree that St. Blaise was the Bishop of Sebaste in Armenia who suffered martyrdom under Licinius about A.D. 316. (Remember that Emperor Constantine had legalized the practice of Christianity in 313, but Licinius, his ally and co-emperor who had concurred in legalizing Christianity, betrayed him and began persecuting the Church. Constantine defeated Licinius in 324.) From here, we rely on the tradition which has been associated with our liturgical celebrations over the centuries, which does not necessarily preempt their veracity or accuracy.

โชคไม่ดี  อะไรที่รู้กันเกี่ยวกับขีวิตของนักบุญเบล็สล้วนมาจากธรรมเนียมประเพณีต่างๆนานา  วันฉลองของนักบุญศาสนจักรตะวันออกเป็นวันที่ 11 กุมภาพันธ์  และในศาสนจักรตะวันตกเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ( แม้เคยถือปฏิบัติในวันที่ 15 กุมภาพันธ์มาจนถึงศตวรรษที่ 11 )  ทุกแหล่งข่าวยินยอมว่า นักบุญเบล็ส เป็นพระสังฆราชแห่งเซบาสเตในอาร์เมเนีย ซึ่งได้รับทรมานเป็นมรณสักขีในรัชสมัยของ ลีชีนีอูสประมาณคริสตศักราช 316  ( จงจำไว้ว่า จักรพรรดิ์คอนสตันติน ได้ยอมรับการถูกต้องตามกฎหมายของการถือศาสนาคริสต์ในปี 313  แต่กษัตริย์ลีชีสีอูส พันธมิตรและจักรพรรดิร่วม ซึ่งได้เห็นพ้องในการประกาศคริสตศาสนาถูกกฎหมายนั้น  ได้หักหลังพระองค์และเริ่มเบียดเบียนคริสตศาสนา  จักรพรรดิคอนสตันตินเอาชนะลีชีนีอูสในปี 324 )  จากที่นี่ เราพึ่งพาประเพณี ซึ่งเข้าร่วมสัมพันธ์กับการเฉลิมฉลองทางพิธีกรรมของเรา    ในหลายศตวรรษ  ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะบังคับเอาให้เกิดเป็นความจริงหรือความถูกต้องแม่นยำ.

In accord with various traditions, St. Blaise was born to rich and noble parents, and received a Christian education. He was a physician before being consecrated a bishop at a young age. Although such a statement seems terse, keep in mind that at that time the local community usually nominated a man to be a bishop based on his outstanding holiness and leadership qualities; he in turn was then examined and consecrated by other bishops with the approval of the Holy Father. Therefore, St. Blaise must have been a great witness of our Faith, to say the least.

ตามความถูกต้องตามประเพณีนิยมต่างๆ  นักบุญเบล็สเกิดจากบิดามารดาที่เป็นขุนนางและร่ำรวย  และได้รับการศึกษาแบบคริสตชนคนหนึ่ง  ท่านเป็นแพทย์ก่อนที่จะได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราชเมื่ออายุยังเยาว์  แม้คำยืนยันเช่นนั้นดูเหมือนจะรวบรัด  โปรดระลึกในใจว่า สมัยนั้นชุมชนท้องถิ่นต่างๆปกติจะเสนอชื่อชายคนหนึ่งเป็นพระสังฆราช โดยพิจารณาพื้นฐานเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นชื่อและลักษณะความเป็นผู้นำ  ในทางกลับกัน ท่านได้รับการตรวจสอบและได้รับการอภิเษกโดยพระสังฆราชองค์อื่นๆด้วยความเห็นชอบอนุมัติของพระสันตะปาปา  ดังนั้น  นักบุญเบล็สต้องเป็นพยานผู้ยิ่งใหญ่แห่งความเชื่อของเรา  นี่คือการพูดเล็กน้อยเท่านั้น.

During the persecution of Licinius, St. Blaise, receiving some divine command, moved from the town, and lived as a hermit in a cave. Wild animals visited, and he healed any that were sick and wounded. One day, a group of hunters gathering wild beasts for the game in the amphitheater discovered St. Blaise and seized him. As he was being taken to the governor Agricolaus, the governor of Cappadocia and Lesser Armenia, St. Blaise encountered a woman whose pig was being seized by a wolf; St. Blaise commanded the wolf to release the pig, and it was freed unhurt.

ระหว่างการเบียดเบียนของลีชีนีอูส  นักบุญเบล็ส โดยที่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบน  ได้ออกจากเมือง และไปอาศัยเยี่ยงฤาษีในถ้ำแห่งหนึ่ง  สัตว์ป่าได้มาเยี่ยมท่าน  และท่านได้รักษาสัตว์ตัวใดก็ตามที่เจ็บป่วยและบาดเจ็บ   วันหนึ่ง  นายพรานกลุ่มหนึ่งได้รวมสัตว์ป่าเพื่อเกมในอัฒทจันทร์ครึ่งวงกลม มาพบนักบุญเบล็สจึงได้จับตัวท่าน  ขณะที่ท่านถูกนำไปพบผู้ว่าการอากรีโกเลาส์  ผู้ว่าการแห่งกัปปาโดเชียและอาร์เมเนียน้อย  นักบุญเบล็สพบสตรีนางหนึ่งซึ่งหมูของเธอถูกสุนัขป่าตะครุบไว้  นักบุญเบล็สสั่งสุนัขป่าให้ปล่อยหมู  และมันก็ได้รับอิสรภาพไม่มีอันตรายใดๆ

While in prison, he miraculously cured a small boy who was choking to death on a fishbone lodged in his throat. Also, the woman whose pig had been saved brought St. Blaise candles so that his cell would have light and he could read the sacred Scriptures. Eventually, Agricolaus condemned St. Blaise for upholding his Christian faith rather than apostatizing. He was tortured with the iron comb (an instrument designed for combing wool but was used here for shredding the skin) and finally beheaded.

ขณะที่อยู่ในคุก  ท่านทำอัศจรรย์รักษาเด็กชายเล็กๆคนหนึ่ง ซึ่งหายใจไม่ออกจะตายจากการที่ก้างปลาติดในคอของเขา  และ สตรีที่หมูของเธอถูกช่วยไว้ ได้นำเทียนหลายเล่มมาให้ เพื่อห้องของท่านจะได้มีแสงสว่างและท่านสามารถอ่านพระคัมภีร์ได้  ในที่สุด  กษัตริย์อากรีโกเลาส์ ได้ลงโทษนักบุญเบล็สที่ยึดมั่นในความเชื่อคาทอลิกมากกว่าทิ้งความเชื่อ  ท่านถูกทรมานด้วยหวีเหล็ก ( เครื่องมือออกแบบสำหรับสางขนสัตว์ แต่นำมาใช้ที่นี่กับท่านเพื่อถลกหนังของท่าน ) และในที่สุดท่านถูกตัดศีรษะ.

By the sixth century, St. Blaise's intercession was invoked for diseases of the throat in the East. As early as the eighth century, records attest to the veneration of St. Blaise in Europe, and he became one of the most popular saints in the spiritual life of the Middle Ages. Many altars were dedicated to his honor, and even the Abbey of St. Blaise in southern Germany claimed to have some of his relics.

ระหว่างศตวรรษที่หก  การเสนอวิงวอนของนักบุญเบล็สถูกปลุกขึ้น เพื่อช่วยบำบัดเชื้อโรคของลำคอในทางตะวันออก  เช่นเดียวกับต้นศตวรรษที่แปด  บันทึกต่างๆเป็นพยานพิสูจน์การคารวะต่อนักบุญเบล็สในยุโรป  และท่านได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดานักบุญที่มีชื่อเสียงที่สุดในชีวิตฝ่ายวิญญาณของยุคกลาง   พระแท่นมากมายต่างตั้งขึ้นอุทิศถวายเกียรติแก่ท่าน  และแม้สำนักฤาษีแห่งเซนต์เบล็ส ( Abbey of St. Blaise ในเยอรมันนีภาคใต้อ้างว่ามีพระธาตุบางชิ้นของท่านด้วย.

St. Blaise is also venerated as one of the "Fourteen Holy Helpers," a group of saints invoked as early as the 12th century in Germany and who are honored on Aug. 8: St. Denis of Paris (headache and rabies), St. Erasmus or Elmo (colic and cramp), St. Blaise (throat ailments), St. Barbara (lightning, fire, explosion and sudden and unprepared death), St. Margaret (possession and pregnancy), St. Catherine of Alexandria (philosophers and students, and wheelwrights), St. George (protector of soldiers), Sts. Achatius and Eustace (hunters), St. Pantaleon (tuberculosis), St. Giles (epilepsy, insanity, and sterility), St. Cyriac (demonic possession), St. Vitus (epilepsy), and St. Christopher (travelers). The German Dominicans promoted this veneration, particularly at the Church of St. Blaise in Regensburg (c. 1320).

นักบุญเบล็สได้รับการคารวะอย่างสูงด้วย ประหนึ่งคนหนึ่งใน “ผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์สิบสี่องค์ “  คือกลุ่มนักบุญที่ได้ปลุกตอนต้นคริสตศักราชที่ 12 ในเยอรมันนีและได้รับเกียรติฉลองในวันที่ 8 สิงหาคม  นักบุญเด็นนิสแห่งปารีส  ( โรคปวดศีรษะและโรคกลัวน้ำ )   นักบุญเอราสมูส หรือ เอลโม ( อาการจุกเสียดและ อาการตะคริว )  นักบุญเบล็ส ( อาการเจ็บป่วยที่ลำคอ )   นักบุญบาร์บารา ( สายฟ้า  ไฟ  การระเบิด และ ความตายทันทีทันใดและไม่ได้เตรียมตัว ) นักบุญมาร์กาเร็ท( การถูกปีศาจสิง และ การตั้งครรภ์ )  นักบุญแคทเทอรินแห่งอาเล็กซานเดรีย  ( นักปรัขญาและนักศึกษา และผู้มีอาชีพซ่อมล้อรถ )  นักบุญจอร์จ ( ผู้คุ้มครองทหาร )  นักบุญอาชาชีอูส และ ยูสตาเช ( นายพราน ) นักบุญปานตาเลออน ( วรรณ โรค )   นักบุญกีเลส ( โรคลมบ้าหมู  เจ็บไข้ไม่สบาย และเป็นหมัน )  นักบุญซีเรียค ( การเข้าสิงของปีศาจ )  นักบุญวีตูส ( โรคลมบ้าหมู )   และนักบุญคริสโตเฟอร์ (   ผู้เดินทาง )  คณะสงฆ์ดอมีนีกันได้ส่งเสริมการแสดงคารวะนี้ เป็นพิเศษที่วิหาร  Church of St. Blaise in Regensburg (c. 1320).

One reason for St. Blaise's popularity arose from the fact he was a physician who cured, even performing miraculous cures. Thereby, those who were sick, especially with throat ailments, invoked his intercession. Eventually the custom of the blessing of throats arose, whereby the priest held two crossed candles over the heads of the faithful or touched their throats with them while he invoked the prayer of the saint and imparted God's blessing. In our present Roman Ritual, the priest prays, "Through the intercession of St. Blaise, bishop and martyr, may God deliver you from every disease of the throat and from every other illness, in the name of the Father, and of the Son, and of the Holy Spirit." This practice continues in many parishes on St. Blaise's feast day.

เหตุผลหนึ่ง สำหรับการรู้จักแพร่หลายของนักบุญเบล็ส เกิดจากความจริงที่ว่า ท่านเป็นแพทย์ที่รักษาคนเจ็บป่วย  ถึงกับบางครั้งเป็นการบำบัดรักษาแบบเป็นอัศจรรย์  ด้วยเหตุนั้น  คนที่เจ็บไข้ได้ป่วย  เป็นต้นการเจ็บปวดที่ลำคอ  ได้มาขอการเสนอวิงวอนของท่าน   ในที่สุด  ประเพณีของการอวยพรลำคอจึงได้เกิดขึ้น  โดยวิธี ที่พระสงฆ์จับเทียนไขว้เหนือศีรษะของสัตบุรุษ ( ดูภาพประกอบในบทความที่ตามมา ) หรือใช้เทียนไขว้นั้นแตะที่ลำคอ ขณะที่สวดบทเร้าวิงวอนนักบุญและเสริมส่วนการขอพรจากพระเจ้า   ในจารีตพืธีโรมันปัจจุบัน พระสงฆ์สวดว่า “ อาศัยการเสนอวิงวอนของนักบุญเบล็ส  ผู้เป็นพระสังฆราชและมรณสักขี  ขอพระเป็นเจ้าโปรดให้ท่านพ้นจากโรคภัยของลำคอและจากความเจ็บไข้ได้ป่วยอื่นๆทุกชนิด  ในระนามของพระบิดา และพระบุตรและพระจิต “  การปฏิบัติเช่นนี้ยังคงมีในหลายวัดในวันฉลองของท่านนักบุญเบล็ส.

While we invoke St. Blaise for his protection against any physical ailment of the throat, we should also ask his protection against any spiritual ailment - profanity, cursing, unkind remarks, detraction or gossip. St. James reminds us, "If a man who does not control his tongue imagines that he is devout, he is self-deceived; his worship is pointless" (1:26) and later, "We use [the tongue] to say, 'Praised be the Lord and Father'; then we use it to curse men, though they are made in the likeness of God. Blessing and curse come out of the same mouth. This ought not to be, my brothers!" (3:9-10). Therefore, may St. Blaise protect us from all evil, physical and spiritual, which may attack the throat.

ขณะที่เราวิงวอนนักบุญเบล็สขอความคุ้มครองของท่านจากโรคภัยไข้เจ็บทางกายใดๆของลำคอ  เราควรขอความคุ้มครองจากท่านต่อความเจ็บป่วยทางจิตวิญญาณใดๆด้วย – เช่น การกระทำหรือคำพูดที่หยาบคาย  การด่าสาปแช่ง  การตั้งข้อสังเกตุที่ใจคับแคบ  การทำให้เสื่อมเกียรติหรือการซุบซิบนินทา   นักบุญเจมส์ให้เราระลึกว่า  “ ถ้าคนหนึ่ง ซึ่งมิได้ควบคุมลิ้นของตนมีมโนนึกว่าตนนั้นเป็นคนศวัทธา  เขาก็หลอกตัวเอง  การนมัสการของเขาก็ไร้ความหมาย “ ( 1: 26 ) และต่อมา “ เราใช้ลิ้นที่จะพูดว่า ‘ ขอให้พระเจ้าและพระบิดาจงได้รับการสรรเสริญ’แล้วเราก็ใช้ลื้นนั้นด่าสาปแช่งมนุษย์ แม้พวกเขาจะถูกสร้างมาในความเหมือนของพระเจ้า  การอวยพรและการสาปแช่งออกมาจากปากเดียวกัน  ไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ ใช่ไหมพี่น้อง !” (3:9-10)  ดังนั้น  ขอนักบุญเบล็สปกป้องคุ้มครองเรา จาก สิ่งชั่วร้ายทั้งหมดทั้งฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณ  ซึ่งอาจจะจู่โจมลำคอของเรา.

[Arlington Catholic Herald Web Site: http://www.catholicherald.com/]

 
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: Blessings for Non-Communicants การให้พรสำหรับผู้ที่มิได้ร่วมพิธีมิสซา เมื่อ: มกราคม 20, 2016, 06:28:59 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                       Follow-up: Blessings for Non-communicants [05-24-2005]
                                                                                         ติดตามผล : การอวยพรสำหรับผู้ที่ไม่ได้ร่วมพิธี

       Regarding our comments on blessings for non-communicants (see May 10), a reader asked if my opinion contradicted the following observations made by Archbishop Chaput of Denver, Colorado, in an article from 2003:  เกียวกับความคิดเห็นเรื่องการอวยพรสำหรับผู้ที่ไม่ได้ร่วมพิธี ( ดู 10 พฤษภาคม )  ผู้อ่านท่านหนึ่งถามทำนองว่า ความคิดเห็นของพ่อขัดแย้งกับข้อสังเกตุที่ให้ไว้จากพระอัครสังฆราชชาปุช แห่ง เดนเวอร์ โคโลราโด  ในบทความตั้งแต่ปี 2003

"As members of the community move forward to receive holy Communion during Mass, parents will often bring their small children along. Over the years, it has become a custom in many parishes for these children to receive a blessing. I don't really know where this practice began, but it's worth some reflection.   “ ในขณะที่สมาชิกผู้ชุมนุมในวัด เคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อรับศีลมหาสนิทระหว่างมิสซา  บิดามารดาบ่อยทีเดียวจะนำเด็กเล็กๆไปด้วย  หลายปีมาแล้ว  มันกลายเป็นประเพณีในหลายวัดสำหรับเด็กเหล่านี้ที่จะรับการอวยพร  พ่อไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีปฏิบัติแบบนี้เริ่มกันที่ไหน  แต่ก็มีคุณค่าแก่ข้อคิดบางประการ

"Usually the children in line will look up expectantly at the person distributing holy Communion. The minister then responds by doing one of several things: He or she may pat the child's head, or touch the head in a sign of blessing, or mark the child's forehead with a sign of the cross. As warm and well intentioned as the gesture may be, in the context of the liturgy, the Communion procession really isn't the time for a blessing of children or adults who are unable to receive Communion.   “ โดยปกติ  เด็กๆในแถวจะเฝ้ามองอย่างรอคอยที่ผู้ที่กำลังแจกศีลมหาสนิท  จากนั้น ศาสนบริกรจะตอบโดยทำอะไรบางอย่าง  คือ เขาหรือเธออาจตบศีรษะเด็กเบาๆ หรือ แตะที่ศีรษะในเครื่องหมายให้พร  หรือทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าผากของเด็ก  อบอุ่นและมีความตั้งใจดีเท่าที่กิริยาอาการจะแสดงได้  ในบริบทของพิธีกรรม  ขบวนแถวไปรับศีล จริงๆแล้วไม่ใช่เวลาสำหรับให้พรเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถรับศีลมหาสนิทได้.

"There are times in the liturgical year when the laity assist in specific acts of blessing, such as the blessing of throats or the distribution of ashes. These are clearly indicated in the Book of Blessings. But extraordinary ministers of holy Communion do not ordinarily have a commission to bless in the name of the Church, as priests and deacons do. At this point in the liturgy, they have a very specific function: to collaborate with the clergy in the distribution of holy Communion.   “ ยังมีช่วงเวลาในปีพิธีกรรม เมื่อฆราวาสช่วยในกิจกรรมการให้พรพิเศษ  เช่น การอวยพรลำคอ ( โปรดติดตามคำอธิบายเรื่องนี้ ) หรือการแจกจ่ายเถ้า  สิ่งเหล่านี้เห็นชัดแล้วว่ามีระบุไว้ในหนังสือเสกอวยพร (Book of Blessings) แต่ศาสนพิธีกรพิเศษศีลมหาสนิท ตามปกติไม่มีหน้าที่อวยพรในนามของพระศาสนจักร   เช่นที่พระสงฆ์และสังฆานุกรมี   ณ จุดนี้  ในพิธีกรรม  พวกเขามีงานหน้าที่พิเศษมากอย่างหนึ่ง คือ ร่วมมือช่วยเหลือนักบวชในการแจกศีลมหาสนิท

"As we'll explore in a later column, the blessing of the assembly properly occurs at the end of the Mass. As the body of Christ, the assembly is blessed together before we depart to live the fruits of the liturgy. "What would be appropriate for children to do who accompany their parents in the Communion procession, and adults who do not receive Communion?"The Communion procession is an opportunity for parents to begin to teach their children about the great gift of the Eucharist. First of all,  children could learn to give reverence to the Lord hidden under the forms of bread and wine. Children can already learn from their parents, and others receiving holy Communion, to give honor to the Lord by bowing reverently.    “ ดังที่เราจะสำรวจในข้อความทีหลัง  การอวยพรของที่ประชุมโดยเฉพาะจะมีตอนจบพิธีมิสซา  โดยที่เป็นองคาพะยพของพระคริสต์  ที่ประชุม(ในวัด)รับการอวยพรพร้อมกันก่อนเราจะจากกันไปเจริญชีวิตตามผลของพิธีกรรม  “ และอะไรที่น่าจะเหมาะสมกับเด็กๆที่จะปฏิบัติตอนที่ไปกับบิดามารดาในแถวเพื่อรับศีล  และผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับศีล  ขบวนแถวไปรับศีลเป็นโอกาสดีสำหรับบิดามารดา ที่จะเริ่มสอนเด็กๆเกี่ยวกับสิ่งประทานยิ่งใหญ่ซึ่งคือศีลมหาสนิท  ก่อนอื่นหมด  เด็กๆสามารถเรียนรู้ที่จะให้การคารวะต่อพระเจ้าที่อยู่ภายใต้รูปแบบของปังและเหล้าองุ่น  เด็กๆสามารถเรียนจากบิดามารดาของตน  และคนอื่นๆที่ไปรับศีลมหาสนิท  เพื่อถวายพระเกียรติต่อพระเจ้าโดยการโค้งต่ำอย่างมีคารวะ.

"Parents and catechists should start teaching the mystery of the Eucharist at an early age. Children will soon begin to desire to receive holy Communion. This earnest desire to receive our Lord sacramentally is traditionally called a 'spiritual communion.' Regrettably, we don't talk about spiritual communion as we once did. But Thomas Aquinas, Alphonsus Liguori and many other great saints strongly encouraged spiritual communion as a practice.   บิดามารดาและครูคำสอนควรเริ่มสอนพระธรรมล้ำลึกของศีลมหาสนิทตั้งแต่เด็กอายุยังน้อย  เด็กๆ ในไม่ช้า จะเริ่มปรารถนาจะรับศีลมหาสนิท  ความปรารถนาที่ร้อนรนที่จะรับพระเจ้าของเราในศีลศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นแบบประเพณีที่เรียกกันว่า “ ศีลมหาสนิททางจิตวิญญาณ “   เป็นที่น่าเสียใจ เรามิได้พูดเกี่ยวกับศีลมหาสนิททางจิตวิญญาณเหมือนครั้งหนึ่งที่เราเคยทำ  แต่ นักบุญโทมาส เดอากวีโน  นักบุญอัลฟองโซ ลิกอรี และนักบุญยิ่งใหญ่อีกหลายองค์ ได้กระตุ้นอย่างแข็งขันให้ถือศีลมหาสนิททางจิตวิญญาณเป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่ง.

"Both children and adults can make a spiritual communion. They may come forward with their arms crossed and bow before the Eucharist. Then the priest, deacon or extraordinary minister could say to them kindly, 'Receive the Lord Jesus in your heart.' This is not a blessing, but an invitation to worship, so no gestures are made.  "This spiritual communion would more authentically carry out the spirit of the liturgy. Being faithful to the truths of the sacramental celebration allows all of us, young and old, to enter more deeply into worship."  Does it contradict my previous article? All I can say, in typical Irish fashion is, well, yes and no.    “ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถทำการรับศีลมหาสนิททางจิตวิญญาณ  พวกเขาสามารถออกมาพร้อมแขนทั้งสองประสานกันและโค้งต่ำหน้าศีลมหาสนิท  แล้ว พระสงฆ์ สังฆานุกร หรือศาสนพิธีกรพิเศษ สามารถกล่าวกับพวกเขาอย่างแสดงน้ำใจว่า “ โปรดรับพระเยซูเจ้าเข้าอยู่ในดวงใจของท่าน “   นี่ไม่ใช่การอวยพร  แต่ เป็นการเชื้อเชิญให้นมัสการ ดังนั้นจึงไม่ต้องมีการแสดงกิริยาอาการใดๆ   “ ศีลมหาสนิทฝ่ายจิตวิญญาณคงจะเชื่อได้อย่างแน่นอนที่ทำให้จิตตารมณ์พิธีกรรมสำเร็จไป   การเป็นผู้เชื่อมั่นต่อความจริงของการฉลองสมโภชศีลศักด์สิทธิ์ อนุญาตให้พวกเราทั้งหมด ไม่ว่าหนุ่มสาวหรืออายุมาก  เพื่อเข้าสู่การนมัสการลึกกว่านี้อีก “   มีอะไรที่ขัดแย้งกับบทความก่อนๆของพ่อหรือ?   ทั้งหมดที่พ่อพูดได้  ในแฟชั่นแบบชาวไอริช  นะ  ทั้ง ใช่ และ ไม่ใช่.

The previous question did not refer to my personal opinion regarding the appropriateness of these blessings, but to whether they were permitted or not. The essence of my answer to that question was that the issue was not clear from a legal point of view and, barring an authoritative statement from the Holy See, it depended on the local authorities to judge the opportunity of accepting or rejecting this practice.    คำถามก่อนนี้มิได้อ้างอิงความคิดเห็นส่วนตัวของพ่อ เกี่ยวกับความสมควรของการอวยพรเหล่านี้  แต่อ้างเพียงวิธีการแบบนี้ได้รับอนุญาตหรือไม่เท่านั้น  หัวใจสำคัญของคำตอบของพ่อต่อคำถามนั้น คือว่า เรื่องยังไม่ชัดเจนจากแง่ทัศนะทางกฎหมายศาสนจักร และ ยกเสียแต่ว่า คำยืนยันของผู้มีอำนาจฝ่ายปกครองจากสันตะสำนัก  มันขึ้นกับผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น ที่จะตัดสินโอกาสที่จะรับหรือปฏิเสธการปฏิบัตินี้.

The admirable Archbishop Chaput has taken a characteristically lucid position on the issue, and, while his article is not a formal liturgical norm, it both clarifies the question for his archdiocese, and provides guidance to other pastors weighing the pros and cons of this still nascent custom.   However, the fact remains that many bishops have made approving comments regarding it and some have actually participated in such blessings. Thus the legal issue at the heart of the original question remains doubtful. Indeed, as one reader has helpfully informed me, the bishops' conference of England and Wales has published a fairly authoritative statement on this issue, to wit:   พระอัครสังฆราชชาปุตผู้น่าชื่นชม ได้วางสถานะที่แจ่มแจ้งเข้าใจง่ายในเรื่องนี้  และ  ขณะที่บทความของท่านไม่ใช่กฎเกณฑ์ในแบบพิธีกรรม  มัน ทั้งทำให้คำถามกระจ่างสำหรับอัครสังฆมณฑลของท่าน และทั้งจัดให้มีการนำทางแก่เจ้าอาวาสคนอื่นให้ชั่งน้ำหนัก ทั้ง pros and cons ของประเพณีที่เพิ่งเกิดใหม่นี้   อย่างไรก็ดี   ความจริงยังคงเป็นว่า พระสังฆราชหลายองค์ ได้แสดงความคิดเห็นรับรองเกี่ยวกับเรื่องนี้  และบางองค์ในปัจจุบัน ได้มีส่วนร่วมในการอวยพรเช่นนี้   ดังนั้น  เรื่องทางกฎหมายพระศาสนจักรที่ใจกลางของคำถามต้นตอ ยังคงเป็นที่น่าสงสัย  จริงๆ  โดยที่ผู้อ่านคนหนึ่งได้รายงานพ่อเชิงเป็นการช่วยเหลือ  สภาพระสังฆราชแห่งอังกฤษและเวลส์ ได้พิมพ์คำยืนยันของผู้ค่อนข้างทรงอำนาจในเรื่องนี้  กล่าวคือ :

"Even though some in the assembly may not receive 'sacramental' Communion, all are united in some way by the Holy Spirit. The Traditional idea of spiritual communion is an important one to remember and re-affirm. The invitation often given at Mass to those who may not receive sacramental communion — for example, children before their first communion and adults who are not Catholics — to receive a 'blessing' at the moment of Communion emphasizes that a deep spiritual communion is possible even when we do not share together the Sacrament of the Body and blood of Christ" (the Catholic Bishops' Conference of England and Wales, "Celebrating the Mass: A Pastoral Introduction," (Catholic Truth Society, April 2005, In number 212, pg 95)."     “ แม้บางคนในที่ประชุมสมัชชา อาจจะไม่รับศีลมหามหาสนิท’แบบศีลศักดิ์สิทธิ์’  ทั้งหมดก็รวมตัวกันในบางวิธีโดยพระจิตเจ้า   ความคิดแบบดั้งเดิมของศีลมหาสนิททางจิตวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะจดจำและฟื้นฟูยืนยันใหม่   การเชื้อเชิญ บ่อยมากที่ทำในเวลามิสซาแก่ผู้ที่ไม่อาจรับศีลศักดิ์สิทธิ์ได้ – ตัวอย่าง เด็กๆก่อนการรับศีลแรกของพวกเขา และผู้ใหญ่ซึ่งไม่ใช่คาทอลิก – ให้รับ’การอวยพร’ ณ เวลารับศีลมหาสนิท ยืนยันว่าการรับศีลมหาสนิททางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งเป็นไปได้ แม้เมื่อเราไม่มีส่วนร่วมในศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า “ ( สภาพระสังฆราชอังกฤษและเวลส์ , “Celebrating the Mass: A Pastoral Introduction, “(Catholic Truth Society, April 2005, In number 212, pg 95)." 
   
I would note that the bishops here interpret the blessing itself as a kind of spiritual communion and so the basic thrust of their thinking is the same as that of Archbishop Chaput.      As the gauntlet has been hurled, so to speak, regarding my personal view, I admit to sharing Archbishop Chaput's misgivings as to the appropriateness of some practical aspects of imparting these blessings.     For example, since lay extraordinary ministers of Communion are not authorized to give liturgical blessings, in situations where there are numerous non-communicants the practice could result in a seeming paradox in which they receive blessings from the ordinary ministers of Communion while the Catholic faithful receive the sacred host from extraordinary ministers. Perhaps a lay minister could pronounce a generic formula calling down God's blessing, but it is rather short shrift compared to Communion.   พ่ออยากตั้งข้อสังเกตุว่า บรรดาพระสังฆราชที่นี่ตีความการอวยพรนั่นเองเป็นประหนึ่งชนิดหนึ่งของศีลมหาสนิททางจิตวิญญาณ และดังนั้นความนึกคิดมาตรฐานที่เกิดขึ้น ก็เป็นอย่างเดียวกันกับของพระอัครสังฆราชชาปุต   โดยที่ถุงมือถูกถอดโยนทิ้งไปแล้ว แบบที่พูดกัน (ก่อนมีการต่อสู้ ) ในทัศนะส่วนตัวของพ่อ  พ่อรับที่มีส่วนร่วม ความหวั่นหวาดของพระอัครสังฆราชชาปุต กับความเหมาะเจาะของแง่มุมภาคปฏิบัติบางประการของการมีส่วนในการอวยพรเหล่านี้  ในสถานการณ์ที่มีผู้มิได้เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมมีจำนวนมาก  การปฏิบัติอาจจะก่อให้เกิดการที่ดูเหมือนตรงข้ามกับความนึกคิดของคนทั่วไป ซึ่งพวกเขารับการอวยพรจากศาสนพิธีกรศีลปกติ ธรรมดา ในขณะที่สัตบุรุษที่เป็นคาทอลิกรับแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์จากศาสนพิธีกรพิเศษ   บางที ศาสนพิธีกรฆราวาสคนหนึ่ง สามารถสวดภาวนาสูตรประจำนำพระพรของพระเจ้า  แต่ คำสวดนั้นน่าจะค่อนข้างออกมาสั้นเมื่อเทียบกับสูตรภาวนาแจกศีล.

I am also rather queasy about touching people on the head, while simultaneously administrating the sacred host on the tongue of the next person in line. My most serious hesitations, however, stem from  a fear that, over time, the practice of giving blessings to non-communicants could create a new perception or mentality regarding Communion itself that makes it somehow equivalent to a blessing, thus weakening the special value that Communion should have for Catholics. This danger could be especially present in a school environment with a high proportion of non-Catholics who receive only a blessing. On the other hand, some priests have mentioned that it can lower the danger of sacrilegious communions in predominantly Catholic schools as children and adolescents find it easier to ask for a blessing than to stay (alone) in their pews.   พ่อยังเป็นคนค่อนข้างขี้ขลาดที่จะแตะต้องประชาชนที่ศีรษะ  ขณะที่ในเวลาเดียวกันกับที่บริหารแจกศีลศักดิ์สิทธิ์วางที่ลิ้นของคนถัดไปในแถว   อย่างไรก็ดี  ความลังเลร้ายแรงที่สุดของพ่อ เกิดจากความกลัวที่ว่า  ตอนนั้น  การปฏิบัติเรื่องการอวยพร แก่ผู้มิใช่ผู้ร่วมหิธี สามารถก่อให้เกิดความนึกคิดหรือความคิดเห็นใหม่ เกี่ยวกับศีลมหาสนิทเอง ที่ทำให้มาเท่าเทียมกับการอวยพร  ดังนั้น  ก็ทำให้คุณค่าพิเศษที่ศีลมหาสนิทควรมีลดน้อยลงสำหรับคนคาทอลิก   อันตรายประการนี้สามารถมีอยู่เป็นพิเศษในสภาวะแวดล้อมของโรงเรียน ที่มีสัดส่วนของผู้มิได้ร่วมพิธีจำนวนมาก ซึ่งรับเพียงการอวยพร  อีกอย่างหนึ่ง  พระสงฆ์บางองค์ อ้างว่า มันสามารถลดอันตรายจากการทุรจารศีล ที่มีมากในโรงเรียนคาทอลิก โดยที่เด็กและผู้ใหญ่พบว่าเป็นการง่ายที่ขอการอวยพรมากกว่าอยู่ ( เดียวดาย ) ในแถวที่คุกเข่า

Likewise, other priests have written to comment on the pastoral effectiveness of being able to offer Catholics in irregular situations an alternative to not approaching the Communion rail. One commented that one couple's receiving the blessing awoke a hunger for the Eucharist which spurred them to regularize their situation with the Church.   เช่นเดียวกัน  พระสงฆ์อื่นได้เขียนความคิดวิจารณ์เกี่ยวกับผลที่ได้รับทางการบริหาร ในการที่สามารถเสนอให้คาทอลิกได้สถานะการณ์พิเศษที่จะเลือก ไม่เข้าไปคุกเข่ารอที่แถวรอเพื่อรับศีล  คนหนึ่งให้ความคิดที่ว่า การรับคำอวยพรของคู่คาทอลิกหนึ่ง ได้ปลุกเร้าความปรารถนาที่จะรับศีล ซึ่งกระตุ้นพวกเขาให้ทำสถานการณ์เป็นประจำกับวัด

For the above situations I believe the archbishop's suggestion regarding formation in spiritual communion, or that of the British bishops in interpreting the invitation to receive a blessing as spiritual communion, are invaluable and may be even more pastorally effective than a simple blessing per se. It may be harder to apply, however, to non-Catholics.   This brings us to a related question of some members of the Legion of Mary in California who generously offer their services as extraordinary ministers of Communion in an assisted-living facility with a large proportion of non-Catholics.   สำหรับสถานการณ์ข้างบน  พ่อเชื่อ คำแนะนำของพระอัครสังฆราชเกี่ยวกับการให้การศึกษาในเรื่องศีลมหาสนิททางจิตวิญญาณ หรือที่เกี่ยวกับบรรดาสังฆราชอังกฤษในการแปลความคำเชื้อเชิญไปรับการอวยพรประหนึ่งศีลมหาสนิทฝ่ายจิตวิญญาณ  ก็เป็นสิ่งมีคุณค่า และอาจมีค่าเหลือหลายและมีประสิทธิภาพทางการบริหารมากกว่าการอวยพรธรรมดาในตัวมันเอง   อย่างไรก็ดี มันอาจจะยากกว่าที่จะปรับใช้กับผู้มิใช่คาทอลิก   เรื่องนี้นำเราไปสู่คำถามที่สัมพันธ์กันของสมาชิกบางคนของคณะพลมารีในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งใจกว้าง เสนองานบริการรับใช้ของพวกเขาในฐานะศาสนบริกรศีลมหาสนิทพิเศษ ในการเป็นเครื่องมือช่วยรับใช้ในสัดส่วนที่ใหญ่มากของผู้ที่มิได้เป็นคาทอลิก

They ask: "We also know that, as extraordinary ministers of Communion, we cannot bless anyone, but we do ask Jesus or God to bless them. What is the proper form of blessing that we can offer our Protestant brethren? We customarily offer this type of blessing in lieu of sharing Communion: 'May God Bless you and keep you close to him.' "Is it proper for extraordinary ministers to lay on hands or to make the sign of the cross on the head, or over the head, of the person receiving the blessing? Is it proper to anoint the head of the person receiving the blessing with holy water?    พวกเขาถามว่า “ เราทราบด้วยว่า ในฐานะศาสนบริกรพิเศษของศีลมหาสนิท  เราไม่สามารถอวยพรผู้ใด แต่เราขอพระเยซูเจ้า หรือพระเป็นเจ้าให้ทรงอวยพระพรพวกเขา   อะไรคือรูปแบบเฉพาะของการอวยพรที่เราสามารถมอบแก่เพื่อนพี่น้องชาวโปรเตสตันท์ ของเรา?  เราคุ้นเคยที่จะเสนอการอวยพรชนิดนี้แทนการมีส่วนร่วมในศีลมหาสนิทคือ ‘ ขอพระเจ้าอวยพรท่านและรักษาท่านให้ใกล้ชิดพระองค์เสมอ ‘  “ มันถูกต้องเฉพาะสำหรับศาสนพิธีกรพิเศษไหมที่จะวางบนมือ หรือทำเครื่องหมายกางเขนบนศีรษะหรือเหนิอศีรษะ ของบุคคลที่กำลังรับการอวยพรนั้น?  มันเป็นการเฉพาะเหมาะสมไหมที่จะเจิมศีรษะของบุคคลที่กำลังรับพระพร ด้วยน้ำเสก? 

"We want to act properly in the full spirit of the Holy Father's call for evangelization by the lay apostolates, without overstepping into ritual behavior that is the proper domain of the consecrated priesthood."  From what has been said above I would suggest that you avoid ritual gestures that might cause confusion, especially to the Catholics present. However, the formulas provided for the extraordinary ministers of Communion in the ritual for Communion outside of Mass could also be used in the presence of non-Catholics. They usually have a third person plural formula such as "May the Lord bless us, keep us from all evil and bring us to everlasting life."   “ เราต้องการปฏิบัติโดยเฉพาะในจิตวิญญรณเต็มเปี่ยมของเสียงเรียกร้องของบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อการเผยแพร่พระศาสนา โดยฝ่ายอาสาฆราวาส  โดยปราศจากการก้าวเลยไปเข้าสู่การปฏิบัติทางพิธีกรรม ที่เป็นหลักการเฉพาะของสังฆภาพสงฆ์ที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์แล้ว “   จากอะไรต่างๆที่กล่าวกันข้างบน พ่ออยากเสนอแนะว่า พวกท่านโปรดหลีกเลี่ยงกิริยาอาการที่เป็นจารีตประเพณีที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย  เป็นต้นสำหรับชาวคาทอลิกที่อยู่ในวัด   อย่างไรก็ดี  สูตรที่จัดสำหรับศาสนพิธีกรพิเศษที่จัดบริการศีลมหาสนิท ในจารีตพิธีสำหรับการรับศีลนอกมิสซา สามารถนำมาใช้ได้ด้วย ในการร่วมอยู่ของผู้ไม่ใช่คาทอลิก  อย่างที่เคย พวกเขามีสูตรสำหรับบุคคลที่สามจำนวนหลายคน เช่น “ ขอพระเป็นเจ้าอวยพรเราทั้งหลาย  รักษาเราทั้งหลายจากจิตวิญญาณชั่วร้ายทั้งหมด และนำเราไปสู่ชีวิตนิรันรด้วยเทอญ “

If you wish to offer some spiritual activity to all present beyond the Communion service, then, with the permission of the parish priest, you could offer some acceptable common prayer once the Communion service has been finished — for example, praying an hour of the Divine Office, which is almost totally scriptural, would be one possibility.   While liturgical law restricts to ordained ministers the imparting of liturgical blessings, lay people are not forbidden from using similar gestures in non-liturgical settings. For example, in some counties parents commonly make the sign of the cross over and bless their children as they leave for school.    ถ้าท่านประสงค์จะเสนอกิจกรรมทางจิตวิญญาณบางอย่าง แก่คนทั้งหมดในวัดนอกเหนือจากการบริการศีลมหาสนิท  ถ้าเช่นนั้น ด้วยการอนุญาตของพระสงฆ์เจ้าอาวาส  ท่านสามารถเสนอบทภาวนาธรรมดาๆบางบทที่ยอมรับกัน เมื่อบริการศีลมหาสนิทจบลงแล้ว – ตัวอย่าง  สวดบทภาวนาประจำชั่วโมงพระเจ้า  ซึงเกือบทั้งหมดมาจากพระคัมภีร์ น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้   ขณะที่กฎพิธีกรรมจำกัดให้เพียงศาสนบริกรที่รับศีลบวชเท่านั้นมีส่วนในการอวยพรทางพิธีกรรม  คนฆราวาสมิได้ถูกห้ามจากการใช้อากัปกิริยาคล้ายกันในการเตรียมในสื่งที่ไม่ใช่พิธีกรรม  ตัวอย่าง  ในบางประเทศ  บิดามารดา โดยปกติ จะทำเครื่องหมายกางเขนเหนือพวกเด็กและอวยพรเด็กเหล่านั้นเมื่อพวกเด็กจากบ้านไปโรงเรียน.

While on the subject of blessings, a deacon requested if "the deacon may use the same formula as the presbyter and perform the same action of making the sign of the cross over the person(s) to be blessed?"   The short answer is yes. The deacon may impart most of the same blessings as a priest and uses the same liturgical gestures. If a priest is present however, he should defer to him.   ขณะที่พูดเรื่องการอวยพร สังฆานุกรคนหนึ่งถามว่า “ สังฆานุกรอาจจะใช้บทสวดสูตรเดียวกันเหมือนบาทหลวงและจัดการกระทำเช่นเดียวกัน โดยการทำเครื่องหมายกางเขนเหนือคน(เหล่า)นั้นให้ได้รับพระพรได้หรือไม่?   คำตอบสั้นๆคือ ได้    สังฆานุกรอาจทำเครื่องหมายเดียวกันนี้เหมือนเช่นพระสงฆ์ และใช้กิริยาการทางพิธีกรรมเดียวกัน  อย่างไรก็ดี ถ้าพระสงฆ์อยู่ด้วย  สังฆานุกรควรปฏิบัติต่ามพระสงฆ์

Finally, a lay woman from Canada asks: "At the opening of the Mass and its closing we are blessed by the priest. I have traditionally blessed myself following reception of the Eucharistic species. However, I recently read that this is inappropriate in that it interferes with the unifying theme of the initial and closing blessings by the priest. What is the meaning of blessing oneself after reception of Eucharist? And, what is considered appropriate at this time in our Church's history?"    ที่สุด  สตรีฆราวาสผู้หนึ่งจากแตนาดาถามว่า “ ณ เวลาเริ่มและจบมิสซา  เราถูกอวยพรโดยพระสงฆ์  ดิฉันในแบบประเพณีดั้งเดิม ได้อวยพรตัวเอง โดยติดตามการรับศีลมหาสนิท   อย่างไรก็ดี   เมื่อเร็วๆนี้ ดิฉันอ่านพบว่า มันเป็นการไม่เหมาะสมเพราะมันเข้าแทรกกับจิตตารมณ์ของการรวมเป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่ตอนเริ่มมิสซาและตอนปิดมิสซาโดยพระสงฆ์   อะไรคือความหมายของการอวยพรตนเอง หลังจากการรับศีลมหาสนิท ?   และ  อะไรถือว่าเหมาะสม ณ เวลานี้ในประวัติศาสตร์ของศาสนจักรของเรา ?

Strictly speaking, the priest does not bless us at the beginning of Mass; rather, we all make the sign of the cross together as a sign of faith. The only proper blessing is that at the end of Mass which is a concluding blessing before the faithful are sent forth to continue their Christian mission in the world. Your custom of crossing yourself (also sometimes called blessing oneself) after receiving Communion is simply an act of private devotion and an expression of faith in what one has received. It does no harm whatsoever to the symbolism of the Mass and probably does you a lot of spiritual good. ZE05052423
กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง  พระสงฆ์มิได้อวยพรพวกเราตอนเริ่มมิสซา  แต่  เราทุกคนในวัดทำสำคัญมหากางเขนพร้อมกัน เพื่อแสดงความเชื่อ   การอวยพรโดยเฉพาะก็คือ ณ เวลาจบพิธีมิสซา ซึ่งจะมีการอวยพระพรสรุปสุดท้าย ก่อนที่บรรดาสัตบุรุษจะออกเดินทางกลับบ้าน เพื่อสานต่อพันธกิจคริสตชนในโลก   ประเพณีของเธอในการทำสำคัญมหากางเขนที่ตัวเอง ( บางครั้งเรียกว่าการอวยพรตนเอง ) หลังการรับศีลเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นกิจศรัทธาส่วนตน และเป็นการแสดงความเขื่อในสิ่งที่คนหนึ่งได้รับ  มันไม่ทำร้ายผู้ใดก็ตามที่แสดงสัญลักษณ์ของมิสซา และบางทีทำให้ท่านได้รับสิ่งดีๆฝ่ายวิญญาณมากมายอีกด้วย     
ZE05052423

5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Blessings for Non-Communicants การให้พรสำหรับผู้ที่มิได้ร่วมพิธีมิสซา เมื่อ: มกราคม 17, 2016, 05:28:28 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                          Blessings for Non-Communicants  การให้พรสำหรับผู้ที่มิได้ร่วมพิธีมิสซา

A ZENIT DAILY DISPATCH
ROME, 10 MAY 2005 (ZENIT)
Alan Petervich Update January 17, 2016

       Answered by Father Edward McNamara, professor of liturgy at the Regina Apostolorum Pontifical University.
        ผู้ตอบ คือ คุณพ่อเอ็ดเวิร์ด แมคนามารา ศาสตราจารย์วิชาพิธีกรรม ที่มหาวิทยาลัย Regina Apostolorum Pontifical University.

Q: At many Masses these days, non-communicating participants approach the altar at Communion time and receive a blessing when they cannot communicate. However, some priests do not do this, saying it is not "in the rubrics." Is it all right for priests to do this? — M.T., New South Wales, Australia

     ถาม : ในหลายมิสซาทุกวันนี้  ผู้มาวัดที่มิได้ร่วมพิธีกรรม จะเข้าไปใกล้พระแท่นตอนพิธีรับศีล  และรับการอวยพรเมื่อพวกเขาไม่สามารถรับศีลได้  อย่างไรก็ดี  พระสงฆ์บางองค์ไม่ทำแบบนี้  โดยกล่าวว่ามันไม่มี “ ในกฎพิธีกรรม (rubrics)  พระสงฆ์ทำแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ประการใด ? -- M.T., New South Wales, Australia

A: As far as I have been able to ascertain, this practice arose over the last two decades or so, above all in English-speaking countries, such as Australia and the United States, where Catholics form a significant minority amid a basically Christian population.

ตอบ : เท่าที่พ่อจะสามารถให้ความเห็นได้  การปฏิบัตินี้เกิดมาประมาณสองทศวรรษที่แล้วหรือประมาณนั้น  เหนือสิ่งใด ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ  เช่นออสเตรเลียและสหรัฐ  ที่ซึ่งชาวคาทอลิกก่อตัวเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีความหมาย ท่ามกลางประชากรเป็นคริสตชนโดยพื้นฐาน
 
Because of this, it is relatively common to have non-Catholics present at Mass, for example, Protestant spouses of Catholics, catechumens, and other visitors. This is especially true of weddings and funerals when the number of non-Catholics is even larger.

เพราะอย่างนี้  ก็เป็นปกติธรรมดาที่จะมีผู้ที่มิได้ร่วมพิธีปรากฎอยู่ในวัดเวลามิสซา  ตัวอย่าง  โปรเตสตันท์ที่แต่งงานกับคาทอลิก  ผู้ใหญ่ที่กำลังเรียนคำสอน และแขกผู้มาเยี่ยมอื่นๆ  เป็นต้น การแต่งงานและพิธีปลงศพจะมีผู้ที่มิได้ร่วมในพิธีกรรมจำนวนมากกว่าอีก

Another common situation, which apparently gave rise to this practice, is the increase in non-Catholic students at Catholic schools and colleges. At times, about half the student body is unable to participate in Communion.
 
สถานการณ์ปกติธรรมดาอื่นๆ ซึ่งเท่าที่ปรากฎทำให้การปฏิบัตินี้สูงขึ้น  คือการเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่มิใช่คาทอลิกในโรงเรียนและวิทยาลัยคาทอลิกต่างๆ  ณ เวลานี้  ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนักศึกษาไม่สามารถเข้าร่วมรับศีลมหาสนิทได้

Situations such as these probably inspired the practice of inviting those unable to receive Communion to approach the altar to receive a blessing so as not to feel excluded. Certainly this blessing is not in the rubrics and there is no obligation to make such an invitation. However, neither is there any prohibition and the practice seems to have been tacitly accepted by many bishops who are aware of this nascent custom and have even participated in giving such blessings.
 
สถาณการณ์เช่นที่กล่าวมาเหล่านี้ บางทีทำให้เกิดความคิดการปฏิบัติการเชิญผู้ที่ไม่สามารถรับศีลมหาสนิทให้เข้าไปใกล้พระแท่น เพื่อรับการอวยพรเพื่อจะไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นคนนอก  แน่นอน  การอวยพรนี้ไม่มีอยู่ในกฎพิธีกรรม และดังนั้น ก็ไม่มีการบังคับให้ทำการเชื้อเชิญแบบที่ว่านี้   อย่างไรก็ดี   ทั้งไม่มีข้อห้ามใดๆและและการปฏิบัติใดๆที่ดูเหมือนยอมรับเป็นนัยๆโดยพระสังฆราชจำนวนมาก ซึ่งกังวลเกี่ยวกับประเพณีที่กำลังเริ่มขึ้นนี้ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้การอวยพรเช่นนั้น.

As far as I know, no bishop has issued specific directives on this issue, nor has the Holy See intervened although it is certainly aware of its existence.   The decision as to whether to adopt such a practice depends on the concrete pastoral circumstances involved. As in all similar initiatives, due reflection is required regarding the custom's pastoral utility and as to any possible consequences that it may provoke in the short or long term, for example, changing the way people perceive the act of receiving Communion. ZE05051027

เท่าที่พ่อทราบ  ไม่มีพระสังฆราชองค์ใดให้การแนะนำพิเศษในเรื่องดังกล่าว  และทั้งสันตะสำนักเองก็มิได้แทรกแซง แม้จะมีความกังวลปรากฎอยู่แน่นอน   การตัดสินใจว่าจะปรับรับการปฏิบัติใด ขึ้นกับกรณีแวดล้อมทางงานบริหารวัดแน่นอน  เช่นเดียวกับในการริเริ่มคล้ายคลึงกันทั้งหมดนี้  การสะท้อนความคิดเห็นที่มีมา ต้องการเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้ทางการบริหารวัดโดยประเพณี  และในผลที่ตามมาที่เป็นไปได้ใดๆ  ที่อาจกระตุ้นในช่วงเวลาสั้นหรือยาว  เช่น  การเปลี่ยนวิธีที่ประชาชนรับศีลมหาสนิท  ZE05051027

6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พระพักตร์แท้จริงของพระเยซูคริสต์ - True Face of JESUS CHRIST เมื่อ: มกราคม 16, 2016, 03:24:11 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                พระพักตร์แท้จริงของพระเยซูคริสต์
                                                                      โดยประจักษ์พยาน ปีลาตูสและกามาลีเอล ( และภาพจากผ้าห่อพระศพตุริน )
                                                                                      The True Face of JESUS CHRIST
                                                                          by Eye-Witnesses Pilate and Gamaliel (and pictures)

MLordandGod
                                                                                       https://youtu.be/SiH2W4LYhQ0                   
 https://youtu.be/SiH2W4LYhQ0
เผยแพร่เมื่อ 28 ต.ค. 2012
Alan Petervich Update January 16, 2016

The True Face of GOD JESUS CHRIST and Pictures, Descriptions by Eye-Witnesses Pilate and High-Priest Gamaliel before Jesus Christ's Crucifixion, and Lentulus to Roman Senate. Pontius Pilate letter to Tiberius Caesar.

พระพักตร์แท้จริงของพระเยซูคริสตเจ้า และภาพ ( จากผ้าห่อพระศพแห่งตุริน )  คำบรรยายโดยประจักษ์พยาน ปีลาตูส  และพระสงฆ์ระดับสูง       กามาลีเอล ก่อนการตรึงกางเขนพระเยซูคริสตเจ้า และรายงานของ เลนตูลูสถึงสภาซีเนตโรมัน  จดหมายของ ปอนตีอูส ปีลาตูส ถึงเซซาร์ ตีเบรีอูส

Pictures of Jesus Christ, Shroud of Turin, descriptions of eye-witnesses who knew Him before His Crucifixion, icons. (to "My Immortal" Evanescence)

ภาพของพระเยซูคริสต์ ผ้าห่อพระศพแห่งตุริน  คำบรรยายจากประจักษ์พยาน ที่รู้จักพระองค์ก่อนการตรึงกางเขนพระองค์  รูปบูชา ( ถึง  ความไม่ถาวร “ ที่ไม่ตายของฉัน “)

สัญญาอนุญาตมาตรฐานของ YouTube
สร้างขึ้นโดยใช้
YouTube Video Editor

ข้อความจาก วิดีโอต้นฉบับ:

       The True Face of Our Lord Jesus Christ
By Eye-Witnesses Pilate and Gamaliel (and pictures)
What is the true face of Jesus Christ look like?

พระพักตร์แท้จริงของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
โดยประจักษ์พยานปีลาตูส และกามาลีเอล ( และภาพจากผ้าห่อพระศพตุริน )
พระพักตร์แท้จริงของพระเยซูคริสต์ดูเหมือนอะไร?

Letter of Pontius Pilate to Tiberius Caesar states “His golden colored hair and beard gave Him a celestial aspect. He appeared to be about 30 years of age. I never saw a sweeter or more serene countenance. Later, I wrote to Jesus, requested to interview Him. He came. As I saw Him, I trembled as a guilty man, but He was calm! For a time I stood admiring Him…this extraordinary Man who inspired me with awe… I told him He had magnetic simplicity which elevated Him above all other men, He deeply…impressed me and others with His kindness…simplicity, humility, love.  I say that such a man… who can convert water to wine, change death to life…disease into health; calm the stormy seas… is not guilty of any criminal offense and…as other have said and we must agree He is…THE SON OF GOD

จดหมายของปอนทีอูส ปีลาตูส ถึง เซซาร์ ตีเบรีอูส ยืนยัน “ ผมและเคราสีทองของเขา ทำให้เขาเกิดแง่มุมสรวงสวรรค์   เขาปรากฎว่าอายุประมาณ 30 ปี  ฉันไม่เคยเห็นคนที่อ่อนหวานและสีหน้าราบรื่นมากแบบนี้  ต่อมา  ฉันได้เขียนถึงเยซู  ขอร้องสัมภาษณ์เขา  เขามา  เมื่อฉันเห็นเขา  ฉันตัวสั่นคล้ายคนมีความผิด  แต่เขาสงบเยือกเย็น!  ชั่วขณะหนึ่ง ฉันยืนชื่นชมเขา... ชายพิเศษไม่ธรรมดาคนนี้ ซึ่งดลใจฉันอย่างน่ากลัว... ฉันบอกเขาว่าเขามีความซื่อแบบแม่เหล็ก ซึ่งได้ยกตัวเขาเองเหนือมนุษย์คนอื่น   เขา  อย่างลึกซึ้งจริงๆ ... ประทับใจฉันและคนอื่นด้วยความใจดีของเขา... ความซื่อ  ความสุภาพถ่อมตน  ความรัก.    ฉันพูดว่าคนเช่นนี้... ซึ่งสามารถเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น  เปลี่ยนความตายเป็นชีวิต...เปลี่ยนโรคภัยไข้เจ็บเป็นสุขภาพ  บังคับทะเลที่คลื่นลมแรงให้สงบลง....ไม่ใช่คนผิดชนิดทำสิ่งเลวร้ายแบบอาชญากรคนใด และ.... ดังที่คนพูดกันและเราต้องเห็นด้วยว่า  เขาคือ....พระบุตรของพระเจ้า.

   Pilate’s wife St. Procula, Feast is October 27.
   Pilate and his wife Saints of Ethiopian Orthodox Church
   Feast of St. Pontius and Claudia Procula is June 25.

                  นักบุญ โปรคูลา ภริยาของปอนทีอูส ปีลาตูส  วันฉลองคือ 27 ตุลาคม
                  ปีลาตูส และ ภริยา เป็นนักบุญของศาสนจักรออทอด็อก เอธิโอเปีย ( ในอาฟริกากลาง )
                  วันฉลองสมโภชนักบุญปอนทีอูส และ นักบุญเคลาเดีย โปรคูลา เป็นวันที่ 25 มิถุนายน

Archko Volume:
 Hi-Priest Gamaliel says of Jesus “He is the picture of His Mother, hair more golden. He is tall, HIS visage thin, shoulders a bit drooped…His eyes are large and soft blue, rather dull and heavy. Something about Him distinguishes Him…from every other man!”
(quote:  Hi Priest Gamaliel)

Archko Volume :  พระสงฆ์สมณศักดิ์สูง กามาลีเอล กล่าวถึงพระเยซูว่า “ เขาเป็นรูปของมารดาของเขา  ผมสีทองเข้ม  รูปร่างสูง  โครงหน้าเรียว  บ่าทั้งสองตกเล็กน้อย.... ตาทั้งสองใหญ่และเป็นสีฟ้าอ่อน  ค่อนข้างจะหมองและเข้ม  บางสิ่งเกี่ยวกับเขาทำให้เขาเด่นแตกต่าง...จากคนอื่นทั้งหมด!” ( ข้อความที่ยกมา : พระสงฆ์สมณศักดิ์สูง กามาลีเอล )

            Letter of Lentulus to Roman Senate stated:

Pleasing, respectful, loving, guileless, mature, serene…
hair of unripe hazelnut, smooth to the ears, curls to His shoulders, parted, shiny as a Nazarene’s. His brow smooth, serene, ruddy, handsome, his eyes are greyish and clear. His rebuke   terrible, HIS admonition gentle, kind…cheerful with dignity, has wept but never laughed.
Stature tall, erect, arms and hands fine to be hold. His speech grave, reserved and temperate, so that…rightly called by prophets “Fairer than sons of men.”

                 จดหมายของ เลนตูลูสถึงสภาขุนนางโรมัน ยืนยันว่า :

(เขา – คนที่ชื่อเยซู)  เป็นคนดูน่าคบ  น่านับถือ  ไม่มีมารยา  เป็นผู้ใหญ่  แจ่มใส...
ผมสีเปลือกฮาเซลนัทที่ยังไม่สุก ( ผลไม้ของต้น hazel มีเปลือกแข็งสีน้ำตาลแดง ) เรียบลงถึงหู  เป็นลอนคลุมบ่าทั้งสองข้าง  แสกกลาง  เป็นเงาเช่นผมของชาวนาซาเร็ท  คิ้วเรียบ  แจ่มใส   มีสีแดง  สง่างาม  ดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีเทาและแจ่มใส  การว่ากล่าวน่ากลัว  การตักเตือนนิ่มนวล ใจดี..... น่านิยมด้วยศักดิ์ศรี  เคยร้องไห้แต่ไม่เคยหัวเราะ
โครงร่างสูง  ตัวตั้งตรง  แขนและมือทั้สองพร้อมที่จะยึดจับ  คำปราศรัยของเขาเอาจริงเอาจัง  สงวนถ้อยคำและผ่อนหนักผ่อนเบา  จนว่า.... ถูกต้องแล้วที่ถูกเรียกอย่างถูกต้องจากผู้พยากรณ์ว่า “ ดีกว่าบุตรแห่งมนุษย์ทุกคน “

   Seek the LORD’s Strength and Face always. Ps 05 show us The Face and we shall be saved. Ps 80:3 The Lord show you His Face and give your Peace. “you have said, “Seek My Face.” My heart says…to you,” Your face, LORD, I do seek”>> Ps 27

   For all who ask receive; he who seeks finds. Mat7

        จงแสวงหาพลังของพระเจ้าและพระพักตร์ของพระองค์เสมอ   เพลงสดุดี 05 โปรดแสดงพระพักตร์แก่เราและเราจะถูกช่วยให้รอด  
เพลงสดุดี 80.3 “ โปรดสำแดงพระพักตร์สุกใส และประทานสันติสุขของพระองค์แก่เรา  พระองค์ตรัสว่า “ จงแสวงหาใบหน้าของเราเถิด “  
ดวงใจของข้าพจ้าได้กล่าว....กับพระองค์ว่า “ พระเจ้าข้า  ข้าพเจ้ากำลังแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์ “ >> เพลงสดุดี 27

           “ เพราะคนที่ขอย่อมได้รับ  คนที่แสวงหาย่อมพบ “  ( มัทธิว 7:7-8)  

JESUS CHRIST invites you to SEEK HIM.
He gave HIS LIFE to grant you Eternal Life in courts of THE KING OF KINGS and LORD OF LORDS

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเชื้อเชิญคุณให้แสวงหาพระองค์
พระองค์ทรงประทานชีวิตของพระองค์เพื่อโปรดให้คุณได้ชีวิตนิรันดรในราชสำนักของกษัตริย์แห่งกษัตริย์
และพระเจ้าแห่งพระเจ้าทั้งหลาย

              JESUS CHRIST asks you to SEEK HIS FACE
              Ask HIM to do so and it shall be granted you.
Pictures of JESUS CHRIST to sis Anna Ali. HE told her
“Warn people I above grant My Mercy and images
I make Myself visible to convert, bring back souls.
For, many do not believe in My reality!”

                   พระเยซูคริสตเจ้าทรงขอให้คุณแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์
                   จงวิงวอนขอพระองค์ที่จะปฏิบัติเช่นนั้น และคุณจะได้รับการโปรดให้
หลายภาพของพระเยซูคริสตเจ้าที่ปรากฎแก่ซิสเตอร์ แอนนา อาลี  พระองค์ตรัสแก่เธอว่า
“ จงเตือนประชาชน ฉันให้ความเมตตาของฉันตามที่กล่าวข้างบน และภาพ
ที่ฉันเองทำให้ตัวปรากฎให้เห็นก็เพื่อให้คนกลับใจ  นำดวงวิญญาณกลับมา
เพราะว่า  คนจำนวนมากไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของฉัน !”

            IXOYZ – JESUS CHRIST
            SON OF GOD SAVIOUR

True Knowledge of God is to see Christ’s FACE
Christian Doctrine and Words of Jesus Christ

                 THE ETERNAL
                 BRIDEGROOM
ความรู้ที่แท้จริงถึงพระเจ้าก็คือเห็นพระพักตร์ของพระคริสตเจ้า
คำสอนคริสตชนและพระวาจาของพระเยซูคริสตเจ้า

                              เจ้าสาว
                             ชั่วนิรันดร




    
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โป๊บยกเลิกตำแหน่งเกียรติยศ monsignor สำหรับพระสงฆ์สังฆมณฑลอายุต่ำกว่า 65 ปี เมื่อ: มกราคม 14, 2016, 06:29:14 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
                                                                 โป๊บยกเลิกตำแหน่งเกียรติยศ monsignor สำหรับพระสงฆ์สังฆมณฑลอายุต่ำกว่า 65 ปี
                                                      Pope abolishes honorary title of monsignor for diocesan priests under the age of 65

Seeking to eliminate careerism in the Catholic clergy, Pope Francis has abolished the conferral of the title of ‘monsignor’ on secular or diocesan priests under the age of 65

ด้วยการหาวิธียกเลิกงานประจำในคณะนักบวชคาทอลิก  โป๊บฟรังซิสได้ยกเลิกการแต่งตั้งตำแหน่ง ‘monsignor’ แก่พระสงฆ์ท้องถิ่นหรือสังกัดสังฆมณฑล ที่อายุต่ำกว่า 65 ปี

REUTERS
04/01/2014
GERARD O'CONNELL

In a new move aimed at reforming the clergy and eliminating careerism in the Catholic Church, Pope Francis has abolished the conferral of the Pontifical Honor of ‘Monsignor’ on secular priests under the age of 65.
Henceforth, the only Pontifical Honor that will be conferred on ‘secular priests’ will be that of ‘Chaplain to His Holiness’ and this will be conferred only on ‘worthy priests’ who are over 65 years of age. (‘Secular priests’ are priests in a diocese, who are not monks or members of religious institutes or orders).

ในความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ที่มีเป้าหมายฟื้นฟูนักบวชและยกเลิกงานประจำในพระศาสนจักรคาทอลิก  โป๊บฟรังซิสได้ยกเลิกการเสนอแต่งตั้งเกียรติยศสันตะสำนัก ของ ‘ Monsignor ‘ ให้กับพระสงฆ์สังฆมณฑลที่อายุต่ำกว่า 65 ปี   ตั้งแต่นี้ไป  เกียรติยศของสันตะสำนักมีเพียงว่าจะมีการแต่งตั้งกับ ‘ พระสงฆ์สังฆมณฑล( หรือพระสงฆ์พื้นเมือง ) ในตำแหน่ง ‘ Chaplain to His Holiness ‘  และตำแหน่งนี้จะโปรดให้เพียงกับ “ พระสงฆ์ผู้ทรงคุณค่า “ ซึ่งอายุมากกว่า 65 ปี ( ‘พระสงฆ์พื้นเมืองคือพระสงฆ์ในสังฆมณฑล ซึ่งไม่ใช่ฤาษีมุนีหรือสมาชิกของสถาบันหรือคณะนักบวชใดๆ’ )

The Vatican’s Secretariat of State has communicated this news to Apostolic Nuncios around the world, and has asked them to inform all bishops in their respective countries of the decision in this regard taken by Pope Francis.
Thus, for example, on January 2, the Apostolic Nuncio to Great Britain, Archbishop Antonio Mennini, wrote to all the bishops in Great Britain to inform them of the Pope’s decision. He confirmed that “the privileges in this regard” that have already been granted by the Roman Pontiff to “physical or juridical persons” remain in force. This would suggest that the papal decree is not retroactive, those who are already monsignors will not lose their title.

สำนักเลขาธิการรัฐวาติกันได้สื่อสารส่งข่าวนี้ไปที่สำนักสมณทูตทั่วโลก  และขอให้พวกเขาแจ้งแก่พระสังฆราชทั้งหมดในประเทศดังกล่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องนี้ที่โป๊บได้ตัดสินใจ  ดังนั้น เช่นตัวอย่าง ณ วันที่ 2 มกราคม สมณทูตประจำอังกฤษ พระอัครสังฆราชอันโตนีโอ เมนนีนี  ได้ส่งหนังสือถึงพระสังฆราชทุกองค์ในอังกฤษ เพื่แจ้งให้พวกเขาทราบถึงการตัดสินใจของโป๊บ   เขายืนยันว่า “ สิทธิพิเศษในเรื่องนี้ “ ที่ได้รับกาโปรดให้โดยพระสังฆราชโรมัน แก่ “ บุคคลทั้งที่ธรรมดาและนิติบุคคล “ ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่  นี่น่าจะเป็นการเสนอแนะว่า กฤษฎีกาของพระสันตะปาปาไม่สามารถบังคับย้อนหลังได้  ผู้ที่เป็น monsignors อยู่แล้วจะไม่สูญเสียตำแหน่งดังกล่าว

The decision does not come as a surprise to those who know Pope Francis. A humble man, he has always been averse to ecclesiastical titles, and when he was bishop and later cardinal in Argentina he always asked people to call him ‘Father’, instead of ‘My Lord’, ‘Your Grace’ or ‘Your Eminence’; he is convinced that the name ‘Father’ best reflects the mission that has been entrusted to a priest, bishop or cardinal. Indeed, during his tenure as archbishop of Buenos Aires (1998-2013), he never asked the Holy See to confer the title of ‘monsignor’ on any priest in the archdiocese.

การตัดสินใจมิได้เกิดมาแบบทำความประหลาดใจแก่บรรดาคนที่รู้จักโป๊บฟรังซิส  เพราะเป็นคนสุภาพ พระองค์ไม่ชอบฉายาตำแหน่งทางศาสนจักร  และเมื่อพระองค์เป็นพระสังฆราชและต่อมาเป็นคาร์ดินัลในอาร์เยนตีนา พระองค์จะขอร้องประชาชนเสมอให้ให้เรียกพระองค์ว่า ‘ Father – คุณพ่อ ‘  แทนที่จะเรียก ‘My Lord’’Your Grace’ หรือ ‘Your Eminence’  พระองค์ทำให้เชื่อว่า คำ ‘Father – คุณพ่อ’ สะท้อนพันธกิจที่ได้มีการมอบไว้วางใจให้แก่พระสงฆ์ พระสังฆราชหรือพระคาร์ดินัล  จริงๆ  ระหว่างการดำรงตำแหน่งพระสังฆราชแห่งบัวโนส ไอยเรส (1998-2013)   พระองค์ไม่เคยขอสันตะสำนักแต่งตั้งตำแหน่ง ‘monsignor’ ให้แก่พระสงฆ์องค์ใดในอัครสังฆมณฑล.

In taking this decision, Pope Francis is building on the reform in this area of ecclesiastical titles that was introduced by Paul VI in 1968, in the wake of the Second Vatican Council. Before Paul VI’s reform there were 14 grades of ‘monsignor’, he reduced them to the three ranks that exist today: Apostolic Protonotary, Honorary Prelate of His Holiness, Chaplain of His Holiness. The original titles dated back to the pontificate of Pope Urban VIII (1623-1644).These three honors are granted by the Pope, usually on the proposal of the local bishop, to Catholic priests who have rendered particularly valuable service to the Church. The priests are given these Pontifical Honors may   be addressed as ‘Monsignor’ and has certain privileges, such as those regarding ecclesiastical dress and vestments.

ในการตัดสินใจนี้  โป๊บฟรังซิสกำลังก่อตัวการฟื้นฟูในวงการตำแหน่งทางศาสนจักรที่นำแต่งตั้งโดยพระสันตะปาปาปอล VI ในปี 1968  ในการตื่นตัวของ VCII  ก่อนการฟื้นฟูของปอล VI มี’monsignor ‘ ถึง 11 เกรด  พระองค์ได้ลดลงเหลือเพียงสามตำแหน่งที่คงอยู่ถึงปัจจุบัน คือ  Apostolic Pronotary ,  Honorary Prelate of His Holiness , Chaplain of His Holiness   ตำแหน่งแรกเริ่มต้องถอยหลังกลับไปถึงสมณสมัยของพระสันตะปาปา Urban VIII (1623–1644)   เกียรติยศสามตำแหน่งนี้ มีการโปรดให้โดยพระสันตะปาปา  โดยปกติจากการเสนอของพระสังฆราชท้องถิ่น ไปยังพระสงฆ์คาทอลิกซึ่งได้แสดงการรับใช้ที่มีคุณค่าเป็นพิเศษต่อพระศาสนจักร   พระสงฆ์ที่ได้รับเกียรติจากสันตะสำนักเหล่านี้ อาจได้รับการเรียกว่า ‘Monsignor’ และมีอภิสิทธิ์บางประการ  เช่น การแต่งกายและสวมพัสตราภรณ์ศาสนจักร

Many bishops have tended to use the honor as a way of rewarding priests who are particularly loyal to them, or to promote priests who have showed particular initiative, but not infrequently priests in their dioceses have read it in a different light. Just before Christmas, a senior Vatican prelate told me that Pope Francis had recently refused the request of one bishop who had asked him to confer the title of ‘Monsignor’ on no less than 12 priests in his diocese. Another source told me that in some countries the Pontifical Honor is conferred in a ceremony that, sometimes, is far from the style of Church that Francis desires.

พระสังฆราชหลายองค์ มุ่งมั่นที่จะใช้เกียรติยศเป็นหนทางที่จะให้รางวัลพระสงฆ์ที่ภักดีต่อตนเองเป็นพิเศษ หรือ เพื่อส่งเสริมพระสงฆ์ที่ได่แสดงความคิดริเริ่มพิเศษ  แต่นักที่พระสงฆ์ในสังฆมณฑลของท่านเหล่านั้นจะอ่านออกในแสงที่แตกต่างกัน  พอดีก่อนคริสตมาส  พระคุณเจ้าวาติกันระดับสูงองค์หนึ่ง บอกฉันว่า พระสันตะปาปาฟรังซิส เมื่อเร็วๆนี้ ได้ปฏิเสธคำขอของพระสังฆราชองค์หนึ่ง ที่ขอให้พระองค์แต่งตั้งตำแหน่ง ‘Monsignor’ ให้กับพระสงฆ์ไม่น้อยกว่า 12 องค์ในสังฆมณฑลของท่านเอง  อีกแหล่งข่าวหนึ่งบอกฉันว่า ในบางประเทศ เกียรติสันตะสำนักถูกมอบให้ในงานพิธี ที่ บางครั้ง ห่างไกลจากสไตล์ของศาสนจักรที่ฟรังซิสประสงค์

The Pope’s decision does not make any changes regarding the conferral of Pontifical Honors for Religious and Lay people, the Vatican Secretariat of State stated in its communication to the nuncios. It said the same conditions apply as previously for such honors, as does the mode for requesting them.

การตัดสินใจของโป๊บ ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆเกี่ยวกับการโปรดตำแหน่งของสันตะสำนักสำหรับนักบวชและคนฆราวาส  สำนักเลขาธิการรัฐวาติกันยืนยันในการสื่อสาสารติดต่อสมณทูตของตน  โดยกล่าวว่าเงื่อนไขเดิมยังปรับใช้เหมือนแต่ก่อนสำหรับเกียรตืยศเช่นนั้น  เหมือนกับวิธีการยื่นคำขอตำแหน่งดังกล่าว.



8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / บอกกล่าว เกิดปัญหาเกี่ยวกับ domain name ของเว็บไซต์ชมรมคนโสดคาทอลิก! เมื่อ: มกราคม 14, 2016, 08:52:44 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                      บอกกล่าว เกิดปัญหาเกี่ยวกับ domain name ของเว็บไซต์ชมรมคนโสดคาทอลิก!
                                                           Exposed : Small unintentional problem in website's domain name management

       ขอเรียนให้ท่านสมาชิกและผู้สนใจ ที่ติดตามเว็บไซต์ thaicatholicsingles.com ได้ทราบว่า  ฝ่ายจัดการเว็บไซต์ของเรา ประสพปัญหากระทันหัน ในการจัดการการต่ออายุ domain name ของเว็บไซต์  เพราะการเกิดป่วยกระทันหัน  ทำให้เว็บไซต์ดังกล่าว expire ในวันที่ 12 มกราคม 2016   หลังจากที่ Petervich ทราบ รู้สึกร้อนใจมาก เนื่องจากกังวลว่า  สมาชิกและท่านที่ติดตามข้อมูล forum ของเราคงคิดว่า เราปิดเว็บไซต์แล้ว   ฝ่ายจัดการที่ป่วยมาสองสามวันและเพิ่งลุกได้ ก็รีบเข้าจัดการต่ออายุ domain name ของเว็บไซต์ของเราด่วน เท่าที่คนฟื้นจากป่วยจะทำได้  และเป็นที่น่าดีใจที่บัดนี้ เว็บไซต์ขมรมคนโสดคาทอลิกกลับมาแล้ว

      คำภาวนาของเราเกิดผล  พระเป็นเจ้าอยู่ข้างๆพวกเรา  และโปรดอวยพระพรเราเสมอ  สิริพึงมีแด่พระองค์ พระผู้ทรงเมตตาหาที่สุดมิได้  God Bless!!!

                                                                                        Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                               Alan  Petervich

                                                                                          Thawatchai  Kitcharoen
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ชาวมุสลิมหลายพันเห็นพระเยซูในฝันและในนิมิต เมื่อ: มกราคม 11, 2016, 07:41:48 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
                                                                                      ชาวมุสลิมหลายพันเห็นพระเยซูในฝันและในนิมิต
                                                                   THOUSANDS OF MUSLIMS SEE JESUS IN DREAMS AND VISIONS

                                                                                     https://youtu.be/fDAICrsmTpA

Puritan Pictures

เผยแพร่เมื่อ 9 ธ.ค. 2015

It has become a common occurrence over the years for Muslims in the Middle East who have converted to Christianity to claim to have been compelled to do so after dreaming of a person who they believe is Jesus Christ. Now, one militant belonging to the brutal Islamic State that has massacred Christians has converted to his victims' religion after dreaming of "a man in white" with a startling message, according to one missionary's account.

มันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาหลายปีมาแล้วสำหรับคนมุสลิมในตะวันออกกลาง ซึ่งได้กลับใจมาสู่คริสตศาสนา อ้างว่าตัวเองถูกผลักดันให้ทำเช่นนั้น หลังจากฝันเห็นบุคคลหนึ่งซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นพระเยซูคริสต์  ขณะนี้  นักรบคนหนึ่งที่ขึ้นกับรัฐอิสลาม (IS) ที่โหดเหี้ยม ที่เข่นฆ่าคริสตชนมากมาย ก็ได้กลับใจมาหาศาสนาของเหยื่อ หลังจากฝัน เห็น “ ชายชุดขาวคนหนึ่ง “ พร้อมด้วยสาส์นที่น่าตื่นเต้น  ตามรายงานของเรื่องจากมิสชันนารีคนหนึ่ง

END VIDEO LINK FOR MOBILE USERS
https://www.youtube.com/watch?v=WYL8W...

https://youtu.be/fDAICrsmTpA

"One of our YWAM workers in the Middle East was contacted by a friend earlier this year and they met up and he was introduced to an ISIS fighter who had killed many Christians already. I mean that's a horrible situation, and admittedly, he was probably on guard," Gina Fadely, director of Youth With A Mission Frontier Missions, Inc. (YWAM), said during a recent appearance on The Voice of the Martyrs Radio Network.

“ หนึ่งในคนงาน YWAM ของเราในตะวันออกกลาง ได้รับการติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่งเมื่อต้นปีนี้ และพวกเขาได้พบกันและได้รับการแนะนำให้รู้จักนักรบไอซิสคนหนึ่ง ซึ่งได้ปลิดชีพคริสตชนจำนวนมากมาแล้ว  ฉันหมายความว่านั่นเป็นสถานการณ์ที่น่าสยดสยอง  และยอมรับว่า บางทีเขาเป็นคนเฝ้าดูแลความปลอดภัย  “ จินา ฟีเดลี  ผู้อำนวยการองค์การ Youth With A Mission Frontier Missions, Inc. (YWAM)  ได้กล่าวระหว่างการปรากฎตัวเมื่อเร็วๆนี้ ทางสถานี The Voice of  the  Martyrs Radio Network.

YWAM, a nonprofit missionary organization active since 1960, describes itself as "a global movement of Christians from many cultures, age groups, and Christian traditions, dedicated to serving Jesus throughout the world." The Voice of the Martyrs (VOM) is another nonprofit that draws attention to Christians facing persecution around the world.

ยีวาม – YWAM องค์การมิสชันนารีที่ไม่แสวงหากำไร เข้มแข็งมากตั้งแต่ปี 1960  บรรยายถึงตัวเองเป็นประหนึ่ง “ ขบวนการโลกของคริสตชนจากหลายวัฒนธรรม  กลุ่มอายุ  และ ประเพณีดั้งเดิมคริสตชน  อุทิศตนเพื่อรับใช้พระเยซูไปทั่วโลก  “ เสียงแห่งมรณสักขี หรือ VOM เป็นอีกองค์การหนึ่งที่ไม่แสวงหากำไร ที่ดึงความสนใจไปสู่คริสตชนที่กำลังเผชิญกับการกดขี่เบียดเบียนรอบโลก.
Fadely, who appeared on the VOM radio program along with Kevin Sutter, another YWAM leader, went on to share that this Islamic State jihadi confessed not only to killing Christians but "that he had actually enjoyed doing so."

ฟาเดลี ซึ่งปรากฎตัวในโปรแกรมวิทยุ VOM กับเควิน ซูตเตอร์ หัวหน้าของ ยีวามอีกคนหนึ่ง  เล่าต่อไปว่าคนจีฮัดไอเอสคนนี้ สารภาพว่าฆ่าคริสตชนเท่นั้น แต่ “ ยังสารภาพว่าตอนที่ทำเช่นนั้นรูสึกสนุกมากด้วย “

"He told this YWAM leader that he had begun having dreams of this man in white who came to him and said, 'You are killing my people.' And he started to feel really sick and uneasy about what he was doing," Fadely continued. "The fighter said just before he killed one Christian, the man said, 'I know you will kill me, but I give to you my Bible.' The Christian was killed and this ISIS fighter actually took the Bible and began to read it. In another dream, Jesus asked him to follow him and he was now asking to become a follower of Christ and to be discipled."

“ เขาได้บอกหัวหน้ายีวามคนนี้ว่า เขาเริ่มฝันเห็นชายคนนี้ในชุดขาวที่มาหาเขาและกล่าวว่า “ คุณกำลังฆ่าประชากรของเรา “ และเขาได้เริ่มรู้สึกไม่สบายใจมากจริงๆและรู้สึกไม่ปกติในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ “ ฟาเดลีกล่าว.   “ นักรบคนนั้นพอดีที่เขาจะฆ่าคริสตชนคนหนึ่ง  ชายคนนั้นกล่าว ‘ ฉันรู้ว่าคุณจะฆ่าฉัน แต่ฉันขอมอบพระคัมภีร์ของฉันให้คุณ ‘   คริสตชนตรงนั้นถูกฆ่าตายและนักรบไอซิสจากนั้นได้นำพระคัมภีร์ไปและเริ่มอ่าน  ในความฝันครั้งต่อมา  พระเยซูได้ขอให้เขาติดตามพระองค์ และตอนนี้พระองค์ขอให้เขาเป็นผู้ติคตามพระคริสต์และได้รับการสั่งสอนให้เป็นสาวกของพระองค์

"So who knows. Perhaps this man will be like Saul in the Bible that persecuted Christians and he turned from that persecution of the early church to become the Apostle Paul who led it," Fadely added. "God can turn it around."

“ ดังนั้นใครจะรู้  บางทีชายคนนี้จะเป็นคล้ายซาอูล ในพระคัมภีร์ ที่เบียดเบียนคริสตชน และได้กลับเปลี่ยนจากการเบียดเบียนนั้นในสมัยศษสนจักรแรกเริ่ม กลายเป็นอัครสาวกเปาโล ซึ่งเป็นผู้นำเรื่องนี้ “ ฟาเดลีเสริม  “พระเจ้าสามารถเปลี่ยนอะไรก็ได้ “
 
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / มิสซา...ในภาษาลาติน? ทำไมจึงเป็นภาษาลาติน เมื่อ: มกราคม 10, 2016, 11:18:30 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                      มิสซา...ในภาษาลาติน?  ทำไมจึงเป็นภาษาลาติน
                                                                                       Mass...In Latin? Why In Latin?
Alan Petervich
Update  January 10 , 2016

          ช่วงเวลาปลายปี 2015 ถึง 2016  เป็นช่วงเวลาน่าชื่นชมสำหรับชาวคาทอลิกเรา  เพราะเป็นการรับพระกุมารที่มาบังเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์ ตามพระวรสารของหลายนักบุญ  และยังมีพิธีกรรมการสมโภชในพิธีมิสซาตามวัดและวิหารต่างๆทั่วโลก  โอกาสนี้นี่เองที่ผม - Petervich รอมาก่อนหลายเดือนแล้ว  เพราะมีวัตถุประสงค์สำคัญที่ต้องจัดการให้เสร็จสิ้นไป ก่อนที่จะหมดวาระการฉลองใหญ่ดังกล่าว

         ที่ผมตั้งใจมากก็คือ  อยากดูว่า  พิธีมิสซาตามมหาวิหารสำคัญๆของโลก  เช่นวิหารนักบุญเปโตรที่วาติกันนั้น  เขาจัดการสมโภชแบบใหม่ตามแบบของ Novus Ordo Missae คือใช้ภาษาถิ่นธรรมดาๆ หรือ กลับไปใช้พิธีกรรมแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า  Missa Tridentina ที่สวดในพิธีกรรมเป็นภาษาลาติน และขับร้องเพลงประจำมิสซาเป็นภาษาลาตินที่ชวนศรัทธาตลอด  นอกจากตอนเทศน์หรืออ่านพระวาจาเท่านั้นที่เป็นภาษาถิ่นต่างๆ   และก็จริงอย่างที่ผมคาด   พิธีมิสซาที่สง่างามนั้นประกอบพิธีกรรมด้วยจารีตแบบดั้งเดิมเป็นภาษาลาตินตั้งแต่ต้นจนจบพิธี  งดงามน่ารักมาก ชวนให้คิดถึงช่วง 80 กว่าปีของชีวิตที่ผ่านมาของผม  คราวนี้คิดว่า  จะตายไปเพราะเฒ่าชะแรแก่ชราอย่างไรก็แล้วแต่  ได้เห็นพิธีภาษาลาตินที่ผมรักกลับคืนมาแล้ว  แม้พิธีดังกล่าว อาจจะไม่ใช่ Missa Tridentina   เต็มร้อยเปอร์เซนต์ก็ตาม

          โปรดดู พิธีมิสซาในวันฉลองสมโภชพระเยซูคริสตเจ้าแสดงองค์ดูก่อน  ครับ  สง่างามเพียงใด ค่อยกลับมาคุยกันดีไหม  คุยเรื่องอะไร?  ก็เรื่อง ทำไมมิสซาเป็นภาษาลาติน และการจัดพระแท่นเพื่อประกอบพิธีสมโภชมิสซา เขาจัดอย่างไร นะครับ!!!

          Holy Mass for the Epiphany - 2016.01.06
โป๊บฟรังซิสสมโภชมิสซาพระคริสตเจ้าแสดงองค์ – 2016.01.06

                                                                        https://youtu.be/IPvX1pHm0Fk
                                                                       
          It has been said that the use of any language in itself was immaterial, but in its consequences, or in view of the commands of the Church, it is by no means immaterial. The Church has wisely ordered the Latin tongue only to be used in the Mass and in the administration of the Sacraments, for several reasons.

เป็นที่กล่าวกันว่า การใช้ภาษาใดๆในตัวมันเองมิใช่ปัญหา  แต่อยู่ที่ผลที่ตามมา  หรือ ในทัศนะของคำสั่งของพระศาสนจักร  ไม่มีทางใดที่ไม่สำคัญ  ศาสนจักรได้ออกคำส่งอย่างฉลาดให้ภาลาตินเท่านั้นใช้ในพิธีมิสซา และในการบริหารศีลศักดิ์สิทธิ์ประการต่างๆ ด้วยเหตุผลหลายประการ

1.   Latin was the language used by St. Peter when he first said Mass at Rome. It was the language in which that Prince of the Apostles drew up the Liturgy which, together with the knowledge of the Gospel, he or his successors the Popes imparted to the different peoples of Italy, France, Belgium, Spain, Portugal, England, Ireland, Scotland, Germany, Hungary, and Poland.

ลาตินเป็นภาษาที่นักบุญเปโตรใช้เมื่อท่านถวายมิสซาแรกที่กรุงโรม  มันเป็นภาษาซึ่งในนั้นเจ้าชายของบรรดาอัครสาวกได้จัดพิธีกรรม ซึ่ง พร้อมกับความรู้ของพระวรสาร ท่านและผู้สืบทอดตำแหน่งของท่าน คือโป๊บ มีส่วนร่วมกับประชาชนหลายเหล่าใน อิตาลี  ฝรั่งเศส  เบลเยี่ยม  สเปญ  ปอร์ตุเกส  อังกฤษ  ไอร์แลบด์  สก๊อตแลนด์  เยอรมันนี  ฮังการี  และโปแลนด์

2.   From the time of the Apostles down, Latin has invariably been used at the altar through the western parts of Christendom, though their inhabitants very frequently did not understand the language. The Catholic Church, through an aversion to innovations, carefully continues to celebrate her Liturgy in that same tongue which apostolic men and saints have used for a similar purpose during more than eighteen centuries.

จากสมัยของบรรดาอัครสาวกเป็นต้นมา  ภาษาลาตินถูกนำมาใช้มากมายหลายอย่างที่พระแท่นตลอดส่วนตะวันตกของคริสตศาสนา  แม้ประชากรของประเทศเหล่านั้นคุ้นเคยมากที่จะไม่เข้าใจภาษาดังกล่าว  พระศาสนจักรคาทอลิก  อาศัยการไชอบที่จะทำสิ่งใหม่ๆ  ยังคงระมัดระวังที่จะถวายพิธีกรรมของตนในภาษาเดียวกันกับที่บรรดาอัครสาวกและนักบุญทั้งหลายเคยใช้ เพื่อวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันระหว่างช่วงเวลามากกว่าสิบแปดศตวรรษ

3.   Unchangeable dogmas require an unchangeable language. The Catholic Church cannot change, because it is the Church of God, Who is unchangeable; consequently the language of the Church must also be unchangeable.

ข้อความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องการภาษาที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วย  ศาสนจักรคาทอลิกไม่สามารถ เปลี่ยนแปลง  เพราะว่านี่คือศาสนจักรของพระเจ้า  ใครคือผู้ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้  ดังนั้นผลที่ตามมาก็คือ ภาษาของศาสนจักรด้วยต้องเปลี่ยนแปลงไม่ได้.

4.   Mass is said in Latin because a universal Church requires a universal language. The Catholic Church is the same in every clime, in every nation, and consequently its language must be always and everywhere the same, to secure uniformity in her service.

มิสซาได้รับการถวายเป็นภาษาลาติน เพราะว่า ศาสนาสากลต้องการภาษาสากล  ศาสนจักรคาทอลิกเป็นอย่างเดียวกันในทุกถิ่นประเทศ  ในทุกชาติ  และผลก็คือ ภาษาของศาสนาต้องเป็นเช่นนั้นเสมอและทุกแห่งเหมือนกันหมด  เพื่อช่วยปกป้องความเป็นแบบเดียวกันในงานบริการของศาสนจักร

5.   Variety of languages is a punishment, a consequence of sin; it was inflicted by God that the human race might be dispersed over the face of the earth. The holy Church, the immaculate Spouse of Jesus Christ, has been established for the express purpose of destroying sin and uniting all mankind; consequently she must everywhere speak the same language.

การมีหลายภาษาคงต้องได้รับโทษ  ผลที่ตามมาก็คือบาป  มันเป็นโทษจากพระเจ้าที่ชาติพันธ์มนุษย์อาจต้องแตกกระจายเหนือพื้นโลก   พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์  เจ้าสาวผู้ไร้มลทินของพระเยซูคริสตเจ้า  ได้รับการสถาปนาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แสดงออกของการทำลายบาป และรวมมนุษยชาติเป็นหนึ่ง  ผลที่ตามมาก็คือ ในทุกแห่งของพระศาสนจักรนั้นต้องพูดภาษาเดียวกัน

6.   It is a fact well known that the meaning of the words is changed in the course of time by everyday usage. Words which once had a good meaning are now used in a vulgar or ludicrous sense. The Church, enlightened by the Holy Ghost, has chosen a language which is not liable to such changes.

 มันเป็นความจริงที่ทราบกันดีแล้วว่า ความหมายของคำต่างๆก็เปลี่ยนไปบ้างเมื่อเวลาผ่านไปโดยการใช้ทุกวัน  คำต่างๆซึ่งครั้งหนึ่งมีความหมายดี ตอนนี้ถูกใช้ในความหมายแบบชาวบ้านหรือเปิ่นน่าหัวเราะ  พระศาสนจักร ที่ได้รับความสว่างโดยพระจิตเจ้า  ได้เลือกภาษาหนึ่งซึ่งไม่รับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น

The sermons and instructions, and in short everything that is addressed directly to the people, are all in the language of the country; even the prayers of the Mass are translated in almost every Catholic prayerbook, so that there can be no disadvantage to the Catholic worshipper in the fact that the Mass is celebrated in the Latin tongue; especially as the pastors of the Church are very careful to comply with the injunctions of the Council of Trent, to instruct their flocks on the nature of that great Sacrifice, and to explain to them in what manner they should accompany the officiating priest with prayers and devotions best adapted to every portion of the Mass.

คำเทศนาและอบรมสั่งสอน  และสั้นๆ ทุกสิ่งที่กล่าวถึงโดยตรงกับประชาชน  ทั้งหมดนั้นอยู่ในภาษาของประเทศ  แม้ บทภาวนาในพิธีมิสซาก็ไดรับการแปลในหนังสือสวดคาทอลิกทุกเล่ม  เพื่อว่าจะสามารถให้ประโยชน์แก่ผู้สักการะคาทอลิกในความจริงที่ว่า มิสซานั้นได้รับการสมโภชในภาษาลาติน  เป็นต้น เมื่อเจ่อาวาสของศาสนจักรระมักระวังเอาใจใส่ที่จะจัดการสอดรับกับคำแนะนำของสังคายนาเมืองเตร็นท์  เพื่อแนะนำสั่งสอนกลุ่มผู้ติดตามตามธรรมชาติของพลีบูชายัญยิ่งใหญ่นั้น  และอธิบายแก่พวกเขาในลักษณะที่พวกเขาควรจะร่วมพิธีกับพระสงฆ์ที่ปฏิบัติภาระกิจ ด้วยคำภาวนาและความเลื่อมใสศรัทธาที่ปรับตัวได้ดีที่สุดแก่ทุกเสี้ยวของพิธีมิสซา

In the second place, faithful Catholics know well that the Holy Sacrifice of the Mass is the self-same sacrifice that Jesus Christ offered to His Father on the Cross, because both the Priest and the Victim are the same; their faith in the Real Presence is abundantly sufficient to enkindle devotion in their hearts, and to excite in their souls appropriate acts of adoration, thanksgiving and repentance, though they may not understand the prayers which the priest is uttering.
 
ในเรื่องที่สอง สัตบุรุษคทอลิกทราบดีว่าพลีบูชาศักดิ์สิทธิ์ของมิสซาเป็นพลีบูชาตนเองเดียวกันที่พระเยซูคริสต์ถวายแด่พระบิดาของพระองค์บนไม้กางเขน  เพราะว่าทั้งพระสงฆ์และเหยื่อเป็นสิ่งเดียวกัน  ความเชื่อของพวกเขาในการสถิตย์อยู่แท้จริงเพียงพออย่างล้นเหลือที่จะก่อให้เกิดความศรัทธาในดวงใจของพวกเขา  และให้เกิดความลืงโลดในจิตวิญญาณซึ่งกิจเฉพาะของการนมัสการ  การขอบพระคุณและการกลับใจใช้โทษ  แม้ พวกเขาไม่เข้าใจบทภาวนาซึ่งพระสงฆ์กำลังสวดนั้น

For this reason it is that the faithful, pressed by different wants, go to the adorable mysteries of the Mass, never thinking of the language in which they are celebrated. Some, moved by the force of calamities, hasten thither to lay their sorrows at the feet of Jesus. Others go to ask for some grace and special mercy, knowing that the heavenly Father can refuse nothing to His Son. Many feel constrained to fly thither to proclaim their gratitude, and to pour forth the love of a thankful heart, knowing that there is nothing so worthy of being offered to God as the sacred Body and Blood of the eternal Victim.
 
ด้วยเหตุผลนี้ก็คือว่า สัตบุรุษ  โดยที่ถูกกดดันด้วยความต้องการต่างๆ  ก็เข้าสู่พระธรรมล้ำลึกน่าเคารพของมิสซา  ไม่เคยคิดเรื่องภาษาว่าจะมีการถวายอย่างใด  บางคน ที่ได้รับการผลักดันจากพลังของความหายนะอย่างใหญ่หลวง  รีบร้อนไปยังที่นั่นเพื่อปลดปล่อยความโศกเศร้าของพวกเขาที่พระบาทของพระเยซูเจ้า   คนอื่นบางคนไปขอพระหรรษทานบางประการและพระเมตตาพิเศษ  โดยรู้ว่าพระบิดาสวรรค์ไม่สามารถปฏิเสธอะไรแก่พระบุตรของพระองค์   คนจำนวนมากรู้สึกตึงเครียดที่จะโบยบินไปประกาศการขอบพระคุณของพวกเขา  และเพื่อหลั่งความรักจากดวงใจที่ขอบพระคุณ  โดยรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะมีคุณค่าพอที่จะถวายแด่พระเจ้าเหมือนพระกายและพระโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของเหยี่อนิรันดร

More press forward to give glory to God and to honor His saints, for in the celebration of these mysteries of love alone can we pay worthy homage to His adorable Majesty, while we bear witness to our reverence for those who served Him.

คนจำนวนมากผลักดันไปสู่พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าและถวายเกียรติแด่บรรดานักบุญของพระองค์  เพราะว่าในการฉลองสมโภชพระธรรมล้ำลึกของความรักเหล่านี้เพียงอย่างเดียว สามารถชำระการถวายความจงรักภักดีที่มีคุณค่าแด่มหิทธิเดชานุภาพที่น่านมัสการของพระเจ้า  ขณะที่เราเป็นพยานในความคารวะของเราเพื่อคนเหล่านั้นที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์

Lastly, men hasten to Mass on the wings of charity and compassion, for it is there that they can hope to obtain salvation for the living and rest for the dead. Thus to the thirsty pilgrims through the rocks of the desert do the fountains of water appear. Thus do the generation of those who seek justice received benediction from the Lord and mercy from God their Savior.

ท้ายที่สุด  มนุษย์รีบร้อนไปมิสซาด้วยปีกของความรักเมตตาและความรู้สึกสงสาร  เพราะว่า เป็ฯที่นั่นที่พวกเขาสามารถหวังที่จะได้การช่วยให้รอดเพื่อการดำเนินชีวิต และการพักผ่อนของผู้ล่วงลับไ   ดังนั้น สำหรับผูจาริกที่หิวกระหาย จากก้อนหินของทะเลทรายก็ปรากฎท่อธารของน้ำพุ่งออกมา  ดังนั้น คนรุ่นต่อมาที่แสวงหาความยุติธรรมก็ทำเช่นกัน และได้รับการอวยพระพรจากพระเจ้าและพระเมตตาจากพระองค์ผู้เป็นพระผู้ไถ่ของพวกเขา

Pity for those who know not this heavenly Sacrifice! What a misfortune to see one driven from this Eden, and yet to do nothing to obtain the favor of readmittance! How unhappy too are those Catholics who, though knowing it, by their unpardonable indifference deprive themselves of this exhaustless mine of inestimable riches.

น่าสงสารสำหรับผู้ที่ไม่รู้ถึงพลีบูชาสวรรค์นี้!  โชคร้ายอะไรเช่นนั้นที่จะเห็นคนๆหนึ่งถูกไล่ออกจากสวนเอเดน   และก็ไม่ได้ทำอะไรที่จะได้การเกิ้อกูลของการรับกลับอีกครั้งหนึ่ง!  จะไม่มีความสุขเท่าใดสำหรับคาทอลิกเหล่านั้น ซึ่ง แม้จะรู้เรื่องนี้ ด้ยการวางตัวเพิกเฉยที่ไม่ได้รับการอภัย  ทำให้ตนเองไม่ได้รับเหมืองแห่งความร่ำรวยที่เหลือคณาที่ใช้ไม่หมดนี้

The above was taken from Chapter 37 of the book The Holy Sacrifice of the Mass by Fr. Michael Muller, C.SS.R., available from TAN Books.
________________________________________

Objection: If the Mass is in Latin, no one can understand a thing because it is said in a language that is no longer spoken.
 
ข้อโต้แย้ง : ถ้ามิสซาถวายด้วยภาษาลาติน  ไม่มีใครเข้าใจสิ่งนั้น เพราะว่าเป็นการกระทำในภาษาที่มิได้ใช้พ๔ดกันต่อไปแล้ว

Response: It is true that Latin is no longer spoken ordinarily, but in order to follow this Mass without difficulty, bilingual missals are available which have on one side the text of the Latin prayers which the priest says and on the other side the translation in the every day language of the people. With a bit of practice, it is within the reach of everyone to unite himself with the prayers that are said. In addition, to want to understand everything of the Divine Mystery, which is the Sacred Mass, is impossible, mystery by definition is a truth that one cannot fully comprehend.

ตอบ : เป็นความจริงที่ลาตินมิได้ใช้พูดตามระบบต่อไปอีกแล้ว  แต่ เพื่อจะติดตามมิสซานี้โดยไม่มีความยุ่งยาก  คู่มือมิสซาสองภาษามีเตรียมให้แล้ว ที่ข้างหนึ่งเป็นบทสวดภาษาลาตินซึงพระสงฆ์จะป็นผู้สวด  และอีกข้างหนึ่งเป็นคำแปลเป็นภาษาที่สัตบุรุษที่เป็นประชาชนใช้ทุกวันอยู่แล้ว  ด้วยการซักซ้อมเล็กน้อย  ก็อยู่ในระยะที่ทุกคนจะใช้ได้ เพื่อร่วมเขาเองกับชุมชนด้วยบทภาวนาที่ใช้สวดนั้น  เพื่อเป็นการเพิ่มเติม  หากต้องการเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างของพระธรรมล้ำลึก ซึ่งก็คือพิธีมิสซาศักด์สิทธิ์  คงเป็นไปได้ยาก  พระธรรมล้ำลึกโดยคำจำกัดความแล้ว เป็นความจริงที่คนๆหนึ่งไม่สามารถเข้าใจได้ลึกซึ้งเต็มบริบูรณ์.

Conclusion:  สรุป

"The Church is without question a living organism, and as an organism in respect of the Sacred Liturgy also, she grows, matures, develops, adapts and accommodates herself to temporal needs and circumstances, provided only that the integrity of her doctrine be safeguarded. This notwithstanding, the temerity and daring of those who introduce novel liturgical practices, or call for the revival of obsolete rites out of harmony with laws and rubrics, deserve reproof.  

“ ศาสนจักรไม่มีปัญหาเรื่องอวัยวะที่มีขีวิต  และในฐานะอวัยวะหนึ่งของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ด้วย อวัยวะนั้นก็งอกงาม  เติบโตแช็งแรง  พัฒนา  ปรับตัวและจัดหาให้ตัวเองเพื่อความจำเป็นชั่วคราวและสิ่งแวดล้อม  โดยมีเงื่อนไขเพียงว่า ความสมบูรณ์ของคำสอนของศาสนจักรต้องได้รับการปกป้องไว้   สิ่งนี้ แม้จะมี  ความหุนหันพลันแล่นและความกล้าของผู้ซึ่งนำเสนอปฏิบัติการทางพิธีกรรมใหม่ๆ  หรือเรียกหาการรื้อฟื้นของจารีตพิธีที่พ้นสมัยไปแล้วจากส่วนรวมด้วยกฎหมายและการแนะนำวิธีการทางพิธีกรรม  สมควรอย่างยิ่งที่จะๆด้รับการตรวจสอบอีกก่อน.

It has pained Us grievously to note, (...) that such innovations are actually being introduced, not merely in minor details but in matters of major importance as well. They are, in point of fact, those who make use of the vernacular in the celebration of the august Eucharistic Sacrifice; those who transfer certain feast days – which have been appointed and established after mature deliberation – to other dates; those finally who delete from the prayer books approved for public use the sacred texts of the Old Testament, deeming them little suited and inopportune for modern times.

มันทำให้เราเจ็บปวดอย่างโศกเสร้าที่จะตั้งข้อสังเกตุ (...) ว่า การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆเช่นนั้นปัจจุบันกำลังถูกนำมาเสนอใช้  ไม่เพียงแต่ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แต่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญใหญ่มากจริงๆ  สิ่งเหล่านั้น พูดตามจริง  บรรดาผู้ที่ได้ประโยชน์จาก ภาษาถิ่นในการฉลองสมโภขบูชาศีลมหาสนิทที่น่าเคารพ  บรรดาผู้ที่เปลี่ยนย้ายวันฉลองต่างๆ – ซึ่งได้รับการกำหนดและสถาปนาหลังจากการพินิจพิเคราะห์อย่างถึงแก่นมาแล้ว – ไปเป็นวันอื่น   บรรดาคนที่ ในที่สุด ได้ลบออกจากหนังสือภาวนาที่ได้รับการพิสูจน์ให้ใช้เป็นสาธารณะ ในฐานะหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม  โดยถือว่าหนังสือเหล่านั้นเหมาะน้อยไปและไม่เข้ากับยุคสมัยใหม่

The use of the Latin language, customary in a considerable portion of the Church, is a manifest and beautiful sign of unity, as well as an effective antidote for any corruption of doctrinal truth." (Pius XII: Encyclical Mediator Dei, November 20, 1947)

การใช้ภาษาลาติน  เท่าที่เคยอยู่ในส่วนน่าพิจารณาของพระศาสนจักร  เป็นเครื่องหมายที่สวยงาม แสดงออกมาถึงความเป็นเอกภาพ  เช่นเดียวกับยาแก้ที่ได้ผลสำหรับคอรับชั่นใดๆของความจริงที่เป็นข้อคำสอนคาทอลิก “ ( Pius XII: Encyclical Mediator Dei , November 20. 1947)

www.olrl.org/new_mass/
Home


                                    
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บกล่าวว่านี้อาจเป็นคริสตมาสครั้งสุดท้ายของเรา เมื่อ: มกราคม 05, 2016, 05:36:23 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                      โป๊บกล่าวว่านี้อาจเป็นคริสตมาสครั้งสุดท้ายของเรา
                                                                                     POPE SAYS THIS MAY BE OUR LAST CHRISTMAS?

https://youtu.be/d4zFnGuKucw
เผยแพร่เมื่อ 22 ธ.ค. 2015
https://www.youtube.com/user/Realthingtv

       Pope Francis told crowds in St. Peter’s Square that this Christmas might be the last one for humanity.
In a grim speech, the Pope said that the current chaotic state of the world marks the beginning of the “end times”, and that this time next year the world is likely to be unrecognisable.

โป๊บฟรังซิสบอกฝูงชนในจัตุรัสเซ็นต์ปีเตอร์ว่า คริสตมาสนี้อาจเป็นคริสตมาสครั้งสุดท้ายสำหรับมนุษยชาติ   ในสุนทรพจน์ที่ท่าทางเคร่งเครียด  โป๊บกล่าวว่า สถานะที่ยุ่งเหยิงสับสนปัจจุบันของโลก แสดงให้เห็นการเริ่มของ “ เวลาสิ้นสุดของโลก “  และว่าเวลานี้ปีหน้าโลกดูคล้ายกับจะจำไม่ได้

Francis, who previously announced the beginning of World War 3, had labelled this year’s Christmas as a “charade” during a Mass at the Casa Santa Maria earlier in the month.
“We are close to Christmas. There will be lights, there will be parties, bright trees, even Nativity scenes – all decked out – while the world continues to wage war,” he said earlier in December.

ฟรังซิส ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ประกาศการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 3  ได้ขึ้นป้ายว่าคริสตมาสปีนี้เป็นประหนึ่ง “ การเล่นทายปริศนา “ ระหว่างพิธีมิสซาที่หอพักซางตา มารีอาต้นเดือนนี้
“ เราอยู่ใกล้วันคริสตมาส  จะมีแสงไฟงดงาม  จะมีการจัดงานเลี้ยง  ต้นไม้ประดับไฟสุกใส  รวมทั้งฉากแสดงวันพระคริสตสมภพ – ทั้งหมดนั้นประดับตบแต่งไว้แล้ว – ขณะที่โลกยังคงดำเนินการสงคราม “ พระองค์กล่าวในต้นเดือนธันวาคม

The Pontiff, who turned 79 on Thursday, elaborated on his views this weekend, telling a crowd, “While the world starves, burns, and descends further into chaos, we should realise that this year’s Christmas celebrations for those who choose to celebrate it may be their last“.
“Unless the path to peace is recognised, we must weep for those innocent victims who grow by the day, and ask God for forgiveness. As Jesus and God weeps, I do too“.

พระสันตะปาปา ซึ่งอายุ 79 ปีในวันพฤหัสบดี  กล่าวอย่างละเอียดละออถึงทัศนะของพระองค์สุดสัปดาห์นี้  โดยพูดกับฝูงชน ว่า “ ขณะที่โลกหิวโหย  ได้รับการแผดเผา  และตกเข้าสู่ความยุ่งเหยิงต่อไป  พวกเราควรคิดให้ออกว่า การฉลองสมโภขคริสตมาสปีนี้ เพื่อคนที่เลือกเฉลิมฉลองนั้น อาจเป็นการฉลองสุดท้ายของพวกเขา “
“ หากหนทางสู่สันติภาพเป็นที่เข้าใจได้  เราต้องร้องไห้สำหรับคนที่เป็นเหยี่อบริสุทธิ์เหล่านั้น ซึ่งเติบโตขึ้นทุกวัน และขอการทรงอภัยจากพระเจ้า  ขณะที่พระเยซูและพระเจ้าร้องไห้  พ่อเองก็ร้องไห้ด้วย “

ความคิดเห็นจากผู้อ่าน :

heartfire451 1 วันที่ผ่านมา

 How would that pope know this? Because he is part of the secret society cults that are causing it all. I am not speaking against regular catholic people. I never would. I grew up around the church and know that so many regular catholics are so kind and charitable. But the church in Rome is evil and always has been. It is simply the old Roman Church and it actually adopted Christianity in order to avoid it's own destruction. But at it's heart it is a demonic organization. Just  look at how those fuckers hide rings of child molesters. Listen to Vatican insiders like Dr. Malachi Martin. He is passed on now but his his information is all over both in print and on the net. Catholics are wonderful people but that church in Rome has the stench of thousands of years of murder, rape, child rape, satanic ritual and other filth all over it.

โป๊บทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรหรือ?  ก็เพราะพระองค์เป็นส่วนหนึ่งของนิกายสังคมลับที่ก่อให้เกิดเรื่องนี้ทั้งหมด  ฉันไม่ได้พูดต่อต้านชาวคาทอลิกปกตินะ  ฉันจะไม่เคยทำเช่นนั้น  ฉันโตมากับวัดและรู้ว่าคาทอลิกปกติหลายคนเป็นคนใจดีและมีเมตตา  แต่พระศาสนจักรในโรมมันชั่วร้ายและเป็นดังนั้นตลอดมา   มันเป็นศาสนจักรโรมันเก่าๆธรรมดาๆ และปัจจุบันก็รับเอาคริสตศาสนา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำลาย   แต่ที่ใจกลางของศาสนานี้มันก็คือองค์การปีศาจ   เพียงดูที่ว่าไอ้พวกเลวมันซ่อนกลุ่มวงจรปล้นราคะเด็กอย่างไร  จงฟังคนในวาติกันเช่นดอกเตอร์มาลาคี มาร์ตินดู  ท่านเสียชีวิตไปแล้วตอนนี้ แต่ข้อมูลข่าวสารของท่านมันเกี่ยวกับกับเรื่องทั้งหมดที่ลงพิมพ์ไว้เยอะแยะปรากฎในเน็ต   ชาวคาทอลิกเป็นคนประหลาด แต่ศาสนจักรนั้นในโรมมีกลิ่นเหม็นคลุ้งเป็นเวลาหลายพันปีของฆาตกรรม  การข่มขืน  การข่มขืนเด็ก  พิธีกรรมแบบซาตาน และความสกปรกโสมมอื่นๆทั้งหมดในนั้น.

Mary Mclocke
 +DanielRodd  - The Pope actually said those words  If it is something you fear, then you cannot blame the poster. You research it and find the videos here on You Tube of the Pope actually speaking those words. They ARE here. If you had Jesus Christ as your Lord and Savior, you'd have nothing to fear anyway. "There is no fear for those who are in Christ Jesus. Only peace, love, and a sound mind."  Accept Christ as your Lord and Savior today while there is still time. We are in the last days of this earth, however, supposedly, the Pope said this as he seems to think we'll be in a world war.

คุณ แดเนียล รอดด์ ณ เวลานี้ โป๊บกล่าวคำเหล่านี้   หากเป็นอะไรบางอย่างที่คุณกลัว ถ้าเช่นนั้นคุณก็ไม่สามารถตำหนิประนามโปสเตอร์โฆษณาได้   คุณลองค้นดูและหาดูวีดีโอที่นี่ทางยูทู๊ปของโป๊บที่ตอนนี้พูดคำเหล่านี้  มันอยู่ที่นี่ไง  ถ้าคุณมีพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพระเจ้าและพระผู้ไถ่  คุณก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวทั้งสิ้น  “ ไม่มีความกลัวใดๆสำหรับคนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ จะมีก็คือสันติสุข  ความรัก  และจิตใจปลอดโปร่ง “  จงรับพระคริสต์เป็นพระเจ้าและพระผู้ไถ่ของท่านวันนี้ ขณะที่ยังมีเวลา   พวกเราเวลานี้อยู่ในช่วงวันสุดท้ายของโลกนี้  อย่างไรก็ดี กะไว้เช่นนั้น  โป๊บกล่าวเช่นนี้โดยที่พระองค์ดูเหมือนจะคิดว่าเรากำลังจะเข้าสู่สงครามโลก.

8018bren
 i know there are good Catholic people,  but this pope is in no way a man of God. I heard him say that Jesus death on the cross was his failure, so I do believe he said this will be the last Christmas. This pope is going along with all the elite trying to take God/Christ out of everything and destroy Christianity. The people working for the Satanic NWO which will enslave the world,  know the only truth is the God, Jesus Christ the holy spirit and the bible and it's Christians who will refuse to believe the deception they are bringing into the world for the NWO.  it's the reason for the attack on Christianity especially in America.
ฉันทราบว่ามีประชาชนคนคาทอลิกดีๆมากมาย  แต่โป๊บองค์นี้ไม่มีทางใดจะเป็นคนของพระเจ้า  ฉันได้ยินพระองค์กล่าวว่าความตายของพระเยซูบนไม้กางเขนนั้นเป็นความล้มเหลวของพระองค์เอง  ดังนั้น ฉันเชื่อพระองค์กล่าวเรื่องนี้ว่าครั้งนี้จะเป็น คริสตมาสสุดท้าย  โป๊บองค์นี้กำลังรวมกลุ่มไปกับกลุ่มคนชื่อดังทั้งหลาย ที่ พยายามนำเอาพระเจ้า/พระคริสต์ ออกจากทุกสิ่งและทำลายคริสตศาสนา  ประชาชนที่ทำงานให้พวกระเบียบโลกใหม่ของซาตาน ซึ่งจะทำโลกให้เป็นทาส  รู้ว่า ความจริงเท่านั้นคือพระเจ้า  พระเยซูคริสต์ พระจิตศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีร์และคริสตชนของพระศาสนา ซึ่งจะปฏิเสธที่จะเชื่อการหลอกลวงที่พวกมันกำลังนำมาสู่โลกเพื่อการจัดระเบียบโลกใหม่  มันคือเหตุผลสำหรับการโจมตีคริสตศาสนาเป็นต้นในอเมริกา.
MimisPublishingCo
 First we have to remember that Pope Francis is the False Prophet that is written in Revelation 13th chapter. 2nd, a World War 3 will occur at some point. 3rd, God have already revealed that America especially will become unrecogniseable in time. It is prophesied there will be another tsunami in Japan, there will be hurricanes and earthquakes in America. A soon rapture will occur taking babies and toddlers out of here along with persons with disabilities, many pets, and some  Christians. This will be the Barley Harvest as in the days of Noah. It might be a tsunami when this occur for in the days of Noah the world flooded. Thanks for sharing.

ก่อนอื่น เราต้องจำไว้ว่า โป๊บฟรังซิสเป็นประกาศกเท็จเทียมที่มีเขียนบรรยายไว้ในหนังสือวิวรณ์ 13:2  สงครามโลกครั้งที่ 3  คงจะเกิดณ เวลาใดเวลาหนึ่ง  สงครามโลกครั้งที่สาม  พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยแล้วว่า อเมริกาเป็นต้น จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีใครคิดออกว่าเป็นอย่างไรในตอนนั้น   มีการพยากรณ์ว่าจะเกิดคลื่นสึนามิอีกชุดในญี่ปุ่น  จะมีพายุเฮอริเคนและแผ่นดินไหวหลายครั้งในอเมริกา  การปิติยินดีอย่างลืมตัวจะเกิดขึ้นด้วยการนำเอาบรรดาทารกและเด็กที่เดินเตาะแตะออกไปจากโลกนี้พร้อมกับคนที่พิการ  สัตว์เลี้ยงจำนวนมากและคริสตชนบางคน  นี้จะเป็นแบบการเก็บเกี่ยวข้าวบาร์เลย์เหมือนยุคของโนอาห์  มันจะเป็นสึนามิลูกใหญ่ลูกหนึ่งเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นเหมือนตอนสมัยน้ำท่วมโลกยุคโนอาห์  ขอบคุณที่มีส่วนร่วม.

Manrib Manrib
 I was born in 1955 did my missionary work in the 1970's  since then I have heard tons a people predict tons of stuff and never came to pass.....whether it be the  Pope, Billy Graham, TD Jakes my respect to their calling and their service to our awesome Lord and King these brothers are only HUMAN "COMPRENDES? (do you understand?ยิ้ม and thats it no more no less....yes anointed by the Lord yes "AT TIMES" AND NEVER 24/7 CAUSE THEY HAVE TO DO HUMAN THINGS LIKE ME AND YOU!! ยิ้ม)) ......about the world being a different world next Christmas for Christmas 2016 NO ONE REALLY KNOWS YET THE LORD WILL NEVER LEAVE US NOR FORSAKE US "THATS GOOD ENOUGH FOR ME!! ยิ้ม))  ....though out the years I have heard church leaders predict hard times etc..etc....just to lift themselves up and nothing really happens.....don't for get HUMANS ARE ONLY HUMANS WHY WE ALL NEED THE LORD!!!....sadly to say 99% of all humanity are FOLLOWERS and they just need to hear God though some human form and believe 100% of what they say "THATS WHAT FOLLOWERS DO!!! ยิ้ม)) .....be blessed and just know the the Lord is so CrAzY about you and He is all that you need.....AMEN AND AMEN!!!  Man Rib  - Midland,Texas   "Cristo Vive"

ฉันเกิดในปี 1955 ทำงานมิสชันนารีในช่วงปี 1970 ตั้งแต่นั้นมาก็ได้ยินคำทำนายเป็นตันๆจากคนหนึ่งที่พยากรณ์เรื่องเหลวไหลและไม่เคยเกิดขึ้นเลย.....ไม่ว่าจะเป็นโป๊บ  บิลลี่ เกรแฮม  ทีดี เจ็ค  ขอแสดงการคารวะต่อการเรียกร้องของคนเหล่านี้และงานบริการของพวกเขาถึงพระเจ้าและพระผู้สูงสุดที่ควรสะพึงกลัว เพราะคนเหล่านี้เป็นเพียง “ เพื่อน “มนุษย์? (เข้าใจใช่ไหม?)  และ นั่นไม่มากไม่น้อย.....ใช่ ได้รับการเจิมจากพระเจ้าว่าใช่ “ ทันเวลา “ และไม่เคยมีการทำอะไรแบบมนุษย์เช่นฉันและพวกท่าน !!.....เกี่ยวกับโลกที่กำลังกลายเป็นโลกอื่นแปลกออกไปจนคริสตมาสปี 2016 ไม่มีผู้ใดทราบว่าพระเจ้าจะให้มีอีกหรือไม่ หรือจะทรงทอดทิ้งพวกเรา  แต่พระเจ้าพระองค์ไม่ลืมอยู่แล้วว่า ก็เพราะเราเป็นมนุษย์ ยังคงต้องการพระองค์อยู่ชั่วชีวิต และพระเจ้าก็ทรงรักมนุษย์อย่างหลงไหลจริงจัง เพราะพระองค์คือทุกสิ่งที่คุณต้องการ .....อาแมน และ อาแมน!!!

Jelmalen Jakob
 Maybe last Christmas? Better!  Is not interesting. Anyway, Christmas is only for pagan tradition. That's not holy. Man made. Christmas makes people blind. And Xmas isn't written in the bible. Birth date of Jesus is not Dec.25. only made from Rome on BC. All made from Rome. All paganism. Xmas, Easter, Halloween and etc. are not holy. Why we must  preparing this seasons? God doesn't want this. That's evil way to bring people in away from God Almighty. For getting our time for Jesus. You can't worship 2 Gods. In praying, pray only one God Jeshua and obey. The truth is Jesus not Xmas and other holidays. Repent and love one another. That's the best . Thanks God. He's coming soon. God bless you all.

อาจเป็นคริสตมาสสุดท้าย?  ก็ดี  ไม่น่าสนใจดอก  อย่างไรก็ดี คริสตมาสเป็นเพียงประเพณีนอกศาสนา  มันจึงไม่ศักดิ์สิทธิ์  คนทำขึ้น  คริสตมาสทำให้ประชาชนมืดบอด  ไม่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์  วันเกิดของพระเยซูไม่ใช่วันที่ 25 ธันวาคม ( แล้วเป็นวันไหนแน่คุณ – คำถามจาก Petervich )  เพียงกรุงโรมสร้างขึ้นก่อนคริสตศักราช  ทุกอย่างทำในโรมทั้งนั้น  ลัทธินอกศาสนาทั้งหมด  คริสตมาส  อิสเตอร์  ฮัลโลวีน และ ฯลฯ มันจึงไม่ศักดิ์สิทธิ์   ทำไมเราต้องเตรียมเพื่อฉลองฤดูกาลนี้?  พระเจ้าไม่ต้องการสิ่งนี้  มันเป็นวิธีชั่วร้ายที่จะนำประชาชนให้ออกห่างจากพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ   เป็นการนำเราไปนมัสการพระเยซู นี่แสดงว่าเรานมัสการพระเจ้าสององค์  ในคำภาวนา เราสวดถึงพระเยซูและนบนอบพระองค์  ความจริงคือพระเยซูมิ่ใช่คริสตมาสและรวมวันหยุดทางศาสนาอื่นๆ  จงใช้โทษบาปและรักกันและกัน  นั่นดีที่สุด  กราบขอบพระคุณพระเจ้า  พระองค์กำลังเสด็จมาในไม่ช้านี้  ขอพระองค์ทรงประทานพระพรแก่ทุกท่าน

       Petervich ออกความเห็นแถมท่านผู้นี้  “ ขออภัย  คุณเลอะเทอะไปใหญ่แล้ว  กลับไปศึกษาพระคัมภีร์และประเพณีที่โรมันคาทอลิกยึดถือจะดีกว่าไหม?   เราพอจะนึกออกแล้วว่าคุณคงไม่ใช่คาทอลิก  เพ้อเจ้อในสิ่งที่คุณไม่รู้จริง  ไปเปิดศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับศาสนจักรคาทอลิกใหม่เถอะครับ  ขอพระเจ้านำทางคุณที่กำลังคลำหาเส้นทางที่ถูกต้องอยู่ตอนนี้ครับ.”

CookieeMonstarr666

 The world however will going to end, according to both religion in science, we just don't know when. No one knows when. But if you believe in religion, the signs of the judgement day from the islamic view and christian's view has already occur. Lots of them, we're only waiting for the biggest sign to happen, but do we actually gonna wait (dear people who believe in God)? Why don't we repent ourselves and do good deeds before it's too late.

อย่างไรก็ดี  โลกกำลังจะสิ้นสุด  ตามทั้งฝ่ายศาสนาและวิทยาศาสตร์  เราพียงไม่รู้ว่าเมื่อใดเท่านั้น  คือไม่มีใครทราบว่าจะเกิดเมื่อใด  แต่ ถ้าคุณเชื่อมั่นในศาสนา  สัญญาณของวันพิพาษาสุดท้าย ทั้งจากทัศนะอิสลามและคริสตศาสนาเกิดตรงกันแล้ว  มากมายทีเดียว  เราเพียงแต่รอสัญญาณใหญ่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น  แต่ปัจจุบันนี้ เรากำลังรอเท่านั้น ( ประชาชนที่รักพระเจ้าและเชื่อในพระเจ้า )?  ทำไมเราไม่พยายามใช้โทษบาปตัวเราเองและทำสิ่งดีๆก่อนที่จะสายเกินไป.

 bewareoftheleaven  +stutube
The indisputable proof that the Bible is true is its complete cohesiveness and fulfilled prophecy. 66 books written by 40+ authors over the span of 2000+ years, it contains exact prophetic utterances which have been fulfilled and is throughout about  a single truth, the life and identity and purpose of the one true God. That is how we know every promise made until the fullness of time and after, will likewise, be fulfilled. "Let God be true and every man a liar." His message toward all is grace, mercy and peace. His will is that "all men be saved and come unto a knowledge of the truth. For there is one God, and one mediator between God and man, the man Christ Jesus; who gave Himself a ransom for all..." (1 Tim 2:4-5) His character is beyond reproach, He knows the end from the beginning and one day, I know not when, "that at the name of Jesus every knee should bow and...and every tongue should confess, that Jesus Christ is Lord, to the glory of the father." (Phil 2:10-11)

ข้อพิสูจน์ที่โต้แย้งไม่ได้ที่ว่า พระคัมภีร์บังเอิญเป็นจริงตรงบริบูรณ์และเป็นคำทำนายที่สำเร็จบริบูรณ์  หนังสือ 66 เล่มที่เขียนขึ้นจากผู้เขียน 40 คนด้วยช่วงเวลายาวนานกว่า 2,000 ปี  พระคัมภีร์บรรจุถ้อยคำที่เปล่งพยากรณ์ตรงๆ ซึ่งได้ถูกทำให้เต็มสมบูรณ์ และเกี่ยวกับความจริงประการเดียว  ชีวิต และอัตลักษณ์และวัตถุประสงค์ของพระเจ้าแท้จริงพระองค์เดียว  นั่นแหละที่พวกเราทราบถึงทุกคำสัญญาที่มีขึ้นจนกระทั่งการเต็มบริบูรณ์ของเวลาและหลังจากนั้น  เช่นเดียวกัน จะครบบริบูรณ์ไป  “ ให้พระเจ้าเป็นองค์ที่แท้จริงและมนุษย์นั้นเป็นคนโกหก “  สาส์นของพระเจ้าแก่ทุกคนก็คือพระหรรษทาน พระเมตตาและสันติสุข  พระประสงค์ของพระองค์ก็คือ “ ขอให้มนุษย์ทุกคนได้รอดและเข้าสู่ความรู้ของความจริง  เพราะว่า มีเพียงพระเจ้าองค์เดียว และคนกลางเดียวระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ คนนั้นคือพระเยซูคริสตเจ้า  ซึ่งถวายพระองค์เป็นค่าไถ่สำหรับทุกคน....” ( 1 ทีโมธี 2:4-5) นิสัยใจคอของพระองค์อยู่นอกเหนือการที่จะเข้าไปหา  พระองค์ทราบสิ่งสุดท้ายตั้งแตเริ่มต้นและวันหนึ่ง ฉันไม่ทราบว่าเมื่อใด “ ที่เมื่อได้ยินพระนามทุกหัวเข่าจะโน้มลงและ....และ ทุกภาษาจะสารภาพ ว่า พระเยซูคริสตเจ้าเป็นพระเจ้า  เป็นสิริมงคลของพระบิดา “ ( ฟิลิป 2:10-11)

grimbleahoy
 The Vatican always was and still is the main channel of world deception by destruction and concealment of ancient knowledge, information and artifacts that would throw light on our true origin and nature. It conspires with others to create and profit from war, poverty, misery and suffering. Do leopards change spots?  Can anything it's high priest utters be anything other than more manipulative, self-serving agenda ?

วาติกันเป็นมาเสมอและยังคงเป็นท่อธารหลักของการโกหกระดับโลก โดยการทำลายล้างและการซุกซ่อนความรู้ดึกดำบรรพ์ ข่าวสารและทรัพย์สินทางศิลปะโบราณ ที่ควรจะฉายแสงที่ต้นกำเนิดและธรรมชาติที่แท้จริงของเรา  มันดลดาลใจให้คนอื่นที่จะสร้างและเอากำไรจากสงคราม ความยากจน ความน่าสงสารและความทนทรมาน  เสือดาวเปลี่ยนจุดที่ตัวมันไหม?  มีอะไรบ้างที่สามารถทำให้พระสงฆ์ใหญ่อุทานถ้อยคำใดๆมากกว่าการกระทำที่รับใช้ตัวเอง ที่ยักย้ายถ่ายเทมากกว่านี้ได้ ?

 
12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โรมันคาทอลิกในประเทศไทย เมื่อ: มกราคม 01, 2016, 06:01:54 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
                                                                                                   โรมันคาทอลิกในประเทศไทย
                                                                                History of  Roman Catholicism  in Thailand

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Update January 1 , 2016

       คริสตจักรโรมันคาทอลิกในประเทศไทย หรือที่ชาวคาทอลิกเรียกโดยย่อว่า พระศาสนจักรในประเทศไทย เป็นประชาคมของคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก มีการปกครองตนเองภายใต้การควบคุมของสันตะสำนัก[1] ปัจจุบันมีชาวไทยนับถือนิกายคาทอลิกอยู่ราว 369,636 คน คิดเป็นร้อยละ 0.58 ของประชากร[

      ประวัติการเผยแพร่[แก้]
ตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักรคาทอลิกในประเทศไทย สามารถจำแนกได้เป็น 3 ยุค ดังนี้

ยุคปาโดรอาโด

ยุคปาโดรอาโด (Padroadro) ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2054 - 2212 (ค.ศ. 1511 – 1669)

ปาโดรอาโด เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคริสตจักรคาทอลิกกับรัฐคาทอลิกในยุโรป ให้รัฐเหล่านั้นมีอำนาจในการบริหารและสนับสนุนคริสตจักรภายในเขตอธิปไตยของตน เมื่อโปรตุเกสและสเปนขยายอาณานิคมไปทั่วโลก ทำให้สิทธิ์ตามสัญญานี้ขยายไปทั่วโลกไปด้วย และทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างทั้งสองรัฐเพราะต่างก็ต้องการรักษาผลประโยชน์ของตน สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 จึงทรงให้แบ่งโลกเป็นสองส่วน แล้วยกดินแดนซีกโลกตะวันออกทั้งหมดให้โปรตุเกสมีอำนาจปกครองทั้งทางการเมืองและทางศาสนา[3] แต่เนื่องจากโปรตุเกสเป็นชาติเล็ก มีประชากรน้อย การปกครองอาณานิคมจำนวนมากจึงต้องอาศัยอาสาสมัครจากต่างชาติเข้าร่วม รวมทั้งงานด้านศาสนาด้วย คริสต์ศาสนาซึ่งเข้าสู่สยามครั้งแรกจึงเป็นนิกายคาทอลิกโดยโปรตุเกส และปรากฏหลักฐานว่ามีมิชชันนารีคู่แรกเป็นบาทหลวงคณะดอมินิกัน 2 ท่าน คือบาทหลวงเยโรนีโมแห่งไม้กางเขน (Jeronimo da Cruz) และบาทหลวงเซบาสตีอาวแห่งกันโต (Sebastiao da canto) ซึ่งเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2110 (ค.ศ. 1567)[4] ทั้งสองทำหน้าที่สอนศาสนาให้ชาวโปรตุเกสรวมทั้งชาวพื้นเมืองที่เป็นภรรยา เมื่อท่านทั้งสองเริ่มมีอิทธิพลในสังคมไทยก็ถูกชาวมุสลิมที่อิจฉาริษยาทำร้ายร่างกาย[5] บาทหลวงเยโรนีโมเสียชีวิต ส่วนบาทหลวงเซบาสตีอาวบาดเจ็บสาหัส จึงขอพระบรมราชานุญาตพามิชชันนารีจากมะละกามาเพิ่มเติม ต่อมาจึงมีมิชชันนารี 3 คนทำงานในสยาม ต่อมามิชชันนารีทั้งสามคนเสียชีวิตพร้อมกันเพราะถูกทหารพม่าฆ่าตายขณะกำลังอธิษฐานในอยู่ในโบสถ์ระหว่างการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่งปี ค.ศ. 1569

เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ ก็มีมิชชันนารีซึ่งเป็นนักบวชจากคณะนักบวชคาทอลิกต่างๆ เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในสยาม เช่น คณะดอมินิกัน (ซึ่งเข้ามาก่อนแล้ว) คณะฟรันซิสกัน (ในปี พ.ศ. 2125 หรือ ค.ศ. 1582) คณะเยสุอิต (พ.ศ. 2150 หรือ ค.ศ. 1607) คณะออกัสติเนียน (พ.ศ. 2220 หรือ ค.ศ. 1677)

แม้ว่าจะพยายามเผยแพร่คริสต์ศาสนาในกลุ่มชาวสยาม แต่เนื่องจากปัญหาด้านภาษา และขาดความเข้าใจเรื่องสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ประกอบกับการดำเนินงานภายใต้สิทธิปาโดรอาโดของโปรตุเกสมีข้อจำกัด คือมิชชันนารีในอาณัติมีแตกต่างกันไปหลายเชื้อชาติและคณะ ทำให้การดำเนินงานไม่เป็นเอกภาพ และมีการวิวาทกันเองบ่อยครั้ง ทำให้การแผยแพร่กับคนสยามในระยะนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เหล่ามิชชันนารีจึงหันไปมุ่งงานอภิบาล (pastoral work) คนในอาณัติโปรตุเกสแทน[6]

ปัญหาข้างต้นทำให้สันตะสำนักหาทางแก้ปัญหาโดยตั้งสมณะกระทรวงการเผยแพร่ความเชื่อ (Sacred Congregation for the Propagation of the Faith) หรือ โปรปากันดา ฟีเด (Propaganda Fide) เพื่อให้การเผยแพร่ศาสนาและปกครองคริสจักรที่สิทธิ์ปาโดรอาโดยังไปไม่ถึงได้ขึ้นกับสมณะกระทรวงนี้แต่เพียงแห่งเดียวโดยตรง และเมื่อทราบว่าคริสตจักรทางตะวันออกไกลต้องการให้มีผู้แทนพระสันตะปาปาไปปกครอง สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 10 จึงแต่งตั้งบาทหลวง 3 ท่านเป็นมุขนายกเกียรตินามและผู้แทนพระสันตะปาปาประมุขมิสซังต่าง ๆ ดังนี้

ฟร็องซัว ปาลูว์ (Francois Pallu) เป็นมุขนายกเกียรตินามแห่งเฮลีโอโปลิส (Heliopolis) และประมุขมิสซังตังเกี๋ย โดยรวมลาวและห้ามณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนอยู่ในปกครองด้วย
ปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต (Pierre Lambert de la Motte) เป็นมุขนายกเกียรตินามแห่งเบรุท (Beirut) และประมุขมิสซังโคชินจีน
อีญัส กอตอล็องดี (Ignace Cotolendi) เป็นมุขนายกเกียรตินามแห่งเมเตลโลโปลิส (Metellopolis) และประมุขมิสซังหนานจิง โดยรวมมณฑลทางภาคอีสานของจีนตลอดทั้งเกาหลีอยู่ในปกครองด้วย ต่อมามุขนายกท่านนี้ได้ถึงแก่กรรมเสียในระหว่างทาง

มุขนายกทั้งสามได้ตั้งคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสขึ้นเพื่อฝึกหัดบาทหลวงที่จะไปเป็นมิชชันนารีในภูมิภาคตะวันออกไกล เมื่อมิชชันนารีเหล่านี้เดินทางมาถึงก็ได้ข่าวว่ากำลังมีการเบียนเบียนคริสต์ศาสนิกชนในจีนและญวน คณะทั้งหมดจึงตัดสินใจพำนักที่กรุงศรีอยุธยาเพราะทราบว่ากษัตริย์ไทย (ขณะนั้นคือสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีไมตรีกับชาติตะวันตก จากนั้นจึงดำเนินการเผยแพร่ศาสนาทันที

คณะมิชชันนารีได้จัดซีโนด (Synod) ขึ้นที่อยุธยา ได้ข้อสรุปการทำงานดังนี้[7]

1.ตั้งคณะนักบวชคาทอลิกท้องถิ่นทั้งชาย – หญิง งานเผยแพร่ศาสนา จะตั้งชื่อว่า คณะรักกางเขนแห่งพระเยซูคริสต์
2.พิมพ์คำสอนเผยแพร่
3.ตั้งเซมินารี เพื่อฝึกหัดชายท้องถิ่นที่ศรัทธา อ่านภาษาลาตินได้ เป็นบาทหลวง
การเผยแพร่ศาสนาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับมิชชันนารีฝ่ายปาโดรอาโด มุขนายก ล็องแบร์จึงส่งบาทหลวง ฌ็อง เดอ บูร์ชไปแจ้งปัญหาแก่สันตะสำนัก ในที่สุดโรมจึงตั้งมิสซังสยามขึ้นในปี พ.ศ. 2212 (ค.ศ. 1669) ให้อยู่ภายใต้การปกครองของประมุขมิสซังซึ่งพระคุณเจ้าทั้งสองเลือกเอง จึงถือเป็นการสิ้นสุดยุคปาโดรอาโด

13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / "เอแบค"ร้องบิ๊กตู่จัดการผู้บุกรุก อาจารย์-นศ.ผวาภัยคุกคาม เมื่อ: ธันวาคม 30, 2015, 05:05:53 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    "เอแบค"ร้องบิ๊กตู่จัดการผู้บุกรุก อาจารย์-นศ.ผวาภัยคุกคาม

โดย MGR Online        
30 ธันวาคม 2558 10:35 น.

        เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ฝั่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ถ.พิษณุโลก นายอรรณพ พึ่งเชื้อ ผู้ช่วยรองอธิการบดี ฝ่ายวางแผนพัฒนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) พร้อมด้วยนักศึกษาอีกประมาณ 30 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่าน นายสาธิต สุทธิเสริม นิติกรชำนาญการ ศูนย์บริการประชาชน เพื่อร้องเรียนขอให้ช่วยเข้ามาจัดการปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มผู้บริหารในสถาบัน
      
       โดย นายอรรณพ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม นายสุทธิพล ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งอ้างว่าได้รับการแต่งตั้งจากเสียงข้างมากในสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญให้เป็นอธิการบดี ได้นำพวก 20 คน พยายามบุกรุก ข่มขู่เจ้าหน้าที่ และทำลายประตูมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก และยังนำกำลังชายฉกรรจ์กว่า 100 คน บุกรุกและคำลายเครื่องกั้นทางเข้าสถาบันที่วิทยาเขตสุวรรณภูมิ รวมแสดงท่าทีข่มขู่และจะมีการใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย ทำให้อาจารย์ นักศึกษา เจ้าหน้าที่และบุคลากรภายในสถาบันเกิดความหวาดกลัว จนมหาวิทยาลัยต้องตัดสินใจปิดทำการทั้ง 2 วิทยาเขต ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2558 – 4 มกราคม 2559 เพื่อป้องกันเหตุและรักษาความปลอดภัยให้กับทุกคน
      
       นายอรรณพ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหาร พร้อมกับตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นกลางขึ้นมา 1 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางยุติปัญหา ซึ่งทุกฝ่ายควรจะยอมรับและเคารพต่อแนวทางการพิจารณาดังกล่าวที่ถือว่ามีความเป็นกลางที่สุด
      
       “มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ยินดีที่จะรอผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะทางออกจากคณะกรรมการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ นายสุทธิพร และพวก กลับละเมิดข้อตกลง โดยสร้างความโกลาหลและความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นต่อมหาวิทยาลัยและบุคลากรขึ้นมาอีก ซึ่งมหาวิทยาลัยได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อการคุกคามดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม อยากขอความเมตตาจาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับทราบและช่วยหาทางออกจากปัญหาการคุกคามที่เกิดขึ้นจากบุคคลกลุ่มดังกล่าวโดยเร็ว” นายอรรณพ กล่าว
      
       ก่อนหน้านี้สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เคยมีคำสั่งที่ 9/2558 ลงวันที่ 30 มิถุนายน มีคำสั่งแจ้งว่า นายสุทธิพร ไม่ได้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งอธิการบดีอีกต่อไป
      
       วันเดียวกัน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์กรณีความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่ปะทุขึ้นมาอีกรอบว่า ได้สั่งการปลัดกระทรวงศึกษาธิการให้ไปติดตามตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งที่เกิดขึ้นล่าสุดแล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่ยอมให้มีการกระทำการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาอย่างเด็ดขาด หากมีการกระทำดังกล่าวเมื่อไร จะเข้าไปดำเนินการทันที ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หากผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหากันได้ ก็ให้ดำเนินการต่อไป ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า หากผู้เกี่ยวข้องแก้ปัญหาไม่ได้จะทำอย่างไร พล.อ.ดาว์พงษ์ ตอบว่า ก็ต้องดูว่าเรื่องนี้มันหน้าที่ใคร
      
       “เอแบคเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน เรามีอำนาจเข้าไปดูแลให้เรียบร้อย ไม่ให้มีผลกับเด็ก ถ้ามีผลกระทบกับนักศึกษาเมื่อไหร่ ผมโดดเข้าไปแน่ ตอนนี้ก็ติดตามอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็มีปัญหานี้มานานแล้ว”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
      
       ด้าน รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้สั่งการมาแล้ว โดยให้ตนไปดูแลและติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ให้ลุกลามจนเกิดการกระทบกระทั่งกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการยังไม่สามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ได้ เพราะยังไม่ส่งผลกระต่อการจัดการศึกษา หรือส่งผลกระทบต่อนักศึกษา ซึ่งก็คงต้องหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาต่อไป หากใครกระทำการใดๆ โดยพลการและก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน ต่อมหาวิทยาลัย หรือเกิดความเสียหายต่อระบบการบริหารภายใน ผู้ก่อการทั้งหลายก็จะต้องรับผิดชอบตัวเองต่อการกระทำนั้นๆ ส่วนจะมีการเสนอให้พิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องพิจารณาในหลายๆ แนวทาง
      
       ส่วนกรณีที่มีอาจารย์และนักศึกษาเดินทางไปร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ช่วยเข้าไปดูแลปัญหานั้น ก็ต้องไปดูถึงผลกระทบ เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมอยู่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา พล.อ.ดาว์พงษ์ พยายามใช้อำนาจในฐานะผู้กำกับดูแล เข้าไปไกล่เกลี่ยและแก้ปัญหา ซึ่งก็อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ โดยได้มีการนัดหมายทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันในต้นปี 2559 นี้อยู่แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาพรวมของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

"เอแบค" ยังวุ่นอธิการบดีใหม่พยายามตัดกุญแจประตูหวิดปะทะ

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม   
30 ธันวาคม 2558 16:42 น.

       ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล พร้อมทีมคณะบริหารชุดใหม่ ส่งทีมเข้าไปตัดโซ่ที่ล๊อคประตูรั้วด้านข้างมหาวิทยาลัยอัสสัมชัน ภายในมหาวิทยาลัยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฉีดสารเคมีดับเพลิงสกัดเพื่อไม่ให้ดร.สุทธิพร และคณะเข้ามาภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชันได้

      
MGR Online - อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ยังไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ หลังคู่ขัดแย้งยังคงตึงกำลังต้านบริเวณด้านหน้าประตูระทั่งเกิดเหตุชุลมุน ด้านเจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์
      
       วันนี้(30ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. บรรยากาศที่บริเวณหน้าประตูมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก (เอแบค) ซอยรามคำแหง 24 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ หลังจากเกิดกรณีความขัดแย้งของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จนเกิดความแตกแยกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ได้มีดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พร้อมทนายความ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัท กัทส์ อินเวสติเกชั่น จำกัด กว่า 20 นาย นำคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลแพง ลงวันที่ 4 ส.ค. 2558 ว่า ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าว จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายบัญชา แสงหิรัญ,นายวิทยา เจริญศรี,นายธนา กายพันธุ์เลิศ,นายวีระศักดิ์ อนุสนธิ์วงศ์ และนายสมพล ณ สงขลา ถูกขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการอธิการบดี แต่ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริษัท จีโฟ เอส ซีเคียว โซลูชั่น (ประเทศไทย) ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการขัดขวางไม่ให้ ด.ร.สุทธิพร พร้อมพวกเข้าไปด้านใน
      
       โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้นำประกาศห้ามมิให้บุคคลดังกล่าว ประกอบด้วย ด.ร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล น.ส.นรนุช ไผ่แก้ว ดร.รุ่งศรี ว่องวิทวัส น.อ.ชำนาญ สอนแพง มาติดบริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย จากนั้นทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย ได้นำแม่กุญแจมาล็อคประตูทางเข้า-ออกไว้ทุกด้าน ซึ่งมีการอ้างว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยห้ามมิให้บุคคลตามที่ประกาศเข้ามาในมหาวิทยาลัย
      
       ซึ่งดร.สุทธิพร ได้นำช่างกุญแจ พร้อมเครื่องตัดเหล็ก เข้าทำการตัดโซ่ที่คล้องประตูทางด้านข้าง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของดร.สุทธิพรกว่า 20 คน พยายามช่วยกันยกประตูออก จนเกิดการกระทบกระทั่งกัน โดยทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้นำกำลังมาขัดขวาง ด้วยการเหยียบประตูไว้ พร้อมใช้ถังดับเพลิงและน้ำมาทำการฉีดสกัดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาภายใน จนเหตุการณ์ชลมุนเกิดขึ้นประมาณ 10 นาที
      
       จากนั้นจึงได้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.หัวหมาก และเจ้าหน้าที่ทหาร ร.12 พัน 2 รอ. จ.สระแก้ว นำกำลังประมาณ 30 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์โดยไม่ให้มีการกระทบกระทั่งกัน ทั้งสองฝ่ายจึงแยกย้ายกันไป โดยทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยได้มีการตึงกำลังไว้โดยรอบ
      
       ด้านพ.ต.อ.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล รอง ผบก.น.4 กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะนี้ทางตนจึงได้สั่งการให้มีการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอคฝ. จำนวน 1 กองร้อย เข้ามาดูเข้าความสงบเรียนร้อยแล้ว ซึ่งระหว่างนี้จะให้ทางคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเจรจากัน เพื่อไม่ให้มีการกระทบกระทั่งกันอีก ถ้าหากมีใครกระทำผิดกฎหมายทางเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจับกุมทันที
      
       ต่อมาเวลา 11.30 น. ดร.สุทธิพร พร้อมทนายความ ได้เดินทางเข้าแจ้งความเข้าพบพ.ต.ต.สมเจตน์ พลเหลา พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการสน.หัวหมาก เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกกลุ่มบุคคลภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ และทำรายร่างกาย จึงเดินทางมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
      
       พ.ต.ต.สมเจตน์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว โดยทางเจ้าหน้าที่จะได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อแจ้งข้อหากับผู้กระทำความผิดต่อไป
      
       ภายหลังจากที่ ดร.สุทธิพร ประทุมเทวาภิบาล อธิการบดีมหาวิทยาอัสสัมชัญคนใหม่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ปฎิบัติหน้าที่แทนภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่ถูกปลดจากการปฏิบัติหน้าที่และถูกดำเนินคดีในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ บริหารขัดต่อหลักธรรมาภิบาล จนส่งผลให้คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก เกิดความแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย
      
       ขณะที่ดร.สุทธิพร ได้พยายามเดินทางเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก แต่ได้ถูกขัดขวางการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่จากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชุดเก่าของมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลว่า สภามหาวิทยาลัย ไม่มีอำนาจที่จะสามารถแต่งตั้งอธิการบดีได้ ดังนั้น ดร.สุทธิพรจึงไม่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่ง เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งไม่เป็นไปตามระเบียบขั้นตอน ไม่มีเอกสารราชการยืนยัน จนส่งผลให้เกิดความชุลมุนบริเวณทางเข้ามหาวิทยาลัย
      
       ต่อมาเวลาประมาณ 14.30 น. ดร.สุทธิพร พร้อมเจ้าหน้าที่ เดินทางกลับมายังหน้ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก และได้พยายามใช้คีมตัดแม่กุญแจที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชุดเก่านำมาคล้องไว้หน้าประตูอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชุดเก่าของทางมหาวิทยาลัย ได้นำถังดับเพลิงฉีดสกัดกลุ่มของ ดร.สุทธิพร ที่พยายามจะบุกเข้ามา และมีการโต้เถียงกันเกิดขึ้น ท่ามกลางการเฝ้าระวังสถานการณ์จากตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (คฝ.บก.น.4) และเจ้าหน้าที่ทหาร
      
       อย่างไรก็ตาม ทางฝ่าย ดร.สิทธิพร ยังคงไม่สามารถเดินทางด้่ไปปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยอันสัมชัญได้ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายมาร่วมเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ในฐานะคนไทยด้วยกัน ซึ่งจนถึงนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้
 
ร้อง"บิ๊กตู่"เคลียร์ปัญหา"เอแบค"

โดย ผู้จัดการรายวัน        
29 ธันวาคม 2558 20:52 น.

        เมื่อวานนี้ (29 ธ.ค.) ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่งสำนักงาน ก.พ. ) นายอรรณพ พึ่งเชื้อ ผู้ช่วยรองอธิการบดี ฝ่ายวางแผนพัฒนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาประมาณ 30 คน เข้ายื่นหนังสือต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผ่านนายสาธิต สุทธิเสริม นิติกรชำนาญการ ศูนย์บริการประชาชนโดยนายอรรณพ อ่านแถลงการณ์ว่า เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายสุทธิพล ปทุมเทวาภิบาลได้แอบอ้างเป็นอธิการบดี นำพวก 20 คน พยายามบุกรุก ข่มขู่เจ้าหน้าที่ และทำลายประตูมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก และนำกำลังชายฉกรรจ์กว่า 100 นาย เข้าบุกรุกและทำลายเครื่องกั้น ที่วิทยาเขตสุวรรณภูมิด้วย

          โดยในเช้าวันเดียวกันนี้ ได้รับรายงานว่า กลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 นาย เตรียมการปะทะและใช้กำลัง กับกลุ่มรปภ.ของมหาวิทยาลัย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงปิดทำการทั้ง 2 วิทยาเขต ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. และจะเปิดทำการอีกครั้งวันที่ 4 ม.ค.59

          นายอรรณพ กล่าวถึงความขัดแย้งของกลุ่มกรรมการสภามาหวิทยาลัยอัสสัมชัญที่มีมานานว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้เคยเรียกประชุมหารือกับคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 ต.ค.58 และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขอให้ทุกฝ่ายให้ความเคารพต่อการพิจารณาของรัฐมนตรี ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จะรอการพิจารณาหาทางออกจากรมว.ศึกษาธิการ หากแต่นายสุทธิพร และพวก กลับละเมิดข้อตกลง โดยสร้างความโกลาหลและความเดือดร้อนให้กับมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก โดยขณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งความ ถึงการคุกคามของนายสุทธิพรกับพวก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอความเมตตาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับทราบ และช่วยหาทางออกให้กับปัญหาการคุกคามของนายสุทธิพร โดยเร็ว

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากคำสั่งสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่ 9/2558 ลงวันที่ 30 มิ.ย.58 มีคำสั่งแจ้งว่า ให้นายสุทธิพร ไม่ได้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งอธิการบดีอีกต่อไป

          ด้านพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ได้สั่งการปลัดกระทรวงศึกษาธิการไปแล้วว่า ให้ติดตามปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ว่ามีการปิดประตู อะไรกัน

          ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะทำให้กระทบต่อนักศึกษาหรือไม่ รมว.ศึกษาฯ กล่าวว่า "เราไม่ยอมให้มีผลกระทบต่อนักศึกษาอยู่แล้ว ถ้ากระทบต่อนักศึกษาเมื่อไร กระทรวงศึกษาฯ จะเข้าไปดำเนินการ ตอนนี้หากผู้ที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหากันได้ ก็แก้กันไป"

          เมื่อถามว่า หากผู้ที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหากันไม่ได้ จะทำอย่างไร พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ก็ต้องดูว่าเรื่องนี้มันหน้าที่ใคร

          "เอแบค เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน เราก็มีอำนาจเข้าไปดูแลให้เรียบร้อย ไม่ให้มีผลกับเด็ก ถ้ามีผลกระทบกับนักศึกษาเมื่อไร ผมโดดเข้าไปแน่ แต่ตอนนี้ก็ติดตามอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็มีปัญหานี้มานานแล้ว" รมว.ศึกษาฯ กล่าว

          Credit  :  ASTV  Manager Online

เผชิญหน้า 07/10/58 : เจาะลึกศึกสายเลือดในเอแบค....ผลประโยชน์ล้วนๆ

      เผยแพร่เมื่อ 7 ต.ค. 2015
รายการ เผชิญหน้า Face Time วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2558 เวลา 20.00 น. พบกับแขกรับเชิญ คุณวีรศักดิ์ อนุสนธิวงศ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและกรรมการสภา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่มาตอบทุกโจทย์ ทุกคำถาม ประเด็น "เจาะลึกศึกสายเลือดในเอแบค....ผลประ­โยชน์ล้วนๆ" ดำเนินรายการโดย "ดนัย เอกมหาสวัสดิ์"

          https://youtu.be/jb0cIAvzCek

     
        
        
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เพลงประจำมหาวิทยาลัย ของ อาจารย์วิจิตร เมื่อ: ธันวาคม 28, 2015, 12:33:05 AM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
                                                                                        เพลงประจำมหาวิทยาลัย ของ อาจารย์วิจิตร

                                                         เพลงประจำมหาวิทยาลัย ของ อาจารย์วิจิตร  -- Alan Petervich  ที่เคยเข้ารับการศึกษา

เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  และต่อมาสอบได้ประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย
หรือ  ม.ศ. 5  เทียบเท่า ม. 8 ศิลป์ ฝรั่งเศส จากกระทรวงศึกษาธิการ

การศึกษาต่อมาตามลำดับ คือ :

1.       บ้านเณรใหญ่ปีนัง  General College at Pulau Tikus , Penang , Malaysia
2.       มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  คณะนิติศาสตร์  
3.       มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ  วิทยาเขตประสานมิตร  คณะศึกษาศาสตร์
4.       มหาวิทยาลัยรามคำแหง  คณะนิติศาสตร์
5.       สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  ( NIDA )  คณะบริหารธุรกิจ

>> ผมจำไม่ได้ว่า เพลงลาตินประจำบ้านเณรปีนังนั้นคือเพลงอะไร   แต่ที่นิยมร้องกันมาก เป็นต้น เมื่อจะโมทนาพระคุณพระเป็นเจ้า  เราที่ปีนังจะร้องเพลงลาติน  TE  DEUM  LAUDAMUS  เนิ้อร้องและทำนองดังนี้  :

https://youtu.be/c_gcJc1MmCQ

อัปโหลดเมื่อ 27 ม.ค. 2012
One of the most famous hymns of worship to the Lord God, to whom we owe all our love and adoration. The version in this video includes only parts of the entire song, but it is still well performed. Please be patient, as the chanting takes a while to begin. The background art is "Liberation of St. Peter" by Bartolomé Esteban Murillo. The full hymn and English translation are as follows:

Te Deum laudamus: te Dominum confitemur.
Te aeternum Patrem omnis terra veneratur.
Tibi omnes Angeli; tibi caeli et universae Potestates;
Tibi Cherubim et Seraphim incessabili voce proclamant:
Sanctus, Sanctus, Sanctus, Dominus Deus Sabaoth.
Pleni sunt caeli et terra majestatis gloriae tuae.
Te gloriosus Apostolorum chorus, Te Prophetarum laudabilis numerus, Te Martyrum candidatus laudat exercitus.
Te per orbem terrarum sancta confitetur Ecclesia, Patrem immensae majestatis: Venerandum tuum verum et unicum Filium; Sanctum quoque Paraclitum Spiritum.
Tu Rex gloriae, Christe. Tu Patris sempiternus es Filius. Tu ad liberandum suscepturus hominem, non horruisti Virginis uterum.
Tu, devicto mortis aculeo, aperuisti credentibus regna caelorum.
Tu ad dexteram Dei sedes, in gloria Patris. Iudex crederis esse venturus.
Te ergo quaesumus, tuis famulis subveni: quos pretioso sanguine redemisti.
Aeterna fac cum sanctis tuis in gloria numerari.
(some add the following)
Salvum fac populum tuum, Domine, et benedic hereditati tuae.
Et rege eos, et extolle illos usque in aeternum.
Per singulos dies benedicimus te; Et laudamus Nomen tuum in saeculum, et in saeculum saeculi. Dignare, Domine, die isto sine peccato nos custodire.
Miserere nostri Domine, miserere nostri. Fiat misericordia tua, Domine, super nos, quemadmodum speravimus in te.
In te, Domine, speravi: non confundar in aeternum.

ต่อไปเป็นเพลงที่ชาวธรรมศาสตร์ร้องได้จนขึ้นใจ  มีหลายเพลง  แต่ที่นิยมกันมากคือเพลงพระราชนิพนธ์ “ ยูงทอง “ เชิญรับฟังครับ :
https://youtu.be/WD8MlEXI_zk

เพลงต่อไปก็เป็นเพลงของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ  ฟังเข้าท่าเหมือนกัน  เชิญรับฟังครับ :
https://youtu.be/m4uOGKnVnAE

แล้วก็ถึงเพลงของมหาวิทยาลัยรามคำแหง  คึกคักพอสมควรนะครับ  มา ฟังดูนะครับ :
https://youtu.be/gE-mK9AKl3o

เพลงที่ทำความปวดหัวมากก็คือเพลงของสถาบัน NIDA  เพราะไม่เคยฟัง  ค้นหามาให้ฟังได้ก็บุญมากนะครับ เชิญ:
https://youtu.be/0kO7KXPMRdw

       โล่งอกที  ขอบคุณทุกท่านที่ตามฟังเพลงสถาบันการศึกษาที่ ผม Petervich เคยร่ำเรียนมา  วิชาการที่ได้มานี่เองที่หล่อหลอมให้ผมพอมีความรู้ความสามารถ หาญกล้ามาทำงานที่คนหลายคนบอกว่า  “หมอนี่บ้าแน่ๆ “  เพราะเป็นงานที่หนักหนาสากรรจ์  ต้องลงแรง และลงทุนเองทุกอย่าง  ทั้งหมดนั้นก็เพื่อ “ พระนามของพระองค์จะรุ่งเรืองไป “

       แน่นอน  ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าน่าจะถึงเวลาพักผ่อนได้แล้ว  เพราะตอนเกิดนั้นเป็น วันที่ 19 พฤศจิกายน แต่ที่น่าตกใจก็คือ พ.ศ.เกิด คือ พ.ศ. 2473  ย้ำ  ๒๔๗๓  ถึงวันนี้ก็อายุ .....เอาวันขึ้นปีใหม่  2016/2559  อายุก็  86 ปี  แก่พอจะเลิกทุกอย่างได้แล้วใช่ไหมครับ?   เอาน่า  ผมกำลังคิดพิจารณาด้วยเหตุผลที่จะทำให้ชีวิตไม่กี่วันข้างหน้าเปลี่ยนไป จริงๆครับ  ผมกำลังสวดภาวนาขอพระจิตเจ้าดลใจ  ให้ทำในสิ่งที่เป็นการดลใจจากพระองค์   คอยฟังดูคงจะทราบอีกไม่นานนะครับ....God Bless !!!

                                                                                     Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                            Alan  Petervich
                                                                                         December 27 , 2015




  
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ทำไมคาทอลิกจุดเทียนในวัด? เมื่อ: ธันวาคม 27, 2015, 06:02:06 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
                                                                                                       ทำไมคาทอลิกจุดเทียนในวัด?
                                                                                    Why Do Catholics Light Candles in Church?

by Contributing Writer  ผู้โพสต์  : นักเขียนที่อุทิศเรื่องให้
Alan Petervich  Update December 27, 2015

                                                                     http://i929.photobucket.com/albums/ad133/peter_vich/56359587_XS_zpsp0e13riy.jpg

                                                                         

                                                                     Votive candle racks hold remembrance of prayers.  แผงเทียนอธิฐานทำให้เกิดการระลึกถึงคำภาวนา

       A distinguishing characteristic of Catholic churches compared to other denominations is the large presence of candles. Catholics display candles for different purposes, including prayer, symbolism and memorials. Although candles are not a formal aspect of Catholicism, the tradition of lighting candles at Catholic churches is commonplace and adds beauty to the atmosphere.

ลักษณะพิเศษที่ทำให้เด่นของวัดคาทอลิกเมื่อเทียบกับนิกายอื่นก็คือ การมีอยู่จำนวนมากของเทียนจุด   เทียนจุดที่แสดงแบบคาทอลิก ก็เพื่อวัตถุประสงค์แตกต่างกัน  รวมทั้งคำภาวนาอธิฐาน  สัญลักษณ์และการระลึกถึง   แม้ เทียนเหล่านั้นมิใช่ทัศนะทางการของคริสตศาสนจักรคาทอลิก  ประเพณีของการจุดเทียนที่วัดคาทอลิก เป็นปกติธรรมดา และเสริมความสวยสดงดงามแก่บรรยากาศ

Sponsored Link

One Moment from Now. The future is uncertain. Something's coming. นาทีเดียวจากนี้  อนาคตไม่แน่นอน  บางอย่างกำลังมา

www.youtube.com/watch?v=TtY2Lh_AH4w

Prolong Prayers   คำภาวนาที่ยืดขยายยาวนาน

The main function of numerous, small candles in glass containers -- that are often displayed in racks or stands and known as votives or vigil lights -- is to maintain the intention of prayers, usually for a specific issue or person. Those who light them usually say a prayer over one candle at a time, and by keeping these individual candles lit for extended periods of time, the individual prayer is believed to be prolonged and amplified along with the intentions of other believers' prayers. This creates a collective spirit of prayer for the entire church that is comforting and empowering, because even when churchgoers leave, their prayers remain in the Church -- and then others may pray over the candles later.

หน้าที่หลักของเทียนเล็กในแก้วบรรจุจำนวนมาก – ที่บ่อยทีเดียวจะวางแสดงไว้ที่ชั้นวางหรือแผงตั้งเตี้ยๆ และรู้จักกันที่เรียกว่าเทียนอธิฐาน หรือเทียนเฝ้ารอ  -- ใช้เพื่อยืนยันความตั้งใจของคำภาวนา  โดยปกติก็อุทิศเพื่อเรื่องพิเศษหรือคนพิเศษ   เหล่าบุคคลที่มาจุดเทียนเหล่านี้ ปกติ จะสวดบทภาวนาหนึ่งบทในการจุดเทียนแต่ละเล่มณเวลานั้น  และโดยยังปล่อยให้เทียนส่วนบุคคลที่จุดนั้นให้ติดขยายเวลาออกไป  คำภาวนาส่วนบุคคลก็เชื่อว่าจะอยู่นานและขยายสมความตั้งใจของคำภาวนาของคนอื่นๆที่สวดด้วย   การนี้สร้างจิตตารมณ์ร่วมของการสวดภาวนาสำหรับคนทั้งวัด ที่ปลอบโยนและให้พลังอำนาจ  เพราะว่า แม้เมื่อผู้ไปร่วมพิธีในวัดออกจากวัดไป  คำภาวนาของพวกเขายังคงเหลืออยู่ในวัด – และครั้นแล้ว คนอื่นๆอาจมาสวดภาวนาเหนือเทียนเหล่านั้นทีหลัง.

Memorialize Departed ระลึกถึงผู้วายชนม์จากไป

Catholics also use votive candles as a remembrance of the deceased, especially their loved ones. They light them specifically on All Souls' Day, usually November 2, for this purpose. Candles may also be lit on November 1 for All Saints' Day to honor every saint, remaining lit through All Souls' Day. The candles may be lit in the church as part of an offering at an altar with other items such as flowers or mementos, but may also be lit at home altars or cemeteries.

คาทอลิกด้วยใช้เทียนอธิฐานเหล่านี้ประหนึ่งความทรงจำถึงผู้วายชนม์  เป็นต้นคนที่พวกเขารัก  พวกเขามาจุดเทียนเป็นพิเศษในวันสวดภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ ปกติจะเป็นวันที่ 2 พฤศจิกายน สำหรับวัตถุประสงค์นี้   เทียนอาจได้รับการจุดในวันที่ 1 พฤศจิกายน สำหรับวันฉลองนักบุญทั้งหลาย เป็นการถวายเกียรติแด่นักบุญทุกองค์  ปล่อยให้ลุกอยู่รวมตลอดวันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับทั้งหลาย   เทียนยังอาจจุดในวัด เป็นส่วนของภาคถวายที่พระแท่นพร้อมๆกับสิ่งอื่นเช่นดอกไม้หรือของที่ระลึกต่างๆ  แต่อาจจุดได้ที่พระแท่นของบ้านทุกคนหรือที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ได้

Symbolize the Light of Christ แสดงสัญลักษณ์แสงสว่างของพระคริสตเจ้า

Candles are also lit in Catholic churches to symbolize the light of Christ and the Holy Trinity at liturgies, or official, ongoing worship services such as Mass. These candles are usually made of beeswax to symbolize the purity of Christ. The number and placement of candles to be lit at the primary church altar varies greatly depending on the specific occasion and type of clergy presiding over the Mass. Traditionally, candles must be lit before Mass begins, and they are not extinguished until after the service.

เทียนอธิฐานยังจุดได้ในวัดคาทอลิกเพื่อแสดงสัญลักษณ์แสงสว่างของพระคริสตเจ้าและพระตรีเอกภาพ ณ พิธีกรรมต่างๆ  หรือเป็นทางการ การจัดการนมัสการที่ทำเช่นพิธีบูชามิสซา  เทียนเหล่านี้ ปกติ ทำด้วยขี้ผึ้งเพื่อแสดงสัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ของพระคริสตเจ้า  จำนวนและสถานที่วางเทียนเพื่อการจุด ณ พระแท่นของวัด เริ่มแรกแตกต่างกันมาก ขึ้นกับโอกาสพิเศษและชนิดของคณะสงฆ์ที่มาเป็นประธานในการถวายมิสซา   ตามประเพณีนิยม  เทียนเหล่านั้น ต้องจุดก่อนพิธีมิสซาจะเริ่ม  และจะไม่ดับจนกว่าพิธีมิสซาจบลง

Honor Special Occasions โอกาสพิเศษเพื่อเป็นเกียรติ

Special occasions at Catholic churches are often marked by the lighting of candles, specifically at secondary or private altars set up for the special purpose, such as to honor a saint like Mary. These candles might be set up near statues of saints, and placed with other items like flowers or artwork. Altar candles may be votives or taller and longer-lasting candles also in glass containers. Candles lit for special occasions may be for small groups of people gathered to celebrate or worship, or as part of a liturgy for the whole church.

โอกาสพิเศษที่วัดคาทอลิกต่างๆ บ่อยมากจะมีขึ้นโดยการจุดเทียนอธิฐานเหล่านั้น  เป็นต้น ณ พระแท่นรอง หรือพระแท่นเอกชน ที่ตั้งขึ้นสำหรับความมุ่งหมายพิเศษ  เช่น เพื่อให้เกียรติแก่นักบุญอย่างเช่นแม่พระมารีอา   เทียนเหล่านี้สามารถตั้งแผงที่รูปปั้นนักบุญต่างๆ  และวางพร้อมกับของสิ่งอื่นเช่นดอกไม้หรืองานศิลป์ต่างๆ       เทียนประจำพระแท่นอาจเป็นเทียนอธิฐานหรือเทียนทรงสูงและจุดได้นาน บรรจุในภาชนะแก้ว    เทียนที่จุดเพื่อโอกาสพิเศษอาจใช้สำหรับคนกลุ่มเล็กๆที่รวมตัวกันเพื่อฉลองหรือนมัสการ  หรือ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมสำหรับทั้งวัดก็ได้

ความเห็นจาก Alan Petervich :

          เท่าที่สังเกตุเมื่อไปร่วมมิสซา  หรือดูจากภาพยนตร์ที่สร้างเกี่ยวกับพระศาสนาคาทอลิก แสดงพิธีกรรมในวัดต่างๆ   การจุดเทียน ( ที่เรียกว่า votive ) เป็นเรื่องปกติในวัดหรือวิหารหลังมหึมาและจัดให้มีแผงวางเทียนในแก้วใบเล็กๆ  มีคนเข้าไปจุดถวายแด่พระเจ้าหรือนักบุญต่างๆ   มีเหมือนกันในประเทศไทย ที่วางแผงเทียน แต่ไม่มากนัก และดูคุณพ่อเจ้าวัดในประเทศไทยจะไม่เห็นความสำคัญ   ไม่จัดที่และเทียนไว้ให้   เมื่อผม – Petervich มาเจอบทความนี้ก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งมีประโยขน์ อยากให้คุณพ่อเจ้าวัดจัดเทียนแบบนี้ เพื่อสัตบุรุษจะได้มาจุดและสวดภาวนาอธิฐานตามความมุ่งหมายข้างบนที่ผมแปลให้อ่าน  ผมว่าเป็นประโยชน์นะครับ   อย่าคิดว่าเมื่อจุดเทียนก็มีควันออกมารบกวนคนในวัด  ผมว่าไม่รบกวนมากมายอะไร  จัดหาที่ห่างออกไปหน่อย ตั้งรูปแม่พระ  นักบุญต่างๆ แล้ววางเทียนในแก้วใบเล็ก  ให้คริสตชนได้จุดและสวดเพื่อขอพระเป็นเจ้า หรือแม่พระ หรือนักบุญองค์ไหนก็ได้  ช่วยเพื่อความมุ่งหมายพิเศษ หรือใครคนหนึ่งที่ต้องการคำภาวนา หรือผู้วายชนม์ที่ต้องการความช่วยเหลือ  มีแต่ประโยชน์ทั้งนั้น   จัดเถอะคุณพ่อเจ้าวัด   เรื่องควันเล็กๆน้อยๆค่อยหาทางจัดการ  ดีไหมครับคุณพ่อ

          ใครอ่านตรงนี้  และคิดว่าเป็นเรื่องดี  ได้โปรดนำไปเสนอคุณพ่อเจ้าวัด  จัดให้มีเทียนแบบที่ว่านี้  ก็จะเป็นการเปิดทางให้คาทอลิกมีที่มีทางขอคำภาวนาเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ – ครับ.

                                                                                            Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                                     Alan   Petervich




 
หน้า: [1] 2 3 ... 102