แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 120
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ประเทศไทยกับประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:55:46 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                    ประเทศไทยกับประธานาธิบดีทรัมป์

http://www.matichon.co.th/news/424880
วันที่: 12 ม.ค. 60 เวลา: 16:04 น.
ผู้เขียน
ณัชชาภัทร อมรกุล นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า

      ชวนท่านผู้อ่านมาวิเคราะห์ 3 นโยบายหลักของทรัมป์ ที่น่าจะมีผลกับประเทศไทยไม่มากก็น้อย

1. การถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิค (Trans-Pacific Partnership -TPP)
 
ทรัมป์ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ในการหาเสียงแล้วว่า TPP จะเป็นตัวสร้างหายนะให้กับประเทศ เขาไม่ต้องการเขตการค้าเสรีแบบนี้ เขาต้องการการเจรจาทางการค้าแบบตัวต่อตัว หรือแบบทวิภาคีมากกว่า
หากทรัมป์จะให้สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก TPP ขึ้นมาจริงๆ การณ์อาจจะกลายเป็น 3 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 คือ TPP ล้มเลิกลงไปเลย รูปแบบที่ 2 ยังมี TPP โดยไม่มีสหรัฐอเมริกา และรูปแบบที่ 3 คือ สามารถเจรจาจนมีสหรัฐอเมริกาอยู่ แต่ลดความเข้มข้นในระดับความร่วมมือลง
ไม่ว่าจะในรูปแบบใด TPP ก็จะถูกลดความสำคัญลง ข้อเสียก็คืออาจทำให้การค้าโลกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน แต่ข้อดีก็คือ ลดการเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจาก TPP ถูกมองว่าเป็นความร่วมมือทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มีไว้ขึ้นเพื่อปิดล้อมจีน
สำหรับประเทศไทยที่ยังสองจิตสองใจว่าจะเข้า TPP ดีไหม ถึงจังหวะนี้ก็คงมีเวลาชั่งใจได้อีกพักใหญ่

2. มีเจรจาเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ใหม่
 
อีกเรื่องที่ทรัมป์หาเสียงไว้ก็คือ ต้องการให้ NAFTA เป็นองค์กรที่ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ประโยชน์มากขึ้น ทรัมป์ย้ำว่า “NAFTA ต้องมีการเปลี่ยนแปลง”
ฟังแล้วก็พอเข้าใจได้ เพราะ NAFTA เป็นเขตการค้าเสรีที่มีอายุ 22 ปีแล้ว สถานการณ์โลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าในสมัยนั้นเยอะ จึงน่าจะมีการเจรจาใหม่
แม้ทรัมป์จะพูดชัดเจนว่าต้องมีอะไรใหม่ แต่ก็ยังไม่มีพิมพ์เขียวว่าจะปรับ NAFTA ไปในแนวทางไหน แต่สหรัฐอเมริกาจะถอนตัวออกไปเลยก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะปัจจุบันนี้ทั้ง 3 ประเทศผูกพันกันด้วยห่วงโซ่การผลิตที่ซับซ้อน (Complex Supply Chain System) คือ มีชิ้นส่วนของสินค้าผ่านเข้าออกชายแดนของทั้งสามประเทศหลายครั้ง กว่าจะเป็นสินค้าที่ตกไปถึงมือของผู้บริโภค
แม้ประเทศไทยจะอยู่ไกลจากห่วงโซ่การผลิตของ NAFTA แต่การเปลี่ยนแปลงของ NAFTA หากมันจะเกิดขึ้นจริงๆ ก็ควรจะอยู่ในโฟกัสของผู้กำหนดนโยบาย ไม่ว่าจะภาครัฐหรือภาคเอกชนไม่ใช่น้อย เพราะจริงๆ แล้ว ห่วงโซ่การผลิตมันเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของ NAFTA เกิดขึ้นจริงๆ มันจะเป็นแบบอย่างให้กับการค้าเสรีในโลกยุคสมัยใหม่ด้วย

3. ลดการขาดดุลการค้า
 
ตอนหาเสียง ทรัมป์ประกาศว่าจะแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับ 3 ชาติหลักคือ เม็กซิโก จีน และญี่ปุ่น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด
ในเรื่องการค้าระหว่างประเทศนั้น “รัฐ” ไม่ได้เป็นผู้ค้าขาย แต่ “แต่ประชาชนและธุรกิจ” เป็นผู้ดำเนินกิจการการค้าดังกล่าว การค้าระหว่างประเทศถูกกำหนดด้วยราคาที่ผู้ขายและผู้ซึ้อที่พึงพอใจในการตกลงกัน
สิ่งที่รัฐจะขัดขวางการค้าขายและลดการขาดดุลได้คือ กลไกของภาษีและกลไกที่ไม่ใช่ภาษี ทรัมป์ประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าจากเม็กซิโก และเพิ่มอัตราภาษีเป็น 45% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีน ทั้งนี้เพื่อให้สินค้าที่มาจากจีนมากขึ้น ดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนให้กลับมายังประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ งานให้คนอเมริกัน
แต่ผลที่จะปรากฏขึ้นไม่ได้ง่ายแบบที่หาเสียง เพราะการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า จะทำให้สินค้าภายในประเทศมีราคาแพงขึ้นมาก สินค้าแม้จะผลิตในประเทศ แต่หากมีชิ้นส่วนที่ผลิตมาจากประเทศจีนก็จะทำให้สินค้าชิ้นนั้น ๆ ราคาแพงขึ้นมาก นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของราคาจากภาษีก็ไม่ได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของค่าแรงของคนในประเทศ เพราะเป็นเพียงภาวะชั่วคราวจากราคาสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน ชิ้นส่วนของสินค้าที่ผลิตในประเทศจีนมีราคาสูงขึ้นจากภาษี ไม่ได้หมายความว่าค่าแรงของคนอเมริกันจะเพิ่มขึ้นอย่างไรเลย

ความตั้งใจของทรัมป์ที่ต้องการให้ผู้ผลิตผละออกจากประเทศจีน และหันมาผลิตสินค้าในประเทศจะไม่สำเร็จอย่างหอมหวานอย่างที่หาเสียง เพราะสินค้าที่แพงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อและค่าแรงที่ขึ้นสูงตามไปด้วย และไม่ใช่ค่าแรงที่แท้จริงที่เพิ่มสูงขึ้น
เรื่องที่ไม่น่าจะประสบความสำเร็จที่สุดของทรัมป์นี้แหล่ะ ที่จะกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะหากมีการขึ้นกำแพงภาษี 45% แล้ว ทำให้ประเทศจีนต้องจัดการตอบโต้ทางการค้าแน่นอน การตอบโต้จากจีนเป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตามอง เพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไทยผูกพันอยู่กับจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

แม้จะประสบความสำเร็จในการเป็นนักธุรกิจมาตลอดชีวิต แต่ทรัมป์ยังไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับนโยบายภาครัฐ เรายังไม่แน่ใจว่า นโยบายการต่อต้านการค้าเสรีของทรัมป์จะประสบความสำเร็จได้แค่ไหน แต่พรรครีพับริกันของทรัมป์เป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนการค้าเสรีมาโดยตลอด ก็อาจจะเป็นอีกกลไกหนึ่งนอกเหนือจากกลไกรัฐ ที่เบรกไม่ให้ทรัมป์ทำอะไรก็ได้อย่างที่เขาประกาศไว้อยู่เสมอ
แม้ทรัมป์จะพูดเสมอว่า “เขาชนะอยู่เสมอ” แต่การเมืองไม่เหมือนธุรกิจ เพราะการเมืองเป็นเรื่องประนีประนอมและเป็นคนละเรื่องกับธุรกิจส่วนตัว และธุรกิจส่วนตัวของเขา ยิ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะระบบมีการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

อย่างไรก็ตามเราก็ควรจะให้ความสนใจกับวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเด่น ๆ ของทรัมป์ ว่าจะมีอะไรที่สำเร็จได้บ้าง และจะกระทบอะไรกับเรา เพราะนโยบายของเขาจะมีส่วนสำคัญในการเตรียมตัวของภาครัฐและภาคธุรกิจในประเทศไทยเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          Credit  :  มติชนออนไลน์
                        วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2560
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ข้อกำหนดในการให้บริการของ Google เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:31:05 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              ข้อกำหนดในการให้บริการของ Google

                                                                                      แก้ไขล่าสุดเมื่อ: 14 เมษายน 2557 (ดูฉบับที่เก็บไว้)
ยินดีต้อนรับสู่ Google!

       ขอขอบคุณที่ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา (“บริการ”) บริการนี้จัดหาโดย Google Inc. (“Google”) ซึ่งตั้งอยู่ที่ 1600 Amphitheatre Parkway, Mountain View, CA 94043, United States
 
การใช้บริการของเราถือเป็นการยอมรับข้อกำหนดนี้ โปรดอ่านอย่างละเอียด
บริการของเรามีความหลากหลายมาก ในบางครั้งจึงอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดเพิ่มเติมเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์นั้นๆ (รวมทั้งข้อกำหนดเรื่องอายุของผู้ใช้บริการ) โดยเราจะแจ้งข้อกำหนดเพิ่มเติมไปกับบริการที่เกี่ยวข้อง และข้อกำหนดเพิ่มเติมเหล่านั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างคุณกับเราหากคุณใช้บริการนั้นๆ

การใช้บริการของเรา

คุณต้องปฏิบัติตามนโยบายใดๆ ที่มีต่อคุณภายในบริการนี้
ห้ามใช้บริการของเราโดยมิชอบ ตัวอย่างเช่น ไม่แทรกแซงบริการของเราหรือพยายามที่จะเข้าถึงโดยใช้วิธีการนอกเหนือไปจากอินเทอร์เฟซและคำแนะนำที่เราให้ไว้ คุณต้องใช้บริการของเราเฉพาะตามที่กฎหมายอนุญาต รวมทั้งกฎหมายและกฎระเบียบในการควบคุมการส่งออกและการส่งออกซ้ำที่บังคับใช้ เราอาจระงับหรือหยุดการให้บริการแก่คุณหากคุณไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและนโยบายของเรา หรือหากเราตรวจสอบพบพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าไม่ถูกต้อง
 
การใช้บริการของเราไม่ได้ทำให้คุณเป็นเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ในบริการหรือเนื้อหาที่คุณเข้าถึง คุณไม่สามารถใช้เนื้อหาในบริการของเรา เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเนื้อหาดังกล่าว หรือสามารถกระทำได้โดยกฎหมาย ข้อกำหนดนี้มิได้ให้สิทธิแก่คุณในการใช้การสร้างแบรนด์หรือโลโก้ใดๆ ที่ใช้ในบริการของเรา ห้ามนำออก ปิดบัง หรือเปลี่ยนแปลงประกาศทางกฎหมายใดๆ ที่แสดงในหรือกับบริการของเรา

บริการของเราแสดงเนื้อหาบางอย่างที่ไม่ได้เป็นของ Google เนื้อหานี้เป็นความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวของบุคคลที่เผยแพร่เนื้อหานั้น เราอาจตรวจสอบเนื้อหาเพื่อพิจารณาว่าเนื้อหานั้นผิดกฎหมายหรือละเมิดนโยบายของเราหรือไม่ และเราอาจนำเนื้อหาออกหรือปฏิเสธที่จะแสดงเนื้อหาที่เราเชื่อโดยมีเหตุผลอันสมควรว่าผิดกฎหมายหรือละเมิดนโยบายของเรา ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราได้ทำการตรวจสอบเนื้อหาทุกครั้งเสมอไป ดังนั้น โปรดอย่าคาดการณ์ว่าเป็นเช่นนั้น
 
ในส่วนของการใช้บริการจากเรา เราอาจส่งประกาศเกี่ยวกับบริการ ข่าวสารเกี่ยวกับการบริหารจัดการ และข้อมูลอื่นๆ ให้แก่คุณ คุณสามารถเลือกไม่รับการสื่อสารเหล่านี้บางรายการได้
บริการบางอย่างของเราสามารถใช้บนอุปกรณ์เคลื่อนทึ่ ห้ามใช้บริการดังกล่าวในลักษณะที่ทำให้คุณเสียสมาธิและทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎจราจรหรือกฎหมายด้านความปลอดภัย
 
บัญชี Google ของคุณ

คุณอาจต้องมีบัญชี Google เพื่อที่จะใช้บริการบางส่วนของเรา คุณอาจสร้างบัญชี Google ของคุณเองหรือคุณอาจได้รับมอบบัญชี Google จากผู้ดูแลระบบ เช่น นายจ้างหรือสถาบันการศึกษาของคุณ หากคุณใช้บัญชี Google ที่ผู้ดูแลระบบมอบให้แก่คุณ อาจมีข้อกำหนดอื่นหรือเพิ่มเติมบังคับใช้กับคุณ และผู้ดูแลระบบของคุณอาจสามารถเข้าถึงหรือปิดการใช้งานบัญชีของคุณได้
เพื่อปกป้องบัญชี Google ของคุณ โปรดเก็บรักษารหัสผ่านเป็นความลับ คุณมีความรับผิดชอบต่อกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนหรือผ่านบัญชี Google ของคุณ พยายามไม่ใช้รหัสผ่านบัญชี Google ซ้ำบนแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม หากคุณทราบว่ารหัสผ่านหรือบัญชี Google ของคุณถูกใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้
 
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและลิขสิทธิ์

นโยบายส่วนบุคคลของ Google อธิบายถึงวิธีการที่เราปฏิบัติกับข้อมูลส่วนบุคคลของคุณและปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณเมื่อคุณใช้บริการของเรา เมื่อคุณใช้บริการของเรา ถือว่าคุณยินยอมให้ Google ใช้ข้อมูลดังกล่าวตามนโยบายส่วนบุคคลนั้น
เราตอบรับต่อการแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวกับการกล่าวหาการละเมิดลิขสิทธิ์ และจะระงับบัญชีของผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซ้ำโดยดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในกฎหมาย Digital Millennium Copyright Act ของสหรัฐอเมริกา
เราจัดหาข้อมูลหรือช่วยให้ผู้ถือลิขสิทธิ์จัดการกับทรัพย์สินทางปัญญาของตนออนไลน์ หากคุณคิดว่ามีผู้ที่กำลังละเมิดลิขสิทธิ์ของคุณและต้องการจะแจ้งให้เราทราบ คุณสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการยื่นหนังสือแจ้งและนโยบายของ Google เกี่ยวกับการตอบรับต่อหนังสือแจ้งนี้ได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือของเรา
 
เนื้อหาของคุณในบริการของเรา

บริการของเราบางอย่างอนุญาตให้คุณอัปโหลด ส่งเนื้อหามาให้ จัดเก็บ ส่งหรือรับเนื้อหาได้ คุณยังคงความเป็นเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ที่คุณถือสิทธิ์ในเนื้อหานั้นๆ สรุปโดยย่อคือ อะไรที่เป็นของคุณจะยังเป็นของคุณต่อไป
เมื่อคุณอัปโหลด ส่งเนื้อหามาให้ จัดเก็บ ส่งหรือรับเนื้อหามายังหรือผ่านบริการของเรา ถือว่าคุณได้อนุญาตให้ Google (และผู้ที่เราทำงานด้วย) มีสิทธิ์ในเนื้อหาของคุณ ไม่ว่าที่ใดในโลก ในการใช้ โฮสต์ จัดเก็บ ทำซ้ำ แก้ไข สร้างงานต่อยอดเนื้อหาของคุณ (เช่น งานการแปลภาษา การปรับเปลี่ยน หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่เราทำเพื่อให้เนื้อหาของคุณสามารถใช้งานได้ดีขึ้นร่วมกับบริการของเรา) สื่อสาร เผยแพร่ แสดงต่อสาธารณะ และแจกจ่ายเนื้อหาดังกล่าว สิทธิ์ที่คุณให้ในสัญญาอนุญาตเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อันจำกัดในการดำเนินการ การโปรโมต และการปรับปรุงบริการของเรา และเพื่อพัฒนาบริการใหม่ๆ สัญญาอนุญาตนี้จะยังคงมีผลแม้ว่าคุณจะหยุดการใช้บริการของเราแล้วก็ตาม (ตัวอย่างเช่น สำหรับรายชื่อธุรกิจที่คุณได้เพิ่มไว้ใน Google แผนที่) บริการบางอย่างอาจให้วิธีการในการเข้าถึงและนำเนื้อหาออกซึ่งถูกจัดหาให้กับบริการนั้นๆ นอกจากนี้ บริการบางอย่างของเรายังมีข้อกำหนดหรือการตั้งค่าที่ทำให้การใช้เนื้อหาของเราที่ส่งให้กับบริการเหล่านั้นมีขอบเขตที่แคบลง ตรวจสอบว่าคุณมีสิทธิ์ที่จำเป็นในการให้สัญญาอนุญาตนี้แก่เราสำหรับเนื้อหาใดๆ ที่คุณส่งไปยังบริการของเรา

ระบบอัตโนมัติของเราจะวิเคราะห์เนื้อหาของคุณ (รวมถึงอีเมล) เพื่อมอบคุณลักษณะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับคุณโดยตรง เช่น ผลการค้นหาแบบกำหนดเอง โฆษณาที่ปรับให้ตรงตามความต้องการของคุณ และการตรวจหาสแปมและมัลแวร์ การวิเคราะห์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการส่ง รับ และจัดเก็บเนื้อหา
หากคุณมีบัญชี Google เราจะแสดงชื่อโปรไฟล์ รูปโปรไฟล์ และการกระทำที่คุณดำเนินการบน Google หรือบนแอปพลิเคชันของบุคคลที่สามที่เชื่อมต่อกับบัญชี Google ของคุณ (เช่น +1, บทวิจารณ์ที่คุณเขียน และความคิดเห็นที่คุณโพสต์) ในบริการของเรา ซึ่งรวมถึงการแสดงในโฆษณาและบริบทโฆษณาอื่นๆ เราจะเคารพการเลือกของคุณในการจำกัดการแชร์หรือการตั้งค่าการเปิดเผยในบัญชี Google ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเลือกการตั้งค่าเพื่อไม่ให้ชื่อและรูปภาพของคุณปรากฏในโฆษณา
คุณสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Google ใช้และจัดเก็บเนื้อหาได้ในนโยบายส่วนบุคคล หรือข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับบริการนั้นๆ หากคุณส่งความคิดเห็นหรือคำแนะนำที่เกี่ยวกับบริการของเรา เราอาจใช้ความคิดเห็นหรือคำแนะนำของคุณโดยปราศจากข้อผูกพันต่อคุณ

เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ในบริการของเรา
เมื่อบริการหนึ่งๆ กำหนดให้ใช้หรือประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่สามารถดาวน์โหลดได้ ซอฟต์แวร์นี้อาจมีการอัปเดตอัตโนมัติในอุปกรณ์ของคุณเมื่อมีรุ่นหรือคุณลักษณะใหม่ให้ใช้งาน บริการบางอย่างอาจอนุญาตให้คุณปรับการตั้งค่าการอัปเดตอัตโนมัติได้

Google อนุญาตให้ใช้สิทธิในซอฟต์แวร์ที่ Google จัดหาให้คุณในฐานะส่วนหนึ่งของบริการ โดยอนุญาตให้ใช้ส่วนตัวในที่ใดในโลกโดยไม่เสียค่าตอบแทน ไม่สามารถโอนได้ และไม่ใช่เอกสิทธิ์เฉพาะแก่คุณเพื่อใช้ซอฟต์แวร์ที่จัดหาให้คุณโดย Google ในฐานะส่วนหนึ่งของบริการ การอนุญาตให้ใช้สิทธินี้มีวัตถุประสงค์เดียวคือเพื่อให้คุณสามารถใช้งานและใช้ประโยชน์จากบริการที่จัดหาโดย Google ตามข้อกำหนด ห้ามคุณคัดลอก ปรับเปลี่ยน แจกจ่าย จำหน่าย หรือให้เช่าส่วนหนึ่งส่วนใดของบริการของเราหรือซอฟต์แวร์ที่อยู่ใน และห้ามคุณดำเนินกระบวนการวิศวกรรมย้อนกลับหรือพยายามแยกซอร์สโค้ดของซอฟต์แวร์นั้น เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดมิให้มีการจำกัดดังกล่าว หรือคุณได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเรา

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมีความสำคัญต่อเรา เราอาจเสนอซอฟต์แวร์บางอย่างที่ใช้งานในบริการของเราภายใต้การอนุญาตให้ใช้สิทธิโอเพนซอร์สซึ่งเราจะจัดหาให้แก่คุณ ทั้งนี้ ข้อกำหนดในสัญญาอนุญาตโอเพนซอร์สอาจลบล้างบางส่วนของข้อกำหนดเหล่านี้อย่างชัดแจ้ง

การปรับเปลี่ยนและการยุติการให้บริการของเรา

เราทำการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงบริการของเราอย่างสม่ำเสมอ เราอาจเพิ่มหรือนำระบบการทำงานหรือคุณลักษณะบางอย่างออก และเราอาจระงับหรือหยุดให้บริการใดบริการหนึ่งโดยสิ้นเชิง
คุณสามารถหยุดใช้บริการของเราได้ทุกเมื่อ แม้ว่าเราจะมิได้ต้องการให้คุณทำเช่นนั้น Google อาจหยุดให้บริการแก่คุณ หรือเพิ่มหรือสร้างขีดจำกัดใหม่ๆ ในบริการของเราได้ทุกเมื่อ
เราเชื่อว่าคุณเป็นเจ้าของข้อมูลของคุณและการสงวนไว้ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวของคุณเป็นสิ่งสำคัญ หากเราหยุดให้บริการ ในกรณีที่มีเหตุผลสมควร เราจะส่งคำเตือนที่เหมาะสมถึงคุณล่วงหน้า และให้โอกาสคุณในการนำข้อมูลออกจากบริการนั้น
 
การรับประกันและข้อจำกัดความรับผิดของเรา
เราให้บริการโดยใช้ทักษะความเชี่ยวชาญและความเอาใจใส่ในระดับที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์ และเราหวังว่าคุณจะพอใจในการใช้บริการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เราไม่รับประกันการบริการของเราในบางประการ
นอกเหนือจากที่ระบุไว้โดยชัดแจ้งในข้อกำหนดนี้หรือข้อกำหนดเพิ่มเติม Google และซัพพลายเออร์หรือตัวแทนจำหน่ายมิได้รับประกันที่เฉพาะเจาะจงใดๆ เกี่ยวกับบริการ ตัวอย่างเช่น เรามิได้ให้รับประกันเนื้อหาภายในบริการ ระบบการทำงานเฉพาะของบริการ หรือความน่าเชื่อถือของบริการ ความพร้อมในการใช้งาน หรือความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคุณ เราให้บริการ “ตามที่เป็นอยู่”
ในบางประเทศที่กฎหมายระบุให้มีการรับประกันบางอย่าง เช่น การรับประกันโดยปริยายของผู้ประกอบการค้า ความเหมาะสมสำหรับจุดประสงค์การใช้งานเฉพาะ และการไม่ละเมิดสิทธิ์ เราไม่รับประกันใดๆ ทั้งสิ้น ภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้
 
ความรับผิดในบริการของเรา
หากกฎหมายอนุญาต Google และซัพพลายเออร์และตัวแทนจำหน่ายของ Google จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียผลกำไร รายได้ หรือข้อมูล ยอดขาดทุนทางการเงิน หรือความเสียหายทางอ้อม ในกรณีพิเศษ ที่เป็นผลของเหตุการณ์อื่น ที่เป็นข้อยกเว้น หรือเป็นบทลงโทษ
ภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ความรับผิดทั้งหมดของ Google และซัพพลายเออร์และตัวแทนจำหน่ายของ Google สำหรับการเรียกร้องใดๆ ภายใต้ข้อกำหนดนี้ รวมถึงการรับประกันโดยนัยใดๆ จะต้องไม่เกินยอดเงินที่คุณจ่ายแก่เราเพื่อใช้บริการ (หรือในการจัดหาบริการให้แก่คุณอีกครั้ง หากเราได้เลือกดำเนินการเช่นนั้น)

ในทุกกรณี Google และซัพพลายเออร์และตัวแทนจำหน่ายของ Google จะไม่มีส่วนรับผิดสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้โดยเหตุผลอันควร

การใช้บริการของเราในทางธุรกิจ

หากคุณใช้บริการของเราในนามของธุรกิจ ธุรกิจนั้นจะต้องยอมรับข้อกำหนดเหล่านี้ ธุรกิจจะไม่เรียกร้องให้ Google และบริษัทในเครือ เจ้าหน้าที่ ตัวแทน และพนักงานของ Google ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คุณ และคุณจะไม่ฟ้องร้องคดีหรือดำเนินการใดๆ อันเกิดจากหรือเกี่ยวกับการใช้บริการหรือการละเมิดข้อกำหนดเหล่านี้ รวมถึงไม่ให้บุคคลดังกล่าวมีความรับผิดหรือต้องชำระค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกิดจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน การสูญเสีย ความเสียหาย การฟ้องร้องคดี การตัดสินคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าทนายความ

เกี่ยวกับข้อกำหนดนี้

เราอาจปรับเปลี่ยนข้อกำหนดนี้หรือข้อกำหนดเพิ่มเติมใดๆ ที่มีผลบังคับใช้กับบริการ เช่น เพื่อให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือการเปลี่ยนแปลงในบริการของเรา คุณจึงควรทบทวนข้อกำหนดนี้เป็นประจำ โดยเราจะโพสต์ประกาศแจ้งการปรับเปลี่ยนข้อกำหนดเหล่านี้ไว้ในหน้าเว็บนี้ และเราจะโพสต์ประกาศแจ้งข้อกำหนดเพิ่มเติมที่มีการแก้ไขไว้ในบริการที่เกี่ยวข้อง การเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะไม่มีผลย้อนหลัง และจะมีผลบังคับใช้หลังจากมีการโพสต์ประกาศแจ้งเป็นเวลาสิบสี่วันเป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับระบบการทำงานใหม่ของบริการ หรือการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลด้านกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ทันที หากคุณไม่ยอมรับข้อกำหนดที่แก้ไขของบริการหนึ่งๆ คุณควรหยุดการใช้บริการนั้น

หากมีข้อขัดแย้งกันระหว่างข้อกำหนดนี้กับข้อกำหนดเพิ่มเติม ให้ถือว่าข้อกำหนดเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้
ข้อกำหนดนี้จะกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับ Google โดยจะไม่ให้สิทธิใดๆ แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นบุคคลที่สาม
หากคุณไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ และเราไม่ได้ดำเนินการใดโดยทันที จะไม่ถือว่าเราสละสิทธิใดๆ ที่มี (เช่น การดำเนินการในภายหลัง)
หากปรากฏว่ามีข้อกำหนดใดที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ข้อกำหนดดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อข้อกำหนดส่วนที่เหลือ
กฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (ไม่รวมถึงกฎเกณฑ์เรื่องกฎหมายขัดกันของรัฐแคลิฟอร์เนีย) จะมีผลบังคับใช้ต่อข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดเหล่านี้หรือบริการ การเรียกร้องทั้งหมดที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดเหล่านี้หรือบริการจะถูกฟ้องร้องเป็นการเฉพาะในศาลรัฐบาลกลางหรือศาลประจำรัฐของซานตาแคลราเคาน์ตี แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และคุณกับ Google ยินยอมให้ใช้เขตอำนาจศาลดังกล่าว

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการติดต่อ Google โปรดไปที่หน้าติดต่อเรา
3  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: ทัศนะของพระสงฆ์องค์หนึ่งเรื่องมิสซาลาตินเปรียบเทียบมิสซาใหม่ เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:53:33 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

      The New Mass is focused on God, but at the same time, very much focused on the people. มิสซาใหม่พุ่งศูนย์รวมไปที่พระเจ้า  แต่ ณ เวลาเดียวกัน มากเลย ที่มุ่งศูนย์รวมไปที่ประชาชน

•   Instead of the focus of the Celebrant being in Persona Christi, his focus is on representing and presiding in the name of the congregation. แทนที่จะมุ่งศูนย์รวมของผู้ถวายมิสซาในฐานะที่เป็นองค์พระคริสตเจ้า  ศูน์รวมของเขาคือเป็นตัวแทนและเป็นประธานในนามของผู้มาร่วมพิธีกรรมนั้น
•   The Celebrant faces the people, not God. ผู้ถวายมิสซาเผชิญหน้าประชาชน ไม่ใช่พระเจ้า
•   In all reality, the Celebrant is the center of the “show”.  Often he will make jokes. ในความเป็นจริง ผู้ถวายมิสซาเป็นศูนย์กลางของ “ การโชว์ “ บ่อยครั้งที่เขาจะทำตลกด้วย
•   Little in the words of the New Mass are there much about the Sacrificial aspect of the mass. น้อยมากในมิสซาใหม่ที่จะว่าด้วยเรื่องพิธีสักการะบูชาของมิสซา
•   The new mass is centered much more on the “Remembering at the Last Supper”.  มิสซาใหม่มุ่งที่จะวางศูนย์มากกว่ามากทีเดียวเรื่อง “ ระลึกถึงอาหารเย็นครั้งสุดท้าย “
•   There is no altar for a priestly sacrifice, just a wooden table. ไม่มีพระแท่นสำหรับการพลีบูชาแบบพระสงฆ์  มีเพียงโต๊ะไม้หนึ่งที่
•   The presider always prays out loud so that people can hear him.  ผู้เป็นประธานจะอธิษฐานเสียงดังเสมอ เพื่อประชาชนสามารถได้ยินเขา
•   The focus is on the people being very active by responding, hugging, standing, sitting, kneeling, singing and walking in procession to receive Holy Communion. การรวมศูนย์ที่ประชาชนแข็งขันมากด้วยการตอบบทสวด  สวมกอด  ยืน  คุกเข่า  ร้องเพลงและเดินเป็นขบวนเพื่อรับศีลมหาสนิท 
•   There are many people envolved in the New Mass, like the Lectors and Extraordinary Eucharistic ministers. มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมในมิสซาใหม่  เช่น พวกที่อ่านพระคัมภร์ลาสนาจารย์ศีลมหาสนิทพิเศษ
•   Many people are in or walk around the Sanctuary, like the Rock Band or other Choir members.  ประชาชนจำนวนมากเข้าไปอยู่ในเขตพิธีกรรม เช่นวงดนตรีร๊อคหรือสมาชิกวงร้องเพลง
•   Every kind of music and singing is allowed.  ดนตรีทุกชนิดและการร้องเพลงทุกรู)แบบได้รับอนุญาตให้ทำได้
•   The choir and musicians perform for the people and face them.  กลุ่มนักดนตรีและนักร้องจะจัดแสดงแก่ประชาชนและหันเผชิญหน้ากับพวกเขา
•   The music played and sung are to make people feel happy, good, warm, and excited.  ดนตรีที่บรรเลงและเพลงที่ร้อง ก็เพื่อให้ประชาชนรู้สึกมีความสุข  สนุก  อบอุ่นและตื่นเต้นเร้าใจ
•   Clapping is encouraged to congratulate people or while singing songs. การปรบมือก็เพื่อกระตุ้นให้ต้อนรับประชาชน หรือตอนกำลังร้องเพลง
•   Children and other people are often invited up around the altar to pray with the presider.  เด็กๆและประชาชนคนอื่น บ่อยทีเดียวจะถูกเชิญขึ้นไปอยู่รอบพระแท่นเพื่อร้องเพลงกับผู้เป็นประธาน
•   Everyone loves it because the focus is on the cute children and the people.  ทุกคนชอบมากเพราะว่าศูนย์ปฏิบัติจะพุ่งไปยังเด็กและคนที่น่ารักทั้งนั้น
•   The celebrant sits at the presiders chair facing the people, not God. ผู้ถวายมิสซา นั่งที่เก้าอี้ประธานหันหน้าไปทางประชาชน ไม่ใช่พระเจ้า
•   Everything is very external and not contemplative. ทุกอย่างเป็นการแสดงภายนอกและไม่มีการเข้าฌานอะไรทั้งนั้น
•   Very little silence. ความเงียบมีน้อยมาก
•   Very little kneeling in adoration of God. คุกเข่าน้อยมากเพื่อนมัสการพระเจ้า
•   The New Roman Missal has so many “pastoral” options in how to celebrate the mass. มิสซาโรมันแบบใหม่มีทางเลือก “การบริหาร “ มากมาย ถึงวิธีการเพื่อเฉลิมฉลองมิสซา
•   Many women come to mass dressed in sexy clothes, low necks, tight pants and shorts. ผู้หญิงจำนวนมากมาร่วมมิสซาแต่งกายเซ๊กซี้ แหวกคอเสื้อต่ำ  กางเกงขายาวรัดติ้วและไม่งั้นก็ใส่กางเขนบาสั้น.
•   Men come dressed in shorts.  ส่วนผู้ชายจะใส่กางเกงขาสั้นทั้งนั้น
•   Lectors and Extraordinary ministers sometimes go up on the altar in sexy or inappropriate clothing. ผู้อ่านและศาสนบริกรพิเศษ บางครั้งจะขึ้นไปที่พระแท่นในชุดเสื้อผ้าที่ค่อนข้างเซ๊กซี่และไม่สอดคล้องกับงานพิธี
•   Before and after mass, people and priests talk and visit loudly in church.ก่อนและหลังมิสซา  ประชาชนและพระสงฆ์พูดคุยกันและทักทายกันเสียงดังในวัด.
 
At the New Mass,  ที่มิสซาใหม่
•   Most people receive Holy Communion. ประชาชนส่วนใหญ่ที่สุดรับศีลมหาสนิท
•   They receive standing. พวกเขายืนเพื่อรับศีล
•   They receive Jesus in the hand. พวกเข่รับพระเยซูเจ้าในมือ
•   Everyone has to stand until everyone has gone up together in procession to receive Holy Communion. ทุกคนต้องยืนจนทุกคนไปยืนด้วยกันเป็นแถวขบวนเพื่อรับศีล
•   There is very little time allowed after Holy Communion to meditate and thank God for coming into their souls. หลังรับศีลแล้ว มีเวลาน้อยมากที่อนุญาตให้เพื่อรำพึงและขอบคุณพระที่เสด็จเข้ามาในวิญญาณของพวกเขา
•   People usually sit and do not kneel after receiving Holy Communion. โดยปกติ ประชาชนนั่งและไม่คุกเข่าหลังรับศีลแล้ว
•   Large host are used to show that we are all one body, and when they are broken, large particles shoot all over the corporal, altar and floor.  It has happened to me. ศีลแผ่นใหญ่เคยนำมาแสดงถึงว่า เราทุกคนเป็นร่างกายหนึ่งเดียว  และเมื่อหักศีลแผ่นนั้น  ชิ้นใหญ่ๆจะพุ่งตกลงสู่ผ้ารองกาลิ๊กซ์  พระแท่นและพื้น  มันเกิดขึ้นกับพ่อด้วย.

•   Very rarely are patens used to catch the falling Body of Christ or crumbs.นานมากที่จานรองศีลจะถูกใช้ช้อนเอาร่างของพระคริสต์หรือเศษต่างๆ
•   The floors of Catholic churches are full of particles of the Body of Christ that fall on the ground from the hands of people who receive in the hand and are being walked on by all the people.  พื้นของวัด(โบสถ์)คาทอลิกจะเต็มไปด้วยเศษชิ้นส่วนเล็กๆของพรกายพระคริสต์ ที่ตกลงบนพื้น จากมือของประชาชนที่รับในมือ และกำลังถูกเหยียบย่ำจากประชาชนทั้งหลาย
•   Everyone takes hold of the chalice given to them by the minister to receive the Blood of Christ. ทุกคนจะจับจอกกาลิกซ์ที่ยื่นให้พวกเขาโดยศาสนพิธีกร เพื่อรับพระโลหิตของพระคริสต์
•   Many times the Precious Blood of Christ is spilled on people or the floor.หลายครั้ง พระโลหิตล้ำค่าของพระคริสต์หกใส่ประชาชนหรือหกลงบนพื้น
•   Only priests are to purify the sacred vessels at mass, but often they are left for others to purify. เฉพาะพระสงฆ์เท่านั้นเป็นผู้ทำความสะอาดภาขนะศักดิ์สิทธิ์เวลามิสซา แต่บ่อยมากภาชนะเหล่านั้นปล่อยให้คนอื่นทำความสะอาดแทน
•   The purification of the chalice is with water only. การทำสะอาดกาลิกซ์ใช้น้ำเท่านั้น
•   It is impossible for the priest to purify where all the people received from the upper most parts of the chalice that is rotated while administrating the Precious Blood by the Extraordinary Ministers. มันเป็นไปไม่ได้สำหรับพระสงฆ์ที่จะทำความสะอาดรงที่ประชาชนทั้งหมดรับ ในส่วนบนของจอกกาลิกซ์ ที่หมุนไปมาขณะที่จัดการส่งพระโลหิตล้ำค่าโดยศาสนพิธีกรพิเศษ.

The final question (and the answer should make everyone who reads this article want to only go to the Holy Latin Mass) is:  Do we truly believe that God/Jesus is in the Holy Sacrament of the Altar?  If so God deserves adoration, respect and protection. คำถามสุดท้าย ( และคำตอบควรจะทำให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ ต้องการไปร่วมิสซาลาตินศักดิ์สิทธิ์แน่ ) ก็คือ : ริงๆแล้วพวกเราเชื่อว่า พระเจ้า/พระเยซูเจ้า อยู่ในศีลศักดิ์สิทธิ์บนพระแท่นนั้นหรือ?  ถ้าดังนั้น พระเจ้าสมควรจะได้รับการนมัสการ  ความเคารพนับถือ และการปกป้องคุ้มครองมิใช่หรือ.

•   Pope XII: “Suicide of Altering the Faith In Her Liturgy…..”
"I am worried by the Blessed Virgin's messages to Lucy of Fatima. This persistence of Mary about the dangers which menace the Church is a divine warning against the suicide of altering the Faith, in Her liturgy, Her theology and Her soul. … I hear all around me innovators who wish to dismantle the Sacred Chapel, destroy the universal flame of the Church, reject Her ornaments and make Her feel remorse for Her historical past.

          โป๊บ ปีโอ XII :  “ อัตวินิบาตกรรมของการเปลี่ยนแปลงความเชื่อในพิธีกรรมของศาสนจักร.....”
“ อาตมารู้สึกวิตกกังวลจากสารของพระแม่มารีนิรมล ที่ประทานแก่ลูเขียแห่งฟาติมา  การยืนยันของพระแม่มาเรียเกี่ยวกับอันตราย ซึ่งนำอันตรายมาสู่พระศาสนจักร เป็นคำเตือนจากสวรรค์ต่อการฆ่าตัวตายของการถือความเชื่อต่างออกไป  ในพิธีกรรมของศาสนา  ในเทววิทยาและในวิญญาณของศาสนา.....  อาตมาได้ยินทั้งหมดรอบตัวอาตมา พวกคนคิดนวัตกรรมใหม่ ซึ่งปรารถนาจะรื้อวัดศักดิ์สิทธิ์  ทำลายเปลวไฟสากลของพระศาสนจักร  ปฏิเสธเครื่องประดับประดาของ ศาสนจักร และทำศาสนจักรให้รู้สึก เศร้าใจสำหรับอดีตทางประวัติศาสตร์ของศษสนจักร

"A day will come when the civilized world will deny its God, when the Church will doubt as Peter doubted. She will be tempted to believe that man has become God. In our churches, Christians will search in vain for the red lamp where God awaits them. Like Mary Magdalene, weeping before the empty tomb, they will ask, 'Where have they taken Him?'"
“ วันหนึ่งจะมาถึง เมื่อโลกซิวิไลซ์จะปฏิเสธพระเจ้าของพวกเขาเอง  เมื่อพระศาสนจักรจะสงสัยเช่นเดียวกับที่เปโตรสงสัย  ศาสนจักรจะถูกล่อให้เชื่อว่ามนุษย์นั้นได้กลายเป็นพระเจ้าแล้ว  ในวัดต่างๆของเรา  คริสตชนจะเสาะหาเสียเปล่าตะเกียงแดง ณ ที่พระเจ้ารอคอยพวกเขาอยู่  เช่นเดียวกับมาเรีย มักดาเลนา  ที่ร้องไห้ต่อหน้าที่บรรจุศพว่างเปล่า  พวกเขาจะถามว่า “ ที่ใดที่พวกเขาพาพระองค์ไป ?”

เอวเยนีโอ ปาเชลลี -- Eugenio Pacelli, future Pius XII.
Roche, หนังสือ "Pie XII Devant L'Historie", p. 52-53

                                                                                                     Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                                           E  Pluribus  Unum
                                                                                                             Alan  Petervich
4  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / ทัศนะของพระสงฆ์องค์หนึ่งเรื่องมิสซาลาตินเปรียบเทียบมิสซาใหม่ เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:46:46 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                ทัศนะของพระสงฆ์องค์หนึ่งเรื่องมิสซาลาตินเปรียบเทียบมิสซาใหม่
                                                                                      A Priest’s View of Latin Mass Vs. New Mass

http://www.traditionalcatholicpriest.com/2015/01/29/priests-view-latin-mass-vs-new-mass/?subscribe=success#blog_subscription-3
Traditional Catholic Priest – พระสงฆ์คาทอลิกจารีตดั้งเดิม

January 29, 2015
 
       Constantly I hear from people that they do not go to the Latin Mass because they do not understand Latin.  (Some even think that the homily is in Latin.)  So please, just for now, let us put aside the argument of the language; Latin or English and go to the prayers and actions that are part of the rubrics of the two masses.  Let us also look at who is the center of focus and the way the people participate, dress and receive God in Holy Communion at the two masses.
เป็นที่สม่ำเสมอที่พ่อได้ยินจากประชาชนว่า พวกเขาไม่ได้ไปมิสซาลาตินเพราะว่าพวกเขาไม่เข้าใจภาษาลาติน  (บางคนถึงกับคิดว่าบทเทศน์ก็เป็นลาตินด้วย )  ดังนั้น ได้โปรด เพียงสำหรับตอนนี้ ให้เราเอาข้อโต้แย้งเรื่องของภาษาออกไปก่อน ลาตินหรืออังกฤษ (หรือภาษาไทย) และเข้าเรื่องบทสวดภาวนาและการปฏิบัติที่เป็นภาคส่วนของจารีตพิธีกรรมของทั้ง   สองมิสซา  ให้เราดูด้วยว่าผู้ใดเป็นศูนย์รวมของโฟคัส และวิธีที่ประช่ชนมีส่วนร่วม การแต่งกายและรับพระเจ้าในศีลมหาสนิทที่แต่ละสองมิสซา
 
As a priest, I want to re-clarify what are the differences on how Jesus is treated in the two masses.   This will be from my own stand point as a priest who has for years celebrated the New Mass in English and Spanish, and now, for the last 7 years offered the Ancient Holy Sacrifice of the Mass.
ในฐานะพระสงฆ์องค์หนึ่ง  พ่อต้องการอธิบายให้ชัดเจนอีกว่า อะไรคือความแตกต่างที่ว่าพระเยซูเจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างไรในทั้งสองมิสซา  ข้อนี้จะมาจากจุดยืนของพ่อเองในฐานะพระสงฆ์องค์หนึ่งที่เป็นเวลาหลายปีได้ถวายมิสซาใหม่ทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาสเปญ  และปัจจุบัน สำหรับเวลาที่ผ่านมา 7 ปีได้ถวายพิธีบูชายัญศักดิ์สิทธิ์แบบโบราณขิงพิธีมิสซา

Most Catholics judge the two masses from their own subjective perspective and preferences.  They are not priests.  They are not offering the two masses and have no idea what it is like from the experience of the priest who offers the Sacrifice of the Holy Mass.
ชาวคาทอลิกส่วนใหญ่ที่สุดตัดสินสองมิสซาจากทัศนะและความนิยมในใจของพวกเขาเอง  พวกเขาไม่ใช่บาทหลวง  พวกเขามิได้ถวายมิสซาทั้งสองแบบและไม่มีความคิดว่ามันเหมือนอะไร จากประสพการณ์แบบของพระสงฆ์ ที่ถวายสักการะบูชาแห่งพิธีมิสซาศักดิ์สิทธิ์

From my view up on the altar, the difference between the Ancient Mass and  New Mass is like day and night.  Archbishop Sample, from Portland Oregon, put it well when he said at the Sacra Liturgia Conference in Rome, that he wants all of his priests to learn and offer the Latin Mass because of the effect it has on them understanding their role as priests.  He said that offering the Holy Latin Mass has changed him completely and now he finally  understands the sacrificial aspect of his priesthood.
จากทัศนะของพ่อบนพระแท่น  ความแตกต่างระหว่างมิสซาโบราณและมิสซาใหม่ เหมือนกลางวันและกลางคืน  พระอัครสังฆราช Sample จาก Portland Oregon แนะนำดีเมื่อคุณพ่อกล่าวที่สังคายนาพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Sacra Liturgia Conference) ในกรุงโรม ว่า คุณพ่อต้องการบรรดาพระสงฆ์ทุกองค์ของท่าน ให้ศึกษาและถวายมิสซาลาติน เพราะผลที่ได้จากเรื่องนี้คือเข้าใจบทบาทของบรรดาพระสงฆ์เองในฐานะพระสงฆ์  คุณพ่อกล่าวว่า การถวายมิสซาลาตินศักดิ์สิทธิ์ ได้เปลี่ยนแปลงคุณพ่อโดยสมบูรณ์และปัจจุบันนี้ในที่สุดคุณพ่อเข้าใจทัศนะการพลีบูชาของสังฆภาพ.

I know, for the average Catholic who has had very little to no experience with the Latin Mass, the New Mass is just fine because it is all they have ever known or at which they feel comfortable and “at home with”.  All over the world, the New Mass is all any Catholic is able to go to.  That is all they know and that is all the knowledge they have to judge with.
พ่อรุ้  สำหรับคาทอลิกโดยเฉลี่ย ซึ่งมีประสพการณ์น้อยมากกับมิสซาลาติน มิสซาใหม่นั้นก็ดีเพราะว่าพวกเขาก็รู้ทั้งหมดเท่านั้น หรือพวกเขารู้สึกสะดวกและ “ คุ้นเคยเหมือนอยู่บ้าน “  ตลอดทั่วโลก  มิสซาใหม่เป็นที่ที่คาทอลิกคนใดสามารถที่จะไปร่วมได้  นั่นคือทั้งหมดที่พวกเขาทราบและนั่นคือคสามรู้ทั้งหมดที่พวกเขาต้องตัดสินเอาเอง.

The orthodox Neo-Cats who are not traditional Catholics, are constantly complaining about the grave liturgical abuses by priests who do not follow the essential rubrics found in the New Roman Missal.  Like when the celebrant changes the words of consecration, does not say the Creed at Sunday Mass, will not genuflect when required, gives communion to everyone, including non Catholics, who comes up at funerals or wedding, and all the other grave abuses they experience at the New Mass.
คาทอลิกรุ่นใหม่แบบถือมั่น – orthodox ซึ่งไม่ใช่คาทอลิกแบบโบราณดั้งเดิม  บ่นอย่างไม่หยุดกับการละเมิดทางพิธีกรรมในข้อหนักโดยพระสงฆ์ที่ไม่เดินตามกฎเกณฑ์ทางพิธีกรรมสำคัญที่พบในคู่มือมิสซาโรมันใหม่  เช่น เมื่อผู้ถวายมิสซาเปลี่ยนคำเสกศีล  ไม่สวดบท Credo – ข้าพเจ้าเชื่อ ในมิสซาวันอาทิตย์  ไม่คุกเข่าเมื่อต้องทำ แจกศีลแก่ทุกคน รวมทั้งคนที่ไม่ใช่คาทอลิก  ที่มาร่วมงานศพหรืองานแต่งงาน  และการละเมิดในข้อหนักอื่นๆทั้งหมดที่พวกเขาพบในมิสซาใหม่

But in essence, and for the most part, they are satisfied with the New Mass.  Some Neo-Cats would prefer the New Mass in Latin or maybe said “ad orientem”.
แต่ในแก่นของเรื่อง และสำหรับส่วนใหญ่ที่สุด พวกเขาพอใจกับมิสซาใหม่  คาทอลิกรุ่นใหม่บางคนอาจจะนิยมมิสซาใหม่เป็นภาษาลาติน หรืออาจกล่าวว่า “ หันไปทางตะวันออก “
 
Here is a list of observations I have made while offering the Ancient Mass and the New Mass together.
The whole focus of the Holy Latin Mass is on
นี่คือรายการข้อสังเกตุที่พ่อได้จดไว้ขณะถวายมิสซาดั้งเดิมและมิสซาใหม่ด้วยกัน  จุดรวมศูนย์ทั้งหมดของมิสซาลาตินศักดิ์สิทธิ์ อยู่ที่ ;

•   adoring God, นมัสการพระเจ้า
•    being at Calvary at the real un-bloody Sacrifice of Jesus being re-made present on the Cross, อยู่ที่เขากัลวารีโอที่การบูชายัญที่ไม่ได้หลั่งเลือดของพระเยซูเจ้าทำขึ้นอีกให้เป็นปัจจุบันบนไม้กางเขน
•   the priest asking Jesus to intercede to God His Father for the forgiveness of our sins, พระสงฆ์ขอพระเยซูเจ้าให้วิงวอนขอพระบิดาของพระองค์สำหรับการให้อภัยโทษบาปของพวกเรา
•   humbly praying that at this Sacrifice we may receive His salvation and graces. สวดภาวนาขออย่างสุภาพว่า ณ การถวายบูชานี้ เราอาจได้รับการช่วยให้รอดและพระหรรษทานของพระองค์
At the Sacrifice of the Holy Latin Mass, it is obvious that ณ บูชายัญของมิสซาลาตินศักดิ์สิทธิ์  เป็นที่ชัดเจนว่า ;
•   God the Father is acting through Jesus His Son, พระบิดาเจ้ากำลังกระทำการผ่านพระเยซูเจ้าพระบุตรของพระองค์
•   Jesus is acting through the priest, in Persona Christi, พระเยซูเจ้ากำลังกระทำการผ่านทางพระสงฆ์ ในการเป็น่ร่างแทนพระคริสตเจ้า
•   There is hierarchy in Latin Mass, bishop, priest, religious, altar boys, lay people, like what is found in God’s Kingdom and the Catholic Church. มีฐานานุกรม – ลำดับขั้น ในมิสซาลาตืน คือ พระสังฆราช  พระสงฆ์  นักบวช  เด็กช่วยมิสซาที่พระแท่น  ประชาชนฆราวาส   เหมือนที่พบในพระอาณาจักรของพระเจ้าและศาสนจักรคาทอลิก
•   The priest has the special role in praying to God. พระสงฆ์มีบทบาทพิเศษในการสวดภาวนาถึงพระเป็นเจ้า
•   The priest prays in secret and in a low voice the sacred part of the Canon and the words of consecration. พระสงฆ์สวดภาวนาอย่างลับๆและเสียงต่ำในภาคศักดิ์สิทธิ์ของบท Canon และคำเสกศีล
•   People accompany Mary and the Apostle St. John in contemplation at the foot of the cross, while Jesus is offering His life in sacrifice to the Father for our salvation. ประชาชนตามแม่พระมารีอาและอัครสาวกนักบุญยอห์นในยานทัศน์ที่เชิงกางเขน  ขณะที่พระเยซูเจ้ากำลังถวายชีวิตของพระองค์ในบูชายัญแก่พระบิดาเพื่อการไถ่เราให้รอด
•   The people are assisting at Jesus’ Sacrifice on the cross for them. ประชาชนกำลังช่วยพลีบูชาของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนสำหรับพวกเขา
•   People humbly and passively receive God’s graces through interior prayer.  ประชาชน อย่างสุภาพและตั้งใจรับพระหรรษทานของพระเจ้าอาศัยการสวดภาวนาภายใน
•   People humbly receive Jesus in Holy Communion kneeling and on the tongue. ประชาชนรับพระเยซูเจ้าอย่างสุภาพในศีลมหาสนิท ด้วยการคุกเข่าและรับบนลิ้น
•   People pray and absorb the effects the Divine Mystery of the Holy Mass in silence. ประชาชนสวดภาวนาและซึมซับประสิทธิผลความลึกซึ้งของพระเจ้าแห่งมิสซาสักดิ์สิทธิ์อย่างเงียบๆ
•   The Choir is up in the Choir loft accompanying the people in sacred songs. กลุ่มนักขับขี้นไปอยู่บนระเบียงสูงเพื่อนักขับ ร้องเพลงคลอเสียงประชาชนในบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
•   The choir sings anonymously for the glory of God and not to show off for the crowd. กลุ่มนักขับร้องเพลงอย่างกลมกลืนกันเพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า และไม่แสดงตนออกนอกฝูงชน
•   The Choir sings acapella or are accompanied by organ music. คณะนักขับร้องเพลงโบสถ์ หรือคลอเสียงโดยดนตรีจากออร์แกน
•   Gregorian Chant is sung to lift up people’s souls to God. เพลงเกรกอเรียนใช้ร้อง เพื่อยกดวงวิญญาณของประชาชนขึ้นหาพระเจ้า
 
The respect, adoration and protection given to Jesus in the Blessed Sacrament.
การถวายความเคารพ การนมัสการและการปกป้องที่ให้แก่พระเยซูเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์
•   There is only one way to offer the Holy Latin Mass and the rubrics must be obeyed. มีเพียงช่องทางเดียวที่จะถวายพิธีมิสซาลาตินศักดิ์สิทธิ์ และคู่มือพิธีกรรมต้องได้รับการปฏิบัติตาม
•   There are way more genuflections, bows and blessing to God done by the priest. ยังมีวิธีการอีกมาก เช่น การคุกเข่า  การก้มศีรษะ และการถวายพระเกียรติสรรเสริญพระเจ้าทำจากพระสงฆ์
•   No one, except the priest, can touch the Holy Chalice or Paten because they are consecrated to be only used to hold God’s Body and Blood. ไม่มีผู้ใด ยกเว้นพระสงฆ์ สามารถแตะต้องกาลิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หรือจานปาเตน เพราะว่าทั้งสองสิ่งได้รับการเสกให้ใช้ในการรองรับพระกายและพระโลหิตของพระเจ้า
•   Once the priest has said the words of consecration, he never separates the thumbs and index fingers so that if by any chance there are tiny fragments of the Body of Jesus, they do not fall on the Altar or floor. ครั้งใดที่พระสงฆ์กล่าวคำเสกศีล  ท่านไม่เคยแยกหัวแม่มีอและนิ้วชี้ทั้งสองข้าง เพื่อว่า ถ้าในโอกาสใดมีชิ้นส่วนเล็กๆของพระกายของพระเยซูเจ้า ชิ้นส่วนเหล่านั้นจะไม่ตกลงบนพระแท่นหรือบนพื้น
•   The priest only drinks the Precious Blood of Jesus from one side of the Chalice so that when he will purify it, he can be sure he purifies where the Blood ran. พระสงฆ์ดื่มพระโลหิตล้ำค่าของพระเยซูเจ้าเพียงจากด้านเดียวของกาลิ๊ก เพื่อเมื่อท่านทำความสะอาดกาลิกซ์นั้น ท่านสามารถแน่ใจว่าท่านเองทำความสะอาดรงที่พระลิตไหลผ่าน
•   When receiving the Body of Christ, the priest puts the paten under his chin in case any particles may fall on the altar.  เมื่อรับพระกายของพระคริสตเจ้า  พระสงฆ์จะจับจานปาเตนใต้คางของตน ในกรณีที่ชิ้นส่วนบางชิ้นอาจตกลงบนพระแท่น
•   He scrapes the corporal with the paten to be sure if at any time a particle of the Body of Christ ended on the corporal, he can put it into the chalice and be consumed with the Blood of Christ. พระสงฆ์ทำความสะอาดผ้าปูรับเครื่องโลหะพร้อม จานรอง เพื่อแน่ใจว่า ณ เวลาใดที่ชิ้นเล็กๆของพระกายพระคริสตเจ้าตกลงที่ผ้าปูรอง ท่านสามารถนำกลับเข้าไปในจอกกาลิกซ์ และรับพร้อมกับพระโลหิตของพระคริสต์
•   Every time after the consecration, when the priest uncovers the chalice, he puts his fingers on the chalice so that it may never fall over and spill the Precious Blood of Jesus.  ทุกครั้งหลังการเสกศีล  เมื่อพระสงฆ์เปิดกาลิกซ์  คุณพ่อจะใช้นิ้วมือจับจอกกาลิกซ์ไว้  เพื่อจอกนั้นจะไม่ล้มและพระโลหิตล้ำค่าของพระเยซูเจ้าหกออกมาได้
•   The Body of Christ is only given with the assistance of the altar boy holding the paten so that no crumbs of Jesus may fall on the floor. พระกายของพระคริสต์จะได้รับความช่วยเหลือของเด็กช่วยมิสซาที่ถือจานรอง เพื่อจะมิได้มีชิ้นเล็กชิ้นน้อยของพระกายพระเยวูเจ้าตกลงบนพื้น
•   No one ever touches God in Holy Communion, other than the priest.  ไม่มีผู้ใดแตะต้องพระเจ้าในศีลมหาสนิทได้ นอกจากพระสงฆ์
•   All people are obliged to kneel and receive Jesus on the tongue. ประชาชนทุกคนต้องคุกเข่าและรับพระเยซูเจ้าที่ลื้น
•   After Holy Communion, the priest purifies the Chalice twice, once with wine and again with wine and water to be sure that he gets every drop of Jesus Precious Blood purified. หลังรับศีลมหาสนิท  พระสงฆ์ทำความสะอาดจอกกาลิกซ์สองรอบ  ครั้งแรกด้วยเหล้าองุ่น และอีกครั้งหนึ่งด้วยเหล้าองุ่นปนน้ำ เพื่อแน่ใจว่า ท่านดื่มทุกหยดของพระโลหิตล้ำค่าของพระเยซูเจ้าจนจอกสะอาด
•   The priest purifies the thumbs and index fingers with water and wine into the chalice to get any tiny particle of host into the chalice and consumed. พระสงฆ์ทำความสะอาดนิ้วหัวแม่มือทั้สองข้างและนิ้วชี้ทั้งสองข้าง ด้วยน้ำและเหล้าองุ่นในจอกกาลิกซ์ แล้วดื่มจนหมด
•   People kneel in adoration and thanksgiving after Holy Communion.  ประชาชนคุกเข่าเพื่อเป็นการนมัสการและขอบพระคุณหลังรับศีลมหาสนิทแล้ว
•   People pray and do not speak inside the church. ประชาชนสวดภาวนาและไม่พูดคุยกันในวัด
•   Women cover their heads with veils.  บรรดาสตรีจะคลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมเฉพาะ
•   People dress in their Sunday best, very respectfully and modestly.  ประชาชนแต่งกายดีที่สุดสำหรับวันอาทิตย์  ด้วยความสุภาพและให้ความเคารพอย่างสูง
 
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เฟซบุ๊กเปิดตัวเครื่องมือกรองข่าวปลอมแล้วในเยอรมนี โดย MGR Online    16 มกราค เมื่อ: มกราคม 16, 2017, 09:16:50 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
 

โดย MGR Online        
16 มกราคม 2560

        อาจจะเพราะกลัวเสียค่าปรับที่ทางการเยอรมนี ออกมาขู่เอาไว้ก่อนหน้านี้ก็เป็นได้ ล่าสุด เฟซบุ๊ก (Facebook) โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่จึงได้ออกมาประกาศแล้วว่า บริษัทได้เปิดตัวเครื่องมือช่วยเช็คข่าวให้ว่า ข่าวไหนถูกต้อง ข่าวไหนเชื่อถือไม่ได้แล้ว ในประเทศเยอรมนี เป็นประเทศที่สองรองจากสหรัฐอเมริกา
       
       เหตุที่ต้องรีบเปิดตัวเครื่องมือนี้ในเมืองเบียร์ อาจเป็นเพราะทางการเยอรมนีได้เคยแสดงความกังวลว่า การเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ นักการเมืองของเยอรมนีอาจถูกมรสุมข่าวลือเล่นงานแบบที่เคยเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 มาแล้วนั่นเอง จึงได้ขู่ว่า จะเล่นงานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใดก็ตามที่ไม่สามารถควบคุมกับข่าวลือที่สร้างความเสียหายเหล่านั้นด้วย
       
       สำหรับการทำงานของระบบตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact-checking System ที่เฟซบุ๊ก จะเปิดให้บริการในเยอรมนีจะเริ่มจาก เมื่อมีผู้ใช้กดรีพอร์ตโพสต์ใดๆ เข้ามา ระบบจะส่งข้อมูลนั้นๆ ไปให้กับ Correctiv องค์กรไม่แสวงกำไรที่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน เพื่อทำการตรวจสอบ หากพบว่า แหล่งที่มาไม่น่าเชื่อถือ ระบบจะติดป้าย Disputed บนโพสต์นั้นๆ และเตือนผู้ใช้งานหากจะมีการแชร์คอนเทนต์นั้นๆ ออกไป นอกจากนี้ อัลกอริธึมของเฟซบุ๊กก็จะลดระดับความสำคัญของโพสต์นี้โดยอัตโนมัติด้วย
       
       แนวทางการจัดการข่าวปลอม หรือข้อความที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังของเยอรมนี เป็นเรื่องที่รัฐบาลหลายประเทศควรให้ความสนใจ เนื่องจากรัฐบาลเยอรมนี แสดงความชัดเจนว่า ผู้ให้บริการอย่างเฟซบุ๊ก ควรหาทางป้องกันไม่ให้ข้อความเหล่านี้หลุดออกไปสร้างความเสียหายให้กับสังคม จึงจะถือว่าเป็นผู้ให้บริการที่รับผิดชอบ และระบบของเฟซบุ๊ก ก็ควรที่จะตรวจจับข้อความเหล่านี้ได้โดยอัตโนมัติ หรือต้องทำให้ผู้ใช้งานกด “รีพอร์ต” ได้ง่ายที่สุดด้วย
                       
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ด็อกเอ๋ย...ด็อกเตอร์ (กำมะลอ) ฉาวโฉ่! ชอนไชการศึกษาไทย เมื่อ: มกราคม 16, 2017, 07:30:10 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                       ด็อกเอ๋ย...ด็อกเตอร์ (กำมะลอ) ฉาวโฉ่! ชอนไชการศึกษาไทย

โดย ผู้จัดการรายวัน      
 15 มกราคม 2560 21:21 น.  

       คุณค่า และศักดิ์ศรี คงจะถามหาไม่ได้จากกลุ่มคนที่ใช้เงินซื้อได้แม้กระทั่ง "ใบปริญญา" โดยเฉพาะดีกรีการศึกษาสูงสุดอย่าง "ปริญญาเอก" ที่ค่อยๆ เสื่อมค่าลงจนกลายเป็นความฉาวโฉ่ และถูกตั้งคำถามจากสังคมพร้อมๆ กับถูกหยามเหยียดถึงคุณภาพและระดับความรู้ในหัวสมอง
      
        ล่าสุด วงการด็อกเตอร์ไทยต้องเหม็นเน่าอีกครั้ง เมื่ออาจารย์รายหนึ่งถูกแฉว่าซื้อวุฒิปริญญาเอกปลอมจากเว็บไซต์มาสมัครงานตำแหน่งอาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิในรั้วมหาวิทยาลัยดัง แถมยังมีข้อมูลพบ "ด็อกเตอร์เก๊" เกลื่อนเมือง แม้หลายคนชิงลาออก โดนไล่ออก แต่บางคนถูกจับได้ ไล่ทัน มีการเปลี่ยนชื่อเยอะแยะเต็มไปหมด...แล้วแบบนี้อนาคตการศึกษาไทยจะเป็นอย่างไร นับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงไม่น้อย
      
       แฉด็อกเตอร์ (เก๊) รายล่าสุด
      
       "...ตอนนี้บรรดาคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มทยอยส่งข้อมูลมาหลังไมค์อย่างมากครับว่ามีกรณีศึกษาแบบนี้ในหน่วยงานตนเอง แต่ชิงลาออก โดนไล่ออก และจับได้ ไล่ทัน เปลี่ยนชื่อ เยอะแยะไปหมด แล้วอุดมศึกษาไทยจะไปอย่างไร เมื่อครูใช้วุฒิปลอมมาสมัครงานทำหน้าที่สอน สอนสิ่งปลอมๆ ให้นิสิต-นักศึกษา แต่นิสิตจบจริงไปกับอาจารย์วุฒิปลอม สังคมจะมีคำตอบอย่างไร..."
      
       เป็นปฏิกิริยาตอบกลับหลังจากที่ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ได้โพสต์แฉเรื่องปริญญาเอกปลอมผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังได้รับแจ้งทางแหล่งข่าวทางภาคเหนือว่ามีผู้ใช้วุฒิปลอมโดยอ้างชื่อมหาวิทยาลัยดังจากประเทศอังกฤษ มาสมัครงานที่มหาวิทยาลัยดังทางภาคเหนือ พร้อมกับส่งเอกสารวุฒิบัตรดังกล่าวมาให้ดู
      
        เมื่อตรวจสอบไปที่เว็บไซต์ขายปริญญาปลอม ซึ่งเคยมีการโฆษณาว่า หากจ่ายเงินประมาณ 225,000 บาท เรียน 6 เดือน จะได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังต่าง ๆ ในต่างประเทศ (เจ้าของเว็บไซต์ถูกจับไปแล้ว) พบว่า มีชื่ออาจารย์รายนั้นปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ด้วย จึงตรวจสอบไปยังประเทศอังกฤษ และได้รับคำตอบว่า มหาวิทยาลัยในอังกฤษแห่งนั้นไม่ทราบว่ามีนักเรียนไทยชื่อนี้เรียนอยู่จริง กระทั่งได้ตรวจสอบวิทยานิพนธ์ก็ไม่พบชื่อในสารบบ แต่อาจารย์รายนี้กลับมีชื่อเป็นอาจารย์บัณฑิตศึกษาเรียบร้อยในวุฒิปริญญาเอกปลอมฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ
      
       นอกจากนั้น ยังอ้างอิงถึงอีเมลจากสำนักกฎหมาย ซึ่งเป็นบางส่วนในหลักฐานที่ระบุว่าอาจารย์บางท่านที่มาสมัครงานในมหาวิทยาลัยยักษ์ใหญ่ใช้วุฒิปริญญาเอกปลอมมาสมัครงาน และที่น่าตกใจคือ สอนมาเป็นปีแล้วด้วย
      
       ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ข้อมูลเพิ่มเติมที่ส่งเข้ามาหลังไมค์ รศ.ดร.วีรชัย โพสต์ระบุด้วยว่า มี 1 รายต้องการข่มขู่ให้หยุดการสืบค้นประวัติของอาจารย์ และอดีตอาจารย์ที่ใช้ปริญญาปลอมรายหนึ่งด้วย แต่ด้วยความเป็นห่วงอนาคตคุณภาพการศึกษาไทย และอนาคตของชาติ ล่าสุดได้เตรียมยื่นหนังสือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ 16 ม.ค. นี้ โดยเบื้องต้นตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าของเว็บไซต์ขายปริญญาปลอมอาจมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือข่ายเดียวกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี
      
       สำหรับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทางดีเอสไอเป็นหน่วยงานที่เข้ามาคลายปมนี้ให้กระจ่าง โดยรับเป็นคดีพิเศษ และมีการสืบสวนกันอย่างเข้มข้นจนพบเข้ากับความจริงที่ว่า ไม่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 และได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด
      
       ดังนั้น การใช้คำว่า "มหาวิทยาลัย" ประกอบซึ่งในดวงตรา ป้ายชื่อ จดหมาย เอกสาร หรือสิ่งอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จึงเป็นความผิดตามมาตรา 22 ประกอบ มาตรา 109 นอกจากนี้ยังได้จัดเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งนักแสดง ศิลปิน นักการเมือง รวมไปถึงพระสงฆ์ ให้ได้รับปริญญาบัตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยที่ไม่ได้ผ่านการเรียนการสอน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำรายละ 15,000-350,000 บาท
      
      นอกจากนั้น ยังมีเปิดเผยข้อมูลจากทางด้านดีเอสไออีกว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลก มีลักษณะเหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นทุกประการ และยังนำข้อมูลดังกล่าวไปลงโฆษณา ในคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ เพื่อโฆษณาให้ประชาชนหลงเชื่อ เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มาตรา 341 และมาตรา 343 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีกด้วย
      
       ด็อกเอ๋ย...ด็อกเตอร์กำมะลอ
      
       ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลประโยชน์ รายได้ บารมี ความเกรงใจ ความนับหน้าถือตา ความเชื่อถือ คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนได้มาจากคำนำหน้าว่า "ด็อกเตอร์" หรือ "ดร." แทบทั้งสิ้น เพราะแสดงถึงความเป็นผู้ทรงความรู้ รอบรู้ และอื่นๆ แต่ทุกคนใช่ว่าจะเป็นแบบนั้น เนื่องจากบางคนได้มาด้วยการควักเงินแสน "ซื้อใบปริญญา" แม้จะสอนคนอื่นได้ แต่ก็ไม่อาจมั่นใจในคุณภาพ และประสิทธิภาพของคนกลุ่มนี้
      
       ที่สำคัญ ผู้ที่ทำใบปริญญาปลอม และซื้อใบปริญญาปลอมมาใช้สมัครงานเป็นอาจารย์ ถือเป็นความผิดอาญาฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ ซึ่งปัจจุบันหลายหน่วยงาน องค์กรมีความเข้มงวดในเรื่องนี้มากขึ้น หลายรายถูกจับได้ และโดนไล่ออก ในขณะที่บางรายถูกจับได้ ไล่ทัน และมีการเปลี่ยนชื่อเยอะแยะเต็มไปหมด
      
       หากใครยังจำกันได้กับกรณีอาจารย์ ม.อุบลฯ ฉาวโฉ่ ถูกทางมหาวิทยาลัยตรวจสอบพบเป็นด็อกเตอร์เก๊ อ้างใบปริญญาเอกปลอมที่ลงเป็นข่าวใหญ่โตตามสื่อต่างๆ เมื่อต้นปี 2558 โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายว่าไม่น่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แถมยังปล่อยให้ใช้วุฒิดังกล่าวล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 14 ปี
      
       หรือเมื่อปลายปีที่แล้ว มีการตรวจสอบพบอาจารย์สาขาดนตรีสากลของมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในภาคกลาง ใช้วุฒิปริญญาปลอมเข้ามาสมัครเป็นอาจารย์ และทำงานมาเกือบ 3 ปี ซึ่งมีการปลอมแปลงทั้งวุฒิปริญญาโทและปริญญาเอกโดยอ้างว่าจบปริญญาจากประเทศอังกฤษ แต่กว่าที่ผลการตรวจสอบรอบสองของมหาวิทยาลัยจะออกมา เจ้าตัวก็ชิงลาออกไปเสียก่อน ในขณะที่ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้แล้ว นอกจากนั้นยังมีข้อมูลที่น่าตกใจพบว่า อาจารย์รายนี้มีการเปลี่ยนชื่อ-สกุลมาแล้ว 4-5 ครั้ง
      
        ยังไม่นับรวมกรณีที่ยังจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน และเชื่อว่ายังมี "ด็อกเตอร์เก๊" ไร้คุณภาพชอนไชอยู่ทุกวงการ ตั้งแต่ราชการยันธุรกิจเอกชน ซึ่งถ้าปลอมแล้วเอาไปแปะฝาบ้านเพื่อหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าตัวฉันนั้นจบ "ด็อกเตอร์" ก็คงไม่มีใครว่าอะไร แต่ถ้าเอาไปใช้มาสมัครงานเป็นอาจารย์ หรือทำผิดกฎหมายก็คงจะปล่อยไว้ไม่ได้ เช่นเดียวกับรายล่าสุดนี้ที่ต้องติดตามกันต่อไปถึงการตรวจสอบ และดำเนินคดีทั้งขบวนการผลิตและผู้ที่ใช้วุฒิการศึกษาปลอม
      
       เช็กง่ายๆ ด็อกเตอร์แท้-เทียม
      
       อย่างไรก็ดี ท่ามกลาง "ด็อกเตอร์" ที่มีอยู่เกลื่อนกล่น จะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นด็อกเตอร์ที่พอจะยกย่องได้บ้าง เรื่องนี้ ดร.สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อในเครือผู้จัดการไว้อย่างน่าสนใจ และยังคงใช้ได้ดีในยุคที่ "ด็อกเตอร์" ถูกตั้งคำถาม
      
       เริ่มแรก นักวิชาการท่านนี้มองว่า ถ้าเรียนปริญญาเอกจบภายใน 2 ปี ไม่ใช่ด็อกเตอร์ตัวจริงอย่างแน่นอน เพราะคำนิยามของด็อกเตอร์ คือ นักปรัชญา ผู้รู้แจ้งเห็นแจ้ง ผู้ที่สร้างสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกใบนี้ เป็นความคิดที่ไม่เคยมีมาในโลก เป็นเรื่องราวที่ไม่เคยมีใครศึกษามาก่อน ซึ่งการที่จะทำได้แบบนี้ต้องใช้เวลาในการอ่านหนังสือไม่ใช่น้อย เพื่อกลั่นองค์ความรู้ให้ตกตะกอนก่อน และนำมาผ่านขั้นตอนการวิจัย การศึกษาข้อมูลการวิเคราะห์ พบผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ และต้องมีการลงภาคสนาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ใช้เวลาในการทำแค่ 2 ปี
      
       ต่อมาคือการประเมินด้วย "ทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ" เริ่มจากสื่อสารตั้งแต่สมัครเข้าทำงาน หรือให้ลองเขียนเรียงความ (Essay) เรื่องหนึ่ง หรือให้นำผลงานวิทยานิพนธ์มาให้ดู หรืออีกส่วนที่สำคัญ และไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ การตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยที่เจ้าตัวศึกษา ซึ่งในส่วนนี้ไม่ค่อยมีมหาวิทยาลัยใดในไทยทำ เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมพี่น้องเพื่อนฝูง จึงไม่มีใครกล้ามาบอกว่าคนนี้เป็นด็อกเตอร์กำมะลอ
      
       ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวประเมินเบื้องต้นเท่านั้น คงยากที่ฟันธงได้ในทันทีว่าใครแท้ ใครเทียม ซึ่ง "เวลา" เท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์คน
      
       ขอบคุณข้อมูล และภาพประกอบบางส่วนจากเฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong, www.freepik.com และ https://pixabay.com/
      


7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ศาลให้โอกาสคนจนประกันตัว ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ 1 ก.พ.นี้ เมื่อ: มกราคม 15, 2017, 06:06:55 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                       ศาลให้โอกาสคนจนประกันตัว ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ 1 ก.พ.นี้

เขียน วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม 2560 เวลา 14:31 น.

เขียนโดย
เดลินิวส์ออนไลน์

สำนักข่าวอิศรา http://www.isranews.org/isra-news/item/53328-w-dailynews.html

          ดีเดย์ศาลยุติธรรมใช้ระบบประเมินความเสี่ยง ปล่อยตัวชั่วคราว 1 ก.พ.นี้ ให้โอกาสคนจนได้ประกันตัว ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ นำร่อง 5 ศาล เฉพาะคดีอัตราโทษไม่เกิน 5 ปี เว้นคดีอุกฉกรรจ์

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการศาลยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานสัมมนาสื่อมวลชนที่จ.กาญจนบุรี พร้อมระบุว่าศาลยุติธรรมมีการพัฒนาระบบการจัดการคดีให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความรวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการปล่อยชั่วคราวหรือการประกันตัวจำเลยในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีในศาล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว แต่จากสถิติผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 พบว่า มีผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการสอบสวนและการพิจารณาของศาลมีจำนวนถึง 59,070 คน จากจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด 289,675 คน หรือ คิดเป็นร้อยละ 20.29 ของผู้ต้องขังทั้งหมด เชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังที่พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง แต่ไม่มีหลักทรัพย์วางประกันจึงทำให้ถูกขังระหว่างการพิจารณา ศาลยุติธรรมจึงได้นำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวมาทดลองใช้ในระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย โดยมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการหลบหนีของจำเลย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของศาลตรวจสอบข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนดแล้วประเมินออกมาเป็นตัวเลขความเสี่ยงการหลบหนี เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งจะปล่อยชั่วคราวหรือไม่อย่างไร โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน และนำมาใช้เฉพาะคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี โดยจะเริ่มโครงการทดลองวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นี้

ด้านนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม ระบุว่า การประเมินความเสี่ยงในการหลบหนีจะแบ่งออกเป็นระดับ คือ เสี่ยงมากที่สุดจนถึงเสี่ยงน้อยมากที่สุด โดยประเมินจากการตรวจประวัติการก่อเหตุอาชญากรพฤติการณ์ในคดี, ความเสี่ยงการหลบหนี, ความเสี่ยงการก่อเหตุซ้ำ, ความเสี่ยงการก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม, ความเสี่ยงที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และฐานข้อมูลส่วนตัวของบุคคลนั้น ประกอบกับการพิจารณาของผู้พิพากษา เช่น หากมีความเสี่ยงมาก อาจพิจารณาให้ใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอยู่ระหว่างออกแบบตัวกำไลเพื่อที่จะจัดซื้อ หรือ ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่มีการโหลดแอพพลิเคชั่นติดตามตัว ซึ่งพยานและฝ่ายโจทก์ก็ยังมีสิทธิในการยื่นคัดค้านการปล่อยชั่วคราวได้ ส่วนการทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่นั้น หากพบว่าไม่สุจริตมีลักษณะช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ต้องมีความผิดทางอาญาแน่นอน

ขณะที่นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา เปิดเผยว่า เบื้องต้นจะทดลองใช้แบบประเมินความเสี่ยงเฉพาะศาลชั้นต้นนำร่อง 5 ศาล ประกอบด้วย ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดจันทบุรี ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งศาลทั้งห้าแห่งมีลักษณะคดีและกลุ่มผู้ต้องหาหรือจำเลยแตกต่างกัน โดยใช้เวลาทดลอง 1-3 ปี ก่อนพิจารณาขยายไปยังศาลอื่นทั่วประเทศ และจะทดลองกับทุกฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงขึ้น ยกเว้นความผิดในคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ และคดียาเสพติดที่มีการครอบครองและจำหน่ายจำนวนมาก

นายมุขเมธิน กล่าวอีกว่า ในการทดลองแม้อัตราโทษคดีไม่เกิน 5 ปี จะมีสิทธิได้รับการรอลงอาญาตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่จะมีการนำผลการหลบหนีของจำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวในโครงการทดลองมาเปรียบเทียบกับจำเลยที่ใช้หลักประกันและหลบหนี หากพบว่าจำเลยในโครงการทดลองมีการหลบหนีมากกว่า ก็จะปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินความเสี่ยงให้มีความแม่นยำมากขึ้นเพราะหากผิดพลาดไปจะกลายเป็นว่าปล่อยคนที่ไม่สมควรปล่อย และขังคนที่ไม่สมควรขัง ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าการใช้งบประมาณในการประเมินความเสี่ยงปล่อยชั่วคราว จะสามารถลดงบประมาณการดูแลผู้ต้องขังได้ประมาณร้อยละ 10 ต่อคน และหวังว่าอนาคตจะได้รับเงินสนับสนุนในส่วนนี้จากภาครัฐ ส่วนการจัดซื้อกำไล EM ขณะนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 ชิ้น และคาดว่าจะนำมาทดลองใช้ได้ก่อน 100 ชิ้น ซึ่งกำไล EM ของเราจะมีลักษณะเหมือนนาฬิกาข้อมือคล้ายเครื่องประดับเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ด้วย.

ขอบคุณข่าวจาก

          เดลินิวส์

          สำนักข่าวอิศรา
 
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / “ โป๊บ “ ฟรังซิสรักการเต้นรำที่ผิดศีลธรรม--Tango เมื่อ: มกราคม 14, 2017, 05:49:26 PM
 ยิ้ม  เจ๋ง ฮืม
                                                                                              “ โป๊บ “ ฟรังซิสรักการเต้นรำที่ผิดศีลธรรม--Tango
                                                                                      He Likes to Tango -“Pope” Francis Loves Immoral Dance

Condemned by Pope St. Pius X, endorsed by Bergoglio…
ถูกลงโทษจากพระสันตะปาปานักบุญปีโอ ที่ X  แต่ได้รับการอนุมัติจาก แบร์โกกลิโอ

http://novusordowatch.org/2013/08/francis-likes-to-tango/

      The more you dig into the past of Jorge Mario Bergoglio – the man the world now calls “Pope Francis” – the more incredible things you find, things that make it very apparent that the man is not a Roman Catholic and has no Catholic sense for anything.
 ยิ่งคุณขุดเข้าไปในอดีตของจอร์เจ มารีโอ แบร์โกกลิโอ – มนุษย์ที่ตอนนี้โลกเรียกเขาว่า “ โป๊บฟรังซิส “  -- ยิ่งคุณจะพบสิ่งไม่น่าเชื่อ  สิ่งที่ทำให้มันปรากฎชัดเจนว่า คนคนนี้ไม่ใช่โรมันคาทอลิกคนหนึ่ง และไม่มีความรู้สึกรู้สาแบบคาทอลิกสำหรับสิ่งใดเลย

If you’ve wondered why the neo-conservative, faux-traditionalist apologists for the Vatican II Church, such as Michael Voris, Tim Haines, the Rev. John Zuhlsdorf, etc., haven’t exactly been volunteering loads and loads of raw information on just who the new “Pope” is – something you’d expect them to do for a newly-elected “Vicar of Christ” – it’s probably because the information to be found reveals a less-than-laudable picture of the man, a picture they wish to keep hidden from you.
ถ้าคุณประหลาดใจว่าทำไมคนจารีตนิยมรุ่นใหม่  คนเห็นอกเห็นใจกลุ่มจารีตประเพณีสุดขั้วสำหรับสังคายนาวาติกันที่สอง อย่างเช่น Michael Voris, Tim Haines, the Rev. John Zuhlsdorf,  ฯลฯ มิได้อาสาสมัครตรงๆที่จะสะสมแล้วสะสมอีก ซึ่งข่าวสารข้อมูลดิบที่เกี่ยวกับว่า “โป๊บ “ องค์ใหม่เป็นผู้ใด – บางอย่างที่พวกคุณหวังให้พวกเขาทำสำหรับ “ ผู้แทนแห่งพระคริสตเจ้า “ ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ – บางทีมันอาจเป็นเพราะว่าข้อมูลที่จะได้พบ จะเปิดเผยรูปภาพของคนที่ได้รับการสรรเสริญน้อยลง  ภาพที่พวกเขาปรารถนาที่จะซุกซ่อนจากพวกคุณ

You see, if they show Bergoglio for the 1960’s hippie liberal that he is, they would have to apply their criticism usually resevered for other liberals to him as well, and that doesn’t work very well when your whole basic shtick is that you’re “with the Pope” and “defending the Pope and the Church” against all the evil liberals. (For example, you’ll be waiting for a long time before Mr. Zuhlsdorf or Mr. Voris report on Francis’ beach-souvenirs-on-altar sacrilege at St. Mary Major in July.) So, out the door  the truth goes if it’s not helpful to the cause. And even that would only be half as bad if they didn’t, in effect, advertize themselves as being the tough guys hammering all the liberals in the church. Our “Pope Francis” page contains a lot of links that show you what we know about Jorge Bergoglio, based on his past record as the “Archbishop” of Buenos Aires, Argentina.

 คุณก็เห็น  ถ้าพวกเขาได้แสดงให้เห็น แบร์โกกลิโอนักเสรีนิยมฮิปปี้ ปี 1960 ที่เขาเป็น  พวกเขาอาจจะได้ปรับการวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขาที่เคยสงวนไว้สำหรับนักเสรีนิยมคนอื่น ให้เขาไปเช่นกัน  และนั่นไม่ได้ทำอย่างดีเมื่อความสามารถพิเศษมาตรฐานทั้งหมดของคุณคือว่า คุณอยู่ “กับโป๊บ” และ “ ปกป้องโป๊บและพระศาสนจักร “ จากกลุ่มเสรีนิยมชั่วร้ายทั้งหมด  ( ตัวอย่าง คุณจะกำลังรอคอยเป็นเวลานาน ก่อน Mr. Zuhlsdorf or Mr. Voris รายงาน เรื่องการทุรจารสิ่งของที่ระลึกจากหาดทรายของฟรังซิสบนพระแท่น ที่พระวิหาร  Santa Maria Majore ในเดือนกรกฎาคม )   ดังนั้น  ความจริงก็เปิดเผยออกมาภายนอก ถ้ามิได้มีการช่วยเหลือที่สาเหตุ  และแม้นั่นน่าจะเลวเพียงครึ่งเดียว ถ้าพวกเขา  เพื่อผลที่จะได้รับ  โฆษณาตัวเองว่าเป็นคนแกร่งที่กำลังทุบทำร้ายพวกเสรีนิยมทุกคนในพระศาสนจักร   เพจ “ จอรเจ แบร์โกกลิโอ “ ของเรา  มี links จำนวนมาก ที่แสดงให้คุณเห็นว่าเรารู้อะไรเกี่ยวกับ จอร์เจ แบร์โกกลิโอ   ที่วางพื้นฐานบนบันทึกในอดีต ในฐานะ “ อัครสังราช “ แห่งบัวโนส ไอยเรส อาร์เยนตินา.

In 2010, Sergio Rubin and Francesca Ambrogetti published a book named El Jesuita (Spanish for “The Jesuit”), which is an authorized biography of then-“Cardinal” Jorge Mario Bergoglio. In this book, the authors quote Bergoglio on one of the most immoral dances in the world, the Tango, as follows: “I love the tango a lot. It is something that comes from inside me.” Bergoglio’s love for the tango is not unknown. After his election as head of the Vatican II Sect, the mayor of Rome invited people to a special Tango Night “in honor of Pope Francis”.
ในปี 2010 Sergio Rubin and Francesca Ambrogetti ได้พิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งฃื่อ El Jesuita (ภาษาสเปญสำหรับ .”The Jesuit”)  ซึ่งเป็นชีวประวัติที่เขียนขึ้น ของ อดีต “พระคาร์ดินัล “Jorge Mario Bergoglio ในหนังสือเล่มนี้   ผู้เขียนได้อ้างคำพูด Bergoglio ในหนึ่งของการเต้นรำที่ผิดศีลธรรมที่สุดในโลก คือ The Tango ตามคำพูดของเขา คือ “ พ่อรักการเต้นรำ Tango มาก  มันเป็นอะไรสักอย่างที่ออกมาจากตัวพ่อ  “ ความรักของ Bergoglio กับการเต้น Tango ไม่ใช่ไม่เป็นที่ทราบกัน  หลังจากการเลือกเขาในฐานะหัวหน้ากองหนึ่งของวาติกัน II  ผู้ว่าราชการกรุงโรมได้เชื้อเชิญประชาชนมาร่วมคืนงานเต้นรำ Tango “ เป็นเกียรติแก่โป๊บฟรังซิส “

Yet, the tango is so indecent and sensual that it was explicitly condemned by Pope St. Pius X himself in a pastoral letter in 1914: “The tango, which has already been condemned by illustrious Bishops and is prohibited even in Protestant countries, must be absolutely prohibited in the see of the Roman Pontiff, the centre of the Catholic religion”, the diocese of Rome’s Vicar General wrote on behalf of His Holiness.
นอกไปจากนี้  การเต้น Tango เป็นการเต้นที่หยาบโลนและเกิดความรู้สึกทางกามารมณ์จนว่ามันได้รับการประนามลงโทษอย่างชัดแจ้ง โดยพระสันตะปาปานักบุญปีโอที่ X  พระองค์เอง ในจดหมายทางบริหารปี 1914  ความว่า “ การเต้นรำ tango ซึ่งถูกประนามลงโทษจากบรรดาพระสังฆราชเรืองนามทั้งหลาย และถูกห้ามแม้ในประเทศโปรเตสตันท์  ต้องถูกห้ามเด็ดขาดในสำนักของพระสันตะปาปาโรมัน  ศูนย์กลางของศาสนาคาทอลิก “   พระสังฆราชผู้ช่วยของสังฆมณฑลแห่งโรม ได้เขียนในนามองค์พระสันตะปาปา.

                                                        

This information – and more documented details – can be found in “Tango for Pope Bergoglio” posted at Tradition In Action, here. Be careful, however, as the linked article also contains some photos of tango dancing, which make unmistakably clear how sexually provocative, how foul and immoral the tango really is.
ข้อมูลนี้ – และรายละเอียดที่บันทึกเป็นเอกสารมากกว่านี้ – สามารถพบได้ในข้อเขียน “ Tango สำหรับโป๊บ แบร์โกกลิโอ “ ที่ถูกโพสต์ลงใน  Tradition In Action, ที่นี่   อย่างไรก็ดี  โปรดระมัดระวัง โดยที่บทความที่โยงมาด้วยมีภาพถ่ายของการเต้น Tango ซึ่งชัดเจนอย่างไม่มีข้อผิดพลาด ว่ามันเชิญให้เกิดความรู้สึกทางกามารมณ์อย่างไร  และที่จริงการเต้น Tango นี้จริงๆแล้วมันผิดศีลธรรมและลามกเลอะเทอะอย่างไร.

In fact, a quick review of the history of the tango reveals that it first began in brothels, and, even more fittingly to our case here, specifically in the brothels of Buenos Aires. “Originally, the dance was an ‘acting out’ of the relationship between the prostitute and her pimp”, we are told in an article provided by BBC News, entitled “Tango History: From Brothels to Broadway”. And in case people still don’t get it at this point, the article explains further: “Sensuous and sexually suggestive, these tango songs and dances were generally regarded as obscene.”
ความจริง  การตรวจทานอย่างรวดเร็วในประวัติศาสตร์ของการเต้น Tango  เปิดเผยว่า มันเริ่มครั้งแรกในซ่องโสเภณี  และ แม้จะให้เข้าเรื่องกรณีที่นี่  เป็นต้นในซ่องโสเภณีของนครบูเอโนส ไอยเรส  “  ในการเริ่มต้น  การเต้นเป็น ‘การแสดงออก’ –ของความสัมพันธ์ระหว่างหญิงโสเภณีกับแมงดาของเธอ “  เราได้รับคำบอกกล่าวในบทความที่ได้จากข่าว BBC  ในชื่อ ““Tango History: From Brothels to Broadway”  และในกรณีประชาชนยังไม่เข้าใจณ จุดนี้  บทความนั้นได้อธิบายต่อไปว่า : สิ่งที่เชิญชวนให้เกิดความรู้สึกทางกายและทางกามารมณ์  ก็คือบทเพลงและการเต้น Tango เหล่านี้  โดยทั่วไปถือว่าเป็นสิ่งลามกหยาบโลน

Yep, so there you have it. And this obscene dance, originating in the brothels of Buenos Aires, being as sexually suggestive as could be, is “loved” by “Pope” Francis and is something “comes from inside” him. He even says he danced it himself: “I danced it as a young man, although I preferred the milonga” (“Pope Francis Loves the Tango”, GMA News).
ช่าย , นั่นไงคุณเห็นแล้ว  และการเต้นรำที่ลามกหยาบโลนนี้  โดยก่อกำเนิดในซ่องโสเภณีของบัวโนส ไอยเรส เป็นตัวเสนอแนะชักชวนทางกามารมณ์เท่าที่จะเป็นได้ เป็น “ ที่รักชื่นชอบ “ ของ “ โป๊บ “ ฟรังซิสและเป็นอะไรสักอย่าง “ ออกมาจากข้างใน “ ท่าน  ท่านถึงกับกล่าวว่าตัวท่านเองก็เต้นรำจังหวะนี้ โดยกล่าวว่า “ พ่อก็เต้นจังหวะนี้ตอนเป็นหนุ่ม  แม้จะนิยมจังหวะ milonga ก็ตาม “ ( “  โป๊บ ฟรังซิสรัก Tango” รายงานข่าว GMA News).

Does this information about Francis shock you, surprise you? If it does, you have been listening to the wrong commentators, read the wrong blogs, watched the wrong things. Certainly, Michael Voris, Tim Haines, “Fr.” Zuhlsdorf will never tell you these things. Their dedication to exposing the “truth” stops where inconvenient facts start. It’s a lot of fun, and a lot more popular, to beat up on the “evil bishops” and the “liberal cardinals” instead. There is a huge market for this sort of “conservative” commentary, and Voris & Co. seem very happy to do their part to meet the demand. (And if you have a few thousand dollars to blow, you can even go on the ChurchMilitant.TV luxury “retreat” cruise.)
ข้อมูลข่าวชิ้นนี้เกี่ยวกับฟรังซิสทำให้คุณสะดุ้งตกใจ  ทำให้คุณประหลาดใจหรือเปล่า?  ถ้าเป็นเช่นนั้น  คุณกำลังฟังคนวิจารณ์ข่าวที่ผิดพลาด  อ่าน blogs ที่ผิดพลาด  ดูเรื่องผืดพลาด   แน่นอน คนอย่าง , Michael Voris, Tim Haines, “Fr.” Zuhlsdorf  จะไม่เคยเล่าเรื่องเหล่านี้ให้คุณฟัง   การอุทิศตนของพวกเขาที่จะนำเสนอ “ ความจริง “ จะหยุดตรงที่เริ่มความจริงที่ไม่สะดวกใจ   มันเป็นเรื่องสนุกมากมาย  และแพร่หลายทางสาธารณะมากมาย  ที่กระทบ “ เหล่าพระสังฆราชเลวๆ “ และ “ บรรดาคาร์ดินัลหัวเสรีนิยม “ แทน   มีตลาดมหาศาลสำหรับเรื่องประเภทของการวิเคราะห์วิจารณ์ “ แบบรักษาระเบียบแบบแผน “  และกลุ่ม Voris กับพรรคพวก ดูเหมือนจะมีความสุขมากที่จะทำส่วนงานของพวกเขาสำหรับความต้องการข่าว ( และถ้าคุณมีสองสามพันดอลลาร์ที่จะใช้ไป  คุณถึงกับสามารถไปกับ เรือสำราญ “ เพื่อพักผ่อน “ หรูหราที่ ChurchMilitant. โฆษณาทาง TV.

But have they been telling you the truth about Francis? No, they haven’t. Think about this. How credible are they really when they keep talking about “the truth” and “no compromise” and “expose the liberals” and all that – and then distort the facts about Francis so you will continue to believe he is a staunch, no-compromise Roman Catholic, even the Pope?
แต่ พวกเขาบอกความจริงเกี่ยวกับฟรังซิสไหม? เปล่า พวกเขาไม่บอก  คิดเรื่องนี้ซิ  จริงๆแล้วพวกเขาน่าเชื่อไหมเมื่อพวกเขาเฝ้าแต่พูดเรื่อง “ ความจริง “ และ “ ไม่มีการประนีประนอม “ และ “ แสดงแต่พวกเสรีนิยม “ และทั้งหมดนั้น – และครั้นแล้วบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับฟรังซิส ที่ ดังนั้นคุณจะยังคงเชื่อเขาเป็นคนภักดีคนหนึ่ง  ไม่มีการประนีประนอมคนโรมันคาทอลิก  แม้กับโป๊บหรือ?

“In those days Jesus Christ will send them not a true Pastor, but a destroyer,” St. Francis of Assisi warned in a prophecy. Was he talking about our days?
“ ในวันเหล่านั้น พระเยซูคริสตเจ้าจะส่งพวกเขาไม่ใช่ในฐานะ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่แท้จริง  แต่เป็นผู้ทำลายคนหนึ่ง “ นักบุญฟรังซิสแห่งอาซีซีได้เตือนไว้ในคำพยากรณ์   ท่านกำลังพูดถึงวันของพวกเราหรือเปล่า?



 

9  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: มิสซาแบบดั้งเดิมคืออะไร? What Is the Tridentine Mass? เมื่อ: มกราคม 10, 2017, 11:43:25 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                     What Is the Tridentine Mass? มิสซาดั้งเดิมคืออะไร?

                                                                          The Traditional Latin Mass or Extraordinary Form of the Mass
                                                                                            มิสซาลาตินดั้งเดิม หรือ มิสซารูปแบบพิเศษ

By Scott P. Richert
Catholicism Expert
Updated July 11, 2016.

The term “the Latin Mass” is most often used to refer to the Tridentine Mass—the Mass of Pope St. Pius V, promulgated on July 14, 1570, through the apostolic constitution Quo Primum. Technically, this is a misnomer; any Masscelebrated in Latin is a “Latin Mass.” However, after the promulgation of theNovus Ordo Missae, the Mass of Pope Paul VI (popularly referred to as the "New Mass"), in 1969, which allowed for more frequent celebration of Mass in the vernacular for pastoral reasons, the term has come to be used almost exclusively to refer to the Traditional Latin Mass—the Tridentine Mass.
 
ศัพท์ “ มิสซาลาติน –  the Latin Mass” บ่อยที่สุดเคยใช้อ้างอิงถึง the Tridentine Mass – มิสซาของโป๊บ St. Pius V ที่ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1570 โดยสังฆธรรมนูญ Quo Primum  ในทางเท็คนิค นี้เป็นความผิดพลาดในการตั้งชื่อ  มิสซาใดก็ตามที่ถวายเป็นภาษาลาตินก็เป็น“มิสซาลาติน“ อย่างไรก็ดี หลังประกาศมิสซาใหม่ Novus Ordo Missae มิสซาของโป๊บปอล VI (อ้างอิงในหมู่ประชาชนเป็น “มิสซาใหม่—New Mass”) ในปี 1969 ซึ่งอนุญาตการถวายมิสซาบ่อยกว่าเป็นภาษาถิ่น เพื่อเหตุผลการบริหารงานวัด  คำศัพท์ได้มีการนำมาใช้โดยปริยาย เพื่ออ้างอิงถึงมิสซาลาตินดั้งเดิมหรือ the Tridentine Mass

The Ancient Liturgy of the Western Church  พิธีกรรมเก่าแก่ของพระศาสนจักรตะวันตก

Even the phrase “the Tridentine Mass” is somewhat misleading. It takes its name from the Council of Trent (1545-63), which was called largely in response to the rise of Protestantism in Europe. The council addressed many issues, however, including the proliferation of modifications of the traditional Latin Rite Mass

แม้วลี “ the Tridentine Mass “ กำลังชักนำให้หลงผิดอะไรสักอย่าง  มันได้ชื่อมาจากสังคายนาเตรนโต (1545-63)  ซึ่งถูกเรียกชื่ออย่างกว้างขวางในการตอบต่อการก่อตัวขึ้นของลัทธิโปรเตสตันท์ในยุโรป  อย่างไรก็ดี สภาสังคายนาได้ประกาศหลายเรื่อง รวมทั้งการเผยแพร่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขมิสซาจารีตลาตินดั้งเดิม

While the essentials of the Mass had remained constant since the time of Pope St. Gregory the Great (590-604), many dioceses and religious orders (particularly the Franciscans) had modified the calendar of feasts by adding numerous saints’ days.
ขณะที่แก่นสำคัญของมิสซายังคงยืนหยัดมั่นคง ตั้งแต่สมัยพระสันตะปาปานักบุญเกรกอรีผู้ยิ่งใหญ่ (590-604) สังฆมณฑลต่างๆและคณะนักบวชจำนวนมาก (เป็นต้นนักบวชฟรังซิสกัน) ได้ปรับปรุงปฏิทินของวันฉลอง โดยเติมวันฉลองนักบุญจำนวนมาก

Standardizing the Mass  การวางมาตรฐานมิสซา

At the direction of the Council of Trent, Pope St. Pius V imposed a revised missal (the instructions for celebrating the Mass) upon all Western dioceses and religious orders that could not show that they had used their own calendar or modified liturgical text for at least 200 years. (Eastern Churches in union with Rome retained their traditional liturgies and calendars.)
In addition to standardizing the calendar, the revised missal required an entrance psalm (the Introibo and Judica Me) and a penitential rite (the Confiteor), as well as the reading of the Last Gospel (John 1:1-14) at the end of Mass.

ด้วยการนำทางของสภาสังคายนาเตรนโต โป๊บนักบุญปีโอที่ V ได้วางข้อกำหนดมิสซาทบทวนใหม่ (คำแนะนำสำหรับถวายพิธีมิสซา) แก่สังฆมณฑลตะวันตกและคณะนักบวชทั้งหมด ที่ไม่สามารถแสดงว่าพวกเขาได้ใช้ปฏิทินของตนเอง หรือข้อปฏิบัติทางพิธีกรรมที่ปรับปรุงแล้ว เป็นเวลาอย่างน้อย 200 ปี  (ศาสนจักรตะวันออกที่สัมพันธ์กับโรมยังคงใช้พิธีกรรมและปฏิทินดั้งเดิมของพวกเขา)
เพิ่มเติมเรื่องตั้งมาตรฐานปฏิทิน  หนังสือคู่มือมิสซาที่ทบทวนแล้ว ต้องการบทขับตอนเดินเข้าวัด ( the Introibo และ Judica Me)  และ จารีตพิธีเป็นทุกข์ถึงบาป (the Confiteor)  เช่นเดียวกับการอ่านพระวรสารสุดท้าย ( John 1:1-14) ตอนจบมิสซา.

Theological Richness

Like the liturgies of the Eastern Church, both Catholic andOrthodox, the Tridentine Latin Mass is very rich theologically. The concept of the Mass as a mystical reality in which the sacrifice of Christ on the Cross isRENEWED  is very evident in the text. As the Council of Trent declared, "The same Christ who offered himself once in a bloody manner on the altar of the cross, is present and offered in an unbloody manner" in the Mass.

 เหมือนพิธีกรรมของศาสนจักรตะวันออก  ทั้งคาทอลิกและออร์ทอด๊อก  มิสซาลาตินดั้งเดิมร่ำรวยทางเทววิทยา  ความคิดเรื่องของมิสซาในฐานะความเป็นจริงที่ลึกลับมหัศจรรย์ซึ่งในนั้นยัญบูชาของพระคริสตเจ้าบนไม้กางเขนได้ถูกกระทำขึ้นใหม่อีก เห็นได้ขัดในบริบท  ดังที่สังคายนาแห่งเตรนโตได้ประกาศว่า “ พระคริสตเจ้าพระองค์เดียวกันนั้นที่ถวายพระองค์เองอีกครั้งหนึ่งในอาการหลั่งเลือด บนพระแท่นของไม้กางเขน  ทรงประทับอยู่และถูกถวายในอาการที่ไม่หลั่งเลือด “ ในมิสซา

There is little room for departure from the rubrics (rules) of the Tridentine Latin Mass, and the prayers and readings for each feast are strictly prescribed.
มีที่ว่างเล็กน้อยสำหรับการออกไปจากกฎเกณฑ์พิธีของมิสซาลาตินดั้งเดิม  และบทภาวนาและบทอ่านสำหรับแต่ละวันฉลอง มีบรรยายไว้อย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว

Instruction in the Faith  การศึกาอบรมในความเชื่อ

The traditional missal functions as a living catechism of the Faith; over the course of one year, the faithful who attend the Tridentine Latin Mass and follow the prayers and readings receive a thorough instruction in all of the essentials of Christian belief, as taught by the Catholic Church, as well as in the lives of the saints.
การปฏิบัติหน้าที่ตามมิสซาดั้งเดิม ตามคำสอนแห่งชีวิตของความเชื่อ  ในช่วงเวลาหนึ่งปี  สัตบุรุษ ซึ่งเข้าฟังมิสซาลาตินแบบดั้งเดิม และติดตามบทสวดภาวนาและบทอ่านต่างๆ ก็รับการศึกษาอบรมโดยละเอียดในแก่นสารทั้งหมดของความเชื่อคริสตน  ดังที่ถูกสอนโดยพระศาสนจักรคาทอลิก เช่นเดียวกับในชีวิตของบรรดานักบุญ

To make it easier for the faithful to follow along, many prayer-books and missals were printed with the text of the Mass (as well as the daily prayers and readings) in both Latin and the vernacular, the local language.
เพื่อทำให้ง่ายขึ้นสำหรับสัตบุรุษผู้เชื่อจะได้ถือตาม  หนังสือสวดภาวนาและคู่มือมิสซามากมายถูกพิมพ์ออกมาพร้อมกับบทประจำมิสซา ( เช่นเดียวกับบทภาวนาและบทอ่านประจำวัน ) ทั้งในภาษาลาตินและภาษาท้องถิ่น

Differences from the Current Mass ความแตกต่างจากมิสซาปัจจุบัน

For most Catholics who are used to the Novus Ordo, the version of the Mass used for the last 40 years, there are obvious differences from the Tridentine Latin Mass. While Pope Paul VI merely allowed for the use of the vernacular and for the celebration of the Mass facing the people (rather than facing a high altar, in the same direction that the people face), both conditions have now become standard. The Tridentine Latin Mass offered only one Eucharistic Prayer (the Roman Canon), while six such prayers have been approved for use in the new Mass, and others have been added locally.
สำหรับชาวคาทอลิกส่วนใหญ่ที่สุดที่เคยกับมิสซาใหม่- Novus Ordo   คำแปลมิสซาที่นำมาใช้สำหรับ 40 ปีที่แล้ว  มีความแตกต่างเห็นได้ชัดจากมิสซาลาตินแบบดั้งเดิม  ขณะที่โป๊บปอล VI เพียงอนุญาตการใช้ภาษาถิ่นและใช้สำหรับการสมโภชมิสซาหันหน้าเผชิญประชาชน (มากกว่าหันหน้าไปหาพระแท่นใหญ่  ในทิศทางเดียวกับที่ประชาชนหันไป )  เงื่อนไขทั้งสองอย่างขณะนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานไปแล้ว  มิสซาลาตินดั้งเดิมได้รับการถวายเพียงด้วยบทเสกศีลเพียงบทเดียว  (the Roman Canon) ขณะที่คำเสกศีลเช่นนั้นหกบท ได้รับอนุมัติ สำหรับใช้ในมิสซาใหม่ และอื่นๆถูกเพิ่มเติมเข้ามาตามท้องถิ่นต่างๆ

Liturgical Diversity or Confusion? ความหลากหลายทางพิธีกรรมหรือความสับสนวุ่นวาย

In some ways, our current situation resembles that at the time of the Council of Trent. Local dioceses—even local parishes—have added Eucharistic Prayers and modified the text of the Mass, practices forbidden by the Church. The celebration of the Mass in the local language and the increased migration of populations has meant that even a single parish may have several Masses on a Sunday that are celebrated in different languages. Some critics argue that these changes have undercut the universality of the Mass, which was evident in the strict adherence to rubrics and the use of Latin in the Tridentine Latin Mass.
ในบางวิถีทาง  สถานะการณ์ปัจจุบันของเราทำให้เห็นไปว่าอยู่ที่ช่วงเวลาของสังคายนาแห่งเตรนโต  สังฆมณฑลท้องถิ่น –แม้แต่วัดปกครองท้องถิ่น—ได้เพิ่มบทเสกศีลหลายบท และปรับปรุงบทต่างๆของมิสซา  การปฏิบัติที่ห้ามโดยพระศาสนจักร  การถวายมิสซาในภาษาถิ่นและการอพยพของประชาชนที่เพิ่มขึ้นได้ทำให้เกิดความหมายว่า แม้วัดปกครองโดดเดี่ยวอาจต้องมีหลายมิสซาในวันอาทิตย์ที่มิสซาได้รับการถวายในภาษาต่างๆ  คำวิจารณ์บางข้อแย้งว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ตัดรอนความเป็นสากลของมิสซา ซึ่งเห็นชัดในการถือมั่นกับกฎเกณฑ์มิสซา และการใช้ภาษาลาตินในมิสซาลาตินดั้งเดิม( Tridentine Latin Mass )

Pope John Paul II, the Society of St. Pius X, and Ecclesia Dei  โป๊บยอห๋นปอล II, SSPX และ Ecclesia Dei

Addressing these criticisms, and responding to the schism of the Society of St. Pius X (who had continued to celebrate the Tridentine Latin Mass), Pope John Paul II issued a motu proprio on July 2, 1988. The document, entitled Ecclesia Dei, declared that “Respect must everywhere be shown for the feelings of all those who are attached to the Latin liturgical tradition, by a wide and generous application of the directives already issued some time ago by the Apostolic See for the use of the Roman Missal according to the typical edition of 1962”—in other words, for the celebration of the Tridentine Latin Mass.
โดยกล่าวถึงข้อวิจารณ์เหล่านี้ และโดยตอบโต้ต่อลัทธิกิ๊สมาติกของสมาคมนักบุญปีโอที่ X ( ซึ่งยังคงถวายมิสซาลาตินดั้งเดิม )  โป๊บยอห์นปอลที่ II ได้ประกาศข้อบังคับส่วนตน – motu proprio ฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 1988  เอกสาร ที่ตั้งชื่อว่า Ecclesia Dei ได้ประกาศว่า “ ทุกแห่งหนต้องแสดงความนับถือต่อความรู้สึกคนเหล่านั้นทั้งหมด ที่ยึดมั่นในธรรมประเพณีทางพิธีกรรมลาติน  โดยยอมรับอย่างใจกว้างและเปิดกว้างของการชี้นำที่ประกาศแล้วก่อนหน้านี้โดยสันตะสำนัก สำหรับการใช้หนังสือคู่มือมิสซาโรมัน ตามฉบับที่พิมพ์ออกมาในปี 1962”—กล่าวอีกอย่าง  สำหรับการถวายมิสซา Tridentine Latin Mass.

The Return of the Traditional Latin Mass การกลับคืนมาของมิสซา Traditinal Latin Mass

The decision to allow the celebration was left up to the local bishop, and, over the next 15 years, some bishops made a “generous application of the directives” while others did not. John Paul’s successor, Pope Benedict XVI, had long expressed his desire to see a wider use of the Tridentine Latin Mass, and, on June 28, 2007, the Press Office of the Holy See announced that he would release a motu proprio of his own. Summorum Pontificum, released on July 7, 2007, allowed all priests to celebrate the Tridentine Latin Mass in private and to hold public celebrations when requested by the faithful.
การตัดสินใจอนุญาตการถวายมิสซาดังกล่าว ให้ขึ้นกับพระสังฆราชท้องถิ่น  และ ประมาณ 15 ปีต่อไป  พระสังฆราชบางองค์ได้ทำการ “ ยอมรับอย่างใจกว้างของการชึ้นำ “ ขณะที่บางองค์ไม่ยอมทำเช่นนั้น  ผู้มาแทนตำแหน่ง พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ XVI ได้แสดงความปรารถนาของเขานานแล้วที่อยากเห็นการใช้มิสซา Tridentine Latin Mass  และ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2007  สำนักพิมพ์ของสันตะสำนักได้ประกาศว่าพระองค์จะออก “อัตตาณัติ “ – motu proprio ของพระองค์เอง   อัตตาณัติ Summorum Pontificum ออกประกาศเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2007 ได้อนุญาตบาทหลวงทุกองค์ถวายมิสซาลาตินดั้งเดิมในส่วนตัว และถวายเป็นการสาธารณะได้ เมื่อได้รับการร้องขอจากบรรดาสัตบุรุษ

Pope Benedict’s actions parallels other initiatives of his pontificate, including a new English translation of the Novus Ordo to bring out some of the theological richness of the Latin text that is missing in the current translation, the curbing of abuses in the celebration of the Novus Ordo, and the encouragement of the use of Latin and Gregorian chant in the celebration of the Novus Ordo. Pope Benedict also expressed his belief that a wider celebration of the Tridentine Latin Mass would allow the older Mass to act as a standard for the celebration of the newer one.
ปฏิบัติการของโป๊บเบเนดิกต์ กระทำคู่ขนานกับการริเริ่มอื่นๆอีกหลายอย่างในสมณสมัยของพระองค์  รวมถึงการแปลมิสซา Novus Ordo เพื่อให้เห็นความสมบูรณ์ทางเทววิทยาของคำแปลลาติน ที่หายไปในการแปลปัจจุบัน  การปิดล้อมการละเมิดในการถวายมิสซา Novus Ordo  และการกระตุ้นการใช้ภาษาลาตินและบทเพลงเกรกอเรียนในการถวายมิสซา Novus Ordo   โป๊บเบเนดิกต์ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าการถวายมิสซาลาตินแบบดั้งเดิมอย่างแพร่หลายกว่า จะคล้ายกับอนุญาตให้มิสซาแบบเก่าแสดงตนเป็นมาตรฐานสำหรับการถวายมิสซาที่ใหม่กว่าที่กำลังจะมา.

Related
•   Pope Benedict's Motu Proprio Summorum Pontificum on the Latin Mass
•   The Top 10 Differences Between the Old Mass and the New Mass
•   What Is the Novus Ordo?
•   What to Know About the New Translation of the Mass
10  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Parisians Enjoy Simple Majesty of Tridentine Latin Mass เมื่อ: มกราคม 09, 2017, 03:33:16 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                               Parisians Enjoy Simple Majesty of Tridentine Latin Mass
                                                                                ชาวนครปารีสชื่นชมความโอ่อ่าเรียบง่ายของมิสซาลาตินแบบดั้งเดิม

                                                                                 คลิปพิธีกรรมมิสซา  :  :  https://youtu.be/c32brXXx5k8
                                                                                                          https://youtu.be/c32brXXx5k8

                                                                            https://www.youtube.com/watch?v=c32brXXx5k8&t=432s

Published on Apr 29, 2012
Update January 9, 2017

TRADITIONAL LATIN MASS ATTRACTS, ENERGIZES, AND INSPIRES THE FAITHFUL.

Missa Cantata, or sung High Mass, offered on the Last Sunday after Pentecost at the Roman Catholic Parish of Saint Nicolas du Chardonnet (23 Rue des Bernardins, 75005 Paris, France / +33 1 44 27 07 90) in Paris, France.

This is the Eucharistic liturgy of the Roman Rite of the Catholic Church celebrated according to the 1962 Roman Missal (Missale Romanum), also commonly referred to as the Tridentine Rite, or Tridentine Mass, or Tridentine Latin Mass, or Old Latin Mass, or classical Latin Mass, or Traditional Latin Mass (TLM).

The texts of the Latin prayers, and English translations of the same, which are common to every Traditional Latin Mass can be found here: http://www.sacred-texts.com/chr/lmass...

-------------------------------------------------------------------------------

Join Una Voce Miami! Enjoy the video. Recommend it to your family and friends. Rejoice in the grandness of fidelity to Catholic Tradition.

Courtesy of Una Voce Miami, POB 350372, Jose Marti Station, Miami, FL 33135-0372 // unavocemiami@aol.com

-------------------------------------------------------------------------------

Únete a Una Voce Miami. Disfruta el video. Recomiéndaselo a tus familiares y amigos. Regocijate en la grandeza de la fidelidad a la Tradición católica.

Cortesía de Una Voce Miami, POB 350372, José Martí Station, Miami, FL 33135-0372 // unavocemiami@aol.com

•   Category
o   News & Politics
•   License
o   Standard YouTube License

Comments :

James M1 year ago
That church is packed - amazing ! The more people come, the better.
Reply 4

Una Voce Miami1 year ago (edited)
+James M  WHAT DO CATHOLIC THEOLOGIANS THINK ABOUT THE NOVUS  ORDO?

In the never-refuted “Critical Study on the Novus Ordo Missae,” specifically prepared for and personally delivered to Pope Paul VI, Cardinals Alfredo Ottaviani and Antonio Bacci, and twenty Catholic bishops faithful to the Church's Magisterium and Catholic Tradition, ALL declared that the Novus Ordo Mess is harmful and schismatic!

They specifically wrote: "To abandon a liturgical tradition which for four centuries stood as a sign and pledge of unity in worship, and to replace it with another liturgy which, due to the countless liberties it implicitly authorizes, cannot but be a sign of schism--a liturgy which teems with insinuations or manifest errors against the integrity of the Catholic Faith--is, we feel bound in conscience to proclaim, an incalculable error.”

Don't take anybody’s word for it. Read the NEVER-REFUTED “Critical Study on the Novus Ordo Missae.”

http://www.facebook.com/note.php?note_id=456269596794
Cole DeSantis5 months ago
what is the song they play in the beginning?

Robin Chanteuse Dylan10 months ago
Parisians make sign of cross at entrance procession in this video. I don't see it here in the States anymore. I mean, I recall way way back in the 70s seeing a couple of my older family members doing it, or giving a head bow when crucifix passed by. I wish Mass was more like the "old days".  Gee, we only get incense maybe twice a year at my parish!

Robin Chanteuse Dylan9 months ago
+Philippe Fabre Even though we don't have incense & the cup at each Mass, it's a good parish community. I had thought the nearest Latin was over an hour away, but I found out there is one here in my town!

Philippe Fabre8 months ago
+Robin Chanteuse Dylan " I had thought the nearest Latin was over an hour away, but I found out there is one here in my town!"
So ? What did you decide ?

Leo Da Leo6 months ago
What is the song in Offertory? ตกใจ

Leo Da Leo5 months ago
thanks ยิ้มกว้างๆ

knk gamer5 months ago
Dextera Domini. I like this song so much!

Mario Castaneda1 year ago
I would not like to enter into a theological debate as to which one is a better mass, as I am not a theologian. (I shall leave that to them alone.) However it is so slef-evident by just watching this video that our old mass used to be ever so reverent to the holy Eucharist and to the true presence of God in his temple. It was in deed a truly spiritual and supernatural mass; full of genuflections (i.e. bowing, blessings, positions of reverence, etc.) and wholly focused into the true meaning of the mass; “The holy sacrifice”.

I did not matter how many people attended, because the Priest was not looking at the people he was constantly looking at God.
It did not matter whether people knew how to follow the mass as all they needed to do was to kneel, keep quiet and contemplate the celebrants say the mass.
This is the distraction of today in our masses that people want to make of it a re-using, a social gathering, and that many priest think that making people participate in the mass (i.e. saying the mass, providing readings and communion.) would make people increase their spiritual participation, but it does exactly the opposite (from spiritual point of view), because people are forgetting how to contemplate, and priest are forgetting how to connect and stay closer to God, by stepping closer to the people and the wold.
Thank you so much to Mark for sharing this video
Thank you to EWT for broadcasting this so beautiful mass
Thank you to Pope Benedict the XVI for his “Mutuo Propio” 

Una Voce Miami1 year ago
+Mario Castaneda WHAT DO CATHOLIC THEOLOGIANS THINK ABOUT THE NOVUS  ORDO?
In the never-refuted “Critical Study on the Novus Ordo Missae,” Cardinals Alfredo Ottaviani and Antonio Bacci, and twenty Catholic bishops faithful to the Magisterium and Catholic Tradition, ALL accepted Paul VI as a valid Pope and ALL declared that the Novus Ordo Mess is harmful and schismatic!

They specifically wrote: "To abandon a liturgical tradition which for four centuries stood as a sign and pledge of unity in worship, and to replace it with another liturgy which, due to the countless liberties it implicitly authorizes, cannot but be a sign of schism--a liturgy which teems with insinuations or manifest errors against the integrity of the Catholic Faith--is, we feel bound in conscience to proclaim, an
incalculable error.”

Don't take anybody’s word for it. Read the NEVER-REFUTED “Critical Study on the Novus Ordo Missae.”

http://www.facebook.com/note.php?note_id=456269596794

Brian Taylor5 months ago
The scenes with the children during the Kyrie Eleison bring tears to my eyes.

Peter Chadwick6 months ago
After watching this video I think we have lost something of the mystery and reverence of the old Latin Mass. Today it has become unfashionable to refer to the Sacrifice of the Mass and now we are encouraged to call it a Eucharistic Meal. A book called 'Looking again at the Liturgy' by beloved Benedict XV1 seems to reassert the Sacrificial. Whilst Vatican 11 was I suppose necessary to contemporise Catholicism for the approach of the 21st Century it seems some of those charged with managing the changes basically didn't know what they were doing? Starting with Bls John Paul 11and Benedict XV1 the Mass Liturgy is slowly going through a transformation for the better. Some argue the Priest must face East, personally I feel we should be engaging more with the Liturgical words and form of the Mass in a deeper way, whether it is in Latin or the vernacular; it is all to the Glory of God and thanksgiving to Jesus for our Redemption and ultimate Resurrection. JMJT
 
Patrick John11 months ago (edited)
The Eastern Orthodox haven't changed anything in their praxis and they still face a similar Sunday attendance scenario. The problem in the Catholic Church is actually much larger than the mass itself. The Pauline mass is just the most obvious symptom of the disease that has infected the Bride of Christ. If the NO was abolished this very day in favor of the TLM, we'd still be facing the same issues. The Church has been ravaged by modernism for nearly 200 years.

Manny Perez6 months ago
Also, in the Novus Ordo Masses priests never talk about Hell or Purgatory. I guess that to them everyone is going straight to Heaven.

Non bis in idem4 months ago (edited)
not true patrick.
church attendance in orthodoxes countries like greece is falling.
i agree that this form of the mass is much better and it brings a lot of faithfull.
 
1990osu11 months ago
Fact: Vatican 2 is one of the most stupid and egregious offenses against God in the history of the church.  At least one Tridentine Mass should be given every weekend in every parish for people who still care, who come to worship to be serious.  So sad what has happened to the Church...it went from being the envy of everyone in the 50s (everyone respected priests) to being just another casualty of the drug era in my own humble opinion (very serious).  Not good.  Wake up people.  THIS is the Mass.
 
Robert Dunn7 months ago
It's okay what you said. Many of us have the same feelings and, without rancor or triumphalism, hope for a better day. Born 1952, so I know what you mean and remember better times. Bob
 
Robert Dunn7 months ago
By the way, 1990osu, the way the church was lit, the orangy-pink lighting, really warmed it up! I do like a seriousness and certain decorum, especially on the part of the priest, who leads us all. The abundance of altar boys was awesome. Bob

elmer dem leon6 months ago
So edifying...i do hope the day comes when the tlm will be celebrated in every parish like before vat 2
 
HollywoodFan21 ( Luis Villavicencio )6 months ago
Gloria in Exelcius Deu.    Ora Pro Novis.
 
Anglorum6 months ago
Magnificent! Beautiful choir!

Earl Archibald Campbell of Argyll6 months ago
Even if we are in novus ordo, we are still the victors. Christ has already given His holiest Sacrifice.  We now wait for the glorification of heaven and re-union with the Blessed Trinity.   The Church will be fully restored!  Thanks be to God!
 
Philippe Fabre9 months ago
With Una Voce France  (www.unavoce.fr), we wish that the traditional latin and gregorian Mass be available in each and every parish.
 
Zero 011 months ago
No Novus Ordo Missae!

Jason Burdette9 months ago
What drives me nuts about attending TLM in Archdiocese or diocese Church is dress code for men and women not enforced. This is what nice about SSPX, men shirt and tie, women long dress and head covering

Derrek Garcia4 months ago
As a traditionalist myself, I think many of us take it too far. Women should veil, absolutely and men should dress nicely and I leave it at that. I find nothing wrong with dress shoes, khakis, and a polo. We live in a different fashion era. I think many of us get caught up in the time period when we think about the Latin Mass. Back in the early 20th century, suits were an everyday outfit for most men and so it would've been customary to go to Mass in it. How many men today own suits? Not many and if I poor man does not have the nicest clothing, who are we to condemn him of the Holy Sacrifice of the Mass. We can have the Latin Mass but if we forget why we celebrate it, it's worth nothing. Pax.

meku tochi7 months ago
How cute those little kids processing ยิ้มกว้างๆ

Crusader Cat1 year ago
Same in America: traditional service = full church
Modern service = empty.

Adriaan van Ginkel1 year ago
After priest Bergoglio showed himself as the true apostate that he is, on the feast of Christ King - and the reading of St. Matthew here is so appropiate, we now maybe have to look for churches that still celebrate Mass according to the pre-Vatican 2 rules. Because the Bergoglian mass that will be imposed shortly, will shove away Christ and put man in the middle of the celebration. The tribulations have started, and we must keep priests like this one like precious treasures. God have mercy on all of us.

John Z6 months ago
You believe he's a priest? Are you sure he's even Catholic?
 
Unoriginal Username1 year ago
Can't one appreciate the beauty of the Tridentine Mass without slandering the Novus Ordo? Attending Mass is not all about us and what we like or dislike. It’s about what happened on Golgotha on Good Friday when God the Son shed his blood for us. It’s all about him! At Mass, it is his body and blood that is offered on the altar—regardless of what language is spoken, what rite is used, or what words are sung. Certainly, we all have our own tastes. But the light of his sacrifice must blind us to all else at such a moment.
 
Una Voce Miami1 year ago (edited)
+Unoriginal Username  WHAT DO CATHOLIC THEOLOGIANS THINK ABOUT THE NOVUS ORDO?

In the never-refuted “Critical Study on the Novus Ordo Missae,” specifically prepared for and personally delivered to Pope Paul VI, Cardinals Alfredo Ottaviani and Antonio Bacci, and twenty Catholic bishops faithful to the Church's Magisterium and Catholic Tradition, ALL declared that the Novus Ordo Mess is harmful and schismatic!

They specifically wrote: "To abandon a liturgical tradition which for four centuries stood as a sign and pledge of unity in worship, and to replace it with another liturgy which, due to the countless liberties it implicitly authorizes, cannot but be a sign of schism--a liturgy which teems with insinuations or manifest errors against the integrity of the Catholic Faith--is, we feel bound in conscience to proclaim, an incalculable error.”

Don't take anybody’s word for it. Read the NEVER-REFUTED “Critical Study on the Novus Ordo Missae.”
http://www.facebook.com/note.php?note_id=456269596794
 
Mary Kelly11 months ago
+Unoriginal Username I agree with you that it is not all about us however that is exactly why the novus ordo should not be practiced. The novus ordo caters to 'modernism' which has been explicitly denounced. We have been given directions on how we must worship and yet the masses choose to ignore that as Cain did because the traditional practices are 'inconvenient'. "When therefore you shall see the abomination of desolation, which is spoken of by Daniel the prophet, standing in the holy place: he that readeth let him understand. ...let them flee to the mountains, etc" (Matt. 24:15-19) The 'Holy Place' is in reference to places of worship i.e. Consecrated Churches. An abomination is a form of worship that is displeasing to almighty God.







11  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / มิสซาแบบดั้งเดิมคืออะไร? What Is the Tridentine Mass? เมื่อ: มกราคม 09, 2017, 09:23:05 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                 What Is the Tridentine Mass?
                                                                                                       มิสซาแบบดั้งเดิมคืออะไร?

                                                                          The Traditional Latin Mass or Extraordinary Form of the Mass

By Scott P. Richert
Catholicism Expert
Updated July 11, 2016.

                                                                                      ( โปรดอ่านตำแปลเป็นภาษาไทย ใน โพสต์ต่อไป - ครับ )

      The term “the Latin Mass” is most often used to refer to the Tridentine Mass—the Mass of Pope St. Pius V, promulgated on July 14, 1570, through the apostolic constitution Quo Primum. Technically, this is a misnomer; any Masscelebrated in Latin is a “Latin Mass.” However, after the promulgation of theNovus Ordo Missae, the Mass of Pope Paul VI (popularly referred to as the "New Mass"), in 1969, which allowed for more frequent celebration of Mass in the vernacular for pastoral reasons, the term has come to be used almost exclusively to refer to the Traditional Latin Mass—the Tridentine Mass.

The Ancient Liturgy of the Western Church

Even the phrase “the Tridentine Mass” is somewhat misleading. It takes its name from the Council of Trent (1545-63), which was called largely in response to the rise of Protestantism in Europe. The council addressed many issues, however, including the proliferation of modifications of the traditional Latin Rite Mass

While the essentials of the Mass had remained constant since the time of Pope St. Gregory the Great (590-604), many dioceses and religious orders (particularly the Franciscans) had modified the calendar of feasts by adding numerous saints’ days.

Standardizing the Mass

At the direction of the Council of Trent, Pope St. Pius V imposed a revised missal (the instructions for celebrating the Mass) upon all Western dioceses and religious orders that could not show that they had used their own calendar or modified liturgical text for at least 200 years. (Eastern Churches in union with Rome retained their traditional liturgies and calendars.)
In addition to standardizing the calendar, the revised missal required an entrance psalm (the Introibo and Judica Me) and a penitential rite (the Confiteor), as well as the reading of the Last Gospel (John 1:1-14) at the end of Mass.

Theological Richness

Like the liturgies of the Eastern Church, both Catholic andOrthodox, the Tridentine Latin Mass is very rich theologically. The concept of the Mass as a mystical reality in which the sacrifice of Christ on the Cross isRENEWED  is very evident in the text. As the Council of Trent declared, "The same Christ who offered himself once in a bloody manner on the altar of the cross, is present and offered in an unbloody manner" in the Mass.

There is little room for departure from the rubrics (rules) of the Tridentine Latin Mass, and the prayers and readings for each feast are strictly prescribed.

Instruction in the Faith
The traditional missal functions as a living catechism of the Faith; over the course of one year, the faithful who attend the Tridentine Latin Mass and follow the prayers and readings receive a thorough instruction in all of the essentials of Christian belief, as taught by the Catholic Church, as well as in the lives of the saints.

To make it easier for the faithful to follow along, many prayer-books and missals were printed with the text of the Mass (as well as the daily prayers and readings) in both Latin and the vernacular, the local language.

Differences from the Current Mass

For most Catholics who are used to the Novus Ordo, the version of the Mass used for the last 40 years, there are obvious differences from the Tridentine Latin Mass. While Pope Paul VI merely allowed for the use of the vernacular and for the celebration of the Mass facing the people (rather than facing a high altar, in the same direction that the people face), both conditions have now become standard. The Tridentine Latin Mass offered only one Eucharistic Prayer (the Roman Canon), while six such prayers have been approved for use in the new Mass, and others have been added locally.
•   What Are the Major Changes Between the Traditional Latin Mass and the Novus Ordo?

Liturgical Diversity or Confusion?

In some ways, our current situation resembles that at the time of the Council of Trent. Local dioceses—even local parishes—have added Eucharistic Prayers and modified the text of the Mass, practices forbidden by the Church. The celebration of the Mass in the local language and the increased migration of populations has meant that even a single parish may have several Masses on a Sunday that are celebrated in different languages. Some critics argue that these changes have undercut the universality of the Mass, which was evident in the strict adherence to rubrics and the use of Latin in the Tridentine Latin Mass.

Pope John Paul II, the Society of St. Pius X, and Ecclesia Dei

Addressing these criticisms, and responding to the schism of the Society of St. Pius X (who had continued to celebrate the Tridentine Latin Mass), Pope John Paul II issued a motu proprio on July 2, 1988. The document, entitled Ecclesia Dei, declared that “Respect must everywhere be shown for the feelings of all those who are attached to the Latin liturgical tradition, by a wide and generous application of the directives already issued some time ago by the Apostolic See for the use of the Roman Missal according to the typical edition of 1962”—in other words, for the celebration of the Tridentine Latin Mass.

The Return of the Traditional Latin Mass

The decision to allow the celebration was left up to the local bishop, and, over the next 15 years, some bishops made a “generous application of the directives” while others did not. John Paul’s successor, Pope Benedict XVI, had long expressed his desire to see a wider use of the Tridentine Latin Mass, and, on June 28, 2007, the Press Office of the Holy See announced that he would release a motu proprio of his own. Summorum Pontificum, released on July 7, 2007, allowed all priests to celebrate the Tridentine Latin Mass in private and to hold public celebrations when requested by the faithful.

Pope Benedict’s actions parallels other initiatives of his pontificate, including a new English translation of the Novus Ordo to bring out some of the theological richness of the Latin text that is missing in the current translation, the curbing of abuses in the celebration of the Novus Ordo, and the encouragement of the use of Latin and Gregorian chant in the celebration of the Novus Ordo. Pope Benedict also expressed his belief that a wider celebration of the Tridentine Latin Mass would allow the older Mass to act as a standard for the celebration of the newer one.

Related
•   Pope Benedict's Motu Proprio Summorum Pontificum on the Latin Mass
•   The Top 10 Differences Between the Old Mass and the New Mass
•   What Is the Novus Ordo?
•   What to Know About the New Translation of the Mass

         ( ต่อไป คือคำแปล โพสต์ นี้ - ครับ )

 

      
12  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / วาติกันเพิ่มการกดดันให้มีการอนุญาตมิสซาลาติน เมื่อ: มกราคม 06, 2017, 10:20:03 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                            วาติกันเพิ่มการกดดันให้มีการอนุญาตมิสซาลาติน
                                                                                        Vatican increases pressure to allow Latin mass

ข้อมูล : Philip Pullella
นครวาติกัน วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2011
Alan Petervich Update วันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2017

         (รอยเตอร์) – วาติกันบอกพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลกเมื่อวันศุกร์ว่า พระสังฆราชเหล่านั้นต้องนบนอบคำสั่งสันตะปาปา อนุญาตพระสงฆ์ทำมิสซาแบบดั้งเดิมสำหรับคาทอลิกผู้ถือเคร่งตามประเพณีเดิม  ไม่ว่าสังฆราชเหล่านั้นจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม   วาติกันได้ออก “ คำแนะนำ “ แก่บรรดาสังฆราชเพื่อการปฏิบัติตามพระสมณกฤษฎีกาปี  2007  ที่ให้อำนาจยอมรับอย่างกว้างขวางกับมิสซาลาติน  ซึ่งเคยใช้สากลทั่วโลกก่อนสังคายนาวาติกันปี 1962 --  1965  ที่นำมิสซาภาษาพื้นเมืองออกมาใช้..

         การกลับมาสั่งเรื่องมิสซาลาตินใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นหนึ่งในคำขอของกลุ่มยึดมั่นในพิธีกรรมเดิมอย่างเหนียวแน่น  ซึ่งหัวหน้าของกลุ่ม ( หัวหน้า – อัครสังฆราชเลแฟร์บ ) ถูกตัดขาดจากพระศาสนจักร (Excommunicatio) ในปี 1988  ในฐานเป็นกิ๊สมาติก ( ผู้ถือความเชื่อบางข้อต่างออกไป )กลุ่มแรกในยุคสมัยใหม่   พระสันตะปาปา  ในการยอมรับกลุ่มยึดถือพิธีกรรมดั้งเดิม ทำให้พวกเขาจำนวนมากพอใจในปี 2007 เมื่อพระองค์อนุญาตให้ทำมิสซาลาตินได้อย่างกว้างขวางออกไป  ซึ่งในพิธีมิสซาพระสงฆ์หันหน้าไปทางตะวันออก โดยหันหลังให้สัตบุรุษส่วนใหญ่ของพิธีกรรมนั้น  ( ที่หันหลังให้สัตบุรุษนั้นก็เพราะพระสงฆ์เป็นหัวหน้าที่ประชุมสักการะพระเป็นเจ้า  พระสงฆ์จึงต้องหันหน้าไปทางไม้กางเขนและตู้ศีลที่พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่  ไม่ใช่ไม่สนใจผู้ร่วมพิธี  -- นี่คือความเข้าใจผิดของคนที่ไม่พิจารณาเหตุผลที่ถุกต้อง )   แต่พระสังฆราชบางองค์ในสังฆมณฑลต่างๆ( บ่น ) พูดเป็นการส่วนตัวว่า เป็นเรื่องปวดหัว เพราะว่าหาพระสงฆ์ที่ชำนาญภาษาลาตินยากมาก  และปัญหาทางตรรกที่จะต้องสอดคำลาตินเข้าในโครงการต่างๆ.

        คำแนะนำหรือ Instruction  ความยาวห้าหน้า จากสำนักงานข้อความเชื่อวาติกัน – สมณกระทรวงเพื่อคำสอนแห่งความเชื่อ หรือ  Congregation  for the Doctrine of the Faith  ทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า พระสันตะปาปาทรงประสงค์ให้พระสังฆราชทั้งหลายทำตามคำสั่งของพระองค์  “ นี่คือภาระหน้าที่ของพระสังฆราชสังฆมณฑลที่จะต้องใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหลาย ที่จะเคารพ “ แบบพิธีกรรมพิเศษ – forma extraordinaria “ คำแนะนำกล่าวเช่นนั้น  โดยใช้ภาษาลาตินสำหรับพิธีกรรมแบบดั้งเดิม.

        ขณะที่คำแนะนำใช้ภาษาสุภาพ  เป็นระบบ กล่าวว่า วัดตามท้องถิ่นต่างๆ ต้องเพิ่มมิสซาลาตินเข้าไปในกำหนดพิธีกรรมของวัด ถ้าสัตบุรุษที่ยึดมั่นในพิธีดั้งเดิมประสงค์เช่นนั้น   และยังเขียนว่า พระสงฆ์เจ้าอาวาสควรแสดง “ จิตวิญญาณต้อนรับอย่างใจกว้าง “ ต่อผู้ที่ต้องการมิสซาแบบเก่าและต้อง “ อนุญาตพิธีกรรมเช่นนั้น “ ( ตามกฎหมายพระศาสนจักร พระสงฆ์ที่จะทำมิสซาในวัดใด ต้องได้รับอนุญาตจากพระสงฆ์เจ้าวัดทุกครั้ง )

พระสังฆราชจำนวนมากต่อต้านมิสซาลาติน

        การกลับมาทำมิสซาแบบดั้งเดิมพบกับการต่อต้านในหลายแห่ง และได้รับการต่อต้านเป็นการส่วนตัวจากพระสังฆราชบางองค์ ( ไม่แน่ใจว่าในเมืองไทย พระสังฆราชไทยต่อต้านหรือเปล่า – Petervich ) ซึ่งค่อยๆลากขาอย่างช้าๆในการทำตามสมณกฤษฎีกา หรือมิฉะนั้นก็ลงเตาเผาหลังบ้าน(?)  โดยกล่าวว่า พวกเขามีงานเร่งด่วนมากกว่าที่จะมาทำเรื่องที่คาทอลิกส่วนใหญ่ถือว่ามิสซาเก่านั้นเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ยืดหยุ่นและเป็นอดีตไปแล้ว ที่หมุนนาฬิกากลับเกี่ยวกับการฟื้นฟูของสังคายนาวาติกันที่สอง  ซึ่งในบางประการ ได้นำพระศาสนจักรเข้าสู่ยุคสมัยใหม่.

        เจ้าหน้าที่วาติกันผู้รุกเพื่อนำกลุ่มผู้ยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมกลับมาสู่ศาสนจักรก็ทราบว่ามีการต่อต้าน   เจ้าหน้าที่วาติกันคนหนึ่ง เมื่อเร้วๆนี้ กล่าวว่า มีเพียงพระสังฆราชหนึ่งในสามของโลกที่ตอบ questionaire วาติกันและว่าความมีอคติต่อมิสซาเก่า” ยังคงลุกลามแพร่ไป “   การกลับมาของพิธีกรรมลาตินมีการโต้แย้งมากแม้ในความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา     ระหว่างพิธีกรรมวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมในแบบเดิม กลุ่มถือมั่นในประเพณีเดิม ยังสวดบทภาวนาที่ขอให้พวกยิว “ ยอมรับว่าพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพระผู้ไถ่ของมนุษย์ทุกคน “

         การตกลงใจของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ได้นำกลุ่มความเชื่อดั้งเดิมในพระศาสนจักร กลายเป็นเรื่องสำคัญในปี 2009  เมื่อพระองค์ได้ยกเลิกการตัดขาดจากพระศาสนจักร สำหรับพระสังฆราชสี่องค์  รวมทั้งคนหนึ่งคือ – Richard  Williamson – ซึ่งเป็นผู้รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ไม่ยอมรับว่ามีการล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ (Holocaust)   เรื่องนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบรรดาคาทอลิกและยิว เช่นเดียวกับนักการเมืองในประเทศเยอรมันบ้านเกิดของพระองค์เอง

        (Additional reporting by Tom Heneghan in Paris)  ท่านที่สนใจ โปรดอ่านรายงานเพิ่มเติมของ Tom Heneghan ในปารีส.

        ข้างบนนั้นคือคำแปลข่าวภาษาอังกฤษที่เราเสนอคราวที่แล้ว  เพื่อท่านที่อยากอ่านภาษาไทย ได้มีโอกาสเข้าใจแจ่มแจ้งในข้อมูลที่น่ารู้นี้นะ - ครับ  ขอบคุณที่สนใจติดตามครับ.

                                                                                           Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                  Alan   Petervich
     
 
 
13  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Archbishop Lefebvre: why the SSPX uses the 1962 missal เมื่อ: มกราคม 06, 2017, 08:21:31 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                           Archbishop Lefebvre: why the SSPX uses the 1962 missal

                                 
                                             

                                                      The Mass of All Time: 1984 priestly ordinations at Ridgefield, CT

Letter to American Friends & Benefactors from Archbishop Marcel Lefebvre

      April 28, 1983
Ridgefield, Connecticut
 
Dear Friends and Benefactors,
 
What was latent for many years in the relations between most of the priests of the North-East District and the Society of St. Pius X, and was the object of continual difficulties, has just come out into the open by the support given by these priests to the refusal of the Society’s liturgy by one of the three young priests I ordained at Oyster Bay Cove on November 3, 1982.
 
Thus, their long-standing disagreement with myself and the Society has now become public rebellion. It is the result of an extremist way of thinking and a tendency to schism in the domain of the liturgy, the papacy, and the sacraments of the reform.
 
They reject the liturgy which has always been used in the Society and consider it evil, the liturgy of Pope Pius XII, signed by Pope John XXIII, and so, the liturgy preceding the Council. They think and behave as if there is no Pope, suppressing all prayers for the Pope. In practice, they tend to hold almost all the sacraments of the new rites to be invalid.
 
This radicalism is not the attitude of the Society.
 
The basic principle of the Society’s thinking and action in the painful crisis the Church is going through is the principle taught by St. Thomas Aquinas in the Summa Theologica (II, II, q. 33, a.4). That one may not oppose the authority of the Church except in the case of imminent danger to the Faith. Now, there is no danger for the Faith in the liturgy of Pope Pius XII and Pope John XXIII, whereas there is great danger for the Faith in the liturgy of Pope Paul VI, which is unacceptable.
 
The Society acts on the assumption that Pope John Paul II is Pope and so prays for him and strives to bring him back to Tradition by praying for him, by meeting with those around him, and by writing to him.
 
The Society does not say that all the sacraments according to the new post-conciliar rites are invalid, but that due to bad translations, the lack of proper intention, and the changes introduced in the matter and form, the number of invalid and doubtful sacraments is increasing. In order, then, to reach a decision in the practical order concerning the doubtfulness or invalidity of sacraments given by priests imbued with the ideas of the Council, a serious study of the various circumstances is necessary.
 
Many of you know the difficulties to which the attitude of these priests has given rise. Many of you have suffered from it and so will not be surprised by this clarification of the situation.
 
We regret not being able to come immediately to the assistance of those who wish to stay with the Society, but we will heed the requests of the faithful and, with the grace of God, we will come to your aid and we will keep you united to Rome and to the Church of all time.
 
So, henceforth, Fr. K---- is no longer District Superior; Fr. C---- is no longer District Bursar; Fr. S---- is no longer Rector of the Seminary. These priests, and the priests who follow them, and any seminarians who might follow them, are no longer members of the Society of St. Pius X, as of 27 April 1983. They no longer have any power, nor hold any office in the Society’s name.
 
Henceforth, if you have any inquiries concerning the Society in the North-East District, contact, at St. Thomas Aquinas Seminary in Ridgefield, Fr. Richard Williamson, who has been provisionally nominated District Superior, or Fr. Roger Petit, who has been nominated District Bursar.
 
Most of the seminarians are remaining with us and we shall, God willing, proceed with ordinations in the first days of November.
 
We count on your prayers so that we can carry on the work of the Society in the North-East District and especially at the Seminary henceforth entrusted to Fr. Richard Williamson. We ask you to continue to help us so that we can continue building up the traditional Catholic Church in America. Please pray for the 24 new priests I am going to ordain on June 29th.
 
May God bless you through the intercession of the Blessed Virgin Mary.
 
+ Marcel Lefebvre,
Superior General of the Society of St. Pius X

Related article
Archbishop Lefebvre: only when the Faith is in question
The principle of the Church, it is the principle of St. Thomas Aquinas. It is not my choice; it’s not my favor; it is not my personal desire... I am nothing... I merely follow the doctrine of the Church...  8-24-2012 
14  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: The Hybrid Mass and the n-SSPX เมื่อ: มกราคม 06, 2017, 07:38:57 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง

       o   In 2012, it became manifest that Bishop Fellay was treading away from the principle of Doctrine and into the "mass-first" concept in his April 15, 2012 Doctrinal Declaration which he promotes that the N.O. mass is "Legitimate" for him. Fr. Pfeiffer addressed this in one of his many sermons on this topic:  ในปี 2012 มันกลับปรากฎว่า พระสังฆราชเฟลเลย์ได้เดินออกไปจากหลักคำสอนและเข้าไปสู๋ แนวความคิด “มิสซษ-แรก ในการประกาศคำสอนวันที่ 15 เมษายน 2012 ซึ่งเขาได้ส่งเสริมว่ามิสซา N.O. เป็นมิสซาที่ “ ถูกกฎหมาย “ สำหรับเขา  คุณพ่อ Pfeiffer กล่าวถึงเรื่องนี้ในหนึ่งของการเทศน์หลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ : ว่า

"...We find in 2012 a public profession of another Faith than the one we received from Archbishop Lefebvre, the same Faith from 2,000 years ago when the Church was founded. “...เราพบในปี 2012 การปฏิบัติสาธารณะของความเชื่ออิ่นมากกว่าหนึ่งที่เราได้รับมาจากพระอัครสังฆราชเลอแฟ๊บรว์ เป็นความเชื่อเดียวกัน จาก2,000 ปีโน่นเมื่อพระศาสนจักรได้รับการก่อตั้งขึ้นมา

The Doctrinal Declaration was composed and signed by Bishop Fellay and handed over to Rome as a declaration of what we believe, what we teach, what we accept about Vatican II and the crisis in the Church. It just happens to be different to what we believed, what we declared and what we accepted for the last forty years. การประกาศข้อคำสอนได้รับการแต่งขึ้นและลงนามโดยพระสังฆราชเฟลเลย์ และนำไปส่งกรุงโรม ประหนึ่งการประกาศของสิ่งที่เราเชื่อ  สิ่งที่เราสอน สิ่งที่เรารับเกี่ยวกับสังคายนาวาติกันที่สองและวิกฤติการณ์ในพระศาสนจักร  มันพึ่งเกิดขึ้นอย่างแตกต่างต่อสิ่งที่เราเชื่อ  สิ่งที่เราประกาศและสิ่งที่เรารับเอาเป็นเวลาเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว

Let’s just take one example: ให้เราถือเพียงหนึ่งตัวอย่าง คือ

“7. We declare that we recognize the validity of the sacrifice of the Mass and the Sacraments celebrated with the intention to do what the Church does according to the rites indicated in the typical editions of the Roman Missal and the Sacramentary Rituals legitimately promulgated by Popes Paul VI and John-Paul II.”
     เราประกาศว่าเรารับรู้ความถูกต้องสมบูรณ์ของบูชายัญของมิสซา และศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ฉลองด้วยความมุ่งหมายที่จะทำสิ่งที่พระศาสนจักรทำ ตามจารีตพิธีที่ระบุไว้ในฉบับพิมพ์ตามแบบแผนของหนังสือคู่มือมิสซาโรมัน และจารีตพิธีโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่ประกาศถูกต้องตามกฎหมาย โดยพระสันตะปาปาปอลที่ 6 และ ยอห์น ปอลที่ II “

“Legitimately promulgated.” That’s the key. The new Mass according to Bishop Fellay is valid and legitimate: it was legitimately promulgated. If it was legitimately promulgated then we have no right to tell people not to go to it. It used to be that if there was a deviation from Catholic doctrine the SSPX would respond to it, and respond with clarity. Now everything is muddled.
“ ได้ประกาศเป็นทางการอย่างถูกต้อง” นั่นคือกุญแจ  มิสซาใหม่ตามพระสังฆราชเฟลเลย์สมบูรณ์และถูกกฎหมาย คือ มันได้รับการประกาศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ถ้ามันได้รับการประกาศถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าเช่นนั้น เราไม่มีสิทธิที่จะบอกประชาชนมิให้ไปร่วมพิธีด้วย  มันเคยเป็นแบบว่า ถ้ามีการเบี่ยงเบนจากขอ้คำสอนคาทอลิก กลุ่ม SSPX ควรจะตอบโต้ และตอบโต้ด้วยความโปร่งใส  แต่ขณะนี้ทุกอย่างปนเปยุ่งเหยิงหมดแล้ว

Towards the end of Benedict XVI’s time there were rumours of a “hybrid Mass", which would be a mixture of the traditional Mass and the new Mass. Fr. Rostand, the district superior of the SSPX in America, was asked in an interview “Would you consider accepting the hybrid Mass?” And his answer went something like: “Well it’s a question we would have to consider, we don’t know yet exactly what it would look like, what’s important is that we have the right to keep the 1962 liturgy...”
ในช้วงเวลาสุดท้ายของเบเนดิกต์ที่ XVI มีข่าวลือเรื่อง “ hybrid Mass- มิสซาพันธ์ทางผสมผสาน “อย่างหนึ่ง  ซึ่งคงจะเป็นการผสมของมิสซาดั้งเดิมและมิสซาใหม่  คุณพ่อ Rostand อธิการท้องถิ่นของ SSPX ในอเมริกา ได้ถูกถ่มในการสัมภาษณ์ “ คุณพ่อคิดที่จะรับ hybrid Mass ไหม?”  และคำตอบของคุณพ่อเป็นอะไรสักอย่างเหมือนว่า “ นั่นซี มันเป็นคำถามที่เราต้องพิจารณา  เราไม่ทราบแน่นอนเลยว่ามันจะเหมือนอะไร  ที่เป็นเรื่งอสำคัญก็คือ เรามีสิทธิที่จะเดินตามพิธีกรรม ปี 1962…”

 He didn’t say “No!” So in effect, what his answer meant was “Yes.” We’re willing to consider accepting the hybrid Mass. Archbishop Lefebvre in his famous 1974 declaration said “We refuse all the reforms” which come from the Council. Isn’t the hybrid Mass a fruit of Vatican II?"
คุณพ่อมิได้ตอบว่า “ไม่!”  ดังนั้น ผลก็คือ  อะไรที่คำตอบของคุณพ่อหมายถึง “ ครับ “  เราก็กำลังอยากพิจารณารับ hybrid Mass  พระอัครสังฆราชเลอ แฟ๊รปว์ ในคำประกาศ ปี 1974 ที่โด่งดังของพระคุณเจ้า ได้กล่าวว่า “ เราปฏิเสธการฟื้นฟูทั้งหมด “  ซึ่งมาจากสภาสังคายนา   hybrid Mass มิใช่ผลิตผลของสังคายนาวาติกันที่ II หรือ? “

www.therecusant.com/four-marks-sspx

Click to expand...

o   Bishop Fellay had also said to Cardinal Antonio Canizares, Prefect of the Congregation for Divine Worship, that if Archbishop Lefebvre had seen the new mass celebrated "properly", he would not have taken the step that he did.

 Bishop Fellay ได้กล่าวกับ Cardinal Antonio Canizares  สมณประธานของสมณกระทรวงว่าด้วยการนมัสการพระเจ้า (Congregation for Divine Worship) ว่า   ถ้า พระอัครสังฆราช Lefebvre ได้เห็นมิสซาใหม่ถวาย “ ฉะเพาะ “ พระคุณเจ้าอาจจะไม่ก้าวต่อที่ท่านได้ทำนั้น.

o   www.truetrad.com/index.php/the-truth/problems-in-the-sspx/slow-subtle-poison-from-the-sspx/all-poison-newest-first/233-bishop-fellay-s-scandalous-comment-in-favor-of-the-new-mass

o   In addition, the public testimony of an Australian Bishop, Bishop Peter Elliott of Melbourne, saying that he was surprised to hear Bishop Fellay talking to him over lunch about a hybrid Mass celebrating the Tridentine rite in English.

o   Within the sspx Chapels, especially in France, there are many marriages that are allowed to be performed with two different priests in two different Rites: in the sspx marriage ceremony, a Novus ordo priest blessing the marriage and then the sspx priest saying the mass for the couple.

o   In 2014, the sspx is shown in video of saying the Mass of a Vatican II saint in the Basilica of St. Peters. SSPX says the Mass of Vatican II saint.

o   In many conferences, the n-sspx superiors have stated their desire of the "mass-first" concept as a way forward. Along with Fr. Rostand, the district superior of the SSPX in America, (mentioned above) willing to consider accepting the hybrid Mass.
Following, the n-sspx has a new program in their video branding series to narrate themselves to be friendly and open to the conciliar apparatus. While the n-sspx may be "subtle" in their changes to the casual listener and benefactor, these facts are a direction of intent, and a consequence of digression from not upholding the true Doctrines of the Catholic Faith that made Saints and Martyrs.

With the n-sspx trading off the Salvic Doctrines of Archbishop Lefebvre to seek the "mass-first" concept; then pursued the "institutional-first" vision of needing to be "canonically recognized" by the new religion to vet a position in the restraints of the Ecclesia Dei, while also practicing [trad]ecumenism and bi-ritualism, the French Revolution had officially entered into the n-sspx.

When one goes away from the light...one gets into a darker environment.

Our Lady of Fatima, pray for us...
 
Machabees, Jan 8, 2015


15  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / The Hybrid Mass and the n-SSPX เมื่อ: มกราคม 06, 2017, 07:31:51 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                          The Hybrid Mass and the n-SSPX
                                                              มิสซาผสมผสาน Hybrid Mass และ มิสซาดั้งเดิม n-SSPX

http://cor-mariae.com/index.php?threads/the-hybrid-mass-and-the-n-sspx.3455/
ตัวอย่าง : มิสซา Hybrid Mass ที่มีโป๊บเป็นประธานบูชามิสซา สมโภชวันพระชนนีของพระเป็นเจ้า Jan 1, 2017

คลิก Youtube Video : CTV https://youtu.be/lCePGwykjag

Discussion in 'Important Documents' การปรึกษาหารือใน “ เอกสารสำคัญ “

started by Machabees, Jan 8, 2015.

1.   This idea of the n-sspx to promote the "mass-first" concept is not new at all. We know that this is not only heralded in the compromises of the Ecclesia Dei group, it was also being established in the beginnings of Vatican II. มิสซา SSPX ส่งเสริมความคิด” มิสซาแรก โดยการประนีประนอมกับกลุ่ม Ecclesia Dei  เพราะถูกสถาปนาขึ้นมาตั้งแต่เริ่มสังคายนาวาติกันที่สอง

It is thus worth highlighting the digression of what had happened with Vatican II starting in 1963 with its betrayal of Doctrine...into its effects today. With the injection of the French Revolution into the Church at that time and its rights of man, that to achieve the principle of gradualism, they started with the premise of the "mass-first" concept in their own version of the N.O. mass (liberty/religious liberty); then, it went into the "institution-first" mindset (fraternity/collegiality); then into the "community-first" mentality (equality/ecumenism).  ด้วยการเกิดคล้ายปฏิวัติฝรั่งเศสที่พูดถึงสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การก้าวทีละขั้นสำเร็จ พวกเขาเริ่มรับรอง ความคิด “ มิสซา-แรก “ แล้วจึงก้าวไปสู่ความคิด “ สถาบัน-แรก “ ซึ่งเป็นความคิดเกี่ยวกับ เสรีภาพทางศาสนา ภราดรภาพและเสมอภาค ตลอดจนการประชุมปรึกษากันเพื่อให้ศาสนาและกลุ่มต่างๆมารวมกัน

Not being able to snuff-out the knowledge and existence of the Traditional Mass, that in 2012 the Catholic Family News had published an article explaining that there is a revised Traditional Missal planned toward a Hybrid Mass promoted from the then Pope Benedict XVI to sway the masses into their conciliar revolution.โดยที่ไม่สามารถละทิ้งความรู้และการมีอยู่ของมิสซาแบบดั้งเดิม ที่สำนักพิมพ์ Catholic Family News พิมพ์บทความอธิบายมิสซา Hybrid Mass  ที่ส่งเสริมโดยอดีตพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหก โยนเข้าในการปฏิวัติในการประชุมแบบของพวกเขา
"...The key points of alteration:  จุดที่เป็นกุญแจของการเปลี่ยนแปลง คือ

• Allowance of the usage of new prefaces for all feasts, which correspond to the Novus Ordo prefaces; อนุญาตให้ใช้บทภาวนาใหม่สำหรับฉลองทุกครั้ง ซึ่งตอบรับกับบทภาวนาNovus Ordo

• General allowance of the Traditional Mass to be celebrated "versus populum" [Mass facing the people];อนุญาตทั่วไปให้ถวายมิสซาดั้งเดิม หันหน้าหาประชาชน

• Permission to say the 'Liturgy of the Word' [the Mass up to and including the Creed] in the language of the people [which facilitates the use of the Cramner table]. อนุญาตให้ปฏิบัติ “ พิธีการพระวาจา “ จนถึงบท  Credo ในภาษาท้องถิ่น โดยใช้โต๊ะพิธีแบบ Cramner

We already saw one of these proposals last year. The Pontifical Commission of Ecclesia Dei stated in a formal instruction of April 30, 2011: “New saints and certain of the new prefaces can and ought to be inserted into the 1962 Missal, according to provisions which will be indicated subsequently.”[2] เราเห็นหนึ่งในข้อเสนอเหล่านี้เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการสันตะสำนักของ Ecclesia Dei ยืนยันเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2011  ให้สอดบทภาวนาสำหรับนักบุญใหม่เข้าไว้ในหนังสือมิสซาปี 1962  ตามเงื่อนไขที่จะกำหนดต่อไป

We appear to be entering a 1965-styled “transitional Mass” all over again; the principle of gradualism is at work once more. Yet no well-informed Catholic should find this surprising.ปรากฎว่าเรากำลังข้าสู่ “มิสซาที่พร้อมจะเปลี่ยนไป “ แบบปี 1965 อีก  หลักการเดินหน้าทีละขั้นทำงานอีกครั้งหนึ่ง

The proposed changes in liturgy go hand-in-glove with Pope Benedict’s “reform of the reform” as explained by Cardinal Koch, president of the Pontifical Council for Promoting Christian Unity. Catholic News Service reported on May 14, 2011:
การเปลี่ยนแปลงในพิธีกรรมที่เสนอมาดำเนินไปอย่างลับๆ ด้วย” การฟื้นฟูแห่งการฟิ้นฟู “ของสันตะปาปาเบเนดิกต์  ตามที่ได้รับการอธิบายโดยพระคาร์ดินัล Koch ประธานคณะกรรมการสันตะสำนักเพื่อส่งเสรมเอกภาพคริสตชน  สำนักข่าว Catholic News Service รายงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2011 ว่า :


“Pope Benedict XVI's easing of restrictions on use of the 1962 Roman Missal, known as the Tridentine rite, is just the first step in a ‘reform of the reform’ in liturgy", the Vatican's top ecumenist said. “ การผ่อนปรนข้อบังคับเกี่ยวกับการให้ใช้คู่มือมิสซาโรมันปี 1962 ที่ทราบกันว่าคือพิธีกรรมแบบ Tridentine ของโป๊บเบเนดิกต์นั้น  เป็นเพียงก้าวแรกใน “ การฟื้นฟูแห่งการฟื้นฟู” ในพิธีกรรม” ผู้เชี่ยวชาญทางพิธีกรรมชั้นยอดของวาติกันกล่าว.

“The pope's long-term aim is not simply to allow the old and new rites to coexist, but to move toward a ‘common rite’ that is shaped by the mutual enrichment of the two Mass forms...”[3] “ เป้าประสงค์ระยะยาวของโป๊บมิใช่เพียงอนุญาตให้จารีตพิธีกรรมแบบเก่าและแบบใหม่อยู่คู่กัน  แต่จะเคลื่อนไหวไปสู่ “ จารีตพิธีปกติ “ ที่ก่อตัวขึ้น โดยนำความสมบูรณ์ต่อกันและกันของรูปแบบสองมิสซามารวมกัน... “

www.cfnews.org/page10/page59/hybridtridentinemass.html

Click to expand...

In regards to the SSPX in their updating and branding, we have seen the same signs that befell the others. ในการพิจารณา SSPX ในการปรับเวลาและชนิด  เราได้เห็นเครื่องหมายเดียวกันที่ตกลงสู่แบบอื่น

Here are a few points of fact:  นี่คือจุดสำคัญสองสามอย่างของที่เป็นจริง

o   Archbishop Lefebvre has historically manifested throughout his life the Doctrines of the Faith-first foundation; many Catholics and priests had then sought their own goals to leave him and support the mass-first concept which began the birth of the indult and Ecclesia Dei; we now see the grievances and zoo-cage they are fitted into.  พระอัครสังฆราชเลอแฟ๊ร์ว์ได้แสดงทางประวัติศาสตร์ตลอดชีวิตของท่านซึ่งข้อคำสอนแห่งความเชื่อ –รากฐานแรก ; คาทอลิกและพระสงฆ์จำนวนมากต่อมาได้เสาะหาเป้าประสงค์ของพวกเขาเองที่จะทิ้งเขาไป และไปสนับสนุนความคิด “ มิสซา-แรก “ ซึ่งเริ่มการก่อเกิดการผ่อนผันและ Ecclesia Dei ปัจจุบันนี้เราเห็นข้อทุกข์ใจและกรงละครสัตว์ที่พวกเขาเหมาะที่จะเข้าไปอยู่

o   After the death of Archbishop Lefebvre, that in 1994 with the beginning of GREC, Bishop Fellay subtlety moved the sspx toward the conciliar church. หลังความตายของอัครสังฆราชเลอแฟร๊วฟ์  นั่นเป็นในปี 1994 ด้วยการเริ่มของ GREC  พระสังฆราชเฟลเล เป็นนัยได้เคลื่อนย้าย SSPX ไปสู่ศาสนจักรที่สามารถประชุมปรึกษาหารือกัน
 
หน้า: [1] 2 3 ... 120