แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 112
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / วันอังคารที่ 29 กันยายน 2015 ฉลองอัครเทวดามีคาเอล คาเบรียล และราฟาเอล เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:35:15 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         วันอังคารที่ 29 กันยายน 2015 ฉลองอัครเทวดามีคาเอล คาเบรียล และราฟาเอล

เปิดเว็บ13/05/2014
อัพเดทล่าสุด28/09/2016

                                                พระองค์จะทรงทำให้ความมืดมิดแห่งความทุกข์ลำบากหมดไป
แต่จะทรงประทานความแข็งแกร่งและสันติสุขมาทดแทนให้....
แก่บรรดาคนเหล่านั้นที่เชื่อและไว้วางใจในการนำของพระองค์

ฮืม? บทอ่านประจำวันอังคารที่ 29 กันยายน 2015
ฉลองอัครเทวดามีคาเอล คาเบรียล และราฟาเอล
https://www.youtube.com/watch?v=cRolpjMwBS4

      วันอังคารที่ 29 กันยายน 2015
ฉลองอัครเทวดามีคาเอล คาเบรียล และราฟาเอล
อ่าน วว 12:7-12
 ยน 1:47-51

เมื่อนาธานาเอล ยอมปรับความคิดอคติ ในชีวิตของตน
เข้ามาสนทนากับพระเยซูเจ้า
 ทำให้ท่านสามารถพบความจริง
ซึ่งพระเยซูเจ้า พูดถึงคนนี้ว่า. “ไม่มีมารยา”

วิวรณ์ กล่าวถึง ปีศาจ ซาตาน ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นฑูตสวรรค์
แต่เมื่อพวกเขาหันหลังให้กับพระเจ้า ด้วยความเย่อหยิ่ง
คิดอยากเป็นใหญ่ ถึงขั้นต่อสู่กับพระเจ้า แต่ที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้

ในอดีต “เทวดา”.. เป็นผู้ที่พระเจ้าสร้างให้มีจิตที่บริสุทธิ์
ทั้งยังได้มอบพระพรแห่งความสวยงาม
ศักดิ์สิทธิ์ เปี่ยมด้วยปรีชาญาณ
แต่...ด้วยการหลงผิดคิดถึงอำนาจของตน
จนคิดกบฎต่อสู้กับพระเจ้า
ความพ่ายแพ้..ทำให้เทวดากลุ่มนี้
กลับกลายเป็น “ปีศาจ ซาตาน”...
แต่ก็มีเทวดาจำนวนมาก ที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า

ความจงรักภักดี ต่อพระเจ้าของ อัครเทวดามีคาเอล
พร้อมกับชื่อที่แปลว่า “ใครจะเสมอเท่าพระเจ้า”
ทำให้ท่านได้รับการเคารพในฐานะผู้ปกป้องคุ้มครอง พระศาสนจักร

ด้วยชื่อ คาเบรียล ที่แปลว่า “พละกำลังของพระเจ้า
ทำให้ท่านได้รับเกียรติในฐานะผู้แจ้งข่าวสาร

อัครเทวดาราฟาเอล ผู้เป็นเพื่อนร่วมทาง
ปกป้องโทบียาห์ตลอดการเดินทาง
ด้วยชื่อที่หมายถึง “ผู้ที่พระเป็นเจ้าทรงรักษา”..
ทำให้ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ของผู้เดินทาง
รวมถึงหนุ่มสาว ผู้กำลังเลือกทางชีวิต

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)


วันอังคาร สัปดาห์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา
ฉลองอัครทูตสวรรค์มีคาเอล คาเบรียล และราฟาเอล

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะเห็นท้องฟ้าเปิด และจะเห็นบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นลงรับใช้บุตรแห่งมนุษย์” ( ยน 1:47-51 )

พี่น้องที่รัก วันนี้เราฉลองอัครเทวดาทั้งสามของพระเจ้า หรือที่ภาษาใหม่เราเรียกว่า “อัครทูต” ซึ่งก็เรื่องเดียวกันแหละครับ อัครเทวดาทั้งสาม คือ มีคาแอล คาเบรียล และ ราฟาแอล... พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ เปิดฉากด้วยหนังสือวิวรณ์ (วว 12:7-12) วิวรณ์ที่เป็นหนังสือแห่งความหวัง แม้ว่าหลายคนที่อ่านจะมองเป็นเรื่องของการทำลาย ความพินาศ ความน่ากลัว แต่ทว่า แท้จริงแล้ว วิวรณ์เป็นหนังสือแห่งความหวัง เป็นหนังสือที่ให้กำลังใจคนดี ให้กำลังใจลูกของพระที่แม้ว่าต้องประสบกับความทุกข์ยาก แต่ที่สุด เขาจะชนะโดยพลังของพระเจ้านั่นเอง

หนังสือวิวรณ์ที่เราอ่านวันนี้เปิดฉากที่คำว่า “สงครามเกิดขึ้นในสวรรค์ มีคาเอลกับเหล่าทูตสวรรค์ของเขาต่อสู้กับมังกร” พี่น้องครับ พระวาจาของพระเจ้าเป็นความจริงและเป็นปัจจุบันเสมอในชีวิตของพระศาสนจักร พระศาสนจักรที่กำลังถูกเบียนเบียนที่นักบุญยอห์นเขียนให้วิวรณ์หมายถึงสิ่งนั้น ไม่ต่างอะไรเลยกับชีวิตของพระศาสนจักรในวันนี้ด้วย ที่เราแต่ละคนก็กำลังถูกเบียดเบียนด้วยกระแสของโลก แต่สิ่งที่น่าอุ่นใจคือ เราชนะ อัครเทวดามีคาแอล แม่ทัพของเราชนะ ชื่อของท่านแปลว่า ใครจะเสมอเท่าพระเจ้า ความเลวร้ายถูกทำลายไปในที่สุด และที่สุดแล้ว ต้องไม่มีอะไรเสมอเท่าพระองค์ได้

พี่น้องที่รัก เมื่อเรากลับไปที่พระวรสารวันนี้ ( ยน 1:47-51 ) “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะเห็นท้องฟ้าเปิด และจะเห็นบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นลงรับใช้บุตรแห่งมนุษย์” พระวาจานี้ ผมคิดว่าอบอุ่นที่สุดแล้วในการไตร่ตรองพระวาจาวันนี้ หากเราจะมองและพิจารณาดูว่า พระเจ้าทรงรักและเมตตาเราอย่างไร “บุตรแห่งมนุษย์” คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงรับสภาพมนุษย์ ได้รับการถวายเกียรติ ดูแล อารักขาจากบรรดาเทวดาของพระเจ้า พี่น้องที่รัก คงไม่ยากเกินไป ที่ผมจะนำให้พี่น้องพิจารณาถึงชีวิตและความสำคัญของมนุษย์ สิ่งสร้างที่พระเจ้าทรงสร้างมาอย่างพิเศษสุด ทรงประทานชีวิตของพระองค์ในชีวิตของมนุษย์ ซึ่งเราคงมองล่วงหน้าได้ และคงเราเห็นได้ชัดเจนในวันนี้ได้ด้วยว่า พระองค์ทรงสร้างมนุษย์มาอย่างสง่างาม ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่น นอกจาก “ทรงสร้างโดยพระองค์ และ เพื่อพระองค์” นั่นหมายความว่า เมื่อพระคริสตเจ้า พระบุตรแต่พระองค์เดียวของพระเจ้าจะทรงเสด็จมา พระองค์ทรงรับสภาพเป็นมนุษย์ โดยมีทูตสวรรค์ของพระเจ้าดูแลพระองค์ตั้งแต่ทรงบังเกิด ทรงรับภาวนา ทรงรับทรมาน สิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนพระชนมชีพ พระองค์มีทูตสวรรค์ของพระเจ้าอยู่เคียงข้างด้วยเสมอ พี่น้องที่รัก ภาพที่น่ารักและอบอุ่นที่สุด คือ ชีวิตคริสตชน ที่เรารับชีวิตของพระคริสตเจ้าเข้ามาสู่ชีวิตของเรานั้น ทำไมจะไม่ได้รับการคุ้มครองดูแลจากทูตสวรรค์ของพระเจ้าเล่า และสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือ เพียงเพราะมนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็พิทักษ์รักษาเราแล้ว ไม่มีใครในสวรรค์หรือบนแผ่นดินเลยที่ได้ชื่อว่าบุตรของพระเจ้า นอกจากมนุษย์ ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยว่า เราแต่ละคนเป็นลูกของพระเจ้า และพระองค์ทรงประทานทูตสวรรค์ของพระองค์ปกปักรักษาและคุ้มครองเรา

ภาพของอัครเทวดาคาเบรียล ที่ประจักษ์มาเพื่อแจ้งสาส์นแห่งการรับสภาพมนุษย์ของพระเจ้านั้น ภาพของทูตสวรรค์ที่คุกเข่าลงต่อหน้าพระนางมารีย์ บางทีเราน่าจะไตร่ตรองภาพนี้ดีๆ ทำไมทูตสวรรค์ของสวรรค์คุกเข่าลงต่อหน้าสตรีคนหนึ่ง ที่สำหรับชาวยิวแล้ว แทบไม่มีความสำคัญอะไรเลย... คงเป็นเหตุผลอื่นไปไม่ได้ นอกจากเพราะชีวิตพระเจ้าในชีวิตของแม่พระ ที่แม้แต่ทูตสวรรค์ก็เคารพรัก และปกป้องดูแลพระแม่

ภาพของอัครเทวดาราฟาแอล ในหนังสือโทบิต ที่พระเจ้าทรงส่งมาคุ้มครองพิทักษ์รักษาครอบครัวของคนดีๆ เช่นโทบิต นี่คือภาพของผู้ที่มีชีวิตพระอยู่ในชีวิตของตนทั้งสิ้น ชีวิตของคนๆ หนึ่งที่ศรัทธาในพระเจ้า รักแบะเมตตาต่อเพื่อนพี่น้องเสมอ ภาพของคนดีๆ ที่แม้ว่าจะได้รับความยากลำบากในโลก แต่พระพรของพระเจ้าทรงปกป้องคุ้มกันพวกเขา ที่สุดพระเจ้าทรงรักษาโรคภัยทุกอย่าง นำให้เขาพ้นจากความเลวร้ายทั้งสิ้น จะเป็นเพราะเหตุผลใดได้ หากไม่ใช่ เพราะเขาเป็นลูกของพระเจ้า หากไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนของพระองค์ หากไม่ใช่เพราะชีวิตของเขาเป็นพระวิหาร เป็นที่ประทับแห่งพระบุตรสุดที่รักของพระเจ้า

พี่น้องที่รัก แต่จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร เราคงต้องกลับไปพิจารณาบุคลิกภาพของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงน่ารัก ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและความอ่อนโยนเพียงใด และแม้พระองค์จะถูกเบียดเบียน ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็พิทักษ์รักษาพระองค์ไว้เสมอ พี่น้องที่รัก นี่คือความบรรเทาใจที่แสนอบอุ่น... เพราะเราเป็นลูกพระ และเพราะชีวิตพระในชีวิตของเรา ที่เราต้องแสดงให้ประจักษ์ เพราะเราเป็นลูกพระเจ้า เพราะเราเป็นพระวิหารของพระองค์เท่านั้น พระเจ้าก็ทรงพิทักษ์รักษาเรา โดยทูตสวรรค์ของพระองค์

ขอให้พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ ทำให้เราระลึกถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของเรา ว่าเราเป็นใคร เราเป็นลูกของพระเจ้า เรามีทูตสวรรค์ของพระเจ้าปกปักรักษาเรา อยู่ใกล้ชิดและเป็นกำลังใจให้กับเรา เราประพฤติตนเช่นใด... สมกับที่พระเจ้าทรงรักเราหรือไม่ ให้เราขอบคุณพระองค์ สำหรับความรักของพระเจ้าดุจดังบิดาที่ทรงประทานให้เราเป็นลูกของพระองค์ ขอพระองค์ทรงรักษาให้รอดพ้นอันตรายทั้งมวลทั้งกายและจิตวิญญาณ อาศัยการอารักขาของทูตสวรรค์ของพระองค์ จำไว้นะครับว่า ไม่มีใครเลยที่พระเจ้าทรงเรียกว่า “บุตร” นอกจากมนุษย์ อย่าลืมศักดิ์ศรีของเราทูตสวรรค์เฝ้าเทิดทูนนะครับ เราต้องเป็นคนดี เป็นลูกที่ดีของพระ เป็นคนดีของสังคมนะครับ ภาวนาขอให้เทวดาของเราปกป้องเรา คุ้มครองเราเสมอครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)


วันอังคารที่ 29 กันยายน 15 ฉลองอัครเทวดา มีคาแอล ราฟาแอล และกาเบรียล เทวดาคือผู้นำข่าวจากพระเป็นเจ้า ที่ปรากฏตัวบ่อยครั้งในพระคัมภีร์ แต่เฉพาะอัครเทวดามีคาแอล ราฟาแอลและกาเบรียลเท่านั้นได้รับการเอ่ยชื่อ อัครเทวดามีคาแอล ปรากฏในภาพนิมิตของดาเนียล ในฐานะเป็น “เจ้าชายที่ยิ่งใหญ่” ที่ได้ช่วยปราบศัตรูของประชากรอิสราเอล อัครเทวดากาเบรียล ได้ปรากฏขึ้น เมื่อได้นำข่าวการประสูติของพระแมสสิยาห์ มาแจ้งแก่พระนางมารีอา และพระนางได้ตอบรับด้วยความยินดี

 กิจการของอัครเทวดาราฟาแอล ได้ปรากฏในเรื่องราวของโทบิต โดยได้นำโทบีอาห์ บุตรชายของโทบิตเดินทางไปทวงหนี้ของญาติ แต่เดิมวันฉลองของท่านทั้งสามไม่ใช่วันเดียวกัน จนกระทั้งมีการปรับปรุงพิธีกรรมในปี 1970 และได้นำวันฉลองมารวมกับวันฉลองของอัครเทวดามีคาแอล คือ วันที่ 29 กันยายน

บทบาทในการเป็นผู้นำข่าวของพระเป็นเจ้าของท่านทั้งสามแตกต่างกันคือ:1.มีคาแอลเป็นผู้ปกป้อง 2.กาเบรียลเป็นผู้แจ้งสาร 3.ราฟาแอลเป็นผู้นำทาง..”ข้าแต่พระบิดาเจ้าสวรรค์ โดยอาศัยพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระองค์ พระองค์ได้เปิดประตูสวรรค์ เพื่อต้อนรับพวกลูกทุกคน โปรดเผยแสดงตัวของพระองค์ต่อลูก เพื่อจะได้ยอมรับการประทับอยู่ของพระองค์ในตัวลูก และพระอาณุภาพของพระราชัยสวรรค์ ที่ทำงานในตัวลุกขอให้ลูกพบแต่ความชื่นชมยินดีในการประทับอยู่ของพระองค์ และไม่ลืมพระราชัยของพระองค์”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)
 

   
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / แม้ว” แห้ว! ศาลปกครองยกฟ้องคดีพาสปอร์ต แถมชี้คำสัมภาษณ์เจ้าตัวผิด ม.112 เมื่อ: กันยายน 27, 2016, 05:54:59 PM
 ยิ้ม  เจ๋ง ฮืม
                                                                          แม้ว” แห้ว! ศาลปกครองยกฟ้องคดีพาสปอร์ต แถมชี้คำสัมภาษณ์เจ้าตัวผิด ม.112


โดย MGR Online   
27 กันยายน 2559 14:11 น. (แก้ไขล่าสุด 27 กันยายน 2559 14:42 น.)

        “ศาลปกครอง” พิพากษายกฟ้องคดี “ทักษิณ” ฟ้องอธิบดีกรมการกงสุล กรณียกเลิกพาสปอร์ต ระบุคำสั่งยกเลิกเป็นไปตามระเบียบ ไม่ขัดเรื่องสิทธิฯ ปฏิญญาสากล ไม่เลือกปฏิบัติ ชี้คำสัมภาษณ์เจ้าตัว เข้าข่ายผิด ม.112 ชัด ด้านทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์ รับนายใหญ่สั่งทำให้เต็มที่
       
        วันนี้ (27 ก.ย.) ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมการกงสุล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงต่างประเทศที่ยกเลิกหนังสือเดินทางรวมสองฉบับ คือ หนังสือเดินทางเลขที่ U 957411 และเลขที่ Z 530117 โดยศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติรับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการเดินทางทั้งในราชอาณาจักรและการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของบุคคลไว้ สอดคล้องกับข้อ 13(2) ข้อ 29 (2) และข้อ 30 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 12 (2) และ (3) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง แต่โดยที่หนังสือเดินทางเป็นเอกสารของรัฐที่รัฐออกให้แก่พลเมืองของตนในการเดินทางไปต่างประเทศตามกฎหมายระหว่างประเทศ เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวที่ผู้เดินทางใช้ยืนยันตัวบุคคลและสัญชาติของตนเพื่อประโยชน์ในการขอรับความช่วยเหลือหรือคุ้มครอง ดังนั้น แม้จะมิได้มีกฎหมายเฉพาะให้อำนาจรัฐหรือเจ้าหน้าที่ ในการออกหรือไม่ออกหรือยกเลิกหนังสือเดินทางของบุคคลสัญชาติไทย แต่การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐในการดำเนินกิจการทางปกครองประการหนึ่ง ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 รัฐจึงจำเป็นต้องใช้อำนาจเพียงเท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้
       
        ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 และพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ประกอบกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้กำหนดให้กรมการกงสลกรมการกงสุลมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับหนังสือเดินทางและเอกสารการเดินทางให้แก่คนสัญชาติไทย ซึ่งย่อมหมายความถึงอำนาจที่จะออกหรือไม่ออกหนังสือเดินทางหรือยกเลิกหนังสือเดินทางที่ออกให้แก่คนสัญชาติไทยการใช้อำนาจรัฐ
       
        ในกรณีนี้จึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ประกอบกับเสรีภาพในการเดินทางตามที่รัฐธรรมนูญ 50 บัญญัติรับรองไว้เป็นเสรีภาพที่มีเงื่อนไข มิใช่เสรีภาพโดยสัมบูรณ์ดังเช่นเสรีภาพของพลเมืองไทยที่จะไม่ถูกเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร และเสรีภาพของพลเมืองไทยที่จะเข้ามาในราชอาณาจักร การจำกัดเสรีภาพโดยการยกเลิกหนังสือเดินทางจึงสามารถกระทำได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อย
       
        เมื่อพิจารณา ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 ซึ่งกำหนดขั้นตอนและวิธีการในการขอหนังสือเดินทางและเอกสารการเดินทาง การปฏิเสธหรือยับยั้ง หรือยกเลิกหรือยึดหนังสือเดินทางสำหรับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย ข้อ 21 ระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถปฏิเสธหรือยับยั้งการขอ หรือแก้ไขหนังสือเดินทางในกรณีดังต่อไปนี้ (4) เมื่อผู้ร้องกระทำผิดกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติราชการ ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือปิดบังความจริงอันเป็นสาระสำคัญ หรือแสดงเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จในการขอหนังสือเดินทาง หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะเดินทางไปต่างประเทศ หรือหากเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจะเป็นภัยต่อสวัสดิภาพของผู้เดินทางเองหรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงปลอดภัย หรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย ข้อ 23 กำหนดว่า พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกและเรียกคืนหนังสือเดินทางได้ เมื่อปรากฏภายหลังว่า (2) ผู้ถือหนังสือเดินทางเป็นบุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจออกหนังสือเดินทางให้ตามข้อ 21 (4) ข้อกำหนดดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักเกณฑ์เงื่อนไขบางประการที่กำหนดให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถปฏิเสธหรือยับยั้งหรือยกเลิกหนังสือเดินทางได้ หากปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ระเบียบกำหนดไว้ ซึ่งเป็นการกำหนดเพียงเท่าที่จำเป็นเฉพาะบุคคลที่เข้าเงื่อนไขและข้อยกเว้นในเรื่องหนังสือเดินทางเท่านั้น และไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลในการเดินทางโดยเด็ดขาดแต่อย่างใด ระเบียบดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการเดินทางและกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางตามที่รัฐธรรมนูญ50มาตรา 29 และมาตรา 34 บัญญัติรับรองไว้ รวมทั้งไม่ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
       
        กรณีนี้นายทักษิณอ้างว่า อธิบดีกรมการกงสุล ออกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางสองฉบับไม่ถูกต้องตรงตามกฎหมายบัญญัตินั้น เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสำนักงาน The Chosun Ilbo ณ สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2558 ของนายทักษิณ เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเหตุการณ์รัฐประหารในไทยวันที่ 22 พ.ค. 2557 และเหตุการณ์ทางการเมืองอื่น ต่อมาถูกนำมาเผยแพร่ในเว็ปไซต์ยูทูบคลิปวิดีโอชื่อ “คลิปทักษิณให้สัมภาษณ์ทิ้งบอมบ์เบื้องหลังยึดอำนาจ อัดสุเทพ บิ๊กทหาร องคมนตรี” และเว็ปไซต์เฟซบุ๊ค โดยบัญชีผู้ใช้งานชื่อ “หยุดดัดจริตประเทศไทย” มีเนื้อหาบางส่วนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย ประกอบกับอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา จึงมีบันทึกรายงานการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าวเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีรับทราบ จากนั้นสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงมีหนังสือแจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ ซึ่งอธิบดีกรมการกงสุลพิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุตามกฎหมายที่จะยกเลิกหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับของผู้ฟ้องคดีได้ จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2558 ยกเลิกการดำเนินการดังกล่าวของอธิบดีกรมการกงสุล จึงถูกต้องตามกฎหมายบัญญัติแล้ว
       
        ส่วนที่อ้างว่าอธิบดีกรมการกงสุล ออกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญของการกระทำนั้น นั้น ศาลเห็นว่า คำสั่งอธิบดีกรมการกงสุลที่ยกเลิกหนังสือเดินทางเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 พ.ร.บ.วิธีวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 มิได้มีบทบัญญัติบังคับให้อธิบดีกรมการกงสุล ต้องให้โอกาสผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนจะออกคำสั่ง แต่กรณีนี้สภาพข้อเท็จจริงของเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถแจ้งหรือไม่สมควรแจ้งให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงหรือมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อน เข้าข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่บัญญัติว่า การไม่ออกหนังสือเดินทางสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศไม่จำต้องปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งหมายความรวมถึงการปฏิเสธ การยับยั้งคำขอหนังสือเดินทางและการยกเลิกหนังสือเดินทางด้วย นอกจากนี้ ยังเข้ากรณีตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) และวรรคสาม พ.ร.บ.เดียวกัน ที่บัญญัติว่า หากเป็นกรณีที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งถือเป็นประโยชน์สาธารณะแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองไม่จำต้องให้คู่กรณีมีโอกาสทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนเช่นกัน จึงไม่อาจถือได้ว่า อธิบดีกรมการกงสุลออกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับของนายทักษิณ ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญของการกระทำนั้นตามที่อ้าง
       
        สำหรับที่อ้างว่าอธิบดีกรมการกงสุลใช้ดุลพินิจออกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมนั้น ศาลเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณมีเนื้อหาบางส่วนพาดพิงบุคคลตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศไทยได้ โดยนายทักษิณเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยย่อมเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไป และคาดหมายได้ว่าจะถูกนำไปเผยแพร่หรือส่งต่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แพร่หลายไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย กรณีจึงเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 326 มาตรา 328 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14 (3) และ (5) ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อย แม้ว่ากรณีดังกล่าวจะยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตาม ดังนั้น การที่อธิบดีกรมการกงสุลใช้ดุลพินิจพิจารณายกเลิกหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับของนายทักษิณ เนื่องจากเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของนายทักษิณเข้าข่ายผิดกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงปลอดภัย หรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย เข้าเงื่อนไขหลักเกณฑ์การยกเลิกหนังสือเดินทางตามข้อ 23 (2) ประกอบกับข้อ 21 (4) ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 จึงถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฎว่าการใช้ดุลพินิจยกเลิกหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับของนายทักษิณ แตกต่างจากบุคคลอื่นในลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อนายทักษิณ
       
        ด้านนายวัฒนา เตียงกูล ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ กล่าวว่า ว่าจะแจ้งผลคำพิพากษาให้นายทักษิณทราบ ซึ่งเห็นว่ายังมีบางประเด็นที่น่าจะหยิบยกมาต่อสู้ และขออุทธรณ์ในศาลปกครองสูงสุดได้ ที่ผ่านมานายทักษิณก็ระบุเพียงว่าให้ทีมทนายทำให้เต็มที่ ดังนั้นคงจะใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันต่อไป

          Credit  :  ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บฟรังซิสอธิบายทำไมพระองค์จะไม่ขาย ‘ ขุมทรัพย์ ‘ ของพระศาสนจักร เมื่อ: กันยายน 25, 2016, 04:42:46 PM
 ยิ้ม เจ๋ง  ฮืม
                                                                             โป๊บฟรังซิสอธิบายทำไมพระองค์จะไม่ขาย ‘ ขุมทรัพย์ ‘ ของพระศาสนจักร
                                                                           Pope Francis explains why he won't sell the Church's 'treasures'

                                       http://www.catholicnewsagency.com/news/pope-francis-explains-why-he-wont-sell-the-churchs-treasures-14546/

                                       

      Pope Francis waves to the general audience on April 1, 2015 in St. Peter's Square. Credit: Bohumil Petrik/CNA. โป๊บฟรังซิสโบกมือทักทายผู้เข้าเฝ้าทั่วไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2015 ที่จตุรัสเซนต์ปีเตอBohumilPetrik/CNA.
 
Vatican City, Nov 6, 2015 / 09:38 am (CNA/EWTN News).- In a new interview ranging from fame to finances to his childhood dreams, Pope Francis explained that despite his strong concern for the poor, he will not sell the “riches of the Church.”   Asked whether he has ever felt pressure to sell “the treasures of the Church,” the Pope responded, “This is an easy question. They are not the treasures of the Church, (but) the treasures of humanity.”“For example, if tomorrow I say that Michelangelo's Pieta is going to be auctioned, it can't be done, because it's not the property of the Church. It's inside a Church, but it belongs to humanity,” he said, explaining that this is true “for all the treasures of the Church.

นครวาติกัน 6 พ.ย. 2015 (CAN/EWTN News)  ในการสัมภาษณ์ครั้งใหม่ไล่จากเรื่องปัญหาการเงินจนถึงความฝันสมัยเป็นเด็กของพระองค์  โป๊บฟรังซิสได้อธิบายว่า แม้จะมีใจจดจ่อแรงกล้าสำหรับคนจน  พระองค์จะไม่ขาย “ ความร่ำรวยของพระศาสนจักร “  เมื่อถูกถามว่าพระองค์ถูกบีบคั้นให้ขาย “ มหาสมบัติของพระศาสนจักร  หรือ “ โป๊บตอบว่า “ นี่เป็นคำถามง่ายไปหน่อย  สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่มหาสมบัติของพระศาสนจักร (แต่) เป็นมหาสมบัติของมนุษยชาติ “ “ ตัวอย่างนะ  ถ้าพรุ่งนี้พ่อกล่าวว่ารูปปั้นปีเอตาของไมเกิลอันเจโล กำลังจะถูกนำไปประมูลขาย  มันไม่สามารถทำได้  เพราะว่ามันไม่ใช่สมบัติของพระศาสนจักร  มันอยู่ในวิหาร  แต่ก็เป็นของมนุษยชาติ “ พระองค์ตรัส  โดยอธิบายว่านี้เป็นความจริง “ สำหรับมหาสมบัติทั้งหมดของพระศาสนจักร “

The Pope’s comments came in an interview with a Dutch newspaper “Straatnieuws.” The paper’s most unique quality: it is published by the homeless of the Dutch city Utrecht. The interview was conducted Oct. 27 at the Pope’s Vatican residence and published Nov. 6.         Questions were conducted by a homeless street newspaper vendor named Marc. Vatican journalist Stijn Fens and the former spokesman of the Dutch Bishops’ Conference, Jan-Willem Wits were also present for the interview, as well as the paper’s editor, Frank Dries.

การแสดงความคิดเห็นของโป๊บปรากฎในการสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Straatnieuws ของดัดช์   คุณภาพไม่มีเล่มใดเหมือนที่สุดของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้คือ พิมพ์โดยกลุ่มผู้ไร้บ้านแห่งนครัดัดช์  อูเตร็ชท์   การสัมภาษณ์จัดขึ้นวันที่ 27 ตุลาคม  ณ ที่พักในนครวาติกันของโป๊บ และนำมาพิมพ์วันที่ 6 พฤศจิกายน   คำถามนำมาจากผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ในท้องถนนที่ไร้บ้าน ชื่อว่า มาร์ค  Stijn Fens นักหนังสือพิมพ์วาติกันและ อดีตโฆษกของสภาพระสังฆราชดัดช์   Jan-Willem Wits ด้วยอยู่ในวงสัมภาษณ์  เช่นเดียวกับ Frank Dries บรรณาธิการหนังสือพิมพ์

Among the topics discussed by the Pope were the dangers of corruption, his childhood dream profession, the Vatican’s finances, and his personal commitment to fight poverty.  In his answers to some of the tough questions, Francis did not hesitate to wade into sensitive topics. One of them was whether or not he is worried that his frequent pleas for solidarity in defense of the poor are being politically exploited, as well as how the Church can talk about the issue in an influential way while staying outside the political spectrum.

ในบรรดาเนื้อหาที่ถกโดยโป๊บ ก็มีอันตรายของคอรัปชั่น  อาชีพที่ฝันอยากเป็นในวัยเด็ก  ระบบการเงินของวาติกัน  และภาระหน้าที่ส่วนตนของพระองค์ที่จะต่อสู้กับความยากจน   ในคำตอบของพระองค์ต่อคำถามแรงๆบางเรื่อง  โป๊บฟรังซิสไม่ลังเลที่จะตลุยเข้าในบทสนทนาที่อ่อนไหว  หนึ่งในเรื่องที่กล่าวคือใช่หรือไม่ที่พระองค์กังวลว่า คำแก้ตัวบ่อยๆของพระองค์สำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการปกป้องคนจนเป็นเรื่องที่หาผลประโยชน์ทางการเมือง  เช่นเดียวกับการที่พระศาสนจักรสามารถพูดคุยเรื่องหนทางที่ทรงอิทธิพลขณะที่ยืนอยู่ภายนอกเขตของการเมือง

The Pope underlined two temptations in this area, the first being hypocrisy.  “If a believer speaks about poverty or the homeless and leads the life of a pharaoh – this cannot be done,” he said. “The Church must speak the truth and also with witness: the witness of poverty.”    He also pointed to the dangers surrounding government agreements. While agreements with secular governments can be made, “they must be clear agreements, transparent agreements.”

พระสันตะปาปาขีดเส้นใต้สิ่งล่อใจสองอย่างในแหล่งเหล่านี้  สิ่งแรกคือการที่มือถือสากปากถือศีล  “ ถ้าผู้เชื่อคนหนึ่งพูดเรื่องความยากจนหรือผู้ไม่มีบ้านอยู่อาศัยแต่ดำเนินชีวิตแบบฟาราโอ – แบบนี้ทำไม่ได้ “ พระองค์ตรัส  “ พระศาสนจักรต้องพูดความจริงและแสดงประจักษ์พยาน  ประจักษ์พยานของความยากจน “   พระองค์ยังชี้ถึงอันตรายที่อยู่รอบข้อตกลงกับรัฐบาล ขณะที่ข้อตกลงกับรัฐบาลทางโลกสามารถทำได้ “ ข้อตกลงเหล่านั้นต้องเป็นข้อตกลงที่ชัดเจน เป็นข้อตกลงที่ใสสะอาด “

As an example, Francis pointed to the Vatican’s management of the Apostolic Palace. The Vatican is in charge of handling the finances, but “the accounts are all controlled, to avoid corruption, (because) there is always the temptation of corruption in public life – both political and religious.”  Discussing the perception that the Vatican is rich, the Holy Father acknowledged that if one makes a catalogue of all the goods of the Church, it might seem like “the Church is very rich.”

ยกตัวอย่าง  โป๊บฟรังซิสชี้ไปยังการจัดการของวาติกันเรื่องราชวังของสันตะปาปา  วาติกันมีหน้าที่จัดการเรื่องการเงิน  แต่ “ บัญชีเงินทั้งหมดถูกควบคุม เพื่อหลีกเลี่ยงการคอรัปชั่น (เพราะว่า) มีการล่อใจเสมอเรื่องคอรัปชั่นในชีวิตสาธารณะ – ทั้งทางการเมืองและทางศาสนา “  เมื่อถกกันว่าวาติกันรวย  พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ยอมรับรู้ว่า ถ้าคนหนึ่งทำแค๊ตตาล็อกสมบัติทั้งสิ้นของพระศาสนจักร  มันจะดูเหมือนคล้ายกับว่า  “ พระศาสนจักรนั้นรวยมาก “

However, many of the Church’s “riches” are actually treasures that belong to humanity, he explained. He added that while these items are for the enjoyment of all, there are some things that he does sell, such as many of the elaborate gifts he has received. Among them are motorcycles and cars that have either been given away or sold through an auction.     Proceeds of the sales then go to the Papal Almoner, Archbishop Konrad Krajewski, and are used for the needs of the poor.

อย่างไรก็ดี  จำนวนมากของ “ สิ่งร่ำรวย “ ของพระศาสนจักร ในปัจจุบันเป็นมหาสมบัติที่เป็นของมนุษยชาติ  พระองค์อธิบายเช่นนั้น   พระองค์เสริมว่า ขณะที่สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อความชื่นชมของทุกคน  ก็มีบางอย่างที่พระองค์ขาย  เช่นของขวัญจำนวนมากที่ประดิษฐ์อย่างปราณีตบรรจงที่พระองค์ได้รับ   ในสิ่งหลายอย่างเหล่านี้มีมอเตอร์ไซด์และรถยนต์ ที่บางทีมอบให้คนอื่นใช้หรือบางทีก็ขายโดยวิธีประมูลราคา  การดำเนินการขายเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แจกของสงเคราะห์สันตะสำนัก  พระอัครสังฆราช คอนราด กาเยาสกี้  และ(เงินที่ได้) ถูกใช้สำหรับความต้องการของคนยากจน

And while the Church does have a lot in real estate, he continued, the money is used “to maintain the structures of the Church and to maintain the many works the Church does in needy countries: hospitals, schools.”   As an example, the Pope explained that just the day before, he had asked that 50,000 euros be sent to the Democratic Republic of the Congo to build three schools, because “education is important for children.”

และ ขณะที่พระศาสนจักรมีอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก  พระองค์กล่าวต่อ เงินนั้นถูกใช้ “ เพื่อธำรงค์โครงสร้างของพระศาสนจักรและค้ำจุณงานต่างๆมากมายที่พระศาสนจักรทำในประเทศยากจน เช่นโรงพยาบาล โรงเรียน “  ในตัวอย่างที่พระองค์ยกมา พระสันตะปาปาอธิบายว่าเมื่อวานนี้ พระองค์ได้ขอเงิน 50,000 ยูโร ส่งให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพื่อสร้างโรงเรียนสามหลัง  เพราะว่า “ การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กๆ “

He also pointed to the 1929 Lateran Concordat that recognized the sovereignty of the Holy See. When the Italian government at the time offered the Church a large park in Rome, Pope Pius XI “said no.” Instead, Pius XI told them, “I want only half of a square kilometer to guarantee the independence of the Church,” Francis observed, explaining that “this principle still stands.”

พระองค์ยังชี้ให้ดูสนธิสัญญาลาเตราน ( 1929 Lateran Concordat ) ที่รับรู้อธิปไตยของสันตะสำนัก  เมื่อรัฐบาลอิตาลี  (สมัยประธานาธิบดีมุสโสลินี) สมัยนั้น  เสนอสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในกรุงโรมแก่พระศาสนจักร   พระสันตะปาปาปีโอ XI “ ตอบปฏิเสธ “  แทนที่จะรับข้อเสนอ พระสันตะปาปาปีโอที่ XI บอกพวกเขาว่า  “ พ่อต้องการเพียงตารางกิโลเมตรเดียวเพื่อค้ำประกันอิสระภาพของพระศาสนจักร “ โป๊บฟรังซิสตั้งข้อสังเกตุ  โดยอธิบายว่า “ หลักการนี้ยังคงยืนหยัดต่อไป “

When it comes to his personal commitment to the poor, Pope Francis said that while there are many inspirations driving it, a poignant example that has always stuck with him is a poor woman who used to help his mother with household chores as a child.   That woman was Italian, had two children of her own and came to his house three days a week to help his mother with laundry and other tasks.

เมื่อมาถึงข้อผูกมัดส่วนตัวของพระองค์กับคนจน  โป๊บฟรังซิสตรัสว่า ขณะที่มีสิ่งดลใจมากมายผลักดันเรื่องนี้  ตัวอย่างที่สาหัสหนึ่งที่ฝังแน่นกับพระองค์ก็คือสตรียากจนนางหนึ่งที่เคยช่วยเหลือมารดาของพระองค์เรื่องการดูแลบ้านช่องตอนที่พระองค์ยังเป็นเด็ก  ผู้หญิงคนนั้นเป็นชาวอิตาเลียน  มีลูกสองคนและมาที่บ้านท่านสัปดาห์ละสามวันเพื่อช่วยมารดาของท่านในภาระซักล้างและอื่นๆ

Francis recalled that the woman and her family were “very poor, but good people. And I always remembered that woman. Her poverty moved me.”Although his family was not rich, they always made it to the end of the month, the Pope said, while many times this woman “lacked the necessary things.”  He noted how after losing track of the woman, he found her again when he was archbishop of Buenos Aires, and she was 90. He remained close to her over the next three years, until her death at 93.

โป๊บฟรังซิสฟื้นความจำให้ฟังว่า ผู้หญิงคนนั้นและครอบครัวของเธอ “ จนมาก แต่เป็นคนดี  และพ่อยังจำผู้หญิงคนนั้นได้เสมอ ความยากจนของเธอทำให้พ่อรู้สึกสงสาร “  แม้ครอบครัวของพระองค์ไม่ร่ำรวย  พวกเขายังมาช่วยงานจนสิ้นเดือนทุกเดือน พระสันตะปาปาตรัส  ขณะที่หลายครั้งผู้หญิงคนนี้ “ ขาดสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต “  พระองค์ตั้งข้อสังเกตุว่าท่านไม่สามารถตามร่องรอยของเธอคนนี้ได้  มาพบเธออีกครั้งก็เมื่อได้ตำแหน่งพระอัครสังฆราชแห่งบัวโนส ไอยเรส  และเธออายุ 90 ปี   พระองค์ยังคงใกล้ชิดกับเธออีกสามปีต่อมา กระทั่งเธอเสียชีวิตตอนอายุ 93

One of the most precious mementos he has of the woman is a medal of the Sacred Heart of Jesus, which she gave him before her death. In fact, the medal meant so much to Francis that he still carries it with him daily.   After taking the worn-down medal out of his pocket to show his interviewers, the Pope said that it does him “a lot of good,” and that he thinks of the woman every day “and how much she suffered because of poverty. And I think about all the others who have suffered. I carry it and I pray.”

สิ่งหนึ่งที่มีค่ามากที่สุดที่พระองค์มีไว้ระลึกถึงผู้หญิงคนนั้นคือ เหรียญห้อยคอรูปพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งเธอให้พระองค์ไว้ก่อนจะตาย  ที่จริง  เหรียญนี้มีความหมายมากแก่โป๊บฟรังซิสจนว่าพระองค์จะนำไปกับพระองค์ทุกวัน  หลังจากนำเหรียญกระร่องกระแร่งออกจากกระเป๋ามาโชว์บรรดาคนที่สัมภาษณ์พระองค์  โป๊บกล่าวว่า มันทำให้พระองค์ “ดีมาก “ และพระองค์คิดถึงผู้หญิงคนนั้นทุกวัน “ และคิดว่าเธอทนทรมานสักเท่าใดเพราะความยากจน  และพ่อคิดเรื่องของคนอื่นที่ทนทรมานด้วย  พ่อนำติดตัวและสวดภาวนาเพื่อคนจนเสมอ “

While he would like to see a world in which poverty doesn’t exist, Francis lamented that sin is always a reality that will get in the way .  Human greed in particular “is always there, the lack of solidarity, the egoism that creates poverty,” he said. “Because of this it seems a little difficult (to have) a world without poor people.” Pope Francis recognized that after making so many tireless appeals on behalf of the poor and refugees, some people might be getting tired of hearing it.However, he also observed that when it comes to talking about a subject “that isn't nice,” the temptation arises to say “enough.”

ขณะที่พระองค์ประสงค์จะเห็นโลกที่ไม่มีความยากจน  โป๊บฟรังซิสคร่ำครวญว่า บาปนั่นเองคือความจริงที่ขวางทาง  ความละโมบของมนุษย์เป็นต้น “ อยู่ที่นั่นเสมอ  การขาดความเมตตากรุณา  ความเห็นแก่ตัวที่ก่อให้เกิดความยากจน “พระองค์ตรัส  “ เพราะสิ่งนี้นี่เองมันดูจะยากเล็กน้อย ( ที่จะมี )โลกที่ไม่มีคนจน “  โป๊บฟรังซิสแสดงให้เห็นว่า หลังทำการเรียกร้องที่ไม่รู้เหน็ดเหนื่อยหลายครั้งเกี่ยวกับคนจนและผู้ลี้ภัย  คนบางคนอาจจะเหนื่อยหน่ายที่ได้ยิน  อย่างไรก็ดี  ท่านตั้งข้อสังเกตุว่า เมื่อมาถึงการพูดจาเกี่ยวกับเรื่อง “ ที่ไม่ค่อยงามนัก “ การประจญก็เกิดขึ้นเพื่อจะกล่าวว่า “ พอแล้ว “

But despite the tired ears of some, the Pope said he isn’t dissuaded, and that “I have to continue speaking the truth and explain how things are...it's my duty. I feel it inside of me.” Pope Francis also touched on his life at the Vatican’s Saint Martha Guesthouse, and said that he feels “free” there, since he is around more people and is able to “eat in the lunch room with everyone else.”He said that he never dreamed of becoming Pope, and that at 4 years old, he wanted to be “a butcher” after accompanying his mother and grandmother to the market.

แต่ แม้จะมีหูของบางคนเหนื่อยอ่อนที่จะฟังก็ตาม  พระสันตะปาปากล่าวว่าพระองค์ไม่ได้ถูกห้าม  และว่า “ พ่อต้องพูดต่อไปถึงความจริงและอธิบายว่าสิ่งเหล่านั้นคืออย่างไร....มันเป็นหน้าที่ของพ่อ  พ่อรู้สึกมันภายในตัวพ่อ “  โป๊บฟรังซิสยังกล่าวถึงชีวิตของพระองค์ที่บ้านรับรองเซนต์มาร์ทาของวาติกัน  และกล่าวว่า พระองค์รู้สึก “ อิสระ “ ที่นั่น  โดยที่พระองค์พบคนจำนวนมากกว่าและสามารถที่จะ “ รับประทานในห้องอาหารกับคนอื่นอีก “  พระองค์กล่าวว่าพระองค์ไม่เคยฝันที่จะเป็นสันตะปาปา และว่าตอนอายุ 4 ขวบ พระองค์อยากเป็น “ คนฆ่าสัตว์ “ หลังจากติดตามแม่และยายของพระองค์ไปที่ตลาดสด.

On his growing fame, Francis said, “I don’t think a lot about the fact that I’m famous,” but often tells himself that while he has an important position now, “In 10 years no one will know you anymore.” “There are two types of fame: the fame of the ‘great ones,’ who did great things…and the fame of the vain. But this last fame is like a soap bubble,” he reflected.

เรื่องชื่อเสียงที่กำลังดังของพระองค์ ฟรังซิสกล่าวว่า “ พ่อไม่คิดมากเกี่ยวกับความจริงที่ว่าพ่อมีชื่อเสียง “  แต่บ่อยมากพูดถึงตัวเองว่าขณะที่พระองค์มีตำแหน่งสำคัญตอนนี้ “ อีก 10 ปีจะไม่มีใครรู้จักคุณอีกเลย “ “ มีความมีชื่อเสียงสองชนิด  คือชื่อเสียงของ ‘ เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ ‘ ซึ่งทำเรื่องใหญ่ๆ.....และชื่อเสียงของผู้ที่เสียเปล่า  แต่ชื่อเสียงสุดท้ายนี้เป็นเหมือนฟองสบู่ “ พระองค์สะท้อนให้เห็น.
 


 
 
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทำไมพระสงฆ์จึงสวมเสื้อหล่อ – cassock เมื่อ: กันยายน 23, 2016, 10:24:00 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                ทำไมพระสงฆ์จึงสวมเสื้อหล่อ – cassock

ศูนย์คริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
Alan Petervich Update September 23, 2016

      ทำไมพระสงฆ์จึงสวมเสื้อหล่อ – cassock
 
 เราใส่เสื้อผ้ามิใช่แค่ปกปิดความเปลือยเปล่า เพื่อปกป้องและประดับร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นการบอกถึงตำแหน่ง หรือยศของผู้สวมใส่ เป็นเหมือนเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ ดังนั้น ทนายความ ผู้พิพากษา และนักวิชาการต่างก็มีเสื้อคลุมยาว ตำรวจและทหารก็มีเครื่องแบบของตน อาภรณ์ที่สวมใส่ในพิธีกรรมเป็นสัญลักษณ์โดยทั่วๆ ไป

         เครื่องแต่งกายพิเศษสำหรับพระสงฆ์หรือนักบวชนั้นมิใช่สิ่งที่ขาดมิได้ รวมทั้งเครื่องแบบตำรวจหรือทหารก็มิใช่สิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน แต่เป็นเรื่องตามประเพณีนิยม อย่างเช่นเครื่องแบบของพระสงฆ์หรือนักบวชนั้นมีการปฏิบัติใช้คือ

         1. ในระดับแรก เครื่องแต่งกายพิเศษ หมายถึง ตำแหน่งเฉพาะของบุคคลที่สวมใส่ ดังเช่น พระสงฆ์ หรือนักบวช หรือบุคคลที่สังกัดอยู่ในคณะนักบวชคณะใดคณะหนึ่งโดยเฉพาะ เครื่องแบบนักบวชนั้นใช้แสดงถึงสถานะ

         2. ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ เครื่องแบบนักบวชบ่งบอกถึงการเป็นประจักษ์พยานเงียบต่อองค์พระคริสตเจ้า และความเชื่อคริสตชน ซึ่งแต่ละคนจะต้องแสดงตนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ในรถประจำทาง หรือรถไฟ ในที่สาธารณะหรือเมื่อเดินตามท้องถนน เช่นเดียวกับจีวรสีเหลืองของพระภิกษุแสดงการเป็นประจักษ์พยานเงียบให้กับหลักการความคิดของพุทธศาสนา แต่ละประเทศหรือสถาบันต่างก็มีธงประจำของตน เครื่องแต่งกายของพระสงฆ์หรือนักบวชก็เปรียบเสมือน “ธง” เพื่อพระคริสต์และความเป็นคริสตชน เป็นเครื่องแสดงของการประกาศอย่างเงียบๆ

         จุดประสงค์ของการสวมเครื่องแบบนักบวชนั้นช่วยนำไปสู่การแสดงเอกลักษณ์ ด้วยเหตุนี้ พระสงฆ์หรือนักบวชจึงได้รับการปฏิบัติความเคารพเมื่อท่านเหล่านั้นแสดงตนเป็นผู้รับใช้ของบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้า เราควรจำไว้ว่า มิใช่เป็นการแสดงความเคารพนับถือปัจเจกชนแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อสังฆภาพของพระคริสตเจ้า หรือสถานภาพการเป็นนักบวชของแต่ละบุคคล

   
    3. เครื่องแบบที่แสดงเอกลักษณ์ของนักบวชอาจช่วยให้ผู้สวมใส่ได้มีโอกาสทำการอภิบาล เช่น คนที่ตามปกติไม่เปิดใจต้อนรับคนแปลกหน้า  ก็อาจต้อนรับพระสงฆ์หรือนักบวชเพราะเครื่องแบบที่สวมใส่

         4. แน่นอนว่า เครื่องแบบมิได้ทำให้ผู้สวมใส่เป็นนักพรต แต่พึงตระหนักไว้ว่าเสื้อหล่อหรือเครื่องแบบนักบวชนั้นเป็นแค่สัญลักษณ์แสดงสถานภาพชีวิตของบุคคลผู้หนึ่ง มิใช่แสดงถึงคุณค่าส่วนตัวของบุคคลผู้นั้น อย่างไรก็ตาม เครื่องแบบอาจช่วยส่งเสริมและปกป้องความมีศีลธรรมให้กับผู้สวมใส่ มิเพียงแต่บอกคนอื่นๆ รอบข้างว่าเขามีสถานภาพชีวิตเช่นใด แต่ยังช่วยเตือนตนเองให้ตระหนักถึงสถานภาพชีวิตของตน และจำเป็นต้องปกป้องตัวเองจากอันตราย และมุ่งมั่นกระทำตนให้เหมาะสมกับเครื่องแบบนั้นเสมอๆ

         5. เรามีความห่วงใยเป็นอย่างมากเรื่องการปรับความเชื่อเข้าสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น ในประเทศซึ่งมีศาสนบริกรสวมเครื่องแบบนักบวชตามประเพณีทางศาสนาที่สวมใส่กัน   เช่น พระภิกษุของประเทศศรีลังกา พม่าและไทย พระสงฆ์คาทอลิกก็สวมใส่เครื่องแบบในทำนองเดียวกัน
      
         6. เครื่องแต่งกายประจำชาติอาจประยุกต์มาเป็นเครื่องแบบนักบวช ถ้าเปลี่ยนรูปทรงหรือลักษณะและออกแบบให้มีรูปทรง รูปแบบแตกต่างออกไป เป็นที่ยอมรับว่าเป็นเครื่องแบบนักบวชได้ อย่างเช่น ชุดสาหรี่ของคุณแม่เทเรซาแห่งคณะเมตตาธรรมนั้นก็มีรูปแบบพิเศษ จึงกลายเป็นเครื่องแบบนักบวชเฉพาะคณะ

         7. ประมวลกฎหมายของพระศาสนจักรเรียกร้องให้คณะสงฆ์แต่งเครื่องแบบของพระศาสนจักรที่แตกต่างจากเครื่องแต่งกายของฆราวาส “สมณะต้องแต่งเครื่องแบบสมณะที่สุภาพ ตามกฎเกณฑ์ที่สภาพระสังฆราชได้กำหนด และตามประเพณีอันชอบของท้องถิ่น” (ม.284) แม้สภาพระสังฆราช และประเพณีอาจจะยอมให้มีการเปลี่ยนรูปทรง สีและรูปแบบก็ตาม เครื่องแต่งกายพิเศษเฉพาะคณะสงฆ์ของพระศาสนจักรก็ยังคงยึดถือใช้กันต่อไป
 
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การถือโสดของบาทหลวง : ทัศนะของผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อ: กันยายน 20, 2016, 01:47:13 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

Five situations  ห้าสถานการณ์

1. สถานการณ์แรก มีกรณีของผู้หญิง( เธออาจอายุมากกว่าพระสงฆ์ ) ซึ่งมีปัญหาหนักกับการแต่งงานของเธอ  เธอวางความไว้วางใจในพระสงฆ์  รับคำแนะนำและแรงกระตุ้นให้เดินไปข้างหน้า  บ่อยมากที่บรรดาผู้หญิงที่มีความขัดแย้งเหล่านี้มีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ของพวกเธอด้วย   นั่นคือทำไมความสัมพันธ์กับพระสงฆ์จึงเป็นสิ่งพยุงใจ  คือ เรื่องทางเพศไม่เกี่ยวข้อง พูดแบบนี้นะ  พวกเธอพบว่ามิตรภาพแบบพลาโตนิคเท่านั้นที่ต้องการ  มันสามารถเกิดขึ้นได้ว่า พระสงฆ์ถูกจับไว้ในเรื่องลับเฉพาะ   ถึงจุดของการรับรู้รายละเอียดลึกล้ำภายใน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการแก้บาป ( และเกี่ยวกับเรื่องที่ตัวท่านเองก็ไม่มีอำนาจเสียด้วย)  แต่สิ่งนี่เองที่ทำอันตรายภายในตัวท่าน เพราะว่าท่านไปเข้าข้างภรรยา   โดยเกือบจะไม่สำเหนียกพิจารณาอะไรเลย  มันกินเวลาไม่นานนักสำหรับสามีที่จะทราบเรื่องนี้.

สามีกลายเป็นคนขี้หึงและโกรธกับพระสงฆ์  ประณามท่านสำหรับการสูญเสียความร่วมทุกข์ร่วมสุขกับภรรยา   ความโกรธนี้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในครอบครัว –แ ละแม้ภายนอกครอบครัว   ในทางกลับกัน  ความประพฤติของสามี  ทำให้พระสงฆ์เชื่อว่าที่ภรรยาร้องทุกข์นั้นถูกต้องแล้ว   นี่เป็นการหลงผิดที่อันตรายมาก  ปกติจะมีสองด้านเสมอสำหรับการแต่งงาน และ เป็นการยากสุดๆ – แม้สำหรับคนเหล่านั้น ที่รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของพวกเขา – ที่จะเข้าใจว่าจริงๆแล้วอะไรเกิดขึ้นระหว่างสามีกับภรรยา   นานๆทีจะมีผู้รับเคราะห์และผู้กระทำให้เกิดผู้รับเคราะห์   ตามปกติ  มีจำนวนของกรณีแวดล้อม  ของสถานการณ์และประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ซับซ้อนยุ่งยาก  และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรู้ว่า ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบเริ่มแรกในความขัดแย้งแต่ละกรณี.

ด้วยกรณีแวดล้อมที่ให้มาเหล่านี้ มันน่าจะเป็นการสุขุมรอบคอบ  ฉลาดและเยี่ยงพระคริสตเจ้า ที่จะไม่ยอมให้ใครคนหนึ่งเกี่ยวพันเสน่หากับผู้หญิง   มันเป็นการดีกว่าที่จะรักษาระยะห่างของตนจากเรื่องปกปิดลี้ลับของเธอ  การรับฟังเพียงว่าเป็นเรื่องอะไรสำหรับการแก้บาป  และให้กำลังใจเธอให้เกิดความรับผิดชอบใหญ่ขึ้นในความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา  ส่งเสริมการเสวนาพูดจาและความเข้าใจระหว่างคู่สมรส   มันยังเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ว่าพระสงฆ์นั้นต้องติดต่อสามี  ดังนั้น ก็ทำให้สามีคนนั้นมั่นใจว่าตัวท่านเอง ( โดยที่เป็นทั้ง Father และพี่ชายของพวกเขา) มิได้เข้าข้างใคร  และช่วยฝ่ายสามีให้เติบโตในความสัมพันธ์ทางการแต่งงานนั้น   ความสมดุลเช่นนั้นสามารถช่วยภรรยารื้อฟื้นตัวเธอเองเสียใหม่  เช่นเดียวกับสามี   ทำให้พระสงฆ์สามารถเป็นทางแห่งความรอดสำหรับคนทั้งสอง   ถ้าหากจะมีความต้องการใดๆสำหรับการช่วยในการบำบัด –  หรือคำแนะนำจากพระสงฆ์สูงอายุกว่าที่ร่ำเรียนชำนาญพิเศษสาขานี้ – พระสงฆ์อาจรู้สึกอิสระที่จะเสนอแนะเรื่องนี้ได้ด้วย.

2. อีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่ทุกข์หนักในมโนธรรมของเธอ – เช่น  การทำแท้ง  ความไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน  อดีตที่ดำมืด – มาพบพระสงฆ์องค์หนึ่งที่อนุญาตให้เธอได้รู้สึกถึงความรักและการให้อภัยของพระเจ้า  โดยเปลี่ยนเธอให้กลับคืนสู่สัมพันธภาพกับพระศาสนจักร  คืนความหมายลึกซึ้งต่อชีวิตของเธอ  ความนับถือตนเอง และศักดิ์ศรีของตน   เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งได้รับประสบการณ์เช่นนั้น  เธอรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างลึกซึ้งต่อพระสงฆ์ ซึ่งฟื้นฟูแสงสว่างและสันติสุขให้เธอ  แต่ถ้าสามีเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับปัญหาของเธอ ( จริงจังหรือไม่จริงจังก็ตาม )  เธออาจก่อให้เกิดความขุ่นเคืองแก่เขา   เก็บความเสี่ยงไว้ก่อน    พระสงฆ์องค์หนึ่งที่โปรดยกบาป  ให้แสงสว่าง  สันติสุข  ชี้ทางเดินสำหรับความครบครันด้วยตนเอง  และสามีคนหนึ่งซึ่งเธอคลุกคลีด้วย แม้จะมีความรู้สึกเป็นศัตรูอ่อนๆ  มันดูจะเป็นเหมือนว่า ผู้หญิงคนนั้นจะหันไปหาพระสงฆ์มากขึ้นๆ  ดูแลความต้องการของท่าน  และเลยถดถอยห่างจากสามีของเธอเอง.
 
เพื่อช่วยเธอ  จะเป็นการดีที่สุดที่จะรักษาระยะห่างภายในไว้  จงช่วยเธอให้เห็นว่า แสงสว่างและศานติที่เธอค้นพบอีกนั้น เป็นเส้นทางแห่งความรอดของสามีของเธอด้วย   โดยเริ่มด้วยการให้อภัยและชีวิตกอร์ปด้วยพระหรรษทาน  เธอควรจะได้รับเขิญให้ไปสำรวจพระธรรมล้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึงของความผูกพันธ์ทางการสมรส    จากตรงนั้น การพบที่ลึกซึ้งกว่ากับพระคริสต์พระเป็นเจ้า จะฉายแสงให้เห็นว่าทางใดที่จะเดินไป.
ในทั้งสองกรณี  ความพากเพียรอดทนและ” การวางแผนล่วงหน้าไว้อย่างลับๆ” กับสถานการณ์การสมรสที่ยุ่งยาก บ่อยมากจะมีผู้เสนอไว้  นอกเหนือจากนี้ สิ่งนี้ไม่ควรเลยที่จะเป็นเรื่องลากใครคนหนึ่งให้นำไปสู่การถอดใจยอมแพ้และเสียใจ   คู่สมรสนั้น จริงๆแล้ว ควรจะยอมรับปฏิบัติตามพันธกรณีของการแต่งงาน  ความรับผิดชอบสำหรับความเติบโตในความรักกันและกัน  เช่นเดียวกับความเร่งด่วนในการเป็นผู้ให้การศึกษาของเด็กๆ  โดยสอนพวกเขาให้เจริญชีวิตในความรักต่อพระเป็นเจ้าและเพื่อนบ้าน.

บ่อยมากด้วยที่เกิดขึ้นว่า ผู้หญิงคนหนึ่งหันไปทำงานด้านช่วยพระศาสนานอกบ้าน เป็นประหนึ่งช่องทางสำหรับความชอบของเธอ  เช่นเดียวกับยางไม้หอมเพื่อความต้องการของเธอที่จะได้รับการตีคุณค่า  เป็นที่ต้องการ  และเป็นประหนึ่งการเผาให้เกิดควันสำหรับสัญชาตญาณความเป็นแม่ของเธอด้วยการรับใช้คนอื่น   ถ้ามีความจำเป็นอย่างนั้น  มันอาจจะเป็นการดีที่จะช่วยเธอให้คิดให้ได้ว่า  สถานที่แรกของเธอ  แม้จะมีคำสั่งอย่างใด  ก็คืออยู่กับครอบครัวของเธอ  และว่า หน้าที่ที่เรียกหาเธอนั้นไม่ควรจะถูกละเลยเพราะสาเหตุอื่น  อย่างไรก็ดี  มีคุณค่าทั้งนั้น  ความสุขุมรอบคอบและสามัญสำนึก ควรจะชี้ทางไปสู่ดุลยภาพ   การลวงล่อให้เดินไปสุดขอบ บ่อยมากจะรุนแรงทีเดียว.

เมื่อเผชิญกับวิกฤติการณ์ครอบครัวในสมัยใหม่ เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะเสริมสร้างพันธะให้แข็งแกร่ง – เพื่อที่การปรากฏอยู่ของผู้หญิงเป็นกุญแจสำคัญ – ดังนั้น ครอบครัว จริงๆแล้ว สามารถเป็นสถานที่ซึ่งคนๆหนึ่งเติบโตและมีวัยวุฒิในความรัก   ถ้างานอาชีพของเธอ  ไม่ว่าจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน  โอกาสที่สามีและลูกๆของเธอไม่มีผู้ใดจะคุยด้วย  จะสวดร่วมกัน จะมีส่วนร่วมกับผู้ใดในเรื่องที่เกิดกับพวกเขา  ถ้าเช่นนั้นเธอควรจะฟื้นฟูชีวิตของตนใหม่ได้แล้ว.

และ เป็นตรงนี้ ที่สารของพระสงฆ์สำคัญยิ่งยวดสำหรับการช่วยเธอไม่ให้หนีจากความยุ่งยาก   ตรงข้าม  เช่นเดียวกับทุกสถานะของชีวิต  เธอควรเผชิญหน้ากับมันด้วยชีวิตภาวนาอย่างแข็งขัน  ในการร่วมเอกภาพกับพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท  ด้วยการเรียนรู้ไปกับพระองค์และในพระองค์ที่จะรับทน ทุกเงื่อนไขแวดล้อม  แม้ เมื่อเจ็บปวด ในการเสนอถวายเพื่อรับการไถ่และการช่วยให้รอด  ร่วมเป็นหนึ่งกับมหากางเขนของพระองค์

3.  การจัดการกับคุณแม่ที่เป็นหม้ายหรือแยกกันกับสามีเป็นกรณีแยกต่างหาก   ชีวิตยุ่งยากและหนักหนาสากรรจ์มากสำหรับบุคคลเหล่านั้นที่จะต้องสนับสนุนครอบครัวเพียงลำพัง  และการได้พระสงฆ์เป็นเพื่อนและอยู่ข้างเคียงสามารถเป็นการพะยุพยุงยิ่งใหญ่   แต่  ถ้าความสัมพันธ์เป็นแบบคุ้นเคยเหมือนคนในครอบครัว  ทีละเล็กทีละน้อย ท่านก็จะจมปลักอยู่ในปัญหาของเธอและ (เกือบมิได้คิดอะไร) เริ่มกลายเป็นผู้ชายของบ้าน  ให้คำปรึกษาหารือเรื่องต่างๆทั้งใหญ่และเล็ก   ผลก็เลยนำไปสู่ความสับสนอลหม่านใหญ่โตสำหรับผู้หญิง เด็กๆ และพระสงฆ์เอง  โดยที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศใดๆ  จึงเป็นการง่ายที่จะหลอกตัวเองเกี่ยวกับ “ ความศักดิ์สิทธิ์ “ในการปฏิบัติ  เมื่อที่จริงแล้วเกิดความบิดเบี้ยวลึกล้ำทีเดียว.

ผู้หญิง มากเท่าที่มันกดน้ำหนักลงที่เธอและเจ็บปวดเท่าที่เป็นไป  เธอต้องรับธุระเรื่องความเปล่าเปลี่ยวของเธอเอง  พระสงฆ์ แม้จะรู้สึกโดยความเมตตา  ก็ต้องรับว่าเขาเองมิใช่ทั้งสามีหรือบิดา   เส้นทางปฏิบัติของพระสงฆ์ควรจะไม่เกี่ยวกับการนำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องในทุกเรื่องที่ต้องปฏิบัติ   เขาควรรักษาอิสรภาพภายในของตนและดูว่าคนอื่นรักษาอิสรภาพของพวกเขาเองด้วย  โดยชักชวนพวกเขาให้เผชิญกับความเป็นจริง  และที่ต้องทำเสมอก็คือเขาควรนำการเสาะหาสำหรับการเสริมความเข้มแข็งของคนอื่น เพื่อความเติบโต ไม่ใช่การที่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดไป    ประสบการณ์การสวดภาวนาและการรับศีลมหาสนิทสามารถอธิบายได้แจ่มแจ้งและเสริมสร้างความแข็งแกร่งได้  การเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มฃ่วยงานวัด เป็นการสะท้อนและการบริการ บ่อยทีเดียวจะช่วยได้มากสำหรับคนโสดทั้งหลาย.

4.  บางครั้ง  สาววัยรุ่นซึ่งยังโสดหรือแยกคู่อยู่ จะมองหา” คนที่ใช่ “ ซึ่งเธอจะร่วมชีวิตด้วย  อาจเป็นได้ที่บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์  ความยุ่งยากที่สะสมให้เกิดเรื่องทางเพศของพวกเธอ หรือ อดีตที่เต็มด้วยปัญหาซึ่งทำให้พวกเธอเกิดอุปสรรคที่จะได้ประสบการณ์ความรัก   ถ้าพวกเธอมีส่วนร่วมในชีวิตส่วนตัวของพวกเธอกับพระสงฆ์สักองค์ เช่นการใช้เวลาของพวกเธอ  ความสนใจเรื่องทั่วๆไปของพวกเธอ  และภาระหน้าที่ปกติของทั้งสอง   ความรู้สึกซึ้งใจ โดยไม่คาดฝัน  ก็สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกรุนแรง   ในกรณีนี้  เหมือนที่เกิดกับคนอื่นๆทุกคน  มันสำคัญมากจริงๆที่จะต้องซื่อสัตย์กับตนเองและอย่าโดนหลอก   เพื่อจะมีความฉลาดรอบคอบและดำเนินชีวิตด้วยความสุภาพอ่อนน้อม  จงวางตัวจริงจังไปในการสวดภาวนา  และกระตุ้นผู้หญิงให้แก้ไขปัญหายุ่งยากของเธอเอง เพื่อเธอจะสามารถเติบโตและมีวัยวุฒิพอสำหรับความรักที่แท้จริงซึ่งเป็นของเธอเอง.

5.  กรณีที่ห้าก็คือเรื่องของพระสงฆ์ ซึ่งยังมีวัยวุฒิไม่มาก(ไม่ดีพอ)ในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้หญิง   คุณพ่อควรระมัดระวังทุกเรื่องเกี่ยวกับทั้งสอง   ดิฉันหมายถึงอะไรหรือที่กล่าวถึงเรื่องนั้น?  เรื่องนั้น คือเรื่องอดีตของท่าน ที่ท่านอาจจะไม่เคยได้สนุกสนานด้วยการทำความสัมพันธ์ด้วยความรักใคร่น่าพอใจกับทั้งแม่  พี่สาวน้องสาว  เพื่อนผู้หญิง เพื่อนนักเรียนหญิง หรือผู้ร่วมงานหญิง  หรือกับผู้หญิงซึ่งท่านอาจมีเวลาร่วมงานกันในช่วงชีวิตของตน ในทางใดทางหนึ่ง    เรื่องนั้นที่ท่าน บางที มีความอ่อนแอแบบนี้ ซึ่งอาจผลักดันท่าน ให้แสวงหาไม่หยุดหย่อนที่จะได้รับการยอมรับ การสนับสนุน และการเป็นที่ยอมรับของบรรดาผู้หญิงทั้งหลาย   ในทุกสิ่งที่ท่านทำ   ท่านแสวงหาการยอมรับของพวกผู้หญิงอย่างเป็นนัย   เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขให้ท่าน   ตีกรอบท่าน  ทำลายอิสรภาพของท่านที่จะกล่าวออกมาว่าท่านคิดอะไรและรู้สึกอะไร   อุปสรรคพิเศษนอกเหนือจากนี้ก็คือว่า การเสาะหานี้เพื่อได้รับการยอมรับ ผู้หญิงจับไต๋ได้อย่างสมบูรณ์ – บางทีอาจประหนึ่งการเข้าประชิดส่วนตัวเลยทีเดียว.
 
ในพระคัมภีร์ปฐมกาลเห็นได้ชัดเจน   งูได้ล่อลวงผู้หญิง  เธอกินเหยื่อของมัน  ในทางกลับกัน เธอล่อลวงผู้ชาย ซึ่งก็เข้าสู่เกมนั้นด้วย  และมนุษย์ทั้งสองก็พลาดพลั้ง  ความผิดชัดเจนมีกับคนทั้งสอง  แม้ช่วงเวลาต่างกันสำหรับแต่ละคน  แต่ละคนนั้นมีส่วนช่วยกันก่อให้เกิดผลลัพท์ท้ายที่สุด   นี่มิได้กล่าวว่าผู้หญิงเป็นนักล่อลวงเสมอนะ  แต่ ในสถานการณ์ที่เกิดรอบๆพระสงฆ์   ตัวอย่างของพระคัมภีร์ปฐมกาลบ่อยมากจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก.

บางครั้ง พระสงฆ์องค์หนึ่งอาจอนุญาต และแม้ให้ไมตรีจิต  ทำให้สถานการณ์ต่างๆแปรปรวนไป   แบบนี้อาจเนื่องจากความประสงค์ของท่านที่จะรู้สึกว่าตนถูกมองว่ามีคุณค่าและได้รับการยอมรับ  หรืออดีตส่วนตนของตัวเอง  ซึ่งทำให้การขาดวัยวุฒิทางอารมณ์เป็น “ หลุมดำ “ที่กลืนไม่รู้จักพอ “  ท่านอาจต้องการได้ประสพความดึงดูดใจเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านไม่ต้องการสำนึกและเกี่ยวกับที่ท่านอาจไม่ต้องการทำการตัดสินใจสักอย่าง   มันสามารถเป็นไปได้ด้วย ( ทำไมจะไม่ได้? )ว่า ความเป็นผู้ชายของท่านถูกประจบประแจงให้เป็นวัตถุแห่งความสนใจของผู้หญิง   มีอีกมากมายหลายปัจจัย.

ทัศนคติของพระสงฆ์เป็นกุญแจ   ท่านสามารถจัดช่องทาง  ทำให้เกิดดุลยภาพ  ความเสน่หาและสถานการณ์ที่พลิกผัน   หรือท่านสามารถรับและเลือกเส้นทางไปสู่ความสับสนวุ่นวาย   และ ความสับสนวุ่นวาย  ถ้าไม่ขจัดให้เรียบร้อย ก็จะนำไปสู่บาป  เพราะว่าใครก็ตาม ไม่สามารถมีชีวิตในเงามืดโดยเต็มใจและยังคงซื่อสัตย์ต่อพระหรรษทาน   ผู้ใดก็ตามที่อยู่ในเงามืด – และทอดตัวอยู่ในนั้น – จะไม่สามารถเคลื่อนตัวเข้าไปสู่แสงสว่าง   แต่ ผู้ใดก็ตามที่แสวงหาแสงสว่างก็จะพบมัน  เพราะว่าพระเป็นเจ้าพระองค์เองกำลังส่องแสงสว่างให้หนทางนั้น.

ในการแสวงหานี้ ความซื่อสัตย์สุจริตที่ลึกซึ้งกับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด  เท่ากับความจริงใจที่สุภาพนอบน้อม  ที่จะรับรู้ความรู้สึกของคนๆหนึ่งอย่างเปิดเผย  โดยเผชิญความจริงแม้ว่ามันอาจจะทำร้ายเราก็ตาม  และวางตัวเองร่วมในการสถิตอยู่ของพระเป็นเจ้า  เพราะว่า  เพียงในพระองค์เท่านั้นที่คนๆหนึ่งจะค้นพบว่าจริงๆแล้วตนนั้นเป็นอะไร   หนึ่งในผลลัพท์น่าสะพรึงกลัวที่สุดของบาปก็คือความยากลำบากในการเผชิญกับความจริง   ตั้งแต่นี้ไป การมองกาลไกลต้องเป็นการฝึกประจำวันอย่างหนึ่ง  บ่อยแค่ไหนที่พระสงฆ์องค์หนึ่งอาจอนุญาตให้ตนเองมีชะตากรรมของชีวิตสองแบบ  โดยจัดการงานบริหารของตน   ขณะที่รับในใจของเขาเอง ซึ่งความคิด  ความปรารถนา  และสถานการณ์ที่เทียบไม่ได้กับสังฆภาพสงฆ์   โดยที่กุญแจคือการมองการณ์ไกล ที่จะก้าวให้ถูกต้องทันเวลา  ขณะที่หญ้าร้ายเป็นเพียงตอ ใครคนหนึ่งก็สามารถถอนรากมันได้ด้วยนิ้วมือเท่านั้น แต่ถ้าปล่อยให้มันงอกเติบโต  มันยากมากที่จะดึงมันขึ้นมาจากพื้นดิน.

มันเป็นการง่ายเช่นเคยสำหรับผู้ชายคนหนึ่ง ที่จะรีบตัดความสัมพันธ์ซึ่งเห็นว่าควบคุมไม่ได้แล้ว  อย่างไรก็ดี   คุณพ่อจะต้องเข้าใจว่า  ยิ่งปล่อยให้ความวุ่นวายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  มันก็ยิ่งจะยากสำหรับเขา  และยิ่งผู้หญิงจะมีบาดแผลมากขึ้นด้วย  โดยที่เธอเป็นฝ่ายรับผลสุดท้ายในการตัดสินใจของเขา เธอก็จะไม่รับมันอีก  เธอจะได้รับบาดแผลทุกข์ทน  บางส่วนด้วยความผิดของเธอเอง และบางส่วนเพราะพระสงฆ์ปล่อยให้สถานการณ์ควบคุมไม่ได้  ใครก็ตาม ควรทำตนสูงสุดในจิตใจ มิใช่เพียงความเสียหายที่เรื่องแบบนี้ทำให้เกิดกับผู้อื่น  แต่กับความเสี่ยงของการเป็นที่สะดุดสำหรับชุมชนด้วย.

Spiritual friendships สัมพันธภาพทางจิตวิญญาณ

นี่เป็นจุดยุ่งยากบ่อยมาก เพราะว่าเงื่อนไขไม่ชัดเจนเสมอไป  บ่อยทีเดียว “มิตรภาพทางจิตวิญญาณ “ เป็นเพียงในนามเท่านั้น ไม่เป็นจริงแต่อย่างใด    ที่นี่ คนหนึ่งสามารถพบความมีเหตุมีผลทุกรูปแบบ  ความพึ่งพากันและความสูญเสียอิสรภาพภายในกว่า  ถ้อยคำฟังดูเกี่ยวกับจิตวิญญาณ  แต่ ความจริงคือเงาสลัวที่ปลอมแปลงมาในรูปแบบของแสงสว่าง.
แน่นอน  มิตรภาพที่ดี เต็มสมบูรณ์ เป็นไปได้ระหว่างพระสงฆ์และผู้หญิงคนหนึ่ง  แต่ นี่มิใช่เกิดบ่อยและมิได้ง่ายดายอย่างที่มันดูจะเป็นเช่นนั้น   เพื่อจะมีมิตรภาพทางจิตวิญญาณที่แท้จริง จะต้องเป็นคนสองคนที่ให้คำมั่นอย่างลึกซึ้งต่อพระเป็นเจ้า  และดำรงชีวิตในความสัมพันธ์จากทัศนะวิสัยของคำภาวนา  ด้วยความประณีตบรรจง  ความเฉลียวฉลาดรอบคอบ  ความสุภาพอ่อนน้อม  ความสัตย์จริง โดยปราศจากการพึ่งพาใดๆ.

นักบุญเทเรซาแห่งอาวิลา และนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน – บ่อยมากที่ถือกันว่าเป็นประหนึ่งตัวอย่างของมิตรภาพทางจิตวิญญาณ – เปิดเผยความเป็นจริงนี้ในชีวิตและข้อเขียนของท่านทั้งสอง  รายละเอียดเล็กๆสะท้อนข้อนี้ คือ นักบุญเทเรซาอ้างถึงนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขนเป็นพิเศษห้าครั้งในหนังสือของเธอที่เกี่ยวกับ Foundation  และอีก 37 ครั้งในจดหมายที่บันทึกไว้ 441 ฉบับ   ไม่มีอะไรมากกว่านั้น  โดยไม่คำนึงถึงข้อเขียนที่กว้างขวางมากของเธอ   ไม่มีการพูดเป็นนัยถึงการวางอุบาย  การพึ่งพา หรือการสูญเสียอิสรภาพภายในกว่านั้น   ผู้วิเศษยิ่งใหญ่ทั้งสองดำเนินชีวิตด้วยการแสวงหาและเติมเต็มพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า  โดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดและการทนทุกข์ทรมาน  ท่านทั้งสองให้คุณค่าการบรรเทาแบบมนุษย์ แต่ไม่พึ่งพาสิ่งนี้  โดยดำรงชีพความสัมพันธ์ที่วางรากฐานในคำภาวนาและการปรนนิบัติรับใช้  ในทุกสิ่งที่มอบแก่พระเป็นเจ้า.

Difficulties and their causes  ความยุ่งยากและสาเหตุของมัน

กระบวนการแห่งการมีวัยวุฒิ โดยไม่นึกไม่ฝันจะนำความลำบากและการท้าทายผ่านมาโดยที่คนหนึ่งต้องมีชีวิตและเติบโตขึ้น   อย่างไรก็ดี  มีความยุ่งยากอื่นๆซึ่งทำให้บุคคลอึดอัดทั้งตัว  กรณีหลังสามารถอธิบายได้จากสองสาเหตุหลัก   ในสาเหตุแรก คือชีวิตที่ขาดการมองการไกลที่สร้างขึ้นในประวัติศาสตร์ส่วนตนของความไม่เต็มตามวัยวุฒิและความไม่สามารถตัดสินเรื่องใด อีกสาเหตุหนึ่ง มีการทำให้เกิดความอ่อนแอของการร่วมสนิทกับพระเป็นเจ้า ซึ่งปราศจากพระองค์ ทั้งสังฆภาพสงฆ์และการถือพรหมจรรย์ไม่มีความหมายแต่อย่างใด   ถ้าพระสงฆ์สวดภาวนาน้อย หรือสวดอย่างขอไปที  ศีลมหาสนิทก็หยุดที่จะเป็นการพบส่วนตนกับพระคริสตเจ้าผู้สถิตอยู่  ชีวิตจะว่างเปล่าไม่มีความหมาย และกระแสเรียกเองก็เกิดคำถาม.

ณ จุดนี้  วิกฤติการณ์สามารถลงลึกโดยดึงลากตามลงไป ไม่เพียงกระแสเรียกและงานในหน้าที่เท่านั้น  แต่ความเป็นเอกลักษณ์ของคนด้วย   ยังคงอยู่ คือ คนหนึ่งสามารถหลบหนีออกไป โดยยึดเส้นทางตรงข้าม คือ โดยยอมพิจารณา  ยอมรับ  ครอบครองอดีตของคนๆนั้น  โดยให้อภัยและยอมให้ใครคนหนึ่งได้รับการอภัย  รื้อฟื้นประสบการณ์ความรักที่เต็มด้วยความเมตตาของพระบิดา  โดยการปรับคืนชีวิตภายใน ในการภาวนาของคนหนึ่งและ ด้วยศีลมหาสนิท   และจะช่วยได้มากเมื่อมีเพื่อนพระสงฆ์สูงวัยสักคนหนึ่ง  ซึ่งสามารถเข้าใจ ให้คำแนะนำปรึกษาและนำทาง.

บรรดาพระสงฆ์ นักบวชและฆราวาส บางเวลา เสี่ยงที่จะพึ่งพาการปลอบใจจากมนุษย์มากเกินไป  แทนที่จะให้ตัวเองอย่างสุภาพอ่อนน้อม ถูกนำโดยบุคคลถูกต้องและถอดตัวเองออกไปคุกเข่าหน้าตู้ศีล  ใครผู้ใดก็ตาม ที่คงยึดแน่นในความมืดแล้วหันมาหาแสงสว่าง  อาจจะช้าหน่อย   แต่เขาจะพบแสงสว่างอีกแน่   ไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับคนที่ซ่อนความหงอยเหงาเศร้าสลดของเขาไว้   สำหรับเขา ความเจ็บปวดจะยิ่งลึกลง  สิ้นหวังลงไปอีก เพราะว่า ภายนอกขอบเขตของความไว้วางใจ วิกฤติการณ์จะกลายเป็นลึกลงมากกว่าอีก

จงอย่ากลัว!  พระสงฆ์ไม่ควรกลัวบรรดาผู้หญิงหรือตัวเอง   จงกลัวเพียงว่าจะอ่อนเปลี้ยหมดเรี่ยวแรงไป   ตรงข้าม ความรักเพื่อพระคริสตเจ้า จะปลดปล่อยเป็นอิสระ  มีวัยวุฒิสูง “ ทำทุกอย่างให้เป็นของใหม่ได้ “  ไม่มีผู้ใดควรจะรู้สึกปลอดภัยอย่างสมบูรณ์  ที่ว่านี้ควรจะเป็นสิ่งลวงตาลวงใจอย่างหนึ่ง  โดยคิดว่าตนเองอยู่นอกเหนือการประจญล่อลวง ก็เลยพลาดพลั้งได้  ประวัติศาสตร์ศาสนจักรเปิดเผยว่า คนจำนวนมากเพียงใดขาดความซื่อสัตย์ต่อเสียงเรียกของพวกเขา ด้วยสิ่งลวงตาลวงใจเกี่ยวกับพลานุภาพของพระเป็นเจ้า  นับแต่พระสงฆ์บวชใหม่เรื่อยขึ้นไปจนถึงบรรดาพระสังฆราช.

กางเขนเท่านั้นที่ปลดปล่อยท่านให้เป็นไทได้  ไม่มีความรักใดที่ปราศจากกางเขน   ไม่มีมิตรภาพใดที่ปราศจากกางเขน  ไม่มีการเดินตามพระคริสตเจ้าที่ปราศจากกางเขน   ไม่มีการบริการพี่น้องชายหญิงของคนใดที่ปราศจากกางเขน   ธรรมชาติมนุษย์โน้มเอียงเสมอที่จะหนีจากกางเขน  แต่คำพูดที่ขัดแย้งสำคัญก็คือ ยิ่งคนหนึ่งหนี มันก็จะหนักขึ้นๆ  แต่ ถ้าคนหนึ่งรับมันไว้ ด้วยดวงใจสลาย เสียใจที่ได้ทำผิด มันก็จะเบาลง เพราะว่าพระคริสตเจ้าทรงตรัสว่า “ แอกของเราอ่อนนุ่ม และภาระที่เราให้ท่านแบกก็เบา “ ( มัทธิว 11:30)
________________________________________
This article first appeared in Pastores (December 1995) and was reprinted in Sacerdos, Year 3, n.8, July-Sept 1996, pp.19-24. It is reproduced with permission.
Scanned and formatted by the Catholic Perspectives project of the Newman Center at Caltech

                                                                                     Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                Semper  vigilo  paratus  et  fidelis

                                                                                            Alan  Petervich

 
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การถือโสดของบาทหลวง : ทัศนะของผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อ: กันยายน 19, 2016, 03:27:03 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  การถือโสดของบาทหลวง : ทัศนะของผู้หญิงคนหนึ่ง
                                                                                          Priestly Celibacy: A Woman's View

http://www.cco.caltech.edu/~nmcenter/women-cp/sac8.html
________________________________________
A married woman describes five risky situations in the relationship between a priest and a woman. ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วคนหนึ่งบรรยายสถานการณ์เสี่ยงห้าเรื่อง ในความสัมพันธ์ระหว่างบาทหลวงองค์หนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่ง
________________________________________
By Elena Araujo de Scasso-Castelar  ผู้บรรยาย เอเลนา อาเราโย เด สกาสโซ--กาสเตลาร์
Alan Petervich Update September 17, 2016  Petervich นำเสนอ วันที่ 17 กันยายน 2016

       In Genesis we discover God the Father's intention in creating us man and woman. We were made for mutual assistance, for unity, to complement each other, to reach the fullness of communion in love. But when sin entered the world the bond between man and woman lost the harmony in which it was created. The dominion of the soul's spiritual powers over the body snapped (Genesis 3:7, Catechism of the Catholic Church, 400), union between man and woman was subject to tensions (Genesis 3:11-13), and relations were marked by lust and domination (Genesis 3:16).

ในพระคัมภีร์ปฐมกาลเราพบพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาในการสร้างเราเป็นผู้ชายและผู้หญิง  เราถูกสร้างเพื่อช่วยเหลือกันและกัน  เพื่อเอกภาพ เสริมกันและกันให้สมบูรณ์  ให้ถึงความเต็มบริบูรณ์ของการร่วมกันในความรัก  แต่เมื่อบาปเข้ามาสู่โลก พันธะสัญญาระหว่างผู้ชายและผู้หญิงก็สูญเสียการร่วมรวมกันในสิ่งซึ่งได้ถูกสร้างมา  ความเป็นผู้ครอบครองของอำนาจฝ่ายจิตของวิญญาณเหนือร่างกายถูกหักหายไป ( ปฐมกาล 3:7, คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก 400 ) การรวมเป็นหนึ่งระหว่างผู้ชายและผู้หญิงขึ้นกับความเครียดของอารมณ์ ( ปฐมกาล 3:11-13 ) และความสัมพันธ์ต่อกันปรากฎขึ้นจากความใคร่และการมีอำนาจเหนือ ( ปฐมกาล 3:16 )

For this reason it is very demanding to grow together, to live together peacefully, to harmonize thoughts and feelings, and to integrate sexuality in search of the fullness for which we were created. Meanwhile there remains in our hearts an infinite heartache for love never satiated.

เพื่อเหตุผลนี้นี่เอง จึงเกิดทำให้ต้องงอกงามไปพร้อมกัน  ดำรงชีพด้วยกันอย่างสงบสุข  ให้สอดคล้องกันทั้งความนึกคิดและความรู้สึก  และทำให้ความรู้สึกทางเพศสมบูรณ์ไปในการแสวงหาความเต็มบริบูรณ์สำหรับสิ่งที่เรามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมา  ในขณะเดียวกัน ยังคงเหลือในดวงใจของมนุษย์เราคือความปวดใจเพราะความรักไม่เคยอิ่มพอ.

Thus the dilemma so often posed for the priest working with women: to value the wealth of their femininity while simultaneously living celibacy faithfully; a fidelity possible only by the light of faith, the grace of the vocation, and an intense life of union with Christ and his Church. Celibacy ought never be lived on one's own steam, or rigidly structured in self-defense, but rather as a means of responding to the Lord's personal call made ministry in the Church.

ดังนั้น การหนีเสือปะจรเข้จึงเกิดขึ้นบ่อยมากสำหรับบาทหลวงที่ทำงานกับบรรดาผู้หญิง  เพื่อตีค่าสมบัติของความเป็นหญิงของพวกเธอขณะที่ในเวลาเดียวกันต้องใช้ชีวิตแบบถือโสดอย่างซื่อสัตย์  ความซื่อสัตย์เป็นไปได้เพียงด้วยแสงแห่งความเชื่อ  พระหรรษทานของกระแสเรียก  และชีวิตสุดโต่งของสหภาพกับพระคริสต์และพระศาสนจักรของพระองค์  การถือโสดไม่เคยเลยที่จะทำได้โดยแรงผลักดันของใครคนหนึ่งเอง  หรือวางเค้าโครงอย่างจริงจังในการปกป้องตัวเอง  แต่จะดีกว่า ด้วยวิถีทางตอบต่อเสียงเรียกเป็นส่วนตัวของพระเป็นเจ้าให้ปฏิบัติงานในพระศาสนจักร

A woman carries something of Mary's pure love in her heart; but she also has Eve's nature, marked by sin. She is not Mary only; but neither is she just Eve. Men sometimes tend to assume women's "angelic nature," forgetting the sin that fills her heart just as much as his, albeit apparently manifesting itself differently.

ผู้หญิงคนหนึ่งยึดถืออะไรบางอย่างเช่นความรักบริสุทธิผุดผ่องของพระแม่มารีในหัวใจของเธอ  แต่เธอยังมีธรรมชาติของเอวา ที่เปื้อนด้วยบาป  เธอมิได้เป็นมารีเท่านั้น  แต่ก็ไม่เชิงจะเป็นเอวาเท่านั้นด้วย  บางครั้ง มนุษย์ผู้ชายโน้มเอียงที่จะยอมรับ “ ธรรมชาติแบบเทวดา “ ของผู้หญิง  โดยลืมบาปที่เต็มล้นในดวงใจของเธอ มากเท่ากับดวงใจของเขา  แม้แต่ว่า แบบที่ปรากฎให้เห็น แสดงออกมาแปลกแตกต่างออกไปต่างๆนานา

The priest awakens in a woman sentiments of protectiveness and concern. She pities him for his celibacy, his affective solitude. She may try to be a companion, to protect, console, encourage him. She expresses her affection in a peculiarly feminine way, doing a thousand and one things for him: little notes, gifts, preparing special meals, and by being attentive to what happens to the priest. She is shrouding him in a spiderweb in which she herself can become enmeshed. If married, she may be more solicitous to the priest's needs than to her husband's, disturbing the harmony of the conjugal relationship on the one hand~and the husband's relationship with the priest on the other.

พระบาทหลวงตื่นตัวในความรู้สึกที่ว่าผู้หญิงคนหนึ่งนั้นต้องการความคุ้มครองและการห่วงหาอาวรณ์   เธอสงสารเขาเพราะการถือโสดของเขา  ความโดดเดี่ยวที่รู้สึกได้  เธออาจพยายามทำตัวเป็นเพื่อน  ปกป้อง  บรรเทาใจ  กระตุ้นเตือนเขา  เธอแสดงความเสน่หาของเธอในแบบผู้หญิงเป็นพิเศษ  ทำอย่างหนึ่งเป็นพันๆครั้งสำหรับเขา   ส่งโน๊ตเล็กๆ  ของกำนัลน้อยๆ   จัดอาหารของโปรดพิเศษ  และทำสนใจในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านบาทหลวง  เธอกำลังห่อหุ้มเขาด้วยใยแมงมุมที่ตัวเธอเองสามารถกลายเป็นผู้พัวพัน  ถ้าแต่งงานแล้ว  เธออาจแสดงความห่วงใยต่อความต้องการของพระสงฆ์มากกว่าของสามีของเธอเอง  กลายเป็นรบกวนสภาพของความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาที่น่าจะเป็นหนึ่งเดียว และกลายเป็นความสัมพันธ์แบบสามีไปให้กับบาทหลวงที่เป็นคนอื่น

There are also women for whom the celibate is a kind of personal challenge to their femininity. Without there being a particular affection of any kind, they seek to unsettle him, make him feel the force of sexual attraction. There are complex motives behind this attitude about which the priest can do little or nothing. Until the woman herself decides to face up to the motives why she should seek sex rather than love, the priest has no other choice but distance, clearly marked boundaries, and prayer that the woman discover love and peace.

ยังมีพวกผู้หญิงบางคนด้วยที่สำหรับพวกเธอการถือโสดของบาทหลวงเป็นการท้าทายส่วนบุคคลชนิดหนึ่ง ต่อความเป็นหญิงของพวกเธอ   โดยปราศจากความสนใจรักใคร่เป็นพิเศษใดๆ พวกเธอแสวงหาวิธีจัดการกับเขา  ทำให้เขารู้สึกถึงพลังของความดึงดูดทางเพศ  มีแรงจูงใจซับซ้อนเบื้องหลังทัศนคตินี้ เกี่ยวกับที่บาทหลวงสามารถทำอะไรได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย   จนกระทั่งผู้หญิงเองตัดสินใจเผชิญกับแรงจูงใจว่าทำไมเธอจึงควรแสวงหากามารมณ์มากกว่าความรัก  บาทหลวงนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการทิ้งตัวห่างออกไป  แสดงถึงขอบเขตพรมแดนชัดเจน  และสวดภาวนาขอให้คุณผู้หญิงพบรักและสันติสุข.

7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สัญญาณอันตราย ยึดทรัพย์พ่วงคุกตามรัดคอ ยิ่งลักษณ์-บุญทรง !? เมื่อ: กันยายน 16, 2016, 06:57:05 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  สัญญาณอันตราย ยึดทรัพย์พ่วงคุกตามรัดคอ ยิ่งลักษณ์-บุญทรง !?


โดย MGR Online   
16 กันยายน 2559 06:37 น. 

                                                             

       
        เมืองไทย 360 องศา
       
         เอาเป็นว่าอาศัยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว
       
        อ่านเนื้อหารายละเอียดอาจจะงงเข้าใจยาก แต่ถ้าให้สรุปก็คือคำสั่งดังกล่าวให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการโดยสุจริตไม่ต้องรับโทษทั้งแพ่ง วินัย และอาญา และให้กรมบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์บุคคลที่กระทำความผิดและมีคำสั่งทางปกครองและคำพิพากษาออกมาแล้ว
       
        แน่นอนว่าคำสั่งดังกล่าวให้ดำเนินการในคดีความผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นโครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และโครงการรับจำนำข้าวในช่วงที่ผ่านมา แต่นาทีนี้ก็ต้องโฟกัสไปที่โครงการรับจำนำข้าวที่มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และโครงการจำหน่ายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี โดยเฉพาะกรณีหลังมีคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วก็คือ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สารผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก รวม 6 คนจำนวนวงเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเมื่อมีคำสั่งแบบนี้ออกมา นั่นคือเป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ต้องรับผิดทาง แพ่ง อาญา วินัย ทั้งสิ้นหากกระทำการโดยสุจริต
       
        ซึ่งที่ผ่านมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังไม่กล้าเซ็นลงนามในคำสั่งทางปกครองดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นเรื่องใหม่ต้องพิจารณาทางกฎหมายให้รอบคอบจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง ทุกอย่างก็เลยหยุดชะงัก แต่เมื่อมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาดังกล่าวทำให้ไม่ต้องพะวงกับการถูกฟ้องร้องตามมา ยกเว้นปอดแหกกลัวถูกเช็กบิล อยากอยู่เงียบๆในบั้นปลายนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาเธอยืนยันว่าจะดำเนินการลงนามเรียกค่าเสียหายให้เสร็จก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งก่อนคดีหมดตอายุความแน่นอน
       
        และจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าในวันที่ 15 กันยายนกรมการค้าต่างประเทศจะมีการหารือกับกรมบังคับคดีถึงขั้นตอนการทำงานต่อไป ความหมายก็คือกรณีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวกเริ่มมีการเคลื่อนไหวกันแล้ว โดยหลังจากนี้จะทราบว่าจะมีการกระบวนการหรือขั้นตอนการยึดทรัพย์อย่างไรบ้าง
       
        อย่างไรก็ดีเมื่อฟังจากการอธิบายของ มือกฎหมายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ย้ำว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการใช้"มาตรา 44 กำหนด ไม่ใช่ใช้มาตรา 44 ไปยึดทรัพย์ แต่ยึดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พศ.2539 ที่เปลี่ยนจากกระทรวงมาเป็นกรมบังคับคดี ส่วนจะยึดได้มากหรือน้อยเพียงใดก็เป็ยไปตามกฎหมายทุกประการ"ก็ถือว่าชัดเจนขึ้นมาอีกระดับหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของการยึดทรัพย์ที่ตามคำสั่ง คสช.ที่ว่านี้จะเป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีดำเนินการเมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมา หรือมีคำสั่งทางปกครองออกมา แต่ถึงอย่างไรยังมีเวลาอีกพอสมควร นั่นคือต้องพิจารณาอีกว่า บุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวกจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ จากนั้นก็ยังต้องไปที่ศาลปกครองและมีการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ แต่ถือว่าทุกอย่างเริ่มงวดเข้ามาทุกขณะแล้ว
       
        เมื่อพูดคดีขายข้าวจีทูจีเก๊ของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภูมิ สาระสิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวกรวม 6 คน ที่เดินมาถึงคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นวงเงินรวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เป็นตัวอย่างไปแล้ว ถึงตอนนี้มันก็ต้องโฟกัสไปที่ คดีความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีตกเป็นจำเลยและกำลังอยู่ในขั้นไต่สวนพยานจำเลยหลายปากแล้วในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งตามขั้นตอนตามกระบวนการทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะใช้เวลาไม่นานนัก ซึ่งหากมีความผิดก็มีโทษทางอาญา หากไม่ผิดก็ยกคำร้อง
       
        ขณะเดียวกันที่น่าสนใจก็คือคำสั่งคสช.ดังกล่าวเหมือนกับการออกมาเพื่อรองรับคำสั่งทางปกครองในการเรียกค่าเสียหายกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งที่มี นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานพิจารณาตัวเลขความเสียหายที่จะเรียกจาก ยิ่งลักษณ์ ซึ่งที่ผ่านมา นายมนัส เคยยืนยันจะดำเนินการเรียกค่าเสียหายให้เสร็จก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในปลายเดือนกันยายนนี้
       
        ซึ่งก็สอดคล้องกับคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งกล่าวในทำนองว่าสำหรับคำสั่งทางปกครองจะเสร็จสิ้นก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2560 แน่นอน ซึ่งมีคณะกรรมการกำลังดำเนินการอยู่ โดยเวลานี้มีคณะกรรมการตรวจสอบสองคณะคือฝ่ายตรวจสอบทางบัญชี และอีกชุดหนึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบความผิดทางละเมิด
       
        ดังนั้นหากพิจารณาตามนี้ก็พอเข้าใจได้ว่าสำหรับความผิดของ บุญทรง เตริยาภิรมย์กับพวกรวม 6 คน อ่วมแน่เพราะมีค่าเสียหายรวมกันประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่นับคดีอาญา ขณะที่อีกคนหนึ่ง"ยิ่งหนาวกว่า"คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะนอกจากต้อง"ลุ้นเรื่องคุก"แล้วยังมีเรื่องชดใช้ความผิดทางแพ่งอีก ซึ่งที่ผ่านมาหากย้อนไปพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของ มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางประธานคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวเคยเปิดเผยตัวเลขคร่าวๆก็ราว 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช่หรือเปล่า
       
         ถึงอย่างไรมันก็หนาวสุดขั้วหัวใจแน่นอน !!

          Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / รบ.เผย “โอบามา” เชิญนายกฯ ร่วมประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัย 18-24 ก.ย. เมื่อ: กันยายน 13, 2016, 11:26:57 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         รบ.เผย “โอบามา” เชิญนายกฯ ร่วมประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัย 18-24 ก.ย.

                                                                   http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000092239


โดย MGR Online   
13 กันยายน 2559 18:11 น. (แก้ไขล่าสุด 13 กันยายน 2559 18:33 น.)

      รองโฆษกรัฐบาลเผย “ประยุทธ์” เตรียมร่วมประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัย 18-24 ก.ย. “โอบามา” เป็นผู้ริเริ่ม พร้อมเชิญผู้นำที่มีบทบาทในการแก้ปัญหา ไทยหนุนแก้ปัญหาที่ต้นทางเพื่อป้องกันปัญหาอย่างยั่งยืน
       
        วันนี้ (13 ก.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับสูงของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 77 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-24 ก.ย.นี้ โดยจะมีการแถลงร่างปฏิญญาการประชุมระดับสูง รวมถึงการประชุมเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐาน จะมีการแสดงเจตนารมณ์ของนานาประเทศในการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐานซึ่งเป็นการริเริ่มของสหประชาชาติ โดยจัดขึ้นเป็นครั้งแรก มีการคัดกรองเอกสารปฏิญญาทางการเมืองเพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ของหน่วยงานระดับสูงของแต่ละประเทศที่เข้าร่วม โดยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม
       
        พล.ต.วีรชนกล่าวว่า ส่วนการประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัยที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม และมีนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นเจ้าภาพร่วมในการประชุม ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีประเทศที่รับเชิญเข้าร่วมประมาณ 30-40 ประเทศ เพื่อหารือและแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการบริหารจัดการวิกฤตการณ์เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่นับวันยิ่งมีความรุนแรง และเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้ สำหรับจะผู้เข้าร่วมการประชุมนั้น นายบารัค โอบามา จะเป็นผู้ส่งคำเชิญให้ผู้นำประเทศที่เห็นว่ามีบทบาทสำคัญและมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหา และประเทศไทยก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมด้วย
       
        รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า สำหรับร่างคำมั่นของประเทศไทยที่จะประกาศในการประชุมครั้งนี้จะมีการพูดถึงการออกกฎหมายหรือออกพระราชบัญญัติในการป้องกันปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลสูญหายเพื่อเสริมสร้างการนำไปสู่การไม่ส่งบุคคลไปสู่อันตราย การจัดระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพเพื่อคัดแยกผู้ลี้ภัยจากประเทศต้นทางจากผู้แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยท่าทีของรัฐบาลไทยจะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ประเทศต้นทางเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานและการลี้ภัยที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศต้นทาง ไม่ได้เป็นประเทศปลายทาง แต่เป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง รวมถึงสนับสนุนการจัดการโยกย้ายถิ่นฐานที่มีลักษณะผสมของผู้ลี้ภัยกับผู้ย้ายถิ่นฐาน ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจอื่นๆ และสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ แบ่งเบาภาระในการบริหารจัดการปัญหา สนับสนุนการให้ความคุ้มครองแก่ผู้โยกย้ายถิ่นฐานกลุ่มเปราะบาง ผู้หญิง เด็ก รวมถึงสนับสนุนให้ประเทศผู้รับต่างๆ รับผู้ลี้ภัยเพิ่มมากขึ้น

           Credit : ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ใกล้มีมวย! “ดูเตอร์เต” สั่งให้กองกำลังพิเศษสหรัฐฯ ออกจากภาคใต้ฟิลิปปินส์ เมื่อ: กันยายน 12, 2016, 11:31:12 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                          ใกล้มีมวย! “ดูเตอร์เต” สั่งให้กองกำลังพิเศษสหรัฐฯ ออกจากภาคใต้ฟิลิปปินส์
                                                                 http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000091827


โดย MGR Online   
12 กันยายน 2559 20:23 น. (แก้ไขล่าสุด 12 กันยายน 2559 21:53 น.)

                                               

     
                                                                      ดูเตอร์เตได้โชว์รูปและอ้างถึงเรื่องที่ทหารสหรัฐฯ สังหารชาวมุสลิม
                                                           ตอนที่อเมริกาบุกยึดฟิลิปปินส์ในช่วงต้นยุคปี 1900 ว่าเป็นเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้
 
 
        เอเอฟพี - ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ได้แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นในวันจันทร์ (12 ก.ย.) ด้วยการสั่งให้กองกำลังพิเศษอเมริกันทั้งหมด ที่คอยให้คำแนะนำในการต่อสู้กับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ออกจากพื้นที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์
       
        คำสั่งของดูเตอร์เตครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเรียกประธานาธิบดี บารัค โอบามา ว่าเป็นลูกกะหรี่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จนทำให้ผู้นำอเมริกายกเลิกกำหนดการหารือแบบทวิภาคี ตอนไปประชุมที่ลาว
       
        ดูเตอร์เต ผู้อ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากมุสลิม เป็นผู้นำฟิลิปปินส์คนแรกที่ได้รับเสียงโห่ร้องต้อนรับจากพื้นที่ภาคใต้ ทั้งยังเพิ่มความพยายามที่จะนำสันติสุขกลับมาสู่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ อันเป็นดินแดนที่เกิดความไม่สงบมายาวนานนับทศวรรษ จากฝีมือกบฏมุสลิมและพวกคอมมิวนิสต์ ที่คร่าชีวิตไปกว่า 150,000 คน
       
        เมื่อเดือนที่แล้ว เขาได้กลับมาเริ่มการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ใหญ่สุด ซึ่งมีกำลังพลราว 12,000 คน นั่นคือ กลุ่ม “แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร” ที่ทำการต่อสู้มาตั้งแต่ยุคปี 1970 เพื่อจะประกาศเอกราชเป็นรัฐอิสลาม หรือไม่ก็ขอปกครองตนเอง
       
        ทั้งนี้ ทหารที่ปรึกษาอเมริกันในพื้นที่ดังกล่าวได้ช่วยฝึกทหารฟิลิปปินส์ แต่ไม่เข้าร่วมในการสู้รบ เว้นแต่จะเป็นการป้องกันตัว
       
        ก่อนหน้านี้ มีบุคลากรสหรัฐฯ 500 - 600 นาย หมุนเวียนกันเข้ามาในแถบมินดาเนา แต่ในปี 2014 “โวลแตร์ กัซมิน” รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ในตอนนั้นได้บอกว่าจะลดจำนวนให้เหลือแค่ 200 นาย
       
        ดูเตอร์เตไม่ได้บอกชัดเจนว่า เมื่อไหร่หรือจะมีทหารอเมริกันจำนวนเท่าไหร่ที่จะถูกสั่งให้ออกจากพื้นที่ แต่ระบุว่า การที่ฟิลิปปินส์เป็นมิตรกับตะวันตก ทำให้การก่อความไม่สงบของพวกมุสลิมเกิดขึ้นไม่หยุด
       
        “พวกกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ ที่อยู่ในมินดาเนา พวกเขาต้องไปให้พ้น ชาวมุสลิมจะกระเหี้ยนกระหือรือมากขึ้นเมื่อได้เห็นคนอเมริกัน พวกเขาอยากจะฆ่าคนอเมริกัน” ดูเตอร์เต ระบุ
       
        สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ยังไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
       
        สหรัฐอเมริกานั้นเป็นพันธมิตรหลักทางทหารของฟิลิปปินส์ ทั้งยังเป็นผู้ปกครองอาณานิคมฟิลิปปินส์จนถึงปี 1946
       
        ดูเตอร์เตได้โชว์รูปและอ้างถึงเรื่องที่ทหารสหรัฐฯ สังหารชาวมุสลิมตอนที่อเมริกาบุกยึดฟิลิปปินส์ในช่วงต้นยุคปี 1900 ว่า เป็นเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้
       
        เออร์เนสโต อาเบลลา โฆษกของดูเตอร์เต ระบุว่า คำแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ในเรื่องนโยบายต่างประเทศที่มีความเป็นอิสระของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต
       
        ผู้นำฟิลิปปินส์ยังได้ตำหนิโอบามา กับเลขาธิการยูเอ็น “บัน คี-มูน” เรื่องที่มาวิจารณ์การปราบปรามอาชญากรแบบนองเลือด จนทำให้มีคนตายราว 3,000 ราย ในช่วงเวลา 2 เดือน
       
        “เจ้าโอบามาคนนี้ เมื่อแกกล่าวหาว่าฉันฆ่าคน ก็เอาสิ ใครคนไหนที่ไม่เคยทำบาป ก็ปาหินก้อนแรกมาได้เลย” ดูเตอร์เต กล่าวโดยอ้างถึงสำนวนในไบเบิล
       
        ในการพบกันช่วงสั้น ๆ ที่ประเทศลาว โอบามาได้เรียกร้องให้ผู้นำฟิลิปปินส์ดำเนินการเกี่ยวกับสงครามปราบอาชญากรในแบบที่ถูกต้อง และก็ปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่ดูเตอร์เตไม่สนใจ โดยบอกว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของอเมริกา

          Credit :  ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
         
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ไทยและมาเลเซียเอาแน่สร้างกำแพงกั้นชายแดนป้องกันค้ามนุษย์-สกัดโจรใต้ เมื่อ: กันยายน 10, 2016, 02:27:02 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                         สื่อนอกเผยบิ๊กตู่เห็นพ้องนาจิบไทยและมาเลเซียเอาแน่สร้างกำแพงกั้นชายแดนป้องกันค้ามนุษย์-สกัดโจรใต้


โดย MGR Online    
9 กันยายน 2559 23:32 น.

                                  

        
                               พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย(ขวา) ให้การต้อนรับนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันศุกร์(9ก.ย.)

 
        รอยเตอร์/MGR Online - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันศุกร์(9ก.ย.) ว่าผู้นำของไทยและมาเลเซีย เห็นพ้องแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองด้านความมั่นคงมากขึ้นและเดินหน้าความเป็นไปได้ที่จะสร้างกำแพงกั้นตามแนวชายแดน เพื่อต่อสู้กับก่อการร้ายข้ามชาติและพวกลักลอบต่างๆ
      
       การลักลอบขนคนเข้าเมือง ยาเสพติด และอาวุธ เป็นหนึ่งในบรรดาอาชญากรรมข้ามชาติที่เฟื่องฟูขึ้นมาตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่มีระยะทาง 640 กิโลเมตร จนกระทั่งการปราบปรามอย่างหนักหน่วงของไทยเมื่อปีที่แล้วได้ก่อความยุ่งเหยิงแก่เส้นทางการลักลอบค้ามนุษย์ในภูมิภาค
      
       ขณะเดียวกันพวกนักวิเคราะห์บอกว่ากลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่กำลังปฏิบัติการทางภาคใต้ตอนล่างของไทย ได้ใช้มาเลเซียเป็นฐานดำเนินการและวางแผนโจมตี
      
       นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย บอกกับผู้สื่อข่าวว่าเรื่องความมั่นคงยังเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งของทั้งสองประเทศ และมีข้อตกลงว่าจะเพิ่มการรวบรวมและแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองเพื่อจับกุมพวกก่อการร้ายข้ามพรมแดน
      
       ด้านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยระบุว่า "เราทั้งสองประทศ ต่างเผชิญกับประเด็นด้านความมั่นคง ในนั้นรวมถึงการต่อสู้กับก่อการร้าย ค้ามนุษย์และลักลอบผิดกฎหมาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงจำเป็นต้องจัดการกับประเด็นร้ายแรงเหล่านี้"
      
       นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเสริมว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับก่อสร้างและขยายกำแพงกั้นชายแดน ซึ่งยังต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ "ประเด็นนี้อยู่ภายใต้การพิจารณา แต่เราจำเป็นต้องสรุปถึงขอบเขตรูปธรรมของกำแพงหรือรั้วกั้น เช่นเดียวกับการแบ่งปันค่าใช้จ่าย"
      
       การเดินทางมาเยือนของนายนาจิบมีขึ้นตามหลังเหตุโจมตีนองเลือดหลายระลอกทางภาคใต้ของไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ในนั้นรวมถึงเหตุระเบิดหลายจุดตามเมืองท่องเที่ยว ที่ตำรวจไทยเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิมทางภาคใต้ของประเทศ
      
       นักวิเคราะห์เชื่อว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของกบฏแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น หลังจากทางกลุ่มไม่ได้มีส่วนร่วมกับการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มกบฏต่างๆในมาเลเซีย
      
       แนวชายแดนที่มีรูพรุนระหว่างไทยกับมาเลเซียยังเป็นจุดที่ใช้ลักลอบขนอาวุธ ยาเสพติด และน้ำมันผิดกฎหมาย ทั้งนี้ หลังจากเข้ายึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2014 คณะรัฐประหารของไทยให้สัญญาในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่านโยบาย “ความอดทนเป็นศูนย์” ต่อการลักลอบค้ามนุษย์และดำเนินการปราบปรามทั่วประเทศ
      
       สถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษทางภาคใต้ของไทย โหมกระพือขึ้นอีกครั้งในปี 2004 และนับตั้งแต่นั้นมีผู้คนเสียชีวิตแล้วมากกว่า 6,500 ศพ

            Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์
      


 

 
11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / จากใจ จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อ: กันยายน 07, 2016, 06:34:24 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                       จากใจ  จิตตนารถ ลิ้มทองกุล  ลูกชาย สนธิ ลิ้มทองกุล

ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
7 กันยายน 2016
                                                 

      ผมขอกราบขอบพระคุณมิตรรักและผู้ที่ส่งกำลังใจมาให้แก่คุณสนธิทุกท่านอย่างสุดซึ้งจากใจครับ
       
        วันนี้คุณสนธิยืนฟังศาลฎีกาพิพากษาคดีอย่างสงบนิ่งเข้มแข็ง อย่างเช่นเคยครับ
       
        เมื่อวานก่อนขึ้นศาลคุณสนธิได้สั่งหลายเรื่องกับผมเอาไว้ในกรณีหากผลคดีจะออกมาดังในวันนี้ ดังที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วครับ
       
        คุณสนธิได้บอกว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่านขอให้ดำรงสติ และเข้มแข็ง รักษาปณิธานของท่านที่ต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และผลประโยชน์ของภาคประชาชนเอาไว้ตามกำลังและความสามารถที่เราพึงจะกระทำให้ดีที่สุดครับ
       
        ผมกับคุณสนธิเราเป็นพ่อลูกกันมองตาก็รู้ใจ คิดอะไรตรงกันหลายเรื่องโดยที่หลายครั้งไม่ได้พูดคุยกัน และผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านวิกฤตร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วน แค่กอดกันอย่างแน่นหนึ่งครั้งก่อนที่ท่านจะเข้าสู่สถานภาพผู้ต้องขัง ก็ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งมวลให้กันและกันได้อย่างเกินพอแล้วครับ
       
        จะมีแค่รู้สึกจุกน้ำตาเอ่ออยู่แค่ประโยคที่ท่านฝากถึง อ.จันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล คุณแม่ผมที่กำลังนอนรักษามะเร็งอยู่ในห้องไอซียูอยู่แค่ประโยคเดียวว่า
       
        "บอกแม่ว่าป๋าไม่เป็นอะไร ให้แม่เข้มแข็งเอาชนะโรคร้ายให้ได้ มีชีวิตสู้ให้ถึงวันที่ป๋าจะได้ออกมาเจอแม่นะ"
       
        ในส่วนของผมที่ตั้งแต่นี้จะต้องเป็นหลักต่อไป ความเข้มแข็งและปณิธานของคุณสนธินั้นได้ถ่ายทอดอยู่ในดีเอ็นเออย่างเต็มที่อยู่แล้ว และผมก็จะทำให้ดีที่สุดตามกำลังเท่าที่มีอยู่ ในรูปแบบที่เป็นตัวผมต่อไป ตามที่ท่านได้เอ่ยเอาไว้กับผมว่า "ทุกอย่างแล้วแต่ปั๊บจะจัดการแล้วนะ"
       
        ผมถือเสียว่าคุณสนธิ ได้เข้าไปปฏิบัติธรรมฝึกจิตตามคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ ตามปกติที่ท่านทำเป็นนิตย์อยู่แล้วในชีวิตประจำวันมาพักใหญ่จะเปลี่ยนก็เพียงสถานที่เท่านั้น
       
        เมื่อมองกลับมา คนที่ชีวิตเปลี่ยนจริงๆคงจะเป็นผมเสียมากกว่าที่นับแต่นี้คงต้องรับภาระแทนท่านอย่างเต็มตัว และต้องต่อสู้กับโรคร้ายร่วมกับคุณแม่ต่อไป และประคับประคองท่านให้เอาชนะมันจนกว่าพวกเราจะได้พบกันในโลกภายนอกอย่างมีความสุขกันอีกครั้ง
       
        แน่นอนครับ มีคนรักคุณสนธิย่อมมีคนที่เกลียดคุณสนธิ หลายคนแสดงความสะใจทับถม ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เรา และผมเองก็ไม่ได้ถือสาอะไร
       
        เพราะในเรื่องนี้ท่านก็ได้แสดงให้ผมดูเป็นตัวอย่างแล้วว่า ไม่คิดจะหนี ไม่ยืดเยื้อคดี และน้อมรับการพิจารณาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธย เพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลสถิตยุติธรรมเอาไว้ ไม่เหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนที่พยายามเลี่ยงหรือหลบหนีคดีอยู่ ซึ่งนอกจากจะเป็นปณิธานของท่านแล้ว ท่านยังบอกว่าเพื่อให้ผมและญาติพี่น้อง และบริวารสามารถเชิดหน้าต่อสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
       
        ผมเชื่อว่าคุณสนธิแม้จะอยู่ในที่คุมขังก็ยังสามารถทำประโยชน์หลายอย่างข้างในนั้นได้ โดยเฉพาะการให้ความรู้ ในส่วนข้างนอกสื่อในเครือผู้จัดการและnews1 จะยังทำหน้าที่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง สนับสนุนผู้นำให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่ภาคประชาชนได้ต่อสู้มา และท้วงติงเมื่อเหลือบไรที่เกาะผู้มีอำนาจอาศัยช่องว่างในการคอร์รัปชัน เพราะเรายังเชื่อมั่นว่าปัญหาที่แท้จริงยังไม่โดนขจัดไป ไม่อยากให้ประเทศไทยเป็นแค่สมบัติผลัดกันชม
       
        ใครที่คิดว่าคุณสนธิเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว สื่อในเครือผู้จัดการเราจะเชื่อง คงจะคิดผิดละครับ และทุกท่านคงเห็นกันแล้วว่า ใครทำดีเราเชียร์ ใครทำเหี้ยเราแฉ ก็คงเป็นอย่างนี้จนกว่าเราจะเจ๊งละครับ เพราะคุณสนธิพร้อมติดคุกไม่หนีคดีไม่ยอมให้ผมและลูกน้องต้องอาย เราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดไม่ให้ท่านต้องอายเช่นกัน
       
        ท้ายสุดนี้ ขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับความห่วงใย และกำลังใจจากทุกท่านที่ส่งมาให้กันอย่างไม่ขาดสาย
       
        จิตตนาถ ลิ้มทองกุล
 
12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Rodrigo Duterte: "The most hypocritical institution is the Catholic Church" เมื่อ: กันยายน 06, 2016, 11:06:24 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                Rodrigo Duterte: "The most hypocritical institution is the Catholic Church"

                                                 http://www.churchmilitant.com/news/article/philippine-president-elect-bashes-catholic-church

by Bradley Eli, M.Div., Ma.Th.  •  
ChurchMilitant.com  •  May 23, 2016
Alan Petervich  Update September 6, 2016

                                                                       โรดรีโก ดูแตร์เต : “ สถาบันมือถือสากปากถือศีลที่สุดคือศาสนจักรคาทอลิก “

Rodrigo Duterte: "The most hypocritical institution is the Catholic Church" http://www.churchmilitant.com/news/article/philippine-president-elect-bashes-catholic-church

      MANILA (ChurchMilitant.com) - The (soon-to-be) president of the Catholic Philippines is trashing the Catholic Church and Her bishops.
Rodrigo Duterte, elected May 9 as president of the predominantly Catholic Philippines, spoke vulgarly of the country's bishops in a news conference Saturday. "Some people here in the Philippines can't even afford to have food to eat or get medicine while you're enjoying the money of the [expletive] people. Aren't you ashamed of yourselves, you [expletive]? You know, the most hypocritical institution is the Catholic Church."

       มะนิลา (ChurchMilitant.com) – ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์คาทอลิก กำลังพูดเหลวไหลเล่นงานศาสนจักรคาทอลิกและบรรดาพระสังฆราชของศาสนจักร  โรดรีโก ดูแตร์เต ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมได้เป็นประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก  ได้พูดแบบไพร่หยาบคายให้ร้ายต่อบรรดาพระสังฆราชของประเทศ ในที่ประชุมแถลงข่าวหนังสือพิมพ์เมื่อวันเสาร์  เขาว่า “ ประชาชนบางคนที่นี่ในฟิลิปปินส์ ไม่สามารถแม้จะหาอาหารกินหรือมียารักษาโรค ในขณะที่พวกแกชื่นชมกับเงินทองของประชาชน( คำสบถ )  พวกแกไม่อายตัวเองหรือ  แก ไอ้ (คำสบถ ) ?  พวกแก สถาบันมือถือสากปากถือศีลที่สุดคือศาสนจักรคาทอลิกนี่แหละ “

Duterte, current mayor of Davao City, who will be inaugurated as president June 30, is upset with the bishops for telling the people not to vote for him. After beating his closest rival by a landslide margin of six million votes, Duterte taunted the bishops with the remark, "Look, were you able to stop me?"

ดูแตร์เต ที่เคยเป็นผู้ว่าราชการเมืองดาเวา  ซึ่งได้ทำพิธีรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน  ไม่พอใจอย่างยิ่งกับบรรดาพระสังฆราชคาทอลิกที่บอกประชาชนอย่าลงคะแนนเสียงให้เขา หลังจากที่ชนะคู่แข่งที่ตามมาติดๆด้วยคะแนนท่วมท้นพลิกแผ่นดินถึงหกล้านเสียง  ดูแตร์เต เหน็บแนมบรรดาพระสังฆราชด้วยคำพูดว่า “ ดูซิ พวกแกสามารถหยุดข้าได้ไหม?”

Free episode from CHURCH MILITANT premium ภาคพิเศษจาก เว็บไซต์ CHURCH MILITANT
WATCH NOW ดูเลย

As ChurchMilitant.com reported, the self-professed dictator cursed Pope Francis back in November, calling him "a son of a whore." Duterte later apologized after the bishops publicly condemned this incident.

ตามรายงาน ของ ChurchMilitant.com  ผู้เผด็จการที่แสดงตนเช่นนั้น ด่าสาบแช่งโป๊บฟรังซิสในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเรียกพระองค์ว่า “ ไอ้ลูก.....( คำด่าโสเภณี )”   ดูแตร์เตต่อมาได้ขอโทษหลังจากที่บรรดาพระสังฆราชได้ประนามเรื่องนี้ออกสู่สาธารณะทั่วไป.

Archbishop Socrates Villegas, president of the Catholic Bishops' Conference of the Philippines, last December rebuked Duterte for the papal slur. "When a revered and loved and admired man like Pope Francis is cursed by a political candidate and the audience laughs, I can only bow my head and grieve in great shame."  Nicknamed "The Punisher," Duterte admits to using vigilante death squads to execute criminals in Davao City, where he was mayor for 20 years, and is making good on his threat last December when he promised,  I will destroy the Church and the present status of so many priests and what they are doing. You priests, bishops, you condemn me and suggest I withdraw, but then I will start to open my mouth. There are so many secrets that we kept as children. Do not force (me to speak) because this religion is not so sacred.

พระอัครสังฆราชโซกราเตส วิลเลกราส ประธานสภาพระสังฆราชแห่งฟิลิปปินส์  เมื่อเดือนธันวาคมที่แล้วได้ต่อว่า ดูแตร์เตที่สร้างมลทินแก่พระสันตปาปา  “ เมื่อคนที่น่าเคารพและน่ารัก่านิยมอย่างพระสันตะปาปาฟรังซิสถูกด่าประนามโดยผู้สมัครทางการเมืองและผู้ฟังหัวเราะชอบใจ  พ่อสามารถเพียงก้มศีรษะของพ่อและเศร้าเสียใจในความอับอายใหญ่หลวง “  ดูแตร์เต ที่ได้รับฉายาว่า “ นักลงโทษ “ ยอมรับว่าได้ใช้หน่วยจับตายที่เฝ้าคอยสำเร็จโทษอาชญากรทั้งหลายในเมืองดาเวา  ที่ซึ่งเขาได้เป็นผู้ว่าราชการมาแล้วนานถึง 20 ปี  และกำลังได้ผลจากการคุกคามของเขาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อเขาสัญญาว่า ข้าจะทำลายศาสนจักรและสถานะปัจจุบันของบรรดาบาทหลวงจำนวนมากและสิ่งที่พวกเขาทำ  พวกแก บาทหลวง สังฆราช พวกแกประนามข้าและเสนอแนะให้ข้าถอย  ดังนั้น ข้าจะเริ่มเปิดปากของข้าเสียที  มีความลับมากมายที่พวกเราเก็บไว้ในฐานะเด็ก  อย่าบังคับ ( ข้าให้พูด )  เพราะว่าศาสนานี้ไม่ศักดิ์สิทธิ์จริงดอก.

Now he is accusing bishops of violating their vow of celibacy with women, and seeking favors, like cars and property, from politicians. He's claiming that this corruption is a violation of the country's constitutional edict defining separation of church and state. As mayor, Duterte continues his vow to kill criminals. His public vulgarities extended to joking last month about wishing he had been first in line to rape an Australian missionary who died in 1989 while sexually assaulted in a prison riot in the Philippines. He also speaks openly of his adulterous relationships.

ปัจจุบัน เขากำลังกล่าวหาบรรดาพระสังฆราชว่าละเมิดคำปฏิญาณถือความบริสุทธิ์กับพวกผู้หญิง  และแสวงหาความฟุ้งเฟ้อ เช่นรถราและทรัพย์สมบัติ จากนักการเมือง  เขาประกาศว่าการคอรัปชั่นนี้เป็นการละเมิดต่อข้อกำหนดกฤษฎีการัฐธรรมนูญของประเทศ ที่จำกัดความการแบ่งแยกศาสนจักรจากการเมือง   ในฐานะผู้ว่าราชการ  ดูแตร์เตยังคงถือปฏิญญาของเขาที่จะฆ่าอาชญากรทุกคน  ความสามหาวแบบไพร่ของเขาแผ่ไปถึงการล้อเล่นเมื่อเดือนที่แล้วเกี่ยวกับความประสงค์ที่ว่าเขาน่าจะเป็นคนแรกในแถวที่ .....( คำสุภาพ – ร่วมเพศ )กับมิสชันนารีออสเตรเลียซึ่งถึงแก่กรรมในปี 1989 ขณะที่ถูกจู่โจมทางเพศในการจราจลในคุกของฟิลิปปินส์   เขายังพูดอย่างเปิดเผยถึงการมีความสัมพันธ์การร่วมประเวณีหลายๆครั้งของเขา.

Referring last year to Duterte's public support, Abp. Villegas recalled that killing people, adultery and vulgarity were all forms of corruption. "My countrymen have gone to the dregs," the archbishop had lamented. A former Catholic, Duterte claims to believe in God but not religion, and is questioning openly whether the Catholic Church is still relevant in modern society. He has also vowed to make contraception more widely available in the Philippines, a move directly opposed to Church teaching.
The president-elect is saying he'll continue to publicly disclose "the sins of the Catholic Church" until next month when he's inaugurated as president. After that he promises to be more circumspect.

โดยอ้างถึงการสนับสนุนของสาธารณชนต่อดูแตร์เตเมื่อปีที่แล้ว  พระอัครสังฆราช วิลเลกาสฟื้นความทรงจำว่า การฆ่าคน การล่วงประเวณีและการประพฤติแบบไพร่ชั้นต่ำ ทั้งหมดนั้นเป็นรูปแบบของการคอรัปชั่น  “ เพื่อนร่วมชาติของพ่อได้เดินไปสู่ส่วนที่เลวทรามแล้ว “ พระอัครสังฆราชได้แสดงความโศกเศร้า   ดูแตร์เต อดีตคาทอลิก  ประกาศว่าเขาเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ใช่ศาสนา  และเขาถามอย่างเปิดเผยว่าศาสนจักรคาทอลิกยังตรงกับสังคมสมัยใหม่หรือไม่   เขายังได้ปฏิญาณที่จะเปิดให้มีการคุมกำเนิดอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นในฟิลิปปินส์  การกระทำที่ขัดขวางโดยตรงกับคำสอนของศาสนจักร
ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งคนนี้กล่าวว่า เขาจะเปิดเผย “ บาปต่างๆของศาสนจักรคาทอลิก “ทางสาธารณะต่อไป  จนถึงเดือนที่เขาจะเข้ารับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดี  หลังจากนั้นเขาสัญญาที่จะระมัดระวังมากขึ้น.

Bradley Eli, M.Div., Ma.Th. is a staff writer for ChurchMilitant.com.
Follow Bradley on Twitter: @BradleyLEli 
13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Obama hints at canceling meeting with Philippine president เมื่อ: กันยายน 06, 2016, 09:10:13 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

                                                                      Obama hints at canceling meeting with Philippine president

                                                     - See more at: http://www.ooyuz.com/geturl?aid=13043480#sthash.eAvn75iw.dpuf

                                                                 

      ‘Son of a --- I will swear at you’: Philippine president warns Obama not to raise extrajudicial killings
-Vancouver Sun
MANILA, Philippines — Philippine President Rodrigo Duterte warned President Barack Obama on Monday not to question him about extrajudicial killings, or “son of a --- I will swear.at you” when they meet in Laos during a regional summit. Duterte said before flying to Laos that he is a leader of a sovereign country and is answerable only to the Filipino people. He was answering a reporter’s question about how he intends to explain the extrajudicial killings to Obama. More than 2,000 suspected dru.. -

       "Who Is He To Confront Me?" - Philippines President Unloads On "Son Of A Bitch" Barack Obama

       What was an embarrassing weekend for president Barack Obama, whose arrival at the G-20 summit in China was a case study in diplomatic humiliation, just turned even worse when on Monday, Philippine president Rodrigo Duterte warned the US president not to question him about extrajudicial killings, or "son of a bitch I will swear at you" when the two presidents meet at a summit in Laos in the coming days.

      The topic of Duterte's killing spree, supposedly involving mostly criminals and drug-traffickers, without due process has raised eyebrows most recently by the United Nations, which urged the Philippines to stop executing and killing people linked to drug business and threatened that “state actors” could be punished. As a result, two weeks ago Duterte lashed out at the UN and threatened that the country could leave the UN. "Maybe we'll just have to decide to separate from the United Nations. If you're that rude, son of a bitch, we'll just leave you," Duterte told reporters in Davao, quoted by Bloomberg. “I don't give a shit about them,” he added. “They are the ones interfering. You do not just go out and give a shitting statement against a country.”

       Fast forward to today when the outspoken president lobbed a preemptive warning at Obama, and before flying to Laos where the two heads of state are set to meet, said that he is a leader of a sovereign country and is answerable only to the Filipino people. He was answering a reporter's question about how he intends to explain the extrajudicial killings to Obama. More than 2,000 suspected drug pushers and users have been killed since Duterte launched a war on drugs after taking office on June 30.

In his typical foul-mouthed style, Duterte was quoted by AP as responding: "Who does he think he is?  I am no American puppet. I am the president of a sovereign country and I am not answerable to anyone except the Filipino people, nobody but nobody. You must be respectful. Do not just throw questions. Son of a bitch I will swear at you in that forum," he said.

Duterte went on to blame the US for causing the unrest on the southern Philippines Island of Mindanao. "As a matter of fact, we inherited this problem from the United States," he said. "Why? Because they invaded this country and made us their subjugated people. Everybody has a terrible record of extra-judicial killing. Why make an issue about fighting crime?" He added: "Look at the human rights of America along that line. The way they treat the migrants there."

Duterte has earlier cursed the pope and U.N. Secretary-General Ban Ki-moon.

Aware of the firestorm his question would provoke from his less than diplomatic peer, it wasn't clear whether Obama plans to raise the issue of extrajudicial killings with Duterte during a meeting on the sidelines of the summit of the Association of Southeast Asian Nations.

"Who is he to confront me?" Duterte said, adding that the Philippines had not received an apology for misdeeds committed during the U.S. colonization of the Philippines. He pointed to the killing of Muslim Moros more than a century ago during a U.S. pacification campaign in the southern Philippines, blaming the wounds of the past as "the reason why (the south) continues to boil" with separatist insurgencies. Duterte then once again pointed to human rights problems in the United States.

Last week, Duterte said he was ready to defend his bloody crackdown on illegal drugs, which has sparked concern from the U.S. and other countries. The president also said he would demand that Obama allow him to first explain the context of his crackdown before engaging the U.S. president in a discussion of the deaths.

In response, Obama suggested Monday his planned meeting with Duterte may not go forward. "I always want to make sure if I'm having a meeting that it's productive and we're getting something done," Obama said during his news conference.

"If and when we have a meeting, this is something that is going to be brought up," Obama said, referring to the Philippines' controversial record of combating drug crime since Duterte took office earlier this year.

Obama has been attending a meeting of the Group of 20 nations in Hangzhou, China, where his infamous snub by China made global headlines over the weekend. It appears he may have hed enough snubs for one trip.

          Credit : Tyler Durden
                       Sep 5, 2016 2:51 PM

14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โอบามายกเลิกแผนคุยปธน.ฟิลิปปินส์นอกเวทีประชุมสุดยอดผู้นำ รับไม่ได้ถูกด่า'ลูกกะหร เมื่อ: กันยายน 06, 2016, 08:42:24 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                  โอบามายกเลิกแผนคุยปธน.ฟิลิปปินส์นอกเวทีประชุมสุดยอดผู้นำ รับไม่ได้ถูกด่า'ลูกกะหรี่'!!

                                                               http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000089328


โดย MGR Online   
6 กันยายน 2559 06:08 น.

     
ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้รับการต้อนรับด้วยพรมแดงกับทหารกองเกียรติยศ เยี่ยงการเยือนในระดับประมุขแห่งรัฐ (State Visit) และ ในท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปราย ขณะเครื่องบิน Air Force 1 ลงจอดที่สนามบินวัดไต ก่อนเที่ยงคืนวันจันทร์ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็น ปธน.สหรัฐคนแรกที่ไปเยือนลาว ขณะยังอยู่ในตำแหน่ง 
 
 
        รอยเตอร์ - ประธานาธิบดีบารัค โอบามาแห่งสหรัฐฯ ยกเลิกนัดที่จะเป็นการพบปะกันเป็นครั้งแรกกับนายโรดริโก ดูเตอร์เต รอบนอกการประชุมระหว่างเหล่าผู้นำโลกกับอาเซียน หลังผู้นำฟิลิปปินส์ ด่าทอโอบามาด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า "ลูกกะหรี่" จากการเปิดเผยของทำเนียบขาวในวันอังคาร(6ก.ย.)
       
        นายดูเตอร์เต ที่มีชื่อเสียงด้านคำพูดที่มีสีสันและนโยบายต่อต้านยาเสพติดที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันศพ ได้พูดถึงนายโอบามา ว่าเป็น "ลูกกะหรี่" ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์(5ก.ค.) หนึ่งวันก่อนหน้าที่ทั้งคู่มีแผนพบปะกันที่ประเทศลาว ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของเหล่าผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
       
        โอบามาทราบข่าวเกี่ยวกับคำพูดหมิ่นประมาท หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมซัมมิทจี20 ที่เมืองหางโจว ทางภาคตะวันออกของจีน โดยเขาได้บอกให้คณะผู้ช่วยไปพูดคุยกับเหล่าเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ เพื่อทบทวนว่าการประชุมทวิภาคีดังกล่าวจะมีการสนทนาอย่างสร้างสรรค์หรือก่อประโยชน์ใดๆหรือไม่ ซึ่งก่อให้เกิดความสงสัยว่าการพูดคุยจะเป็นไปตามแผนเดิมหรือเปล่า
       
        ต่อมา ไพรซ์ โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เผยว่าตอนนี้แผนของโอบามา ได้เปลี่ยนไปพบปะกับประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย ของเกาหลีใต้แทน เพื่อตอบสนองต่อการทดสอบขีปนาวุธล่าสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งคาดหมายว่ามันจะอยู่ในวาระของการหารือด้วย
       
        โอบามา เดินทางถึงกรุงเวียงจันทร์เมื่อกลางดึกคืนวันจันทร์(5ก.ย.) นับเป็นการเดินทางเยือนลาวเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯขณะที่ยังอยู่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเขาต้องการเริ่มต้นจัดการกับมรดกระเบิดของอเมริการะหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
       
        ประธานาธิบดีสหรัฐฯเตรียมที่จะกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับความสำคัญของอาเซียนในนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างสมัยที่ 2 ของการดำรงตำแหน่งของเขา ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 20 มิถุนายนปีหน้า และได้เตรียมการพบปะกับเหล่าผู้นำในภูมิภาคเป็นเวลา 3 วัน
       
        ทำเนียบขาวระบุว่าโอบามาไม่มีแผนไล่บี้เกี่ยวกับความกังวลของเขาในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ พันธมิตรเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในสนธิสัญญาด้านการทหาร ยามที่เขาพบปะพูดคุยกับนายดูเตอร์เต
       
        นายดูเตอร์เต คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมิถุนายน ภายใต้นโยบายหาเสียงจัดการอาชญากร กวาดล้างยาเสพติดและผู้ค้ายาเสติด ซึ่งกระพือเหตุฆ่าโดยศาลเตี้ยหลายระลอกหลังจากนั้น
       
        ดูเตอร์เต บอกว่ามันจะเป็นเรื่องหยาบคายหากนายโอบามาหยิบยกประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนขึ้นมา และบอกกับผู้สื่อข่าวว่าการสนทนาแบบนี้จะกระตุ้นให้เขาสาปแช่งนายโอบามา โดยใช้คำว่า "ลูกกะหรี่" ในภาษาฟิลิปปินส์
       
        "จะมีคนผู้ฆ่ามากกว่านี้ จะมีคนถูกฆ่าอีกมากจนกว่าคนค้าจะหมดไปจากท้องถนน จนกว่าพวกผลิตยาเสพติดคนสุดท้ายจะถูกสังหาร เราจะเดินหน้าต่อและผมจะเดินหน้าต่อ" เขากล่าว
       
        นอกจากนี้แล้วนายดูเตอร์เต ยังประกาศกร้าวว่าเขาจะไม่รับคำสั่งของสหรัฐฯ อดีตผู้ปกครองอาณานิคมของฟิลิปปินส์และไม่สนใจด้วยว่าประธานาธิบดีโอบามาจะรู้สึกอย่างไร "ผมไม่สนใจหรอกว่า จะมีคนมาคอยจับตาดูพฤติกรรมของผม" เขากล่าว
       
        นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดูเตอร์เต พูดตอบโต้อย่างก้าวร้าวต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือความเห็นอื่นใดที่ไม่เข้าหู โดยก่อนหน้านี้เขาเคยด่าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสและทูตสหรัฐฯประจำมะนิลาว่าลูกกระหรี่เช่นกัน
       
        เมื่อวันจันทร์(5ก.ย.) โอบามาเผยว่าเขาตะหนักถึงความสำคัญของการต่อสู้กับการค้ายาเสพติด แต่ยืนกรานว่ามันต้องกระทำภายใต้กรอบของกฎหมาย

          Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / หนุน"ประยุทธ์"นั่งนายกฯรอบ 2 ท่วมท้นบีบพรรคใหญ่ประเมินใหม่ !! เมื่อ: กันยายน 06, 2016, 08:13:48 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                หนุน"ประยุทธ์"นั่งนายกฯรอบ 2 ท่วมท้นบีบพรรคใหญ่ประเมินใหม่ !!

                                                                 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000089307


โดย MGR Online   
6 กันยายน 2559 07:10 น.

      เมืองไทย 360 องศา
       
        ต้องเรียกว่าสร้างความอิ่มเอิบจนหัวใจพองโตกันเลยทีเดียวสำหรับผลสำรวจล่าสุดของสถาบันพระปกเกล้า และผลสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ที่ออกมาว่าประชาชนสนับสนุนและเชื่อมั่นการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยเสียงท่วมท้น และสนับสนุนให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบสองหลังการเลือกตั้งในปลายปี 2560 โดยผลสำรวจสำนักแรกได้คะแนนสูงกว่าร้อยละ 80 ขณะที่สำนักหลังก็เกินร้อยละ 60 เรียกว่าไม่ธรรมดาเพราะเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ก็ยังถือว่าความนิยมยังอยู่ในระดับสูง
       
        ที่สำคัญก็คือหากพิจารณาจากสถานะของเขาที่มาแบบ"เผด็จการ"จากการรัฐประหาร ขณะเดียวกันเมื่อหันไปพิจารณาถึงความนิยมของพรรคการเมืองและนักการเมืองผลออกมาในทางตรงข้ามนั่นคือได้รับความเชื่อมั่นเกือบรั้งท้าย ทั้งที่หากพิจารณากันตามองค์ประกอบแล้วต้องเรียกว่านี่คือ"ฝ่ายประชาธิปไตย"เชียวละ ซึ่งก็ถือว่า"คงเส้นคงวา"เช่นเดียวกัน นั่นคือชาวบ้านยัง"เสื่อมศรัทธา"แบบเสมอต้นเสมอปลายหากเปรียบเทียบกับช่วงสองสามปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นเลย
       
        อย่างไรก็ดีหากมองย้อนกลับไปไม่นานหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ก็เริ่มมีการพูดถึงการสนับสนุนให้เขากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวผ่าน เพราะในบทเฉพาะกาลเปิดทางให้มีการโหวตเลือกนายกฯจากคนนอกได้ ซึ่งหากพิจารณากันแบบไม่ต้องคิดมากแบบประชาธิปไตยจ๋าก็ถือว่าแบบนี้ก็มาตามวิถีทาง เป็นปนะชาธิปไตยแบบ"ไทยๆ"อย่างที่พูดกัน
       
         ขณะเดียวกันสิ่งที่น่าสนใจก็คือในผลสำรวจดังกล่าวข้างต้นชาวบ้านก็ไม่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งพรรคการเมือง โดยในประเด็นนี้มีเสียงเห็นด้วยค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก นั่นก็แสดงว่าชาวบ้านเขาอ่านเกมขาดว่า"ไปไม่รอดแน่" เพราะจากประสบการณ์เท่าที่เห็นมาไม่เคยมีอดีตนายทหารสักรายเดียวที่ทำได้ดีไม่ว่านายทหารคนนั้นจะมีอดีตที่ยิ่งใหญ่เคยมีอำนาจมากแค่ไหน แต่หากมาเป็นหัวหน้าพรรคเองก็เหลวเละเทะทุกราย
       
        ดังนั้นหากจะสรุปจากผลสำรวจข้างต้นก็ต้องบอกว่าชาวบ้านสนับสนุนให้เขากลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรอบสองตามกติกาที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปิดทางให้ สมาชิกรัฐสภาโหวตเลือกจากคนนอกบัญชีของพรรคการเมืองได้นั่นเอง โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องตั้งพรรคเอง ซึ่งเส้นทางแบบนี้ก็จะคล้ายกับเส้นทางที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยเดินมาแล้วและเดินมานานถึง 8 ปี แม้ว่าสำหรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากจะเดินในเส้นทางเดียวกัน แต่ก็ทำได้แค่ไม่เกิน 5 ปี เท่านั้น เพราะในบทเฉพาะกาลกำหนดเปิดทางให้แค่นั้น แต่เมื่อรวมกับสองสามปีที่เป็นอยู่มันก็กินเวลาใกล้เคียงกันถือว่านานพอที่จะสร้างผลงานตามยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้ได้เหมือนกัน
       
        ขณะเดียวกันเมื่อหันมาพิจารณาอีกด้านหนึ่งในมุมของพรรคการเมือง และนักการเมืองมันก็ยังน่าหดหู่เหมือนเดิม เพราะเท่ากับว่าชาวบ้านยังเสื่อมศรัทธาไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งในอดีต ปัจจุบันและยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะมีใครมาเป็น"คู่แข่ง"กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อย่างสูสี หรือไม่ห่างชั้นกันเกินไป เพราะหากโฟกัสไปที่สองพรรคการเมืองใหม่ในปัจจุบันทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ก็ยังเอาแน่นอนอะไรไม่ได้เลย โดยพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่เห็นแววว่าจะส่งใครเข้ามา เท่าที่เห็นก็มีเพียงคนที่อยากเสนอหน้าเพียงแต่ว่าต้องรอเคาะจากเจ้าของพรรคตัวจริงคือ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่รู้ว่าทิศทางในอนาคตจะเป็นแบบไหนหลังจากที่ชาวบ้าน"โหวตสวน"รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้เก้าอี้ตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่นสะเทือนอย่างหนักทันที และเรื่องชิงตำแหน่งนายกฯคนต่อไปหลังเลือกตั้งในปีหน้าก็เลิกพูดถึงกันอีกต่อไปแล้ว เพราะนาทีนี้เหมือนกับมองเห็นอนาคตกันแบบไม่ต้องคิด ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าอาจจะต้องมีการผ่าตัดพรรคกันครั้งใหญ่ทีเดียว
       
        หากพิจารณากันแบบสั้นๆตัดตอนแบบหยาบๆมันก็พอมองเห็นได้ว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองจะต้องปฏิรูปตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่หมดชนิดที่ต้องยอมรับกติกาใหม่แบบก้มหน้าไม่ต้องพูดมากอีกต่อไป นั่นคือเมื่อกติกากำหนดให้เล่นอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น เพราะในบรรยากาศที่ความเสื่อมศรัทธายังสูงแบบนี้หากยังขืนพูดมากมันก็ยิ่งเข้าตัวกินลึกลงไปเรื่อยๆ สู้อยู่นิ่งๆสักพักใหญ่เพื่อรอจังหวะให้ฝ่ายตรงข้ามพลาด ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อขึ้นสูงแล้วมันก็ย่อมตกลงมา ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายการเมืองก็เคยเป็นมาแล้ว
       
         ดังนั้นในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต่อเนื่องไปถึงอนาคตอันใกล้นี้มันก็เหมือนกับสถานการณ์บังคับให้พรรคการเมืองต้องประเมินกันใหม่ เหมือนกับบีบบังคับให้ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งว่าจะเลือกหลักการประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งยืนหยัดต้องหนุนคนในเป็นายกฯกับไหลไปตามกติกาใหม่เปิดกว้างยืดหยุ่นสนับสนุนนายกฯคนนอกเพื่อให้ผ่านช่วงยากลำบากไปให้ได้ก่อน เหมือนกับลู่ตามลมไปสักพัก ซึ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์น่าจะปรับตัวได้ดีกว่า หากเทียบกับในยุคอดีตที่เคยสนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์มาแล้ว !!

          Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์
 
                                                         

                                                             

 
     
 
 
 
 

 

 
หน้า: [1] 2 3 ... 112