หน้า: [1] 2 3 ... 107
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ลาตินยังคงเป็นภาษาทางการของศาสนจักรโรมันคาทอลิก เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2016, 11:02:18 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                            Latin Is still the Official Language of the Roman Catholic Church


BY FR. PETER CAROTA                                                                                                                                                                                                                  February18 ,2014                                                                                                                                                                                                                              Alan Petervich  Update May 24 , 2016

When ever we try to share God’s love for the Holy Latin Mass, the most common objection from these people is: “I can not understand Latin”.  A convert to the Catholic faith when the mass was offered in Latin and then changed into English, said it well: “It has lost its otherness, its sacredness, now being said in the common language”.  ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราพยายามมีส่วนร่วมความรักของพระเจ้าสำหรับมิสซาลาตินศักดิ์สิทธิ์  ข้อขัดขวางปกติธรรมดาที่สุดจากบรรดาประชาชนเหล่านี้ก็คือ “ ฉันไม่สามารถเข้าใจภาษาลาติน “   ผู้กลับใจคนหนึ่งมาสู่ความเชื่อคาทอลิก เมื่อมิสซาถวายเป็นภาษาลาตินและเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ กล่าวว่าก็ “ มิสซาสูญเสียความเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง  ความศักดิ์สิทธิ์ของมิสซา  ซึ่งตอนนี้ถวายเป็นภาษาชาวบ้านธรรมดา “

Before Vatican II, during Vatican II and today, 50 years after Vatican II, Latin is still the official language of the Catholic Church.  All the pope’s encyclicals are still first written in latin and then translated into other languages.   ก่อนสังคายนาวาติกัน II  ระหว่างสังคายนาวาติกัน II และปัจจุบันนี้   50 ปีหลังสังคายนาวาติกัน II  ลาตินก็ยังคงเป็นภาษาทางการของพระศาสนจักรคาทอลิก   สมณสารทุกฉบับของพระสันตะปาปายังคงเขียนครั้งแรกเป็นภาษาลาติน และจากนั้นก็ถูกแปลเป็นภาษาอื่นๆ

Does anyone have any idea of how many spoken languages there are in the whole world.  I would imagine thousands of different languages, (and that would also include the dialects).  And where did this all come from?  The tower of Babel (the word Babel is the root of the word “babbling” or not to be understood when speaking).  The sin of pride and trying to be like God (as satan wished to be), brought about a separation of all people by them each speaking a different language.  มีใครสักคนหนึ่งไหมที่มีความคิดถึงว่ามีภาษาพูดมากมายเท่าใดในโลกทั้งครบนี้  พ่อเองประมาณว่ามีหลายพันภาษา ( และยังรวมเอาสำเนียงแตกต่างด้วย )  และภาษาทั้งหมดเหล่านี้มาจากไหน?  หอบาเบล ( คำว่า Babel เป็นรากของคำ “ babbling – พูดไม่เป็นภาษา “ หรือไม่มีใครเข้าใจเมื่อพูดออกมา )  บาปของความหยิ่งจองหองและการพยายามเป็นคล้ายพระเจ้า ( เหมือนที่ซาตานอยากจะเป็น )  นำการแตกแยกของประชาชนทุกคนโดยพวกเขาเองที่แต่ละคนพูดภาษาแตกต่างกัน. 

If you happen to travel a lot, like I do, you know that people speak so many different languages that it would be impossible for us to learn them all.  So what happens, we need translators most of the time.  ถ้าคุณเกิดจะเดินทางมากๆ เหมือนที่พ่อทำ  คุณจะรู้ว่าประขาชนพูดภาษาแตกต่างกันมากมายจนว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเราที่จะเรียนภาษาได้ทั้งหมด   ดังนั้นอะไรเกิดขึ้น  เราต้องการล่ามในเวลาส่วนใหญ่ที่สุด

When I was at the Sacra Liturgia conference in Rome, they had simultaneous translations in English, Spanish, German and French.  And as great as a gift this is for many people to understand in their own language, it still takes a great deal of effort.  First you need all the electronic equipment.  Then the person giving the speech needs to have written his speech so that the translator can be reading it as it is being presented.  And even then, the translator has a difficult time putting certain sayings into another language that does not think that way or use those examples.  Often there was a lag while the translator struggled with the concept, not so much the literal translation.  เมื่อพ่ออยู่ในการประชุมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ( Sacra Liturgia Conference ) ในกรุงโรม  พวกเขามีการแปลภาษาทันทีมากถึงสี่ภาษาคือ อังกฤษ  สเปญ  เยอรมันและฝรั่งเศส  และยิ่งใหญ่เป็นเหมือนของให้นี้คือสำหรับประชาชนจำนวนมากจะได้เข้าใจภาษาของพวกเขาเอง  ยังมีความพยายามมหาศาล  ในชั้นแรกคุณต้องการเครื่องมือทางอีเล็คโทรนิกทุกชิ้นในงานนี้  จากนั้น คนที่พูดก็ต้องการที่จะเขียนบทพูดของเขา เพื่อผู้แปลสามารถอ่านบทนั้นขณะที่มีผู้นำเสนอ   และแม้ต่อจากนั้น  ผู้แปลมีเวลายุ่งยากมากที่จะพูดแปลเป็นอีกภาษาหนึ่งที่ไม่คิดแบบนั้นหรือการใช้คำพูดเช่นนั้น  บ่อยมากมีการลากเสียงยาวขณะที่ผู้แปลพยายามต่อสู้กับความคิด  ไม่แปลตามตัวอักษรมากนัก 

Then the presenter/speaker had to keep to written the text of the speech being given.  And that makes it very mechanical and not very heart moving. Now if for some reason or other you just might not know one of these four languages, you were out of luck, you were excluded.  And sad to say, many people from other countries had difficulty understanding or were simply not there or because their language was not one of the four being translated.  ครั้นแล้วผู้นำเสนอ/ผู้พูด ต้องเขียนบทที่จะพูดแจกจ่ายให้ผู้แปล  และนั่นทำให้เป็นเรื่องทางแม็คคานิกมากและไม่จูงใจเท่าไร  ตอนนี้ ถ้าด้วยเหตุผลบางประการหรือเหตุผลอื่น คุณอาจจะไม่รู้ว่าหนึ่งในภาษาสี่ภาษาเหล่านี้ คุณโชคไม่ดี คุณถูกถอดออก  และเสียใจที่จะพูด  ประชาชนมากมายจากประเทศอื่นๆ มีความยุ่งยากที่จะเข้าใจ หรือไม่อยู่ตรงนั้น หรือเพราะว่าภาษาของเขามิใช่หนึ่งในสี่ภาษาที่กำลังแปลกันอยู่ในห้องประชุม.

When I was young I knew some people who were promoting a new language(Esperanto) for all people to speak.  I thought that this was a great idea, since I had already tried to learn Latin, Spanish, French and Italian. เมื่อพ่อยังเป็นเด็ก  พ่อรู้จักคนบางคนที่พยายามส่งเสริมภาษาใหม่ ( ที่เรียกว่า Esperanto ) เพื่อทุกคนจะได้พูดกัน   พ่อคิดว่านี่เป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่  โดยที่พ่อเองได้พยายามเรียนภาษาลาติน  สเปญ  ฝรั่งเศสและอิตาเลียน.

Well, God has already gave us a great solution to this problem, and that is Latin.  It is already the root of many languages and still used extensively in the medical and biological worlds. ดีแล้ว  พระเป็นเจ้าได้ให้การแก้ไขที่ยิ่งใหญ่แก่พวกเราสำหรับปัญหานี้  และนั่นคือภาษาลาติน  ภาษานี้เป็นรากของภาษามากมายและยังคงใช้อย่างจริงจังกว้างขวางในโลกชีววิทยาและการแพทย์

The division of Babel was overcome by the unity of Pentecost.  When God sent the Holy Spirit on Mary and the Apostles, they did not speak latin, but aramaic.  But as they were speaking this language to everyone from around the world present in Jerusalem for the feast of booths, all were able to understand by a miracle.  There was absolutely no simultaneous translation going through a written script being read and translated through earphones.  Miraculously, God brought everyone back together by them understanding their own language while aramaic was being preached. การแบ่งแยกของหอบาเบลถูกเอาชนะโดยเอกภาพของงานพระจิตเจ้า  เมื่อพระเจ้าส่งพระจิตเจ้ามาสู่มาเรียและบรรดาอัครสาวก  พวกเขาไม่ได้พูดภาษาลาติน แต่พูดภาษาอารามาอิค   แต่ ขณะที่พวกเขาพูดกำลังพูดภาษานี้แก่ทุกคนที่มาจากทั่วโลกอยู่ในกรุงเยรูซาเลมสำหรับงานเฉลิมฉลอง  ทุกคนสามารถเข้าใจโดยอัศจรรย์  ไม่มีการแปลทันทีทันใดอย่างเด็ดขาด ผ่านสคริปต์ที่เขียนไว้มาอ่านและแปลผ่านหูฟัง   น่าอัศจรรย์  พระเจ้าได้นำทุกคนกลับมาพร้อมกันโดยพวกเขาเข้าใจเป็นภาษาของพวกเขาเอง ขณะที่กำลังมีการเทศน์สอนด้วยภาษาอารามาอิคอยู่.

God wants us who belong to the One, Holy, Apostolic, Catholic Church, to be united in faith, love and the Holy Sacraments.  Before the liturgical revolution, you could have your child baptized, been confirmed, assisted at Holy Mass, received Extreme Unction, receive absolution, been married in the exact same language every place in the world where the Roman Rites were being done…..in Latin.  พระเป็นเจ้าทรงประสงค์ให้พวกเราขึ้นกับพระศาสนจักร หนึ่งเดียว  ศักดิ์สิทธิ์  สากลและสืบจากอัครสาวก ( una , sancta , Catholica et Apostolica Ecclesia ) รวมตัวกันในความเชื่อ  ความรักและศีลศักดิ์สิทธิ์ประการต่างๆ   ก่อนการฟื้นฟูพิธีกรรม  ท่านสามารถให้ลูกของท่านล้างบาป  รับศีลกำลัง  ช่วยในพิธีมิสซา  รับศีลทาสุดท้าย  รับการยกบาป  แต่งงานในภาษาเดียวกันทุกสถานที่ในโลกที่ซึ่งพิธีโรมันดำเนินไปโดยใช้ภาษาลาติน.

Almost every Catholic in the world belongs to the Roman Rite.  There are many other rites and languages, but in comparison to the Roman Rite, they are minis-cue.  คาทอลิกทุกคนในโลกขึ้นกับจารีตโรมัน  มีพิธีการอื่นๆอีกมากและภาษาต่างๆ  แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจารีตโรมัน  ทั้งหมดก็เป็นส่วนเล็กนิดเดียว
The place St. Peter made for the center of the Catholic world, was not Jerusalem, but Rome where everyone spoke and wrote incredibly sophisticated Latin.  สถานที่ที่นักบุญเปโตรทำเป็นศูนย์กลางของโลกคาทอลิก  ไม่ใช่นครเยรูซาเลม  แต่เป็นกรุงโรม ที่ซึ่งทุกคนพูดและเขียนภาษาโรมันชั้นยอดเยี่ยมไม่น่าเชื่อ.

By far, the great classical writings in the world, are in Greek and Latin.  That is just a fact.  These cultures and societies, although pagan, were very sophisticated.  Their writings still are.  The only problem is that we are so uneducated that we can no longer read these great classics in their original language.  Before, any well educated person getting a classical education would have studied Greek and Latin and know this great body of works. And now, just because we are uneducated, we look down on Latin and Greek.  But the reality is that Latin and Greek look down on us.  ไกลกว่านั้น  ข้อเขียนชั้นคลาสสิคยิ่งใหญ่ในโลก ต่างอยู่ในภาษากรีกและลาติน  นั่นเป็นความจริงอย่างหนึ่ง  วัฒนธรรมและสังคมเหล่านี้  แม้จะนอกศาสนา  ทันสมัยมากทีเดียว  ข้อเขียนต่างๆยังเป็นแบบนั้นด้วย  ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือว่าพวกเราได้รับการศึกษาไม่พอที่จะว่า เราไม่สามารถอีกต่อไปที่จะอ่านสิ่งคลาสสิคยิ่งใหญ่เหล่านี้ในภาษาต้นฉบับของวรรณกรรมเหล่านี้   ก่อนนั้น  บุคคลที่มีการศึกษาสูงคนใดที่ได้รับการศึกษาชั้นคลาสสิค คงต้องเรียภาษากรีกและลาติน และรู้โครงงานยิ่งใหญ่นี้  และตอนนี้  เพราะเพียงเรามิได้รับการศึกษา  เราก็เลยดูถูกภาษาลาตินและภาษากรีก  แต่ ความจริงก็คือว่า  ภาษาลาตินและภาษากรีกดูถูกพวกเราต่างหาก.

In the Great Roman Empire, Latin was the language for worship, law, the army and the government.  At the same time Greek was commonly used in the Roman Empire and in the early Catholic Church.  The New Testament and the writings of the Church Fathers were in Greek too.    ในจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ่  ลาตินเป็นภาษาสำหรับการนมัสการ  กฎหมาย  กองทัพและคณะรัฐบาล  ในเวลาเดียวกัน  ภาษากรีกใช้กันทั่วๆไปในจักรวรรดิโรมันและในพระศาสนจักรคาทอลิกแรกเริ่ม  พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่และข้อเชียนชองบรรดาพระปิตุลาเขียนเป็นภาษากรีกด้วย

Now, when Rome became the center of Catholicism, many priest missionaries went out from there to preach to the rest of the world.  These priests offered the Holy Mass in Latin where ever they went.  The languages of the countries and tribes where they went were too crude and wanting in words for the purpose of worship and theology.  Therefore the public ceremonies of the Catholic Church was in Latin, and the local language for the preaching and teaching.  ตอนนี้  เมื่อกรุงโรมได้กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนจักรคาทอลิก  พระสงฆ์มิสชันนารีจำนวนมากได้ออกจากกรุงโรมไปเทศนาแก่โลกที่เหลือ   บรรดาพระสงฆ์เหล่านี้ถวายบูชามิสซาเป็นภาษาลาตินไม่ว่าจะไปที่ใด  ภาษาของประเทศต่างๆและชนเผ่าต่างๆที่พวกเขาไปนั้นกระด้างไม่สละสลวย และต้องการถ้อยคำสำหรับวัตถุประสงค์ของการสักการะบูชาและทางเทววิทยา   ดังนั้น  พิธีการสาธารณะของพระศาสนจักรคาทอลิกต้องใช้ภาษาลาติน และภาษาท้องถิ่นใช้ในการเทศนาและสอนคำสอน.

All Catholic Christians worshipped in Latin or in the original language from the time the Apostles first preached.  It was not until the protestant heretical revolution in the 16th. century did other Christians begin to have worship services in the common man’s language.
And so now we have worship in every different language, like the heretics wanted, and we are now separated again like at the time of Babel.
As everyone of you know, on any given Sunday at any given parish, you will find many different groups having “their” mass in Spanish, Chinese, Portuguese, Japanese, French, Vietnamese, Korean, English, Mung, Tagalog, and many other languages.  It divides the Church and parishes into individual racial groups.  What some priests have done to bring people together is have bilingual and even trilingual masses.  คริสตชนคาทอลิกทุกคนนมัสการเป็นภาษาลาติน หรือในภาษาดั้งเดิมจากสมัยอัครสาวกเทศนาครั้งแรก  จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติเฮเรติกโปรเตสตันท์ในศตวรรษที่ 16  ที่คริสตชนอื่นๆเริ่มงานนมัสการเป็นภาษาถิ่นปกติของตน   และดังนั้นตอนนี้เรามีการนมัสการในภาษาต่างๆทุกภาษา  เช่นที่ชาวเฮเรติกต้องการ  และเราตอนนี้แตกออกอีกเหมือนณเวลาของหอบาเบล   โดยที่พวกท่านทุกคนทราบ  ในวันอาทิตย์ที่กำหนด ที่วัดที่กำหนด คุณจะพบกลุ่มแปลกๆแตกต่างมากมายมี มิสซา “ของพวกเขา “เป็นภาษา สเปญ  จีน  ปอร์ตุเกส  ญี่ปุ่น  ฝรั่งเศส  เวียตนาม  เกาหลี  อังกฤษ  ม้ง  ตากาล็อก และภาษาอื่นๆอีกมาก

Where is the One, Holy, Apostolic, Catholic Church anymore?  Just in the Chinese language there are so many different forms of Chinese.  God wants One Body of Christ.  Latin brings all Catholics together no matter what language they may speak at one Holy Mass.
We traditional Catholics have the wisdom of the past 2000 years that we value to prove that the Church wasn’t that stupid after all those centuries.  We humbly ask the pope, cardinals, bishops, priests and religious to bring the Body of Christ back together in one common language; Latin.  Then we can work together for the salvation of souls.  ศาสนจักรหนึ่งเดียว  ศักดิ์สิทธิ์  คาทอลิกและสืบเนื่องจากอัครสาวกมีที่ไหนอีก?  เพียงในภาษาจึนก็มีรูปแบบของมิสซาจีนแตกต่างกันมากมาย   พระเจ้าทรงต้องการกายเดียวของพระคริสตเจ้า  ลาตินนำเอาคาทอลิกทุกคนเข้าด้วยกันไม่ว่าพวกเขาพูดกันด้วยภาษาอะไรณที่มิสซาศักดิ์สิทธิ์   เราคาทอลิกตามประเพณีดั้งเดิมมีความปรีชาญาณของอดีต 2000 ปี ที่เราตีค่าพิสูจน์ว่าพระศาสนจักรมิได้โง่หลังจากที่ศตวรรษเหล่านั้นผ่านไป   เราขอร้องอย่างสุภาพมายังพระสันตะปาปา  บรรดาพระคาร์ดินัล  บรรดาพระสังฆราช  พระสงฆ์และนักบวช ให้นำร่างของพระคริสต์กลับมารวมกันอยู่ในภาษารวมกันหนึ่งเดียว คือ ภาษาลาติน.

          ความคิดเห็นของ Alan Petervich  :  ทุกศาสนาย่อมมีภาษาประจำศาสนานั้นๆตั้งแต่เริ่มมีการสถาปนาศาสนาจากผู้ก่อตั้ง   เช่นอิสลามก็มีภาษาอาหรับเป็นภาษาประจำศาสนาของตน   พระคัมภีร์อัลกูรอ่านก็จารึกด้วยภาษาอาหรับ  การปฏิบัติศาสนกิจก็เป็นภาษาอาหรับ  อะไรที่เกี่ยวกับทางศาสนาล้วนเป็นภาษาอาหรับทั้งหมด  ไม่เห็นมีใครบ่นว่าเป็นภาษาแปลกที่คนไม่เข้าใจ  ไม่มีเลย  ในขณะที่อีกศาสนาหนึ่งที่กำเนิดในอินเดีย ซึ่งก็คือพุทธศาสนา  ซึ่งแม้พระพุทธเจ้าจะพูดภาษามคธ  แต่ภาษาประจำศาสนาก็คือภาษาบาลี  ซึ่งคนที่นับถือพุทธศาสนาในประเทศต่างๆก็ใช้ภาษาเดียวกันเพื่อเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  รวมทั้งการปฏิบัติกิจทางศาสนาต่างๆก็เป็นภาษาบาลี  แม้คนพุทธชาติต่างๆก็ไม่เข้าใจ  แต่ก็ไม่เห็นใครต้องการเปลี่ยนภาษาบาลีเป็นภาษาอื่น  ด้วยเหตุดังกล่าว  สังคายนาวาติกันที่ II มีเหตุผลน้อยนิดเพียงว่า เพราะภาษาลาตินไม่มีผู้เชื่อเข้าใจ  เป็นความลำบากที่จะยังคงใช้เป็นภาษาทางการของศาสนาโรมันคาทอลิกต่อไป  จึงยกเลิกการใช้ตั้งแต่นั้น  น่าเสียดายที่เกิดความผิดพลาดอันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นสำหรับคริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก  ซึ่งต่อมาต่างเห็นกันว่า เป็นความผิดพลาดร้ายแรงที่เลิกใช้ภาษาลาติน  มาใช้ภาษาถิ่นเป็นภาษาศาสนา  ใครรับผิดในเรื่องนี้  คงไม่มีผู้รับผิดชอบ  เพราะผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือสันตะปาปาสองสามองค์ที่จัดการสังคายนาวาติกันครั้งที่สองขึ้นมา  และตอนนี้ต่างได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญหมดทุกคนแล้ว   ไม่น่าเชื่อว่า ทำไมเรื่องกลับตาละปัดเช่นนี้!

                                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                        Alan  Petervich


2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: ความหลงผิดปกติธรรมดาที่คาทอลิกควรหลีกเลี่ยงเหมือนกาฬโรค เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2016, 12:18:09 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

11. Bad things happen only to bad people. Christ assures us personally that this is nonsense. (Luke 13:1-5) He questions those who bring up the Galileans whom Pilate had killed while they were offering sacrifices to God. Jesus answered them saying, "Because those Galileans were killed in that way, do you think it proves that they were worse sinners than all other Galileans? No indeed! And I tell you that if you do not turn from your sins, you will all die as they did."  สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนไม่ดีเท่านั้น  พระคริสตเจ้าทรงตรัสยืนยันกับเราเป็นการส่วนพระองค์ว่านี้เป็นสิ่งเหลวไหล ( Luke 13:1-5)  พระองค์ทรงถามคนเหล่านั้นที่เข้ามาทูลถึงชาวกาลิลีซึ่งถูกปิลาตสั่งประหารชีวิตขณะที่พวกเขากำลังถวายเครื่องบูชาแก่พระเป็นเจ้า  พระเยซูตอบพวกเขาโดยตรัสว่า “ เพราะชาวกาลิลืพวกนั้นถูกฆ่าเช่นนี้ พวกท่านคิดว่ามันพิสูจน์ว่าคนพวกนั้นเป็นคนบาปมากกว่าชาวกาลิลืคนอื่นๆหรือ ?  มิได้  เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิตจากบาปของท่าน   พวกท่านทุกคนจะตายเช่นเดียวกับพวกเขา “

Jesus also reminds us that the very best of people will, indeed, suffer immeasurably but He asks us to buck up. (John 16:33) He Himself died an ignoble death after bearing otherwise unbearable torture. His mother suffered many trials throughout her life that brought her great sorrow and she was the Blessed Virgin Mary—the only sinless human being that had ever or will ever exist. Why would the rest of us sinners be spared the suffering that Paul tells us, "complete what still remains of Christ's sufferings on behalf of His body, the Church." (Col 1:24)   พระเยซูเจ้าเตือนเราด้วยว่า จริงๆแล้ว ประชาชนที่ดีที่สุดนั้นจะ ทรมานอย่างไม่สามารถวัดได้  แต่พระองค์ทรงขอพวกเราให้มีกำลังใจอย่าท้อแท้  (John 16:33)  ตัวพระองค์เองสิ้นพระชนม์ในความตายที่ต่ำช้าหลังจากรับทนความทรมานที่แทบทนไม่ได้ในลักษณะตรงข้าม   พระมารดาของพระองค์ก็ได้ทรมานในการพิจารณาคดีตลอดชีวิตของพระนางที่นำความโศกเศร้าใหญ่หลวง และเธอคือพระนางพรหมจารีมาเรีย –มนุษย์คนเดียวที่ปราศจากบาปที่เคยมีและเคยอยู่บนโลกนี้  ทำไม พวกเราคนบาปที่เหลือควรจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องทรมานที่นักบุญเปาโลบอกพวกเรา “ เสริมให้สมบูรณ์ด้วยการทรมานในกายของข้าพเจ้า เพื่อพระกายของพระองค์ คือพระศาสนจักร “        (Col 1:24)

12. The Devil is merely a symbol. If this were true, then Jesus must have been mistaken every time He said differently in Scriptures. The Devil is real and prowls about roaring like a lion looking for souls to devour. (1 Peter 5:เจ๋ง And, frankly, if it's possible for a human to reject God, why is it so inconceivable for an angel to do the same? Why would everything be so sunshine, lollipops and rainbows for them? Angels and humans alike can align ourselves with God or not. (Deu 30:19)  ปีศาจเป็นเพียงสัญลักษณ์   ถ้านี้เป็นเรื่องจริง  ถ้าเช่นนั้นพระเยซูต้องเข้าใจผิดทุกครั้งที่พระองค์ตรัสหลายๆครั้งในพระคัมภีร์   ปีศาจเป็นเรื่องจริง และเที่ยวด้อมๆมองๆไปทั่วโดยส่งเสียงคำรามคล้ายสิงห์โตมองหาวิญญาณเพื่อสังหาร  (1Peter 5:เจ๋ง และ  โดยเปิดเผย  ถ้ามันเป็นไปได้สำหรับมนุษย์ที่จะปฏิเสธพระเจ้า  ทำไมมันจึงไม่สามารถมองเห็นได้สำหรับเทวดาที่จะทำอย่างเดียวกัน?  ทำไม ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องสะท้อนแสง  ตัวเสียบไม้อมยิ้มและสายรุ้งสำหรับสิ่งเหล่านั้น?  เทวดาและมนุษย์ด้วยสามารถตั้งทำให้พวกเราเองตรงสู่พระเจ้าหรือไม่ได้ (Deu 30:19)

13. We're all God's children and therefore He must love all that we are. Yes. God made us all. God loves us all. We're all His children. However, He calls us to Himself in a spirit of love and repentance and not everyone is ready, willing and able to make such a commitment. In such a situation, these people often put themselves at selfish, counter-purposes with God. It can't be said that we are His children and actively refuse to recognize our relationship with our Heavenly Father. (1 John 3:10, Rom 8:15, Eph 2:1–16). God is very forgiving but not all of us want to be forgiven and some of us think we've done nothing which needs to be forgiven. (1 John 1:เจ๋ง  เราทั้งหมดเป็นเด็กๆของพระเจ้า และดังนั้นพระองค์ต้องรักทุกคนที่เราเป็น  ใช่  พระเจ้าสร้างเราทุกคน  พระเจ้ารักเราทั้งหมด  เราทั้งหมดเป็นเด็กๆของพระองค์   อย่างไรก็ดี  พระองค์เรียกเราไปหาพระองค์เองในจิตวิญญาณแห่งความรักและการใช้โทษบาป  และมิใช่ทุกคนพร้อม  ต้องการและสามารถทำข้อตกลงเช่นนั้น   ในสถานะการณ์เช่นนั้น  ประชาชนเหล่านี้บ่อยทีเดียวที่ทำตนด้วยวัตถุประสงค์ขัดขวางพระเจ้า  เห็นแก่ตัว   ไม่สามารถพูดได้ว่าเราเป็นเด็กๆของพระองค์และปฏิเสธอย่างแข็งขันที่จะรับรู้ความสัมพันธ์ของเรากับพระบิดาสวรรค์ (1 John 3:10, Rom 8:15, Eph 2:1-16) พระเจ้ากำลังให้อภัยมาก  แต่มิใช่พวกเราทั้งหมดต้องการได้รับการให้อภัย  และบางคนในพวกเราคิดว่า เราไม่ได้ทำสิ่งใดซึ่งต้องได้รับการให้อภัย  (1 John 1:8)เรา

14. We can pick and choose the rules we want to obey. We have the right to question anything and everything but the goal is to accept orthodox teaching completely. If not, then we put ourselves above the Church and, indeed, God's will. He established the Church and set Peter, and his successors, as His Vicar on earth. The Church's teachings have brought countless millions to holiness. Who is anyone to say that God was somehow wrong in His decisions? (Job 15:เจ๋ง How exactly does the average doubter come to this incredible authority to judge God's law? Such an extraordinary claim demands extraordinary proof. In addition, it's been my experience that people who pick and choose the rules they wish to follow, will inevitably ignore even the rules they like. Rationalizing isn't the same thing as rational thinking.  เราสามารถหยิบเอาและเลือกเอากฎข้อบังคับที่เราต้องการถือตาม   เรามีสิทธิที่จะถามสิ่งใดหรือทุกสิ่ง แต่เป้าหมายคือรับการสอนที่คนทั้งหลายเชื่อถืออย่างสมบูรณ์   ถ้าไม่เช่นนั้น  เราก็วางตนเหนือพระศาสนจักรและ แน่นอน เหนือพระประสงค์ของพระเจ้า   พระองค์เป็นผู้สถาปนาพระศาสนจักร และตั้งนักบุญเปโตรและผู้สืบต่อท่าน  ในฐานะตัวแทนของพระองค์บนโลก   คำสอนของพระศาสนจักรได้นำคนจำนวนหลายล้านจนนับไม่ถ้วนไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์    จะมีใครคนใดหรือที่จะกล่าวว่าพระเจ้าดูจะผิดพลาดบ้างในการตัดสินใจของพระองค์? (job 15:เจ๋ง   มันแน่นอนอย่างไรที่ผู้สงสัยโดยเฉลี่ยมาแสดงอำนาจที่ไม่น่าเชื่อนี้ที่ตัดสินกฎหมายของพระเป็นเจ้า?   การอ้างเป็นพิเศษเช่นนั้น ต้องการข้อพิสูจน์พิเศษ   ที่เพิ่มเติมคือ  มันเป็นประสพการณ์ของข้าพเจ้าที่ประชาชนที่หยิบและเลือกเอากฎระเบียบที่พวกเขาประสงค์จะทำตาม  โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะไม่รับรู้แม้กฎเกณฑ์ที่พวกเขาชอบ  การคิดหาเหตุผลมิใช่สิ่งเดียวกับการคิดอย่างมีเหตุผล.

15. We all worship the same God. There is only one God. How do we know this? God said so. (Deu 4:39, Isaiah 43:11, 45:5) (It should also be pointed out that no pagan deity has ever made the same claim.) To be clear, St Anselm’s ontological argument applies here—if one god is greater than another, then the lesser god is not God.
เราทุกคนกราบไหว้นมัสการพระเจ้าองค์เดียวกัน มีพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว  เรารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?  พระเจ้าตรัสเช่นนั้น
(Deu 4:39, Isaiah 43:11, 45:5) ( สมควรด้วยที่จะชี้ว่าไม่มีพระนอกศาสนาองค์ใดเคยอ้างเช่นเดียวกันนี้)  เพื่อให้ชัดเจน  การอ้างเหตุผลว่ามีพระเจ้าและยืนยันว่าพระเจ้าเป็นสิ่งสมบูรณ์ที่สุดของนักบุญอันแซลม์ นำมาเสนอที่นี่ – ถ้าพระ องค์หนึ่งใหญ่กว่าพระอีกองค์ ถ้าเช่นนั้น พระที่เล็กกว่าก็ไม่ใช่พระเป็นเจ้า

However, not everyone recognizes this One True God. This doesn't mean He doesn't love all of His children, even those who we find particularly unlovable. Though presuming all people worship the same God might be politically correct, it is theologically, historically and anthropologically incorrect. Outside of the Judeo-Christian tradition, deities are inevitably fumbling, impotent, jealous, capricious, mealy-mouthed, hedonistic, selfish, wildly emotional and largely unconcerned with human affairs. The Judeo-Christian God is Love Itself. No other religion describes their deity thusly.  อย่างไรก็ดี  ไม่ใช่ทุกคนรับรู้ถึงพระเจ้าแท้จริงพระองค์เดียว   นี้มิได้หมายว่าพระองค์ไม่รักเด็กๆทุกคนของพระองค์  แม้แต่ผู้ซึ่งเราพบเป็นพิเศษว่าไม่น่ารักก็ตาม   แม้ ถือเอาว่าประชาชนทุกคนกราบนมัสการพระเจ้าองค์เดียวกัน อาจจะถูกต้องทางการเมือง  แต่ทางเทววิทยา  ทางประวัติศาสตร์และทางมานุษยวิทยา ไม่ถูกต้อง   ภายนอกของประเพณียิว—คริสตชน  บรรดาพวกถือพระเป็นพวกมีความรู้สึกบ้าคลั่ง  เห็นแก่ตัว  ความพอใจเป็นกุศล  ไม่กล้าบอกความจริง  เอาแต่ใจ  อิจฉาริษยา  ปราศจากอำนาจหรือกำลัง  เซ่อซ่าซุ่มซ่ามอย่างหนีไม่พ้น และส่วนใหญ่ไม่แยแสกับงานของมนุษย์    พระยิว—คริสตชนคือตัวความรักเอง  ไม่มีศาสนาใดบรรยายการถือพระเจ้าแบบนั้น.

16. All religions are equal. This problematic belief is connected to the above statement and just as incorrect. Some religions are violently antithetical to all other religious expressions. Some require human sacrifice. Some reinvent thoroughly immoral behavior making it into a virtue. Some purport sacred tests that are illogical and self-contradictory. It's impossible to suggest that all religions are equal.  ศาสนาทั้งหมดเท่าเสมอกัน   ความเชื่อที่มีปัญหานี้เชื่อมโยงกับคำยืนยันข้างบนและเห็นแล้วว่าไม่ถูกต้อง   บางศาสนา แสดงออกตรงข้ามกับศาสนาอื่นอย่างรุนแรง  บางศาสนาต้องการบูชายัญมนุษย์  บางศาสนาคิดขึ้นใหม่อย่างละเอียดด้วยนิสัยใจคอผิดศีลธรรม ทำให้มันเข้าสู่ที่เรียกว่าคุณความดี   บางศาสนาอ้างการทดสอบศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสิ่งปราศจากเหตุผลและขัดแย้งตรงข้ามกับตนเอง  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอแนะว่าศาสนาทุกศาสนาเท่าเสมอกัน.

Christ tells us He is the Way, the Truth and Life. (John 14:6) The Judeo-Christian God introduced Himself to His people and teaches them because He loves them. (Acts 4:12). No other religion makes such bold claims. The same can't be said of pagan religions. Salvation only comes from Christ not from Muhammad, Buddha, Joseph Smith or Sigmund Freud for that matter. And worship belongs by right only to Yahweh Who is the Great I Am. (Rev 4:11)  พระคริสตเจ้าบอกพวกเราว่าพระองค์คือหนทาง  ความจริงและชีวิต (John 14:6)  พระเจ้าของยิว—คริสตชนได้แนะนำพระองค์เองแก่ประชาชนของพระองค์ และสอนพวกเขาเพราะว่าพระองค์ทรงรักพวกเขา  (Acts 4:12)  ไม่มีศาสนาอื่นใดอ้างอย่างอาจหาญเช่นนั้น  ศาสนาเดียวกันนั้นไม่สามารถพูดถึงบรรดาศาสนาของพวกนอกศาสนา  การช่วยให้รอดเพียงมาจากพระคริสต์ไม่ใช่มาจาก พระมูฮัมหมัด  พระพุทธ  โจเซฟ สมิธ หรือ ซิกมันด์ฟรอยด์เพื่อเรื่องเช่นนั้น  และการบูชานมัสการขึ้นอย่างถูกต้องเพียงกับยาเวห์ซึ่งเป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่ (Rev 4:11)

There are irreducible differences between Christianity and Judaism such as the Incarnation, the Passion and Resurrection. We can extend this list of incompatibilities by considering pagan religions. However, many ethical claims across religions may be equal or at least compatible. This isn’t an odd coincidence or so easily passed off as anthropological cultural “universal.” Rather, if the one God is calling out to all of mankind, then His stamp will be left on various responses to the call.

 มีความแตกต่างอย่างลดต่ำลงอีกไม่ได้ระหว่างคริสตศาสนาและศาสนายูดาย เช่นเรื่องการรับเอากาย  การรับทรมานและการกลับฟื้นคืนชีพ  เราสามารถขยายรายชื่อนี้ของความไม่สามารถเข้ากันได้ โดยพิจารณาบรรดาศาสนาของคนนอก   อย่างไรก็ดี ข้ออ้างทางจริยธรรมมากมายตามศาสนาต่างๆ อาจเสมอกันหรืออย่างน้อยแทนกันได้  ข้อนี้ไม่ใช่การบังเอิญคล้องจองกันอย่างประหลาด หรือผ่านออกมาอย่างง่ายดายในฐานะ” สากล “ทางวัฒนธรรมของมานุษย์วิทยา    แน่นอนทีเดียว  ถ้าพระองค์หนึ่งกำลังเรียกร้องไปยังมนุษยชาติทั้งหมด  ถ้าอย่างนั้น ตราประทับของพระองค์จะปรากฎบนคำตอบต่างๆต่อเสียงเรียกนั้น

This is hardly a complete list of misconceptions believed by the churched and unchurched alike. But like the rest, they're all furtive and pernicious. Like all other forms of sin, they are saccharinely attractive, "make sense" and spread like weeds when unchecked. It's important to remain upon the right path. (Prov 22:6) It's important to give God His due. (Ps 29:2, Mark 12:17) It's important to distinguish between what our Faith teaches and fanciful nonsense (Gal 1:6-9) armed only with a patina of respectability but without any of the substance.

 นี้ยากที่จะเป็นรายชื่อที่สมบูรณ์ของการเข้าใจผิดพลาด ที่เชื่อโดยทั้งที่เป็นศาสนจักรและไม่เป็นศาสนจักรเช่นกัน   แต่ เหมือนที่เหลือ  พวกเขาทั้งหมดก็เป็นอันตรายร้ายแรงและมีเล่ห์กระเท่ห์  เหมือนลักษณะรูปแบบอื่นๆของบาป  พวกมันเป็นสิ่งดึงดูดใจอย่างประจบเอาใจ “ ทำให้รู้สึก “ และกระจายแพร่หลายคล้ายวัชพืชเมื่อไม่ได้ตรวจสอบมัน   มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะยังคงอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง (prov 22:6)  มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะถวายแก่พระเป็นเจ้าเมื่อครบกำหนดของพระองค์ (Ps 29:2, Mark 12:17)  มันสำคัญที่จะแยกแยะระหว่างอะไรที่ความเชื่อของเราสอนและสิ่งเหลวไหลที่เพ้อฝันจินตนาการ (Gal 1:6-9) ที่ติดอาวุธเพียงด้วยสนิมเขียวบนผิวโลหะของความน่ายำเกรง แต่ ปราศจากแก่นสารใดๆ

Read more: http://www.ncregister.com/blog/astagnaro/16-common-errors-that-catholics-should-avoid-like-the-plague/#ixzz48pv5jOKa

                                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                        Alan  Petervich
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ความหลงผิดปกติธรรมดาที่คาทอลิกควรหลีกเลี่ยงเหมือนกาฬโรค เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2016, 12:11:17 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                           16 Common Errors That Catholics Should Avoid Like the Plague

by Angelo Stagnaro  04/26/2016                                                                                                                                                                                                                                    Alan Petervich Update 05/24/2016


We can be honest: Catholic theology is more complex than the physics you took in school. At least in physics, one can ask for a physical demonstration of some principle to help the learning process. In Catholic theology, we don't have that option.
เราสามารถเป็นคนสุจริต : เทววิทยาคาทอลิกเป็นเรื่องซับซ้อนกว่าวิชาฟิสิกส์ที่คุณเรียนในโรงเรียน  อย่างน้อยในวิชาฟิสิกส์ คนหนึ่งสามารถขอการสาธิตทางฟิสิกส์ของหลักการหัวข้อคริสตชนไม่ปรากฎให้เห็นทันทีในสถานะของโลกที่แท้ริงบางประการเพื่อช่วยกระบวนการเรียนรู้  ในเทววิทยาคาทอลิก  เราไม่สามารถมีการเลือกแบบนั้นได้

This is not to say that Christian principles aren't immediately apparent in a real world situation. The Golden Rule makes immediate and obvious sense and forgiveness is axiomatically better than revenge. But what we know about the nature of Christ or Heaven or the Sacraments is a little more difficult to ascertain. We know what we know about them as a result of logic, deductive/abductive/inductive reasoning, reliance upon the authority of Scriptures, the prudential application of the Spirit-given gift of wisdom, faith in Christ and the authority of the Magisterium rather than empirical evidence in its strictest sense.

นี้ไม่ใช่อยากจะพูดว่า หัวข้อหลักครืสตชน มิได้ปรากฎให้เห็นทันทีในสถนะของโลกแท้จริง  กฎทองทำให้เกิดความรู้สึกและการให้อภัย ดีกว่าการแก้แค้นชัดเจนและทันทีเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปมากกว่าการแก้แค้น   แต่ ที่เราทราบเกี่ยวกับธรรมชาติของพระคริสต์หรือสวรรค์หรือศีลศักดิ์สิทธิ์ ยากกว่าเล็กน้อยที่จะทำให้แน่ใจชัดเน   เรารู้ที่เรารู้ถึงพวกเขาดังที่เป็นผลของตรรกะ  การหาเหตุผล ที่มีอิทธิพลต่อ / ล่อลวง / เป็นการอนุมาน  ความไว้วางใจต่ออำนาจของพระคัมภีร์  การใช้สติปัญญาอย่างเฉลียวฉลาดของสิ่งประทานที่ได้รับจากพระจิตเจ้าในรูปแบบปรีชาญาณ   ความเชื่อในพระคริสต์และพลังอำนาจของอาจารียนุภาพมากกว่าประจักษ์พยานที่อาศัยความชำนาญในความหมายที่เฉพาะเจาะจงที่สุด

As a catechist, I find myself battling wild heresies or, should I say, "hearsay." Oddly, in this world in which the sum of all human knowledge is literally in the palm of our hands, a concept that would have been laughed at 20 years ago, there seems to be an entire segment of the population which is content with presuming themselves correct without the ennui of actually checking their facts. Compounding this, is a very permissive society in which everyone who has an opinion is convinced that everything is relative except their own opinion which is absolutely, objectively true and, indeed, sacrosanct. Some people believe they have the "right to be right" which is nonsense on the face of it.

ในฐานะผู้สอนคำสอน  ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับลัทธิเฮเรติกป่าเถื่อน หรือ ข้าพเจ้าควรกล่าวว่าว่า  “ ได้ยินพูด “   เรื่องเล็กน้อย  ในโลกนี้ซึ่งในนั้น ผลลัพท์ของความรู้ของมนุษย์ทั้งหมด ตามตัวอักษรอยู่ในฝ่ามือทั้งสองข้างของเรา  ความนึกคิดที่ดูเหมือนได้รับการหัวเราะเยาะเมื่อ 20 ปีมาแล้ว  ดูเหมือนจะเป็นเสี้ยวทั้งหมดของประชากร ซึ่งพอใจกับการถือว่าตัวพวกเขาเองถูกต้อง โดยปราศจากความน่าเบื่อของการตรวจสอบความจริงของพวกเขาเดี๋ยวนั้น   โดยการปราณีประนอมเรื่องนี้ เป็นสังคมที่ปล่อยให้ทำตามอำเภอใจซึ่งในสังคนนี้ทุกคนซึ่งมีความคิดเห็นจะมั่นใจว่า ทุกสิ่งสัมพันธ์กัน เว้นแต่ความคิดเห็นของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นจริงอย่างปล่อยตามอำเภอใจและ จริงๆ  ล่วงละเมิดมิได้  ประชาชนบางคนเชื่อว่าพวกเขามี “ สิทธิที่จะถูกต้อง “ ซึ่งเป็นสิ่งเหลวไหลเมื่อพูดถึงมัน.

The following list is a few of the heresies or errors I've come across that are presumed to be true which are probably the result of poor catechesis or possibly selfishness and pride, but aren't:

รายการต่อไปนี้เป็นกลุ่มเฮเรติกหรือความหลงผิดบางกลุ่ม ที่ข้าพเจ้าไปพบ ที่ถือเอาว่าจริง  ซึ่งเป็นไปได้ว่า ผลของการสอนคำสอนที่ไม่จริงจัง หรือความเห็นแก่ตัวที่เป็นไปได้และความเย่อหยิ่ง แต่ไม่ใช่  คือ :

1. When you die, you become an angel. Absolutely not. If anything, the angels are jealous of us! Paul assures us that we will sit in judgement upon the angels. (1 Cor 6:3) If anything, angels are fascinated by our lives and our part in salvific history. (1 Peter 1:12) Technically, Lucifer's hatred of us is a result of our superior status to the angels.  เมื่อคุณตาย  คุณกลายเป็นเทวดา –ทูตสวรรค์  ไม่ใช่เด็ดขาด  ถ้าอะไรบางอย่าง  เทวดานั่นแหละอิจฉาพวกเรา !   นักบุญเปาโลทำให้เรามั่นใจได้ว่าเรานั่งในการพิพากษาเหล่าทูตสวรรค์ ( 1 Cor 6:3)  ถ้ามีอะไร  บรรดาทูตสวรรค์จะหลงรักโดยชีวิตของเราและส่วนของเราในประวัติศาสตร์การไถ่กู้ ( 1 Peter 1:12)  ทางเทคนิคแล้ว  ความเกลียดชังต่อเราของลูซิแฟร์ เป็นผลของสถานะสูงส่งของพวกเราเหนือบรรดาทูตสวรรค์

2. Christ is insufficient. To be clear, there are no new revelations. Our canon is closed. There are too many people who hope to "augment" Christ's teachings with some bunch of balderdash such as when communists tried to foist "liberation theology" on us. Militant feminists try to graft on a lot of stuff by saying that the Bible was "written a long time ago" and needs to be "updated." Psychic and occult charlatans peddle nonsense about their supposed "prophetic skills" that are, apparently, contrary to what we know of God, for sale. The list goes on and on and on. Nothing could be further from the Truth. If these people are all correct, why don't they agree with each other? Why is the Holy Spirit giving each of these self-proclaimed prophets different messages? Christ and His Church need nothing from mere humans. Christ's message is valid and authentic yesterday, today and forever sans accoutrements.     พระคริสต์ยังไม่พอเพียง   เพื่อให้ชัดเจน  ไม่มีการเผยแสดงใหม่ๆอีก  กฎหมายเกี่ยวกับพวกเราปิดแล้ว  มีประชาชนจำนวนมากเกินไปที่หวัง “ เพิ่มพูน “คำสอนของพระคริสต์ด้วย มัดช่อของคำพูดเหวไหล เช่นที่เมื่อพวกคอมมิวนิสต์พยายามที่จะยกเอา “ เทววิทยาการมีเสรี “มาใส่ให้พวกเรา   กลุ่มผู้รณรงค์เพื่อสตรีพยายามนำมาปะสิ่งเหลวไหลต่างๆเข้ามาโดยกล่าวว่าพระคัมภีร์นั้น “ ถูกเขียนขึ้นนานมาแล้ว “ และจำเป็นต้องมีการ “ ยกเครื่องให้ทันสมัย “   คนปลิ้นปล้อนที่ลึกลับและนอกเหนือวิทยาศาสตร์เร่แสดงความเหลวไหลเกี่ยวกับ “ ความชาญทางการพยากรณ์ “ที่คิดเอาเองของพวกเขา ที่เป็น  เห็นได้ชัด ตรงข้ามกับสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับพระเจ้า  ประกาศขาย    รายการดำเนินต่อไปๆและๆ    ไม่มีอะไรที่สามารถห่างไกลจากความเป็นจริง   ถ้าประชาชนเหล่านี้ถูกต้องทั้งหมด  ทำไมพวกเขาไม่เห็นด้วยแก่กันและกัน?  ทำไมพระจิตเจ้าจึงประทานให้แต่ละศาสดาพยากรณ์ได้สารที่แตกต่างกันเอามาประกาศให้คนทราบ?  พระคริสต์และพระศาสนจักรของพระองค์ไม่ต้องการอะไรจากมนุษย์แต่ละคน  สารของพระคริสต์ใช้ได้และทรงพลัง วานนี้  วันนี้และตลอดกาลโดยปราศจากสัมภาระต่างๆ

3. Vatican II can be undone and ignored. Nope. Impossible. All ecumenical councils, all 21 of them over the course of 1700 years, are important, irrevocable and ineluctable. Why? Because the Holy Spirit supervises all of them. He makes no errors nor does He mumble. It should be noted that doctrine can develop or unfold and there may or may not have been some interpretations that may or may not have sat well with some, but that means less than nothing. Just as a Catholic may not choose which rules he wishes to follow, no Catholic is allowed to choose her favorite council to the exclusion of all others even if one of those councils is Trent.   สังคายนาวาติกัน II ไม่สามารถลบล้างและไม่รับรู้ไม่ได้   ใช่  เป็นไปไม่ได้  สภาสังฆายนาสากลทั้งหมด  เกิดทั้งหมด 21 ครั้งในรอบเวลา 1700 ปี  สำคัญมาก  ไม่สามารถเลิกล้มได้และหลบไปไหนไม่ได้  ทำไม?  เพราะว่า พระจิตเจ้าทรงตรวจสอบงานดังกล่าวทั้งหมด  พระองค์ไม่เคยผิดหลงหรือทำอะไรที่ไม่ชัดเจน   ควรจะตั้งข้อสังเกตุว่า ข้อคำสอนสามารถพัฒนาหรือคลี่คลายออกไปและอาจหรือไม่อาจจะมีการตีความบางประการ ที่อาจหรือไม่อาจเข้ากันได้กับบางเรื่อง  แต่นั่นหมายความว่าน้อยแต่ดีกว่าไม่มีอะไรเลย   เช่นเดียวกับที่คาทอลิกคนหนึ่งอาจจะไม่เลือกกฎข้อใดที่เขาอยากถือตาม  ไม่มีคาทอลิกคนใดได้รับอนุญาตให้เลือกสภาที่เขาโปรดปราณ กว่าการทิ้งสภาอื่นๆทั้งหมดแม้ว่าหนึ่งในสภาดังกล่าวคือสังคยนาเตรนท์

4. God puts us into situations in order to test us. This error is, for lack of a better word, understandable. It’s difficult to create a model whereby God is in complete control yet we are totally free, thus, in our unguarded moments, fall back on the assertion that if everything comes from God, so must trials and failing to keep God’s commandments.  พระเจ้าให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ต่างๆเพื่อทดสอบพวกเรา   ความหลงผิดข้อนี้ เพราะขาดถ้อยคำที่ดีกว่า  ก็พอเข้าใจได้  มันเป็นการยากที่จะสร้างแบบอย่างที่พระเจ้าเป็นองค์ที่ควบคุมทั้งหมดโดยสมบูรณ์   แต่พวกเราก็ยังเป็นอิสระสมบูรณ์  ดังนั้น ในเวลาที่ไม่มีการปกป้อง  กลับตกในการแสดงสิทธิที่ว่า ถ้าทุกสิ่งมาจากพระเจ้า  ดังนั้น ต้องมีการพิจารณาตัดสินและก็ตัดสินใจที่จะถือพระบัญญัติของพระเจ้า

God is omniscient and knows what we are going to do already. He isn't testing anyone. He loved us into existence and doesn't treat us as if we are lab rats running a cosmic maze. He is Love Itself (1 John 4:8, 16) and thus would never act cruelly towards us. Instead God tests us in the sense that one tests steel. (Sirach 2:1.5) Scriptures teach us: “You O God have tested us, You have tried us as silver is tried.” (Ps 66:11) One can make steel stronger by heating it, folding it and hammering it. Perhaps the metaphor is a bit rough but this is the only way in which God "tests" us. He loves us too much to torture us to see "what we would do." Temptation lies within ourselves---in our decisions to follow God’s law or to avoid it. (Deut 30:19) It’s not God’s fault.  พระเจ้าเป็นองค์สัพพัญญูทราบทุกอย่าง  และทราบว่าก่อนแล้วว่าพวกเรากำลังทำอะไร   พระองค์มิได้ทดสอบผู้ใด   พระองค์ทรงรักพวกเราตั้งแต่การดำรงอยู่ และมิได้ปฏิบัติต่อเราประหนึ่งว่าเราเป็นหนูทดลองที่กำลังวิ่งบนสิ่งวกเวียนของจักรวาล   ตัวพระองค์เองคือความรัก ( 1 John 4:8, 16) และดังนั้นจะไม่ทรงปฏิบัติแบบทารุณโหดร้ายต่อพวกเรา  ตรงข้าม  พระเจ้าทดสอบพวกเราในความหมายที่ว่าเป็นการทดสอบเหล็ก  ( Sirach 2:1.5)  พระคัมภีร์สอนเราว่า “ โอ ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทดสอบพวกเรา  พระองค์ได้ทรงทดลองพวกเราเช่นเดียวกับที่เงินได้รับการทดสอบ “ (Ps 66:11)  ผู้ใดก็ตามสามารถทำให้เหล็กแข็งแก่งขึ้นโดยการทำให้มันร้อนขึ้น  ม้วนพับมันและใช้ฆ้อนทุบมัน  บางที ภาพที่บรรยายอาจจะหยาบไปเล็กน้อย แต่นี้เป็นเพียงวิธีเดียวที่พระเจ้า “ ทดสอบ “พวกเรา   พระองค์ทรงรักเรามากที่จะทรมานเราให้เห็น “ ว่าอะไรที่เราควรทำ “  การประจญล่อลวงมีอยู่ในตัวพวกเราเอง –ในการตัดสินใจของเราที่จะเดินตามกฎของพระเจ้า หรือหลีกเลี่ยงกฎที่ว่านี้ (Deut 30:19)   มันไม่ใช่ความผิดของพระเจ้า.

5. Everyone's going to Heaven. Hell certainly exists, as Jesus assures us multiple times throughout the Gospels. (Mat 7:13-14, Mat 8:12, Mark 9:43, Mat 13:41-42, 49-50, 48-49, Mat 22:13, Mat 25:46, Luke 12:5, John 3:18) John devotes an enormous passage in his Revelations describing it. (Rev 14:9-11; 19:3) If everyone's going to Heaven, then that would mean Jesus was confused or ignorant and this is unacceptable especially when those who support this particular heresy (Universal Salvationism) are at a loss for explaining how it is that they come to this new "doctrine" that contradicts everything we ever knew about Christ. If we ignore this part of Christ's teaching, why should we give credence to any of it? It's a slippery slope.   มนุษย์ทุกคนกำลังไปสวรรค์  แน่นอนนรกมีอยู่จริง  ดังที่พระเยซูเจ้าได้ยืนยันแก่เราหลายครั้งตลอดพระวรสารต่างๆ   (Mat 7:13-14, Mat 8:12, Mark 9:43, Mat 13:41-42, 49-50, 48-49, Mat 22:13, Mat 25:46, Luke 12:5, John 3:18)  ยอห์นได้อุทิศข้อความตอนยาวมากในหนังสือวิวรณ์ของท่าน บรรยายถึงเรื่องนี้  ( Rev 14:9-11; 19:3)  ถ้าทุกคนกำลังไปสวรรค์  ถ้าเช่นนั้น หมายความว่าพระเยซูเจ้าสับสนหรือไม่ทรงทราบ และข้อนี้ยอมรับไม่ได้ เป็นต้นเมื่อคนเหล่านั้นที่สนับสนุนเฮเรติกพิเศKนี้ (Universal Salvationism)  กำลังอยู่ในความพินาศเพราะอธิบายว่าพวกเขามาถึง “ คำสอน “ ใหม่ ที่ขัดแย้งทุกอย่างที่เราเคยทราบเกี่ยวกับพระคริสต์   ถ้าเราไม่รับรู้ส่วนนี้ของคำสอนของพระคริสต์  ทำไมเราจึงควรให้ความเชื่อถือต่อสิ่งใดอื่นอีก?  มันเป็นที่ลาดชันลื่นมากทีเดียว.

6. There are private revelations. There will always be new revelations. There are no, and can never be any, new public revelations that add to the economy of salvation. Some private revelations are approved for popular devotion (e.g., Sacred Heart, Lourdes, Divine Mercy) and some not. The cutoff point is whether they agree with Christ’s original revelations in Scriptures.    People place themselves in a precarious position when they dare judge not only Scriptures but God Himself and His Church thus denying tradition and the Magisterium.  มีการเผยแสดงส่วนบุคคล  จะมีการเผยแสดงใหม่ๆเสมอ   จะไม่มี และไม่เคยมีการเผยแสดงใดๆ การเผยแสดงสาธารณะใหม่ๆที่เพิ่มเติมเศรษฐศาสตร์ของการไถ่ให้รอด   การเผยแสดงส่วนบุคคลบางครั้งได้รับการยอมรับเพราะความศรัทธาสาธารณะ (  เช่น ดวงหฤทัยศักดิ์สิทธิ์  ลูร์ด  พระเมตตาของพระเป็นเจ้า )  และบางครั้งไม่ใช่  จุดที่ทำให้ตัดออกไปก็คือการเหล่านั้นเห็นด้วยหรือไม่ว่าเข้ากับการเผยแสดงแรกเกิดจากพระคริสต์ในพระคัมภีร์   ประชาชนวางตัวเองในสถานะที่ระมัดระวัง เมื่อพวกเขากล้าตัดสิน ไม่เพียงแต่พระคัมภีร์ แต่พระเจ้าพระองค์เองและพระศาสนจักรของพระองค์ ด้วยประการฉนี้กำลังปฏิเสธประเพณีและพระอาจารียภาพ -อำนาจปกครองสูงสุดของศาสนจักร

7. Jesus never says He's God in the Bible.  พระเยซูเจ้าไม่เคยตรัสในพระคัมภีร์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า

I always bet people a dollar for each time I can point an instance in which Jesus refers to Himself as God. The threat of losing money is usually sufficient for the ignorant to withdraw their claim. Christ refers to Himself as God approximately fifty times in Scriptures. Also the Gospels show opponents responding to Him as though something He has said is a claim to be God or equal to God (e.g., Mark 14:61-62). Frankly, if Jesus never claimed to God, why were some people so upset at Him 2000 years ago to the point they wanted to off Him? It wasn't because He was a wackado—they didn't kill people back then simply because they were off-kilter. Christ was sentenced to death because He was perceived as being blasphemous for referring to Himself as God.   ข้าพเจ้าท้าพนันประชาชนหนึ่งดอลลาร์แต่ละครั้งที่ข้าพเจ้าสามารถชี้เวลาที่พระเยซูเจ้าอ้างพระองค์เองเป็นประหนึ่งพระเจ้า   การคุกคามที่จะเสียเงินปกติแล้วเพียงพอสำหรับคนที่ไม่รู้ที่จะมารับคำท้าของพวกเขา   พระคริสต์อ้างกับตัวเองเป็นประหนึ่งพระเจ้า เกือบประมาณห้าสิบครั้งในพระคัมภีร์  และพระวรสารได้แสดงกลุ่มผู้เป็นฝ่ายตรงข้ามที่ตอบแก่พระองค์ ประหนึ่งว่า บางอย่างที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นพระเจ้าหรือเท่าเสมอพระเจ้า ( ตัวอย่างเช่น Mark 14:61-62) อันที่จริง  ถ้าพระเยซูเจ้ามิได้อ้างถึงพระเจ้า  ทำไมประชาชนบางคนจึงหัวเสียกับพระองค์ 2000 ปีมาแล้ว ถึงจุดที่พวกเขาต้องการขจัดพระองค์?   มันไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นคนเอะอะมะเทิ่งประหลาด—พวกเขามิได้ฆ่าประชาชนเพราะว่าพวกเขาเป็นพวกพ้นจากสภาพที่ดี  พระคริสต์ถูกตัดสินไปสู่ความตาย เพราะว่าพระองค์ถูกมองว่ากล่าวคำดูหมิ่นสำหรับการอ้างพระองค์เองเป็นประหนึ่งพระเจ้า

8. It's easy to determine who is going to Hell. The Church's competence is in determining who is in Heaven. However, no one knows who's in Hell. Those who die in a state of mortal sin have very few options available to them however, this is no reason why we should be dismissive or triumphalistic towards them. Rather, it's important to pray for all sinners, even our worst enemies, that they might repent and turn to God. (Wisdom 1:13-15) Forgive and you shall be forgiven. (Mat 6:14, Luke 6:37) Judgment belongs to God. God, and no one else, sees the heart. We simply can’t know the interior makeup of another soul and the true nature of his relationship to God.   เป็นการง่ายที่จะตกลงว่าใครกำลังจะไปนรก   ความสามารถของพระศาสนจักรก็อยู่ในการตกลงว่าใครอยู่ในสวรรค์   อย่างไรก็ดี  ไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครไปอยู่นรก  คนเหล่านั้นที่ตายในสภาวะของบาปหนัก มีโอกาสเล็กน้อยมากเป็นทางเลือกของพวกเขาทั้งนั้นก็ดี   นี้ไม่มีเหตุผลว่าทำไมเราควรถูกไล่ออกหรือมีชัยชนะต่อพวกเขา  จะดีกว่า  มันสำคัญที่จะต้องสวดภาวนาสำหรับคนบาปทุกคน  แม้แต่ศัตรูตัวร้ายที่สุดของเรา  เพื่อพวกเขาอาจสามารถใช้โทษและหันไปหาพระเจ้า (Wisdom 1:13-15)  จงให้อภัยและท่านจะได้รับการอภัย (Mat 6:14, Luke 6:37) การพิพากษาขึ้นกับพระเจ้า  พระเจ้า  และไม่มีใครอื่นอีก  ดูที่ดวงใจ  เราเพียงไม่สามารถรู้ส่วนประกอบภายในของวิญญาณคนอื่น และธรรมชาติที่แท้จริงของความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า

9. Anyone who dies in a state of grace goes directly to Heaven. Let's all leave this one in God's very omnicompetent hands. It might be fashionable in some strange climes to forget about Purgatory but Scriptures are very clear about this. (II Macc 12:39-46, Mat 5:24-25, Hab. 1:13, I Cor 3:11-15, Rev. 21:27).  Purgatory exists as part of the salvific economy. Other than the Blessed Virgin Mary, who among us is pure enough to stand before God? (Rom 3:10, 14:4, Deu 7:24, Joshua 23:9, 1 Sam 6:20, Ezra 10:13, Prov 27:4, Ps 76:7, 130:3, Nahum 1:6) Even the saints have sins that need to be expiated and Purgatory is a part of God's infinite mercy as He doesn't want any of us to die but to live and come to repentance! (2 Peter 3:9) ผู้ใดที่ตายในสถานะของพระหรรษทานตรงไปสวรรค์  ให้พวกเราทั้งหมดปล่อยเรื่องนี้ในพระหัตถ์ทรงอำนาจทุกประการของพระเจ้า  มันอาจจะเป็นแฟชั่นที่นิยมกันในถิ่นประหลาดบางแห่งที่จะลืมเกี่ยวกับไฟชำระ แต่พระคัมภีร์ชัดเจนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้  (II Macc 12:39-46, Mat 5:24-25, Hab. 1:13, I Cor 3:11-15, Rev. 21:27).   ไฟชำระมีอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเศฐศาสตร์แห่งการไถ่ให้รอด  อีกสิ่งนอกจากพรหมจารีมาเรีย ใครท่ามกลางพวกเราจะเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องพอที่จะประทับต่อหน้าพระเจ้า ?  (Rom 3:10, 14:4, Deu 7:24, Joshua 23:9, 1 Sam 6:20, Ezra 10:13, Prov 27:4, Ps 76:7, 130:3, Nahum 1:6 )  แม้แต่นักบุญต่างมีบาปที่จำเป็นต้องพยายามชดเชย และไฟชำระเป็นส่วนหนึ่งของพระเมตตาไม่มีขอบเขต ดังที่พระองค์ไม่ต้องการผู้ใดในพวกเราต้องตาย แต่มีชีวิตและมาสู่การทำการใช้โทษ! (2 Peter 3:9)

10. The Eucharist is merely a symbol. This is a pernicious heresy that crops up all too often. Why is the bread and wine offered upon the altar by a Catholic priest the Body and Blood of Christ? Because Jesus says so. (Luke 16) In fact, when He laid this bombshell upon the people around Him at the synagogue at Capernaum, a good number left in a huff. Jesus then asked the remaining disciples as to how they felt about accepting the fact that they must eat and drink His Body and Blood to be saved. Peter replies, "Lord, to whom would we go? You have the words that give eternal life." (John 6:68)  ศีลมหาสนิทเป็นเพียงสัญลักษณ์  นี้เป็นเฮเรติ๊กที่อันตรายที่เก็บเกี่ยวผลทั้งหมดบ่อยเกินไป   ทำไมปังและเหล้าองุ่นถูกนำมาถวายบนพระแท่นโดยพระสงฆ์คาทอลิกเป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสต์?  เพราะว่าพระเยซูตรัสเช่นนั้น (Luke 16)  อันที่จริง  เมื่อพระองค์วางระเบิดลูกนี้เหนือประชาชนรอบๆพระองค์ ณ โรงธรรมที่กาฟานาอูม  คนจำนวนมากได้ละพระองค์ไปด้วยอารมณ์โกรธ   จากนั้น พระเยซูได้ถามสานุศิษย์ที่ยังคงเหลืออยู่ทำนองว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรที่จะรับความจริงว่า พวกเขาต้องกินและดื่มพระกายและพระโลหิตของพระองค์เพื่อได้รับการช่วยให้รอด   เปโตรตอบว่า “ พระเจ้าข้า เราจะไปหาผู้ใดเล่า?  พระองค์มีพระวาจาที่ให้ชีวิตนิรันดรแก่ทุกคน “ (John 6:68)
Apart from what Jesus said, let’s consider how the earliest Christians treats the Eucharist. For Paul, it’s a celebration of the night of Jesus’s betrayal that empowers all who partake of it to proclaim the Gospel (1 Cor 11:26), so that “Whoever, therefore, eats the bread or drinks the cup of the Lord in an unworthy manner will be guilty of profaning the body and blood of the Lord. Let a man examine himself, and so eat of the bread and drink of the cup. For anyone who eats and drinks without discerning the body eats and drinks judgment upon himself.” (1 Cor 11:27-29). The Didache mirrors this sentiment: “Let no one eat or drink of your Eucharist, except those baptized in the name of the Lord, for the Lord has spoken concerning this: ‘Do not give what is holy to dogs.’” (Didache 9:5)  นอกเหนือจากที่พระเยซูได้ตรัส  ให้เราพิจารณาว่าคริสตชนเริ่มแรกปฏิบัติอย่างไรกับศีลมหาสนิท  สำหรับนักบุญเปาโล  มันเป็นการการฉลองสมโภชของคืนทรยศหักหลังของพระเยซูที่ให้อำนาจแก่ทุกคนที่มีส่วนด้วยเพื่อประกาศพระวรสาร (1 Cor 11:26)  เพื่อว่า “ ดังนั้น ผู้ใดที่กินปังหรือดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่สมควร  ก็ผิดต่อพระกายและผิดต่อพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า  แต่ละคนจงพิจารณาตนเอง แล้วจึงกินปังและดื่มจากถ้วย  เพราะผู้ใดที่กินและดื่มโดยไม่ยอมรับรู้พระกายก็กินและดื่มการตัดสินลงโทษตนเอง “ (1 Cor 11:27-29)  หนังสือ “ คำสอนของอัครสาวกสิบสององค์ – Didache “ สะท้อนให้เห็นความรู้สึกในใจนี้ว่า “ อย่าปล่อยให้ผู้ใดกินและดื่มศีลมหาสนิทของพวกท่าน  เว้นแต่คนเหล่านั้นที่ได้รับการล้างบาปในพระนามของพระผู้เป็นเจ้า  เพราะว่าพระเป็นเจ้าได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ‘ อย่าให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แก่มวลสุนัข “ (Didache 9:5)
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คุณพ่อเอ็ดเวิร์ด แมคนามารา ตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับบรรทัดฐานทางพิธีกรรม เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2016, 02:04:50 PM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                        คุณพ่อเอ็ดเวิร์ด แมคนามารา ตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับบรรทัดฐานทางพิธีกรรม
                                                                    Fr. Edward McNamara answers common questions on liturgical norms

Father Edward McNamara, professor of liturgy at the Regina Apostolorum Pontifical Athenaeum, answers common questions on liturgical norms, as published by ZENIT, the international news agency reporting from Rome.

Beards and Priests หนวดเคราและพระสงฆ์
While the Church in the past has regulated the growth of beards by clerics, there are currently no regulations.  ขณะที่ศาสนจักรในอดีตได้ออกกฎเกณฑ์ควบคุมการไว้หนวดเครา
ของนักพรตนักบวช  ปัจจุบันไม่มีกฎเกณฑ์เช่นนั้น

Blessings without a Stole การอวยพรโดยไม่ต้องสวมสโตลา
The stole is an "eloquent symbol of the priestly condition and ministry," but it is not necessary for the validity of sacramentals. สโตลา (ผ้าห้อยคอพระสงฆ์) เป็น “ สัญลักษณ์ที่โน้มน้าวความศรัทธาของเงื่อนไขและงานของพระสงฆ์ “ แต่ไม่จำเป็นเพื่อความสมบูรณ์ตามกฎหมายศาสนจักรของสิ่งคล้ายศีล.

Both Hands at Elevation of the Host มือทั้งสอง (ของพระสงฆ์ผู้ถวายมิสซา) ขณะยกชูแผ่นศีล
Although the GIRM of the Ordinary Form of the Roman Rite doesn't specify, the presumption is that the priest should use both hands at the elevations of Host and Cup, as obliged in the Extraordinary Form.  แม้คู่มือพิธีมิสซา หรือ GIRM ของรูปแบบปกติของจารีตพิธีโรมันจะไม่ระบุ  มีการถือว่า พระสงฆ์ควรใช้ทั้งสองมือในการยกชูทั้งแผ่นศีลและถ้วยกาลิกซ์  เหมือนมีการบังคับในแบบมิสซาพิเศษ

Christmas Trees in the Sanctuary ต้นคริสตมาสในเขตพรตศักด์สิทธิ์
"Christmas trees are preferably located outside the sanctuary and church proper, and are best left in vestibules or church grounds." ต้นคริสตมาสนิยมจัดวางไว้นอกเขตพรตศักดิ์สิทธิ์และส่วนฉพาะของวัด  และดีที่สุดจัดไว้ในห้องกลางในเขตหน้าวัดหรือบริเวณลานวัด

Crucifixes on the Altar ไม้กางเขนบนพระแท่น
For the celebration of Mass, a crucifix is to be placed on or near the altar, where it is visible to the people.  เพื่อถวายมิสซา  ไม้กางเขนต้องนำมาวางบนหรือใกล้พระแท่น ที่ซึ่งเป็นที่มองเห็นได้แก่สัตบุรุษ

Cup Instead of Chalice ถ้วยที่มาแทนกาลิกซ์
The word "cup" was retained in the memorial acclamation, rather than "chalice," probably to conform to the common translation of 1 Corinthians 11:23-28, echoed in the acclamation  คำว่า “ ถ้วย” ยังคงสงวนในบท memorial acclamation  มากกว่าคำว่า “ กาลิกซ์ “   บางทีเพื่อให้สอดคล้องกับคำแปลปกติจากบทจดหมาย 1 โครินธ์ 11:23-28 ที่นำมาเปล่งเสียง acclamation

Electric Sanctuary Candles เทียนไฟฟ้าในเขตพรตศักดิ์สิทธิ์
The General Instruction of the Roman Missal calls for a sanctuary lamp fueled by oil or wax. An electric lamp would be permissible in certain limited circumstances. คู่มือมิสซา – GIRM เรียกร้องให้ตะเกียงเขตพรตใช้น้ำมันหรือขี้ผึ้ง  ตะเกียงไฟฟ้าจะอนุญาตในกรณีจำกัดบางประการเท่านั้น

Gregorian Masses มิสซาเกรกอเรียน
Present regulation of Gregorian Masses, 30 consecutive Masses for a soul in purgatory, allows interruption of the sequence for sufficient reason. กฎปัจจุบันของมิสซาเกรกอเรียน 30 มิสซาติดต่อกันเพื่อวิญญาณดวงหนึ่งในไฟชำระ  อนุญาตการสอดหยุดจากการโยงต่อกัน ถ้ามีเหตุผลพอเพียง

Gregorian Masses; Multiple Intentions มิสซาเกรกอเรียน วัตถุประสงค์หลายประการ
Gregorian Masses (a series of 30 consecutive celebrations for a particular intention) may not be offered if a previously announced intention would interrupt the series มิสซาเกรกอเรียน ( ชุดถวายมิสซาติดต่อกัน 30 มิสซาเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ ) อาจไม่มีการถวายถ้าวัตถุที่ได้ประกาศล่วงหน้าจะถูกสอดแทรกหยุดกลางชุดมิสซานั้น

Indult for 3 Daily Masses? ข้อยกเว้นเพื่อวันเดียว 3 มิสซา
The canonical norm is that no more than two Masses may be celebrated by a priest on weekdays, and no more than three on Sundays and holy days of obligation. บรรทัดฐานทางกฎหมายพระศาสนจักรก็คือ ในวันประจำสัปดาห์พระสงฆ์องค์หนึ่งอาจถวายมากกว่าสองมิสซาไม่ได้  และ ไม่ให้เกินสามมิสซาในวันอาทิตย์และวันฉลองบังคับ

Liturgical Dancing การเต้นรำในพิธีการ
Although permitted in some African and Asian cultures, liturgical dance is not permitted in the West because of its profane associations there. แม้มีการอนุญาตในวัฒนธรรมเอเซียและอาฟริกาบางประเทศ  การเต้นในพิธีกรรมไม่ได้รับอนุญาตในโลกตะวันตก เพราะสมาคมทางโลกที่นั่น

Mass in 2 Languages  มิสซา 2 ภาษา
Mass in more than one language at a time should have a "congruent reason," "usually involving a special occasion drawing members of two or more nationalities for the celebration." Latin for the common, along with the vernacular for the rest of the Mass, is always permissible. มิสซามากกว่าหนึ่งภาษา ณ เวลาเดียวกันควรจะต้องมี “ เหตุผลที่สมเหตุสมผล “ “ ปกติที่เกี่ยวกับโอกาสพิเศษที่ดึงดูดสมาชิกของสองหรือมากกว่าสองชาติเพื่อการถวายมิสซา “ ลาตินเป็นภาษากลาง  ตามด้วยภาษาถิ่นสำหรับส่วนมิสซาที่เหลือ จะได้รับอนุญาตเสมอ.

Mass, Starting Without a Priest มิสซา เริ่มโดยไม่มีพระสงฆ์เป็นผู้ถวาย
To the question of whether a catechist should start the Mass if the priest is late, the answer is no. Also a question about whether a priest may concelebrate from the pew. กับคำถามที่ว่าครูคำสอนควรจะเริ่มพิธีมิสซาได้ ถ้าพระสงฆ์มาสาย  คำตอบคือไม่ได้  รวมทั้งคำถามเกี่ยวกับว่าพระสงฆ์องค์หนึ่งอาจจะร่วมถวายมิสซาจากที่นั่งสัตบุรุษในวัด

Pope, When He Dies พระสันตะปาปา เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์
During an interregnum, there is no intercession for the Pope in the Eucharistic Prayer; deceased popes are traditionally vested in red, the color of the Apostles. ระหว่างการครองสมณสมัย  ไม่มีการเสนอวิงวอนเพื่อพระสันตะปาปาในบทภาวนาเสกศีล   บรรดาพระสันตะปาปาที่มรณภาพตามประเพณีจะสวมพัสตราภรณ์สีแดง สีของบรรดาอัครสาวก

Pope's Processional Cross กางเขนในขบวนแห่ของพระสันตะปาปา
The "new" pastoral cross carried by Benedict XVI originally belonged to Blessed Pius IX. กางเขนสมณะ “ใหม่” ที่โป๊บเบเนดิกต์ถือ แรกเริ่มเป็นของบุญราศีโป๊บปีโอที่ IX

Priest in Mortal Sin พระสงฆ์ตกอยู่ในบาปหนัก
If a priest is in mortal sin, he is obliged to confess before celebrating any sacrament, though the sacrament is not thereby invalidated if he is not in a state of grace. ถ้าพระสงฆ์ตกอยู่ในบาปหนัก  เขาจำเป็นต้องไปแก้บาปก่อนทำพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ใดๆ  แม้ศีลศักดิ์สิทธิ์ด้วยเหตุนั้นจะไม่ขาดความสมบูรณ์ ถ้าพระสงฆ์มิได้อยู่ในสถานะพระหรรษทานก็ตาม

Procession, Who Goes First? ขบวนแห่  ใครนำหน้าอันดับแรก?
In the procession at Mass, the Book of the Gospels is carried right in front of the priest. The lectionary is not carried at all  ในขบวนแห่มิสซา  หนังสือพระวรสารจะต้องถูกนำไปข้งหน้าพระสงฆ์

Relics in the Altar พระธาตุในพระแท่น
The tradition of placing relics beneath altars should be preserved, provided the authenticity of the relics can be determined ประเพณีของการวางพระธาตุข้างใต้พระแท่นควรถูกรักษาไว้  โดยมีเงื่อนไขว่า ความเชื่อได้อย่างแน่นอนของพระธาตุสามารถตกลงได้

Stoles Without Chasubles  ใส่สโตลาโดยไม่สวมกาซูลา
The chief celebrant should wear a chasuble, and concelebrants also, as far as circumstances permit  ผู้ถวายมิสซาหลักควรสวมกาซูลา และผู้ร่วมถวายด้วย  มากน้อยอย่างไรตามแต่กรณีแวดล้อมจะอนุญาต

Televised Masses  มิสซาถ่ายทอดแพร่ภาพทางทีวี
Most guidelines giving norms for televised Masses are issued by the national bishops' conference. They are for the edification of the home bound, do not substitute for those able to assist at Mass, and do not fulfill the Sunday precept.  คู่มือแนะนำบรรทัดฐานสำหรับมิสซาที่ได้รับการแพร่ภาพส่วนใหญ่ที่สุดจะประกาศออกมาจากสภาพระสังฆราชแห่งชาติ  แนวทางเหล่านั้นจะใช้สำหรับการสอนไปสู่บ้านต่างๆ  อย่าใช้แทนสำหรับผู้ที่สามารถไปร่วมพิธีมิสซา  และไม่สามารถชดเชยบัญญัติการไปมิสซาวันอาทิตย์ได้

Upside-down Crosses  กางเขนหัวกลับ
The inverted Latin cross sometimes seen on the Holy Father's chair is the Petrine cross, from the tradition that St Peter was crucified upside down.  กางเขนลาตินหัวกลับบางครั้งเห็นที่เก้าอี้ที่ประทับพระสันตะปาปาเป็นกางเขนเปโตร หรือ Petrine cross  จากประเพณีที่ว่านักบุญเปโตรถูกตรึงกางเขนหัวกลับ

Use of an Antimension in the Latin Church  ผ้าบรรจุพระธาตุ – Antimension ผ้าบรรจุพระธาตุในศาสนจักรลาติน
In some cases, use of an antimension (a square of cloth into which a relic is sown) is allowable in the Latin Church  ในบางกรณี  การใช้ผ้า antimension    ( ผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งพระธาตุชิ้นหนึ่งถูกเย็บติดไว้ )  ได้รับการอนุญาตในศาสนจักรลาติน             

Using an iPad at the Gospel  การใช้ iPad เวลาอ่านพระวรสาร
Use of an iPad for the reading of the Gospel at Mass would not be appropriate, since the Book of the Gospels has been blessed and reserved for that holy use, whereas a tablet has many other than sacred functions.  การใช้ iPad สำหรับการอ่านพระวรสารดูไม่เหมาะสม  โดยที่หนังสือพระวรสารได้รับการเสกอวยพรและสงวนไว้สำหรับการใช้ในพิธีศักดิ์สิทธิ์  ในขณะที่ tablet ใช้ในหน้าที่ต่างๆมากกว่าใช้ในพิธีการศักดิ์สิทธิ์

Using Classrooms for Mass  การใช้ห้องเรียนทำมิสซา
There may be occasions when Mass in a classroom is desirable, but in general it's best to have it in a sacred place.  มีหลายโอกาสที่มิสซาในห้องเรียนน่าคิด  แต่โดยทั่วไปเป็นการดีที่สุดที่ควรทำมิสซาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

Using Multiple Chalices and Patens  การใช้กาลิกซ์และเปเตนส์หลายชิ้น
The main chalice and paten should be placed directly in front of the celebrant, but if more chalices and patens are necessary, they should have a place on the altar as well.  กาลิกซ์และเปเตนส์หลักควรถูกวางตรงๆข้างหน้าพระสงฆ์ผู้ถวายมิสซา  แต่ ถ้ามีกาลิกซ์และเปเตนส์หลายชื้นจำเป็นต้องใช้  จะต้องนำมาวางบนพระแท่นด้วย

5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ศาลอนุมัติหมายจับ “ธัมมชโย” ชี้พฤติการณ์หลบเลี่ยง เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2016, 09:39:41 AM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                                         ศาลอนุมัติหมายจับ “ธัมมชโย” ชี้พฤติการณ์หลบเลี่ยง
                                                                                              ไม่มารับทราบข้อกล่าวหาฟอกเงิน - รับของโจร


โดย ทีมข่าวอาชญากรรม   
17 พฤษภาคม 2559 19:03 น. (แก้ไขล่าสุด 17 พฤษภาคม 2559 23:32 น.)

       MGR Online - ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ “ธัมมชโย” แล้ว ในความผิดฐานฟอกเงิน - รับของโจร “เสี่ยศุภชัย” ชี้ มีพฤติการณ์หลบเลี่ยง ไม่มารับทราบข้อกล่าวหา หลังเรียกแล้วกว่า 3 ครั้ง ส่วนแนวทางจับกุม อธิบดี DSI จะเป็นผู้พิจารณา


        ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ 17 พ.ค. นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลอาญา รัชดา เพื่อให้ออกหมาย พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในคดีความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร มีชื่อเป็นผู้รับเช็คบริจาคจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด
        ล่าสุดเมื่อเวลา 18.20 น. นายขจรศักดิ์ เปิดเผยว่า ศาลอาญาได้ ออกหมายจับ พระธัมชโย เชื่อได้ว่า มีพฤติการณ์ หลีกเลี่ยงไม่มารับทราบข้อกล่าวหา หลังมีหมายเรียกออกไปแล้ว 3 ครั้ง ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ จะนำเสนอให้ที่ประชุมดีเอสไอในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง ส่วนแนวทางการจับกุมเป็นหน้าที่ของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเป็นผู้พิจารณา
        ต่อมา เวลา 18.45 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เผยสั้นๆว่า หลังศาลอนุมัติหมายจับ พระธัมมชโย ดีเอสไอจะยังไม่ดำเนินการจับกุมท่านเลย ไม่ใช้วิธีรุนแรงแบบนั้น จะประชุมคณะพนักงานสอบสวนในวันที่ 18 พ.ค.นี้ พร้อมส่งเอกสารแจ้งไปยังวัดพระธรรมกาย เพื่อให้พระธัมมชโย เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับ ภายใน 7 วัน ทั้งนี้หากท่านไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามที่กำหนด คณะพนักงานสอบสวนจะประชุมพิจารณากันต่อไป

          Credit  :  ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: วาติกันประกาศบทเพลงทางการสำหรับปีเมตตาธรรม -- ภาษาไทย เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2016, 02:42:14 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                     บทเพลงปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม Misericordes sicut Pater (Thai Version)



        บทเพลงปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม  มีผู้ประพันธ์เนื้อร้องเป็นภาษาไทยด้วย  และใช้ท่อนรับเป็นภาษาลาติน  เข้ากันดีมาก กับทำนองเพลงและภาษาต้นฉบับ  สมควรที่เราคนไทยจะได้รับฟังและ

        ฝึกขับร้องเพื่อสิริมงคลของพระเจ้า ผู้เป็นองค์เมตตาธรรมสำหรับมนุษย์ นะครับ  เชิญสรรเสริญพระเจ้าพร้อมๆกันครับ.

                                                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                       Alan  Petervich

7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / วาติกันประกาศบทเพลงทางการสำหรับปีเมตตาธรรม เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2016, 07:18:55 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                 Vatican Announces Official Hymn for the Year of Mercy

Alan Petervich Update May 16, 2016

Read more: http://www.ncregister.com/blog/kschiffer/vatican-announces-official-hymn-for-the-year-of-mercy/#ixzz48hoMVMeH

       The Vatican has just introduced the official hymn of the Holy Year of Mercy.  วาติกันพึ่งนำเสนอบทเพลงทางการของปีเมตตาธรรม

The title is drawn from John 6:36, Misericordes sicut Pater (English: Be Merciful, As Your Father Is), by English composer Paul Inwood. Inwood's composition was the winner in an international competition sponsored by the Pontifical Council for the Promotion of the New Evangelization. The hymn has now been released in Italian, French, and English, with a Latin antiphon and refrains.

ชื่อเพลงนั้น นำมาจากพระวรสารนักบุญยอห์น 6:36 , Misericordes sicut Pater ( อังกฤษ Be Merciful, As Your Father Is) โดยนักประพันธ์เพลงอังกฤษ Paul Inwood   เรียงความของ Inwood เป็นรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันนานาชาติ ที่จัดโดย สภาสันตะสำนักเพื่อส่งเสริมการประกาศเผยแพร่ศาสนาแบบใหม่ – The Pontificial Council for the Promotion of the New Evangelization  บทเพลงขณะนี้ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษา อิตาเลียน  ฝรั่งเศส และอังกฤษ ( มีภาษาไทยด้วย )  โดยมีท่อนรับเป็นภาษาลาตินและท่อนส่งต่อด้วย

Archbishop Rino Fisichella, first Prefect of the Pontifical Council for the Promotion of the New Evangelization, explained in a press conference that the Year of Mercy is intended as an opportunity for the faithful to meet people's “real needs” with concrete assistance, to experience a “true pilgrimage” on foot, and to send “missionaries of mercy” throughout the world to show forgiveness for even the most serious of sins.

พระอัครสังฆราช Rino Fisichella,สมณประธานของ PCPNE  ได้อธิบายให้ที่ประชุมหนังสือพิมพ์ฟังว่า ปีแห่งเมตตาธรรมตั้งใจจะให้เป็นโอกาสดีสำหรับสัตบุรุษที่จะได้ทราบ ‘ความต้องการที่แท้จริง ‘ ของประชาชนโดยให้ความช่วยเหลือที่เป็นล่ำเป็นสัน  ได้ประสพ ‘การจาริกที่แท้จริง’ ตามทางที่เดินไป และ ส่ง “ มิสชันนารีของเมตตาธรรม “ ไปทั่วโลก เพื่อแสดงการให่อภัย สำหรับแม้ผู้มีบาปหนักที่สุด.

Misericordes sicut Pater is the official motto of the Year of Mercy which begins on December 8, the Feast of the Immaculate Conception, and continues through the Feast of Christ the King, November 20, 2016. You can read the full text at the website for the Year of Mercy.

คำว่า Misericordes sicut Pater เป็น motto ทางการของปีเมตตาธรรม ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม  วันฉลองสมโภชการปฏิสนธินิรมล และคงต่อไปเรื่อยๆจนถึงวันฉลองสมโภชพระคริสตราชา วันที่ 20  พฤศจิกายน 2016  คุณสามารถอ่านเรื่องเต็มบริบูรณ์ได้ที่เว็บไซต์สำหรับ The Year of Mercy

One member of the committee which selected Inwood's hymn was Monsignor Massimo Palombella, director of the Sistine Chapel Choir. The Sistine Chapel Choir has recorded the hymn, with assistance from Vatican Radio. You can hear their rendition here.

สมาชิกคนหนึ่งของคณะกรรมการซึ่งได้เลือกบทเพลงของ Inwood คือ Monsignor Massimo Palombella, ผู้อำนวยเพลงของ the Sistine Chapel Choir   นักร้องวงนี้ได้ขับร้องและบันทึกเพลงนี้ ด้วยความช่วยเหลือจาก Vatican Radio  คุณสามารถได้ยินเสียงของพวกเขาที่นี่ :


Published on Oct 15, 2015

© 2015 Pontifical Council for the Promotion of the New Evangelization (PCPNE).

The Authors of the original music (Paul Inwood) and text (Eugenio Costa, S.J.) have donated the copyright of this work to the PCPNE in order to facilitate the distribution of the Hymn of the Jubilee of Mercy throughout the Catholic Church.

Download mp3: http://www.iubilaeummisericordiae.va/...
Download score: http://www.iubilaeummisericordiae.va/...
Standard YouTube License

Here’s the English-language version of the hymn as it appears on the official website:

Misericordes sicut Pater! [from Luke 6:36, the official motto of the Jubilee]

1. We give thanks to the Father, for he is good  [from Psalm 135:6]
in aeternum mercy eius
He created the world with wisdom
in aeternum mercy eius
He leads his people in history
in aeternum mercy eius
He forgives and welcomes His children [from Luke 15]
in aeternum mercy eius

2. Let us give thanks to the Son, Light of the nations
in aeternum mercy eius
He loved us with a heart of flesh [from John 15:12]
in aeternum mercy eius
we receive from Him, to Him we give ourselves
in aeternum mercy eius
the heart to open to those who hunger and thirst [from Matthew 25,31ss]
in aeternum mercy eius
Misericordes sicut Pater!
Misericordes sicut Pater!

3. We ask the Spirit the seven holy gifts
in aeternum mercy eius
source of all good, sweet relief
in aeternum mercy eius
comforted by Him, offer comfort [from John 15: 26-27]
in aeternum mercy eius
I love hopes and endures all things [from 1 Cor 13.7]
in aeternum mercy eius

4. We call for peace to the God of all peace
in aeternum mercy eius
the earth awaits the gospel of the Kingdom [from Matthew 24,14]
in aeternum mercy eius
grace and joy to those who love and forgive
in aeternum mercy eius
will be the new heavens and the earth [from Revelation 21.1]
in aeternum mercy eius
Misericordes sicut Pater!
Filed under

          Read more: http://www.ncregister.com/blog/kschiffer/vatican-announces-official-hymn-for-the-year-of-mercy/#ixzz48how2t2l

8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Relics in the Altar พระธาตุในพระแท่น เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2016, 05:01:08 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                            Relics in the Altar พระธาตุในพระแท่น

ROME, 3 MAY 2005 (ZENIT)                                                                                                                                                                                                          Alan Petervich  Update May 13 , 2016

Answered by Father Edward McNamara, professor of liturgy at the Regina Apostolorum Pontifical University. ตอบโดยคุณพ่อเอ็ดเวิด แมคนามารา  ศาสตราจารย์วิชาพิธีกรรม ที่ มหาวิทยาลัย The Regina Apostolorum Pontifical University

Q: ถาม: I would like to know the present teaching of the Church, with documentary evidence, on fixing relics of the saints at the altar of Holy Mass. ผมอยากทราบคำสอนปัจจุบันของพระศาสนจักร ด้วยประจักษ์พยานแบบสารคดี  ในการบรรจุพระธาตุของนักบุญที่พระแท่นถวายมิสซา— K.S., Nagapattinam, India
A: ตอบ: The General Instruction of the Roman Missal (GIRM) No. 302, contains the following statement: "The practice of placing relics of Saints, even those not Martyrs, under the altar to be dedicated is fittingly retained. Care should be taken, however, to ensure the authenticity of such relics."   This statement summarizes the more detailed treatment of this question found in other documents such as the Roman Pontifical, Dedication of a Church and an Altar, and in the Ceremonial of Bishops.

คู่มือมิสซาโรมัน GIRM ข้อ 302 ระบุข้อความดังต่อไปนี้ คือ  “ การปฏิบัติในการใส่พระธาตุของนักบุญ แม้คนที่มิใช่มรณสักขี เข้าไปใต้พระแท่นเพื่อการอุทิศ ควรทำให้พอดี  อย่างไรก็ดี  ต้องใช้ความระมัดระวังที่จะมั่นใจถึงการเชื่อได้อย่างแน่นอนว่าเป็นพระธาตุของแท้นั้น “  การยืนยันนี้สรุปการปฏิบัติที่มีรายละเอียดมากกว่าของปัญหานี้ที่พบในเอกสารอื่นๆ เช่น Roman Pontifical Dedication of a Church and an Altar และในพิธีกรรมของบรรดาพระสังฆราช

No. 866 of this latter book indicates the basic norms for relics:   "The tradition in the Roman liturgy of placing relics of martyrs or other saints beneath the altar should be preserved, if possible. But the following should be noted

ข้อ 866 ของหนังสือเล่มหลังระบุบรรทัดฐานพื้นฐานสำหรับพระธาตุว่า: “ประเพณีในพิธีกรรมโรมันในการวางพระธาตุของมรณสักขีหรือนักบุญอื่นๆใต้พระแท่น ควรมีการรักษาไว้ ถ้าเป็นไปได้   แต่ข้อต่อไปนี้ควรเป็นข้อสังเกตุ คือ

"a. such relics should be of a size sufficient for them to be recognized as parts of human bodies; hence excessively small relics of one or more saints must not be placed beneath the altar; พระธาตุเช่นนั้นควรมีขนาดโตพอที่จะดูออกว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์  โดยที่พระธาตุที่เล็กเกินไปของนักบุญองค์หนึ่งหรือมากกว่าต้องไม่นำมาวางใต้พระแท่น ;

"b. the greatest care must be taken to determine whether the relics in question are authentic; it is better for an altar to be dedicated without relics than to have relics of doubtful authenticity placed beneath it ความระมัดระวังใหญ่ที่สุดต้องมีเพื่อจะตัดสินว่าพระธาตุที่เป็นปัญหานั้นเป็นของแท้  เป็นการดีสำหรับพระแท่นที่จะอุทิศถวายโดยไม่มีพระธาตุดีกว่ามีพระธาตุที่ความเชื่อว่าเป็นของแท้น่าสงสัยมาวางอยู่ใต้พระแท่นนั้น;
"c. a reliquary must not be placed upon the altar or set into the table of the altar; it must be placed beneath the table of the altar, as the design of the altar permits. ที่เก็บพระธาตุต้องไม่วางเหนือพระแท่น หรือใส่เข้าไปในตัวโต๊ะพระแท่น  คงต้องวางใต้โต๊ะของพระแท่น โดยที่การออกแบบของพระแท่นจัดไว้ให้แล้ว"

Other numbers such as 876-877 describe some details as to the vesture and form of the entrance processions and the contents of the copy of the record of the dedication to be placed in the reliquary. 

ข้ออื่นๆเช่นข้อ 876-877 กล่าวถึงรายละเอียดบางประการ เช่น เครื่องหุ้มห่อร่างกาย เช่นผม  ขน  หรือเครื่องนุ่งห่มที่นำมาสวมใส่ เช่นเสื้อผ้า  เสื้อพิธี  ผ้าปูที่บูชา  ห้องเก็บเสื้อผ้าในพิธีกรรม  ห้องประชุมติดกับโบสถ์ และรูปขบวนเดินแห่เข้ามาในวัด และเครื่องที่เป็นเนื้อหาของข้อความที่ลอกจากบันทึกการถวายอุทิศทั้งหมดที่เก็บรวมไว้ในที่เก็บพระธาตุ

Later, in No. 900, the Ceremonial describes the rite of depositing of the relics   จากนั้น ในข้อ 900 ข้อกำหนดพิธีกรรมบรรยายเกี่ยวกับจารีตพิธีการบรรจุพระธาตุ :
"If relics of the martyrs or other saints are to be placed beneath the altar, the bishop approaches the altar. A deacon or presbyter brings the relics to the bishop, who places them in a suitably prepared aperture. Meanwhile Psalm 15 (14), with the antiphon 'Saints of God' or the bodies of the saints,' or some other suitable song is sung. 

ถ้าพระธาตุของมรณสักขีหรือนักบุญจะต้องนำมาวางใต้พระแท่น  พระสังฆราชต้องเข้ามาใกล้พระแท่น  สังฆานุกรหรือพระสงฆ์องค์หนึ่งนำพระธาตุมาส่งให้พระสังฆราช  ซึ่งวางพระธาตุเหล่านั้นในช่องที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสม  ในขณะเดียวกัน  มีการขับร้อง บท Psalm 15(14) ตามด้วย บท antiphon ‘Saints of God’ หรือ the bodies of the saints’ หรือ บทเพลงบางบทที่เหมาะสม.
"During the singing a stonemason closes the aperture, and the bishop returns to the chair (cathedra).  ระหว่างร้องเพลง ให้ใช้แผ่นหินปิดช่องพระธาตุนั้น  และพระสังฆราชกลับสู่ที่นั่ง (cathedra) " ZE05050323

Follow-up: Relics in the Altar [05-17-2005]  การติดตามผล : พระธาตุในพระแท่น [05 - 17 – 2005]
Related to the question on relics upon the altar (May 3) a Pennsylvanian reader asks: "The document on Popular Piety states that the relics of the saints (I assume the blessed, too) are not to be exposed on the mensus of the altar. Does this mean that during Mass on the feast day one may not have the relic on the altar at all or is this more specific?"

สัมพันธ์กับคำถามเรื่องพระธาตุที่พระแท่น ( 3 พฤษภาคม ) ผู้อ่านชาวเพนซิลเวเนียถามว่า : “ เอกสารว่าด้วยความศรัทธาประชาชนยืนยันว่า พระธาตุของนักบุญ ( ข้าพเจ้าว่ารวมบุญราศี ด้วย ) ไม่ต้องตั้งแสดงบนโต๊ะพระแท่น  แบบนี้หมายความว่า ระหว่างมิสซาในวันฉลอง ก็อาจไม่ต้องมีพระธาตุบนพระแท่นเลย หรือนี้เป็นกรณีพิเศษ?”

The question refers to No. 244 of the Directory for Popular Piety.
It states: "The Church blesses sacred images because of their cultic significance. This is especially true of the images of the Saints which are destined for public veneration, when she prays that, guided by a particular Saint, 'we may progress in following the footsteps of Christ, so that the perfect man may be formed in us to the full measure of Christ.' The Church has published norms for the exposition of sacred images in churches and other sacred places which are to be diligently observed. No statue or image is to be exposed on the table of an altar. Neither are the relics of the Saints to be exposed on the table of an altar. It is for the local ordinary to ensure that inappropriate images or those leading to error or superstition, are not exposed for the veneration of the faithful."

คำถามนี้อ้างอิง ข้อ 244 ของหนังสือแนะแนวความศรัทธาประชาชน   
มีใจความว่า : “ ศาสนจักรอวยพรภาพศักดิ์สิทธิ์เพราะความหมายทางศาสนาของมัน  ข้อนี้จริงเป็นพิเศษว่าด้วยบรรดาภาพนักบุญ ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อการคารวะสาธารณะ  เมื่อศาสนจักรกล่าวว่า นำโดยนักบุญองค์พิเศษ ‘ เราอาจก้าวหน้าในการเดินตามรอยพระบาทของพระคริสต์  เพื่อว่าคนครบครันอาจก่อตัวขึ้นในพวกเราไปสู่มาตรการเต็มสมบูรณ์ของพระคริสต์ ‘ พระศาสนจักรได้เผยแพร่บรรทัดฐานสำหรับการตั้งแสดงภาพศักดิ์สิทธิ์ในวัดต่างๆ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ซึ่งคงต้องถือปฏิบัติอย่างขยันขันแข็ง  ไม่มีรูปปั้นหรือรูปภาพใดตั้งแสดงอยู่บนโต๊ะพระแท่น   ทั้งไม่ต้องมีพระธาตุของนักบุญตั้งแสดงบนโต๊ะพระแท่นด้วย  มันเป็นเรื่องธรรมดาของท้องถิ่นที่จะมั่นใจว่าภาพที่ไม่เหมาะสมหรือสิ่งที่นำไปสู่ความหลงผิดหรือการเชื่อผีเชื่อสาง  จะต้องไม่ตั้งแสดงเพื่อการคารวะของสัตบุรุษ “

This norm is taken from No. 10 of the introduction to the Roman Pontifical's "Order of Dedication of a Church and an Altar." 
บรรทัดฐานนี้นำมาจากข้อ 10 ของคำนำสู่พิธี Roman Pontifical’s “ Order of Dedication of a Church and an Altar “

Although the document specifically refers to a long-term or permanent exposition I believe that its sense and its spirit would also exclude the exposition of a relic during a feast-day Mass. This would also be in conformity with the general norm that only that which is necessary for the Eucharistic celebration should be placed upon the altar during Mass. This does not mean that the relic could not be exposed in some way during the celebration of a feast. For example, it could be placed on a column close to the ambo or some other prominent place. ZE05051727

แม้เอกสารอ้างอิงเป็นพิเศษถึงการตั้งแสดงระยะยาวหรือถาวร  ข้าพเจ้าเชื่อว่าความหมายและจิตตารมณ์ของมันน่าจะไม่รวมการตั้งแสดงพระธาตุระหว่างพิธีมิสซาวันฉลอง  เรื่องนี้ควรจะสอดคล้องกับบรรทัดฐานทั่วไปที่ถือเพียงจำเป็นสำหรับการถวายมิสซา ที่น่าจะวางแสดงบนพระแท่นระหว่างมิสซาได้  นี้มิใช่หมายความว่า พระธาตุไม่สามารถตั้งแสดงในบางวิธีการระหว่างการสมโภชงานฉลอง  เช่นตัวอย่าง  พระธาตุสามารถตั้งแสดงในแถวใกล้กับที่อ่านพระวาจา หรือสถานที่มีเกียรติอื่นๆ  ZE05051727

 This article has been selected  เลือกมาจาก  the ZENIT Daily Dispatch

9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: RELICS พระธาตุ เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2016, 11:28:44 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
No Veneration?  ไม่มีการคารวะ

Finally, Brewer claims that "there is nothing in the Bible that supports the veneration of relics, even if they are genuine." Again, not so.  One of the most moving accounts of the veneration of relics is that of the very body of Christ itself. Rather than leaving his body on the cross, to be taken down and disposed of by the Romans (as was the customary practice), Joseph of Arimathea courageously interceded with Pilate for Christ’s body (Mark 15:43, John 19:38). He donated his own, newly hewn tomb as Christ’s resting place (Matt. 27:60). Nicodemus came and donated over a hundred pounds of spices to wrap inside Jesus’ grave clothes (John 19:39), that amount of spices being used only for the most honored dead. And after he was buried, the women went to reverently visit the tomb (Matt. 28:1) and to further anoint Christ’s body with spices even though it had already been sealed inside the tomb (Mark 16:1, Luke 24:1). These acts of reverence were more than just the usual courtesy shown to the remains of the dead; they were special respect shown to the body of a most holy man—in this case, the holiest man who has ever lived, for he was God Incarnate.
ที่สุด  Brewer อ้างว่า “ไม่มีอะไรในพระคัมภีร์ที่สนับสนุนการคารวะพระธาตุ  แม้ถ้าเป็นของแท้  “ และ ไม่ใช่อย่างนั้น  หนึ่งในเรื่องราวที่เคลื่นอนไหวที่สุดเรื่องคารวะพระธาตุ คือที่เป็นพระกายของพระคริสต์เอง  มากกว่าจะทิ้งร่างของพระองค์บนไม้กางเขน  นำลงมาและแบ่งแจกกันโดยพวกโรมัน ( เหมือนที่ปฏิบัติอย่างเคยชิน )  โจเซฟแห่งอาริมาเทีย อย่างกล้าหาญ ได้ขอร้องปิลาตจัดการร่างของพระคริสต์  ( มารโก 15:43,  ยอห์น 19:38)  เขาได้บริจาคถวายคูหาหินขุดใหม่ของเขาเองเป็นที่วางพระศพของพระคริสต์ ( มัทธิว 27:60)  นิโคเดมัสปรากฎมาและถวายเครื่องเทศน้ำหนักร้อยปอนด์เพื่อหุ้มห่อภายในหลุมของพระเยซู ( ยอห์น 19:39 ) ปริมาณเครื่องเทศที่ใช้นั้นสำหรับผู้ตายที่สูงศักดิ์  และหลังจากพะองค์ถูกฝังไว้ พวกผู้หญิงได้ปเยี่ยมคูหาเพื่อคารวะ ( มัทธิว 28:1) และเพื่อชะลมพระศพของพระคริสต์ด้วยเครื่องเทศแม้มีการนำเข้าไปวางไว้ภายในคูหาแล้ว ( มารโก 16:1,ลูกา 24:1)   การแสดงคารวะเหล่านี้เป็นมากกว่าการแสดงให้เกียรติต่อศพผู้ตาย  แต่เป็นความนับถือเป็นพิเศษที่แสดงต่อ่างกายของผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคนหนึ่ง—ในกรณีนี้ ผู้ศักดิ์สิทธิที่สุดที่เคยมีชีวิต  เพราะว่าพระองค์เป็นพระเจ้าที่ทรงรับเอากายเป็นมนุษย์.

Relics in Early Christianity  พระธาตุในคริสตศาสนาเริ่มแรก

The veneration of relics is seen explicitly as early as the account of Polycarp’s martyrdom written by the Smyrnaeans in A.D. 156. In it, the Christians describe the events following his burning at the stake: "We took up his bones, which are more valuable than precious stones and finer than refined gold, and laid them in a suitable place, where the Lord will permit us to gather ourselves together, as we are able, in gladness and joy and to celebrate the birthday of his martyrdom."

การคารวะพระธาตุเห็นได้ชัดตั้งแต่เริ่มเรื่องมรณสักขีของนักบุญโปลิคาร์ปตามที่เขียนไว้โดยชาวสเมอร์เนียนในปี ค.ศ.156 ในนั้น คริสตชนบรรยายเหตุการณ์ที่คามด้วยการเผามรณสักขีบนเวทีกองไฟ  “ พวกเราเก็บกระดูกของเขา ซึ่งมีค่ามากกว่าหินมีค่าทั้งหลาย และสวยงามกว่าทองคำที่หลอมแล้ว  และวางกระดูกเหล่านั้นในสถานที่เหมาะสม  ที่ซี่งพระเจ้าอนุญาตให้พวกเรารวบรวมพวกเราเองเข้าด้วยกัน  เท่าที่เราสามารถ ในความยินดีและความชื่นชมเพื่อฉลองวันเกิดของความเป็นมรณสักขีของเขา.”
In speaking of the veneration of relics in the early Church, the anti-Catholic historian Adolph Harnack writes, ". . . [N]o Church doctor of repute restricted it. All of them rather, even the Cappadocians, countenanced it. The numerous miracles which were wrought by bones and relics seemed to confirm their worship. The Church therefore would not give up the practice, although a violent attack was made upon it by a few cultured heathens and besides by the Manichaeans" (Harnack, History of Dogma, tr., IV, 313).
ในการพูดถึงการคารวะพระธาตุในศาสนจักรยุคแรก   นาย Adolph Harnack นักประวัติศาสตร์แอนตี้คาทอลิกเขียนว่า “ไม่มีด๊อกเตอร์ของศาสนจักรที่มีชื่อเสียงกำหนดเรื่องนี้  พวกเขาทั้งหมดค่อนข้างจะ  แม้พวกCappadocians ด้วย ให้กำลังใจเรื่องนี้   อัศจรรย์มากมายซึ่งถูกหล่อหลอมขึ้นโดยกระดูกและพระธาตุ ดูเหมือนยืนยันถึงการกราบไหว้ของพวกเขา   ดังนั้น พระศาสนจักรจะไม่ยอมเลิกการปฏิบัติดังกล่าว  แม้การโจมตีอย่างรุนแรงถูกทำให้เกิดขึ้นกับพระธาตุนั้น โดยคนนอกศาสนาที่ถีอวัฒนธรรมสองสามคน และใกล้เคียงกับพวก Manichaeans “ (Harnack, History of Dogma, tr., IV, 313).

In the fourth century the great biblical scholar, Jerome, declared, "We do not worship, we do not adore, for fear that we should bow down to the creature rather than to the creator, but we venerate the relics of the martyrs in order the better to adore him whose martyrs they are" (Ad Riparium, i, P.L., XXII, 907).
ในศตวรรษที่สี่  นักปราชญ์ทางพระคัมภีร์ผู้ยิ่งใหญ่ นักบุญเจโรม  ได้ประกาศว่า  “ เรามิได้สักการะ  เรามิได้กราบไหว้  เพราะกลัวว่าเราควรโค้งต่ำแก่สิ่งสร้างมากกว่าผู้สร้าง  แต่เราคารวะพระธาตุของมรณสักขีเพื่อจะดีกว่าที่จะสักการะเขา ซึ่งพวกเขาเป็นมรณสักขี “ ( Ad Riparium, P.L., XXII, 907).

Relics in Scripture  พระธาตุในพระคัมภีร์

Keep in mind what the Church says about relics. It doesn’t say there is some magical power in them. There is nothing in the relic itself, whether a bone of the apostle Peter or water from Lourdes, that has any curative ability. The Church just says that relics may be the occasion of God’s miracles, and in this the Church follows Scripture. The use of the bones of Elisha brought a dead man to life: "So Elisha died, and they buried him. Now bands of Moabites used to invade the land in the spring of the year. And as a man was being buried, lo, a marauding band was seen and the man was cast into the grave of Elisha; and as soon as the man touched the bones of Elisha, he revived, and stood on his feet" (2 Kgs. 13:20-21). This is an unequivocal biblical example of a miracle being performed by God through contact with the relics of a saint!

โปรดจำในจิตใจไว้ว่า พระศาสนจักรพูดอะไรถึงพระธาตุ   ศาสนจักรมิได้บอกว่าพลังอำนาจพิเศาบางประการมีในพระธาตุเหล่านั้น   ไม่มีอะไรในพระธาตุเอง  ไม่ว่ากระดูกของนักบุญเปโตร หรือน้ำจากเมืองลูร์ ที่มีความสามารถรักษาโรคด้วย  ศาสนจักรเพียงกล่าวว่า พระธาตุอาจเป็นโอกาสของอัศจรรย์ของพระเจ้า  และในเรื่องนี้ศาสนจักรเดินตามพระคัมภีร์  การใช้กระดูกของเอลิชาทำให้คนตายฟื้นคืนชีวิต “ ดังนั้น เอลิชาตายและพวกเขาได้ฝังเขา  ตอนนี้ กลุ่มโมอับ เคยรุกรานดินแดนในฤดูใบไม้ผลิของปี  และ โดดยที่คนกำลังถูกฝัง  โอ้โฮ  กลุ่มที่กำลังปล้นสดมภ์มีคนเห็นปรากฎมา และชายคนนั้นถูกโยนลงหลุมของอลิชา  และทันทีที่ชายนั้นแตะต้องกระดูกของเอลิชา  เขาฟื้นคืนชีพ และยืนขึ้น “ ( 2 Kgs. 13:20-21)  นี้เป็นตัวอย่างของพระคัมภีร์ที่คลุมเครือเกี่ยวกับอัศจรรย์ที่ทรงทำโดยพระเจ้าผ่านการสัมผัสกับพระธาตุของนับุญองค์หนึ่ง !

Similar are the cases of the woman cured of a hemorrhage by touching the hem of Christ’s cloak (Matt. 9:20-22) and the sick who were healed when Peter’s shadow passed over them (Acts 5:14-16). "And God did extraordinary miracles by the hands of Paul, so that handkerchiefs or aprons were carried away from his body to the sick, and diseases left them and the evil spirits came out of them" (Acts 19:11-12). If these aren’t examples of the use of relics, what are? In the case of Elisha, a Lazarus-like return from the dead was brought about through the prophet’s bones. In the New Testament cases, physical things (the cloak, the shadow, handkerchiefs and aprons) were used to effect cures. There is a perfect congruity between present-day Catholic practice and ancient practice. If you reject all Catholic relics today as frauds, you should also reject these biblical accounts as frauds.
ที่คล้ายกันคือกรณีของสตรีที่ได้รับการบำบัดรักษาให้หายจากโรคตกเลือดโดยการสัมผัสชายพระภูษาของเสื้อคลุมของพระคริสตเจ้า ( มัทธิว  9:20-22)  และคนป่วยที่ได้รับการบำบัดรักษาเมื่อเงาร่างของเปโตรผ่านเหนือพวกเขา ( กิจการ 5:14-16 )  “ และพระเจ้าทรงกระทำอัศจรรย์พิเศษอาศัยมือของเปาโล  จนกระทั่งคนจำนวนมากนำผ้าเช็ดหน้าและผ้ากันเปื้อนที่ได้สัมผัสเปาโลมาวางบนร่างผู้ป่วย  เขาก็หายจากโรคภัยและแม้แต่ปีศาจร้ายก็หนีไปด้วย “( กิจการ 19:11-12)  ถ้าสิงเหล่านี้ไม่ใช่ตัวอย่างของการใช้พระธาตุ  แล้วอะไรเล่า?  ในกรณ๊ของเอลิชา  การฟื้นคืนจากความตายเหมือนลาซารัสถูกนำมาโดยอาศัยกระดูกของผู้พยากรณ์ ในกรณีพระธรรมใหม่  สิ่งที่เป็นวัตถุ ( เสื้อคลุม  เงา  ผ้าเช็ดหน้าและผ้าคาดเอวกันเปื้อน )  งก็ถูกใช้เพื่อให้มีผลทางการบำบัดรักษา  มีการเข้ากันได้สนิทสมบูรณ์ ระหว่างการปฏิบัติแบบคาทอลิกทุกวันนี้ และการปฏิบัติแบบเก่าโบราณ  ถ้าคุณปฏิเสธพระธาตุคาทอลิกทั้งหมดทุกวันนี้ว่าเป็นของปลอม  คุณควรปฏิเสธเรื่องราวพระคัมภีร์เหล่านี้ว่าเป็นของปลอมด้วย.

NIHIL OBSTAT: I have concluded that
the materials presented in this work are free of doctrinal or moral errors.
Bernadeane Carr, STL, Censor Librorum, August 10, 2004

IMPRIMATUR: In accord with 1983 CIC 827 
permission to publish this work is hereby granted.
+Robert H. Brom, Bishop of San Diego, August 10, 2004
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / RELICS พระธาตุ เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2016, 11:22:48 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                         RELICS พระธาตุ

CatholicAnswers                                                                                                                                                                                                                               Alan Petervich Update May 7, 2016

Many non-Catholics particularly shy away from the sacramental.aspects of Catholicism—and not from the seven sacraments only. What they dislike is the mixing of spirit and matter, the gift of something spiritual—grace—by means of physical things. That, after all, is what the sacraments are. This tendency to drive a wedge between spirit and matter stems from age-old heresies known as Dualism, Marcionism, and Manichaeanism. Marcion in particular taught that the God of the Old Testament was evil in creating matter, but the God of the New Testament is a different and good God, who raises us to the level of spirit. The less one is entrapped by matter, the closer one is to God. Needless to say, this does not fit well with the sacraments—or with the incarnation!
คนที่มิใช่คาทอลิกจำนวนมากหันหนีเป็นพิเศษจากมุมมองด้านสิ่งคล่ายศีลของศาสนจักรคาทอลิก – และไม่ใช่จากศีลศักดิสิทธิ์เจ็ดประการเท่านั้น  สื่งที่พวกเขาไม่ชอบก็คือ การผสมผสานจิตวิญญาณกับสิ่งธรรมดา  สิ่งประทานทางจิตบางอย่าง—ซึ่งก็คือพระหรรษทาน – โดยทางสิ่งที่มีร่างประกอบทางกายธรรมดา  ทั้งหมดที่กล่าวนั่น ตืออะไรๆที่เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์   ความโน้มเอียงนี้ได้ผลักดันตอกลิ่ม ระหว่างจิตและสิ่งของให้คงอยู่ตั้งแต่กลุ่มเฮเรติ๊กยุคเก่าที่รู้จักกันในชื่อ Dualism, Marcionism และ Manichaeanism    มาร์ชืออน เป็นพิเศษสอนว่า พระเจ้าของพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ชั่วร้ายที่ทรงสร้างสิ่งต่างๆ  แต่พระเจ้าของพันธสัญญาใหม่แตกต่างออกมาและเป็นพระเจ้าดี  ซึ่งยกมนุษย์เราไปสู่ระดับจิต  กลุ่มเล็กน้อยที่สุดถูกขังในแบบวัตถุ  กลุ่มที่ใกล้กว่าอยู่กับพระเจ้า  ไม่มีความจำเป็นต้องพูด  ข้อนี้ไม่เข้าดีนักกับศีลศักดิ์สิทธิ์ – หรือกับการรับเอากายใดๆ!

In the sacraments, common material things, such as water, wine, bread, oil, and the imposition of hands, result in the giving of grace. Related to the sacraments are the sacramentals, objects such as medals, blessed palms, holy water, and ashes. Their use can lead people to receive or respond to grace. Many non-Catholics wrongly believe that the Church teaches that these sacramentals actually provide grace. But one of the biggest problems for non-Catholics are the relics of saints—the bones, ashes, clothing, or personal possessions of the apostles and other holy people which are held in reverence by the Church and sometimes associated with miraculous healings and other acts of God.
ในศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ  สิ่งของธรรมดาสามัญ เช่น น้ำ  เหล้าองุ่น  ขนมปัง  น้ำมัน  และการวางมือปก  เกิดผลทำให้ได้พระหรรษทาน  ที่สัมพันธ์กับศีลศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งคล้ายศีลต่างๆ  สิ่งของ เช่น เหรียญ  ใบปาล์มเสก  น้ำเสก และเถ้า  การใช้สิ่งของพวกนี้สามารถนำคนเข้าไปรับหรือตอบแทนด้วยพระหรรษทาน   คนที่มิใช่คาทอลิกจำนวนมากจึงเชื่อผิดๆว่า พระศาสนจักรสอนว่า สิ่งคล้ายศีลเหล่านี้จริงๆแล้วสามารถนำพระหรรทานมาให้  แต่หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับคนที่มิใช่คาทอลิกก็คือพระธาตุของนักบุญ –กระดูก  เถ้า  เสื้อผ้า  หรือของใช้ส่วนตัวของบรรดาอัครสาวก และผู้ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ซึ่งยึดถือแสดงการคารวะ โดยพระศาสนจักร และบางครั้งไปสัมพันธ์กับการบำบัดรักษาโรคอย่างน่าอัศจรรย์ และกิจการอื่นๆของพระเจ้า.

This is how Bart Brewer, ex-priest and head of Mission to Catholics International, phrases the complaint in his autobiography, Pilgrimage From Rome: "Another dogma that has bothered Catholics for centuries is the veneration of relics and the claims that they have magical powers. Even Martin Luther wondered how there could be twenty-six apostles buried in Germany, when there were only twelve in the entire Bible! It is said that if all the pieces of the cross displayed in Catholic churches were assembled together, it would take a ten-ton truck to carry them. It is clear that most ‘relics’ are frauds. Furthermore, there is nothing in the Bible that supports the veneration of relics, even if they are genuine" (page 132).

ข้อนี้ที่ทำให้ Bart Brewer อดีตพระสงฆ์และหัวหน้าขององค์การ Mission to Catholic International  แสดงความข้องใจในหนังสือบันทึกอัตตชีวะที่ชื่อ Pilgrimage From Rome ว่า “ ข้อคำสอนหรือ dogma อีกข้อหนึ่งที่รบกวนคาทอลิกมาหลายศตวรรษก็คือ การให้เกียรติคารวะพระธาตุ และอ้างว่าพระธาตุเหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์พิเศษ  แม้มาร์ติน ลูเทอร์เองก็งุนงงประหลาดใจว่าเป็นไปได้อย่างไรที่มีอัครสาวกยี่สิบหกองค์ฝังอยู่ในเยอรมันนี ในเมื่อทั้งพระคัมภีร์มีอัครสาวกเพียงสิบสององค์เท่านั้น !  มีการกล่าวกันว่า  บรรดาชิ้นส่วนของไม้กางเขนที่ตั้งแสดงไว้ตามวัดคาทอลิกต่างๆ หากนำมารวมกัน  จะต้องใช้รถบรรทุกสิบตันจึงจะนำออกไปได้  เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า “ พระธาตุ “ ส่วนใหญ่นั้นเป็นของปลอม  ยิ่งกว่านั้น  ไม่มีอะไรในพระคัมภีร์ที่สนับสนุนการให้การคารวะต่อพระธาตุ  แม้จะเป็นของแท้ก็ตาม “ ( หน้า 132 )

This is a unique paragraph in that each sentence in it contains one or two blunders. Let’s go through them. The first is the claim that the veneration of relics has "bothered Catholics for centuries." Considering the high regard Catholics have had for relics throughout the years, this is absurd. It hasn’t been Catholics who have been bothered—it has been non-Catholics (and ex-Catholics).  What’s more, the Church does not claim that relics have "magical powers." Note that Brewer cites no Catholic work which makes such a claim—because there isn’t any. The sacramental system is the opposite of magic. In magic, something material is regarded as the cause of something spiritual; in other words, a lower cause is expected to produce a higher effect.

นี้เป็นข้อความที่ไม่มีที่ใดเหมือน ซึ่งในแต่ละประโยคจะมีข้อผิดพลาดหนึ่งหรือสองแห่ง  ให้เรามาดูกัน  ความผิดแรกก็คือข้ออ้างที่ว่า การคารวะพระธาตุได้ “รบกวนคาทอลิกมานานหลายศตวรรษ “  เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับคาทอลิกสูงขึ้นไปที่เกี่ยวกับที่พวกเขามีต่อพระธาตุตลอดปี  เรื่องนี้เหลวไหล  มันไม่ใช่คาทอลิกที่ถูกรบกวน— แต่มันเป็นคนที่มิใช่คาทอลิก (และอดีตคาทอลิก)  อะไรมากกว่า  พระศาสนจักรมิได้ประกาศว่าพระธาตุมี “ พลังพิเศษลึกลับ “  จงสังเกตุว่า Brewer ชี้ว่าไม่มีงานเขียนของคาทอลิกซึ่งอ้างเช่นนั้น—เพราะว่าไม่มีจริงๆ  ระบบสิ่งคล้ายศีลเป็นสิ่งตรงข้ามกับเวทย์มนต์  ในเวทย์มนต์  สิ่งของบางอย่างถือว่าเป็นอะไรบางอย่างที่เป็นจิต  พูดอีกอย่างก็คือ สาเหตุระดับต่ำกว่าถือกันว่าก่อให้เกิดผลที่สูงกว่า
No Magic in Sacraments ไม่มีเวทย์มนต์ในศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

The sacraments (and, derivatively, sacramentals and relics) don’t compel God to work in a certain way. Their use depends on God, who established their efficacy, so their effects are divine, not natural, in their origin. It is God who sanctions the use of relics; it is not a matter of men "overpowering" God through their own powers or the powers of nature, which is what magic amounts to.  When Jesus healed the blind man in John 9:1-7, did the Lord use magic mud and spittle? Was it actually a magic potion he mixed in the clay, or was it simply that Jesus saw fit to use matter in association with the conferral of his grace? The Lord is no dualist. He made matter, he loves matter, and he had no qualms about becoming matter himself to accomplish our redemption.
ศีลศักดิ์สิทธิ์ ( และ คำที่นำมาใช้ตาม คือ สิ่งคล้ายศีลและพระธาตุ ) ไม่ทำให้พระเจ้าต้องทำงานในทางใดเป็นพิเศษ  การใช้สิ่งคล้ายศีลเหล่านี้พึ่งพาพระเจ้า  ซึ่งทรงสถาปนาความมีประสิทธิภาพของมัน  ดังนั้น ประสิทธิผลของมันมาจากพระเจ้า ไม่ใช่จากธรรมชาติ ในการเกิดของสิ่งเหล่านั้น  เป็นพระเจ้าที่กำหนดการใช้พระธาตุ  มันไม่ใช่เรื่องของมนุษย์ “ ที่มีอำนาจเหนือ  “ พระเจ้า โดยพลังอำนาจของพวกเขาเองหรือพลังของธรรมชาติ ซึ่งเวทย์มนต์ร่วมกระทำ  เมื่อพระเยซูเจ้าบำบัดคนตาบอดในพระวรสารยอห์น 9:1-7 พระองค์ได้ใช้โคลนและน้ำลายที่เต็มด้วยเวทมนต์หรือ?  เวลานั้น ยาวิเศษที่พระองค์คลุกผสมในโคลนตม หรือมันเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่พระเยซูเจ้าเห็นว่ามันพอดีที่จะใช้สิ่งของนั้นให้เข้ากันกับการประทานพระหรรษทานของพระองค์หรือ?  พระองค์มิใช่ผู้ที่มีสองมาตรฐาน  พระองค์สร้างสิ่งนั้น  พระองค์รักสิ่งนั้น  และพระองค์ไม่มีความไม่สบายใจเกี่ยวกับที่จะกลายเป็นสิ่งนั้นที่พระองค์เองจะทำให้การไถ่มนุษย์คนบาปจนสำเร็จได้

In the next sentence Brewer casts ridicule on relics by referring to Luther’s comment, but the rejoinder should have been obvious to him. Apart from the fact that there are more than twelve apostles mentioned in the Bible (there are at least sixteen, counting Paul, Barnabas, James the Just, and Matthias), there is no reason to think that the whole of a saint’s skeleton must be kept in one reliquary. In fact, from what we know about the way early Christians preserved the bones of those killed during the persecutions, that would be unusual. More commonly, the saint’s bones were divided up, so various communities could have a portion of his relics: the skull here, a hand there, other bones elsewhere. So it would be proper for several cities to claim to have the relics of a single saint.
ในประโยคถัดไป Brewer ทำเรื่องคล้ายเยาะเย้ยพระธาตุ โดยอ้างความคิดเห็นของลูเทอร์  แต่คำโต้ตอบควรจะถูกทำให้เห็นชัดสำหรับเขา  นอกจากความจริงที่ว่า มีอัครสาวกมากกว่าสิบสององค์ที่ระบุในพระคัมภีร์        ( มีอย่างน้อยสิบหกองค์  โดยนับเอาเปาโล  บาร์นาบาส  เจมส์ผู้เที่ยงธรรม  และมัธทีอาส )  ไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่า โครงกระดูกทั้งครบของนักบุญ ต้องเก็บรักษาไว้ในที่เก็บพระธาตุ  ความจริง  จากสิ่งที่เรารู้ถึงวิธีที่คริสตชนแรกเริ่มเก็บรักากระดูกของคนที่ถูกฆ่าระหว่างการเบียดเบียนศาสนา  นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ปกติธรรมดา  ที่เป็นปกติกว่านั้น  กระดูกของนักบุญองค์หนึ่งถูกแบ่งออกไป  เพื่อชุมชนต่างๆสามารถมีส่วนแบ่งของพระธาตุของเขา  คือ กระโหลกอยู่ที่นี่  มืออยู่ที่นั่น  กระดูกชิ้นอื่นๆอยู่ที่อื่น  ดังนั้น  มันเป็นการเฉพาะสำหรับเมืองต่างๆที่จะอ้างว่ามีพระธาตุของนักบุญองค์เดียวนั้น.

Ten-Ton Truck or Warship?  รถยนต์บรรทุกสิบตัน หรือ เรือรบหนึ่งลำ

Now for the classic argument. As Brewer phrases it, if all the alleged pieces of the True Cross were gathered together, "it would take a ten-ton truck to carry them." That’s a modern way to put the charge. It used to be said the pieces would be enough to build a warship, but warships aren’t made out of wood any longer.
ตอนนี้ เป็นการโต้แย้งชั้นคลาสสิค  คือที่ Brewer เขียนไว้  ถ้าทุชิ้นที่กล่าวอ้างเป็นกางเขนแท้นำมารวมกัน  “ มันคงต้องใช้รถบรรทุกสิบตันขนไปทั้งหมดได้ “   นั่นคือวิธีสมัยใหม่ในการกล่าวหา   เคยมีการกล่าวว่า ชิ้นส่วนเหล่านั้นพอที่จะสร้างเรือรบได้หนึ่งลำ  แต่เรือรบในปัจจุบันไม่ได้ทำด้วยไม้อีกต่อไป.

Either way, the charge is nonsense. In 1870 a Frenchman, Rohault de Fleury, catalogued all the relics of the True Cross, including relics that were said to have existed but were lost. He measured the existing relics and estimated the volume of the missing ones. Then he added up the figures and discovered that the fragments, if glued together, would not have made up more than one-third of a cross. The scandal wasn’t that there was too much wood. The scandal was that most of the True Cross, after being unearthed in Jerusalem in the fourth century, was lost again!  Brewer’s next charge is this: "It is clear that most ‘relics’ are frauds." It isn’t clear at all. Certainly nothing he said indicates that. Have there been any frauds? Sure. But in most cases, relics are either known to be genuine or there is some reason to think they may be genuine, even if complete proof is impossible.
วิธีใดก็ตาม  ข้อกล่าวหาเหลวไหล  ในปี 1870 คนฝรั่งเศสชื่อ โรฮอลท์ เดอ เฟลอรี  ได้ทำแค๊ตตาล๊อกพระธาตุทั้งหมดของไม้กางเขนแท้  รวมทั้งพระธาตุท่กล่าวกันว่าเคยมีอยู่แต่สูญหายไป   เขาตรวจสอบพระธาตุที่มีอยู่ทั้งหมดและประมาณจำนวนที่หายไปด้วย  แล้วเขาได้รวมตัวเลขและพบว่าเศษชิ้นต่างๆ ถ้าติดกาวเข้าด้วยกัน  ยังมีไม่มากกว่าหนึ่งในสามของไม้กางเขน  การเป็นที่สะดุดมิใช่เรื่องนั้นแต่เป็นเพราะมีไม้มากเกินไป  การเป็นที่สะดุดก็คือว่าส่วนมากที่สุดของกางเขนที่แท้จริง  หลังจากขุดค้นขึ้นจากพื้นดินในเยรูซาเลมในศตวรรษที่สี่  ก็หายสาบสูญปอีก!  ข้อกล่าวหาต่อไปของ Brewer ก็คือ “ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “ พระธาตุ “ส่วนใหญ่ที่สุดเป็นของปลอม  มันไม่ชัดเจนเลย  แน่นอน ไม่มีอะที่เขาว่าเป็นเช่นนั้น   มีการปลอมแปลงบ้างอย่างนั้นหรือ?  มีแน่นอน  แต่  ในกรณีส่วนใหญ่  พระธาตุ ทั้งอาจเป็นที่รู้กันว่าเป็นของแท้ หรือมีเหตุผลบางประการที่คิดว่าน่าจะเป็นของแท้  แม้จะแสดงข้อพิสูจน์ครบสมบูรณ์จะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม.

Take the famous Shroud of Turin, which scientists have been examining for some years. The scientists admit their experiments cannot establish that the Shroud is the actual burial cloth of Christ—they admit that is impossible—but they also say they might be able to eliminate the possibility of forgery. That is, they apparently are demonstrating that the Shroud was a burial cloth that was wrapped around someone who was crucified in the same manner as Christ, perhaps at about the same time he was crucified (there is considerable dispute about the age of the Shroud, and the carbon-14 tests that have been performed on the Shroud have been defective), and in the same area he was crucified.
มาพูดเรื่องผ้าห่อศพตุรินที่มีชื่อเสียง   ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้กำลังตรวจสอบมานานหลายปี   นักวิทยาศษสตร์ยอมรับว่าการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขา ไม่สามารถตั้งสมมุติฐานว่าผ้าห่อศพเป็นผ้าห่อพระศพช่วงนั้นของพระคริสต์— พวกเขายอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้— แต่ก็กล่าวด้วยว่า พวกเขาอาจสามารถทำลายความเป็นไปได้เกี่ยวกับการปลอมแปลง  นั่นคือ  เป็นที่เห็นได้ว่า พวกเขากำลังสาธิตว่าผ้าห่อศพเป็นผ้าตราสังข์ที่หุ้มห่อรอบร่างของคนบางคน ซึ่งถูกตรึงกางเขนในลักษณะเดียวกันกับพระคริสต์  บางทีประมาณเวลาเดียวกันที่พระองค์ถูกตรึงเสียด้วย ( มีข้อโต้แย้งที่น่าพิจารณาเกี่ยวกับอายุของผ้าตราสังข์ และการทดสอบ carbon=14ที่ทำกับผ้าตราสังข์ไม่ได้ผล ) และในสถานที่เดียวกันกับที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน.

Most relics cannot be fakes because most relics are the bones of ordinary saints of history who were well known and whose remains were never lost in the first place.  The Church has never pronounced that any particular relic—even that of the cross—is genuine. But, the Church does approve of honor being given to the relics that can with reasonable probability be considered authentic.
พระธาตุส่วนมากที่สุดไม่สามารถเป็นของปลอม เพราะว่าพระธาตุส่วนใหญ่เป็นกระดูกของนักบุญธรรมดาๆทั่วไปในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และซึงทรากร่างไม่เคยหายไปในที่เก็บแรก  พระศาสนจักรไม่เคยประกาศว่าพระธาตุพิเศษชิ้นใด –แม้ของไม้กางเขนเอง—เป็นของแท้  แต่  พระศาสนจักรได้ยอมรับการให้เกียรติคารวะต่อพระธาตุ ที่สามารถ ด้วยความเป็นไปได้อย่างสมเหตุสมผล พิจารณาว่าเชื่อถือได้.

Is There Room for Doubt?  มีที่สำหรับความสงสัยหรือ?

Will there always be room for doubt for those who seek it? Sure. And if that is the case with the Shroud of Turin, it is more the case with most other relics. The skeptic will always be able to say, "This might not have been so-and-so’s," or "You might be mistaken," and we’d have to admit that’s true. There might have been a mistake, or fakes might have been substituted for the real relics.

สำหรับผู้เสาะหา ก็จะมีที่เสมอสำหรับความสงสัย ?  แน่นอน  และถ้านั่นเป็นกรณีเกี่ยวกับผ้าห่อศพตุริน  มันเป็นยิ่งกว่ากรณีเช่นเดียวกับพระธาตุส่วนใหญ่อื่นๆ   ความสงสัยไม่แน่ใจจะทำให้สามารถพูดเสมอว่า “ สิ่งนี้ใม่ใข่ไม่ใช่-และ-ไม่ใช่ “ หรือ “ คุณคงเข้าใจผิด “  และพวกเราต้องยอมรับว่ามันเป็นของจริง  อาจจะมีความเข้าใจผิด  หรือของปลอมอาจถูกนำมาแทนพระธาตุที่แท้จริงกย่อมได้

We evaluate relics the same way we evaluate the bona fides of anything else. Did George Washington really sleep in a particular bed? We have to do some detective work to find out. We may never know for sure. We may have to rely on probabilities. On the other hand, we might have incontrovertible proof, that could be disbelieved only by the skeptic who insists George Washington never existed at all.   It’s the same with relics. Some are beyond doubt. Others are so highly probable that it would be rash to doubt. Others are merely probable. And some, yes, are improbable (though we wouldn’t want to toss out even most of those, in case we err and toss out something that really is a relic).
เราประเมินพระธาตุในวิธีเดียวกันกับที่ประเมินตามความเชื่อปกติของสิ่งใด  จอร์จ วอชิงตัน จริงๆแล้วนอนบนเตียงพิเศษหรือ?  เราคงต้องทำงานนักสืบบางเรื่องเพื่อพลคำตอบ  เราอาจจะไม่เคยทราบเพื่อความแน่นอน  เราคงต้องพึ่งพาระบบความเป็นไปได้  อีกอย่างหนึ่ง  เราอาจต้องมีข้อพิสูจน์ที่โต้แย้งไม่ได้ ที่สามารถเชื่อไม่ได้เพียงโดยคนขี้สงสัยที่ยืนยันว่าจอร์จ วอชิงตันไม่เคยมีอยู่เลย  มันเช่นเดียวกับพระธาตุ  บางชิ้นอยู่เหนือความสงสัย  บางชิ้นเป็นไปได้สูงมากที่อาจจะไม่รอบคอบทำให้เกิดความสงสัย  บางชื้นเป็นไปได้  และบางชื้น ใช่  เป็นไปไม่ได้ ( แม้เราจะไม่ต้องการโยนทิ้งเกือบทั้งหมดนั่น  ในกรณีเราหลงผิดและโยนบางสิ่งบางอย่างทิ้งซึ่งที่จริงแล้วเป็นพระธาตุจริง )

11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สัตบุรุษฟ้องโป๊บว่าระฆังวัดทำลายการแต่งงานของเขา เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2016, 09:36:36 PM
 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ฮืม
                                                                                MAN SUES POPE: CHURCH BELLS RUINED MY MARRIAGE

'It's a lot to go through every day' ‘มันมากเกินไปที่จะเป็นเช่นนั้นทุกวัน ‘
Published: 09/04/2013 at 6:45 PM
Image : http://www.wnd.com/files/2012/01/Joe-Kovacs_avatar.jpg
author-image  ผู้เขียนพร้อมภาพประกอบเรื่อง  JOE KOVACS

Read more at http://www.wnd.com/2013/09/man-sues-pope-church-bells-ruined-my-marriage/#guTUc4FFofhTmobj.99

      A Rhode Island man has filed a federal lawsuit against Pope Francis and others, claiming the frequent bell-ringing of the Catholic church across the street has disrupted his life so much, it helped precipitate the demise of his marriage. John Devaney, 64, of Narragansett, R.I., lives directly across from the picturesque St. Thomas More Catholic Church.“The bells have been going off 700 times a week, very loud volume, and it’s been going on for too long,” he told the Providence Journal in a videotaped interview. “I’m not getting any response back from the people that control the bell-ringing.”

ชายชาวโรดไอแลนด์คนหนึ่งได้ฟ้องโป๊บและคนอื่นต่อศาลสหรัฐ  อ้างว่าเสียงระฆังตีบ่อยๆของวัดคาทอลิกข้ามถนนได้ทำลายชีวิตของเขามากจริงๆ  มันช่วยให้หนุนส่งการสิ้นสุดการแต่งงานของเขา  จอห์น ดีแวนี อายุ 64 แห่งเมืองนาร์รากันเซตต์ โรด ไอแลนด์  อาศัยอยู่ตรงข้ามวัดนักบุญโทมาส มอร์ที่สวยงาม  “ ระฆังชุดจะส่งเสียงเหง่งหง่างประมาณ 700 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์  เสียงดังมาก  และทุกครั้งจะใช้เวลานานเกินไป “ เขาเล่าในการสัมภาษณ์ทางคลิป video ในหนังสือพิมพ์ Providence Journal  “  ผมไม่เคยได้รับคำตอบใดๆจากคนที่ควบคุมการตีระฆังของวัดดังกล่าว “

Is Pope Francis the final pope before the return of Jesus to Earth? Watch this amazing DVD!    “First of all, the bells are amplified and they’re broadcast on loudspeakers,” Devaney explained. “We live in a historic neighborhood. I think we should get back to removing the amplifiers and the loudspeakers. And then I think they should bring the bells back to a reasonable number and a reasonable time. Right now it’s at 8:45 [a.m.], and 12 o’clock and 6 o’clock during the week, and it’s more on weekends. It’s just a lot for a small neighborhood. I’ve complained to everybody and now I’m complaining to the court. I’m hoping that they can help me. It’s a lot to go through every day.”

โป๊ลฟรังซิสเป็นโป๊บองค์สุดท้าย ก่อนการเสด็ดกลับมาของพระเยซูเจ้ายังโลกนี้หรือ?  มาดู DVD ที่มหัศจรรย์แผ่นนี้ดูซิ !  “ ก่อนอื่น  ระฆังถูกส่งผ่านเข้าขยายเสียง และกระจายเสียงด้วยลำโพงหลายตัว “ ดีวานีอธิบาย    “ “ เราอาศัยอยู่ในชุมชนประวัติศาสตร์เล็กๆ  ผมคิดว่า เราควรกลับไปถอดเครื่องขยายเสียงออกพร้อมกับลำโพงทุกตัว  และ จากนั้นผมคิดว่าพวกเขาควรนำระฆังทั้งหมดลดลงเท่าจำนวนสมเหตุสมผลและตีระฆังณเวลาสมเหตุสมผลด้วย   ตอนนี้เป็นเวลา 8:45 ช่วงเช้า  และ เที่ยง 12 นาฬิกา และบ่าย 6 โมงเย็นตลอดสัปดาห์ ( Petervich : เขาคงหมายถึงเวลาทูตสวรรค์ของพระเจ้า วันละ 3 เวลาก็พอ ) แต่นี่วันสุดสัปดาห์ก็ตีอีกมาก  มันมากเกินไปสำหรับชุมชนเล็กๆ  ผมเคยบ่นกับทุกคนมาแล้ว และตอนนี้ผมกำลังบ่นที่ศาล  ผมหวังว่าพวกเขาสามารถช่วยผมได้  มันเกินไปที่จะเป็นแบบนี้ทุกวันๆ “

The suit says Devaney is merely looking to “peacefully enjoy” his property.      When he and his now ex-wife purchased his the 1885 clapboard house – the former parish rectory – 18 years ago, the bell did not work. The suit says about six years later, a new church administrator came in and upgraded the bell to operate electronically. With more than 36,000 gongs throughout the year, Devaney, who often wears earplugs, claims the noise represents a permanent trespass, interrupting his dreams, thoughts and family relationships. The end result for Devaney, according to the lawsuit, is arguments, bad moods and emotional distance.

คำฟ้องบรรยายว่า ดีแวนนี เพียงขอ “ ความรื่นรมณ์อย่างสงบ “ ในทรัพย์สินของเขา   เมื่อเขาและตอนนี้เป็นอดีตภรรยาได้ซื้อบ้านฝากระดาน – ห้องทำงานของอดีตเจ้าอาวาส – เมื่อปี 1885 เป็นเวลา 18 ปีมาแล้วนั้น ตอนนั้นระฆังไม่ทำงาน  คำฟ้องกล่าวว่า อีกประมาณ 6 ปีต่อมา  ผู้บริหารวัดองค์ใหม่เข้ามารับหน้าที่และได้ปรับปรุงระฆังให้ใช้ได้ด้วยระบบอีเล็คโทรนิค   ด้วยการตีระฆังไฟฟ้า 36,000 ครั้งตลอดปี  ดีแวนนี ซึ่งบ่อยมากจะสวมหูฟัง ร้องเรียนต่อศาลว่าเสียงระฆังมาแทนการล่วงล้ำเข้าไปอย่างถาวร  รบกวนความฝันของเขา   ความรู้สึกนึกคิดและความสัมพันธ์ของครอบครัว  ผลที่เกิดท้ายสุดสำหรับดีแวนนี  ตามคำบรรยายฟ้อง  คือการโต้เถียงกัน อารมณ์เสีย และการห่างกันทางอารมณ์

The church offered the Journal a statement through the Catholic Diocese of Providence, explaining the bell was restored years ago courtesy of a parishioner’s generosity.     “So many in the community have enjoyed hearing the bell for more than 10 years for but minutes a day. The parish believes the brief ringing of the bell is reasonable and well within its rights,” the statement says.  “The parish community is saddened that a sole individual would continue personal, inappropriate attacks harassing visitors, worshippers and staff of St. Thomas More Parish. As a community of faith, we will pray for peace and understanding and that all our neighbors know of our charity and concern.”

ศาสนจักรเสนอบทความทางหนังสือพิมพ์เป็นคำยืนยันทั่วสังฆมณฑล Catholic Diocese of Providence  โดยอธิบายว่า ระฆังนั้นซ่อมเสร็จหลายปีมาแล้ว ด้วยความอนุเคราะห์ของความใจกว้างอารีของบรรดาสัตบุรุษของวัด  “ คนจำนวนมากในชุมชนต่างยินดีปรีดาที่ได้ยินเสียงระฆังมานานกว่า 10 ปีไม่เว้นแม้แต่หนึ่งนาทีในแต่ละวัน  พระสงฆ์เจ้าอาวาสเชื่อว่า การตีระฆังเพียงช่วงสั้นๆสมเหตุสมผลแล้วและดีแล้วตามสิทธิที่มีอยู่ “ คำยืนยันระบุ  “ ชุมชนของวัดปกครองรู้สึกเสียใจว่าเอกชนเพียงคนเดียวคงจะต่อเนื่องการโจมตีส่วนตัวที่ไม่เฉพาะเจาะจงรบกวนรังควานแขกผู้มาเยือน บรรดาผู้มาสักการะและชุดบริหารของวัดนักบุญโทมาส มอร์  ในฐานะชุมชนที่มีความเชื่อ  เราจะสวดภาวนาเพื่อสันติภาพและความเข้าใจ และเพื่อเพื่อนบ้านของพวกเราทุกคนจะรู้ถึงความรักและความห่วงกังวลของเรา “

Named as defendants in the lawsuit are Rhode Island Attorney General Peter F. Kilmartin, Diocese of Providence Bishop Thomas J. Tobin, Archbishop Carlo Maria Vigano, apostolic nuncio to the U.S., and Pope Francis.

ชื่อของผู้ที่ตกเป็นจำเลยในการฟ้องก็คือ อธิบดีอัยการ Peter F. Kilmartin  พระสังฆราช Bishop Thomas J. Tobin แห่งสังฆมณฑล Providence ,   Archbishop Carlo Maria Vigano  สมณทูตผู้แทนวาติกันในสหรัฐ และ พระสันตะปาปาฟรังซิส

image: http://www.wnd.com/files/2013/09/john-devaney-church-bells-2-600.jpg

John Devaney of Narragansett, R.I., claims loud church bells ruined his marriage. Devaney is challenging the constitutionality of a state law that says “a governmental authority may not restrict a person’s free exercise of religion.” He wants it declared “null and void” and looks to bar Kilmartin from enforcing it.        The Journal reports Devaney is also taking on the bells at St. Peters by-the-Sea Episcopal Church, which chime around the corner from his home. He names Linda O’Neill, its administrator, as a defendant as well.   Devaney is acting as his own lawyer, and claims state law denies protections afforded him under the First and Fourth Amendments to the U.S. Constitution, precluding the “peaceful enjoyment of his property.”    He wants the court to order Narragansett to enforce its noise ordinances, as well as the churches to lower the number and volume of chimes. Devaney seeks unspecified monetary damages for the disruption of his life “these past number of years, day in, day out, day in, day out” caused by the bells.

John Devaney แห่ง Narragansett Rhode Island  อ้างว่า ระฆังของวัดที่เสียงดังมากได้ทำลายชีวิตแต่งงานของเขา   Devaney กำลังท้าทายความถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญของกฎหมายของรัฐที่ระบุว่า “ ผู้ทรงอำนาจฝ่ายรัฐบาลจะต้องไม่จำกัดการปฏิบัติทางศาสนาที่เป็นอิสระของบุคคลหนึ่งใด “   เขาต้องการให้มันได้รับการประกาศว่า “ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย “ และต้องการกันมิให้ Kilmartin นำมันมาใช้บังคับ  หนังสือพิมพ์รายงานว่า Devaney กำลังพูดถึงระฆังที่วัดนักบุญเปโตรใกล้ทะเลวัด Episcopal  ซึ่งตีเสียงดังกระทบมุมบ้านของเขา  เขาจึงระบุ Linda O’Neill ผู้บริหารดูแล เป็นจำเลยอีกคนหนึ่งด้วย  ส่วน Devaney ได้ทำหน้าที่ทนายให้ตนเอง  และอ้างกฎหทายรัฐปฏิเสธการปกป้องคุ้มครองที่จะให้แก่เขา ภาบใต้บทแก้ไขที่หนึ่งและที่สี่ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ  ทำให้หมดโอกาสที่จะได้ “ ความรื่นรมร์อย่างสันติของทรัพย์สินของตน “   เขาต้องการให้ศาลสั่ง Narragansett ให้ควบคุมบังคับกระบวนการส่งเสียงดัง  เช่นเดียวกับวัดต่างๆให้ลดจำนวนและปริมาณของหอระมัง   Devaney แสวงหาความเสียหายที่คิดเป็นเงินที่มิได้ระบุจำนวน สำหรับการแตกทำลายชีวิตของเขา “ สิ่งที่ผ่านไปเหล่านี้หลายๆปี วันแล้ว วันเล่า วันแล้ว วันเล่า “ เป็นสาเหตุมาจากบรรดาระฆังทั้งนั้น.

The ringing of church bells has caused some serious problems in the past. As WND reported in May 2010, a state court in Arizona reversed the conviction of Phoenix Bishop Rick Painter, who had actually been sentenced to jail and probation for the sounds his church bells made.“Pastors and churches shouldn’t live in fear of being punished or penalized by the government,” said Erik Stanley, senior legal counsel for the Alliance Defense Fund. “Certainly, no pastor should have to fear jail time for engaging in peaceful religious expression.”

การตีระฆังวัดได้ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงบางประการในอดีต  ตามที่ WND (World Net Daily)รายงานในเดือนพฤษภาคม 2010  ศาลแห่งรัฐในอาริโซนาได้กลับคำตัดสินของพระสังฆราชเมืองฟีนิกซ์  Rick Painter ซึ่ง ตอนนั้นถูกตัดสินจำคุกและทำงานหนักเพราะเสียงระฆังวัดก่อขึ้น  “ บรรดาเจ้าอาวาสและวัดต่างๆไม่ควรดำรงชีวิตในความกลัวว่าจะถูกลงโทษหรือทำโทษโดยรัฐบาล “ Erik Stanley กล่าว  เขาเป็นที่ปรึกษากฎหมายอาวุโสสำหรับกองทุน Alliance Defense Fund   “ แน่นอน  ไม่มีเจ้าอาวาสคนใดควรกลัวว่าจะต้องอยู่ในคุก หากแสดงออกทางศาสนาอย่างสันติ “

Painter had been convicted and sentenced to jail for ringing the bells at Christ the King Liturgical Charismatic Church.  But the conviction was reversed in an order from Judge Crane McClennen, who noted that the law on which the conviction was based has since been ruled unconstitutional.

พระสังฆราช Painter ถูกกล่าวโทษและถูกตัดสินจำคุกเพราะตีระฆังที่วัด  Christ the King Liturgical Charismatic Church  แต่การลงโทษพลิกกลับด้วยคำสั่งจากผู้พิพากษา  Judge Crane McClennen  ซึ่งให้ข้อสังเกตุว่า กฎหมายที่เป็นฐานการลงโทษนั้นถือกันว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ.

Read more at http://www.wnd.com/2013/09/man-sues-pope-church-bells-ruined-my-marriage/#guTUc4FFofhTmobj.99


12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / วันสิ้นโลก วันพิพากษาโลก พระเจ้าจะกลับมา??? เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2016, 08:58:14 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                        วันสิ้นโลก วันพิพากษาโลก พระเจ้าจะกลับมา???

 พันทิป. Com เว็บไซต์เจ้าของข้อมูลทั้งหมด
Alan Petervich  Update May 4, 2016 :
  ขอเรียนว่า  ความเห็นและข้อมูลที่แสดงออกมาตรงนี้  หลายอย่างไม่ตรงกับคำสอนของศาสนจักรคาทอลิก  ดังนั้น  ท่านที่สนใจใคร่รู้จริง จึงต้องกลับไปค้นคว้าคำสอนและพระคัมภีร์ของพระศาสนจักรคาทอลิกที่จะทำให้ท่านหายสงสัยได้ทุกประการ แน่นอน  แต่ ตอนนี้  อ่านตรงนี้ก่อนเป็นหลักนำทางก็ดีเหมือนกัน – ครับ

คนพันทิปเริ่มแล้วครับ .. คำพูดจา สำนวนและวิธีสอบถาม เป็นแบบของชาวพันทิป ครับ  เชิญอ่าน  >>>> :

สงสัยมากค่ะ ทั้งเรื่องลำดับเหตุการณ์ บทสรุปของเหตุการณ์ และโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป

1. พระเจ้าจะกลับมา การกลับมาครั้งนี้มีผลอย่างไรกับโลกบ้างคะ? (เช่น ด้านจิตใจ ผู้คนจะเชื่อฟังพระเจ้ามากขึ้น ด้านการเมือง ระบบการเมืองจะยำเกรงพระเจ้า รัฐบาลกดขี่หมดไป ระบบการจัดการเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องและช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก ส่งเสริมกันและกัน)

2. หรือว่าแค่โลกแตก ตูม! ตายหมด บางคนไปอยู่สวรรค์ บางคนตกบึงไฟนรก
เคยได้อ่านมาว่า ประมาณว่า พระเจ้าจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้มนุษย์หมดแล้ว เลยสงสัยค่ะว่า การจัดเตรียมของพระองค์ คือ การทำให้โลกนี้ดีขึ้น หรือ การรับผู้รอดไปอยู่สวรรค์ หรือ จัดเตรียมไว้ที่ดาวอื่น (อย่างเช่น ดาวแลปเตอร์)

อยากให้พระเจ้ากลับมานะคะ แต่เหมือนกับว่าอยากฟังนโยบายของพระเจ้าที่จะจัดการเกี่ยวกับโลกนี้ก่อนที่จะอธิษฐานขอให้พระองค์กลับมาอะคะ เพราะทุกคนอ้างว่าสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้คือสิ่งที่ดีที่สุด แต่เรานึกระบบที่ดีที่สุดไม่ออกจริงๆ  ทุกระบบมีช่วงว่างของมันเสมอคะ

ความคิดเห็นที่ 11
คำถามดูตื่นเต้นและจริงจังมากทีเดียวครับ แน่นอนว่าหากเราไม่ยึดพระคำภีร์เป็นหลัก การเดาทางกิจการของพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์( พระจิตเจ้า )คงมั่วแน่ๆ
พระเยซูก็ตื่นเต้นใจจดใจจ่อมากกว่าเราทุกคนแน่นอนครับ เพราะพระองค์อยากจะมารับและอยู่กับผู้ที่รักพระองค์มากๆ  มีหลายอย่างที่พระเยซูทรงปูทางไว้แล้ว และยุคนี้เป็น  ยุคแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทำงานร่วมกับผู้รับบัพติสมาเหมือนในห้องชั้นบนเพื่อทำการยิ่งใหญ่ของพระองค์
http://www.pslaosermon.com/audio.php?cat_series= คำสั่ง 5 ประการสำหรับคริสตจักรยุคสุดท้าย
3. ชีวิตนิรันดร์ อยากได้นะคะ แต่อยากรู้ก่อนว่า แล้วคำว่าชีวิตนิรันดร์นี่ มนุษย์มีกายเนื้อหรือไม่คะ หรือเป็นละเอียดเป็นเเสงๆ (เหมือนในเรื่องโนอาร์) จะอยู่กันแบบในอุทยาน มีแต่ธรรมชาติ แล้วๆ มีบ้านมั้ย หรือนอนบนต้นไม้ ไม่อยากเหมือนหนีเสือปะจระเข้ค่ะ
อยากได้นะชีวิตนิรันดร์ สังคมที่ดี ความอบอุ่น ผู้คนจิตใจดี แต่ถ้าพระเจ้าล้างโลกแล้วรับผู้รอดไปอยู่เป็น..คลื่นเเสง ในทุ่งโล่ง พร้อมอุทยานนานาพันธุ์ มันก็ดีนะ

ป.ล. คำถามนี้เกิดจากการที่เจ้าของกระทู้เห็นข่าวโลกจะแตกๆ โลกจะแตก มานานมากค่ะ ถ้าแตกเเล้วมีการสร้างใหม่ให้ดีขึ้น ก็ยินดีนะคะที่โลกจะแตก แต่นี่เหมือนสร้างกระแสให้กลัว ให้ตกใจ ให้หันไปทำความดี ให้เชื่อเพื่อรอด.........?.....รอดแล้วไปไหน ไปอยู่กับพระเจ้า ไปได้ไง เชื่อพระคริสต์(พระเยซู)..............เชื่อแล้ว เจอพระเจ้าเเล้ว   แล้วไงต่อ..........อยู่ในสวรรค์....ฮืม?.........สวรรค์แบบพุทธมี 16 ชั้น แต่ละชั้นความละเอียดไม่เท่ากัน แล้วสวรรค์แบบคริสต์เป็นยังไง.........??.........นมัสการพระเจ้าอยู่เป็นนิตย์!

อ้าว นึกว่าโลกแตกแล้วจะสร้างโลกใหม่ที่ทุกคนได้วิ่งเล่นหัวเราะอย่างมีอิสระ คือนึกภาพแล้วเหมือนตายแล้ววิญญาณไปติดอยู่ในโบสถ์อ่ะคะ ผีเฝ้าโบสถ์ ก็เลย งง เพราะอ่านสะเปะสะปะไปเรื่อย อยากให้ผู้รู้อธิบายวันสิ้นโลกแบบมีลำดับเหตุการณ์แบบชัดๆ เลยค่ะ เอาแบบพิธีการยิ่งดี
อันดับที่ 1 พระเจ้าเสด็จกลับมา ณ ขอบสูงสุดที่น้ำเคยท่วมโลก
อันดับที่ 2 รับคริสเตียนแท้ขึ้นไปอยู่ที่อกอับราฮัม(เรียกผิดขออภัย)
อันดับที่ 3 ก็ว่ากันไป
แต่ขออันดับท้ายๆ อะคะ พระองค์จะจัดการกับโลกนี้อย่างไร? เพราะพระเจ้ารักโลกนี้มาก..พระองค์จะให้โลกเป็นอย่างไรต่อจากวันพิพากษาค่ะ
คำตอบที่ว่า แล้วแต่พระประสงค์ของพระองค์ คือ "บ่อย" ไหนๆ ก็ สัญญาณใกล้ครบเเล้ว พระเจ้าน่าจะมีแผนการต่อไปที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน
รู้แต่ในกลุ่มคริสเตียนแท้  อะไรแบบประมาณนี้ ก็ช่วยแบ่งปันเพื่อนร่วมโลกให้รู้ตามด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 2
มีวิธีเดียวที่จะได้ คำตอบนี้ ทั้งหมดแบบรู้แน่แก่ใจตัวคุณเอง
เป็น คริสชน คริสเตียน หรือ คริสตัง แล้วค่อยๆศึกษาใช้เวลาหน่อย
ให้พระเจ้าเป็นจริงในชีวิตคุณ ไว้วางใจในพระองค์ หลายคำถามนี้จะไม่ต้องตอบ

ความคิดเห็นที่ 3
หมายถึงความเชื่อในทางคริสต์เหรอครับ พระเจ้ากลับมาบนโลก??
ถ้าในทางอิสลามนั้น ผู้ที่กลับมาบนโลกคือ นบีอีซา หรือ พระเยซูครับ ซึ่งท่านเป็นศาสดาไม่ใช่พระเจ้าครับ

ความคิดเห็นที่ 5
หากการอธิษฐานเพื่อเนื้อหนังกับโลกทางร่างกายและความทุกข์ จะเป็นความจริงอย่างที่ใครพูดขอตามการสวดอธิษฐาน  การกระทำตามแผนการของพระเจ้าซึ่งเหมือนดวงดาราที่นับไม่หมด ก็คงไม่มี   อย่างนั้นก็จงไกลจากพระองค์เสียเถิด   พระเจ้าสถิตอยู่กับเราเหมือนโลหิตที่ดีอยู่  พระองค์เป็นชีวิต     แต่การอธิษฐานขอที่ผิด สิ่งนั้นซึ่งเป็นการเฝ้ารอก็ผิดด้วย   สิ่งที่เขารำพันเป็นเหมือนกับคราบเลือดที่แห้งเกรอะกรังอยู่บนปากแผล   จงบอกให้เขาดูในหนังสือฟิเลโมน  หากเขาผู้นั้นเพียรแต่อธิษฐานขอเป็นการทดลอง โดยที่ไม่ได้คุกเข่า

ความคิดเห็นที่ 7
โลกมันก็ต้องถึงจุดจบแน่ๆ แต่จะเมื่อไรไม่มีใครรู้ ตามหลักอนิจจัง
พระเจ้าจะมีหรือไม่ผมยังไม่รู้ ถ้ามีพระเจ้าอาจเป็นคนตั้งกฏฟิสิกส์ที่เป็นพื้นฐานของจักรวาล
แต่ผมเชื่อในหลักอนิจจัง ถ้าพระเจ้ามีจริง ท่านคงต้องอยู่ในหลักอนิจจังอยู่ดี

ความคิดเห็นที่ 10
คุณอยากมีทุกข์น้อยลงก็ฝึกตนให้เป็นโสดาบันสิครับ ด้วยการเดินตามอริยมรรคมีองค์ 8 เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความทุกข์ของโสดาบันมีเท่ากับฝุ่นที่ติดปลายเล็บเมื่อเทียบกับความทุกข์ของคนทั่วไปที่เท่ากับพื้นปฐพีในโลกนี้

ความคิดเห็นที่ 11
คำถามดูตื่นเต้นและจริงจังมากทีเดียวครับ แน่นอนว่าหากเราไม่ยึดพระคำภีร์เป็นหลัก การเดาทางกิจการของพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์ (หรือ พระจิตเจ้า ) คงมั่วแน่ๆ
พระเยซูก็ตื่นเต้นใจจดใจจ่อมากกว่าเราทุกคนแน่นอนครับ เพราะพระองค์อยากจะมารับและอยู่กับผู้ที่รักพระองค์มากๆ มีหลายอย่างที่พระเยซูทรงปูทางไว้แล้ว และยุคนี้เป็นยุคแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทำงานร่วมกับผู้รับบัพติสมาเหมือนในห้องชั้นบนเพื่อทำการยิ่งใหญ่ของพระองค์

ความคิดเห็นที่ 13
ก่อนอื่นอยากจะให้แยกเรื่องการล้างโลกกับวาระสุดท้ายของโลกออกจากกันก่อน  เพราะทั้งสองสิ่งนี้เหมือนจะคล้ายกัน  เพราะมนุษย์จะตายหมดเหมือนกัน  แต่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิงครับผม...
การล้างโลกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากบาปของมนุษย์มีมากเหลือเกินจนคนดีจะไม่เหลืออยู่บนโลก พระเจ้าจะทำการคัดเลือกบุคคลที่พระเจ้าเห็นว่าดีและเชื่อฟังพระเจ้ามาครอบครัวหนึ่งให้เป็นผู้สืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไป ส่วนมนุษย์คนอื่นทั้งหมดก็จะฆ่าทิ้งทั้งหมดโดยกลวิธีการต่างๆกัน ซึ่งยุคสมัยนี้ใช้น้ำไม่ได้ถ้าใช้น้ำจะฆ่าได้ไม่หมด แต่ถ้าใช้ไฟยังจะฆ่าได้หมดอยู่ ซึ่งถือว่าพระเจ้าใจดีมากๆแล้วเพราะก่อนยุคมนุษย์เวลาไดโนเสาร์กลายเป็นตัวชั่วร้ายทีนึงพระเจ้าก็จะต้องเปลี่ยนยุคแบบฆ่าทิ้งทั้งหมดแล้วสร้างตัวใหม่ขึ้นมา ตัวเก่าๆไม่เก็บไว้ซักตัวแถมวิธีการฆ่าก็โหดร้ายทารุน ให้อุกกาบาตตกลงมาเกิดฝุ่นปกคลุมท้องฟ้าแล้วให้ไดโนเสาร์ค่อยๆอดอาหารตายอย่างช้าๆ เป็นเพราะพระเจ้าองค์ก่อนสร้างพระเจ้าองค์นี้ขึ้นมาโดยใช้เพียงชิ้นกระดูกแค่นั้นพระเจ้าเลยมีพลังน้อยแล้วมีลักษณะหวงพลัง เวลาจะทำอะไรที่ใช้พลังมากๆก็มักจะเลี่ยงไม่ทำ พอมีมนุษย์ขึ้นมาถือว่าพระเจ้าใจดีขึ้นมาเยอะ

ซึ่งถ้าล้างโลกแล้วโลกจะดีขึ้นอย่างไรก็คงไม่ดีอะไรขึ้นมากก็คงเป็นอย่างนี้แหล่ะ 555 แต่เนื่องจากสังคมยังเป็นสังคมเล็กๆดังนั้นพลังความชั่วร้ายมันก็จะเป็นพลังเล็กๆไปด้วย  มันก็จะกำจัดง่ายขึ้น แต่ยังไงปัญหามันก็ยังมีอยู่ดีเพราะว่าพลังของเทพเอาชนะลูกสมุนของมารไม่ได้  แล้วสมุนของมารนี่แหล่ะที่มาคอยสร้างปัญหาสร้างความชั่วร้ายให้กับโลก ยิ่งพระเทวทัตนี่โอ้... ทรงพลังมากกกก... ไม่รู้พระพุทธเจ้าเคยเอาชนะได้ยังไง 555... แต่ถึงแม้พระเจ้าจะสามารถกำจัดสมุนของมารได้แต่มารก็มีพลังพอที่จะทำลายพระเจ้าได้ หากพระเจ้าจะกำจัดสมุนของมาร มารจะสามารถอาศัยจังหวะนั้นทำลายพระเจ้าได้ ทำให้พระเจ้าต้องปล่อยให้สมุนของมารก่อกวนปั่นป่วนโลกต่อไป แต่ทางทฤษฎีแล้วมันก็มีทางแก้อยู่ตรงที่ว่าเมื่อพลังของพระนารายณ์ตื่นขึ้นมาแล้วถึงแม้จะยังเอาชนะมารไม่ได้ แต่ถ้าพระนารายณ์ได้กับเมียของพระนารายณ์แล้วพลังจะเพิ่มขึ้นจนเป็นรองจากพระเจ้าเพียงองค์เดียวก็จะทำให้พระนารายณ์สามารถเอาชนะสมุนของมารได้ (เมียพระนารายณ์มีลักษณะกัลยานิมิตรครบทั้ง 4 ประการ ซึ่งลักษณะกัลยานิมิตรนี้เป็นลักษณะที่ดีของผู้หญิงคู่กับลักษณะมหาบุรุษของผู้ชาย หากว่ามีครบทั้ง 4 ประการจะมีความสามารถเพิ่มพลังให้กับชายอันเป็นที่รักได้) ยิ้ม

ความคิดเห็นที่ 14

ส่วนเรื่องวาระสุดท้ายของโลกนั้นเกิดจากว่าเวลานี้ใกล้ถึงการสิ้นกัปแล้ว พระเจ้าใกล้ที่จะหมดอายุขัยแล้วซึ่งหากว่าพระเจ้าจะหมดอายุขัยพระเจ้าจะทำลายทั้ง 3 โลก แล้วเลือกเทพองค์หนึ่งมาสืบทอดพลังในการสร้างและปัญญาในการสร้างเป็นพระเจ้าองค์ต่อไป แล้วพระเจ้าองค์ต่อไปก็จะสร้างโลกและสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นตัวใหม่ทั้งหมดไม่มีการเอาตัวเก่าในกัปก่อนไปเกิดใหม่ในกัปใหม่ เพราะพลังจากการดับสลายของโลกจะพัดเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ๆแตกดับไปทั้งหมดถึงระดับวิญญาณเลยทีเดียวซึ่งจะเป็นความตายโดยสมบูรณ์ประดุจนิพพานที่ไม่สามารถชุบชีวิตให้คืนชีพใหม่ได้ 555 ดังนั้นพวกเราๆที่เหมือนว่าจะเดินเล่นกินเที่ยวกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าพวกเราทุกคนได้ตายลงไปอย่างสมบูรณ์แล้ว -_-"
แต่ช่างบังเอิญเหลือนี่กระไรที่พอดี๊พอดีพระนารายณ์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนที่พระเจ้าจะสิ้นอายุขัยพอดี๊พอดีอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นทางรอดเดียวของมนุษย์ก็เลยกลายเป็นจะต้องบรรลุอรหันต์ในยุคพระศรีอาริย์นี้ให้ได้ แม้ว่าการบรรลุอรหันต์นี้สุดท้ายแล้วมันก็นิพพานและตายลงอย่างสมบูรณ์เหมือนกันแต่จะต่างกันตรงที่ว่าการบรรลุอรหันต์จะได้รับ "ความสุขที่แท้จริง" อันเป็น "ความสุขนิรันดร์" ที่ไม่มีทางเสื่อมสลายได้ และจะไม่ได้ "ชีวิตนิรันดร์" เพราะความตายเป็นสิ่งทรงสร้าง สิ่งที่ไม่มีวันตายจะต้องเป็นมาร แม้แต่พระเจ้าก็ยังจะต้องมีวันตาย...
2ปต1:20 จงรู้ข้อนี้ก่อน คือว่าคำพยากรณ์ทุกคำที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์แล้ว ไม่มีใครตีความได้ตามลำพังใจของตนเอง
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: Church Teaching on Relics คำสอนศาสนจักรเกี่ยวกับพระธาตุ เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2016, 12:01:58 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                              Communion of saints  สหพันธ์นักบุญ

To venerate the relics of the saints is a profession of belief in several doctrines of the Catholic faith: (1) the belief in everlasting life for those who have obediently witnessed to Christ and His Holy Gospel here on earth; (2) the truth of the resurrection of the body for all persons on the last day; (3) the doctrine of the splendor of the human body and the respect which all should show toward the bodies of both the living and the deceased; (4) the belief in the special intercessory power which the saints enjoy in heaven because of their intimate relationship with Christ theKing; and (5) the truth of our closeness to the saints because of our connection in the communion of saints we as members of the Church militant or pilgrim Church, they as members of the Church triumphant.

การคารวะพระธาตุของนักบุญ เป็นการปฏิบัติตามความเชื่อในคำสอนหลายข้อของความเชื่อคาทอลิก คือ (1)  ความเชื่อในชีวิตนิรันดรสำหรับคนเหล่านั้นที่เป็นพยานอย่างนบนอบต่อพระคริสตเจ้าและพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ที่นี่บนโลกนี้  (2)  ความจริงของการฟื้นคืนชีพของร่างกายสำหรับทุกคนในวันสุดท้ายของโลกนี้  (3)  คำสอนของความวิเศษงดงามของร่างกายมนุษย์และการคารวะ ซึ่งคนทั้งหมดควรแสดงต่อร่างต่างๆของทั้งผู้เป็นและผู้ตาย  (4)  ความเชื่อในพลังอำนาจวอนขอพิเศษ ซึ่งบรรดานักบุญทั้งหลายชื่นชมในสวรรค์ เพราะความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระคริสตเจ้า องค์ราชา และ (5)  ความจริงเรื่องความใกล้ชิดกับนักบุญ เพราะความผูกพันในสหพันธ์นักบุญ โดยที่เราเป็นสมาชิกของหน่วยทลวงของศาสนจักรหรือศาสนจักรที่กำลังจาริกอยู่  พวกเขาเป็นสมาชิกของศาสนจักรที่ประสพชัยชนะอยู่แล้ว.

The relics of the saints and their veneration is just another in the long line of treasures which Jesus Christ has given to His chaste bride, the Church. These relics summon us to appreciate more profoundly not only the heroic men and women, boys and girls who have served the Master so selflessly and generously, but especially the love and mercy of the Almighty who called these His followers to the bliss of unending life in His eternal kingdom.

พระธาตุของบรรดานักบุญและการให้เกียรติคารวะแก่พวกท่าน เป็นอีกอย่างที่อยู่ในแถวยาวของมหาสมบัติ ที่พระเยซูคริสตเจ้าได้ประทานให้แก่เจ้าสาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องของพระองค์ คือพระศาสนจักร   พระธาตุเหล่านี้เรียกร้องพวกเราให้ทำความเข้าใจลึกกว่านี้ ไม่เพียงชายและหญิงผู้เป็นยอดวีรขน  เด็กชายหญิงที่ได้รับใช้เจ้านายอย่างไม่เห็นแก่ตัวและอย่างใจกว้าง  แต่ เป็นต้น ความรักและความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าที่เรียกร้องคนเหล่านี้ว่าสานุศิษย์ของพระองค์ ไปสู่ความสุขสำราญบานใจของชีวิตที่ไม่รู้จบในอาณาจักร์นิรันดีของพระองค์


Saunders, Rev. William. "Church Teaching on Relics." Arlington Catholic Herald.
This article is reprinted with permission from Arlington Catholic Herald.

The Author ผู้เขียน -- คุณพ่อ วิลเลียม ซอนเดอร์ส  คณบดี Notre Dame Graduate School of Christendom College และเจ้าอาวาสวัดแม่พระแห่งความหวัง ที่สเตอร์ลิง เวอร์จีเนีย สหรัฐ

Father William Saunders is dean of the Notre Dame Graduate School of Christendom College and pastor of Our Lady of Hope Parish in Sterling, Virginia. The above article is a "Straight Answers" column he wrote for the Arlington Catholic Herald. Father Saunders is also the author of Straight Answers, a book based on 100 of his columns and published by Cathedral Press in Baltimore.


FOR ALL THE SAINTS !!!  สำหรับนักบุญทุกท่าน !!!

As the story goes, a priest assigned to a poor parish in a poverty stricken mountain community of northern Italy was approached by the town council. The council wanted to improve the lives of the population by bringing in tourist dollars. However, the town had nothing to attract outsiders to the community for a visit. They thought that, perhaps, the good father could obtain the relics of a major saint to place in the church that would bring visitors who would spend their money in local restaurants and hotels.

เรื่องเป็นมาอย่างนี้ คือ  พระสงฆ์องค์หนึ่งได้รับมอบหมายเป็นเจ้าอาวาสวัดจนๆในชุมชนแถบภูเขาที่จนมากในอิตาลีตอนเหนือ ถูกเยือนโดยสภาเมืองเล็กๆนั้น  สภาต้องการปรับปรุงชีวิตของประชากรแถบนั้น ด้วยการหาเงินดอลลาร์จากกลุ่มจาริกแสวงบุญ   อย่างไรก็ดี  เมืองเล็กๆนี้ไม่มีอะไรจะดึงดูดใจคนภายนอกให้เข้ามาเยี่ยมชุมชน  พวกเขาเลยคิดว่า  บางที  คุณพอผู้แสนดีคงสามารถได้พระธาตุของนักบุญสำคัญสักองค์ มาตั้งอยู่ในวัด  ที่อาจนำผู้จาริกมาเยือน ซึ่งน่าจะใช้จ่ายเงินทองของพวกเขาในภัตตาคารต่างๆและบรรดาโรงแรมของหมู่บ้าน

The priest agreed to give it a try and set off for Rome. After days of visiting church after church he was approached by a rather swarthy looking character who ask the father if he was searching for relics.

คุณพ่อเจ้าวัดตกลงยินยอมลองดูและเริ่มเดินทางไปกรุงโรม  หลังจากหลายวันในการไปเยี่ยมวัดหลังแล้วหลังเล่า ก็มีนายคนหนึ่งท่าทางค่อนข้างผิวคล้ำกำยำ ซึ่งถามคุณพ่อว่ากำลังหาพระธาตุใช่หรือไม่

The priest responded, "Yes, my son, I am looking for the relics of an important saint to take back to my village but have found nothing. Tonight I must return home empty handed."

คุณพ่อรีบตอบว่า “ ใช่แล้ว ลูกพ่อ  พ่อกำลังหาพระธาตุของนักบุญสำคัญซักองค์ เพื่อนำกลับไปหมู่บ้านของพ่อ แต่หาไม่เจอเลย  คืนนี้ พ่อต้องกลับบ้านมือเปล่าแน่แล้วลูก “

"Father, this is your lucky day!" responded the man. "It just so happens that I have recently acquired the head of Saint John the Baptist and for a moderate sum, to cover my expenses, the head is yours."

“ คุณพ่อ  วันนี้เป็นวันโชคดีของคุณพ่อ ! “  ชายร่างยักษ์ตอบ “ พอดีเกิดเหตุการณ์ที่ว่าเมื่อเร็วๆนี้ ผมได้ศีรษะนักบุญยอห์นแบ๊บติส และคิดราคาไม่มาก เพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายก็พอ  ศีรษะนี้เป็นของคุณพ่อ ครับ “

"But my good man, isn't the head of John the Baptist held at the church of San Silvestro here in Rome?" inquired the priest.

“ แต่ คุณผู้ใจดีครับ  ศีรษะของนักบุญยอห์นแบ๊บติสมิได้อยู่ที่วัดนักบุญซิลเวสโตรที่นี่ในกรุงโรมดอกหรือ? คุณพ่อถามกลับ.

"Ah, yes, Father, but the head in San Silvestro is the head of St. John as an adult. I happen to have the head of St. John as a child."

“ ใช่ครับ คุณพ่อ  แต่ศีรษะที่วัดซาน ซิลเวสโตรนั้นเป็นศีรษะของนักบุญยอห์นตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับ  ที่ผมได้มาที่นี่เป็นศีรษะของนักบุญยอห์นตอนเป็นเด็กเล็กนะครับ “


14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Church Teaching on Relics คำสอนศาสนจักรเกี่ยวกับพระธาตุ เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2016, 11:31:28 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                            Church Teaching on Relics คำสอนศาสนจักรเกี่ยวกับพระธาตุ

REV. CHARLES MANGAN – คุณพ่อ ชาร์ลส์ แมนแกน
Alan Petervich  May 3, 2016

Some people think the Catholic Church abandoned her teaching on relics after Vatican II. However, a quick glance at the Code of Canon Law, published by authority of Pope John Paul II in 1983, reveals that the Church very much considers sacred relics to be important and significant in the life of the Church (cf. canons 1186-1190). Just what are relics and what meaning do they have for disciples of Jesus Christ?

บางคนคิดว่าศาสนจักรคาทอลิกได้ละทิ้งคำสอนเกี่ยวกับพระธาตุแล้ว หลังการประชุมสังคายนาวาติกันที่ II  อย่างไรก็ดี  มองผ่านเร็วๆที่ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  ที่จัดพิมพ์เผยแพร่ด้วยอำนาจบริหารพิเศษ ของพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ II ในปี 1983  เปิดเผยว่า พระศาสนจักรพิจารณามากทีเดียวถึงพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ ว่าสำคัญและมีความหมายในชีวิตของพระศาสนจักร ( อ้างอิง มาตรา 1186-1190)  ว่าอะไรคือพระธาตุและพระธาตุเหล่านั้นมีความหมายอะไรสำหรับสานุศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า?

Can.1186 To foster the sanctification of the people of God the Church recommends to the particular and filial veneration of the Christian faithful the Blessed Mary ever Virgin, the Mother of God, whom Christ established as the Mother of the human race; it also promotes true and authentic devotion to the other saints by whose example the Christian faithful are edified and through whose intercession they are sustained.
Can.1187 Veneration  through public cult is permitted only to those servants of God who are listed in the catalog of the saints or of the blessed by the authority of the Church.
Can.1188 The practice of displaying sacred images in the churches for the veneration of the faithful is to remain in force; nevertheless they are to be exhibited in moderate number and in suitable order lest they bewilder the Christian people and give opportunity for questionable devotion.
Can.1189 Whenever valuable images, that is, those which are outstanding due to age, art or cult, which are exhibited in churches or oratories for the veneration of the faithful need repair, they are never to be restored without the written permission of the ordinary who is to consult experts before he grants permission.
Can.1190 $1. It is absolutely forbidden to sell sacred relics.
$2. Significant relics or other ones which are honored with great veneration by the people cannot in any manner be validly alienated or perpetually transferred without the permission of the Apostolic See.
$3. The prescription of $2 is also applicable to images in any church which are honored with great veneration by the people.

มาตรา ๑๑๘๖ เพื่อส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ของประชากรพระเจ้า พระศาสนจักรสนับสนุนให้คริสตชนแสดงความเคารพพิเศษ และเยี่ยงบุตร ต่อพระนางมารีย์พรหมจารีย์เสมอพระมารดาพระเจ้า ซึ่งพระคริสต์ทรงแต่งตั้งให้เป็นมารดาของมนุษย์ทุกคน และยังสนับสนุนให้แสดงความเคารพจริง และแท้ต่อนักบุญอื่นๆ อันที่จริง คริสตชนได้รับการเสริมสร้างจากตัวอย่างของนักบุญ และได้รับการค้ำจุนจากการเสนอวิงวอนของท่านด้วย
มาตรา ๑๑๘๗ เฉพาะบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้ในทะเบียนนักบุญ  หรือบุญราศรีโดยอำนาจของพระศาสนจักรเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้แสดงความเคารพสาธารณะ
มาตรา ๑๑๘๘ ให้คงไว้ซึ่งการปฏิบัติในการตั้งรูปศักดิ์สิทธิ์ในวัด เพื่อให้คริสตชนแสดงความเคารพ ถึงกระนั้นก็ดี ให้ตั้งรูปเหล่านั้นในจำนวนที่พอควร และตามลำดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ปลุกเร้าให้ประชากร คริสตชนเกิดความพิศวง ทั้งเพื่อไม่เปิดโอกาสให้เกิดมีความศรัทธาที่ไม่สู้ถูกต้อง
มาตรา ๑๑๘๙ รูปภาพที่มีค่าสูง กล่าวคือ ที่ประเสริฐเพราะความเก่าแก่ เพราะศิลปะ หรือเพราะการเคารพบูชา ที่ตั้งไว้ในวัดหรือวัดน้อย เพื่อให้คริสตชนแสดงความเคารพถ้าเมื่อจำเป็นต้องซ่อมแซม อย่าซ่อมแซมเด็ดขาด โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ ซึ่งต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนให้อนุญาต
มาตรา ๑๑๙๐ วรรค ๑  ห้ามขายพระธาตุศักดิ์สิทธิ์อย่างเด็ดขาด
วรรค ๒ พระธาตุที่เด่น และเช่นเดียวกัน พระธาตุอื่นๆ ที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากประชาชน ไม่สามารถถ่ายโอนให้ผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ทั้งไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปอย่างถาวร โดยมิได้รับอนุญาตจากสันตะสำนัก
วรรค ๓ ข้อกำหนด วรรค ๒ ใช้ได้ด้วยสำหรับรูปภาพ ที่ในบางวัดได้รับความเคารพอย่างสูงจากประชาชน

 Just what are relics and what meaning do they have for disciples of Jesus Christ?                                                                                                                                         

The word relic comes from the Latin relinquo, literally meaning I leave, or I abandon. A relic is a piece of the body of a saint, an item owned or used by the saint, or an object which has been touched to the tomb of a saint. Traditionally, a piece of the body of a saint, especially that of a martyr, may be with the permission of the local ecclesiastical authority used in solemn processions recalling the specific holy person.
คำว่า relics มาจากคำลาตินว่า relinquo ตามอักษรแปลว่า ข้าพเจ้าปล่อยไว้  หรือ ข้าพเจ้าละทิ้ง   พระธาตุเป็นชิ้นส่วนของร่างกายของนักบุญองค์หนึ่ง  สิ่งที่นักบุญเป็นเจ้าของหรือเคยใช้  หรือสิ่งหนึ่งซึ่งไปแตะต้องคูหาฝังศพนักบุญ  ตามประเพณี  ชิ้นส่วนจากร่างของนักบุญ  เป็นต้นท่านที่เป็นมรณสักขี  อาจเป็นการอนุญาตจากผู้ใหญ่ทางศาสนาท้องถิ่นเคยนำเข้าขบวนแห่อย่างสง่า ถือว่าเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์พิเศษ

It may seem strange that Christianity, which so adheres to the belief in the resurrected body after the final judgment, should attach VENERATION to body parts of the faithful departed. But as Dom Bernardo Cignitti, O.S.B., once wrote, In a religion as spiritually centered as Christianity, the remains of certain dead are surrounded with special care and veneration. This is because the mortal remains of the deceased are associated in some manner with the holiness of their souls which await reunion with their bodies in the resurrection.
มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกที่ว่า ศาสนาคริสต์ ซึ่งยึดติดกับความเชื่อในร่างกายที่กลับคืนชีพหลังการพิพากษาสุดท้าย  ควรให้ความเคารพต่อส่วนต่างๆของร่างกายที่จากไปของสัตบุรุษ   แต่ เหมือนที่คุณพ่อ แบร์นาโด ชินิตตี O.S.B. ครั้งหนึ่งเคยเขียนไว้ว่า  ในศาสนาที่รวมศูนย์ทางจิตวิญญาณเช่นศาสนาคริสต์  ทรากร่างของผู้ตายบางคนถูกรุมล้อมด้วยความเอาใจใส่และการแสดงการคารวะพิเศษ  นี้อาจเป็นเพราะว่าทรากที่ตายแล้วของผู้ถึงแก่กรรม อาจสัมพันธ์บางประการกับความศักดิ์สิทธิ์ของวิญาณของพวกเขา ซึ่งรอการคืนเข้าร่วมกับร่างกายของพวกเขาในการฟื้นคินชีพ.

Venerable history  ประวัติการคารวะพระธาตุ

The VENERATION of sacred relics has a long history in the Church. It is commonly held that the first account of such veneration stretches back to the martyrdom of St. Polycarp, bishop and martyr, who was killed by being burned at the stake in the amphitheater at Smyrna around the year 155 A.D. One such reference, which comes from the Office of Readings assigned to the memorial of St. Polycarp (February 23) in the Liturgy of the Hours, states: When the pyre was ready, Polycarp took off all his clothes and loosened his undergarment. He made an effort also to remove his shoes, though he had been unaccustomed to this, for the faithful always vied with each other in their haste to touch his body. Even before his martyrdom he had received every mark of honor in tribute to his holiness of life.
การคารวะพระธาตุศักดิ์สิทธิ์มีประวัติยาวนานในพระศาสนจักร  มันเป็นธรรมดาที่ยึดถือกันว่า เรื่องแรกของการคารวะเช่นนั้น แผ่กว้างกลับไปยุคความเป็นมรณสักขีของนักบุญโปลีคาร์ป พระสังฆราชและมรณสักขี ซึ่งถูกฆ่าตายด้วยการถูกเผาบนกองฟอนในสถานแสดงมหรศพที่เมืองสเมอร์นา ประมาณปี  ค.ศ. 155   การอ้างอิงประการหนึ่งนั้น ซึ่งมาจากสำนักบันทึกอักษร ที่ตั้งขึ้นเพื่อความทรงจำของนักบุญโปลีคาร์ป ( 23 ก.พ.) ในบทสวดประจำเวลา  ยืนยันว่า : เมื่อกองฟืนพร้อม โปลิคาร์ปถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก  คลายเสื้อชั้นในของท่าน  ท่านพยายามถอดรองเท้ามั้งสองข้าง แม้ว่าโดยปกติจะไม่คุ้นเคยกับการกระทำเช่นนั้น  เนื่องจากบรรดาสัตบุรุษต่างแข่งกันรีบร้อนมาใกล้ท่านเพื่อแตะต้องกายของท่าน  แม้ก่อนการถูกฆ่าเป็นมรณสักขีของท่าน ท่านได้รับสัญลักษณ์การให้เกียรติทุกประการที่ให้เพราะความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของท่าน.

The Fathers of the Church take up the theme of the reverence paid to the sacred relics as early as the fourth and fifth centuries. By the 1100s, relics were being VENERATED in churches and shrines which attracted numerous pilgrims. As time went on, the clothing and personal effects of holy men and women and boys and girls of the Lord were also enshrined. Abbot Cignitti observed: This was because of the widespread belief, beyond measure in the centuries of the early Middle Ages, that the wonder-working power of the saint was to be found not only in the entire body but also in every part of it and in objects that had been in contact with his person.
เหล่าพระบิดรของพระศาสนจักรถือเอามิติของการคารวะถวายแด่พระธาตุศักดิ์สิทธิ์แรกเริ่มประมาณศตวรรษที่สี่และที่ห้า  ในช่วงปี 1100 พระธาตุได้รับการคารวะในวัดต่างๆและในปูชณียสถาน ซึ่งดึงดูดผู้จาริกแสวงบุญจำนวนมาก  เมื่อเวลาผ่านไป  เสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องใช้ส่วนตัวของชายหิงผู้ศักดิ์สิทธิ์รวมทั้งเด็กชายหญิงของพระเจ้าถูกนำเข้ามาเก็บไว้ในปูชนียสถานด้วย   ท่านสมภาร Cignitti ให้ข้อสังเกตุว่า  นี้เป็นเพราะความเชื่อที่แพร่หลายออกไป เหนือมาตรการในศตวรรษยุคกลางเริ่มแรก  ว่า พลังอำนาจที่บรรดาลสิ่งประหลาดของนักบุญ จะพบได้ มิใช่เพียงในร่างทั้งครบของท่านเท่านั้น แต่ยังปรากฎในทุกส่วนของร่างนั้น และในสิ่งของต่างๆที่แตะต้องกับตัวท่านเอง

After the death of Emperor Constantine (fourth century), cases of wood, ivory, and various metals containing relics were deposited in altars at the time of their dedication or buried near the tombs of the dead or even worn around the neck. It is well-known that altars at the time of their consecration by the bishop were to have inserted a relic of a saint, preferably a martyr, which was kissed by the priest as he began to offer the Holy Sacrifice of the Mass. It is still earnestly recommended that every altar possess a relic of one of the saints.
หลังการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิคอนสตันติน (ศควรรษที่สี่)  กล่องไม้  งาช้าง และโลหะชนิดต่างๆที่บรรจุพระธาตุ ถูกนำมาบรรจุในพระแท่นทำมิสซาในเวลาของการอุทิศวัดเป็นชื่อท่าน หรือฝังบรรจุใกล้คูหาของผู้วายชนม์ หรือแม้นำมาห้อยคอ  เป็นที่ทราบกันดีว่าพระแท่นทำพิธีมิสซาในสมัยของการเสกวัดโดยพระสังฆราช จะต้องมีพระธาตุของนักบุญใส่เข้าไว้ในพระแท่นเหล่านั้น  ที่นิยมมากก็คือพระธาตุของมรณสักขีองค์หนึ่ง  ซึ่งพระสงฆ์ผู้ทมิสซาจะจูบเมื่อพระสงฆ์เริ่มถวายพิธีบูชามิสซา  สิ่งนี้ยังคงได้รับการแนะนำทางปฏิบัติอย่างร้อนรนว่า ทุกพระแท่นต้องมีพระธาตุของนักบุญองค์หนึ่งบรรจุอยู่

First-class doctrine  คำสอนชั้นแรก

There are three classes of sacred relics. The first-class is a part of the saints body. (It is this type which is placed in an altar stone.) The second-class is a piece of the saints clothing or something used by the saint, while the third-class is an object which has been touched to a first-class relic.
พระธาตุศักดิ์สิทธิ์มีอยู่สามชั้น  ชั้นแรกเป็นส่วนของร่างกายนักบุญ ( เป็นชนิดที่วางบรจุในพระแท่นในก้อนหินพระแท่น )  ชั้นที่สองเป็นชื้นส่วนของเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออะไรก็ตามที่นักบุญเคยใช้สรอย  ขณะที่ชั้นสามคือวัตถุที่ไปแตะต้องพระธาตุชั้นหนึ่งของนักบุญ

Isnt the VENERATION of relics optional for Catholics? Must the Catholic faithful really esteem the bodies of the saints? Once and for all, the Council of Trent (16th century) responded to the claims of the reformers that both the VENERATION of the saints and their relics is contrary to Sacred Scripture. The Council taught: Also the holy bodies of the holy martyrs and of the others who dwell with Christ . . . are to be honored by the faithful.
การคารวะพระธาตุเป็นการบังคับคาทอลิกให้ปฏิบัติหรือไม่?  สัตบุรุษคาทอลิกทุกคนต้องให้ความนับถือร่างกายของนักบุญจริงๆหรือ?  ครั้งเดียวและทุกครั้ง  สภาสังคายนาเตรนโต (ศตวรรษที่สิบหก) ตอบต่อข้อเรียกร้องของนักฟื้นฟูว่า ทั้งการแสดงคารวะต่อนักบุญและพระธาตุของพวกเขา ตรงข้ามกับพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์  สภาสังคายนาสอนว่า : ทั้งร่างกายศักดิ์สิทธิ์ของมรณสักขีผู้ศักดิ์สิทธิ์ และของใครก็ตามที่อยู่ในพระคริสตเจ้า...ต้องได้รับได้รับการคารวะให้เกียรติโดยสัตบุรุษเสมอ.

There are several scriptural passages that support the veneration of relics. For example, the Israelites took Josephs bones when they departed Egypt EX. 13:19). The bones of Elisha came in contact with a dead person who then was raised to life (2 Kings 13:21). The same Elisha took the mantle of Elijah and fashioned a miracle with it (2 Kings 2:13). The Christians of Ephesus, by using handkerchiefs and cloths touched to St. Pauls skin, effected the healing of the sick (Acts 19:12).
มีหลายตอนในพระคัมภีร์ที่สนับสนุนการคารวะพระธาตุ  ตัวอย่างเช่น  ชาวอิราเอลได้นำกระดูกของโจเซฟไปด้วยเมื่อพวกเขาออกจากอียิปต์ ( อพยพ 13:19 )  กระดูกของเอลิชาถูกนำมาแตะร่างผู้ตายคนหนึ่งซึ่งจากนั้นถูกยกชูสู่ชีวิตอีก ( 2 Kings 13:21)  เอลิชาเดียวกันนี้เองรับเอาเสื้อคลุมของเอลิยาอ์และทำให้เกิดอัศจรรย์ด้วยเสื้อคลุมนี้ ( 2Kings 2:13)  คริสตชนชาวเอเฟซัส โดยใช้ผ้าห้อยมือและเสื้อผ้าแตะต้องผิวของนักบุญเปาโล  ก็เกิดการบำบัดรักษาคนเจ็บป่วย ( กิจการ  19:12 )
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สุดช็อก!! รอยเตอร์แฉ “มือแฮกเกอร์” ฉกเงิน ธ.กลางบังกลาเทศ 81 ล้านดอลลาร์ เมื่อ: เมษายน 26, 2016, 12:06:03 AM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                         สุดช็อก!! รอยเตอร์แฉ “มือแฮกเกอร์” ฉกเงิน ธ.กลางบังกลาเทศ 81 ล้านดอลลาร์
                                                                                เจาะผ่านระบบ SWIFT ที่มีสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ร่วมกัน รวมถึงในไทย

โดย MGR Online   
25 เมษายน 2559 21:37 น. (แก้ไขล่าสุด 25 เมษายน 2559 21:58 น.)


      รอยเตอร์/MGRออนไลน์ – รอยเตอร์ออกรายงานพิเศษ ระบุพบถึงช่องทางที่โจรแฮกเกอร์ได้ทำการขโมยเงินทุนสำรองเงินตราสำรองต่างประเทศจากธนาคารกลางบังกลาเทศร่วม 81 ล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ คาดว่า น่าจะมาจากโจรไฮเทคสามารถเจาะระบบการเงินโลก SWIFT ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสถาบันการเงินทั่วโลก รวมไปถึงไทย ด้าน SWIFT ยอมรับว่า มีมัลแวร์โจมตีระบบ client software "Alliance Access" จริง แต่ออกแถลงการณ์ยืนยันในวันจันทร์(25 เม.ย)จะปล่อยซอฟต์แวร์เวอร์ชันอัพเดตเพื่อแก้ไขความผิดพลาด พร้อมกับออกแถลงการณ์คำเตือนเร่งด่วนไปยังสถาบันการเงินต่างๆให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยระบบ
        รอยเตอร์รายงานวันนี้(25 เม.ย)ว่า ทีมนักวิจัยจากบริษัทด้านความมั่นคงอังกฤษ BAE Systems ออกมาชี้ว่า เงินทุนสำรองเงินตราสำรองต่างประเทศจำนวน 81 ล้านดอลลาร์ที่ถูกโจรกรรมออกมาจากธนาคารกลางบังกลาเทศสำเร็จ น่าจะเกิดจากโจรแฮกเกอร์ใช้ช่องทางผ่านระบบการเงินโลก SWIFT
        ทั้งนี้นาตาชา เดเทอแรน( Natasha Deteran) โฆษก SWIFT ที่มีสถาบันการเงินร่วม 3,000 แห่งเป็นเจ้าของออกมายอมรับกับรอยเตอร์ว่า มีมัลแวร์ลึกลับโจมตีระบบ client software ของทาง SWIFT จริง แต่ทว่าได้กำหนดการแก้ไขโดยการที่จะปล่อยซอฟแวร์เวอร์ชันอัพเดตเพื่อทำการแก้ไขและอุดช่องโหว่ในวันจันทร์(25 เม.ย) และทาง SWIFT จะออกคำเตือนพิเศษพิเศษไปยังสถาบันการเงินทั่วโลกที่ใช้บริการให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของตัวเอง
        รอยเตอร์รายงานว่า หลังจากเกิดเหตุเงินของธนาคารกลางบังกลาเทศได้ถูกโจรกรรมโดยผ่านการโอนจากบัญชีที่ได้ฝากไว้กับธนาคารกลางสหรัฐฯแห่งนิวยอร์ก หรือ “นิวยอร์ก เฟด” ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในการสอบสวนค้นหาความจริงล่าสุด ทำให้เชื่อว่า ระบบการเงินโลก SWIFT ที่ใช้เป็นช่องทางการทำธุรกรรมการเงินระหว่างสถาบันการเงินในการเคลื่อนย้ายทุนนั้น “ดูเหมือนว่าจะเปราะบางกว่าที่คิด” และเหตุนี้ได้ช่วยให้โจรไซเบอร์สามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลบนระบบ client software ของลูกค้าได้สำเร็จ
        ทั้งนี้ระบบการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้นิยาม SWIFT หรือ Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication ว่าหมายถึง ระบบสื่อสารด้านการเงินระหว่างธนาคารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงทั่วโลก ที่ให้บริการโดย Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication SWIFT Code เป็นรูปแบบมาตราฐานของรหัสธนาคาร (Bank Identifier Codes-BIC) ที่ใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศ ธนาคารที่ใช้รหัส SWIFT มีมากกว่า 7,500 แห่งทั่วโลกและเมื่อรวมกับธนาคารพันธมิตรที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย BIC จะมีจำนวนธนาคารที่ใช้รหัส SWIFT ในการโอนเงินระหว่างประเทศอีกมากกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก
        โดยเดเทอแรนได้ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ในวันอาทิตย์(24 เม.ย)ว่า ทาง SWIFT ได้ออกซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่เพื่อช่วยให้ลูกค้าของ SWIFT ทำให้ระบบซอฟต์แวร์ของตัวเองมีความปลอดภัยมากขึ้น และสามารถที่จะสังเกตพบเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับฐานข้อมูลของตัวเอง
        อย่างไรก็ตาม โฆษก SWIFT ยืนยันว่า มัลแวร์ตัวที่ถูกพบนี้ไม่ส่งผลกับ ระบบเครือข่าย SWIFT เน็ตเวิร์ก หรือระบบ “core messaging services”
        รอยเตอร์รายงานว่า การออกซอฟต์แวร์อัพเดต และการส่งคำเตือนเร่งด่วนไปยังลูกค้าสถาบันการเงินทั่วโลกของ SWIFT ที่มีฐานใหญ่ในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เกิดขึ้นหลังจากที่ทีมนักวิจัยจาก BAE Systems ได้เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ทางทีมงานได้พบ “มัลแวร์” ที่โจรแฮกเกอร์ธนาคารกลางบังกลาเทศใช้ในการเข้าเจาะระบบเพื่อทำการควบคุมระบบ client software ของ SWIFT ที่รู้จักในชื่อ “Alliance Access”
        ซึ่งทาง BAE Systems แถลงว่า จะเปิดเผยการค้นพบครั้งนี้ทางสาธารณะผ่านทางบล็อกในวันจันทร์(25 เม.ย)ที่ทางโจรแฮกเกอร์ใช้ “มัลแวร์” เป็นช่องทางในการปกปิดความเคลื่อนไหวการโจรกรรม และถ่วงเวลาการค้นพบการโจรกรรมเงินของธนาคารกลางบังกลาเทศ
        รอยเตอร์รายงานว่า ที่ผ่านมามีการสอบสวนหาตัวกลุ่มผู้รับผิดชอบ แต่ทว่ายังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เชื่อกันว่าทางกลุ่มแฮกเกอร์ได้เจาะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารกลางบังกลาเทศ และสามารถเข้าถึง “credentials” ที่ใช้ในการล็อกออนเข้าสู่ระบบเครือข่าย SWIFT  แต่ทว่าในการค้นพบของทาง BAE Systems กลับชี้ไปในแนวทางว่า ระบบซอฟต์แวร์ SWIFT ของคอมพิวเตอร์ธนาคาร “น่าจะให้การร่วมมือ” เพื่อต้องการทำการลบบันทึก(record)ธุรกรรมที่ไม่ชอบกฎหมาย
        ซึ่งผู้อำนวยการแผนกภัยโลกไซเบอร์เน็ตเวิร์กของ BAE Systems เอเดรียน นิช (Adrian Nish) อธิบายว่า มัลแวร์ที่ถูกพบเป็นตัวควบคุม และได้ทำการเปลี่ยนโค๊ดของ ระบบ Alliance Access ของ SWIFT บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของธนาคารกลางบังกลาเทศ เพื่อทำให้แฮกเกอร์สามารถควบคุมความเคลื่อนไหวได้ เป็นต้นว่า ทำการลบบันทึกธุรกรรมที่ทางแฮกเกอร์ได้ส่งออกไปเพื่อร้องขอการโอนเงิน พร้อมกับได้เข้าถึงแมสเสจที่ถูกส่งมาในการขอคำยืนยันคำสั่งการโอนเงินที่ทางกลุ่มแฮกเกอร์ได้ร้องขอ รวมไปถึงการสั่งไม่ให้เครื่องพรินเตอร์พิมพ์ฮาร์ดก็อบปี้เพื่อถ่วงเวลาไม่ให้เจ้าหน้าที่ธนาคารบังกลาเทศรับรู้ถึงการโจรกรรมที่เกิดขึ้น
        แต่ทว่าด้านตำรวจบังกลาเทศให้ข้อมูลว่า ในการสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจพบมัลแวร์ต้องสงสัยที่ถูกอ้างโดย BAE Systems แต่อย่างใด
        รอยเตอร์รายงานต่อว่า ในการเปิดเผยการค้นพบของ BAE Systems ยังรวมไปถึง การให้คำแนะนำด้านเทคนิกที่ทางบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงอังกฤษหวังว่า บรรดาสถาบันการเงินจะสามารถนำไปใช้เพื่อป้องกันหากเกิดเหตุการณ์ที่คล้ายกันในอนาคต ซึ่งสิ่งที่บ่งชี้รวมไปถึง ไอพีแอดเดรสเซิร์ฟเวอร์ที่ออกมาจากอียิปต์ที่โจรแฮกเกอร์กลุ่มนี้ใช้เพื่อมอนิเตอร์การใช้ระบบซอฟต์แวร์ SWIFT ของเจ้าหน้าที่พนักงานธนาคารกลางบังกลาเทศ
        ซึ่งในแถลงการณ์ของ BAE Systems ชี้ว่า มัลแวร์ ชื่อ evtdiag.exe ถูกสร้างเพื่อเป้าหมายกลบร่องรอยกลุ่มแฮกเกอร์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนระบบดาต้าเบสของ SWIFT ในการที่ทางธนาคารกลางบังกลาเทศใช้ในการติดตามข้อมูลเกี่ยวกัยคำขอการโอนเงิน
        ซึ่งทาง BAE Systems อธิบายว่า มัลแวร์ evtdiag.exe น่าจะถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีที่ทางแฮกเกอร์ใช้ในการโจรกรรม ซึ่งมัลแวร์ตัวนี้จะถูกสั่งให้อินสตอลลงบนเครื่องหลังจากโจรแฮกเกอร์ได้ “credentials” ของผู้รักษาระบบเรียบร้อยแล้ว
        แต่อย่างไรในขณะนี้ ยังไม่เป็นที่ปรากฎว่าทางแฮกเกอร์ใช้วิธีการใดในการสั่งโอนเงินสำเร็จ

หน้า: [1] 2 3 ... 107