แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 74
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ชาวเน็ตฯ ปลื้ม หมวยรุ่นใหม่ห่วงอาม่า พาไปที่ทำงานด้วยทุกวัน เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:06:59 PM
 ยิ้มกว้างๆ
                                                                   ชาวเน็ตฯ ปลื้ม หมวยรุ่นใหม่ห่วงอาม่า พาไปที่ทำงานด้วยทุกวัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
24 กรกฎาคม 2557 16:31 น.

                                                                    ][URL=http://]]]

          หวง ลี่หวา สาวจีนวัย 24 ปี ผู้สร้างความประทับใจให้ผู้คนทั่วไปด้วยความกตัญญูรู้คุณ คุณยายที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็ก โดยมุ่งมั่นที่จะดูแลคุณยาย ไม่ยอมให้ต้องอยู่คนเดียวเพียงลำพังที่บ้าน (ภาพจากเว่ยปั่ว)

       สื่อออนไลน์จีนเผย (22 ก.ค.) ภาพสาวจีนกตัญญูพาคุณยายไปทำงานด้วยทุกวัน เพราะไม่มีคนดูแลยายซึ่งต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง
       
       รายงานข่าวอ้างคำกล่าวของ หวง ลี่หวา วัย 24 ปี สาวจากเขตเทศบาลเมืองฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่เผยว่า พ่อกับแม่เข้ามาทำงานในเมือง จึงได้นำเธอไปฝากให้คุณยายเลี้ยงตั้งแต่ตัวเองอายุได้เพียง 2 ปี จนกระทั่งปัจจุบันคุณยายอายุกว่า 88 ปี แล้ว
       
       หวง เล่าว่า การอยู่กับยายเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุดในชีวิต คุณยายใจดีและมักจะ พาเธอไปด้วยทุก ๆ ที่ ไม่ว่าจะไปตลาด หรือแม้แต่ไปทำงานในไร่ ยายเลี้ยงดูเธออย่างดี เมื่อถึงตอนนี้ ยายอายุมากแล้ว เธอเองก็เรียนจบและมีงานทำในมณฑลกวางตุ้ง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เพื่อส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่ และเมื่อมีโอกาสที่จะตอบแทนดูแลยาย เธอจึงเลือกที่จะหางานอิสระดีกว่า แม้จะไม่มีหน้ามีตา แต่ก็เพื่อจะได้มีเวลาดูแลคุณยาย ตอนนี้หวง ได้เปิดร้านขายเนื้อปิ้งของตัวเอง ทว่าร้านอาหารนี้อยู่ในเมือง เธอจึงตกลงที่จะดูแลยายด้วยการพายายมาที่ร้านด้วย โดยหวงบอกกับคณยายว่า คุณยายไม่ต้องทำอะไร ขาดเหลืออะไรบอกเธอ นอกจากนี้ยายยังได้นั่งคุยเล่นกับลูกค้าเพื่อคลายเหงาก็ยังดีกว่าอยู่บ้านที่ไม่มีใคร


                                                                  ][][IMG]][/url]


       น่ารักมาก เป็นเด็กดี จิตใจดี มีความกตัญญู
เธอไม่สวยมาก แต่ใครได้เป็นภรรยา นับว่าโชคดี
เป็นแม่ที่ดี เป็นภรรยาที่ดูแลครอบครัว และยังขยันทำมาหากินอีก
PlePle

       คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน

อันคุณค่าความเป็นคนดูที่ไหน
เห็นใครๆเขาดูที่ใบหน้า
ดูไม่งามเขาก็ว่าไร้ราคา
ตัดสินคนที่ใบหน้าควรหรือไร

หน้าตาดีใช่ว่าจะใจดีด้วย
หน้าตาสวยงดงามแลสดใส
มันอาจต่างไม่เหมือนใจข้างใน
คิดดูไซร้มันไม่ยุติธรรม

ตัดสินคนว่าดีชั่วที่ใบหน้า
มันชินชาเสียแล้วยุคสมัย
ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเหตุใด
ที่ทำให้วิถีชนนั้นเปลี่ยนแปลง

คนจะงามงามที่ใจใช่ใบหน้า
งามวาจางามความคิดงามนิสัย
งามมารยาทงามกิริยางามน้ำใจ
เช่นนี้ไซร้จึงจะเป็นคนเต็มคน

คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า

คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน

คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน

คนจะรวย รวยศิลทาน ใช่บ้านโต
capt.namo@gmail.com

      Credit : ASTV  Manager Online
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ? เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2014, 05:13:13 PM
 ยิ้ม
                                                                                  พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ?

31. I have a priest friend who was removed in 1998 from ministry after being accused of misconduct with a minor. After six months in treatment center, he was given a clean bill of health and reassigned to "limited" ministry (chaplain to a convent and writing). When the sexual abuse scandal broke in 2002, he was removed from ministry. Since then he has been living on his own in an apartment and working part time. Recently, he was offered a settlement package (a sum of money now and pension sharing at 65) if he would petition for laicization. He was told if he did not petition for laicization, he would be laicized by the ordinary. His laicization was granted. At the meetings to discuss the settlement and laicization, he was never told that the bishop was considering publishing his name and the reason for his laicization in the press. He claims the reason is "transparency." My priest friend feels that any progress he has made to heal and move on with his life will be lost. He has already moved out of his apartment and will probably lose his part-time job. My question is: can the bishop publish his name? Isn't laicization a private act? Is there anything he can do to prevent this?

ผมมีเพื่อนพระสงฆ์คนหนึ่งซึ่งถูกให้ออกจากหน้าที่เมื่อปี 1998 หลังถูกกล่าวหาเรื่องทำความผิดกับเด็ก  หลังหกเดือนในศูนย์บำบัด เขาได้รับใบแจ้งสุขภาพสะอาดสมบูรณ์และได้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่”จำกัด”(จิตตาธิการคอนแวนต์และงานเขียน)  เมื่อการเป็นที่สะดุดละเมิดทางเพศปรากฏออกมาในปี 2002  เขาถูกให้ออกจากหน้าที่  โดยที่ตั้งแต่นั้นมาเขาดำเนินชีวิตของเขาเองใน อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งและทำงานแบบนอกเวลา   เมื่อเร็วๆนี้  เขาได้รับข้อเสนอเงินก้อนเพื่อยุติงานพระสงฆ์( เงินจำนวนหนึ่งในตอนนี้ และเงินบำนาญเมื่ออายุ 65) ถ้าเขาจะยื่นคำร้องขอเป็นฆราวาส   เขาได้รับคำบอกว่าถ้าไม่ขอเป็นฆราวาส เขาจะต้องได้รับคำสั่งจากพระสังฆราชท้องถิ่นให้เป็นฆราวาสเอง   คำขอเป็นฆราวาสของเขาได้รับอนุมัติ  ในการประชุมเพื่อพิจารณารับข้อยุติและการเป็นฆราวาส  เขาไม่เคยได้รับคำบอกว่าพระสังฆราชกำลังพิจารณาจะตีพิมพ์เผยแพร่ชื่อของเขาและเหตุผลสำหรับการที่เขาเป็นฆราวาสทางหน้าหนังสือพิมพ์  พระสังฆราชอ้างว่าเหตุผลนั้น”โปร่งใส”   แต่เพื่อนพระสงฆ์ของผมรู้สึกว่า กระบวนการใดๆที่เขาทำเพื่อการบำบัดและเดินหน้าต่อไปในชีวิตจะสูญสิ้นไป  ตอนนี้เขาออกจากอพาร์ทเมนต์ของเขาแล้ว และยังอาจจะสูญเสียงานนอกเวลาด้วย   คำถามของผมคือ : พระสังฆราชเอาชื่อเขาไปลงหนังสือพิมพ์ได้หรือไม่?  การเปลี่ยนเป็นฆราวาสเป็นการกระทำส่วนบุคคลหรือไม่?  มีอะไรบ้างไหมที่เขาจะทำได้เพื่อมิให้เกิดเรื่องเช่นนี้?

 This is a very difficult situation. The short and direct answer is, no, laicization is not a private act.  The fact that a priest has voluntarily sought laicization or been dismissed from the clerical state is a public act in the Church. While laicizations are generally not communicated to the faithful, the bishop does have a right to communicate the fact to the faithful for the common good of the Church. However, his decision to communicate this fact and the detrimental effects that it is having on your priest friend's life are relevant, especially if he loses his source of income because of the bishop’s actions.

พ่อว่านี่เป็นสถานการณ์ที่ยุ่งยากมาก   คำตอบที่สั้นและตรงประเด็นคือ  ไม่  การเปลี่ยนไปเป็นฆราวาสมิใช่การกระทำส่วนบุคคล ความจริงที่ว่าพระสงฆ์องค์หนึ่งได้แสวงหาการเปลี่ยนเป็นฆราวาสอย่างตั้งใจ หรือถูกให้ออกจากสถานะสมณะ เป็นการกระทำสาธารณะในพระศาสนจักร   ขณะที่การเปลี่ยนเป็นฆราวาสโดยปกติทั่วไปมิได้มีการเกี่ยวข้องกับสัตบุรุษ  พระสังฆราชมีสิทธิที่จะสื่อสารความจริงกับสัตบุรุษเพื่อความดีของพระศาสนจักรเท่านั้น  อย่างไรก็ดี  การตัดสินใจของท่านที่จะสื่อสารความจริงนี้และผลที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นกับชีวิตเพื่อนพระสงฆ์ของคุณพ่อมันตรงกับเรื่องนี้  เป็นต้น ถ้าหากเขาสูญเสียแหล่งรายได้ของเขาเพราะการกระทำของพระสังฆราช.

The relevant canon is Canon 128:  กฎหมายพระศาสนจักรที่ตรงกับประเด็นนี้คือ มาตรา 128 ที่ว่า :

“Whoever illegitimately inflicts damage upon someone by a juridic act or by any other act placed with malice or negligence is obliged to repair the damage inflicted.”
 “ ผู้ใดก็ตามที่ทำนิติกรรม อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยผิดกฎหมาย หรือกระทำการอื่นใดโดยมีเจตนาร้าย หรือทำผิดต่อผู้อื่น ต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น “

While it can probably be argued that the bishop’s decision to publish the fact of his laicization was not necessarily a juridic act per se, it certainly was an “other act placed" which has caused damage. The most difficult aspect of this would be to provide “malice or negligence” – in Latin “dolo vel culpa.” While “malice or negligence” is the usually accepted translation of these terms, “dolo” is also translated “deliberately” and “culpa” translated "culpably". Hence, it can be argued that the damage resulting from any act “deliberately and culpably placed” must be repaired by the one who has placed the act.

ขณะที่อาจมีการโต้แย้งที่ว่า การตัดสินใจของพระสังฆราชที่จะตีพิมพ์ความจริงของการเปลี่ยนเป็นฆราวาส ไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำแบบนิติกรรมโดยตัวมันเอง(per se)  แน่นอน มันเป็น”การกระทำอย่างอื่นที่เกิดขึ้น – other act placed” ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย  แง่มุมที่ยุ่งยากที่สุดของเรื่องนี้อาจจะทำให้เกิด “ความประสงค์ร้ายหรือการละเลยทอดทิ้ง – malice or negligence “  ในภาษาลาตินคือ “ dolo vel culpa”

If, in fact, he loses his source of income and cannot find a new position because of the bishop’s actions, then he could initiate a canonical action based on the bishop’s act seeking a repair of the damages that have been done. It would not be an easy case to win, but it is a possible action.
 
ความจริง  ถ้าพระสงฆ์นั้นสูญเสียแหล่งรายได้และไม่สามารถพบตำแหน่งงานใหม่เพราะการกระทำของพระสังฆราช ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาสามารถเริ่มกิจกรรมทางกฎหมายที่มีพื้นฐานการกระทำของพระสังฆราช เพื่อแสวงหาการชดเชยความเสียหายที่ถูกกระทำ  มันจะไม่เป็นกรณีง่ายเลยที่จะชนะ  แต่เป็นการกระทำที่เป็นไปได้

Another possibility would be to place a suit against the bishop before the Rota on the basis of Canon 220 :                           
ความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งน่าจะเป็นการทำการฟ้องต่อพระสังฆราชต่อศาล Rotaด้วยมาตรา 220 : ที่ระบุว่า

“No one is permitted to harm illegitimately the good reputation which a person possesses nor to injure the right of any person to protect his or her own privacy.” 
“ ห้ามผู้ใดทำลายชื่อเสียงที่ดีของผู้อื่น  โดยมิชอบด้วยกฎหมาย  ทั้งห้ามละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ในอันที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของเขา ”

Basically, the “transparency” rationale is an attempt on the part of the bishop to protect his own privacy and that of the Church; but the argument again boils down to the issue of whether he acted “illegitimately.”  It can be argued that whatever incident occurred in the 1970s was successfully dealt with therapeutically as your priest friend's medical records will show, and that revealing all of this at the present time for reasons of “transparency” may well be defamation based on detraction (the telling of the truth about someone which results in harming his reputation and doing damage).

โดยพื้นฐาน  การแสดงเหตุผล “ ความโปร่งใส “ เป็นความพยายามอย่างหนึ่งในส่วนของพระสังฆราชเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของเขาเอง และของพระศาสนจักร   แต่ การโต้แย้งอีก ได้ทำให้เรื่องที่ว่าเขาปฏิบัติ”อย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย”สั้นลง มันสามารถโต้แย้งว่า เหตุการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1970  ได้รับการจัดการอย่างมีผลสำเร็จด้วยวิธีบำบัดโรค โดยที่บันทึกทางการแพทย์ของเพื่อนพระสงฆ์ของคุณพ่อจะแสดงให้เห็น  และว่า ด้วยการเปิดเผยทั้งหมดของเรื่องนี้ ณ เวลาปัจจุบันนี้เพื่อเหตุผลของ” ความโปร่งใส “  อาจเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่มีพื้นฐานบนการทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศ ( การบอกความจริงเกี่ยวกับบางคนซึ่งผลที่เกิดก็คือทำร้ายชื่อเสียงและทำความเสียหาย )

Again, this would be a very difficult and time consuming case to deal with, especially since it would have to be tried in Rome before the Rota; and arguing the illegitimacy and culpability of the bishop’s actions will be the most difficult points to make.

และ  สิ่งนี้ อาจเป็นกรณียุ่งยากและกินเวลายาวที่จะจัดการให้เสร็จ  เป็นต้น เนื่องจากจะต้องมีการพิจารณาสอบสวนในกรุงโรมต่อหน้าศาล Rota  และโต้แย้งความไม่ชอบธรรมทางกฎหมายและการน่าตำหนิของการกระทำของพระสังฆราชจะเป็นจุดที่ยุ่งยาก.ที่สุดที่จะต้องกระทำ.
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ? เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 11:00:19 PM
 ยิ้ม
      
       29. Is the Church offering a safe residential support effort to remove their priest from the community before they offend again?  

             ศาสนจักรกำลังเสนอความพยายามสนับสนุนให้ถิ่นที่อยู่อาศัย ในอันที่จะโยกย้ายพระสงฆ์ของพวกเขาออกไปจากชุมชน ก่อนจะมีการทำผิดอีก หรือ?

       In a case where a priest needs support in order not to re-offend, the Church has adopted the policy of removing them and leaving the priest to his own resources, which are greatly limited if any at all. This of course causes an enormous risk to the well-being of the priest who is trying to overcome his weakness because he is suddenly thrust in to a deep personal crisis. Abuse happens most often during personal crisis when an abuser is most vulnerable. Not to mention the obvious one who could be abused. There are places for priests who need support and a place to live separated from the situations that cause their temptation and fall. However, in the current environment in the Church very few bishops will offer this option to them, preferring rather to laicize them and thus be done with the “liability” of having to take care of the priests.

       ในกรณีที่พระสงฆ์ต้องการความช่วยเหลือเพื่อจะไม่กลับทำผิดอีก  ศาสนจักรได้ถือเอานโยบายในการโยกย้ายพวกเขา และทิ้งพระสงฆ์ให้อาศัยแหล่งทรัพย์ของตนเอง  ซึ่งจำกัดจำเขี่ยที่สุดถ้าจะยังมี   การทำเยี่ยงนี้ แน่นอนก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ ซึ่งกำลังพยายามเอาชนะความอ่อนแอของเขาเองเพราะว่า ทันทีทันใดนั้นก็ถูกสลัดไปสู่วิกฤติการณ์ลึกล้ำส่วนตนเลยทีเดียว  การเป็นที่สะดุดเกิดขึ้นบ่อยที่สุดระหว่างวิกฤติการณ์ส่วนตัวเมื่อผู้ก่อเหตุมีผลร้ายกระทบที่สุด   ไม่ต้องเอ่ยถึงกรณีที่เห็นชัดคนหนึ่งที่อาจเป็นที่สะดุด   มีสถานที่หลายแห่งสำหรับพระสงฆ์ที่ต้องการการสนับสนุน และมีสถานที่แห่งหนึ่งที่จะอาศัยอยู่ได้ แยกจากสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการประจญและพลาดพลั้งไป   อย่างไรก็ดี  ในกรณีแวดล้อมเช่นปัจจุบันในศาสนจักร  พระสังฆราชน้อยองค์จะเสนอทางเลือกนี้ต่อพวกเขา  ชอบมากกว่าที่จะให้พวกเขากลายเป็นฆราวาส และดังนั้น ก็จะทำอะไรกับ “สินทรัพย์”ที่จะนำไปใช้ในการดูแลบรรดาพระสงฆ์เหล่านั้น.
30. Can these "imposed" laicizations be appealed? I regret that I've forgotten most of that Canon Law from seminary during the last century. The Church is meant to give us hope. I refuse to give that up. Only our Church has that wonderful Italian blessing called the dispensation. Even commandments can be understood humanly and humanely.

       การปลดเป็นฆราวาส”ที่ตั้งขึ้น” เหล่านี้ สามารถได้รับการอุทธรณ์ได้หรือไม่?  ผมเสียใจที่ว่าผมได้ลืมข้อกฎหมายศาสนจักรส่วนใหญ่เหล่านั้นที่ผมเคยเรียนจากสามเณราลัยระหว่างศตวรรษที่แล้ว  ศาสนจักรหมายที่จะให้ความหวังพวกเรา  ผมคงไม่ยอมแพ้มัน ศาสนจักรของเราเท่านั้นได้ให้พรแบบอิตาเลียนน่าพิศวงที่เรียกว่าการประสิทธิ์ประสาทการยกเว้นของพระเจ้าแก่มนุษย์  แม้พระบัญญัติทุกข้อสามารถอธิบายให้เข้าใจได้แบบมนุษย์และฉันท์มนุษย์

       There have been some dismissals from the clerical state that were approved "in forma specifica" by John Paul II. In such cases there can be no appeal. At the same time, the CDF does have the authority (granted in a dispensation from its own norms which are below) also to dismiss penally a priest from the clerical state. Such a dismissal can be appealed. However, the Holy See also has a process for "rehabilitation" of a dismissed or laicized priest. Provided that this process has not been forbidden in a specific case, any laicized or dismissed priest can seek "rehabilitation" if he finds a benevolent bishop who will support him.While most bishops are too "gun shy" at the moment to take on a priest who has been accused of sexual misconduct, there are some bishops out there willing to give dismissed or laicized priests a chance to return to ministry. Here are the pertinent articles and dispensations from the CDF Norms: (To view the entire document click: READMISSION TO SACRED MINISTRY.

       มีการไล่ออกจากสถานะสมณะที่ได้รับการอนุมัติ “ ในรูปแบบพิเศษ – in forma specifica” โดยพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ในกรณีเช่นนั้นจะไม่มีการอุทธรณ์  ในเวลาเดียวกัน CDF มีอำนาจ (อนุมัติในข้อยกเว้นพิเศษจากบรรทัดฐานปกติของตนซึ่งนำมาให้ดูข้างล่าง) เพื่อโทษไล่ออกกับพระสงฆ์จากสถานะสมณะ   การไล่ออกเช่นนั้นสามารถอุทธรณ์ได้   อย่างไรก็ดี  สันตะสำนักด้วยมีกระบวนการสำหรับ “ การให้ถิ่นที่อยู่”แก่พระสงฆ์ที่ถูกไล่ออกหรือเปลี่ยนสภาวะเป็นฆราวาส   เพื่อให้กระบวนการนี้ไม่ถูกข้อห้ามในกรณีพิเศษ  พระสงฆ์องค์ใดที่ถูกเปลี่ยนสภาวะเป็นฆราวาสหรือถูกไล่ออก สามารถแสวงหา” การได้ถิ่นที่อยู่” ถ้าเขาสามารถหาพระสังฆราชผู้อุปการะซึ่งสนับสนุนเขาได้   ขณะที่ พระสังฆราชส่วนใหญ่ที่สุดจะรู้สึก” ออกจะอาย” ณ เวลาที่รับเอาพระสงฆ์สักองค์ที่ถูกกล่าวหาประพฤติผิดทางเพศ   แต่ก็มีพระสังฆราชบางองค์ ประสงค์จะให้พระสงฆ์ที่ถูกไล่ออกหรือเปลี่ยนสภาวะเป็นฆราวาส มีโอกาสกลับมาสู่การบริหาร   ต่อไปนี้ เป็นบทความที่ตรงกับปัญหาและข้อยกเว้นพิเศษจากบรรทัดฐานของ CDF : ( เพื่อจะอ่านเอกสารดังกล่าวโปรดคลิก : READMISSION TO SACRED MINISTRY.
Art. 17 ข้อ 17

       The more grave delicts reserved to the Congregation for the Doctrine of the Faith may only be tried in a judicial process.
       ความผิดร้ายแรงกว่าที่สงวนไว้สำหรับ CDF อาจนำมาพิจารณาในกระบวนการทางศาลได้

       Faculty to dispense: องค์คณะทีจะพิจารณา คือ

       The faculty is granted to the CDF to dispense from art. 17 in those grave and clear cases which, according to the Particular Congress of the CDF: องค์คณะได้รับอนุมัติให้ CDF เพื่อพิจารณาจาก ข้อ 17 ในกรณีร้ายแรงและชัดเจนเหล่านั้น ซึ่ง ตามการประชุมพิเศษของ CDF :

a) may be referred directly to the Holy Father for an ex officio dismissal from the clerical state, or  อาจหมายโดยตรงถึงพระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่อนุมัติการไล่ออกจากสถานะสมณะ โดยตำแหน่ง (ex officio) หรือ

b) may be treated under the summary process of can. 1720 by the Ordinary who, in case he is of the opinion that the accused should be dismissed from the clerical state, will ask the CDF to impose dismissal by decree. [Approved by the Supreme Pontiff on February 7, 2003]  อาจได้รับการปฏิบัติภายใต้กระบวนการแบบย่อของกฎหมายศาสนจักรมาตรา 1720 โดยพระสังฆราชท้องถิ่น ซึ่ง ในกรณีที่ท่านมีความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา ควรถูกไล่ออกจากสถานะสมณะ  จะขอ CDF ให้กำหนดการไล่ออก โดยกฤษฎีกา [ อนุมัติโดยพระสันตะปาปา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์  2003]

and:  และ

       Special Procedure in case of recourse against administrative acts of the CDF concerning delicta graviora cases:
       ขั้นตอนพิเศษในกรณีของการดำเนินการขัดต่อกฎระเบียบทางการบริหารที่ออกโดย CDF เกี่ยวกับ กรณีความผิดร้ายแรงพิเศษ ( delicta graviora) คือ :

       In delicta graviora cases, the request for revocation of administrative acts of the CDF and all other recourse against the said acts made in accordance to art. 135 of the Regolomento Generale della Curia Romana, shall be referred to the FeriaIV [of the CDF] which will decide on the merits and on questions of lawfulness.  Any other recourse under art. 123 of the Apostolic Constitution Pastor Bonus is excluded. [Approved by the Supreme Pontiff on February 14, 2003]

       ในกรณีความผิดร้ายแรง (delicta graviora)  คำร้องขอเพื่อเพิกถอนกฎระเบียบทางการบริหารของ CDF และการดำเนินการอื่นๆทั้งหมดที่ขัดแย้งต่อกฎระเบียบดังกล่าว ที่กระทำสอดคล้องกับข้อ 135 ของ กฎระเบียบทั่วไปของคูเรีย โรมานา – Regolomento Generale della Curia Romana – ต้องอ้างอิงไปสู่ FeriaIV [ของ CDF] ซึ่งจะตัดสินตามข้อถูกผิดและตามปัญหาของการปฎิบัติตามข้อกฎหมาย   การดำเนินการใดๆตามข้อ 123 ของสมณธรรมนูญ – Apostolic Constitution Pastor Bonus  จะถูกแยกออกไ
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “จ้างทำวิทยานิพนธ์ สู่หายนะการศึกษาไทย” เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 05:25:29 PM
 ยิ้ม
                                                                             “จ้างทำวิทยานิพนธ์ สู่หายนะการศึกษาไทย”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
23 กรกฎาคม 2557 12:07 น.   

        “บริการ รับทำงานวิจัย รับทําวิทยานิพนธ์ ปริญญาโท ปริญญาเอก รับทำ thesis สำหรับนักศึกษาปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก รับทำวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ทุกงานโดยมืออาชีพ รับทำในสาขาที่เราถนัด มีผู้เชี่ยวชาญกว่า 10 ปี หากใครกำลัง หาร้าน หรือ บริษัท รับทำวิทยานิพนธ์ ป.โท ป.ตรี หรือ ป.เอก ราคา ปรึกษากับเราได้ บริการ 24 ชั่วโมง ”
         
        นี่เป็นข้อความโฆษณาที่ปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งแต่ละเว็บไซต์ก็ต่างประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดผู้ว่าจ้างให้สนใจตนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการการันตีประสบการณ์การทำงานวิจัยระดับปริญญาโทและเอกมากว่า 10 ปี บ้างก็ว่ามีทีมงานที่ปรึกษาระดับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยและผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน ที่สามารถให้คำปรึกษา ช่วยเหลืองานต่างๆให้สำเร็จได้โดยเร็ว สิ่งเหล่านี้กลับสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหารับจ้างทำวิทยานิพนธ์นี้มีมานาน รวมถึงการมีส่วนร่วมของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอีกด้วย ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอของการศึกษาไทย
          ปัญหาด้านการศึกษาของไทยอันดับต้นๆคงหนีไม่พ้น “ปัญหาการรับทำวิทยานิพนธ์” ซึ่งเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลานานและรอการแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง เราคงเคยเห็นโฆษณาหรือข้อความตามอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ของมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็น “ธุรกิจการศึกษา” พร้อมกับเกิดกระบวนการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์กันอย่างไม่เกรงกลัวความผิด เพราะมีความเชื่อที่สั่งสมมานานว่าการศึกษาคือธุรกิจดีๆนี่เอง
        ดังนั้น การรับจ้างทำวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ยิ่งเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีอย่างเต็มตัวแล้วก็ยิ่งง่ายต่อการเข้าถึงและมีความสะดวกต่อการจ้างงาน ในสมัยก่อนเราคงเคยเห็นการโฆษณาผ่านใบปลิวตามบอร์ดมหาลัย แต่ปัจจุบันแค่มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตก็เพียงพอแล้ว งานที่ว่ายากก็กลายเป็นง่ายในพริบตาเดียว
       
        อาชญากรรมทางการศึกษา แค่คลิกเดียว ?

         การเข้าสู่กระบวนการจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การค้นหาแหล่งรับทำวิทยานิพนธ์นั้นเพียงแค่เสิร์ชคำค้นหาในอินเทอร์เน็ต ข้อมูลที่ต้องการก็จะแสดงทันที นอกจากผู้รับจ้างจะโฆษณาเชิญชวนให้คนสนใจร้านของตนเองแล้ว ช่องทางการติดต่อที่สะดวกรวดเร็วและครบวงจรก็มีส่วนสำคัญ “ติดต่อสอบถามรายละเอียดบริการรับทำวิทยานิพนธ์เพิ่มเติม และส่งรายละเอียดของงานพร้อมทั้งกำหนดวันส่งงาน มาที่ ลิลลี่ 088-814-xxxx หรืออีเมล์ pla2xxx@hotmail.com และ id line : pla2xxx ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” การติดต่อสื่อสารที่ครบทุกช่องทางเช่นนี้ กลับกลายเป็นช่องทางอำนวยความสะดวกในการติดต่องานระหว่างผู้จ้างและร้านค้ายิ่งขึ้น

         นอกจากการค้นหาร้านรับทำวิทยานิพนธ์จากอินเทอร์เน็ตแล้ว การเกิดอาชญากรรมทางการศึกษายังหมายรวมถึงการคัดลอกวิทยานิพนธ์ของผู้อื่นอีกด้วย โดยนักศึกษาส่วนมากจะค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต จากนั้นก็คัดลอกของผู้อื่นมาโดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาหรืออ้างอิงถึงเจ้าของข้อมูล ปัญหานี้ได้รับการร้องเรียนมาเป็นระยะเวลานาน ทางมหาวิทยาลัยเองได้เตรียมรับมือและกำหนดเป้าหมาย ทางอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้กำหนดเป้าหมายหลักไว้ว่า “ต้องการให้วิชาการนั้นงอกเงย ไม่ใช่การไปลอกเขามา แล้วบอกว่านี่คือผลงานเป็นของคุณแล้ววิชาการมันจะงอกเงยได้อย่างไร” แต่ไม่ได้หมายความว่าวิทยานิพนธ์ที่สมบูรณ์นั้นจะต้องไม่ผ่านการคัดลอกมาเลย ความจริงแล้วความรู้เหล่านั้นนักศึกษาต้องเอามาจากอาจารย์ 10% 20% แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ที่เหลือนักศึกษาต้องเป็นคนเขียนเอง 80-90% นั่นคือวิชาความรู้ได้งอกเงยแล้ว นักศึกษาสามารถคัดลอกมาได้เพียงแต่ต้องใส่การอ้างอิงด้วย
        จะเห็นได้ว่าการก้าวสู่วงการอาชญากรรมการศึกษานั้นง่ายเพียงนิดเดียว ความทันสมัยของเทคโนโลยีกลายเป็น “ดาบสองคม” เราจึงต้องไตร่ตรองให้ดี หากใช้เทคโนโนยีในทางที่ผิด เช่นการเข้าสู่วงจรจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น ผลที่ตามมาอาจเสียหายหลายฝ่ายและส่งผลกระทบระยะยาวอีกด้วย
       
       ประสบการณ์ตรงจากผู้รับจ้างทำวิทยานิพนธ์

        Life on campus ได้ทำการสัมภาษณ์ประสบการณ์การทำงานรับจ้างทำวิทยานิพนธ์จากผู้รับจ้างทำท่านหนึ่ง ได้อธิบายรายละเอียดงานไว้ว่า “การรับทำวิทยานิพนธ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ความตั้งใจและทุ่มเทให้กับงานแต่ละชิ้นอย่างจริงจังและมีความรอบคอบ แต่เมื่อแลกกับผลตอบแทนแล้วถือว่าคุ้มค่า ถือเป็นการหารายได้เสริมไปในตัว ซึ่งการกำหนดราคานั้น จะคิดจากความยากง่ายของหัวข้อวิทยานิพนธ์ เนื้อหาและรายละเอียดงาน รวมไปถึงคณะ สาขา และมหาวิทยาลัยก็เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคา ราคาโดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 20,000-25,000 บาทต่อ 1 ชิ้นงาน ซึ่งอาจจะเพิ่มหรือลดตามความยากง่ายของหัวข้อวิทยานิพนธ์ รายละเอียดงานก็มีส่วนสำคัญต่อแรงผลักราคา เช่น งานบางชิ้นจำเป็นต้องลงพื้นที่เพื่อทำแบบสอบถาม หรือมีการวิเคราะห์เชิงลึก ก็ยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีก”

         ทั้งนี้การรับงานแต่ละครั้งจำเป็นต้องดูความถนัดของผู้รับงานด้วย “การรับงานส่วนใหญ่ต้องเหมาะสมกับสายที่ตนเรียนมา เพราะจะทำให้การทำงานง่ายและมีความรวดเร็ว การทำงานทุกครั้งต้องได้ข้อมูลที่ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด มีการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและสืบค้นข้อมูลจากหอสมุดต่างๆ ศึกษาวิทยานิพนธ์ที่มีคนทำไว้แล้ว กำหนดขอบเขตการศึกษา และหากผู้จ้างต้องการข้อมูลจากแบบสอบถามด้วยก็ต้องทำและลงพื้นที่ด้วยตัวเอง มีการทำสถิติในการวิจัย รวมไปถึงการสรุปและอภิปรายผล ซึ่งระยะเวลาในการทำงานอยู่ที่ประมาณ 3 เดือน”
        ส่วนเหตุผลที่ลูกค้าจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น “คนที่มาเรียนปริญญาโทส่วนใหญ่มีหน้าที่การงานมั่นคงอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้มาเรียนก็เพื่อต้องการเครือข่ายทางธุรกิจ ซึ่งก็หาได้จากเพื่อนที่เรียนในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงเป็นใบกำกับภาษีในการทำงาน ดังนั้นคนเหล่านี้จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำรายงานส่งอาจารย์เพื่อจบการศึกษาเท่าไหร่ และเหตุผลที่จ้างทำอีกอย่างคือไม่มีเวลา เนื่องจากทำงานประจำ”
       
       ทำไมนักศึกษาหันไปใช้บริการรับทำวิทยานิพนธ์

        สาเหตุหลักที่นักศึกษาหันไปจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้นมีนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีเวลา เนื่องจากต้องทำงานประจำ เนื้อหายากเกินความสามารถ ติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาลำบาก และที่สำคัญที่สุดคือความขี้เกียจ ซึ่งเป็นความขี้เกียจของนักศึกษาเองจึงปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

        จากการพูดคุยกับผู้ที่เคยจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น ได้ข้อมูลมาว่า “เหตุผลที่จ้างทำคือหัวข้อที่ทำนั้นยากและทำไม่ทัน จึงมีเพื่อนแนะนำมาให้ลองจ้างทำวิทยานิพนธ์ ตนก็เลยลองหาข้อมูลการรับทำวิทยานิพนธ์จากทางอินเทอร์เน็ต และได้ติดต่อกับทางร้าน ซึ่งหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ส่งไปทางร้านเป็นสายบริหารธุรกิจ ราคาจะอยู่ที่ 20,000 บาท โดยต้องโอนเงินค่ามัดจำล่วงหน้าจำนวน 5,000 บาท ใช้เวลาในการทำประมาณ2-3 เดือน ในเรื่องคุณภาพคิดว่าสมราคา เพราะเนื้อหามีความละเอียด ถูกต้องครบถ้วน”

        ส่วนผู้ที่เคยจ้างทำโปรเจกต์ในระดับปริญญาตรีอีกรายให้ข้อมูลว่า “เหตุผลที่จ้างทำคือไม่มีเวลา ได้ทราบว่ามีการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์จากรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยจึงติดต่อกับทางร้าน ซึ่งปกติทางร้านคิดราคาอยู่ที่ 10,000 บาทขึ้นไปในระดับปริญญาตรี ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของหัวข้อที่จะทำด้วย แต่ตนนั้นได้ราคาถูกเพราะอาศัยความสนิทของรุ่นพี่ในการต่อราคาทางร้าน ซึ่งใช้ระยะเวลาทำประมาณ 1 เดือน ในเรื่องของคุณภาพคิดว่าพอใจมาก ราคาเหมาะสมกับที่ทำ”

        เครื่องตรวจจับวิทยานิพนธ์ใช้ได้ผลจริงหรือ ?

        ตามที่มหาวิทยาลัยมีการสั่งซื้อเครื่องตรวจจับวิทยานิพนธ์นั้น สำหรับนิด้าใช้โปรแกรม Turnitin ป้องกันการลอกเลียนผลงาน ซึ่งซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ ทางอธิการฯ นิด้าชี้ยังตรวจไม่ได้ผล 100 % เนื่องจากเครื่องตรวจจับวิทยานิพนธ์ไม่สามารถตรวจได้ว่าเป็นการจ้างทำหรือทำเอง เพราะเครื่องตรวจสอบสามารถตรวจได้เฉพาะผลงานที่ลอกเลียนมาเท่านั้น และยังมีข้อเสียคือจะตรวจได้เฉพาะผลงานของนักวิชาการ หรือวารสารต่างประเทศซึ่งเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ขณะที่โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเป็นภาษาไทย แต่ส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษยังอาจจะมีน้อย ดังนั้นจึงคิดว่าหากใช้ทั้งสองโปรแกรม การตรวจสอบการคัดลอกผลงานน่าจะมีความครอบคลุมมากขึ้น ดังนั้นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ มหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ จะต้องเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง และมีการซักถามข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียด เพราะหากนักศึกษาทำงานด้วยตัวเองก็จะสามารถอธิบายรายละเอียดได้ไม่ติดขัด

         ดูอย่างไรว่าวิทยานิพนธ์เล่มนี้จ้างมา ?
        รศ.ดร. คมสัน สุริยะ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย บริการวิชาการ ประกันคุณภาพการศึกษา และกิจการพิเศษ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลวิธีจับผิดการจ้างทำวิทยานิพนธ์ไว้คร่าวๆดังนี้
       1. ถ้าเป็นการทำให้บางบท บทนั้นสำนวนภาษาจะต่างออกไป วิธีการสะกดคำ วิธีการเรียงร้อยถ้อยคำ คำเชื่อม บุพบท สันธาน คำวิเศษณ์ กริยาวิเศษณ์ วิธีการขึ้นต้นประโยคใหม่ วิธีการผูกประโยค การเว้นวรรค จังหวะจะโคนในการเขียนจะแตกต่างไปจากบทอื่น
       2. ถ้าเป็นการทำให้ทั้งเล่ม แต่ทำมาจากหลายคน เพราะรีบทำจึงต้องแบ่งงานกันทำ สำนวนภาษาจะแตกต่างกันไปทั้งเล่มและไม่มีความเป็นเอกภาพในการเขียน
       3. ถ้าเป็นการทำทั้งเล่มโดยคนๆเดียว จะมีวิธีดูจากสำนวนภาษาที่ใช้เขียน ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับงานเขียนของนักศึกษาที่ผ่านมา ดังนั้นจะเห็นความแตกต่างชัดเจน เพราะแต่ละคนนั้นมีสำนวนภาษาที่แตกต่างกันเหมือน “ลายนิ้วมือ” ที่เปลี่ยนแปลงได้ยากมาก
       4.การทำวิทยานิพนธ์เป็นกระบวนการเหมือนการเติบโตของต้นไม้ มีการลองผิดลองถูก มีการอภิปรายกันระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา กว่าที่วิทยานิพนธ์เล่มหนึ่งจะเสร็จสิ้นลงได้มันต้องใช้เวลา อาจารย์จึงเห็นพัฒนาการของนักศึกษามาโดยตลอด ดังนั้นหากนักศึกษาไม่มีพัฒนาใดๆเลย แต่มีผลงานมาส่ง ซึ่งก็ต้องมีคนอื่นทำให้แน่นอน
       
        อย่างไรก็ตาม ปัญหาในการว่าจ้างรับทำวิทยานิพนธ์เพื่อให้จบการศึกษาตามหลักสูตรทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอกนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่กลับเป็นปัญหาที่รอการแก้ไขมาเป็นเวลานาน เราจะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีส่งผลให้วงการธุรกิจการศึกษาแพร่ขยายสู่วงกว้างและยิ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มนักศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ ทางด้านมหาวิทยาลัยเองก็ได้รับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อเครื่องตรวจจับการปลอมแปลงวิทยานิพนธ์ แต่ผลที่ได้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร การสร้างบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดเพื่อให้เกรงกลัวนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว ดังนั้นสิ่งที่ทำร่วมกันได้ คือการ “สร้างจิตสำนึกทางการศึกษา” ให้เกิดแก่นิสิตนักศึกษาทุกคน เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าของการเรียนรู้ และการผลิตผลงานด้วยความรู้ความสามารถของตนเอง

          Credit :  ASTV Manager Online


       


       
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เปิด รธน.ชั่วคราว 48 มาตรา เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 12:08:00 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                       
                                                      เปิด รธน.ชั่วคราว 48 มาตรา ตั้ง สนช.220 คน สภาปฏิรูป 250 - นิรโทษฯ คสช.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
22 กรกฎาคม 2557 20:56 น.


                                                           ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000008573719_zps62560f96.jpeg.html][/url]

        ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมี 48 มาตรา ตั้ง สนช. 220 คน - สภาปฏิรูป 250 คน กำหนดคุณสมบัตินายกฯ - รัฐมนตรี ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใน 3 ปี ก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้ง และต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้อำนาจ สนช. ชงชื่อนายกฯ ขีดเส้น กมธ.ยกร่าง รธน. ถาวรเสร็จใน 120 วัน พร้อมให้คงประกาศ - คำสั่ง คสช. ไว้ต่อไป ปิดท้ายด้วย ม.48 นิรโทษฯผู้เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจ
       
       วันนี้ (22 ก.ค.) เมื่อเวลา 19.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้นำสำเนารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาแจกให้กับสื่อมวลชน โดยกล่าวว่า ในวันที่ 23 ก.ค. คณะทำงานร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะมีการชี้แจงถึงรายละเอียดเนื้อหาอีกครั้งในเวลา 10.00 น.
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มีเนื้อหาทั้งหมด 48 มาตรา โดยมีสาระสำคัญในการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 220 คน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ถวายคำแนะนำ ในส่วนมีคุณสมบัติ สนช. ที่น่าสนใจ อาทิ มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี, ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง, ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ และต้องไม่เคยถูกพิพากษาให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้หัวหน้า คสช. เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สนช. ประธาน สนช. และรองประธาน สนช.
       
       สำหรับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีทั้งสิ้น 250 คน โดย คสช. เป็นผู้ถวายคำแนะนำ ซึ่งต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี สำหรับคุณสมบัติต้องห้ามเช่นเดียวกับ สนช. นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้มี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ประกอบด้วย ประธาน กมธ. 1 คนโดย คสช. เป็นผู้เสนอ ที่เหลือให้ สปช. เสนอจำนวน 20 คน อีก 15 คนให้ สนช. คณะรัฐมนตรี และ คสช. เสนอฝ่ายละ 5 คน ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ กมธ. ยกร่างให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน รวมไปถึงกำหนดห้าม กมธ. ยกร่างรัฐรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระยะเวลา 2 ปีหลังจากพ้นตำแหน่ง
       
       ในส่วนของการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนั้น ได้กำหนดให้ สนช. ลงมติเพื่อทูลเกล้าฯผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกฯแด่พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน โดยได้กำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้ที่มาเป็นนายกฯ และรัฐมนตรีไว้ว่า ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมไปถึงต้องไม่เป็น สนช. สปช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย
       
       นอกจากนี้ ยังได้บัญญัติเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของ คสช. ไว้ในมาตรา 42 โดยให้คงอำนาจ คสช. ไว้ตามประกาศเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 ไว้โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ส่วนมาตรา 47 ได้ระบุถึงประกาศและคำสั่งทั้งหมดของ คสช. ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป และในมาตรา 48 ได้กล่าวถึงการนิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง โดยระบุ “บรรดาการกระทําทั้งหลายซึ่งได้กระทําเนื่องในการยึดและควบคุมอํานาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการกระทําของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทําดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคําสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันได้กระทําไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทําดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทําอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทําในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทํา หรือผู้ถูกใช้ให้กระทํา และไม่ว่ากระทําในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทํานั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทําพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”
       
       สำหรับรายละเอียดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗  โปรดติดตามประกาศ คสช. หรือ ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้ เพราะเนื้อหายาวมาก  ที่นี่ไม่มีที่พอจะนำลงเสนอท่าน - ครับ.
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 03:49:34 PM
 ฮืม ยิ้ม เจ๋ง
                                                                    คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า

หน้า 9

เขาดูเหมือนกลั้นเสียงสะอื้น ประหนึ่งอึกอักโดยการระเบิดเสียงของตนออกมา                             
คาสคาดึงเสื้อคลุมสีแดงขึ้นคลุมศีรษะ  ตกกลางคืนดูจะหนาวเหน็บทันทีทันใด ขณะที่ลมนำความสดชื่นเริ่มพัดมา

“ ทำไมพ่อของแกทอดทิ้งแกรึ?” เขากล่าวกับคนยิว  “ เจ้าคนโง่  พวกเรามนุษย์ทุกคนล้วนถูกทอดทิ้งทั้งนั้น นับแต่เวลาคลอดออกมาสูดหายใจครั้งแรก  ไม่มีใครมีชีวิตตลอดไป  หยุดสะอึกสะอื้นเสียที และเตรียมตัวตายเยี่ยงลูกผู้ชายคนหนึ่งเถอะ  แล้วก็หยุดเรียกหาพ่อของแกให้ช่วยได้แล้ว  มันสายเกินที่ใครจะช่วยแล้ว “

ลมวูบพัดทรายหอบหนึ่งพรูใส่ขาทั้งสองของเขา  และเสียงฟ้าร้องครืนกระหึ่มไกลๆ  คาสคาเก็บหอกที่วางพิงก้อนหินใหญ่ไว้  ลมเริ่มพัดแรงจัดขึ้น และเขาต้องกระพริบตาเพื่อหลบแรงลมพายุที่พัดจัดยิ่งขึ้น หยาดฝนเม็ดเล็กๆเริ่มตกกระทบพื้น  ทำให้ฝุ่นคลุ้งขึ้นจากเศษฝุ่นดินสกปรกเชิงไม้กางเขน  พลทหารชาวซีเรียสองนายนั้นคลุมศรีษะด้วยเสื้อคลุมของพวกเขาเพื่อกันเปียก  คาสคาจับเอาหอกยาวของเขาขึ้นมาและยืนใกล้ไม้กางเขน

“ มันถึงเวลาจะจบสิ้นแล้วนะนี่  ข้าคงต้องพยายามทำให้เจ็บน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน “  คนยิวขบฟันแน่น ริมฝีปากซีดเซียว   คาสคาถอยหลังออกไปเล็กน้อยแล้วพุ่งปลายหอกใส่ตรงซี่โครงซี่สุดท้าย โดยเล็งตรงหัวใจ  เขาแทงไม่ถูก และดึงหอกออกมาแทงใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ท้องฟ้ารั่วเปิดอย่างรุนแรง  ก้อนเมฆสีดำดูจะดูดกลืนเอาแสงสว่างเองจากโลกนี้   ลมและฝนส่งเสียงหวีดหวิวรอบๆพวกเขาประหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา  ของเหลวและเลือดไหลรินออกมาจากบาดแผล  และหยาดเลือดสาดกระทบมือขวาของคาสคา

เยซูเปิดตาทั้งสองข้างขึ้นและมองลงมาที่หน้าคนโรมัน                                                       
ความกลัวแผ่ซ่านทะลุตับไตไส้พุงของคาสคา  เขาไม่เคยเห็นหน้าเยี่ยงนี้  พลังอำนาจที่จงใจและน่าสะพึงกลัวของคนยิวกระจายเหนือเขาประหนึ่งว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพายุที่กำลังโหมกระพือนั้น

“ ทหาร  ท่านพอใจกับสิ่งที่ท่านเป็น  ต่อไปท่านจะยังคงเป็นอย่างนี้จนกระทั่งเราจะพบกันอีก  ขณะที่ตอนนี้เราจะไปหาพระบิดาของเรา  สักวันหนึ่งท่านต้องมาหาเรา “   เสียงของคนยิวพุ่งแหวกทางเข้าสู่จิตของคาสคา  ทหารซีเรียสองนายนั้นมิได้แสดงว่าได้ยินหรือได้เห็นเหตุการณ์นี้  “ ทหาร  ท่านพอใจกับสิ่งที่ท่านเป็น  และท่านก็จะยังคงเป็น.....จนกว่าเราจะพบกันอีก.....”

เสียงลมหวีดลั่น  คาสคายืนช๊อคและกลัว  เลือดของคนยิวบนมือผสมปนเปกับหยาดฝนที่กำลังตกลงมา  โดยไม่คิด  คาสคาปาดมือของเขาเช็ดปาก  และเลือดหยดหนึ่งแตะลิ้นของเขา  และคาสคาหวีดร้อง  เขาเกิดตะคริวเพิ่มอีกสองเท่า   อะไรที่รู้สึกเหมือนไฟเหลวพุ่งผ่านเส้นเลือดขึ้นสู่มันสมองของเขา  ทำให้ร่างทั้งร่างเหมือนถูกไฟเผา  และคนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นมิได้สังเกตอะไร

คาสคาล้มลงไปที่พื้นและนอนตรงนั้นครวญครางไปพลางขณะที่ทั้งร่างกายของเขาทรมานทุรนทุรายด้วยเสียงสะอื้น  อย่างช้าๆความเจ็บปวดลดหายไป  ปล่อยให้เขาอ่อนเพลียและตื่นกลัว  คนยิวพูดอะไรนะก่อนที่จะตาย?  “ จนกว่าเราจะพบกันอีก.....”

                                                                                                บทที่สี่

ความเจ็บปวด ไหลอย่างช้าๆออกจากร่างกายของคาสคา  เหมือนการทดน้ำขนาดใหญ่ของสัมปชัญญะ เขาดึงร่างตัวเองขึ้นคุกเข่าและมองจ้องเข้าไปในหน้าของบุรุษเยซู                                               
“ ตาย ?” เขาถาม “ เจ้าตายแล้วหรือ? “ ดึงตัวเองขึ้นยืน  จิตใจของเขาไม่เข้าใจว่าเขากำลังเผชิญอะไร คาสคารู้จักความกลัว  คามกลัวลึกๆชนิดที่เกิดขึ้นโดยสัญชาติญาณที่เจริญอยู่ภายในมนุษย์-สัตว์ของสิ่งสร้างที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย  คือความกลัวพื้นฐาน                                                                 

สตรีคนหนึ่งมาพบเขา  หน้าของเธอหมองคล้ำ  ปอยผมสีน้ำตาลสยายให้เห็นขณะที่พายุพัดอาภรณ์ของเธอพลิ้วไป                                                   
“ ผู้กอง  ฉันขอลูกชายของฉันได้ไหม?  เราเอาเขาไปตอนนี้ได้ไหม? “                                       
 ขณะที่คาสคารวบรวมตัวเองคืนมา ความกลัวก็หายไปอย่างช้าๆ  ไหลออกไปพร้อมกับความเจ็บปวดของเขา  คนยิวตายแล้ว  และคนตายทำอันตรายใครไม่ได้อยู่แล้ว                                                   
ด้วยเสียงแหบๆ คาสคาบอกสตรีคนนั้น “ เขาเป็นของท่าน  เอาเขาไปได้และขอให้ฉิบหาย “         

 สตรีจ้องอย่างสงสัยเข้าใส่หน้าของเขา  “ ฉิบหาย  คุณว่าอย่างนั้นหรือ?  คุณจะทราบความหมายของคำนั้นเป็นพันครั้งต่อไป  คนโรมัน ผู้ครองโลก  แน่นอน คุณจะเรียนรู้ว่ามันคืออะไร ในความหมายที่ว่าจงฉิบหายดังที่กล่าวนั้น “                                                                                                     

 คาสคาหันหนีจากเธอ  แม่น้ำเย็นยะเยือกของความไม่แน่นอนพุ่ง พล่านไปตามตับไตไส้พุงของเขา  ทำให้เขาหนาวเหน็บ  แต่ เขาก็เป็นที่เขาเป็นตอนนั้น. “ เอา.  มัน.  นังแม่มด.  แล้วไปเสียไป๊! “ 







 
 
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พระศาสนจักรสามารถเปลี่ยนคำสอนของตนได้หรือไม่ ? เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 12:13:58 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                  พระศาสนจักรสามารถเปลี่ยนคำสอนของตนได้หรือไม่ ?
                                                                          Can the Church change its doctrines?

http://www.catholic.com/quickquestions/can-the-church-change-its-doctrines
Catholic Answers
Update 21 July 2014

Full Question คำถามเต็ม

       I was amazed to read recently where a Catholic priest theologian said that the Church is not infallible and that it has changed its doctrines. Apparently he felt Jesus' words in Matthew 18:18-19 ("Whatever you bind on earth shall be bound in heaven, and whatever you loose on earth shall be loosed in heaven. Again, I say to you, if two of you agree on earth about anything for which they are to pray, it shall be granted them by my heavenly Father") mean that the Church can change its doctrines as times change.

       ฉันรู้สึกงงที่ได้อ่านเร็วๆนี้ ที่พระสงฆ์นักเทววิทยาคาทอลิกองค์หนึ่งกล่าวว่า ศาสนจักรมิใช่ไม่สามารถผิดหลง และว่า ตอนนี้ศาสนจักรได้เปลี่ยนคำสอนของตน   ปรากฏชัดแล้วว่า เขารู้สึกว่า พระวาจาของพระเยซูเจ้าใน มัทธิว 18:18-19 ( ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกในโลก จะผูกไว้ในสวรรค์  และทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในโลก ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย  เราบอกความจริงแก่ท่านอีกว่า ถ้าท่านสองคนในโลกนี้ พร้อมใจกันอ้อนวอนขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด  พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะประทานให้ “ )  หมายความว่า พระศาสนจักรสามารถเปลี่ยนคำสอนของตนในเมื่อเวลาเปลี่ยนไป.

Answer คำตอบ

       No, the Church cannot change its doctrines no matter how badly some theologians may want it to or how loudly they claim it can. The doctrines of the Catholic Church are the deposit of faith revealed by Jesus Christ, taught by the apostles, and handed down in their entirety by the apostles to their successors. Since revealed truth cannot change, and since the deposit of faith is comprised of revealed truth, expressed in Scripture and Sacred Tradition, the deposit of faith cannot change.

       ไม่ใช่  พระศาสนจักร ไม่สามารถเปลี่ยนคำสอนของตนไม่ว่านักเทววิทยาบางคนอยากเหลือเกินต้องการเช่นนั้น หรือร้องเรียนเสียงดังเท่าที่สามารถเพียงใดก็ตาม   คำสอนของพระศาสนจักรเป็นแหล่งสะสมของความเชื่อที่เปิดเผยโดยพระเยซูคริสตเจ้า  สอนโดยบรรดาอัครสาวก  และนำมาเก็บไว้ทั้งครบโดยบรรดาอัครสาวกต่อมาถึงผู้สืบต่อทุกคน  โดยที่ความจริงที่ได้รับการเปิดเผยไม่สามารถเปลี่ยนได้  และโดยที่แหล่งของความเชื่อประกอบด้วยความจริงที่ได้รับการเปิดเผย  ได้รับการแสดงให้เห็นในพระคัมภีร์และในประเพณีศักดิ์สิทธิ์  แหล่งของความเชื่อไม่สามารถเปลี่ยนได้.

       While it's certainly true that our Lord's words to the apostles in Matthew 18:18-19 grant authority to the apostles to "bind" the members of the Church to believe the doctrines of the Church ("He who listens to you listens to me. He who rejects you rejects me and the one who sent me" [Luke 10:16]), the "loosing" spoken of in Mathew. 18:18 does not mean the apostles can modify doctrine.
   
       ขณะที่เป็นความจริงแน่นอนว่าพระวาจาของพระเจ้าแก่อัครสาวกในมัทธิว 18:18-19  มอบอำนาจแก่บรรดาอัครสาวกให้สามารถ “ ผูก “สมาชิกของพระศาสนจักรให้เชื่อในคำสอนของพระศาสนจักร ( “ ผู้ใดฟังท่าน  ผู้นั้นฟังเรา  ผู้ใดสบประมาทท่าน ผู้นั้นสบประมาทเรา  ผู้ที่สบประมาทเรา  ก็สบประมาทผู้ที่ทรงส่งเรามา “  ( ลูกา  10:16) คำว่า “ แก้  - loosing” ที่กล่าวในมัทธิว 18:18 มิได้หมายความว่าบรรดาอัครสาวกสามารถปรับปรุงคำสอนได้.

       The Church does not have the power to do the impossible, to change or delete divinely revealed truth which forms the deposit of faith. Rather, the concept of loosing, as it pertains to the apostles and their successors, has more to do the Church's ability to dispense individuals or the whole Church from observing certain ecclesiastical disciplines. There are many examples of this authority to bind and loose in the arena of Church discipline. Here are a few:

       พระศาสนจักรไม่มีอำนาจที่จะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้   คือ เปลี่ยนหรือลบทิ้งความจริงที่เปิดเผยจากสวรรค์ ที่มาก่อตัวเป็นแหล่งของความเชื่อ  ตรงข้าม  ความคิดเรื่องแก้  ดังที่ เกี่ยวกับอัครสาวกและผู้สืบทอด   มีมากที่จะต้องทำโดยใช้ความสามารถของพระศาสนจักร ที่จะให้แก่ปัจเจกชนหรือศาสนจักรทั้งครบ ในการถือตามระเบียบข้อบังคับต่างๆของศาสนจักร  มีตัวอย่างมากมายของอำนาจนี้ในการผูกหรือแก้ในขอบเขตวินัย

•   In the early Church married men were permitted to be ordained as priests in the West. This custom was changed in the tenth century and since then, in the Latin Rite, candidates for the priesthood must be celibate.
 ในศาสนจักรแรกเริ่มชายที่แต่งงานแล้วได้รับอนุญาตให้บวชเป็นพระสงฆ์ในตะวันตก   ประเพณีนี้ถูกเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่สิบ และตั้งแต่นั้นมา ในจารีตลาติน  ผู้สมัครเข้าสู่การเป็นพระสงฆ์ต้องถือบริสุทธิ์

•   Until recent years it was forbidden under pain of mortal sin to eat meat on Fridays. The Church has "loosed" this discipline and now allows the faithful to eat meat on Fridays provided some other act of mortification is performed.
 จนกระทั่งปีเร็วๆนี้  มีข้อห้ามภายใต้ความปวดร้าวของบาปหนัก ที่จะกินเนื้อในวันศุกร์  พระศาสนจักรได้ “ ผ่อนปรน “วินัยข้อนี้และตอนนี้อนุญาตสัตบุรุษกินเนื้อได้ในวันศุกร์ โดยจัดให้แทนด้วยกิจกรรมของการกระทำพลีกรรม

•   Prior to Vatican II, the pre-Communion fast extended from midnight until the time one received Communion; no food or water were to be consumed. This discipline was relaxed first to a three-hour fast and then to the one-hour fast the Church now observes.
 ก่อนสังคายนาวาติกันที่สอง  การอดอาหารก่อนรับศีล ขยายจากเที่ยงคืนจนถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนการรับศีล  จะรับอาหารหรือน้ำไม่ได้  วินัยข้อนี้ได้รับการผ่อนปรนลงครั้งแรก เป็นอดอาหารสามชั่วโมงก่อน และลดลงเป็นอดอาหารหนึ่งชั่วโมงที่พระศาสนจักรถือปฏิบัติขณะนี้

•   Matthew 18 also refers to the Church's authority to bind and loose with regard to sin. Every priest has the authority of Christ to "loose" (absolve) penitents from their sins through the sacrament of confession (Jn 20:21-22, 2 Cor 5:18-20). The priest also has the obligation, in rare cases when he sees no evidence of contrition or an unwillingness on the part of the penitent to stop committing sin, to "bind" someone in their sins by refusing to grant him absolution until he evinces genuine contrition.
 มัทธิว 18 ยังอ้างอิงถึงอำนาจพระศาสนจักรที่จะผูกและแก้เกี่ยวกับบาป  พระสงฆ์ทุกองค์มีอำนาจของพระคริสต์ที่จะ “ แก้ “ ( ยกบาป ) ของผู้มาแก้บาป จากบาปของพวกเขา อาศัยศีลแก้บาป (ยอห์น 20:21-22, 2 โครินธ์ 5:18-20)  พระสงฆ์ด้วยมีข้อบังคับที่ต้องถือ  ในบางกรณีนานๆทีเมื่อเขาไม่มีประจักษ์พยานของการแสดงความทุกข์ถึงบาปหรือความเดือดเนื้อร้อนใจในบาปในส่วนของผู้ที่มาขอแก้บาปที่จะหยุดทำบาป  ที่จะ” ผูก” บางคนไว้ในบาปโดยปฏิเสธที่จะโปรดให้การยกบาป จนกว่าผู้มาขอแก้บาปแสดงให้เห็นประจักษ์ถึงความเป็นทุกข์ถึงบาปด้วยใจจริง.

•   The faithful may gain indulgences through corporal and spiritual acts of charity, certain prayers, and pilgrimages, and are thus, by the authority of the Church's power to bind and loose, able to receive partial or complete remission of all temporal punishment due to sin. Through indulgences the Church may loose Christians from the duty of penance which would otherwise need to be performed.
 สัตบุรุษอาจได้รับพระคุณการุณย์ด้วยกิจกรรมทางกายหรือจิตใจของความรักเมตตา  บทภาวนาต่างๆ และการจาริกแสวงบุญ  และดังนั้น  โดยอาศัยการทรงไว้ซึ่งอำนาจของพระศาสนจักรที่จะผูกหรือแก้  สามารถที่จะรับการไถ่โทษบางส่วนหรือครบบริบูรณ์จากการได้รับโทษอันเนื่องจากบาปนั้น  อาศัยพระคุณการุฯย์ พระศาสนจักรอาจผ่อนแก้คริสตชนจากหน้าที่ในการใช้โทษบาป ซึ่งมิฉนั้นต้องนำไปปฏิบัติเพื่อการใช้โทษ

•   Certain forms of excommunication may be "loosed" only by a bishop or, in graver circumstances, only by the Holy See. 
รูปแบบการถูกตัดขาดจากพระศาสนจักรบาข้อ อาจได้รับการ “ แก้ “ เพียงโดยพระสังฆราชองค์หนึ่ง หรือ ในกรณีหนักกว่า  เพียงโดยสันตะสำนัก.

•   Priests and religious who request it can be "loosed" (dispensed) from their vows of celibacy (and, in the case of religious, the vows of poverty and obedience).
 พระสงฆ์และนักบวชซึ่งขอไป สามารถ” ได้รับการแก้ “ ( ให้พ้น ) จากคำปฏิญาณเรื่องการถือความบริสุทธิ์ ( และ ในกรณีของนักบวช  คำปฏิญาณเรื่องการถือความยากจนและความนบนอบ )

       None of these issues deals with doctrine as such (since doctrine is unchangeable) but with Church discipline, government, and penance.
       ไม่มีข้อใดในข้อเหล่านี้จะกล่าวถึงคำสอนแบบที่ว่า ( โดยที่คำสอนเปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว )  แต่ เป็นเรื่องวินัย  การบริหารพระศาสนจักร  และการใช้โทษบาป

       Answered by:  ผู้ตอบ : Catholic Answers Staff



8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ผู้นำโบสถ์อิรักชี้กลุ่มติดอาวุธสุหนี่ “ไอเอส” โหดกว่า “เจงกิสข่าน” เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2014, 05:10:28 PM
 ฮืม เจ๋ง
                                                         ผู้นำโบสถ์อิรักชี้กลุ่มติดอาวุธสุหนี่ “ไอเอส” โหดกว่า “เจงกิสข่าน”
                                                                หลังบีบชาวคริสต์เปลี่ยนศาสนาหรือรับ “โทษตาย”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
21 กรกฎาคม 2557 14:24 น.   


                                                        ][URL=][IMG]http://][/url]


                   บาทหลวงคริสต์ชูพระคัมภีร์ไบเบิลระหว่างพิธีสวดมิสซาที่โบสถ์เซนต์โยโซฟ เมืองอาร์บิล เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม

       รอยเตอร์ - ผู้นำโบสถ์คริสต์ใหญ่ที่สุดในอิรักประณามการกระทำของกลุ่มติดอาวุธมุสลิมสุหนี่รัฐอิสลาม (Islamic State - IS) ที่ขับไล่ชาวคริสต์ออกจากเมืองโมซุลว่าเลวร้ายยิ่งกว่าสมัยจักรพรรดิมองโกล เจงกิสข่าน กับ ฮูลากู หลานชายของเขา บุกเข้าตีกรุงแบกแดดในยุคกลางเสียอีก
       
       หลุยส์ ราฟาเอล ซาโก อัครบิดรแห่งคริสตจักรคาลเดียน ได้ออกมาประณามความโหดร้ายของกลุ่มไอเอส ซึ่งบังคับให้ชาวคริสต์ในเมืองโมซุลเลือกระหว่างการเปลี่ยนมานับถืออิสลาม ยอมรับกฎเหล็กและจ่ายภาษีศาสนาให้พวกเขา หรือไม่ก็ถูกประหารชีวิตด้วยคมดาบ
       
       สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงแถลงตำหนิการกระทำของกลุ่มไอเอส และชี้ว่าเป็นการกวาดล้างชาวคริสต์ในดินแดนซึ่งเป็นต้นกำเนิดของศาสนา ขณะที่ บัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ก็เตือนว่าสิ่งที่กลุ่มไอเอสกำลังทำอยู่เข้าข่ายก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
       
       ชาวคริสต์หลายร้อยครอบครัวตัดสินใจหลบหนีออกจากเมืองโมซุลก่อนจะถึงวันเสาร์ (26) ซึ่งเป็นกำหนดเส้นตายที่กลุ่มติดอาวุธประกาศไว้ บางรายถึงกับยอมทิ้งทรัพย์สินมีค่าไว้เบื้องหลังเพื่อเอาชีวิตรอด
       
       เมืองโมซุลเคยมีชุมชนชาวคริสต์หลายหมื่นคนซึ่งตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ที่ศาสนาคริสต์กำเนิดขึ้นบนโลก
       
       ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น เช่น มุสลิมชีอะห์ ชาวเคิร์ดกลุ่มยาซิดี (Yazidis) และชาวชาบัก (Shabaks) ต่างหลบหนีการลงโทษของพวกอิสลามิสต์หัวรุนแรง ซึ่งได้ทำลายศาสนสถานและยึดทรัพย์สินของชนกลุ่มน้อยในเมือง
       
       “อาชญากรรมอันชั่วร้ายของรัฐอิสลามไม่ได้กระทำต่อชาวคริสต์เท่านั้น แต่เป็นการทำลายมวลมนุษยชาติ” อัครบิดร ซาโก กล่าวในพิธีสวดมนต์วาระพิเศษทางตะวันออกของกรุงแบกแดด โดยมีชาวมุสลิมประมาณ 200 คนมาร่วมพิธีเพื่อแสดงความสมัครสมานสามัคคีกับชุมชนชาวคริสต์

       “เป็นไปได้อย่างไรในศตวรรษที่ 21 ที่ประชาชนจะถูกบังคับให้ทิ้งบ้านเรือน เพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวคริสต์ ชีอะห์ สุหนี่ หรือยาซาดี... ครอบครัวชาวคริสต์จำนวนมากถูกขับไล่ สิ่งของมีค่าของพวกเขาถูกปล้นชิง และบ้านของพวกเขาถูกยึดโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม”
       
       “เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของคริสต์หรืออิสลาม แม้แต่ เจงกิสข่าน หรือฮูลากู หลานของเขา ก็ยังไม่ทำเช่นนี้”
       
       ฮูลากู ข่าน นำกองทัพมองโกลเข้าปล้นสะดมกรุงแบกแดดเมื่อปี 1258 สังหารประชาชนไปหลายหมื่นคน และทำให้รัฐคอลีฟะห์ที่รุ่งเรืองมานานเกือบ 600 ปีต้องถึงกาลล่มสลาย
       
       นายกรัฐมนตรีนูรี อัล-มาลิกี แห่งอิรัก ได้ประณามการแบ่งแยกกีดกันชาวคริสต์และการทำลายโบสถ์ในเมืองโมซุลว่าเป็น “อาชญากรรมร้ายแรงสุดขั้ว และสะท้อนให้เห็นนิสัยป่าเถื่อนชอบก่อการร้ายของนักรบอิสลามกลุ่มนี้”
       
       มาลิกี ได้ตั้งคณะกรรมการของรัฐขึ้นมาดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัยทั่วอิรัก และไม่ได้ระบุว่าเมื่อใดกองกำลังของรัฐบาลจึงจะยึดเมืองโมซุลกลับคืนมาได้
       
       ปัจจุบันมีชาวอิรักพลัดถิ่นฐานแล้วกว่า 2 ล้านคน ขณะที่คณะทำงานขององค์การสหประชาชาติระบุว่า เมื่อเช้าวันอาทิตย์ (20) มีชาวอิรักอีกประมาณ 400 ครอบครัวหนีภัยสงครามไปถึง 2 เมืองในเขตปกครองตนเองชาวเคิร์ด และเร็วๆนี้ คาดว่าจะมีอีก 700 ครอบครัวที่หลบหนีไปยังเมืองอาร์บิล ซึ่งห่างจากโมซุลเพียงราวๆ 80 กิโลเมตร

ผู้นำโบสถ์อิรักชี้กลุ่มติดอาวุธสุหนี่ “ไอเอส” โหดกว่า “เจงกิสข่าน” หลังบีบชาวคริสต์เปลี่ยนศาสนาหรือรับ “โทษตาย”


                               
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / นานาชาติเตือน ชาวโซมาเลียเกือบ 3 ล้านคนใกล้อดตาย จากภาวะขาดแคลนอาหาร เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2014, 09:13:08 AM
 ฮืม เจ๋ง
                                                  นานาชาติเตือน ชาวโซมาเลียเกือบ 3 ล้านคนใกล้อดตาย จากภาวะขาดแคลนอาหาร

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000082014
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
21 กรกฎาคม 2557 01:00 น.


                                                          [/url]

        เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-องค์กรบรรเทาทุกข์นานาชาติออกโรงเตือนในวันอาทิตย์ (20)โซมาเลียจะเผชิญหายนะใหญ่ด้านมนุษยธรรม หลังเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ชี้ ประชาชนเกือบ 3 ล้านคนใกล้ “อดตาย”
       
       คำแถลงล่าสุดขององค์กรบรรเทาทุกข์นานาชาติที่นำโดยกลุ่ม “เวิลด์ วิชัน” ระบุว่า ขณะนี้ มีเด็กๆชาวโซมาเลียมากกว่า 300,000 คนกำลังล้มป่วยด้วยโรคขาดสารอาหาร ขณะที่ประชาชนอีกกว่า 2.9 ล้านคนในดินแดนแอฟริกาตะวันออกแห่งนี้กำลังต้องการความช่วยเหลือด้านอาหารและเวชภัณฑ์เพื่อรักษาชีวิตอย่างเร่งด่วนภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า
       
       ก่อนหน้านี้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกโรงเตือนเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุวิกฤตการขาดแคลนอาหารในพื้นที่ต่างๆของโซมาเลียกำลังเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน ไม่เว้นแม้แต่ในกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของประเทศ และย้ำว่า ภาวะฝนทิ้งช่วง ราคาอาหารที่พุ่งสูง และยอดเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากนานาชาติที่ลดน้อยถอยลง ตลอดจนภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรง “อัล-เชบาบ” ถือเป็นปัจจัยในเชิงลบที่พร้อมซ้ำเติมให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมในโซมาเลียเลวร้ายลงถึงขีดสุด
       
       ทั้งนี้ มีรายงานว่า ขณะนี้ยอดเงินบริจาคจากนานาชาติเพื่อช่วยเหลือชาวโซมาเลียในด้านมนุษยธรรมในปีนี้ เพิ่งมีสัดส่วนเพียง 12 เปอร์เซ็นต์จากเป้าหมายเงินบริจาคที่ต้องใช้ทั้งหมด 933 ล้านดอลลาร์
       
       เมื่อปี 2011 โซมาเลียเพิ่งเผชิญวิกฤตขาดแคลนอาหารครั้งเลวร้ายจากผลพวงของภาวะภัยแล้ง เป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 13 ล้านคนได้รับผลกระทบ ขณะที่เกือบ 260,000 คนต้องเสียชีวิตจากภาวะอดอยากในปีนั้น


                                                           ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000008471103_zps5ceb4c15.jpeg.html][/url]

       Petervich :  น่าสงสารชาวโซมาเลีย  ดินแดนแถบนั้นเป็นดินแดนส่วนที่แห้งแล้งที่สุดในอาฟริกาตะวันออก  พื้นดินทั้งหมดเป็นทรายและหินที่ไม่สามารถปลูกอะไรได้  เนื่องจากปลูกลงไปก็ไม่มีน้ำรดให้ชุ่มชื้นเติบโตได้  ขนาดต้นไม้ใหญ่ๆยังอยู่ไม่ได้  ฝนฟ้าไม่ต้องถามถึง  ไม่มีตลอดปีตลอดชาติ  ไม่มีพืชใดๆงอกขึ้นได้เพราะไม่มีน้ำ  ฝนไม่ตกทั้งปีทั้งชาติ  เนื่องจากไม่มีเฆษปรากฎบนท้องฟ้านานหลายปีมาแล้ว  น่าสงสาร  อย่าถามว่า แล้วไม่ปลูกข้าวกันหรือ  โธ่  น้ำจะดื่มจะกินยังหายากเต็มทน  ประเทศนี้มีชาวโซมาเลียที่เป็นคริสตชนคาทอลิกมากพอสมควร  ทำไมวาติกันไม่คิดวางแผนช่วยเหลือจริงจังเสียทีก็ไม่ทราบ  พวกที่บริหารวาติกันมีเงินมีทองมากมายเป็นยอดเศรษฐีของโลก  ช่วยหน่อยไม่ดีหรือครับ

       ประเทศไทยเราก็มีข้าวในยุ้งฉางมากมายหลายหมื่นตัน  เก็บไว้ให้หนูให้มอดกินอยู่ได้  ขนไปเลี้ยงชาวโซมาเลียคงจะได้บุญโข และแถมได้หน้าอีกนะครับ  คิดทำกันเถอะ  ทิ้งไว้เสียของเปล่าๆ  ช่วยคนจนไม่มีจะกินเถอะครับ  พระจะได้อวยพรประเทศไทยไงละครับ.

       
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: ชาวคาทอลิกสักการะรูปปั้นหรือ? เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2014, 07:37:22 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง

The Form of God?  รูปลักษณ์ของพระเจ้า

       Some anti-Catholics appeal to Deuteronomy 4:15–18 in their attack on religious statues: "Since you saw no form on the day that the Lord spoke to you at Horeb out of the midst of the fire, beware lest you act corruptly by making a graven image for yourselves, in the form of any figure, the likeness of male or female, the likeness of any beast that is on the earth, the likeness of any winged bird that flies in the air, the likeness of anything that creeps on the ground, the likeness of any fish that is in the water under the earth."   We’ve already shown that God doesn’t prohibit the making of statues or images of various creatures for religious purposes (cf. 1 Kgs. 6:29–32, 8:6–66; 2 Chr. 3:7–14). But what about statues or images that represent God? Many Protestants would say that’s wrong because Deuteronomy 4 says the Israelites did not see God under any form when he made the covenant with them, therefore we should not make symbolic representations of God either. But does Deuteronomy 4 forbid such representations?

พวกแอนตี้คาทอลิกบางคนเรียกให้ดู เฉลยธรรมบัญญัติ 4:15-18 ในการโจมตีของพวกเขาต่อรูปปั้นทางศาสนา ว่า “ เพราะในวันนั้น พวกท่านไม่เห็นสัณฐานอันใดเมื่อพระเจ้าตรัสกับท่านทั้งหลายที่โฮเรบจากท่ามกลางเพลิง  จงระวังเถิด เกรงว่าท่านทั้งหลายจะหลงทำรูปเคารพแกะสลักสำหรับตัวท่านทั้งหลาย  เป็นสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใด  เป็นรูปตัวผู้หรือตัวเมีย เหมือนสัตว์เดียรัจฉานอย่างใดในโลก  เหมือนนกที่มีปีกบินในอากาศ  เหมือนสิ่งใดใดที่คลานอยู่บนดิน  เหมือนปลาอย่างใดที่อยู่ในน้ำใต้แผ่นดินโลก “  เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพระเจ้ามิได้ห้ามการทำรูปปั้นหรือรูปภาพของสัตว์สร้างต่างๆเพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนา ( อ้างอิง  1พกษ 6:29-32, 8:6-66; 2 พศด 3:7-14) แต่อะไรเกี่ยวกับรูปปั้นและรูปภาพที่เป็นสิ่งแสดงแทนพระเจ้า?   โปรเตสตันท์หลายคนอาจกล่าวว่า เป็นการผิดเพราะว่า เฉลยธรรมบัญญัติ 4 กล่าวว่า  ชาวอิสราเอลไม่เห็นพระเจ้าในรูปลักษณ์ใดเมื่อพระองค์ทำพันธสัญญากับพวกเขา  ดังนั้น   พวกเราต้องไม่ทำสิ่งแทนที่เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าด้วย  แต่  เฉลยธรรมบัญญัติ 4 ห้ามการแสดงตัวแทนเช่นนั้น

 Idolatry Condemned by the Church  การนับถือรูปเคารพถูกประนามโดยศาสนจักร

       Since the days of the apostles, the Catholic Church has consistently condemned the sin of idolatry. The early Church Fathers warn against this sin, and Church councils also dealt with the issue.  The Second Council of Nicaea (787), which dealt largely with the question of the religious use of images and icons, said, "[T]he one who redeemed us from the darkness of idolatrous insanity, Christ our God, when he took for his bride his holy Catholic Church . . . promised he would guard her and assured his holy disciples saying, ‘I am with you every day until the consummation of this age.’ . . . To this gracious offer some people paid no attention; being hoodwinked by the treacherous foe they abandoned the true line of reasoning . . . and they failed to distinguish the holy from the profane, asserting that the icons of our Lord and of his saints were no different from the wooden images of satanic idols."

ตั้งแต่สมัยอัครสาวกมาแล้ว  ศาสนจักรคาทอลิกได้ประณามอย่างไม่ลดละซึ่งบาปของการนับถือรูปเคารพ   เหล่าบิดาพระศาสนจักรเตือนต่อบาปประการนี้  และการประชุมสังคายนาทางศาสนจักรก็จัดการกับข้อนี้  สภาสังคายนา Nicaea ที่สอง (787) ซึ่งจัดการส่วนใหญ่กับคำถามของการใช้รูปภาพและรูปบูชาบนโลหะหรือไม้(icons) กล่าวว่า  “ ผู้ที่ไถ่เราจากความมืดมัวของความวิปริตถือรูปราง  พระคริสต์พระเจ้าของเรา  เมื่อพระองค์นำมาให้เจ้าสาวของพระองค์ซึ่งพระศาสนจักรคาทอลิกศักดิ์สิทธิ์ .....ได้สัญญาว่าพระองค์จะป้องกันเธอและทำให้บรรดาสานุศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์มั่นใจ โดยกล่าวว่า  ‘ เราอยู่กับท่านทุกวันจนกระทั่งการสำเร็จบริบูรณ์ของยุคนี้ ‘… กับการเสนอให้ที่เมตตากรุณานี้ ประชาชนบางคนไม่ได้ให้ความสนใจ  โดยที่ถูกหลอกลวงโดยศัตรูที่ไร้สัจจะ พวกเขาได้ละทิ้งเส้นทางที่แท้จริงของการหาเหตุผล.....และพวกเขาพลาดที่จะแยกแยะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสิ่งทางโลก  โดยแสดงสิทธิ์ว่า รูปจำลองของพระเจ้าของเราและของบรรดานักบุญทั้งหลาย ไม่ต่างจากรูปภาพบนไม้ของรูปเคารพซาตาน “

The Catechism of the Council of Trent (1566) taught that idolatry is committed "by worshipping idols and images as God, or believing that they possess any divinity or virtue entitling them to our worship, by praying to, or reposing confidence in them" (374). "Idolatry is a perversion of man’s innate religious sense. An idolater is someone who ‘transfers his indestructible notion of God to anything other than God’" (CCC 2114). The Church absolutely recognizes and condemns the sin of idolatry. What anti-Catholics fail to recognize is the distinction between thinking a piece of stone or plaster is a god and desiring to visually remember Christ and the saints in heaven by making statues in their honor. The making and use of religious statues is a thoroughly biblical practice. Anyone who says otherwise doesn’t know his Bible.

คำสอนสังคายนาเมืองเตรนท์ (1566) สอนว่า การนับถือรูปเคารพถือว่าผิด “ โดยสักการะบูชารูปรอยเคารพและรูปภาพประหนึ่งพระเจ้า  หรือโดยเชื่อว่า รูปเหล่านั้นมีสภาวะพระเจ้าใดๆหรือฤทธิ์กุศลที่ทำให้พวกเขาต้องสักการะ  โดยการสวดภาวนาถึง หรือแสดงความเชื่อมันในสิ่งเหล่านั้น “ (374)  “ การนับถือรูปเคารพเป็นการควบคุมความรู้สึกทางศาสนาภายในของมนุษย์   ผู้นับถือรูปเคารพเป็นคนหนึ่งที่ ‘ เคลื่อนย้ายข้อสังเกตที่ทำลายไม่ได้ของพระเจ้าไปสู่สิ่งอื่นนอกเหนือจากพระเจ้า “ (CCC 2114)  พระศาสนจักรรับรู้อย่างเด็ดขาดจริงจังและประณามบาปของการนับถือรูปเคารพ  อะไรที่พวกแอนตี้คาทอลิกพลาดที่จะรับรู้ก็คือ  ความแตกต่างระหว่างการคิดว่าชิ้นหินหรือ พลาสเตอร์เป็นพระองค์หนึ่ง และประสงค์จะให้แสดงเพื่อระลึกถึงพระคริสต์และบรรดานักบุญในสวรรค์ โดยทำรูปแบบนั้นเป็นเกียรติแก่พวกเขา  การทำและใช้รูปปั้นทางศาสนาเป็นวิธีการปฏิบัติทางพระคัมภีร์อย่างละเอียดลออ   ผู้ใดที่กล่าวอย่างอื่นนั้นแสดงว่าไม่รู้พระคัมภีร์ของเขา.

NIHIL OBSTAT:
 I have concluded that the materials
presented in this work are free of doctrinal or moral errors.
ข้าพเจ้าได้สรุปว่าเนื้อหาที่เสนอในงานขิ้นนี้ปลอดจากความผิดหลงทางคำสอนและศีลธรรมทุกประการ
 Bernadeane Carr, STL, Censor Librorum, August 10, 2004

IMPRIMATUR:
 In accord with 1983 CIC 827 permission to publish this work is hereby granted.                                                                                                                                                                                                     ตามระเบียบที่กำหนดไว้ การ อนุญาตให้พิมพ์งานชิ้นนี้ได้รับการอนุมัติ ณ ที่นี่
+Robert H. Brom, Bishop of San Diego, August 10, 2004

11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ชาวคาทอลิกสักการะรูปปั้นหรือ? เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2014, 07:29:56 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                  ชาวคาทอลิกสักการะรูปปั้นหรือ?
                                                                                 Do Catholics Worship Statues?

Catholic Answers
Alan  Petervich
Update 18 July, 2014
      
       "Catholics worship statues!" People still make this ridiculous claim. Because Catholics have statues in their churches, goes the accusation, they are violating God’s commandment: "You shall not make for yourself a graven image or any likeness of anything that is in heaven above, or that is in the earth beneath, or that is in the water under the earth: you shall not bow down to them or serve them" (Ex. 20:4–5); "Alas, this people have sinned a great sin; they have made for themselves gods of gold" (Ex. 32:31).

“ ชาวคาทอลิกสักการะรูปปั้น!”  ประชาชนยังทำข้ออ้างน่าหัวเราะนี้  เพราะว่าชาวคาทอลิกมีรูปปั้นในวัดของพวกเขา  การกล่าวหาก็ดำเนินไป  ว่า พวกเขานั้นกำลังละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า ที่ว่า “ ท่านต้องไม่ทำรูปเคารพสำหรับตน  ไม่ว่าจะเป็นรูปสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ในท้องฟ้าเบื้องบน หรือซึ่งอยู่ในแผ่นดินเบื้องล่าง หรือซึ่งอยู่ในน้ำใต้แผ่นดิน ท่านต้องไม่กราบไหว้รูปเคารพหรือนมัสการรูปเหล่านั้น “ (อพย. 20:4-5) ; “ อนิจจา  ประชากรนี้ได้ทำบาปหนักมาก  เขาได้เอาทองคำมาสร้างเทวรูป “ (อพย.  32:31)

It is right to warn people against the sin of idolatry when they are committing it. But calling Catholics idolaters because they have images of Christ and the saints is based on misunderstanding or ignorance of what the Bible says about the purpose and uses (both good and bad) of statues.  Anti-Catholic writer Loraine Boettner, in his book Roman Catholicism, makes the blanket statement, "God has forbidden the use of images in worship" (281). Yet if people were to "search the scriptures" (cf. John 5:39), they would find the opposite is true. God forbade the worship of statues, but he did not forbid the religious use of statues. Instead, he actually commanded their use in religious contexts!

มันถูกต้องที่จะเตือนประชาชนต่อบาปของการบูชารูปปั้น เมื่อพวกเขาทำความผิด   แต่การเรียกคาทอลิกที่บูชารูปปั้น เพราะว่าพวกเขามีภาพฉายาของพระคริสต์ และนักบุญ  มีรากฐานเพราะความเข้าใจผิดหรือความไม่รู้ของสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวถึงวัตถุประสงค์และการใช้ (ทั้งดีและเลว)รูปปั้นเหล่านั้น   นักเขียนแอนตี้คาทอลิกชื่อ Loraine Boettner  ในหนังสือของเขา  Roman Catholicism ทำการยืนยันคลุมทั้งหมดว่า  “ พระเจ้าได้ห้ามการใช้รูปภาพในการกราบไหว้ “ (281) นอกเหนือไปจากนี้ ถ้าประชาชนทั้งหลายไป “  ค้นคว้าพระคัมภีร์ “ ( อ้างอิง ยอห์น 5:39) พวกเขาจะพบสิ่งตรงข้ามที่เป็นจริง  พระเจ้าห้ามการสักการะรูปปั้น  แต่ พระองค์มิได้ห้ามการใช้รูปปั้นทางศาสนา  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น  เท่าที่เป็นอยู่เวลานี้  พระองค์สั่งให้ใช้สิ่งเหล่านี้ในบริบททางศาสนา !

God Said To Make Them   พระเจ้าตรัสสั่งให้ทำขึ้น

      People who oppose religious statuary forget about the many passages where the Lord commands the making of statues. For example: "And you shall make two cherubim of gold [i.e., two gold statues of angels]; of hammered work shall you make them, on the two ends of the mercy seat. Make one cherub on the one end, and one cherub on the other end; of one piece of the mercy seat shall you make the cherubim on its two ends. The cherubim shall spread out their wings above, overshadowing the mercy seat with their wings, their faces one to another; toward the mercy seat shall the faces of the cherubim be" (Ex. 25:18–20).
 
ประชาชนที่ขัดขวางการสร้างรูปปั้นทางศาสนาลืมข้อความมากมายหลายตอนที่พระเจ้าสั่งให้ทำรูปปั้น  ตัวอย่างเช่น : “ ท่านจะต้องสร้างรูปเทวดาเครูบิมด้วยทองคำ [คือ รูปปั้นทองคำเทวดาสององค์] เป็นงานที่ท่านต้องใช้ค้อนทำ  เหนือขอบทั้งสองด้านของหีบพระบัญญัติ จงทำเทวดาเครูบิมองค์หนึ่งทางด้านหนึ่ง  และอีกองค์หนึ่งบนอีกด้านหนึ่ง  บนหีบพระบัญญัติเดียวกันนี้ท่านจงสร้างเครูบิมบนขอบหีบทั้งสองด้าน  เทวดาเครูบิมจะกางปีกปกเหนือฝาหีบ และหันหน้าเข้าหากัน   ต่างมองดูฝาหีบ “ ( อพย 25:18-20)

David gave Solomon the plan "for the altar of incense made of refined gold, and its weight; also his plan for the golden chariot of the cherubim that spread their wings and covered the ark of the covenant of the Lord. All this he made clear by the writing of the hand of the Lord concerning it all, all the work to be done according to the plan" (1 Chr. 28:18–19). David’s plan for the temple, which the biblical author tells us was "by the writing of the hand of the Lord concerning it all," included statues of angels.
 
กษัตริย์ดาวิดมอบแผนแก่โซโลมอนว่า “  แท่นเครื่องหอมทำด้วยทองคำเนื้อละเอียด  และน้ำหนักของแท่นนั้น   ทั้งแผนผังสำหรับรถรบทองคำของเครูบิม ซึ่งกางปีกออก ปกหีบพันธสัญญาของพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้ดาวิดทรงกระทำให้กระจ่างแจ้งโดยอาศัยลายพระหัตถ์ของพระเจ้าเกี่ยวด้วยเรื่องนี้  คืองานทุกอย่างซึ่งจะต้องกระทำตามแผนผังนั้น “ ( 1 พงศาวดาร 28:18-19)   แผนของดาวิดเพื่อพระวิหาร ซึ่งผู้นิพนธ์พระคัมภีร์บอกพวกเราก็คือ “ โดยอาศัยลายพระหัตถ์ของพระเจ้าเกี่ยวด้วยเรื่องนี้ทั้งหมด “ รวมรูปปั้นเทวดาด้วย.

Similarly Ezekiel 41:17–18 describes graven (carved) images in the idealized temple he was shown in a vision, for he writes, "On the walls round about in the inner room and [on] the nave were carved likenesses of cherubim."
คล้ายๆกันนี้ เอเซเกียล 41:17-18 บรรยายภาพแกะสลักในพระวิหารอุดมคติที่ท่านได้รับในนิมิต  เพราะท่านเขียนว่า  “ ทั้งช่องว่างที่อยู่เหนือประตูถึงแม้เป็นห้องชั้นใน และข้างนอก  และบนผนังโดยรอบที่ห้องชั้นในและห้องโถง  ก็มีรูปแกะสลักไว้เป็นรูปเทวดาเครูบิม “

The Religious Uses of Images  การใช้รูปภาพทางศาสนา

       During a plague of serpents sent to punish the Israelites during the exodus, God told Moses to "make [a statue of] a fiery serpent, and set it on a pole; and every one who is bitten, when he sees it shall live. So Moses made a bronze serpent, and set it on a pole; and if a serpent bit any man, he would look at the bronze serpent and live" (Num. 21:8–9). One had to look at the bronze statue of the serpent to be healed, which shows that statues could be used ritually, not merely as religious decorations.

ระหว่างการระบาดของงูจำนวนมากที่ถูกส่งมาลงโทษชาวอิสราเอลระหว่างการอพยพ  พระเจ้าได้บอกโมเสสให้ “  ทำงูโลหะติดไว้บนเสา  ผู้ที่ถูกงูกัด  และมองดูงูโลหะนั้น  จะรอดชีวิต  ดังนั้นโมเสสได้สร้างงูโลหะสัมฤทธิ์ และวางไว้บนเสา  และถ้างูกัดคนใด  เขาจะได้มองที่งูสัมฤทธิ์และรอดชีวิต “ ( กดว  21:8-9) คนถูกงูกัดต้องมองไปที่รูปสร้างงูสัมฤทธิ์เพื่อการบำบัดรักษา  ซึ่งแสดงว่ารูปปั้นสามารถใช้ทางพิธีกรรมได้  ไม่เพียงใช้ในการประดับตบแต่งทางศาสนาเท่านั้น.

Catholics use statues, paintings, and other artistic devices to recall the person or thing depicted. Just as it helps to remember one’s mother by looking at her photograph, so it helps to recall the example of the saints by looking at pictures of them. Catholics also use statues as teaching tools. In the early Church they were especially useful for the instruction of the illiterate. Many Protestants have pictures of Jesus and other Bible pictures in Sunday school for teaching children. Catholics also use statues to commemorate certain people and events, much as Protestant churches have three-dimensional nativity scenes at Christmas.

คาทอลิกใช้รูปปั้น  ภาพวาด และงานออกแบบศิลปะอื่นๆเพื่อเตือนให้ระลึกถึงบุคคลหรือสิ่งของที่วาดให้เห็น  เพียงมันช่วยให้ระลึกถึงมารดาของใครคนหนึ่งโดยมองที่ภาพถ่าย  ดังนั้น มันช่วยให้ระลึกถึงตัวอย่างของบรรดานักบุญ โดยการมองที่รูปภาพของพวกเขา   ชาวคาทอลิกด้วยใช้รูปปั้น(หรือหล่อหรือแกะสลัก) เป็นเครื่องมือสอน  ในศาสนจักรเริ่มแรก มันมีคุณประโยชน์เป็นพิเศษเพื่อการอบรมผู้ไม่รู้หนังสือ      ชาวโปรเตสตันท์จำนวนมากมีรูปภาพของพระเยซูและรูปพระคัมภีร์อื่นๆในโรงเรียนวันอาทิตย์เพื่อสอนเด็กๆ    คาทอลิกด้วย ใช้รูปปั้นเพื่อระลึกถึงคนบางคนและเหตุการณ์บางอย่าง  มากพอๆกับที่โบสถ์โปรเตสตันท์มีฉากพระคริสตสมภพสามมิติณ เทศกาลคริสตมาส

If one measured Protestants by the same rule, then by using these "graven" images, they would be practicing the "idolatry" of which they accuse Catholics. But there’s no idolatry going on in these situations. God forbids the worship of images as gods, but he doesn’t ban the making of images. If he had, religious movies, videos, photographs, paintings, and all similar things would be banned. But, as the case of the bronze serpent shows, God does not even forbid the ritual use of religious images.  It is when people begin to adore a statue as a god that the Lord becomes angry. Thus when people did start to worship the bronze serpent as a snake-god (whom they named "Nehushtan"), the righteous king Hezekiah had it destroyed (2 Kgs. 18:4).

ถ้าใครคนหนึ่งวัดโปรเตสตันท์โดยกฎเกณฑ์เดียวกัน  ถ้าอย่างนั้น โดยการใช้ภาพ “ ที่แกะสลัก “ เหล่านี้  ก็แปลว่าพวกเขากำลังปฏิบัติ “ การถือรูปเคารพ” ในสิ่งที่พวกเขากล่าวหาคาทอลิก   แต่ ไม่มีการถือรูปเคารพดำเนินไปในสถานการณ์เหล่านี้   พระเจ้าห้ามการสักการะรูปภาพประหนึ่งพระเจ้าต่างๆ  แต่ พระองค์มิได้ห้ามการสร้างรูปภาพเหล่านั้น  ถ้าพระองค์ห้าม  ภาพยนตร์  วีดิทัศน์   ภาพถ่าย  ภาพวาด และสิ่งคล้ายกัน ทางศาสนา ก็ควรถูกห้ามไปด้วย   แต่  ดังกรณีของงูสัมฤทธิ์แสดงให้เห็น  พระเจ้ามิได้ห้ามกระทั่งการใช้ทางพิธีกรรมของรูปภาพทางศาสนา   มันเป็นตอนที่ประชาชนเริ่มนมัสการรูปปั้นในฐานะพระ นั่นแหละที่พระเจ้าทรงพิโรธ  ดังนั้น  เมื่อประชาชนเริ่มสักการะงูสัมฤทธิ์ประหนึ่งพระงู (ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อ “ เนฮูสฐาน”)  กษัตริย์เฮเซเกียห์ผู้เที่ยงธรรมก็เลยนำมันมาทำลายทิ้ง ( 2 พกษ 18:4)

What About Bowing? มีอะไรเกี่ยวกับการคำนับ ?

       Sometimes anti-Catholics cite Deuteronomy 5:9, where God said concerning idols, "You shall not bow down to them." Since many Catholics sometimes bow or kneel in front of statues of Jesus and the saints, anti-Catholics confuse the legitimate veneration of a sacred image with the sin of idolatry. Though bowing can be used as a posture in worship, not all bowing is worship. In Japan, people show respect by bowing in greeting (the equivalent of the Western handshake). Similarly, a person can kneel before a king without worshipping him as a god. In the same way, a Catholic who may kneel in front of a statue while praying isn’t worshipping the statue or even praying to it, any more than the Protestant who kneels with a Bible in his hands when praying is worshipping the Bible or praying to it.

บางครั้ง พวกแอนตี้คาทอลิก อ้าง เฉลยธรรมบัญญัติ 5:9 ซึ่งในข้อความนั้น พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับรูปเคารพ  “ สูเจ้าอย่าก้มศีรษะให้รูปเท็จเทียมเหล่านั้น “   โดยที่คาทอลิกหลายคน บางครั้ง ก้มคำนับหรือคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นของพระเยซูและบรรดานักบุญ  พวกแอนตี้คาทอลิกรู้สึกสับสนในการให้ความเคารพที่ถูกต้องตามกฎศาสนา ต่อรูปภาพศักดิ์สิทธิ์ ด้วยบาปการนับถือรูปเคารพ   แม้การก้มคำนับสามารถใช้เป็นท่าแสดงสักการะ  มิใช่การก้มคำนับทุกครั้งเป็นการสักการะ   ในประเทศญี่ปุ่น  ประชาชนแสดงความเคารพนับถือโดยก้มลงในการทักทาย ( เทียบเท่าการจับมือกันของตะวันตก )    ทำนองเดียวกัน  ประชาชนคนหนึ่งสามารถคุกเข่าต่อหน้ากษัตริย์โดยไม่ต้องสักการะพระองค์เหมือนเป็นพระเจ้า  ในวิธีเดียวกัน  คาทอลิกคนหนึ่งซึ่งอาจคุกเข่าหน้ารูปปั้นขณะสวดภาวนา ก็มิได้สักการะรูปปั้นหรือแม้ถึงกับสวดถึง  มากกว่าคนโปรเตสตันท์ที่คุกเข่าโดยมีพระคัมภีร์ในมือเมื่ออธิษฐานภาวนา ก็กำลังสักการะพระคัมภีร์หรือสวดอธิษฐานถึงพระคัมภีร์นั้น.

 

12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ชาวคาทอลิกสักการะพระนางมารีหรือ? เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2014, 12:09:05 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                Do Catholics Worship Mary?  ชาวคาทอลิกสักการะพระนางมารีหรือ?

http://www.patheos.com/blogs/standingonmyhead/2012/04/do-catholics-worship-mary.html
ข้อมูล  Fr. Dwight Longenecker
April 12, 2012


                                                                [url][/url] 

      When you go into a Catholic Church and you see a big, splendid statue of Mary with flowers in front of it, a bank of candles lit before it and an old woman kneeling down, fervently praying her rosary it would seem to be what it looks like: the woman is worshipping a statue of Mary.
But if you ask the old woman if she is worshipping Mary she’d say, “Whataryatalkinabout?, I’m praying the rosary.”    So what is going on? First we have to define “worship”. From time immemorial worship was identified with a particular action: the action of sacrifice. Pagans worshipped their gods by making sacrifices to them. The Jews worshipped by making sacrifice to Jahweh.

เมื่อคุณเข้าไปภายในวัดคาทอลิก  และ คุณจะเห็นรูปปั้นยอดเยี่ยมขนาดใหญ่มีดอกไม้วางตรงหน้า  แถวเทียนจุดสว่างข้างหน้ารูป และหญิงชราคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆ  สวดสายประคำอย่างร้อนรน  มันดูเหมือนจะมองแล้วเหมือนกับ : ผู้หญิงคนนั้นกำลังสักการะรูปปั้นพระแม่มารี
แต่ ถ้าคุณถามหญิงชราว่าเธอกำลังสักการะพระนางมารีอยู่หรือ เธอคงจะตอบว่า “ คุณกำลังพูดเรื่องอะไร?  ฉันกำลังสวดภาวนาสายประคำ “  ดังนั้น กำลังเกิดอะไรอยู่ตอนนั้น?  ก่อนอื่น เราต้องจำกัดความคำว่า “ สักการะ”  เท่าที่จำได้ การสักการะแสดงถึงการกระทำพิเศษอย่างหนึ่ง : คือกิจกรรมการทำพลีบูชา  คนนอกศาสนาสักการะพระของพวกเขาโดยถวายเครื่องบูชาแก่พระเหล่านั้น  คนยิวสักการะโดยการบูชายัญต่อพระยาเวห์

The reason we moderns get confused about worship is that we’ve forgotten the principle of sacrifice so we don’t really know what worship is all about. This is understandable from Protestants because they got worried about the sacrifice thing 500 years ago and threw it out. What is most depressing is that most Catholics also don’t understand the “sacrifice is worship” idea either. They’ve been told the Mass is all about “the family of God gathering around the table of fellowship to increase their mutual self esteem and discuss peace and justice issues.”

เหตุผลที่เราคนสมัยใหม่ออกจะสับสนเกี่ยวกับการสักการะก็คือว่า เราลืมหลักการของการพลีบูชา ดังนั้นเราไม่ทราบจริงๆว่าการสักการะทั้งหมดคืออะไร  ข้อนี้สามารถเข้าใจได้จากกลุ่มโปรเตสตันท์ เพราะว่า พวกเขากังวลเกี่ยวกับเรื่องบูชายันต์มานาน 500 ปีแล้วและก็เลยทิ้งมันไป  อะไรที่ตกต่ำที่สุดก็คือว่าชาวคาทอลิกส่วนใหญ่เองด้วย ก็ไม่เข้าใจ ความคิดที่ว่า “ การบูชายันต์คือการสักการะ” ด้วย   พวกเขาได้รับคำบอกล่าวว่า มิสซาคือทั้งหมดที่เกี่ยวกับ “ ครอบครัวของพระเจ้าที่มาร่วมพิธีรอบๆโต๊ะของความเป็นเพื่อน เพื่อเพิ่มความนิยมนับถือซึ่งกันและกันเอง และอภิปรายเรื่องของสันติภาพและความยุติธรรม

Because of this nonsense the majority of American Catholics don’t have a clue what the sacrifice business is all about, and therefore they don’t know what worship is supposed to be about either. Like the neo-Prots that they are they have come to think that worship is all about hearing a sermon, singing some songs and praying.

เพราะเรื่องไร้สาระนี้ คาทอลิกอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีร่องรอยว่าธุรกิจการบูชายันต์ทั้งหมดคืออะไร  และดังนั้น พวกเขาไม่ทราบว่าการสักการะคือทำเกี่ยวกับอะไร  เหมือนโปรเตสตันท์รุ่นใหม่ ที่พวกเขาเกิดมาคิดว่า การสักการะคือทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับการเทศน์  การร้องเพลงบางเพลงและสวดอธิษฐานบางบท

       Now we’re getting down to the reason why Protestants think Catholics worship Mary. They think worship and prayer are the same thing. Therefore, if you are praying to Mary you must be worshipping Mary.
Well, the Catholic faith has been around for a long time, and believe it or not, these questions have been asked before, and the Catholics have the answer. It goes like this: there are three categories of respect due in the realm of worship. They go by specific names: Latria, Dulia and Hyperdulia. Latria is worship. It is the worship that is due only to God. This worship consists of offering God our lives, our souls, our minds and our bodies as a living sacrifice (Romans. 12. 1-2) We do this pre-eminently through the sacrifice of the Mass.

ขณะปัจจุบันนี้ เรากำลังมาถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมโปรเตสตันท์คิว่าคาทอลิกสักการะพระนางมารี  พวกเขาคิดว่า การสักการะและการภาวนาเป็นสิ่งเดียวกัน  ดังนั้น  ถ้าคุณสวดถึงแม่พระมารีคุณต้องกำลังสักการะพระนางแน่  ดีละ  ความเชื่อคาทอลิกเกิดมานานแล้ว และเชื่อหรือไม่  คำถามเหล่านี้มีการถามกันมาก่อนแล้ว  และชาวคาทอลิกก็มีคำตอบ  มันเป็นดังนี้ :   มีสามลักษณะของการแสดงความนับถือที่ปฏิบัติเรื่องการสักการะ  ลักษณะดังกล่าวมีชื่อพิเศษจำเพาะ คือ Latria, Dulia และ Hyperdulia    Latria คือการสักการะ  มันเป็นการสักการะที่มอบแด่พระเป็นเจ้าเท่านั้น  การสักการะนี้ประกอบด้วยการมอบชีวิตของเรา  วิญญาณของเรา  จิตใจของเราและร่างกายของเราเป็นดังเครื่องบูชายันต์มีชีวิตแด่พระเป็นเจ้า ( โรมัน 12. 1-2)  เราทำสิ่งนี้ก่อนสิ่งใดหมดอาศัยการบูชายันต์ของพิธีมิสซา

Dulia is not worship. It is honor. We honor anyone who is eminent and accomplished. We honor them for their brains, their discipline, their wit, their achievement. We honor our parents and grandparents because we owe them that. We honor our loved ones. Part of this honor is that we ask them for things. We come to them with our needs. We look up to them. We respect them. They are our role models and mentors. We have a relationship to them of subservient honor. They are awesome to us. Dulia is also what we give to the saints and angels. We give them the honor that is due to them. As part of this we have a relationship with them. We ask them for things. This is called “praying to the saints.”

Dulia มิใช่การสักการะ แต่เป็นการให้เกียรติ  เราให้เกียรติคนๆหนึ่งซึ่งได้รับความสำเร็จยอดเยี่ยม  เราให้เกียรติพวกเขาสำหรับมันสมองของพวกเขา  ระเบียบวินัยของพวกเขา  ไหวพริบหลักแหลมของพวกเขา  ความสำเร็จของพวกเขา   เราให้เกียรติบิดามารดาและปู่ย่าตายายของเรา เพราะว่าเราเป็นหนี้พวกเขา  เราให้เกียรติคนที่รักของพวกเรา   ส่วนของการให้เกียรตินี้คือว่าเราขอร้องพวกเขาสำหรับบางอย่าง  เรามาหาพวกเขาพร้อมกับความต้องการของเรา  เรายำเกรงพวกเขา  เรานับถือพวกเขา  พวกเขาเป็นแบบอย่างและพี่เลี้ยงของเรา   เรามีความสัมพันธ์กับพวกเขาที่มีเกียรติเป็นประโยชน์แก่เรา  พวกเขาเป็นผู้เหบือขนาดสำหรับพวกเรา  Dulia ยังเป็นอะไรที่เรามอบให้บรรดานักบุญและบรรดาทูตสวรรค์  เรามอบความเคารพนับถือที่ควรจะเป็นของพวกเขา  ในฐานะส่วนหนึ่งของสิ่งนี้ เรามีความสัมพันธ์กับพวกเขา  เราขอร้องพวกเขาเพื่ออะไรบางอย่าง  ข้อนี้เรียกว่า “ การสวดภาวนาถึงบรรดานักบุญ “

       Hyperdulia is the honor we give to the Virgin Mary. We give her the highest honor because she is unique amongst all God’s creation. She is higher than the cherubim and seraphim. She is the only created being who was honored by God so greatly that his son took his flesh from her. She has totally unique place of honor in heaven and therefore also amongst all of God’s people on earth. The honor we give her, therefore, and the dulia we give her is higher than any other being. But it is not latria. We’re clear about that. We do not worship  Mary. The sign of this is that we do not make sacrifice to her. You don’t find any Catholic priest offering a Mass to Mary. No. The sacrifice of the Mass is offered to God the Almighty Father.

Hyperdulia คือการให้เกียรติที่เรามอบแด่พรหมจารีมารี  เรามอบแก่พระนางด้วยการให้เกียรติสูงสุด เพราะว่าพระนางเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางสิ่งสร้างของพระเจ้าทั้งสิ้น  พระนางสูงกว่าเทวดาเครูบิมและเซราฟิม  พระนางเป็นสิ่งสร้างเพียงอย่างเดียวที่ได้รับการให้เกียรติโดยพระเจ้าอย่างยิ่งใหญ่เพียงที่ว่าพระบุตรของพระองค์รับเอาเนื้อหนังจากพระนาง  พระนางมีสถานที่หนึ่งเดียวที่เป็นเกียรติในสวรรค์ และดังนั้นในท่ามกลางมวลมนุษย์ของพระเจ้าบนโลก   ดังนั้น เกียรติยศที่เรามอบแก่พระนางและ dulia ที่ที่เรามอบแก่พระนางสูงกว่าสรรพสิ่งอื่นๆ  แต่มิใช่ Latria  เราจะต้องชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนั้น  เรามิได้สักการะพระนางมารี   เครื่องหมายนี้คือว่าเรามิได้ถวายบูชายันต์แก่พระนาง   คุณจะไม่พบพระสงฆ์คาทอลิกองค์ใดถวายมิสซาแก่พระนางมารี  ไม่เลย  เครื่องบูชายันต์ของมิสซาได้รับการเสนอต่อพระเป็นเจ้าพระบิดาสูงสุดเท่านั้น.

This also should be understood clearly: the dulia and hyperdulia which we give to Mary and the saints is ultimately honor given to God. We honor the saints (including the Blessed Mother) not for who they are, but for who God made them to be. We honor in them the completed work of grace. We honor in them their faithful obedience, which itself is a gift from God. The Blessed Virgin says, “the Almighty has done great things for me!” We honor Mary and the saints because we are struck with delight and awe at the wonderful things God has done for them. As the moon reflects the sun, so the Virgin and saints reflect the light of Christ. Without him they are nothing. With him they have become divinized–sons and daughters of the Almighty Father.

ข้อนี้ด้วยควรจะเข้าใจอย่างชัดเจนว่า  dulia และ hyperdulia ซึ่งเรามอบแก่พระนางมารีและบรรดานักบุญทั้งหลายเป็นการให้เกียรติท้ายสุดถึงพระเจ้า   เราให้เกียรติบรรดานักบุญ (รวมทั้งพระนางมารี) มิใช่สำหรับที่ว่าพวกเขาเป็นใคร  แต่ สำหรับใครเล่าที่พระองค์ทำพวกเขาให้เป็นเช่นนั้น   เราให้เกียรติพวกเขาด้วยงานของพระหรรษทานครบครัน  เราให้เกียรติความนบนอบเชื่อฟังอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งตัวมันเองคือของประทานจากพระเจ้า   พระนางพรหมจารีกล่าวว่า “ พระผู้สูงสุดได้ทำสิ่งใหญ่หลวงสำหรับข้าพเจ้า!”  เราให้เกียรติพระนางมารีและบรรดานักบุญ เพราะว่าเราประสพกับความยินดีและความเกรงขามในสิ่งน่าพิศวงที่พระเจ้าปฏิบัติต่อพวกเขา  เหมือนดังที่พระจันทร์สะท้อนดวงอาทิตย์  ดังนั้น  พระนางพรหมจารีและบรรดานักบุญสะท้อนแสงแห่งพระคริสตเจ้า   ปราศจากพระองค์ก็จะไม่มีอะไรเลย   เมื่อมีพระองค์พวกเขาได้กลับกลายเป็นบุตรและธิดาสวรรค์ของพระบิดาทรงฤทธิ์

Finally, we insist that it is proper devotion to the Blessed Virgin Mary which corrects all the other errors. Do you think it is a co incidence that as neo-Protestantism has grown in the Catholic Church that Marian devotion has been marginalized, limited sometimes even banned or prohibited? When Marian devotion plays its proper part in the life of the Church we also start to realize what real worship is, and how important the sacrifice of the Mass is to everything else. This is why, despite misunderstandings we come back time and again to thank God for Mary and to honor her as the greatest of all created beings.

ที่สุด  เรายืนยันว่า เป็นความศรัทธาเฉพาะต่อพระนางพรหมจารีมารี ซึ่งแก้ไขความผิดหลงอื่นๆทั้งหมด   คุณคิดหรือว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญที่ เช่นกลุ่มโปรเตสตันท์ใหม่ได้ปลูกฝังในศาสนจักรคาทอลิกว่า ความศรัทธาต่อแม่พระมารีได้รับการวางขอบเขต  บางครั้งจำกัดและบางครั้งถึงกับถูกแบนหรือถูกห้าม ?   เมื่อความศรัทธาต่อพระนางมารีเล่นบทบาทเฉพาะในชีวิตของพระศาสนจักร เราด้วยเริ่มคิดออกแล้วว่าการสักการะที่แท้จริงคืออะไร  และการยัญบูชาของมิสซานั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างอีกด้วย  นี่คือทำไม  โดยไม่คำนึงถึงความเข้าใจผิด เรากลับมาอีกครั้งเพื่อขอบคุณพระเป็นเจ้าสำหรับพระนางมารีและให้เกียติพระนางในฐานะเป็นสัตว์สร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์สร้างทั้งมวล

                                                                                       Alan  Petervich


  
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: เป็นคาทอลิก แต่ผมไม่เคารพรูปปั้น ผมเป็นคนนอกรีตหรือไม่ เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2014, 11:05:50 AM
 ยิ้ม
                                                         เรื่องของคาทอลิก ไปสัมพันธ์กับเรื่องคริสเตียนพอดี - อ่านดูหน่อยดีไหม ?

Pantip.com
Update 18 กรกฎาคม 2014

       กำลังพูดถึงเรื่องการไหว้รูปปั้นของคาทอลิกเป็นการนับถือรูปเคารพหรือไม่  บางคนทำไม่ลง  ไม่เคารพรูปปั้นได้ไหม  ก็เข้าล๊อกคนอยากรู้เรื่องใจจะขาดพอดี เนื่องจากเกิดมีคนที่สงสัยเรื่องของคริสเตียน  เรามาอ่านข้อมูลของเขาดูและทำความเข้าใจก่อนดีไหม  แล้วค่อยไปคุยเรื่องเคารพรูปปั้นต่อไปนะ - ครับ  ดังนี้ :

       ( จากโพสต์ Pantip )  :  ขอถามตรงๆแรงๆหลายๆอย่างเกี่ยวกับคริสเตียนนะครับ...

ผมเป็นคนหนึ่งที่ออกจะมีข้อกังขาอัดอั้นตันใจมานานกับศาสนาที่เรียกว่าคริสเตียนนี้ครับ บอกไว้ก่อนเลยว่าผมจะขอถามตรงๆแรงๆซึ่งจะไม่ถูกใจหลายๆคนเป็นแน่....แต่ก่อนที่จะด่าผมอยากขอความกรุณาช่วยชี้แจงคำถามที่ผมอยากจะรู้ก่อน และช่วยเปิดใจสักนิดนึง กระทง

เรื่องของเรื่องก็คือผมมีแฟนนับถือคริสเตียนนี่แหละซึ่งเธอก็เพิ่งจะมาเปลี่ยนศาสนาเอาเมื่อปีที่แล้วนี่เองจากการชักชวนของแฟนเก่า ผมเองก็ได้เคยไปร่วมกิจกรรมของกลุ่มคริสเตียนมา2ครั้งจากการชวนของแฟน....ซึ่งทางกลุ่มไม่เกิน20คนเค้าจะขอเช่าห้องเล็กๆของสถาบันราชภัชแถวๆรัชดาในการทำกิจกรรมทุกวันอาทิตย์ ผมไปได้2ทีก็ไม่อยากไปอีกแล้วครับเพราะโดยนัยแล้วรู้สึกถึงการต่อต้านศาสนาอื่นๆนอกจากคริสเตียนแรงจริงๆ ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะอยู่โดนดูถูกอย่างอ้อมๆแบบนั้น

ขอถามอย่างแรกเลยนะครับ....ทำไมคริสเตียนถึงได้กล้าสอนคนในศาสนาว่าการไหว้พระเป็นเรื่องเหลวไหล? หรือแม้แต่การที่นับถือสิ่งอื่นนอกจากพระเจ้าคืองมงาย? เรื่องนี้ผมไม่ได้ยินกับตัวเองนะครับแต่ผมดูจากแฟนตัวเองเนี่ยแฟนผมนี่เธอเป็นถึงขนาดว่าจะไม่ยอมให้มีพระพุทธรูปอยู่ในบ้านเลย เธอจะไม่ยอมไปร่วมงานบวชถ้าหากผมจะเป็นพระ เธอจะรู้สึกไม่สบายใจถ้าหากต้องอยู่ในวัดของคนพุทธ เธอเคยเล่าว่ากลุ่มศาสนาของเธอเคยเอาเรื่องที่มีคนทุบพระพรหมมาพูดถึง....และที่น่าตกใจก็คือไม่มีใครมองว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเพราะเค้าถือว่ามันเป็นแค่รูปปั้นธรรมดาๆ คนไทยไปมัวแต่บูชาอยู่ได้คนที่เปลี่ยนมานับถือคริสเตียนถึงขนาดทุบพระในบ้านตัวเองเพื่อแสดงออกถึงการเคารพพระเจ้า!!?!! แฟนผมบอกว่าทางกลุ่มคริสเตียนไม่ได้มีการตรงๆว่าการนับถือสิ่งอื่นนอกจากพระเจ้าเป็นเรื่องเหลวไหลแต่คำเทศนาทุกอาทิตย์ๆของผู้นำนี่แหละจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงคนฟังไปเอง.........และแฟนผมก็พูดถึงบ่อยมากว่าระหว่างกิจกรรมผู้นำชอบพูดถึงข้อเสียของศาสนาอื่นบ่อยๆเพื่อให้พระเจ้าดูศักสิทธฺมากที่สุด เช่นว่าคนไทยชอบทำบุญเอาหน้าต้องมีสลักชื่อหลังบริจาค หรือข่าวที่พระไทยชอบมั่วสีกา.......ผมยอมรับว่าแต่ละศาสนามีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้นคริสเตียนเองก็มีการผิดประเวณีเหมือนศาสนีอื่นเหมือนกัน แต่ทำไมต้องเอาแต่ข้อเสียของศาสนาอื่นมาทำลายความน่าเชื่อถือด้วย?

ชาวคริสเตียนไม่คิดบ้างเหรอครับว่าการพยายามสื่อสารในแนวนี้มันสามารถสร้างความแตกแยกในสังคมได้? ทำไมไม่คิดบ้างครับว่าทุกศาสนามีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นของตัวเองทั้งนั้น ของไทยก็คือพระ ของอิสลามก็อัลเลาะห์หรือไม่ก็เทพเจ้าองค์ต่างๆตามหนังสือของเค้า.....หรือแม้แต่คริสเตียนเองก็มีพระเจ้าเป็นแกนหลักของความศรัทธา แต่ทำไมคริสเตียนถึงกล้าบอกครับว่าพระเจ้าของตัวเองเป็นสิ่งสูงสุดในโลกนี้แล้ว? เอาเถอะผมรู้ว่าศาสนาแต่ละศาสนาย่อมมีการเชิดชูสิ่งนับถือของตัวเองสูงสุดอยู่แล้ว แต่!!!!! คริสเตียนคิดออกมาได้ยังไงถึงได้มาบอกว่าการไหว้พระพุทธรูปเป็นเรื่องตลก? มีการสอนเป็นโดยนัยว่าการที่นับถืออย่างอื่นที่ไม่ใช้พระเจ้าตายไปคุณก็จะต้องตกนรก....อย่างที่บอกแล้วว่าแต่ละศาสนามีสิ่งที่บูชาสูงสุดอยู่ซึ่งไม่ควรจะกล่าวร้ายสิ่งเคารพของผู้อื่น  ขนาดภาพยนต์เรื่องวินซี่โค้ดออกมาคริสเตียนก็ร้อนเป็นเป็นไฟแก้ต่างให้ตัวเองเป็นพัลวันซึ่งก็แปลว่าพวกคุณมีความรักในศาสนาของตัวเอง แต่ทำไมไม่คิดบ้างล่ะครับว่าคนอื่นเค้าก็มีความรักในศาสนาของตัวเองเหมือนกัน? ผมเห็นเสมอแหละที่คนในคริสเตียนพยายามจะชักจูงให้คนอื่นมาเชื่อในพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันที่คริสเตียนมีการสอนให้ลบหลู่สิ่งเคารพของศาสนาอื่นแบบนี้มันก็แปลว่าคริสเตียนพยายามจะล้มล้างสถาบันศาสนาอื่นๆในสังคมงั้นสินะครับ?.......

ผมไม่อยากจะพูดเลยว่าพุทธศาสนาน่ะอยู่คู่กับคนไทยมาเป็นร้อยๆๆๆปีถึงขนาดเป็นศาสนาประจำชาติไปแล้ว และคริสเตียนก็มาตั้งรกรากทีหลังเป็นร้อยๆๆๆปี.....แต่คริสเตียนทำไมมาพยายามลบล้างศาสนาประจำชาติครับ? อย่างน้อยๆๆๆๆเลยพระมหากษัตริย์เองก็มีการเคารพบูชาศาสนาพุทธเป็นกิจวัตรของชีวิต แล้วคริสเตียนจะบอกว่าแม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์งมงายที่ไหว้พระงั้นหรือ?  ผมรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนการพยายามสร้างความแตกแยกในสังคมขึ้นมาเลยที่เล่นเอาสถาบันศาสนาของคนอื่นมาพูดถึงแบบนี้

ข้อสองที่จะถามผมจะไม่พูดถึงเนื้อหาคำสอนของคริสเตียนที่ว่าใคที่ไม่นับถือพระเจ้าต้องตกนรกทุกคน ผมถือว่านั่นดป็นสิทธิที่คริสเตียนจะสอนคนในแบบนั้น แต่อีกจุดที่ตะขิดตะขวงใจผมมากก็คือแม้แต่ศาสนาพี่น้องที่นับถือพระเจ้าเหมือนกันคริสเตียนยังมีการแสดงอาการรังเกียจอย่างเด่นชัดเลย ทำไปเพื่ออะไรครับ?!!!? เรื่องนี้ผมได้ยินมากับหูของตัวเองตอนที่ทดลองไปร่วมกิจกรรมตามคำชวนของแฟน แฟนผมบอกว่ากลุ่มที่นับถือพระเจ้าเนี่ยจะมีการแบ่งแยกเป้น2อย่างก็คือ"คริส"ที่เป้นการผสมผสานระหว่างพุทธกับคริสเตียนดั้งเดิมที่คนในศาสนาสามารถไหว้พระได้ บถืออย่างอื่นนอกจากพระเจ้าได้ และ"คริสเตียน"ที่นับถือพระเจ้าอย่างเดียวและต้องทำตามคำสอนเป๊ะๆๆๆ  ซึ่งที่ผมได้ยินมาจากผู้นำในการเทศเค้าพูดออกมาจากปากตัวเองเลยว่า"คริส"ก็เป็นเหมือนพวกนอกรีต!!?! ที่ไม่ยอมปฎิบัติตามพระคัมภีร์อย่างเคร่งครัด เค้ามีการพูดทำนองดูหมิ่นคริสว่าแหลาะแหละไม่จริงจังกับคำสอนยอมไปนับถืออย่างอื่นนอกจากพระเจ้า......

ผมอยากจะถามคริสเตียนเหลือเกินครับว่าทำไมต้องมีการรังเกียจกันเองแม้กระทั่งในหมู่ผู้นับถือพระเจ้าด้วยกัน? แค่การใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกันนี่มันถึงขนาดให้ต้องรังเกียจกันเลยเหรอครับ? อันนี้ผมถามในแง่ของคนต่างศาสนาและคริสนะครับ ความแบ่งแยกนี้มันมีประโยชน์อะไร? ผมรู้มาว่าคริสเตียนเมื่อก่อนก็ถึงขนาดรบราฆ่าฟันเป็นสงครามกวาดล้างกับคนอื่นมาก่อนเพียงเพราะว่าเรื่องศาสนาเท่านั้นเอง.....คริสเตียนต้องการให้มีการขัดแย้งถึงขนาดนองเลือดแบบนั้นอีกหรือครับ?

ส่วนตัวแล้วผมมองว่าคริสเองต่างหากที่สมเหตุสมผลมากที่สุดเพราะมีการปรับเปลี่ยนคำสอนและการใช้ขีวิตของคนในศาสนาให้เข้ากับโลกปัจจุบัน อย่างน้อยศาสนาพุทธก็อยู่ในประเทศไทยมาก่อนมันควรจะให้เกียรติกันบ้างปรับตัวให้เข้ากับศาสนาหลักในประเทศกันบ้าง ไม่ช่จะมาล้มล้างแบบนี้ ไม่มีใครเห็นแก่ตัวห้ามเผยแพร่ศาสนาในประเทศไทยหรอกครับ คริสเองก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนไทยแม้แต่คริสเตียนตอนเริ่มแรกเองก็ด้วย....แต่พอคริสเตียนเริ่มมีหลักมีฐานในประเทศไทยแล้วคริสเตียนกลับจะสั่งสอนให้ลบหลู่พระพุทธรูปประจำชาติของคนไทยงั้นหรือ??? มันจะเข้าข่ายเข้าข่ายทรยศเกินไปไหม?

ผมกับแฟนมีปัญหาค่อนข้างใหญ่ที่ว่าคริสเตียนต่อต้านการอยู่ร่วมกับคนนอกนี่แหละครับ.....ผมฟังจากแฟนก็พอจับใจความได้ว่าคริสเตียนสั่งสอนคนให้จับคู่กันเองภายในศาสนา หรือถ้าไม่ก็ต้องเปลี่ยนให้คนต่างศาสนานั้นมาเป็นคริสเตียนให้ได้...แฟนบอกว่าถ้าผมไม่เป็นคริสเตียนเหมือนเธอทางผู้นำจะไม่ยอมทำพิธีการแต่งงานให้ ต้องไปให้ที่อื่นเค้าทำให้พิธีแทน....มันสมควรแล้วเหรอครับถึงขนาดต้องบังคับคนในให้ตะเกียกตะกายต้องจับคู่กันเอง? ผมยอมรับว่าหลายๆศาสนาในโลกนี้มีอยู่เนยอะที่มีหลักเกณท์คล้ายๆแบบนี้ แต่ยังไม่เคยเห็นศาสนาไหนสั่งสอนให้ดูถูกสิ่งเคารพของคนอื่นควบคู่ไปด้วย...ตกลงแล้วศาสนามันคือการบังคับควบคุมชีวิตของคนอื่นหรือครับ? คริสเตียนต้องการแต่จะให้คนอื่นมาเข้าร่วมเยอะๆแต่ไม่ยอมให้คในของตัวเองไปสนใจสิ่งเคารพอย่างอื่น....มันไม่เห็นแก่ตัวไปเหรอครับ? เมื่อวานผมก็ตั้งกระทู้ถามถามเกี่ยวกับวิฒนาการของคนกับลิงก็มีคนตอบมาว่าคริสเตียนสมัยก่อนมีการลงโทษนักวิทยาศาสตร์หรือคนที่ไม่เชื่อในคำพูดที่ว่าโลกแบน.....ผมมองว่านี่เป็นการปิดกั้นความรู้อย่างรายกาจเลย แล้วนี่มันผ่านมากี่ร้อยปีแล้วคริสเตียนก็ยังจะต้องการปิดกั้นให้คนในจมอยู่แต่ในพระคัมภีร์งั้นหรือ? "คริสเตียน"กลัวว่าคนอื่นจะรู้มากกว่าตัวเองหรือเปล่าถึงได้ออกอาการรังเกียจ"คริส"....กลุ่มที่เค้านับถือพระเจ้าเหมือนกันแต่เค้ายอมปรับตัวให้เข้ากับโลกปัจจุบัน

เรื่องของศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนผมเองก็รู้แล้วล่ะว่าจะต้องโดนด่าที่มาถามตรงๆแบบนี้ แต่ผมบอกได้เลยว่าถ้าคนจำนวนมากในประเทศไทยรู้ว่ามีการสั่งสอนให้มีการลบหลู่ศาสนาอื่นๆ...หรือแม้แต่พระพุทธรูปที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศไทยกราบไหว้กันเนี่ยจะไม่มีใครยอมแน่ๆครับ ขนาดคนบ้าที่ทุบพระพรหมยังโดนสหบาทาจมเลือดตายมาแล้ว....แล้วคริสเตียนที่ทุบพระเหมือนทุบอิฐเนี่ยไม่มีทางประนีประนอมกันง่ายๆแน่ ผมไม่รู้ว่าคริสเตียนที่แฟนผมสังกัดอยู่กับคริสเตียนสากลจะสอนแบบนี้เหมือนกันไหม....แต่ผมมองว่าถ้าคริสเตียนสั่งสอนให้ลบหลู่คนอื่นแบบนี้ความขัดแย้งทางศาสนามันปะทุได้ทุกเมื่อ ผมไม่ต้องการให้คนไทยทะเลาะกันเองอีก อยากจะให้คริสเตียนที่อ่านกระทู้นี้ช่วยเก็บความเห็นของผมไปคิดเสียหน่อยก่อนที่คุณจะสร้างความบาดหมางกับคนรอบข้างโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมเองก็ไม่ได้เป็นคนที่จริงจังกับศาสนามากมายอะไรนัก เจอพระก็ไหว้างไม่ไหว้บ้าง....แต่กับเรื่องที่เอาความศรัทธาของคนอื่นมาลบหลู่เนี่ย มันเกินทนครับ 

ป.ล. คนไทยไหว้พระ...ไหว้พระพุทธรูปสืบเนื่องมาเป็นร้อยๆปีเพราะศรัทธาที่ความดีในตัวของบุคคล...ในความดีของศาสนาไม่ใช่เพราะความงมงาย........

จากคุณ : องครักษ์พิทักษ์อุลตร้าหมี  - [ 9 พ.ย. 49 20:09:30 ]

          Petervich :  อ่านดูแล้วได้ความสรุปย่อๆว่า  ศาสนาไหนก็ถือเคร่งกันทั้งนั้น  แต่ในวัตรปฏิบัติบางอย่างยังไม่มีกฎเกณฑ์ปฏิบัติแน่นอน  จึงเกิดการกระทำที่ดูแล้วรับไม่ได้  ไม่ใช่คริสเตียนหรือคริสตัง - คาทอลิก หรือ พุทธเท่านั้น  ศาสนาอื่นก็มีเรี่ยราดวุ่นวายในเรื่องการกราบไหวรูปปั้นรูปเคารพ  คนที่ความรู้และความเชื่อไม่แข็งก็ตีความเอาเองว่า  นั่นมันผิดเพราะไปกราบไหว้บูชารูปปั้น ซึ่งถือว่าเป็นรูปเคารพ   ควรจะพิจารณาใหม่เถอะพ่อคุณแม่คุณ  ถามจริงเลยว่า  เราอ่านใจมนุษย์ออกหรือ  เก่งขนาดนั้นหรือ  เพราะฉนั้น กรุณาพิจารณาให้รอบคอบ  ศึกษาหาความรู้ให้ลึกซึ้งชัดเจน  คงจะเข้าใจการกระทำของคน ที่กำลังไหว้โน่นไหว้นี่  ว่า  ในใจเขานั้นเขาตั้งใจทำอะไร   เราก็จะสบายใจ  จริงไหมครับท่านที่เคารพรัก !

          ประเดี๋ยวกลับมาคุยเรื่องของเราจะดีกว่าไหม ?   
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Women bishops? สังฆราชสตรี ? เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2014, 12:17:22 AM
 ยิ้ม
                                                                               Women bishops? สังฆราชสตรี ?
                                                           How American Episcopalians view Church of England vote. 
                                                          กลุ่มเอปิสโกแปเลียนอเมริกันมองการออกเสียงของอังกฤษอย่างไร

 ข้อมูลโดย  Harry Bruinius, Staff writer
 JULY 15, 2014

       ศาสนจักรอังกฤษ – Church of England – ออกเสียงลงคะแนนเมื่อวันจันทร์อนุญาตให้มีสังฆราชสตรี และกลุ่มเอปิสโกแปเลียนอเมริกันรู้สึกเหมือนผู้บุกป่าฝ่าดงไปก่อน  ในปี 1989  สังฆมณฑลแมสสาจูเซทเป็นแห่งแรกในประวัติศาสตร์ของชุมชนแองกลิแกนโลกกว้าง ที่บวชสังฆราชสตรี

       เมื่อ Church of England ลงคะแนนเสียงเมื่อวันจันทร์อนุญาตให้สตรีได้รับการบวชเป็นสังฆราชได้นั้น  มันได้ทำลาย “ เพดานกระจกสี “ อีกแถบหนึ่งแล้ว  จำนวนนิกายโปรเตสตันท์หลายคณะ เป็นต้นในสหรัฐอเมริกา  ได้กำลังบวชสตรีมานานกว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว  แต่การออกเสียงวันจันทร์ได้ก่อให้เกิดความหมายพิเศษ  เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ศาสนจักรและสถานที่คือคริสตศาสนา  อันที่จริง  Church of England ที่ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ถือกันส่วนใหญ่ว่าเป็นศาสนจักรแม่สำหรับชุมชนแองกลิกันทั่วโลกที่มีสมาชิก 80 ล้านคน ที่รวมเอปิสโกแปเลียนอเมริกันอีก 2.1 ล้านคนนั้น  เป็นหนึ่งของประเพณีคริสตชนที่จารีตนิยมที่สุดและเก่าแก่ที่สุด ที่แตกแยกออกมาเป็นทางการจากความต้องการที่ยึดถือกันมายาวนานของคณะสงฆ์ที่เป็นชายทั้งหมด

       มหาสมณสตรี June Osborne คณบดีมหาวิหาร Salisbury ในอังกฤษตอนใต้  กล่าวหลังการออกเสียงลงคะแนนว่า  “ อาตมาภาพไม่คิดว่าท่านสามารถพูดเกินความจริงว่า Church of England อนุญาตสตรีรับบทบาทของสังฆราชกำลังจะเปลี่ยนศาสนจักร  อาตมาภาพคิดว่ามันกำลังจะเปลี่ยนแปลงสังคมของเราได้อย่างดี  เพราะว่า มันเป็นอีกหนึ่งก้าวในการรับว่าสตรีนั้นจริงๆแล้วและเป็นความจริงคือเสมอภาคในอำนาจบริหารทางจิตใจ  เช่นเดียวกับในการเป็นผู้นำในสังคม “

       เหมือนคู่พี่น้องทางพิธีกรรมในประเพณีโรมันคราทอลิกและออร์ทอด๊อกตะวันออก – ซึ่งรวมเข้าด้วยกันจะมีจำนวนประมาณ 1.5 พันล้านของคริสตชนโลก 2.2 พันล้าน – โดยทั่วไป แองกลิกันยึดติดกับพิธีการและพิพ๊ะกรรมคริสตชน ที่ถอยหลังกลับไปอย่างน้อย 1,500 ปี  ถ้าไม่นานกว่า ผู้คงแก่เรียนกกกล่าว   และแต่ละประเพณีเชื่อในคำสอนของ “ การสืบต่อทางอัครสาวก “  นักประวัติศาสตร์อ้างว่า  กระบวนการบวชเรียนทั้งหมดเพื่อเข้าสู่งานบริหารคริสตชน เดินตามพิธีกรรมที่ไม่ขาดสายของการวางมือ  ถอยหลังกลับไปถึงยุคอัครสาวก

       สำหรับคาทอลิกและออร์ทอด๊อก  การบวชสตรียังคงห้ามอย่างเคร่งครัดเพราะเหตุผลนี้  พระคริสต์วางมือบนอัครสาวกชายของพระองค์  ซึ่งกลับกันก็วางมือบนคนรุ่นต่อๆไปที่เป็นคณะสงฆ์ชายที่ได้รับการบวช  และทำดังนี้ค่อมาจนถึงปัจจุบันนี้  ความต่อเนื่องของประเพณีนี้ปรากฏให้เห็นชัดเฉียบขาด และความต้องการคณะนักบวชชายล้วน ได้รับการพิจารณาแล้วว่าเป็นคำสอนที่ไม่ผิดหลงแต่ประการใด

       อย่างไรก็ดี ในศตวรรษที่ 20  สังฆราชแองกลิกันท้องถิ่นหลายแห่งเริ่มบวชสตรีเป็นบาทหลวง  เป็นการก่อให้เกิดความเกรียวกราวขึ้น   สังฆฒณฑลแองกลิกันฮ่องกงและมาเก๊าได้หารือตั้งสภาวะศักดิ์สิทธิ์แก่สตรีในปี 1944 และ 1971   และบรรดาสังฆราชเอปิสโกปัลอเมริกันได้บวชสตรี 11 คนไปสู่คณะบาทหลวงในปี 1974  ในสังฆมณฑลเอปิสโกปัลแมสสาจูเซ็ทในปี 1989  Barbara Harris ได้กลายเป็นสังฆราชสตรีคนแรกที่ได้รับการบวชในประวัติศาสตร์ของชุมชนแองกลิกันในโลกกว้าง

       “ ฉันคิดว่าการบวชสตรีในศาสนจักรเอปิสโกปัลจริงๆแล้วเป็นของขวัญ  ฉันอยากพูดเช่นนั้น  ว่า ศาสนจักรแองกลิกันได้มอบให้กับคริสตชนในโลกกว้าง “ ผู้กล่าวคือ Jennifer Huges ศาสตราจารย์วิชาประวัติศาสตร์ที่ University of California , Riverside  และเป็นบาทหลวงเอปิสโกปัลสตรีที่ได้รับการบวชมาแล้ว.” เป็นพิเศษคือ ตั้งแต่ประเพณีของพวกเขาหยุดลงในประเพณีศีลศักดิ์สิทธิ์และพิธีสักการะ”  Church of England ด้วย  ได้เริ่มบวชสตรีไปสู่สังฆภาพสงฆ์ในปี 1992 และ ผู้สังเกตุการณ์กล่าวว่าสังฆราชสตรีองค์แรกสามารถได้รับเลือกในปลายปี   แต่ มันไม่ง่ายเกี่ยวกับการบวช  ผู้สังเกตการณ์ศาสนจักรจำนวนมากกล่าวเช่นนั้น   แต่ยังบอกเกี่ยวกับสิ่งที่สตรีนำอะไรมาสู่การบริหารพิธีกรรมคริสตชนด้วย

      มันสำคัญยิ่งที่จะเน้นเช่นที่สตรีรุ่นใหม่แสวงหาการบวช... ว่า จารีตพิธีบวชสตรีสามารถ  และควรจะ  ทำ มากกว่าให้อำนาจสตรีมาบริการอาชีพที่ควบคุมโดยบุรุษทั้งหมด “  ผู้กล่าวคือ บาทหลวงสตรี Jill Crainshaw ศาสตราจารย์เทววิทยาการสักการะและพิธีกรรมที่ Divinity School ที่ Wake Forest University ใน Winston-Salem, N.C. ในอีเมล์แห่งหนึ่ง   “ นักบวชสตรีท้าทายชุมชนความเชื่อให้พิจารณาใหม่ ซึ่งคุณค่าแกนกลางดังเช่นพวกเขาแปลพระคัมภีร์อย่างไร และดำเนินเรื่องการบริหารหน้าที่อย่างไร “

       ศาสตราจารย์ฮิวส์ ซึ่ง Ms. Harris ต้อนรับเข้าสู่ศาสนจักรเอปีสโกปัลเมื่อเธอได้กลับใจมาประมาณทศวรรษก็พูดอย่างเดียวกัน   “ แน่นอน  ประสบการณ์ของฉันในฐานะสตรีที่ทำงานที่พระแท่น  ด้วยงานหน้าที่ศีลศักดิ์สิทธิ์  ฉลองศีลมหาสนิท  มิใช่เพียงเป็นเช่นของรางวัลประทาน  แต่เป็นปรสพการณ์เหลือเชื่อ “ เธอกล่าว   แม้จะได้รับการบวชเป็นสงฆ์สตรีเอปีสโกแปเลียน  ฮิวส์ยังถือว่าเธอเองเป็นโรมันคาทอลิก  ความเชื่อที่เธอเกิดและได้รับการเลี้ยงดูเติบโตมา  “  ฉันไม่เคยเป็นคาทอลิกที่พลาดพลั้ง “ เธอกล่าว  “ ฉันเริ่มได้คิดถึงตัวเองและพูดถึงตัวเองในฐานะสตรีโรมันคาทอลิกที่บวชในศาสนจักรเอปีสโกปัล.”

       “ ฉันคิดว่านานๆทีที่ฉันจะพูดอย่างนั้น   ฉันผิดปกติที่จะแยกแยะเป็นข้อๆเช่นนั้น  แต่ฉันรู้สึกให้เป็นเรื่องการเมือง  เป็นต้นขณะนี้  ฉันคิดว่า จริงๆแล้วมันสำคัญที่จะแสดงสิทธิว่า  เพราะว่าจริงๆนั่นคือความจริง “ เธอกล่าว  “ฉันรู้สึกจริงจังเกี่ยวกับสตรีที่จะเท่าเทียมในทุกระดับใน ‘ศาสนจักรสากล ‘ และเป็นที่ยอมรับในทุกระดับของงานบริหาร “ การออกเสียงลงคะแนนเมื่อวันจันทร์โดย Church of England เธอกล่าว  เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ไม่มีการคาดหมายและดำเนินไปในคริสตศาสนจักรโลก  “ ฉันคิดเมื่อพวกคุณปล่อยให้สตรี (กลายเป็นสังฆราช)  พวกเขาก็มาสู่ขั้นด้วยตัวพวกเขาเองเป็นประหนึ่งยานพาหนะแห่งอำนาจของพระเจ้า “ ฮิวส์กล่าว   “ และหลังคาที่เคยครอบสิ่งของก็ระเบิดของพวกนั้นออกมา “ ฉันคิดว่ามันมีพลังอำนาจพอในทางใดทางหนึ่งที่จะระเบิดทะลุเพดานกระจกสี  ชนิดพลังอำนาจที่ออกมาจากประสบการณ์ของการดำเนินงาน.

                                                                                         Alan  Petervich
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 8 วิธีมีเงินล้านก่อนอายุ 30!! เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2014, 12:15:06 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                      8 วิธีมีเงินล้านก่อนอายุ 30!!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
16 กรกฎาคม 2557 18:47 น.


                                                           [/url]


          ไม่มีรายละเอียดอื่นนะครับ   มีเท่าที่เห็นนั่นแหละ  ใครอยากรวยแบบว่าก็พยายามจ้องดู แล้วอ่านเอาเองครับ  โชคดีมีเงินล้าน - ครับ.

           Credit :  ASTV  Manager Online
หน้า: [1] 2 3 ... 74