แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 79
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บ : เสียงแผ่วๆในหัวของลูก ? อย่าทำไม่ได้ยิน อารักขเทวดาไง เมื่อ: ตุลาคม 21, 2014, 12:23:53 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                โป๊บ : เสียงแผ่วๆในหัวของลูก ?  อย่าทำไม่ได้ยิน  อารักขเทวดาไง
                                                           Pope: Tiny voice in your head? Don't ignore it; it's a guardian angel

By Carol Glatz
Catholic News Service
Oct-2-2014

                                                               ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/guardianangel1_zps0280b6f5.jpg.html][IMG]][/url]

                                                                  The Mighty Guardian Angel – อารักขเทวดาผู้แกร่งกล้า

VATICAN CITY (CNS) -- Guardian angels are not the stuff of fantasy; they are really present as wise travel companions helping people navigate life's journey, Pope Francis said.

นครวาติกัน (CNS)  อารักขเทวดาไม่ใช่เรื่องฝันเฟื่องเล่นๆ  ท่านเหล่านั้นมีอยู่จริงและเป็นเพื่อนร่วมทางที่เฉลียวฉลาด ช่วยชี้ให้มนุษย์เดินทางในชีวิต  พระสันตะปาปาฟรังซิสกล่าว

Don't ignore the inner voice that says, "Well, you should do this." "That's not right." "Watch out!" the pope said in a morning homily Oct. 2, the feast of the Guardian Angels.  "It's the voice of our travel companion. Be confident that they will take us through to the end of our lives with their advice, and that's why (people should) listen to their voice, don't rebel," he said in remarks reported by Vatican Radio.

อย่าทำเฉยกับเสียงภายในที่กล่าวว่า “  คุณ  ควรทำสิ่งนี้นะ “ “ นั่นไม่ถูกนะ “  “ ระวัง !”  พระสันตะปาปากล่าวในการเทศน์ตามเนื้อหาในพระคัมภีร์ ในเช้าวันที่ 2 ซึ่งเป็นพิธีมิสซาวันฉลองอารักขเทวดา  “ มันเป็นเสียงของเพื่อนร่วมเดินทางของเรา  จงเชื่อมั่นว่าบรรดาเทวดาเหล่านั้น จะนำเราตลอดชั่วชีวิตจนถึงปลายสุดชีวิตของพวกเรา ด้วยคำแนะนำของพวกท่าน และนั่นแหละจึงเป็นว่าทำไมคนเราจึงควรฟังเสียงของท่านเหล่านั้น  อย่าคิดคดเป็นอันขาด “ พระสันตะปาปากล่าวเป็นข้อสังเกตตามที่รายงานโดยวิทยุวาติกัน.

"All of us, according to church tradition, have an angel with us, who watches over us, and lets us hear" deep inside, wise words meant to help people make the right choices, the pope said during an early morning Mass in the chapel of his residence, the Domus Sanctae Marthae.

   “ พวกเราทุกคน  ตามประเพณีของศาสนจักรของเรา  มีเทวดาหรือทูตสวรรค์องค์หนึ่งอยู่กับเรา ที่คอยเฝ้าระวังดูแลเรา และพวกเราโปรดฟังท่านเถอะ “ เสียงนั้นดังอยู่ในส่วนลึกภายใน  ถ้อนคำที่เฉลียวฉลาดหมายที่จะช่วยผู้คนเลือกสิ่งถูกต้อง  พระสันตะปาปากล่าวระหว่างพิธีมิสซาเช้าในวัดน้อยของสถานที่พักของท่าน คือ บ้านพักนักบุญมาร์ธา – Domus Sanctae Marthae.

    People shouldn't ignore that voice "because rebellion, the desire to be independent, is something we all have and it is pride, the same thing our father, Adam, had" in the Garden of Eden, he said.  "Nobody walks alone and none of us can believe we are alone" because there is always this companion right by each person's side, he said."Don't rebel. Follow their advice," he said. To turn one's back on a guardian angel "is dangerous because no man, no woman can advise themselves. I can give advice to someone else, but I can't give advice to myself" if it's going to be objective and wise.

มนุษย์ไม่ควรเมินเฉยเสียงนั้น “ เพราะว่าเป็นการกบฏ  แสดงความต้องการที่จะเป็นอิสระ  เป็นอะไรบางอย่างที่พวกเราทุกคนมีติดตัว และนั่นคือความหยิ่งจองหอง เช่นเดียวกับบิดาเดิมของพวกเราคือ อาดัม  ที่มีอยู่ขณะอยู่ในสวนเอเดน  โป๊บกล่าวว่า “ ไม่มีใครเดินเดียวดายและไม่มีใครในพวกเราสามารถเชื่อว่าพวกเรานั้นอยู่เดียวดาย “  เพราะว่า จะมีเพื่อนร่วมทางเสมอข้างๆของแต่ละคน   “ อย่าคิดกบฏ  ทำตามคำแนะนำของท่านเทวดาเหล่านั้น “  การหันหลังให้อารักขเทวดา “ เป็นอันตราย เพราะ ไม่มีชายคนใด หญิงคนใด สามารถแนะนำตัวเอง  พ่อสามารถให้คำแนะนำแก่บางคนได้ แต่พ่อไม่สามารถให้คำแนะนำต่อตัวพ่อเอง “   ถ้าเป็นเรื่องที่มีเป้าประสงค์และเป็นการฉลาด

"The Holy Spirit advises me, there's the angel who advises me," he said. A guardian angel isn't a figment of "imagination; no, it's reality."The pope asked people to reflect on how they interact with their guardian angel: "Do I listen to them? Do I say, 'Good morning,' in the morning? Do I say, 'Watch over me while I sleep'? Do I talk to them? Do I ask advice?"  Reflecting on the day's Gospel reading (Mk 18: 1-5), the pope reminded people, especially bishops, that God wants them to be as humble and meek as children.

“ พระจิตเจ้าแนะนำพ่อ  มีเทวดาที่แนะนำพ่อ “ โป๊บกล่าว   อารักขเทวดาองค์หนึ่งมิใช่สิ่งที่กุขึ้นจาก “ มโนคติ  ไม่นะ  เป็นเรื่องจริง “  โป๊บขอผู้ฟังสะท้อนความคิดว่าพวกตนปะทะสังสรรค์กับอารักขเทวดาอย่างไร ว่า  “ เราฟังพวกเทวดาหรือเปล่า?  พวกเราทักหรือเปล่าว่า “ อรุณสวัสดิ์ท่านที่รัก’ในตอนเช้า  เราภาวนาขอหรือเปล่าว่า ‘ โปรดปกป้องข้าน้อยขณะนอนหลับด้วย’?   เราพูดกับพวกเทพเหล่านั้นหรือเปล่า?  เราขอคำแนะนำจากพวกท่านเหล่านั้นหรือเปล่า?”  โดยสะท้อนถึงบทอ่านพระวรสารนักบุญมาร์โก 18:1-5 โป๊บเตือนผู้ร่วมพิธีมิสซา เป็นต้นพระสังฆราช ว่า  พระเป็นเจาทรงประสงค์ให้พวกเขาเป็นคนสุภาพและว่านอนสอนง่ายเช่นเดียวกับเด็กๆ

The reading recounts Jesus' disciples fighting among themselves over who is better than the rest."These are the first bishops and they had this temptation of careerism, 'Hey, I want to become greater than you. ...' It's not a great example that the first bishops do this, but it's reality," the pope said.  Jesus immediately shows them the right way to behave to enter the kingdom of heaven: to "become like children" and put themselves fully in the hands of God their Father. "Meekness, the need for direction and needing help" in order to go forward are all reflected in a child. "This is the path. Not who is the best," the pope said.

 บทอ่านกล่าวถึงสาวกของพระเยซูเจ้าโต้เถียงกันระหว่างพวกเขาเองว่าใครดีกว่าผู้อื่นทั้งหมด “ คนเหล่านี้เป็นสังฆราชรุ่นแรกและพวกเขามีสิ่งล่อใจของการทำหน้าที่ “ ว่าไง  ฉันต้องการเป็นใหญ่กว่าพวกท่าน...”  มันไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเลยที่ บรรดาสังฆราชรุ่นแรกทำเช่นนี้  แต่มันเป็นเรื่องจริง “  ทันใดนั้นพระเยซูเจ้าได้แสดงให้พวกเขาเห็นหนทางที่ถูกต้องที่จะประพฤติปฏิบัติ เพื่อเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ คือพระองค์ตรัสว่า  จงเป็น “ เหมือนเด็กๆ “ และนำพวกเขาทั้งหมดเข้าสู่พระหัตถ์ของพระเจ้า พระบิดาของพวกเขา      “ ความว่านอนสอนง่าย  ความต้องการการนำทางและความต้องการความช่วยเหลือ “ เพื่อก้าวไปข้างหน้า ทั้งหมดนั้นสะท้อนถึงเด็กคนหนึ่ง  พระสันตะปาปากล่าวว่า “ นี่คือทางเดิน ไม่ใช่ใครเป็นคนดีที่สุด “


                                    

                                          
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ? เมื่อ: ตุลาคม 19, 2014, 11:38:25 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม ตกใจ

40   Is it your perception that the charter and norms of the U.S. bishops do not adequately protect priests against false accusations?
       เป็นความสำเหนียกของคุณพ่อหรือไม่ว่า กฎบัตรและบรรทัดฐานของบรรดาพระสังฆราชสหรัฐ ไม่ปกป้องพระสงฆ์อย่างถึงขนาดพอเพียงต่อการกล่าวหาที่เป็นเท็จ? 
       
The Essential Norms were originally promulgated in 2002 and were later revised in 2006. The biggest problems with the Norms are not the law itself but the failure of bishops, and of canonists appointed to serve on tribunals, to abide by the principles not only of the Essential Norms but also the general law contained in the Code of Canon Law. Unfortunately, canonists have complained about many trials in which the rights of the accused priest are completely ignored. These have included the failure to admit exculpatory proofs as evidence in the trial. These tribunals have also refused to provide an accused priest's advocate with a copy of the proofs so that he can prepared an adequate defense brief despite the fact that the Code specifically provides that an advocate is to be provided with a copy. The attitude that seems to exists is that any accused priest has to be kept out of sight and away from ministry, which appears to be more important than reaching a just resolution of his case. Many canonists have compared this situation with the Inquisition in which "kangaroo ecclesiastical courts" simply found anyone and everyone guilty on the basis of an accusation.  What needs to be done is to utilize properly trained and impartial canonists to serve on these tribunals instead of individuals who seem to be out to further their own position by helping bishops remove any and all accused priests from ministry.

บรรทัดฐานสำคัญยิ่งยวด – The Essential Norms ถูกประกาศเผยแพร่ออกมาเริ่มแรกในปี 2002  และต่อมามีการทบทวนอีกในปี 2006  ปัญหาใหญ่ที่สุดของบรรทัดฐานเหล่านี้ไม่ใช่ตัวกฎหมายเอง แต่เป็นความล้มเหลวของบรรดาพระสังฆราช และของนักกฎหมายที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานรับใช้ศาลพิจารณาคดี  ที่ยึดถือโดยหลักการ มิใช่เพียงของตัวบรรทัดฐานสำคัญยิ่งยวดนั้น แต่ยังอาศัยกฎหมายทั่วไปที่มีอยู่ในประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  โชคร้าย  บรรดานักกฎหมายได้บ่นว่าเกี่ยวกับคดีจำนวนมาก ซึ่งในคดีเหล่านั้นสิทธิของพระสงฆ์ผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการรับรู้โดยสิ้นเชิง   เรื่องเหล่านี้รวมความล้มเหลวที่จะยอมรับข้อพิสูจน์ที่ลบล้างความผิดประหนึ่งประจักษ์พยานในการพิจารณาของศาล  ศาลที่พิจารณาคดีเหล่านี้ยังได้ปฏิเสธที่จะจัดให้พระสงฆ์ผู้ถูกกล่าวหามีทนายแก้ต่างพร้อมด้วยสำเนา  ทัศนะที่ดูเหมือนมีอยู่ก็คือว่า พระสงฆ์ผู้ถูกกล่าวหาต้องอยู่ให้พ้นสายตาและออกไปจากงานในหน้าที่  ซึ่งปรากฏว่าสำคัญกว่าการเข้าถึงการคลี่คลายของคดีของเขาเสียอีก   นักกฎหมายหลายคนได้เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับศาล Inquitition ซึ่งในนั้น “ ศาลศาสนาจิ้งโจ้ – kangaroo ecclesiastical courts “ จะพบใครก็ตามหรือทั้งหมดมีความผิดจากพื้นฐานของการกล่าวหา   อะไรที่ต้องการทำก็คือใช้ประโยชน์จากนักกฎหมายบางส่วนที่ได้รับการฝึกฝนโดยเฉพาะ เพื่อรับใช้ศาลเหล่านี้ แทนที่จะช่วยปัจเจกชน ซึ่งดูเหมือนให้ห่างไกลสถานะของพวกเขาเอง โดยช่วยบรรดาพระสังฆราชขจัดพระสงฆ์องค์ใดก็ตามหรือที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดออกจากการทำหน้าที่ .

41 The Archbishop has given the personnel files of all of us priests to "a private law firm" without the knowledge or consent of any of us priests.  None of us have yet to be accused of any crime, nor were the files subpoenaed.  We were told by the former Vicar General that we do not have the right to review our own files or submit rebuttals to any false accusations that may be contained in our files. Can a priest sue his bishop for defamation of character, slander, etc?

     พระอัครสังฆราชได้มอบแฟ้มบุคลากรของพวกเราพระสงฆ์ทั้งหมดให้ “ สำนักงานทนายความเอกชน “ โดยไม่มีการรับรู้และปราศจากคำยินยอมของพระสงฆ์องค์ใด  ไม่มีใครในพวกเราพระสงฆ์เคยถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรมใดๆ รวมทั้งแฟ้มต่างๆที่ถูกหมายศาลเรียกตัว ด้วย  เราได้รับคำบอกกล่าวจากอดีตผู้ช่วยพระสังฆราชว่า เราไม่มีสิทธิที่จะทบทวนตรวจสอบแฟ้มของเรา หรือส่งคำโต้แย้งต่อข้อกล่าวหาเท็จใด ที่อาจใส่ไว้ในแฟ้มของพวกเรา  ขอเรียนถามว่า พระสงฆ์องค์หนึ่งสามารถฟ้องสังฆราชของเขาสำหรับการทำให้เสียชื่อเสียงด้านนิสัยใจคอ การให้ร้าย ฯลฯ  ได้หรือไม่ประการใด ครับ ?

THE RIGHT OF A GOOD REPUTATION  สิทธิแห่งการมีชื่อเสียงที่ดี
                   
Among the obligations of a diocesan bishop is the responsibility to protect the rights of his priests, which is specifically noted in canon 384 of the Code of Canon Law.  This obligation must also be respected by a Vicar General whose responsibility it is to assist the diocesan bishop in the proper governance of the diocese.  Among the rights enjoyed by all of the Christian faithful is that of a good reputation.  Canon 220 specifically states, “No one is permitted to harm illegitimately the good reputation which a person possesses nor to injure the right of any person to protect his or her own privacy.”  Canon 128 addresses the responsibility of repairing illegitimate damage to a person’s good reputation.  This canon states, “Whoever illegitimately inflicts damage upon someone by a juridical act or by any other act placed with malice or negligence is obliged to repair the damage inflicted.”  The placing of a false or unproven allegations against a priest in his personnel file without having afforded him the opportunity to submit a response or rebuttal could certainly be interpreted as such an act that has been placed “with malice or negligence.”

ในบรรดาหน้าที่ของพระสังฆราชสังฆมณฑลองค์หนึ่ง คือ ความรับผิดชอบที่จะปกป้องสิทธิของพระสงฆ์ของท่าน ซึ่งระบุไว้เป็นพิเศษในมาตรา 384 แห่งประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  หน้าที่นี้ต้องปฏิบัติโดยผู้ช่วยพระสังฆราช ซึ่งหน้าที่ของเขาคือช่วยงานพระสังฆราชสังฆมณฑลในการปกครองเฉพาะของสังฆมณฑล ท่ามกลางสิทธิที่ให้กับสัตบุรุษคริสตชนทุกคนก็คือการมีชื่อเสียงที่ดี   มาตรา 220 ยืนยันเป็นพิเศษว่า “ ห้ามผู้ใดทำลายชื่อเสียงที่ดีของผู้อื่น  โดยมิชอบด้วยกฎหมาย  ทั้งห้ามละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ในอันที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของเขา “   มาตรา 128 บรรยายถึงความรับผิดชอบในการชดเชยความเสียหายแก่การทำให้ชื่อเสียงที่ดีของผู้อื่นเสียไป  มาตรานี้ยืนยันว่า “ ผู้ใดก็ตามที่ทำนิติกรรม อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย หรือกระทำการอื่นใด โดยมีเจตนาร้ายหรือทำผิดต่อผู้อื่น  ต้องขดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น “
การตั้งข้อกล่าวหาที่พิสูจน์ไม่ได้หรือเป็นเท็จต่อพระสงฆ์ในแฟ้มบุคลากร โดยไม่จัดให้เขามีโอกาสส่งคำตอบหรือคำโต้แย้ง สามารถแปลความได้ว่าการกระทำเช่นนั้นได้กระทำ “ ด้วยความประสงค์ร้ายหรือความเลินเล่อ “
 
RIGHT TO REVIEW PERSONNEL FILES
สิทธิที่จะทบทวนแก้ไขแฟ้มบุคลากร

As regards the right of a priest to review his personnel files, canon law does provide for what is commonly referred to as a “secret archive” for the maintenance of documents “which pertain to the spiritual and temporal affairs of the diocese” which must be “properly filed and diligently secured” (canon 486, §2).  While access to these files is limited and requires the permission of the bishop or, in the absence of the bishop, the moderator of the curia and the chancellor (cf. canon 487, §1), canon 487, §2, does note a specific exception stating that  “Interested parties have the right to obtain personally or through a proxy an authentic written copy or photocopy of documents which by their nature are public and which pertain to their personal status.”  In view of accepted principles in canon law, a diocese cannot establish a policy, which ignores these principles of universal law.

โดยพิจารณาสิทธิของพระสงฆ์องค์หนึ่งที่จะทบทวนแก้ไขแฟ้มบุคลากรของเขาได้  กฎหมายพระศาสนจักรจัดให้เพื่อที่ปกติอ้างว่าเป็นประหนึ่ง “ เอกสารลับสำคัญ” เพื่อซ่อมแซมปรับปรุงบรรดาเอกสาร “ ซึ่งเกี่ยวกับงานชั่วคราวฝ่ายจิตของสังฆมณฑล “  ซึ่ง ต้อง “ เก็บเข้าแฟ้มโดยเฉพาะและปลอดภัย “ (มาตรา 486, §2)   ขณะที่การเข้าถึงแฟ้มเหล่านี้จำกัดและต้องการการอนุญาตของพระสังฆราช หรือ ถ้าพระสังฆราชไม่อยู่  ต้องเป็นผู้จัดการดูแล Curia และเลขาธิการ  (อ้างอิง มาตรา 487, §1 )  มาตรา 487, §2 ได้ตั้งข้อสังเกตข้อยกเว้นพิเศษโดยยืนยันว่า  “ เป็นสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะขอรับสำเนา คัดจากทางการหรือสำเนาถ่ายเอกสารต่างๆ  ซึ่งมีลักษณะเปิดเผยได้และที่เกี่ยวกับสถานะภาพส่วนตนของพวกเขา “  ในทัศนะของหลักการที่ยอมรับกันในกฎหมายพระศาสนจักร สังฆมณฑลหนึ่งไม่สามารถสถาปนานโยบายใด ซึ่งปฏิเสธไม่ยอมรับหลักการของกฎหมายสากลเหล่านี้.

 
REPAIR OF DAMAGED REPUTATION 
การชดใช้เกียรติยศชื่อเสียงที่ได้รับความเสียหาย

If an individual’s personal reputation has been damaged, canon law does provide means by which a person can seek the repair of such illegitimate damages.  Depending on the nature of the actions that are responsible for such damage, the procedures to be followed would involve either an administrative or judicial process.  Obviously, a priest who is concerned that his rights have not been properly protected or provided for should seek the services of a competent canonical advisor or advocate in order to address this matter in an appropriate manner and implement an appropriate process.

ถ้าเกียรติยศชื่อเสียงส่วนตนของปัจเจกชนถูกทำเสียหาย  กฎหมายพระศาสนจักรได้จัดให้มีวิธีที่คนๆหนึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อได้รับการชดเชยความเสียหายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น  โดยขึ้นกับธรรมชาติของการกระทำที่ต้องรับผิดชอบสำหรับความเสียหายเช่นว่านั้น  กระบวนการที่จะนำไปปฏิบัติ ต้องรวมทั้งขั้นตอน ทางการบริหารหรือการพิจารณาคดี  เห็นได้ชัดว่า  พระสงฆ์องค์หนึ่งซึ่งกังวลว่าบรรดาสิทธิของเขา มิได้รับการปกป้องหรือจัดให้เป็นการเฉพาะ เพื่อจะแสวงหาบริการของที่ปรึกษาทางกฎหมายพระศาสนจักรหรือทนายความที่มีความสามารถ เพื่อจะจัดการเรื่องนี้ในท่วงทีเฉพาะและดำเนินกระบวนการเฉพาะดังกล่าวสำเร็จเป็นอย่างดี.
 
SUING THE BISHOP
 การฟ้องพระสังฆราชในศาลบ้านเมือง

The question of a priest suing his bishop in the civil forum for defamation of character or slander, however, is a very sensitive issue that could result in the imposition of penalties on the priest.  The 1917 Code of Canon Law specifically provided that persons who take recourse to the civil authorities to impede the exercise of ecclesiastical jurisdiction incur an excommunication imposed by the law itself that is reserved to the Holy See (cf. 1917 Code of Canon Law, canons 2333 and 2334).  While the 1983 Code of Canon Law did not incorporate the exact wording of this earlier norm of law into the present Code, this matter is addressed in canon 1735 which provides that “Those who impede the freedom of ministry, of election, or of ecclesiastical power…or who greatly intimidates…one who exercises ecclesiastical power or ministry can be punished with a just penalty.”  The threat or actual filing of a civil lawsuit by a priest could be interpreted as such an act of intimidation, which could result in the priest’s being “punished with a just penalty.”  There is clearly an expectation that the resolution of such issues raised in this question be resolved in the ecclesiastical forum.  If a bishop is ignoring the rights of his priests or has illegitimately damaged a priest’s good reputation, the procedures that are a part of the law of the Church should certainly be pursued as a means of resolving these issues rather than threatening legal action in the civil forum.

คำถามของพระสงฆ์องค์หนึ่งเรื่องการฟ้องพระสังฆราชของเขาในศาลบ้านเมือง สำหรับการทำให้เสียชื่อเสียงเกี่ยวกับนิสัยใจคอหรือการใส่ร้ายป้ายสี  อย่างไรก็ดี  เป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่อาจสามารถทำให้เกิดการกำหนดโทษกับพระสงฆ์  ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร(ฉบับก่อน) ปี 1917  ระบุเป็นพิเศษว่า บุคคลใดที่นำเรื่องไปสู่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อขัดขวางหน่วงเหนี่ยวการปฏิบัติงานของการดำเนินคดีของศาสนจักร ต้องรับการตัดขาดจากพระศาสนจักรที่กำหนดไว้โดยตัวกฎหมายเอง ที่สงวนไว้แก่สันตะสำนัก ( อ้างอิง  ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ปี 1917  มาตรา 2333 และ 2334 ) ขณะที่ ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ปี 1983  มิได้แสดงถ้อยคำตรงๆของบรรทัดฐานก่อนนี้ของกฎหมายดังกล่าวลงในประมวลกฎหมายปัจจุบัน  เรื่องนี้มีบรรยายระบุในมาตรา 1735 ซึ่งระบุว่า “ คนเหล่านั้น ซึ่งขัดขวางหน่วงเหนี่ยวอิสระภาพของงานบริหาร  การเลือกตั้ง  หรืออำนาจของศาสนจักร... หรือผู้ซึ่งข่มขู่อย่างจริงจัง.. ต่อผู้ที่ใช้พลังทางศาสนา หรือการบริหารงาน  สามารถถูกลงโทษด้วยโทษยุติธรรมตามสมควร “  การขู่คุกคามหรือการดำเนินคดีฟ้องร้องในศาลบ้านเมืองโดยพระสงฆ์องค์หนึ่ง สามารถแปลความได้ว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำของการข่มขู่คุกคาม  ซึ่งผลที่ตามมาในส่วนพระสงฆ์ก็คือ “ ถูกทำโทษด้วยโทษที่ยุติธรรม “   เห็นชัดว่ามีความหวังกันว่าการแก้ไขในเรื่องเช่นนั้น ที่นำมากล่าวกันในคำถามนี้ แก้ไขได้ในการประชุมปรึกษากันของทางศาสนจักร  ถ้าพระสังฆราชองค์หนึ่งไม่รับรู้สิทธิของพระสงฆ์ของท่าน หรือทำลายชื่อเสียงดีงามของพระสงฆ์อย่างผิดกฎหมาย  กระบวนการที่เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายของพระศาสนจักร แน่นอน  ควรได้รับการดำเนินการประหนึ่งเป็นหนทางของการแก้ไขเรื่องเหล่านี้ มากกว่าคุกคามด้วยการกระทำทางกฎหมายในแวดวงบ้านเมือง.

                                                                                 Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                           Semper  vigilo  paratus  et  fidelis

                                                                                         Alan  Petervich
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ? เมื่อ: ตุลาคม 19, 2014, 11:33:14 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

38. I attended therapy sessions with a counselor recommended by the archdiocese. For many months we engaged in a therapeutic relationship until she requested at one session that I sign a 'HIPPA form.' Unless I signed the form, she said I could no longer receive therapy from her. Until this point, I had never seen this form and asked that I take a copy with me to 'think it over.' She told me that the form was not to leave her office. The form had a space to 'fill in' a person and/or entity to whom information could be revealed. She indicated that this would be in emergency types of situations. When I told her that I would like to insert my parents' names there, she told me that I must write, 'the archbishop or his appointed delegate.' She said that because the archdiocese was paying for my insurance, I had to put this in the space provided. For 50 minutes, I hesitantly and dubiously considered the form. There was space on the back to limit the type of information that could be revealed.  I tried to limit it as much as possible. At the end of the session, because I wanted at that time to continue therapy with her and felt that there was no other choice, I did indeed write 'the archbishop or his appointed delegate'.

     ผมได้เข้าร่วมการจัดทางอยุรกรรมกับที่ปรึกษาคนหนึ่งที่เสนอโดยอัครสังฆมณฑล  เป็นเวลาหลายเดือนที่เราคลุกคลีในความสัมพันธ์ด้านอยุรเวทจนเธอขอร้องในขณะมีการประชุมครั้งหนึ่งว่าให้ผมลงชื่อใน “ แบบ ‘ HIPPA form’ “ [ ความเห็นPetervich: น่าจะเป็น HIPAA Form ย่อมาจาก The Health Insurance Portability and Accountability Act. เป็น กฎหมายของ อเมริกา ที่ใช้ปกป้อง และคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพ หรือประวัติส่วนตัวของบุคคลหรือผู้ป่วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลส่วนตัว และเป็นความลับ ที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล หรือ ผู้วิจัย ไม่สามารถนำไปเผยแพร่ หรือ ศึกษาก่อนได้รับอนุญาต ทั้งนี้ Protected health information (PHI) ได้กำหนดให้ข้อมูลส่วนบุคคล 18 รายการเป็น ข้อมูลความลับส่วนบุคคลที่จะต้องปกป้องและคุ้มครองไม่ให้เผยแพร่ หรือ ต้องละเว้นการบันทึกข้อมูลเหล่านี้ในแบบบันทึกข้อมูลของผู้วิจัย]  ถ้าผมไม่ลงนามในแบบฟอร์ม หล่อนกล่าวว่าผมคงไม่สามารถรับการตรวจทางอยุรกรรมจากเธอได้ต่อไป  จนถึงจุดนี้  ผมไม่เคยเห็นแบบฟอร์มนี้และขอว่าให้ผมได้สำเนาแบบฟอร์มนำไปอ่านเพื่อ “ คิดให้รอบคอบก่อน “ จะได้หรือไม่  เธอบอกผมว่า แบบฟอร์มจะไม่สามารถนำออกไปจากสำนักงานของเธอได้  แบบฟอร์มดังกล่าวนั้นมีช่องว่างสำหรับ “ กรอกให้เต็ม “  โดยบุคคลหรือนิติบุคคล เพื่อให้ข่าวสารนั้นถูกเปิดเผยได้  เธอชี้แจงว่านี่คือสถานการณ์ชนิดเร่งรัดฉุกเฉิน  เมื่อผมบอกเธอว่าผมอยากสอดเติมชื่อบิดามารดาลงไปในแบบฟอร์มนั้นด้วย  เธอบอกผมว่าผมต้องเขียน เพราะ ‘ พระอัครสังฆราชหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายของท่าน ‘    เธอบอกว่า  เพราะว่าอัครสังฆมณฑลกำลังจ่ายค่าประกันชีวิตของผม  ผมต้องเขียนข้อนี้ลงในช่องว่างที่เตรียมไว้ให้    เป็นเวลานานถึง 50 นาที  ผมพิจารณาแบบฟอร์มนี้อย่างลังเลและสงสัย   ยังมีช่องว่างด้านหลังเพื่อย่อข้อมูลต่างๆที่อาจนำไปเปิดเผยได้  ผมพยายามจำกัดเท่าที่จะทำได้  เมื่อจบการประชุม เนื่องจากเวลานั้นผมยังอยากร่วมการตรวจทางอยุรกรรมกับเธอ  เมื่อคิดว่าไม่มีทางเลือกอย่างอื่น  ผมจึงเขียนว่า พระอัครสังฆราชและตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจ จริงๆ

You must consult a civil lawyer as to whether or not you were unduly pressured into signing the HIPPA form, and it sounds like you feel you were. If, in fact, the civil lawyer feels that you were unduly pressured into signing this form, then perhaps there would be a way for the civil lawyer to seek reparation for the damages that you have suffered as a result of this compelled action. Under canon law, a priest cannot be compelled to reveal information arising from his medical or therapeutic treatment, even to his bishop or so-called "appointed delegate". Sadly, this is a back-handed tactic often used by some bishops or chancery officials to get priests to sign off on psychological information that they can't directly ask the priest to give canonically. In addition, just because a third party is paying for your insurance, does not give them a legal right to violate your right to privacy, thus your therapist was completely out of line

คุณพ่อต้องปรึกษานักกฎหมายบ้านเมือง โดยที่ คุณพ่อถูกกดดันบีบบังคับหรือไม่ ให้ลงชื่อในแบบฟอร์ม HIPPA (หรือ HIPAA) และฟังดูคล้ายกับว่าคุณพ่อรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นแน่  อันที่จริง  ถ้านักกฎหมายบ้านเมืองรู้สึกว่าคุณพ่อถูกกดดันบีบบังคับเกินควรให้ลงชื่อในแบบฟอร์มนี้  ถ้าเช่นนั้น บางทีอาจจะมีลู่ทางสำหรับทนาย(นักกฎหมายบ้านเมือง) ที่จะเรียกเอาค่าชดใช้สำหรับความเสียหายที่คุณพ่อได้รับ อันเป็นผลของการกระทำที่บีบบังคับนี้  ภายใต้ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  พระสงฆ์ไม่สามารถถูกบีบบังคับให้เปิดเผยข้อมูลที่เกิดจากการบำบัดรักษาทางการแพทย์หรือทางอยุรเวท  แม้แก่พระสังฆราชหรือผู้ที่เรียกว่า “ ตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้ง “   เป็นที่น่าเสียใจ  นี่คือกลอุบายตีลูกย้อนทาง ที่ใช้กันบ่อยมากโดยพระสังฆราชหรือเจ้าหน้าที่ประจำสำนักพระสังฆราช  เพื่อให้พระสงฆ์ลงชื่อแสดงขัอมูลทางจิตวิทยาที่พวกเขาไม่สามารถขอตรงๆให้พระสงฆ์เปิดเผยได้ตามวิธีทางกฎหมายพระศาสนจักร   ขอเพิ่มเติมว่า  เพราะเนื่องจากบุคคลที่สามกำลังจ่ายค่าประกันชีวิตของคุณพ่อ  อย่าปล่อยให้พวกเขาได้สิทธิตามกฎหมายของคุณพ่อที่จะละเมิดสิทธิของคุณพ่อไปสู่ความเป็นส่วนตัว  ดังนั้น  ผู้ตรวจสอบทางอยุรกรรมของคุณพ่อออกนอกเส้นทางโดยสมบูรณ์.

39. I am now the pastor of a parish where I was the associate when my predecessor fired a woman who worked for the parish. She ended up suing the diocese and our parish after my predecessor left and I was made pastor. The diocese has billed the parish for the legal fees in defense of this case. Canonically can the diocese do this to us?

     ขณะนี้ผมเป็นเจ้าอาวาสวัดหนึ่งที่ซึ่งผมเป็นผู้ช่วยมาก่อน ตอนที่พระสงฆ์ก่อนหน้านี้ได้ไล่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานให้วัดออก  เธอคนนี้ได้ฟ้องสังฆมณฑลและวัดของเราหลังจากที่พระสงฆ์ที่ทำงานก่อนผมย้ายไปและผมได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแทน ทางสังฆมณฑลได้เรียกเก็บเงินจากวัดเราเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายในการต่อสู้ในคดีนี้  ตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักร สังฆมณฑลสามารถทำเช่นนี้กับเราได้หรือไม่ครับคุณพ่อ?
     
Canonically, It is important to understand that a parish is considered a "juridic person" under canon law. In other words, it is somewhat similar to corporate status under civil law which distinguishes the parish from the diocese. As a juridic person, a parish is responsible for its own expenses and liabilities. The bishop can enforce this distinction even if under the state's civil law the parish would be part of a diocesan civil corporation. So, in a word, yes. The diocese can require the parish to be responsible for its legal expenses stemming from the pastor firing of a person who worked for the parish. Issues of this nature are normally addressed in diocesan policy; but even if they are not, canon law would support the position that the parish is responsible for the legal expenses that were incurred by reason of the pastor's terminating this woman. Furthermore, the new pastor does inherit the financial obligations that existed in the parish when he was appointed.

ตามกฎหมายพระศาสนจักร  มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้าใจว่า วัดนั้นถือว่าเป็น “ นิติบุคคล “หนึ่ง ภายใต้กฎหมายพระศาสนจักร  พูดอีกอย่างคือ เป็นอะไรสักอย่างที่คล้ายๆกับสถานะบริษัทภายใต้กฎหมายบ้านเมือง ซึ่งแยกวัดออกจากสังฆมณฑล  ในฐานะที่เป็นนิติบุคคล  วัดใดวัดหนึ่งนั้นต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายและหนี้สินของวัด  พระสังฆราชสามารถบังคับใช้ข้อแตกต่างนี้แม้กระทั่งถ้าภายใต้กฎหมายแพ่งของรัฐ วัดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเอกชนสังฆมณฑล  ดังนั้น  ตอบได้คำเดียวว่า ได้.  สังฆมณฑลสามารถให้วัดรับผิดชอบสำหรับค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของวัด ที่เกิดจากการที่เจ้าอาวาสไล่คนๆหนึ่งที่ทำงานให้วัดออกไป   เรื่องราวของธรรมชาติที่กล่าวนี้โดยปกติมีบรรจุในนโยบายสังฆมณฑลอยู่แล้ว  แต่ถึงแม้ว่าไม่มี  กฎหมายพระศาสนจักรก็จะสนับสนุนสถานะที่วัดต้องรับผิดชอบสำหรับค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย ที่ได้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลของการยุติการจ้างผู้หญิงคนนี้โดยพระสงฆ์เจ้าอาวาสคนก่อน  ยิ่งกว่านั้น  เจ้าอาวาสองค์ใหม่ต้องรับสิ่งตกทอดคือหนี้ทางการเงิน ที่มีในวัดเมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งนั่นเอง.
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ย้อนรำลึก คำกล่าวในพิธีรับหน้าที่ของพระคุณเจ้าเกรียงศักดิ์ เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 09:45:55 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                            ย้อนรำลึก คำกล่าวในพิธีรับหน้าที่ของพระคุณเจ้าเกรียงศักดิ์

สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย
Alan Petervich
Update 16 October 2014

       วัน อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2009 ( 2552 ) อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ จัดพิธีเข้ารับตำแหน่งพระอัครสังฆราช อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ของพระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช  ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก ท่ามกลางความชื่นชมยินดี ของลูกๆในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
พระคุณเจ้าได้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่มีวันน่าชื่นชมนี้  ดังนี้ :

เจริญพรมายังทุกท่าน

พิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณพระเจ้า โอกาสสมโภชพระแม่มารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ฯ  และพิธีรับตำแหน่งพระอัครสังฆราช ใหม่ แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

พี่น้องที่รัก ก่อนอื่นพ่ออยากจะขอกล่าวความในใจ ขอบพระคุณพระเจ้า  สำหรับพระเมตตารักที่พระองค์ทรงมีต่อพ่อเสมอมา และที่ทรงโปรดเลือกสรรพ่อให้มารับหน้าที่นายชุมพาบาลของคริสตศาสนจักรคาทอลิก แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ อันเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ที่มีความสำคัญยิ่ง พ่อเองยอมรับว่าไม่ง่ายเลยที่จะตัดสินใจน้อมรับ เมื่อได้รับแจ้งว่าสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 โปรดเกล้าแต่งตั้งพ่อในหน้าที่ดังกล่าว

พ่อถามตนเองว่า “เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไร?” เช่นเดียวกับพระแม่มารีย์ เมื่อพระนางได้รับแจ้งสารจากทูตสวรรค์ และในทำนองเดียวกันกับที่พระนางได้ตอบทูตสวรรค์ว่า “ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามที่ท่าน ได้กล่าวนั้นเถิด” พ่อจึงได้น้อมรับ ให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จไป ด้วยความมั่นใจว่าเป็นพระองค์เองที่จะประทานพระพรอันจำเป็นทุกประการในการปฏิบัติ หน้าที่นี้

ประเด็นถัดไป เชื่อว่าพ่อคงสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกร่วมของพี่น้องคริสตชนคาทอลิกทุกคน ได้อย่างถูกต้อง ด้วยความรู้สำนึกในพระคุณของพระคุณเจ้า พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู พระอัครสังฆราช กิตติคุณแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ในสิ่งที่พระคุณเจ้าได้กระทำตลอดช่วงเวลา 36 ปี ในฐานะพระอัครสังฆราชแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ พระคุณเจ้า พระคาร์ดินัล   จะยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราสมาชิกของพระศาสนจักรคาทอลิกประเทศไทย อย่างมิมีวันลืมเลือน

พระคุณเจ้าเป็นพระคาร์ดินัลชาวไทยองค์แรก และองค์เดียว เป็นบิดาและผู้นำทางพระศาสนจักรสู่ความปลอดภัย  นอกเหนือจากขุมทรัพย์ทางจิตวิญญาณแล้ว ท่านยังเสริมสร้างพระศาสนจักรให้มั่นคง ในโครงสร้างต่างๆ มากมาย โบสถ์หลายแห่ง โรงเรียนจำนวนมาก โรงพยาบาล ฯลฯ   เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงสำหรับชนรุ่นหลังที่จะตามมาในอนาคต พระสงฆ์และพระสังฆราชจำนวนมาก ได้รับการบวชและอภิเษกจากท่าน

ดังนั้นในวโรกาสเช่นนี้ เพียงคำพูดเท่านั้นคงมิสามารถแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเรามีอยู่ในส่วนลึกแห่งจิตใจของเราได้
สำหรับพ่อเองโดยส่วนตัว ที่พ่อยืนอยู่ที่นี่วันนี้ได้    ก็เป็นเพราะพระคุณของท่าน ท่านเป็นอธิการของพ่อ

ในบ้านเณรเล็ก ส่งพ่อไปศึกษาต่อที่กรุงโรม ท่านเป็นเครื่องมือของพระเจ้า ที่โปรดให้พ่อได้มารู้จัก   และดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์ความรักและความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งได้ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตพระสงฆ์ของพ่อตลอด 33 ปีที่ผ่านมา และหวังว่าจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้พระศาสนจักรกลับกลายเป็น “บ้าน” และ “โรงเรียน” แห่งชีวิตสนิทสัมพันธ์ ตามพระสมณสาส์น “สู่สหัสวรรษใหม่”   ของสม เด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2

พระคุณเจ้า พระคาร์ดินัล ที่เคารพรัก ขอขอบพระคุณด้วยจริงใจ     ที่พระคุณเจ้ากรุณาแสดงความยินดีและให้การต้อนรับผมด้วยเต็มใจ ได้แสดงออกถึงความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตัวผม ส่วนตัวผมเองคงจะขอจากพระคุณเจ้าต่อๆไป   สำหรับคำแนะนำอันเปี่ยมด้วยปรีชาญาณและประสบการณ์อันทรงคุณค่ายิ่งของพระคุณเจ้า    เพื่อความดีของพระศาสนจักร แห่งอัครสังฆมณฑลกรุง เทพฯ “ของเรา” และพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

และขอถือโอกาสนี้ เจริญพรมายังผู้แทนรัฐบาล คณะทูตานุทูต ผู้แทนทุกศาสนา และผู้แทนคริสตศาสนิกชนทุกนิกาย     พระศาสนจักรคาทอลิกปรารถนาและยินดีที่จะร่วมมือตามกำลังความสามารถ ทั้งกับภาครัฐและภาคเอกชน  เพื่อจรรโลงสังคมไทยให้มีสันติสุข พร้อมจะเสวนาศาสนสัมพันธ์กับพี่น้องคริสตศาสนิกชนนิกายต่างๆ และพี่น้องศาสนิกชนของทุกศาสนา  ขอขอบคุณในความกรุณาและความมีน้ำใจดีของทุกท่าน ที่มาร่วมในพิธีวันนี้  ขอเจริญพร

ขอกล่าวบางสิ่งบางอย่างกับพระสมณทูตสักเล็กน้อยพระคุณเจ้า พระสมณทูตที่เคารพรัก เมื่อใดก็ตามที่ท่านโทรมาหา    ถ้าท่านอยากให้พ่อทำอะไร แล้วท่านบอกสิ่งที่ต้องการให้ทำทางโทรศัพท์ทันที อันนี้ไม่มีอันตราย แต่เมื่อใดก็ตาม ที่ท่านบอกว่า พรุ่งนี้ว่างไหม กรุณามาพบหน่อย อันนี้มักจะมีอะไร “ใหญ่ๆ” ให้ทำตามมา และยิ่งถ้าเมื่อไปพบท่านแล้ว   ท่านเริ่มอารัมภบทโดยบอกว่า ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวนะ พระเจ้าจะทรงช่วย อันนี้ละ “ใช่เลย” พ่อโดนมา 2 ทีแล้ว บรรดาพระคุณเจ้าที่นั่งข้างหลังนั้น หลายๆ ท่านก็คงเคยเช่นเดียวกัน

พระคุณเจ้า พระสมณทูต ภราดรที่รักในพระคริสตเจ้า ขอขอบคุณสำหรับกำลังใจ คำแนะนำฉันพี่น้อง ความปรารถนาดี และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระคุณเจ้าได้ทำ และคงจะทำต่อๆไปสำหรับพระศาสนจักรในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  สำหรับสังฆมณฑลนครสวรรค์ที่ผ่านมา และรวมถึงอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ทั้งในอดีตและต่อไปในอนาคตด้วย ขอให้ภราดรภาพในพระคริสตเจ้านี้ คงอยู่ตลอดไป   “Grazie tante!”

พระคุณเจ้า สมาชิกสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยที่เคารพรักทุกท่าน   เนื่องจากการผลัดเปลี่ยนหน้าที่พระสังฆราชของสังฆมณฑลต่างๆ ในประเทศไทยช่วงระยะนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ดังที่บางท่านเปรียบเสมือนว่า เป็น “การส่งไม้วิ่งผลัด” หรือบางท่านเปรียบยิ่งกว่านั้นอีกว่าเป็น “ไม้ผลัดใบ” ตามฤดูกาล  และเวลานี้เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิอีกครั้งหนึ่งแล้ว   ทำให้หน้าที่และความรับผิดชอบของสภาพระสังฆราชฯ ทั้งหมด ถูกวางบนบ่าของพวกเรา ขอให้พวกเราร่วมมือกันด้วยสำนึกว่า  เราแต่ละคนล้วนมีข้อจำกัดในความสามารถด้านต่างๆ ดังนั้น ต่อไปนี้เราจะก้าวเดินไปแบบ “กายเดียวใจเดียวกัน” อย่างเต็มที่   เพื่อความดีของพระศาสนจักรคาทอลิกทั้งหมด  ขอขอบคุณในความปรารถนาดีและการร่วมมือร่วมใจของ ทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

และขอส่งความปรารถนาดี และความขอบคุณไปยังพระสังฆราชทั้งสองจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา ประเทศพม่า (Myanmar) ขอให้ความร่วมมือร่วมใจระหว่างสภาพระสังฆราชของเราสองประเทศกระชับ แน่นและมั่นคงยิ่งขึ้น

สำหรับพระสงฆ์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯที่รักยิ่ง คุณพ่อสานิจได้เป็นตัวแทนพี่น้องพระสงฆ์     (รวมทั้งนักบวชและฆราวาสด้วย) กล่าวต้อนรับผมด้วย ความยินดียิ่ง ผมก็ขอตอบรับด้วยความยินดีเช่นเดียวกัน ในสารแสดงความยินดีมีกล่าวว่า “พระเป็นเจ้าประทานชุมพาบาลที่ “พระองค์” พอพระทัย ให้แก่คณะสงฆ์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ” ผมก็ได้แต่หวังว่า “ผม” จะเป็นที่พอใจบรรดาพระสงฆ์กรุงเทพฯ ทุกท่านด้วย  เรื่องนี้เป็นความจริงทีเดียวนะที่ว่า เราแต่ละคนไม่ได้เลือกกันและกัน    เหมือนอย่างคู่แต่งงานหรอกนะ

คู่แต่งงานนั้น เขาสมัครใจเลือกกันและกัน แต่พวกเรา “คณะสงฆ์” แต่ละคนต่างตัดสินใจแล้วว่าเรา “เลือกพระคริสตเจ้า” ดังนั้น เราจึงมาพบกัน ความเชื่อในพระคริสตเจ้าทำให้เรามาพบกัน เป็นความเชื่อในพระเจ้าองค์ความรักด้วย ที่ทรงนำพวกเรามาพบกัน  ดังนั้นการมาพบกันของพวกเรานี้ จึงมีมิติใหม่ เป็นมิติทางความเชื่อ จะนำมาซึ่งความชื่นชมยินดี สำหรับเราผู้มีความเชื่อ และอันที่จริงแล้ว ผมก็มิใช่ใครอื่น  เคยเป็นคนหนึ่งในคณะสงฆ์แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ นี่เอง  มันจึงเป็นเหมือนการ “กลับบ้าน” กลับมาพบพี่พบน้อง อันนำมาซึ่งความยินดี   และเราจะร่วมมือกันจริงๆ เพราะในพวกเราไม่มีใคร “เก่ง”    เลยนะ แต่รวมกันแล้ว พระเยซูเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้า “คนเก่งพระองค์นั้น” จะประทับท่ามกลางเรา แล้วนั้นศักยภาพของพระเจ้าจะปรากฏให้เห็น

ดีใจที่ในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มีคณะนักบวชทั้งชายและหญิงมากมายหลายคณะทำงานอยู่  คิดๆ ไป  พ่อก็จินตนาการอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เป็นเหมือนสวนดอกไม้ใหญ่ เต็มไปด้วยแปลงไม้ดอกนานาพรรณ  กุหลาบก็ไม่เหมือนเบญจมาศ กล้วย ไม้เองก็มีหลากหลาย พันธุ์ ล้วนแตกต่างกัน แต่ก็สวยงามด้วยกันทั้งสิ้น

จึงทำให้อุทยานของกรุงเทพฯ “เมืองเทวดา” นี้ กลับกลายเป็นดั่งอุทยานสวรรค์  (สวนสวรรค์ ณ แผ่นดิน) เพราะพระพรพิเศษ (charism) ที่แต่ละคณะนำมาจะได้ฉายแสงเปล่งประกายออกมาอย่างแท้จริง

“Last but not least” สุดท้ายแต่ไม่ใช่ปลายแถว เพราะสำหรับพระศาสนจักรคาทอลิก ตามจิตตารมณ์ของสังคายนาวาติกันที่ 2  สัตบุรุษคริสตชนคือ ประชากรของพระเจ้า จะต้องมาเป็นอันดับแรก  บรรดาพระสงฆ์ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น และมีหน้าที่รับใช้ทุกคนด้วยความรักของผู้อภิบาล

พี่น้องคริสตชนฆราวาสที่รัก!  ในสารตราแต่งตั้งพ่อเป็นพระอัครสังฆราชแห่งกรุงเทพฯ สมเด็จพระ-สันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงกำชับพ่อให้เป็นนายชุมพาบาลที่ปฏิบัติงานแข็งขัน เป็นแบบฉบับแก่สัตบุรุษ จนพวกเขามั่นคงขึ้นในความเชื่อ ยินดีในความหวัง กระตือรือร้นในความรัก และเอาใจใส่ที่จะได้รับการหล่อเลี้ยงชีวิตจากพระวาจาพระเจ้า และจากศีลมหาสนิท  และพ่อก็ตั้งใจจะอุทิศชีวิตทำเช่นนั้น ตามคติพจน์ที่พ่อได้เลือกสำหรับชีวิตของตนเองไว้ว่า “คำสอนเรื่องกางเขน เป็นอานุภาพของพระเจ้า” (1คร 1:18) หมายความว่า “พ่อตั้งใจจะน้อมรับกางเขน และจะเปลี่ยนให้กลายเป็นความรัก เพื่อจะเป็นความรักทั้งสำหรับพระเป็นเจ้าและพี่น้องเพื่อนมนุษย์” นี่คือ ความตั้งใจของพ่อ พ่อก็หวังว่า พวกลูกๆ สัตบุรุษทุกคนจะรับสนองเช่นนั้นด้วย   

ในท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณในความมีน้ำใจดีของทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมในงานพิธี รับตำแหน่งพระอัครสังฆราช แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ของพ่อในวันนี้ เหตุการณ์วันนี้จะอยู่ในความทรงจำของพ่อตลอดไป
 
ขอพระเจ้าประทานพระพรแก่ทุกท่าน

          Credit  :  สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย

                                                                                    Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                          E  Pluribus  Unum
                                                                               Semper  Vigilo  Paratus  Et  Fidelis

                                                                                            Alan  Petervich

   
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ? เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 10:48:24 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

35. I am a priest who has been serving in the United States for the last 16 years. After working 10 years in a diocese, I had applied for incardination three years ago.  I received the required letter of excardination from my diocese in India, and the local diocesan bishop here had acknowledged my request positively. I continued serving in the diocese and was appointed as the temporary Administrator to two different parishes, then as Administrator to two linked parishes for three years. Since I had not received any further notification during these last three years and was not receiving any of the benefits that are afforded incardinated priests, I recently inquired about my incardination and I was told that I will not be incardinated. Does canon 268 apply in this case since neither bishop had expressed opposition within four months of receiving the letter, and am I in fact incardinated in the diocese?

     ผมเป็นพระสงฆ์องค์หนึ่งที่ได้ทำงานรับใช้ในสหรัฐเป็นเวลานาน 16 ปีมาแล้ว  หลังจากทำงานได้ 10 ปีในสังฆมณฑล  ผมได้ยื่นสมัครเพื่อเข้าสังกัดสังฆมณฑลเมื่อสามปีที่แล้ว  ผมได้รับจดหมายอนุมัติการขอถอนตัวจากสังฆมณฑลของผมที่อินเดีย  และพระสังฆราชสังฆมณฑลท้องถิ่นที่นี่ได้รับรู้คำขอของผมเป็นแบบยอมรับแล้ว  ผมยังคงรับใช้สังฆมณฑลและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารชั่วคราวในสองวัด  ต่อมาก็เป็นผู้บริหารวัดที่เชื่อมโยงกันเป็นเวลาสามปี  โดยที่ผมมิได้รับการแจ้งให้ทราบอีกระหว่างสามปีหลังนี้และไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆที่พระสงฆ์ในสังกัดได้รับ  เร็วๆนี้ ผมจึงถามถึงการเข้าสังกัดสังฆมณฑลของผม และผมได้รับคำบอกว่าผมจะไม่ได้รับการเข้าสังกัดอยู่ในสังฆฒณฑล     มาตรา 268 ที่เข้ากับกรณีนี้ โดยที่ไม่มีพระสังฆราชองค์ใดแสดงการต่อต้านภายในระยะเวลาสี่เดือนหลังจากรับจดหมาย และอันที่จริง ผมถูกรับเข้าในสังกัดสังฆณฑลแล้วหรือยังครับ ?

In view of the fact that you have been residing legitimately and serving in the diocese for the past ten years, the five year period called for in canon 268, §1, had clearly been completed.  Since you did receive a letter of excardination from your bishop a quo in India and the bishop of the diocesead quem in the United States had responded “positively” and had expressed no opposition to your request for incardination within the four month period called for by this canon, you were in fact incardinated in the diocese by this principle of law at the conclusion of the four month period.  This canon does not require that the five year period of legitimate residence (commoratio) begin only at the time that the priest makes the request to be incardinated.  Rather, this five year period begins at the time that the priest first established a legitimate residence in the diocese.Cf. In this specific case, you resided legitimately in the diocese for at least ten years prior to your making a request for incardination; and the bishop of the diocese did not express opposition within the four month period provided for by this canon. Hence, in view of these circumstances and the application of this canon, the diocesan bishop cannot oppose your incardination at the present time and must provide for the rights that you currently enjoy by reason of your incardination in the diocese.

ในทัศนะของความจริงที่ว่า คุณพ่อได้อาศัยอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักร และรับใช้ในสังฆมณฑลเป็นเวลาสิบปีมาแล้ว  ช่วงเวลาห้าปีเท่าที่ระบุในมาตรา 268, §1 เห็นได้ชัดว่าครบบริบูรณ์แล้ว  โดยที่คุณพ่อได้รับหนังสือการออกจากสังกัด จากพระสังฆราช (a quo) ในอินเดีย  และพระสังฆราชของสังฆมณฑล (ad quem) ในสหรัฐ ได้ตอบ “ เชิงรับ “และมิได้แสดงการขัดแย้งต่อคำขอเพื่อเข้าสังกัดสังฆมณฑล ภายในช่วงเวลาสี่เดือนตามที่ระบุในกฎหมายฉบับนี้  อันที่จริง คุณพ่อถูกรับเข้าสังกัดในสังฆมณฑลโดยหลักกฎหมายนี้เมื่อครบช่วงสี่เดือนแล้ว   กฎหมายมาตรานี้ไม่ต้องการว่า ระยะเวลาการมีนิวาสสถานถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักรห้าปี (commoratio) เริ่มเพียง ณ เวลาที่พระสงฆ์ทำคำขอเข้าสังกัดสังฆมณฑล   น่าจะเป็นว่า  ช่วงเวลาห้าปีนี้ เริ่ม ณ เวลาที่พระสงฆ์สถาปนาการอยู่อาศัยครั้งแรกที่ถูกกฎหมายในสังฆมณฑล  ในกรณีพิเศษนี้  คุณพ่ออาศัยอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายในสังฆมณฑลเป็นเวลาอย่างน้อยสิบปี ก่อนการทำคำขอสำหรับเข้าอยู่ในสังกัดสังฆมณฑล  และพระสังฆราชของสังฆมณฑลมิได้แสดงการต่อต้านขัดขวางภายในสี่เดือนแรกตามที่ระบุในกฎหมายนี้  พระสังฆราชสังฆมณฑลไม่สามารถต่อต้านการเข้าไปอยู่ในสังกัดสังฆมณฑลในเวลาปัจจุบันนี้ และต้องจัดให้สิทธิทุกอย่างที่คุณพ่อจะได้รับ ณ เวลานี้ โดยเหตุผลของการได้เข้าสังกัดในสังฆมณฑลของคุณพ่อ.

In the event that the bishop refuses to recognize your incardination:
ในเรื่องที่พระสังฆราชปฏิเสธที่จะรับทราบการเข้าสังกัดสังฆมณฑลของคุณพ่อ :

Basically, it will be imperative that you obtain the services of a qualified canon lawyer and present a formal petition to the bishop requesting that your incardination be recognized. If the bishop refuses to do this, then it will be necessary to take hierarchical recourse to the Congregation for the Clergy. In order for such a recourse to be successful, you will have to have copies of all of the relevant correspondence -- specifically, your letter of excardination, your letter requesting incardination, and any indication that you may have received -- hopefully in writing -- of the bishop's initial "positive response" to your request.

โดยพื้นฐาน มันจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อต้องได้ความช่วยเหลือของนักกฎหมายพระศาสนจักรผู้เชี่ยวชาญ และส่งคำขอเป็นทางการไปยังพระสังฆราชขอร้องว่า การขอเข้าสังกัดสังฆมณฑลนั้นเป็นที่รับรู้แล้ว   ถ้าพระสังฆราชปฏิเสธที่จะทำแบบที่ว่านี้  มันจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องใช้เส้นทางฐานานุกรมไปสู่ CDF  เพื่อจะใช้ทางเดินเช่นนั้นให้สำเร็จผล  คุณพ่อต้องทำสำเนาของจดหมายโต้ตอบทุกฉบับที่ตรงกับเรื่อง – เป็นต้น  จดหมายของการถอนตัวออกจากสังฆมณฑล(ในอินเดีย)  จดหมายที่ขอเข้าสังกัดสังฆมณฑล(ในสหรัฐ)  และคำชี้แจงใดๆที่คุณพ่ออาจได้รับ -- หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษร – ของพระสังฆราชที่ “ตอบรับ “ เริ่มแรกต่อคำขอของคุณพ่อ

36. Recently I requested a meeting with our new archbishop. I have an accusation against me that I have vehemently denied even in the press, however the archbishop responded to me that on advice of his canon lawyers, and in order to protect my rights, he should not meet with me or speak to me directly.

     เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้ขอพบกับพระอัครสังฆราชองค์ใหม่ของเรา  ผมได้รับคำกล่าวหาว่าผมนั้นได้ปฏิเสธอย่างแรงจัดแม้ในสำนักข่าว  อย่างไรก็ดี  พระอัครสังฆราชได้ตอบผมว่า จากคำแนะนำของฝ่ายกฎหมายพระศาสนจักรของท่าน และเพื่อปกป้องสิทธิของผม  ท่านไม่ควรจะพบผมหรือพูดกับผมโดยตรง.

It is unusual that a bishop's canonists would urge him not to speak with his priest in order to "protect" the priest's "rights". In view of the fact that under canon law it is the bishop's responsibility to investigate allegations of misconduct, either personally or through an investigator, and in view of the fact that canon 384 specifically states that "with special solicitude, a diocesan bishop is to attend to presbyters and... protect their rights and take care that they correctly fulfill the obligations proper to their state," it is troubling that a bishop would be advised not to speak with his priests. The advice that your archbishop is receiving seems to be much more concerned with issues of civil law in that as long as the archbishop can claim "ignorance" about anything related to an accused priest, he protects himself and the archdiocese from any civil lawsuits. However, such an action certainly appears to be an abandonment of his responsibilities as a diocesan bishop and pastor to his priests.

มันผิดปกติที่ว่า นักกฎหมายของพระสังฆราชจะกระตุ้นท่านไม่ให้พูดกับพระสงฆ์ของท่าน เพื่อจะ” ปกป้อง “” สิทธิ “  ของพระสงฆ์  ในทัศนะของความจริงที่ว่า ภายใต้กฎหมายศาสนจักร มันเป็นความรับผิดชอบของพระสังฆราชที่จะสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติมิชอบ  ไม่ว่าโดยส่วนตัวหรือโดยผู้สอบสวนคนใด  และในทัศนะของความจริงที่ว่า กฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 384 ยืนยันเป็นพิเศษว่า “ พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องเอาใจใส่พระสงฆ์เป็นพิเศษ  ต้องฟังพวกเขาในฐานะผู้ช่วยงานและผู้ให้คำปรึกษา  ต้องป้องกันสิทธิของเขา และเอาใจใส่ให้เขาทำหน้าที่ที่เหมาะสมกับฐานะของตนอย่างถูกต้อง “   มันเป็นเรื่องที่ผิดที่ว่าพระสังฆราชได้รับการแนะนำไม่ให้พูดกับพระสงฆ์ของท่าน   คำแนะนำที่พระอัครสังฆราชของคุณพ่อกำลังรับเอานั้น ดูเหมือนมันเกี่ยวพันกับเรื่องที่กำหนดในกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งบรรยายว่า นานตราบเท่าที่พระอัครสังฆราชสามารถอ้าง “ ความไม่รู้ “ เกี่ยวกับอะไรที่ผูกพันกับพระสงฆ์ผู้ถูกกล่าวหา  ท่านป้องกันตนเองและอัครสังฆมณฑลจากการฟ้องคดีทางบ้านเมืองได้   อย่างไรก็ดี  การกระทำเช่นนั้น แน่นอนปรากฏเป็นการทอดทิ้งความรับผิดชอบทั้งหลายของท่าน ในฐานะพระสังฆราชสังฆมณฑลและมุขนายกของบรรดาพระสงฆ์ของท่าน

Cf. อ้างอิง “The Christian Faithful” by Robert J. Kaslyn, S.J., in New Commentary of the Code of Canon Law ,pp. 333-334. 

37. I wrote a letter to the Holy Father requesting laicization. I received notice that the letter and request had been accepted. The chancery called me several times to sign the rescript, which I do not believe I have done to this day. I am wondering if I am officially laicized or not... if signing the rescript is a necessary component to make the laicization effective or if simply the writing of the letter was sufficient to laicize me.

     ผมเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงองค์พระสันตะปาปาขอลาออกไปเป็นฆราวาส  ผมได้รับหนังสือแจ้งว่า จดหมายและคำขอได้รับแล้ว  พระคุณเจ้าผู้เป็นเลขาธิการ โทรศัพท์เรียกผมหลายครั้งให้ไปลงนามในหนังสือที่ส่งถึงผม  ซึ่งผมไม่เชื่อว่าผมได้ทำเช่นนั้นในปัจจุบันนี้  ผมยังสงสัยว่าผมเป็นฆราวาสเป็นทางการแล้วหรือยังหรือยังไม่......ถ้าถือว่าการลงนามในหนังสือที่ส่งถึงผมเป็นส่วนประกอบจำเป็นที่ทำให้การเป็นฆราวาสเกิดผลแล้ว  หรือเพียงเขียนจดหมายก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเป็นฆราวาสได้ครับ.

Your laicization did become effective on the date that the decree was issued. The purpose in seeking the signature of the priest is simply to maintain a record that he has been informed of the fact that the dispensation was granted.

การเป็นฆราวาสของคุณพ่อมีผลแล้วตั้งแต่วันที่ ที่กฤษฎีกาได้รับการประกาศออกมา  วัตถุประสงค์ในการหาลายเซ็นของพระสงฆ์เป็นเพียงเพื่อลงบันทึกว่าผู้นั้นได้รับแจ้งตามความจริงที่ว่า ข้อยกเว้นพิเศษนั้นได้รับการอนุมัติแล้ว.
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ? เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 10:52:00 AM
 ยิ้ม ฮืม ฮืม เจ๋ง

33. My Father died suddenly in my arm's in the ICU room and I promised him I would take care of mother who is 82 and has had three heart attacks and two strokes. Can the bishop take away my faculties if I take a leave to care for my dying mother?

     บิดาของผมเสียชีวิตกะทันหันในอ้อมแขนของผม ในห้องไอซียู และผมสัญญากับเขาว่าผมจะดูแลมารดาซึ่งอายุ 82  และหัวใจล้มเหลวสามครั้งและ เกิด stroke สองครั้งแล้ว   พระสังฆราชสามารถไหมที่จะมอบภาระหน้าที่ของผมให้พระสงฆ์อื่น  ถ้าผมลาไปดูแลมารดาที่กำลังจะตาบของผม ?

Most every diocese has a policy which provides for a sabbatical or leave of absence for medical or personal reasons. You should speak to the bishop or the Vicar for Clergy of your diocese and request permission to take a leave or sabbatical for these family reasons. It would be surprising for a bishop to remove a priest's faculties simply due to the fact that he is caring for his aged and infirmed mother. However, if a priest abandoned his assignment and had not sought the bishop's permission to provide care for his mother in these circumstances, the bishop could possibly impose a penalty for such actions which would include the removal of faculties.

สังฆมณฑลทุกแห่งมีนโยบายที่จะจัดหาวันพระหรือวันหยุดทำงาน ด้วยเหตุผลทางการแพทย์หรือส่วนตัวคุณพ่อควรไปคุยกับพระสังฆราชหรือผู้ช่วย และขออนุญาตลา หรือไปวันพระด้วยเหตุผลทางครอบครัวที่ว่านี้  มันคงจะทำความประหลาดใจแก่พระสังฆราชที่จะถอดหน้าที่ของพระสงฆ์ เพียงความจริงที่ว่าเขาไปดูแลมารดาที่สูงอายุและกำลังเจ็บป่วย  อย่างไรก็ดี  ถ้าพระสงฆ์ละทิ้งงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  และมิได้แสวงหาการอนุญาตของพระสังฆราชที่จะไปจัดการดูแลมารดาในกรณีแวดล้อมเช่นนี้  พระสังฆราชอาจวางโทษสำหรับการกระทำเช่นนั้น ซึ่งรวมทั้งการถอดออกจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วย. 

34. Our archdiocese is having some of our removed priests go through continued therapy even after they have completed previous programs successfully and have never had another issue. Some of these continued therapy programs are group sessions with convicted sex offenders, which the archdiocese is forcing them to participate. Not only are the men not convicted, but the others in the group are prison experienced offenders unrelated to the Catholic church. These priests are very stressed about having to continue this therapy.

      อัครสังฆมณฑลของเรากำลังมีพระสงฆ์ที่ถูกถอดถอนบางองค์ไปรับการตรวจทางอยุรกรรมต่อเนื่อง แม้หลังจากที่พวกเขาได้เข้าโครงการครบสมบูรณ์ก่อนแล้วอย่างได้ผลเป็นอย่างดี และไม่เคยรับการตรวจสอบอีก  โครงการการตรวจทางอยุรกรรมที่ทำต่อเนื่องบางโครงการ เป็นการจัดเป็นกลุ่มกับผู้ทำผิดทางเพศที่ถูกตัดสินว่าผิดแล้ว ซึ่งอัครสังฆมณฑลกำลังบังคับพวกเขาให้เข้ามาร่วมการตรวจสอบที่ว่านี้   ไม่ใช่เพียงคนที่มิได้ถูกตัดสิน(ในศาล)ว่าผิดเท่านั้น  แต่คนอื่นๆในกลุ่มเป็นผู้เคยทำผิดมีประสบการณ์จากคุกมาแล้ว ซึ่งมิได้เกี่ยวพันกับศาสนจักรคาทอลิก   พระสงฆ์เหล่านี้รู้สึกกดดันมากที่ต้องเข้ารับการตรวจทางอยุรกรรมนี้.

Many dioceses keep their accused priests in therapy to protect themselves legally. If a priest were to commit a crime, the diocese would not be charged for negligence because they kept them out of ministry and in therapy. The priest and the therapist would be blamed for the crime, not the diocese. Forcing non-convicted priests to participate in therapy with convicted offenders creates a situation where innocent men are treated as convicted criminals. This is a violation of their right to be innocent until proven guilty. It also sends a message to the public that even though these men have not been convicted, the church still views them as criminals. If a diocese wants these men to be in therapy, it should be individual therapy, not group. There should also be a limit to the length of therapy which is determined by the priest and therapist, not the diocese. In addition, canonically priests have the right to choose their own therapists. They cannot be forced to go to any specific therapist by their diocese. The problem here is that diocese, lawyers and insurance companies are calling the shots. They are not experts in mental health, so there is no real foundation for their decisions other than fear of lawsuits.

สังฆมณฑลจำนวนมากจะส่งพระสงฆ์ที่ถูกกล่าวหาเข้ารับการตรวจทางอยุรกรรมเพื่อป้องกันตนเองตามกฎหมายพระศาสนจักร  ถ้าพระสงฆ์องค์ใดก่ออาชญากรรม สังฆมณฑลก็จะไม่โดนข้อหาการเลินเล่อ เพราะว่า สังฆมณฑลเหล่านั้นอ้างว่าพวกนั้นถูกถอดออกจากหน้าที่และเข้ารับการตรวจทางอยุรกรรมอยู่  พระสงฆ์และผู้ตรวจสอบเท่านั้นจะถูกประณามสำหรับอาชญากรรม ไม่ใช่สังฆมณฑล   การบังคับพระสงฆ์ที่มิได้ถูกตัดสินว่าผิดไปร่วมในการตรวจสอบทางอยุรกรรมร่วมกับผู้กระทำที่ได้รับการตัดสินว่าผิด ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่คนบริสุทธิได้รับการปฏิบัติเยี่ยงอาชญากรที่ได้รับการตัดสินแล้ว   การกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิของพวกเขาที่จะบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด  มันยังส่งสาส์นถึงสาธารณชนว่า แม้คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิด  ศาสนจักรยังมองพวกเขาเยี่ยงอาชญากร  ถ้าสังฆมณฑลต้องการให้คนเหล่านี้เข้ารับการตรวจทางอยุรกรรม มันควรจะเป็นการตรวจเฉพาะปัจเจกชน ไม่ใช่แบบกลุ่ม  ควรด้วยที่จะมีการจำกัดช่วงเวลาการตรวจทางอยุรกรรม ซึ่งร่วมกันพิจารณาโดยพระสงฆ์และผู้ตรวจสอบ  ไม่ใช่สังฆมณฑล   ที่เพิ่มเติมคือ  พระสงฆ์มีสิทธิตามกฎหมายพระศาสนจักรที่จะเลือกผู้ตรวจสอบของเขาเอง   พวกเขาจะต้องไม่ถูกบังคับให้ไปพบผู้ตรวจสอบคนใดเป็นพิเศษโดยสังฆมณฑลของเขา   ปัญหาที่นี่คือว่า สังฆมณฑล นักกฎหมายและบริษัทประกันชีวิต กำลังเรียกร้องเข้าร่วม  พวกเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต  ดังนั้น ไม่มีรากฐานแท้จริงใดๆสำหรับการตัดสินใจของพวกเขานอกจากความกลัวการฟ้องศาลเท่านั้น.

7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระสงฆ์ถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ? เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 10:45:25 AM
 ยิ้ม ฮืม

32. My accuser was over the age of 16 when the alleged incident took place in 1976. Based on canon 1395.2, I don’t think I can be laicized and permanently removed from the priesthood, however my bishop has “offered” me a sum of money and continued benefits for one year if I request laicization. If I don’t, he says he’ll have me laicized anyways and I’ll get nothing. Can you please clarify canonically what is happening here and elsewhere? Can I go to another country for ministry

    ผู้กล่าวหาผมอายุเกิน 16 เมื่อเหตุที่กล่าวอ้างเกิดในปี 1976  พิจารณาตามมาตรา 1395.2 ผมไม่คิดว่าผมสามารถถูกถอดเป็นฆราวาสและย้ายอย่างถาวรจากกสังฆภาพสงฆ์  อย่างไรก็ดี สังฆราชของผมได้ “ เสนอ “ ให้เงินจำนวนหนึ่งแก่ผมและยังได้ผลประโยชน์อื่นๆอีกเป็นเวลาหนึ่งปีถ้าผมยื่นเรื่องขอเป็นฆราวาส  ถ้าผมไม่ยอม  ท่านกล่าวว่าท่านจะหาวิธีให้ผมเป็นฆราวาสเองและผมจะไม่ได้อะไรเลย  คุณพ่อครับ คุณพ่อสามารถไหมครับที่จะทำเรื่องให้กระจ่างทางกฎหมายพระศาสนจักรว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นที่นี่หรือที่ไหนก็ตาม?  ผมสามารถไปประเทศอื่นเพื่องานในหน้าที่นี้ได้หรือไม่อย่างไรครับ?

In 1976, canon 2359, §2, of the 1917 Code of Canon Law noted that the penalty of “deposition” or dismissal from the clerical state could be imposed in cases involving an offense against the sixth commandment of the Decalogue only if the delict involved a minor under the age of sixteen years.  Hence, on the basis of the principle expressed in canon 1313, §1, of the 1983 Code of Canon Law which states that “if a law is changed after a delict has been committed, the law more favorable to the accused is to be applied,” no penalty can be imposed in this case.

ในปี 1976  มาตรา 2359, §2, ของประมวลกฎหมายพระศาสนจักรปี 1917  ให้ความคิดเห็นว่า การลงโทษ “ ขับออก “ หรือไล่ออกจากสภาวะนักบวชสามารถตั้งขึ้นได้ในกรณีที่เกี่ยวกับความผิดต่อบัญญัติประการหกของพระบัญญัติพระเป็นเจ้า เพียงถ้าความผิดที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 16 ปี  ตรงนี้  บนพื้นฐานของหลักการที่บรรยายในมาตรา 1313, §1, ของประมวลกฎหมายพระศาสนจักรปี 1983  ระบุว่า   “ ถ้ากฎหมายถูกเปลี่ยนหลังจากมีการกระทำความผิด  ให้ใช้กฎหมายที่เป็นคุณมากกว่าแก่ผู้กระทำความผิด “  ไม่สามารถวางโทษใดๆในกรณีนี้.

At the present time, “a delict against the sixth commandment of the Decalogue committed by a cleric with a minor below the age of eighteen years” is reserved to the Congregation for the Doctrine of the Faith.  This is stated in Art. 4, §1, of the CDF Norms that were promulgated on April 30, 2001.  This does not apply to an older offense that would have occurred in 1976 with a minor over the age of sixteen.  In such cases the Congregation has directed that no penalty be imposed and that the matter be handled administratively.

ในปัจจุบัน “ความผิดต่อพระบัญญัติพระเป็นเจ้าประการหกที่กระทำโดยนักบวชต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี  ได้รับการสงวนไว้ให้สมณกระทรวงว่าด้วยคำสอนแห่งความเชื่อ (CDF)  ข้อนี้ระบุในมาตรา 4 วรรค 1 ของบรรทัดฐาน CDF-Norm ที่ออกประกาศเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2001  ข้อนี้ไม่สามารถใช้กับความผิดต่อผู้อายุสูงกว่าที่อาจเกิดขึ้นในปี 1976 กับผู้เยาว์อายุมากกว่าสิบหก   ในกรณีเช่นนั้น CDF ได้แนะนำว่าไม่มีการลงโทษและว่า เรื่องนั้นต้องจัดการทางฝ่ายบริหารเท่านั้น
Norm 8 of the USCCB Essential Norms provides that 

บรรทัดฐาน 8 ของ USCCB Essential Norms ระบุว่า

When even a single act of sexual abuse of a minor by a priest or deacon is admitted or is established after an appropriate process in accordance with canon law, the offending priest or deacon will be removed permanently from ecclesiastical ministry, not excluding dismissal from the clerical state, if the case so warrants.

เมื่อการกระทำความผิดทางเพศแม้แต่ครั้งเดียวต่อผู้เยาว์โดยพระสงฆ์หรือสังฆานุกรเป็นที่ยอมรับว่าเกิดขึ้นหรือได้รับไว้หลังกระบวนการพิเศษตามกฎหมายศาสนจักร  พระสงฆ์หรือสังฆานุกรผู้กระทำความผิด จะถูกย้ายออกไปอย่างถาวรจากงานในหน้าที่ของศาสนจักร ไม่ยกเว้นการไล่ออกจากสถานะนักบวช  ถ้ากรณีนั้นมีประจักษ์พยานรับรองเช่นนั้น

In the case of the single1976 offense involving a minor over the age of sixteen, a penal dismissal from the clerical state is not an option based on the principles of law explained above.  However, bishops are making use of Norm 8 to justify administrative decisions not to re-assign a priest to ministry.  While a bishop can “invite” a priest to seek laicization – although in the present case, perhaps the term “bribe” is a more accurate description, it is unlikely in a case of this nature that the Congregation for the Doctrine of the Faith would agree to an involuntary laicization.  However, as has been mentioned many times throughout these FAQ, it is extremely important for the priest to seek competent canonical advice and to act proactively by presenting a defense on his own initiative to the Congregation for the Doctrine of the Faith in order to protect his right to participate in the investigation and consideration of his case.

ในกรณีความผิดปี 1976 ต่อผู้เยาว์อายุเกินสิบหก  โทษไล่ออกจากการเป็นนักบวชไม่ใช่ทางเลือกที่มีหลักการของกฎหมายอธิบายไว้ข้างบน   อย่างไรก็ดี  พระสังฆราชจะใช้ประโยชน์ของบรรทัดฐาน 8 1ที่จะพิจารณาการตัดสินใจทางบริหารโดยไม่มอบหมายงานแก่พระสงฆ์องค์นั้นอีก   ขณะที่พระสังฆราชสามารถ “ เชิญ “สักองค์ให้เลือกการเป็นฆราวาส – แม้ในกรณีปัจจุบัน  บางทีคำว่า “ สินบน “ ดูจะเป็นการบรรยายที่ถูกต้องแม่นยำกว่า  มันไม่เชิงเป็นกรณีของเรื่องนี้ที่ว่า CDF อาจยินยอมให้ออกไปเป็นฆราวาสอย่างไม่เต็มใจก็ตาม   อย่างไรก็ดี  ดังที่ระบุหลายครั้งแล้ว ใน การถาม –ตอบเหล่านี้  มันสำคัญยิ่งยวดสำหรับพระสงฆ์ที่จะต้องแสวงหาคำแนะนำทางกฎหมายพระศาสนจักรที่เก่งกล้า และกระทำการในเชิงรุกโดยแสดงการป้องกันด้วยการริเริ่มของเขาเองต่อ CDF  เพื่อ ปกป้องสิทธิของเขาที่จะเข้ามีส่วนร่วมในการสอบสวนและการพิจารณาคดีของเขา.

It should also be noted that not all bishops are taking the approach of insisting on laicization or dismissal in the case of a single thirty year old offense which did not involve a minor under the age of sixteen.  If it can be ascertained through therapeutic or other means that the priest is not a threat to the safety of the Christian faithful, some bishops can and have re-assigned priests to non-public forms of ministry.

ควรจะเป็นที่สังเกตว่าไม่ใช่พระสังฆราชทุกองค์จะรับเอากระบวนการยืนยันให้พระสงฆ์ไปเป็นฆราวาสหรือไล่ออก ในกรณีทำผิดครั้งเดียวกับผู้มีอายุสามสิบปี ซึ่งไม่ใช่ผู้เยาว์อายุต่ำกว่าสิบหก  ถ้าหากสามารถแน่ใจได้ด้วยการทำกระบวนการพิสูจน์ทางการแพทย์หรือวิธีการอื่นที่พระสงฆ์ไม่ใช่ผู้คุกคามต่อความปลอดภัยของสัตบุรุษ  พระสังฆราชบางองค์สามารถและแต่งตั้งพระสงฆ์องค์นั้นไปปฏิบัติงานที่ไม่ใช่แบบสาธารณะได้

A priest is always free to seek ministry in another diocese or in another country, and a number of bishops will give serious consideration to such requests.  In such cases, however, the priest’s candor with the bishop whom is he is approaching in this other diocese is most important since Norm 12 of the Essential Norms does require that

พระสงฆ์องค์หนึ่งเป็นอิสระเสมอที่จะปฏิบัติงานในสังฆมณฑลอื่นหรือในประเทศอื่น  และพระสังฆราชจำนวนหนึ่งจะพิจารณาอย่างจริงจังต่อคำร้องขอเช่นนั้น  อย่างไรก็ดี  ในกรณีเช่นนั้น  ความตรงไปตรงมาของพระสงฆ์ต่อพระสังฆราชที่เขาเข้าพบในสังฆมณฑลอื่นเป็นสิ่งสำคัญ โดยที่ Norm 12ของ Essential Norms ต้องการว่า

Before such a diocesan/eparchial priest or deacon can be transferred for residence to another diocese/eparchy, his diocesan/eparchial bishop shall forward, in a confidential manner, to the bishop of the proposed place of residence any and all information concerning any act of sexual abuse of a minor and any other information indicating that he has been or may be a danger to children or young people.

ก่อนที่พระสงฆ์หรือสังฆานุกรสังฆมณฑลหรือเขตปกครองหนึ่ง สามารถถูกย้ายไปยังที่พำนักในสังฆมณฑลหรือเขตปกครองอื่น  พระสังฆราชสังฆมณฑลหรือเขตปกครองจะต้องติดต่อ ในแบบลับ กับพระสังฆราชของสถานที่พำนักที่มุ่งหมายนั้น รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการปฏิบัติทางเพศกับผู้เยาว์ และข้อมูลอื่นที่ชี้ว่าเขาได้เคยเป็นและอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กๆหรือคนหนุ่มสาวอื่นๆด้วย

A significantly important argument that a priest can make when approaching a benevolent bishop in another diocese, especially if a single offense has occurred decades ago, is the statement that Pope John Paul II offered to the American Cardinals in 2002 when addressing them concerning the policies that the bishops were drafting at the time in anticipation of the Dallas meeting of the USCCB.  While commending the work of the American bishops, the Holy Father also stated:

ข้อโต้แย้งสำคัญที่มีความหมายก็คือ พระสงฆ์องค์หนึ่ง สามารถปฏิบัติ เมื่อเข้าพบพระสังฆราชผู้เมตตาในสังฆมณฑลอื่น เป็นต้น ถ้าความผิดครั้งเดียวเกิดเป็นหลายสิบปีมาแล้ว  เป็นคำยืนยันที่พระสันตะปาปายอห์นปอลที่สองได้เสนอแก่คณะพระคาร์ดินัลอเมริกันในปี 2002  เมื่อตรัสกับพวกเขาเกี่ยวกับนโยบายที่ว่า บรรดาพระสังฆราชกำลังจัดเวลาล่วงหน้าในการประชุมที่ดัลลัสของ USCCB  ขณะที่ยกย่องงานของบรรดาพระสังฆราชสหรัฐ บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ยืนยันด้วยว่า

At the same time, even while recognizing how indispensable these criteria are, we cannot forget the power of Christian conversion, that radical decision to turn away from sin and back to God, which reaches to the depths of a person’s soul and can work extraordinary change.

ในเวลาเดียวกัน  แม้ขณะที่รับรู้ว่าบรรทัดฐานเหล่านี้ที่ขาดมิได้อย่างไร  เราไม่สามารถลืมอำนาจการกลับใจแบบคริสตชน  คือการตัดสินใจที่รากเหง้า หันจากบาปและกลับไปหาพระเป็นเจ้า  ซึ่งหยั่งถึงเบื้องลึกของวิญญาณบุคคลและสามารถทำงานการเปลี่ยนแปลงที่พิเศษไม่ธรรมดา
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 4 นิสัยที่จะทำให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จ! [info] เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 09:56:15 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                      4 นิสัยที่จะทำให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จ! [info]

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน   
9 ตุลาคม 2557 22:07 น.


                                                              ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000012038401_zps44106cb9.jpeg.html][IMG]][/url]

      หนึ่งในสิ่งที่ดูจะมีอิทธิพลกับเรามากที่สุดก็คือนิสัยของตัวเราเอง ถ้าเรามองนิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จด้วยแล้วนั้น พวกเขาก็มักจะมีนิสัยบางอย่างที่ไม่ธรรมดาและกลายเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

       1. บริหารเรี่ยวแรงของคุณให้เป็น
       ต่อให้มีความคิดและไอเดียที่ดีเลิศ แต่ถ้าไม่มีแรงคุณก็อาจสูญเสียโอกาสจากความสามารถได้ ด้วยเหตุนี้แล้ว คุณควรจะเป็นคนที่สามารถควบคุมและจัดการพลังงานของคุณเป็นประเภทที่รู้ว่าควรจะใช้แรงของคุณกับเรื่องอะไรบ้าง

       2. สามารถวิเคราะห์ในการจัดลำดับความสำคัญได้
       ทุกๆ คนล้วนมีงานทำมากมายซึ่งล้วนต้องจัดการมันด้วยข้อจำกัดต่างๆ และข้อจำกัดที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เวลา นั่นทำให้คุณต้องรู้ว่าจะให้ความสำคัญอะไรก่อนหลัง รู้ว่าอะไรที่ทำจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สร้างประสิทธิภาพสูงสุด คุณต้องไม่ลืมว่าคุณไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง

       3. สามารถจัดการงานที่ตัวเองทำให้เสร็จ
       คนที่เก่งไม่ใช่แค่เก่งคิด พวกเขาคือคนที่สามารถนำความคิดไปทำได้จริงด้วย สิ่งสำคัญคือแรงผลักดันของตัวเองให้สามารถทำงานต่างๆ ได้ทั้งนี้ เพราะพวกเขาจะรู้ตัวอยู่เสมอว่างานแต่ละชิ้นจะนำไปสู่อะไร ทำไมงานชิ้นนึ้ถึงสำคัญและต้องทำ

       4. การตั้งทัศนนคติในแง่บวกอยู่เสมอ
       สิ่งที่คนเก่งๆ คิดอยู่บ่อยๆ คือการพยายามมองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ เพราะพวกเขารู้ดีว่าถ้าตั้งทัศนคติในแง่ลบแล้วจะยิ่งฉุดให้ตัวเองต่ำลง ทั้งพลังชีวิตรวมทั้งความคิดต่างๆ ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้ชีวิตไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน
       
       ที่มา: Entrepreneur แปลโดย NUTTAPUTCH WONGREANTHONG
 
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 15 อาหารต่อต้านความชรา เมื่อ: ตุลาคม 09, 2014, 11:53:07 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม ตกใจ
                                                                                       15 อาหารต่อต้านความชรา
                                                                                 ทานอะไรถึงได้ดูสวยและอ่อนกว่าวัย

MSN  อาหารและเครื่องดื่ม
9  ตุลาคม  2014


          เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างที่บอกให้รู้ถึงการมาเยือนของความชรา แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะยังมีวิธีช่วยให้ร่างกายคงสภาพต่างๆ เอาไว้ให้นานขึ้นได้ อย่ารอช้า มาทำให้ตัวเองดูอ่อนเยาว์และยังสวยปิ๊งด้วยการรับประทานอาหารต้านความชราเหล่านี้กันเถอะ

                                                                 ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BB7dgUM_zpsa9ce7c91.jpg.html][IMG]][/url]
 


15 อาหารต่อต้านความชรา

ฮาเซลนัท
ฮาเซลนัทอุดมไปด้วยไบโอตินหรือวิตามินบี 7 ซึ่งมีบทบาทสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของเซลล์ นอกจากช่วยบำรุงระบบประสาท ตับ และสายตาแล้ว ยังช่วยให้ผิวและเส้นผมมีสุขภาพดีอีกด้วย

ส้ม
เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังของเราจะเริ่มแห้งและบางเนื่องจากการสูญเสียคอลลาเจน ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นขณะที่เริ่มแก่ตัว วิตามินซีที่พบในส้มและผลไม้อื่นๆ รวมถึงผักต่างๆ จะช่วยผลิตคอลลาเจนและรักษาผิวของคุณให้ดูอ่อนวัยนานขึ้น

ผลไม้ประเภทเบอร์รี
บลูเบอร์รี, แบล็คเบอร์รี, แครนเบอร์รี และสตรอว์เบอร์รีนั้นเป็นที่รู้กันดีว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งช่วยป้องกันการเสื่อมของสมองและประสาทรับรู้เมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยรักษาผิวพรรณให้ดูอ่อนวัยนานขึ้นเช่นกัน

ถั่วชิกพี
แมงกานีสที่มีในถั่วชิกพีถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว เพราะไม่เพียงช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยไม่ให้ผมหงอก เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนผมตัวเองเป็นสีขาว

ข้าวโอ๊ต
ถ้าอยากมีผิวอ่อนนุ่มและเรียบลื่น ให้ผสมข้าวโอ๊ตเล็กน้อยกับน้ำอุ่นแล้วทาตามใบหน้า หรือผสมข้าวโอ๊ตสัก 1 กำมือลงในอ่างอาบน้ำ กรดไขมันในข้าวโอ๊ตจะช่วยไม่ให้ผิวแห้งและลดอาการผิวหนังอักเสบได้

วอลนัท
วอลนัทประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3, วิตามินอี และกรดไลโนเลอิค ซึ่งทั้งหมดรวมกันจะช่วยป้องกันอันตรายจากแสงอาทิตย์ที่ทำให้ผิวแห้งและเหี่ยวย่น

ปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
ถ้าคุณต้องการให้สมองมีสุขภาพดีและคงความอ่อนเยาว์ ให้รับประทานปลาที่มีกรดไขมันสูง จากการศึกษาของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช (Rush University Medical Center) พบว่าคนที่กินปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งจะมีอัตราการเสื่อมของสมองที่เกิดจากอายุมากขึ้นน้อยกว่าเดิม

ช็อกโกแลต
ข่าวดีสำหรับคนรักช็อกโกแลต ดาร์คช็อกโกแลตมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงหลอดเลือดและทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี แล้วผิวหนังก็จะได้รับการบำรุงจากภายในโดยอัตโนมัติ

มันเทศ
มันเทศมีสรรพคุณยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อในการชะลออายุของผิว เนื่อจากมีวิตามินเอและแร่ธาตุประเภททองแดงสูง ซึ่งช่วยผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นอ่อนนุ่มขึ้น

เนื้อไก่
เนื้อไก่อุดมด้วยสังกะสีและซีลีเนียมที่เป็นแหล่งผลิตคอลลาเจน ขณะเดียวกันก็ช่วยป้องกันการเสื่อมถอยของร่างกายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งของความชรา

บร็อคโคลี
สารพิษสะสมในร่างกายสามารถทำให้เส้นผมและผิวหนังแห้งและหม่นหมองอย่างรวดเร็ว ยังไม่นับปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ตามมาอีกเป็นพรวน อย่างไรก็ดี สารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลีนั้นจะช่วยให้ตับสามารถกำจัดสารพิษอันตรายต่างๆ ออกไปได้ จากนั้นคุณก็จะดูสุขภาพดี

เฟต้าชีส
เฟต้าชีสนั้นเต็มไปด้วยวิตามินบี 12 ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวขึ้นมาแทนเซลล์ที่ตายแล้วได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องใช้คนช่วยขัดผิวอีกต่อไปแล้วหากว่าคุณมีสลัดกรีกดีๆ สักจาน

โยเกิร์ต
โยเกิร์ตธรรมชาติมีแคลเซียมสูงพอๆ กับนม 1 แก้ว ซึ่งช่วยให้กระดูกยังแข็งแรงแม้ว่าอายุจะมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยบำรุงรักษาลำไส้ให้สุขภาพดีอีกด้วย

ชาเขียว
สารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพในชาเขียนสามารถฟื้นฟูความเสียหายของผิวหนังที่เกิดจากแสงแดดได้ นอกจากนี้ การศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (Newcastle University) ในอังกฤษยังพบว่าชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

น้ำเปล่า
"เรียบง่ายแต่ได้ผล" น้ำเปล่าทำให้ผิวชุ่มชื้น ช่วยรักษาความนุ่มลื่น กระจ่างใส และป้องกันผิวหนังเสียหาย ขณะเดียวกันก็ช่วยชำระล้างสารพิษ รวมถึงลดการท้องอืดและผิวบวมน้ำได้อีกด้วย

          Credit  :  MSN  อาหารและเครื่องดื่ม.

         


 
 
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาทอลิกดั้งเดิมรักพระเจ้า แต่ก็เกรงกลัวพระเจ้าด้วย เมื่อ: ตุลาคม 09, 2014, 12:47:56 PM
 ยิ้ม ฮืม
       คำแปล “ Discipline “ จากพระคัมภีร์ ของ “พระคริสตธรรมคัมภีร์” ของ สมาคมพระคริสตธรรมไทย
จาก passage ที่ยกมาจาก:  THE HOLY BIBLE , The New Revised Standard Version , Catholic Edition for India, 1991 :

       “ Endure trials for the sake of discipline. God is treating you as children: for what child is there whom a parent does not discipline? “

       ” ท่านทั้งหลายจงรับและทนเอาเถอะเพราะเป็นการตีสอน  พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อท่านในฐานะที่ท่านเป็นบุตรของพระองค์  ด้วยว่ามีบุตรคนใดเล่าที่บิดาไม่ได้ตีสอนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ “

        ซึ่งจากคำแปลนี้นี่เอง  คำว่า discipline นักพระคัมภีร์โปรเตสตันท์แปลว่า “ การตีสอน “  เรา – งงว่าพระเจ้านะหรือจะตีสอนมนุษย์ ?  

        ยกมาจาก Website which quoted the passage from Catholic Holy Bible:
.                                    
 “Persevere under discipline. God dealeth with you as with his sons; for what son is there, whom the father doth not correct?”  Hebrews 12:7  “

ท่านจงอดทนรับการเฆี่ยนตีสั่งสอนเถิด  พระเจ้าทรงกระทำต่อท่านเยี่ยงกระทำต่อบุตร  มีบุตรคนใดบ้างที่บิดาไม่เฆี่ยนตีสั่งสอนเลย “  

       ทางฝ่ายนักแปลพระคัมภีร์คาทอลิกก็เหมือนกัน   นอกจากจะ(ขอโทษ)พยายามแปลแล้วคงคิดว่าแปลผิด  เลยลอกเอาของโปรเตสตันท์มา  แต่เพิ่มเติมให้น่ากลัวกว่าอีก  โดยแปลคำว่า discipline เป็น “ การเฆี่ยนตีสั่งสอน “  แรงขนาดนั้นทีเดียว  โธ่  พระเจ้าซึ่งเป็น “ พระบิดา ของลูกๆ “  จะเฆี่ยนตีเพื่อสั่งสอนรุนแรงขนาดนั้นเชียวหรือ  เราว่าน่าจะแปลไม่ถูกต้องตามความหมายมากกว่ากระมัง  น่าคิดนะครับ.

       ข้อสงสัยอยู่ที่คำว่า ‘ Discipline ‘  ที่นักวิชาการฝ่ายพระคัมภีร์แปลแปลกแตกต่างกันไป  จึงทำให้เราต้องค้นหาความหมายที่แท้จริง  เพื่อทำความเข้าใจให้ถ่องแท้  ไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใดทั้งสิ้น  โปรดเข้าใจด้วย

       คำที่เป็นปัญหาคือ  Discipline  เราจึงค้นเสาะหาเข้าไปยังพจนานุกรมและแหล่งข้อมูลต่าง  ก็ได้ความหมายของคำดังนี้ :

       discipline
[N] การฝึกฝน, Syn. self-control, moderation, Ant. immoderation

discipline
[N] การลงโทษ, Syn. punishment, correction

discipline
[N] ข้อบังคับ, See also: วินัย, ระเบียบ, กฎ, ธรรมวินัย, Syn. continence, restraint, Ant. immoderation

discipline
[VT] ทำให้อยู่ในระเบียบวินัย, See also: ทำให้เชื่อฟัง

discipline
[VT] ลงโทษ, Syn. punish, crucify, Ant. excuse, pardon

discipline
[VT] อบรม, See also: ฝึกฝน, Syn. train, coach, tutor


       อังกฤษ-ไทย: ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน [เชื่อมโยงจาก royin.go.th แบบอัตโนมัติและผ่านการปรับแก้]

discipline
๑. วินัย๒. สาขาวิชา [รัฐศาสตร์ ๑๗ ส.ค. ๒๕๔๔]

       อังกฤษ-ไทย: คลังศัพท์ไทย โดย สวทช.

Discipline
วินัย [TU Subject Heading]

Discipline
ระเบียบวินัย,วินัย [การแพทย์]

Discipline of children
วินัยของเด็ก [TU Subject Heading]

Disciplines, Related
แขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง [การแพทย์]

       **** ตัวอย่างประโยคที่ใช้คำว่า discipline **** จาก Tanaka JP-EN Corpus

discipline   Not until the end of the nineteenth century, did plant breeding become a scientific discipline.
discipline   For too long society has placed sole emphasis on children's test results, to the detriment of social discipline.
discipline   The child was completely lacking in discipline.
discipline   School discipline is not as it should be.
discipline   You aren't cut out for the military because of its rigid discipline.
discipline   Military discipline is literally rigid.
discipline   It goes without saying military discipline is literally rigid.
discipline   One's talent is in need of discipline.
discipline   I was brought up under rigid discipline.
discipline   Learning poetry is a good discipline for the memory.
   
       English-Thai: HOPE Dictionary [with local updates]

discipline
(ดิส'ซะพลิน) n. วินัย,ระเบียบวินัย,การฝึกฝน,การลงโทษ,สาขาวิชา,ศิลปปฎิบัติ,วินัยทางศาสนา vt. ฝึกฝน,ทำให้มีวินัย,ลงโทษ,แก้ไข., See also: discipliner n., Syn. order
indiscipline (อินดิส'ซะพลิน) n. การขาดวินัย,การขาดระเบียบวินัย
self-discipline
n. การควบคุมตัวเอง,การบังคับใจตนเอง,การควบคุมอารมณ์ตัวเอง,การรักษาระเบียบวินัยของตัวเอง. -self-disciplined adj.
undisciplined
(อันดิส'ซิพลินดฺ) adj. ไม่มีระเบียบวินัย,ไม่ได้รับการฝึกฝน,มั่ว,เปะปะ,ตามอำเภอใจ

       English-Thai: Nontri Dictionary
discipline
(n) ระเบียบข้อบังคับ,ระเบียบวินัย,การลงโทษ,การฝึกฝน
discipline
(vt) ทำให้มีวินัย,บังคับ,ลงโทษ,ฝึกฝน,ฝึกหัด

       Thai-English: NECTEC's Lexitron-2 Dictionary [with local updates]

ระเบียบวินัย
[N] discipline, See also: code of conduct, Example: ประเทศไหนประชาชนมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน มีระเบียบวินัย ประเทศนั้นก็เจริญ

ขัดเกลา
[V] discipline, See also: train, Syn. อบรม, พร่ำสอน, บ่มนิสัย, Example: คุณป้าขัดเกลาสมศรีจนมีกิริยามารยาทเป็นผู้ดี, Thai definition: แนะนำพร่ำสอนให้ซึมซาบเข้าไปจนติดเป็นนิสัย

ความมีระเบียบวินัย
[N] discipline, See also: orderliness, Syn. ความมีวินัย, Example: พ่อแม่ควรปลูกฝังความมีระเบียบวินัยให้เด็ก

ธรรมวินัย
[N] discipline, See also: orderliness, order, control, restraint, Syn. พระธรรมวินัย, Count unit: ฉบับ, Thai definition: พระธรรมและพระวินัย, Notes: (บาลี, สันสกฤต)

วินัย
[N] discipline, See also: rule, regulation, regimen, Syn. กฎเกณฑ์, ระเบียบ, หลักเกณฑ์, Example: ประชาชนชาวเกาหลีใต้มีวินัยและการศึกษาสูง ทำให้เกาหลีใต้จึงพัฒนาอย่างรวดเร็ว, Thai definition: ระเบียบสำหรับกำกับความประพฤติให้เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน
วินัย
[N] discipline, See also: rule, regulation, regimen, Syn. กฎเกณฑ์, ระเบียบ, หลักเกณฑ์, Example: ประชาชนชาวเกาหลีใต้มีวินัยและการศึกษาสูง ทำให้เกาหลีใต้จึงพัฒนาอย่างรวดเร็ว, Thai definition: ระเบียบสำหรับกำกับความประพฤติให้เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน

       Thai-English-French: Volubilis Dictionary 1.0

กบิล
[n.] (kabin) EN: order ; law and discipline ; rules of procedure ; rules ; procedures ; system   FR: loi et discipline [f] ; règles de procédure [fpl]
เคร่งครัดในวินัย
[v. exp.] (khrengkhrat nai winai) EN: be strict in discipline ; enforce rigid discipline  
กฎระเบียบ
[n. exp.] (kot rabīep) EN: set of regulations ; regulations ; rules ; discipline ; principle  
กฎยุทธวินัย
[n. exp.] (kot yutthawinai) EN: military code of conduct ; code of military discipline  
ปฏิบัติตามกบิลเมือง
[v. exp.] (patibat tām kabin meūang) EN: observe the law and discipline  
ผิดวินัย
[v. exp.] (phit winai) EN: break discipline ; break a regimen ; break a regulation ; disciplinary offence   FR: enfreindre ladiscipline
ปรับอาบัติ
[v. exp.] (prap ābat) EN: punish the monk who breaks the religious discipline  
ระเบียบวินัย
[n. exp.] (rabīep winai) EN: discipline ; code of conduct ; disciplinary regulations ; code of ethics   FR: discipline [f]
ระเบียบวินัยในตลาด
[n. exp.] (rabīep winai nai talāt) EN: market discipline  
รักษาระเบียบวินัย
[v. exp.] (raksā rabīep winai) EN: maintain discipline

       จากเหตุผลของข้อมูลทางวิชาการที่เราได้รับ  ทำให้มั่นใจว่า  น่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังการแปลพระคัมภีร์ของคณะกรรมการพระคัมภีร์คาทอลิกไทย  จึงได้ติดต่อไปที่คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร  พระสงฆ์ไทยที่สำเร็จการศึกษาทางพระคัมภีร์และเป็นอาจารย์สอนที่บ้านเณรแสงธรรม  โดยทาง facebook  ซึ่งคุณพ่อก็คิดเหมือนเรา  แต่ท่านบอกว่า  ต้องพยายามเข้าใจความหมายของข้อความต่างๆที่ปรากฎทางพระคัมภีร์  และอย่าลืมว่า  ผู้แปลเองก็แปลมานานแล้ว  ภาษาอาจจะไม่ทันสมัย  พวกเราที่อ่านก็คงต้องพยายามทำความเข้าใจ  ท่านอธิบายดังนี้ :

      Somkiat Trinikorn : ดังนั้น พระคัมภีร์ใช่คำนี้ แบบ hyperbole นะครับ ต้องเข้าใจบริบทครับ
7 ตุลาคม เวลา 11:52 น.

      Somkiat Trinikorn : คำกรีกต้นฉบับ discipline ใช้คำ paidean ปัยเดอาน รากคือ pais เด็กเล็กๆ ครับ คือการอบรมสั่งสอน ตี แบบพ่อแม่ตีลูกเล็กๆ ให้หราบจำ ภาษาเมื่อสองพันปีก่อน ปัจจุบัน ตีไม่ได้แล้ว เราจึงรู้สึกว่าโหดร้ายมั้วครับ
7 ตุลาคม เวลา 12:05 น.

      Vichitr Thongthua : ขอบคุณคุณพ่อมากครับ ผมเข้าใจเหมือนคุณพ่อ แต่ - พระคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาใหม่ จดหมายถึงชาว ฮีบรู น่าจะปรับปรุงคำแปลไหมครับ ให้อ่านแล้วเข้าใจความรักของพระเจ้าที่เหมือนบิดาของเรา รักและอ่อนโยนต่อลูกๆ จะดีกว่าไหมครับ? ใครมีหน้าที่ปรับปรุงแก้ไข คุณพ่อด้วยหรือเปล่าครับ - Ad Majorem Dei Gloriam แด่พระเจ้า - ครับ.
7 ตุลาคม เวลา 19:54 น.

      Somkiat Trinikorn : คงจะต้องรอปรับปรุงอีกร้อยปีข้างหน้ามังครับ พ่อทัศไนย์เพิ่งแปลเสร็จหลังจากยี่สิบปี...เราแปลอย่างนี้ดีแล้วครับ แต่พวกเราช่วยกันเข้าใจและอธิบายครับ ขอบคุณครับ และพระคัมภีร์ต้องมีการอธิบายเพิ่มครับ ไม่ต้องห่วงครับ...ช่วยๆกันครับ... เพราะคำแปลไม่เคยสิ้นสุดครับ คงต้องพัฒนาต่อๆไป แต่เราเข้าใจตรงกัน และคำถามทำให้พ่อได้มีโอกาสอธิบายด้วย ขอบคุณครับ

       Alan  Petervich  :  คุณพ่อสมเกียรติ บอกว่า การแก้ไขคำแปลพระคัมภีร์ให้ถูกต้องและมีความหมายแบบที่มนุษย์สมัยใหม่จะเข้าใจได้นั้น " คงจะต้องรอปรับปรุงอีกร้อยปีข้างหน้ามังครับ "  เพราะ ตอนนี้ " พ่อทัศไนย์เพิ่งแปลเสร็จหลังจากยี่สิบปี ...."  คุณพ่อยังกล่าวแถมว่า  " เราแปลอย่างนี้ดีแล้วครับ "  ผมว่าคำแปลที่เพี้ยนๆแบบนี้จะดีได้อย่างไร  งงมากครับคุณพ่อ  แล้วที่บอกว่าต้องอีกร้อยปีข้างหน้าจึงจะปรับปรุงอีก....อีกร้อยปีหรือครับ?  ผมและคุณพ่อ รวมทั้งท่านสมาชิกที่กำลังอ่านมาถึงตรงนี้คงสะดุ้งแปดกลับ  ใครจะมีอายุต่อไปอีกถึงร้อยปี  ผมหมายถึงพวกเรานี่นะครับ  มันติดขัดอะไรตรงไหน เมื่อรู้ว่าไม่สมบูรณ์แล้วไม่ปรับปรุง  ให้คณะกรรมการคนอื่นทำไม่ได้หรือครับท่านกรรมการทั้งหลาย  พวกท่านลาออกไปพักผ่อนเถอะ  ให้คนอื่นแสดงความสามารถบ้าง  พวกเขาคงไม่ทำเหมือนพวกท่าน ที่ไป -- ขอโทษ --ลอกคำแปลคนอื่นเขา  ขายหน้าจริงๆ  ผมไม่เชื่อว่าคริสตชนคาทอลิกที่มีความสามารถจะมีเพียงพวกท่าน - ครับ   ถอยออกไป  แล้วให้โอกาสคนอื่น - คนรุ่นใหม่ ที่เขาก็มีความสามารถ รับใช้พระเป็นเจ้าบ้างเถอะครับ !

                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                          Semper  Vigilo  Paratus  Et  Fidelis
                                                                                     E  Pluribus  Unum

                                                                                       Alan  Petervich






      
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / อีก 10 ปี...หญิงไทยจะโสดเพิ่มขึ้น เมื่อ: ตุลาคม 06, 2014, 11:03:27 AM
 ยิ้มกว้างๆ ตกใจ ฮืม
                                                                          อีก 10 ปี...หญิงไทยจะโสดเพิ่มขึ้น
                                                  Next 10 years ,  Thai Female Persons Will  Be  Single  More and More.

Unigang > Woman
Ala  Petervich
Update 6  ตุลาคม  2557

       ขึ้นชื่อว่า "สาวโสด" แล้วปัจจุบันมีผู้ครองตำแหน่งนี้กันมากกว่าก่อน ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป หรือแม้แต่ความสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่ง เพศชาย จึงเป็นเหตุให้สาว ๆ ไม่สนใจที่จะแต่งงาน เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่เทรนด์ในอนาคต บรรดาสาว ๆ จะยิ่งหวงความโสดมากยิ่งขึ้น จากผลการสำรวจของ U.S. Census Bureau, International Data Base ผ่านการวิเคราะห์โดยบริษัท MeetNLunch บริษัทจัดหาคู่มืออาชีพ ถึงการคาดการณ์ด้านจำนวนประชากรในอีก 10 ปีข้างหน้า พบข้อมูลที่น่า สนใจว่า

ในปี 2563 ประเทศไทยจะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1.5 ล้านคน โดยเฉพาะ "ผู้หญิงตัว คนเดียว" จะมีเพิ่มมากขึ้น โดยตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 5.6 ล้านคน ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิงที่เป็นม่าย และผ่านการหย่าร้าง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ผู้ชายมี แนวโน้มเสียชีวิตเร็วกว่า และมีแนวโน้มแต่งงานใหม่มากกว่าผู้หญิง จึงทำให้มีผู้ชายที่ผ่านการหย่าร้างและพ่อม่ายน้อยกว่า

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ซึ่งมีแนวโน้มคล้ายประเทศไทย เห็นว่าในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนประชากรหญิงช่วงวัยกลางคนขึ้นไปมากกว่าชายอยู่ประมาณ 250,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ (ประมาณ 4.8 ล้านคน) ส่วนประเทศเวียดนามและมาเลเซียนั้น มีตัวเลขของประชากรหญิงและชายวัยกลางคนค่อนข้างใกล้เคียงกัน จะต่างกันมากในช่วงอายุ 75 ปีขึ้นไป เพราะเฉลี่ยอายุขัยของฝ่ายหญิงจะยาวกว่า ในขณะที่ประเทศเกาหลี มีจำนวนประชากรชายช่วงวัยกลางคนอายุ 50 ปีลงมา มากกว่าประชากรหญิงช่วงอายุเดียวกันเล็กน้อย

และสุดท้ายประเทศจีน มีประชากรชายวัยกลางคนมากกว่าประชากรหญิงถึงประมาณ 5 ล้านคน ถือว่ามีสัดส่วนผู้ชายต่อผู้หญิงสูงที่สุดในภูมิภาค

ดังนั้น ในอนาคตหญิงไทยอาจจะหันไปคว้าอาตี๋จากเมืองจีนมาเป็นคู่ครองก็เป็นได้...

ส่วนวิถีชีวิตคนไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มแต่งงานช้าลง 45% และมีสถิติการหย่าเพิ่มขึ้น และยังพบแนวโน้มคนรุ่นใหม่หันมาใช้บริการบริษัทจัดหาคู่มืออาชีพ และสถาบันเสริมความงาม รวมทั้งการทำศัลยกรรมมากขึ้น

เพราะเมื่อผู้หญิงต้องพยายามในการหาคู่มากขึ้น ก็อาจใช้บริการกับสถาบันเสริมความงาม หรือการทำศัลยกรรมเพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่ดึงดูดเพศตรงข้าม

      จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งในด้านจำนวน ผู้หญิงที่มากกว่าผู้ชาย การแต่งงานที่ช้าลง และสัดส่วนการหย่าร้างที่มากขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักอาจเป็นเพราะความเสมอภาคในเรื่องเพศ ทำให้ฝ่ายหญิงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝ่ายชายด้านการหาเลี้ยงชีพอีกต่อไป จึงใช้เวลาหมดไปกับการทำงาน ทำให้คิดเรื่องการแต่งงานช้าลง และรวมถึงความอดทนในการใช้ชีวิตคู่น้อยลง

ทั้งหมดนี้จึงทำให้สาวไทยครองความเป็นโสดมากขึ้นนั่นเอง !

http://www.prachachat.net...
 

12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาทอลิกดั้งเดิมรักพระเจ้า แต่ก็เกรงกลัวพระเจ้าด้วย เมื่อ: ตุลาคม 05, 2014, 12:45:10 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                 คาทอลิกดั้งเดิมรักพระเจ้า แต่ก็เกรงกลัวพระเจ้าด้วย
                                                             Traditional Catholics Love God, But Also Fear God

By Father Peter Carota – คุณพ่อ ปีเตอร์ คาโรตา
Wednesday, July 16, 2014

       Most of us, when we are going over the speed limit and see a Highway Patrol, we automatically fear him because he may give us a ticket.  But when it comes to fearing God and His ticket, we just go right on breaking His laws and have, from none, to very very little fear of His punishment.

พวกเราส่วนใหญ่  เมื่อกำลังขับรถใช้ความเร็วเลยกรอบความเร็วที่กำหนด และเห็นรถลาดตระเวนตำรวจทางหลวง  โดยอัตโนมัติกลัวพวกเขาอยู่แล้วว่าจะโดนใบสั่ง   แต่ เมื่อพูดถึงเรื่องกลัวพระเจ้าและใบสั่งของพระองค์  เราก็ขับไปไม่ถือกฎเกณฑ์ของพระองค์ และ ไม่มีใครออกใบสั่ง  ก็เลยกลัวโทษของพระองค์น้อยมากกกกก.

       Progressive, liberal Catholics teach that we should not fear God.   They teach that God is Love.
Therefore we should not fear Him, but love Him.  All this is true, but only part of what the Bible says.  I have quoted a few of the Biblical passages for you to read and meditate on.  You may disagree with them, but that does not make you right and God wrong.  The Bible is the Word of God.  Your opinion is the word of man.

คาทอลิกเสรีนิยม หัวก้าวหน้า สอนว่าเราไม่ควรกลัวพระเจ้า  พวกเขาสอนว่าพระเจ้าคือความรัก  ดังนั้น  เราไม่ต้องกลัวพระองค์ แต่รักพระองค์ ที่ว่านี้เป็นความจริง  แต่เป็นเพียงบางส่วนจากที่พระคัมภีร์บรรยายไว้   ฉันขอยกข้อความบางตอนของพระคัมภีร์ให้คุณอ่านและรำพึงดู  คุณอาจไม่เห็นด้วยกับข้อความที่ว่านั้น  แต่ นั่นไม่ทำให้คุณเป็นคนถูกและพระเจ้าผิด  พระคัมภีร์เป็นพระวาจาของพระเจ้า  ส่วนความเห็นของคุณนั้นเป็นคำพูดของมนุษย์

Jesus says; “And fear ye not them that kill the body, and are not able to kill the soul: but rather fear him that can destroy both soul and body in hell.”  Matt. 10:28.

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย  แต่ไม่อาจฆ่าวิญญาณได้  จงกลัวผู้ที่ทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรก “ มัทธิว 10:28

       This passage from St. Matthew is very strong.  It says it all.  Do not fear man who can only persecute you, hurt you, steal from you, ridicule you, and kill you, here and now.  It is over with here.  No, fear God, who can not only take your life, but also put you in Hell for all eternity.  Jesus is the one who is saying this.  We have better take it very very seriously...

 ข้อความนี้จากนักบุญมัทธิวแรงมาก  พูดทุกอย่างแล้ว  อย่ากลัวมนุษย์ซึ่งเพียงสามารถเบียดเบียนคุณ ทำร้ายคุณ ขโมยจากคุณ  หัวเราะเยาะคุณ และฆ่าคุณได้  ที่นี่และเวลานี้  สิ้นสุดที่นี่   ไม่นะ  จงกลัวพระเจ้า ซึ่งไม่เพียงสามารถเอาชีวิตของคุณ แต่ยังโยนคุณลงนรกตลอดชั่วนิรันดรได้  พระเยซูเจ้าเป็นองค์พระบุตรที่ตรัสเช่นนี้  เราต้องถือข้อนี้จริงจัง.......
 
St. Paul goes on to say that we need to live in the fear of God too.  “Having therefore these promises, dearly beloved, let us cleanse ourselves from all defilement of the flesh and of the spirit, perfecting sanctification in the fear of God.    2 Cor. 7:1.

นักบุญเปาโลกล่าวต่อไปว่า พวกเราจำเป็นต้องดำเนินชีวิตในความกลัวพระเจ้าด้วย   “  พี่น้องที่รักยิ่ง  เมื่อเรามีพระสัญญาเช่นนี้ เราจงชำระล้างตนให้สะอาดจากมลทินทั้งร่างกายและจิตใจ  จงยำเกรงพระเจ้า  จงพยายามทำตนให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งๆขึ้น “ /2 โครินธ์ 71

       Over and over again the Bible says that fear of God is the beginning of all wisdom.

ครั้งแล้วครั้งเล่า พระคัมภีร์กล่าวว่า ความกลัว – ยำเกรง – พระเจ้าเป็นจุดเริ่มของความปรีชาญาณทั้งหมด

•   The perfection of the fear of God is wisdom and understanding.  Eccl. 21: 13.

ความครบครันของความกลัวพระเจ้าคือความปรีชาญาณและความเข้าใจ  เอคเคล. 21: 13

•   Yes, we traditional Catholics know that God is Love and we enjoy His Love every minute of our days.  But we also know that He is God and He punishes evil behavior.  Any loving Father disciplines His children.  We love God too and do not want to displease Him.  “Persevere under discipline. God dealeth with you as with his sons; for what son is there, whom the father doth not correct?”  Hebrews 12:7

ใช่แน่  เราคาทอลิกดั้งเดิมรู้ว่าพระเจ้าคือความรักและเราชื่นชมความรักของพระองค์ทุกนาทีตลอดวัน   แต่ เราก็รู้ด้วยว่า พระองค์เป็นพระเจ้าและทรงลงโทษการกระทำที่เลวร้าย   บิดาผู้รักลูกทุกคนสร้างวินัยให้ลูกๆของเขา   เรารักพระเจ้าด้วยและไม่ประสงค์จะทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย   ““ ท่านจงอดทนรับการเฆี่ยนตีสั่งสอนเถิด  พระเจ้าทรงกระทำต่อท่านเยี่ยงกระทำต่อบุตร  มีบุตรคนใดบ้างที่บิดาไม่เฆี่ยนตีสั่งสอนเลย “  ฮีบรู  12:7

          Alan  Petervich :  พวกคุณไม่ประหลาดใจหรืองงงันบ้างหรือ เมื่ออ่านข้อความจากพระคัมภีร์ที่ว่า พระเจ้าเฆี่ยนตีสั่งสอนมนุษย์ซึ่งเป็นลูกของพระองค์  เราหลายคนคงสงสัยว่า  ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์คาทอลิกคิดอย่างไรจึงแปลคำว่า discipline เป็น " การเฆี่ยนตีสั่งสอน  "  เข้าใจอะไรผิดพลาดหรือเปล่า  หรือไปลอกข้อความที่คนอื่นแปลไว้ อะไรทำนองนั้น   คราวหน้าเราจะพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจน - ครับ.




13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ชั่วโมงต้องมนต์กับ "อ.เบเบ้" สวย น่ารัก ขวัญใจนักศึกษา เมื่อ: กันยายน 28, 2014, 11:55:09 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                ชั่วโมงต้องมนต์กับ "อ.เบเบ้" สวย น่ารัก ขวัญใจนักศึกษา

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน   
26 กันยายน 2557 19:02 น.


                                                                   ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000011469301_zps945c765f.jpeg.html][IMG]http://][/url]

       ทำเอานักศึกษาต้องตกอยู่ในชั่วโมงต้องมนต์ เมื่อได้เรียนกับอาจารย์สาวคนสวยที่แสนจะอ่อนหวานทั้งกิริยา วาจาดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง (เกรดเฉลี่ย 3.91) แถมยังมีเกียรติบัตรเรียนดีในระดับปริญาโทอีก 1 ใบ จากคณะบริหารธุรกิจ (MBA) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
      
        เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา คืออาจารย์สาวสวยที่เรากำลังพูดถึง จากเน็ตไอดอลสู่ดาราเรียนดี วันนี้เธอขึ้นแท่นเป็น "อาจารย์พิเศษ" ที่นักศึกษาต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สวย เก่ง และเป็นกันเอง ไม่แปลกที่เธอจะเป็นขวัญใจนักศึกษา เช่นเดียวกับ M-Cover ที่ต้องตกอยู่ในภวังค์เมื่อได้นั่งสัมภาษณ์เป็นการส่วนตัวกับเธอ
      
        ทีมงานนัดกับ 'อาจารย์เบเบ้' ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เธอมาในชุดลายดอกสีฟ้าขาว ขับความน่ารักให้ดูเด่นชัด เปลี่ยนบรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวในวันนั้นให้ดูสดใสขึ้นมาทันตา เราชวนกันไปนั่งสนทนากันในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนที่ทีมงานจะหยิบปากกา พร้อมเครื่องอัดเสียงขึ้นมาบันทึกเรื่องราวชีวิต และมุมคิดของอาจารย์คนสวยตรงหน้า
      
       น่ารัก "เบเบ้" อาจารย์ขวัญใจนักศึกษา
      
        เปิดประเด็นฮอตกับบทบาทใหม่ "อาจารย์การตลาด" ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เธอเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาทาบทามให้เป็นอาจารย์พิเศษ แต่ตอนนั้นยังไม่พร้อมก็เลยผลัดออกไปก่อน กระทั่งเรียนจบปริญญาโท และมีงานแสดงที่สามารถแบ่งเวลาได้ลงตัวจึงตัดสินใจรับเป็นอาจารย์พิเศษ
      
       แน่นอนว่า การเป็นดารา แถมยังขึ้นแท่นเป็นอาจารย์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะไหนจะต้องเตรียมการสอน ไหนจะต้องก้าวข้ามความตื่นเต้นในห้องที่มีนักศึกษาจำนวนมาก
      
       "ช่วงที่เข้าสอนวันแรก ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะนักศึกษาที่เรียนกับเราเยอะมาก ประมาณ 70 กว่าคน เคยคิดเหมือนกันว่า เด็กสมัยนี้จะเป็นยังไงบ้าง ยิ่งเดี๋ยวนี้มีไลน์ อินสตาแกรม กลัวว่าจะไม่ตั้งใจเรียน กลัวว่าจะแอบคุยกันหรือเปล่า ก็เตรียมตัวเยอะพอสมควร แต่พอมาสอนเด็กนักศึกษาแล้ว ทุกคนเรียบร้อยมาก ตั้งใจฟังที่เราสอนมากค่ะ" เธอเผยยิ้ม ก่อนจะเล่าให้ฟังต่อไปถึงการเตรียมบทเรียนที่หนักมาก
      
       "จากที่เคยเป็นผู้เรียน จากที่เคยเปิดหนังสือแล้วนั่งฟังอาจารย์พูด แต่พอได้มาเป็นอาจารย์ เวลาที่จะสอนบทเรียน 1 บทจะต้องเตรียมเนื้อหาเยอะมาก ทุกวันนี้เวลาพักผ่อนอาจจะไม่เต็มที่เหมือนคนอื่น เพราะมีเรื่องที่กังวล อย่างอาทิตย์นี้จะสอนอะไร พอได้ตารางเรียนมาแล้วเราก็ต้องอ่านหนังสือ เตรียมบทเรียนให้กับนักศึกษา กว่าจะลงตัวได้ก็ใช้เวลาพอสมควรค่ะ"
      
       ทุกวันนี้ อาจารย์เบเบ้มีสอนสัปดาห์ละ 1 วัน คือ วันอังคาร สอนตั้งแต่เช้า 09.00-16.30 น. โดยจะเตรียมบทเรียนก่อนล่วงหน้า 2-3 วัน
      
       "เราต้องยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้เห็นจริง เข้าใจ เข้าถึงง่าย เมื่อก่อนอาจจะเคยคิดว่า มีคนเตรียมบทเรียนให้อาจารย์สอน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เราต้องทำเองทุกอย่าง ทำสไลด์ ทำเอกสาร พอถึงวันสอน เบเบ้จะตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงมหาวิทยาลัย 08.30 เข้าสอน 09.00-10.30 น. เริ่มสอนห้องเลกเชอร์ใหญ่ มีนักศึกษาอยู่ประมาณ 70-90 คน จากนั้นย้ายจากห้องใหญ่ไปสอนห้องเล็ก มีนักศึกษาประมาณ 30 คน 10.30-12.00 น. ช่วงบ่าย 13.30-16.30 น. แล้วก็กลับบ้านค่ะ" เธอแจงตารางการสอนให้ฟัง
      
       เมื่อถามถึงสไตล์การสอนในแบบฉบับ 'อาจารย์เบเบ้' นอกจากความเป็นกันเองกับนักศึกษาแล้ว ยังเน้นหลักเบาๆ "ไม่ยัดเยียดความรู้จนเกินความจำเป็น"
      
       "พยายามสอนในสิ่งที่จำเป็น ยิ่งเราสอนวิชาพื้นฐานด้วย ถ้าเราเอาอะไรมายัดใส่สมองเด็กเยอะๆ อะไรเกินความจำเป็น ที่เด็กไม่ได้เอามาใช้ในตอนนี้ เราก็จะไม่สอน แบบที่สอนให้เข้าใจและสามารถทำข้อสอบได้ เวลาที่สอนในห้องเลกเชอร์ นักศึกษาจะตั้งใจฟังเรามากที่สุด แต่พอมาสอนในห้องกิจกรรมที่มีแค่ประมาณ 20-30 คน เราก็มีการพูดคุยเป็นภาษาไทย เพื่อให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น และให้นักศึกษาได้ผ่อนคลาย"
      
       อย่างไรก็ดี ในวันที่ทีมงานได้ไปสัมภาษณ์ เป็นวันที่อาจารย์เบเบ้สอนเป็นวันที่ 3 ซึ่งเป็น 3 วันที่เธอบอกว่า สบายใจขึ้นกว่าวันแรกเยอะเลย
      
       "ตอนนี้รู้สึกชิลล์ๆ แล้วค่ะ เด็กมีแอบงีบบ้าง แต่อาจารย์หลับไม่ได้เลยค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ แล้ว เด็กจะตั้งใจฟังหรือไม่ตั้งใจฟังก็เป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน ตั้งใจก็เป็นผลดีกับตัวนักศึกษา ไม่ใช่มัธยมศึกษาที่จะมีอาจารย์คอยจ้ำจี้จ้ำไชตลอดเวลา แต่นักศึกษาที่สอนส่วนใหญ่น่ารัก เรียบร้อย ตั้งใจฟัง และเคารพอาจารย์ค่ะ"
      
       หรือความสวยสยบทุกสิ่ง
      
       ส่วนนักศึกษาแสบๆ ที่ชอบแซวเวลาเห็นอาจารย์สวยๆ นั้น เธอบอกด้วยน้ำเสียงแปลกใจว่า "ไม่มีเลยค่ะ ไม่มีเลยจริงๆ เหลือเชื่อมากๆ (หัวเราะ) ส่วนตัวรู้สึกว่าเด็กเอแบคมารยาทดีค่ะ ตอนที่มาสอนใหม่ๆ ยอมรับว่ากลัวถูกแซวเพราะมีคนขู่ไว้เยอะ โห! อาจารย์แบบเธอโดนนักศึกษาแซวแน่ๆ แต่พอมาเจอจริงๆ ปรากฏว่าไม่มีเลยค่ะ นักศึกษาผู้ชายที่ดูจะแสบๆ เฮี้ยวๆ หน่อยก็ดูเป็นเด็กเรียบร้อยค่ะ"
      
       "หรือความสวยสยบทุกอย่าง" เบเบ้หัวเราะกับคำถามนี้ ก่อนจะตอบว่า "ไม่น่าเกี่ยวกันค่ะ เราก็เป็นตัวเอง นิ่งๆ นิดหนึ่ง เด็กเห็นก็เลยเกรงใจ โชคดีด้วยค่ะที่ไม่เจอเด็กแสบ เด็กดื้อเลยไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย เอาจริงๆ นะ เราก็กลัวกรรมตามสนองเหมือนกัน เพราะตอนเรียนจะชอบคุยกับเพื่อน มิหนำซ้ำยังแอบเอาขนมเข้ามากินกันอีก พอมาสอนก็เลยกลัวกรรมจะตามสนอง กลัวเด็กจะไม่เชื่อฟัง นั่งคุยกันแบบไม่สนใจเรา
      
       โชคดีค่ะที่เจอนักศึกษาน่ารัก ต้องบอกว่าน่ารัก และตั้งใจเรียนกว่าตอนที่เราเป็นนักศึกษาเสียอีก แม้จะมีเครื่องมือสื่อสาร โซเชียลเน็ตเวิร์กแต่ก็ยังมีสมาธิอยู่ได้" เบเบ้เล่า พร้อมกับฝากบอกไปยังนักศึกษาที่เรียนกับเธอว่า "เป็นนักศึกษาที่น่ารักของอาจารย์เบเบ้ตลอดไปนะคะ" พูดจบก็ยิ้มเขินๆ
      
       แต่ถ้าสมมติว่ามีนักศึกษามาแสบๆ มาแซว เชื่อว่าหลายคนอยากรู้วิธีรับมือของอาจารย์เบเบ้
      
       "ไม่ซีเรียสอยู่แล้วค่ะ เราก็ทำเฉยๆ ไปค่ะ อย่าไปให้ความสนใจอะไรค่ะ" พูดเสร็จก็ยืนยันต่อท้ายว่า "เรื่องแบบนี่ไม่เกิดขึ้นกับเด็กเอแบคแน่นอน (ยิ้ม) เพราะเด็กที่นี่ค่อนข้างแคร์สังคม วางตัวดี ไม่ได้พูดเพื่อจะเยินยอนะคะ แต่เท่าที่รู้จัก และเป็นเด็กที่นี่ ไม่มีพฤติกรรมแบบนั้นแน่นอน"
      
       นอกจากนั้น เธอยังมีคุณพ่อที่เคยเป็นอดีตอาจารย์พิเศษคอยให้กำลังใจ และคำแนะนำเป็นอย่างดี
      
       "คุณพ่อเคยเป็นอาจารย์พิเศษเหมือนกันค่ะ เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหานคร พอเรามาเป็นอาจารย์ก็มีขอคำปรึกษาจากท่านบ้าง เริ่มจากความกลัวว่าจะรับมือกับนักศึกษากลุ่มแสบๆ ไม่ไหว คุณพ่อก็ปลอบใจว่าไม่ต้องกลัว การเป็นอาจารย์จะมีบารมีอยู่ในตัว และความเป็นนักศึกษาเขาก็มีความรับผิดชอบของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นเวลาเข้าไปสอนก็สอนอย่างเต็มที่ คุณพ่อก็จะแนะนำประมาณนี้ค่ะ"
      
       ข้อดี ข้อเสีย ดาราสู่อาจารย์

       อย่างไรก็ดี การเป็นดาราที่เป็นอาจารย์ควบคู่ไปด้วย ย่อมมีทั้งข้อดี ข้อเสีย และนี่คือสิ่งที่เธอมอง
      
       "แน่นอนว่า การเป็นดาราแล้วมาเป็นอาจารย์ บางคนอาจคิดว่าคุณมาทำเล่นๆ หรือเปล่า หรือเป็นพีอาร์มหา'ลัยหรือเปล่า จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยค่ะ คือก่อนหน้านี้ทางเอแบคก็มีชวนเหมือนกัน เป็นอาจารย์ที่เคยสอนเราแล้วเห็นแวว พอมีทุกอย่างลงตัวก็เลยมาสอน ส่วนข้อดี เบเบ้ไม่ได้เยินยอตัวเองนะคะ แต่เราสามารถดึงดูดเด็กได้จริงๆ (หัวเราะ) เด็กอยากมาเรียนกับเราจริงๆ แต่คุณต้องไม่บกพร่องในเรื่องการสอนด้วยนะ ส่วนผลพลอยได้ที่จะตามมา คือ มหาวิทยาลัยได้รับความสนใจ โดยเฉพาะสาขาการตลาด ซึ่งก็เป็นผลพลอยได้ค่ะ"
      
       ถามถึงข้อดี ข้อเสียในความเป็นดาราและอาจารย์กันไปแล้ว พอมาถึงคำถามที่ให้มองตัวเองว่าเป็นอาจารย์แบบไหน ทำเอาผู้ถูกสัมภาษณ์ถึงกับนิ่งคิดอยู่นาน
      
       "(นิ่งคิด) เป็นครูสมัยใหม่ค่ะ (ยิ้ม) ไม่ได้ซีเรียสว่าเด็กจะต้องนั่งตัวตรง ห้ามหลับ คือเราก็เข้าใจเขาว่าเราก็เคยเป็นนักศึกษามาก่อน บางทีเรียนเยอะๆ มันก็ล้าจริงๆ นะ หรือกว่าจะเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัย ต้องเผชิญกับรถติด หรือปัญหาต่างๆ มากมาย มันก็ย่อมทำให้เหนื่อย ให้ล้าเป็นธรรมดา แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อสั่งงานอะไรให้ทำก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย ถ้าตรงนี้ไม่บกพร่องก็โอเคค่ะ ถือว่าคุณทำหน้าที่ได้ดี"
      
       ถึงวันนี้ การเป็นอาจารย์ เธอยอมรับว่า ทำให้ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก
      
       "หนึ่งคือต้องดูแลภาพลักษณ์ของความเป็นอาจารย์ค่ะ จะมาตลกโปกฮาเหมือนอยู่กับเพื่อนไม่ได้เลยนะ หรือกับนักศึกษาเราก็ต้องวางตัวให้สมกับความเป็นอาจารย์ขึ้นมาหน่อย แม้ดูเป็นกันเอง แต่ก็ไม่ใช่ไปเที่ยวเล่นสนุกกันเหมือนเป็นเพื่อน ส่วนการแต่งตัวก็ต้องไม่โป๊ หรือดูเซ็กซี่เกินไป อย่างทุกวันนี้ เวลาไปสอนก็จะมีเสื้อคลุมไปด้วย เพราะไม่ใช่แค่เราคนเดียว มันเป็นภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยด้วย"
      
       ส่วนอนาคตจะเรียนต่อปริญญาเอกหรือไม่ เบเบ้บอกว่า ต้องดูจังหวะเวลาอีกที
      
       "จริงๆ ก็อยากเรียนนะคะ แต่คงต้องดูอีกที เพราะส่วนตัวเวลาทำอะไรเยอะๆ แล้วจะเครียดค่ะ ตอนนี้ก็เป็นห่วงสุขภาพของตัวเองด้วยค่ะ ส่วนงานละคร (ละครเย็น : รักคุณเท่าช้าง) ช่วงนี้ก็หนักหน่อยค่ะ เพราะต้องออนแอร์ไปด้วยถ่ายไปด้วย แต่ก็ใกล้จะจบแล้วค่ะ"
      
       สุดท้าย ไม่ถามไม่ได้เรื่องหัวใจของอาจารย์สาวคนสวย งานนี้หนุ่มๆ คงต้องใจสลาย เพราะเธอมีคนมาจับจองหัวใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
      
       "ความสัมพันธ์ตอนนี้ ก็ดีค่ะ (ยิ้ม) มีคนคุยแล้ว อยากมีคนคบจริงจังแล้วค่ะ เพราะอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ไม่อยากคบแล้วเลิกแล้วค่ะ ตอนนี้คนที่คุยด้วยก็มีปรับๆ เข้าหากันบ้างค่ะ เพราะคน 2 คนความคิดความอ่านไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเวลา เขากับเราจะแบ่งให้กันและกันตลอดค่ะ"   
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: อัศจรรย์การบำบัดรักษาของอัครทูตสวรรค์ราฟาแอล และสัญญาณ เมื่อ: กันยายน 28, 2014, 08:19:44 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
4.     Seeing Raphael as a Physical Being
Sometimes [a] visitation is more like a psychic vision than an apparition, as in the case of a woman named Krisztina Muskovits. Krisztina was in bed ill with a sore throat. She ached so much that she asked Archangel Raphael to please heal her. Suddenly her mind’s eye, she saw a big light around her and felt her presence.

Raphael was very big and tall, standing beside her bed. He was wearing a green mantle with golden adornments. He had shoulder-length golden, curly hair. Krisztina felt his energy, a healing power radiating and soothing her throat. This energy was thick and emerald green. It took some minutes, and then she felt much better.

Sometimes Archangel Raphael and the other angels come to us in our dreams. When we’re sleeping, our minds are more open to receiving angelic messages and healing energy, especially if we tend to lead a busy or noisy life when we’re awake. If you have a dream-time encounter with an angel (or other heavenly being), you’ll notice that more-than-real quality of true physical-apparition experiences. The colors and emotions will be strong and vivid, and you’ll remember the dream long after you awaken.

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=5#Ycyg9CCAwaOjrJOg.99

       เห็นราฟาเอลเป็นเป็นทางกายภาพ
บางครั้ง [] การสำรวจมีมากขึ้นเช่นวิสัยทัศน์กายสิทธิ์กว่าผีเช่นในกรณีของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Krisztina Muskovits Krisztina อยู่บนเตียงป่วยด้วยอาการเจ็บคอ เธอปวดมากที่เธอถามเทวทูตกราฟิลเพื่อโปรดรักษาของเธอ ทันใดนั้นสายตาของเธอเธอเห็นแสงไฟขนาดใหญ่รอบตัวเธอและรู้สึกว่าการแสดงตนของเธอราฟาเอลมีขนาดใหญ่มากและสูงยืนอยู่ข้างเตียงของเธอ เขาสวมเสื้อคลุมสีเขียวกับเครื่องประดับทอง เขามีไหล่ยาวสีทองผมหยิก Krisztina รู้สึกว่าพลังงานการรักษาอำนาจของเขาแผ่ผ่อนคลายและลำคอของเธอ พลังงานนี้เป็นหนาและสีเขียวมรกต มันต้องใช้เวลาไม่กี่นาทีและจากนั้นเธอรู้สึกดีขึ้นมากบางครั้งเทวทูตราฟาเอลและเทวดาอื่น ๆ มาให้เราในความฝันของเรา เมื่อเรากำลังนอนหลับจิตใจของเราจะเปิดมากขึ้นในการรับข้อความดีงามและการรักษาพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ชีวิตที่วุ่นวายหรือมีเสียงดังเมื่อเราตื่น หากคุณมีการเผชิญหน้าความฝันเวลากับทูตสวรรค์ (หรือเป็นสวรรค์อื่น ๆ ) คุณจะสังเกตเห็นว่ามีคุณภาพมากขึ้นกว่าที่แท้จริงของประสบการณ์ทางกายภาพผีจริง สีและอารมณ์จะมีความแข็งแรงและสดใสและคุณจะจำความฝันนานหลังจากที่คุณตื่นขึ้นมา

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=5#Ycyg9CCAwaOjrJOg.99

5.     Feeling Heat, Tingling, and Vibrations
Those who receive a healing from Archangel Raphael usually feel heat and tingling during the angel’s intervention, as Amanda Peart did after hurting her hip during her coaching work for a basketball team.

Amanda silently called on Archangel Raphael to heal her hip...She immediately felt her hands go very cold; then they went really hot and then tingly. Shortly after that, her hip repeated the same cold, hot, tingly sensations. When she reached her destination two hours later, Amanda carefully got off the bus and was exceedingly pleased to find that her hip was fully recovered!  The tingling heat is undoubtedly the vast energy that Archangel Raphael generates and runs through the people whom he heals. It’s like having a giant surge of electricity course through you, in a pleasant and miraculous way.

Sometimes the sensations have a vibrating effect. I believe that the tingles and vibrations are waves of Raphael’s energy pulsating through the body, like healing laser beams. The vibrations undoubtedly push away toxins and open the body’s passages for healthy blood and oxygen flow.

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=6#MWbUY6DZjBBKMspJ.99

       ความรู้สึกความร้อนรู้สึกเสียวซ่าและการสั่นสะเทือน
ผู้ที่ได้รับการรักษาจากเทวทูตกราฟิลมักจะรู้สึกร้อนและรู้สึกเสียวซ่าในระหว่างการแทรกแซงของทูตสวรรค์ที่เป็นอแมนดาเพิร์ทได้หลังจากที่เจ็บสะโพกของเธอในระหว่างการทำงานการฝึกของเธอสำหรับทีมบาสเกตบอลอแมนดาที่เรียกว่าเงียบที่ราฟาเอลเทวทูตที่จะรักษาสะโพกของเธอ ... เธอทันที รู้สึกว่ามือของเธอไปเย็นมาก แล้วพวกเขาก็ร้อนจริงๆแล้วเสียวซ่า ไม่นานหลังจากที่สะโพกของเธอซ้ำแล้วซ้ำอีกเย็น, ร้อน, ความรู้สึกเสียวซ่าเดียวกัน เมื่อเธอมาถึงปลายทางของเธอสองชั่วโมงต่อมาอแมนดาระมัดระวังได้ออกรถบัสและยินดีเหลือเกินที่จะพบว่าสะโพกของเธอได้รับการกู้คืนอย่างเต็มที่! ความร้อนรู้สึกเสียวซ่าคือไม่ต้องสงสัยพลังงานมากมายที่ราฟาเอลเทวทูตสร้างและวิ่งผ่านคนที่เขาเยียวยา มันเหมือนกับมีคลื่นยักษ์แน่นอนไฟฟ้าผ่านคุณในทางที่ถูกใจและปาฏิหาริย์บางครั้งความรู้สึกมีผลสั่น ผมเชื่อว่า tingles และการสั่นสะเทือนเป็นคลื่นของพลังงานเร้าใจราฟิลส์ผ่านร่างกายเช่นการรักษาลำแสงเลเซอร์ การสั่นสะเทือนไม่ต้องสงสัยผลักดันสารพิษออกไปและเปิดทางเดินของร่างกายในเลือดมีสุขภาพดีและการไหลเวียนของออกซิเจน

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=6#MWbUY6DZjBBKMspJ.99

6.     Finding Books on Health
Raphael also shows a brilliant sense of humor in his displays of help. An example that always brings a smile to my face is his habit of pushing books off of shelves. Many people report finding healing books in their homes that they never bought, or discovering ones in their shopping carts that they didn’t place there.

A long time ago, I bought a much-needed affirmations tape at a grocery store in a discount-cassette bin. Never before or after did I find another affirmations or metaphysical recording in that bin. It was always filled and replenished with old music tapes!

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=7#zR0Wg3m4r2E7zrGK.99

       หาหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ
ราฟาเอลยังแสดงให้เห็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมของอารมณ์ขันในการแสดงของเขาในการช่วยเหลือ ตัวอย่างที่มักจะนำรอยยิ้มให้ใบหน้าของฉันเป็นนิสัยของเขาผลักดันหนังสือออกจากชั้นวาง หลายคนรายงานการหาหนังสือการรักษาในบ้านของพวกเขาว่าพวกเขาไม่เคยซื้อหรือค้นพบคนที่อยู่ในตะกร้าสินค้าของพวกเขาที่พวกเขาไม่ได้วางมีเวลานานที่ผ่านมาผมซื้อ affirmations ที่จำเป็นมากเทปที่ร้านขายของชำใน discount- เทปถัง ไม่เคยมาก่อนหรือหลังจากที่ผมไม่ได้พบกับ affirmations อื่นหรือบันทึกเลื่อนลอยในถังที่ มันก็เต็มไปเสมอและเติมกับเทปเพลงเก่า!

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=7#zR0Wg3m4r2E7zrGK.99

7.     Hearing Sounds and Music
A woman named Faith really needed Raphael’s reassurance when her pregnancy went awry and she found that she’d lose her unborn son, Luke. When Faith awoke from anesthesia after the loss, she had an immediate sense of angelic peace that lasted through the day.

On her way home from the hospital, Faith and her husband were listening to the radio and the song “Angel” by Sarah McLachlan played. As she sang the lyrics, Faith tanked archangels Raphael and Michael for holding her son and keeping him safe.

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=8#13b0GD7r77vHBOek.99

        และเสียงเพลงที่ได้ยิน
ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อศรัทธาจริงๆต้องมั่นใจราฟิลส์เมื่อการตั้งครรภ์ของเธอไปเป๋และเธอก็พบว่าเธอจะสูญเสียลูกชายในครรภ์ของเธอลุค เมื่อตื่นขึ้นมาจากความศรัทธายาระงับความรู้สึกหลังจากการสูญเสียเธอมีความรู้สึกทันทีของความสงบงามที่กินเวลาตลอดทั้งวันระหว่างทางกลับบ้านจากโรงพยาบาลศรัทธาและสามีของเธอกำลังฟังวิทยุและเพลง "นางฟ้า" โดยซาร่าห์ McLachlan เล่น . ขณะที่เธอร้องเพลงเนื้อเพลงศรัทธา tanked เป็นอันขาดราฟิลส์และไมเคิลโฮลดิ้งสำหรับลูกชายของเธอและทำให้เขาปลอดภัยความเป็นอยู่ 'สัญญาณมาผ่านวิธีการได้ยินซึ่งเป็นที่เหมาะสมเพราะมีความจำเป็นที่จะได้ยินว่าลูกชายของเธอเป็นเทวดาแขนที่ได้ยินว่าเธอ บุตรชายคนที่อยู่ในอ้อมแขนของเทวดา 'เพื่อสร้างความมั่นใจให้เธอผ่านลุคเป็นสวรรค์ ราฟาเอลและเทวดาอื่น ๆ มักจะ "ทรัมเป็ต" การแสดงตนของพวกเขาผ่านเพลง

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=8#13b0GD7r77vHBOek.99

8.       Hearing Whispers and Suggestions
Archangel Raphael frequently answers prayers by whispering suggestions that you hear as thoughts, feelings, dreams, and visions. When you get a strong hunch to take positive action, know that this is an answered prayer. Follow your hunches and they’ll lead you to renewed peace.

Read more at http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx?p=9#etm2svL2kFbTp3Wx.99

       กระซิบและข้อเสนอแนะในการได้ยิน
ราฟาเอลเทวทูตบ่อยตอบคำอธิษฐานโดยกระซิบคำแนะนำที่คุณได้ยินเป็นความคิดความรู้สึกความฝันและวิสัยทัศน์ เมื่อคุณได้รับลางสังหรณ์ที่แข็งแกร่งที่จะดำเนินการในเชิงบวกที่รู้ว่านี่คือการอธิษฐาน ตามลางสังหรณ์ของคุณและพวกเขาจะนำคุณไปสู่​​ความสงบสุขขึ้นมาใหม่

          Petervich  :   Post นี้เราสบายไปแปดอย่าง  ในต้นฉบับภาษาอังกฤษมีคำสั่งให้เลือกแปลเป็นภาษาไทยได้ด้วย   Petervich  ก็เลยก๊อบปี้สบายแฮไปเลย  แต่ ภาษาของที่เขาแปลมาให้ อ่านแล้วทะแม่งๆยังไงชอบกล  แต่ก็พอได้ความหมายที่ท่านราฟาแอลต้องการสื่อกับพวกเรา   ขอบคุณท่านนักบุญผู้เมตตาต่อเราผู้ต่ำต้อย หวังว่าท่านจะไม่ลืมพวกเราที่เป็นผู้น้อยในความดูแลของท่าน - นะขอรับท่าน!

                                                                          Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                    Semper  Vigilo  Paratus  et  Fidelis
                                                                                E  Pluribus  Unum  

                                                                                 Alan   Petervich

15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / อัศจรรย์การบำบัดรักษาของอัครทูตสวรรค์ราฟาแอล และสัญญาณ เมื่อ: กันยายน 27, 2014, 06:58:22 PM
ยิ้มกว้างๆ
                                                             อัศจรรย์การบำบัดรักษาของอัครทูตสวรรค์ราฟาแอล และสัญญาณ
                                                            Healing Miracles and 8 Angel Signs from Archangel Raphael

By Doreen Virtue – ดอรีน  วีรเจอร์
Read more at
http://www.beliefnet.com/Inspiration/Angels/2010/06/Healing-Miracles-of-Archangel-Raphael.aspx#EqtIYbkJH6EleGKs.99

                                                         http://www.youtube.com/watch?v=UfIPqe6Zv2A&list=UU7gGJcbbNQS2DYuwH-LAOfg

 1.    Seeing Sparkles of Emerald Green Light  
        เห็นแสงแวววาวเป็นสีเขียวมรกต


                                                                http://www.youtube.com/watch?v=UfIPqe6Zv2A&list=UU7gGJcbbNQS2DYuwH-LAOfg
                                                      
         Archangel Raphael’s color is emerald green. Many times when people have asked God to send Archangel Raphael to heal them, they’ll being to see bright green lights with their physical eyes. You can also visualize emerald green light around the person or bodily area in need of healing as a way of invoking Archangel Raphael’s presence and healing energy. Some people see Raphael’s emerald green light as sparkles, flashes, or waterfalls of color. Raphael knows that if he announces his presence through his glowing green light, you’ll immediately relax and start to feel better.

       สีของอัครทูตสวรรค์ราฟาแอลคือสีเขียวมรกต   หลายครั้งเมื่อมนุษย์ขอพระเป็นเจ้าให้ส่งท่านราฟาแอลมาช่วยบำบัดรักษาพวกเขา  พวกเขาจะเห็นแสงสีเขียวสว่างสุกใสด้วยดวงตาของร่างกายของพวกเขาเอง  คุณด้วย สามารถมองเห็นแสงสีเขียวมรกตรอบบุคคลหรือบริเวณร่างกายที่ต้องการการบำบัดรักษา เป็นดังวิธีหนึ่งของการปลุกเร้าการมาปรากฎของท่านราฟาแอล และพลังอำนาจของการบำบัดรักษา  คนบางคนจะเห็นแสงสีเขียวมรกตของท่านราฟาแอลส่องเป็นแสงระยิบระยับ วูบวาบ หรือลักษณะน้ำตกเป็นสีของท่าน  ท่านราฟาแอลทราบดีว่า ถ้าท่านประกาศถึงการปรากฎองค์ด้วยแสงสีเขียวที่สุกใสจ้าขึ้นเรื่อยๆ  ทันทีนั้นเองคุณจะผ่อนคลายและเริ่มรู้สึกดีขึ้น.

2.    Discovering Messages on License Plates
       ค้นพบสาส์นบนป้ายทะเบียนรถ

       License plates are a favorite way for angels such as Raphael to convey their messages, as in my friend Jill’s sign from above. Jill had tried in vain to find prescription glasses to correct her nighttime driving problem, which stemmed from having Lasik surgery. Although her vision is great during the day, at night she sees “auras” of car lights reflecting in her Lasik incisions.
 
       ป้ายทะเบียนรถเป็นอีกวิธีที่โปรดปรานสำหรับบรรดาเทวดาเช่นท่านราฟาแอลที่จะถ่ายทอดสาส์นของพวกท่าน  เหมือนเครื่องหมายของจิลเพื่อนฉันที่เห็นข้างบน  จิลได้พยายามเสียเปล่าที่จะพบกระจกที่มีคำบรรยายเพื่อแก้ปัญหาการขับรถเวลากลางคืน  อันเนื่องมาจากการผ่าตัดแบบเลซิค   แม้การมองเห็นของเธอจะดีมากตอนกลางวัน  แต่กลางคืนจะเห็น “กรอบวงสี” ของไฟหน้ารถสะท้อนเข้าในการมองแบบเลซิคนั้น

       So on her drive home from work recently, Jill appealed to Raphael to help her have perfect vision day and night, near and far. She then requested a sign to validate that the archangel had heard her prayer. That moment, Jill noticed that the car ahead of her was a Ford Focus, sporting a license plate with the letters, “EZC." She marveled at how clearly and rapidly this sign appeared: a car called “focus” with a phonetic message of “easy ses." Jill knew that Raphael had heard and was answering her prayer.  

       ดังนั้นในการขับรถกลับบ้านจากที่ทำงานเร็วๆนี้  จิลได้สวดขอท่านราฟาแอลให้ช่วยการมองเห็นที่สมบูรณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งใกล้หรือไกล  แล้วเธอได้ขอเครื่องหมายที่แสดงว่าท่านอัครทูตสวรรค์ได้ฟังคำภาวนาของเธอ  นาทีนั้นเอง  จิลสังเกตว่ารถคันที่วิ่งอยู่ข้างหน้าเธอเป็นรถยนต์ฟอร็ดโฟคัส  ติดป้ายทะเบียนด้วยอักษร  “EZC”  เธอประหลาดใจที่เครื่องหมายนี้ปรากฏมา ชัดเจนและเร็วมาก คือ  รถยนต์คันหนึ่งรุ่น “โฟคัส” โดยส่งสาส์นเป็นอักษร ว่า “เห็นง่าย – easy ses”     จิลรู้ว่าท่านราฟาแอลฟังคำขอของเธอและตอบคำภาวนาของเธอแล้ว.

3.     Encountering Raphael's Name in Unexpected Places
        พบนามของท่านราฟาแอลในสถานที่มิได้คาดฝัน

       Raphael isn’t shy, as you’ve discovered through these stories and hopefully through your own experiences with him. He even announces his name to give you extra reassurance and certainty of his healing presence!

       ท่านราฟาแอลมิใช่ขี้อาย  - ที่ไม่ชอบปรากฏตัว  เหมือนที่คุณพบในเรื่องต่างๆและเต็มไปด้วยความหวัง ด้วยประสบการณ์ของคุณเองกับท่าน  ท่านถึงกับประกาศชื่อของตนเพื่อยืนยันให้ความมั่นใจเป็นพิเศษ และความแน่ใจถึงการปรากฎถึงการบำบัดรักษาของท่าน

       A woman named Barbara was driving her car, very upset and almost in tears about an incident that had just occurred. She quietly asked Archangel Raphael to help her quickly so that she could drive home safely. Just then, her attention was drawn to the right, and she gasped as she saw a sign that read: ST. RAPHAEL’S JUNIOR SCHOOL.

       สตรีคนหนึ่งชื่อบาร์บารากำลังขับรถอยู่  เสียใจมากและน้ำตาไหลพราก เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้น   เธอภาวนาเงียบๆขอเทวดาราฟาแอลให้ช่วยเร็วๆ เพื่อเธอจะสามารถขับรถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย  ทันใดนั้น  ความสนใจของเธอเบนไปทางขวา  เธอใจชื้นขึ้นมาเมื่อเห็นชื่ออ่านได้ว่า  ST. RAPHAEL’S  JUNIOR  SCHOOL.

       Sometimes all we need is the reassurance that Heaven does hear and respond to our prayers. So Raphael sends his signature as validation that he’s working on your request.

       บางครั้งที่เราต้องการทั้งหมดก็คือความมั่นใจว่า สวรรค์ได้ยินเราและตอบสนองต่อคำภาวนาของเรา  ดังนั้น ท่านราฟาแอลส่งลายมือชื่อของท่านเป็นประหนึ่งความมีเหตุผลที่ว่าท่านกำลังทำงานตามคำขอของคุณ.
    

 
                                                          

 
หน้า: [1] 2 3 ... 79