แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 84
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / กุญแจไขไปสู่การเพิ่มกระแสเรียก เมื่อ: มกราคม 21, 2015, 10:16:07 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                กุญแจไขไปสู่การเพิ่มกระแสเรียก
                                                                                     The key to increasing vocations

 Posted on 22 April 2014
 by Fr. John Zuhlsdorf – คุณพ่อ จอห์น ซุลดอร์ฟ

       It seems to me that if we want to see an increase in vocations to the priesthood and religious life, we have to start praying more specifically about what we really want and about what we are willing to give. สำหรับพ่อดูเหมือนว่า ถ้าเราต้องการเห็นการเพิ่มในกระแสเรียกไปสู่สังฆภาพสงฆ์และชีวิตถวายฐานะนักบวช  เราต้องเริ่มสวดภาวนาเป็นพิเศษยิ่งขึ้น เกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องการจริงๆและเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังกำลังจะมอบถวาย.

For example, can we please stop lumping all vocations together?  Marriage is sliding down the hill towards the edge of the cliff, but let’s not lump prayers for more and healthy true marriages together with vocations to the priesthood.  Pray for good marriages.  Prayer for priests.  Pray for religious.   Avoid generic “vocation” prayers. ตัวอย่าง  เราพอใจไหมที่จะสามารถหยุดทุ่มโปะกระแสเรียกทั้งหมดไปด้วยกัน?  การแต่งงานกำลังเลื่อนไหลลงจากเนินสูงไปสู่ขอบหน้าผา  แต่ ขอพวกเราได้โปรดอย่าทุ่มเทคำภาวนาเพื่อให้มีการแต่งงาน  การแต่งงานที่แท้จริงอย่างสมบูรณ์ดีและมากขึ้น ไปพร้อมกับคำภาวนาเพื่อได้กระแสเรียกไปสู่สังฆภาพสงฆ์   จงสวดภาวนาเพื่อได้มีการแต่งงานดีๆ   จงสวดภาวนาเพื่อได้พระสงฆ์  จงสวดภาวนาเพื่อได้นักบวช  โปรดหลีกเลี่ยงการสวดภาวนาเพื่อ “ กระแสเรียก “ ที่ปนเป คลุกเคล้าเป็นกลุ่มใหญ่.

Next, people must start praying that their own homes be the source of those vocations to the priesthood and religious life.  Don’t pray in a vague way that, somehow, men out there somewhere will respond to their call. ต่อไป  ศาสนิกชนต้องเริ่มสวดขอให้บ้านของพวกเขาเอง เป็นแหล่งกำเนิดของกระแสเรียกเหล่านั้นไปสู่สังฆภาพสงฆ์และชีวิตนักบวช   อย่าสวดภาวนาในแบบเคลือบคลุมที่   ด้วยวิธีใดก็ตาม  คนที่อยู่นอกกลุ่มนั้นที่ใดสักแห่ง จะตอบสนองการเรียกร้องของพวกเขา
Parents and grandparents have to start praying, “God, take my son to be your good and holy priest”, “Lord, take my daughters to be your brides in the convent.”   บิดามารดาและปู่ย่าตายายต้องเริ่มสวดภาวนา ว่า  “ ข้าแต่พระเจ้า  โปรดนำลูกชายของเราไปเป็นพระสงฆ์ที่ดีและศักดิ์สิทธิ์ด้วยเทอญ “   “ ข้าแต่พระเป็นเจ้า โปรดนำลูกสาวของเราไปเป็นเจ้าสาวของพระองค์ในคอนแวนต์ด้วยเทอญ “

This isn’t something that should concern someone else.  It has to concern us at home.
Yesterday I was talking with a friend here in Gotham about the numbers of men and women responding to a vocation to the priesthood or religious life. She mentioned a fascinating story of which I was unaware. HERE
“The little village of Lu, northern Italy, with only a few thousand inhabitants, is in a rural area 90 kilometres east of Turin. It would still be unknown to this day if, in the year1881, the family others of Lu had not made a decision that had “serious consequences”. The deepest desire of many of these mothers was for one of their sons to become a priest or for a daughter to place her life completely in God’s service.

เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรบางอย่างที่ควรจะเกี่ยวข้องกับใครอีก   มันต้องเกี่ยวกับพวกเราที่บ้าน   เมื่อวานนี้พ่อกำลังพูดกับเพื่อนคนหนึ่งที่เมืองก๊อดแทม เกี่ยวกับจำนวนชายและหญิง ที่ตอบกระแสเรียกไปสู่สังฆภาพสงฆ์หรือชีวิตนักบวช   เธอผู้นั้นอ้างอิงเรื่องน่าชื่นชมของสิ่งที่พ่อไม่เคยคิด  ดูตรงนี้ :                                                                                                                          “ ตำบลเล็กๆที่เรียกกันว่า ลู  ตอนเหนือของอิตาลี  มีประชากรสองสามพันเท่านั้น  ตั้งอยู่ในเนื้อที่ชนบททางตะวันออกของตุริน  90 กิโลเมตร   ตำบลนี้คงจะยังไม่เป็นที่รู้จักกันถึงทุกวันนี้ถ้า   ในปี 1881 ครอบครัวต่างๆแห่งเมืองลูมิได้ตัดสินใจว่า มันเกิดมี “ ผลลัพท์ร้ายแรงเกิดขึ้น “   ความปรารถนาที่ลึกซึ้งที่สุดของบรรดาแม่ๆมากมายเหล่านี้ คือ ให้ลูกชายคนหนึ่งในหลายคนของครอบครัว ไปเป็นพระสงฆ์ และให้ลูกสาวคนหนึ่งไปวางชีวิตของเธอไปรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่

Under the direction of their parish priest, Msgr. Alessandro Canora, they gathered every Tuesday for adoration of the Blessed Sacrament, asking the Lord for vocations. They received Holy Communion on the first Sunday of every month with the same intention. After Mass, all the mothers prayed a particular prayer together imploring for vocations to the priesthood.   ภายใต้การชี้นำของพระสงฆ์เจ้าอาวาสของพวกเขา  มองซิยอร์ อาเลสซานโดร คาโนรา  พวกเขาได้ร่วมชุมนุมกันทุกวันอังคาร  ในการตั้งศีลมหาสนิทเพื่อนมัสการ  สวดวิงวอนขอพระเป็นเจ้าได้โปรดกระแสเรียก  พวกเขารับศีลมหาสนิทในวันอาทิตย์แรกของทุกเดือนด้วยความตั้งใจอย่างเดียวกัน   หลังพิธีมิสซา  คุณแม่ทุกคนได้ภาวนาบทสวดพิเศษร่วมกัน วิงวอนขอกระแสเรียกไปสู่สังฆภาพสงฆ์

Through the trusting prayer of these mothers and the openness of the other parents, an atmosphere of deep joy and Christian piety developed in the families, making it much easier for the children to recognize their vocations.”   ด้วยการภาวนาที่ไว้วางใจของบรรดาแม่ๆเหล่านี้และการเปิดเผยของบิดามารดาคนอื่นๆ  บรรยากาศของความปิติยินดีลึกล้ำจริงจังและความศรัทธาแบบคริสตชน พัฒนาขึ้นในครอบครัวต่างๆ ทำให้เป็นการง่ายกว่าสำหรับเด็กๆที่จะรับทราบกระแสเรียกของพวกเขา

“Did the Lord not say, “Many are called, but few are chosen” (Mt 22:14)? In other words, many are called, but only a few respond to that call. No one expected that God would hear the prayers of these mothers in such an astounding way. From the tiny village of Lu came 323 vocations!: 152 priests (diocesan and religious), and 171 nuns belonging to 41 different congregations. As many as three or four vocations came from some of these families
[…]  “พระเจ้ามิได้ตรัสหรือว่า  “ ผู้รับเชิญมีมาก  แต่ผู้รับเลือกมีน้อย “ (มัทธิว 22:14)?  พูดอีกอย่างหนึ่ง  คนจำนวนมากได้รับเชิญ  แต่เพียงสองสามคนเท่านั้นตอบต่อเสียงเรียกนั้น   ไม่มีใครหวังว่า พระเจ้าอาจจะฟังคำสวดภาวนาของแม่ๆเหล่านี้ในแบบวิธีที่น่าอัศจรรย์  จากหมู่บ้านลู กระจิริด เกิดมีการรับกระแสเรียกถึง  323 คน !  กระแสเรียกไปเป็นพระสงฆ์  152 คน (  ทั้งพระสงฆ์สังฆมณฑลและคณะนักบวช )  และกระแสเรียกไปเป็นซิสเตอร์ 171 คน สังกัด  คณะนักบวชต่างๆ  41 คณะ   และกระแสเรียกสามในสี่มาจากบางครอบครัวเหล่านี้ […]

Read the rest here. อ่านที่เหลือตรงนี้

Some time ago I wrote about a prayer for vocations recited at my home parish in my native place. HEREI am convinced that that prayer was a major factor in the large number of vocations to the priesthood that came from that parish, especially during the tenure of its late pastor, Msgr. Richard Schuler.
A key to the effectiveness prayer is not only its entrusting of the petition to Mary, Queen of the Clergy, but also the petition that God choose His workers “from our homes“.
Vocations are where we live.  They are ours in a larger sense and we must own them.

ไม่นานมานี้ พ่อได้เขียนเกี่ยวกับคำภาวนาเพื่อกระแสเรียก ที่สวดกันที่วัดบ้านของพ่อซึ่งเป็นบ้านเกิด  ที่นี่  พ่อมั่นใจว่า คำภาวนาเป็นปัจจัยยิ่งใหญ่ในการเกิดกระแสเรียกจำนวนมากไปสู่สังฆภาพสงฆ์ ที่มาจากวัดนั้น  เป็นต้น  ระหว่างสมัยการบริหารของคุณพ่อเจ้าวัดองค์ที่แล้วมา คือ มองซิงยอร์ ริชาร์ด  ชูเลอร์   กุญแจไขไปสู่ความมีประสิทธิภาพ คำภาวนามิใช่เพียงไว้วางใจในการวิงวอนขอไปยังพระแม่มารีอา ราชินีของบรรดานักบวชเท่านั้น  แต่ยังต้องอาศัยคำวอนขอ เพื่อให้พระเจ้าได้เลือกคนงานของพระองค์ “ จากบ้านของเรา “   กระแสเรียกนั้นอยู่ ณ ที่ๆเราดำเนินชีวิต   กระแสเรียกเป็นของพวกเราในความรู้สึกที่ใหญ่กว่าและพวกเราต้องเป็นเจ้าของกระแสเรียกดังกล่าว.

          Credit  :   Fr. John Zuhlsdorf
 
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / กระแสเรียกเป็นพระสงฆ์และนักบวชน้อยมากน่าห่วงที่สุดขณะนี้ เมื่อ: มกราคม 20, 2015, 10:26:28 PM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                 กระแสเรียกเป็นพระสงฆ์และนักบวชน้อยมากน่าห่วงที่สุดขณะนี้

USCCB สภาพระสังฆราชคาทอลิกสหรัฐ
Alan  Petervich  Update 20  January  2015

        Roman Catholicism หรือ พระศาสนจักรโรมันคาทอลิก  ซึ่งไม่ทราบว่าผู้ใดเรียกสั้นกว่านี้ว่า ศาสนจักรคาทอลิก  ขณะนี้  กำลังเผชิญกับการขาดแคลนพระสงฆ์และศาสนบริกรด้านต่างๆ เป็นขั้นที่เรียกได้ว่าวิกฤติการณ์ทีเดียว  แม้แต่สหรัฐที่มีพระสงฆ์จำนวนมากในสิบยี่สิบปีก่อนนั้น  ขณะนี้ จำนวนพระสงฆ์ลดต่ำลงมาก เป็นต้นหลังสังฆายนาวาติกันที่สอง  สำหรับประเทศไทยของเรานั้น  ณ เวลาปัจจุบันนี้ก็กำลังเห็นจำนวนผู้สมัครเข้าบ้านเณรเพื่อเป็นพระสงฆ์นั้น ลดต่ำลงทุกปี  จนถึงปีนี้  จำนวนผู้สมัครเข้าศึกษาในสามเณราลัยเพื่อเตรียมตัวเป็นพระสงฆ์นั้น ลดลงอย่างน่าใจหาย  จนขณะนี้ ที่เคยอนุญาตให้วัดต่างๆในเขตมิสซังต่างๆ เป็นต้นเขตกรุงเทพฯนั้น  มีคำสั่งไม่อนุญาตให้พระสงฆืเจ้าอาวาสขอตัวเณรใหญ่ไปช่วยงานบริการของวัดทุกแห่ง  ห้ามโดยสิ้นเชิงอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน  ก็เพราะขณะนี้  จำนวนเณรใหญ่ที่เหลือในบ้านเณรนั้นมีจำนวนน้อยมาก  จนไม่กล้าบอกจำนวน

        ท่านที่รัก  สมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิก ก็คือพวกเราขณะนี้  คงไม่สามารถนิ่งดูดายได้ต่อไป  เราคงต้องยื่นมือเข้าช่วยไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง  ทั้งนี้ เพื่อมิให้วัดต่างๆเกิดขาดแคลนพระสงฆ์เพื่อทำมิสซาและโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์แก่ชาวคาทอลิก  ทางแรกที่พอจะทำได้ก็คือ ต้องช่วยกันสวดภาวนาขอความเมตตาจากพระเป็นเจ้า  เพื่อพระองค์จะได้ส่งคนงานมาเพิ่มเพื่อทำงานเก็บเกี่ยวข้าวในนาของพระองค์  ซึ่งวิธีการนั้นมีหลายวิธี  แล้วแต่ผู้เชี่ยวชาญงานกระแสเรียกจะคิดกัน  ซึ่ง  ตัวอย่างที่ได้จากสหรัฐ  โดยการจัดการของ USCCB หรือสภาพระสังฆราขคาทอลิกแห่งสหรัฐ ที่วางกรอบแนะนำไว้  น่าจะพอนำมาปฏิบัติได้  ลองอ่านดูดีไหมครับ

                                                                       สุดยอดสิบประการเพื่อส่งเสริมกระแสเรียก
                                                                             Top Ten Things to Promote Vocations

USCCB – สภาพระสังฆราชคาทอลิกสหรัฐ
http://www.usccb.org/beliefs-and-teachings/vocations/parents/top-ten-things-to-promote-vocations.cfm

For all Catholics:  สำหรับคาทอลิกทุกคน

1. Pray for an increase in vocations to the priesthood and consecrated life. Jesus says in Matthew 9:38 “to beg the master of the harvest to send laborers into the vineyard.” If we want more priests, sisters and brothers, we all need to ask.  จงสวดภาวนาเพื่อการเพิ่มกระแสเรียกไปสู่สังฆภาพสงฆ์และชีวิตถวายตัว พระเยซูตรัสในมัทธิว 9:38 ว่า “ จงวอนขอเจ้าของนาให้ส่งคนงานมา เก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด “  ถ้าเราต้องการพระสงฆ์ ซิสเตอร์และภราดามากกว่านี้  เราทุกคนจำเป็นต้องขอ.

2. Teach young people how to pray. Pope Benedict XVI said that unless we teach our youth how to pray, they will never hear God calling them into a deeper relationship with Him and into the discipleship of the Church.  จงสอนคนหนุ่มสาวให้รู้จักสวดภาวนา  พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ 16 กล่าวว่า จนกว่าเราจะสอนคนหนุ่มสาวของเราให้รู้จักว่าสวดอย่างไร  พวกเขาจะไม่ได้ยินเสียงพระเป็นเจ้าเรียกพวกเขา ไปสู่ความสัมพันธ์ลึกล้ำกว่าในพระองค์ และกลายเป็นผู้เป็นศิษย์ของพระศาสนจักรได้

3. Invite active young adults and teens to consider a vocation to the priesthood or consecrated life. A simple, sincere comment should not be underestimated. An easy way to do this can be remembered by four letters: ICNU. “John, I see in you (ICNU) the qualities that would make a good priest, and I want to encourage you to pray about it.” It is a non-invasive way to encourage openness to a religious vocation.  จงเชื้อเชิญผู้ใหญ่ที่ยังหนุ่มแน่นและวัยรุ่นที่ยังแข็งแรง ให้พิจารณากระแสเรียกไปสู่สังฆภาพสงฆ์หรือชีวิตที่ถวายตัว  การพูดคุยง่ายๆซื่อๆและจริงใจ ไม่ควรคิดว่าคุณค่าต่ำ   วิธีที่ง่ายในการทำเช่นนี้ สามารถจดจำได้ด้วยอักษรสี่ตัว คือ ICNU.  “ จอห์น  ฉันเห็นในเธอ ( ICNU = I see in  you) ลักษณะที่อาจจะทำให้เธอเป็นพระสงฆ์ที่ดีได้คนหนึ่ง  และฉันอยากกระตุ้นเธอให้สวดภานาถึงเรื่องนี้ “  มันเป็นวิธีที่ไม่รุกรานเพื่อส่งเสริมการเปิดไปสู่กระแสเรียกทางศาสนา.

4. Make it attractive. Show the priesthood for what it truly is – a call to be a spiritual father to the whole family of faith. Similarly, the consecrated life for a young woman is a call to be united to Christ in a unique way, and to be a spiritual mother to those she encounters in her life and service. The challenge for priests and religious is to be joyful models of their vocations.   จงทำให้เกิดการดึงดูดความสนใจ   แสดงให้เห็นว่าสังฆภาพสงฆ์นั้นจริงๆแล้วเพื่ออะไร – การเรียกไปเป็นบิดาฝ่ายจิตสำหรับทั้งครอบครัวที่มีความเชื่อ   ทำนองเดียวกัน  ชีวิตที่อุทิศถวายสำหรับสตรีสาวเป็นการเรียกเพื่อให้รวมกับพระคริสตเจ้าในแบบพิเศษไม่มีใดเหมือน และเป็นมารดาทางจิตแก่คนเหล่านั้นที่เธอได้ประสพในชีวิตและงานบริการของเธอ  งานท้าทายสำหรับพระสงฆ์และผู้ถวายตัว เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมยินดีของกระแสเรียกของพวกเขา.

5. Preach it, brother! Vocations must be talked about regularly if a “vocation culture” is to take root in parishes and homes. This means, first and foremost, the people need to hear about vocations from priests through homilies, prayers of the faithful, and discussions in the classroom. Vocations kept out of sight are out of mind.  เทศน์สอนเรื่องกระแสเรียกซี  เพื่อน!  กระแสเรียกต้องได้รับการกล่าวถึงเป็นประจำปกติ ถ้า “ วัฒนธรรมกระแสเรียก “ จำเป็นต้องหยั่งรากในวัดและบ้านต่างๆ   นี่หมายความว่า  ประการแรกและมาก่อนหมด  ประชาชนต้องได้ยินเกี่ยวกับกระแสเรียกจากพระสงฆ์ผ่านทางการเทศนา  คำภาวนาของบรรดาสัตบุรุษ และการปรึกษาหารือกันในห้องเรียน  กระแสเรียกห่างพ้นตาเมื่อใดก็ห่างจิตใจเมื่อนั้น 
For those considering a vocation:  สำหรับคนเหล่านั้นที่กำลังพิจารณากระแสเรียก

6. Practice the faith. We all need to be reminded that the whole point of our lives is to grow in a deep, intimate and loving relationship with God. This is the first step for any young person desiring to discern any call in life.  ปฏิบัติตามความเชื่อ  เราทุกคนจำเป็นต้องจำให้ได้ว่า จุดทั้งหมดในชีวิตเราก็คือเติบโตในความสัมพันธ์สุดใจลึกซึ้งและรักใคร่กับพระเป็นเจ้า  นี่เป็นก้าวแรกของหนุ่มสาวที่ปรารถนาจะเห็นกาลไกลในการเรียกใดๆของพระเจ้าในชีวิต

7. Enter into the Silence. Silence is key to sanity and wholeness. We can only “hear” the voice of God if we are quiet. Take out the ear buds of your iPhone, iPod, and iTunes and listen to God, the great I AM. Young people should try to spend 15 minutes of quiet prayer each day – this is where you can begin to receive clear direction in your lives.  ก้าวเข้าสู่ความเงียบ  ความเงียบเป็นกุญแจไปสู่ความพอเหมาะพอควรและความครบทั้งหมด   เราสามารถ “ได้ยิน”เสียงของพระเป็นเจ้า ก็เพียงตอนที่เราอยู่เงียบๆ  ถอดเครื่องเสียบหูฟังของไอโฟน  ไอพอต และไอจูน ออก และเงี่ยหูฟังพระเป็นเจ้า  พระผู้ยิ่งใหญ่  คนหนุ่มสาวควรพยายามใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาทีสวดภาวนาเงียบๆทุกวัน – นี่คือที่ที่เธอสามารถเริ่มรับการนำทางที่ชัดเจนในชีวิตของเธอ

8. Be a good disciple. Some bishops say, “We do not have a vocation crisis; we have a discipleship crisis.” Young people can become true followers of Jesus Christ by serving those around them. By discovering your call to discipleship, you also discover your particular call within the Church. จงเป็นศิษย์ที่ดี  พระสังฆราชบางองค์กล่าวว่า “ เราไม่มีวิกฤติการณ์ทางกระแสเรียกดอก  เรามีวิกฤติการณ์ในการเป็นศิษย์ของพระองค์ต่างหาก  “ คนหนุ่มสาวสามารถกลายเป็นผู้ติดตามที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์ โดยรับใช้ผู้คนเหล่านั้นที่อยู่รอบๆพวกเขา  โดยค้นพบกระแสเรียกของเธอเองที่นำไปสู่ความเป็นสานุศิษย์ของพระเป็นเจ้า  เธอด้วยค้นพบเสียงเรียกพิเศษภายในพระศาสนจักรนี่เอง

9. Ask God. Ask God what He wants for your life and know He only wants what is good for you. If, in fact, you are called to the priesthood or consecrated life, it will be the path to great joy and contentment.  ถามพระเป็นเจ้า  ถามพระองค์ว่าทรงประสงค์สิ่งใดสำหรับชีวิตของเธอ และทราบว่าพระองค์ เพียงประสงค์สิ่งใดที่ดีสำหรับเธอ  ถ้า  ความเป็นจริง  เธอถูกเรียกไปสู่สังฆภาพสงห์หรือชีวิตที่ถวายแด่พระองค์  มันจะเป็นหนทางไปสู่ความปิติและความสำราญบานใจ.ยิ่งใหญ่แน่นอน.

10. In the immortal words of a famous sneaker manufacturer: “Just do it!” If you feel that God is inviting you to “try it out,” apply to the seminary or religious order. Remember, the seminary or convent is a place of discernment. You will not be ordained or asked to profess vows for many years, providing ample opportunity to explore the possibility of a call to priesthood or religious life.
ในคำพูดที่ไม่เคยเลือนหายไปของผู้ลักลอบผลิตที่เลื่องชื่อ คือ “ ก็เพียงทำมัน !“  ถ้าเธอรู้สึกว่าพระเป็นเจ้ากำลังเชื้อเชิญเธอให้ “ ก็เพียงทำมัน!”  จงปรับใช้กับสามเณราลัยหรือคณะนักบวชบ้าง   จงจำไว้  สามเณราลัยหรือคอนแวนต์ เป็นสถานที่ของการมองกาลไกล   เธอจะไม่ได้รับการบวชหรือได้รับการขอร้องให้ถวายคำปฏิญญาเป็นเวลาหลายๆปี   โดยการจัดให้มีโอกาสกว้างขวางที่จะตรวจสอบความเป็นไปได้ของกระแสเรียกไปสู่สังฆภาพสงฆ์ หรือชีวิตที่ถวายแด่พระเป็นเจ้าในฐานะนักบวช.

          โปรดอ่านข้อมูลน่าสนใจต่อไป - ครับ.


 
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / คนร้ายยิงถล่มสื่อน้ำหอมเหตุล้อศาสดามูฮัมหมัด ดับ 12 ราย จราจลลามทั่วโลก เมื่อ: มกราคม 19, 2015, 10:57:59 PM
 ยิ้ม
                                                 คนร้ายยิงถล่มสื่อน้ำหอมเหตุล้อศาสดามูฮัมหมัด ดับ 12 ราย จราจลลามทั่วโลก

 webmaster
ที่ มกราคม 08, 2015

       เอเอฟพี - เกิดเหตุกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนอาก้าและเครื่องยิงจรวด โจมตีสำนักงานของ "ชาร์ลี เฮบโด" หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์จอมเสียดสีของฝรั่งเศสในวันนี้ (7 ม.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย
       
       แหล่งข่าวระบุว่า ในกลุ่มผู้ที่เสียชีวิต มีนักวาดการ์ตูนซึ่งเป็นที่รู้จักของนักอ่าน รวมถึงหัวหน้ากองบรรณาธิการรวมอยู่ด้วย
       
       หัวหน้ากองบรรณาธิการ สเตฟาน ชาร์บองแนร์ กับบรรดานักวาดการ์ตูนที่รู้จักกันในชื่อ คาบู , ทิกนัส , โวลินสกี อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตจากเหตุครั้งนี้
       
       ประธานาธิบดี ฟรองซัวร์ โอลองด์ ของฝรั่งเศสรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุในทันทีที่ได้ทราบเรื่อง พร้อมกับตราหน้าการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการก่อการร้าย
       
       โอลองด์ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 4 ราย จากเหตุโจมตีครั้งนี้ ซึ่งเขาย้ำว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน นอกจากนี้ผู้นำฝรั่งเศสยังเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายนั้น ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 12 ราย กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย
       
       โอลองด์ ยังได้เรียกร้องให้คนในชาติรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมทั้งยกระดับการเตือนภัยไว้ที่ระดับสูงสุดในพื้นที่กรุงปารีส
       
       แหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่สืบสวน ระบุว่า มีชาย 2 คนที่พกปืนคาลาชนิคอฟ (หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ ปืนอาก้า) และเครื่องยิงจรวด เปิดฉากโจมตีเข้าใส่อาคารสำนักงานของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว โดยมีการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคง
       
       แหล่งข่าวยังบอกอีกว่า คนร้ายรายหนึ่งได้ปล้นชิงรถยนต์หนึ่งคัน แล้วขับชนคนเดินถนนหนึ่งรายในตอนที่พยายามขับรถหลบหนี เขาบอกด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นายในตอนนั้น
       
       ภาพทางโทรทัศน์แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ หน้าต่างมีรูพรุนจากกระสุนปืน ขณะที่บรรดาผู้คนถูกหามขึ้นเปลเพื่อนำตัวออกจากพื้นที่
       
       แหล่งข่าวของตำรวจบอกด้วยว่า คนร้ายได้ตะโกน "เราจะล้างแค้นให้กับพระศาสดา" ในตอนที่ก่อเหตุ ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีความชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ก่อเหตุโจมตีครั้งนี้บ้าง
       
       ด้านปฏิกิริยาจากต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้
       
       "เหล่าฆาตกรที่ก่อเหตุในกรุงปารีสคือพวกน่าสะอิดสะเอียน เราของยืนเคียงข้างกับประชาชนชาวฝรั่งเศสในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายและร่วมปกป้องเสรีภาพของสื่อมวลชน" ผู้นำรัฐบาลอังกฤษ ระบุในข้อความทางทวิตเตอร์
       
       หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์จอมเสียดสี "ชาร์ลี เฮบโด" ดังกระฉ่อนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2006 เมื่อมีการนำการ์ตูนล้อเลียนศาสดา "มูฮัมหมัด" ของศาสนาอิสลาม มาตีพิมพ์อีกครั้ง หลังจากที่เคยถูกตีพิมพ์ครั้งแรกโดย "จิลลอง โพสเทน" หนังสือพิมพ์ของเดนมาร์ก จนสร้างความโกรธแค้นให้กับโลกมุสลิมเป็นอย่างมาก
       
       ในเดือนพฤศจิกายน 2011 อาคารสำนักงานของ "ชาร์ลี เฮบโด" เคยโดนโจมตีด้วยปืนและระเบิดมาแล้ว ตอนที่ตีพิมพ์การ์ตูนล้อเลียน ศาสดามูฮัมหมัด ที่ตั้งชื่อว่า "ชารีอะห์ เฮบโด"
       
       แม้จะเคยขึ้นศาลเพราะกฏหมายต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ แต่หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับนี้ยังคงเดินหน้าตีพิมพ์การ์ตูนล้อเลียนศาสดาของชาวมุสลิมอย่างไม่หยุดหย่อน
       
       ในเดือนกันยายน 2012 ช่วงที่มีการประท้วงอย่างรุนแรงเกิดขึ้นในหลายประเทศเกี่ยวกับภาพยนต์ทุนน้อยที่ชื่อว่า "อินโนเซนซ์ ออฟ มุสลิม" ซึ่งสร้างในอเมริกาและมีเนื้อหาดูถูกศาสดามูฮัมหมัด ในตอนนั้น ชาร์ลี เฮบโด ก็ได้ตีพิมพ์การ์ตูนที่มีภาพศาสดามูฮัมหมัดไม่สวมเสื้อผ้า
       
       การกระทำครั้งนั้นทำให้บรรดาโรงเรียนฝรั่งเศส สถานกงสุล สถานทูต รวมถึงศูนย์วัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่ใน 20 ประเทศมุสลิม ต้องปิดทำการเป็นระยะเวลาสั้นๆ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกโจมตี
       
       สเตฟาน ชาบองแนร์ บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ยังเคยถูกขู่ฆ่าจนต้องขอรับการคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
       
       สำหรับหน้าปกสัปดาห์นี้ ที่วางแผงในวันพุธ (7 ม.ค.) มีเรื่องเด่นเกี่ยวกับนักเขียนชาวฝรั่งเศส "มิเชล ฮอลเลเบค" เจ้าของผลงานล่าสุดชื่อ "ซับมิชชั่น" ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจินตนาการถึงฝรั่งเศสในอนาคตที่ถูกปกครองโดยรัฐบาลอิสลาม
       
       หนังสือเล่มดังกล่าวมีกระแสตอบรับที่กว้างขวาง สร้างความไม่สบายใจในหมู่ชาวฝรั่งเศสที่ไม่ได้เป็นมุสลิมเกี่ยวกับเรื่องการอพยพมาฝรั่งเศสและอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมของชาวมุสลิม


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/558000000235602.JPEG)
(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/558000000235603.JPEG)
(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/558000000235601.JPEG)
(http://www.thaimedtechjob.com/image/ASTV.jpg)

โบสถ์คริสต์โดนวางเพลิง 45 แห่ง ในการประท้วง "ชาร์ลี เอ็บโด" ที่ไนเจอร์

       http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000007082

ASTVผู้จัดการออนไลน์        
19 มกราคม 2558 20:45 น.

        เอเอฟพี - ตำรวจระบุในวันนี้ (19 ม.ค.) ว่ามีโบสถ์คริสต์ 45 แห่งถูกวางเพลิงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในเมืองหลวงของไนเจอร์ ระหว่างที่มีการประท้วงต่อต้านการตีพิมพ์การ์ตูนล้อศาสดามูฮัมหมัดของนิตยสาร "ชาร์ลี เอ็บโด"
       
       อดิลี โตโร โฆษกตำรวจแห่งชาติ ระบุในการแถลงข่าว ว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นได้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 รายและได้รับบาดเจ็บ 128 รายในกรุงนีอาเม นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนและสถานเลี้ยงเด็กของชาวคริสเตียนถูกวางเพลิงด้วยเช่นกัน
       
       การ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดของศาสนาอิสลาม ที่ถูกตีพิมพ์บนปกของนิตยสารรายสัปดาห์ "ชาร์ลี เอ็บโด" ฉบับใหม่ที่ใช้ชื่อว่า "ผู้รอดตาย" ได้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวมุสลิมในหลายประเทศ
       
       โตโร บอกด้วยว่า มีธงชาติฝรั่งเศสถูกเผาในระหว่างการประท้วงดังกล่าว รวมถึงมีการปล้นสะดมและวางเพลิงสถานที่หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงโรงแรม 5 แห่งและบาร์ 36 แห่ง ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ประท้วงไป 189 ราย โดยที่มี 2 รายเป็นผู้เยาว์
       
       เมื่อวันอาทิตย์ มีผู้ก่อเหตุประท้วงราว 300 รายในกรุงนีอาเม ได้ขว้างปาก้อนหินเข้าใส่ตำรวจที่ยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการประท้วง โดยทางผู้ว่าฯ ฮามิดู การ์บา ได้ระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมในวันนั้น 90 ราย ขณะที่สื่อท้องถิ่นก็รายงานด้วยว่า ในกลุ่มผู้ที่ถูกจับ มีผู้นำฝ่ายค้านรวมอยู่ด้วย

          Credit  :  ASTV  NEWS 1       
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / อึ้ง! เด็กไร้บ้านชาวฟิลิปปินส์ถาม “โป๊ป” ทั้งน้ำตา เมื่อ: มกราคม 18, 2015, 06:52:15 PM
 ยิ้ม
                                                                               อึ้ง! เด็กไร้บ้านชาวฟิลิปปินส์ถาม “โป๊ป” ทั้งน้ำตา
                                                                           ทำไมพระเจ้าปล่อยให้โลกนี้มี “โสเภณีเด็ก”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
18 มกราคม 2558 16:38 น.

                                                 http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000006512

        เอเอฟพี - เด็กหญิงชาวฟิลิปปินส์วัย 12 ปีน้ำตาไหลอาบแก้ม ขณะร้องถามว่า เหตุใดพระเจ้าถึงปล่อยให้โลกนี้มี “โสเภณีเด็ก” สร้างความสะเทือนใจแก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จนพระองค์ดึงเธอเข้ามากอดเอาไว้ ก่อนตรัสวิงวอนให้ทุกคนหยิบยื่นความเมตตาแก่ผู้ยากไร้ให้มากกว่านี้
       
       กลีแซล พาโลมาร์ เด็กหญิงผู้ครั้งหนึ่งเคยระหกระเหินเร่ร่อน ก่อนจะได้รับการอุปการะโดยมูลนิธิการกุศลของคริสตจักรโรมันคาทอลิกแห่งหนึ่ง ได้เอ่ยถามคำถามอันน่าสะเทือนใจ ในพิธีการที่มหาวิทยาลัยคาทอลิกในกรุงมะนิลา ซึ่งมีขึ้นก่อนสมเด็จพระสันตะปาปาประกอบพิธีมิสซาแก่ผู้ศรัทธาหลายล้านคน
       
       พาโลมาร์ กล่าวกับโป๊ปฟรานซิส ขณะยืนเคียงข้างเด็กชายจรจัดวัย 14 ปีบนเวทีว่า “เด็กๆ มากมายถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง และเด็กจำนวนมากต้องถลำลงสู่วังวนของยาเสพติดและโสเภณี”
       
       “ทำไมพระเจ้าปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับพวกเรา ทั้งที่เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรผิด”
       
       พาโลมาร์ ผู้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้สะอึกสะอื้นบนเวที จนประมุขแห่งคริตจักรนิกายโรมันคาทอลิกวัย 78 ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนของประชาชนดึงเธอเข้าสู่อ้อมแขน แล้วกอดเธอไว้ครู่หนึ่ง
       
       จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสก็ละทิ้งสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษที่ตระเตรียมมาจนเกือบหมดสิ้น ก่อนที่จะหันมาตรัสตอบเป็นภาษาสเปน ซึ่งเป็นภาษาแม่ของพระองค์เอง

        โป๊ปฟรานซิสตรัสกับฝูงชนที่ผู้จัดงานระบุว่า มีจำนวนมากถึง 30,000 คนว่า “ลูกเป็นเพียงผู้เดียวที่ตั้งคำถาม ซึ่งไร้คำตอบ ทั้งยังไม่อาจแสดงความสงสัยคับข้องใจออกมาเป็นคำพูด ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาของลูกอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นออกมาแทน”

   
        อึ้ง! เด็กไร้บ้านชาวฟิลิปปินส์ถาม “โป๊ป” ทั้งน้ำตา ทำไมพระเจ้าปล่อยให้โลกนี้มี “โสเภณีเด็ก”
        “แก่นของคำถามนี้ ... ไม่มีใครให้คำตอบแก่ลูกได้” นอกจากพระเป็นเจ้า
       
       สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งเสด็จเยือนฟิลิปปินส์เป็นเวลา 5 วันตรัสกับประชาชนผู้มารอพบพระองค์ว่า พวกเขาต้องหัดรับรู้ถึงความโศกเศร้าของกลุ่มคนชายขอบ และผู้เดือดร้อน ในขณะที่การแสดงความเมตตากรุณาแบบผิวเผิน ด้วยการหยิบยื่นสิ่งของบริจาคเพียงอย่างเดียว แบบที่คนมากมายบนโลกกำลังทำนั้นไม่เพียงพอ
       
       พระองค์ตรัสว่า “หากพระเยซูคริสต์ประทานพระเมตตาแบบเดียวกับเรานั้น พระองค์ก็คงได้แต่เดินผ่านมาทักทายประชาชน มอบสิ่งของ แล้วเดินจากไป”
       
       ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิสทรงเรียกร้องให้เหล่าผู้ศรัทธาแสดงความเมตตาแก่คนยากจน และคนชายขอบอย่างจริงใจ ด้วยวิธีการที่เป็นรูปธรรม
       
       นอกจากนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสว่า คำถามของพาโลมาร์แสดงให้เห็นว่า สังคมยังรับฟังเสียงของผู้หญิงไม่เพียงพอ
       
       โป๊ปตรัสว่า “ผู้หญิงยังมีหลายสิ่งที่อยากจะบอกเรา เกี่ยวกับสังคมทุกวันนี้ บางครั้งสังคมเราก็ถือผู้ชายเป็นใหญ่มากเกินไป จนไม่หลงเหลือพื้นที่แก่สตรี”
       
       “ผู้หญิงสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในมุมมองที่ต่างไปจากเรา พวกเธอสามารถตั้งคำถามที่ผู้ชายเรายังไม่เข้าใจ”
       
       ทั้งนี้ เป้าหมายหลักในการเสด็จเยือนฟิลิปปินส์ของโป๊ปฟรานซิส คือการแสดงความเมตตาต่อคนยากจนในดินแดนซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของคริสต์ศาสนิกชน นิกายโรมันคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย ทว่า ยังมีประชาชนประสบปัญหาความยากจนอย่างรุนแรงมากหลายสิบล้านคน

“โป๊ปฟรานซิส” ทรงปลอบขวัญเหยื่อไต้ฝุ่นปินส์-ฟ้าฝนไม่เป็นใจต้องเสด็จฯกลับก่อน

                              http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000006307

       เอเอฟพี – สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนในเมืองตาโกลบันท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก และต้องเสด็จฯ กลับกรุงมะนิลาก่อนกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงพายุโซนร้อน “เมขลา” ที่พัดเข้าสู่หมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นลูกแรกในปีนี้ ขณะที่กระแสลมแรงได้พัดเหล็กนั่งร้านพังถล่มทับอาสาสมัครหญิงรายหนึ่งเสียชีวิต
       
       ประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกทรงสวมผ้าพลาสติกสีเหลืองเพื่อป้องกันฝน ขณะที่ทรงเทศนาต่อชาวเมืองตาโกลบันราว 200,000 คน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน
       
       อย่างไรก็ตาม พายุฝนที่เทกระหน่ำทำให้พระองค์ต้องเสด็จฯ กลับกรุงมะนิลาทันทีในช่วงเที่ยง จากเดิมที่ทรงมีกำหนดการตลอดทั้งวันในการเยี่ยมเยียนชาวเมืองตาโกลบัน และพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเมื่อ 14 เดือนก่อน
       
       “ดังนั้น ข้าพเจ้าต้องขออภัยต่อทุกๆ ท่าน ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจจริงๆ” โป๊ปฟรานซิส ตรัสต่อประชาชนหลายพันคนซึ่งมาเฝ้ารับเสด็จฯ ที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ก่อนจะเสด็จฯ ตรงไปยังสนามบิน
       
       เครื่องบินพระที่นั่งลงจอดที่กรุงมะนิลาโดยสวัสดิภาพ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาที
       
       หลังจากนั้นไม่นาน โฆษกประจำโบสถ์ได้รายงานว่า อาสาสมัครหญิงที่มาช่วยเตรียมพิธีสวดมิสซาในช่วงเช้าที่เมืองตาโกลบันถูกเหล็กนั่งร้านถล่มลงมาทับเสียชีวิต
       
       นอกจากนี้ เครื่องบินที่ผู้ช่วยคนสนิท 3 คนของประธานาธิบดี เบนิโญ อากีโน โดยสารมาก็ประสบอุบัติเหตุลื่นไถลออกจากรันเวย์ขณะเทคออฟ ทำให้ส่วนหัวของเครื่องพุ่งจมลงไปในโคลน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่กี่นาทีหลังจากที่เครื่องบินของโป๊ปเดินทางออกไปแล้ว และไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บรุนแรง
       
       การเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยที่เมืองตาโกลบันและเมืองใกล้เคียงถือเป็นวัตถุประสงค์หลักข้อหนึ่งในการเสด็จฯ เยือนฟิลิปปินส์เป็นเวลา 5 วันของโป๊ปฟรานซิส ซึ่งทรงเป็นที่เคารพยกย่องอย่างสูงในหมู่ชาวตากาล็อกซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกถึงร้อยละ 80
       
       ชาวบ้านที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ ต่างสวมเสื้อกันฝนสีเหลืองซึ่งทางผู้จัดงานแจกจ่ายให้ และสมเด็จพระสันตะปาปาก็ทรงสวมเช่นกัน ก่อนจะเสด็จฯ ขึ้นไปบนเวทีท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก
       
       “ข้าพเจ้าขอบอกให้ท่านทราบบางสิ่งที่อยู่ในจิตใจลึกๆ... เมื่อข้าพเจ้าดูข่าวภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับท่านในกรุงโรม ข้าพเจ้ารู้สึกทันทีว่าจะต้องมาที่นี่ และข้าพเจ้าก็ตัดสินใจในขณะนั้นว่าจะมา วันนี้ข้าพเจ้าจึงมาอยู่กับท่าน”
       
       “พวกท่านบางคนสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไป สิ่งที่ข้าพเจ้าทำได้มีเพียงการสงบนิ่ง และก้าวเดินไปกับท่านด้วยหัวใจที่เงียบงัน”
       
       พระสันตะปาปาตรัสยืนยันต่อผู้ประสบภัยว่า พระเยซูคริสต์จะไม่ทรงทิ้งให้พวกเขาผิดหวัง ขณะที่ชาวบ้านหลายคนบอกว่า พระดำรัสของโป๊ปทำให้พวกเขามีพลังใจอย่างแรงกล้าขึ้นมา
       
       “ฉันอธิบายมาถูก มันรู้สึกซาบซึ้งจริงๆ ในชีวิตฉันไม่เคยได้เฝ้าพระสันตะปาปามาก่อน” เวอร์จิเนีย ตอร์เรส แม่บ้านวัย 68 ปี กล่าวทั้งน้ำตาหลังจากที่โป๊ปเสด็จฯ ออกจากมณฑลพิธีไปแล้ว
       
       ตอร์เรส ซึ่งสูญเสียบ้านไปกับคลื่นพายุซัดฝั่งที่รุนแรงเทียบเท่าสึนามิ บอกว่า พระดำรัสของพระองค์ทำให้เธอ “มีหวังขึ้นมาใหม่” แม้รื้อฟื้นความเจ็บปวดขึ้นมาบ้างก็ตาม
       
       “ฉันรู้สึกตื้นตัน โดยเฉพาะตอนที่พระองต์ตรัสว่า พระองค์รู้สึกทุกข์ไปกับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเผชิญมาจะได้รับการตอบแทน”

       
          Credit  :  ASTV  NEWS 1       
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ฟิลิปปินส์จับฝูงเด็กเร่ร่อนหลายร้อย เตรียมรับเสด็จโป๊บเยือน เมื่อ: มกราคม 15, 2015, 11:23:04 PM
 ยิ้มกว้างๆ
                                                                   ฟิลิปปินส์จับฝูงเด็กเร่ร่อนหลายร้อย เตรียมรับเสด็จโป๊บเยือน

ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
15  มกราคม  2015
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000005414

                           ฟิลิปปินส์จับฝูงเด็กเร่ร่อนหลายร้อย “ถูกใส่ใส่ตรวน-นอนบนพื้นคอนกรีต-ใช้ถังเป็นห้องน้ำ” รับการเสด็จเยือนโป๊ปฟรานซิส

        เอเจนซีส์ - จากหมายกำหนดการเสด็จเยือนกรุงมะนิลาของสมเด็จสันตะปาปาฟรานซิส ทำให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องเร่งจัดการให้เมืองหลวงของประเทศดูน่าภิรมณ์ รวมไปถึงกำจัดแก๊งเด็กขอทานเร่รอนข้างถนนจำนวนหลายร้อยคนที่พบเห็นได้ทั่วไป ที่เด็กเหล่านี้ที่มีบางคนถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ถูกเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์กวาดต้อนไปยังศูนย์กักกันชั่วคราวร่วมกับอาชญากรผู้ใหญ่ ที่มีสภาพน่าหดหู่ และเด็กต่างถูกโบยตีโดยนักโทษผู้ใหญ่ในระหว่างที่ถูกขัง และมีบางคนถูกตีตรวนหลังกำแพงกรงขังเหล็กภายในสถานกักกันแห่งนี้ และมีสภาพอดอาหาร
       
       เดลีเมล สื่ออังกฤษ รายงานเมื่อวานนี้(14) ว่า เด็กแร่ร่อนฟิลิปปินส์ที่มีอายุน้อยสุดราว 5 ปีถูกทางการฟิลิปปินส์กวาดต้อนจากข้างถนนมายังสถานกักกันที่มีกรงขังอย่างหนาแน่นเพื่อรับการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการของสมเด็จสันตะปาปาฟรานซิส โดยสภาพเด็กเหล่านี้ถูกจับขังในสภาพทารุณที่มีจำนวนมากถูกใส่ล่ามติดไว้กับต้นเสา อีกจำนวนมากถูกโบยตี รวมไปถึงมีสภาพอดอาหาร รวมไปถึงมี 1 ในนั้นถูกกวาดต้อนมาแล้วถึง 59 ครั้งแต่ก็ยังพบว่าเด็กคนนี้ยังคงอาศัยอยู่ข้างถนนต่อไป ทำให้เป็นที่วิพากษ์ไปทั่วถึงการละเมิดสิทธิเด็กอย่างรุนแรงครั้งนี้ของฟิลิปปินส์ เพียงเพื่อเตรียมรับการเสด็จเยือนของโป๊ปฟรานฟิสในระหว่างวันที่ 15-19 มกราคมนี้ แต่ทางเจ้าหน้าที่รัฐบาลฟิลิปปินส์กลับอ้างว่า จำเป็นต้องทำเพื่อความปลอดภัยของพระประมุขคาทอลิกที่อาจตกเป็นเป้าของฝูงเด็กขอทานได้
       
       โดยสื่ออังกฤษพบว่า เด็กขอทานเร่ร่อนจำนวนหลายร้อยคนถูกตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐกวาดต้อนจากข้างถนนกรุงมะนิลาล่วงหน้าหลายสัปดาห์เพื่อทำให้เมืองหลวงของประเทศที่มีความยากจนถูกพบเห็นไปทั่วมีทัศนียภาพที่ดีขึ้นรับการเสด็จเยือนของโป๊ปฟรานซิส
       
       จากสภาพที่นักข่าวเดลีเมลไปพบในสถานกักกัน เด็กจำนวนหลายร้อยคนที่ถูกกักอยู่ในสถานกักันที่มีสภาพสกปรก ที่ต้องทนนอนอยู่กับพื้นคอนกรีต และพบว่ามีเด็กจำนวนมากถูกนักโทษผู้ใหญ่เฆี่ยนตี หรือทำร้ายในระหว่างพัก และมีแม้กระทั่งต้องถูกล่ามไว้กับเสา
       
       โดยคาดกันว่าในการเสด็จเยือน จะมีผู้เข้าร่วมทำพิธีมิสซาที่สวนไรซาล (Rizal Park)ในวันอาทิตย์(18)ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ซึ่งทางมะนิลาได้แสดงเจตนารมณ์แล้วว่า จะต้องไม่มีภาพกลุ่มเด็กเร่ร่อนฟิลิปปินส์ปรากฎไปทั่วโลก
       
       ทั้งนี้จากการเข้าเยื่ยมของนักข่าวอังกฤษ พบว่ามีเด็กเร่ร่อนหลายสิบคนถูกกักขังไว้ในสถานกักกัน อาศัยอยู่ในกรงเหล็กถัดกับกรงขังนักโทษผู้ใหญ่ในกรุงมะนิลา ซึ่งเจ้าหน้าที่มะนิลายอมรับกับสื่ออังกฤษว่า มีการกวาดต้อนเด็กข้างถนนครั้งใหญ่จริง เพราะไม่ต้องการให้โป๊ปฟรานซิสทรงพบเห็นเด็กเหล่านี้
       
       สื่ออังกฤษได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังสถานกักกันเด็กข้างถนน โดยเดินทางไปพร้อมกับบาทหลวงชาวไอริช  เชย์ คัลเลน (Shay Cullen) วัย 71 ปี่ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพ และบาทหลวงผู้นี้ได้ช่วยเหลือเด็กชายวัย7 ปีเป็นอิสระจากสถานกักกัน และนำเด็กคนนี้กลับไปยังศูนย์สงเคราะห์เด็กของมูลนิธิเพรดาเฟาเดชัน ซึ่งห่างจากกรุงมะนิลาไปราว 100 ไมล์ ในอ่าวซูบิก
       
       มาค-มาค เด็กที่ป่วยด้วยโรคผิวหนังหิดบริเวณขาและลำตัวได้รับการช่วยเหลือจากบาทหลวงคัลเลน 3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยมาค-มาคที่ไม่มีบัตรประจำตัว และกลายเป็นเด็กเร่ร่อนเพราะถูกบิดามารดาทอดทิ้งต้องฉลองคริสมาสต์และปีใหม่บนพื้นคอนกรีตในสถานกักกัน “โฮป” หรือความหวัง ที่ตั้งอยู่ในสลัมเขตพารานัค (Paranaque) ในกรุงมะนิลา
       
       เดลีเมลรายงานเพิ่มเติมว่า ในสถานกักกันที่เป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมติดลูกกรงเหล็กแน่นหนา เด็กที่ต้องการทำธุรส่วนตัว ต้องใช้ถังเป็นอุปกรณ์ช่วยปลดทุกขุ์ และทานอาหารที่เป็นของเหลือทิ้งบนพื้นคอนกรีต โดยในระหว่างที่ถูกกักขังในสถานกักกันโฮปที่บางครั้งนานาร่วมเดือน เด็กเหล่านี้ไม่ได้ไปโรงเรียนหรือไม่สามารถมีโอกาสได้เล่นเครื่องเล่นอย่างสนุกสนานหรืออะไรทั้งสิ้นก่อนที่จะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ
       
       นักโทษผู้ใหญ่ถูกขังในห้องกรงที่อยู่ถัดออกไปที่ใช้กักเด็กชายและเด็กหญิงซึ่งต้องอยู่อย่างแยกกัน ซึ่งนักโทษผู้ใหญ่เหล่านี้ได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินข้างนอกได้ระหว่างวัน และจากข้อมูลของผู้เข้าเยี่ยมและนักโทษผู้ใหญ่พบว่า เด็กเหล่านั้นที่ถูกนักโทษผู้ใหญ่รังแก และเฆี่ยนตีในขณะที่ผู้คุมไม่สังเกตเห็น
       
       ทั้งนี้โป๊ฟรานซิสขึ้นชื่อว่า เคยช่วยล้างเท้าของนักโทษในสถานกักกันเยาวชนในกรุงโรมปี 2013 ซึ่งฟาเธอร์เชย์ ที่ตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กฟิลิปปินส์กว่า 40 ปีเปิดเผยว่า เป็นที่น่าเศร้าว่า ในโอกาสเสด็จเยือนฟิลิปปินส์ ไม่มีหนทางที่โป๊ปฟรานซิสจะมาเยือนสถานกักักันเหล่านี้ “เด็กข้างถนนเป็นเสทือนความน่าอับอายของฟิลิปปินส์ เหล่าเจ้าหน้าที่รัฐฟิลิปปินส์ต่างหวาดกลัวที่จะให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรถึงสภาพความเป็นอยู่ของเด็กเร่ร่อนที่ศูนย์แห่งนี้”
       
       เด็กเหล่านี้ถูกกักกันในศูนย์โฮปถึงแม้ว่าทางการฟิลิปปินส์จะตกเป็นที่กล่าวหาจากการปฎิบัติต่อเด็กข้างถนนที่ถูกจับในศูนย์ในช่วงปลายปี 2014เมื่อปรากฎภาพเด็กชายฟรานซิสวัย 11 ปีที่อดอาหารขั้นรุนแรงจนเหลือแต่โครงกระดูก และดูเหมือนใกล้จะเสียชีวิตนอนอยู่บนพื้นคอนกรีตที่ศูนย์กักกันมะนิลา  Manila Reception and Action Centre หรือ RAC ซึ่งในขณะนี้เด็กชายฟรานซิสอยู่ในการพักฟื้นตัวที่สถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง แต่กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขานั้นไม่สามารถหยุดรัฐบาลมะนิลาไม่ให้จับเด็กข้างถนนรอบล่าสุดได้ หรือแม้กระทั่งปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของศูนย์กักัน 17แห่งทั่วเมืองที่คาดว่าจะขังเด็กเร่ร่อนถึง 20,000 คนต่อปี

       Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์   
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / มีประจักษ์พยานอะไรที่ว่าพระเยซูเป็นช่างไม้ เมื่อ: มกราคม 15, 2015, 12:44:47 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                              มีประจักษ์พยานอะไรที่ว่าพระเยซูเป็นช่างไม้
                                                                            What evidence is there that Jesus was a carpenter?

Stackexchange.com                                                                                                                                                                                                                 Alan  Petervich  Update 15 January 2015
                             http://christianity.stackexchange.com/questions/4896/what-evidence-is-there-that-jesus-was-a-carpenter

      I was about to say this in another discussion somewhere else, and wondered: do we know that? As in "it's mentioned or at least hinted at in $book $chapter: verse"?

เรากำลังจะพูดเรื่องนี้ในการพูดคุยที่ไหนสักแห่ง และ กำลังงงว่า เราทราบเรื่องนั้นหรือเปล่า?  เหมือนที่ “ มีกล่าวกัน หรืออย่างน้อยสร้างข้อคิดในหนังสือนั้น  ในบทนั้น ในถ้อยคำแบบนั้น” ?

Or is it just a very likely conjecture? หรือเพียงเป็นเหมือนการเดาเอา ?

A discussion here talks about the various possibilities. To quote a small part that summarizes well:
Jesus' adopted father Joseph was a carpenter (Matthew 13:55 & Mark 6:3). The Greek word is Teckton which means builder. Now, some say he worked with wood; building tools, doors, shelves, tables etc. = carpenter. Others say because of the region and the resources were rock, and most everything was built from rock, then he built millstones, winepresses, houses, etc. = stonemason. There is no real evidence to clarify exactly what Joseph was a builder of, but we know that he was a Teckton = Builder. Now, in the Jewish culture of that time (1st century) it was required of the father to teach the son their trade at age 12, and find a wife for them around the age of 20. Joseph being very Jewish would have adhered to this practice and began teaching Jesus at 12 his trade of being a builder (Teckton).

การโต้แย้งที่นี่พูดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ต่างๆนานาสารพัด   การยกคำพูดสั้นๆที่สรุปมาอย่างดี คือ :
ท่านโจเซฟ บิดาบุญธรรมของพระเยซูเป็นช่างไม้ ( มัทธิว 13:55 และ มาระโก 6:3) คำภาษากรีกคือ Teckton ซึ่งหมายถึงช่างก่อสร้าง ทีนี้  บางคนกล่าวว่า ช่างก่อสร้างนั้นทำงานด้านเกี่ยวกับไม้  สร้างเครื่องมือเครื่องใช้  ประตูหน้าต่าง  ชั้นและหิ้งเก็บของ  โต๊ะม้านั่งต่างๆ  ฯลฯ ก็คือ ช่างไม้นั่นเอง  อีกบางคนพูดว่า เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวและแหล่งที่ว่านั้นล้วนเป็นหินผา( หมายถึงประเทศอิสราเอลสมัยนั้น )  และทุกสิ่งทุกอย่างส่วนมากสร้างจากหินและก้อนหิน  คือ เอาไปทำ โม่หิน  เครื่องหีบลูกองุ่น  บ้านอยู่อาศัย ฯลฯ นั่นคือ ช่างก่อหิน   ไม่มีประจักษ์พยานที่แท้จริงที่จะให้ความกระจ่างตรงๆว่าท่านโจเซฟเป็นช่างอะไรแน่  แต่เราทราบว่าท่านเป็น Teckton คือ ช่างก่อสร้าง   คราวนี้  ในวัฒนธรรมยิวสมัยนั้น ( ค.ศ. 1) จำเป็นที่บิดาต้องสอนบุตรชายถึงหน้าที่การงานของตนเมื่ออายุ 12 ขวบ   และหาภรรยาให้ลูกทุกคนเมื่ออายุประมาณ  20 ปีขึ้นไป   โจเซฟเป็นคนยิว คงยึดมั่นในการปฏิบัติตามนี้ และเริ่มสอนพระเยซูเมื่ออายุได้ 12 ขวบ ถึงการอาชีพของตนในฐานะเป็นช่างก่อสร้าง ( Teckton) คนหนึ่ง

This page from the same site offers additional explanation for the stonemason theory:
Given that Israel's buildings were constructed of stones and rocks, Jesus likely worked as a stonemason rather than a carpenter. He probably spent hours helping his father shape and cut stones.

หน้านี้ จากเว็บไซต์เดียวกันเสนอคำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับทฤษฎีช่างก่อหินว่า : ถือกันว่าอาคารบ้านเรือนของอิสราเอลถูกก่อสร้างจากหินและก้อนหิน  พระเยซูเองดูจะทำงานเป็นช่างก่อหิน มากกว่าจะเป็นช่างไม้   พระองค์นั้นอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงช่วยบิดา (โจเซฟ) ของพระองค์ทำหินและตัดแซะหินให้เป็นรูปแบบที่ต้องการเพื่อการทำเครื่องใช้ หรือเพื่อการสร้างที่อยู่อาศัยหรือโรงเลี้ยงสัตว์.


The above quoted site is provided by That the World May Know Ministries, and offers a DVD series entitled Faith Lessons, featuring the founder Ray Vander Laan which offers documentary-style on-location Bible studies suitable for small groups. I believe the one that addresses this issue is Life and Ministry of the Messiah, or possibly Walk as Jesus Walked. It has been several years since I've watched these, and I don't have access to them now to confirm.

เว็บไซต์ที่ยกข้อความมาอ้างอิงนั้นได้มาจาก That the World May Know Ministries และจัดชุด DVD ให้ชุดหนึ่ง ชื่อว่า Faith Lessons  แสดงให้เห็นผู้ก่อตั้งคือ Ray Vander Laan ซึ่งเป็นผู้จัด การศึกษาพระคัมภีร์สไตล์สารคดี ตามจุดที่ต้องการ  เหมาะสำหรับกลุ่มเล็กๆ   ฉันเชื่อคนหนึ่งที่ออกรายการนี้คือ Life and Ministry of the Messiah หรืออาจเป็น Walk as Jesus Walked  ,  มันนานหลายปีแล้วตั้งแค่ฉันได้ชมวีดีทัศน์เหล่านี้  และตอนนี้ฉันไม่มีอยู่ในมือเลยเพื่อยืนยันเรื่องนี้.
 
     
   I'm not saying Jesus wasn't taught the trade of Joseph. But I just thought it was funny you should use the example "It was required of the father to teach the son their trade at age 12, and find a wife for them around the age of 20" as a reason. Obviously he didn't find a wife for Jesus at 20. ยิ้ม 

ฉันไม่ได้กล่าวว่าพระเยซูไม่ได้รับการสอนอาชีพของโจเซฟ   แต่ฉันเพียงคิดว่ามันน่าขันที่คุณควรนำไปใช้เป็นตัวอย่าง  “ มันจำเป็นที่บิดาสอนอาชีพให้บุตรชายเมื่ออายุย่างเข้า 12 ขวบ  และหาภรรยาคนหนึ่งสำหรับพวกเขาเมื่ออายุ 20 ปี เป็นเหตุผลอย่างหนึ่ง   เห็นได้ชัดว่าโจเซฟมิได้หาภรรยาให้พระเยซูเมื่อพระองค์อายุ 20 ปี
3   
   Most scholars believe the Joseph died at some point during Jesus's life (hence his absence during Jesus's ministry). We don't know for sure when Jospeh died, but we have at least one textual reference to Joseph being alive when Jesus was 12. – 

นักปราชญ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าท่านโจเซฟถึงแก่กรรม ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในช่วงชีวิตของพระเยซู ( โดยที่ท่านหายไประหว่างการออกทำงานของพระเยซู – Petervich ขอเพิ่มความคิดเห็นที่หลายคนสอบถามว่า   พระเยซูเป็นพระเจ้า  ทำให้คนตายกลับคืนชีพมาแล้ว  ทำไมพระองค์จึงไม่เมตตาทำให้บิดาบุญธรรมของพระองค์ฟื้นคืนชีพกลับมีชีวิตอีก  มีผู้ใดสามารถอธิบายได้บ้าง ? )  เราไม่แน่ใจว่าโจเซฟถึงแก่กรรมเมื่อใด ( และถึงแก่กรรมจากความชราภาพหรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บอะไร ? มีคนอยากทราบมากจริงๆ )  แต่อย่างน้อย เราก็ได้การอ้างอิงจากบริบทในพระคัมภีร์ที่กล่าวเป็นนัยว่า  ตอนที่พระเยซูอายุ 12 ขวบ นั้น  โจเซฟกับมารียังห่วงใยไปตามหาพระเยซูที่กรุงเยรูซาเลม  เพียงแค่นั้นที่พระวรสารกล่าวถึงท่านโจเซฟ

We know that Joseph was a τέκτων (tekton)- traditionally a carpenter but literally, any craftsman who worked with his hands, from Matthew 13:55 (Is this not the carpenter's son?). Traditionally, boys would follow in their father's occupation, hence the tradition that Jesus was a carpenter.

เรารู้ว่าโจเซฟเป็นช่างก่อสร้าง (tekton) – โดยประเพณีก็คือช่างไม้ แต่ถ้าจะพิจารณาตามตัวอักษร ช่างฝีมือใดซึ่งทำงานด้วยมือ  จากพระวรสารมัทธิว 13:55 ( “ เขาเป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ “)   ตามประเพณี  เด็กผู้ชายควรทำงานที่เป็นอาชีพของบิดา  ตามประเพณีที่ว่าพระเยซูนั้นจึงเป็นช่างไม้คนหนึ่ง

Additionally in Mark 6:3, we get the same word describing Jesus himself. (Is this not the carpenter?). Mark is probably the older source ( the Farrer hypothesis ) from which Matthew is drawing. With Matthew's desire to portray Jesus as king, it makes sense that he would prefer to move such a menial task to the dad and let people just assume that Jesus would have been trained up in the family trade.

เพิ่มเติมในมาระโก 6:3 เราได้คำกล่าวเดียวกันที่บรรยายถึงพระเยซูเอง  ( คนนี้เป็นช่างไม้ไม่ใช่หรือ?)  พระวรสารของมาระโก เป็นไปได้ว่าเป็นแหล่งพระวรสารเก่ากว่าของคนอื่น ( สมมุติฐานของ Farrer) ซึ่งจากเล่มนี้เองที่มัทธิวลอกไป   ด้วยความประสงค์ของมัทธิวที่จะสร้างภาพพระเยซูเหมือนกษัตริย์  ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าเขาชอบมากที่จะสร้างภาระทำนองคนรับใช้แก่บิดา และให้คนคิดเอาว่าพระเยซูควรจะได้รับการฝึกฝนในงานอาชีพของครอบครัวแน่นอน

Yes, Jesus is called a carpenter in Mark 6:3 :
Isn’t this the carpenter? Isn’t this Mary’s son and the brother of James, Joseph,Judas and Simon? Aren’t his sisters here with us?” And they took offense at him.

ใช่ พระเยซูถูกเรียกว่าช่างไม้ ในพระวรสารมาระโก 6:3                                                                                                              คนนี้เป็นช่างไม้มิใช่หรือ?  เขามิใช่ลูกนางมารีย์ เป็นพี่น้องของยากอบ โยเสท ยูดาและซีโมนไม่ใช่หรือ?  พี่สาวน้องสาวของเขาก็อยู่ที่นี่กับพวกเรามิใช่หรือ? “  และคนเหล่านั้นรู้สึกสะดุดใจและไม่ยอมรับพระองค์.

Update: based on comments below, some explanation of the word carpenter. First, that is the word used in various translations, e.g. Amplified, Good News, New American Standard Bible andKing James. Secondly, it is true that the meaning has been questioned in some commentaries, where it has been suggested that the word could also mean, craftsman. So, we cannot be 100% sure, but since the church has historically considered Jesus to have been a carpenter, and most or all translations use that, it seems probable.

Update : ด้วยการวางพื้นฐานในการออกความเห็นข้างล่าง  มีคำอธิบายบางอย่างเกี่ยวกับคำว่า  carpenter – ช่างไม้    ประการแรก  นั่นเป็นคำที่ใช้ในการแปลพระคัมภีร์เล่มต่างๆ  เช่น  Amplified, Good News, New American Standard Bible และ King James   ประการที่สอง  เป็นความจริงที่ว่า ความหมายนั้น มีถามกันในคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆบางแห่ง  ที่เสนแนะกันว่า มีอีกคำหนึ่งที่น่าจะหมายความเช่นนั้น คือ craftsman – ช่างฝีมือ ดังนั้น  เราไม่สามารถแน่ใจได้ 100%   แต่  โดยที่พระศาสนจักร ตามประวัติศาสตร์  ถือว่าพระเยซูเป็นช่างไม้  และ คำแปลทั้งหมดหรือมากที่สุดใช้คำที่ว่านั้น  ก็เลยดูเหมือนว่า อาจเป็นไปได้.

  Flimzy  9 ธันวาคม 2011:

The issue is that the word translated as "carpenter" isn't actually that specific in the original language.–   
: that is certainly an issue, but I'm answering the question as posed, particularly the second sentence. Since this answer quotes the one verse that mentions Jesus' profession, I hardly think it is worth a downvote. – 

เรื่องที่กล่าวกันก็คือว่า คำที่แปลว่า “ ช่างไม้ “  แท้ที่จริงไม่มีกล่าวถึงเป็นพิเศษในภาษาต้นฉบับ  แน่นอน นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง  แต่  ฉันกำลังตอบคำถามเท่าที่เขียนเข้ามา  เป็นต้นในประโยคที่สอง  โดยที่คำตอบนี้ยกมาอ้างประโยคที่เป็นอาชีพของพระเยซู  ฉันหนักใจที่จะคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะนำมาถกกันแน่นอน

A fair point... it does at least hint at it, doesn't it? 
I checked various other translations before posting this answer, because of the point you raised. Though some commentators use the word craftmen, none of the translations (that I saw) do; they all say, carpenter. – 
The word is tekton. It looks like it mostly likely means carpenter but not always. –
 
ความคิดเข้าท่า.... อย่างน้อยมันก็เป็นแนวทางในเรื่องดังกล่าวมิใช่หรือ?
ฉันตรวจสอบคำแปลอื่นๆอีกมาก ก่อนจะถามคำถามนี้  เพราะว่าจากจุดข้อสงสัยที่คุณยกมา  แม้ผู้วิพากษ์วิจารณ์บางคนจะใช้คำว่า  craftmen – ช่างฝีมือ   แต่ไม่มีคำแปลใด ( เท่าที่ฉันเห็น)  แปลเช่นนั้น  คำแปลทั้งหมดกล่าวว่า  ช่างไม้  ทั้งนั้น.

แต่คำนั้นมาจากคำว่า tekton  ดูเหมือนส่วนใหญ่จะชอบที่จะแปลว่า ช่างไม้ แต่ไม่เสมอไป.


                                                                                         Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                   Semper  Vigilo  Paratus  et  Fidelis

                                                                                               E  Pluribus  Unum

                                                                                                 Alan  Petervich







 
 
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พระคาร์ดินัลใหม่ชาวพม่าเผยจะเร่งผลักดันยุติความรุนแรงทางศาสนาในประเทศ เมื่อ: มกราคม 07, 2015, 10:05:08 PM
 ยิ้ม
                                                      พระคาร์ดินัลใหม่ชาวพม่าเผยจะเร่งผลักดันยุติความรุนแรงทางศาสนาในประเทศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
7 มกราคม 2558 13:42 น.


                                              http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9580000002083


       พระคาร์ดินัลใหม่ ชาร์ลส หม่อง โบ แห่งพม่า พูดคุยให้สัมภาษณ์ยังสำนักงานในนครย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 6 ม.ค. พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประกาศแต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่ 20 องค์ เมื่อวันที่ 4 ม.ค. โดยส่วนใหญ่มากจากแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย.-- Agence France-Presse/Soe Than Win.

       
เอเอฟพี - พระคาร์ดินัลองค์แรกของพม่าเผยวานนี้ (6) ว่า จะผลักดันให้ความรุนแรงจากการแบ่งแยกทางศาสนาในประเทศยุติลง หลังได้รับการสถาปนาตำแหน่งใหม่จากคริสตจักรโรมันคาทอลิก
       
       ชาร์ลส หม่อง โบ อายุ 66 ปี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระคาร์ดินัลเมื่อวันอาทิตย์ (4) โดยพระสันตะปาปาฟรานซิส พร้อมกับคนอื่นๆ อีก 19 ราย ที่หลายคนมาจากประเทศกำลังพัฒนาหลังการสนับสนุนของวาติกันได้ย้ายจากที่มั่นเดิมในยุโรป
       
       ประเทศพม่า ที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธต้องเผชิญต่อเหตุไม่สงบระหว่างชุมชนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐยะไข่ และกะฉิ่น
       
       หม่อง โบ เรียกร้องให้ผู้นำทางศาสนาของทุกความเชื่อช่วยบรรเทาความตึงเครียดเหล่านี้
       
       “หากผู้นำทางศาสนาแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกัน เหล่าผู้เชื่อจะค่อยๆ ได้รับความเข้าใจมากขึ้่นและผมคิดว่าเวลานั้นการใช้ความรุนแรงจะลดลง” หม่อง โบ กล่าวต่อเอเอฟพีที่สำนักงานภายในโบสต์เซนต์แมรี่ ในนครย่างกุ้ง
       
       “ผมจะพยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อให้เกิดความมั่นคงในรัฐยะไข่ และรัฐกะฉิ่นที่เกิดเหตุความไม่สงบระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์” พระคาร์ดินัลองค์ใหม่ของพม่า กล่าว
       
       รัฐยะไข่ ประสบเหตุความรุนแรงที่มีชนวนมาจากศาสนาระหว่างชาวพุทธ และมุสลิมโรฮิงญา และนับตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงบในปี 2555 มีชาวโรฮิงญาจำนวนมากหลบหนีออกจากพื้นที่
       
       พม่ามีชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ในประเทศราว 800,000 คน โดยมองว่าชาวโรฮิงญาเหล่านี้เป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ และปฏิเสธที่จะให้สถานะพลเมือง
       
       ส่วนรัฐกะฉิ่น ทางภาคเหนือ รัฐที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ก็ตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองระหว่างกองกำลังทหารพม่า และกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์กะฉิ่น ผู้คนราว 100,000 คน ต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือนของตนเองนับตั้งแต่การหยุดยิง 17 ปี ยุติลงในปี 2554
       
       พม่ามีผู้นับถือศาสนาคริสต์ราว 4% จากประชากรทั้งหมด 51 ล้านคน มีชาวมุสลิมประมาณ 4% และชาวพุทธ 90% และที่เหลือคือผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ที่รวมทั้งฮินดู และการนับถือวิญญาณ
       
       หม่อง โบ เตือนว่าไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาความตึงเครียดทางศาสนาในประเทศได้อย่างรวดเร็ว
       
       “แม้ปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาไม่สามารถแก้ไขได้โดยทันทีทันใด แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ หากเรายังคงพยายามด้วยคุณธรรม และจิตวิญญาณที่ดี” หม่อง โบ กล่าว.

          Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ปรากฏการณ์ต่อต้านอิสลามปะทุลามทั่วยุโรป หลังเห็น 18,000 คนรวมตัวขับไล่ในเยอรมัน เมื่อ: มกราคม 07, 2015, 09:37:42 PM
 ยิ้ม
                                                    ปรากฏการณ์ต่อต้านอิสลามปะทุลามทั่วยุโรป หลังเห็น 18,000 คนรวมตัวขับไล่ในเยอรมัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
7 มกราคม 2558 12:18 น.

                                          http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000002038

        เอเอฟพี/เอเจนซีส์ - เมื่อวานี้(6) อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน ต้องออกมาประกาศอย่างแข็งกร้าว ไม่สนับสนุนให้ประชาชนร่วมเดินขบวนการประท้วงขวาจัด “ต่อต้านอิสลาม” ที่ล่าสุดในคืนวันจันทร์(5)ที่เดรสเดนมีผู้ประท้วงรวมตัวถึง 18,000 คน เป็นปรากฏการณ์ “ต่อต้านอิสลาม” ล่าสุดที่ลามไปทั่วยุโรป รวมถึง สวีเดน ฝรั่งเศส
       
       เอเอฟพีและเดลีเมล สื่ออังกฤษ รายงานถึงปรากฏการณ์ “ต่อต้านอิสลาม” ในยุโรป ที่เห็นปรากฏเป็นรูปร่างในเยอรมัน และดูเหมือนปรากฏการณ์นี้ได้แผ่ขยายลามไปทั่วยุโรปแล้ว โดยสื่ออังกฤษรายงานเมื่อวานนี้(6)ว่า อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันต้องออกมาประกาศห้ามประชาชนเมืองเบียร์เข้าร่วมการประท้วงแบ่งแยกทางศาสนาเช่นนี้ โดยกล่าวว่า “ผู้เข้าร่วมขบวนการณ์ต่อต้านอิสลามเป็นพวกมีความเกลียดชังเต็มหัวใจ” และประท้วงต่อต้านอิสลามในบริสเบนในคืนวันจันทร์ที่ผานมาสามารถเรียกผู้เข้าร่วมได้ถึง 18,000 คน และถือเป็นครั้งแรกที่การประท้วงต่อต้านอิสลามในเยอรมันได้แผ่ขยายออกไปยังโคโลญจน์ และกรุงเบอร์ลิน
       
       ในขณะเดียวกันการตอบโต้ของผู้ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกศาสนาในเยอรมันส่งสัญญาณต้านด้วยการปิดไฟรอบๆบริเวณมหาวิหารแห่งโคโลญจน์ โบสถ์เก่าแก่ที่สุดในทวีปยุโรป รวมไปถึงประตูบรันเดนบูร์ก
       
       นอกจากนี้หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เยอรมัน บิลด์ ได้ลงแถลงการณ์จากบุคคลสำคัญ 50 คน ในประเทศ รวมไปถึงรัฐมนตรีการคลังเยอรมัน วูล์ฟกัง ชูเบิล นักร้องเพลงร็อค อูโด ลินเดนเบิร์ก และอดีตกัปตันทีมฟุตบอล  โอลิเวอร์ เบียร์ฮอฟฟ์  ออกประนามขบวนการ “ต่อต้านอิสลาม” ครั้งนี้
       
       เอเอฟพีรายงานเพิ่มเติมวันนี้(7)ว่า แดเนียล โคห์น-เบนดิต สมาชิกสภายุโรปพรรคกรีน และนักเคลื่อนไหวเอียงซ้ายให้ความเห็นว่า “ในยุโรป สถานการณ์ทั่วไปมีความอึดอัดที่เห็นการขยายตัวของปรากฏการณ์ต่อต้านอิสลาม” ทั้งนี้ โคห์น-เบนดิตโยงไปถึงการประท้วงของกลุ่มชาตินิยมเยอรมัน PEGIDA ที่สามารถรวมตัวผู้สนับสนุนประท้วงในบริสเบนได้ถึง 18,000 คนในวันจันทร์(5) ทั้งๆที่กลุ่ม PEGIDAเพิ่งเริ่มจัดตั้งขึ้นในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่เริ่มแรกมีเป้าหมายที่ปัญหาต่างๆหลากหลาย เช่น สื่อสารมวลชน (ที่ถูกประนามว่าเป็นพวกโป้ปด) และบรรดาชนชั้นนักการเมืองชั้นนำของเยอรมัน (ที่ถูกกล่าวหาว่าทำให้วัฒนธรรมคริสเตียนของเยอรมันอ่อนแอลง) โดยไม่ได้มีเป้าหมายโจมตีศาสนาอิสลามแต่เริ่มจัดตั้ง
       
       นอกจากนี้ทางกลุ่มยังประสบความสำเร็จสามารถชักจูงให้นักเคลื่อนไหวต่างชาติเข้าร่วมอุดมการณ์ เช่น ทอมมี โรบินสัน อดีตหัวหน้ากลุ่มขวาจัดลีกปกป้องอังกฤษต่อต้านอิสลาม (Anti-Islamic English Defence League) ซึ่งในวันจันทร์(5) โรบินสันทวีตข้อความว่า “ธงเซนต์จอร์จนั้นโบกไสวในเดรสเดนร่วมกับPEGIDA และหากว่าผมสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดในขณะนี้ สถานที่นั้นต้องเป็นเดรสเดน”
       
       เอเอฟพีรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากเยอรมันแล้ว ปรากฏการณ์ต่อต้านอิสลามยังขยายตัวไปทั่วยุโรป โดยหนึ่งในแหล่งข่าวจากสมาชิกรัฐสภายุโรปให้สัมภาษณ์ว่า “เมื่อเราไม่ได้ติดต่อกับคนอื่น เมื่อเราไม่รู้จักอีกกลุ่มดีพอ เราต่างรู้สึกกลัวต่อกล่มคนแปลกหน้านั้น เราได้เห็นถึงการลงประชามติเกี่ยวกับมัสยิดในสวิตเซอร์แลนด์ โดยประชาชนชาวสวิสที่อาศัยอยู่ในที่ห่างไกลซึ่งได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่กลับกลายเป็นกลุ่มที่ออกมาต่อต้านมากที่สุด”
       
       แต่ทว่าสิ่งนั้นยังเทียบไม่ได้กับความกลัวที่แท้จริงของชาวยุโรปที่เห็นการอพยพเข้ายุโรปครั้งใหญ่ ซึ่งในสวีเดน ประเทศที่มีความภาคภูมิใจในทัศนคติเสรีชน ต้องตกอยู่ในความตรึงเครียดเมื่อพบกับผู้อพยพลี้ภัยจำนวนถึง 100,000 คนขอเข้ามาอาศัยลี้ภัยในประเทศที่มีประชากรเพียง 10 ล้านคน และนอกจากนี้ ยังได้เห็นถึงการเติบโตของปีกการเมืองขวาจัดสวีเดน พรรคเดโมแครต ที่มีเป้าหมายไปที่การอพยพยเข้าสวีเดน รวมไปถึง เหตุการยิงที่มัสยิดในสวีเดนเกิดขึ้น จนทำให้มีการเกรงถึงการมี “ความเกลียดชังอิสลาม” เพิ่มขึ้นในประเทศ
       
       เมื่อข้ามมายังฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีชุมชนมุสลิมใหญ่ที่สุดในยุโรป มีการถกเถียงถึง “การขยายตัวของอิสลาม” (Islamisation) ซึ่งทำให้มีการเกรงว่าอาจจะทำให้เกิดการต่อต้านจากกลุ่มขวาจัดฝรั่งเศส “ฟรอนท์ เนชันแนล” และผู้มีต้นทุนทางสังคมในฝรั่งเศส พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนจากการเปิดตัวหนังสือในรอบสัปดาห์นี้ของ Michel Houellebecq ที่ตั้งสมมุติฐานถึงฝรั่งเศสที่อาจอยู่ใต้การปกครองของพรรคมุสลิมในปี 2022
       
       และท้ายที่สุด โคห์น-เบนดิต สมาชิกสภายุโรปพรรคกรีนให้ความเห็นสรุปว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเชิงวัฒนธรรมภายในยุโรป “มีกลุ่มPEGIDAในเยอรมัน และยังมีการแต่งงานชนเพศเดียวกันในฝรั่งเศส ทำให้มีความกลัวว่าจะสูญเสียในสิ่งที่ไม่มีเหลืออยู่แล้ว มีความกลัวถึงการเสียความเป็นเยอรมันที่แท้จริงไป การเสียวิสัยทัศน์ความเป็นครอบครัว ซึ่งไม่มีอยู่จริงนานแล้ว เป็นต้น”

       ความคิดเห็น

      ศาสนาอิสลาม อิสลามแปลว่าสันติ ศาสนาอิสลาม เกิดในซาอุดิอาระเบีย ปีคศ.622 โดยท่านนบีมูฮัมหมัด ผู้เป็นศาสดาเกิดในเผ่ากุเรซอันมั่งคั่งของอาระเบีย เมืองเมกกะ เมื่ออายุได้52ปีท่านนบีมูฮัมหมัดถูกขับไล่ออกจากนครเมกกะด้วยเหตุผลทางการเมือง ท่านนบีมูฮัมหมัด ได้นำญาติพี่น้อง ทรัพย์สินอันมหาศาล ไพล่พลออกจากเมืองเมกกะ ไปรวมตัวกับสหายและญาติที่เมืองยาตะเร็ม และได้สถาปนาเมืองขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่าเมดินา (มะดีนะฮ์)และประกาศศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการที่นี่ในปีคศ.622 พร้อมโบสถ์หลังแรกของศาสนาอิสลาม ท่านนบีมูฮัมหมัดจึงกลายเป็นศาสดาและกษัตริย์ผู้ครองเมืองเมดินา เพื่อครอบครองอำนาจสูงสุดทั้งศาสนาและการเมืองเพื่อสันติ ท่านนบีมูฮัมหมัดได้บัญญัติคัมภีอัลกรุอาลให้อัลลอฮ์เป็นพระเจ้าสูงสุดของจักรวาลองค์เดียว และท่านนบีมูฮัมหมัดเป็นอัครทูตของพระเจ้าคือรอซูล พระองคฺ์เดียว คัมภีอัลกรุอาลจึงมีลักษณะเป็นบัญญัติทางศาสนาและประมวลกฏหมายทางอาญาและแพ่ง การปกครองครอบครัวและมรดก

เมื่อใช้เวลารวบรวมกำลังพล และวางรากฐานที่เมืองเมดินาได้อย่างมั่นคง ท่านนบีมูฮัมหมัดจึงได้ยกทัพไปตีเมืองเมกกะที่มีศัตรูทางการเมืองปกครองอยู่ พยายามหลายครั้งจนสำเร็จสามารถเข้าไปยึดเมืองเมกกะได้สำเร็จในปีคศ.630 พร้อมทั้งทุบทำลายเทวรูป360องค์ของศาสนาเดิมที่ศรัทธาผิดในเทพเจ้าหลายองค์ คงเหลือไว้แต่หินดำในกาบะอันมีค่า ได้นำหินดำมาเป็นสัญลักษณ์และเผยแผ่ศาสนาใหม่คืออิสลามที่เมกกะ ขณะที่พระองค์อายุ60ปี และเริ่มขยายอำนาจไปเมืองต่างๆข้างเคียง ท่านนบีมูฮัมหมัด เสียชีวิตในปีคศ.632 โดยสืบทอดอำนาจกษัตรย์กาหลิฟ(กาลิฟา)ต่อภายในตระกูลครอบครัว คือกษัตริย์ 1)อบูบักร์ 2)โอมา 3)อุสมาน 4)อาลี โดยในปีคศ.656บุตรเขยท่านนบูฮัมหมัดอาลีได้ลอบสังหารกษัตริย์อุสมาน และสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์อาลี โดยกษัตริย์อาลี ได้ย้ายเมืองหลวงไปที่อิรัก และก่อตั้งอิสลามนิกายชีอะห์ ตามความคิดของกษัตริย์อาลี

ภายหลังโมวิยะพระญาติของอดีตกษัตริย์อุสมาน ได้ตั้งกลุ่มคาราจิทและลอบสังหารกษัตริย์อาลี และสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์โมวิยะและย้ายเมืองหลวงไปซีเรีย หลังจากจัดการเรื่องอำนาจภายในตระกูลเสร็จ จักรวรรดิอิสลามได้ขยายอำนาจปีคศ.635 ยึดครองเปอร์เซียอิหร่าน อาร์เมเนีย อาหรับปีคศ.636 ยึดครองเยรูซาเลม ปีคศ.638 ยึดครองอิยิปต์ ปีคศ.640 ยึดครอง แอฟริกาเหนือทั้งหมด ปีคศ.711 ยึดครองสเปน และภายหลังอาณาจักรอิสลามได้ยึดครองขยายอำนาจไปสู่ปากีสถาน บังคลาเทศ อินเดีย จีนบางส่วน มาเลเซีย และอินโดนิเซีย

เมื่ออิสลามขยายไปสู่ทุกท่านทุกประเทศ สันติที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นโดยท่านนบีมูฮัมหมัดอันเป็นรอซูลและอัลลอฮ์เป็นพระเจ้าสูงสุดของจักรวาลองค์เดียว กาหลิฟทุกองค์ล้วนทำเผื่อทุกท่าน เพื่ออำนาจอุดมการณ์นำอิสลามเพื่อสันติไปสู่ทุกท่านมวลมนุษยชาติเมื่อทุกคนมาเป็นอิสลาม

บุคคล3ประเภทแรกที่ได้เข้าสวรรค์ ท่านรอซูลกล่าวว่า “ฉันได้เห็นคน3ประเภทที่ได้เข้าสวรรค์ก่อนคือชะฮีด(คนที่ตายเพื่อศาสนา ผู้ทำบาปในบรรดาผู้ศรัทธาจะได้เข้าสวรรค์ เผยแพร่และทำลายศรัทธาอื่น), คนที่มีความบริสุทธิ์, ทาสที่ทำอิบาดะฮต่ออัลลอฮ

อ้างอิงจาก 1)ประวัติศาสตร์โลก โดยมุสลิมอนันตชัย จินดาวัตน์ 2)นิตยสารฮาลาล นิตยสารเพื่อชาวมุสลิมไทย 3)สวนสวรรค์ที่พำนักอันสถาพร โดยดร.อุมัร สุลัยมาน อัล-อัชกอร Professor,College of Shariah University of Jordan ศูนย์หนังสืออิสลาม
อิสลามสันติไปสู่ท่านโดยมุสลิมที่ดี.

          Credit : ASTV  ผู้จัดการออนไลน์

       
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / อาหารน่ารัก!! ไอเดียจัดจานสุดเก๋ เมื่อ: มกราคม 07, 2015, 09:56:02 AM
 ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม จุมพิต
                                                                                     อาหารน่ารัก!! ไอเดียจัดจานสุดเก๋

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน        
9 ธันวาคม 2557 19:25 น.

            อาหารที่เรากินกันอยู่ทุกวันบางครั้งก็แสนจะน่าเบื่อ ด้วยหน้าตาและรสชาติแบบเดิมๆ ลองใส่ลูกเล่นเพิ่มความน่ารักน่ากินให้จานของคุณด้วยการตกแต่งอาหารอย่างมีศิลปะดูสิ เพียงจัดนิดแต่งหน่อย เท่านี้ก็เปลี่ยนเมนูง่ายๆ ให้มีเสน่ห์ขึ้นได้แล้ว วันนี้ทีมงาน Feel Good รวบรวมไอเดียจัดจานแบบน่ารักสดใสมาฝากกัน
      
        ศิลปะในการตกแต่งจานให้สวยงามนั้นมีผลต่อความน่ากินของอาหารแต่ละจานอย่างมาก เพราะหน้าตาของอาหารเป็นสิ่งแรกที่เราได้เห็นก่อนจะได้ลิ้มชิมรส หากเราลองใส่ไอเดียเก๋ไก๋เข้าไปในการตกแต่งอาหารเล็กๆ น้อยๆ รับรองว่าคนกินต้องประทับใจอย่างแน่นอน


                           http://www.manager.co.th/FeelGood/ViewNews.aspx?NewsID=9570000141757


       เชิญชม และ ลองนำไปประยุกต์ใช้ในบ้าน บนโต๊ะอาหารของเราดู  จะเก๋และชวนให้รับประทานแค่ไหน  ต้องลองเองครับ.

           Credit :  ASTV  ผู้จัดการออนไลน์

           ขอบพระคุณในความกรุณา  ขอวิงวอนพระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดอวยพระพรแก่กลุ่มผู้จัดการที่จริงใจช่วยเหลือมนุษย์ทุกคน - ครับ

                                                                                     Alan  Petervich

                                                         
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทำไมพระศาสนจักรคาทอลิกจึงมีพระคาร์ดินัล เมื่อ: มกราคม 06, 2015, 09:28:18 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                  ทำไมพระศาสนจักรคาทอลิกจึงมีพระคาร์ดินัล

ศูนย์คริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
Update  6  มกราคม  2015

                       http://www.kamsonbkk.com/index.php/catholic-catechism/2012-02-15-07-27-46/966-007461

      คณะพระคาร์ดินัลนั้นเป็นสถาบันหนึ่งในพระศาสนจักร ที่เกิดขึ้นตามกาลสมัยอันมีประวัติศาสตร์ยาวนานทางด้านการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการตามยุคสมัย สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคแรกนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ปัจจุบัน พระคาร์ดินัลทุกท่านเป็นพระสังฆราช แต่ก็มีลำดับฐานันดร คือ พระคาร์ดินัลระดับพระสังฆราช ระดับพระสงฆ์ และระดับสังฆานุกร( Cardinal Bishops, Cardinal priests and Cardinal Deacons) ทั้งสามลำดับขั้นนั้นดูเหมือนว่าน่าสับสน แต่ก็เข้าใจได้เมื่อเราศึกษาดูต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล เป็นบุรุษที่พระสันตะปาปาคัดเลือกอย่างอิสระ อย่างน้อยเป็นผู้อยู่ในฐานันดรสงฆ์... ผู้ที่ยังไม่เป็นพระสังฆราช ต้องได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราช” (ม.351 วรรค 1)

ในอดีตนั้น ฆราวาสก็ยังได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลได้ ฆราวาสคนล่าสุดที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลนั้นคือ นายจาโกโม อันโตแนลลี (ค.ศ.1806-1876) ผู้ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งเลขานุการสำนักพระสันตะปาปา สมัยพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 9 (ค.ศ.1846-1878) ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรในปัจจุบันอนุญาตให้ผู้ที่อย่างน้อยเป็นพระสงฆ์ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล แต่ทว่าอย่างที่เคยเป็นมานั้น พระสงฆ์จำต้องได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราช จึงจะได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล ดังนั้นทุกวันนี้ พระคาร์ดินัลทุกท่านจึงเป็นพระสังฆราช

ในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร บุคคลแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลนั้นคือ พระสงฆ์ คำว่าพระคาร์ดินัลเป็นคำที่มาจากภาษาลาตินคือ “Cardo” ซึ่งหมายความว่า “จุดสำคัญ” แต่เดิมนั้น พระคาร์ดินัล คือ พระสงฆ์ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ประจำถาวร ณ วัดหนึ่งในกรุงโรม เขาคือบุคคลสำคัญตามความหมายดังกล่าว คือ เป็น “จุดสำคัญ” ที่เชื่อมต่อประตูกับวงกบประตู เขาจึงกลายเป็นตัวเชื่อมระหว่างพระศาสนจักรกับประชากร

ในศตวรรษที่ 4 พระสงฆ์ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัด 28 แห่งในกรุงโรมนั้นมีฐานันดรเป็นพระคาร์ดินัลระดับพระสงฆ์ พวกเขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระสันตะปาปา และช่วยงานบริหารปกครองพระศาสนจักร ทุกคนเป็นพระสงฆ์ มิใช่พระสังฆราช ดังนั้นบรรดาสังฆานุกรใน 14 เขต ของกรุงโรมจึงได้รับมอบหมายให้ทำงานด้านด้านเมตตาจิต อย่างเช่นสังฆานุกรยุคแรกๆ (กจ 6:1-6) ได้รับตำแหน่งพระคาร์ดินัล ดังนั้น พวกเขาจึงเป็นพระคาร์ดินัลระดับสังฆานุกร

หลังจากนั้น บรรดาพระสังฆราชถูกเรียกว่าเป็นพระคาร์ดินัล บรรดาพระสังฆราชของสังฆมณฑลในแถบเขตชานเมืองกรุงโรม (พระสังฆราชใกล้กรุงโรม) ได้เข้ามาอยู่ในการปกครองของพระสันตะปาปาในพระศาสนจักร ดังนั้นพระสังฆราชจึงเป็นตำแหน่งสุดท้ายที่ได้รับก่อนเป็นพระคาร์ดินัล

เราเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ มีพระสงฆ์ สังฆานุกรและพระสังฆราชที่เป็นพระคาร์ดินัล การแบ่งฐานันดรดังกล่าวนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้ว่าเดี๋ยวนี้พระคาร์ดินัลทั้งหมดเป็นพระสังฆราช แต่ลำดับฐานันดรนั้นยังคงมีอยู่ซึ่งใช้เป็นตัวอย่างถึงสภาสงฆ์โบราณของพระศาสนจักรในกรุงโรม ในปัจจุบันเมื่อมีการแต่งตั้งพระคาร์ดินัล พระสันตะปาปาจะมอบหมายให้ดูแลวัดแห่งหนึ่งในกรุงโรมตามลำดับฐานันดร สำหรับระดับพระสังฆราช “พระคาร์ดินัลที่พระสันตะปาปาทรงแต่งตั้งให้มีตำแหน่งประมุขวัดรอบกรุงโรม พระสันตะปาปาทรงมอบตำแหน่งหรือหน้าที่รับใช้ในกรุงโรมแก่พระคาร์ดินัลระดับสงฆ์และระดับสังฆานุกรตามระดับชั้นของตน” (ม.350 วรรค 1,2)

ในพระศาสนจักรยุคเริ่มแรกนั้น บรรดาพระสังฆราช รวมทั้งพระสังฆราชแห่งโรมถูกคัดเลือกมาโดยคณะสงฆ์และสัตบุรุษ การเปลี่ยนแปลงระบบดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 11 สภาสังคายนาที่ได้จัดขึ้นที่กรุงโรมในปี ค.ศ. 1059 สมัยพระสันตะปาปา นิโคลัส ที่ 2 (ค.ศ. 1059-1061) ได้วางกฎเกณฑ์ไว้ว่า พระสันตะปาปาควรได้รับเลือกโดยผ่านการพิจารณาจากพระคาร์ดินัลระดับพระสังฆราชของโรม 6 ท่าน และจากการยินยอมของคณะสงฆ์โรมัน บรรดาผู้นำของคณะสงฆ์คือพระคาร์ดินัลระดับสงฆ์ และคาร์ดินัลระดับสังฆานุกรแห่งโรม ดังนั้น การเลือกพระสันตะปาปาจึงอยู่ในอำนาจของพระ-คาร์ดินัลโดยปริยาย ในปี ค.ศ. 1139 สังคายนาแห่งลาเตรันได้ออกกฎว่าพระคาร์ดินัลเท่านั้นที่สามารถเลือกพระสันตะปาปาได้ จึงถือปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยมา

ในศตวรรษที่ 12 จำนวนพระคาร์ดินัลระดับสังฆานุกรนั้นเพิ่มขึ้นจาก 14 เป็น 18 ท่าน ดังนั้นพระคาร์ดินัลระดับพระสงฆ์ 28 ท่าน ในศตวรรษที่ 16 พระสันตะปาปา เลโอที่ 10 (ค.ศ. 1513-1521) ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 65 ท่าน ตอนปลายศตวรรษเดียวกันนั้น พระสันตะปาปา ซิกส์ตูสที่ 5  (ค.ศ.1585-1590) ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 70 ท่าน โดยทางพระธรรมนูญเรื่อง Postquam vetus ในปี ค.ศ. 1586 จำนวนดังกล่าวยังคงไว้เกือบ 4 ศตวรรษ จนกระทั่งถึงสมัยพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 75 ท่าน และก็ได้มีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ในเวลาต่อมา เมื่อพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ผู้สืบตำแหน่งต่อจากพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ได้แต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่ 27 ท่านในปี ค.ศ. 1965 จำนวนพระคาร์ดินัลจึงเพิ่มขึ้นเป็น 103 ท่าน

นอกจากทำหน้าที่เลือกพระสันตะปาปาแล้ว บรรดาพระคาร์ดินัลยังเป็นที่ปรึกษาสำคัญของพระองค์ และช่วยพระองค์บริหารปกครองพระศาสนจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ที่เป็นเจ้ากระทรวงทั้งหลายขององค์การปกครองส่วนกลาง (ระบบการปกครองของพระศาสนจักร) บทบาทหน้าที่ต่างๆ ของบรรดาพระคาร์ดินัลมีสรุปไว้ในประมวลกฎหมายพระศาสนจักรมาตราที่ 349 “พระคาร์ดินัลในพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกประกอบขึ้นเป็นคณะพิเศษ มีหน้าที่จัดให้มีการเลือกตั้งพระสันตะปาปา ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายพิเศษ ท่านยังมีหน้าที่ช่วยเหลือพระสันตะปาปาแบบเป็นคณะ เมื่อได้รับเรียกมาประชุมเพื่อพิจารณาปัญหาที่มีความสำคัญมากหรือแบบแต่ละองค์ กล่าวคือ โดยการช่วยเหลือพระสันตะปาปาในหน้าที่ต่างๆ ที่ท่านกระทำ เป็นต้น ในการเอาใจใส่ดูแลพระศาสนจักรสากล”
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประกาศรายชื่อพระคาร์ดินัลใหม่แล้ว เมื่อ: มกราคม 05, 2015, 09:59:11 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                            สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประกาศรายชื่อพระคาร์ดินัลใหม่แล้ว
                                                                 รวม พระอัครสังฆราช ฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวานิช

Vatican - Va
Pope Report
4 January 2015

       สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประกาศรายชื่อพระคาร์ดินัลใหม่แล้ว ปรากฏว่า “พระอัครสังฆราช ฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวานิช” จะได้รับการสถาปนาด้วย โดยจะได้อยู่ในสถานะ “พระคาร์ดินัลสงฆ์” (Cardinal-Priest) นอกจากนี้ พม่าและเวียดนามก็มีพระคาร์ดินัลใหม่เช่นกัน โดย “พม่า” จะมีพระคาร์ดินัลคนแรกของประเทศด้วย ส่วนวันสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ จะจัดวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2015 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2015 พระสันตะปาปาจะถวายมิสซาพร้อมพระคาร์ดินัลใหม่

     ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน ความพิเศษของวันนี้คือพระสันตะปาปาทรงประกาศรายชื่อพระคาร์ดินัลใหม่ ซึ่งจะได้รับการสถาปนาในวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2015 ด้วย โดยพระคาร์ดินัลใหม่มีทั้งหมด 20 คน ในจำนวนนี้ 15 คนอายุต่ำกว่า 80 ปี และ 5 คน อายุเกิน 80 ปี แต่จะได้รับการสถาปนาเป็นพระคาร์ดินัล เพราะคุณความดีที่อุทิศตนรับใช้พระศาสนจักร

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ตามที่มีประกาศไปก่อนหน้านี้ว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2015 พ่อจะสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ ซึ่งตอนนี้ พ่อจะประกาศรายชื่อพระคาร์ดินัลใหม่ 15 คน พวกเขามาจาก 13 ประเทศจากทวีปต่างๆ ทั่วโลก และวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ่อจะถวายมิสซาร่วมกับบรรดาพระคาร์ดินัลใหม่ ส่วนวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ก่อนหน้านั้น พ่อจะเรียกประชุมคณะพระคาร์ดินัล เพื่อแบ่งปันไตร่ตรองและหารือเกี่ยวกับข้อเสนอในการปฏิรูปโรมันคูเรีย

“รายชื่อพระคาร์ดินัลใหม่ มีดังนี้ 

1) พระอัครสังฆราช โดมินิก มัมแบร์ติ สมณมนตรีแห่งสมณศาลปรมาภิไธย

2) พระอัครสังฆราช มานูเอล โชเซ่ มาการิโอ ดู นาสซิเมนโต้ พระอัยกาแห่งลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

3) พระอัครสังฆราช เบอร์ฮาเนเยซุส เดเมริว ซูเรฟิว พระอัครสังฆราชแห่งอัดดิส อาเบบา ประเทศเอธิโอเปีย

4) พระอัครสังฆราช จอห์น ดิว พระอัครสังฆราชแห่งเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์

5) พระอัครสังฆราช เอโดอาร์โด้ เมนิเชลลี่ พระอัครสังฆราชแห่งอันคอน่า-โอสิโม่ ประเทศอิตาลี

6) พระอัครสังฆราช เปียร์ เหงียน ฟาน ยอน พระอัครสังฆราชแห่งฮานอย ประเทศเวียดนาม

7) พระอัครสังฆราช อัลเบร์โต้ ซัวเรส อินดา พระอัครสังฆราชแห่งโมเลเรีย ประเทศเม็กซิโก

เจ๋ง พระอัครสังฆราช ชาร์ลส์ เมือง โบ พระอัครสังฆราชแห่งย่างกุ้ง ประเทศพม่า

9) พระอัครสังฆราช ฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวานิช พระอัครสังฆราชแห่งกรุงเทพฯ ประเทศไทย

10) พระอัครสังฆราช ฟรานเชสโก้ มอนเตเนโกร พระอัครสังฆราชแห่งอากริเจนโต้ ประเทศอิตาลี

11) พระอัครสังฆราช ดาเนียล เฟร์นานโด สตูร์ล่า พระอัครสังฆราชแห่งมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย

12) พระอัครสังฆราช ริการ์โด้ บลาสเกซ เปเรซ พระอัครสังฆราชแห่งบายาโดลิด ประเทศสเปน

13) พระอัครสังฆราช โฆเซ่ หลุยส์ ลากุนซ่า มาเอสโตรฆวน พระอัครสังฆราชแห่งดาวิด ประเทศปานามา

14) พระอัครสังฆราช อาร์ลินโด โกเมส ฟูร์ตาโด้ พระอัครสังฆราชแห่งซานติอาโก้ เด กาโป เวิร์ด ประเทศเคปเวิร์ด

15) พระอัครสังฆราช โซอาเน่ ปาติต้า มาฟี่ พระอัครสังฆราชแห่งตองก้า ประเทศตองก้า

ส่วนพระคาร์ดินัลใหม่ที่อายุเกิน 80 ปี ได้แก่

16) พระอัครสังฆราช โฮเซ่ เด เฮซุส ปาดิเอ็นโต้ โรดริเกซ พระอัครสังฆราชกิตติคุณแห่งมานิซาเลส ประเทศโคลอมเบีย

17) พระอัครสังฆราช ลุยจิ เด มาจิสตริส ประเทศอิตาลี

18) พระอัครสังฆราช คาร์ล-โยเซฟ เราเบอร์ สมณทูตชาวเยอรมัน

19) พระอัครสัฆราช หลุยส์ เอ็กตอร์ บีลาบา พระอัครสังฆราชกิตติคุณแห่งตูกูมัน ประเทศอาร์เจนตินา

20) พระอัครสังฆราช ชูลิโอ ดูอาร์เต้ ลังกา พระสังฆราชกิตติคุณแห่งไซ-ไซ ประเทศโมซัมบิก

สำหรับเนื้อหาของการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวในวันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันเกี่ยวกับสันติภาพ โดยทรงชี้ว่า “สันติภาพไม่ได้หมายการไม่มีสงครามอย่างเดียว แต่มันคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติอย่างเป็นพี่น้องกัน นี่คือความหมายของสันติที่แท้จริง”

Read More: Vatican Radio
 
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คำถามเรื่อง พระชนนีของพระเป็นเจ้า เมื่อ: มกราคม 05, 2015, 10:29:00 AM
ถึงคุณ Petervich

              กระผมได้อ่านกระทู้เรื่อง มารีอา – มารีย์ - เป็นชนนีของพระเป็นเจ้าหรือ? กระผมเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่าพระนางมารีย์ทรงเป็นพระมารดาของพระเยซูเจ้าซึ่งอยู่ในสภาพมนุษย์ และมองว่าการที่ถวายพระนามแก่แม่พระว่า พระมารดาของพระเจ้า เป็นการถวายเกียรติแด่พระนางในฐานะพระมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้าในสภาพมนุษย์ เพราะพระเจ้าไม่มีจุดกำเนิดจึงไม่ต้องมีแม่ให้กำเนิดพระเจ้าออกมา แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังมีคำถามที่ข้อมูลที่คุณ  Petervich ไม่ได้กล่าวถึงในบทความ ทำให้ผมเกิดความสงสัย จึงขอเรียนคุณ Petervich ช่วยให้ความกระจ่างด้วยครับตามที่ผมจะยกมาให้ท่านดูด้านล่างครับ

               ประการแรก  แม้พระคัมภีร์ระบุเป็นเอกสารว่า มารีอาได้กลายเป็นมารดาของพระเยซูและพระคัมภีร์ยังสอนอย่างขัดเจนว่า เยซูเป็นพระเจ้า  แต่ไม่เคยยืนยัน หรือแม้กล่าวเป็นนัยๆ ว่า มารีอาได้เป็น( หรือเป็น ) “ มารดาของพระเจ้า “   สำหรับการกล่าวอ้างทางตรรกวิทยาแบบเทววิทยาเพื่ออธิบายตรงๆถึงความสัมพันธ์ ระหว่างมารีอาและพระเจ้า  มันต้องมีรากฐานในความจริงของพระคัมภีร์   เราสามารถเสนอตรงๆว่า (1) เยซูเป็นพระเจ้า (เฮบริว 1:เจ๋ง  (2) พระเจ้ากลายเป็นเนื้อหนัง        (ยอห์น 1:1,14)   (3) ดังนั้น มารีอาเป็นมารดาของเยซูเนื่องจากเนื้อหนัง ( โรมัน 9:5) คือ  ร่างกายของเยซู.......

               ถึงคุณ Petervich ครับ กระผมสงสัยพระคัมภีร์ข้อลูกา 1:41-43 ทำไมพระจิตเจ้าจึงประกาศเรียกพระนางมารีย์ว่า พระมารดาของพระเจ้า ครับ แล้วจุดนี้ไม่ถือว่าเป็นการกล่าวนัยๆว่า มารีย์อาได้เป็น(หรือเป็น) " มารดาของพระเจ้า " หรือครับ

               41. καὶ ἐγένετο ὡς ἤκουσεν τὸν ἀσπασμὸν τῆς Μαρίας ἡ Ἐλεισάβετ, ἐσκίρτησεν τὸ βρέφος ἐν τῇ κοιλίᾳ αὐτῆς, καὶ ἐπλήσθη Πνεύματος Ἁγίου ἡ Ἐλεισάβετ,
               And it came to pass, that, when Elisabeth heard the salutation of Mary, the babe leaped in her womb; and Elisabeth was filled with the Holy Ghost:

               42. καὶ ἀνεφώνησεν κραυγῇ μεγάλῃ καὶ εἶπεν Εὐλογημένη σὺ ἐν γυναιξίν, καὶ εὐλογημένος ὁ καρπὸς τῆς κοιλίας σου.
               And she spoke out with a loud voice, and said, Blessed are you among women, and blessed is the fruit of your womb.

               43. καὶ πόθεν μοι τοῦτο ἵνα ἔλθῃ ἡ μήτηρ τοῦ Κυρίου μου πρὸς ἐμέ;
               And what is this to me, that the mother of my Lord should come to me?              

              41เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำทักทายของพระนางมารีย์ บุตรในครรภ์ก็ดิ้น  นางเอลีซาเบธได้รับพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยม  42ร้องเสียงดังว่า "เธอได้รับพระพรยิ่งกว่าหญิงใด ๆ และลูกของเธอก็ได้รับพระพรด้วย  43ทำไมหนอพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้า

คำอธิบายเพิ่มเติมจาก  Petervich :

       ผมดีใจที่มีผู้สนใจรายละเอียดของเหตุผลเกี่ยวกับการเรียก มารีอา หรือ มารีย์ ว่า " พระชนนีของพระเป็นเจ้า "  ซึ่งทำกันมานาน  จนหลายคนสงสัยว่า  พระเป็นเจ้ามิใช่มนุษย์  จะมีแม่ได้อย่างไร  หรือ สงสัยว่าคงจะมีอะไรเข้าใจผิดในความหมายที่พระวรสารของนักบุญบางองค์เรียกมารีอา และท่านนักแปลคนไทย ( เช่น คุณพ่อทัศไนย์ เป็นต้น)  ท่านแปลเป็นไทยว่าอย่างนั้น  ก็เลยเรียกมารีอาว่า " แม่พระ " หรือ " พระชนนีของพระเป็นเจ้า "  โดยที่ในพระคัมภีร์ไม่ได้ตั้งชื่อมารีอาหรือกล่าวเป็นนัยๆแบบนั้น

       ผมค้นคว้าหาข้อมูลและเหตุผลมาหักล้างข้อมูลเดิมๆที่น่าจะแปลผิด มานำเสนอท่านผู้อ่าน  คิดว่าน่าจะเพียงพอสำหรับเหตุผลที่หนักแน่น  แต่ก็ยังมีบางท่าน เช่นคุณ ' Jakapong Ponkijwattanathaworn ( ขออนุญาตเรียกชื่อไทยว่า คุณจักรพงษ์ พรกิจวัฒนถาวร นะครับ)  ยังสงสัยในบางประการ  สอบถามผมมาทางอีเมล์เกี่ยวกับข้อสงสัยที่คุณจักรพงษ์ยกตามมาเพื่อให้ผมอธิบาย  ตามที่ผมขออนุญาตนำลงข้างบนนั้น

       เป็นความรู้สำหรับทุกท่านที่สนใจนะครับ  ท่านซื้อและครอบครองพระคัมภีร์คาทอลิก ฉบับสมบูรณ์  Thai Catholic Bible Complete Version  หรือยังครับ  ราคาครั้งแรก 1,500 บาท  ตอนนี้ลดราคาลงเหลือเพียงฉบับละ  1,000 บาทถ้วน  ไม่ทราบคิดค่าส่งด้วยเท่าไร  อาจจะพิจารณาว่าที่อยู่ใกล้หรือไกล

       เมื่อมีพระคัมภีร์เล่มหนานี้แล้ว โปรดเปิดไปที่หน้า  2013  พระวรสารเขียนโดยนักบุญลูกา อ่านที่ ลูกา 41 - 43  จะเห็นข้อความที่ว่า " ทำไมพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าxจึงเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้า "  คำกล่าวของนางเอลีซาเบธที่คุณพ่อทัศไนย์แปลนี่เองที่ทำให้คนไทยเข้าใจโดยไม่สงสัยเลยว่า  มารีอา หรือ มารีย์ เป็นชนนีของพระเป็นเจ้า  แต่กลุ่มผู้แปลนำโดยคุณพ่อทัศไนยได้ลงเชิงอรรถข้างล่างหน้า  2013 นี้ ตรงอักษร x  อธิบายให้เข้าใจว่า  " x "องค์พระผู้เป็นเจ้า" (Kyrios) เป็นพระนามแสดงสภาพพระเจ้าซึ่งคริสตชนใช้เรียกพระเยซูเจ้า ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ (กจ 2:36  เชิงอรรถ w;  ฟป  2:11  เชิงอรรถ p)  ลูกาใช้พระนามนี้กับพระองค์ตั้งแต่ยังทรงพระชนม์ชีพในโลกนี้บ่อยกว่าที่ มธ และ มก ใช้ (ลก 7:13;  10:1,  39,  41;  11:39)

       และ พระวรสารภาษาลาติน Vulgate Bible บรรยายว่า 41] Et factum est, ut audivit salutationem Mariae Elisabeth, exsultavit infans in utero ejus: et repleta est Spiritu Sancto Elisabeth: [42] et exclamavit voce magna, et dixit: Benedicta tu inter mulieres, et benedictus fructus ventris tui. [43] Et unde hoc mihi, ut veniat mater Domini mei ad me?  ซึ่งคำว่า Dominus หมายถึง Jesus   เคยได้ยินคำลงท้ายบทภาวนาภาษาลาตินของพระสงฆ์ที่ตอนจบจะสวดว่า  per Dominum nostrum Jesum Christum, filium Dei unigenitum  หรือเปล่าครับ  ที่แปลว่า " อาศัยพระเป็นเจ้าของเราพระเยซูคริสต์  พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงบังเกิดมา..."

       สุดท้ายของข้อความที่สามารถสนับสนุนความเชื่อที่ว่า มารีอาหรือมารีย์ มิใช่ " พระชนนีของพระเป็นเจ้า " ก็คือ ประกาศฯแผนอภิบาลภาคปฏิบัติอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ประจำปี ค.ศ. 2015  ณ วันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 2014  ลงนามโดย พระอัครสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช  ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ -- ซึ่งพึ่งได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล เมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2015   ข้อสำคัญก็คือ  ตอนจบของประกาศฉบับนี้ ลงท้ายว่า  " ขอพระแม่มารีย์ พระมารดาของพระเยซูคริสตเจ้า....โปรดเสนอวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้า  เพื่อพวกเราทุกคน....."  ชัดเจนแล้วมิใช่หรือครับท่านผู้สนใจทั้งหลาย
 
        ฉนั้น จึงสรุปได้หรือยังว่า มารีอาหรือมารีย์เป็นมารดาของพระเยซูเจ้า - ครับ

       ขอบคุณคุณ Jakapong อีกครั้งที่มีน้ำใจดีช่วยทำให้เว็บไซต์ของเราได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระศาสนจักรคาทอลิก  ด้วยการแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ที่มีความเชื่อแบบคริสตชน  และแสดงให้คนต่างศาสนาทราบว่า  คาทอลิกนั้นมิได้ดึงดันเชื่อคำสอนคาทอลิกแบบหลับหูหลับตา  แต่เรามีเหตุผลในความเชื่อของเราทุกประการ  

                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                      E Pluribus Unum
                                                                          Semper  Vigilo  et  Paratus  Fidelis  

                                                                                       Alan  Petervich
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: มารีอา – มารีย์ - เป็นชนนีของพระเป็นเจ้าหรือ? เมื่อ: มกราคม 03, 2015, 11:16:09 PM
 ยิ้ม
                                                                     คำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด ด้วยเหตุด้วยผลจากนักเทววิทยา

        นอกจากเหตุผลสามประการที่กล่าวมาในตอนแรกของคำอธิบายนี้นั้น  ยังมีอีกหลายประการที่จะนำเสนอเพื่อความเข้าใจใหม่  เพื่อจะไม่เกิดการหลงผิดในประเด็นดังกล่าวที่ว่า “ มารีอา (หรือที่เรียกกันใหม่ว่า มารีย์) นั้น  ความจริงแล้วน่าจะเป็นอย่างไรและเรียกมารีอาว่าอย่างไร? จึงจะถูกต้อง  โปรดพิจารณาเหตุผลที่ยกเพิ่มเติมมาอีก ดังนี้ :
GOD DOES NOT HAVE A PHYSICAL MOTHER. พระเจ้าไม่มีแม่ที่มีร่างกายแบบมนุษย์

       Speaking to the Son, the Father declared, “Your throne, O God, is forever and ever” (Hebrews 1:8, emp. added). In God’s revelation to the apostle John, the resurrected Christ said, “I am the Alpha and the Omega, the Beginning and the End,...who is and who was and who is to come” (Revelation 1:8, emp. added). The Son did not have a beginning; He is the Beginning. “He was in the beginning with God” (John 1:1-2). Paul pointed out, “He is before all things, and in Him all things consist” (Colossians 1:17, emp. added).

       ตรัสถึงพระบุตร พระบิดาประกาศว่า “ ข้าแต่พระเจ้า ราชบัลลังก์ของพระองค์ดำรงอยู่ตลอดนิรันดร “ (ฮีบรู 1:8  emp. Added)  ในการเผยแสดงของพระเจ้าแก่อัครสาวกยอห์น  พระคริสต์ผู้กลับคืนชีพตรัสว่า “ เราคืออัลฟาและโอเมกา  การเริ่มและการสิ้นสุด....ซึ่งดำรงอยู่และอยู่มาแล้วและจะอยู่ต่อไป “ ( วิวรณ์ 1:8 emp. Added)  พระบุตรไม่มีการเริ่มต้น  พระองค์คือการเริ่มต้น   พระองค์อยู่ในการเริ่มต้นกับพระเจ้า “ ( ยอห์น 1:1-2)  นักบุญเปาโลชี้ว่า “ พระองค์อยู่ก่อนทุกสิ่ง และในพระองค์ทุกสิ่งอยู่ด้วย “ ( โคโลสี 1:17, emp. Added)

The Son’s existence did not begin with His conception in Mary’s womb. He was alive in eternity (cf. Micah 5:2), and, at the right time in history, He became flesh (John 1:1,14). Paul put it this way: “But when the fullness of time had come, God sent forth His Son, born of a woman, born under the law” (Galatians 4:4). On the other hand, Mary came into a time-bound world long after the creation of the Universe. She, like all human beings, was not eternal. She was not divine, not “from everlasting to everlasting” (Micah 5:2). She could not have provided an eternal nature to her Son. He is Deity. He is the “eternally blessed God” (Romans 9:5).

การสถิตอยู่ของพระบุตรมิได้เริ่มขึ้นด้วยการปฏิสนธิของพระองค์ในครรภ์ของมารีอา  พระองค์ทรงดำรงอยู่แล้วในกาลชั่วนิรันดร ( อ้างอิง มีคาห์ 5:2)  และ เมื่อถึงเวลาตรงในประวัติศาสตร์  พระบุตรกลายเป็นเนื้อหนัง ( ยอห์น 1:1, 14)  นักบุญเปาโลกล่าวแบบนี้ว่า “ แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ให้มาบังเกิดจากหญิงผู้หนึ่ง เกิดมาอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ “ ( กาลาเทีย 4:4)  โดยทางอื่น มารีอาได้มาสู่โลกตามเวลากำหนด นานหลังการสร้างจักรภพ   มารีอา เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่นิรันดร  นางไม่ใช่พระเจ้า  ไม่ใช่ “ จากนิรันดรถึงนิรันดร “ (มีคาห์ 5:2)  เธอไม่สามารถจัดธรรมชาติชั่วนิรันดรให้แก่บุตรของเธอได้  (เพราะ) พระองค์เป็นพระเจ้า  พระองค์เป็น “ พระเจ้าผู้ทรงได้รับการถวายสดุดีตลอดนิรันดร “ ( โรมัน 9:5) อยู่แล้ว

Consider how Jesus explained His divine nature. When addressing the Pharisees, He asked them: “‘What do you think about the Christ? Whose Son is He?’ They said to Him, ‘The son of David.’ He said to them, ‘How then does David in the Spirit call Him ‘Lord’.... If David then calls Him ‘Lord,’ how is He his Son?’” (Matthew 22:42-45, emp. added). The Pharisees failed to answer the question correctly because they were thinking about the physical nature of the Messiah. While Christ was a physical descendant of David (cf. Luke 1:32; Matthew 1:1), according to His divine nature He did not have a physical father, since He Himself is before all (John 8:58). In the same way that David could not be the father of the divine Messiah since he called Him “Lord,” Mary cannot be the “Mother of God” since she calls Him “Lord” in Luke 1:38,46-47. The truth is, as Paul explains, “according to the flesh, Christ came” through the patriarchs, David, and, yes, Mary, but according to His deity, He is the “eternally blessed God” who is over all (Romans 9:5, emp. added).

จงพิจารณาดูว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงอธิบายธรรมชาติพระเจ้าของพระองค์ว่าอย่างไร  เมื่อทรงตรัสกับพวกฟาริสี  พระองค์ทรงถามพวกเขาว่า : “ ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับพระคริสตเจ้า? พระองค์ทรงเป็นโอรสของใคร?  ชาวฟาริสีทูลตอบว่า ‘ เป็นโอรสของกษัตริย์ดาวิด’  พระองค์จึงตรัสว่า “ ถ้าเช่นนั้น เพราะเหตุใด เมื่อกษัตริย์ดาวิดทรงได้รับการดลใจจากพระจิตเจ้า จึงเรียกพระคริสต์ว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ .....ถ้ากษัตริย์ดาวิดทรงเรียกพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า  พระคริสต์จะทรงเป็นโอรสของกษัตริย์ดาวิดได้อย่างไร?” ( มัทธิว 22:42-45, emp. Added)  ชาวฟาริสีไม่สามารถตอบคำถามได้ตรงๆเพราะว่าพวกเขากำลังคิดถึงธรรมชาติทางร่างกายของพระเมสซีอาส  ขณะที่พระคริสต์เป็นผู้สืบทอดทางร่างกายของดาวิด (อ้างอิง ลูกา 1:32; มัทธิว 1:1)  ตามธรรมชาติพระเจ้าของพระองค์ พระองค์ไม่มีบิดาฝ่ายร่างกาย  โดยที่พระองค์เองอยู่ก่อนทุกคน (ยอห์น 8:58)  ในทำนองเดียวกับที่ดาวิดไม่สามารถเป็นบิดาของพระเมสซีอาสตั้งแต่เขาเรียกพระองค์ว่า “ พระผู้เป็นเจ้า “  มารีอาก็ไม่สามารถเป็น “ พระชนนีของพระเป็นเจ้า “ ตั้งแต่เธอเรียกพระองค์ว่า “ พระผู้เป็นเจ้า “ ในลูกา 1:38,46-47   ความจริงคือ ตามที่นักบุญเปาโลอธิบาย “ พระคริสต์เสด็จมาตามธรรมชาติมนุษย์ “ อาศัยบรรพบุรุษต้นตระกูล ดาวิด และ ใช่แล้ว มารีอา  แต่ตามความเป็นพระเป็นเจ้าของพระองค์ พระองค์ทรงเป็น “ พระเป็นเจ้าที่ได้รับการถวายสดุดีตลอดนิรันดร “ อยู่เหนือผู้ใดทั้งหมด ( โรมัน 9:5, emp. Added)

MARY NEVER WAS CONSIDERED THE “MOTHER OF GOD.”
มารีอาไม่เคยได้รับการพิจารณาให้เป็น “ พระชนนีของพระเป็นเจ้า “

       There is not a single verse in the Bible that describes Mary as the “Mother of God.”  In fact, none of the inspired writers of either the Old or New Testament gave even a hint that she should be regarded as such. This idea is based purely on human tradition. Mary considered herself as a “maidservant of the Lord” (Luke 1:38, emp. added) and considered God as her “Savior” (Luke 1:47). Sadly, many have distorted this concept.

       ไม่มีข้อความแม้แต่ตอนหนึ่งตอนใดในพระคัมภีร์ที่บรรยายมารีอาเป็นประหนึ่ง “ พระชนนีของพระเป็นเจ้า “  ความจริง ไม่มีนักเขียนที่ได้รับการดลใจคนใดทั้งพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ แสดงหัวข้อที่ว่าเธอควรถือว่าเป็นเช่นนั้น   ความคิดนี้มีพื้นฐานชัดจากประเพณีตกทอดของมนุษย์    มารีอาพิจารณาตัวเธอเองเป็นเพียง “ ผู้รับใช้ของพระเป็นเจ้า “ (ลูกา 1:38, emp. Added) และถือว่าพระเป็นเจ้าเป็นดัง “ พระผู้กอบกู้ข้าพเจ้า “ ของเธอ (ลูกา 1:47)    น่าเสียใจ ผู้คนมากมายได้บิดเบือนความคิดนี้.

When speaking about the blessing of being chosen by God to be the mother of the Messiah, Mary declared: “For He [God] has regarded the lowly state of His maidservant” (Luke 1:48, emp. added). Certainly the words “lowly state” would be inappropriate to refer to Mary if she is the “Mother of God.” W.E. Vine has noted that the Greek word for “lowly state” istapeinosis, which denotes “abasement, humiliation, or low estate” (1966, 3:23). Mary was conscious of the humble state of her human condition.

เมื่อพูดถึงพระพรที่ได้รับในการถูกเลือกจากพระเป็นเจ้าให้เป็นมารดาของพระเมสซีอาส  มารีอาประกาศว่า “ เพราะพระองค์(พระเป็นเจ้า)ทอดพระเนตรผู้รับใช้ต่ำต้อยของพระองค์ “ (ลูกา 1:48, emp. Added)  แน่นอน คำว่า “ สภาวะต่ำต้อย “ไม่ตรงนักที่จะอ้างอิงถึงมารีอาถ้าเธอเป็น “ พระชนนีของพระเป็นเจ้า “    W.E. Vine ได้ตั้งข้อสังเกตว่า คำกรีกสำหรับคำ “ สภาวะต่ำต้อย “ ว่า istapeinosis  ซึ่งหมายถึง “ ความถ่อมตน  ความต่ำต้อย  หรือ สภาวะต่ำ “ (1966, 3:23)  มารีอารู้ตัวถึงสภาวะต่ำต้อยของเงื่อนไขความเป็นมนุษย์ของเธอ.

Additionally, the New Testament makes it very clear Who became flesh. It was God Who took on the form of a man (John 1:14) and was born of a woman (Galatians 4:4). The woman did not become “divine” in order to conceive the Son of God. The Bible mentions Mary as the mother of Jesus, but never as the “Mother of God” (cf. Mark 3:31; Luke 8:19; Acts 1:14; et al.).

ที่เพิ่มเติมก็คือ  พระวรสารพันธสัญญาใหม่แสดงให้ปรากฏชัดว่า ผู้ใดกลายเป็นเลือดเนื้อ(มนุษย์)   เป็นพระเป็นเจ้าเองที่ทรงรับเอารูปแบบมนุษย์ (ยอห์น 1:14)  และทรงบังเกิดจากสตรีคนหนึ่ง (กาลาเทีย 4:4)  สตรีคนนั้นมิได้กลายเป็นองค์    “ พระเป็นเจ้า “ เพื่อจะปฏิสนธิพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า  พระคัมภีร์ได้ระบุมารีอาเป็นมารดาของพระเยซู  แต่ไม่เคยระบุเป็น  “ มารดา – ชนนีของพระเป็นเจ้า “ ( อ้างอิง  มาร์โก 3:31 ; ลูกา 8:19; กิจการ 1:14 ; และ อื่นๆ)

MARY NEVER WAS WORSHIPPED AS THE “MOTHER OF GOD.”
มารีอาไม่เคยได้รับการกราบไหว้บูชาประหนึ่ง “ พระชนนีของพระเป็นเจ้า “

       Catholics worship Mary, claiming that she has “divine maternity” (“Dogmatic Constitution...,” 1964, 8.3). But if Mary is to be worshipped as the “Mother of God,” we should expect to find a biblical command to do so, or a biblical example of approved action. However, such commands and examples are nowhere to be found. From the first moment Mary appears in the biblical record, there is no indication of her being the object of worship of any kind. When God’s angel announced to Mary that she would give birth to the Messiah, the heavenly messenger did not worship her (Luke 1:26-38). The shepherds, who came to the stable, praised God—not Mary—for what they had witnessed (Luke 2:16-20). Later, the wise men came to a house and “saw the young Child with Mary His mother, and fell down and worshiped Him” (Matthew 2:11, emp. added)—not Mary. Simeon and Anna, who had waited their entire lives for the Messiah, recognized Jesus as the One sent by God. They did not offer any special acknowledgement or praise to Mary (Luke 2:21-38). Additionally, Jesus’ disciples never gave Mary any preeminence during their gatherings, much less worshipped her as the “Mother of God” (cf. Acts 1:14-26).

       คาทอลิกกราบไหว้มารีอา อ้างว่าเธอมี “ ความเป็นมารดาพระเจ้า “ ( “ธรรมนูญข้อความเชื่อ...” 1964, 8.3)  แต่ถ้ามารีอาต้องกราบไหว้ในฐานะ “ พระชนนีของพระเป็นเจ้า “ เราควรจะหวังได้พบคำสั่งในพระคัมภีร์ให้ทำเช่นนั้น  หรือ มีตัวอย่างในพระคัมภีร์ของการกระทำที่ได้รับการยอมรับ  อย่างไรก็ตาม  คำสั่งและตัวอย่างดังกล่าวนั้นไม่มีที่ใดที่จะพบได้ในพระคัมภีร์   จากนาทีแรกที่มารีอาปรากฏในบันทึกในพระคัมภีร์  ไม่มีการระบุชี้ใดๆของเธอที่จะเป็นสิ่งกราบไหว้ชนิดใด   เมื่อทูตสวรรค์(เทวดา)ของพระเป็นเจ้าแจ้งแก่มารีอาว่าเธอจะเป็นผู้ให้กำเนิดพระเมสซีอาส  ทูตสวรรค์องค์นั้นก็มิได้กราบสักการะเธอ ( ลูกา 1:26-38)   บรรดาคนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมาที่โรงคอกสัตว์  กราบสรรเสริญพระเป็นเจ้า – ไม่ใช่มารีอา – สำหรับสิ่งที่พวกเขาได้เป็นพยาน ( ลูกา 2:16-20)  ต่อมา  พวกโหราจารย์ได้มาที่บ้านหลังหนึ่งและ “ ได้เห็นเด็กรุ่นเยาว์กับมารีอามารดาของเขา  พวกเขาทรุดตัวลงและกราบไหว้เด็กนั้น “ (มัทธิว 2:11, emp.added)--ไม่ใช่มารีอา  ซีเมออนและอันนา   ซึ่งทั้งสองได้รอ พระเมสซีอาสตลอดชีวิตของพวกเขา  มองออกว่าเยซูเป็นหนึ่งที่พระเป็นเจ้าส่งมา  แต่พวกเขาก็มิได้แสดงการรับรู้เป็นพิเศษใดๆ หรือสรรเสริญมารีอา ( ลูกา 2:21-38)  ที่เพิ่มเติมก็คือ  อัครสาวกของพระเยซูก็ไม่เคยให้มารีอามีความโดดเด่นใดๆระหว่างการชุมนุมของพวกเขา  เธอได้รับการกราบไหว้น้อยมากในฐานะ“ ชนนีของพระเป็นเจ้า”( อ้างอิง กิจการ 1:14 – 26 )

When Mary asked for Jesus’ help at the wedding in Cana, He said, “Woman, what does your concern have to do with Me?” (John 2:4, emp. added). He used the word “woman” not in a derogatory way but as an expression of respect and affection (cf. Matthew 15:28; John 19:26; 20:15; Lyons, 2004). He may have used “woman” instead of “mother” to emphasize that “in his calling Jesus knows no mother or earthly relative, [but] he is their Lord and Savior as well as of all men” (Lenski, 1961, p. 189).

เมื่อมารีอาขอความช่วยเหลือของพระเยซูที่งานแต่งงานในคานา พระองค์ตรัสว่า  “ หญิงเอ๋ย  ท่านต้องการสิ่งใด  เวลาของเรายังมาไม่ถึง?” (ยอห์น 2:4  emp.  added)   พระองค์ใช้คำ “ หญิง “ ไม่ใช่คำในแบบทำให้เกิดความเสียหาย แต่ เป็นการแสดงความนับถือและความรักผูกพัน ( อ้างอิง มัทธิว 15:28,  ยอห์น 19:26;  20:15; Lyons, 2004)   พระองค์อาจใช้คำว่า “ หญิง “ แทนคำว่า “ แม่ “ เพื่อเน้นว่า “ ในการเรียกเยซูจงรู้ว่าไม่มีแม่หรือญาติในโลกนี้ ( แต่) พระองค์เป็นพระเป็นเจ้าและพระผู้ไถ่ของพวกเขาเช่นเดียวกับของมนุษย์ทุกคน “ ( Lenski, 1961, p. 189)

Jesus made it clear that Mary had no preeminence among His followers or before God. On one occasion, “He stretched out His hand toward His disciples and said, ‘Here are My mother and My brothers!’” (Matthew 12:49, emp. added). Jesus wanted His disciples to understand that anyone who believed in Him and obeyed the will of the Father would be blessed as part of His family. But He did not say that any member of that family was worthy of worship or adoration.

พระเยซูทำให้เกิดความชัดเจนว่า มารีอาไม่มีความเด่นกว่าเพื่อนท่ามกลางผู้ติดตามพระองค์หรือต่อหน้าพระเป็นเจ้า   ในโอกาสหนึ่ง  “ พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ชี้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า “ นี่คือมารดาและพี่น้องของเรา! “ ( มัทธิว 12:49, emp. added)   พระเยซูทรงประสงค์ให้อัครสาวกของพระองค์เข้าใจว่า ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระองค์และนบนอบพระประสงค์ของพระบิดา อาจได้รับพระพรเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระองค์  แต่พระองค์ไม่ได้กล่าวว่าสมาชิกคนใดในครอบครัวนั้นมีคุณค่าคู่ควรกับการกราบไหว้บูชาหรือการนมัสการ.

Another incident in Jesus’ ministry is worth mentioning. While Jesus was teaching the multitudes, “a certain woman from the crowd raised her voice and said to Him, ‘Blessed is the womb that bore You, and the breasts which nursed You!’” (Luke 11:27). Jesus responded, “More than that, blessed are those who hear the word of God and keep it” (11:28, emp. added). Again, Jesus made it clear that there was nothing about Mary that elevated her above anyone else who heard the Word of God and obeyed it. Jesus Himself taught us not to consider His mother as the “Mother of God,” a person to be worshipped.

เหตุการณ์อื่นอีกในการปฏิบัติภารกิจของพระเยซูมีคุณค่าควรกล่าวถึง คือ    ขณะที่พระเยซูกำลังสอนผู้คนจำนวนมาก      “ สตรีผู้หนึ่งร้องขึ้นในหมู่ประชาชนว่า ‘ หญิงที่ให้กำเนิดและให้นมเลี้ยงท่านช่างเป็นสุขจริง ‘ ( ลูกา 11:27)   แต่พระเยซูตรัสตอบว่า “ มากยิ่งกว่านั้น  คนทั้งหลายที่ฟังวาจาของพระเจ้าและปฏิบัติตาม ย่อมเป็นสุขกว่านั้นอีก “ ( 11:28, emp.  added)  อีกครั้ง  พระเยซูทำให้ปรากฏชัดเจนว่า  ไม่มีอะไรเกี่ยวกับมารีอาที่ยกชูเธอเหนือคนอื่นๆ ซึ่งฟังพระวาจาของพระเจ้าและปฏิบัติตาม   พระเยซูพระองค์เองได้สอนพวกเรามิให้ถือมารดาของพระองค์เป็นประหนึ่ง “ ชนนีของพระเป็นเจ้า “ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่จะต้องกราบไหว้บูชา.

The title “Mother of God” is unbiblical, as are other titles given to Mary, such as “Mother of the Church,” “Mother of Mercy, Life, Gentleness, and Hope,” “Door to Heaven,” etc. Worship directed toward her (or any other mere human being), rather than to Almighty God, not only denigrates appreciation and respect for Deity, but also leads further into apostasy.

ฉายา “พระชนนีของพระเป็นเจ้า “ ไม่มีในพระคัมภีร์  เช่นเดียวกับฉายาอื่นๆที่ตั้งให้มารีอา  เช่น “ พระชนนีของพระศาสนจักร “ “ พระชนนีแห่งความเมตตา  ชีวิต  ความอ่อนโยนและความหวัง “  ประตูสวรรค์ “  ฯลฯ การกราบไหว้นมัสการตรงไปยังเธอ ( หรือ สิ่งสร้างที่เป็นมนุษย์คนอื่น )  มากกว่าตรงไปยังพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ  ไม่ใช่เพียงทำให้ความซาบซึ้งและความเคารพพระเป็นเจ้าต่ำลงเท่านั้น   แต่ยังนำไปสู่การละทิ้งความเชื่อ( apostasy )ด้วย.

REFERENCES – อ้างอิง

“Dogmatic Constitution on the Church” (1964), Second Vatican Council [On-line], URL:http://www.vatican.va/ archive/hist_councils/ii_vatican_ council/documents/vatii_const_19641121_ lumen-gentium_en.html.

“Formula of Union Between Cyrill and John of Antioch” (no date), The Council of Ephesus [On-line], URL: http://www.ewtn.com/library/COUNCILS/EPHESUS.HTM.
Lenski, R.C.H. (1961), The Interpretation of St. John’s Gospel (Minneapolis, MN: Augsburg).

Lyons, Eric (2004), “How Rude!?,” [On-line], URL:http://www.apologeticspress.org/articles/593.

Peffley, Francis J. (no date), “Mary and the Mission of the Holy Spirit,” [On-line], URL:http://www.legionofmary.org/files/marymission.pdf.

Vine, W.E. (1966), An Expository Dictionary of New Testament Words (Old Tappan, NJ: Fleming H. Revell).
________________________________________

Copyright © 2009 Apologetics Press, Inc. All rights reserved.

We are happy to grant permission for items in the "Doctrinal Matters" section to be reproduced in their entirety, as long as the following stipulations are observed: (1) Apologetics Press must be designated as the original publisher; (2) the specific Apologetics Press Web site URL must be noted; (3) the author’s name must remain attached to the materials; (4) any references, footnotes, or endnotes that accompany the article must be included with any written reproduction of the article; (5) alterations of any kind are strictly forbidden (e.g., photographs, charts, graphics, quotations, etc. must be reproduced exactly as they appear in the original); (6) serialization of written material (e.g., running an article in several parts) is permitted, as long as the whole of the material is made available, without editing, in a reasonable length of time; (7) articles, in whole or in part, may not be offered for sale or included in items offered for sale; and (เจ๋ง articles may be reproduced in electronic form for posting on Web sites pending they are not edited or altered from their original content and that credit is given to Apologetics Press, including the web location from which the articles were taken.

For catalog, samples, or further information, contact:

Apologetics Press
230 Landmark Drive
Montgomery, Alabama 36117
U.S.A.
Phone (334) 272-8558
http://www.apologeticspress.org

          Credit  :  apologeticspress.org
                        Wikipedia  the Free Encyclopedia

14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / มารีอา – มารีย์ - เป็นชนนีของพระเป็นเจ้าหรือ? เมื่อ: มกราคม 03, 2015, 10:57:17 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                            มารีอา – มารีย์ - เป็นชนนีของพระเป็นเจ้าหรือ?
                                                                                                     Is Mary the Mother of God?

by    Moisés Pinedo-มัวเซส พีเนโด
Apologetics  Press                                                                                                                                                                                                                                        Wikipedia, the free encyclopedia

       Catholics have recited the “Hail Mary” prayer for many years. It includes the words, “Holy Mary, Mother of God.” These words represent one of the most treasured doctrines of Catholicism. In A.D. 431, the Council of Ephesus proclaimed Mary “to be the mother of God because God the Word took flesh and became man and from his very conception united to himself the temple he took from her” (“Formula of Union...” n.d.). One of the arguments used extensively to support this doctrine is presented as follows: (1) Mary was the mother of Jesus; (2) Jesus is God; (3) therefore, Mary is the “Mother of God.”  This syllogism may seem logical, but the conclusion is superficial. Consider the following.

คริสตชนคาทอลิกสวดบทภาวนา “ วันทามารีอา “ เป็นเวลานานหลายปีแล้ว  ในบทนั้นรวมถ้อยคำที่ว่า “ สันตะมารีอา  มารดาพระเจ้า “  คำเหล่านี้เป็นถ้อยคำที่แสดงถึงหนึ่งในคำสอนที่เป็นขุมทรัพย์ทรงค่าที่สุดของคริสต์ศาสนา  ในปี ค.ศ. 431 สังคายนาเอเฟซัสได้ประกาศว่ามารีอา “ เป็นชนนีของพระเป็นเจ้า เพราะว่าพระวจนาตถ์ทรงรับเอาเนื้อหนังและกลายเป็นมนุษย์  และจากการปฏิสนธิของพระองค์  ได้รวมตัวพระองค์เองเป็นพระวิหารที่พระองค์ได้รับจากเธอ “  (“Formula of Union…” n.d.).  คำโต้แย้งชุดหนึ่งที่นำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อสนับสนุนคำสอนข้อนี้คือนำเสนอว่า  (1) มารีอาเป็นมารดาของพระเยซู  (2) พระเยซูเป็นพระเจ้า  (3) ดังนั้น  มารีอาเป็น“มารดาของพระเจ้า” การอ้างเหตุผลแบบตรรกนี้อาจฟังดูถูกต้องตามเหตุผลทางตรรกวิทยา  แต่ท่อนสรุปเป็นลักษณะไม่ลึกซึ้งพอ    จงพิจารณาต่อไปนี้ :

First, although the Bible documents that Mary became the mother of Jesus and clearly teaches that Jesus is God, it never states, or even implies, that Mary was (or is) the “Mother of God.” For a theological syllogism to explain correctly the relationship between Mary and God, it must be based on biblical truth. We can propose correctly that (1) Jesus is God (Hebrews 1:เจ๋ง; (2) God became flesh (John 1:1,14); (3) therefore, Mary is the mother of Jesus according to the flesh (Romans 9:5), i.e., Jesus’ physical body.

ประการแรก  แม้พระคัมภีร์ระบุเป็นเอกสารว่า มารีอาได้กลายเป็นมารดาของพระเยซูและพระคัมภีร์ยังสอนอย่างขัดเจนว่า เยซูเป็นพระเจ้า  แต่ไม่เคยยืนยัน หรือแม้กล่าวเป็นนัยๆ ว่า มารีอาได้เป็น( หรือเป็น ) “ มารดาของพระเจ้า “   สำหรับการกล่าวอ้างทางตรรกวิทยาแบบเทววิทยาเพื่ออธิบายตรงๆถึงความสัมพันธ์ระหว่างมารีอาและพระเจ้า  มันต้องมีรากฐานในความจริงของพระคัมภีร์   เราสามารถเสนอตรงๆว่า (1) เยซูเป็นพระเจ้า (เฮบริว 1:เจ๋ง  (2) พระเจ้ากลายเป็นเนื้อหนัง        (ยอห์น 1:1,14)   (3) ดังนั้น มารีอาเป็นมารดาของเยซูเนื่องจากเนื้อหนัง ( โรมัน 9:5) คือ  ร่างกายของเยซู

Second, we should keep in mind that Deity is not constituted by a literal family—with fathers, mothers, sons, and daughters—like some of the gods of Greek and Roman mythology. Although we refer to the first and second Persons of the Godhead as the Father and the Son, these titles do not denote a literal familial bond, but emphasize Their united and divine nature. To refer to Mary as the “Mother of God” is to misunderstand the nature of Deity and misapply Scripture.

ประการที่สอง  เราต้องคิดว่า ความเป็นพระเจ้ามิได้ประกอบด้วยครอบครัวเครือญาติ – มีบิดา  มารดา  บุตรชาย  บุตรหญิง – เหมือนพระบางองค์ในเทพนิยายกรีกและโรมัน   แม้ว่าเราอ้างถึงพระบุคคลที่หนึ่งและที่สองของพระเจ้าที่เป็นหัวหน้าเช่นพระบิดาและพระบุตร  การเรียกชื่อดังกล่าวมิได้ระบุความผูกพันทางครอบครัวตามตัวอักษร  แต่เป็นการย้ำธรรมชาติพระเจ้า( พระตรีเอกภาพ)ที่รวมกันอยู่  การอ้างอิงถึงมารีอาว่าเป็น“ มารดาของพระเจ้า “คือการเข้าใจผิดในธรรมชาติของสภาวะความเป็นพระเจ้า(พระตรีเอกภาพ) และปรับความหมายพระคัมภีร์ผิดพลาด
 
Third, consider the consequences which develop from such an inappropriate use of the syllogism aforementioned. Since the Bible records that Mary conceived by the Holy Spirit (Matthew 1:18), Catholics conclude that it is correct to refer to Mary as “the daughter of God the Father, Mother of Jesus Christ, and true spouse of the Holy Spirit” (Peffley, n.d., p. 3). If the Holy Spirit is Mary’s “husband” (and, therefore, Jesus’ “father”), and Jesus is God, would not the Holy Spirit be the “father” of God? This is not only a completely erroneous application of Scripture, but also blasphemous theology. Now let us consider some additional evidence from the Bible that further explains Mary’s relationship to God.

ประการที่สาม  จงพิจารณาสิ่งที่ตามมาซึ่งพัฒนามาจากการใช้ที่ไม่สมควรของการแปลความทางตรรกวิทยาที่กล่าวมาก่อนนั้น  โดยที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า มารีอาปฏิสนธิโดยพระจิตเจ้า (มัทธิว 1:18)  คริสตชนคาทอลิกสรุปว่า มันเป็นการถูกต้องแล้วที่จะอ้างอิงมารีอาเป็นประหนึ่ง “ ธิดาของพระเจ้าพระบิดา  มารดาของพระเยซูคริสต์ และเจ้าสาวที่แท้จริงของพระจิตเจ้า” ( Peffley, n.d.,p. 3)   ถ้าพระจิตเจ้าเป็น” สวามี” ของมารีอา (และ ดังนั้นก็เป็น” บิดา “ ของเยซู” )  และเยซูเป็นพระเจ้า พระจิตเจ้าจะไม่ใช่ “ บิดา “ ของพระเจ้าหรือ?   นี่มิใช่เพียงการปรับใช้ความหมายพระคัมภีร์ผิดพลาดทั้งครบเท่านั้น   แต่ยังเป็นเทววิทยาที่ดูหมิ่นศาสนาด้วย    ตอนนี้  ให้เราพิจารณาประจักษ์พยานเพิ่มเติมบางประการจากพระคัมภีร์ที่อธิบายความสัมพันธ์ของมารีอากับพระเจ้าเพิ่มเติม.

                                                                   ข้อมูลเดิม เกี่ยวกับ “ พระชนนีของพระเป็นเจ้า หรือ Mother of God:

See also: Theotokos and First Council of Ephesus

From Wikipedia, the free encyclopedia

       This dogma states that Mary is the mother of God (de fide).

 ข้อความเชื่อนี้ยืนยันว่ามารีอา – มารีย์ - เป็นมารดาของพระเจ้า(จากความเชื่อ)

       The term "Mother of God" appears within the oldest known prayer to Mary, the Sub tuum praesidium, which dates to around 250 AD and states: "Under thy protection we seek refuge, Holy Mother of God".[78] This is reflected in the following statement in the Catechism of the Catholic Church:[80]
"From the most ancient times the Blessed Virgin has been honored with the title of 'Mother of God,' to whose protection the faithful fly in all their dangers and needs."

       คำกล่าวที่ว่า “ ชนนีของพระเป็นเจ้า” ปรากฏมาภายในคำสวดภาวนาที่รู้จักกันเก่าแก่ที่สุด คือ Sub tuum praesidium (ภายใต้ความคุ้มครองของท่าน) ซึ่งวันเวลาถอยกลับไปประมาณปี ค.ศ. 250 และยืนยันว่า “เราเข้ามาอาศัยพึ่งความคุ้มครองของท่าน ข้าแต่พระชนนีผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเป็นเจ้า”  ข้อความนี้สะท้อนถึงการยืนยันต่อไปนี้ในคำสอนของศาสนจักรคาทอลิก ที่ว่า
       “ ตั้งแต่กาลเวลาดึกดำบรรพ์ที่สุดแล้ว ที่พรหมจารีผู้ทรงบุญได้รับการถวายเกียรติด้วยฉายา “ พระชนนีของพระเป็นเจ้า ‘ ที่ความคุ้มครองป้องกันของท่านทำให้ผู้เชื่อมั่นโผบินหลบจากภยันตรายและเป็นความต้องการทั้งหมดของพวกเขา”

Early in the fifth century after the Church Fathers had found common ground on Mary's virginity before, during and after giving birth, this was the first specifically Marian doctrine to be formally defined by the Church. The definition Mother of God (in Greek:Theotokos) was formally affirmed at the Third Ecumenical Council held at Ephesus in 431.[78] The objection to the title raised by Patriarch Nestorius of Constantinople, was rejected at the council.

ในต้นศตวรรษที่ห้าหลังจากที่บรรดาปิตาจารย์ของศาสนจักรได้พบพื้นฐานปกติเกี่ยวกับความเป็นพรหมจารีของมารีอามาก่อน  ระหว่างและหลังประสูติกรรม  นี่คือคำสอนพิเศษแรกเกี่ยวกับมารีอาที่จำกัดความ เป็นทางการ โดยศาสนจักร  คำจำกัดความชนนีของพระเป็นเจ้า ( ในภาษากรีก Theotokos) ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการที่สภาสังคายนาสากลครั้งที่สามจัดขึ้นที่เอเฟซัส ในปี 431  ข้อขัดขวางต่อฉายาที่ยกขึ้นมาโดยสังฆบิดร Patriarch Nestorius แห่ง คอนสตันติโนเปิล ได้รับการปฏิเสธในสภาแห่งนั้น.
       บทภาวนาดั้งเดิม  “Sub Tuum Praesidium” (Latin for “Under thy protection”; Greek: Ὑπὸ τὴν σὴν εὐσπλαγχνίαν) is the oldest extant hymn yet discovered to the Theotokos (Mother of God). เป็นเพลงสรรเสริญเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ ที่ทำให้พบคำว่า Theotokos ( พระชนนีของพระเป็นเจ้า )

The earliest text discovered so far of this hymn was written in Greek on Egyptian papyrus and dates to approximately 250 AD. It is used to this day in the Roman, Byzantine, Ambrosian and Dominican rites. It is also commonly used by the Salesians in honor of Mary Help of Christians, by the Jesuits during their exercises of piety, and by the Marist Brothers in educating young Catholics. It is also highly regarded by TFP members.

ข้อเขียนแรกเริ่มที่สุดถูกค้นพบในบทเพลงนี้เขียนเป็นภาษากรีกบนกระดาษปาปีรัส และนับเวลาประมาณ  ค.ศ. 250  บทเพลงนี้ถูกนำมาใช้ทุกวันนี้ ในจารีตโรมัน  ไบแซนติน  อัมโบรเซียนและดอมินิกัน  และมีการใช้เป็นปกติด้วยโดยคณะซาเลเซียนเป็นเกียรติแก่ มารีอาความช่วยเหลือของคริสตชน  โดยกลุ่มเยซูอิตระหว่างการแสดงความศรัทธา  และโดยบรรดาภารดามารีสต์ในการให้การศึกษาแก่หนุ่มสาวคาทอลิก  และยังเป็นที่เคารพอย่างสูงโดยสมาชิก TFP

The Latin translation, likely derived from the Greek, dates from the 11th century:
คำแปลภาษาลาติน ดูเหมือนมาจากภาษากรีก ช่วงเวลาประมาณศตวรรษที่  11

Latin Text --บทภาวนาภาษาลาติน

Sub tuum praesidium confugimus, Sancta Dei Genitrix.
Nostras deprecationes ne despicias in necessitatibus nostris,
sed a periculis cunctis libera nos semper,
Virgo gloriosa et benedicta.

English Translation –บทภาวนา ภาษาอังกฤษ

Under thy protection we seek refuge, O Holy Mother of God;
In our needs, despise not our petitions,
but deliver us always from all dangers,
O Glorious and Blessed Virgin.

Also noteworthy is that this prayer has remained consistently linked to the end of evening prayers, as can be seen in the Roman and Byzantine liturgies. The sung antiphons of this prayer are related to the end of the day (Compline) and more specifically the singing of the Canticle of Simeon. From the trusting abandonment to the hands of Divine Providence that the Canticle of Simeon proclaims (Nunc dimittis servum tuum, Domine – Now dost Thou dismiss Thy servant, O Lord), the piety of the faithful have added the same confident abandonment to the protection of our Heavenly Mother.

และมีคุณค่าที่จะสังเกตุว่า บทภาวนานี้ยังคงยืนหยัดเชื่อมโยงไปยังบทภาวนาช่วงเย็น  เท่าที่สามารถเห็นได้ในจารีตพิธีโรมันและไบแซนติน   บทขับของคำภาวนานี้สัมพันธ์กับบทสุดท้ายของวัน (Compline) และมีความหมายมากกว่านั้นคือการขับร้องบทสรรเสริญพระเจ้าที่อุทานจากซีเมออน (Nunc dimittis servum tuum, Domine – Now dost Thou dismiss Thy servant, O Lord – ข้าแต่พระเป็นเจ้า  ณ เวลานี้ โปรดทรงปลดปล่อยข้ารับใช้ของพระองค์ )  ความศรัทธาของสัตบุรุษได้เพิ่มพูนการละจากที่เชื่อมั่นเช่นเดียวกันไปสู่การปกป้องของพระมารดาสวรรค์.
                                                                                  ……………………………………………………………

       Scriptural basis for the dogma is found in John 1:14 which states "And the Word became flesh, and dwelt among us" and Galatians 4:4 which states "God sent forth his Son, born of a woman, born under the law".[81] Luke 1:35 further affirms divine maternity by stating: "The Holy Spirit shall come upon thee ... wherefore also the holy thing which is begotten shall be called the Son of God."

พื้นฐานทางพระคัมภีร์สำหรับข้อความเชื่อนี้พบในพระวรสารของนักบุญยอห์น ซึ่งยืนยันว่า “ และพระวจนาตถ์ทรงรับธรรมชาติมนุษย์ และเสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา “ และ กาลาเทีย 4:4 “ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ให้มาบังเกิดจากหญิงผู้หนึ่ง เกิดมาอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ “   ลูกา  1:35  เพิ่มเติมถึงความเป็นมารดา โดยยืนยันว่า : “ พระจิตเจ้าจะเสด็จลงมาเหนือท่าน และพระอานุภาพของพระผู้สูงสุดจะแผ่เงาปกคลุมท่าน เพราะฉะนั้น บุตรที่เกิดมาจะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และจะรับนามว่าบุตรของพระเจ้า.”

The dogmatic constitution Lumen Gentium at the Second Vatican Council affirmed Mary as the Mother of God by stating:
พระธรรมนูญข้อความเชื่อ Lumen Gentium ที่สังคายนาวาติกันที่สองแสดงความมั่นใจว่า มารีอาเป็นประหนึ่งพระชนนีของพระเป็นเจ้า โดยยืนยันว่า:

"The Virgin Mary, who at the message of the angel received the Word of God in her heart and in her body and gave Life to the world, is acknowledged and honored as being truly the Mother of God and Mother of the Redeemer."
This dogma is inherently related to the Christological dogma of the hypostatic union which relates the divine and human natures of Jesus Christ.

“ พรหมจารีมารีอา ซึ่งในสารของทูตสวรรค์ ได้รับพระวจนาตถ์ในดวงใจของเธอและร่างกายของเธอ และได้มอบชีวิตนั้นแก่โลก  ได้มีการรับรู้และถวายเกียรติประหนึ่งพระชนนีของพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นชนนีของพระผู้ไถ่ “


 
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / "ในหลวง" พระราชทานพรปีใหม่ พร้อม ส.ค.ส. ปี 2558 แก่ชาวไทย เมื่อ: มกราคม 01, 2015, 11:51:16 AM
 ยิ้มกว้างๆ
                                                                                 "ในหลวง" พระราชทานพรปีใหม่ พร้อม ส.ค.ส. ปี 2558 แก่ชาวไทย

ASTV  NEWS 1
31  ธันวาคม  2557

                                                                                          ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000015541701_zps32690440.jpeg.html][IMG]][/url]

         "ในหลวง" พระราชทานพรปีใหม่แก่คนไทย ให้มีความสุขความเจริญ จะทำการสิ่งใดให้คิดรอบคอบ พร้อมพระราชทาน ส.ค.ส. พระมหาชนก ประจำปี 2558

         วันนี้ (31 ธ.ค.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2558 ความว่า ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารภปราถนา
      
       ในปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนชาวไทยตั้งใจให้เที่ยงตรงแน่วแน่ ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดให้คิดให้ดีให้รอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้การกระทำนั้นบังเกิดผลเป็นความสุขความเจริญที่แท้จริงและยั่งยืนทั้งแก่ตนเองและประเทศชาติ
      
       ขออนุภาพคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคนให้มีความสุขสวัสดี พร้อมด้วยพรอันเป็นมงคลทุกประการสวัสดีปีใหม่
      
       ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังได้พระราชทาน ส.ค.ส.ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2558 แก่ประชาชนชาวไทย
      
       โดย ส.ค.ส.พระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๘ นี้ เป็นภาพจากพระราชนิพนธ์พระมหาชนกการ์ตูนในเหตุการณ์ขณะที่เรือกำลังแล่นไปสุวรรณภูมิล่ม พระมหาชนกต้องอดทนว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรนานถึง ๗ วัน ๗ คืน และนางมณีเมขลาได้มาอำนวยพรให้
      
       กลางภาพ ส.ค.ส.มีพรพระราชทานพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ว่าขอให้ทุกคนมีความเพียรที่บริสุทธิ์ปัญญาที่เฉียบแหลมกำลังกายที่สมบูรณ์
      
       ด้านล่างของภาพข้อความภาพขวามีข้อความภาษาไทยขอจงมีความสุขความเจริญ และข้อความภาษาอังกฤษ พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีขาว ว่า HAPPY NEW YEAR และชื่อพระราชนิพนธ์พระมหาชนก The Story of MAHAJANAKA
      
       ด้านซ้ายบนของ ส.ค.ส.มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎและผ้าอบทองประดับ มีตัวอักษรสีเหลือง พร้อมข้อความว่า "ส.ค.ส. พ.ศ. ๒๕๕๘" และตัวอักษรสีขาวข้อความว่า "สวัสดีปีใหม่"
      
       ด้านล่างของ ส.ค.ส.มีแถบสีเขียวเข้ม มุมล่างซ้ายมีข้อความ "ก.ส.9 ปรุง 301021 ธ.ค.2557" มุมด้านขวาข้อความ "มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ มิถิรา ๒๕๕๗" กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกัน ด้านบนด้านซ้ายและด้านขวาเรียงกันด้านละ ๒ แถว ส่วนด้านล่างเรียงกัน ๓ แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม
      
       ส.ค.ส.พระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๘ นี้ เป็นภาพจากพระราชนิพนธ์พระมหาชนกการ์ตูนในเหตุการณ์ขณะที่เรือกำลังแล่นไปสุวรรณภูมิล่ม พระมหาชนกต้องอดทนว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรนานถึง ๗ วัน ๗ คืน และนางมณีเมขลาได้มาอำนวยพรให้
      
       กลางภาพ ส.ค.ส.มีพรพระราชทานพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ว่าขอให้ทุกคนมีความเพียรที่บริสุทธิ์ปัญญาที่เฉียบแหลมกำลังกายที่สมบูรณ์
      
       ด้านล่างของภาพข้อความภาพขวามีข้อความภาษาไทยขอจงมีความสุขความเจริญ และข้อความภาษาอังกฤษ พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีขาว ว่า HAPPY NEW YEAR และชื่อพระราชนิพนธ์พระมหาชนก The Story of MAHAJANAKA
      
       ด้านซ้ายบนของ ส.ค.ส.มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎและผ้าอบทองประดับ มีตัวอักษรสีเหลือง พร้อมข้อความว่า "ส.ค.ส. พ.ศ. ๒๕๕๘" และตัวอักษรสีขาวข้อความว่า "สวัสดีปีใหม่"
      
       ด้านล่างของ ส.ค.ส.มีแถบสีเขียวเข้ม มุมล่างซ้ายมีข้อความ "ก.ส.9 ปรุง 301021 ธ.ค.2557" มุมด้านขวาข้อความ "มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ มิถิรา ๒๕๕๗" กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกัน ด้านบนด้านซ้ายและด้านขวาเรียงกันด้านละ ๒ แถว ส่วนด้านล่างเรียงกัน ๓ แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม

                                                                            ในหลวง พระราชทานพรปีใหม่ พร้อม ส.ค.ส. ปี 2558 แก่ชาวไทย

                                                             http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000150433


                                                                  
หน้า: [1] 2 3 ... 84