แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 94
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / กันยายน ดาวเคราะห์น้อยมหึมาหกลูกจะถล่มโลกจริงหรือ ? เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:56:51 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                           ดาวเคราะห์น้อยมหึมาหกลูกจะถล่มโลกจริงหรือ ?
                                                     SIX huge asteroids ARE coming our way as doommongers insist world will end in FOUR weeks

                                                        ดาวเคราะห์น้อยมหึมาหกลูกกำลังมาทางเรา โดยที่คนชอบเล่าข่าวยืนยันว่า โลกจะสิ้นสุดในระยะเวลาสี่สัปดาห์

         นักทฤษฎีการสมคบคิดและผู้พยากรณ์การสิ้นโลกอ้างว่าดาวเคราะห์น้อยลูกหนึ่งจะกวาดทำลายชีวิตบนดาวพระเคราะห์ – โลก ในช่วงหลายสัปดาห์ – เวลาใดก็ได้ระหว่างวันที่ 21 และ 28 กันยายนจริงแท้แน่นอน

By JON AUSTIN ผู้เขียน จอน ออสติน
PUBLISHED: 05:01, Sun, Aug 30, 2015 | UPDATED: 14:30, Sun, Aug 30, 2015  by Alan Petervich

       http://www.express.co.uk/news/science/592987/End-of-the-world-asteroid-Blood-Moon-September-apocalypse-armageddon-comet-meteor

       ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ที่เรียกกันว่า 2012 TT5 มีกำหนดจะผ่านโลกวันที่ 24 กันยายน โดยมีระยะห่างจากโลก 5.1 ล้านไมล์ออกไป  การพยากรณ์อย่างบ้าคลั่งที่ทำกันทางไลน์อ้างว่าหินอวกาศความกว้าง 2.5 ไมล์ จะพุ่งเข้าชนประเทศปอร์โตริโก

       วันเกิดเหตุจะเริ่มจาก วันที่ 21 จนจบเหตุการณ์  แต่ส่วนใหญ่ที่สุดกำลังพุ่งมาเยือนโลก ระหว่างวันที่ 23 หรือ 24 กันยายน เนื่องจากเป็นช่วงรหัสลับทางพระคัมภีร์ คำทำนายที่เรียกกัน และการพยากรณ์ที่กล่าวอ้างอื่นๆ

       อย่างไรก็ดี  การพยากรณ์พระจันทร์สีเลือด กล่าวว่า เวลาจบสิ้นของโลกยังไม่ถึงณ วันที่ 28 กันยายน เพราะวันนั้นเผอิญเป็นวันสุดท้ายของวันพระจันทร์สีเลือดสี่ครั้ง (การเกิดคราสทั้งหมดจะตามด้วยพระจันทร์เต็มดวงหกครั้งระหว่างนั้น)  กว่าจะจบเรื่องต้องใช้เวลาถึง 18 เดือน

       การกล่าวอ้างปรากฎว่ามีต้นกำเนิดในผู้กล่าวอ้างว่าตนเป็นประกาศก –บาทหลวงเอฟราอิด โรดีเกส ที่กล่าวว่าตัวท่านเองได้เขียนหนังสีอถึงนาซ่าเตือนเรื่องการถูกดาวเคราะห์น้อยชนหลังจากได้รับสาส์นฉบับหนึ่งจาก     พระเจ้า

       คุณพ่ออ้างว่า ตนได้เห็นในภาพนิมิตถึงเรื่องดาวเคราะห์น้อย “ กำลังเข้าสู่ส่วนบนท้องฟ้าของเมืองอาเรชีโบร์ ในปอร์โตริโค  หล่นลงกระแทกผืนน้ำทะเล ระหว่างเกาะโมนาและมายาเกซ และก่อให้เกิดแผ่นดินไหวระดับ 12 ตามมาตราริชเตอร์

       “คำพยากรณ์วาระสุดท้ายของโลก”มากมายได้ทำไว้ชัดเจนก่อนนั้น และก็ผ่านไปโดยไม่ได้เกิดอะไรขึ้น
และยังมี  คำพยากรณ์วันสิ้นโลกออนไลน์ล่าสุดมีการอ่านจากผู้คนจำนวนมากที่ทำให้ องค์การนาซาจำต้องออกคำแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง นั่นได้ปรากฎเมื่อสัปดาห์นี้ กล่าวว่า โอกาศของผลกระทบณเวลานั้น หรือภายในสองสามร้อยปีข้างหน้าถัดจากนี้น่าจะเป็นศูนย์

       ชุดของ “พระจันทร์สีเลือด”ที่กำลังจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนได้นำไปสู่คำทำนายวันพระจันทร์สีเลือด

      พอล โชดาส แห่งสำนักงานวัสดุใกล้โลกที่ห้องแล็บผลักดันจรวด พาซาเดนา แคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวว่า : “ไม่มีประจักษ์พยานที่ว่า ดาวเคราะหน้อยลูกหนึ่งหรือเทหวัตถุฟากฟ้าอื่นใด อยู่ในสภาพวิถีโคจรที่จะก่อให้เกิดผลกระทบโลก”  “ อันที่จริงมีแม้แต่วัสดุที่รู้จักกัน มีโอกาศที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับที่จะชนโลกของเรา  ในช่วงกาลเวลาร้อยปีข้างหน้า “ “ นาซ่าด้วย ได้ตีพิมพ์ประกาศยืนยันในเว็บไซต์ของพวกเขา ยืนยันซ้ำอีกต่อสาธารณชนของโลกเกี่ยวกับเรื่องน่าเป็นห่วงว่าไม่เป็นความจริง “ นายโชดาสเสริมว่า “ ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  แม้แต่กระผีกริ้น ว่า ดาวเคราะห์น้อยหรือเทหวัตถุฟากฟ้าอื่นใดจะมีผลกระทบต่อโลกในวันดังกล่าวเหล่านั้น  “ ถ้ามีวัตถุใดสักชิ้น ใหญ่พอที่จะทำความเสียหายแบบนั้นในเดือนกันยายน  พวกเราอาจจะเห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับมันแล้วในตอนนี้

      “ นาซ่าได้กำลังแกะรอยตาม “ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก” ประมาณ 13,000 ชิ้น แต่การรับตัวเลขจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงประมาณ 2% ของกลุ่มที่อยู่นอกโลกตรงนั้น และ ไม่ทราบเหมือนกันว่า ที่เหลืออีก 98% อยู่ที่ใด  จากทั้งหมด 13,000 ชิ้น  ประมาณ 1,607 ชิ้นถูกจัดขั้นว่าเป็นกลุ่ม “ อันตรายรุนแรง “ หมายความว่าดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นชิ้นโตพอและโคจรเข้ามาใกล้โลกภายใน สองสามล้านไมล์ – ซึ่งเป็นระยะทางที่ถือว่าจะครูดไถผ่านโลกไปตามศัพท์คอสมิค
       ดังนั้น ดาวเคราะห์น้อยลูกใดผ่านใกล้โลกเรา ในวันเวลาเหล่านั้น ? และอะไรคือโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยลูกใดก่ออันตรายใดๆ ?

      การวิจัยติดตามของบริษัทเอ๊กซ์เปรสสหราชอาณาจักร สามารถเปิดเผยเป็นการเฉพาะว่า มีดาวเคราะหน้อยหกลูกที่พูดได้ว่า “เข้ามาใกล้” โลกเรา เนื่องจากว่า โคจรผ่านโลกภายในระยะคอสมิคของดาวเคราะห์ ภายในสะเกลเวลาที่ทำนายไว้เจ็ดวันของกลุ่มชอบกระพือข่าวโลกจะสิ้น
บรรดานักวิทยาศาสตร์พยากรณ์ว่าจะเกิดผลกระทบจากดาวเคราะห์น้อยที่มีความยาว 1 ก.ม. ( 0.6 ไมล์ ) และผลกระทบสูงสุดคือทำลายทุกชีวิตบนดาวพระเคราะห์ดวงนี้

       แต่อะไรก็ตามที่ลูกเล็กประมาณ 50 เมตรสามารถทำลายทั้งมหานครลอนดอนกว้างถึงชายขอบสถานที่นั้น  และก้อนหินอวกาศความยาว 100 เมตรหรือมากกว่า สามารถทำลายล้างได้ทั้งทวีป  ก่อให้เกิดการทำลายล้างมหาศาลและเกิดสึนามิทั่วโลก
คนฮอลันดาชื่อ แฟรง ฮูเกอร์บีช ได้รวบรวมความคิดเห็นสำหรับวีดีโอ     ยูธูปพยากรณ์การทำลายล้างโลก

       ดาวเคราะห์น้อยหกลูกนั้นโตขนาดไหน?

       ในหกลูกที่กำลังจะผ่านโลก  สามลูกในวันที่ 23, 27 และ 28 กันยายน ประมาณว่าความยาวของมันคือ 57, 39,และ 31 เมตรตามลำดับ

       ในเดือนมิถุนายนปี 1908 ดาวเคราะห์น้อยตุงกูสกา ได้เกิดระเบิดในบรรยากาศเหนือไซบีเรียและเป็นดาวเคราะห์น้อยลูกใหญ่ปรากฎเร็วๆนี้ในประวัติศาสตร์โลก
มันปรากฎเป็นลักษณะก้อนหินนอกโลกที่พรูตกลงมา  กวาดทำลายต้นไม้ประมาณ 80 ล้านต้น ส่งคลื่นความกระเทือนทั่วรัสเซียวัดได้ระดับห้ามาตราริชเตอร์

      เราพบว่าหินก้อนโตที่สุดเริ่มผ่านโลกในวันที่ 22 และ 24 กันยายน
 
       ในวันที่ 22 ดาวเคราะห์น้อยสองลูกหวังว่าจะโคจรหวีดหวิวผ่านไป – หนึ่งลูกยาวถึง 190 เมตร – ซึ่งเป็นความยาวเทียบเท่าตู้รถไฟแปดตู้ – และหินอีกก้อนหนึ่งโตเท่าลำเรือ ยาวประมาณ 280 เมตร  สองวันต่อมาดาวเคราะห์น้อยความยาว 270 เมตรจะลอยหวือผ่านเราไป ดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้อยู่ไกลจากโลกเท่าใด ?

       องค์การนาซ่ากล่าวถึงดาวเคราะห์น้อยลูกโตที่โคจรห่างสองสามล้านไมล์จากโลก และลูกเล็กกว่าห่างประมาณ 7 ล้านไมล์
มันดูเหมือนอยู่ไกล  แต่ถ้าพิจารณาบริบทดวงจันทร์(ของโลก)อยู่ห่างจากโลก 238,800 ไมล์จากพวกเรา และดาวเคราะห์ที่ใกล้เราที่สุดคือดาวพระศุกร์ ห่าง 25 ล้านไมล์  ดังนั้น “ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก”จะผ่านดวงจันทร์ใกล้กว่าดาวเคราะห์ดวงอื่น และวงโคจรของวัตถุนอกโลกเหล่านี้แตกต่างกันไป

      การโคจรผ่านไกลสุดของดาวเคราะห์น้อยใหญ่ที่สุดสามลูก จะเป็นวันที่ 22 กันยายน  เมื่อดาวเคราะห์น้อยความยาว 280 เมตรคาดว่าจะหวิวผ่านห่างจากเรา อย่างปลอดภัยที่ระยะ14.7 ล้านไมล์ขณะที่อีกลูกหนึ่งความยาว 270 เมตรจะผ่านในวันที่ 24 กันยายน ใกล้มากกว่า 5.1 ล้านไมล์  ความจริง หินอวกาศนี้เป็นดาวเคราะห์น้อยที่ใกล้ที่สุดของทั้งหกลูกที่จะโคจรผ่านตามวันที่กล่าวนี้

       นาซ่าแน่ใจแค่ไหนเกี่ยวกับทางโคจรของดาวเคราะห์น้อยกลุ่มนี้?

       นาซ่าตั้งให้แต่ละลูกมี “รหัสสถานะ” จากศูนย์ถึงเก้า ว่า มั่นใจอย่างไรเกี่ยวกับเส้นทางโคจรของแต่ละลูกที่พยากรณ์
ศูนย์ หมายความว่า มี” ความแน่นอนจริง “ เกี่ยวกับมัน  ในขณะที่เก้า หมายความว่าไม่แน่ใจสูงมาก  โดยที่จำนวนตัวเลขปรากฎอยู่ระหว่างนั้นในสเกลที่ตกลง
มีเพียงลูกหนึ่งในหกที่คะแนนเป็นศูนย์ – โชคดีที่ก้อนใหญ่สุด ยาว 280 เมตรคือลูกที่กำลังจะผ่านโลกในวันที่ 22 กันยายน

       รหัสอื่นทั้งหมดจากห้าหรือสูงกว่า หมายความว่านาซ่ามีความแน่ใจครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับเส้นทางโคจร หรือความไม่แน่ใจสูงมากในสองกรณี ซึ่งได้คะแนนหกหรือเจ็ดตามลำดับ
ที่ไม่แน่ใจเส้นทางผ่านที่สุด คือดาวเคราะห์น้อยยาว 57 เมตรที่จะผ่านในวันที่ 23 กันยายนซึ่งมีรหัสสถานะเจ็ด – แต่หวังกันว่ามันได้รับการคาดการณ์โคจรเฉียดห่างโลกเพียง 18.5 ล้านไมล์และเพราะเป็นลูกที่มีขนาดเล็ก ทำให้มีเวลามากพอสำหรับการยักย้ายได้

      ที่ห่วงกังวลมากก็คือ ก้อนหินโตขนาดเท่าเรือรบ ใกล้ที่สุดและเป็นวัตถุโตที่สุดเป็นอันดับสอง  กำหนดผ่านมาใกล้โลกวันที่ 24 กันยายน ซึ่งลูกนี้คะแนนเป็นหก
นาซ่ามีสองลำดับชั้นสำหรับวัตถุใกล้โลก  รวมทั้งวัตถุเหล่านั้นซึ่งมีพลังก่อให้เกิดความเสี่ยงมาก

       ก้อนหินถือว่าเป็น “ดาวเคราะห์น้อยมีพลังทำลายมหาศาล” (potentially hazardous asteroid" (PHA)  ถ้าหินกลุ่มนี้โคจรอยู่ภายใน 4.6 ไมล์ห่างจากโลก และความกว้างอย่างน้อย 100 เมตร

       NASA กล่าวว่าก้อนดาวเคราะห์น้อยขนาดนั้นชนพวกเรา “มันใหญ่พอที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดการทำลายล้างตามท้องที่ต่างๆ แก่ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ในกรณีผลกระทบต่อแผ่นดิน หรือคลื่นยักษ์สีนามิขนาดใหญ่ในกรณีผลกระทบต่อมหาสมุทร”

       พวกเขาเสริมว่า “เหตุการที่มีผลกระทบเช่นนั้น เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณครั้งเดียวใน 10,000 ปี

       ดังนั้น “ เรือลาดตระเวน” – รู้กันคือดาวเคราะห์น้อย 2012 TT5 – ขนาดเกือบสามเท่าของ PHA ที่เล็กที่สุด  แต่ประมาณการผ่าน 5.1 ล้านไมล์ที่กะประมาณผ่าน ทำให้พวกมันสงเสียงคำรามแบบแมวคอสมิค 500,000 ไมล์ในแถบ PAH
ด้วยระดับของความไม่แน่นอนรอบๆทางโคจรของมัน  ก็สามารถพูดตามหลักทฤษฎีที่เกิดขึ้นภายในขอบเขตของ PAH

       มีการยอมรับของ NASA ด้วยว่าองค์การรู้เพียงที่อยู่ของดาวเคราะห์น้อย 2% ของกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่ประมาณว่ามีจำนวน 800,000 ลูกกับบรรดาดาวเคราะห์น้อยที่ล้อมอยู่ใกล้โลกเรา  ดังนั้น โดยสมมุติฐาน วัตถุที่เราไม่รู้เรื่องของมันอาจจะอยู่ในทางโคจรแล้วตอนนี้

       ในปลายปี 2013  รัสเซียโชคร้ายอีก เมื่อเสก็ดดาวความยาว 20 เมตรมาจากไหนไม่ปรากฎ และโดยไม่คาดฝันได้ระเบิดเหนือเมือง Chelyabinsk ในรัสเซีย  ทำอันตรายแก่ประชาชน 1,500 คน และทำความเสียหายแก่ตึกรามบ้านเรือนประมาณ 7,000 หลัง
ดังนั้นเรากำลังกังวลและนั่นหมายความว่า บรรดานอสตราดามูสสมัยใหม่ผิดพลาดกระนั้นหรือ?

       Nasa ยืนยันว่าพวกที่ชอบปล่อยข่าวสิ้นโลกผิดพลาด  แม้ดาวเคราะห์น้อยขนาดก้อนหิน 2012 TT5 จะแน่ใจว่าได้รับการติดตามทางโคจรเพื่อมั่นใจว่ามันจะไม่บ่ายเบนออกไปจากทางโคจรที่กำหนดไว้
Nasa และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก  ยังคงกล่าวว่าเราไม่จำเป็นต้องกังวล  มีคำกล่าวยืนยันว่า  “ NASA รู้ว่าไม่มีดาวเคราะหน้อยหรือดาวหางในปัจจุบัน จะโคจรมาในเส้นทางที่จะชนกับโลก  ดังนั้น ความเป็นไปได้ของการชนประสานงาขนาดใหญ่จึงน้อยมาก

       “ อันที่จริง ดีที่สุดเท่าที่เราสามารถบอกได้  ไม่มีวัตถุขนาดใหญ่ใดๆที่ดูเหมือนจะชนโลก ณเวลาใดก็ตามในหลายร้อยปีข้างหน้า
“NASA ยังได้ทำการจับตาดูดาวเคราะห์น้อยโดยถือเป็นงานก่อนอื่นหมด  และกำลังพัฒนายุทธวิธีเพื่อแยกแยะดาวเคราะห์น้อย ที่สามารถทำความเสี่ยงอันตรายต่อดาวเคราะห์ของเรา “


                                                                                      Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                             Alan  Petervich     

       

       
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ความคิดเห็นเกี่ยวกับคณะสงฆ์เยซูอิต Comments on Jesuitism เมื่อ: สิงหาคม 29, 2015, 06:21:20 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                           ความคิดเห็นเกี่ยวกับคณะสงฆ์เยซูอิต
                                                                                                 Comments on Jesuitism

Catholic Answers Forum
Alan Petervich
Update  August 26, 2015

       เนื่องจากว่า ขณะปัจจุบันนี้ ศาสนจักรคาทอลิก ได้ “นายชุมภาบาลคนใหม่ “ มาดูแลฝูงแกะของพระเจ้าแล้ว  แต่ที่มาของนายชุมภาบาลคนนั้น  น่าพิจารณาถามถึงปูมหลังของท่าน  เพราะเราทราบผลงานก่อนที่ท่านจะได้รับเลือกมาเมื่อเร็วๆนี้ว่า  ท่านเป็นสมาชิกคณะนักบวชนามกระเดื่อง – คณะสงฆ์เยซูอิต – ที่เป็นที่กังขาไปทั่วโลก  จากประวัติศาสตร์งานที่คณะนี้ ได้รับมอบหมายจากสันตะปาปาองค์ก่อนๆ  ที่พวกเยซูอิตมอบกายถวายชีวิตให้  และรับคำสั่งจากคุณพ่อมหาธิการคณะเพียงผู้เดียว ในการดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายจาก “สันตะปาปาดำ “ ( Black Pope มหาธิการคณะเยซูอิต ซึ่งสวมชุดเสื้อหล่อสีดำเป็นประจำ ในขณะที่โป๊บตัวจริงนั้นสวมชุดขาว).

       ข้อมูลที่ปรากฏต่อไปนี้  เป็นข้อคิดเห็นจากสมาชิกแต่ละคนที่โพสต์เข้ามาในเว็บไซต์แห่งนี้  จึงไม่ใช่ข้อคิดเห็นของเจ้าของหรือผู้บริหารเว็บไซต์แต่ประการใด – ครับ.

Saint Larry TheVomitor

       ความสำเร็จทางโลกของเยซูอิต คือ ศาลพิจารณาคดีเฮเรติก และ พิธีขับไล่ปีศาจสิงมนุษย์ ( Inquisitions and Exorcisms )  คุณลืมความสำเร็จทางโลกของพวกเขาสองประการนี้ไปได้อย่างไร?

       เยซูอิตไม่ใช่นาวิกโยธินของพระเจ้า  แต่ พวกเขาเป็น CIA ของวาติกัน    เยซูอิตเกี่ยวดองมากกับกองกำลังหน่วยพิเศษของสันตะปาปา... และพวกโปรเตสตันท์กบฏ คือ กลุ่มแบ๊บติส  ลูเธอรัน เปรสบิเตเรียน  กับกลุ่มเฮเรติกส์ เช่นกลุ่มยิวและมุสลิมเป็นศัตรูที่สาบาญจองล้างจองผลาญเยซูอิต

       พวกนอกศาสนาเป็นโอกาสของเยซูอิตที่จะไปทำให้กลับใจมาสู่ศาสนจักรคาทอลิก ( และดังนั้น กลุ่มนอกศาสนาจะยกผืนดินที่อยู่อาศัยให้ศาสนจักรคาทอลิก)  ถ้าไม่มีการกลับใจหลังจากฟังการเทศนาของเยซูอิต... ในทางเทคนิคต่อมาพวกนอกศาสนาเหล่านั้นถือว่ากลายเป็นเฮเรติก (ทั้งๆที่ยังไม่เคยรับศีลล้างบาปเข้าถือศาสนา) และถูกประณามเหมือนเนื้อที่ตายเน่าเปื่อยแล้ว   ในทางประวัติศาสตร์  วิธีของเยซูอิตในการทรมานทางศาสนา ต่อคนที่เชื่อว่าเป็นเฮเรติก มีมากมายหลายวิธี  ที่คิดกันขึ้นมามากมาย และฆ่าคนมานับไม่ถ้วน  เพียงถือว่าคนเหล่านั้นเป็นเฮเรติก

       Saint Larry The Vomitor

       ข่าวด่วนของคุณ  ระบบสันตะปาปาเป็นการอยู่กันแบบก่อนสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ  ความคิดที่ว่าสันตะปาปาไม่ผิดพลาดเลยนั้น ไม่เข้ากับโลกทุกวันนี้  สันตะปาปา “ สามารถ” ทำผิดได้ในยุคปี 2013 ( ฉันพูดถึงระบบเฮเรติก ได้โปรดอย่าส่งเยซูอิตมาให้การศึกษาฉันอีก!)   ดูชุดแต่งกายล้าสมัยนานมาแล้วซิ  ดูหมวกประหลาดบางส่วนชี้โด่เด่ซิ  แถมรองเท้าสีแดงแปร๊ดสวยด้วย ทหารสวิสในชุดเครื่องแบบถือหอกโบราณ  พวกชีแต่งกายด้วยชุดสมัยกลางดั้งเดิม?  โปรดสังเกตเด็กๆถูกละเมิดทางเพศแล้วหาว่าเป็น “ เชื้อโรค” และการกระทำต่อเด็กเหล่านั้น “ไม่ใช่” การกระทำเยี่ยงอาชญากร โดยฝ่ายปกครองศาสนจักรคาทอลิกในปัจจุบัน ดอกหรือ?

       โลกภายนอกวาติกันได้เคลื่อนไหวเกินกว่าอำนาจเด็ดขาดของสันตะปาปาที่อ้างว่าเป็น” ผู้แทนพระเยซูคริสตเจ้า”  คำสัตย์ปฏิญญาของเยซูอิต ( Oath of Jesuits) มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1500   โลกได้เคลื่อนไหวเกินกว่าการพิพากษากาลิเลโอว่าเป็นเฮเรติกต์ นานก่อนที่ศาสนจักรคาทอลิกทำการ” ขอโทษ “ของสันตะปาปาในปี 1989   พวกเยซูอิตมีชีวิต  หายใจ  และอุทิศชีวิตตนแก่พระเจ้าและแก่อำนาจของระบบสันตะปาปา  พวกเขา ได้เป็น และ เป็นมือที่แข็งแกร่งทางสติปัญญาและทางการเมืองของสันตะปาปา --- นี่คือความจริง. 

blossom

       ฉันคิดว่าเยซูอิตเป็นพวกปีศาจของซาตาน  และใครผู้ใดที่รู้ประวัติศาสตร์คาทอลิกเล็กน้อย ก็จะรู้ความจริงเกี่ยวกับคนเลวเหล่านี้  คุณเคยอ่าน” คำถือสัตย์ปฏิญาณ หรือ Oath ของพวกเขาหรือเปล่า?  เป็นข้อความที่คนไม่อคติอ่านแล้วเศร้ามาก  โดยดูจะไม่มีความจริงแม้แต่กระเผียกริ้น  พวกเยซูอิตจะโดนขับไล่ ( kicked out)ออกจากทุกประเทศในยุโรปในช่วงเวลาหนึ่งเพราะพวกเขาร้ายเอามากๆ  บุคคลที่เขียนบทความนี้เราต้องทั้งไม่รู้ ว่าเป็นคาทอลิก หรือเพียงพวกเราไม่รู้ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงที่เขานำมาอ้างก็ได้.

        นี่ คือข้อความตอนหนึ่งในคำสัตย์ปฏิญาณของพวกเยซูอิต  : “ ยิ่งกว่านั้น  ข้าพเจ้าสัญญาและประกาศว่า ข้าพเจ้า - เมื่อโอกาสอำนวย – จะ ทำและขับเคี่ยวต่อสู้แบบไม่ผ่อนปรน  อย่างลับๆหรือเปิดเผย ต่อเฮเรติกต์ทุกคน  โปรเตสตันท์และพวกถือความคิดเสรีทั้งหลาย  ตามที่ข้าพเจ้าถูกสั่งให้ทำ  ให้กำจัดและให้ถอนรากถอนโคนพวกเขา จากผิวพื้นดินของโลกทั้งครบ  และข้าพเจ้าจะไม่เหลือคน ไม่ว่าอายุเท่าใด เพศไหน และสถานะอะไรไว้เลย. ;

       และขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะฆ่า พวกมันทั้งเป็น เจ้าพวกเฮเรติกต์ไร้ชื่อเหล่านี้  เพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์น่าชังที่สุดนี้ให้สูญสิ้นไปตลอดกาล และขอปฏิญาณว่า เมื่อจัดการแบบนั้นอย่างเปิดเผยไม่ได้ ข้าพเจ้าจะใช้วิธีลับด้วยถ้วยผสมยาพิษ   ดาบสั้นสองคม หรือลูกปืนตะกั่ว   โดยไม่คำนึงว่ามันผู้นั้น มีเกียรติขนาดไหน   ยศชั้น  ศักดิ์ศรี หรืออำนาจของคนนั้นหรือกลุ่มนั้น  ไม่คำนึงว่าพวกมันมีสถานะใดในชีวิต  ทั้งในสาธารณะหรือส่วนตัว  โดยที่ข้าพเจ้า  ทุกเวลา จะรับคำสั่งจากตัวแทนคนใดคนหนึ่งของสันตะปาปาหรืออธิการใหญ่ของภราดรภาพแห่งความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ -- คณะเยซูอิต – The Society of Jesus”

      Saint Larry The Vomitor

       ข่าวด่วนของคุณ  ระบบสันตะปาปาเป็นการอยู่กันแบบก่อนสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ  ความคิดที่ว่าสันตะปาปาไม่ผิดพลาดเลยนั้น ไม่เข้ากับโลกทุกวันนี้  สันตะปาปา “ สามารถ” ทำผิดได้ในยุคปี 2013 ( ฉันพูดถึงระบบเฮเรติก ได้โปรดอย่าส่งเยซูอิตมาให้การศึกษาฉันอีก!)   ดูชุดแต่งกายล้าสมัยนานมาแล้วซิ  ดูหมวกประหลาดบางส่วนชี้โด่เด่ซิ  แถมรองเท้าสีแดงแปร๊ดสวยด้วย ทหารสวิสในชุดเครื่องแบบถือหอกโบราณ  พวกชีแต่งกายด้วยชุดสมัยกลางดั้งเดิม?  โปรดสังเกตเด็กๆถูกละเมิดทางเพศแล้วหาว่าเป็น “ เชื้อโรค” และการกระทำต่อเด็กเหล่านั้น “ไม่ใช่” การกระทำเยี่ยงอาชญากร โดยฝ่ายปกครองศาสนจักรคาทอลิกในปัจจุบัน ดอกหรือ?

       โลกภายนอกวาติกันได้เคลื่อนไหวเกินกว่าอำนาจเด็ดขาดของสันตะปาปาที่อ้างว่าเป็น” ผู้แทนพระเยซูคริสตเจ้า”  คำสัตย์ปฏิญญาของเยซูอิต ( Oath of Jesuits) มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1500   โลกได้เคลื่อนไหวเกินกว่าการพิพากษากาลิเลโอว่าเป็นเฮเรติกต์ นานก่อนที่ศาสนจักรคาทอลิกทำการ” ขอโทษ “ของสันตะปาปาในปี 1989   พวกเยซูอิตมีชีวิต  หายใจ  และอุทิศชีวิตตนแก่พระเจ้าและแก่อำนาจของระบบสันตะปาปา  พวกเขา ได้เป็น และ เป็นมือที่แข็งแกร่งทางสติปัญญาและทางการเมืองของสันตะปาปา --- นี่คือความจริง. 

blossom

       ฉันคิดว่าเยซูอิตเป็นพวกปีศาจของซาตาน  และใครผู้ใดที่รู้ประวัติศาสตร์คาทอลิกเล็กน้อย ก็จะรู้ความจริงเกี่ยวกับคนเลวเหล่านี้  คุณเคยอ่าน” คำถือสัตย์ปฏิญาณ หรือ Oath ของพวกเขาหรือเปล่า?  เป็นข้อความที่คนไม่อคติอ่านแล้วเศร้ามาก  โดยดูจะไม่มีความจริงแม้แต่กระเผียกริ้น  พวกเยซูอิตจะโดนขับไล่ ( kicked out)ออกจากทุกประเทศในยุโรปในช่วงเวลาหนึ่งเพราะพวกเขาร้ายเอามากๆ  บุคคลที่เขียนบทความนี้เราต้องทั้งไม่รู้ ว่าเป็นคาทอลิก หรือเพียงพวกเราไม่รู้ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงที่เขานำมาอ้างก็ได้.

        นี่ คือข้อความตอนหนึ่งในคำสัตย์ปฏิญาณของพวกเยซูอิต  : “ ยิ่งกว่านั้น  ข้าพเจ้าสัญญาและประกาศว่า ข้าพเจ้า - เมื่อโอกาสอำนวย – จะ ทำและขับเคี่ยวต่อสู้แบบไม่ผ่อนปรน  อย่างลับๆหรือเปิดเผย ต่อเฮเรติกต์ทุกคน  โปรเตสตันท์และพวกถือความคิดเสรีทั้งหลาย  ตามที่ข้าพเจ้าถูกสั่งให้ทำ  ให้กำจัดและให้ถอนรากถอนโคนพวกเขา จากผิวพื้นดินของโลกทั้งครบ  และข้าพเจ้าจะไม่เหลือคน ไม่ว่าอายุเท่าใด เพศไหน และสถานะอะไรไว้เลย. ;

       และขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะฆ่า พวกมันทั้งเป็น เจ้าพวกเฮเรติกต์ไร้ชื่อเหล่านี้  เพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์น่าชังที่สุดนี้ให้สูญสิ้นไปตลอดกาล และขอปฏิญาณว่า เมื่อจัดการแบบนั้นอย่างเปิดเผยไม่ได้ ข้าพเจ้าจะใช้วิธีลับด้วยถ้วยผสมยาพิษ   ดาบสั้นสองคม หรือลูกปืนตะกั่ว   โดยไม่คำนึงว่ามันผู้นั้น มีเกียรติขนาดไหน   ยศชั้น  ศักดิ์ศรี หรืออำนาจของคนนั้นหรือกลุ่มนั้น  ไม่คำนึงว่าพวกมันมีสถานะใดในชีวิต  ทั้งในสาธารณะหรือส่วนตัว  โดยที่ข้าพเจ้า  ทุกเวลา จะรับคำสั่งจากตัวแทนคนใดคนหนึ่งของสันตะปาปาหรืออธิการใหญ่ของภราดรภาพแห่งความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ -- คณะเยซูอิต – The Society of Jesus”

       กลุ่มสงฆ์เยซูอิตช่วยเริ่มสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งที่สอง

             ในเหตุการณ์ใหญ่ๆทุกเหตุการณ์ทั่วโลก เช่นสงครามกลางเมือง สงครามโลก  การปฏิวัติ  การกบฏ การก่อการร้าย การลอบฆ่า ทางการเมือง ทางสังคมและความยุ่งยากหรือความสับสนวุ่นวายทั้งหมด – พวกเยซูอิตเป็นผู้ร่วมอำนวยการทั้งนั้น  ถ้าถามว่าใครคือผู้ต้องรับผิดชอบ  นักประวัติศาสตร์และนักเขียนจำนวนมาก – จะชี้นิ้วไปยังพวกเยซูอิตและวาติกันว่าคือผู้กระทำผิดนั้น.

       กลุ่มเยซูอิตยังเป็นผู้ต้องรับผิดและทำให้มีระเบิดปรมาณูในเมืองฮิโรชิมา ขณะกำลังจะมีการยุติสงครามโลกครั้งที่สอง  กลุ่มเยซูอิตต้องรับผิดชอบสำหรับการจมของเรือไททานิคเพื่อสังหาร John Jacob Astor บนเรือ เพราะเขาผู้นี้เป็นผู้ต่อต้านการสร้างธนาคารกลางสหรัฐ— อยากให้เป็นธนาคารโดยเอกชนเป็นเจ้าของ

       ศาสนจักรโรมันคาทอลิกนั้น จริงๆแล้วคือการต่อเนื่องของจักรภพโรมัน  และ คณะสงฆ์เยซูอิตก็คือหน่วยพิทักษ์จักรภพโรมันที่หน่วย SS ของนาซีลอกแบบมาจากคณะเยซูอิต  นายพลไรฮาร์ด เกเลนผู้โด่งดังของนาซี เป็นผู้ฝึกและสร้างกลุ่ม CIA และกลุ่มหน่วยสืบลับ Mossad ของยิว  ในฟิลิปปินส์ ระหว่างระบบมาร์กอส  ขบวนการ Fire Movement นำบัญชาการโดย Fr. Romeo “Archie” Intengan และ Norberto Gonzales ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของมาร์กอส

       การโจมตีเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ของผู้ก่อการร้าย 9/11 ได้รับคำสั่งจากอธิการใหญ่เยซูอิตที่ชื่อ Count Peter Hans Kolvenbach ตามคำบอกเล่าของ Eric Jon Phelps   Osama bin Ladin ที่เป็นมาซอนิก ได้ยกย่องการโจมตีที่อนุญาตจากผู้หักหลังต่อคนอเมริกัน   George W. Bush สมาชิกสมาคมลับกะโหลกและกระดูก – Skull & Bones   เรามีภาพถ่ายของ Bush พ่อลูกรวมกับนายพลไอเซ็นฮาวน์ ภายในสถานนมัสการซาตานลี้ลับ ในป่าละเมาะโบฮีเมียนในคาร์ลิฟอร์เนีย   ภายในป่าละเมาะโบฮีเมียน เยซูอิตทำจารีตพิธีซาตาน   พวกพระสงฆ์เยซูอิตเป็นพ่อมดด้วย  เหมือน Ignatius  Loyola  ผู้ก่อตั้งคณะเยซูอิต ลอยตัวเหนือพื้นดินระหว่างการเข้าฌาญ ตามคำบอกเล่าของ Alberto Rivera อดีตสงฆ์เยซูอิต

       ลัทธิเยซูอิตเป็นเรื่องที่ศาสนาจารย์คริสตชนที่เชื่อในพระคัมภีร์คิดไม่ถึง  แท้ที่จริง  พวกเขาจำนวนมากทีเดียวไม่รู้ด้วยว่าระเบียบโลกใหม่ – New World Order คืออะไร  นี่เองเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคริสตชนที่เชื่อพระคัมภีร์ นำโดยศาสนาจารย์ของพวกเขากลับติดกับศัตรูที่เอาชนะไม่ได้เหล่านี้  ที่แทรกซึมเข้าไปในโบสถ์ต่างๆโดยพวกสงฆ์เยซูอิต  ความไม่ระมัดระวังนี้จากบรรดาศาสนาจารย์(ไม่ใช่ทุกคน) เป็นสาเหตุให้คริสตชนที่เชื่อพระคัมภีร์หลายล้านคนตายไป เพราะพวกเขาไม่ได้รับการเตือนและตื่นตกใจนั่นเอง.

       [Note: The following books on (or particularly relevant to) the Jesuits are held by the EIPS Library:

Anon.: The Female Jesuit. London, 1851

Anon.: The Mystery of Jesuitism. London, 1658

Anon.: The Secret Instructions of the Jesuits. London, 1824

Anon.: The Secret Instructions of the Jesuits. London, 1824

Barrett, E.B.: The Jesuit Enigma. London, 1929

Barthel, M: The Jesuits. New York, 1984

Bert, M.P.: Gury's Doctrines of the Jesuits. London, 1947

Blakeney, R.P.: Alphonsus Liguori. London, 1852

Brodrick, J., S.J.: The Origin of the Jesuits. New York, 1960

Bungener, L.L.F.: The Jesuits in France or The Priest and the Huguenot. London, 1859

Coape, H.C.: In a Jesuit Net. London, no date

Dalton, E.: The Jesuits. London, 1843

De Courson, R.: Concerning Jesuits. London, 1902

Gallahue, J.: The Jesuit. New York, 1973

Goodier, A.: The Jesuits. London, 1929

Griesinger, T.: History of the Jesuits. London, 1903

Groves, H.C.: The Doctrines and Practices of the Jesuits. London, 1889

Hanna, S.: Jesuitism: or Catholic Action. Belfast, 1938

Hastings, M.: Jesuit Child. Newton Abbot, 1972

Hillerbrand, H.: The Reformation. A Narrative History related by Contemporary Observers and Participants. Ann Arbor, 1989

Lathbury, T.: The State of Popery and Jesuitism in England. London, 1838

Lehmann, L.H.: The Secret of Catholic Power. New York, no date

Liguori, A.M.: The Council of Trent. Dublin, 1846

MacPherson, H.: The Jesuits in History. London, 1914

Martin, M.: The Jesuits. New York, 1987

Nicolini, G.B.: History of the Jesuits. London, 1854

Paisley, I.R.K.: The Jesuits. Belfast, no date

Paris, E.: The Secret History of the Jesuits. London, 1975

Ridley, F.A.: The Jesuits: A Study in Counter-Revolution. London, 1938

Roberts, Archbishop, S.J.: Black Popes. London, 1954

Robertson, A.: The Roman Catholic Church in Italy. London, 1903

Seebohm, F.: The Epoch of the Protestant Reformation. London, 1877

Seymour, M.H.: Mornings among the Jesuits at Rome. London, 1850

Steinmetz, A.: History of the Jesuits. London, 1848 (3 Vols.)

Walsh, W.: The Jesuits in Great Britain. New York, 1903

Wild, J.: Canada and the Jesuits. Toronto, 1889

Wylie, J.A.: Jesuitism: Its Rise, Progress and Insidious Workings. London, no date

Ybarra, T.R. (translator): The Kaiser's Memoirs, by Wilhelm II. New York, 1922]

 

     

3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: 10 อันดับองค์กรลับของโลกที่อาจมีอยู่จริง เมื่อ: สิงหาคม 28, 2015, 05:11:25 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม

                                                                                                     

                                                                                                           อันดับ 5 The Knights Templar

อันดับ 5 องค์กร The Knights Templar

อัศวิน เทมพลาร์ หรือชื่อเต็มคือ (full name: The United Religious, Military and Masonic Orders of the Temple and of St John of Jerusalem, Palestine, Rhodes and Malta) เป็นกลุ่มอัศวินศาสนาคริสเตียนที่มีบทบาทในสงครามครูเสด ก่อตั้งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 ในปี 1119 Hughes de Payens ชนชั้นสูงจากฝรั่งเศส พร้อมกับอัศวินผู้ติดตามอีก 8 คน

จุดมุ่งหมายคือปกป้องผู้แสวงบุญในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สร้างระบบธนาคาร ภายหลังมีตำนานต่างๆ ที่เกิดจากกลุ่มนี้ รวมไปถึงกลุ่มนี้ค้นพบของวิเศษบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ ที่โมเสสใช้ติดต่อกับพระเจ้า บางตำนานก็ว่า ชิ้นส่วนของไม้กางเขนที่ใช้ตรึงพระเยซู บางตำนานก็กล่าวว่าในนั้น เก็บเอกสารสำคัญบางอย่างที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเยซู แม้จะสร้างผลงานมากมาย แต่ในระยะแรกกลุ่มอัศวินนี้ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ประทังชีวิตด้วยของบริจาค จึงได้รับการขนานนามว่า อัศวินผู้ยากไร้ จนกระทั้ง 9 ปีต่อมา กลุ่มนี้สร้างชื่อเสียงหลายครั้ง จนมีผู้บริจาคเงินทองมากมายอีกทั้งมีกิจการหลายแห่ง มีดินแดนจนแทบจะครองยุโรปได้ คนชนชั้นสูงชาวยุโรปหลายคนยังส่งลูกหลานของตัวเองให้เข้าร่วมกลุ่มด้วย ทำให้กลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีอำนาจนอกเหนือกฎหมาย

แต่แล้วจุดตกต่ำของกลุ่มนี้ก็มาถึง เมื่อกลุ่มอัศวินนี้มีธุรกิจกู้ยืมเงิน มีลูกค้ามากู้ยืมเงินเพื่อไปทำสงครามมากมาย หนึ่งในนั้นเป็นพระราชา และเมื่อทำสงครามพ่ายแพ้พวกเขาไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ เลยวางแผนใส่ร้ายกลุ่มอัศวินนี้ว่าเป็นพวกนอกรีต บูชาปีศาจบาโฟเมต และสั่งประหาร และยึดทรัพย์สิน ผู้นำอัศวินถูกเผาทั้งเป็น จนกลุ่มอัศวินนี้ล้มสลายในที่สุด

ถึงแม้อัศวินเทมพลาร์จะล่มสลายลง แต่ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้หลายอย่าง เช่น เกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกที่ยังหลงเหลือในยุโรป ทรัพย์สินของอัศวินเทมพลาร์หายไปใหน ในปัจจุบันมีตำนานเล่าลือของพวกอัศวินเทมพลาร์อยู่ทั่วไปว่ากันว่าพวกเขาได้แทรกซึมไปทั่ว ราชสหอาณาจักรอังกฤษ และมีสาขาองค์กรแตกแขนง ซึ่งส่วนใหญ่จุดประสงค์คือช่วยเหลือมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือ สมาคม Freemasonry ที่รับธรรมเนียมปฏิบัติและพิธีกรรมจากกลุ่มฮัศวิน จนกระทั้งกลายเป็น ปริศนายอดฮิตที่มักมีคนนำไปแต่งนิยาย เกมส์หรือภาพยนตร์เสมอ

                                                                                         

                                                                                                   อันดับ 4 Illuminati

อันดับ 4 องค์กร Illuminati

สมาคมอิลลูมิ นาติ มาจากภาษาลาติน แปลว่า การรู้แจ้ง เป็นอีกหนึ่งสมาคมที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถูกเชื่อมโยงกับการปฏิวัติโดยเฉพาะอเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย และไทย สมาคมนี้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1776 (ปีเดียวกันกับที่อเมริกาประกาศอิสรภาพ)ในเมืองอินกอลสตาดท์ (บาวาเรียตอนบน) โดยอดัม ไวส์ฮอปต์ (Adam Weishaupt) ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน เกิดในปี ค.ศ.1748 ซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในคณะเยซูอิต และเป็นศาสตราจารย์ด้านประมวลกฎหมายโรมันเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นฆราวาสคนแรก ที่มหาวิทยาลัยอินกอลสตาดท์

ต่อมาสมาคมนี้ได้มีอิทธพลต่อปัญญาชนและกฎหมาย มีสมาชิกหลายคนเป็นนักการเมืองที่เจริญในหน้าที่การงาน แนวคิดและจุดประสงค์นิกายนี้ค่อนข้างน่ากลัวนิดหนึ่ง คือกลุ่มนี้ยึดถือมั่น การจัดระเบียบโลกใหม่ การกำกับดูแลปกครองประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผ่านรัฐบาลโลกอิสระ โดยยึดถือกฎเดียวกัน คือ ยึดถือศาสนายูดาย โดยมีกลุ่มชนชาติยิวเป็นกำลังหลัก มีบางทฤษฎีก็เชื่อว่า มีความต้องการที่จะให้ประเทศอิสราเอลเป็นเมืองหลวง Illuminati เป็นกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังอำนาจอย่างลับๆ โดยการควบคุมเหตุการณ์ในโลกทุกวันนี้ผ่านทางรัฐบาลและกลุ่มบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็น การแทรกซึมและโค่นล้มรัฐบาลของหลายๆรัฐในยุโรป การปฎิวัติที่ฝรั่งเศส และรัสเซีย จัดฉากและก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย เป็นผู้สนับสนุนเงินทั้งหมดให้ฮิตเลอร์ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวไป 6 ล้านคน, ก่อตั้ง UN หรือสหประชาชาติ IMF และ World Bank หรือธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ขึ้นเพื่อเดินหมากตัวต่อไป ยึดครองโลก

สำหรับในปัจจุบัน หลายคนเชื่อว่าสมาคมนี้ยังคงเป็นเงาที่ดำเนินการและจัดการนโยบายรัฐบาลของ โลก ครอบคลุมถึงการแทรกซึมควบคุมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การใช้อำนาจอย่างลับๆ โดยการควบคุมเหตุการณ์ในโลกทุกวันนี้ผ่านทางรัฐบาลและกลุ่มบุคคลอื่นๆ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย และคำว่า อิลลูมินาติ มักจะถูกใช้อ้างถึง New World Order (NWO) นักทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากเชื่อว่าอิลลูมินาติอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การสถาปนาลัทธิดังกล่าว และข้อเท็จจริงที่สร้างความสับสนมากขึ้นไปอีกก็คือ ปัจจุบันมีกลุ่มภราดรหลายกลุ่มที่มีคำว่า “อิลลูมินาติ” อยู่ในชื่อกลุ่มด้วย

                                                                                               

                                                                                                       อันดับ 3 The Bilderberg Group

อันดับ 3 องค์กร The Bilderberg Group

หาก Illuminati อยู่เบื้องหลังควบคุมการทหาร และการสงครามทั้งหมด The Bilderberg Groupd ก็คือสมาคมที่อยู่เบื้องหลังการเงิน เศรษฐกิจและที่ปรึกษาและการวางแผนระดับสูง และควบคุมนโยบายหลักๆ ของรัฐบาลของโลก บิล เดอร์เบิร์กเป็นอีกสมาคมหนึ่งที่อยู่คู่กับฟรีเมสัน ในยุค 1954 ก่อตั้งโดย Dr. Joseph Retinger ชาวยิวเจ้าเก่า โดยการประชุมนัดแรกนัดกันที่โรงแรม Hotel de Bilderberg เมืองอูสเตอร์บีก ฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อกลุ่ม

กลุ่มนี้เป็นสมาคมลับของชนชั้นสูง สำหรับเหล่ามหาเศรษฐี ในโลกแห่งการทำธุรกิจและธนาคารข้ามชาติ, วงจรการเมือง และรวมถึงประชาชนทั่วไปที่เป็นมืออาชีพ โดยกลุ่ม Bilderberg จะทำการประชุมกันปีละครั้ง.. อย่างเปิดเผย โดยจะมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 100 ที่นั่ง ทุก 1 ปีที่เจอกัน คนเหล่านี้มาด้วยคำถามซ้ำๆ กันทุกปีว่า ?เราจะเปลี่ยนโลกนี้ ให้เป็นอย่างที่พวกเรา (ชาวยิว) อยากให้เป็นไปได้อย่างไร ? ในฐานะที่เรา (ชาวยิว) เป็นรัฐบาลโลกที่แท้จริง? พอประชุมเสร็จก็มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่าประชุมอะไรกันไปบ้าง แต่จะไม่พูดถึงวาระลับซ่อนเร้นที่รู้กันเฉพาะในหมู่สมาชิกเท่านั้น

ว่ากันว่ากลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับ Illuminati และฟรีเมนสัน ในเหตุการณ์ถล่มอัฟกานิสถานและอิรัก ความพยายามในการสกัดกั้นจีน ความรุนแรงในบางจังหวัดของบางประเทศ ฯลฯ จุดมุ่งหมายคือเพื่อโลกเสรีไม่เอาคอมมิวนิสต์ ปัจจุบัน The Bilderberg Group มีสมาชิกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจจากภาคธุรกิจและการเมือง เช่น สมาชิกกลุ่มนี้ทั้งที่ตายไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น เฮนรี คิสซิงเจอร์, บิลล์ เกตส์, เดน นิส เฮียเลย์ (อดีตผู้นําพรรคแรงงานและ รมว.ความมั่นคงของอังกฤษ), เดวิด ร็อคกีเฟลเลอร์, เจ้าชายเบิร์นฮาร์ด (พระสวามีของราชินีจูเลียนา แห่งเนเธอร์แลนด์), โรนัลด์ รัมส์เฟลด์ ฯลฯ.. นอกจากนี้ยังมี Lord Rothschild และ Laurance Rockefeller 2 ใน 100 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เข้าร่วมด้วยอีกคน

                                                                                                   

                                                                                                             อันดับ 2 The Priory of Sion

อันดับ 2 องค์กร The Priory of Sion

ไพร เออรี ออฟไซออน หรือ สำนักศาสนาแห่งไซออน เป็นองค์กรลับสมาคมชายล้วนที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1956 โดยปิแอร์ ปลองตาร์ด (Pierre Plantard) ในเมืองอานเนอมาซ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส โดยเขาได้ได้แต่งประวัติศาสตร์ขององค์กรขึ้นมา แต่อ้างว่ามันเป็นสมาคมลับที่ก่อตั้งขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มเมื่อปี ค.ศ. 1099 มีหน้าที่ปกป้องสายเลือดของราชวงศ์เมโรแว็งเชียง เพื่ออ้างสิทธิในราชบัลลังก์ของฝรั่งเศส จนหลายคนเชื่อและแล้วก็แพร่หลายไปทั่วยุโรป

ผู้คนมากมายที่เชื่อว่าไพรออรี ออฟ ไซออนเป็นสมาคมลับในยุคเก่าซึ่งได้ปกปิดความลับที่จะล้มล้างเอาไว้ เช่น ต้นกำเนิดพระเยซู, จอกศักดิ์สิทธิ ส่วนสมาชิกคนสำคัญของสมาคมนี้ถูกกล่าวถึงใน เลส์ โดสซิเยส์เซอเกรส์ (Les Dossiers Secrets) ได้แสดงรายชื่อของเหล่าประมุข ของสมาคมลับ เดอะไพรเออรี่ออฟไซออน ซึ่งมีทั้ง เลโอนาร์โด ดาวินชี, ซานโดร บอตตีเชลลี, โรเบิร์ต บอยล์, เซอร์ไอแซก นิวตัน, วีกเตอร์ อูโก ฯลฯ(ภายหลังมีคนบอกว่ามันเป็นของปลอม) เรื่อง ราวของลัทธินี้ถูกนำไปแต่งนิยายมากมาย ในฐานะทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด ประวัติศาสตร์เทียม และการสับสนอื่นๆ กลายมาเป็น กระแสหลักโด่งดังในหนังสือชื่อ The Holy Blood and the Holy Grail ในปี ค.ศ. 1982 และต่อมาในนวนิยายสืบสวนชื่อรหัสลับดาวินชี

                                                                                                     

                                                                                                              อันดับ 1 Opus Dei

อันดับ 1 องค์กร Opus Dei

โอปุสเดอีเป็นภาษา ละติน แปลว่า งานของพระเจ้า, ผลงานของพระเจ้า หรือ “คณะสงฆ์แห่งกางเขนศักดิ์สิทธิ์” เป็นองค์กรคาทอลิก อนุรักษ์นิยม ตั้งขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 1928 โดยนักบวชสเปน โฆเซ่ มาเรียเอสคิวบา ที่ถูกประกาศความศักดิ์สิทธิ์เป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ผู้ล่วงลับ จุดประสงค์ขององค์กรนี้คือช่วยเหลือ อุดหนุน สนับสนุน ส่งเสริม คณะผู้เผยแผ่คำสอนของพระเยซูเจ้าของคริสตจักรและโบสถ์

โดยส่วนหนึ่งขยายความถึงการร่วมงานกับกลุ่มพระนิกายเยซูอิ เรื่องราวขององค์กรนี้โด่งดังจาก หนังสือ Davinci code ของแดน บราวน์ ที่กล่าวถึงนักบวชบำเพ็ญทุกกริยา ซึ่งความจริงแล้วองค์กรนี้ไม่มีการประกอบพิธีกรรมหรือคลั่งศาสนาแต่อย่างใด เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์กร เป็นสามัญชนที่เชื่อในพระคริสต์และพร้อมที่จะเผยแผ่ความรักของพระองค์ออกไปในวงกว้างเท่านั้น นอกจากนั้นหนังสือของบราวน์ยังผูกเรื่องให้บิช็อปโอปุส เดอีผู้หนึ่ง สั่งการให้นักบวช (monk) โอปุส เดลี ไปกระทำฆาตกรรม แม้ความจริงแล้วองค์การนี้มิได้มีนักบวชประเภทนี้แต่อย่างใด หนังสือ แดน บราวน์ยังกล่าวไปอีกว่า

องค์กรนี้อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อการประชุมลับของบรรดาพระคาร์ดินัล เพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป ซึ่งความจริงแล้วในจำนวนพระคาร์ดินัล 115 คน ที่จะใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง มีเพียง 2 คน เท่านั้น ซึ่งนับเป็นสมาชิกของโอปุส เดอี แต่ที่แน่ๆ ปัจจุบันโอปุสเดอี มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 85,000 คนใน 60 ประเทศ จนได้รับสมญานามว่า “ออคโตปุส (ปลาหมึก) ของพระเจ้า” มีศูนย์กลางการทำงานที่โรม ในปี1982 เป็นนิกายที่ขึ้นตรงกับพระราชาคณะชั้นสูง ภายใต้พระลัญจกรพระสันตะปาปา สามารถเข้าถึงพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

อีกทั้งได้รับความสนับสนุนและการส่งเสริมจากพระคาร์ดินัลผู้ทรงอิทธิพล, พระและฆราวาสที่เป็นสมาชิกวงในของโอปุส เดอีจำนวนมาก สมาชิกในองค์กรได้ครองตำแหน่งสูงๆ ในระบบราชการของสำนักวาติกัน ทั้งนี้รวมถึง โจอาควิน นาวาร์โร-วัลส์ หัวหน้าโฆษกสำนักวาติกัน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่หลายฝ่ายเชื่อว่าโอปุส เดอี เป็นองค์กรคริสตจักรอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว มีอำนาจบารมี ซึ่งซ่อนอยู่ภายใน โดยทำตัวลึกลับและคอยบงการชักใย คริสตจักรคาทอลิกอีกชั้นหนึ่ง

ข้อมูล : toptenthailand,  MThai
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ฝ่ายจัดการดูแล โปรดอ่านที่ผมเขียนข้างล่าง และกรุณาอธิบายด้วย !!! เมื่อ: สิงหาคม 26, 2015, 07:05:39 PM
   คุณธวัชชัย  มันเกิดอะไรขึ้นกับเว็บไซต์ของผม ซึ่งผมเป็นเจ้าของ -ผ้บริหาร

   กรุณาอธิบายให้ผมเข้าใจด้วยว่า  ที่ผมส่งข้อมูลผ่านเข้าเว็บไซต์ของตนเองนั้้น  มีข้อห้ามอะไรครับ

   ผมกำลังปวดหัวกับเรื่องที่ไม่ทราบว่าำผิดข้อมูลอะไร  จึงไม่ให้ผมโพสต์ลงในเว็บไซต์ของตนเอง

   กรุณาอธิบายด้วย

                Alan Petervich
   
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / 10 อันดับองค์กรลับของโลกที่อาจมีอยู่จริ เมื่อ: สิงหาคม 26, 2015, 05:20:54 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                  10 อันดับองค์กรลับของโลกที่อาจมีอยู่จริง

MThai
Alan Petervich
Update  August 26, 2015

       เรื่องแปลกวันนี้ที่ Petervich และเอ็มไทย จะพาทุกคนไปรู้จัก? รับรองว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ กับ 10 อันดับองค์กรลับของโลกที่อาจมีอยู่จริง จนน่าทึ่งว่าถ้ามีอยู่จริง พวกเขาจะสามารถปกปิดองค์กรเป็นความลับสุดยอดได้ยาวนานมากๆ ได้อย่างไร และจะมีองค์กรอะไรบ้าง ไปติดตามกันเลยค่ะ

                                                               

                                                                                                    อันดับ 10 Skull and Bones
10 อันดับองค์กรลับของโลกที่อาจมีอยู่จริง

เริ่มจากอันดับ 10 องค์กร Skull and Bones

สมาคมหัวกะโหลกและกระดูกไขว้เป็นสมาคมที่ก่อตั้งในมหาวิทยาลัยเยลในปี 1832 เริ่มต้นขึ้นในหมู่นักศึกษาปีสุดท้าย จากนั้นสมาชิกเก่าจะคัดเลือกทาบทามเชิญนักศึกษาเพียงปีละ 15 คน โดยมีคุณสมบัติของผู้จะได้รับการคัดเลือกคือ ในครอบครัวเคยเป็นสมาชิกองค์กรนี้มาก่อน, เป็นคนหนุ่มไฟแรงมีความกระตือรือร้นสูง, ชอบการเมือง, ฐานะดี, ฉลาด, เก่งกีฬาและชอบทำงานเป็นทีม โดยสมาชิกทุกคนจะต้องมาพบหน้าทุกวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ของแต่ละสัปดาห์

โดยสมาชิกเหล่านี้ถูกเรียกว่า สุสาน สมาคมแห่งนี้ให้ความสำคัญต่อสมาชิกเป็นหลัก และเคารพกฎเหนือสิ่งอื่นใด โดยทิ้งความเชื่อเดิมและรับเอาเป้าหมายและปรัชญาของสมาคม เพียงหนึ่งเดียวคือ เป็นผู้นำโลก ในแต่ละช่วงสมาชิกสมาคมนี้จะมีประมาณ 500-600 คน ปัจจุบันว่ากันว่าสมาชิกของสมาคมนี้ก่อร่างสร้างตัวเป็นตระกูลมั่งคั่ง เป็นเจ้าเศรษฐกิจ มีอิทธิพลไพศาลของโลก เช่นตระกูล Harriman, Rockefeller, Payne, Davison

นอกจากนี้ยังแทรกซึมไปทุกวงการของสังคมอเมริกัน เช่น รัฐบาล นักกฏหมาย นักการเมือง สื่อสารมวลชน การศึกษา ธนาคาร นักธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรม สำนักพิมพ์ คริสตจักร ในตำแหน่งบริหารอันดับสูง ทำการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย กิจกรรมทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อจริงของสมาชิกจะต้องถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด ว่ากันว่าองค์กร CIA ถูกสมาคมนี้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และบุคคลสำคัญในปัจจุบันที่เปิดเผยตัวได้ คือ อดีตประธานาธิบดีอเมริกา จอร์จ บุช เขาเป็นสมาชิกของสมาคม หัวกระโหลกไขว้ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญใน CFR

                                                                           

      อันดับ 9 Freemasonry

อันดับ 9 องค์กร Freemasonry

องค์กรฟรีเมสัน เป็นองค์กรภราดรภาพที่มีที่มาของเบื้องหลังอันลึกลับตั้งแต่ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป้าหมายแรกของพวกฟรีเมสันคือการต่อสู้กับศาสนาคริสต์ หลังจากนั้น เป้าหมายของพวกนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นการต่อสู้กับทุกสิ่ง นอกจากนั้นแล้ว พวกนี้ยังได้ใช้เครื่องหมายใหม่เป็นรูปสามเหลี่ยมและวงเวียนปลายแหลมสองด้าน เป็นสัญลักษณ์อีกด้วย แหล่งพบปะหรือที่เรียกกันว่า ?ลอดจ์? (lodge) แห่งแรกของคนพวกนี้ถูกตั้งขึ้นในอังกฤษโดยใช้คำขวัญใหม่ว่า เสรีภาพ ภราดรภาพและเสมอภาค

การเข้าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก จะต้องเป็นชายที่มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกพัน, เชื่อในความมีตัวตนของพระผู้เป็นเจ้า มีอายุไม่ตํ่ากว่า 18 ปี ต้องมีจิตใจดีงาม มีคุณธรรมและจริยธรรม และข้อสุดท้ายก็คือ จะต้องมีชาติกำเนิดที่เป็นไท ไม่เคยตกเป็นทาส และ ต้องผ่านพิธีกรรมลับ หากใครก็ตามที่แอบเห็นการกระทำพิธีกรรมลับอันนี้ ก็จะต้องถูกให้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ องค์กร ฟรีเมสันในปัจจุบันมีด้วยกันหลายรูปหลายแบบในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

โดยมีสมาชิกประมาณ 5 ล้านคนที่รวมทั้งเกือบ 2 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา และราว 480,000 คนในอังกฤษ, สกอตแลนด์ และ ไอร์แลนด์ เชื่อกันว่าองค์การนี้ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกกระจายอยู่ในทุกวงการ เช่น ประธานาธิบดี รัฐมนตรี ผู้พิพากษาศาลสูง วุฒิสมาชิก ผู้ว่าการรัฐ ฯลฯ คนระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขององค์กรลับตั้งแต่เด็กๆ องค์กรเหล่านี้รับสมาชิกยากมากจริงๆ แต่เมื่อรับไปแล้ว สมาชิกก็จะเขยิบขึ้นเป็นคนระดับโลก เดินทางมาไหนไปประเทศใด จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจัดการอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง เมื่อปฏิบัติ การงานสิ่งใด ก็จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจำกัดศัตรูเพื่อให้ท่านใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น

                                                                             

                                                                                     อันดับ 8 Rosicrucians

อันดับ 8 องค์กร Rosicrucians
โรสิครูเซี่ยน เป็นศาสนศาสตร์สมาคมลับที่ก่อตั้งขึ้นประมาณศตวรรษที่ 16 โดย คริสเตียน โรเซนครูสทธ์ (Chrisan Rosenkreuz) ชาวเยอรมัน ที่ถือหลักคำสอน ความจริงลึกลับของอดีตกาล? มีเอกสารสามชุดเผยแพร่คือ Fama Fraternitatis Rosae Crucis(ค.ศ.1614), Confessio Fraternitatis(ค.ศ.1615) and The Chymical Wedding (ปี ค.ศ.1616)

เอกสารเหล่านี้เผยแพร่อย่างกว้างขวางและมีอิทธิพลต่อประวัติศาตร์ เนื่องด้วยเนื้อหาบอกเรื่องราวลึกลับการศึกษาวิถีแบบโบราณ การศึกษา ภาษาคับบาลายุคโบราณ จิต วิญญาณและเทคนิคของการเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อความมั่งคั่งโดยสามารถแปรธาตุโลหะทั่วไปให้เป็นธาตุทองคำได้ ที่ต่อมาสมาชิกของสมาคมนี้ก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ และมีอิทธิพลในยุโรปในหลายสาขา และการเมืองของยุโรป และมีความเกี่ยวข้องกับฟรีเมสัน

เพราะแนวคิดบางส่วนของโรซิครูเซียนถูกนำไปใช้ร่วมกับแนวคิดของฟรีเมสัน นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับลัทธิโปรเตสแตนต์ และขยายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา …สัญลักษณ์ ของสมาคม คือ ไม้กางเขน และดอกกุหลาบซึ่งอยู่ตรงกลางไม้กางเขน ว่ากันว่าชาวเยอรมันเป็นผู้นำอย่างพระเจ้าไกเซอร์ และฮิตเลอร์เคยเป็นสมาชิกในองค์กรนี้ด้วย

                                                                                           

                                                                                                    7 Ordo Templis Orientis

อันดับ 7 องค์กร Ordo Templis Orientis

ออโด เทมพลี โอเรี่ยนติส เป็นองค์กรศาสนาก่อตั้งต้นศตวรรษที่ 20 โดยอเลสเตอร์ โครวลีย์ (Aleister Crowley) ชาวอังกฤษ องค์กรนี้มีเอี่ยวกับฟรีเมนสัน มีเป้าหมายคือต้องการให้องค์กรที่ร่างกฎหมายในองค์กรมาใช้เป็นศูนย์กลางหลัก และเป็นศาสนาใหม่สำหรับยุคใหม่ โดยสมาชิกกลุ่มมี พิธีกรรม การแต่งตัวและพิธีเป็นของตัวเอง และว่ากันว่าพิธีกรรมเหล่านี้ลึกลับ มนต์ดำ กามราคะ ฯลฯ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 3,000 คนทั่วโลก และหลายคนบอกว่าเป็นกลุ่มลัทธิซาตานสมัยใหม่

                                                                                           

                                                                                          อันดับ 6 Hermetic Order of The Golden Dawn

อันดับ 6 องค์กร Hermetic Order of The Golden Dawn

เป็นลัทธิมนต์ดำที่รุ่งเรืองมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นศูนย์รวมของจิตวิญญาณและเคยเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลใหญ่ที่สุดในโลกตะวันตกมาแล้ว ก่อตั้งในปี ค.ศ.1888 โดยคนสามคน ซึ่งก็คือ William Wynn Westcott , William Robert Woodman และ MacGregor และสามคนนี้เป็นมันสมองของ Free Manson (สรุปคือกลุ่ม ฟรีเมนสันมีเกี่ยวทุกงาน)

กลุ่มนี้มีจุดประสงค์คือการสอนปรัชญาลึกลับและพัฒนาบุคลากรให้เข้าใจหลักโหราศาสตร์, การทำนายต่างๆ กลุ่มนี้มีความพยายามรวบรวมพิธีกรรมและหลักปรัชญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทำให้เกิดอิทธิพลอย่างมากต่อชาวตะวันตกในช่วงระยะเวลานั้น โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้ก็มี A.E.Waite (ผู้กำเนิดไพ่ทาโรต์ )

นอกจากนี้ยังมีผู้กวี, นักประพันธ์, นักเขียนบทละคร, นักแสดงที่มีชื่อเสียงมากมายที่เป็นสมาชิกกลุ่มนี้ ซึ่งหมายความว่ากลุ่มนี้มีอิทธิพลในวงการศิลปะและวัฒนธรรมนั้นเอง กลุ่ม Golden Dawn นี้ ได้ปิดฉากลงในปี1914 เพราะสมาชิกร่อยหรอและหมดความสนใจลง รวมระยะเวลาของลัทธินี้เป็นเวลา 26 ปี แต่กระนั้นก็มีการฟื้นฟูลัทธินี้อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นองค์การทางศาสนาแล้ว แม้จะยังมีการสอนเรื่องไพ่อยู่ แต่ก็อิงไปทางศาสนาอยู่มากจนถึงปัจจุบัน
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ระวัง! ประกันผู้สูงอายุ สมัครง่าย อาจตายฟรี เมื่อ: สิงหาคม 26, 2015, 10:26:49 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                               ระวัง! ประกันผู้สูงอายุ สมัครง่าย อาจตายฟรี

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน    
   25 สิงหาคม 2558 19:27 น. (แก้ไขล่าสุด 25 สิงหาคม 2558 19:50 น.)

                                                               http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000096586

      “ไม่ต้องตรวจสุขภาพ... ไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ เบี้ยประกันเพียงวันละ...บาท” ก่อนกระชากความรู้สึกด้วยคำพูด “ทำเถอะครับ จะได้ไม่เป็นภาระลูกหลาน!” ทั้งหมดนี้คือข้อความเชิญชวนยอดฮิตของบริษัทประกันในปัจจุบัน ที่ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากตัดสินใจทำประกันผู้สูงอายุ หากเบื้องหลังถ้อยคำเหล่านั้นมีความจริงอยู่สักเท่าไร
       
        ล่าสุดทาง ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ออกมาเปิดเผยว่า มีผู้ร้องเรียนเข้ามาที่ มพบ. เป็นจำนวนมาก ว่าบริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายสินไหมทดแทน ทั้งไม่สามารถเคลมประกันได้เมื่อถึงเวลาเข้าโรง พยาบาล ซ้ำบางรายยังถูกยกเลิกสัญญา ด้วยเหตุผลที่บริษัทประกันให้ว่า ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวมาก่อนที่จะทำประกัน?   

       ไม่ต้องตรวจสุขภาพ แต่ข้อแม้เพียบ
        “จริงครับ ทำง่าย สมัครง่าย จ่ายค่าเบี้ยง่าย ... แต่ตอนเคลมยากมาก ถึงมากที่สุด ... เพราะท้ายที่สุดในโฆษณามีข้อความตัวเล็กๆ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์”
       
        “สงสารแต่คนแก่ๆ ครับ รู้อยู่แล้วว่าคนแก่เค้ากลัวง่าย ชอบเป็นกังวลก็ไปเล่นกับความกลัวของคนบอก ทำเถอะครับจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลานเมื่อวันนั้นมาถึง… ถามหน่อยถ้าเกิดคนจะตายขึ้นมาจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นภาระอะไรมากเลยนี่นั่นน่ะถือว่าหมดภาระหมดกังวลทางโลกแล้ว”
       เหล่านี้คือข้อความที่ปรากฏในกระทู้หนึ่งของ pantip ที่มีคนมาร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีประกันผู้สูงอายุ
       เกี่ยวกับประเด็นนี้ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ในรอบเดือน กย.57- กพ.58 มีผู้ร้องเรียนเข้ามาที่ มพบ. เป็นจำนวนมาก มีทั้งปัญหาการจ่ายผลตอบแทนเมื่อครบสัญญาไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ ตัวแทนชี้ชวนให้ผู้ทำประกันกู้เงินตามสิทธิ เช่น ตัวแทนหลอกให้ผู้ทำประกันเซ็นเอกสารกู้ยืม โดยตัวแทนเป็นฝ่ายดำเนินการ บริษัทประกันบอกเลิกสัญญา แต่ผู้ทำประกันยังต้องทำต่อเนื่องตามเงื่อนไขเดิม ทั้งการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างว่าเป็นโรคร้ายแรงมาก่อน รวมถึงการถูกเปลี่ยนเงื่อนไขในกรมธรรม์ เป็นต้น
       
        ดังเช่นตัวอย่างของลูกค้าท่านหนึ่งที่ทำประกันกับบริษัทแห่งหนึ่งไว้ โดยได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวไว้ใน pantip สะท้อนถึงปัญหาดังกล่าวไว้ว่า “อยากเล่าบางอย่างให้ฟัง... แม่ยายผมเขาทำประกันไว้กับบริษัทประกันแห่งหนึ่ง แล้วเมื่อครบกำหนดกรมธรรม์ น่าจะมาณ 10-20 ปี จำไม่ได้ แล้วได้สอบถามไปทางเจ้าหน้าที่แล้ว พบว่า สามารถเวนเงินคืนได้ ประมาณ 5 หมื่นกว่าบาท แต่ต้องมีการส่งกรมธรรม์ตัวจริง และใบคำร้องของบริษัท ตลอดจนแนบเอกสารส่วนตัวตามรายละเอียดของบริษัทฯ แม่ยายผมก็ได้จัดส่งไปให้ โดยผ่านสำนักงานต่างจังหวัด ต่อมาประมาณ 2 อาทิตย์ได้ติดต่อไปทางคอลเซ็นเตอร์ ปรากฏว่าใบคำร้องมีปัญหา! กรอกรายละเอียดไม่ครบ หรือเอกสารไม่สมบูรณ์ (ทั้งๆ ที่ก่อนส่งก็ได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจสอบก่อนแล้วนะ) และได้จัดส่งกลับมาให้สำนักงานตัวแทนแล้ว”

        เน้นขายดราม่า! อย่าเชื่อทุกคำพูด
       จากการสอบถามไปยัง คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ได้ให้ข้อมูลว่า บริษัทประกันมักใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อความที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกกับลูกค้า โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่มีความคิดเห็นคล้อยตามง่าย ด้วยคำว่า “ไม่ต้องตรวจสุขภาพและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ” ที่ถือว่าเป็นการสร้างข้อความจูงใจใหม่ที่ทำลายข้อจำกัดเดิมของระบบประกันที่เคยมีเรื่องการตรวจสุขภาพก่อนการทำสัญญา จึงทำให้มีผู้สนใจหันมาทำประกันผู้สูงอายุมากขึ้น ประกอบกับการที่เมืองไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยในปี 2555 จำนวนผู้สูงอายุของประเทศไทยคิดเป็นประมาณร้อยละ 12.7 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศหรือประมาณ 8.6 ล้านคน
       
        บริษัทประกันชีวิตจึงได้หันมาให้ความสำคัญและความสนใจกับลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุในฐานะที่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ (Potential Customer ) ส่วนลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุเองก็มองเห็นถึงความจำเป็นและมีความต้องการที่จะทำประกันชีวิตไว้เป็นหลักประกันความคุ้มครองและการออมเงิน เพื่อเก็บไว้เป็นมรดกให้แก่ลูกหลานและไม่ต้องการเป็นภาระของลูกหลานหากตนเองเสียชีวิต

        ดังนั้นในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทประกันชีวิตหลายแห่งจึงเริ่มหันมาพัฒนาแบบประกันที่เน้นกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ โดยเมื่อมองเจาะจงเฉพาะประกันชีวิตในกลุ่มผู้สูงอายุนั้น จะมีทั้งเฉพาะประกันชีวิตเพียงอย่างเดียวและส่วนที่ประกันสุขภาพ หากมองเฉพาะในส่วนของประกันชีวิตเพียงอย่างเดียว ที่นำเอาดารามาโฆษณาในตลาดขณะนี้มี 3 รายหลักประกอบด้วย เอไอเอ เมืองไทยประกันชีวิต และอลิอันซ์ อยุธยา
       
        โดย เอไอเอ (AIA) นับเป็นบริษัทประกันชีวิตรายแรกที่ออกโฆษณาสำหรับผู้สูงอายุ “อาวุโส โอเค” โดยมี คุณเศรษฐา ศิรฉายา เป็นพรีเซ็นเตอร์ หลังจากนั้นก็มีบริษัทประกันชีวิตอื่นๆ ทยอยออกแบบประกันเฉพาะผู้สูงอายุมา จากนั้นค่ายเมืองไทยประกันชีวิต ออกผลิตภัณฑ์ “เมืองไทยวัยเก๋า” ดึงเอา วิทวัส สุนทรวิเนตร์ พิธีกรชื่อดังมาเป็นต้นแบบ อีกค่ายที่ตามมาคืออลิอันซ์ อยุธยา ออกผลิตภัณฑ์ “สูงวัย ใช่เลย” ได้ นพพล โกมารชุน นักแสดงรุ่นใหญ่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ จากนั้นเอไอเอได้ออกผลิตภัณฑ์อีกตัวคือ “เอไอเอ 50 อัพ” มี นิรุตติ์ ศิริจรรยา ดาราอาวุโสมาเป็นต้นแบบ
       
        ทั้งนี้ แบบประกันของทั้งสามบริษัทมีความแตกต่างกันตามแต่กลยุทธ์ หากบริษัททั้งหมดก็มีสิ่งที่เหมือนกันคือ เรื่องอายุขณะเอาประกัน (อายุที่ถูกคำนวณ ณ วันที่ซื้อประกัน) 50 -70 ปี ยกเว้นแบบประกัน “เมืองไทยวัยเก๋า” และ “วัยเก๋าทั่วไทย” ที่รับประกันอายุ40 - 75 ปี ไม่ต้องตรวจสุขภาพ และไม่มีการถามคำถามสุขภาพ (ยกเว้นแบบประกัน “สูงวัยใช่เลย” ของอลิอันซ์ อยุธยาประกันชีวิตที่ไม่ต้องตรวจสุขภาพแต่มีคำถามสุขภาพ) คุ้มครองจนถึงอายุ 90 ปี จ่ายเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลาที่ต้องจ่ายเบี้ย และเรื่องของความคุ้มครองจากกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยภายใน 2 ปีแรก โดยไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายสินไหม 102% ของเบี้ยประกันภัยที่ชำระแล้ว โดยไม่ใช่การจ่ายตามทุนประกัน และเมื่อมองดูทั้งหมดแล้วทุกบริษัทก็มีการปิดบังรายละเอียดบางอย่าง หากผู้ทำประกันไม่ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดจริงๆ ก็จะทำให้หลงเชื่อตามคำโฆษณาทุกประการ

        ผู้ทำประกันต้องรู้ทัน!

        เกี่ยวกับประเด็นนี้ตัวแทนจากทาง คปภ. ได้เปิดเผยว่า “ความจริงแล้ว ทาง คปภ. มีระเบียบเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนอยู่แล้ว โดยมีกรอบโฆษณาเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัทประกันชีวิต ประกันวินาศภัย และนายหน้าประกันชีวิต ประกันวินาศภัย โดยมีสาระสำคัญว่า ข้อความที่โฆษณาต้องไม่เป็นเท็จหรือเกินความจริง ข้อความที่โฆษณาต้องมีความชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่กำกวม

       นอกจากนี้ข้อความที่โฆษณาต้องไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์หรือการจ่ายผลประโยชน์ รวมถึงในการโฆษณาที่ระบุ “ไม่ต้องตรวจสุขภาพ” จะต้องมีการระบุให้ชัดเจนด้วยว่าต้องแถลงเกี่ยวกับสุขภาพในใบคำขอเอาประกันภัย/ชีวิตด้วยหรือไม่ หากมีการแถลงเกี่ยวกับสุขภาพ ต้องระบุเพิ่มด้วยว่า การแถลงสุขภาพเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับประกันภัย/ชีวิต และต้องให้มีการระบุคำเตือน โดยใช้ข้อความว่า “ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง” หรือข้อความอื่นที่มีความหมายทำนองเดียวกัน

        อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปอย่างรู้ทันข้อกฎหมาย ตามมาตรา 865 และมาตรา 893 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ระบุเรื่องหลักเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงในเวลาทำสัญญาประกันไว้ว่า

       “ผู้ทำสัญญาหรือผู้เอาประกันชีวิต รวมถึงผู้ที่ใช้ความตายของตนเป็นเงื่อนไขการใช้เงิน จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงที่มีผลจูงใจให้บริษัทผู้รับประกันชีวิตนั้นเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นหรืออาจบอกปัดไม่ทำสัญญา เนื่องจากในกฎหมายระบุให้ผู้เอาประกันชีวิตจะต้องใช้ความสุจริตอย่างยิ่ง โดยมีหน้าที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงให้บริษัทผู้รับประกันภัยได้ทราบ”
       “กรณีผู้ที่ใช้ความตายของเขาเป็นเงื่อนไข การใช้เงินก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อมองรายละเอียด ดังนั้นนอกจากผู้เอาประกัน ผู้ที่ใช้ความตายของบุคคลนั้นเป็นเงื่อนไขการใช้เงินก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่จะต้องบอกข้อเท็จจริงว่าตนมีโรคประจำตัวอย่างไรบ้าง หรือบอกปัจจัยอื่นที่มีผลทำให้ผู้รับประกันเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นหรืออาจบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาถ้าได้รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะกฎหมายระบุให้ผู้เอาประกันชีวิตจะต้องใช้ความสุจริตอย่างยิ่งในการที่จะต้องบอกข้อเท็จจริงดังกล่าวให้กับบริษัทประกันชีวิต”

       ท้ายสุด หากผู้ที่มีหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ดังกล่าว บริษัทผู้รับประกันมีสิทธิที่จะลดจำนวนเงินที่ผู้รับประกันจะต้องจ่ายหรือบอกล้างสัญญา และไม่ยอมใช้เงินประกันตามสัญญาได้ แต่ถ้าเป็นผู้รับประโยชน์ในสัญญาประกันชีวิตที่ไม่ใช่ผู้เอาประกันชีวิตก็ไม่มีหน้าที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้รู้แต่ไม่บอกก็ไม่มีผลใดๆ ต่อสัญญาประกันชีวิต

       ดังนั้น แม้ไม่ถามเรื่องสุขภาพก็ต้องตอบเรื่องสุขภาพอยู่นั่นเอง และบริษัทประกันก็อาจอ้างเหตุที่ปกปิดไม่แจ้งข้อเท็จจริงไม่จ่ายเงินได้เช่นเคย ดังนั้นเวลาทำสัญญาประกันผู้บริโภคจะต้องใช้ความระมัดระวังแจ้งข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการโฆษณาที่เอาความสะดวกมานำเสนอและหาประโยชน์กับความไม่รู้ของผู้บริโภค

       “ไม่ต้องตรวจสุขภาพ..ทำเถอะจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน” คราวหน้าหากคุณได้ยินประโยคนี้อีก คุณอาจจะบอกผู้ใหญ่ใกล้ตัวด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป

        ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการLive
       
        Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์   

 
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / วาติกันร่างหลักสูตรขับไล่ปีศาจใหม่ เมื่อ: สิงหาคม 25, 2015, 05:50:07 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

                                                               ความช่วยเหลือภาคปฏิบัติสำหรับผู้ถูกปีศาจเข้าสิง : วาติกันร่างหลักสูตรขับไล่ปีศาจใหม่
                                                         Practical help for the demon-possessed: Vatican rolls out new exorcism course

By Ann Schneible
Alan Petervich  Update  August 25, 2015

                         http://www.catholicnewsagency.com/news/practical-help-for-the-demon-possessed-vatican-rolls-out-new-exorcism-course-36248/

       Vatican City, Apr 10, 2015 / 04:02 am (CNA/EWTN News).- This month the Vatican will gather a wide range experts in the field of exorcism with the aim of shedding light on demonic possession from both theological and scientific perspectives.
The annual course, “Exorcism and Prayer of Liberation,” is designed for priests and lay persons interested in learning how to recognize a case of demonic possession when they see one – and what to do about it.

นครวาติกัน  10 เมษายน 2015 / 04:02 am (CAN/EWTN News) เดือนนี้วาติกันจะรวบรวมผู้ชำนาญในขอบข่ายกว้างขวางจำนวนหนึ่ง ในสาขางานขับไล่ปีศาจ ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะฉายแสงสว่างเกี่ยวกับการเข้าสิงของปีศาจ จากทั้งท้ศนะทางวิทยาศาสตร์และทางเทววิทยา
หลักสูตรประจำปี คือ “ การขับไล่ปีศาจและบทภาวนาเพื่อการปลดปล่อย - Exorcism and Prayer of Liberation,” ได้รับการแผนแบบสำหรับบรรดาพระสงฆ์และฆราวาสผู้สนใจในการศึกษาว่า  ทำอย่างไรเพื่อดูให้ออกว่าเป็นกรณีของปีศาจเข้าสิงเมื่อเห็นกรณีหนึ่ง – และจะทำอะไรกับมัน.

This year's session will run from April 13-18 at Rome's Regina Apostolorum University, and will feature interventions by a wide range of experts in the field of exorcism from priests – including practicing exorcists – medical professionals, psychologists, lawyers, and theologians. It's sponsored by the Vatican Congregation for the Clergy and organized by the Sacerdos Institute.
According to Breitbart News Network, one of the primary objectives of the course will be to help priests and lay people distinguish demonic possession from psychological or medical conditions.
The sessions will also examine a series of other related issues, including occult practices, Satanism, and nihilism among young people.

การเปิดหลักสูตรของปีนี้จะดำเนินไปตั้งแต่วันที่ 13-18 เมษายน ที่ Rome's Regina Apostolorum University และจะหนุนการเข้าแทรกแซงโดยมีขอบข่ายกว้างขวางของผู้เชี่ยวชาญในขอบข่ายการไล่ปีศาจจากพระสงฆ์ – รวมทั้งสอนการปฏิบัติงานของพระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจ – มืออาชีพทางการแพทย์  นักจิตวิทยา  นักกฎหมาย และนักเทววิทยา  งานนี้ได้รับการจัดการโดยสมณกระทรวงวาติกันว่าด้วยนักพรต และดำเนินการโดยสถาบันพระสงฆ์ – Sacerdos Institute
ตามรายงาน Breitbart News Network  หนึ่งในวัตถุประสงค์ปฐมภูมิของหลักสูตร ก็คือจะช่วยพระสงฆ์และฆราวาสแยกแยะการเข้าสิงของปีศาจจากสภาวะทางจิตวิทยาหรือทางการแพทย์
การเรียนจะตรวจสอบด้วยในชุดของเรื่องราวที่สัมพันธ์กัน  รวมทั้งการปฏิบัติแบบผีสางเวทมนต์  ลัทธิซาตานิสต์  และลัทธิทำลายโลกท่ามกลางคนรุ่นหนุ่มสาว
 
Pope Francis has frequently warned against thinking of the devil as merely “a myth, a figure, an idea, the idea of evil.”
“The devil exists and we must fight against him,” the Pope said in an Oct. 30 homily, adding that the battle against temptation is not with small, trivial things, but with the principalities and ruling forces of this world, rooted in the devil and his followers.
In a separate homily, the pontiff stressed the importance of knowing how to discern the presence of evil in our lives.

พระสันตะปาปาฟรังซิส บ่อยมาก ได้เตือนเรื่องคิดว่าเป็นปีศาจ ในขณะที่เป็นเพียง “ เทพนิยายเรื่องหนึ่ง  หรือร่างที่ปรากฎร่างหนึ่ง  ความนึกคิดอย่างหนึ่ง  ความคิดว่าเป็นปีศาจ “
“ ปีศาจดำรงอยู่จริง และเราต้องสู้รบกับมัน “ โป๊บกล่าวในการเทศน์วันที่ 30 ตุลาคม โดยเพิ่มเติมว่า สงครามต่อต้านการผจญล่อลวง มิใช่เรื่องเล็ก หรือสิ่งละอันพันละน้อย  แต่จะประกอบด้วยสิ่งสร้างที่มีพลังอำนาจและกองกำลังที่ปกครองโลกนี้  ฝังรากอยู่ในปีศาจและบริวารของมัน.
ในการเทศน์วันอื่น  โป๊บได้เน้นความสำคัญของการรู้จักว่าจะมองเห็นการดำรงค์อยู่ของปีศาจได้อย่างไรในชีวิตของพวกเรา.

Catholic experts have noted that occult activity and the resulting need for exorcisms has reached a critical level.
The International Association of Exorcists (AIE) met for their 12th annual conference in Rome last October. According to AIE spokesperson Dr. Valter Cascioli, an increasing number of bishops and cardinals asked to participate in the conference due to an increase in demonic activity.

ผู้เชี่ยวชาญคาทอลิกได้ต้งข้อสังเกตุว่า กิจกรรมการใช้เวทมนต์คาถาและเป็นผลให้เกิดความจำเป็นต้องมีการขับไล่ปีศาจนั้น ได้มาถึงระดับวิกฤติแล้ว
สมาคมผู้ขับไล่ปีศาจนานาชาติ (AIE) ได้ประชุมประจำปีครั้งที่ 25 ในกรุงโรมเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  ตามรายงานของโฆษก AIE ดร. วาลแตร์ คาสซีโอลี จำนวนที่เพิ่มของพระสังฆราชและพระคาร์ดินัลที่ขอเข้าร่วมประชุมเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมของปีศาจ

“It's becoming a pastoral emergency,” Cascioli told CNA. “At the moment the number of disturbances of extraordinary demonic activity is on the rise.”
The rise in demonic activity can be attributed to a decreasing faith among individuals, coupled with an increase in curiosity and participation in occult activity such as Ouija boards and seances, Cascioli said.

“ มันเป็นความเร่งด่วนฉุกเฉินทางการบริหารวัด “ คาชิโอลี บอกนักข่าว CNA “ ณ เวลานี้ จำนวนของการรบกวนของการกระทำผิดปกติของปีศาจกำลังเพิ่มสูงขึ้น “
การเพิ่มในกิจกรรปีศาจ สามารถเข้าใจได้ว่ามาจากความเชื่อ(ทางศาสนา)ที่ลดลงของเอกัตถบุคคล ควบกับการเพิ่มขึ้นในความอยากรู้อยากเห็นและการเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมผีสางเวทมนต์ เช่นกระดานเสี่ยงทายอุยจา และการนั่งชุมนุมทรงผี  Cascioliกล่าว.

Tags: Vatican, Exorcism, Demonic Possession

 
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การเข้าสิงของปีศาจทั่วโลกกำลังถึง’ระดับฉุกเฉิน’ เมื่อ: สิงหาคม 22, 2015, 11:28:07 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                            การเข้าสิงของปีศาจทั่วโลกกำลังถึง’ระดับฉุกเฉิน’ผู้เชี่ยวชาญด้านไล่ปีศาจเตือนโป๊บฟรังซิส
                                                      Global demonic possessions are reaching 'emergency levels', exorcism expert warns Pope

ข้อมูลข่าวจาก MICHAEL DAY  ใน ROME
Alan Petervich  Update  August 22, 2015

                                           http://www.express.co.uk/news/weird/528622/Devil-Woman-Demonic-Possession-Pope-Francis

                    The number of demonic possessions around the world is surging and reaching "emergency" levels, exorcism experts have told Pope                       Francis                             จำนวนครั้งของการที่ปีศาจเข้าสิงร่างมนุษย์กำลังถึง ‘ จุดฉุกเฉิน ‘ เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านขับไล่ปีศาจได้เรียนเสนอโป๊บฟรังซิส

       At a top-level Vatican meeting demon-busters and psychiatrists warned that more and more people were dabbling in black magic - and becoming possessed as a result.
  ในการประชุมนักปราบปีศาจและผู้ชำนาญโรคจิตระดับสูงสุดของวาติกัน ได้เตือนว่าประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆกำลังทำเล่นๆกับวิชามนต์ดำ – และ กำลังถูกสิงอันเกิดจากผลของมัน

Valter Cascioli, the spokesman for the International Association of Exorcists (IAE), which is holding its first ever meeting at the Holy See, said last night: "The practice of the occult, Satanism and abnormal things is opening the gateway to an extraordinary amount of demonic activity."
 
Valter Cascioi โฆษกของสมาคมนักไล่ปีศาจนานาชาติ - the International Association of Exorcists (IAE) ซึ่งกำลังเปิดประชุมเป็นครั้งแรกที่สันตะสำนัก  กล่าวเมื่อคืนวานนี้ว่า : การประกอบพิธีกรรม ลัทธิซาตานิสต์และสิ่งที่ผิดปกติธรรมดา  กำลังเปิดประตูให้กับกิจกรรมปีศาจมหาศาลผิดปกติ “

Cascioli, a psychiatrist, said that the danger from the Devil was becoming "more and more of an emergency".  
Cascioli ผู้ชำนาญโรคจิต (น่าจะเป็นแพทย์ทางจิตเวช) กล่าวว่า อันตรายจากปีศาจกำลังกลายเป็น “ ความเร่งด่วนฉุกเฉินยิ่งทียิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ “

He blamed a "proliferation of media messages, books, television programs and films that encourage younger people to look at, and even practise, Satanism."
เขาประนาม “ การแพร่หลายของสาส์นสื่อมวลชน  หนังสือ  รายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่กระตุ้นคนหนุ่มสาวให้ดู และถึงกับปฏิบัติ ลัทธิซาตานิสต์ “

Signs of demonic possession are said to include heightened intelligence, the sudden ability to speak other languages, particularly ancient ones such as Aramaic or ancient Greek, supernatural strength and an aversion to sacred object

เครื่องหมายที่แสดงถึงการเข้าสิงกล่าวกันว่า รวม ความเฉลียวฉลาดชั้นยอด  ความสามารถทันทีทันใดที่จะพูดภาษาแปลกๆ เป็นต้นภาษาโบราณเก่าแก่เช่น อาราเมอิคหรือกรีกโบราณ   พลังเหนือธรรมขาติ   และการเกลียดชังวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

In July this year Pope Francis underlined his belief that demonic possession was a real and present danger by recognising the IAE, a group of more than 250 demon-busting priests spread across 30 countries.

ในเดิอนกรกฎาคมปีนี้  พระสันตะปาปาฟรังซิสได้เน้นความเชื่อของพระองค์ว่า การเข้าสิงของปีศาจเป็นเรื่องจริงและเป็นอันตรายในปัจจุบัน โดยยอมรับสมาคมพระสงฆ์นักไล่ผีนานาชาติ – IAE  กลุ่มพระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจจำนวน 250 องค์กระจายไปทั่ว 30 ประเทศ

Father Francesco Bamonte, an exorcist and IAE member from the Diocese of Rome, said that the Pope's approval of the IAE was "a cause for joy, not just for us associates but for the Church as a whole".

คุณพ่อ Francesco Bamonte  พระสงฆ์นักขับไล่ปีศาจและสมาชิก IAE จากสังคมณฑลแห่งโรม  กล่าวว่า การให้การรับรอง IAE เป็น “เหตุแห่งความยินดี  ไม่เพียงสำหรับเราบรรดาสมาชิก  แต่สำหรับพระศาสนจักรทั้งมวล “

Pope Francis said last night that "mercy and love" were the best cure for the possessed. He told the meeting: "The Church welcomes those suffering from the Devil's works."

เมื่อคืนที่แล้ว พระสันตะปาปาฟรังซิสกล่าวว่า “ ความเมตตาและความรัก “ เป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถูกสิง  พระองค์กล่าวกับที่ประชุมว่า “ พระศาสนจักรต้อนรับทุกคนที่ทนทรมานจากการกระทำของปีศาจ “

       But in September, one leading Vatican figure warned that the Church was carrying out too many exorcisms, with some gung-ho padri mistaking mental illness for demonic possession.

แต่ในเดือนกันยายน  คนวาติกันชั้นนำคนหนึ่งเตือนว่า  พระศาสนจักรกำลังดำเนินการขับไล่ปีศาจมากเกินไป  โดยอาการ gung-ho padre ทำให้เข้าใจผิดว่าอาการทางจิตนั้นคือการถุกปีศาจเข้าสิง

The Archbishop of Florence, Cardinal Giuseppe Betori, wrote to priests reminding them that exorcisms, which are not without risks, should only be undertaken in certain situations and with permission.

พระอัครสังฆราชแห่งฟลอเรนซ์ Cardinal Giuseppe Betori ได้เขียนถึงบรรดาพระสงฆ์ เตือนพวกเขาให้คำนึงว่า ขบวนการขับไล่ปีศาจ (exorcisms) ซึ่งไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยง  ควรมีการนำไปปฏิบัติเพียงในสถานการณ์ที่แน่นอนและด้วยการได้รับอนุญาต (ตามกฎหมายพระศาสนจักร) เท่านั้น

Not all Church figures believe the dangers from the Devil are over-stated, though. Father Gabriele Amorth, who was the Vatican's chief exorcist for 25 years, claims to have dealt with 70,000 cases of demonic possession.

ไม่ใช่คนของพระศาสนจักรทุกคนเชื่อถึงอันตรายจากปีศาจมองสถานการณ์เกินไป แม้กระนั้น   คุณพ่อ Gabriele Amorth  ซี่งเป็นหัวหน้าผู้ขับไล่ปีศาจของวาติกันมานาน 25 ปี  ประกาศว่าได้จัดการกับขบวนการปีศาจสิงถึง 70,000 กรณีมาแล้ว

Father Amorth has said the dangers are everywhere -- from fantasy novels to yoga. Practising the latter, he once warned, was "satanic; it leads to evil just like reading Harry Potter".

คุณพ่ออามอร์ทได้กล่าวว่าอันตรายนั้นมีทุกแห่งหน – จากนวนิยายแฟนตาซีคิดฝันเอาถึงโยคะ  การปฏิบัติฝึกโยคะ  คุณพ่อเตือน  เป็นขบวนการซาตานิสต์  มันนำไปสู่ความชั่วร้ายเยี่ยงกับการอ่านหนังสือชุด Harry Potter”



9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: สิงหาคม 19, 2015, 11:22:28 PM
 ยิ้ม ฮืม ฮืม

       คาสคาทำเสียงพีมพำฟังคล้าย................................จน...กว่า...เรา...จะ...พบ...กัน....อีก “

“ แกบ่นเรื่องผีนรกอะไรวะ?  ข้าไม่ไปไหนดอก  แต่แกต้องอย่าตายเพื่อรอขึ้นศาลทหารก่อนนะโว้ย “

หน่วยทหารยามมาถึง และ เหมือนกับที่ตำรวจสมัยใหม่จะทำในกรณีเช่นนั้น  สิ่งแรกที่จะทำก็คือ ค้นตัวหญิงสาว  และความจริงก็ไม่ต้องใช้เวลานานนัก  เมื่อเห็นร่างเธอเปลือยอยู่ขณะที่พวกเขาจะเริ่มค้นตัว  แต่ตามหลักโรมันต้องมีประสิทธิภาพ  การลูบคลำร่างกายทำให้เรซาฟื้นคืนสติ  หัวหน้าสารวัตรทหารทุบเธอด้วยด้ามดาบ และกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเธอ  “ทีหลังซีคะ “ เรซาผงกหัวและถูแขนสองข้างให้สะอาดขึ้นเล็กน้อย  หลังความตายของคนที่เธอตั้งใจจะให้เป็นองครักษ์  ได้คนใหม่มาแทนก็ดีไป

สปอรูสตายแล้ว  และคาสคากำลังจะเดินเข้าคุก  หรืออาจตายจากบาดแผล  ไม่ว่าวิธีใดเขาก็จบฉากชีวิตลงแน่แล้ว  นอกเหนือจากนั้น  ตำรวจโรมันก็พร้อมสำหรับผู้ต้องการความช่วยเหลือรวดเร็ว  หลังจากจบการค้นตัวเรซา  สารวัตรทหารอาวุโสหันไปหาเวรีอานูส “ โอเค  แล้วเอายังไงต่อไป? “

วารีอานูสมอบหมายงานให้เพียงสองสามคำเท่าที่จะทำได้

เมื่อตรวจทรากสปอรูสแล้ว  เจ้าหน้าที่ผิวปากสั้นๆ “ จริงๆนะน่าจะทำมันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว  ตอนเจอกันที่วัดดาวอังคาร” วารีอานูสพร่ำพูด  “ ว่าไงเจ้าโตนีนูส? “  เขาอธิบายให้วารีอานูสฟัง “ บางคนเปิดทางให้นักการเมืองจากซาร์มาเทียที่มาเยี่ยม แต่เท่าที่ดูสีหน้าเขา  เขาผิดหวังเล็กน้อยนะข้าว่า.......เอาละ ..พอสำหรับเรื่องเหลวไหลพวกนี้ได้ไหม?  เขาชี้มือไปที่คาสคาและถามวารีอานูส  “ เจ้านี่ด้วยใช่ไหมที่เราต้องจัดการมัน? “

เขามิได้รับคำตอบแบบที่ควรจะเป็น

“โอเค  แล้วแกสองคนลากเจ้านี่ออกไปจากที่นี่ แล้วพาไปยังห้องไม้ซุง  มันต้องได้รับการดูแลที่นั่น  และเราจะเอาคำยืนยันของแก แล้วเขียนคำรายงานของเรา ส่งให้เจ้ากรมสารวัตรทหารบกในตอนเช้า”

เจ้าทหารซีเรียนและวารีอานูสที่สุดก็ยกร่างของคาสคาขึ้นใส่บ่าของวารีอานูสหลังจากแบกแบบหัวห้อยลงก่อนแล้วไม่สำเร็จ  ตอนนี้แบกร่างของคาสคาไกลกว่าสามไมล์มาถึงห้องไม้ซุง มอบตัวแก่สัสดีคุกในห้องระเบียบของหน่วยทหาร    ผู้คุมตรวจสอบคาสคาจนทั่วตัวแล้วบอกทหารทั้งสองวางร่างของคาสคาลงบนกองมัดฟางหญ้าในห้องขังไม้ซุง  เพื่อจะได้รับการตรวจอาการจากหน่วยเสนารักษ์เมื่อพวกเขามาเข้าทำงานในวันพรุ่งนี้  เมื่อจัดการดังนี้แล้ว  วารีอานูสที่เหงื่อกาฬไหลและบ่นสาปแช่งไม่ขาดปาก และทหารซีเรียผู้ช่วยตอนนี้ต่างรู้สึกเสียใจที่เจ้าคาสคานั้นมันไม่ตายในห้องเต้นระบำให้รู้แล้วรู้รอดไป

  คาสคานอนหมดสติบนฟางหญ้า สิ่งที่ทำให้ทราบว่ายังไม่ตายคือเสียงกรนเบาๆเป็นครั้งคราวของเขา ....และความฝัน...ความทรงจำที่หลอกหลอนที่หวนกล้บมาดุจเมฆของพายุพล่านในความนึกคิดของเขา ท่ามกลางความมืดที่ถูกสาประหว่างการตรึงกางเขน  ความเจ็บปวดตอนนี้เกือบมากกว่าที่เขาจะสามารถทนได้   แต่ภายใต้ห้วงล่างของความรู้สีก  เขารู้สึกว่าอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้น  ซึ่งไม่ควรจะเกิด – คือร่างกายของเขากำลังได้รับการบำบัดรักษา   อาการเลือดไหลภายในตอนนี้หยุดแล้ว  เส้นเลือดใหญ่ทุกเส้น ต่างงอกออกมาต่อเชื่อมกันอย่างเดิม  เลือดที่ไหลตกลงในช่องท้อง ถูกดูดซับเข้าไปในผนังบางๆของเยื่อบุช่องท้อง  และไหลเวียนตามระบบ  แต่ความเจ็บปวดยังคงมีอยู่  แม้ตอนนี้จะเริ่มเจ็บลดลงเรื่อยๆก็ตาม

คาสคาส่งเสียงกรนยาวนาน  ซึ่งทำให้พวกผู้คุมตื่นแล้วไม่สามารถหลับต่อไป  ในร่างกายของทหารโรมันที่นอนแบบตายแล้วขณะนี้ ทั่วร่างยั้วเยี้ยไปด้วย เห็บ ไรและเรือดขนาดใหญ่  ที่รุมล้อมดูดเลือดพิเศษของเขา และประสพชะตากรรมน่าสงสาร  เพราะพวกมันไม่รู้ว่า  เนื้อหนังร่างกายของคนที่มันคิดว่าเป็นมนุษย์ธรรมดานั้น ไม่ใช่แน่นอน  ผลจึงกลับตาละปัดแบบไม่มีผู้ใดช่วยได้ ไม่มีใครรู้ว่า นั่นคือเลือดพิษ!

กลางคืนผ่านไปเหมือนที่เคย  และรุ่งเช้าวันใหม่ก็นำนายทหารผู้บังคับการห้องไม้ซุงมาแต่เช้าณ เวลาไก่ขัน  นายทหารผู้ดูแลค่าย ผู้ดีและทะเยอทะยาน นามว่า ตีเกลานีอูส (ผู้อ้างว่ามีสัมพันธ์ใกล้ชิด Julius ทางสายโลหิตฝ่ายมารดา ) ปัสสาวะเสร็จเขาคำรามลั่นห้องจำขังไม้ซุงและร้องหาผู้คุมมาโดยไว เมื่อเขาเตะม้านั่งทรงสูงที่สลักโลหะกระเด็นตกลงใต้เขา “ มันอยู่ไหน? “ เขากระชากเสียงดัง

มองไปรอบๆ  ก็เห็นคาสคานอนอยู่บนหญ้าแห้ง

ด้วยการเคลื่อนไหวช้าๆเขาไปถึงข้างๆของชายที่กำลังนอนอยู่และเตะเขาด้วยหัวรองเท้า   “แกกล้าอย่างไรที่ฆ่าคนในบังคับบัญชาของฉัน!  แกไอ้เศษสวะที่ไม่มีใครรับ!  แกรู้ว่านั่นมันดูจะเป็นรายงานของฉันไม่ใช่รึ?  มันดูเหมือนไม่มีระเบียบวินัยใดๆเลยอย่างนั้นรี! “                                                                                                             

 
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             

 


                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     

10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: สิงหาคม 19, 2015, 11:15:34 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม
       
       คาสคามีแผนไว้แล้วกับนางระบำตัวเล็กจากอาร์เมเนีย ที่สัญญาว่าจะเต้นกับเขาคนเดียวหลังจากที่เธอเลิกงานตามภารกิจ  ส่วนทหารรักษาการณ์รุ่นใหม่ก็ต้องทำหน้าที่หลบฉากมิให้สาวๆที่เมามายในงาน ตรงเข้ากระชากเสื้อเกราะของพวกเขาออกจากกายให้ได้  ก่อนอะไรๆจะเกิดขึ้น  คนที่จ้องนางระบำอีกคนหนึ่งก็คือสปอรูส หัวหน้าทหารหน่วยย่อย  ซึ่งแน่นอนเมื่อเสร็จงานคืนนี้ เขาคงจะได้เลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นในกองพันทหารโรมันหน่วยนี้

เมื่อคาสคาพานางระบำลัดเลาะไปตามทางแคบๆบนเนินเขาที่ตั้งของวังเฮโรด  กลิ่นหอมฉุยของเนื้อย่างกรุ่นเข้าจมูกทำให้ผู้ที่กำลังผ่านทางนั้นน้ำลายสอไปตามๆกัน  หลังจากที่กองทหารเดินผ่านหมู่บ้านคนรวยและมีชื่อเสียงที่คาสคาพอรู้จัก  คนรวยสามารถซื้อได้ทุกอย่าง ผู้หญิง  ข้าทาส  ราชวัง  อำนาจ  ทั้งหมดนี้ซื้อด้วยการให้ราคาสูงสุดเท่าที่จะประมูลกัน

บทที่ หก

คาสคาประทับใจในวังโอ่อ่าของเฮโรด อันติปาสเป็นอย่างยิ่ง  ความหรูหราของการประดับตบแต่งแสดงถึงความฟุ้งเฟ้อแบบเอเชีย ซึ่งคนโรมันน้อยคนจะทำได้ เทียบแล้วยูนิฟอร์มการ์ดโรมันยามเย็นไม่มีทางเทียบได้กับการ์ดส่วนตัวของเฮโรด  แม้แต่ชาวกรีกที่เข้ามาพึ่งบารมีของเขายังยอมให้ความนับถืออย่างยิ่งยวด  เป็นที่อิจฉาของชาวกรีกนักรบรับจ้างอย่างยิ่ง   ส่วนคาสคานั้นเพียงรอเวลาของตน

พวกตลกหลวงและนักแสดงแสดงไปเรื่อยๆขณะมีการเสิฟอาหารแปดละลอก  แขกหลายคนต้องไปใช้ห้องคายของเก่า  บางคนอาจป่วยจากการโลภอาหาร และบางคนพยายามล้างลำไส้เพื่อเตรียมสวาปามอาหารชั้นยอดที่กำลังทยอยมา ต่อไป  คาสคาและเหล่าทหารโรมันของเขายืนรักษาการอย่างสงบ  ส่วนตัวคาสคาเองถอนหายใจลึกๆแทบจะทนไม่ไหว  รอการแสดงและการร่ายรำแบบของสาวสวย หลานของเฮโรด นามว่าซาโลเม  ที่เธอดูจะชำนาญที่สุดคือส่ายก้นงอนอย่างรวดเร็วไม่มีใครเทียม  พร้อมกับดึงหนังท้องผลุบเข้าไปติดกับกระดูกสันหลัง แล้วคลายออกมาอย่างรวดเร็ว  นั่นคือการเต้นแบบของสาวน้อย หลานของเฮโรด  ซึ่งทำให้คาสคาหวนไปถึงสาวสวยนักเต้นอาร์เมเนียนของสปอรูส  คืนนี้เธอต้องเป็นนักเต้นให้เขาคนเดียว!
โดยที่เฮโรดสนใจหลานตัวเองมาก  จึงทำให้เธอไม่สามารถปลีกตัวมาหาคาสคา  เขาจึงรู้สึกพอใจยิ่งที่จะหมดหน้าที่ แล้วเดินออกไปจากตรงนั้น  และเราคงจะเห็นต่อไปว่า  การออกจากตรงนั้น ดีสำหรับคาสคาจริงหรือไม่  ต้องตามดูให้ได้

คาสคาดีใจที่งานในหน้าที่จบลง  และคาสคา ในฐานะหัวหน้าผู้ช่วยหน่วยทหาร  ได้เรียกจัดแถวและพาพวกเขาออกจากตรงนั้นเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้  ตอนนี้ก็ถึงช่วงของนักระบำสาวน้อยชาวอาร์เมเนีย  แน่นอน  คืนนี้ต้องสนุกสุดๆเมื่อคาสคาหมดหน้าที่แล้ว  แม้วารีอานูส ผู้ช่วยของ สปอรูส จะเตือนเขาอย่าไปยุ่งกับผู้หญิงของ Sarge    คาสคาไม่รีบเร่ง  หลังจากตื่นตัวจากภาพร่ายรำของซาโลเม่ที่กระตุ้นสัญชาติญาณของมนุษย์เยี่ยงเขา  โรงเตี๊ยมขายเหล้าคลาคล่ำไปด้วยนักดื่มเท่าที่พบได้ในละแวกแถบนี้ พร้อมทั้งทหารทุกชั้นยศจากทั่วโลก...  พ่อค้าจากเอเชียไมเนอร์...แม้คนเร่ร่อนจากทะเลทรายที่คลุมผ้าปิดหน้าตาและคลุมศีรษะกันทราย...คนอาหรับชำเลืองมาทางคาสคาด้วยการจ้องมองแบบมิใช่มิตร   แต่พวกเขาก็เป็นคนดีพอที่จะไม่เริ่มหาเรื่องใดๆ  กองพันที่สิบมีชื่อเสียงในการเข้าสับประยุทธและฆ่าข้าศึก  ชื่อเสียงนี้สมแล้วสำหรับกองพันนี้  ขณะนี้พวกทหารที่ว่านี้ พลุกพล่านอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้เต็มไปหมด  ยูเดอานั้น ปกติเป็นที่ทราบกันว่าเป็นดินแดนที่มีไว้ลงโทษทหารที่ผิดวินัย หลังจากโดนเฆี่ยนแล้วก็ถูกส่งมาที่นี่!
 
คาสคาเหลือบมองกลับไปที่พวกอาหรับแล้วเดินไปหาที่นั่งใกล้ประตู หลังพิงฝา  ทหารเก่าโรมันทำตามอย่างเขาทั้งหมด  ระวังหลังพวกแกเป็นหนึ่งในกฎปกติเพื่อรอดชีวิต ในประเทศที่โรมันเข้าไปยึดครอง  คุณบอกไม่ได้แน่ๆว่าไอ้คนที่อยากเป็นอิสระมันจะลากตับของคุณออกมาด้วยมีดแล่ปลาตอนไหน!

สาวอาร์เมเนียนยังมีการแสดงอีกชุดหนึ่งก่อนที่เธอจะหมดภาระหน้าที่  เขาเริ่มคิดได้ว่า เยรูซาเลมมิใช่เมืองที่อิสรเสรีที่สุดในจักรวรรดิโรมัน  เพราะมันจะมีคนสารพัดเผ่าพันธุ์มาที่นี่  ตอนนี้คาสคาเริ่มจับตามองเรซาที่กำลังรับแขกที่เข้ามาในโรงเตี๊ยม เต้นรำกับพวกเขา  ทหารที่ออกจะมึนๆเชื่อจริงๆว่า ที่เขาหันมาสนใจเธอก็เพราะ เธอยิ้มให้เขาขณะกำลังร่ายระบำกับแขก
ฉันไม่หยุดนิ่งแล้ว...เพราะคืนนี้ เป็น...คืนของฉัน  เขากรอกเหล้าเข้าปากอีกหลายอึกที่ทำให้ร่างร้อนฉ่า

(Petervich ขออนุญาตเซ็นเซอร์ตอนที่ควรตัดและไม่ต้องเดาอะไรทั้งนั้น  เพราะเดาก็ไม่ถูกแน่นอน )

       เป็นอันว่าคาสคาตามสาวน้อย เรซา (Rheza)ไปที่ห้องของเธอในบ้านรับรองอีกแห่งหนึ่ง และ....ขณะที่ทั้งสองกำลังนัวเนียตามประสามนุษย์กำลังหน้ามืดด้วยตัณหาอยู่นั้น  ก็มีเสียงตวาดลั่น

“ นี่เรื่องบ้าอะไรวะ นังโสโครก?”

ในห้องที่มืดเหมือนเข้าถ้ำ  โครงร่างยักษ์ปักหลั่นของสปอรูสยืนทมึน  หน้าของเขาทมึงทึงด้วยความโกรธจัด  “ ไอ้คาสคา  ไอ้ลูกหมา  ข้าจะตัดมือของแกแล้วทุบให้ตายด้วยท่อนไม้โชกเลือด  แต่ก่อนอื่น  ข้าจะเฉือนแกทีละน้อย  สปอรูสกระชากมีดที่ซ่อนไว้ออกมา มันคือมีดแหลมสองคม มันใช้สำหรับแทง มิใช่สำหรับเฉือนเนื้อ

คาสคายืนงงด้วยอาการช็อค

“ เฮ้ย รอก่อนได้ไหม ซาร์เย  แกไม่อยากทำร้ายฉันดอก  ไอ้บ้า  ไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายในนี้โว้ย  พวกเราเพื่อนกันทั้งนั้น  และแกก็บังเอิญต้องมาเข้างานที่นี่เท่านั้น “
 “ เพื่อน ตัวข้า...  แก ไอ้คนแอบทรยศ  ข้าต้องคุ้มกันนักโทษไปที่เรือนขัง  นายทหารผลัดกลางคืนบอกว่าข้ากลับได้ และตอนนี้ข้าก็เห็นแกสองคนเล็ดลอดออกมา  นี่ไง  ไอ้หนุ่ม  แกต้องใช้หนี้สำหรับการก่อความสับสนวุ่นวายกับผู้หญิงของข้า  ข้าจะเฉือนใบหูของมันออกไป ต่อไปมันจะได้ไม่ได้ยินเสียงโกหกเหลวไหลของใครอีก “

สปอรูสแทงคาสคา  เฉือนตรงพุงของคาสคาจากล่างขึ้นบน  คาสคาเซไป  เท้าของเขาถูกกองเสื้อผ้าของเรซาเหนี่ยวไว้และล้มลง  สปอรูสพุ่งเข้ามาคร่อมเขาเหมือนสัตว์ร้ายโกรธจัด 
เกือบคิดไม่ออกว่านั่นคืออะไรจนรู้สึกเจ็บ  ตอนนี้คาสคารู้แล้วว่าตัวถูกแทง  คมมีดจมลงที่ท้องจนถึงด้ามมีดสองคมนั้น  และตอนนั้นเองที่เขารู้สึกปวดร้อนดั่งไฟแผดเผา

สปอรูสปล่อยมีดและก้าวถอยออกไป

ทหารทั้งสองรู้ดีว่านั่นคือการแทงถึงตายแน่นอน

       มองลงไปที่ด้ามมีดที่โผล่ออกจากท้อง  ตอนแรกคาสคารู้สึกแทบทนไม่ไหว...แล้วความโกรธก็เข้าครอบงำเขา  เขาร้องเสียงดังว่า “ ฆ่ากูเลย  เอาซี”  เขาเหยียดมือขวาลงมาและดึงด้ามมีดจากพุง ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและความบ้าคลั่ง

สปอรูสยืนตรงนั้น  งงงันจากสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็เริ่มทำท่าจะเดินออกจากห้องนั้น  คาสคากระโจนเข้าใส่และแทงเขาด้วยมีดที่ลำคอ เปิดแผลที่คอหอยฉกรรจ์  สปอรูสทรุดตัวลงคุกเข่ามือทั้งสองกุมคอหอยทำท่าคล้ายจะปิดแผล ที่เลือดไหลโกรกออกมา  แต่ปอดเต็มด้วยเลือดแดงเข้มจากเส้นเลือดใหญ่  และ ด้วยดวงตาที่ไม่เข้าใจอะไรเลย  เขาไถลเข้าสู่ความมืด และเสียงสั่นไหวของความตายยังคงก้องในหูขณะที่วิญญาณออกจากร่าง

ส่วนคาสคานั้นก็ล้มลงนอนข้างๆสปอรูส   เขาทราบดีว่าตนนั้นกำลังเลือดไหลภายในร่างกาย  คมมีดนั้นได้ฉีกเฉือนเส้นเลือดใหญ่ที่ทอดตัวในกระดูกสันหลังตรงกระเพาะอาหาร เขาคือคนตาย เขาทราบดี

นอนตรงนั้นบนพื้นที่มืดๆก็รู้สึกความอ่อนแอกำลังคืบคลานเข้ามาหาเขา  ความคิดของเขาบอกว่าเขากำลังจะตาย แต่...สั่นสะท้านเยือกเย็นด้วยความกลัว  ... และอะไรบางอย่างอีก... แผ่ซ่านทั่วเส้นเอ็นของร่างกาย  เขาได้ยินเสียงหนึ่ง  เสียงของคนยิว : แล้วท่านจะยังคงอยู่จนกว่าเราจะพบกันอีก

บทที่เจ็ด

เรซาหวีดร้องสั้นๆและนั่งลงที่มุมห้อง  มือทั้งสองของเธอยกขึ้นปิดปาก  ท่าทางกึ่งช๊อค             ส่วนสปอรูสนอนสิ้นใจ  ดูท่าประหนึ่งมีใครสักคนช่วยเป่าปากเพื่อให้หายใจ                                 

ส่วนคาสคานอนครวญครางส่งเสียงอู้อี้กับตัวเอง  มือทั้งสองลูบไล้อวัยวะที่ท้องประหนึ่งพยายามรีดพิษความเจ็บปวดออกจากท้องของเขา
ดวงตาทั้งสองของเรซาเหลือกขึ้นด้วยความอกสั่นขวัญแขวน  เมื่อมีเงาคนเข้ามาที่ประตู  แล้วก็ปรากฎคนหนึ่ง
เวรีอานูสและทหารซีเรียนยืนอยู่ในห้อง
 
      ในความเงียบ วารีอานูสตรวจสอบสปอรูสเพื่อดูว่าเขาจะทำอะไรได้บ้าง  แต่เมื่อเขามองดูบาดแผลฉกรรจ์ที่คอของสปอรูส เขาหันไปทางคาสคา  พลิกตัวเขาขึ้นมา แล้วดึงแขนทั้งสองข้างของคาสคาออกจากท้องของเขา

“ ไอ้โง่ดักดาน  ฉันบอกแกให้ปล่อยนังบ้านั่นเสีย  แกก็รู้ว่าไอ้แก่สปอรูสมันหมายตาหล่อน  ฉันพยายามแล้ว  เมื่อเจ้าเคลตันที่นี่บอกฉันว่าสปอรูสกลับมาแล้วที่ค่ายเราและเปลี่ยนเข้าเมือง   เรามาที่นี่เท่าที่จะเร็วได้ แต่ไอ้บ้า ดันช้าไม่ทันการ  นอกจากไอ้มอร์ล็อคแล้ว  แกมันโง่กว่าอีกที่ฉันจะเชื่อ  แกฆ่ามันหรือเปล่า?  เอามือห่วยๆของแกออกไปซิวะ  ข้าจะเห็นอย่างไรถ้าแกยังขวางอยู่?”

คาสคาละล่ำละลักอะไรบางอย่างฟังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการตรึงกางเขน

“คาสคา  เพื่อนยาก  ฉันบอกอะไรมากไม่ได้  แต่ ถ้าบาดแผลนี้ไม่ลึกนัก  แกจะไม่เป็นอะไร  แต่ถ้าแผลมันลึก  แกตายได้เลย อะไรที่ควรจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับแกนะ  ผู้บังคับบัญชาของแกคงเล่นหลังคากระเจิงเมื่อรู้เรื่องนี้  เคลตัน  ออกไปเฝ้ายามไว้และให้พวกเราทุกคนหุบปากเงียบเรื่องนี้  คาสคา  แกคนไร้สาระ  ถ้าแกไม่ตาย  ไอ้แก่คนนี้มันจะเผาตำแหน่งหน้าที่ของแก  แกก็รู้ว่ามันกำลังใต่เต้าเพื่อเลื่อนตำแหน่ง  และไอ้เรื่องบ้าๆนี้ดูไม่ดีนักในบันทึกผลงาน  ไอ้บ้าเอ๊ย ไอ้คาสคา  ทำไมแกต้องฆ่ามัน?  ฉันรู้ว่าแกเป็นนักรบที่เก่งกล้ามากกว่าจะทำแบบนี้...”


11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: จากชาวสะมาเรียผู้เปี่ยมเมตตาสู่เซียนแพทย์หุบเขาผีเสื้อ “โอ้วแชงู้” ผู้เห็นคนตา เมื่อ: สิงหาคม 12, 2015, 07:34:05 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

        ในขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแพทย์ชนบทได้โพสต์แสดงความเห็นคัดค้านเอาไว้ว่า
       
        จ่าพิชิต ขจัดพาลชน

       ทุกวันนี้ถ้าใครไป รพ ชุมชนเล็กๆ เวลาเข้าไปในห้องบางห้อง จะเห็นไฟกลมๆแบบในภาพนี้ติดอยู่บนเพดาน ก็คงสงสัยว่ามันเอาไว้ใช้ทำอะไร อันนี้เป็นมรดกตกทอกมาจากสมัยก่อน ที่หมอในเมืองไทย ยังผ่าตัดที่ รพ ชุมชน อยู่ครับ น่าจะราวๆสิบปีกว่าๆได้แล้วมั้ง สมัยนั้น มีเคสไส้ติ่ง เคสคลอด ทำหมัน ก็ทำกันที่ รพ ชุมชนนั่นล่ะ ไม่ต้องส่งต่อ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ ผ่าไส้ติ่งแล้วมีคนเสียชีวิต เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล รพ ชุมชนทุกแห่งจึงเลิกผ่าตัดนับแต่นั้นเป็นต้นมา ถ้ามีเคสที่จำเป็นต้องผ่าตัดก็ส่งตัวคนไข้ไป รพ ศูนย์ รพ จังหวัดให้จัดการต่อ
       แต่ประมาณปีสองปีที่ผ่านมานี้ มีนโยบายจากกระทรวงสั่งมา ร่ำๆว่าจะให้เปิดห้องผ่าตัดใน รพ ชุมชน ผ่าตัดไส้ติ่ง ผ่าคลอด บลาๆเหมือนในอดีตอีกหน
       สมัยเรียนมหาลัย ประเด็นนี้จ่าก็เคยถามอาจารย์เหมือนกันว่า จารย์ครับ ถ้าจบไปอยู่ รพ ชุมชน ควรผ่าที่ รพ มั้ย อาจารย์วิสัญญี (ดมยา) ก็ถามว่า แล้วถ้าเกิดเธอบล๊อคหลังคนไข้แล้วเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เธอรับมือไหวเหรอ ขนาดในมหาลัยเวลาเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น high block จากการบล๊อคหลัง ยังแทบแย่เลยนะ
       พอจบออกมา ช่วงใช้ทุน เวลาเข้าเคสศัยกรรมนี่ ไอ้พวกไส้ติ่งเนี่ยอย่าคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆนะครับ ถ้าเป็นเคสไส้ติ่งธรรมดาๆ โอเค อันนี้ไม่ค่อยยาก แต่ถ้าเจอพวกที่ไม่ตรงไปตรงมา เช่น ไส้ติ่งเน่าแตกไปถึงลำไส้ใหญ่ อันนี้ถามจริงๆ ให้หมอทั่วไปผ่าที่ รพช น่ะ ไหวเหรอครับ
       ไอ้เคสที่สยดสยองที่สุดนี่เพื่อนจ่าเจอมากับตัวเคสนึง คนไข้มาแบบปวดตำแหน่งไส้ติ่งเลยนะ พอผ่าออกไป เลือดพุ่งออกมาเป็นน้ำพุเลย จนต้องตามหมอศัลย์มาเข้าเคสด่วนสุดๆ สุดท้าย คนไข้เป็นมะเร็งตับแล้วเส้นเลือดแตก เลือดไหลเรื่อยๆลงไปกองตรงตำแหน่งไส้ติ่ง ทำให้มีอาการปวดแบบไส้ติ่ง เจอเคสพวกนี้ ถ้าผ่าที่ รพ ชุมชน พูดได้คำเดียวครับ ฉิบหายแน่นอน
       การที่กระทรวงมีนโยบายจะให้กลับมาผ่าที่ รพ ชุมชนอีกครั้ง ผมว่ามันเป็นอะไรที่อันตรายมาก
       การจะทำผ่าตัดเพื่อแสดงให้โลกรู้ว่า เฮ้ ชั้นทำได้นะ ชั้นผ่าตัดที่ รพ ชุมชนได้นะ กับทำแล้วคนไข้ปลอดภัยหลังการผ่าตัดมากที่สุด ก็เป็นคนละเรื่องกัน
       ยุคนี้แล้ว การคมนาคมเจริญกว่าสิบปีก่อนเยอะ อย่าห้าวผ่าที่ รพ ชุมชนเลยครับ ส่งไปผ่าที่จังหวัดเถอะ คนไข้เป็นอะไรขึ้นมา มันไม่คุ้ม
       
        อันที่จริงที่ จ่าพิชิต พูดก็มีเหตุผลคือตรงตามหลักการแพทย์ที่เรียกว่า First, Do no harm. ประการแรกต้องไม่ทำให้ใครเป็นอันตราย แต่ในหลายกรณีความล่าช้า ไม่ยอมรักษาหรือผ่าตัดในเวลาที่จำเป็นจริงๆ หรือฉุกเฉิน อาจจะทำให้เสียเกิดการเสียชีวิตหรือพิการได้ สังคมไทยเราเรียกร้องสิทธิมากมาย มากจนลืมคำนึงถืงความเป็นจริงว่า ศักยภาพของสังคมนั้นช่วยเหลือเกื้อกูลให้สิทธิคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน พรบ คุ้มครองผู้เสียหาย อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ คนไทยต้องตายไปอีกมากมาย ทำให้สาธารณสุขไทยยิ่งแย่ลง เพราะทุกคนจะปกป้องตัวเองกันทั้งหมด และจะไม่มีใครคิดช่วยใคร ดังนั้นใครที่มีเงินก็ต้องออกเงินไปโรงพยาบาลเอกชนกันเอาเอง ถ้าไม่อยากตายหรือไม่อยากให้ลูกพิการ
       
        ถ้าพรบ คุ้มครองผู้เสียหาย ฉบับนี้ผ่านสนช มาได้จริง จะเป็นการทำลาย Good Samaritans Law ลงไป เราไม่อยากจะฝ่าฝืนหลัก First, Do no harm ก็จริง แต่เราก็คงจะไม่อยากให้มีคนอย่างเซียนแพทย์หุบเขาผีเสื้อ “โอ้วแชงู้” เจ้าของฉายา ผู้เห็นคนตายไม่ช่วย หากผู้ที่กำลังจะตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเม้งก่าเหมือนกับ โอ้วแชงู้ เอง เรื่องเช่นนี้ละเอียดอ่อน และคงต้องคิดกันให้มากๆ เพราะจะส่งผลต่อชีวิตคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กไทยที่อาจจะสมองพิการ ปัญญาอ่อน จากการคลอดที่ทำให้ขาดออกซิเจนได้

        Credit  :  Manager Online

                       คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ( NIDA )
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / จากชาวสะมาเรียผู้เปี่ยมเมตตาสู่เซียนแพทย์หุบเขาผีเสื้อ “โอ้วแชงู้” ผู้เห็นคนตา เมื่อ: สิงหาคม 12, 2015, 07:29:09 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                     
                                                                     จากชาวสะมาเรียผู้เปี่ยมเมตตาสู่เซียนแพทย์หุบเขาผีเสื้อ “โอ้วแชงู้” ผู้เห็นคนตายไม่ช่วย

Manager Online
ผู้เขียน ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
12 สิงหาคม  2558

                                                               http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000091112

       อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
       สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
       สาขาวิชา Business analytics and intelligence
        คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
       http://as.nida.ac.th/th/

        พระคริสตธรรมคัมภีร์ลูกา 29: 37 มีเรื่องเล่าของชาวสะมาเรียผู้เปี่ยมเมตตาช่วยเหลือชีวิตคนที่ถูกโจรปล้นกลางทางอาการปางตายเท่าที่ตัวเองพอมีความสามารถตามมีตามเกิดเอาไว้ดังนี้
       
        29: ชายคนนั้นต้องการจะพูดป้องกันตนเอง จึงทูลพระเยซูเจ้าว่า "แล้วใครเล่าเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า?"
        30: พระเยซูเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า "ชายคนหนึ่งกำลังเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโคเขาถูกโจรปล้น พวกโจรได้ปล้นทุกสิ่ง ทุบตีเขาแล้วก็จากไป ทิ้งเขาไว้อาการสาหัสเกือบสิ้นชีวิต
       31: สมณะผู้หนึ่งเดินผ่านมาทางนั้นโดยบังเอิญ เห็นเขาและเดินผ่านเลยไปอีกฟากหนึ่ง
       32: ชาวเลวีคนหนึ่งผ่านมาทางนั้น เห็นเขาและเดินผ่านเลยไปอีกฟากหนึ่งเช่นเดียวกัน
       33: แต่ชาวสะมาเรียผู้หนึ่งเดินทางผ่านมาใกล้ๆ เห็นเขาก็รู้สึกสงสาร
       34: จึงเดินเข้าไปหา เทน้ำมันและเหล้าองุ่นลงบนบาดแผลแล้วพันผ้าให้ นำเขาขึ้นหลังสัตว์ของตนพาไปถึง โรงแรมแห่งหนึ่งและช่วยดูแลเขา
       35: วันรุ่งขึ้นเขานำเงินสองเหรียญออกมอบให้เจ้าของโรงแรมไว้กล่าวว่า "ช่วยดูแลเขาด้วย เงินที่ท่านจะจ่าย เกินไปนั้น ฉันจะคืนให้เมื่อกลับมา"
        36: ท่านคิดว่าในสามคนนี้ใครเป็นเพื่อนมนุษย์ของคนที่ถูกโจรปล้น?"
        37: เขาทูลตอบว่า "คนที่ได้แสดงความเมตตาต่อเขา" พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า "ท่านจงไป และทำเช่น เดียวกันเถิด" พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “ ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด”
       
        ชาวสะมาเรียนี่เองที่เป็นที่มาของสำนวน Good Samaritans can do no wrong. หมายความว่าคนที่ช่วยชีวิตด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจนั้นย่อมไม่ผิด และเรามีหลักกฎหมายสะมาริตันส์ที่ดี (Good Samaritans Law) เพื่อป้องกันผลจากการยืนดูคนตายเฉยๆ โดยไม่ช่วย (Bystander effects) เนื่องจากกลัวเปลืองตัวหรือกลัวได้รับความเสี่ยงที่จะทำให้คนเราเข้าไปช่วยนั้นอาการย่ำแย่ลงเจ็บมากขึ้นหรือตาย เพราะหากเข้าไปช่วยชีวิตแล้ว คนที่เข้าไปช่วยอาจจะตาย และเราก็ได้ทำเต็มที่แล้วแต่ไม่ได้ผล หากถูกลงโทษอย่างหนัก ต่อไปจะมีใครยอมช่วยชีวิตใคร ในเมื่อเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังเอากระดูกไปแขวนคอเสียอีก ดังนั้นหลักของกฎหมายการแพทย์เรื่อง Good Samaritans Law จึงมีการใช้กันแพร่หลายในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย แคนาดา ฟินแลนด์ เยอรมันนี อิสราเอล ไอร์แลนด์ หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
       
        สำหรับในประเทศไทย ในภาวะขาดแคลนในถิ่นทุรกันดาร หมอเฉพาะทางมีไม่ครบ เช่น ไม่มีวิสัญญีแพทย์ ไม่มีศัลยแพทย์เฉพาะทาง แต่แพทย์ทั่วๆ ไปสมัยก่อน ก็สามารถผ่าตัดช่วยชีวิตคนไข้ยากไร้ในต่างอำเภอกันมาได้ แต่เมื่อมีประชาชนฟ้องร้องศาลเอาแพทย์เข้าคุก ด้วยคดีอาญา ที่ อำเภอ ร่อนพิบูลย์ เนื่องจากคนไข้เสียชีวิตเพราะอาการแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ ซึ่งก็เกิดได้เป็นปกติไม่ว่าจะผ่าตัดที่ไหนในโลก ทำให้โรงพยาบาลต่างอำเภอเลิกผ่าตัดกันไปหมด และส่ง refer คนไข้เข้าโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ ทำให้คิวผ่าตัดยาวเหยียดมาก แม้เคสเล็กๆ ไม่ซับซ้อนก็ส่งมาหมด ผลก็คือทำให้การรอคอยนานมากแม้กระทั่งการคลอดบุตร ก็เลิกผ่ากันในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ส่งต่ออย่างเดียว ผลลัพธ์คือเด็กไทยมีอัตราการเสียชีวิต พิการ จากภาวะขาดอากาศหายใจระหว่างคลอด เพราะคลอดช้า คิวยาว หรือ ส่งต่อช้า เกิด Birth Asphyxia ทำให้เด็กสมองพิการ ไปชั่วชีวิต เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ตรีคูณ ส่วนอัตราการเกิดไส้ติ่งทะลุ (Ruptured Appendicitis) เพิ่มเป็นทวีคูณ ตรีคูณ เพราะรอคิวยาวมาก และไปทะลุกลางทางระหว่างส่งบ้างระหว่างรอบ้าง

       มีแพทย์โรงพยาบาลชุมชนคนหนึ่งตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงพยายามฟื้นฟูให้มีการผ่าตัดในโรงพยาบาลชุมชนอีกครั้งหลังถูกทิ้งร้างไว้นานแสนนาน เขาได้โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า
       
        หมอตู๋ - Dr.Too Hoo

        ห้องผ่าตัด (OR) โรงพยาบาลชุมชน ห้องร้างที่ถูกลืม...
        หลายๆคน แม้แต่คนในวงการแพทย์ คงลืมบทบาทการผ่าตัด ในโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กไปแล้ว บางคนไม่รู้แม้กระทั่งว่า ในอดีต รพ.เล็กๆ เคยเปิดห้องผ่าตัดช่วยชีวิตคนมาแล้วนับไม่ถ้วน เคยเป็นที่ฝากผีฝากไข้กับคนที่ยากลำบาก เป็นที่สร้างชีวิตใหม่ให้ใครบางคน
       ... นับตั้งแต่เกิดคดี ที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช คดีแพทย์ผ่าตัดไส้ติ่ง แล้วผู้ป่วยเสียชีวิตจากการให้ยาสลบทางสันหลัง การตัดสินคดีนี้นับเป็นคดีสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์ ที่เป็นจุดแตกหักของแพทย์หลายท่าน โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก หลายโรงพยาบาลชุมชน ทยอยกันปิดห้องผ่าตัด ชนิด "ปิดตาย" บางที่เอาไปทำห้องประชุมบ้าง ห้องนวดแผนไทยบ้าง ห้องตรวจบ้าง นับเป็นการปิดฉากซุปเปอร์ฮีโรในอดีต ที่เคยมอบชีวิตใหม่ให้ใครหลายๆคน
       ปิดแล้ว ก็ปิดเลยครับ โอกาสจะกลับมาเปิดใช้ใหม่นั้นยากเหลือเกิน
       หมอที่ไหนจะอยากเดือดร้อนตัวเอง ปิดไปเลย ไม่ทำผ่าตัด ส่งผู้ป่วยไป รพ.ใหญ่ ผลเสียก็ตกกับชาวบ้านตาดำๆ นี่แหละครับ โดยเฉพาะคนยากคนจนที่เดือดร้อน ต้องลำบากเดินทางไป รพ.ใหญ่
       ...วันนี้ มีโอกาสที่ดี ได้พลิกฟื้นความรู้สึกบางอย่าง ได้มีโอกาสใช้บริการ ห้องในตำนานแห่งนี้
       ห้องผ่าตัด รพ.บ้านเหลื่อม ถูกยกเลิกการใช้มาตั้งแต่ยุคนั้น คาดว่าเกือบ 10 ปีแล้ว ที่ไม่เคยนำมาใช้ผ่าตัดใดๆ แต่โชคดีที่ยังไม่ถึงกับปิดตาย อุปกรณ์ต่างๆ ยังคงใช้ได้ดี คนทำงานก็ยังพอรื้อฟื้น แม้จะตะกุกตะกักไปบ้าง แต่นี่เป็นสัญญาณที่ดีบางอย่าง วำหรับ อำเภอเล็กๆแห่งนี้
       ...หมอทำเป็น เพียงอย่างเดียว คงไม่อาจได้รื้อฟื้นห้องผ่าตัดขึ้นมาได้
       ต้องขอบคุณ ผู้ป่วยและญาติที่ได้มอบความไว้วางใจ
       ทีมพยาบาล ใจยังพร้อมสู้ เสมอ แม้จะร้างรามานับปีไม่ถูกแล้ว
       หมอ, พยาบาล, คนงาน, คนไข้, ญาติ, ห้อง, อุปกรณ์, ยา ฯลฯ ทุกอย่างมาพร้อมกัน จึงจะมีวันนี้ แม้วันนี้จะเป็นเพียง "การทำหมันหลังคลอด" หัตถการผ่าตัดใหญ่ที่เล็กที่สุด แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี
       ผลประโยชน์สุดท้าย รพ.ชุมชน ทำงานเพื่อชุมชน หมอไม่ได้อะไร แต่สังคมต่างหากที่จะได้รับประโยชน์
       ...ช่วยกันแชร์ หากท่านคิดว่าเป็นสิ่งดี หลายที่พร้อม ขาดเพียงอย่างเดียวคือ "การมอบความไว้วางใจ" จากผู้มีอำนาจเบื้องบน หลายๆหน่วยงาน
       

       
13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ธนาคารวาติกันแสดงบัญชีงบดุลย์ ยังคงทำการฟื้นฟูต่อไป เมื่อ: สิงหาคม 10, 2015, 07:28:02 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                        ธนาคารวาติกันแสดงบัญชีงบดุลย์ ยังคงทำการฟื้นฟูต่อไป
                                                    Vatican bank releases balance sheet, continues reform

ข้อมูลจาก Catholic News Agency's Vatican Observer,
Andrea Gagliarducci    Update August 9, 2015

                                          http://www.ewtn.com/vnews/getstory.asp?number=130875

       Vatican City, Jul 8, 2014 / 02:01 pm (CNA/EWTN News).- The Institute for the Works of Religion, or “Vatican bank”, published its 2013 financial statement Tuesday, concluding the first step of an ongoing reform to improve financial transparency at the Vatican.

นครวาติกัน  8 กรกฎาคม 2014 / 02:01 pm (CAN/EWTN News)  สำนักงานเพื่องานของศาสนา - The Institute for the Works of Religion, หรือ ธนาคารวาติกัน -“Vatican bank”  ได้พิมพ์เผยแพร่
คำยืนยันทางการเงิน หรือ งบดุลย์ทางการเงินเมื่อวันอังคาร  สรุปก้าวแรกของการฟื้นฟูเพื่อปรับปรุงที่กำลังทำอยู่ เพื่อปรับปรุงความโปร่งใสทางการเงินที่วาติกัน

“As set out in May 2013, we have focused on making the IOR compliant with financial regulation, safer and more transparent, so as to create options for the Holy Father to decide on the future of the Institute,” Ernst von Freyberg, president of the board, said July 8. “Through this work we have laid the ground for a new team to make the IOR a truly outstanding service provider in Catholic finance.”

“ โดยที่เริ่มงานในเดือนพฤษภาคม 2013 เราได้วางจุดศูนย์รวม ในการทำความยินยอมกับธนาคารวาติกัน (IOR) ด้วยกฎระเบียบทางการเงิน ให้ปลอดภัยกว่าและโปร่งใสกว่า  เพื่อสร้างทางเลือกสำหรับบิดาผู้ศักดิสิทธิ์ ให้ตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของสถาบัน “Ernst von Freyberg,ประธานคณะกรรมการ  กล่าวเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม  “ อาศัยงานนี้ เราได้วางพื้นฐานสำหรับทีมงานใหม่ ที่จะทำให้ IOR เป็นผู้จัดบริการลือชื่อจริงๆในการเงินคาทอลิก “

“Notwithstanding this housekeeping effort, the IOR has delivered a creditable performance for its customers, first and foremost the Holy See itself. In the first half of 2014, we delivered a very positive performance that validates the efforts of all those working at the IOR.”

“ แต่กระนั้นก็เถอะ ความพยายามดูแลบ้านนี้  ธนาคารวาติกันได้ส่งมอบการดำเนินงานที่เชื่อถือได้สำหรับบรรดาลูกค้าของธนาคาร แรกและก่อนเพื่อนก็คือสำหรับสันตะสำนักเอง  ในครึ่งแรกของปี 2014  เราส่งมอบการปฏิบัตีงานที่เป็นบวกมาก ที่มีเหตุผลให้เกิดความพยายามของคนทั้งหมดผู้ทำงานที่ธนาคาร IOR “

The issuance of the balance sheet closed ‘phase 1’ of the reform of the “Vatican bank,” the Italian acronym of which is IOR.
The second phase will deal with the integration of the IOR into the new economic-administrative Vatican framework. A new board and executive team will be appointed to carry forward this phase.

การประกาศบัญชีงบดุลย์ ได้ปิด ‘ เฟส 1’ ของการปฏิรูปของธนาคาร “ Vatican bank “ ซึ่งคำย่อภาษาอิตาเลียนคือ IOR   เฟสที่สองจะจัดการเรื่องความสมบูรณ์ของธนาคาร IOR เข้าไปสู่กรอบงานบริหารเศรษฐกิจใหม่ของวาติกัน คณะกรรมการและทีมผู้บริหารชุดใหม่ จะได้รับการแต่งตั้งให้รับงานก้าวไปในเฟสนี้

Cardinal George Pell, prefect of the Secretariat for the Economy, thanked von Freyberg and the entire board, as well as director general Rolando Marranci and his staff, for “their great dedication to the cause of delivering a safe and professional financial service to the Church and in bringing about the required improvements for the continuation of the service.”

Cardinal George Pell, หัวหน้าสำนักเลขานุการเพื่อเศรษฐกิจ - prefect of the Secretariat for the Economy  ได้ขอบคุณ von Freyberg และคณะกรรมการทั้งชุด  เช่นเดียวกับอธิบดี Rolando Marranci และกลุ่มทำงานของเขา  สำหรับ “ การอุทิศตนยิ่งใหญ่ของพวกเขา แก่ เหตุผลของการให้บริการการเงินแบบมิออาชีพและปลอดภัย แก่พระศาสนจักร และในการนำการปรับปรุงที่ต้องการสำหรับการดำเนินบริการต่อไป “

       Under von Freyberg’s presidency, with the help of the external consultants of the Promontory Financial Group, the IOR carried forward the screening of its accounts, as a result of which 3,000 customers' accounts were closed. The customer categories of the Vatican bank have also been restricted.

ภายใต้การเป็นประธานของ  von Freyberg  ด้วยความช่วยเหลือของที่ปรึกษาภายนอกของกลุ่มการเงินที่แหลมคม  ธนาคาร IOR ได้ดำเนินการกรองบัญชีการเงินของธนาคาร  ผลก็คือบัญชีลูกค้า 3,000 บัญชีถูกสั่งปิด  ประเภทลูกค้าของธนาคารวาติกันได้ถูกจำกัดด้วย

“Thanks to this decision, the IOR now focuses only on Catholic institutions, clerics, employees or former employees of the Vatican with salary and pension accounts, as well as embassies and diplomats accredited to the Holy See,” the organization stated.

“ ขอบคุณการตัดสินใจนี้ ขณะนี้ ธนาคารวาติกันมุ่งรวมศูนย์ในลูกค้าที่เป็นสถาบันคาทอลิก  นักพรต ลูกค้าหรืออดีตลูกค้าของวาติกัน ด้วยบัญชีเงินเดือนและเงินเลี้ยงชีพ  เช่นเดียวกับบรรดาสถานสมณทูตและนักการทูต ที่รับเครดิตต่อสันตะสำนัก “ องค์กรกล่าวยืนยัน.

At the close of 2013, the IOR had some 17,000 customers, of which 12,000 were individuals, and 5,000 were Catholic institutions.
It showed a net profit of some $4 million – down from more than $117 million in 2012

เมื่อปิดบัญชีปี 2013  ธนาคาร IOR มีลูกค้าประมาณ 17,000 บัญชี  ซึ่งในจำนวนนั้น  12,000 บัญชีเป็นปัจเจกบุคคล ในขณะที่ 5,000 บัญชีเป็นสถาบันคาทอลิก  มีการแสดงกำไรสุทธิประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ – ลดลงต่ำกว่า 117 ล้านดอลลาร์ในปี 2012

“The net profit was affected by a number of factors,” the IOR explained: “extraordinary expenses; losses related to property investments in externally managed investments funds committed to in 2012 and nearly 2013; and the fluctuation in the value’s of the IOR gold reserves,” adding that its profit would have been $95 million.

“ กำไรสุทธิได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย “  ธนาคาร IOR อธิบาย  คือ “ การใช้จ่ายพิเศษ  การขาดทุนเกี่ยวกับการลงทุนทางทรัพย์สิน ในการลงทุนที่จัดการลงทุนในกองทุนที่จัดทำภายนอกธนาคาร ที่ดำเนินการในปี 2012 และใกล้ปี 2013  รวมทั้งอัตราการขึ้นลงในมูลค่าของทุนสำรองทองคำธนาคาร IOR ด้วย “ โดยมีการแจ้งเพิ่มเติมว่า กำไรของธนาคารควรจะเป็น  95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

      The extraordinary expenses included the cost of Vatican financial reform, which increased operating expenses by more than $11 million.
Despite the low net profit, the IOR contributed $73.5 million to the Holy See's budget.
The Holy See's financial statement for 2013 showed a deficit of $33 million “due principally to negative fluctuations deriving from the valuation of gold.”

รายจ่ายพิเศษรวมถึงค่าฟื้นฟูทางการเงินวาติกัน  ซึ่งได้เพิ่มรายจ่ายดำเนินการที่เพิ่มขึ้น  มากกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  นอกจากกำไรสุทธิต่ำแล้ว  ธนาคารวาติกันได้อุทิศเงิน 73.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่งบประมาณของสันตะสำนัก   งบดุลย์ทางการเงินของสันตะสำนักสำหรับปี 2013 ได้แสดงให้เห็นการขาดดุลย์  33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ " เนื่องมาจากส่วนใหญ่เกิดจากการฟักตัวทางลบ อันเกิดจากราคาทองคำ “

It most significant expense are personnel costs, with 2,886 employees.
Meanwhile, the executive administration of Vatican City -- its governorate -- closed 2013 in the black at nearly $45 million in profit, with the assistance of contributions from the IOR.

ค่าใช้จ่ายที่มีความหมายมากที่สุด คือค่าจ้างบุคคล  ที่ประกอบด้วยพนักงาน 2,886 คน   ในขณะเดียวกัน  คณะผู้บริหารของนครวาติกัน – คณะกรรมการบริหาร – ปิดปึ 2013 เป็นตัวดำที่ประมาณ 45 ล้านดอลลาร์เป็นกำไร  ด้วยความช่วยเหลือของเงินบริจาคจากธนาคาร IOR–ธนาคารวาติกัน.

Tags: Vatican Finances, IOR


       
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / แก๊งมอดไม้ศรีสะเกษเหิมลอบตัดพะยูงยักษ์อายุ 200 ปี ล้มทับโบสถ์คริสต์ เมื่อ: สิงหาคม 09, 2015, 06:28:18 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                          แก๊งมอดไม้ศรีสะเกษเหิมลอบตัดพะยูงยักษ์อายุ 200 ปี ล้มทับโบสถ์คริสต์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    
   9 สิงหาคม 2558 16:19 น. (แก้ไขล่าสุด 9 สิงหาคม 2558 17:19 น.)

                                                           http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000089943

       จนท.ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้าน เข้าตรวจสอบแก๊งมอดไม้เหิมลอบตัดไม้พะยูงยักษ์อายุ 200 ปี และเป็นต้นไม้พะยูงขนาดใหญ่ที่สุดของ อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ ซ้ำล้มทับโบสถ์คริสต์ วันนี้ ( 9 ส.ค.)
        ศรีสะเกษ - แก๊งมอดไม้เหิมลอบตัดไม้พะยูงยักษ์อายุ 200 ปี และเป็นต้นไม้พะยูงขนาดใหญ่ที่สุดของ อ.ยางชุมน้อย ศรีสะเกษ มูลค่าส่งออกกว่า 7 ล้าน ซ้ำล้มทับโบสถ์คริสต์
       
       วันนี้ (9 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โบสถ์คริสต์ หมู่ 3 บ้านหอย ต.โนนคูณ อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ นายวิหาร คำนึง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 พร้อมด้วย ด.ต.สุพจน์ สัมฤทธิ์ ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม สภ.ยางชุมน้อย ร่วมกับชาวบ้านได้พากันไปตรวจสอบและเฝ้าระวังต้นไม้พะยูงขนาดใหญ่ที่ถูกคนร้ายตัดโค่นล้มลงมาทับโบสถ์คริสต์ซึ่งเป็นของบาทหลวงประสิทธิ์ คำนึง โดยขณะนี้บาทหลวงประสิทธิ์อยู่ที่กรุงเทพฯ และโบสถ์แห่งนี้ไม่มีคนอยู่เฝ้า
       
       จากการตรวจสอบพบว่า ต้นไม้พะยูงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.50 เมตร สูงประมาณ 30 เมตร และแตกกิ่งก้านขนาดใหญ่เป็น 4 ท่อน คาดมีอายุร่วม 200 ปี โดยมีร่องรอยของการตัดไม้พะยูงเป็นท่อนๆ เอาไว้ ซึ่งไม้พะยูงส่วนหนึ่งถูกคนร้ายขนเอาไปได้แล้ว ส่วนไม้พะยูงขนาดใหญ่อีก 2 ท่อนที่เหลืออยู่ พ.ต.อ.กมลวรรธ สุกใส ผกก.สภ.ยางชุมน้อย ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนนำไปเก็บรักษาไว้ที่บริเวณหน้า สภ.ยางชุมน้อย พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันปราบปราม สภ.ยางชุมน้อย มาเฝ้าไม้พะยูงที่เหลืออยู่ซึ่งตัดเป็นท่อนๆ แล้วตลอด 24 ชั่วโมง และใกล้กันยังมีต้นไม้พะยูงขนาดใหญ่เหลืออยู่อีก 1 ต้น ซึ่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ได้ร่วมกับชาวบ้านเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายมาลักลอบตัดไปได้
       
       นายวิหาร คำนึง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 กล่าวว่า เหตุคนร้ายลักตัดไม้พะยูงนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 00.15 น.ของวันที่ 7 ส.ค. โดยได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีการลักลอบตัดไม้พะยูงต้นขนาดใหญ่ที่สุดของ อ.ยางชุมน้อย จึงได้ออกประกาศทางหอกระจายข่าวแจ้งให้ชาวบ้านในหมู่บ้านทราบ จากนั้นตนพร้อมด้วยนายหม้อ คำนึง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ซึ่งเป็นหมู่บ้านติดกันได้พากันมาดูที่เกิดเหตุพบว่า ก่อนเข้าถึงที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร มีรถปิกอัพยี่ห้อวีโก้ สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน กระบะท้ายรถมีโครงเหล็ก มีชายฉกรรจ์หลายคนนั่งบนรถ ขับวิ่งสวนทางออกไปทาง อ.ค้อวัง จ.ยโสธร เมื่อเข้าไปตรวจสอบดูแล้วพบว่าไม้พะยูงถูกตัดโค่นล้มลงทับชายคาของโบสถ์ศาสนาคริสต์ ดังนั้นจึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อมาตรวจสอบที่เกิดเหตุและจะได้ติดตามจับกุมคนร้ายต่อไป
       
       ขณะเกิดเหตุชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ทราบว่า คนร้ายมีประมาณ 5 คน และมีคนถืออาวุธปืนคุ้มกันอยู่ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปขัดขวางและจับกุมคนร้าย ทำให้คนร้ายตัดและขนไม้พะยูงไปได้หนึ่งท่อน ซึ่งตนได้ประสานงานแจ้งให้บาทหลวงประสิทธิ์ คำนึง เจ้าของที่ดินได้รับทราบแล้ว โดยที่ดินแห่งนี้เป็นที่ดินมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย และมีการแบ่งที่ดินแปลงนี้ให้กับพี่น้องทุกคนเรียบร้อยแล้ว ไม้พะยูงที่ถูกตัดนี้หากส่งไปขายต่างประเทศจะมีมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท
       
       ร.ต.ท.สุพัตร ชนะกิจ พนักงานสอบสวน สภ.ยางชุมน้อย กล่าวว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วได้นำไม้พะยูงขนาดใหญ่ที่ถูกตัดไว้แล้วจำนวน 2 ท่อนมาเก็บไว้ที่ สภ.ยางชุมน้อย เบื้องต้นได้ตั้งข้อหาว่าลักทรัพย์ในยามวิกาล เนื่องจากไม้พะยูงอยู่ในพื้นที่ดินที่มีโฉนดขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้อย่างเร่งด่วนต่อไปแล้ว

       Credit :  Manager Online

       Alan  Petervich :  ขอ ออกความเห็นเกี่ยวกับข่าวและเรื่องน่าสมเพศนี้สักเล็กน้อยนะครับ  ต้นไม้ยักษ์ต้นนี้เป็นสมบัติของมิสซังโรมันคาทอลิก และผู้ดูแลคือ คุณพ่อเจ้าวัด บาทหลวงประสิทธิ์ คำนึง ผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดคาทอลิกหลังนี้ พร้อมด้วยคนคริสต์ที่อยู่ในที่ดินที่วัดจัดสรรให้  ทำอะไรกันอยู่  คุณพ่อเจ้าวัดนั้นคงมาทำมิสซาในวันอาทิตย์เท่านั้น  เสร็จแล้วก็คงไปรวมตัวสังสรรกับเพื่อนพระสงฆ์  ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น  ทั้งๆที่การขโมยตัดต้นไม้ยักษ์นี้ไม่ใช่จะทำได้สองสามชั่วโมง  แต่คงใช้เวลาหลายชั่วโมง  สัตบุรุษที่อาศัยรายรอบวัด  ไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะเข้าปกป้องทรัพย์มีค่าของวัดบ้างหรือ  น่าสงสารพระศาสนจักร  มีสัตบุรุษคริสตังรายรอบ  แต่ไม่สามารถช่วยกันทำอะไรได้  ต่อไปพวกผู้ร้ายคงเหิมเกริมเข้ารื้อถอนวัด เอาไม้ที่ก่อสร้างวัดไปจนเกลี้ยง น่าจะเป็นไปได้  ระวังหน่อยดีไหม  คุณพ่อเจ้าวัดทำอะไรวันๆ  ถ้าไม่อยากเป็นพระสงฆ์เจ้าอาวาส ก็บอกพระสังฆราช  ขอเปลี่ยนหน้าที่ได้มิใช่หรือ? ไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้วหรือที่จะดูแลรักษาทรัพย์สินของวัด  น่าสงสารจริงๆครับ!
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / “ปัญจพล เสน่ห์สังคม” เจ้าของวาทะ “ผมเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว”! เมื่อ: สิงหาคม 07, 2015, 06:30:42 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                             “ปัญจพล เสน่ห์สังคม” เจ้าของวาทะ “ผมเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว”!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    
   7 สิงหาคม 2558 11:46 น.

                                                 http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9580000089171

         “ผมเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว”

       ถ้อยคำดังกล่าวนี้ กลายเป็นที่ประทับอกประทับใจของผู้ที่ได้รับรู้ ผ่านสื่อออนไลน์ที่มีการแชร์ข้อความกันอย่างกึกก้องในชั่วเวลาข้ามคืน พร้อมเสียงสรรเสริญเยินยอในเกียรติยศแห่งผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี...

         เปิดตัวตน “ปัญจพล เสน่ห์สังคม” เจ้าของวาทะ “ผมเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว”!

        "วันนี้ตอนเย็นประมาณ 5 โมง ผมเดินลงมาจะกลับบ้าน เจ้าหน้าเรือนจำกำลังตรวจรายชื่อผู้ต้องขัง รถเรือนจำติดเครื่องรอขนผู้ต้องขังไปเรือนจำ มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้ สอบถามได้ความว่าแม่กับน้องชายถูกฟ้องฐานมีพืชใบกระท่อม ศาลปรับคนละ 7,500 บาท จะประกันตัวต่อก็ไม่มีเงินจ่ายนายประกันอาชีพ เลยกลับบ้านไปหยิบยืมเงินญาติมาได้ 6,000 บาท ไม่พอเสียค่าปรับ นายประกันอาชีพก็ไม่ช่วย แถมบอกว่าถ้าจะให้ช่วยต้องไปหาคนมาค้ำประกัน จึงจะยอมยื่นประกันชั้นอุทธรณ์ให้ เธอหมดหนทางที่จะช่วยแม่และน้อง ได้แต่นั่งร้องไห้โทษตัวเองว่าช่วยแม่ไม่ได้
      
       “ผมบอกว่าให้ยื่นคำร้องขอประกันตัว เพื่อออกไปหาค่าปรับมาชำระสิ เงิน 6,000 บาทที่มีอยู่ก็ให้เอาเป็นเงินประกัน ผู้หญิงคนนี้บอกว่า ศาลปิดทำการแล้ว ผมบอกว่ายังไม่ปิด เธอเถียงว่าปิดแล้วก็เจ้าหน้าที่บอก ผมบอกว่าเดี๋ยวผมสั่งเปิดให้ดู แล้วหันไปบอกคุณเล็กว่า จัดการเรื่องนี้ให้เค้าหน่อย เดี๋ยวผมสั่งปล่อยเอง คุณเล็กจัดการให้เสร็จ แล้วก็ปล่อยคุณแม่เธอ ผู้หญิงคนนี้ยกมือไหว้หลายครั้ง ผมบอกเธอว่า ผมเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว"

        ข้อความในเครื่องหมายคำพูดข้างต้นนั้น เป็นคำบอกเล่าของ “ปัญจพล เสน่ห์สังคม” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลจังหวัดปัตตานี ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายเข้ามาประจำการที่ศาลจังหวัดปทุมธานีตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ท่านเขียนข้อความนี้ไว้เมื่อเดือนสิงหาคมของปีที่ผ่านมา ครั้งปฏิบัติงานอยู่ที่จังหวัดปัตตานี

        จากข้อมูลที่หาได้ พบว่า ผู้พิพากษาท่านนี้ พื้นเพเป็นคนปักษ์ใต้ เกิดที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เส้นทางชีวิตเหมือนได้รับลิขิตให้ย่างหมากชีวิตบนเส้นทางนักกฎหมาย ผ่านรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ อีกทั้งจบกฎหมายมหาชนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมและศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ลุยงานด้านกฎหมายมาทั่วสารทิศ นับตั้งแต่การเป็นทนายความ ก่อนขยับขึ้นสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแขวงสงขลา ศาลจังหวัดสงขลา ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ศาลจังหวัดปัตตานี ก่อนจะมาประจำอยู่ศาลจังหวัดปทุมธานีในปัจจุบัน

       “ชีวิตของผมเกิดมาในชาติภพหนึ่ง ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง
       แต่ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ก็อยากจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด”
 
        นั่นคือคติธรรมนำชีวิตและการทำงานของผู้พิพากษาท่านนี้ ที่ในครั้งหนึ่งนั้น ถึงกับเคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายร่วมกับพี่น้องประชาชนในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองซึ่งเป็นที่จดจำกันในนาม “พฤษภาทมิฬ”
      
       “เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ได้เข้าร่วมกับพลตรีจำลอง ศรีเมือง ชุมนุมประท้วงพลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจนถูกทหารใช้อาวุธปืน M 16 ยิง กระสุนปืนถูกบริเวณหน้าท้องทะลุหลัง ได้รับบาดเจ็บสาหัส ผมถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แพทย์รักษาช่วยชีวิตไว้ได้ทัน แต่ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาแรมปี ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานของเยี่ยม พร้อมกับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ ผู้แทนพระองค์ขอให้สัญญาว่า เมื่อรักษาตัวจนหายดีแล้ว ให้สอบมาเป็นผู้พิพากษาเพื่อดูแลประชาชนของพระองค์ท่านในเรื่องคดีความ เมื่อรักษาตัวหายก็ไปเรียนเนติบัณฑิตในปี 2537 ใช้เวลา 1 ปีจบ รุ่งปีต่อมาก็สอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้”
      
       และเพราะเหตุนี้เอง ถ้อยคำที่ว่า “ผมเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว” จึงติดตรึงอยู่ในความนึกคิดและเป็นเข็มทิศให้แก่ชีวิตการทำงานนับแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะสำนึกเสมอว่า ที่ได้มาทุกวันนี้ เพราะพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระราชินี

        นอกจากนี้ ในการทำหน้าที่ตัดสินคดีความคดีหนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน ยังกลายเป็นที่มาของคำคำหนึ่งซึ่งกลายเป็นเสมือนหลักชัยให้กับการต่อสู้เรียกร้องเพื่อความยุติธรรมของประชาชนคนธรรมดาผู้หาเช้ากินค่ำ อย่างคำว่า “ตุลาการภิวัตน์”
      
       “ตุลาการภิวัตน์ คำนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทยูเนี่ยนเพาเวอร์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) ผู้รับสัมปทานขึ้นที่บ้านกรูด (บ้านหินกรูด) ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” ปัญจพล เสน่ห์สังคม บอกกล่าวเล่าไว้ในบางบัญชร
      
       “ตอนนั้น นางจินตนา แก้วขาว กับชาวบ้านบ้านหินกรูดลุกขึ้นต่อสู้คัดค้านด้วยเหตุผลว่าการสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อวิถีชุมชน วิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ต่อมาทางบริษัทจัดงานเลี้ยงฉลอง ชาวบ้านจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปใช้น้ำปลาวาฬหมักซึ่งมีกลิ่นเหม็นมากเข้าไปเทใส่โต๊ะจีนในงานเลี้ยง บริษัทแจ้งความดำเนินคดีกับนางจินตนาในข้อหาร่วมกันบุกรุกที่ส่วนตัว พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางจินตนาต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางจินตนาให้การปฎิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดและที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่สาธารณะ”
      
       ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งมีนายปัญจพล เสน่ห์สังคม เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และนางสาวศิริพร นันทนฤมิตร ผู้พิพากษาองค์คณะ มีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2548 นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทความเรื่อง "คำพิพากษาคดีจินตนา แก้วขาว” ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ถัดมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 นายเกษียร เตชะพีระ นำคดีนี้มาเขียนเป็นบทความลงในหนังสือพิมพ์มติชนอีกครั้งในหัวข้อ “ตุลาการภิวัตน์ภาคประชาชน”

        ในส่วนของคดีนั้น โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตัดสินกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกนางจินตนา นางจินตนายื่นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเชื่อว่านางจินตนาบุกรุกเข้าไปในที่ดินส่วนตัวของบริษัทจริง พิพากษาให้จำคุก 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญา คดีนี้ นางจินตนาต่อสู้มาตลอดว่าไม่ได้กระทำความผิดและที่ดินบริเวณงานเลี้ยงเป็นที่สาธารณะแต่ถูกบริษัทกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตออกโฉนดทับที่สาธารณะ ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยนายวิชา มหาคุณ ได้ลงพื้นที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีการทุจริตออกโฉนดทับที่สาธารณะที่มีอยู่เดิมจริง มีมติชี้มูลความผิดเจ้าพนักงานที่ดินและมีการเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินแปลงนี้เสีย
      
       และก่อนหน้านี้ ในช่วงปลายปี 2546 ศาตราจารย์ ดร.วิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ (OHCHR) ได้นำคำพิพากษาของนายปัญจพล เสน่ห์สังคม ไปอภิปรายในที่ประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าเป็นครั้งแรกที่ศาลไทยนำกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิของประชาชนมาวินิจฉัยคุ้มครอง และนั่นก็นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงานของผู้พิพากษาท่านนี้

        “เวลาพิจารณาคดี ผมจะคิดไว้ในใจก่อนว่า ทั้งโจทก์และจำเลยเป็นญาติของเรา ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการความยุติธรรมเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่า แม้กระทั่งมหาโจรก็ยังต้องการความยุติธรรม ดังนั้น สิ่งที่เราพึงกระทำในแต่ละการพิจารณาตัดสินคดี ก็คือ
      
       “หนึ่ง เราต้องค้นหาความจริงให้เจอก่อน
       “สอง เราต้องค้นหาคุณธรรมให้พบแล้วจึงค่อยเอากฎหมายเข้าไปจับ ตรงนี้ก็คือการพิจารณาดูว่าความผิดที่เขากระทำนั้น มันยังพอที่จะให้อภัยให้ได้หรือเปล่า เพราะบ่อยครั้ง เราจะพบว่าความผิดที่เขากระทำผิด มันก็ไม่ได้ชั่วถึงขั้นที่ว่าจะต้องจับเข้าคุก ไม่ใช่ว่าเอะอะก็จะจับเข้าคุก เพราะมันเป็นเรื่องของกฎหมายและคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องตามอำเภอใจ”
      
       และในฐานะที่เคยไปปฏิบัติงานยังพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านผู้พิพากษาปัญจพล เสน่ห์สังคม เคยให้ความเห็นไว้ว่า ไม่มีความกลัวแต่อย่างใด เพราะ...
      
       “ผมเอาความเป็นธรรมไปให้ชาวปัตตานี ปืนราชการก็ไม่เอา
       เพราะผมไม่มีหน้าที่ต้องไปฆ่าหรือทำร้ายใคร”
      
       “รอดตายจากพฤษภาทมิฬมาแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้วครับ”
       และ...
       “ผมเชื่อว่า สงครามไม่มีวันจบหรือถึงวันสงบด้วยปลายกระบอกปืน
       แต่ต้องได้มาด้วยการเจรจากันเท่านั้น”
      
       ถ้อยคำที่กล่าว นับว่าเหมาะสมยิ่งแล้วกับตำแหน่งของผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน
       และยิ่งเสริมส่งให้ถ้อยคำว่า “ผมเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว” เรืองรองผ่องงามในความรู้สึกของผู้คน...

       ประวัติโดยย่อ
       
       ชื่อ : นายปัญจพล เสน่ห์สังคม (นามสกุลเดิม "สุขแก้ว")
       เกิด : 20 ธันวาคม 2508
       
       •  ปี 2557 ได้รับเชิญจากองค์กรนักกฎหมายภายใต้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติให้เข้าร่วมประชุมนักกฎหมายอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย
       •  ปี 2539 เป็นผู้รับผิดชอบกฎหมายรัฐธรรมนูญชุดของนายประดิษฐ์ เอกมณี อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
       •  ปี 2541-2542 เสนอให้มีการตั้งคณะจัดการคดีพิเศษขึ้นในศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นครั้งแรก
       •  ปี 2546 ตัดสินคดีนางจินตนา แก้วขาว กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันบุกรุกงานเลี้ยงของโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านหินกรูด ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ตัดสินยกฟ้องโจทก์)
       •  ปี 2547 ตัดสินคดีวัดเขาตะเกียบ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ตัดสินให้วัดชนะ)
       •  ปี 2548 ตัดสินคดีแพทย์ฟ้องผู้ป่วยว่าหมิ่นประมาท ที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรี (ตัดสินยกฟ้องโจทก์)
       •  ปี 2552-53 ตัดสินคดีหญิงท้องแก่วิ่งราวสร้อยคอทองคำของร้านทอง ที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ตัดสินว่าหญิงท้องมีความผิด แต่ทำไปด้วยความจำเป็นต้องการเงินไปซื้อนมให้ลูก จึงให้รอลงอาญา)
       •  ปี 2554 ตัดสินคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิง ที่ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี (ตัดสินประหารชีวิต แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่ลดโทษให้)
       •  ปี 2557-2558 ตัดสินคดีความมั่นคงเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนหลายคดีที่ศาลจังหวัดปัตตานี
       •  ปัจจุบัน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดปทุมธานี
       •  อื่นๆ : อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
       อาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
 
หน้า: [1] 2 3 ... 94