แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 130
1  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: กฎเกณฑ์พิธีกรรมใหม่ของโป๊บฟรังซิสสามารถก่อให้เกิด’อันตรายใหญ่หลวง’ เมื่อ: มกราคม 18, 2018, 09:48:30 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

There is “great pressure now through ideology to eliminate the word ‘man’ from the vocabulary in the English language,” he said.“You cannot manipulate language for ideological purposes without doing harm to doctrinal content.” Royal maintained the Vatican has to have final say on proposed translations.“Suppose a bishops’ conference somewhere does an absolutely atrocious job,” he said. “Well then, who’s going to say ‘yes’ or ‘no’? … It’s going to have to be somebody in Rome, because a local bishops’ conference or a local group of bishops cannot just be set off on their own.”

มี “ ความกดดันสูงมากขณะนี้ อาศัย ความนีกคิดซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะลบล้างคำว่า “คน” จากปทานุกรมในภาษาอังกฤษ “ เขากล่าว  “ คุณไม่สามารถตัดทอนภาษาเพื่อวัตถุประสงค์ความนึกคิดซึ่งเป็นไปไม่ได้ โดยมิได้ทำอันตรายต่อเนื้อหาของคำสอน “  โรยัลยืนยันวาติกันต้องมีคำสุดท้ายเกี่ยวกับการแปลที่เฉพาะเจาะจง  “ สมมุติสภาพระสังฆราชแห่งหนึ่งที่ใดสักแห่งทำงานที่ทำลายสถานที่เคารพอย่างเด็ดขาด “เขากล่าว  “ถ้าเช่นนั้น  ใครจะเป็นผู้กล่าว ‘ใช่’หรือ’ไม่ใช่’?..มันกำลังจะมีบางคนในโรม  เพราะว่าสภาพระสังฆราชท้องถิ่นหรือกลุ่มพระสังฆราชท้องถิ่น ไม่สามารถเพียงที่จะเริ่มงานด้วยตนเอง “

Moreover, “there have been, as we know, battle royals, not only here in the United States but in Europe” over liturgical translations, Royal said. “Some bishops’ conferences in Europe have still not gotten their modern translations approved.”  Arroyo also asked them to evaluate synods, including the “pan-Amazon” synod for 2019 the Holy Father announced in October, and the 2018 World Meeting of Families in Dublin. There are signs the Amazon synod will be used to discuss married priests and possibly even women’s ordination, he said.

ยิ่งกว่านั้น  “ มีมาแล้ว ตามที่เรารู้  สงครามชั้นสูง  ไม่เพียงที่นี่ในสหรัฐ แต่ในยุโรปด้วย” ด้วยเรื่องการแปลพิธีกรรม โรยัลกล่าว   “ สภาพระสังฆราชบางแห่งในยุโรปยังไม่ได้คำแปลสมัยใหม่ของพวกเขาได้รับการยอมรับ “  อาร์โรโยด้วยได้ขอพวกเขาให้ประเมินการประชุมสังคายนาสังฆราช รวมทั้งการประชุมสภา”แพน-อะเมซอน”สำหรับปี 2019 ที่พระสันตะปาปาประกาศในเดือนตุลาคม  และ การประชุมโลกว่าด้วยครอบครัวปี 2018 ในดับลิน  มีสัญญาณว่าการประชุมสภาอะเมซอนจะถูกใช้เพื่อปรึกษาหารือเรื่องพระบาทหลวงที่แต่งงานและเป็นไปได้ว่าแม้เรื่องการบรรพชาสตรีด้วย เขากล่าว.

Meanwhile, the Irish bishops stirred controversy with a publication for the Dublin meeting displaying a picture of two women hugging along with a text that the Church accompany such couples.  Murray described this a “really horrifying” and “subversion,” and pointed out “same-sex marriage” is a myth and a creation of the state.  “People get together to do a lot of things,” he said. “Certainly when they get together to commit mortal sin, which is what homosexuality involves, we can’t say that this issomething that the Church needs to accompany in the sense of fostering it.”

ในระหว่างนั้น คณะพระสังฆราชไอร์แลนด์ได้ก่อกวนเป็นข้อขัดแย้งด้วยสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่งสำหรับการประชุมพบปะกันที่ดับลิน โดยแสดงให้เห็นภาพหนึ่งของสตรีสองคนที่กำลังสวมกอดกัน ด้วยคำบรรยายว่าพระศาสนจักรเป็นเพ่อนไปกับคนคู่นั้น  เมอร์เรย์บรรยายภาพนี้ว่าเป็น”สิ่งน่าสะยดสะยอง” และ “การโฆษณาเพื่อลบล้างระบบ” และชี้ให้เห็น” การแต่งงานเพศเดียวกัน” เป็นเรื่งโกหกอย่างหนึ่งและเป็นการสร้างสภาวะ  “ ประชาชนเข้ากันเพื่อทำอะไรต่างๆหลายสิ่ง” เขากล่าว  “ แน่นอน เมื่อพวกเขาไปด้วยกันก็ทำบาปหนัก  ซึ่งเป็นสิ่งที่ความใคร่ในเพศเดียวกันร่วมเข้ามาด้วย  เราไม่สามารถกล่าวว่า นี้เป็นอะไรบางอย่างที่ศาสนจักรต้องการร่วมด้วยในความหมายของการอุปถัมภ์มัน.

Synods “become these pressure moments where dissatisfied groups who want to change Church teaching get take hold of the mechanism and then start pushing things that are against Christianity,” Murray added. “This is a real crisis that’s unfolding in the life of the church,” he said. “The World Meeting of Families should be about that, families, not about homosexuality.”

การประชุมสภาพระสังฆราช “ กลายเป็นช่วงเวลากดดันเหล่านี้ ณ ที่กลุ่มที่ไม่พอใจ ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงคำสอนศาสนจักร ยึดถือมั่นกลไกและแล้วเริ่มผลักดันสิ่งต่างๆที่ขัดแย้งกับคริสตศาสนา “เมอร์เรย์กล่าวเพิ่มเติม  “ นี้เป็นวิกฤติการณ์ที่แท้จริงที่กำลังคลี่คลายในชีวิตของ  ศาสนจักร “ เขากล่าว   “ การประชุมพบปะของโลกเกี่ยวกับครอบครัว ควรมีเกี่ยวกับเรื่องนั้น ครอบครัว ไม่ใช่เกี่ยวกับความใคร่ในเพศเดียวกัน.

To view the October 26 Papal Posse episode, go here.

RELATED

Pope Francis publicly corrects Cardinal Sarah over new liturgy rules
Bishops use Pope’s teaching to push homosexuality at 2018 World Meeting of Families

                                                                                                    Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                            Alan  Petervich

                                                                                                       Peter Vichitr Thongthua
2  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / กฎเกณฑ์พิธีกรรมใหม่ของโป๊บฟรังซิสสามารถก่อให้เกิด’อันตรายใหญ่หลวง’ เมื่อ: มกราคม 18, 2018, 09:43:04 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             กฎเกณฑ์พิธีกรรมใหม่ของโป๊บฟรังซิสสามารถก่อให้เกิด’อันตรายใหญ่หลวง’
                                                                 Pope Francis’ new liturgical rules could cause ‘huge damage’: priest on EWTN

CATHOLIC CHURCH Thu Nov 2, 2017 - 11:42 am EST

BIRMINGHAM, Alabama, November 2, 2017 (Life Site News) — The Catholic Church is in crisis of authority under Pope Francis, with major figures like Cardinal Robert Sarah subjected to “stinging” papal rebukes and curial power plays, and dissatisfied Catholics positioning themselves to manipulate synods to change Church teaching.

 เบอร์มิงแฮม รัฐอาลาบามา 2 พฤศจิกายน 2017 (Life Site News) – พระศาสนจักรคาทอลิกกำลังตกอยู่ในวิกฤติการณ์แห่งการแสดงอำนาจภายใต้โป๊บฟรังซิส กับ บุคคลชั้นสูงอย่างเช่นพระคาร์ดินัลโรเบิร์ตซารา ว่าด้วยเรื่อง “ กำลังทิ่มแทง” การตำหนิของสันตะปาปาและการแสดงบทบาทความมีอำนาจในการบริหารต่างๆ  และทำให้ชาวคาทอลิกไม่พอใจที่วางตนเองที่จะบั่นทอนการประชุมสภาสงฆ์ เพื่อจะเปลี่ยนแปลงคำสอนของพระศาสนจักร

That’s according to an analysis by EWTN’s Papal Posse, which last Thursday galloped through a number of recent developments in the Catholic world during their featured weekly appearance on Raymond Arroyo’s The World Over Live.

 นั่นเป็นไปตามการวิเคราะห์โดยคนที่อยู่ฝ่ายโป๊บตามรายงานของสำนักข่าว EWTN ซึ่งวันพฤหัสบดีที่แล้วได้รีบเร่งควบตะบึงด้วยพัฒนาการใหม่ๆจำนวนหนึ่งในโลกคาทอลิก ระหว่างการปรากฎรายสัปดาห์ของพวกเขาที่บทความ The World Over Live เขียนโดย Raymond Arroyo.

Robert Royal, editor-in-chief of The Catholic Thing, and canon lawyer Fr. Gerald Murray agreed Pope Francis’ public correction of Vatican liturgy chief Sarah will still lead to questions over who has final authority to approve translations of liturgical texts in the Roman rite from Latin to the vernacular.

 Robert Royal หัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Catholic Thing และ นักกฎหมายศาสนจักร ตุณพ่อ เจรัลด์เมอร์เรย์ เห็นด้วยว่าการตำหนิแก้ไขทางสาธารณะของโป๊บฟรังซิสต่อพระคาร์ดินัลซาร่า ผู้เป็นสมณประธานคณะกรรมการพิธีกรรม   ยังจะก่อให้ เกิดคำถาม กับ ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดที่จะรับรองการแปลบทพิธีกรรมในจารีตพิธีโรมันคาทอลิกจากภาษาลาตินเป็นภาษาท้องถิ่น.

The rebuke is significant in light of the pope’s “relationship with Cardinal Sarah,” Royal noted, pointing out that Francis “has seemed to be very sensitive” in the past about what Sarah has said Notably, Sarah’s recommendation that priests say Mass “ad orientem,” or facing the altar, was quickly dismissed by the Vatican as of no force.

การตำหนิเป็นการแสดงความหมายความกระจ่างของ “ความสัมพันธ์กับคาร์ดินัลซาร่า” โรนัลด์ตั้งข้อสังเกตุ  โดยชี้ให้เห็นว่าฟรังซิส “ดูจะอ่อนไหวง่ายมาก” ในอดีต ถึงสิ่งที่ซาร่าได้กล่าวโดยเฉพาะ การแนะนำของซาร่าที่ขอให้พระสงฆ์ถวายมิสซา”หันไปทางตะวันออก – ad orientem” หรือหันเผชิญพระแท่น  ถูกยกเลิกอย่างรวดเร็วโดยวาติกันโดยที่ไม่มีการใช้บังคับ

Murray blasted the Roman curia for evidently leaking the pope’s correction of Sarah to the media before the cardinal had time to act on it. “For (Cardinal Sarah) to be in this power move, let’s say, where he’s being leaked on … meaning that people are taking stuff that’s private and putting it out in the public forum, this is not a Christian way of treating him,” Murray said. “That’s the kind of infighting in the Roman curia that Pope Francis was elected to get rid of, and it’s unfortunate, in my opinion, that Cardinal Sarah is being marginalized.”

เมอร์เรย์กรรโชก Roman curia เพราะเห็นได้ขัดว่าได้ปล่อยข่าวการตำหนิคาร์ดินัลซาร่าของโป๊บ ให้รั่วไปสู่สื่อต่างๆ ก่อนพระคาร์ดินัลมีเวลาที่จะตอบโต้เรื่องนี้ “ สำหรับ (คาร์ดินัลซาร่า) ที่อยู่ในกระแสอำนาจนี้  เท่าที่ทราบ ที่ใดที่ท่านถูกปล่อยข่าวรั่วออกมา.....หมายความว่าประชาชนกำลังจับเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวและนำมันออกมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์สาธารณะ  นี้ไม่ใช่วิธีคริสตชนในการปฏิบัติกับท่าน “ เมอร์เรย์กล่าว  “นั่นเป็นแบบที่การเข้าคลุกต่อสู้กันใน Roman curia ที่โป๊บฟรังซิสที่ถูกเลือกมาให้กำจัดออกไป  และมันเกิดโชคร้าย  ในความเห็นของพ่อ  ว่า คาร์ดินัลซาร่ากำลังถูกเบียดจะตกขอบอยู่แล้ว “

Royal and Murray also agreed that it was odd but typical that the pope did not consult with Sarah, whom he appointed head of the Prefect of the Congregation for Divine Worship and the Discipline of the Sacraments, before issuing his motu proprio Magnum Principium in September. The document changes the norms for liturgical translation and shifts the initiative for translations from the Vatican to local bishops’ conferences, but isn’t clear on the extent of Rome’s power of review.

โรยัลและเมอร์เรย์ด้วยเห็นพ้องต้องกันว่า มันเป็นการขัดแย้งแต่เป็นแบบว่าโป๊บนั้นไม่ปรึกษาหารือกับคาร์ดินัลซาร่า  ผู้ซึ่งพระองค์แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าของสมณกระทรวงนมัสการพระเป็นเจ้าและการปฏิบัติศีลศักดิ์สิทธิ์  ก่อนที่จะออกประกาศ motu proprio Magnum Principium ในเดือนกันยายน  เอกสารนี้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำหรับการแปลพิธีกรรมและโยกการริเริ่มสำหรับการแปล จากวาติกันไปหาสภาพระสังฆราชท้องถิ่น  แต่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการขยายอำนาจของโรมเกี่ยวกับการทบทวนดังกล่าว.

In a private letter to the pope, and in a commentary sent to several key Vatican officials, Sarah interpreted the document as leaving intact the Holy See’s authority over liturgical translations, as was affirmed and set out in John Paul II’s Liturgiam authenticam, explained Murray.

ในจดหมายส่วนตัวถึงโป๊บ และในการแสดงความเห็นที่ส่งไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ทรงอำนาจของวาติกันหลายคน  พระคาร์ดินัลซาร่าได้ตีความเอกสารโดยไม่แตะต้องอำนาจของสันตะสำนักเกี่ยวกับการแปลพิธีกรรม ดังที่ได้รับการยืนยันและเริ่มในกฤษฎีกา Liturgiam authenticam ของโป๊บยอห์นปอลที่ II

Pope Francis rejected Sarah’s interpretation in a letter in which he stated his motu proprio “abrogated” sections of Liturgiam authenticam, which calls for a literal translation of the Latin.   “Abrogated” is canonical language for “no longer having the force of law,” Murray said. “That’s most unusual from a canonical point of view in that a private letter is now a legal instrument to change a previous document.”

โป๊บฟรังซิสไม่ยอมรับการตีความของคาร์ดินัลซาร่าในจดหมายซึ่งเขายืนยัน motu proprio ของพระองค์ “ ได้ยกเลิก” ข้อกำหนด Liturgiam authenticam ซึ่งเรียกร้องให้มีการแปลคำลาตินตามตัวอักษร   คำว่า “ Abrogated” เป็นภาษากฎหมายศาสนจักรสำหรับคำว่า “ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายอีกต่อไป” เมอร์เรย์กล่าว   “ นั่นไม่เคยเกิดขึ้นเลยจากทัศนะทางกฎหมาย ศาสนจักรในเรื่องที่จดหมายส่วนตัว ปัจจุบันนี้ เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่จะเปลี่ยนแปลงเอกสารที่ประกาศใช้มาก่อนได้ “

At “the heart of the dispute” is that the pope “is saying is that the level Roman involvement in ensuring the fidelity of the local translations to the original Latin” has “been diminished,” Murray said. Murray and Royal agreed this could lead, as Arroyo suggested, to “individual bishops’ conferences engaging in all versions of the liturgy.” And that could cause “huge damage,” said Murray, notably because “so-called inclusive or non-sexist language is a preoccupation for a lot of people who have important roles in the life of the Church.”

ที่ “ หัวใจของความขัดแย้ง “ คือว่า โป๊บ “ กำลังกล่าวว่า ระดับการเข้าร่วมมีส่วนแบบโรมัน ในการทำให้ความมั่นใจของการแปลท้องถิ่นเชื่อมั่นว่าตรงกับภาษาลาตินต้นฉบับ” ได้ “ลดลง” เมอร์เรย์กล่าว  เมอร์เรย์และโรยัลเห็นพ้องว่าสิ่งนี้น่าจะนำไปสู่  ตามที่อาร์โรโยเสนอแนะ “ สภาพระสังฆราชแต่ละแห่งที่เกี่ยวกับบทแปลทั้งหมดของพิธีกรรม “  และว่า สามารถทำให้เกิด        “ ความเสียหายใหญ่หลวง” เมอร์เรย?กล่าว  ที่ตั้งข้อสังเกตุเพราะว่า “ ภาษาเช่นที่ว่านั้น รวมทุกอย่างหรือไม่กีดกันเพศ เป็นการเข้าไปอยู่ก่อนสำหรับคนจำนวนมากที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตของพระศาสนจักร
   
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: พระสังฆราชองค์หนึ่งมีรายได้เท่าไร? เมื่อ: มกราคม 18, 2018, 10:38:08 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

NCR reached out to several bishops, active and retired, to ask about compensation. Most either declined to comment, citing travel or workload demands, or didn't respond. Two retired bishops, Bishop Donald Trautman of Erie, Pa., and Auxiliary Bishop Thomas Gumbleton of Detroit, indicated that their retirement benefits reflected the national guidelines recommended by the bishops' conference. Both also said that their retirement pensions were at or near the same level as the priests of their respective dioceses.

สำนักข่าว NCR ได้ติดต่อไปยังพระสังฆราชหลายองค์  ทั้งที่ทำงานอยู่และเกษียณแล้ว  เพื่อสอบถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ  ส่วนใหญ่ที่สุดทั้งไม่ออกความเห็น โดยชี้ว่ากำลังเดินทางหรือไม่ก็มีงานยุ่งมาก หรือมิฉะนั้นก็ไม่ตอบอะไร  พระสังฆราชเกษียณสององค์ คือ พระสังฆราชโดแนลด์เทราแมน แห่งอีรี เพนซิลเวเนีย  และพระสังฆราชผู้ช่วย โทมาสกัมเบิลตัน แห่งดีทรอยท์ ชี้ว่าค่าใช้จ่ายช่วงเกษียณของพวกเขา สะท้อนแผนชี้กำหนดแห่งชาติโดยสภาพระสังฆราชคาทอลิก  ทั้งสององค์กล่าวด้วยว่าเงินค่าบำนาญการเกษียณของทั้งสองอยู่ที่ระดับหรือใกล้เคียงระดับเดียวกันกับที่พระสงฆ์ของสังฆมณฑลทั้งสองได้รับ.

"I receive the same pension that a priest of the Erie diocese receives," Trautman said. "I think the diocese of Erie follows the national guidelines of the conference of bishops. When I was the bishop of the diocese, we followed those guidelines for the retired bishop, Michael Murphy, who preceded me, and now my successor is following those guidelines for me."  Gumbleton said his pension was a little bit higher than that of priests in his diocese, though by an insignificant amount. He also said the Detroit archdiocese follows the guidelines from the bishops' conference.

“ อาตมารับเงินบำนาญจำนวนเดียวกันกับที่พระสงฆ์สังฆมณฑลอีรีได้รับ” พระคุฯเจ้า เทราท์แมนกล่าว  “ อาตมาคิดว่าสังฆณฑลอีรีเดินตามระเบียบชี้นำแห่งชาติของสภาพระสังฆราชคาทอลิกสหรัฐ  เมื่ออาตมาเป็นพระสังฆราชของสัวฆมณฑล เราเดินตามระเบียบชี้นำเหล่านั้นสำหรับพระสังฆราชเกษียณ ท่านไมเกิลเมอร์ฟีที่เกษียณก่อนอาตมา  และขณะนี้ผู้ขึ้นแทนอาตมาก็กำลังจัดการชี้นำสำหรับอาตมา “  กัมเบิลตันกล่าวว่าบำนาญของพระคุณเจ้าสูงกว่าเล็กน้อยกับอัตราที่จ่ายกับพระสงฆ์ในสังฆมณฑลของท่าน  แม้จะเป็นจำนวนที่ไม่มีความหมายเท่าใด  พระคุณเจ้ากล่าวด้วยว่า อัครสังฆมณฑลดีทรอยถือตามระเบียบชี้นำจากสภาพระสังฆราชคาทอลิกสหรัฐ.

"The diocese is to provide a retired bishop a salary that is enough to live on, but then provide these other things -- housing, transportation, and they would pay for a housekeeper, too, if you wanted," Gumbleton said.  Gumbleton's diocese provides him with a monthly retirement pension, a staffed office, and an apartment, rent paid. He drives a diocesan-owned car and the diocese pays for fuel. He said the procedure for determining compensation is fair, but the only problem is "nobody ever asks any questions. If I wanted to live in a big house ... I guess I could do it, and nobody would say anything about it, but I prefer to have a small apartment in the city. I get what I ask for. And each bishop does."

สังฆมณฑลต้องจัดเงินเดือนจำนวนหนึ่งที่พอเพียงเพื่อการดำเนินชีวิต แก่พระสังฆราชที่เกษียณ แต่ก็ยังจัดสิ่งต่างๆเหล่านี้คือ— ที่อยู่อาศัย  พาหนะขนส่ง และพวกเขายังจ่ายค่าจ้างสำหรับผู้ดูแลบ้านคนหนึ่ง ด้วย ถ้าพระคุณเจ้าต้องการ “ กัมเบิลตันกล่าว  สังฆมณฑลของกัมเบิลตันจัดให้พระคุณเจ้าได้รับเงินบำนาญเกษียณรายเดือน ที่ทำการที่มีเจ้าหน้าที่ทำงาน และอพาร์ทเมนต์ที่จ่ายค่าเช่าให้  ท่านขับรถยนต์ของสังฆมณฑลคันหนึ่งและสังฆมณฑลจ่ายค่าเชื้อเพลิง  พระคุณเจ้ากล่าวว่า กระบวนการเพื่อกำหนดการใช้จ่ายเป็นธรรม  แต่เพียงปัญหาเดียวคือ “ไม่มีใครเคยมาถามคำถามใดๆ  แต่อาตมาเองชอบที่จะมีอพาร์ทเมนต์เล็กๆสักแห่งในเมือง  อาตมาได้สิ่งที่ขอ และพระสังฆราชแต่ละองค์ก็ได้เช่นกัน.”

According to Butler, since the bishop is the person who holds the church's property and plays the top role in the diocese's administration, the concern should be how he shepherds all of the funds entrusted to him.  "That's where it's fraught with danger, unless there's good oversight and good transparency. Bishops have been known to use funds for other purposes, other than what they were intended," he said. "They've used funds to cover up, in cases of clergy sexual abuse. They've used funds to curry favor with people in the Vatican. That's what you have to worry about. Not so much their direct compensation. It's what role, what voice, what influence they have in using funds that belong to the church that they're shepherding."  Butler added that donated funds must be used for their intended purposes, since canon law protects donor intent.

ตามคำบอกของบัทเลอร์  ตั้งแต่พระสังฆราชเป็นบุคคลที่ถือสินทรัพย์ของศาสนจักร และมีบทบาทสูงสุดในการบริหารสังฆมณฑล ธุรการควรเป็นว่าท่านจะควบคุมดูแลกองทุนทุกอย่างที่มอบหมายให้ท่านจัดการอย่างไร  “ นั่นคือขอบข่ายที่เต็มไปด้วยอันตราย เว้นแต่ว่าจะมีการดูแลที่ดีและความโปร่งใสอย่างดี  บรรดาพระสังฆราชเป็นที่ทราบกันว่าจะใช้เงินกองทุนสำหรับวัตถุประสงค์อื่น มากกว่าที่วางกันไว้ “ เขากล่าว   “ พวกท่านได้ใช้กองทุนเพื่อปกปิด ในกรณีของเรื่องอื้อฉาวทางเพศของนักบวช  พวกท่านได้ใช้กองทุนเพื่อประจบประแจงกลุ่มบุคคลในวาติกัน  นั่นคือสิ่งที่คุณต้องห่วงกังวล  มันไม่ใช่การใช้จ่ายที่ตรงตามวัตถุประสงค์ตรงๆของพวกเขา  มันเป็นบทบาทอะไร  เสียงอะไร  อิทธิพลอะไรที่พวกเขามีเพื่อใช้กองทุนที่เป็นของพระศาสนจักรที่พวกเขากำลังต้อนฝูงแกะ “  บัทเลอร์เพิ่มเติมว่า กองทุนที่ได้รับบริจาคมาต้องถูกใช้สำหรับวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายไว้  โดยที่กฎหมายพระศาสนจักรได้ปกป้องความตั้งใจบริจาคนั้น.

NCR asked about suggestions for best practices to help bishops and dioceses determine a just bishop compensation."Best practices should set a national standard, using measures [such as] how large the diocese, bishop versus archbishop, years as a bishop," Zech said. This would establish a pay scale, but he added, "Again, it's so tricky, because so much of a bishop's compensation is in the form of perks."

สำนักข่าว NCR ได้ถามถึงข้อเสนอแนะสำหรับการปฏืบัตืที่ดีที่สุด ที่จะช่วยบรรดาพระสังฆราชและสังฆมณฑลต่างๆให้กำหนดค่าใช้จ่ายพระสังฆราชที่เป็นธรรม “ การปฏิบัติที่ดีที่สุดควรวางมาตรฐานระดับชาติ โดยใช้มาตรการ (เช่นว่า) สังฆมณฑลกว้างขวางอย่างไร  สังฆราชกับอัครสังฆราช ปีที่เป็นสังฆราช “ เซคกล่าว  นี้น่าจะสถาปนาอัตรามาตรฐาน แต่เขาเสริมว่า “ อีกนั่นแหละ มันมีเหลี่ยมมุม เพราะว่าจำนวนมากของค่าใช้จ่ายของพระสังฆราชองค์หนึ่งอยู่ในรูปแบบของการอวดด้วย “

Ruhl said the Boston archdiocese is ahead of the game in terms of financial disclosure. Its financial reporting, available online, "is extremely extensive and very detailed," he said. If bishops and dioceses wanted to be more transparent about compensation and retirement benefits, Ruhl recommended that they prepare a document similar to the annual report produced by a corporation and list the salaries for the top five administrators.

รูฮ์ล กล่าวว่า อัครสังฆมณฑลบอสตันขึ้นหน้าในเกม ในเรื่องของการเปิดเผยทางการเงิน  การรายงานทางการเงินของอัครสังฆมณฑล มีแสดงให้เห็นทางคอมพิวเตอร์  “ เป็นสิ่งที่เต็มด้วยรายละเอียดมากมายและกว้างขวางที่สุด “ เขากล่าว   ถ้าบรรดาพระสังฆราชและสังฆมณฑลต้องการโปร่งใสมากกว่าเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและรายจ่ายค่าเกษียณ  รูฮล์เสนอแนะว่า พวกเขาควรเตรียมเอกสารที่คล้ายกับรายงานประจำปี ที่ทำโดยบริษัทหนึ่ง และ ลงรายการเงินค่าตอบแทนสำหรับผู้บริหารระดับสูงทั้งห้าคน.
 
Butler said that bishops should take their spiritual guidance from Apostolorum Successores, or the Directory for the Pastoral Ministry of Bishops, a document published by the Vatican's Congregation for Bishops. Bishops should also become very familiar with the Code of Canon Law, which they often ignore, he said.  Gumbleton said, "There ought to be much more effort on the part of all of us to follow the example of Pope Francis, which is to downsize as much as possible, and to simplify our lives as much as possible."
 
บัทเลอร์กล่าวว่า พระสังฆราชควรทำการแนะแนวทางจิตวิญญาณจากหนังสือ Apostolorum Successores หรือ หนังสือคู่มือสำหรับ การบริหารวัดปกครองของพระสังฆราช  เอกสารเล่มหนึ่งที่พิมพ์เผยแพร่โดยสมณกระทรวงว่าด้วยพระสังฆราช ของวาติกัน  บรรดาพระสังฆราชควรกลายเป็นผู้คุ้นเคยมากกับประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  ซึ่งพวกท่านบ่อยมากไม่ยอมรับรู้ เขากล่าว   กัมเบิลตันกล่าวว่า “ ควรจะมีความพยายามมากในส่วนของพวกเราทั้งหมดที่จะถือตามตัวอย่างโป๊บฟรังซิส  ซึ่งทำทุกอย่างให้มีขนาดย่อมลงมากเท่าที่จะเป็นไปได้  และทำให้ชีวิตของเรามีความเป็นอยู่ง่ายๆมาก เท่าที่จะทำได้.

[Mick Forgey is an NCR Bertelsen intern. His email address is mforgey@ncronline.org.]

This story appeared in the April 11-24, 2014 print issue under the headline: How much is a bishop worth? .

                                                                                                    Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                             Alan  Petervich

                                                                                                     Peter  Vichitr  Thongthua
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พระสังฆราชองค์หนึ่งมีรายได้เท่าไร? เมื่อ: มกราคม 18, 2018, 10:31:45 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                     พระสังฆราชองค์หนึ่งมีรายได้เท่าไร?
                                                                                                     How much is a bishop worth?

                                                                         https://www.ncronline.org/news/people/how-much-bishop-worth
by Mick Forgey Apr 7, 2014
(Dreamstime/Newscom/NCRstaff)                                                                                                                                                                                                      Alan Petervich Updated January 18, 2018

Catholics in Newark, N.J., were outraged to learn that Archbishop John Myers had spent $500,000 for an extension on his retirement home. Catholics in Atlanta questioned the acceptability of Archbishop Wilton Gregory's building a $2.2 million residence for himself.For many, these actions raised the questions: What is acceptable compensation for a sitting bishop and for a retired bishop? Who determines what's acceptable?

คริสตชนในนิวอาร์ค นิวเจอร์ซี , รู้สึกถูกฝืนใจที่ทราบว่า พระอัครสังฆราชจอห์น ไมเยอร์ส ได้ใช้เงินถึง $500,000 สำหรับการขยายบ้านเกษียณของเขา  ชาวคาทอลิในแอตแลนต้าได้สอบถามการสมควรรับได้ของอาคารที่พักอาศัยของตนเองมูลค่า $2.2 ล้านของพระอัครสังฆราชวิลตัน เกรกอรีด้วย  สำหรับคนจำนวนมาก  การปฏิบัติเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามหลายข้อ คือ อะไรคือการใช้จ่ายที่รับได้สำหรับพระสังฆราชที่ยังทำงานอยู่ กับ พระสังฆราชที่เกษียณแล้ว? ใครกำหนดว่าอะไรเป็นที่ยอมรับได้?

NCR's interviews with bishops and experts who monitor church finances found that no hard and fast rules govern this issue. National guidelines exist, and seem to be widely followed, but specifics on local implementation are hard to come by. The average bishop's salary seems to be in line with that of priests within his diocese.   "Most dioceses use the compensation levels for their clergy as the reference point," said Frank Butler, principal and founder of Drexel Philanthropic Advisors. "So, we do know what that is. Typically, across the country, average priests' salaries go from anywhere from $15,000 to $18,000, maybe a little bit higher than that." Butler is also former president of Foundations and Donors Interested in Catholic Activities (FADICA).

การสัมภาษณ์ของสำนักข่าว NCR กับพระสังฆราชและผู้เชี่ยวชาญหลายคน ที่ทำงานด้านการเงินพระศาสนจักร พบว่า ไม่มีกฎระเบียบที่จริงจังและรวดเร็วควบคุมเรื่องเหล่านี้  คำแนะนำระดับชาติมีอยู่ และดูเหมือนถือตามอย่างกว้างขวาง  แต่มุ่งเน้นเฉพาะการปฏิบัติในท้องถิ่นที่ยากจะทำได้  เงินจ่ายเป็นรายได้เฉลี่ยของพระสังฆราชดูเหมือนจะเข้าชุดกับที่จ่ายแก่พระสงฆ์ภายในสังฆมณฑลของเขา  “ สังฆมณฑลส่วนใหญ่ที่สุดใช้ระดับการจ่ายเงินสำหรับนักบวชของพวกเขาตามข้อกำหนดอ้างอิงนี้ “ แฟรง บัทเลอร์กล่าว (เขาเป็นหัวหน้าและผู้ก่อตั้งกลุ่มที่ปรึกษา Drexel Philanthropic Advisors.  “ ดังนั้น เราก็รู้เพียงเท่าที่รู้ ดูเป็นตัวอย่าง ทั่วประเทศ(สหรัฐ) เงินเดือนเฉลี่ยของพระสงฆ์ตัวเลขจากประมาณ $15,000 ไปถึง $18,000 อาจจะสูงกว่าเล็กน้อย “  บัทเลอร์เองก็เป็นอดีตประธานของมูลนิธิหลายแห่งและกลุ่มผู้บริจาคเงินที่น่าสนใจในกิจกรรมคาทอลิก (FACICA)

The website of the U.S. Conference of Catholic Bishops has a document titled "Diocesan Financial Issues," which includes a section called "Guidelines for the Retirement of Bishops." For all bishops in retirement, the section recommends a minimum $1,900 monthly stipend. It also recommends that "in fraternal charity and solicitude," each diocese provide:

เว็บไซต์ของ USCCB (สภาพระสังฆราชคาทอลิกสหรัฐ) มีเอกสารฉบับหนึ่งชื่อ “เรื่องการเงินของสังฆมณฑล”  ซี่งรวมบทหนึ่งที่ชื่อ “ หัวข้อชี้นำสำหรับการเกษียณของพระสังฆราช”  หัวข้อที่เสนอแนะเงินจ่ายประจำเดือน(แก่สังฆราชที่เกษียณ)  อย่างน้อย   เดือนละ $1,900   และยังเสนอแนะว่า “ ด้วยความรักและความห่วงใยฉันท์พี่น้อง”  ขอให้แต่ละสังฆมณฑลจัดหาให้ :

Appropriate housing and board; เรือนพักและคณะผู้ดูแลเฉพาะ
Benefits covering the full cost of medical care, as well as home health care, assisted living facilities or long-term care facilities; รายจ่ายครอบคุมการรักษาทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพ เครื่องใช้สอยเพื่อความเป็นอยู่ต่างๆ
An office with secretarial assistance; สำนักงานเลขานุการ
Transportation, including an insured automobile for personal use; ยานพาหนะที่มีประกันสำหรับส่วนบุคคล
Travel expenses to attend official meetings; ค่าใช้จ่ายเดินทางเพื่อประชุมเจ้าหน้าที่
A funeral and burial.  การปลงศพและฝังศพ

This is where it can get tricky. นี้คือสิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้

"One of the issues here is that so much of the bishops' compensation comes in the form of perks," said Charles Zech, director of the Center for Church Management and Business Ethics at Villanova University. “หนึ่งในเรื่องตรงนี้ก็คือว่า ค่าใช้จ่ายจำนวนมากของพระสังฆราชมาในรูปแบบของการอวดศักดิ์ศรี” ผู้กล่าวคือชาร์ลเซค ผู้อำนวยการของศูนย์เพื่อการจัดการวัดและจริยธรรมธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยวิลลาโนวา.

"They live in a mansion rent-free. Meals and other things associated with the position are often not charged to them. They get a chauffeur driver wherever they go. A lot of what you and I would recognize as compensation really doesn't show up as such, because it's not part of their salary, and it's part of the overall running of the diocese, and it's hard to pull out as being compensation to the bishop, per se." Jack Ruhl, professor of accountancy at Western Michigan University, provided NCR with some of the only published compensation figures available that were specific to diocesan leaders. Dioceses aren't required to report anything, according to Ruhl.

“พวกเขาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่ไม่เสียค่าเช่า  อาหารการกินและสิ่งอื่นๆที่จัดให้ตามตำแหน่ง บ่อยมากไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ พวกเขามีคนขับรถคนหนึ่งที่จะพาไปยังที่ๆต้องการ  มากมายในสิ่งที่คุณและพ่อจะรับทราบว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ปรากฎ เพราะว่ามันไม่ใช่ส่วนที่เป็นเงินเดือนของพวกเขา  และ มันเป็นส่วนที่สังฆมณฑลจ่ายทั้งหมด  และมันเป็นการยากที่จะคิดว่าเป็นค่าใช้จ่ายแก่พระสังฆราช เงินนั้น “  แจ๊ค รูล์ ศาสตราจารย์ผู้สอนการบัญชีที่มหาวิทยาลัย Western Michigan University  ให้ข้อมูลแก่สำนักข่าว NCR ด้วยตัวเลขค่าใช้จ่ายบางส่วนที่พิมพ์เผยแพร่เท่าที่ทราบ ที่เป็นเรื่องเฉพาะสำหรับผู้บริหารสังฆมณฑล  ตามข้อมูลจากรูล์  สังฆมณฑลต่างๆไม่ต้องการรายงานใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้.

In its 2013 financial report, the Boston archdiocese listed Cardinal Sean O'Malley's "Reportable Compensation from Corporation Sole" at $43,153. It included in a footnote: "From Cardinal O'Malley's stipend, $35,953 is paid to the Capuchin Priests and Brothers; $7,200 is paid to the Cathedral of the Holy Cross, Boston for housing." The document also listed an Amount of Other Compensation Not Included on W-2/1099 for O'Malley of $16,800.

ในรายงานการเงินปี 2013 อัครสังฆมณฑลบอสตันได้บันทึก” ค่าใช้จ่ายเท่าที่รายงานจาก Corporation Sole “ ของพระคาร์ดินัลซีน โอมอลเลย์ จำนวน $35,953    มันรวมอยู่ในบันทึกข้างล่างว่า  “จากค่าใช้จ่ายของคาร์ดินัลโอมอลเลย์  $35,953 จ่ายให้บรรดาพระสงฆ์และบราเดอร์คาปูชิน  $7,200 จ่ายให้วิหาร Cathedral of the Holy Cross, Boston เป็นค่าจัดการที่อยู่อาศัย”  เอกสารยังระบุจำนวนเงินค่าใช้จ่ายพิเศษอื่นที่ไม่รวมอยู่ในแบบ W-2/1099 สำหรับคาร์ดินัลโอมอลเลย์ $16,800

 Ruhl also provided a document on benefit plans under Notes to Financial Statements, June 30, 2011 and 2010, from the St. Paul and Minneapolis archdiocese.   "The Archdiocese has a deferred compensation agreement with an archbishop who retired in fiscal 2008," the document states. "The agreement requires monthly benefit payments for life plus health and medical insurance and allowances for other living expenses. The present value of the estimated future obligation under this agreement is estimated to be approximately $429,000 at June 30, 2011 and 2010 based on the expected annual cost of approximately $61,000 for both years."

รูฮ์ล ยังจัดเอกสารที่เกี่ยวกับแผนจ่ายผลประโยชน์ภายใต้ข้อสังเกตุถึงสเตทเมนต์ทางการเงิน ลงวันที่ 30, 2011 และ 2010 จากอัครสังฆมณฑลเซนต์ปอล และมินนิโซต้า  “ อัครสังฆมณฑลได้อนุโลมการตกลงค่าใช้จ่ายกับอัครสังฆราชองค์หนึ่งซึ่งเกษียณในปีงบประมาณ 2008 “ เอกสารยืนยัน  “การตกลงต้องการการจ่ายเงินผลประโยชน์รายเดือนตลอดชีพ บวกค่าทำประกันทางการแพทย์และค่าใช้สอยสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายดำรงชีพรายเดือน  มูลค่าปัจจุบันของข้อบังคับทางการเงินอนาคตประมาณไว้แล้ว ภายใต้ข้อตกลงนี้ได้มีการประมาณไว้เป็นมูลค่าประมาณ $61,000 ทั้งสองปี “

A bishop's compensation is generally paid for by his diocese, according to Zech. "It comes from diocesan revenues, like the compensation for any diocesan employee. Investments, income from investments that the diocese receives, contributions, and, of course, parishioner contributions are passed on to the diocese through the parish assessment." Zech said that the diocesan chief financial officer is responsible for setting the budget for a diocese, in conjunction with the bishop, and probably proposes a figure for bishop compensation.

ค่าใช้จ่ายของพระสังฆราชโดยทั่วไปแล้วจ่ายโดยสังฆมณฑลของเขาเอง ตามที่เซคให้ข้อมูล  “ เงินนี้มาจากรายรับของสังฆมณฑล  เหมือนค่าใช้จ่ายสำหรับลูกจ้างสังฆมณฑลคนหนึ่ง  การลงทุน รายรับจากการลงทุนที่สังฆมณฑลได้รับ เงินบริจาค และ แน่นอน การบริจาคของสัตบุรุษลูกวัด จะถูกจัดผ่านมาถึงสังฆมณฑลโดยการประเมินของวัด “ เซคกล่าวว่าหัวหน้าฝ่ายการเงินสังฆมณฑลเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการตั้งงบประมาณสำหรับสังฆมณฑลหนึ่งๆ  เชื่อมโยงกับพระสังฆราช และบางที เสนอแนะตัวเลขสำหรับการใช้จ่ายของพระสังฆราช.

Canon law mandates that every diocese must also have a diocesan finance council, which is usually made up of laypeople, such as accountants, bankers and lawyers. The council is a consultative body that monitors the diocesan budget and advises the CFO and bishop on any financial aspects that impact the diocese. The diocesan CFO or bishop or both in combination appoint council members. The bishop appoints the CFO for a five-year term, but the CFO is protected from being fired for those five years, "except for a grave cause to be assessed by the bishop after he has heard the college of consultors and the finance council," according to Canon 494.

กฎหมายพระศาสนจักรบังคับว่า ทุกสังฆมณฑลต้องมีคณะกรรมการการเงินของสังฆมณฑล  ซึ่งเท่าที่เคยจะประกอบด้วยฆราวาส เช่น นักการบัญชี  นายธนาคารและนักกฎหมาย  คณะกรรมการเป็นองค์กรที่ปรึกษาที่ทำงานเกี่ยวกับงบประมาณสังฆมณฑลและให้คำปรึกษา CFO และพระสังฆราชเกี่ยวกับแง่มุมทัศนะที่มีผลกระทบต่อสังฆมณฑล  คณะกรรมการการเงินสังฆมณฑลหรือพระสังฆราชหรือทั้งสองร่วมกัน แต่งตั้งสมาชิกคณะกรรมการ  พระสังฆราชแต่งตั้ง คณะเจ้าหน้าที่การเงินสำหรับวาระห้าปี  แต่คณะกรรมการฯได้รับการปกป้องจากการถูกฟ้องในระหว่างห้าปีนี้ “ เว้นแต่สำหรับมูลเหตุร้ายแรงที่ถูกประเมินโดยพระสังฆราชหลังจากที่เขาฟังจากคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการการเงินแล้ว “ ตามกฎหมายศาสนจักร มาตรา 494

While the finance council doesn't determine a bishop's compensation, its members would know what it is and they may have input into what amount is appropriate. "It's more the CFO's job to put together the budget. And then the [diocesan finance council] provides a consultative voice on the budget. But they don't necessarily approve it," Zech said. He said he doesn't think approval for a bishop's compensation usually goes any higher up the ladder than a diocese's CFO.    While the process of overseeing the diocesan budget is in the hands of a CFO and diocesan finance council, Zech said he didn't know specifically how bishop compensation is determined.

ขณะที่คณะกรรมการการเงินไม่ได้กำหนดค่าใช้จ่ายของพระสังฆราช  สมาชิกของคณะอาจทราบว่าเป็นเท่าไรและพวกเขาอาจใส่เข้าไปในจำนวนที่เฉพาะเจาะจง  “มันมากกว่างานของคณะกรรมการฯที่จะใส่เข้าไปในงบประมาณ  และแล้ว(คณะกรรมการการเงินของสังฆมณฑล) จะให้ความเห็นแบบคำปรึกษากังบประมาณนั้น  แต่ พวกเขาไม่จำเป็นต้องรับรองงบประมาณนั้น “ เซคกล่าว  เขาบอกว่าเขาไม่คิดรับรองสำหรับค่าใช้จ่ายของพระสังฆราช ที่เท่าที่เคยจะมีตัวเลขสูงกว่าขั้นที่ตั้งไว้ของคณะกรรมการฯของสังฆมณฑล  ขณะที่กระบวนการดูแลตรวจสอบงบประมาณสังฆมณฑล อยู่ในมือของคณะกรรมการฯCFO และคณะกรรมการการเงินของสังฆมณฑล  เซคกล่าวว่าเขาไม่ไม่ทราบเป็นพิเศษว่าค่าใช้จ่ายของพระสังฆราชเขากำหนดกันอย่างไร
 
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เมื่อเฟซบุ๊กเปลี่ยนแปลง โจทย์ใหม่ของธุรกิจสื่อ เมื่อ: มกราคม 15, 2018, 09:14:44 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                               เมื่อเฟซบุ๊กเปลี่ยนแปลง โจทย์ใหม่ของธุรกิจสื่อ

เผยแพร่: 14 ม.ค. 2561 17:33:00   โดย: นพ นรนารถ
Alan Petervich  Updated 15 ม.ค. 2561
 
ทุกๆ ปี มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง “เฟซบุ๊ก” มี “ปณิธานปีใหม่” ว่า ปีนั้น เขาจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ไม่เคยทำมาก่อน เช่น จะผูกเนกไททุกวันของปี 2009 จะกินเนื้อสัตว์ที่เขาเป็นคนลงมือฆ่าเท่านั้น ตลอดปี 2011 คือ จะลด ละ การกินเนื้อนั่นเอง จะพบกับคนที่ไม่ได้ทำงานในเฟซบุ๊กวันละ 1 คนทุกวัน ในปี 1013

ปณิธานปีใหม่ สำหรับปีจอ ค.ศ. 2018 ของเจ้าพ่อโซเชียลมีเดีย คือ จะ “ซ่อม” เฟซบุ๊กคือแก้ไขสิ่งผิดพลาด สิ่งที่เป็นผลเสีย สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมที่เฟซบุ๊กเป็นสาเหตุ

ปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กถูกวิจารณ์มากว่าเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวปลอม เรื่อง และภาพที่รุนแรง ถูกองค์กรที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลรัสเซียเผยแพร่ข้อมูลที่มีผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2016 มาร์คถูกกรรมาธิการของรัฐสภาเรียกไปให้การ และยอมรับว่าข้อมูลที่มาจากรัสเซียนั้น ถูกป้อนผ่านเฟซบุ๊กไปถึงคนอเมริกันถึง 120 ล้านคน โดยที่คนเหล่านี้ไม่รู้ว่า ข่าวที่อ่านมาจากรัสเซีย

วันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา มาร์คโพสต์ข้อความในหน้าเพจของเขาว่า เฟซบุ๊กจะเปลี่ยนนโยบายการขึ้นข้อความ รูป วิดีโอคลิป หรือ News feed บนหน้าเฟซบุ๊กของสมาชิกใหม่ โดยจะให้ความสำคัญกับ News feed หรือโพสต์จากเพื่อนสมาชิกในครอบครัวกลุ่มมากกว่าโพสต์แบรนด์ของสินค้า โพสต์ข่าว บทความของสื่อ

มาร์ค บอกว่า จากงานวิจัยทั้งที่เฟซบุ๊กทำเอง และของบุคคลภายนอกผู้ใช้เฟซบุ๊ก จะมีความสุขมากกว่าที่ได้ใช้เฟซบุ๊กในการรับรู้เรื่องราวของเพื่อน ญาติพี่น้อง สมาชิกในกลุ่มที่มีความสนใจเดียวกัน และมีส่วนร่วมในเรื่องราวเหล่านั้น โดยการ “คอมเมนต์” มากกว่าการอ่านข่าว ดูคลิปของสื่อ ของแบรนด์ เป็นฝ่ายรับสารฝ่ายเดียว โดยไม่ได้มีส่วนร่วมมากไปกว่าการกด Like และ Share

โพสต์จากเพื่อน จากสมาชิกในครอบครัวที่ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ คือ มีคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็น จะได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรก เพราะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทำให้การใช้เวลากับเฟซบุ๊กเป็นการใช้เวลาที่มีคุณค่า มีความหมาย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความสำคัญ และเป็นการกลับไปสู่รากเหง้า เป้าหมายแรกเริ่มในการเกิดขึ้นของเฟซบุ๊กเมื่อ 13 ปีก่อน คือ เป็นสื่อกลาง หรือแพลตฟอร์มที่ทำให้พี่น้อง เพื่อนร่วมรุ่นได้มาเจอกันบนเฟซบุ๊ก

ปัจจุบันคนที่ใช้เฟซบุ๊ก จะพบว่า เฟซบุ๊กเปลี่ยนไป คือ เต็มไปด้วยโฆษณา ทั้งที่เปิดเผย และแอบแฝง มีแต่ข่าว บทความ วิดีโอคลิปที่ถูกป้อนให้เราเห็นตลอดทั้งวัน เรื่องของเพื่อนมีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

เฟซบุ๊กเป็นผู้กำหนดว่า เราจะได้เห็นข่าว รูป วิดีโอแบบไหน เรื่องอะไร ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า อัลกอริทึม เข้าใจง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์ คือ สมการ หรือสูตรที่ถูกตั้งค่าให้ป้อนเนื้อหาให้เราเห็นโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้แต่ละคนจะได้เห็นข่าว เห็นคลิป เห็นสินค้าที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่า เคยเข้าไปดูข่าวแบบไหน สินค้าประเภทใด กลไกอัลกอริทึมของเฟซบุ๊กจะจดจำไว้ และทึกทักเอาเองว่า เราชอบดูอะไร ก็จะหาเรื่องแบบนั้นมาให้ดู

อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กนี้ เป็นเครื่องมือหาเงินจากแบรนด์สินค้า และสื่อ รวมถึงบุคคลธรรมดาที่ต้องการให้เรื่องราวที่ตนโพสต์ขึ้นไปมีคนเห็นเยอะๆ ด้วยการจ่ายเงินให้เฟซบุ๊กขึ้นโพสต์ของตน จะถี่ ห่างแค่ไหน ขึ้นอยู่กับราคาที่เฟซบุ๊กกำหนดเพื่อให้คนเข้ามาดู และกด Like เยอะๆ

การซ่อมเฟซบุ๊กครั้งนี้ก็คือ การตั้งค่าสมการใหม่ ให้ค่าความสำคัญกับตัวแปรที่เป็นเรื่องของเพื่อน รูปของญาติมากกว่าข่าว บทความ คลิปวิดีโอสินค้า เราจะเห็นโพสต์ของเพื่อนบ่อยขึ้นมากขึ้นกว่าโพสต์ที่เป็นข่าว บทความ

มาร์คยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ จะทำให้คนใช้เวลากับเฟซบุ๊กน้อยลง เพราะความถี่ในการอัพเดตจะลดลง แต่เวลาที่แต่ละคนใช้กับเฟซบุ๊กจะมีคุณค่ามากขึ้น และรายได้จากการขายพื้นที่โฆษณา ขายข่าวจะลดน้อยลงด้วย

การเปลี่ยนค่าสมการให้โพสต์ของเพื่อน รูปของญาติพี่น้องมาก่อนข่าว บทความ แบรนด์สินค้า จะส่งผลกระทบต่อสื่อ ต่อสินค้า ต่อธุรกิจที่ได้พากันย้ายข่าว ย้ายโฆษณา มาอยู่บนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊กกันเป็นส่วนใหญ่แล้วจะกระทบแค่ไหน ต้องรอดู

ทุกวันนี้เราอ่านข่าว ดูโฆษณาบนหน้าจอโทรศัพท์ผ่านเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กเป็นผู้กำหนดว่า เราจะได้อ่านข่าวอะไร เฟซบุ๊กเหมือนคนเฝ้าประตู ใครอยากให้ข่าวของตนไปอยู่บนเฟซบุ๊กบ่อยๆ เปลี่ยนข่าวใหม่ทุกชั่วโมง ให้คนเห็นเยอะๆ ต้องจ่ายค่าผ่านประตูเดือนหนึ่งหลายแสนถึงหลายล้าน แลกกับยอด View ยอด Like เพื่อเอาไปขายโฆษณากับเอเยนซี

สมการใหม่ของเฟซบุ๊กจะทำให้คนเห็นข่าว เห็นโฆษณาน้อยลง การใช้เฟซบุ๊ก เป็นช่องทางในการขายข่าว ขายโฆษณา เปรียบเหมือนการยืมจมูกคนอื่นหายใจ เมื่อเฟซบุ๊กเปลี่ยนไปอย่างนี้ ยังจะหวังพึ่งพาเฟซบุ๊กต่อไปได้ไหม

สื่อใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาอย่าง นิวยอร์ก ไทมส์, วอชิงตัน โพสต์, วอลล์สตรีท เจอร์นัล ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงผู้อ่านเท่านั้น แต่ไม่ได้ฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับเฟซบุ๊ก โดยได้สร้าง และพัฒนาช่องทางดิจิตอลของตัวเองที่จะเข้าถึงผู้อ่านคือ เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันพร้อมๆ กันนั้น ก็พัฒนาตัวสินค้า คือ ข่าวให้มีคุณภาพ มีความแตกต่างที่ดึงดูดให้ผู้อ่านต้องสมัครเป็นสมาชิก

ปีที่แล้ว สื่อเหล่านี้ทำเงินจากค่าสมาชิกได้มากกว่ารายได้จากการขายโฆษณา และมีกำไรกันทุกเจ้า การเปลี่ยนแปลงของเฟซบุ๊กมีผลกระทบน้อยมาก เพราะสื่อเหล่านี้ยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง และปรับเปลี่ยนตัวเองให้ก้าวจากสื่อกระดาษเป็นสื่อดิจิตอลได้อย่างสมบูรณ์แบบครบวงจร ต่างจากสื่อที่พึ่งรายได้จากโฆษณา ต้องอาศัยยอด Like ยอด View ไปขายโฆษณา ต้องใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการเข้าถึงผู้อ่าน ผู้ชม

เมื่อเฟซบุ๊กให้ความสำคัญกับข่าวน้อยลง สื่อเหล่านี้จะปรับตัวอย่างไร??

6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / คนที่เฟสบุ๊กไม่รู้ว่าเฟสบุ๊กทำงานอย่างไร เมื่อ: มกราคม 14, 2018, 06:59:28 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                  คนที่เฟสบุ๊กไม่รู้ว่าเฟสบุ๊กทำงานอย่างไร
                                                                                  People at Facebook Don’t Know How Facebook Works

Kashmir Hill 10/13/17 4:14pm                                                                                                                                                                                                          Alan Petervich Updated 01/14/18 6:52pm

Facebook is a vast and bewildering operation, working with visible and invisible data streams via opaque algorithms on a scale larger than humans can readily comprehend. Many of us have been baffled, for example, by the social network’s ability to figure out who we know in real life, as reflected by the suggestions that pop up in its “People You May Know” box.  That confusion, it’s now clear, extends to Facebook’s own communications department. Judging by my experiences reporting on the feature, even Facebook is confused about exactly how it works.
 เฟสบุ๊กเป็นปฏิบัติการกว้างใหญ่น่าหัวหมุนแห่งหนึ่ง  ทำงานด้วยสายธารแห่งข้อมูลทั้งที่เห็นได้และเห็นไม่ได้ โดยระบบการแก้ไขปัญหาทางตัวเลขแบบทึบแสง บนสเกลที่ใหญ่กว่าที่มนุษย์สามารถจับต้องได้มั่น   พวกเราจำนวนมากงงงวย  เป็นตัวอย่าง  โดยความสามารถของเครือข่ายทางสังคมที่แสดงผี่เรารู้ในชีวิตจริง  ตามที่ถูกสะท้อนโดยคำเสนอต่างๆที่ปรากฎขึ้นในกล่อง “คนที่คุณอาจรู้จัก”  ความสับสนวุ่นวายนั้น  ตอนนี้ชัดเจน  ขยายไปถึงหน่วยงานสื่อสารของเฟสบุ๊กเอง   ด้วยการตัดสินโดยประสพการณ์ของข้าพเจ้าที่รายงานเรื่องนี้  แม้เฟสบุ๊กก็สับสนวุ่นวายเกี่ยวกับว่าตามตรงแล้วมันทำงานกันอย่างไร

This week, I wrote about how Facebook’s use of intrusive data-mining to connect its users can out sex workers and porn stars to their clients, families, and friends. While reporting the story, I asked Facebook if there was a way to opt out of the feature, for people who don’t want alternative identities exposed to people who shouldn’t know them.  The Facebook communications staff had almost two weeks to look into this. This week, a spokesperson got back to me and wrote that “an opt out is not something we think people would find useful.” But she said there was a workaround.
 สัปดาห์นี้ ข้าพเจ้าได้เขียนเกี่ยวกับว่า การใช้เหมืองสะสมข้อมูลที่แข่งกับเวลา เพื่อเชื่อมต่อผู้ใช้ข้อมูลของมัน สามารถส่งผู้ทำงานทางเพศและดาราโป๊เปลือยไปสู่ลูกค้า ครอบครัว และเพื่อนของพวกเขา   ขณะที่รายงานเรื่องนี้  ข้าพเจ้าได้ถามเฟสบุ๊ก ว่ามีทางใดที่จะเลือกเอาออกจากเรื่องที่เด่นแบบนี้  เพราะว่าประชาชน ที่ไม่ต้องการลักษณะทดแทนอื่น แสดงให้ประชาชนที่ไม่ควรจะรู้จักคนพวกนั้น เห็น  กลุ่มผู้บริหารงานสื่อเฟสบุ๊กมีเวลาอย่างมากที่สุดสองสัปดาห์ที่จะดูเรื่องนี้   สัปดาห์นี้  โฆษกเฟสบุ๊กติดต่อมาหาข้าพเจ้าและเขียนมาว่า “การเลือกเอาออกมิใช่อะไรบางอย่างที่เราคิดว่าประชาชนจะเห็นว่าเป็นประโยชน์”  แต่เธอกล่าวว่ามีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่.

 “People can always control who can send them friend requests by visiting their account settings,” the spokesperson wrote in an email. “If they select ‘no one,’ they won’t appear in others’ People You May Know.”  It wasn’t a perfect solution, but it made sense: If you made it impossible for anyone to send you a friend request, Facebook would stop encouraging people to friend you. I went to the setting on my own account and took a screenshot that I included in the article.
“ประชาชนสามารถเสมอที่จะควบคุมผู้ที่สามารถส่งให้พวกเขาซึ่งคำขอของเพื่อน โดยการเยี่ยมระบบบัญชีของพวกเขา”  โฆษกเขียนเช่นนั้นในอีเมล์  “ถ้าพวกเขาเลือก ‘ไม่เอาใคร’ พวกเขาก็จะไม่ปรากฎในกล่อง’บุคคลที่คุณอาจรู้จัก’  มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สมบูรณ์  แต่ มันแสดงความหมาย: คือ ถ้าคุณทำให้มันเป็นไปไม่ได้สำหรับใครคนหนึ่งที่จะส่งคำขอเป็นเพื่อนกับคุณ  เฟสบุ๊กควรจะหยุดกระตุ้นคนให้เป็นเพื่อนกับคุณ  ข้าพเจ้ามาถึงระบบเกี่ยวกับบัญชีของข้าพเจ้าเองและทำการยิงภาพนั้นที่ข้าพเจ้าได้เราไว้ในบทความด้วย.

But there was a problem. After the story was published, several people told me that they had tried to take advantage of this setting, only to find out that they didn’t have the “no one” option. They could only allow “Everybody” or “Friends of Friends” to send them friend requests. When I reached out to Facebook about this, asking why some users didn’t have the “no one” option, a spokesperson confirmed that the original advice wouldn’t work. Not every Facebook user has the “no one” option, and even for people who do, it doesn’t provide a workaround.
แต่มีปัญหาอย่างหนึ่ง  หลังจากเรื่องได้ตีพิมพ์แล้ว  คนจำนวนมากได้บอกข้าพเจ้าว่า พวกเขาได้พยายามที่จะทำประโยชน์ระบบที่ว่านี้  เพียงมาพบว่าพวกเขาไม่มีคำเลือก “ไม่มีใคร”  พวกเขาสามารถเพียงอนุญาต “ทุกคน” หรือ “เพื่อนของเพื่อน” ที่จะส่งคำขอเป็นเพื่อน  เมื่อข้าพเจ้าติดต่อเฟสบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องนี้  โดยถามว่าทำไมผู้ใช้ไม่มีคำเลือกว่า”ไม่มีใคร”  โฆษกคนหนึ่งยืนยันว่า คำแนะนำเริ่มแรกไม่ทำงาน  มิใช่ผู้ใช้เฟสบุ๊กทุกคนมีคำเลือก “ไม่มีใคร” และแม้สำหรับประชาชนที่มี  มันไม่มีการจัดการพิจารณาให้เขา.

“In my note, I said if people restrict who can send them friend requests to ‘no one’, they won’t appear in People You May Know suggestions,” she wrote. “I made a mistake and gave you inaccurate information. People may still appear as suggestions.” If people whose full-time job it is to understand Facebook’s myriad account settings don’t understand them, how is a normal user supposed to? As for the question of why some people have the antisocial “no one” option and others don’t, the spokesperson cc’ed Matt Steinfeld, Facebook’s head of policy communications, to explain.
“ในข้อสังเกตุของช้าพเจ้า ข้าพเจ้ากล่าวว่าถ้าประชาชนเข้มงวด ซึ่งสามารถส่งคำขอเป็นเพื่อนให้เขาว่า”ไม่มีผู้ใด”  พวกเขาคงไม่ปรากฎในคำเสนอแนะคนที่คุณอาจรู้จัก” เธอเขียน  “ข้าพเจ้าทำผิดอย่างหนึ่งและให้ข้อมูลไม่แม่นยำแก่คุณ  ประชาชนยังอาจปรากฎมีคำแนะนำต่างๆ  “ถ้าประชาชนซึ่งงานของเขาเต็มเวลา มันก็คงต้องเข้าใจระบบบัญชีเป็นหมื่นเป็นแสนของเฟสบุ๊กไม่เข้าใจพวกเขา  แล้วอย่างไรผู้ใช้ปกติสามัญคนหนึ่งจึงจะทำอย่างนั้น?  โดยที่สำหรับคำถามที่ว่าทำไมคนบางคนมีคำเลือก “ไม่มีผู้ใด”ที่ขัดกับสังคม และคนอื่นไม่มี  คุณโฆษก Matt Steinfeld – แม็ทท์ สไตน์เฟลด์ หัวหน้าศูนย์สื่อนโยบาย คงอธิบาย.

“We told you that there is a way to turn off the ability for people to send you friend requests by selecting ‘no one,’” Steinfeld wrote. “We were wrong. That option doesn’t exist unless you’re someone with a lot of followers, like a public figure. However, everyone can change the setting to ‘friend of friends.’” (As a tech writer, I’ve picked up 100,000 followers on Facebook, which is why I had access to the “no one” option)
สไคน์เฟลด์เขียนว่า “ เราขอบอกคุณว่า มีหนึ่งวิธีที่จะปรับความสามารถสำหรับประชาชนที่จะส่งคำขอเป็นเพื่อนกับคุณ โดยเลือก”ไม่มีผู้ใด”  “เราผิดเอง  คำเลือกนั้นไม่มีอยู่จนกว่าคุเป็นใครบางคนที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ยกตัวอย่างบุคคลสาธารณะ อย่างไรก็ดี  ทุกคนสามารถเปลี่ยนถ้อยคำไปหา”เพื่อนของเพื่อน”  (ในฐานะผู้เขียนทางเทคนิค ข้าพเจ้าได้เก็บเอาผู้ติดตามจำนวนถึง 100,000 คนบนเฟสบุ๊ก  ซึ่งเป็นเพราะทำไมข้าพเจ้าจึงเลือกคำขอ “ไม่มีผู้ใด” )

Even if you tell Facebook that “no one” or only “Friends of Friends” should be able to friend you, though, it will still offer your account in “People You May Know” to anyone Facebook thinks might know you—including people who won’t be able to send you a friend request. I said that seemed like an odd design choice. Steinfeld agreed, and said it is going to change.  “You mentioned that it’s odd that someone could be suggested in People You May Know, even if they’ve adjusted their settings to only receive friend requests from ‘friends of friends,’” he replied. “It’s a fair point, and we’re fixing this.”
แม้ถ้าคุณบอกเฟสบุ๊กว่า”ไม่มีผู้ใด” หรือเพียง “เพื่อนของเพื่อน” ที่ควรสามารถเป็นเพื่อนคุณ  ทั้งนั้นก็ดี มันยังเสนอบัญชีรายชื่อใน” คนที่คุณอาจรู้จัก” แก่ใครก็ตามที่เฟสบุ๊กคิดว่าอาจรู้จักคุณ—รวมทั้งประชาชนที่ไม่สามารถส่งคำขอเป็นเพื่อนคุณได้  ข้าพ้จ้าว่าดูเหมือนเป็นการเลือกที่ออกแบบขัดแย้ง   สไตน์เฟลด์เห็นด้วย ละกล่าวว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลง  “คุณติงว่ามันขัดแย้งที่ว่าบางคนสามารถถูกแนะนำในคำขอคนที่คุณจรู้จัก  แม้ถ้าพวกเขาได้ปรับระบบรับคำขอเป็นเพื่อนจากเพื่อนของเพื่อน” เขาตอบ “มันเป็นจุดที่ยุติธรรมดี และเราก็กำลังแก้ไขเรื่องนี้”.

So as a result of this story and follow-up, Facebook will eventually start doing a version of the thing they originally told me they were already doing.  Steinfeld also apologized for my having gotten the bad info in the first place. “We gave you incorrect information about People You May Know, which is an admittedly bad thing to do to someone who is trying to actually understand how it works—and who has said repeatedly that we’re bad at explaining it,” Steinfeld wrote.
ดังน้น โดยที่ผลของเรื่องนี้และการติดตามผล เฟสบุ๊กในที่สุดจะเริ่มทำเวอร์ชั่นของสิ่งที่พวกเขาโดยกำเนิดได้บอกข้าพเจ้าว่าพวกเขาได้เริ่มทำแล้ว  สไตน์เฟลด์ด้วยได้ขออภัยสำหรับการระลึกถึงสิ่งไม่ดีให้ข้าพเจ้าในตอนแรก  “เราได้ให้ข่าวสารข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่คุณ เกี่ยวกับบุคคลที่คุณอาจรู้จัก  ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับว่าไม่ดีเลยที่จะทำกับคนบางคนที่พยายามเข้าใจว่าปัจจุบันมันทำงานอย่างไร—และผู้ใดได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกเราไม่ดีเลยที่อธิบายเรื่องนี้ “ สไตน์เฟลด์เขียน.

This was not the first time Facebook has given me reportorial whiplash by telling me People You May Know works one way, then changing its mind after a story was published. Last year, I asked Facebook whether it was using location information from users’ smartphones to figure out who knew each other in the real world. Facebook told me it was, with a spokesperson telling me “location is only one of the factors we use to suggest people you may know.”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฟสบุ๊กให้ข้าพเจ้าด้วยเชือกสั้นปลายแส้เกี่ยวกับรายงาน โดยบอกว่าคนที่ท่านอาจรู้จักทำงานอย่างหนึ่ง  แล้วเปลี่ยนจิตใจของเขาหลังจากเรื่องลงตีพิมพ์แล้ว  ปีที่แล้ว  ข้าพเจ้าได้ถามเฟสบุ๊กว่ายังจะใช้ข้อมูลข่าวสารจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ เพื่อจัดเรื่องราวว่าใครบ้างที่รู้จักกันในโลกความจริง  เฟสบุ๊กบอกข้าพเจ้าว่ามันใช่  โดยโฆษกกล่าวว่า “ สถานที่เป็นสิ่งเดียวของปัจจัยที่เราใช้เสนอแนะประชาชนที่คุณอาจรู้จัก “

Shortly after I published that story, Facebook changed its tune and said that actually it wasn’t using location. “We are not using location data to suggest people you might know. This includes IP and Wi-Fi access point location information,” a different spokesperson wrote in an email. He said that they had used location one time in a test, causing confusion internally. According to one source there, the people who run People You May Know are constantly running different experiments to improve the product, so how it works exactly is actually constantly changing and can vary from user to user.
ไม่นานหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ตีพิมพ์เรื่องนั้น  เฟสบุ๊กได้เปลี่ยนน้ำเสียงและกล่าวว่า ปัจจุบันเฟสบุ๊กมิได้ใช้สถานที่แล้ว  “ เรามิได้ใช้ข้อมูลสถานที่เพื่อเสนอแนะคนที่คุณอาจรู้จัก   สิ่งนี้รวมทั้งข้อมูลสถานที่จุดรับ IP และ Wi-Fi  “ โฆษกอีกคนหนึ่งเขียนในอีเมล์   เขากล่าวว่า พวกเขาได้ใช้สถานที่ครั้งเดียวในการทดสอบ  ก่อให้เกิดความวุ่นวายภายใน   ตามแหล่งช่าวหนึ่งที่นั่น ประชาชนที่เลือกคนที่คุณอาจรู้จัก อย่างยึดมั่นได้ทดสอบแตกต่างออกไป เพื่อปรับปรุงผลิตผล  ดังนั้น มันทำงานอย่างไรตรงๆในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนอย่างยึดมั่นและสามารถแตกต่างออกไปแล้วแต่ผุ้ใช้คนหนึ่งถึงคนหนึ่ง

Earlier this month, Facebook’s chief of security, Alex Stamos, wrote a string of tweets criticizing press coverage of the tech industry and complaining about a “gap” between Silicon Valley and the reporters and academics who write about it. “My suggestion for journalists is to try to talk to people who have actually had to solve these problems and live with the consequences,” Stamos wrote.  Unfortunately, despite those wishes, Facebook has never let me speak directly with the engineering team responsible for People You May Know. Any questions I have about their problem-solving work are filtered through Facebook spokespeople. As a result, Facebook is unable to explain basic information about its own product.
ต้นเดือนนี้ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของเฟสบุ๊ก  อะเล็ก สตามอส  ได้เขียนทวิตส์ยาว วิจารณ์การเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบ่นถึง”ช่องว่าง” ระหว่างซิลิวอลเลย์ และบรรดานักข่าวและนักวิชาการที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้  “ ข้อแนะนำของข้าพเจ้าสำหรับนักหนังสือพิมพ์คือ พยายามพูดกับประชาชนที่ในปัจจุบัน ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ และดำเนินชีวิตกับสิ่งที่ตามมา” สตามอสเขียน  โชคร้าย  แม้จะมีความปรารถนาเหล่านั้น  เฟสบุ๊กไม่เคยปล่อยขาพเจ้าพูดตรงๆกับทีมวิศวกรรมที่รับผิดชอบสำหรับผู้ที่คุณอาจรู้จัก   คำถามใดที่ข้าพเจ้ามีเกี่ยวกับงานแก้ไขปัญหาของพวกเขา ถูกกรองผ่านทางโฆษกเฟสบุ๊ก  ผลก็คือ  เฟสบุ๊กไม่สามารถอธิบายข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตนเองเลย.

This reflects a larger problem caused by Facebook’s immense growth and increasing complexity; as Alexis Madrigal recently wrote in The Atlantic with regards to the role of fake news and targeted ads on Facebook in the most recent election, “no one knew everything that was going on on Facebook, not even Facebook.” And that is a bit terrifying. This big blue machine plays an ever-expanding role in society and in the lives of many individual users, but no one seems to have a solid grasp on either the minutiae of what’s going on there or the larger repercussions of it.
นี้สะท้อนถึงปัญหาใหญ่มาก ที่มีสาเหตุจากการเติบโตมหึมาของเฟสบุ๊กและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น  ดังที่อาเล็กซิส มาดริกัล ได้เขียนเมื่อเร็วๆนี้ในวารสาร The Atlantic ในเรื่องบทบาทของช่าวเท็จและการโฆษณาที่มีเป้าหมาย บนเฟสบุ๊กในการเลือกตั้งเร็วๆนี้(ในสหัฐ)    “ไม่มีใครรู้ทุกอย่างที่กำลังดำเนินไปบนเฟสบุ๊ก   แม้เฟสบุ๊กเอง”     นั่นเป็นเรื่องที่น่าสะพึงกลัวเล็กน้อย   เครื่องจักรกลสีฟ้าเครื่องใหญ่นี้เล่นบทบาทที่เคยแพ่ออกไปในสังคม และในชีวิตของผู้ใช้เอกัตถบุคคลมากมาย  แต่ไม่มีผู้ใดดูเหมือนจะมีการจับแน่นอย่างแข็งแรงกับทั้งเรื่องเล็กๆน้อยๆของสิ่งที่ดำเนินไปตรงนั้น หรือกับความกระทบกระเทิอนที่ใหญ่กว่าของมัน.

“Having read your story, I also want to say we’re not thrilled when we see someone like Leila [ed note: the sex worker] having a bad experience on Facebook,” Steinfeld wrote. “We want to do our best to prevent these things from happening and we do care about people’s privacy. We fell short here, and we will do better.” In the case of People You May Know, the most simple solution would be for Facebook to give its users access to their own data, and control over it. Along with offering to connect one person to another, it could explain what data it used to suggest that connection, and offer a clear way to opt out of it.But in the meantime, if you’re an engineer who works on PYMK and you want to speak to a journalist directly about it, give me a holler.
“เมื่อได้อ่านเรื่องของคุณ ข้าพเจ้าด้วยประสงค์ที่จะกล่าวว่าพวกเราไม่ตี่นเต้นเมื่อเราเห็นคนบางคนอย่างเช่นไลล่า (ข้อสังเกตุจากบรรณกร: คนงานทางเพศ)  ที่มีประสพการณ์บนเฟสบุ๊ก “ สไตเฟลด์เขียน   “ เราต้องการทำดีที่สุดเพื่อขจัดสิ่งเหล่านี้จากการเกิดขึ้น และเราระมัดระวังเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของประชาชน   เรารู้สึกพลาดตรงนี้ และเราจะทำให้ดีกว่านี้ “  ในกรณีของคนที่คุณอาจรู้จัก  การแก้ปัญหาปกติธรรมดาที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของเฟสบุ๊กที่จะให้ผู้ใช้มีข้อมูลของพวกเขาเอง และควลคุมเอง  คู่ไปกับการเสนอเชื่อมโยงบุคลคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง ควรจะอธิบายว่าขัอมูลอะไรที่มันถูกนำมาใช้เสนอแนะความสัมพันธนั้น  และเสนอวิถีทางที่ชัดเจนเพื่อพิจารณาเรื่องนั้น  แต่ในขณะเดียวกัน  ถ้าคุณเป็นวิศวกรซึ่งทำงานระบบ PYMK (People You May Know) และคุณต้องการพูดกับนักหนังสือพิมพ์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้  โปรดหาผู้ตะโกนให้ข้าพเจ้าคนหนึ่ง.

ABOUT THE AUTHOR : Kashmir Hill
Kashmir Hill is a senior reporter for the Special Projects Desk, which produces investigative work across all of Gizmodo Media Group's web sites. She writes about privacy and technology
 
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / อัยการ เผยหลัง "ยิ่งลักษณ์"หนีคดี ไม่เคยขอผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อ: มกราคม 12, 2018, 07:56:47 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                      อัยการ เผยหลัง "ยิ่งลักษณ์"หนีคดี ไม่เคยขอผู้ร้ายข้ามแดน

คม ชัด ลึก
การเมือง  :  9 ม.ค. 2561

                               


"ยิ่งลักษณ์"อยู่ลอนดอน? "อำนาจ" อธ.อัยการตปท. ระบุเป็นข้อมูลผ่านมีเดีย ตร.ต้องตรวจสอบให้ชัดก่อนส่งคำขอเก้อ แต่ชัดเป็นคดีอาญา ไม่ใช่การเมือง-ทหาร ขอส่งได้

           9 ม.ค.60-"ยิ่งลักษณ์"อยู่ลอนดอน? "อำนาจ" อธ.อัยการตปท. ระบุเป็นข้อมูลผ่านมีเดีย ตร.ต้องตรวจสอบให้ชัดก่อนส่งคำขอเก้อ แต่ชัดเป็นคดีอาญา ไม่ใช่การเมือง-ทหาร ขอส่งได้ ส่วนจำเลยขอลี้ภัย ชนขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน สุดท้ายต้องลุ้นปลายทาง

          นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ได้กล่าวถึงขั้นตอนและความคืบหน้าการจะขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนากรัฐมนตรี ผู้ต้องคำพิพากษาจำคุก 5 ปีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โครงการจำนำข้าวว่า ตามที่มีภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในสื่อต่างๆว่าอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษนะ ก็เป็นข้อมูลจากมีเดีย ซึ่งการจะยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้นั้นต้องชัดเจนเรื่องที่อยู่ในประเทศที่เราร้องขอ และเงื่อนไขการขอตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 ที่เป็นคดีความผิดโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี , เป็นคดีอาญาความผิดทั้ง 2 ประเทศ และไม่ใช่เรื่องการทหารหรือการเมือง ซึ่งคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ชัดเจนว่าคดีตัดสินถึงที่สุดแล้วให้จำคุกและเป็นคดีอาญาผ่านกระบวนการพิจารณาทางศาลมาครบถ้วน ไม่ใช่คดีทางการทหารหรือการเมืองที่เข้างดเว้นการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งเป็นเงื่อนไขสากลปฏิบัติกัน โดยการติดตามตัวหลังที่ศาลฎีกาฯ ออกหมายจับเมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ก็ทราบว่าในส่วนของการบริหารก็มีความพยายามในการเพิกถอนหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) และการประสานอินเตอร์โปล หรือตำรวจสากล ออกหมายจับด้วย เพื่อเป็นข้อจำกัดของจำเลยให้หลบหนีได้ยากขึ้น ซึ่งขณะนี้การตรวจสอบข้อมูลจากมีเดียว่าอยู่ที่อังกฤษจริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องโดยตรงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะตามขั้นตอนกฎหมายการขอส่งผู้ร้ายแดน ตร.จะเป็นผู้ยืนยันข้อมูลที่อยู่ ที่พำนัก แล้วส่งมาให้อัยการบรรจุในคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่อัยการสูงสุดเป็นผู้ประสานงานกลางตามกฎหมายลงนามและยื่นคำร้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศที่ดูแลมิติภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำเนินต่อไปกับประเทศปลายทางนั้น

              อัยการ เผยหลัง "ยิ่งลักษณ์"หนีคดี ไม่เคยขอผู้ร้ายข้ามแดน

          นายอำนาจ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวอีกว่า เราจะนำข้อมูลจากมีเดียเพียงอย่างเดียวที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการยืนยันข้อมูลมาใส่ในคำร้องแล้วรีบยื่นคำร้องไม่ได้ เพราะการยื่นต้องแน่ใจว่าข้อมูลนั้นชัดเจนแล้วและถูกต้องตามกฎหมาย มิฉะนั้นหากส่งไปประเทศปลายทางก็อาจจะถูกปฏิเสธเพราะกรณีไม่เข้าเงื่อนไข โดยในของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นับตั้งแต่ที่ศาลออกหมายจับไว้เรายังไม่ได้ยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามในประเทศใดเลย ซึ่ง ตร.เองก็พยายามตรวจสอบข้อมูล ในส่วนของอัยการ ตนในฐานะอธิบดีก็เป็นประธานคณะทำงานอัยการคุมเรื่องนี้เพราะเป็นกรณีทีี่ประชาชนสนใจ เช่นเดียวกับกรณีการติดตามตัวของนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่อัยการสั่งฟ้องคดีแล้วข้อหาขับรถประมาทชนตำรวจตาย ซึ่งคดีของนายวรยุทธ หากไปประเทศอังกฤษ การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ทำได้แน่นอน เพราะชัดเจนว่าเป็นคดีอาญาซึ่งอังกฤษเองก็เคยขอไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนหญิงสาวก่อเหตุเมาขับรถชนคนตายในอังกฤษแล้วหนีมาเที่ยวในประเทศไทย ดังนั้นชัดเจนมากกว่าข้อหาขับรถประมาทชนคนตายเป็นคดีอาญาความผิดระหว่าง 2 ประเทศที่ขอส่งตัวได้ซึ่งกรณีของนายวรยุทธ คณะทำงานของอัยการก็ร่างคำร้องไว้ทั้ง 2 แบบแล้วค่อประเทศที่มีสนธิสัญญาต่อกัน กับประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาต่อกัน รอเพียงข้อมูลที่อยู่ที่พำนักในต่างแดนเท่านั้นมาบรรจุในคำร้อง หากมีข้อมูลอัยการก็ดำเนินการทำคำร้องเสร็จได้ทันทีและยื่นได้ในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์

          "ที่ผ่านมาการพิจารณาเรื่องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนของไทยเรา ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับถึงความถูกต้องชัดเจน ทั้งในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐฯ อย่างประเทศอังกฤษ เราก็ให้ความร่วมมือกันอย่างดีโดยตลอด ดังนั้นที่สำคัญเราต้องมีข้อมูลชัดเจนและเงื่อนไขที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเวลาดำเนินการเป็นเรื่องของประเทศปลายทางนั้นด้วยซึ่งเป็นตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้ว่าจะเร็วได้เพียงใด"

              อัยการ เผยหลัง "ยิ่งลักษณ์"หนีคดี ไม่เคยขอผู้ร้ายข้ามแดน

          เมื่อถามว่า ตามกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ของลี้ภัยในประเทศอังกฤษ อัยการจะดำเนินการใดๆ ได้หรือไม่
 
          "นายอำนาจ" อธิบดีอันการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวย้ำว่า การขอลี้ภัย เป็นการดำเนินการส่วนตัวของผู้นั้นกับประเทศปลายทาง แต่จุดนี้จะไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนทำไม่ได้เพราะหน่วยงานที่พิจารณาขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ผู้ประสานงานกลางของอังกฤษคือกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นคนละหน่วยงานกับที่จะพิจารณาคำขอลี้ภัย ดังนั้นเรายังขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้เมื่อมีข้อมูลที่อยู่ยืนยันชัดเจน แต่ในการพิจารณาคำร้องขอทั้ง 2 เรื่องของประเทศปลายทางนั้นจะเป็นอย่างไรเราก้าวล่วงไม่ได้ แต่ถ้าเขาจะให้เราชี้แจงเพิ่มเติมเราก็พร้อม

          โดยนายอำนาจ ระบุด้วยว่า ปรากฏการณ์ที่จำเลยขอลี้ภัย พร้อมกับอัยการการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นในการทำคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนอัยการจะไม่ระบุเรื่องข้อมูลการขอลี้ภัยเพราะเราเองไม่ทราบรายละเอียดข้อกล่าวอ้างของจำเลย หากระบุทั้งที่ไม่รู้อะไรชัดเจนอาจจะเป็นผลเสียมากกว่า ขณะที่การพิจารณาเรื่องคำขอลี้ภัยเราก็ไม่อาจคัดค้านได้เว้นแต่ประเทศนั้นจะสอบถามเราเพิ่มเติมหริอไม่

            แต่เราจะยืนยันในส่วนของการส่งผู้ร้ายข้ามที่เป็นอำนาจของเราโดยตรงในการยื่นว่าเป็นคดีอาญาความผิดทั้ง 2 ประเทศ ไม่ใช่คดีการเมือง การทหาร โดยมีการแปลสำนวนคดีื คำพิพากษาชัดเจนซึ่งถึงที่สุดแล้ว และหมายจับของศาลประกอบไป เหมือนกรณีการติดตามตัวนายทักษิณ ชินวััตร อดีตนายกฯ ที่ศาลฎีกาฯ จำคุกถึงที่สุด 2 ปีคดีซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ซึ่งอัยการก็เคยยื่นคำขอไปแล้วร่วม 10 ประเทศทั้งแถบยุโรปและเอเชีย โดยมีทั้งปฏิเสธมาว่านายทักษิณ ไม่ได้อยู่ขณะร้องขอหรือเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ซึ่งนายทักษิณ มีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวย่อมสร้างความสะดวกในการเดินทางเข้า-ออกประเทศใดได้รวดเร็ว แต่ทั้งนี้การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนในทุกกรณีไม่ใช่เรายื่นซ้ำไม่ได้อีก เพียงแต่เรามีข้อมูลอัพเดทใหม่ว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาที่อัยการสั่งฟ้องแล้วนั้น ยังคงเข้า-ออกในประเทศนั้น เราก็ยื่นคำร้องได้อีกว่า ที่เขาเดินทางออกไปแล้วขณะนี้ได้กลับเข้ามาอีกวัน-เวลาใด ดังนั้นที่สำคัญมาก คือ การตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ในเวลานั้น ขณะที่การยื่นก็จะดำเนินการโดยเร็วที่สุด

            Credit :  คม ชัด ลึก
 
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / รำลึก ' บุญราศี นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง' บาทหลวงไทย เมื่อ: มกราคม 12, 2018, 07:33:27 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    รำลึก ' บุญราศี นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง' บาทหลวงไทย

                                   


ท่าน คือผู้ที่ได้รับยกย่องจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกว่าเป็น “มรณสักขี” และได้รับการประกาศเป็น “บุญราศี” ผู้มีความรักที่ให้อภัยต่อทุกคน!

          ถ้าเอ่ยชื่อ “บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง” โดยเฉพาะชาวไทยที่นับถือคริสต์ศาสนาจะรู้จักท่านเป็นอย่างดี

          เพราะท่าน ผู้ที่ได้รับยกย่องจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกว่าเป็น “มรณสักขี” และได้รับการประกาศเป็น “บุญราศี” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2543 ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม โดย “สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2”!!

          หรือนับจากวันที่ท่านได้เสียชีวิตไปถึง 56 ปี โดยในวันที่ 12 ม.ค. 2587 หรือวันนี้เมื่อ 74 ปีก่อน “บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง” ได้สิ้นลมในเรือนจำบางขวาง จากอาการวัณโรค ขณะอายุได้ 49 ปี

 12 ม.ค.2487 รำลึก “บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด”

          และต่อมาคริสตจักรโรมันคาทอลิกในประเทศไทยกำหนดให้วันที่ 12 มกราคม ของทุกปีเป็นวันระลึกถึงบุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง

          ถึงตรงนี้ หลายคนอยากทราบเรื่องราวของ“บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง” อีกครั้ง

          “บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง” เป็นบาทหลวงชาวนครปฐม สังกัดมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ เมื่อรับศีลอนุกรมเป็นบาทหลวงแล้วได้ทำงานแพร่ธรรมในหลายจังหวัด

          แต่เมื่อเมืองไทย เกิดกรณีพิพาทอินโดจีนขึ้น บาทหลวงบุญเกิด ถูกตำรวจจับในข้อหา "กบฏภายนอกราชอาณาจักร" โดยศาลตัดสินให้จำคุก 15 ปีที่เรือนจำกลางบางขวาง แต่ในที่สุดท่านก็ถึงแก่กรรมด้วยวัณโรคหลังจากติดคุกได้ 3 ปี

          บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2438 ที่จังหวัดนครปฐม มีนามเดิมว่า "ชุนกิม" เป็นบุตรคนโตของครอบครัว บิดามารดาชื่อ ยอแซฟ โปชัง และ อักแนส เที่ยง กฤษบำรุง ได้รับศีลล้างบาปที่โบสถ์นักบุญเปโตร สามพราน ได้รับศาสนนามว่า “เบเนดิกโต”

          ต่อมาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลในจังหวัดนครปฐม แล้วย้ายไปเรียนที่เซมินารีพระหฤทัยของพระเยซู บางช้าง เป็นเวลา 8 ปี แล้วย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยกลาง เมืองปีนังอีก 6 ปี

          ช่วงนั้น ท่านได้รับอนุกรมน้อยขั้นอุปพันธบริกร เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2468 และเป็นพันธบริกรเมื่อวันที่ 24 กันยายน ปีเดียวกัน แล้วกลับมารับศีลอนุกรมเป็นบาทหลวงที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2469 ขณะมีอายุได้ 31 ปี

          ทั้งนี้ บาทหลวงบุญเกิดได้ปฏิบัติศาสนกิจในหลายท้องที่ เช่น เป็นผู้ช่วยอธิการโบสถ์บางนกแขวก (ปัจจุบันคืออาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก) (2469-2471), เป็นผู้ช่วยอธิการโบสถ์เซนต์นิโกลาส พิษณุโลก (2472-2473), เป็นมิชชันนารีแพร่ธรรมที่ภาคเหนือของประเทศไทย (2473-2480), เป็นอธิการโบสถ์โคราช (ปัจจุบันคืออาสนวิหารแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด นครราชสีมา) และโบสถ์นักบุญเทเรซา โนนแก้ว (2480-2481)

          ระหว่างนั้นเอง เมืองไทยได้เกิดกรณีพิพาทอินโดจีนขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส ว่ากันว่า สังคมไทยเวลานั้น ถ้าพูดถึงคริสตจักรโรมันคาทอลิกในประเทศไทย ซึ่งอยู่ในความดูแลของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส จึงถูกตั้งข้อรังเกียจไปด้วย ถึงขนาดมีการการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ

          และในที่สุด “บาทหลวงบุญเกิด” ซึ่งทำงานแพร่ธรรมอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ถูกตำรวจจับเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2484 โดยตั้งข้อหาเป็น แนวที่ 5 ของฝรั่งเศส ในที่สุด ท่านถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในข้อหากบฏภายนอกราชอาณาจักร ที่เรือนจำกลางบางขวาง

 12 ม.ค.2487 รำลึก “บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด”

วัดบุญราศี นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง เขาใหญ่  ซึ่งเป็นวัดคาทอลิกแห่งแรกและแห่งเดียวที่เขาใหญ่ ขอบคุณภาพจากไทยรัฐ และติดตามอ่านได้จากลิงค์นี้ https://www.thairath.co.th/content/897362

 12 ม.ค.2487 รำลึก “บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด”

ภายในวัดบุญราศี นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง เขาใหญ่  ซึ่งเป็นวัดคาทอลิกแห่งแรกและแห่งเดียวที่เขาใหญ่

ขอบคุณภาพจากอบคุณภาพจากไทยรัฐ และติดตามอ่านได้จากลิงค์นี้ https://www.thairath.co.th/content/897362

           อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในคุก ท่านยังคงทำงานแพร่ธรรมแก่นักโทษ จนสามารถโปรดศีลล้างบาปแก่นักโทษได้ถึง 66 คน กระทั่งถูกย้ายไปอยู่แดนผู้ป่วยวัณโรค จนติดวัณโรค และถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2487

          ศพของท่านถูกนำไปฝังไว้ที่วัดบางแพรก ซึ่งอยู่ใกล้กับเรือนจำ ต่อมาพระคุณเจ้าเรอเน แปรอส ประมุขมิสซังกรุงเทพฯ ในขณะนั้น ได้ขอนำศพท่านมาฝังที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ (ปัจจุบันร่างของท่านถูกนำไปเก็บไว้ที่สักการสถานบุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม)

          และต่อมา มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ได้ยื่นเรื่องการเป็นมรณสักขีของบาทหลวงบุญเกิดต่อสันตะสำนักในปี พ.ศ. 2535 การสอบสวนดำเนินมาจนถึงวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2543 บาทหลวงบุญเกิดจึงได้รับการประกาศเป็น “บุญราศี” โดยสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน กรุงโรม

          แน่นอน ที่เรื่องของท่านได้รับการกล่าวขานไปทั่ว ไม่เฉพาะหมู่ชาวคริสต์ เพราะท่านได้ดำเนินหนทางตามคำสอนของพระเยซูเจ้าโดยแท้ในนเรื่องของ “ความรัก”

          คือ ความรักที่สามารถเรียนรู้ที่จะเข้าใจในสถานการณ์ต่าง ที่เกิดขึ้น ความรักที่เรียนรู้ที่จะยอมรับสถานการณ์ต่างๆ นั้น ความรักที่ไม่ซ้ำเติมผู้ใดหรือสิ่งใดๆ คือความรักที่ให้อภัยต่อทุกคน

          ย้อนไปในเก่าๆ ข้อมูลจาก https://storylog.co/story/57a8047aeb428a862a78b644 เล่าว่า

          ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยบาทหลวงยุโรปหลายชาติ นำโดยโปรตุเกส แต่ในยุคนั้น บาทหลวงโปรตุเกสแทบหาไม่ได้มาตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่ 2 แล้ว

          นิกายโรมันคาทอลิกในไทยก็ถูกผูกขาดโดยบาทหลวงฝรั่งเศสมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คนไทยที่เป็นบาทหลวง พอมีอยู่บ้าง แต่ยังไม่เยอะเท่าไหร่ ส่วนบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ระดับบิชอปที่ทำหน้าที่ปกครองบาทหลวง ก็ล้วนแต่เป็นคนฝรั่งเศส จนคนไทยยุคนั้นพากันเรียกว่า ศาสนาฝรั่ง(เศส)

 12 ม.ค.2487 รำลึก “บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด”

                                 

สักการสถาน บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด สักการสถาน บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด ที่ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

          ต่อมาช่วงที่ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ ในขณะที่ยังมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส ศาสนาฝรั่ง ก็ต้องถูกทางการไทยเพ่งเล็งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลานั้นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บาทหลวงฝรั่งเศสหลาย ๆ ท่าน ก็เลยมีอันต้องหลบหนีออกนอกราชอาณาจักรชั่วคราว

          แต่คนไทยที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก จะหนีตามบาทหลวงฝรั่งเศสไปก็ไม่ได้ ตอนนั้นมีข้อมูลระบุว่า มีชาวคริสตังไทย 7 คนที่ยอมตาย เพราะไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา จนถูกวิสามัญฆาตกรรมที่สองคอน มุกดาหาร และได้รับเกียรติจากศาสนจักร ยกย่องขึ้นเป็นบุญราศีมรณสักขีทั้ง 7 แห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา

          ความหมายของ “บุญราศี” ภาษาอังกฤษเรียกว่า blessed คือคนที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกถือว่าอยู่บนสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว แต่ยังไม่นับว่าเป็นนักบุญหรือ saint ถ้าจะให้นับเป็น saint ก็ต้องมีเรื่องอัศจรรย์ที่เกี่ยวข้องกับบุญราศีท่านนั้น (เช่น หายป่วยแบบปาฏิหาริย์เพราะอธิษฐานขอให้บุญราศีท่านนั้นช่วยวิงวอนพระเจ้าให้) และศาสนจักรรับรองอีก 1 เรื่อง (ซึ่งใช้เวลานานเป็นปี ๆ) ถึงจะนับให้ว่าเป็นนักบุญ

          ส่วน “มรณสักขี” ภาษาอังกฤษเรียกว่า martyr คือคนที่ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อรักษาศรัทธาไว้ พูดง่ายๆ คือยอมตายไม่ยอมทิ้งพระเจ้า ศาสนจักรโรมันคาทอลิกถือว่าการเป็นมรณสักขีเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนๆ นั้นดีพอจะไปอยู่บนสวรรค์กับพระเจ้าได้เลย ดังนั้น ใครที่เป็นมรณสักขี ก็มักจะได้เป็นบุญราศีไปด้วยพร้อมๆ กัน

          และแน่นอนที่ บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง ได้เป็นทั้งสองสิ่ง และยังเสมือนว่าได้สร้าง "โบสถ์คริสต์วัดบางขวาง" ขึ้นมาโดยไม่มีไม้กางเขนสักอัน ท่านดำเนินการเช่นนี้มายาวนานถึง 2 ปี แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลง เมื่อเกิดล้มป่วยด้วยวัณโรคปอด และถูกย้ายไปแดนผู้ป่วย

          กระทั่งคุณพ่อได้ทำพิธีล้างบาปให้เพื่อนนักโทษที่กำลังจะสิ้นใจถึง 68 คน จากนั้นไม่กี่เดือนท่านก็ลาโลกไปสู่อ้อมอกแห่งพระผู้เป็นเจ้า

/////////////////////

 

ขอขอบคุณ ข้อมูล และภาพประกอบ จาก "บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง ในคุก ตามจินตนาการของอิฏฐสิทธิ์ ทองระอา" จากเว็บไซต์หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ www.catholichaab.com

และ https://storylog.co/story/57a8047aeb428a862a78b644
9  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / โป๊บฟรานซิสและพิธีกรรมมิสซาลาตินดั้งเดิม เมื่อ: มกราคม 07, 2018, 04:56:18 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              โป๊บฟรานซิสและพิธีกรรมมิสซาลาตินดั้งเดิม
                                                                                               Francis and the Traditional Liturgy

Robert Moynihan PhD
editor of Inside the Vatican
Alan Petervich  Updated January 7, 2018

       ฉันได้รับจดหมายหลายฉบับและอีเมล์มากมาย แม้กระทั่งโทรศัพท์ จากบุคคลหลายคนที่อ่านข้อความในอีเมล์เมื่อวานนี้ที่พวกเขาข้องใจมาก  ฉันอยากจะส่งกำลังใจให้ทุกคนให้พวกเขาสงบลง  และให้โอกาสโป๊บองค์ใหม่บ้าง.

       นี่คือประโยคข้อความที่ฉันเขียนคืนที่แล้ว :

       “ Cardinal Bergoglio เป็นปรปักษ์ต่อมิสซาดั้งเดิม แต่ท่านเขียนจดหมายสวยงามถึงคณะชีลับ Carmelites ของสังฆมณฑลของท่านเกี่ยวกับเรื่องร้ายแรงที่จะต้องให้คำจำกัดความการแต่งงานใหม่ “    คนหลายคนเขียนมาว่า พวกเขาพบว่าข้อความดังกล่าวนั้นแปลกมาก  เพราะว่าสองประโยคซึ่งเป็นสองความคิดมันไม่ดูจะปรากฎว่าสัมพันธ์กันแต่อย่างใด  ฉันก็พยายามพูดสองเรื่องที่มาเจอตอนอ่านจหมายและอีเมล์พวกคุณนี่แหละ  ทั้งสองเรื่องมันผูกพันกับคนคาทอลิก คือ  ทัศนะของสันตะปาปาองค์ใหม่เกี่ยวกับพิธีกรรม และความคิดขอออองท่านเรื่องการแต่งงานและครอบครัว

       ในการอ่านทั้งหมดนั้น ฉันมาเจอรายงานที่เสนอให้ทราบว่า พระองค์ท่าน ไม่ส่งเสริม ไม่เอื้ออารี หรือ สนับสนุนเป็นพิเศษแต่อย่างใด ซึ่งพิธีกรรมดั้งเดิม   ใน สังฆมณฑลของท่านในเมืองบัวโนสแอเรส  ยิ่งกว่านั้น รายงานข่าวเหล่านี้ถึงกับยืนยันว่า ท่านเป็น “ ปฏิปักษ์ “ต่อพิธีกรรมดั้งเดิมจริงๆ  โดยที่ตัวเองมิได้รู้รายละเอียดของสถานการณ์  โดยส่วนตัว    ทั้งนั้นก็ดีฉันจับรายงานเรื่องนี้จริงจัง  และเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงพอเพียงที่จะเสนอเป็นรายงานข่าว   ในเวลาเดียวกัน  ฉันรายงานเนื้อหาที่เข้มข้นและด้วยสมบัติสำนวนของท่านสันตะปาปาในการปกป้องครอบครัวและการแต่งงานแบบดั้งเดิมของท่าน.

       ข้างล่างนี้เป็นหนึ่งในหลายแหล่งข่าวสำหรับการโพสต์ข้อมูลของฉันเกี่ยวกับทัศนะของ Cardinal Bergoglio ที่มีต่อมิสซาลาตินดั้งเดิม  ข้อความเป็นภาษาเสปนกล่าวว่า สันตะปาปาองค์ใหม่เป็น” ศัตรูที่สาบานไว้แล้ว “ ของมิสซาลาตินดั้งเดิม และว่าท่านเคยเล่นงานบรรดาบาทหลวงที่กล่าวแสดงความสนใจในสมณสาร Summorum Pontificum ซึ่งเป็น Motu Proprio ของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์( เกี่ยวกีบการอนุมัติให้บาทหลวงถวายมิสซาลาตินดั้งเดิมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตอีก )  ฉันสรุปจากเรื่องนี้แหละว่า Cardinal Bergoglio ได้เป็น “ ปฏิปักษ์”ต่อมิสซาลาตินดั้งเดิม  และเขียนเช่นนั้นจริง  นี่คือข้อความที่ยกมาเป็นภาษาเสปญ เข้ากับแหล่งข้อมูลที่ว่า :

       "Enemigo jurado de la misa tradicional, no ha permitido sino parodias en manos de enemigos declarados de la liturgia antigua. Ha perseguido a todo sacerdote que se empeñó en usar sotana, predicar con solidez o que se haya interesado en la Summorum Pontificum."    Link: http://panoramacatolico.info/articulo/el-horror

       อย่างไรก็ดี  ต่อมาฉันก็ได้รับอีเมล์มากมายที่มีข้อความแตกต่างออกไป  และนี่คือฉบับหนึ่งมาจากนักเขียนและนักปรัชญาคาทอลิกคนหนึ่งซึ่งฉันไว้วางใจเขามาก  เขียนมาว่า :
 
สวัสดีคุณโรเบิร์ท ,

       ฉันอ่านด้วยความสนใจแบบมีอารมณ์ทุกรายงานที่คุณเขียนรายงาน ตั้งแต่ท่านเบเนดิกต์ที่ 16 ( เสียใจจริงๆ) ที่ท่านลาออกจากตำแหน่ง  ฉันขอบคุณรายงานทั้งหมด  ทำได้อย่างน่าสนใจจริงๆ  ให้ข่าวสารและแสดงความรักต่อพระศาสนจักร  แต่  ฉันเศร้าใจมากวันนี้ เมื่อได้อ่านว่า คุณเขียนว่า ท่านฟรานซิสที่ 1 เป็นปรปักษ์กับมิสซาลาตินดั้งเดิม  ข้อนี้ต้องเป็นการายงานผิดพลาดน่ากลัวที่คงจะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับผู้อ่านของคุณจำนวนมาก.
 
       อัครสังฆราช Bergoglio เมื่อได้รับรายงานว่าสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ได้ยกเว้นทั่วโลก ได้กำหนดให้วัด Church Michel Angelo เป็นสถานที่ถวายมิสซาลาตินดั้งเดิมได้  พระสงฆ์เจ้าอาวาส Padre Ricardo Dotro เป็นผู้ชำนาญทางพิธีกรรม กำลังจะถวายมิสซาแก่คนที่ประสงค์จะฟังมิสซานี้  มีผู้มาร่วมพิธีมากพอสมควร  คนเป็นร้อยมาพร้อมกับคู่มือมิสซาเล่มเก่าๆ แม้คนหนุ่มสาว สุภาพสตรีคลุมผมด้วยผ้าโปร่งคลุมหน้า แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย มรเทียนขนาดใหญ่บนเชิงเทียนหกเล่มตั้งบนพระแท่น มิสซาหันหน้าไปทางตะวันออก(เข้าหาตู้ศีล) มีการคุกเข่ารับศีลที่ลิ้นแบบเดิม                                           

        ฉันว่าคุณได้ข้อมูลมาผิดแน่  เพราะว่า มิสซามิได้ทำแบบนี้มาเป็นเวลาถึง 40 ปีแล้ว  พระสงฆ์หนุ่มๆทำมิสซาแบบนี้ไม่ได้ดอกคุณ  นี่คือการคำนวณนะ  ถ้าไม่มีใครสามารถทำมิสซาแบบดังกล่าวได้  มันก็แน่นอนแล้วว่าฝังมันเรียบร้อยไปแล้ว  แต่มันฟื้นคืนชีพขึ้นมา  ฉันอยากให้คุณแก้ข่าวนี้  ผู้อ่านที่ศรัทธาคุณจำนวนมากจะ  เหมือนฉันตอนนี้ จะเศร้าใจมาก  จนกว่าคุณจะแก้ข่าว  ในความยินดีที่เราได้พระสันตะปาปาองค์ใหม่ และขอบคุณในงานยิ่งใหญ่ของคุณ  ผมเอง  โรเบิร์ทเพื่อนยาก  รักในพระคริสตเจ้า.

       จบจดหมาย

       ดังนั้น ที่จุดนี้ ฉันจะก้าวถอยหลังจากคำถามทั้งสิ้นเพื่อให้คำตอบโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด ที่เกิดในอดีต  และก็ได้ผลดังนี้ คือ ในทัศนะของฉัน  เราไม่ควรจะมีความกังวลไม่ว่าอะไรก็ตามเกี่ยวกับการทำมิสซาลาตินดั้งเดิมต่อเนื่องไปอีกในสมณสมัยพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ท่านฟรานซิส   ฉันไม่เชื่อว่าท่านฟรานซิสจะทำอะไรที่จะบ่อนทำลาย อิสรเสรีที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์อนุญาตแก่พิธีมิสซาลาตินดั้งเดิม ในปี 2007

       และยิ่งกว่านั้น  ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้อ่านคนหนึ่งเขียนมาว่า “ ไม่เหมือนพระสันตะปาปาเบเนดิกต์  ฉันจะไม่ประหลาดใจเลยที่จะเห็นพระสันตะปาปาฟรานซิส ต่อสาธารณะ ถวายพิธีมิสซาลาตินดั้งเดิมในวันหนึ่งข้างหน้า  พระองค์ท่านมีความศรัทธาลึกซึ้งต่อแม่พระแห่งฟาติมา  กล่าวกันว่าท่านปฏิบัติพิธีศรัทธาเสาร์แรกห้าเสาร์  และสวดสายประคำ สามสายทุกวัน   ฉันเชื่อว่า  หลังจากที่ท่านไปพบกับพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ ( พบกันแล้ว !) พากันอ่านประมวลเอกสาร 300 หน้าเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาว Vatileaks  และอ่านความลับประการที่สามของฟาติมา  ท่านจะกลับเป็นคนละคนกับที่เป็นในฐานะพระอัครสังฆราช แล้วก็คาร์ดินัล ในประเทศอาร์เยนตินา”  พระสันตะปาปาทำให้ฉันรู้สึกว่าท่านเป็นคนหนึ่ง ซึ่งหากครั้งหนึ่งเรียนรู้อะไรที่เป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า  ง่ายมากที่จะทำให้สิ่งนั้นเป็นความประสงค์ของท่านเองด้วย.

Thomas E. Woods, Jr., เขียนว่า :
โป๊บองค์ใหม่และพิธีกรรม : ข่าวไม่ดีเลย

       หลายวันที่ผ่านมาเกิดการโต้แย้งกัน เกี่ยวกับว่า Cardinal Bergoglio ซึ่งตอนนี้เป็นโป๊บฟรานซิส ได้ปฏิบัติตามที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ออกสมณลิขิต motu proprio  Summorum Pontificum เต็มสมบูรณ์ ในบัวโนส ไอยเรส – อาร์เยนตินา ( Summorum เป็นเอกสารที่ปลดปล่อยอนุญาตให้ใช้หนังสือพิธีกรรมมิสซาลาตินดั้งเดิมก่อนปี 1970 ซึ่งแต่ก่อนต้องขออนุญาตเป็นพิเศษนั้น)  แหล่งข่าวบางแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นฉันอ้างถึง กล่าวว่า ท่านได้ปฏิบัติแล้ว.

       โชคไม่ดี  นี่คือความจริง :

       และดังนั้น  อะไรคือการปฏิบัติตามอย่างใจกว้างยิ่งใหญ่ที่จะปฏิบัติตาม Summorum Pontificum อัครสังฆมณฑล Buenos Aires ?  เกิดมีมิสซาพันธ์ทาง (hybrid) ลูกผสมระหว่าง Novus Ordo กับ ลาตินดั้งเดิมเดือนละครั้ง และ เหมือนกับที่เกิดกับมิสซาลาตินที่ถวายอย่างลวกๆเลวๆ  จำนวนสัตบุรุษที่เข้าเข้าร่วมพิธีลดน้อยลงอย่างรวดเร็วจากจำนวนร้อยเหลือไม่กี่คน  และ โดยธรรมชาติ  มันก็เลยไม่มีการต่อเนื่อง  ดังนั้น  อย่างที่กล่าวอ้างในเว็บไซต์ WikiMissa ปัจจุบัน ไม่เหลือแม้มิสซาเดียวที่เป็นมิสซาที่ถวายโดยหนังสือมิสซาลาตินดั้งเดิมปี 1962 โดยพระสงฆ์สังฆมณฑลของอัครสังฆมณฑล Buenos Aires  และพระสงฆ์ทุกองค์ ที่พยายามถวายมิสซาตามอนุญาตของ Summorum ในวัดของพวกเขา – นั่นคือ ไม่ใช่ตามความริเริ่มของพวกเขาเอง โดยมิได้รับอนุมัติจาก”อำนาจ”ของสังฆราชผู้ใหญ่ – ถูกสั่งให้หยุดทำมิสซาดังกล่าว  นั่นคือสิ่งที่เกิดกับพระสงฆ์ผู้น่าสงสาร ซึ่งพยายามทำมิสซาลาตินดั้งเดิมในวัดน้อย Chapel of the Most Sacred Heart of Jesus ในเดือนตุลาคม 2007  และได้รับคำสั่งเป็นส่วนตัวจากพระอัครสังฆราช ให้หยุดทำมิสซาในเดือนพฤศจิกายน 2007

                                                                                                  Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                                         E  Pluribus  Unum

                                                                                                          Alan  Petervich
 




 
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 2018 ปีแห่งการอพยพสู่ดิจิทัล (Cyber Weekend) เผยแพร่: 6 ม.ค. 2561 06:56:00    เมื่อ: มกราคม 06, 2018, 11:57:13 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                           2018 ปีแห่งการอพยพสู่ดิจิทัล (Cyber Weekend)
เผยแพร่: 6 ม.ค. 2561 06:56:00   โดย: MGR Online

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงการเตรียมความพร้อมรับมือ 'เศรษฐกิจดิจิทัล' ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เขาระบุว่า 2018 เป็นปีที่จะเกิดความสับสนอย่างมากของกลุ่มคนและประเทศที่ไม่สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้ทัน และปี 2018 โลกจะแสดงความชัดเจนในเรื่อง 'Digital Economy' ด้วยการทำลายระบบธุรกิจที่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง (Centralized) ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีการกระจายอำนาจ (Decentralized) อย่างชัดเจน และจะเป็นปีที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร, การลงทุน, พลังงาน, สื่อและโทรคมนาคม จะทำงานอย่างยากลำบาก เพราะกฎระเบียบเดิมๆ จะไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ในโลกแห่งดิจิทัลอีกต่อไป แต่ถ้าจะยังคงใช้กฎระเบียบเดิมๆ อยู่ก็จะเป็นการล็อคการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

2018 จะเป็นปีแห่งการพลิกผันหนักขึ้นในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะสื่อและโทรคมนาคม และจะสะเทือนวงการธุรกิจการเงินการธนาคารอย่างมาก เพราะบริษัทที่เกิดใหม่นับจากวันนี้ส่วนใหญ่จะไม่ระดมทุนด้วยวิธี IPO ภายในประเทศ แต่จะเริ่มเข้าสู่รูปแบบใหม่ด้วยการระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offering) จากผู้คนที่สนใจจากทั่วทุกมุมโลก (ถึงแม้ยังไม่ได้รับการยอมรับ) และจะไม่มีรูปแบบกายภาพที่ชัดเจนเช่นในอดีต

แต่องค์กรจะทำงานแบบอัตโนมัติบนแพลตฟอร์ม Blockchain ซึ่งทำงานแบบ decentralized และจะใช้พนักงานในบริษัทจำนวนน้อยมาก ซึ่งการทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟนในธุรกิจรูปแบบใหม่นี้จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคเป็นจำนวนพันล้านคนทั่วโลก ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น จึงทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเทคโนโลยี Blockchain จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเรื่องของความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้นและจะสร้างโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปีนี้เราจะพบปรากฏการณ์การเปลี่ยนจากยุคอินเทอร์เน็ตที่สร้างสังคมข่าวสาร (Internet of information) มาสู่ยุคอินเทอร์เน็ตที่จะช่วยสร้างทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล (Internet of Value) อย่างชัดเจน

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ในปี 2018 นี้ จะเป็นปีที่ชัดเจนอย่างมากของการหลอมรวม (Convergence) ระหว่างอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จนจะทำให้เราไม่สามารถแยกแยะทั้งสองอุตสาหกรรมออกจากกันได้ นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์แบบดั้งเดิมและสื่อรูปแบบกระดาษจะถูกสื่อรูปแบบใหม่บน OTT platform เข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยจะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาหันไปใช้งานและเสพสื่อแบบดั้งเดิมอีกเลย

ทั้งนี้เพราะสื่อรูปแบบใหม่บน OTT platform โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียล มีเดีย จะมีวิธีการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ และสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภค (audience attention) ที่แยบยลอย่างมากด้วยการใช้เครื่องมือ social analytics ภายใต้การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนทำให้สามารถส่งคอนเทนต์เฉพาะบุคคล (content personalization) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาดอย่างที่ไม่เคยมีสื่อรูปแบบเดิมๆ ทำได้มาก่อน ซึ่งเป็นที่แน่ชัดอย่างมากว่า OTT providers ต่างๆ จะเกิดขึ้นและพัฒนาขึ้นอย่างมากในปี 2018 และปีนี้เองจะเป็นปีที่เกิดการ disruption ในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงรูปแบบเดิมๆ อย่างหนักที่สุด

2018 การโจมตีทางไซเบอร์ จะยังคงเป็นประเด็นสำคัญ และจะเกิดเหตุการณ์โจมตีถี่ขึ้นจากการที่แพลตฟอร์ม IoT แพร่หลายมากขึ้น รวมทั้งจากการที่มีการใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย จนเป็นแรงผลักดันทำให้การใช้งาน Blockchain ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่โดดเด่นของมัน และการแพร่หลายของ Blockchain ดังกล่าวก็จะเป็นตัวเร่งในการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินไปสู่ mobile transaction และ cryptocurrency อย่างรวดเร็ว

ในปี 2018 นี้ จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นของการปฏิวัติพลังงานที่ถูกกดดันจากการพัฒนานวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งธุรกิจพลังงานกำลังถูกเทคโนโลยี Microgrid ที่ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายกระจายพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีราคาที่ถูกลงอย่างรวดเร็ว โดยพลังงานที่เก็บเอาไว้ใน storage ในหมู่อาคารบ้านเรือนทั่วไปนั้น สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเองได้แล้ว ซึ่งมันกำลังเป็น Megatrend ของพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก

ในช่วงปี 2018-2019 บริษัท e-commerce, social media และ search engine จะมีเครื่องมือ Big Data Analytics ที่ทรงพลังอย่างมาก จนจะทำให้ผู้คนทั่วโลกรับชมสื่อที่แปลกไป และมีวิธีการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน จนทำให้เป็นปีแห่งการปิดตัวบริษัทสื่อและบันเทิงแบบดั้งเดิมอย่างน่าตกใจ และจะเป็นปีที่ บริษัท e-commerce, social media และ search engine เช่น Amazon, Alibaba และ Google เป็นต้น จะยอมรับให้ลูกค้าใช้เงินเสมือน Cryptocurrency) เช่น Bitcoin, Ethereum, Ripple, Bitcoin Cash เป็นต้น ในการทำธุรกรรมอย่างแพร่หลาย จนจะเกิดผลกระทบใหญ่ระลอกแรกกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ธนาคาร ที่ต้องปรับตัวอย่างมาก
2019-2020 ระบบการเงินการธนาคารทั่วโลกจะเริ่มย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์ม Blockchain และการระดมทุนในรูปแบบ ICO(Initial Coin Offering) จะได้รับการยอมรับอย่างมากจนเป็นกระแสโลกในการทำธุรกิจรูปแบบองค์กรเสมือน'ไม่ต้องการเงินลงทุนจำนวนมากจากคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องการเงินลงทุนจำนวนน้อยต่อคน จากคนจำนวนมากทั่วโลก'

ประเทศที่ไม่ได้เตรียมการทรัพยากรมนุษย์ใน skill ใหม่ที่มีรูปแบบการทำงานใหม่ที่ใช้ระบบอัตโนมัติ, ใช้ซอฟต์แวร์ในการทำงานและใช้การทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่สามารถทำงานที่ใดก็ได้ (ประเทศใดก็ได้) เวลาใดก็ได้ จะเริ่มได้รับผลกระทบ เนื่องจากมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้ถูกผลิตอยู่บนรูปแบบกายภาพเดิมๆ อีกต่อไป แต่ความมั่งคั่งได้เคลื่อนย้ายไปสู่รูปแบบที่เชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น จนจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาที่ทันสมัย ไม่ยอมกลับเข้ามาทำงานในประเทศที่มีกฎระเบียบที่ไม่ทันสมัยที่ปิดกั้นในการสร้างธุรกิจดิจิทัลที่เกิดจากการระดมทุนจากที่ใดก็ได้ในโลก เพราะมีแนวโน้มว่า Gen Z กำลังสร้างธุรกิจแพลตฟอร์มที่อิสระบน Blockchain มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยการระดมทุนแบบ ICO และธุรกิจดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

2023-2025 เทคโนโลยี Big Data, Blockchain และ สมาร์ทโฟน จะมีขีดความสามารถอย่างยิ่ง และจะทำงานประสานสอดคล้องกัน จนทำให้ธุรกิจเกือบทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากต้องการมีที่ยืนอยู่บนตลาดต่อไป หรือไม่ก็ตายจากไปจากตลาด'เศรษฐกิจดิจิทัล' นั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเท่านั้น ซึ่งแก่นแท้ของมันคือการเข้ามาเปลี่ยนระบบนิเวศของทุกๆอุตสาหกรรมจากการควบคุมแบบรวมศูนย์ (Centralized) ไปสู่กระจายอำนาจ (Decentralized) ในการผลิตและกระจายความเป็นอิสระให้ประชาชนมีสิทธิในการผลิตสิ่งที่มีมูลค่าได้ด้วยตัวเอง และสามารถทำธุรกรรมกันเองโดยไม่ต้องมีตัวกลาง ซึ่งเทคโนโลยีในอดีตไม่สามารถทำได้

แต่ในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถทำให้เกิดการสร้างมูลค่าจากอากาศได้อย่างน่าอัศจรรย์ดังเช่นในหลายประเทศกำลังทำอยู่อย่างก้าวกระโดดจนทำให้ประเทศเหล่านั้นก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีคิดในการบริหารจัดการเปลี่ยนไปโดยไม่สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมๆ รวมทั้งกฎหมายเดิมๆ มาใช้ได้อีกต่อไป

ในส่วนของหน่วยงานกำกับดูแลก็กำลังจะถูกหลอมรวมกันมากขึ้น โดยจะต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านสื่อและโทรคมนาคม, การเงินการธนาคาร, การลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน, ประกันภัย และพลังงาน รวมไปถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บภาษี ซึ่งจะถูกกดดันจากการที่ไม่สามารถกำกับดูแลธุรกิจรูปแบบดิจิทัลที่มีลักษณะที่เป็นองค์กรเสมือน (virtual organization) ที่ไม่ได้จดทะเบียนและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศ ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลเหล่านี้จะต้องปรับตัวอย่างหนัก ด้วยการทบทวนกฎหมายและประกาศต่างๆ ที่ไม่สามารถใช้ได้ในโลกดิจิทัลได้อีกต่อไป และต้องคิดวิธีการใหม่ๆ ที่จะต้องเข้าร่วมลงเรือดิจิทัลของโลกเพื่อความอยู่รอด

หน่วยงานกำกับดูแลของไทยอาจจำเป็นต้องตัดใจและทำใจอพยพเข้าสู่ดิจิทัลด้วยความเจ็บปวด เพราะจะทำให้ธุรกิจดั้งเดิมถูกท้าทายอย่างมาก โดยความท้าทายหลักๆ สรุปได้ดังนี้ คือ

1.การเก็บภาษีจะยากขึ้นหรืออาจเป็นไปไม่ได้ภายใต้กฎหมายเดิม เพราะธุรกิจรูปแบบใหม่ใช้การทำธุรกรรมที่ไม่ได้ผ่านสถาบันทางการเงินในประเทศและพวกเขาเริ่มหนีออกไปจดทะเบียนนอกประเทศ เพราะเนื่องจากกฎหมายไม่ส่งเสริมให้พวกเขาเกิดในประเทศ ดังนั้นหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจกลไกที่เปลี่ยนแปลงไปแบบแปลกประหลาด และต้องสร้างกฎระเบียบใหม่ในแนวสนับสนุนส่งเสริม

2.การประมูลคลื่นความถี่ mobile broadband ได้เปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด เนื่องจากเทคโนโลยีแห่งอนาคต 5G ต้องการแบนด์วิทธ์มากกว่า 50-100 MHz ต่อ โอเปอเรเตอร์ เพื่อให้บริการการแพร่ภาพแบบเรียลไทม์, การประมวลผลความเร็วสูง และการควบคุมอุปกรณ์ IoT เป็นต้น ซึ่งหากใช้ราคาในฐานเดิมของการประมูล 4G จะทำให้ โอเปอเรเตอร์ ต้องจ่ายค่าคลื่นความถี่หลายแสนล้านบาทต่อโอเปอเรเตอร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางธุรกิจ จึงอาจเป็นอุปสรรคของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่ 5G อีกทั้งการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรทัศน์ที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในการดำเนินการทางธุรกิจ ที่ต้องถูกทบทวนใหม่ในระดับการแก้กฎหมาย

3.การปฏิวัติการลงทุนของโลก เช่น การระดมทุน ICO ของบริษัทรูปแบบใหม่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานบนเทคโนโลยี Blockchain และ Cloud โดยให้บริการผ่าน สมาร์ทโฟนให้กับผู้คนทั่วโลกนับหลายพันล้านคนด้วยการใช้ cryptocurrencyซึ่งไม่ได้จำกัดลูกค้าเพียงคนภายในประเทศเท่านั้น ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการลงทุนในตลาดทุน ถูกกดดันและจำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วมในการคิดรูปแบบที่ทำให้การลงทุนรูปแบบใหม่สามารถทำได้ในประเทศ เพราะคนชั้นครีมที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้สร้างเศรษฐกิจดิจิทัลตัวจริงกำลังหนีจากเราไปสร้างธุรกิจดิจิทัลนอกประเทศแล้ว

4.หน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานกำลังถูกกดดันให้เปิดเสรีด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงานที่สูงขึ้น ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนที่ต่ำลงอย่างรวดเร็วทุกปี ซึ่งอาจมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างเสรีภายใน 2 ปี และจะต้องปรับปรุงกฎหมายให้สามารถทำการซื้อขายพลังงานระหว่างบ้านเรือนด้วยการใช้เทคโนโลยี Microgrid และแพลตฟอร์มการทำธุรกรรมผ่านโครงสร้างพื้นฐาน Blockchain ที่ในหลายประเทศกำลังเริ่มทดลองใช้แล้ว ซึ่งการสร้างมูลค่าที่ได้จากการสร้างพลังงานจากแสงอาทิตย์ก็ถือว่าเป็นการสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

'สิ่งที่ประเทศควรทำอย่างยิ่งต่อไปคือ การสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ที่มีความรู้เฉพาะด้านมาสุมหัวรวมกันจากหลายสาขา เช่น Coding/Programming, นักกลยุทธ์บริหารธุรกิจดิจิทัล, นักกลยุทธ์การตลาดและแบรนด์ดิจิทัล, ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในตลาดดิจิทัล และผู้เชี่ยวชาญในการสร้างธุรกิจแพลตฟอร์ม Blockchain ในรูปแบบ ICO มาร่วมกันสร้างธุรกิจดักอนาคตให้สำเร็จ...สู้ไม่ไหว ก็ปรับตัวและอยู่กับมันให้ได้ คือทางรอด'

          Credit  :  ASTV Manager Online
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Sirindhorn International Institute of Technology (SIIT) เมื่อ: มกราคม 05, 2018, 11:04:20 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                      

                                                                                 Sirindhorn International Institute of Technology (SIIT)

3 วันสุดท้าย! สำหรับการสมัคร รอบ Portfolio 1/2 #มีทุนการศึกษา เรียนฟรีตลอด 4 ปี ^_^ สนใจสมัครเลยอย่ารอช้า

น้องๆสามารถดูรายละเอียดการสมัครและ VDO แนะนำการทำพอร์ตได้ที่ https://www.siit.tu.ac.th/about_news_detail.php?sid=&nid=142


ถูกใจ
แสดงความรู้สึกเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

           นักศึกษา ระดับ ปริญญาตรี  ปริญญาโท และ ปริญญาเอก สนใจ อยากทราบรายละเอียด  โปรดโทรศัพท์ถามข้อมูลรายละเอียดได้ ตามเลขหมายโทรศัพท์ข้างล่างนะครับ

           Credit  : SIIT , Thammasrt University เกี่ยวกับ การติดต่องาน ดูทั้งหมด

Admissions & PR Division, Sirindhorn International Institute of Technology (SIIT), Thammasat University, Rangsit Center
เทศบาลเมืองปทุมธานี 12121

โทรศัพท์  02 986 9009

ปกติแล้วตอบกลับภายในหนึ่งวัน

ส่งข้อความ

www.siit.tu.ac.th

วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 25 เมื่อ: มกราคม 02, 2018, 05:02:46 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                     คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 25
                                                                                                  CASCA : THE ETERNAL MERCENARY

The Novel written by Barry Sadler  --  ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
Translated into Thai by Alan Petervich  April 3, 2014  -- 2018  ผู้แปล Alan Petervich

หน้า  25

พวกเขาต้องเดินเท้าห้าสิบกิโลเมตรจากเยรูซาแลมไปยังท่าเรือจ๊อบปา  แล้วทั้งหมดก็ถูกนำลงบนเรือพายสองแถว ซึ่งเป็นเรือชายฝั่งกราบคู่ ที่นำพวกเขาไปยังเมืองท่าเซนเครีย
การข้ามฝั่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ห้องพักแออัดมากและอาหารขาดแคลน  พวกเขารับอาหารวันละครั้งและดื่มน้ำวันละสองครั้ง  แต่ไม่มีการทำทารุณกรรมโดยไม่จำเป็น  ชาวโรมันจะไม่ทรมานทาสของพวกเขาโดยไม่จำเป็น  เหมือนกับประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เฆี่ยนตีสัตว์เลี้ยงของพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล  พายุฝนขนาดเล็กทุกครั้งจะทำให้กลุ่มทาสยกแขนขึ้น  แต่คาสคาไม่ได้ถูกรบกวนจากฝนฟ้าแต่อย่างใด  และจริงๆแล้ว อาหารดูจะเพียงพอสำหรับเขา  ด้วย   อย่างน้อย มันดูเหมือนว่าเขามีความลำบากน้อยมากในการปรับตัวเทียบกับคนอื่นหลายคน   พวกเขาให้เครดิตที่เขาเคยเป็นนายทหารอดีตผู้บังคับกองร้อยและดังนั้น เคยชินกับระเบียบข้อกำหนดเรื่องอาหาร  มีเพียงคนหนึ่งตายในการเดินทาง  พ่อค้าที่โง่พอที่ถูกจับได้ด้วยน้ำหนักถ่วง เมื่อเขากำลังขายเครื่องใช้สอยต่างๆแก่ค่ายทหารที่เมืองซามาเรีย

เรือหยุดแวะตามชายฝั่งริมทะเลเมดิเตอเรเนียนเส้นทางสู่โอเรเอเซ  โดยหยุดส่งผู้โดยสารที่เมืองเชซาเรอา ตีเร และรับเอาสินค้าขนแกะที่ซีดอน   ที่เมืองซีดอน พวกเขายังรับเอาเจ้าเมืองไซปรัส และพาไปส่งที่ปาโฟส ท่านผู้สำเร็จราชการต้องไปประชุมผู้ปกครองระดับสูงที่เมืองอ้นติอ๊อก และเป็นเหมือนนักการเมืองเช่นนี้เอง ที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางแถมเล็กน้อย เพื่อพบเพื่อนเก่าบางคนในเมืองซีดอนเป็นเวลาสองสามสัปดาห์ ก่อนที่จะกลับไปทำหน้าที่เจ้าเมืองในเล้าหมูเล็กๆน่าสงสารต่อไป

จากเกาะครีต เรือพายสองแถวตรงเข้าใกล้เกาะโรด หยุดพักสองวัน ในระหว่างที่คาสคาและคนอื่นๆได้รับอนุญาตให้ออกกำลังบนดาดฟ้าเรือ ( ลูกเรือใช้พวกเขาช่วยขนสินค้าประเภทหนังสัตว์และสินค้าอื่นๆเข้าในที่เก็บติดกับห้องทาส )  เรือหยุดอีกครั้งหนึ่งที่เมืองเอเฟซุส  แล้วก็ไปถึงเชนเครอาที่แคว้นอาชะยา  แคว้นใต้สุดของกรีก  บ้านของชาวสปาร์ต้าในตำนาน และถือกันว่าเป็นอดีตสถานที่พักผ่อนของยูลิกซิสผู้เรืองนาม  ทั้งหมดนั้น เป็นการท่องเที่ยวที่ดีมากสำหรับนักท่องเที่ยว  แต่ไอ้ที่ว่านั้นมันเป็นเกมที่สนุกเล็กน้อยสำหรับพวกทาส

ระหว่างการเดินทาง  คาสคา ก็ได้ชิมรสชาดที่แท้จริงครั้งแรกของเขา ในสื่งที่หมายถึงการเป็นทาสคนหนึ่ง  อีกไม่นาน ผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่แม้มนุษย์คนหนึ่ง  เป็นเพียงสมบัติชิ้นหนึ่ง  แต่เป็นสมบัติที่มีรสกระเดียดน่าประหลาดใจบางอย่าง.

พวกเขายังไม่ได้ถูกจัดเข้าประจำพาย เพราะว่าพวกเขายังไม่รู้วิธีพายโดยเฉพาะ  และมันจะกินเวลานานเกินไปที่จะฝึกพวกเขา  พวกที่ประจำพายเป็นกลุ่มทาส และอิสระชนบางคนที่ทำงานรับค่าจ้าง   กลุ่มทาสมิได้ถูกลงหวายเฆี่ยนเว้นแต่เมื่อถูกจับได้ว่าหยุดดื่มน้ำ—และก็ไม่พอเพียงที่จะตัดกำลังพวกเขา  หลังจากทั้งหมดนั้น  พวกทาสเป็นทระพย์สินและมีค่าเล็กน้อย  แม้ว่าจะไม่ใช่ฝีพายชั้นดี  พวกเขาก็ยังทำการค้ากับสต๊อกสินค้าใหม่ๆได้  แต่ ทาสที่ไร้ความสามารถคนหนึ่ง ไม่มีค่าอะไรเลย  ดังนั้น  นานตราบเท่าที่ทาสเหล่านั้นปฏิบัติภารกิจโดยไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยาก   พวกเขาก็จะได้รับการปฏิบัติสัมพันธ์อย่างดี  --ถ้า ถูกลืม ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นทาสดี  และ คาสคาเข้าใจดีว่ามันสามารถเป็นอย่างนั้นได้

หลังจากการถ่ายเทสินค้าลงที่ท่าเมืองเชนเครีย   ทาสที่จะถูกพาไปที่เหมือง ก็ถูกแยกจากคนอื่น และถูกดึงเข้าไปรวมในแถวโยงด้วยเชือกติดกันใหม่ และเดินมุ่งเข้าไปในเนินเขาที่ซึ่งเหมืองอยู่   พวกเขาย่ำเดินด้วยความเหนื่อยอ่อน โดยรู้อย่างรวดเร็วที่จะก้าวเดินพร้อมกับแต่ละคนเพื่อจะได้ไม่สะดุดพลาด   คาสคาพบว่าลีลาของความเป็นทาสมาเร็วและง่ายๆ...ไม่ปล่อยให้ตัวคุณเองคิดทางอื่นที่จะคงเป็นคนเสียสติ   โดยไม่คิดอะไร  แถวทาสผูกโยงกันเดินเท้าเหมือนตัวตะขาบที่ติดโยงกันอย่างโค้งไปมาเคลื่อนไปยังเนินเขาหินผาของกรีก ตรงไปสู่หลุม ที่ซึ่งพวกเขาจะต้องใช้เวลาที่เหลือของชีวิตอยู่ใต้ดิน  ขุดทองแดงเพื่อความมั่งคั่งร่ำรวยของซีซาร์ และเพื่อกำไรของเจ้าหน้าที่ผู้แทนกงสุลที่ปกครองที่นั่น   ขณะนี้  โซ่และตรวนของผู้สมรู้ร่วมคิดได้พักและไม่ขูดผิวข้อเท้าออกอีก  แผ่นสิ่งร่วมแผนอาจพัฒนาในส่วนอื่น  ด้วย.

หน้า  26

13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เตือนความจำ พระคุณการุณย์รับปีใหม่ - มีให้ทุกปี ! เมื่อ: ธันวาคม 28, 2017, 05:05:06 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                            เตือนความจำ  พระคุณการุณย์รับปีใหม่ - มีให้ทุกปี !
                                                                          A Plenary Indulgence is granted on the last day & first day of the year
Enchiridion of Indulgences
Monday, December 31, 2007
Alan Petervich,  29  December  2013
Updated 28 December 2017

If you don't know what an indulgence is or how to get one, please view my Indulgences post.December 31 Indulgence: A PLENARY INDULGENCE is granted when the Te Deum is recited publicly on the last day of the year. Otherwise a partial indulgence is granted to those who recite the Te Deum in thanksgiving.January 1 Indulgence: A PLENARY INDULGENCE is granted when the Veni, Creator Spiritus is recited on the first of January or Pentecos...

คุณคงทราบแล้วว่าพระคุณการุณย์คืออะไร ? แบ่งเป็น พระคุณการุณย์บางส่วน ( คือใช้โทษบาปได้บางส่วน ) และ พระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ ( คือใช้โทษจากบาปทั้งหมดได้สมบูรณ์ )

          เรื่องพระคุณการุณย์ที่โปรดให้ ที่มีทั้งบางส่วนและครบบริบูรณ์นี้  มีระบุว่า :

         <.> ในวันสุดท้ายของปีปฏิทิน คือวันที่  31 ธันวาคมของทุกปี  ถ้ามีการจัดพิธีการในวัด อาจจะเป็นมิสซาหรือพิธีสำคัญอะไรบางอย่าง  ในระหว่างพิธีนั้นมีการสวดหรือขับร้องเพลงโมทนาคุณพระเป็นเจ้าด้วยเพลง Te Deum ตั้งแต่ต้นจนจบ  ทุกคนในพิธีนั้นที่แก้บาปรับศีลมีวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว  จะได้รับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ทุกคน

          <.> ในวันแรกของปี คือวันที่ 1 มกราคม  ถ้าที่ประชุมในพิธีกรรมมีการสวดหรือขับร้องเพลงขอพรพระเป็นเจ้า( รวมพระจิตเจ้า) ด้วยเพลง  Veni , Creator Spiritus ก็จะได้รับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

          โปรดจำวันเวลาไว้ให้ดีนะครับ  พระหรรษทานดังกล่าวปีหนึ่งมีครั้งเดียว  และเป็นพระคุณการุณย์ที่เราจะใช้สำหรับเราเองหรือวิญญาณในไฟชำระ  ซึ่งเป็นใครก็ได้  พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายหรือใครที่เราประสงค์จะช่วยให้พ้นจากไฟชำระทันที – เพราะเป็นพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์  วิญญาณนั้นจะไม่ลืมท่านเลยครับ  เขาจะช่วยคุณตลอดไป  ดีจริงๆครับ เพราะความเมตตาของท่านครั้งนี้จะนำคุณประโยชน์มหาศาลมาสู่ท่านแน่นอน ในขณะที่ท่านยังดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้

          ปีที่ผ่านไปแล้วก็แล้วไป  หนทางอื่นเพื่อได้รับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์มีอีกหลายทางและหลายวิธี  เรากำลังจัดให้อยู่ขณะนี้นะครับ

          ขอเรียนว่า  ข้อมูลที่จะโปรดพระคุณการุณย์ให้แก่ผู้ขอรับนั้น  มีทั้งการสวดบทภาวนาสั้นๆ  หรือสวดบทยาวๆ  หรือกระทำกิจอย่างอื่น นั้น ข้อมูลทั้งหมดมีที่มาคือหนังสือรวมบทภาวนาที่ชื่อว่า Raccolta  และเอกสารเล่มโตเกี่ยวกับการโปรดพระคุณการุณย์แก่ผู้ที่ประสงค์จะได้ มีชื่อว่า  The Conchiridion of Indulgences  1968 - ครับ.

         •  The Te Deum. PLENARY INDULGENCE when recited publicly on the last day of the year. Otherwise a partial indulgence is granted to those who recite the Te Deum in thanksgiving.

 ( จาก The Enchiridion of Indulgences Issued by the Sacred Apostolic Penitentiary, 1968. + Joseph Cardinal Ferretto,
Titular Bishop of the Suburban Church of Sabina and Poggio Mirteto, )

                                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                            Semper  vigilo  paratus  et  fidelis
                                                                                                       Alan  Petervich 
 



14  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / VIDEO: พระสงฆ์พูดถึงการลาออกแบบถูกบังคับของโป๊บเบเนดิกต์ที่ XVI เมื่อ: ธันวาคม 28, 2017, 09:43:49 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                VIDEO:  พระสงฆ์พูดถึงการลาออกแบบถูกบังคับของโป๊บเบเนดิกต์ที่ XVI
                                                                          VIDEO: Priest Talks About Forced Resignation of Pope Benedict XVI

Father Santiago Martin, Madrid, Spain, is the founder of The Franciscans of Mary which is present in nineteen countries, including Spain, the US, Canada, Colombia, Venezuela, Peru, Brazil, Bolivia, Argentina, Chile, Poland, Holland and Italy, and Asia.  In the homily below which occurred on March 3, 2013 he speaks about the resignation of Pope Benedict XVI.
 
 คุณพ่อซานติอาโก มาร์ติน แห่งมะดริด สเปญ เป็นผู้ก่อตั้งคณะภคิณีฟรังซิสกันแห่งพระแม่มารี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในสิบเก้าประเทศ รวมทั้งสเปญ  สหรัฐ  แคนาดา  โคลัมเบีย  เวเนซูเอลา  เปรู  บราซิล  โบลิเวีย  อาร์เยนตีน่า  ชิลี  โปแลนด๋ ฮอลแลนด์  และอิตาลี และเอเซีย  ในการแสดงธรรมข้างล่าง ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2013  คุณพ่อได้พูดถึงการลาออกของโป๊บเบเนดิกต์ที่ XVI

Homily: "Benedict XVI the Man Who Hinders Them"                                                                                   
 การแสดงธรรม :  “เบเนดิกต์ที่ XVI บุรุษที่ขวางทางพวกเขา”

March 3, 2013

IMPORTANT NOTE:  The WILD VOICE is not responsible for the translation in the video below or the transcription that follows.  If you find errors in the translation, please contact us and let us know so that we might correct any mistakes. 
หมายเหตุสำคัญ : เว็บ Wild Voice ไม่รับผิดชอบสำหรับการแปลในวีเดโอข้างล่าง หรือคำอธิบายที่ตามมา  ถ้าท่านพบความผิดพลาดในการแปล  ได้โปรดติดต่อเราและให้เราทราบ เพื่อว่าเราจะสามารถแก้ความผิดพลาดใดๆให้ถูกต้องได้

https://youtu.be/uKtKa--jAxw

Father Martin Santiago, 03/03/13 TRANSCRIPT (translated): คุณพ่อมาร์ติน ซานติอาโก บทแปล 03/03/13

"We are on the third Sunday of Lent naturally I want to make a mediation about the Gospel that I have read but it is evident that we can't take a reflection about the Third Sunday of Lent as we did for the last year. Why? Because the Pope has just resigned.  And, logically if we don't take this moment to explain a little and make some catechesis, when are we going to do it?                               
 “ เราอยู่ในวันอาทิตย์ที่สามของมหาพรตที่โดยธรรมชาติพ่อต้องการทำบทรำพึงเกี่ยวกับพระวรสารที่พ่อได้อ่าน แต่ มันเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า เราไม่สามารถพิจารณาถึงวันอาทิตย์ที่สามของมหาพรต เหมือนเช่นที่เราทำเมื่อปีที่แล้ว  ทำไม?  เพราะว่าโป๊บนั้นได้ลาออกไปแล้ว  และ โดยตรรกะ ถ้าเราไม่ถือเวลาเช่นนี้เพื่ออธิบายเล็กน้อยและสอนแบบเป็นคำสอนแล้ว  แล้วเมื่อไรเราจึงจะทำเรื่องนี้?”

 So, you have to be patient because I'm going to do two little homilies – one, about the Gospel, and the other one about the actual situation of the Church.  I can't go into each detail. I have already explained in the last conference, not long ago, and it was an hour conference, explaining the most that I can say or the most that I truly know to explain what is going on – what is behind all this. 
ดังนั้น  คุณต้องพากเพียร เพราะว่าพ่อกำลังจะทำ การแสดงธรรมเล็กๆสองครั้ง – หนึ่ง เกี่ยวกับพระวรสาร และอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของพระศาสนจักร  พ่อไม่สามารถเข้าสู่รายละเอียดปลีกย่อยได้ในแต่ละการแสดงธรรม พ่อได้อธิบายในสภาที่แล้วมา  ไม่นานมานี้  และมันเป็นการประชุมหนึ่งชั่วโมง  โดยอธิบายส่วนมากที่สุดที่พ่อสามารถพูดหรือส่วนมากที่สุดที่ว่าพ่อทราบจริงๆที่อธิบายว่าอะไรกำลังเป็นไป – อะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้.

 But, at least this short mediation about that…Now, I'd like to talk about the situation that we are living, and I want to start by opening my heart, describing how I feel.  I feel very bad.  This is the first thing that I want to tell you.  It hurts even more, especially watching everybody looking happy all around.  What I perceive is that the majority is happy about the resignation,  as if the Pope has resigned to a Caribbean beach, or as if the Pope has left in a natural way.
แต่  อย่างน้อยการรำพึงสั้นๆนี้เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า....คราวนี้  พ่ออยากพูดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เรากำลังมีชีวิตอยู่  และพ่อต้องการเริ่มโดยเปิดใจของพ่อ  ด้วยการบรรยายว่าพ่อรู้สึกอย่างไร  พ่อรู้สึกแย่มาก  นี้คือสิ่งแรกที่พ่อต้องการบิกพวกคุณ  มันทำร้ายมากจริงๆ  เป็นติน โดยการเฝ้าคอยดูทุกคนที่ดูสุขสบายดีรอบๆตัวเรา  สิ่งที่พ่อคิดได้ก็คือว่า คนส่วนใหญ่มีความสุขเกี่ยวกับการลาออก ประหนึ่งว่าโป๊บลาออกไปชายทะเลคาริบเบียน  หรือประหนึ่งว่าโป๊บจากไปแบบธรรมชาติ.

 Well, listen, he is almost 86. He could have an advanced Parkinson disease, a dementia, Alzheimer;s, he could have a serious kidney problem, which really makes it impossible.  But this is not what happened.  This has nothing to do with what happened.  If the Pope has left because of sheer exhaustion related to age, well, it would be something different, as if the Pope died. That goes with natural law, but this has nothing to do with what happened.  The Pope has been crucified for the eight years that he has been leading the Church, and we have seen it.  It has been a crucifixion, a martyrdom in front of the eyes of everyone.
เอาหละ  ฟังพ่อ  โป๊บองค์นี้อายุเกือบ 86 แล้ว  พระองค์มีโรคปาร์กินสันที่กำลังลุกลาม  โรควิกลจริต  อัลไซเมอร์  ท่านคงมีปัญหาโรคไตขั้นรุนแรง  ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นไปไม่ได้  แต่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น  นี้ไม่มีอะไรจะทำกับสิ่งที่เกิดขึ้น  ถ้าโป๊บได้จากไปเพราะความเหนื่อยอ่อนแท้ๆที่สัมพันกับอายุ  ถ้างั้น มันก็ควรเป็นอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากนี้  อย่างเช่นโป๊บถึงแก่กรรม  ที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ  แต่ เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวกับที่เกิดขึ้น  โป๊บถูกตรึงกางเขนสำหรับแปดปีที่พระองค์นำพระศาสนจักร และเราก็เห็นแล้ว  มันเป็นการตรึงกางเขน การเป็นมรณสักขี ต่อหน้าต่อตาทุกคน

 We, at least me and many others, we have suffered, watching how they go for him – how they overwhelmed him – the enemies from the outside with the collaboration of some enemies which are inside, the garbage of the inside, aerated, promotioned during years from those enemies of the outside. This is what happened.  God's people who see how other kill the Pastor and they just don't realize it is terrible.  The Pope is a martyr.  And, now he didn't come down from the cross.
พวกเรา อย่างน้อยพ่อและคนอื่นๆอีกมาก  เรารู้สึกทรมาน  ด้วยการเฝ้าดูว่าพวกเขาทำกับพระองค์อย่างไร – พวกเขาเอาชนะพระองค์อย่างไร—บรรดาเหล่าศัตรูจากภายนอกด้วยความร่วมมือของศัตรูบางคนซึ่งอยู่ภายใน  ขยะเน่าของภายใน  บวมขึ้นด้วยอากาศเสีย ถูกส่งเสริมระหว่างเวลาหลายปีจากศัตรูเหล่านั้นที่อยู่ภายนอก  นี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น  ประชาชนของพระเจ้าที่เห็นพวกเขาฆ่าอธิการวัด และ พวกเขาคิดไม่ออกว่ามันน่ากลัว  โป๊บเป็นมรณสักขีคนหนึ่ง  และ  ถึงขณะนี้ พระองค์ยังมิได้ลงจากไม้กางเขน(ที่ตรึงพระองค์)

 He effectively resigned for the good of the Church.  But, the thing is, he has been martyred.  This week a Peruvian writer, Vargas Llosa, published an article, in which the content I only half agree with, the title is perfect.  I haven't seen a better title to summarize what is happening in the Church now, about what is 'the move' of, what is happening inside, from just a short time ago.  He titled his article "The Man Who Hinders Them".
พระองค์ได้ลาออกอย่างมีผลเพื่อความดีของพระศาสนจักร  แต่  เรื่องก็คือ พระองค์ถูกทำให้เป็นมรณสักขี  สัปดาห์นี้ นักเขียนชาวเปรู Vargas Llosa ได้พิมพ์เผยแพร่บทความชิ้นหนึ่ง ซึ่งในบทความนั้นเนื้อหาพ่อเห็นด้วยเพียงครึ่งเดียว แต่ชื่อบทความสมบูรณ์ครบครัน  พ่อไม่เคยเห็นชื่อบทความที่ดีกว่านี้ เพื่อสรุปสิ่งที่กำลังเกิดในพระศาสนจักรปัจจุบันนี้  เกี่ยวกับสิ่งที่เป็น ‘ความเคลื่อนไหว’ ของ สิ่งที่กำลังเกิดภายใน  จากช่วงเวลาเพียงสั้นๆ  นักเขียนผู้นี้ตั้งชื่อบทความของเขาว่า “บุรุษผู้ที่กีดขวางพวกเขา”

 Of course, Benedict XVI has been the man in the middle of their ways from the first moment.  He has a unique, enormous capacity to define just with a phrase or idea a treatise of theology.  When he celebrated the Mass before to start of the conclave two days after he was Pope, he defined the situation of today: 'the dictatorship of relativism'.  Not the regular relativism that we know, it's rather a dictatorship now, meaning a real persecution for all those who stand firm saying that truth is objective and lies are objective, meaning the good exists and the bad exists.
แน่นอน เบเนดิกต์ที่ XVI ได้เป็นบุรุษที่อยู่ตรงกลางทางเดินของพวกเขาตั้งแต่นาทีแรก  พระองค์มีความสามารถมหึมา หนึ่งเดียวในโลก ที่จะจำกัดความด้วยวลีเดียวหรือความคิดที่เป็นเรื่องราวของเทววิทยา  เมื่อพระองค์ถวายมิสซาก่อนเพื่อเริ่มการเข้าคูหาเลือกสันตะปาปาสองวันในฐานะพระองค์เป็นโป๊บ  พระองค์ได้จำกัดความสถานะการณ์ถึงวันนี้ว่า : ‘ the dictatorship of relativism --  ความเป็นเผด็จการของทฤษฎีที่ว่ามูลฐานต่างๆของการวิเคราะห์นั้น มีความสัมพันธ์กัน และเปลี่ยนแปลงไปตามบุคคล และสิ่งแวดล้อม’   ไม่ใช่ทฤษฎี relativism ปกติที่เรารู้  มันค่อนข้างจะเป็นความเป็นเผด็จการอย่างหนึ่งในปัจจุบัน  โดยหมายถึงการกดขี่ข่มเหงที่แท้จริงต่อทุกคนที่ยืนหยัดมั่นคง โดยกล่าวว่า ความจริงเป็นวัตถุประสงค์และการโกหกก็เป็นวัตถุประสงค์ด้วย  โดยหมายความว่า ดีก็มีและเลวก็มีนั่นเอง.

 In any context, they don't want the truth, they want relativism.  You can't say abortion is wrong.  You can't say killing your mother by euthanasia is wrong.  Today, many people can say as much, "I think that could be wrong", because when somebody stays firm and ares to say "That is wrong", that one is persecuted.  Because of that, this Pope was like a hindrance for them.  Or, don't you remember what happened in 2011 when they, taking advantage of a circumstance which at the end was a lie, they accused him as an accomplice of pedophilia and they constantly pushed him, forcing him to resign – the ferocious advertising campaigns  in 2011 of The New York Times, BBC, and allies in Spain.
ในบริบทใดบริบทหนึ่ง  พวกเขาไม่ต้องการความจริง  พวกเขาต้องการทฤษฎี relativism   คุณไม่สามารถพูดว่าการทำแท้งนั้นผิด  คุณไม่สามารถกล่าวว่าการฆ่ามารดาของคุณโดยวิธีฆ่าให้ตายแบบเมตตาเป็นความผิด  ทุกวันนี้  ประชาชนจำนวนมากสามารถพูดมากแบบว่า “ฉันคิดว่าน่าจะผิด” เพราะว่า เมื่อคนบางคนยืนหยัดมั่นและพูดว่า “นั่นมันผิด”  คือคนๆนั้นถูกกดขี่  เพราะอย่างนั้น โป๊บองค์นี้ก็เป็นเหมือนผู้ขัดขวางคนหนึ่งสำหรับพวกเขา  หรือ  คุณจำได้ไหมอะไรเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อพวกเขา  โดยฉวยเอาประโยชน์ของกรณีแวดล้อม ซึ่งเมื่อถึงจุดจบก็คือการโกหกอย่างหนึ่ง  พวกเขากล่าวหาพระองค์ว่าเป็นผู้สมคบคนหนึ่งของพวกเป็นโรคใคร่เด็ก (pedophilia) และพวกเขาผลักดันพระองค์อย่างไม่ยอมถอย บังคับพระองค์ให้ลาออก – การรณรงค์โฆษณาที่ดุร้ายพล่าน ในปี 2011ของสื่อมวลชน นิวยอร์คไทม์  บีบีซี และพวกสัมพันธมิตรในสเปญ

This was horrible.  The enemies on the outside and the enemies in the inside which created this Vati-leaks scandal, with their sins, I repeat, promotioned for the outside enemies keeping silence while they were interested, until the moment to put a big light on the garbage.  They combined took him to a point to say "I can't anymore".  This is so hard and grave that other has to come.  This is a tragedy.  A resignation of a Pope is a tragedy.  This is not a vacation trip.  This is a tragedy.  They twist his hand and he couldn't anymore.
นี้เป็นสิ่งน่าสยอง  พวกศัตรูที่อยู่ข้างนอกและศ้ตรูข้างในซึ่งสร้างเรื่องอื้อฉาว Vatileaks  ด้วยบาปของพวกเขา  พ่อขอย้ำ ได้ส่งเสริมให้ศัตรูภายนอกให้เงียบ ขณะที่พวกนั้นสนใจ  จนกระทั่งนาทีที่ฉายไฟดวงโตบนกองขยะ   พวกเขาได้รวมตัวนำพระองค์ไปถึงจุดที่กล่าวว่า “ อาตมาไม่สามารถอีกแล้ว”  เรื่องนี้มันหนักและร้ายแรงจนว่าคนอื่นๆก็ต้องมาด้วย    นี้เป็น โศรกนาฏกรรม  การลาออกของสันตะปาปาเป็นโศรกนาฏกรรมอย่างหนึ่ง  นี้ไม่ใช่การเดินทางลาพักผ่อน  นี้เป็นโศรกนาฏกรรม  พวกเขาบิดแขนพระองค์และพระองค์ไม่สามารถอะไรอีกแล้ว.

 I have had the gift of being a collaborator for him, as I also was for John Paul II.  Being with him, as I was with John Paul, I can tell you this very clear.  He is a saint.  He is a child, a child of 86 years because he is a kid, shy, humble, until you say, oh no enough, also wise, and when you see how they treated him, humiliated him, crushed.  What I feel is a deep compassion.  I don't know if you saw the scene on Thursday when he was coming out of his apartment.  My soul shrank watching how he put his face, about the circumstance, going out from his house, his secretary crying, the driver kneeling down, crying, do you think this is "happy" retired?  They went for him until they got him.  They twisted his hand.  He did it because there was not any other option.
พ่อได้รับพระพรที่จะเป็นผู้ช่วยของพระองค์  โดยที่พ่อได้เคยเป็นผู้ช่วยสำหรับท่านยอห์นปอลที่ II   โดยที่อยู่กับท่าน เหมือนที่อยู่กับท่านยอห์นปอล  พ่อสามารถบอกคุณว่าเรื่องนี้ชัดๆ  พระองค์เป็นนักบุญ  พระองค์เป็นเด็ก  เด็กอายุ 86 ปีเพราะว่าพระองค์เป็นไอ้หนู  ขี้อาย  ถ่อมตน จนกว่าคุณจะพูด  โอ ไม่พอ  ยังเป็นคนฉลาด และเมื่อคุณเห็นว่าพวกเขาทำกับพระองค์อย่างไร  เหยียบย่ำพระองค์  ขยี้พระองค์   ที่พ่อรู้สึกก็คือเป็นความเมตตาสงสารลึกซึ้ง  วิญญาณของพ่อขยาดโดยคอยดูว่าท่านทำหน้าของท่านอย่างไร  เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม  ออกไปจากบ้านของตน  เลขานุการของท่านร้องไห้  คนขับรถคุกเข่าลง  ร้องไห้  คุณคิดว่านี้คือการลาออกที่ “ มีความสุข” หรือ?   พวกเขาเที่ยวหาพระองค์จนพบพระองค์  พวกเขาบิดแขนของพระองค์  พระองค์ได้ทำเรื่องนั้นเพราะว่าไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว.

 But, listen, there is something terrible happening inside the Church and inside the society against the Church, and we all should know about it.  If we think we are in an angelical world when all the things happen by chance – this is not true.  Here, there is a scheduled plan deliberately against the Church.  Cardinals, Bishops, naturally they left him alone.  I don't say all of them, but many they left him alone after the incident when the ex communion to a Lefebrian was removed, a denier of the Holocaust.  How they crushed him.
แต่   ฟังพ่อ  มีอะไรบางอย่างที่น่าสะพึงกลัวเกิดขึ้นภายในพระศาสนจักรและภายในสังคมที่ต่อต้านพระศาสนจักร  และเราทุกคนควรจะรู้เรื่องนี้   ถ้าเราคิดว่าเราอยู่ในโลกทูตสวรรค์เมื่อเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาส—นี้ไม่ใช่เรื่องจริง   ตรงนี้  มีแผนที่วางกำหนดไว้ อย่างจงใจต่อต้านพระศาสนจักร   บรรดาพระคาร์ดินัล  พระสังฆราช  โดยธรรมดาพวกเขาจะปล่อยให้ท่านอยู่โดดเดี่ยว  พ่อไม่พูดว่าทั้งหมดทุกคน  แต่หลายๆคนพวกเขาทิ้งท่านให้อยู่คนเดียวหลังเกืดเหตุเมื่อพวกแตกกลุ่มไปเป็นพวกเลอแฟร์บถูกไล่ออก  คนสุดท้ายของการฆ่าล้างโคตร  พวกเขาขยี้พระองค์อย่างไร.

 It was not his fault.  They didn't inform him.  As he said after in a public letter to Bishops, "I have been alone in this."  This is the first thing we have to discern, of course "they", but also us.  Priests?  Have we been always praying for the Holy Father?  The laity?  In 2011, when they publicly went for him, crushing him, we, The Franciscans of Mary and a group of lay, paid 6,000 Euros to publish an announcement in the country on ABC in the world and in the Reason, a half-page announcement:  "Holy Father we are with you".
มันไม่ใช่ความผิดขอพระองค์  พวกเขาไม่ได้รายงานข้อมูลให้พระองค์   ตามที่พระองค์ตรัสทีหลังในจดหมายสาธารณะถึงบรรดาพระสังฆราชว่า “อาตมาอยู่เพียงลำพังในเรื่องนี้”  นี้เป็นสิ่งแรกที่พวกเรามองเห็น แน่นอน “ พวกเขา”  แต่พวกเราด้วย  พวกพระสงฆ์?  พวกเราเคยสวดภาวนาเสมอเพื่อบิดาศักดิ์สิทธิ์ไหม?  ฆราวาสไหม?  ในปี 2011 เมื่อพวกเขาตามหาพระองค์แบบสาธารณะ  โดยขยี้พระองค์ พวกเรา  คณะภคิณีฟรังซิสกันแห่งพระแม่มารีและฆราวาสกลุ่มหนึ่ง  ได้ใช้จ่ายเงิน 6,000 ยูโร จ้างพิมพ์ประกาศในประเทศ ทาง ABC ในโลกและใน Reason  ประกาศครึ่งหน้าว่า “ บิดาศักดิ์สิทธิ์ เราอยู่กับท่าน “

 How many others did something?  When the Bishops wanted to help him, he already was crucified.  We collected many forms of support in this parish and in the world to send them to the Nuncitures.  How many did something?  We organized vigils of prayer for the Pope once a month.  How many have been doing for the Pope?  The big majority saw the crucifixion of this man and have turned their face to the other side.  Nobody supported him with prayers or gave their faces to him.  And, this is the first thing that we have to do – examination of conscience.
มีคนกี่มากน้อยที่ทำอะไรบางอย่างหรือ?  เมื่อกลุ่มพระสังฆราชต้องการช่วยพระองค์ พระองค์ก็ถูกตรึงกางเขนแล้ว  พวกเราได้รวบรวมการสนับสนุนทุกรูปแบบในวัดแห่งนี้และในโลก เพื่อส่งการสนับสนุนดังกล่าวไปที่สถานอัครสมณทูต  คนกี่มากน้อยที่ทำอะไรสักอย่าง?  พวกเราพากันชุมนุมสวดภาวนาเพื่อพระสันตะปาปาเดือนละครั้ง  มีคนกี่มากน้อยที่กำลังทำอะไรบางอย่างเพื่อโป๊บ?  คนส่วนใหญ่มากได้เห็นการตรึงกางเขนของบุรุษผู้นี้และต่างหันหน้าไปทางอื่น  มี่ผู้ใสนับสนุนพระองค์ด้วยคำภาวนา หรือ หันหน้าไปหาพระองค์  และ นี้เป็นสิ่งแรกที่เราต้องทำ—การตรวจสอบมโนธรรมของตน.

 Did I defend the Pope in my house when somebody insulted him?  In my job, friends?  Did I pray for him?  Do I know the real meaning behind the fall – for me, for the family, for the Church, for humanity?  Then, many people will say "Oh, look, he was just good. He was not attached to the office and he just resigned."  This is how many will take it, as an ordinary, common event.  The Pope, put by God, can't be alone.  He has to be defended with the support of all of us.  I repeat, we all have to examine the conscience, asking ourselves how we took it while we watched them crucify this holy martyr."
พ่อได้ปกป้องโป๊บในบ้านของพ่อหรือ เมื่อคนบางคนได้ดูถูกเหยียบย่ำพระองค์?  ในงานของพ่อ เพื่อนเอ๋ย?  พ่อสวดภาวนาให้พระองค์ไหม?  พ่อทราบความหมายที่แท้จริงเบื้องหลังการพลาด—สำหรับพ่อ  สำหรับครอบครัว  สำหรับพระศาสนจักร  สำหรับมนุษยชาติ หรือ?  ถ้างั้น  ประชาชนจำนวนมากจะกล่าวว่า “ โอ ดูซิ  เขาเป็นคนดีจริง  เขาไม่ยึดติดกับที่ทำงานและเขาลาออกแล้ว “   นี้คือที่คนจำนวนมากจะว่ากัน  โดยที่เป็นเรื่องปกติธรรมดา   พระสันตะปาปา  นำมาโดยพระเจ้า  คงไม่เดียวดาย  พระองค์ต้องได้รับการปกป้องด้วยการสนับสนุนของพวกเราทุกคน  พ่อขอย้ำ  เราทุกคนต้องตรวจสอบมโนธรรม  ถามตัวเองว่าทำเรื่องนี้อย่างไร ขณะที่เราเฝ้าดูพวกเขาตรึงกางเขนมรณสักขีศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้.

                                                                                                         E  Pluribus  Unum
                                                                                                           Alan  Petervich
 
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: จริงหรือหลอก? Facebook ทำร้ายสมอง เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 06:29:12 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

***แพทย์ไทยมอง 2 ด้าน

                                         

เรื่องนี้อาจารย์นายแพทย์สุวัฒน์ ศรีสุวรรณานุกร หัวหน้าสาขาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นที่ต่างออกไป โดยบอกว่า Dopamine เป็นสารสื่อประสาทที่จำเป็น และการใช้งานเครือข่ายสังคมนั้นเป็นไปตามยุคสมัย ภาวะทำร้ายสมองไม่น่าเกี่ยวกับสื่อโซเชียลและสมาร์ทโฟน

'สมองต้องมีข้อมูลผ่านให้มีการใช้งานอยู่ตลอด จะได้ไม่เสื่อม การอ่านและชมสื่อโซเชียลมีด้านดีอยู่ ไม่ได้มีข้อเสียอย่างเดียว ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นไปตามยุค คนเรามีหน้าที่ปรับตัวให้สมดุลย์ ส่วนสมองก็ต้องทำหน้าที่ต่อสิ่งกระตุ้นที่เปลี่ยนแปลงไป'
 

ในภาพรวม อาจารย์นายแพทย์สุวัฒน์มองว่าการที่มนุษย์รับข้อมูลผ่านสายตา แล้วแสดงออกทางมืออยู่ตลอดเวลานั้นยังมีส่วนดีมากกว่าการไม่มีอะไรมากระตุ้นเลย โดย Dopamine เป็นสารที่ต้องหลั่งต้องมีอยู่แล้วในสมอง

'สมัยก่อนเราไม่มีสื่อโซเชียล แต่ก็มีตัวกระตุ้นอื่นอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น ผมคิดว่าการกระตุ้นที่เกิดขึ้นในยุคสมัยไหนก็ไม่ต่างกัน ดังนั้นในเบื้องต้นโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำลายสมองโดยตรง ยกเว้นแต่การไม่มีปฏิสัมพันธ์อื่นเลย ใช้แต่โซเชียลอย่างเดียวเท่านั้น'

คำสรุปนี้ตรงกับสิ่งที่ Facebook  พยายามอ้างว่าผู้ใช้ที่ 'อ่านอย่างเดียว ไม่ตอบโต้กับผู้คน' เท่านั้นที่จะรู้สึกแย่ เนื่องจากงานวิจัยที่ Facebook  ดำเนินการเองพบว่าการเลื่อนฟีดข่าวเพื่อดูข้อมูลไปเรื่อย ๆ (อย่างไม่มีจุหมาย) เป็นเรื่องไม่ดี แต่การเลื่อนดูฟีดข่าว และการคลิกไลค์ รวมถึงการออกความคิดเห็นที่เจาะจง ล้วนเป็น 'สิ่งที่ดี' ที่ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่มีความรู้สึกดีขึ้น

ไม่แน่ สิ่งที่เราต้องกังวลบน Facebook อาจไม่ใช่เรื่องสมองหรือสุขภาพ แต่เป็นเรื่องภัยล่อลวงทั้งสินค้าปลอม ข่าวปลอม คำพูดปลอม และเรื่องอื่นที่อาจนำความเสียหายมาให้ผู้ใช้ Facebook ที่ไม่รู้เท่าทัน ซึ่ง Facebook ก็พยายามการันตีว่าจะเร่งลดความถี่ในการแสดงเนื้อหาเหล่านี้ลงให้มากที่สุด

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ทุกคนใช้ Facebook ต่อไปแต่โดยดี

          Credit  :   Manager Online




หน้า: [1] 2 3 ... 130