แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 123
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Facebook ลุยพัฒนาระบบพิมพ์ด้วยสมอง พิมพ์เร็วขึ้น 5 เท่าตัว เมื่อ: เมษายน 22, 2017, 08:25:30 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                   Facebook ลุยพัฒนาระบบพิมพ์ด้วยสมอง พิมพ์เร็วขึ้น 5 เท่าตัว

                                                      http://www.manager.co.th/asp-bin/viewgallery.aspx?newsid=9600000039823&imageid=4513875

โดย MGR Online
ภาพ image  ประกอบบทความ โปรดคลิกที่ Manager Online :
20 เมษายน 2560 12:05 น. (แก้ไขล่าสุด 20 เมษายน 2560 14:53 น.)

    

        งานประชุมนักพัฒนาประจำปีของเฟซบุ๊ก Facebook F8 วันแรกนั้น อุดมไปด้วยเรื่องน่าสนใจ แต่งาน F8 ในวันที่ 2 นั้น น่าสนใจยิ่งกว่า โดยเฉพาะการเปิดผลงานของหน่วยวิจัยชื่อ Building 8 ซึ่งขายฝันเรื่องการใช้คลื่นสมองแทนมือในการพิมพ์ข้อความได้เร็วกว่า 5 เท่าตัว
      
       เรจินา ดูแกน (Regina Dugan) ผู้บริหารเฟซบุ๊ก ระบุบนเวทีว่า ในอนาคต ชาวดิจิตอลจะสามารถคิดเป็นภาษาจีนแมนดาริน และฟังเข้าใจเป็นภาษาสเปน โดยขณะนี้เฟซบุ๊ก ประกาศว่า กำลังลุยสร้างเทคโนโลยีที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยสมอง ผ่านซอฟต์แวร์ “พิมพ์ด้วยความคิด” จากการทดลองล่าสุด ซอฟต์แวร์นี้ทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ด้วยความเร็ว 100 คำต่อนาที
      
       อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเฟซบุ๊ก ระบุว่า โครงการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เป้าหมายในอนาคต คือ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำคลื่นสมองมาประมวลผลโดยไม่ต้องมีการผ่าตัดใดๆ
      
       ผู้บริหารเฟซบุ๊ก ยืนยันว่า เทคโนโลยีของเฟซบุ๊กไม่ได้ถอดรหัสความคิดแบบสุ่ม แต่ผู้ใช้สามารถเลือกความคิดที่มีอยู่หลายอย่างในสมองออกมาแชร์ได้ในรูปคำ หรือ word จุดนี้ทำให้เฟซบุ๊กเรียกอินเทอร์เฟซใหม่ว่า “silent speech interface” เรียกว่า แทนที่จะพูดออกมาเป็นประโยคในแต่ละภาษา ชาวเฟซบุ๊กในอนาคตจะสามารถคิดประโยคนั้น เพื่อให้รับบพิมพ์ออกมาอย่างรวดเร็วทันใจ

 
จากการทดลองล่าสุด ซอฟต์แวร์นี้ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้สมองพิมพ์ด้วยความเร็ว 100 คำต่อนาที

        กล้องใหม่ x24 และ x6

        ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานจากหน่วย Building 8 ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยด้านฮาร์ดแวร์ของเฟซบุ๊ก เบื้องต้นเฟซบุ๊ก เผยว่า ตั้งใจพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขณะนี้ทั้งทีมมีนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการว่า 60 ชีวิตร่วมโครงการ
      
       ประเด็นนี้ ซีอีโอมาร์ก ระบุว่า สมองของมนุษย์สามารถสร้างข้อมูลขนาดเท่าภาพยนตร์ HD 4 เรื่องต่อวินาที แต่ที่ผ่านมา มนุษย์ถูกจำกัดให้ต้องสื่อสารผ่านวลี หรือการพูด ทำให้ความคิดนั้น ถูกย่อยเป็นข้อมูลปริมาณน้อยเหมือนที่โมเดมในยุคปี 80 ทำได้ แนวคิดนี้ทำให้เฟซบุ๊ก ตั้งใจสร้างระบบที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความจากสมองโดยตรง ซึ่งจะทำให้การพิมพ์ทำได้เร็วขึ้น 5 เท่าตัวเมื่อเทียบกับการพิมพ์บนโทรศัพท์ในทุกวันนี้
      
       ในอนาคต เฟซบุ๊กอาจพัฒนาระบบนี้ในรูปแบบสินค้าที่สวมใส่ได้ หรือ wearable ซึ่งสามารถขึ้นสายพานการผลิตในจำนวนมาก เมื่อถึงวันนั้น เทคโนโลยีรอบด้านทั้ง AR และ VR จะมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น
      
       เฟซบุ๊กไม่ใช่รายแรกที่ลงมือพัฒนาเทคโนโลยีอ่านคลื่นสมอง ขณะนี้เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นที่รู้จักในท้องตลาดแล้วในชื่ออีอีจี (Electroencephalogram : EEG) แต่เทคโนโลยียังทำงานในขั้นพื้นฐาน ซึ่งผู้ใช้สามารถเคลื่อนจุดขึ้น หรือลงบนคอมพิวเตอร์ได้เท่านั้นเอง
      
       นอกจากผลงานของ Building 8 เวทีนี้เฟซบุ๊กยังเปิดตัวกล้องใหม่ x24 และ x6 ในฐานะน้องใหม่ตระกูล Surrond 360 ที่เคยเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ยังมีแว่นที่เฟซบุ๊กให้ชื่อว่า “เออาร์กลาสเซส” (AR Glasses) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแว่นเสมือนจริงของแท้ที่เฟซบุ๊ก เชื่อว่า ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 5 ปีกว่าจะแจ้งเกิดได้จริง

 
       บรรยากาศในพื้นที่ทดลองแว่น VR และ AR
2  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / วาติกันเพิ่มการกดดันให้พระสังฆราชอนุญาตมิสซาลาติน เมื่อ: เมษายน 19, 2017, 05:11:56 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                  Vatican increases pressure to allow Latin mass
                                                                  วาติกันเพิ่มการกดดันให้พระสังฆราชอนุญาตมิสซาลาติน

By Philip Pullella
VATICAN CITY | Fri May 13, 2011 7:37am EDT

(Reuters) - The Vatican told Catholic bishops around the world on Friday they had to obey a papal order allowing priests to say the old-style Latin mass for traditionalist Catholics, whether they liked it or not.The Vatican issued an "instruction" to bishops as a follow-up to a 2007 papal decree authorizing the wider adoption of the Latin Mass, which was in universal use before the 1962-1965 Vatican Council introduced masses in local languages.

The re-instatement of the Latin mass was one of the demands of ultra-traditionalists whose leaders were excommunicated in 1988, prompting the first schism in modern times.     The pope, in a nod the traditionalists, satisfied many of them in 2007 when he allowed a wider use of the Latin mass, in which the priest faced east with his back to the faithful for most of the service.     But some bishops around the world said privately it was a headache because of the scarcity of priests trained in Latin, and logistical problems inserting Latin mass in their schedule.

The five-page instruction from the Vatican's doctrinal department, the Congregation for the Doctrine of the Faith, made it clear that the pope wants bishops to follow his orders.     "It is the task of the Diocesan bishop to undertake all necessary measures to ensure respect for the 'forma extraordinaria',"  the instruction said, using a Latin term for the old liturgy.

While couched in polite, institutional language, the instruction said local parishes had to insert a Latin mass into their liturgical schedules if tradionalist faithful wanted it.   It also said pastors of parishes should show "a spirit of generous welcome" to whose who wanted the old mass and had to "permit such a celebration."

MANY BISHOPS RESIST LATIN MASS

The return of the mass met with resistance in many places and has been privately opposed by some bishops, who either have dragged their feet in implementing the decree or put it on the back burner, saying they had more pressing issues to deal with.Most Catholics regard the old mass as nostalgic, rigid and something that turns the clock back on the reforms of the Second Vatican Council, which for some brought the church into modern times.

Vatican officials charged with trying to bring traditionalists back into the fold have acknowledged resistance. A Vatican official said recently that only a third of the world's bishops responded to a Vatican questionnaire and that prejudice against the old mass was "still widespread." The return of the Latin liturgy has been controversial even in inter-religious relations. During Good Friday services in the old liturgy, traditionalists still read a prayer in which they pray that Jews will "recognize Jesus Christ as the savior of all men."

Benedict's determination to bring back some traditional elements in the Church led to a major row in 2009 when he lifted the excommunication ban on four bishops, including one -- Richard Williamson -- who is a known Holocaust denier.  This caused an uproar among many Catholics and Jews as well as some politicians in his native Germany.

(Additional reporting by Tom Heneghan in Paris)

          ข่าวภาษาอังกฤษจากรอยเตอร์นี้ สมาชิกหลายท่านอ่านเข้าใจสบายมาก  ท่านคงเข้าใจดีว่าทำไมเราจึงเสนอข่าวภาษาต่างประเทศ เป็นต้นในเรื่องสำคัญๆ   เพราะเราทราบว่าหลายคนสงสัยว่า  ข้อมูลที่เสนอโพสต์ลงมาในเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นข่าวจริงหรือเป็นความจริง  จึงต้องลงข่าวหรือข้อมูลที่เป็น original ต้นแบบให้เห็นกับตาของท่านก่อน  และ คราวต่อไปเราจะส่งคำแปลนำลงตรงนี้ เพื่อท่านที่สนใจจะได้อ่านต่อไป - ครับ.

                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                     Alan   Petervich

Re: วาติกันเพิ่มการกดดันให้อนุญาตมิสซาภาษาลาติน
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 12:35:33 PM »
                                                 วาติกันเพิ่มการกดดันให้มีการอนุญาตมิสซาลาติน
                                             Vatican increases pressure to allow Latin mass

 ข้อมูล : Philip Pullella
นครวาติกัน วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2011

        (รอยเตอร์) – วาติกันบอกพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลกเมื่อวันศุกร์ว่า พระสังฆราชเหล่านั้นต้องนบนอบคำสั่งสันตะปาปา อนุญาตพระสงฆ์ทำมิสซาแบบดั้งเดิมสำหรับคาทอลิกผู้ถือเคร่งตามประเพณีเดิม  ไม่ว่าสังฆราชเหล่านั้นจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม   วาติกันได้ออก “ คำแนะนำ “ แก่บรรดาสังฆราชเพื่อการปฏิบัติตามพระสมณกฤษฎีกาปี  2007  ที่ให้อำนาจยอมรับอย่างกว้างขวางกับมิสซาลาติน  ซึ่งเคยใช้สากลทั่วโลกก่อนสังคายนาวาติกันปี 1962 --  1965  ที่นำมิสซาภาษาพื้นเมืองออกมาใช้..

         การกลับมาสั่งเรื่องมิสซาลาตินใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นหนึ่งในคำขอของกลุ่มยึดมั่นในพิธีกรรมเดิมอย่างเหนียวแน่น  ซึ่งหัวหน้าของกลุ่ม ( หัวหน้า – อัครสังฆราชเลแฟร์บ ) ถูกตัดขาดจากพระศาสนจักร (Excommunicatio) ในปี 1988  ในฐานเป็นกิ๊สมาติก ( ผู้ถือความเชื่อบางข้อต่างออกไป )กลุ่มแรกในยุคสมัยใหม่   พระสันตะปาปา  ในการยอมรับกลุ่มยึดถือพิธีกรรมดั้งเดิม ทำให้พวกเขาจำนวนมากพอใจในปี 2007 เมื่อพระองค์อนุญาตให้ทำมิสซาลาตินได้อย่างกว้างขวางออกไป  ซึ่งในพิธีมิสซาพระสงฆ์หันหน้าไปทางตะวันออก โดยหันหลังให้สัตบุรุษส่วนใหญ่ของพิธีกรรมนั้น  ( ที่หันหลังให้สัตบุรุษนั้นก็เพราะพระสงฆ์เป็นหัวหน้าที่ประชุมสักการะพระเป็นเจ้า  พระสงฆ์จึงต้องหันหน้าไปทางไม้กางเขนและตู้ศีลที่พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่  ไม่ใช่ไม่สนใจผู้ร่วมพิธี  -- นี่คือความเข้าใจผิดของคนที่ไม่พิจารณาเหตุผลที่ถุกต้อง )   แต่พระสังฆราชบางองค์ในสังฆมณฑลต่างๆ( บ่น ) พูดเป็นการส่วนตัวว่า เป็นเรื่องปวดหัว เพราะว่าหาพระสงฆ์ที่ชำนาญภาษาลาตินยากมาก  และปัญหาทางตรรกที่จะต้องสอดคำลาตินเข้าในโครงการต่างๆ.

        คำแนะนำหรือ Instruction  ความยาวห้าหน้า จากสำนักงานข้อความเชื่อวาติกัน – สมณกระทรวงเพื่อคำสอนแห่งความเชื่อ หรือ  Congregation  for the Doctrine of the Faith  ทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า พระสันตะปาปาทรงประสงค์ให้พระสังฆราชทั้งหลายทำตามคำสั่งของพระองค์  “ นี่คือภาระหน้าที่ของพระสังฆราชสังฆมณฑลที่จะต้องใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหลาย ที่จะเคารพ “ แบบพิธีกรรมพิเศษ – forma extraordinaria “ คำแนะนำกล่าวเช่นนั้น  โดยใช้ภาษาลาตินสำหรับพิธีกรรมแบบดั้งเดิม.

        ขณะที่คำแนะนำใช้ภาษาสุภาพ  เป็นระบบ กล่าวว่า วัดตามท้องถิ่นต่างๆ ต้องเพิ่มมิสซาลาตินเข้าไปในกำหนดพิธีกรรมของวัด ถ้าสัตบุรุษที่ยึดมั่นในพิธีดั้งเดิมประสงค์เช่นนั้น   และยังเขียนว่า พระสงฆ์เจ้าอาวาสควรแสดง “ จิตวิญญาณต้อนรับอย่างใจกว้าง “ ต่อผู้ที่ต้องการมิสซาแบบเก่าและต้อง “ อนุญาตพิธีกรรมเช่นนั้น “ ( ตามกฎหมายพระศาสนจักร พระสงฆ์ที่จะทำมิสซาในวัดใด ต้องได้รับอนุญาตจากพระสงฆ์เจ้าวัดทุกครั้ง )

พระสังฆราชจำนวนมากต่อต้านมิสซาลาติน

        การกลับมาทำมิสซาแบบดั้งเดิมพบกับการต่อต้านในหลายแห่ง และได้รับการต่อต้านเป็นการส่วนตัวจากพระสังฆราชบางองค์ ( ไม่แน่ใจว่าในเมืองไทย พระสังฆราชไทยต่อต้านหรือเปล่า – Petervich ) ซึ่งค่อยๆลากขาอย่างช้าๆในการทำตามสมณกฤษฎีกา หรือมิฉะนั้นก็ลงเตาเผาหลังบ้าน(?)  โดยกล่าวว่า พวกเขามีงานเร่งด่วนมากกว่าที่จะมาทำเรื่องที่คาทอลิกส่วนใหญ่ถือว่ามิสซาเก่านั้นเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ยืดหยุ่นและเป็นอดีตไปแล้ว ที่หมุนนาฬิกากลับเกี่ยวกับการฟื้นฟูของสังคายนาวาติกันที่สอง  ซึ่งในบางประการ ได้นำพระศาสนจักรเข้าสู่ยุคสมัยใหม่.

        เจ้าหน้าที่วาติกันผู้รุกเพื่อนำกลุ่มผู้ยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมกลับมาสู่ศาสนจักรก็ทราบว่ามีการต่อต้าน   เจ้าหน้าที่วาติกันคนหนึ่ง เมื่อเร้วๆนี้ กล่าวว่า มีเพียงพระสังฆราชหนึ่งในสามของโลกที่ตอบ questionaire วาติกันและว่าความมีอคติต่อมิสซาเก่า” ยังคงลุกลามแพร่ไป “   การกลับมาของพิธีกรรมลาตินมีการโต้แย้งมากแม้ในความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา     ระหว่างพิธีกรรมวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมในแบบเดิม กลุ่มถือมั่นในประเพณีเดิม ยังสวดบทภาวนาที่ขอให้พวกยิว “ ยอมรับว่าพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพระผู้ไถ่ของมนุษย์ทุกคน “

         การตกลงใจของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ได้นำกลุ่มความเชื่อดั้งเดิมในพระศาสนจักร กลายเป็นเรื่องสำคัญในปี 2009  เมื่อพระองค์ได้ยกเลิกการตัดขาดจากพระศาสนจักร สำหรับพระสังฆราชสี่องค์  รวมทั้งคนหนึ่งคือ – Richard  Williamson – ซึ่งเป็นผู้รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ไม่ยอมรับว่ามีการล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ (Holocaust)   เรื่องนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบรรดาคาทอลิกและยิว เช่นเดียวกับนักการเมืองในประเทศเยอรมันบ้านเกิดของพระองค์เอง

        (Additional reporting by Tom Heneghan in Paris)  ท่านที่สนใจ โปรดอ่านรายงานเพิ่มเติมของ Tom Heneghan ในปารีส.

        ข้างบนนั้นคือคำแปลข่าวภาษาอังกฤษที่เราเสนอคราวที่แล้ว  เพื่อท่านที่อยากอ่านภาษาไทย ได้มีโอกาสเข้าใจแจ่มแจ้งในข้อมูลที่น่ารู้นี้นะ - ครับ  ขอบคุณที่สนใจติดตามครับ.

                                                                 Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                        Alan   Petervich
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเป็น Seder ? เมื่อ: เมษายน 12, 2017, 03:33:42 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

      Historical Doubts about Jesus’ Last Supper as a Passover Seder                                                                                                                                                     ความสงสัยทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเป็นประหนึ่งการเลี้ยงแบบ Sederวันปาสกา

History, however, is often more complex and perhaps a little less comforting than we might hope. Although I welcome the current ecumenical climate, I believe we must be careful not to let our emotions get the better of us when we are searching for history. Indeed, even though the association of the Last Supper with a Passover Seder remains entrenched in the popular mind, a growing number of scholars are beginning to express serious doubts about this claim.
อย่างไรก็ดี  ประวัติศาสตร์บ่อยมากเป็นเรื่องซับซ้อนมากและบางทีช่วยเกื้อหนุนน้อยเกินกว่าที่หวัง  แม้เราต้อนรับบรรยากาศการชุมนุมเพื่อฟื้นฟูคริสตจักรปัจจุบันนี้  เราเชื่อว่าเราต้องระมัดระวัง อย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกของเราได้อะไรดีๆจากเราเมื่อเราแสวงหาประวัติศาสตร์  จริงๆนะคุณ  แม้สมาคมของผู้ถือ Passover Seder ยังคง รุกก้าวร้าวเข้าในจิตคนทั่วไป  จำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆของผู้ทรงความรู้กำลังเริ่มที่จะแสดงความสงสัยอย่างรุนแรงเกี่ยวกับข้ออ้างนี้

.Of course a number of New Testament scholars—the Jesus Seminar comes to mind—tend to doubt that the Gospels accurately record very much at all about Jesus, with the exception of some of his sayings. Obviously if the Gospels cannot be trusted, then we have no reason to assume that there ever was a Last Supper at all. And if there was no Last Supper, then it could not have taken place on Passover.2
แน่นอน ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีรพันธสัญญาใหม่จำนวนหนึ่ง – การสัมมนาเรื่องพระเยซูปรากฎมาในความคิด – โน้มเอียงที่จะสงสัยว่า บรรดาพระวรสารบันทึกอย่างแม่นยำมากทั้งหมดที่เกี่ยวกับพระเยซู ยกเว้นพระวาจาบางครั้งของพระองค์  เห็นชัดว่า ถ้าพระวรสารไม่สามารถไว้ใจได้  ถ้าเช้นนั้น เราไม่มีเหตุผลที่จะคิดเอาว่ามีการจัดอาหารมื้อสุดท้ายอะไรทั้งนั้น  และถ้าไม่มีการจัดเลี้ยงอาหารมื้อสุดท้ายเลย  ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวันปาสกา

Furthermore, several Judaic studies scholars—Jacob Neusner is a leading example—very much doubt that rabbinic texts can be used in historical reconstructions of the time of Jesus. But rabbinic literature is our main source of information about what Jews might have done during their Seder meal in ancient times. For reasons that are not entirely clear, other ancient Jewish sources, such as Josephus and Philo, focus on what Jews did in the Temple when the Passover sacrifice was offered, rather than on what they did afterward, when they actually ate the sacrifice. Again, if we cannot know how Jews celebrated Passover at the time of Jesus, then we have to plead ignorance, and we would therefore be unable to answer our question.

ยิ่งกว่านั้น  ผู้เชี่ยวชาญการศึกษายูดายหลายคน – เจก๊อบ นอยซ์เนอร์เป็นตัวอย่างนำ – สงสัยมากที่ว่า ตำรารับไบสามารถนำมาใช้ในการรื้อฟื้นศึกษาทางประวัติศาสตร์ในสมัยของพระเยซูได้หรือ  แต่ วรรณคดีรับไบเป็นแหล่งข้อมูลหลักเกี่ยวกับที่ซึ่งคนยิวอาจจะได้ทำระหว่างมื้ออาหาร Seder ของพวกเขาในสมัยดึกดำบรรพ์  สำหรับเหตุผลที่ไม่ชัดเจนทั้งหลาย  แหล่งข้อมูลยิวดึกดำบรรพ์ เช่น โจสะฟัสและไฟโล  พุ่งความสนใจในสิ่งที่คนยิวอาจได้ทำในพระวิหาร เมื่อเครื่องบูชายันต์ปาสกาถูกถวายแล้ว มากกว่าที่พวกเขาได้ทำทีหล้ง เมื่อพวกเขาตอนนั้นได้รับประทานเครื่องบูชานั้นแล้ว  และ ถ้าเราไม่สามารถทราบว่าคนยิวฉลองปาสกาอย่างไรสมัยพระเยซู  ถ้าอย่างนั้น เราต้องยอมรับความไม่รู้จริง  และดังนั้นเราคงไม่สามารถตอบคำถามของเราเองได้.

There is something to be said for these skeptical positions, but I am not such a skeptic. I want to operate here under the opposite assumptions: that the Gospels can tell us about the historical Jesus,3 and that rabbinic sources can be used—with caution—to reconstruct what Jews at the time of Jesus might have believed and practiced.4 Even so, I do not think the Last Supper was a Passover Seder.
มีอะไรบางอย่างที่จะกล่าวสำหรับเรื่องที่น่าสงสัยเหล่านี้  แต่เรามิใช่คนสงสัยเช่นนั้น  เราต้องการดำเนินการที่นี่ภายใต้สมมุติฐานตรงข้ามที่ว่า : พระวรสารสามารถบอกเราเกี่ยวกับพระเยซูในประวัติศาสตร์ และว่า แหล่งช้อมูลของรับไบ สามารถนำมาใช้ได้ – ด้วยความระมัดระวัง – เพื่อสร้างใหม่ในสิ่งที่คนยิวสมัยพระเยซูอาจเชื่อและปฏิบัติตาม  แม้จะเป็นเช่นนั้น  เราไม่คิดว่าอาหารเย็นมื้อสุดท้ายเป็นมื้ออาหาร Seder ของวันปาสกา

Jesus’ Last Supper in the Gospels  อาหารเย็นมื้อสุดท้ายของพระเยซูในพระวรสารต่างๆ

While three of the four canonical Gospels strongly suggest that the Last Supper did occur on Passover, we should not get too comfortable based on that. The three Gospels that support this view are the three synoptic Gospels—Matthew, Mark and Luke. As anyone who has studied these three Gospels knows, they are closely related. In fact, the name synoptic refers to the fact that these three texts can be studied most effectively when “seen together” (as implied in the Greek etymology of synoptic). Thus, in fact we don’t really have three independent sources here at all. What we have, rather, is one testimony (probably Mark), which was then copied twice (by Matthew and Luke).

ขณะที่พระวรสารสามในสี่เล่มเสนออย่างแข็งขันว่า อาหารเย็นมื้อสุดท้ายเกิดในวันปาสกา  เราไม่ควรวางฐานสบายๆเกินไปในเรื่องนั้น  พระวรสารสามเล่มที่สนับสนุนทัศนะนี้เป็นพระวรสารย่อเรื่องทั้งสาม – มัทธิว  มาร์โกและลูกา  โดยที่ผู้ใดก็ตามที่ได้ศึกษาพระวรสารสามเล่มนี้ ทราบว่า พวกเขาสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  อันที่จริง  ชื่อที่เรียกว่า synoptic นั้นอ้างถึงความจริงที่ว่าข้อเขียนสามเล่มเหล่านี้ สามารถศึกษาอย่างได้ผลที่สุดเมื่อ “ เห็นด้วยกัน “ (ดังที่ปรากฎในศัพท์กรีก synoptic)  ดังนั้น  อันที่จริง เราไม่มีแหล่งข้อมูลสามชุดแยกอิสระจากกันทั้งสิ้น  ตรงข้าม  อะไรที่เรามี เป็นประจักษ์พยานหนึ่งเดียว (น่าจะเป็นมาร์โก) ซึ่งจากนั้นก็ลอกไปสองชุด (โดยมัทธิวและลูกา )

Against the “single” testimony of the synoptics that the Last Supper was a Passover meal stands the lone Gospel of John, which dates the crucifixion to the “day of Preparation for the Passover” (John 19:14). According to John, Jesus died just when the Passover sacrifice was being offered and before the festival began at sundown (see the sidebar to this article). Any last meal—which John does not record—would have taken place the night before, or even earlier than that. But it certainly could not have been a Passover meal, for Jesus died before the holiday had formally begun.
ที่ขัดแย้งกับประจักษ์พยาน “ เดี่ยว “ของพระวรสารฉบับย่อ ที่อาหารมื้อสุดท้ายเป็นมื้ออาหารวันปาสกา ยืนหยัดเดี่ยวคือพระวรสารของนักบุญยอห์น  ซึ่งลงวันตรึงกางเขนเป็น “ วันเตรียมสำหรับปาสกา “ (ยอห์น 19:14)  ตามการบอกเล่าของยอห์น พระเยซูสิ้นพระชนม์พอดีเมื่อเครื่องบูชายัญปาสกากำลังถูกถวายและก่อนการสมโภชเริ่มเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ( ดูเส้นข้างประกอบบทความนี้ )  อาหารมื้อสุดท้ายใด – ซึ่งยอห์นมิได้บันทึกไว้ – น่าจะมีขึ้นในคืนก่อนนั้น หรือ แม้น่าจะก่อนนั้นอีก  แต่เป็นที่แน่นอน มันไม่สามารถเป็นมื้อสุดท้ายของปาสกา  เพราะว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์ก่อนวันหยุดจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

So are we to follow John or the synoptics?5 There are a number of problems with the synoptic account. First, if the Last Supper had been a Seder held on the first night of Passover, then that would mean Jesus’ trial and crucifixion took place during the week-long holiday. If indeed Jewish authorities were at all involved in Jesus’ trial and death, then according to the synoptics those authorities would have engaged in activities—holding trials and carrying out executions—that were either forbidden or certainly unseemly to perform on the holiday. This is not the place to consider whether Jewish authorities were involved in Jesus’ death.6 Nor is it the place to consider whether such authorities would have been devout practitioners of Jewish law. But this is the place to point out that if ancient Jewish authorities had been involved in something that could possibly be construed as a violation of Jewish law, the Gospels—with their hatred of the Jewish authorities—would probably have made the most of it. The synoptic account stretches credulity, not just because it depicts something unlikely, but because it fails to recognize the unlikely and problematic nature of what it depicts. It is almost as if the synoptic tradition has lost all familiarity with contemporary Jewish practice. And if they have lost familiarity with that, they have probably lost familiarity with reliable historical information as well.

ดังนั้น เราควรจะถือตามยอห์นหรือพระวรสารย่อ?  มีปัญหาอีกมากมายหลายเรื่องที่เกิดจากเรื่องย่อ  ประเด็นแรก  ถ้าอาหารเย็นมื้อสุดท้ายเป็นแบบ seder จัดขึ้นในคืนแรกของปาสกา  ถ้าเช่นนั้น น่าจะหมายความว่า การพิจารณาคดีและการตรึงกางเขนพระเยซูเกิดขึ้นระหว่างวันหยุดนานเป็นสัปดาห์  จริงๆแล้ว ถ้าผู้ใหญ่ของยิวทั้งหมดมาเกี่ยวข้องในการพิจารณาคดีและความตายของพระเยซู  ถ้าเช่นนั้น ตามพระคัมภีร์ย่อ ผู้ใหญ่เหล่านั้นคงมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ – คือดำเนินการพิจารณาและดำเนินการประหารชีวิต – ที่ ทั้งเป็นข้อห้ามหรือแน่นอนดูเหมือนจะทำไม่ได้ในวันหยุด  นี้ไม่ใช่สถานที่ที่จะพิจารณาไม่ว่าผู้มีอำนาจเหล่านั้นจะเป็นผู้ศรัทธาแก่กล้าเพียงใดในกฎหมายยิว  แต่ นี่เป็นสถานที่ที่จะชี้ว่าถ้าผู้ใหญ่ยิวดึกดำบรรพ์มีส่วนเข้าไปร่วมในบางสิ่ง ที่อาจเป็นไปได้ที่จะอนุมานเอาว่าเป็นการละเมิดกฎหมายยิว พระวรสาร –พร้มกับความเกลียดชังของผู้ใหญ่ยิว –บางทีน่าจะทำได้มากที่สุดแค่นั้น  เรื่องย่อก็ก่อให้เกิดความเชื่อง่ายเกินไป มิใช่เพียงเพราะว่ามันอธิบายอะไรบางอย่างไม่เชิง  แต่เพราะว่ามันพลาดที่จะรับรู้ธรรมชาติที่ไม่เชิงเป็นปัญหาที่มันอธิบาย  ที่สุดมันเป็นคล้ายกับว่าประเพณีย่อเรื่องได้สูญเสียความคุ้นเคยกับการปฏิบัติแบบยิวณเวลานั้น  และ ถ้าพวกเขาสูญเสียความคุ้นเคยกับสิ่งนั้น  พวกเขาบางทีต้องสูญเสียความคุ้นเคยกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ เช่นกัน.
                                   ………………………………………………………………………..

 
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเป็น Seder ? เมื่อ: เมษายน 12, 2017, 03:27:30 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                               อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเป็น Seder ?
                                                                                                   Was Jesus’ Last Supper a Seder?

Jonathan Klawans   •  01/12/2017                                                                                                                                                                                                                   Alan Petervich  Updated  April 11, 2017

                                                                                             https://youtu.be/r5NoANNe2DI
                                                                                 
                                                                                             https://youtu.be/xx0i-PA86Uo

Traditional Views of Jesus’ Last Supper as a Passover Meal  ทัศนะดั้งเดิมของอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเป็นอาหารวันปาสกา.

Many people assume that Jesus’ Last Supper was a Seder, a ritual meal held in celebration of the Jewish holiday of Passover. And indeed, according to the Gospel of Mark 14:12, Jesus prepared for the Last Supper on the “first day of Unleavened Bread, when they sacrificed the Passover lamb.” If Jesus and his disciples gathered together to eat soon after the Passover lamb was sacrificed, what else could they possibly have eaten if not the Passover meal? And if they ate the Passover sacrifice, they must have held a Seder.  
 ประชาชนจำนวนมากถือว่า อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเป็น Seder  อาหารตามจารีตพิธีที่จัดในการฉลองวันหยุดปาสกาของยิว  และอันที่จริง  ตามพระวรสารของมาร์โก 14:12 พระเยวูได้เตรียมการสำหรับอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ใน “ วันแรกของขนมปังไร้เชื้อ เมื่อพวกเขาได้บูชายัญลูกแกะปาสกาเสร็จแล้ว “   ถ้าพระเยซูและอัครสาวกของพระองค์รวมตัวกันเพื่อรับประทานไม่ช้าหลังจากที่ลูกแกะปาสกาถูกบูชายัญแล้ว  อะไรอีกที่พวกเขาสามารถรับประทานถ้าไม่ใช่มื้ออาหารปาสกา?   และถ้าพวกเขารับประทานเครื่องบูชายัญ  แสดงว่าพวกเขาต้องทำ Seder

Three out of four of the canonical Gospels (Matthew, Mark and Luke) agree that the Last Supper was held only after the Jewish holiday had begun. Moreover, one of the best known and painstakingly detailed studies of the Last Supper—Joachim Jeremias’s book The Eucharistic Words of Jesus—lists no fewer than 14 distinct parallels between the Last Supper tradition and the Passover Seder.
พระวรสารสามในสี่เล่มที่ถูกกฎเกณฑ์ (มัทธิว มาร์โก และลูกา) เห็นพ้องกันว่า อาหารเย็นมื้อสุดท้ายมีการจัดขึ้น เพียงหลังจากวันหยุดยิวได้เริ่มขึ้น  ยิ่งกว่านั้น  หนึ่งในการศึกษาเรื่องอาหารเย็นสุดท้ายที่มีรายละเอียดอย่างระมัดระวังและรู้จักกันดีที่สุด –คือ หนังสือของโจอากิม เจเรมีอาส The Eucharistic Words of Jesus – ที่ลงรายการ 14 ข้อมูลต่างออกไป ระหว่างประเพณีอาหารเย็นมื้อสุดท้าย และการเลี้ยง Seder วันปาสกา

The Passover Seder and Sacrifice การเลี้ยงอาหาร Seder วันปาสกา และการบูชายัญ

The Jewish holiday of Passover commemorates the Exodus from Egypt. The roots of the festival are found in Exodus 12, in which God instructs the Israelites to sacrifice a lamb at twilight on the 14th day of the Jewish month of Nisan, before the sun sets (Exodus 12:18). That night the Israelites are to eat the lamb with unleavened bread and bitter herbs. The lamb’s blood should be swabbed on their doorposts as a sign. God, seeing the sign, will then “pass over” the houses of the Israelites (Exodus 12:13), while smiting the Egyptians with the tenth plague, the killing of the first-born sons.
วันหยุดยิวแห่งปาสกาเป็นการจัดระลึกถึงการอพยพจากอียิปต์  รากเหง้าของการสมโภชพบในพระคัมภีร์ Exodus 12ซึ่งในนั้นพระเจ้าได้แนะนำชาวอิสราเอลให้บูชายัญลูกแกะตัวหนึ่งตอนเข้าใต้เข้าไฟ ในวันที่ 14 ของเดีอนยิว Nisan ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน (Exodus 12:18)  คืนนั้นชาวอิสราเอลจะกินลูกแกะกับปังไร้เชื้อและหญ้าสดรสขม  เลือดของลูกแกะจะถูกทาที่ฝาประตูทางเข้าบ้านเป็นประหนึ่งเครื่องหมาย  พระเจ้า เมื่อเห็นเครื่องหมาย ก็จะ “ ดำเนินผ่าน” บ้านของชาวอิสราเอล (Exodus 12:13) ขณะที่ฟาดฟันคนอียิปต์ด้วยโรคระบาดชุดที่สิบ ฆ่าลูกชายหัวปีทุกคน.

Exodus 12 commands the Israelites to repeat this practice every year, performing the sacrifice during the day and then consuming it after the sun has set. (According to Jewish tradition, the new day begins with the setting of the sun, so the sacrifice is made on the 14th but the beginning of Passover and the meal are actually on the 15th, although this sequence of dates is not specified in Exodus.) Exodus 12 further speaks of a seven-day festival, which begins when the sacrifice is consumed (Exodus 12:15).
Exodus 12 สั่งชาวอิสราเอลให้ทำซ้ำการปฏิบัตินี้ทุกปี  ด้วยการทำยัญบูชาระหว่างวันและแล้วรับประทานมันหลังพระอาทิตย์ตอดิน  (ตามประเพณีชาวยิว  วันใหม่เริ่มด้วยการตกดินของพระอาทิตย์  ดังนั้น เครื่องบูชายัญจะทำกันในวันที่ 14  แต่การเริ่มปาสกาและมื้ออาหารจริงๆจะมีในวันที่ 15 แม้การเดินตามวันนี้ ไม่ระบุใน Exodus )  Exodus 12พูดไกลถึง การสมโภช เจ็ด-วัน  ซึ่งเริ่มเมื่อเครื่องบูชายัญถูกรับประทานไปแล้ว ( Exodus 12:15).

Once the Israelites were settled in Israel, and once a Temple was built in Jerusalem, the original sacrifice described in Exodus 12 changed dramatically. Passover became one of the Jewish Pilgrimage festivals, and Israelites were expected to travel to Jerusalem to sacrifice a Passover lamb at the Temple during the afternoon of the 14th day, and then consume the Passover sacrifice once the sun had set, and the festival had formally begun on the 15th. This kind of celebration is described as having taken place during the reigns of Kings Hezekiah and Josiah (2 Chronicles 30 and 35).
ถึงเวลาที่ชาวอิสราเอลตั้งรกรากในอิสราเอล  และถึงเวลาที่พระวิหารถูกสร้างขึ้นในนครเยรูซาเลม  เครื่องบูชายัญแรกเริ่มที่บรรยายใน Exodus12 ได้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างน่าประหลาด  ปาสกาได้กลายเป็นหนึ่งในการเฉลิมฉลองสมโภชแบบจาริกแสวงบุญของคนยิว  และ ชาวอิสราเอลต่างตั้งตาคอยที่จะเดินทางมายังกรุงเยรูซาเลม เพื่อทำบูชายัญลูกแกะปาสกา ที่พระวิหาร ระหว่างช่วงบ่ายของวันที่ 14  และครั้นแล้วก็รับประทานเครื่องบูชายันต์ปาสกา ณ เวลาพระอาทิตย์ตกดิน  และงานสมโภชเป็นทางการเริ่มในวันที่ 15  การฉลองสมโภชชนิดนี้ มีบรรยายเช่นทำกันระหว่างรัชสมัยของกษัตริย์ Hezekiah และ Josiah (2 Chronicles 30 และ 35).

Passover is the celebration of the exodus from Egypt. What can archaeology tell us about the historicity of the Biblical account? The FREE eBook Ancient Israel in Egypt and the Exodus considers texts and archaeological evidence from the second millennium B.C.E. that describe Israel in Egypt and the Exodus.
ปาสกาเป็นการฉลองสมโภชของการอพยพจากอียิปต์  วิชาโบราณคดีสามารถบอกเราอะไรเกี่ยวกับหลักฐานในประวัติศาสตร์ของเรื่องที่เกี่ยวกับพระคัมภีร์?  หนังสือ eBook อิสระ Ancient Israel in Egypt และ the Exodus พิจารณาว่า ข้อเขียนทางการศึกษาและประจักษ์พยานทางโบราณคดี จากรอบพันปีที่สอง ก่อนคริสตศักราชที่บรรยายอิสราเอลในอียิปต์ และเรื่องการอพยพ

As time passed, the practice continued to evolve. Eventually, a number of customs, recorded in rabbinic literature, began to accumulate around the meal, which became so highly ritualized that it was called the Seder, from the Hebrew for “order”: Unleavened bread was broken, wine was served, the diners reclined and hymns were sung. Furthermore, during the meal, the Exodus story was retold and the significance of the unleavened bread, bitter herbs and wine was explained.
เมื่อเวลาผ่านไป การปฏิบัติยังคงต่อเนื่องวิวัฒน์ไปเรื่อยๆ  ในที่สุด ประเพณีจำนวนหนึ่ง  ที่บันทึกไว้ในวรรณคดีร้บไบ  ได้เริ่มสะสมรวบรวมจากวงรับอาหาร  ซึ่งได้กลับเป็นแบบจารีตพิธีอย่างสูงจนว่ามีการเรียกว่า Seder จากคำฮีบรูที่หมายถึง “ ระเบียบพิธี “  มีการหักปังไร้เชื้อ  เสิฟเหล้าองุ่น  และอาหารเย็นรับทานแบบนอนเอียงข้าง และมัการร้องเพลงศักดิ์สิทธิ์กัน  ยิ่งกว่านั้น ระหว่างมื้ออาหาร เรื่องราวการอพยพนำกลับมาเล่ากันอีก และ ความหมายของปังที่ไม่ใส่เชื้อฟู หญ้าเขียวรสขมและเหล้าองุ่นต่างได้รับการอธิบาย.

The bread and wine, the hymn, the reclining diners—many of these characteristic elements are shared by the Last Supper, as Jeremias pointed out. (Jeremias’s 14 parallels are given in full in endnote 1.) What is more, just as Jews at the Seder discuss the symbolism of the Passover meal, Jesus at his Last Supper discussed the symbolism of the wine and bread in light of his own coming death.
ปังและเหล้าองุ่น เพลงศักดิ์สิทธิ์ อาหารเย็นที่นอนเอียงข้างรับประทาน – สิ่งต่างๆที่แสดงความหมายมากมายเหล่านี้ ถูกร่วมเล่ากันด้วยอาหารเย็นมื้อสุดท้าย  ตามที่เยเรมีอาสชี้ให้ดู (jeremias’s 14 คู่ขนานกันไปมีนำมาให้เห็นเต็มบทใน endnote 1)  อะไรที่มากกว่านั้น  ก็คือคนยิวขณะรับอาหารแบบ Seder จะพูดคุยถกสัญลักษณ์ของมื้ออาหาร    ปาสกา  พระเยซูในการเลี้ยงอาหารมื้อสุดท้ายของพระองค์ ได้ถกถึงสัญญลักษณ์ของเหล้าองุ่นและปังในความหมายแห่งความตายที่กำลังมาของพระองค์เอง.

It is not only Jeremias’s long list of parallels that leads many modern Christians and Jews to describe the Last Supper as a Passover Seder. The recent popularity of interfaith Seders (where Christians and Jews celebrate aspects of Passover and the Last Supper together) points to an emotional impulse that is also at work here. The Christian celebration of the Eucharist (Communion)—the Last Supper—is the fundamental ritual for many Christians. And among Jews the Passover Seder is one of the most widely practiced of all observances. In these times of ecumenicism and general good feeling between Christians and Jews, many people seem to find it reassuring to think that Communion (the Eucharist) and the Passover Seder are historically related.

มันไม่ใช่เพียงรายชื่อยาวของเจเรมีอาสของสิ่งที่คล้ายคลึงกันที่นำคริสตขนและยิวสมัยใหม่สมัยใหม่มากมาย ที่บรรยายอาหารเย็นมื้อสุดท้ายเป็นมื้ออาหาร Seder แห่งปาสกา  ความนิยมแพร่หลายใหม่ๆของมื้ออาหารแบบ Seder ของชนที่มีความเชื่อหลายกลุ่ม ( ที่คริสตชนและยิวฉลองในแง่ของปาสกา และ อาหารเย็นมื้อสุดท้ายเข้าด้วยกัน)  ชี้ถึงแรงผลักดันทางอารมณ์ที่ทำงานตรงนี้ด้วย  การฉลองแบบคริสตชนของศีลมหาสนิท ( communion) – อาหารเย็นมื้อสุดท้าย –เป็นจารีตพิธีพื้นฐานสำหรับคริสตชนจำนวนมาก  และ ท่ามกลางชาวยิว การเลี้ยง Seder ปาสกาเป็นหนึ่งในสิ่งที่ปฏิบัติอย่างกว้างขวางที่สุดของการจัดงานทั้งหมด  ในเวลานี้ของขบวนการฟื้นฟูคริสตจักรและความรู้สึกดีๆทั่วไประหว่างคริสตชนและยิว  ประชาชนจำนวนมากดูเหมือนจะพบมันทำให้มั่นใจที่จะคิดว่า ศีลมหาสนืท (the eucharist) และการเลี้ยง แบบ Seder วันปาสกา สัมพันธ์กันทางประวัติศาสตร์
 
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 10 เรื่องที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับวันพฤหัสฯศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: เมษายน 10, 2017, 07:00:35 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                         10 เรื่องที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับวันพฤหัสฯศักดิ์สิทธิ์
                                                                                 10 THINGS YOU NEED TO KNOW ABOUT HOLY THURSDAY

BY: JIMMY AKIN
ALAN PETERVICH UPDATED APRIL 9, 2017

        Every single Mass, we hear the words “on the night he was betrayed."That night was Holy Thursday, and it is one of the most important nights in all of history.                                                                                                                                                                                                                                         

แต่ละมิสซาทุกมิสซา เราได้ยินคำว่า “ ในคืนที่พระองค์ถูกทรยศ “  คืนนั้นคือวันพฤหัสฯศักดิ์สิทธิ์ และเป็นคืนหนึ่งในบรรดาคืนที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ทั้งหมด

Here are 10 things you need to know.
มีสิ่งที่คุณควรรู้ 10 ประการ คือ

1. What happened on the original Holy Thursday? เกิดอะไรขึ้นในวันพฤหัสฯแรกเริ่ม ?
An amazing amount of stuff! This was one of the most pivotal days in the life of Jesus Christ. เรื่องน่าพิศวงมากมาย!  นี้เป็นหนึ่งในวันที่เป็นจุดสำคัญที่สุดในชีวิตพระเยซูคริสตเจ้า

Here are some of the things the gospels record for this day (including events that happened after midnight). Jesus: นี้เป็นบางเรื่องที่พระวรสารบันทึกไว้ในวันนี้ (รวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเที่ยงคืน)  พระเยซูเจ้า :
Sent Peter and John to arrange for them to use the Upper Room to hold the ได้ส่งเปโตรและยอห์นไปจัดการเรื่องต่างๆสำหรับพวกเขา โดยใช้ห้องชั้นบนเพื่อจัดการ                                                     Passover meal. งานเลี้ยงอาหารปาสกา
Washed the apostles' feet. ล้างเท้าของบรรดาอัครสาวก
Held the first Mass. จัดพิธีมิสซาครั้งแรก
Instituted the priesthood. สถาปนาสังฆภาพสงฆ์
Announced that Judas would betray him. ประกาศว่ายูดาสจะทรยศต่อพระองค์
Gave the "new commandment"to love one another.ประทาน “บทบัญญัติใหม่” ให้รักกันและกัน
Indicated that Peter had a special pastoral role among the apostles. ระบุว่าเปโตรมีบทบาทบริหารพิเศษท่ามกลางเหล่าอัครสาวก
Announced that Peter would deny him. ประกาศว่าเปโตรจะปฏิเสธพระองค์
Prayed for the unity of his followers. ขอร้องให้มีเอกภาพในบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์
Held all the discourses recorded across five chapters of John (John 13-18). ยึดถือเส้นทางที่ระบุไว้ในห้าบทของพระวรสารยอห์น (ยอห์น 13-18).
Sang a hymn. ขับร้องเพลงสดุดี
Went to the Mount of Olives.  ไปที่ภูเขามะกอก (Mount of Olives)
Prayed in the Garden of Gethsemane. ทรงอธิษฐานภาวนาในสวนเกตเสมนี
Was betrayed by Judas. ถูกทรยศจากยูดาส
Stopped the disciples from continuing a violent resistance. สั่งบรรดาอัครสาวกหยุดการขัดขวางที่รุนแรง
Healed the ear of Malchus, the high priest's servant, after Peter cut it off with a sword. บำบัดรักษาหูของมัลคัส ผู้รับใช้พระสงฆ์ใหญ่  หลังจากเปโตรฟันขาดด้วยดาบเล่มหนึ่ง
Was taken before the high priests Annas and Caiaphas. ถูกนำไปต่อหน้ามหาสมณะ              อันนาสและกายาฟาส
Was denied by Peter. ถูกปฏิเสธจากเปโตร
Was taken to Pilate.  ถูกนำไปหาปีลาต
It was a momentous day!  เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง
If you'd like to read the gospel accounts themselves, you can use these links:  ถ้าคุณอยากอ่านเรื่องในพระวรสารเหล่านั้น คุณสามารถคลิกไปที่ Links เหล่านี้ คือ
•   Matthew 26:17-75
•   Mark 14:12-72
•   Luke 22:7-62
•   John 13:1-18:27
 
2. Why is Holy Thursday sometimes called "Maundy Thursday"? ทำไมบางครั้งเรียก Holy Thursday ว่า “Maundy Thursday”
The word "Maundy" is derived from the Latin word mandatum, or "mandate."
This word is used in the Latin text for John 13:34:
"Mandatum novum do vobis ut diligatis invicem sicut dilexi vos."
Or, in English:
"A new commandment I give unto you, That ye love one another; as I have loved you.

คำว่า “Maundy” มาจากภาษาลาตินว่า mandatum หรือ “mandate”                                             คำนี้ใช้ในบทภาษาลาติน ยอห์น 13:34:
"Mandatum novum do vobis ut diligatis invicem sicut dilexi vos."
หรือ ในภาษาอังกฤษว่า :
"A new commandment I give unto you,That ye love one another; as I have loved you.เราให้บทบัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จะรักกันอย่างนั้นเถิด”
Holy Thursday is thus sometimes called Maundy Thursday because it was on this day that Christ gave us the new commandment--the new mandate--to love one another as he loves us. ดังนั้น บางครั้งก็เรียก Holy Thursday ว่า Maundy Thursday เพราะว่าเป็นในวันนั้นที่พระคริสตเจ้าได้ประทานบทบัญญัติใหม่ –the new mandate – ให้รักกันและกัน เหมือนที่พระองค์รักพวกเรา

3. What happens on this day liturgically? ทางพิธีกรรม วันนี้เกิดอะไรขึ้น?
Several things: หลายอย่าง
The bishop celebrates a "Chrism Mass" with his priests (usually).                                       พระสังฆราชเสก “มิสซาเสกน้ำมันคริสมา – Chrism Mass” พร้อมด้วยบรรดาพระสงฆ์ทั้งหมด (ปกติ )
The Mass of the Lord's Supper is held in the evening.                                                     มิสซาพิธีเลี้ยงอาหารค่ำของพระเยซูเจ้าจัดในตอนเย็น
At the Mass of the Lord's Supper, the priest (often) performs the washing of feet.            ณเวลามิสซาเลี้ยงอาหารค่ำของพระเยซูเจ้า พระสงฆ์ (บ่อยมาก) จะทำพิธีล้างเท้าด้วย
The Tabernacle is empty and the Eucharist is put in a place of repose.                          ตู้ศีลจะว่างเปล่า และแผ่นศีลจะนำไปเก็บไว้ณ ที่พักชั่วคราว
The altar is stripped.  พระแท่นจะปล่อยให้ว่างเปล่า
The faithful are invited to spend time in Eucharistic adoration while the Sacrament is in repose. สัตบุรุษจะได้รับเชิญให้มาเฝ้าศีลขณะที่เก็บอยู่ในที่พักชั่วคราว

4. What is the "Chrism Mass"? “Chrism Mass” คืออะไร?
According to the main document governing the celebrations connected with Easter, Paschales Solemnitatis: ตามเอกสารหลักที่กำหนดการฉลองสัมพันธ์กับปาสกา  สมณกฤษฏีกาPaschales Solemnitatis  ระบุว่า :

35. The Chrism Mass which the bishop concelebrates with his presbyterium and at which the holy chrism is consecrated and the oils blessed, manifests the communion of the priests with their bishop in the same priesthood and ministry of Christ.
The priests who concelebrate with the bishop should come to this Mass from different parts of the diocese, thus showing in the consecration of the chrism to be his witnesses and cooperators, just as in their daily ministry they are his helpers and counselors. 
The faithful are also to be encouraged to participate in this Mass, and to receive the sacrament of the Eucharist.
 
      มิสซาเสกน้ำมันคริสมา ซึ่งพระสังฆราชถวายพร้อมกับคณะพระสงฆ์ และณ พิธีนี้ น้ำมันคริสมาศักดิ์สิทธิ์จะได้รับการเสกให้ศักดิสิทธิ์และรวทั้งน้ำมันอื่นๆก็ได้รับการเสกด้วย  แสดงให้เห็นความเป็นเอกภาพของบรรดาพระสงฆ์กับพระสังฆราชของพวกเขา ในสังฆภาพสงฆ์และภารกิจเดียวกันของพระคริสตเจ้า  บรรดาพระสงฆ์ที่ที่ถวายพิธีมิสซากับพระสังฆราช ควรมามิสซานี้จากทุกส่วนของสังฆมณฑล  ดังนั้น ก็แสดงในการเสกน้ำมะนคริสมาว่าเป็นประจักษ์พยานและผู้ร่วมมือช่วยเหลือ  เช่นเดียวกับงานในหน้าที่ประจำวัน พวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือและที่ปรึกษาของพระสังฆราชด้วย                                              บรรดาสัตบุรุษด้วย ต้องได้รับการกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในมิสซานี้ และรับศีลมหาสนิทด้วย

Traditionally the Chrism Mass is celebrated on the Thursday of Holy Week. If, however, it should prove to be difficult for the clergy and people to gather with the bishop, this rite can be transferred to another day, but one always close to Easter.
The chrism and the oil of catechumens is to be used in the celebration of the sacraments of initiation on Easter night.
ตามธรรมประเพณี  มิสซาเสกน้ำมันคริสมาจัดถวายในวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์  อย่างไรก็ดี  ถ้าพิจารณษแล้วมันเป็นการยากสำหรับคณะสงฆ์และประชาชนที่จะมารวมกับพระสังฆราช   จารีตพิธีนี้สามารถเลื่อนไปวันอื่นได้  แต่คงจะใกล้วันปาสกามากไป  น้ำมันคริสมาและน้ำมันอื่นๆในการโปรดศีลแก่ผู้ใหญ่ที่เรียนคำสอนคริสตชนใหม่ จะต้องมีใช้ในการฉลองศีลการเริ่มชีวิตคริสตชนในคินวันปาสกา

5. Why is the Mass of the Lord's Supper significant? ทำไมมิสซาเลี้ยงอาหารค่ำของพระเยซูเจ้ามีความหมาย?
According to Paschales Solemnitatis:  ตามสมณกฤษฎีกา Paschales Solemnitas กล่าวว่า :

45. Careful attention should be given to the mysteries which are commemorated in this Mass: the institution of the Eucharist, the institution of the priesthood, and Christ's command of brotherly love; the homily should explain these points.
ควรให้ความตั้งใจอย่างระมัดระวังแก่พระธรรมล้ำลึก ซึ่งทำการระลึกถึงในมิสซานี้  : สถาบันศีลมหาสนิท  สถาบันของสังฆภาพสงฆ์ และบทบัญญัติของพระคริสตเจ้าเรื่องความรักกันฉันท์พี่น้อง  บทเทศน์ควรอธิบายข้อต่างๆเหล่านี้

6. Is the Eucharist in the Tabernacle during this Mass?             ศีลมหาสนิทอยู่ในตู้ศีลระหว่างพิธีมิสซานี้หรือไม่?
No. According to Paschales Solemnitatis: ไม่อยู่ ตามกฤษฎีกา Paschales Solemnitatis คือ

48. The Tabernacle should be completely empty before the celebration.
Hosts for the Communion of the faithful should be consecrated during that celebration.
A sufficient amount of bread should be consecrated to provide also for Communion on the following day.
ตู้ศีลต้องว่างเปล่าไม่มีอะไรวางอยู่ในนั้นก่อนพิธีมิสซา  แผ่นศีลเพื่อแจกสัตบุรุษควรเสกเป็นการเฉพาะในมิสซา จำนวนแผ่นปังที่พอเพียงเท่านั้นจะได้รับการเสกเพื่อแจกเป็นศีลด้วยในวัน (ศุกร) ต่อไป

 7. What does the rite of foot washing signify, and is it to be done for men only? พิธีล้างเท้าหมายถึงอะไร และ จะต้องใช้ผู้ชายเท่านั้นหรือในพิธี?
According to Paschales Solemnitatis: ตามสมณกฤษฎีกา Paschales Solemnitatis ระบุว่า
51. The washing of the feet of chosen men which, according to tradition, is performed on this day, represents the service and charity of Christ, who came "not to be served, but to serve. This tradition should be maintained, and its proper significance explained.
Although some have interpreted the rite as reflecting the institution of the institution of the priesthood or being unique to the apostles, this interpretation is not found in the Church's official documents, such as Paschales Solemnitatis, which interpret it as a sign of service and charity.

การล้างเท้าผู้ชายที่เลือกแล้ว ที่ ตามประเพณี ทำในวันนี้  เป็นการแสดงการรับใช้และความรักเมตตาของพระคริสต์ ซึ่งได้มา “ มิใช่เพื่อถูกรับใช้ แต่มารับใช้ “ ประเพณีนี้ควรจะรักษาไว้ และความหมายเฉพาะมีคำอธิบายอยู่แล้ว                                                                           
แม้บางคนได้อธิบายจารีตทำนองสะท้อนสถาบันแห่งสังฆภาพพระสงฆ์ หรือหนึ่งเดียวแก่อัครสาวก  การตีความนี้ไม่มีในเออกสารทางการของพระศาสนจักร  เช่น Paschales Solemnitatis ซึ่งตีความเพียงว่าเป็นเครื่องหมายของการรับใช้และความรักเมตตา
The rite is optional. It does not have to be performed.  จารีตนี้ไม่บังคับ  ไม่ต้องทำก็ได้

Although until 2016 the Church’s official texts used language that indicated only men (Latin, viri) could have their feet washed on Holy Thursday, the Holy See had permitted individual bishops to wash the feet of females and younger males (vir means "man," not "male") for some time.
Pope Francis himself had been doing so, and in 2016 he had the Congregation for Divine Worship revise the law to bring it into alignment with contemporary practice.                    ทั้งนั้นก็ดี จนถึงปี 2016  ข้อแนะนำทางการของศาสนจักรใช้ภาษาทำนองที่ว่าได้ระบุผู้ชายเท่านั้น (ลาติน viri) สามารถให้ล้างเท้าได้ในวันพฤหัสฯศักดิ์สิทธิ์  สันตะสำนักได้อนุญาตพระสังฆราชแต่ละองค์ล้างเท้าผู้หญิงและชายหนุ่มได้ (vir หมายถึง “man – ชาย ไม่ใช่ “ male “) ในบางโอกาส

โป๊บฟรังซิสเองก็ทำเช่นนั้น และในปี 2016 พระองค์สั่งให้สมณกระทรวงว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ได้ทบทวนกฎหมายเพื่อนำเข้ามาปฏิบัติเป็นการทดลองชั่วคราวด้วย.
You can read the decree that did so here.
 
8. What happens at the end of the Mass of the Lord's Supper?เกิดอะไรขึ้นเมื่อจบมิสซาอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์
According to Paschales Solemnitatis: ตาม Paschales Solemnitatis

54. After the post-Communion prayer, the procession forms, with the crossbar at its head. The Blessed Sacrament, accompanied by lighted candles and incense, is carried through the church to the place of reservation, to the singing of the hymn "Pange lingua" or some other eucharistic song.
This rite of transfer of the Blessed Sacrament may not be carried out if the Liturgy of the Lord's Passion will not be celebrated in that same church on the following day.
     หลังบทภาวนาจบการรับศีล  ก็มีการจัดขบวนแห่  โดยมีไม้กางเขนอยู่หัวแถว  ศีลมหาสนิทที่เสกแล้ว ตามด้วยเทียนที่จุดไฟและกำยาน ถูกพาเดินไปสู่สถานที่เก็บศีลชั่วคราว  มีการขับร้องเพลงลาติน “Pange linqua”  และบทเพลงสรรเสริญศีลมหาสนิทอื่นๆ  จารีตเปลี่ยนสถานที่ของศ๊ลมหาสนิทอาจจะไม่ต้องทำ ถ้าพิธีกรรมมหาทรมานของพระเยซูคริสต์ จะไม่มีการถวายในวัดเดียวกันในวันรุ่งขึ้น

55. The Blessed Sacrament should be reserved in a closed tabernacle or pyx. Under no circumstances may it be exposed in a monstrance.
The place where the tabernacle or pyx is situated must not be made to resemble a tomb, and the expression "tomb" is to be avoided.
The chapel of repose is not prepared so as to represent the "Lord's burial" but for the custody of the eucharistic bread that will be distributed in Communion on Good Friday.
     ศีลมหาสนิทควรได้รับการเก็บรักษาไว้ในตู้ศีลปิดใส่กุญแจ หรือผอบศีล(คลุมผ้าให้เรียบร้อย)  ไม่มีกรณีใดที่จะเอามาบรรจุในรัศมีตั้งแสดง  สถานที่ ที่ตู้ศีลหรือผอบศีลตั้งอยู่ ต้องไม่รวมกับที่เก็บศพ และการแสดงออกของ”ที่เก็บศพ”ก็ควรหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว   ซีกวัดน้อย(บางทีก็เป็นพระแท่นข้างที่สมัยนี้ไม่มีแล้ว)  ที่เตรียมไว้แสดงว่าเป็น “ ที่ที่บรรจุพระศพของพระเป็นเจ้า”  แต่สำหรับการเฝ้าระวังดูแลรักษาแผ่นปังที่เป็นศีลที่จะต้องนำมาแจกในรูปศีลมหาสนิทในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์.

9. Is there to be Eucharistic adoration at this time?  มีการนมัสการเฝ้าศีลเวลานี้ไหม?
According to Paschales Solemnitatis: ตาม Paschales Solemnitatis ระบุ :

56. After the Mass of the Lord's Supper the faithful should be encouraged to spend a suitable period of time during the night in the church in adoration before the Blessed Sacrament which has been solemnly reserved.
Where appropriate, this prolonged eucharistic adoration may be accompanied by the reading of some part of the Gospel of St. John (chs. 13-17).
From midnight onwards, however, the adoration should be made without external solemnity, because the day of the Lord's passion has begun.                                 หลังอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้า บรรดาสัตบุรุษควรได้รับการกระตุ้นให้ใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสมระหว่างเวลากลางคืนในวัด เพื่อการนมัสการเฝ้าศีล ต่อหน้าศีลมหาสนิทซึ่งเก็บรักษาไว้อย่างสง่านั้น  ที่ใดโดยเฉพาะ  การนมัสการเฝ้าศีลที่ยืดยาว อาจตามด้วยการอ่านบางตอนจากพระวรสารของนักบุญยอห์น ( บทที่ 13-17) 
อย่างไรก็ดี  ตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไป  การนมัสการศีลควรปฏิบัติแบบไม่ต้องสง่างามภายนอก  เพราะว่าวันมหาทรมานของพระเยซูเจ้าได้เริ่มแล้ว

10. What happens to the decoration of the Church at this time?เกิดอะไรขี้นในการประดับตบแต่งวัดเวลานี้?
According to Paschales Solemnitatis: ตาม Paschales Solemnitatis ระบุว่า

57. After Mass the altar should be stripped.
It is fitting that any crosses in the church be covered with a red or purple veil, unless they have already been veiled on the Saturday before the Fifth Sunday of Lent.
Lamps should not be lit before the images of saints.                                                                       
หลังมิสซาพระแท่นต้องถูกรื้อผ้าปูทั้งหมดออก  เป็นการเหมาะมากที่ไม้กางเขนต่างๆในวัดต้องถูกคลุมด้วยผ้าลูกไม้สีแดงหรือสีม่วง  นอกจากทั้งหมดนั้นถูกคลุมตั้งแต่วันเสาร์ก่อนอาทิตย์ที่ห้าเทศกาลมหาพรต  ตะเกียง/เทียน ไม่ควรจุดข้างหน้ารูปนักบุญต่างๆ
……………………………………………………………………………………………………






 
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ และบูชาขอบพระคุณการรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งการเป็นสงฆ์ เมื่อ: เมษายน 10, 2017, 10:25:52 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ และบูชาขอบพระคุณการรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งการเป็นสงฆ์
 
catholic bkk

      Streamed live on Mar 24, 2016
พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ และบูชาขอบพระคุณการรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งการเป็นสงฆ์
วันพฤหัสบดี 24 มีนาคม ค.ศ. 2016
เวลา 9.30 - 12.00 น.
โดย พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช
Category
Nonprofits & Activism
License
Standard YouTube License

      วัดโรมันคาทอลิกอัสสัมชัญ
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2016

                                                                           https://youtu.be/eeD7CmHFb48
                                                                           https://youtu.be/eeD7CmHFb48

       ท่านที่สนใจจะชมพิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ และการรื้อฟื้นคำสัญญาของพระสงฆ์  เชิญคลิก url ข้างบน  และติดตามพอธีดังกล่าว ที่วักอัสสัมชัญ ครับ
   
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทำไมพระเยซูไม่ปกป้องตัวเอง ? (ไม่ได้ลบหลู่) เมื่อ: เมษายน 09, 2017, 11:04:31 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                         
                                                                                               ทำไมพระเยซูไม่ปกป้องตัวเอง ? (ไม่ได้ลบหลู่)

http://pantip.com/topic/35041371
Alan Petervich  Updated April 9, 2017

สมัยก่อนยุคโมเสส มีกฏว่า เมื่อคนทำผิดต้องฆ่าสัตว์แล้วมาบูชาพระเจ้า มีทั้งนก แกะ วัว ฯลฯ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของบาปที่ได้ทำ

แต่ไม่มีสัตว์ใดๆที่จะไถ่บาปให้กับบาปทั้งโลกได้ นอกจากชีวิตที่บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน พระเยซูจึงต้องมาสิ้นพระชนม์เพื่อไม้กางเขนเพื่อเรา ผู้ใดที่เชื่อว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาป การไถ่บาปย่อมเกิดผลกับชีวิตของผู้ที่เชื่อและพวกเขามีสิทธิที่จะปราศจากบาปอีกครั้ง

พระเยซูเคยเล่าอนาคตตัวเองให้ลูกศิษย์ถึงเรื่องการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนให้ศิษย์ทั้ง12คนฟัง ,เปโตร(ลูกศิษย์พระเยซู) ทูลพระเยซูว่าอย่าให้สิ่งนี้เกิดกับพระองค์เลย นั่นทำให้เขาถูกพระเยซูตำหนิ ว่าเปโตรคิดอย่างมนุษย์ ไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า (มัทธิว16:21-23)

เพราะนี้คือแผนของพระเจ้าครับ (ยอห์น3:16-17)
16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
17 เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น

บางครั้งผู้ที่ยังไม่ศึกษาก็อาจจะยากที่จะเข้าใจ

มีอีกหลาย post .... ตามอ่านในกระทู้นะครับ

มธ. 26:47 ขณะที่​พระ​องค์​กำลัง​ตรัส​อยู่​นั้น ยูดาสซึ่ง​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​บรรดา​อัคร​สาวก​สิบ​สอง​คน​มา​ถึง​พร้อมกับ​คน​จำนวน​มาก ถือ​ดาบ​และ​ไม้​ตะบอง​เป็น​อาวุธ บรรดา​หัวหน้า​สม​ณะ​และ​ผู้อาวุโส​ของ​ประชาชน​ส่ง​พวก​นี้​มา
มธ. 26:48 ผู้​ทรยศ​ต่อ​พระ​องค์​ให้​สัญญาณ​แก่​คน​เหล่า​นี้​ว่า “ข้าพ​เจ้า​จูบ​ผู้ใด ก็​เป็น​ผู้​นั้นแหละ จับกุม​เขา​ไว้​เถิด”
มธ. 26:49 ทัน​ใด​นั้น ยูดาสก็​เข้า​มา​หา​พระ​เยซู​เจ้า ทูล​ว่า “สวัสดี พระ​อาจารย์” แล้ว​จูบ​พระ​องค์
มธ. 26:50 พระ​เยซู​เจ้า​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เพื่อน​เอ๋ย จง​ทำ​อย่าง​ที่​ตั้งใจ​จะ​ทำ​เถิด” เวลา​นั้น คน​เหล่า​นั้น​ต่าง​กรู​กัน​เข้า​กับ​กุม​พระ​องค์
มธ. 26:51 ขณะนั้น คน​หนึ่ง​ซึ่ง​อยู่​กับ​พระ​เยซู​เจ้า​ก็​ชัก​ดาบ​ฟัน​ผู้​รับใช้​คน​หนึ่ง​ของ​มหา​สม​ณะ ใบ​หู​ขาด
มธ. 26:52 พระ​เยซู​เจ้า​จึง​ตรัส​ว่า “เอา​ดาบ​ใส่​ฝัก​เสีย เพราะ​ทุก​คน​ที่​ใช้​ดาบ ก็​จะ​ต้อง​พินาศ​ด้วย​ดาบ
มธ. 26:53 ท่าน​คิด​ว่า เรา​จะ​อ้อน​วอน​พระ​บิดา​เจ้า​ให้​ส่ง​ทูต​สวรรค์​มาก​กว่า​สิบ​สอง​กองพล​มา​ช่วย​เรา​บัดนี้​มิได้​หรือ
มธ. 26:54 แล้ว​พระ​คัมภีร์​ที่​เขียน​ว่า​จะ​ต้อง​เป็น​เช่นนี้ จะ​เป็น​ความ​จริง​ได้​อย่างไร​เล่า”

ยน. 18:10 ซี​โม​นเป​โตร​มี​ดาบ จึง​ชัก​ดาบ​ออก​มา ฟัน​ผู้​รับใช้​คน​หนึ่ง​ของ​มหา​สม​ณะ ถูก​ใบ​หู​ข้าง​ขวา​ขาด ผู้​รับใช้​คน​นั้น​ชื่อ​มัลคัส
ยน. 18:11 แต่​พระ​เยซู​เจ้า​ตรัส​กับ​เป​โตร​ว่า “เก็บ​ดาบ​ใส่​ฝัก​เสีย เรา​จะ​ไม่​ดื่ม​จาก​ถ้วย​ที่​พระ​บิดา​ประ​ทาน​ให้​เรา​หรือ”

ฟป. 2:6 แม้ว่า​พระ​องค์​ทรง​มี​ธรรม​ชาติ​พระ​เจ้า พระ​องค์​ก็​มิได้​ทรง​ถือ​ว่า​ศักดิ์ศรี​เสมอ​พระ​เจ้า​นั้น เป็น​สมบัติ​ที่​จะ​ต้อง​หวงแหน
ฟป. 2:7 แต่​ทรง​สละ​พระ​องค์​จน​หมดสิ้น ทรง​รับ​สภาพ​ดุจ​ทาสเป็น​มนุษย์​ดุจ​เรา ทรง​แสดง​พระ​องค์​ใน​ธรรม​ชาติ​มนุษย์
ฟป. 2:8 ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​จนถึง​กับ​ทรง​ยอมรับ​แม้​ความ​ตาย เป็น​ความ​ตาย​บน​ไม้กาง​เขน
ฟป. 2:9 เพราะเหตุนี้ พระ​เจ้า​จึง​ทรง​เทิดทูน​พระ​องค์​ขึ้น​สูงส่ง และ​ประ​ทาน​พระ​นาม​ให้แก่​พระ​องค์ พระ​นาม​นี้​ประเสริฐ​กว่า​นาม​อื่น​ใด​ทั้งสิ้น
ฟป. 2:10 เพื่อ​ทุก​คน​ใน​สวรรค์​และ​บน​แผ่น​ดิน รวม​ทั้ง​ใต้​พื้น​พิภพ จะ​ย่อ​เข่า​ลง​นมัสการ​พระ​นาม “เยซู” นี้
ฟป. 2:11 และ​เพื่อ​ชน​ทุก​ภาษา​จะ​ได้​ร้อง​ประกาศ​ว่า พระ​เยซู​คริสต์​ทรง​เป็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า เพื่อ​พระ​สิริ​รุ่งโรจน์​แด่​พระ​เจ้า พระ​บิดา

เคยมีผู้ที่สงสัยเหมือนกับท่านเจ้าของกระทู้เหมือนกันว่า
ในเมื่อเป็นผู้วิเศษทำไมจึงไม่เสกให้ตัวเองรอด

ในพระธรรม "มัทธิว บทที่ 27 ข้อที่ 38 - 42" กล่าวว่า
38 คราวนั้นมีโจรสองคนถูกตรึงไว้พร้อมกับพระองค์ ข้างขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง ข้างซ้ายอีกคนหนึ่ง
39 ฝ่ายคนทั้งหลายที่เดินผ่านไปมานั้นก็ด่าทอพระองค์ สั่นศีรษะของเขา
40 กล่าวว่า “เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ จงช่วยตัวเองให้รอด ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากกางเขนเถิด”
41 พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ก็เยาะเย้ยพระองค์เช่นกันว่า
42 “เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ แต่ช่วยตัวเองให้รอดไม่ได้ ถ้าเขาเป็นกษัตริย์ของชาติอิสราเอล ให้เขาลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถิด และเราจะเชื่อเขา

คืนก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงกางเขน

พระองค์รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องถูกจับตัวในคืนนั้น นั่นทำให้พระองค์สับสนวุ่นวายเป็นอย่างมาก จนต้องอธิษฐานทูลถาม ว่ามันถึงเวลาแล้วใช่ไหม เพราะถึงแม้พระเยซูจะเป็นพระเจ้า แต่พระองค์ก็อยู่ในร่างชองเนื้อหนังแบบมนุษย์ มีความเจ็บปวดเหมือนกัน

พระเจ้าส่งตัวเองลงมาตายเพื่อบูชายัญให้ตัวเอง
เพื่อตัวเองจะได้ยกเลิกกฏที่ตัวเองสร้างไว้ได้

งงล่ะสิ

พระเยซูยอมเสียสละชีวิตให้เรา พระองค์ก็เลยฟื้นขึ้นมา
ก็เลยยอมเสียสละชีวิตโดยไม่ได้เสียสละชีวิตจริงๆ
การเสียสละโดยไม่ได้เสียจริงๆนี้ก็เลยยกบาปให้เราได้

งงล่ะสิ

พระเจ้ารักเรามากจึงอยากให้เราทุกคนได้ขึ้นสวรรค์
แต่แทนที่จะยกโทษให้เราเลย กลับต้องให้ตัวเองมาตายแต่ไม่ตายเพื่อบูชายัญตัวเองเพื่อให้ตัวเองยอมเปลี่ยนใจ
แต่พระเจ้าก็เป็นนิรันดร์ 

งงล่ะสิ

ผมอยากจะให้คุณมองอีกแง่หนึ่งนะครับ อันนี้เป็นความคิดของผมเอง อาจจะไม่เกี่ยวกับใคร
ว่าถ้าพระองค์ปกป้องตนเอง การแก้แค้น ก็จะไม่จบไม่สิ้น การแก่งแย่งก็อำนาจก็จะเกิดขึ้นไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่เมื่อพระองค์ยอมตายบนไม้กางเขน หลายๆ คนจึงได้เข้าใจ และกลับใจใหม่ แม้แต่ตัวผมเอง
อะไรสำคัญกว่าการมีชีวิตอยู่ อะไรสำคัญกว่าทรัพย์สินนอกกาย และการแก่งแย่ง หลายคนแก่งแย่ง เพราะความกลัว กลัวที่จะไม่เหลืออะไร แต่พระองค์ มีชัยชนะอย่างเหลือล้น เอาชนะความกลัวที่เป็นสาเหตุสำคัญในการแก่งแย่งของมนุษย์
ซึ่งการยอมถูกกระทำหรือทรมาน ไม่ได้มีแต่ในศาสนาคริสต์นะครับ แม้แต่ศาสนาพุทธ หรือหลายๆ ศาสนาก็ได้เคยสอนไว้ การแก้แค้นไม่ใช่การแก้ปัญหาในทุกๆ สิ่ง ต่อให้คุณแข็งแกร่ง และมีอำนาจอย่างไม่มีใครเทียบ และเมื่อคุณสังหารศัตรูคุณไปแล้ว คุณจะคิดถึงศัตรูของคุณ และคุณต้องอยู่เพียงลำพังในโลก การแก้แค้นจึงไม่ใช่คำตอบในหลายๆ กรณี
แต่คริสเตียนทุกๆ คนไม่ได้ใช่คนที่อ่อนแอ ยอมให้เค้าเหยียบย่ำเสมอไปนะครับ แต่เคัาก็ต่อสู้ในวิธีการและเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปนะครับ

พระเยซูทรงชำระล้างพระวิหารเป็นครั้งที่สอง (มก 11:15-18; ลก 19:45-47)
21:12 พระเยซูจึงเสด็จเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้า ทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน กับทั้งคว่ำที่นั่งผู้ขายนกเขาเสีย
21:13 และตรัสกับเขาว่า “มีพระวจนะเขียนไว้ว่า ‘นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน’ แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น ‘ถ้ำของพวกโจร’”

อย่าคิดว่าพระเยซูไม่สามารถต่อสู้อะไรได้นะครับ เพราะองค์ต่อสู้กับพวกคนค้าขาย และเคยขับไล่พวกเค้าไปแล้ว

ยอดเยี่ยมเลยครับ คำถามนี้ พระเยซูทรงทำได้อย่างแน่นอนแต่พระองค์เลือกที่จะไม่ทำ เพราะจุดประสงค์ของพระองค์คือต้องตายไถ่บาปให้กับผู้ที่เชื่อ เพราะผู้ไม่ชอบพระองค์ ต่อให้มีการอัศจรรย์พระองค์เรียกกองทัพจากสวรรค์มาปราบปราม คนเหล่านั้นก็ไม่ได้เชื่อและรักพระองค์อย่างที่ทรงเป็นจากหัวใจของเขาแต่เขาแค่เชื่อเพราะความหวาดกลัวครับ
ศึกษาจากตรงนี้ได้นะครับ

                                                               
 
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Facebook/Google:ทางออกภาษีโฆษณากับการขยายตัวE-Commerce เมื่อ: เมษายน 05, 2017, 10:58:45 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                          Facebook/Google:ทางออกภาษีโฆษณากับการขยายตัวE-Commerce

Suwatcharee Pormbunmee
มีนาคม 31, 2017

       เมื่อเทคโนโลยีสื่อสารในปัจจุบันถูกพัฒนาจนรุดหน้าไปไกล ส่งผลให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ง่าย จนให้ความรู้สึกว่า “ความห่างไกลกันคนละซีกโลกนั้น แทบไม่มีความหมายอีกต่อไป”
นอกจากความสะดวกรวดเร็วที่ได้รับในด้านการเชื่อมต่อระหว่างบุคคลแล้ว ความง่ายในการเข้าถึงข้อมูลและสาระสำคัญรวมไปถึงข่าวสารต่างๆ บนโลกใบนี้ย่อมดำเนินไปตามครรลองเดียวกัน

พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสื่อสาร ถูกหยิบใช้เป็นเครื่องมือสำหรับนักการตลาด และนักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง หรือธุรกิจขนาดย่อม เพื่อเป็นช่องทางที่จะสื่อสารและนำเสนอข้อมูล รายละเอียดของสินค้า ให้ไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดและสามารถวัดผลได้ทันท่วงที
ความทันสมัยของเทคโนโลยี รูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งาน รวมไปถึงความสามารถในการวัดผลและความพึงพอใจของลูกค้าได้ทันทีนั้น ส่งผลให้ธุรกิจ E-Commerce ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีเครือข่ายบนโทรศัพท์มือถือ ที่ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้ง 3G และ 4G นั่นทำให้รูปแบบการซื้อขายบนตลาดออนไลน์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

มูลค่าตลาด E-Commerce ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 240,000 ล้านบาท หรือมีการเติบโตอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือไปจากความเร็วของเครือข่ายที่ถูกพัฒนาให้พร้อมรองรับจำนวนผู้คนที่ใช้งานแล้ว รูปแบบการทำธุรกรรมการเงินทางออนไลน์ของธนาคารต่างถูกพัฒนาให้มีความสะดวก ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ

ข้อดีของการทำธุรกิจ E-Commerce ที่นอกจากจะไม่มีต้นทุนด้านพื้นที่สำหรับวางจำหน่ายสินค้าแล้ว ความสามารถของเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ขายไม่ได้ถูกจำกัดพื้นที่อยู่ที่ใดเพียงที่เดียวทำให้จำนวนผู้ค้าออนไลน์เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. สำรวจพบว่าในปี 2559 มีผู้ค้าออนไลน์ในประเทศจำนวน 527,324 ราย และมีมูลค่ารวมกว่า 2.52 ล้านล้าน คิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าขายสินค้าและบริการทั้งหมด

จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้ค้าออนไลน์ รวมไปถึงความต้องการที่จะจัดระเบียบและป้องกันปัญหามิจฉาชีพหรือการหลอกลวงผู้บริโภค ทำให้บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังเร่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เพราะในปัจจุบันการซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมาก และกรมฯ ยังได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจ E-Commerce และวิธีการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา โดยผู้ประกอบการควรได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานความน่าเชื่อถือและมีการกำกับดูแล

การจดทะเบียนพาณิชย์สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ E-Commerce นอกจากจะได้รับเครื่องหมายรับรองจากการจดทะเบียน DBD Registered เพื่อยืนยันตัวตน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์แล้ว กรมการค้ายังสามารถติดตามพฤติกรรมการค้าของผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต กรณีที่มีการร้องเรียนพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ยังได้กำหนดมาตรการให้การขายสินค้าผ่านออนไลน์ต้องแสดงราคาขาย พร้อมทั้งชนิด ประเภท ขนาด อื่นๆ รวมทั้งค่าบริการขนส่งสินค้าให้ชัดเจน และห้ามขายเกินราคาที่แสดงไว้ ส่วนมาตรการภาษีการค้าออนไลน์นั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดเก็บภาษีการค้าออนไลน์ด้วย

การขยายตัวของผู้ประกอบการธุรกิจ E-Commerce ในไทย ส่งสัญญาณให้ภาครัฐต้องตัดสินใจยื่นมือเข้ามาจัดระเบียบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น หรือต้องการเข้ามาควบคุมดูแล และนัยสำคัญในตอนท้ายที่เกี่ยวกับมาตรการภาษีการค้าออนไลน์ ที่กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และคาดว่าจะมีกฎเกณฑ์หรือระเบียบใหม่ออกมาเร็วๆ นี้

Facebook และ Google ไม่ได้เป็นเพียงเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม และเว็บไซต์ Search Engine อีกต่อไป เมื่อทั้งสองเว็บไซต์ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าด้วยเหตุผลการเติบโตของเครือข่ายสังคมที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากขึ้น หรือเพื่อต้องการให้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญสำหรับผู้ที่มองเห็นช่องทางและโอกาสที่จะเติบโตทางธุรกิจ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลข้อใดก็ตาม หากแต่ในปัจจุบันทั้ง Facebook และ Google ถูกใช้เป็นเสมือนพื้นที่ดิสเพลย์สำหรับจัดแสดงสินค้า และเป็นช่องทางที่สำคัญสำหรับการค้าขายในรูปแบบออนไลน์

ด้วยคำนิยามของ Facebook ที่ว่า It’s free and always free ทำให้อัตราการขยายตัวของผู้ใช้บริการ Facebook เติบโตอย่างรวดเร็ว และพบว่าปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Facebook ทั่วโลกกว่า 1,500 ล้านยูสเซอร์ คิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั่วโลก และสำหรับประเทศไทยมีผู้ใช้บริการ Facebook จำนวน 41 ล้านยูสเซอร์ ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งาน facebook มากเป็นอันดับ 8 ของโลก

แม้ว่าเดิมทีจุดมุ่งหมายของผู้พัฒนาเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมอย่าง Facebook เพียงเพื่อให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเข้าใช้บริการเท่านั้น หากแต่หลังการประสบความสำเร็จและจัดตั้งเป็นบริษัทเมื่อกลางปี ค.ศ.2004 และความนิยมถูกส่งต่อไปอย่างกว้างขวาง
หากจะเอ่ยถึงรายได้หลักของเว็บไซต์ Facebook และ Google ต้องบอกว่ารายได้แทบจะหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น เป็นรายได้จากการโฆษณา โดยเฉพาะ Facebook ที่มีตัวเลขรายได้ไตรมาสสุดท้ายของปี 2016 ที่ทำรายได้มากถึง 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้จากการโฆษณาถึง 8.6 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่รายได้ของ Google เมื่อปี ค.ศ.2016 ในช่วงไตรมาส 2 มีรายได้จากธุรกิจโฆษณาสูงถึง 19,100 ล้านดอลลาร์ นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้รวมของ Google ที่เคยทำสถิติเอาไว้ที่ 21,500 ล้านดอลลาร์

กระนั้นแม้ว่ายอดขายโฆษณารวมของ Google จะสูงถึง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้ว่าจะสูงกว่ารายได้จากขายโฆษณาของ Facebook ในไตรมาสเดียวกันที่ทำได้เพียง 6.2 พันล้านดอลลาร์ หากแต่อัตราการเติบโตของ Facebook กลับดูจะมีภาษีที่ดีกว่า Google เสียอีก
จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่ารูปแบบพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไป ส่งผลโดยตรงต่อการทำการตลาดและการโฆษณา ที่บรรดาผู้ประกอบการหรือนักการตลาดต้องเลือกใช้เครื่องมือเพื่อให้เกิดการเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถวัดผลรวมไปถึงการได้รับฟีดแบ็กที่รวดเร็ว

หลังจากคนไทยทำสถิติใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออนไลน์บนแพลตฟอร์มของ Facebook ด้วยเวลา 2.5 ชั่วโมงต่อวัน อาจจะเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ Facebook ตัดสินใจเข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน ปี ค.ศ.2015 ซึ่งในครั้งนั้น Dan Neary รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Facebook ได้กล่าวไว้ว่า “การเปิดสำนักงานประจำประเทศไทยในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Facebook ที่มีต่อประเทศไทย รวมถึงการลงทุนของเราเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจไทย และยังช่วยให้ผู้ใช้งานชาวไทยและธุรกิจต่างๆ เชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น และมีความหมายมากยิ่งขึ้น โดยทีมงานกลุ่มเล็กๆ ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักงานประเทศไทยนั้น จะมุ่งเน้นให้การสนับสนุนแก่พันธมิตรของเราพร้อมกับต่อยอดพันธกิจของ Facebook ในการให้ทั่วโลกเชื่อมต่อถึงกันได้มากยิ่งขึ้น”

แม้ว่าการเข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยของ Facebook จะช้ากว่า Google ไปหลายก้าว หากแต่จุดมุ่งหมายสำคัญที่นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ของตัวเองแล้ว อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือการมองเห็นอัตราการเติบโตของตลาดออนไลน์ในประเทศไทยที่เริ่มจะมีศักยภาพมากขึ้น และการขยายเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทยน่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับอัตราการขยายตัวนี้ได้ดีขึ้นอีกด้วย

กระนั้นในช่วงเวลานี้ประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากการเติบโตของธุรกิจ E-Commerce ในไทยแล้ว ประเด็นที่น่าจะขบคิดและได้รับการตั้งข้อสังเกตไม่น้อยคือเรื่อง “ภาษีโฆษณา” ที่นักการตลาดให้ความสนใจ แนวคิดการเก็บภาษีจากเงินค่าโฆษณาที่ส่งให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ เช่น Facebook และ Google แม้จะมีการคาดเดาถึงตัวเลขเม็ดเงินของค่าโฆษณาที่คนไทยใช้บริการนั้นน่าจะอยู่ที่ปีละ 12,000-15,000 ล้านบาท และหากจะต้องเสียภาษีน่าจะสามารถเก็บภาษีเข้ารัฐได้อย่างน้อย 2-3 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาครัฐพึงจะดำเนินการได้ในห้วงเวลานี้คือการเจรจากับ Facebook และ Google ให้มาจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย และดำเนินการเก็บภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเป็นการป้องกันเงินที่จะไหลออกนอกประเทศแบบที่ไม่ได้มีการเก็บภาษีเลย
แม้ว่าแนวคิดเรื่องการจัดเก็บภาษีจากรายได้ค่าโฆษณาจากทั้งสองเว็บไซต์ดังจะเป็นสิ่งที่ดีและน่าสนใจไม่น้อย กระนั้นต้องไม่ลืมว่าท้ายที่สุดแล้วภาระที่ตามมาจะถูกผลักไปให้ผู้ซื้อโฆษณา ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดย่อม ที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และคนสุดท้ายคือผู้บริโภค เพราะเมื่อทุกอย่างกลายเป็นต้นทุนของสินค้า ผู้ที่แบกรับราคาสินค้าที่สูงขึ้น คือผู้ที่อยู่ในวัฏจักรสุดท้ายของห่วงโซ่

แต่ถ้าหากเกิดการเจรจากันระหว่างภาครัฐ ที่มีข้อต่อรองในเรื่องจำนวนผู้ใช้โซเชียลในประเทศไทยที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก และการใช้ Search Engine ในการค้นหาข้อมูลมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ น่าจะช่วยให้การเจรจาเกิดอะไรขึ้นบ้าง และสำหรับเรื่องการเก็บภาษีโฆษณาจาก Facebook และ Google ที่กำลังถกกันอยู่ในห้วงเวลานี้ ไม่ได้มีแต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศที่ใช้ Facebook และ Google ในการโฆษณา
หากภาครัฐสามารถสร้างข้อกำหนดและผู้ประกอบการอย่าง Facebook และ Google ยอมรับที่จะชำระภาษีที่ได้จากการโฆษณาที่เกิดขึ้นจากผู้ใช้งานในประเทศไทย เม็ดเงินหลักพันล้านน่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศได้อีกทาง

ความเป็นไปบนกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์คจะดำเนินไปอย่างไรท่ามกลางสังคมที่มีแต่จะก้มหน้าลง มากกว่าจะเงยขึ้นสบตาและพูดคุยกัน เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
                                                                       
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re:   ตำนานเล่าขาน เหตุเกิดวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ! เมื่อ: เมษายน 02, 2017, 04:10:37 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
        นี่เป็นบทความแรกของเรื่องชุดวันศุกร์ใหญ่ วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์และวันอาทิตย์ปัสกา ที่ผมเขียนปีที่แล้วและกำลังเขียนอีกปีนี้  มันคือเรื่องที่ผมสร้างภาพว่า นายทหารแห่งกองทหารโรมันผู้ปฏิบัติงานดูแลการตรึงกางเขนพระเยซูเจ้าต้องปฏิบัติตอนนั้น  Centurion ตามที่ศาสนจักรเล่ากันมีชื่อว่า ลอนยีนูส ซึ่งต่อมาได้กลับใจเข้าสู่ความเชื่อคริสตศาสนาและมีเรื่องราวบางแห่งว่าเขาตายเยี่ยงมรณสักขี  ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล่าขานตกทอด แต่ยังคงเป็นเรื่องของลอนยีนูส นายทหาร Centurion ที่จูงใจผมว่าเป็นประหนึ่งใครบางคนที่รับใช้ในการทหารเป็นเวลาหลายปีและขึ้นสู่ตำแหน่งนายทหารควบคุมระดับกองร้อยในกองทัพโรมัน  เมื่อจบตอนนี้  ผมจะเขียนต่อไปอีกสองตอน เกี่ยวกับเรื่องของวันเสาร์และวันอาทิตย์

       มันเป็นวันน่าอัปยศวันหนึ่งในชีวิตของ Centurion ลอนยีนูส   โดยที่ได้รับมอบหน้าที่ให้ดูแลบังเกอร์ที่กำลังประสพความยุ่งยากของมณฑลยูเดอา เขาบังคับบัญชาทหารหน่วยเล็กๆที่ประกอบด้วยทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่เป็นชาวซามาเรียและบางนายเป็นชาวซีเรีย  คิดดูก็ได้ว่าเขาคงปรารถนาจะบังคับบัญชาทหารชั้นเยี่ยมที่เป็นหมู่ทหารอิตาลีหรือกองพันยุโรปที่ประจำอยู่ในซีเรียใกล้ๆมากกว่า โดยปกติ  เขาและคนของเขาจะตั้งประจำอยู่ในเมืองรวมกำลังพลที่โรมันตั้งไว้คือเมืองเชซาเรอาเมืองชายฝั่งเมดิเตอเรเนียนของยูเดอา  แม้ทหารของเขามิใช่ทหารชั้นดี แต่สถานที่ดังกล่าวก็ไม่เลวนักถ้าจะเทียบกับลักษณะน่าพอใจ เป็นต้นในยูเดอา

      อย่างไรก็ดี  พันธกิจของวันนี้เป็นการมอบหมายที่ขาดรสนิยมอีกครั้งหนึ่ง ไกลจากเชซาเรอา (กองบัญชาการทหารโรมันในยูเดอา) หลังกลับจากงานที่ยุ่งยากวุ่นวายเสมอของนครเยรูซาแลม  โดยที่งานฉลองระลึกวันเปลี่ยนผ่านหรือ passoverของยิว กำลังใกล้เข้ามา และเพื่องานนี้นี่เอง นักจาริกแสวงบุญชาวยิวจำนวนหลายพันจากทั่วโลกเข้ามาอยู่ในนคร และในเมืองนี้นี่เองก็จะเกิดความยุ่งยากยิ่งใหญ่เสมอมา  ลอนยีนูสได้ยินข่าวแพร่หลายในกองบัญชาการว่า ความตึงเครียดในเยรูซาเลมกำลังเพิ่มสูงขึ้น จากการปรากฏตัวของนักเทศน์ที่เดินเที่ยวเทศนาจากกาลิลี ซึ่งตามการข่าวของหน่วยงานตัวแทนและสายลับในเมืองกล่าวหาว่าได้บำบัดรักษาคนป่วย  ฟื้นชีวิตให้คนตายและทำให้คนตาบอดแลเห็นได้  เป็นที่แจ้งชัดว่า ท่านผู้นี้ได้กวนทุกสิ่งทุกอย่างในการมาเยือนครั้งแรก ด้วยการขับไล่พวกแลกเปลี่ยนเงินตราออกจากพระวิหาร ลอนยีนูสเองก็รู้สึกพิศวงเรื่องนั้น  เยซูคนนี้ช่างใจกล้าจริงๆ  โดยที่ทางโลกและรสนิยม ลอนยีนูสไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับความคลั่งไคล้เรื่องศาสนา  ยิวหรืออื่นๆ  เขาเพียงหัวเราะหึๆเมื่อคิดถึงคนบ้านนอกบางคนก่อเหตุในวิหารและขยะแขยงผู้สูงเกียรติทางศาสนาของยิว

       เขานำกองทหารของเขาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของทหารผสม ซึ่งจัดการรักษาความปลอดภัยสำหรับปอนซีอูส ปีลาตูส ผู้แทนของจักรพรรดิ   เขาจำพันธกิจก่อนนี้ที่ปีลาตูสให้กองทหารรักษาพระองค์จักรพรรดิจัดภาพของเซซาร์ประหนึ่งพระเจ้าติดตั้งนอกป้อม Fort Antonia ใกล้กับวิหารยิว เลยก่อให้เกิดการจลาจล และปีลาตูสสั่งให้หน่วยทหารรักษาพระองค์เดินทางกลับฐานทัพที่เชซาเรอา ภายใต้การคุ้มกันอย่างหนักในวันต่อมา  คราวนี้เกิดกบฏคนหนึ่งชื่อบารับบาส ซึ่งทำให้ความยุ่งยากวุ่นวายไม่สามารถสงบลงได้ และปีลาตูสตัดสินให้ประหารชีวิตหัวหน้ากบฏคนนี้  แต่ครั้นแล้วสภาสูงยิวได้นำคดีใหม่มาให้ปีลาตูส  คดีของนักเทศน์เร่ร่อนที่ชื่อเยซูแห่งนาซาแรธ  มันดูเหมือนสำหรับลอนยีนูสและ centurion คนอื่นเสนอความเห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นเรื่องความไม่ลงรอยกันเล็กน้อยทางศาสนา ที่ชาวโรมันไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย  อย่างไรก็ดี  ปีลาตูสได้รับคดีนี้เพราะกลัวการคุกคามงานของเขาถ้าอนุญาตให้มี “กษัตริย์” อีกองค์ดำรงอยู่  ทั้งนั้นก็ดี ปีลาตูสได้พบว่าเยซูคนนี้ไม่มีความผิด แต่ถูกจับตามแรงกดดันของม๊อบยิว  แม้ทำเป็นไม่รับรู้คำขอร้องของคลอเดียภรรยาของเขาให้ไว้ชีวิตนักเทศน์  ปีลาตูสเป็นนักการเมืองแบบอย่างและตัดข้อตกลงซึ่งอนุญาตให้กษัตริย์เฮโรด สภาซานเฮดริน และตัวเอง รับคำร้องของผู้เลือกตั้งกลุ่มต่างๆ หรือในคดีของปีลาตูสเจ้านายของพวกเขา ที่จะยุติปัญหาของเยซูชาวนาซาแรธครั้งนี้และตลอดไป.

       หนึ่งวันก่อนฉลอง Passover คนหนึ่งในคนของนักเทศน์เองพาตัวเข้าไปในสภาเพื่อรับเหรียญเงินขี้ปะ   ติ๋วเพียง 30 เหรียญ  เพียงแค่นั้นเท่านั้นก็ได้พิสูจน์ให้ลอนยีนูสเข้าใจได้ว่าเยซูคนนี้ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ใดเลย  รปภ.พระวิหารได้นำเยซูไปที่การประชุม Sanhedrin (ศาลสูงสุดของยิว)ซึ่งตัดสินเขาให้ถึงแก่ความตาย  แต่ โดยที่พวกเขาไม่สามารถได้รับอำนาจจากระบอบบริหารโรมันให้ตัดสินผู้ใดถึงแก่ความตายได้ ก็เลยนำคดีไปสู่การพิจารณาของปีลาตูส  ลอนยีนูสเห็นปีลาตูสใช้กลวิธีทุกอย่างที่สามารถจะทำได้ในการตัดสินความรับผิดชอบของคนบางคน และถ้าลอนยีนูสเป็นปีลาตูส เขาคงบอกนักการศาสนาทั้งหลายให้ชั่งน้ำหนักให้ดีและทิ้งนรกออกไปจากหน่วยบัญชาการของพวกเขา  แต่ลอนยีนูสรู้ว่าตนเป็นเพียงทหารคนหนึ่งไม่ใช่นักการเมืองที่หายใจเข้าออกยิ่งใหญ่ได้แบบผู้แทนจักรพรรดิ

       แทนที่จะทำเช่นนั้น ปีลาตูสทำให้ชีวิตตัวเองวุ่นวายรวมทั้งเพื่อนๆนายทหารโรมันที่ทำหน้าที่บังคับบัญชาทหารท้องถิ่นด้วย   Centurion นายหนึ่งมีหน้าที่ตรวจตราดูแลการทรมานเยซูคนนี้  ทหารพวกนี้ดุร้ายทารุณมาก พวกมันเป็นชาวซามาริตันและชาวซีเรียที่เกลียดคนยิว และก็เลยทรมานคนยิว-เยซูที่มิได้ทำผิดข้อใด เพียงเพื่อความสนุกสนาน  แต่ สำหรับนายทหารโรมัน มันดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น เพราะจะทำให้เห็นว่าขาดศักดิ์ศรีในการสู้รบแท้จริงกับทหารข้าศึกอื่นๆ  หลังจากการเฆี่ยนตีอย่างทารุณด้วยแส้ลวดหนาม ทหารเหล่านั้นได้วาง” มงกุฎ”หนามที่ขดม้วนลวกๆทุบกระแทกลงบนศีรษะของชายผู้โชคร้ายคนนั้น แล้วให้เขาสวมเสื้อหลวมๆสีม่วงพร้อมกับเยาะเย้ยที่เขาอ้างตนว่าเป็น” กษัตริย์ “  ลอนยีนูสรู้สึกว่าการกระทำทั้งหมดนั้นเป็นการล้อเลียนเจ็บแสบ แต่ได้รับคำสั่งแล้วว่าต้องทำตามกฎหมายโรมัน  หลังจากที่ปีลาตูสผู้ล้างมือสะอาดแล้วได้พยายามครั้งสุดท้ายที่จะไม่เอาการประหารชายคนนี้ โดยการเสนอให้ไว้ชีวิตแลกกับบารับบาส ชายที่เป็นผู้ก่อการร้ายตามกฎหมายเพราะคุกคามต่อผลประโยชน์ของพระจักรพรรดิในยูเดอา  แทนที่จะทำเช่นนั้น ปีลาตูสผู้มีจิตใจอ่อนแอโลเล ยอมแพ้และไว้ชีวิตของผู้ก่อการร้าย สำหรับชายคนหนึ่งซึ่งไม่สามารถแม้จะควบคุมประชาชนของเขาเอง  มันน่าเสียใจในสิ่งที่กระทำในนามของพระเจ้าจักรพรรดิ

      เมื่อคำพิพากษาสุดท้ายประกาศออกมา ลอนยินูสได้รับมอบหมายให้ดูแลรายละเอียดเกี่ยวกับการตรึงกางเขน  ตามปกติ ด้วยความรู้สึกเร่าร้อนเช่นนั้น เขาควรมอบหมายให้ทหารส่วนใหญ่จัดการกับการประหารและมาตรการรักษาความปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  ดูเหมือนว่า ปกติแล้ว ประชาชนผู้โกรธเกรี้ยวสนใจน้อยมากที่จะหยุดยั้งการประหารคนของพวกเขา  เมื่อคิดเช่นนั้น ลอนยินูสเพียงนำทหารเพียงสี่นายไปกับเขาเพื่อจัดการเรื่องการประหารชีวิต ความปลอดภัยไม่ใช่ปัญหา  หลังจากการแห่แหนค่อนข้างชุลมุลวุ่นวายผ่านนครเยรูซาแลมที่ชายที่ถูกพิพากษาให้ถูกประหารชีวิต ถูกโห่ร้องซักไซ้ไล่เรียงและถูกประนามเหยียดหยาม พวกเขาทั้งหมดก็มาถึงเนินเขาแห่งหนึ่งนอกเมืองที่เรียกกันว่ากอลโกธา สถานที่แห่งหัวกะโหลก  ลอนยินูสรู้สึกว่าสถานที่แห่งนั้นออกจะดูพิล฿ก แต่ก็ใช้สำหรับการประหาร  ใครที่มาเยือนเยรูซาแลมคงได้เห็นชายผู้ถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ร้ายอีกสองคนคงกำลังถูกประหารในเวลาเดียวกัน

      ทหารของเขาได้ปฏิบัติการประหารในลักษณะที่บรรยายไว้ และเขาได้อนุญาตให้ทหารของเขาแบ่งเสื้อผ้าของผู้ร้ายกันเอง  เป็นเวลานานถึงสามชั่วโมงหลายคนพร้อมกับผู้เฝ้าดูจำนวนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ากำลังร้องไห้คร่ำครวญในภาพการประหาร รวมทั้งผู้หญิงคนหนึ่งที่คงเป็นมารดาของนักเทศน์เร่ร่อนและชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นศิษย์คนหนึ่ง  พวกเขาไม่สมดุลกับกลุ่มคนโห่ร้องถากถางซึ่งเย้ยหยันคนที่กำลังถูกประหาร เป็นต้นนักเทศน์   แม้แต่นักโทษคนหนึ่งยังเยาะเย้ยเขา  แต่ ในการตอบแทนเช่นนั้น นักเทศน์ได้ตอบด้วยความเมตตาและความรักต่อผู้คนที่เยาะเย้ยถากถางเขาขณะกำลังจะตาย โดยเสนอการให้อภัยแก่คนเหล่านัน และสัญญาชีวิตนิรันดรแก่คนหนึ่งในผู้ร้ายสองคนที่ถูกแขวนสองข้างเขา  ความยุ่งยากจริงๆที่เกิดขึ้นมาจากคนบางคนในคณะปุโรหิตสังเกตุเห็น ป้ายปักเหนือหัวนักโทษผู้เป็นนักเทศน์ เขียนว่า “กษัตริย์ของชาวยิว”   ทันใดนั้นก็ส่งคนของเขาไปหาปีลาตูสให้เปลี่ยนข้อความ แต่ปีลาตูสทำให้พวกเขาอึ้งเมื่อกล่าวว่า “ เราได้เขียนสิ่งที่เราได้เขียนแล้ว “  ลอนยีนูสนิ่งเงียบเมื่อเขาได้ยินคำนี้ เมื่อเขาและ centurions นายทหารโรมันคนอื่นๆกลับมาถึงกองบัญชาการที่เมือง เชซาเรอา และได้มีโอกาสร่วมดื่มและรับประทานอาหารในร้านท้องถิ่น.

       มันไม่เคยมีวันแบบนี้  ท้องฟ้าดำทมึนขึ้นเรื่อยๆเมื่อถึงบ่าย และนักเทศน์ส่งเสียงดังอย่างเจ็บปวดจากที่ๆถูกตรึงบนกางเขนเยี่ยงคนเจ็บแสบสาหัส ร้องว่า “พระเจ้าของข้า พระเจ้าของข้า ทำไมพระองค์ทอดทิ้งข้า” คำนั้นฝังใจลอนยีนูส  ชายคนนี้แท้จริงแล้วไม่มีความผิดใดๆในกฎหมายโรมัน แต่ถูกประหารชีวิต และตัวลอนยีนูสนั้น เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนั้น  น้ำตาหยดหนึ่งเยิ้มนัยน์ตาของเขาเมื่อนักเทศน์ร้องออกมาว่า “มันจบแล้ว” และตาย   โดยไม่ต้องคิด เขาตะโกนบอกทหารของเขาและทุกคนที่ยังคงอยู่ที่ตรงนั้นว่า “จริงแล้ว ชายคนนี้เป็นบุตรของพระเจ้า” ทำให้เกิดความโกรธแค้นกับกลุ่มคนที่มาสนับสนุนการประหารชีวิตและความงงงวยต่อกลุ่มคนที่ปรากฎมาเพื่อสนับสนุนชายคนนี้  ดังนั้น เมื่อคนนำสารมาจากปอนติอูส ปีลาตูส ให้เร่งความตายแก่บรรดานักโทษตามกฎหมายของยิว  บรรดาทหารก็ได้เข้าทุบหักแข้งหักขาของนักโทษที่ถูกตรึงกางเขนอยู่ทุกคน  แต่เมื่อมาถีงนักเทศน์พวกเขาเห็นว่าเขาตายแล้ว  เพื่อแน่ใจว่าคนๆนี้ก็ตายสนิทแน่จึงให้ทหารคนหนึ่งใช้หอกแหลมแทงที่สีข้างของชายคนนี้  เลือดและน้ำก็ไหลออกมาจากบาดแผล  ชายคนนี้ตายสนิทและงานในหน้าที่ของกองทหารก็สมบูรณ์   centurion –นายร้อยอีกคนหนึ่งพาทหารอีกหมู่หนึ่งมาเคลื่อนย้ายศพผู้ถูกประหารทุกคนลงจากกางเขน และเพื่อแน่ใจในความปลอดภัยของคูหาฝังศพของนักเทศน์  ก็มีการยอมมอบศพแก่ผู้ศรัทธาในศาสนา.

       ลอนยีนูสดีใจว่าวันนี้ผ่านพ้นไป  เขาเหลือบสายตาไปมองสตรีจำนวนหนึ่งและชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่  เป็นที่เห็นได้ชัดว่า พวกเขาคงเป็นเพื่อนและสตรีสูงอายุอาจเป็นมารดาของนักเทศน์  เขาส่งสัญญาณด้วยศีรษะนำทหารหมู่ของเขากลับเข้าเมืองและรายงานภารกิจเสร็จสมบูรณ์เมื่อมาถึงค่าย Fortress Antonia  เขารู้สึกหดหู่ภายในใจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลาจะเปลี่ยนไปที่จะปล่อยให้เขาช่วยชีวิตคนจำนวนมากก่อนจะมาถึงจุดนี้

      เมื่อมาถึงอันโตเนีย เขาได้เข้าร่วมกับเพื่อนฝูงนายทหารจำนวนหนึ่ง และเมื่อพวกเขาคุยกันถึงวันดังกล่าว เขารู้สึกความโกรธของเขาและการขาดความสมหวังเกิดแรงขึ้น  นักเทศน์ผู้นั้นไม่สมควรตายเลย และมันเลวมากจริงๆที่เขาไม่สามารถคืนชีวิตกลับมาได้  แต่ centurion ที่มีหน้าที่จัดทหารเฝ้าคูหารายงานว่าร่างของนักเทศน์หายไปจากคูหา  ลอนยีนูสรู้สึกเหนื่อยมาก  เขาหวังว่ามันอาจจะจริง   เขาขอให้พนักงานร้านเครื่องดื่มเอามาอีกถ้วย และงงงันว่ามันเกิดอะไรขึ้นในรูนรกที่เรียกว่ายูเดอา  และคิดอีกว่า “อันที่จริง ชายคนนี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า”   
     
Peace ศานติ

Padre Steve+
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก /   ตำนานเล่าขาน เหตุเกิดวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ! เมื่อ: เมษายน 02, 2017, 04:06:29 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                         ตำนานเล่าขาน เหตุเกิดวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ !

Padre Steve+ ปาเดร สตีฟ
Alan Petervich
Updated April 11, 2014

      เรืองนี้เป็นการนำมาเล่าใหม่ของต้นฉบับ “วันศุกร์ใหญ่ยาวนานของ Centurion ลอนยีนูส  ตั้งแต่ที่ผมเขียนชิ้นนั้นครั้งแรกสองปีมาแล้ว  ผมได้เขียน” ก่อนเกิดเรื่องดังกล่าว “ หรือ Prequel  และเหมือนนักประพันธ์จอร์จ ลูกาส ที่รู้สึกว่าจำเป็นที่จะเปลี่ยนหรือปรับปรุงต้นฉบับของเรื่อง  แต่ ไม่เหมือนจอร์จ ลูกาส ซึ่งบิดเรื่อง Star Wars ไปมา ตัวผมได้เลือกที่จะใช้เวลาของผมทั้งหมดเขียนต้นฉบับใหม่ให้ตรงกับที่จะบอกถึงเรื่องที่เกิดก่อนนี้ ในการจัดการกับเรื่องที่นำไปสู่วันศุกร์ใหญ่ที่ผมนำมาเล่าสัปดาห์นี้   ผมไม่รู้จักคุณ แต่ผมชอบที่จะมโนเหตุการณ์ที่มันน่าจะเกิดจริงตอนนั้น   ในฐานะเป็นนักรบเก่าศึกอิรักที่รับใช้พร้อมกับกลุ่มที่ปรึกษาของชาวอิรัก ผมเข้าใจดีถึงสถานการณ์เลวร้ายของเหล่าทหาร จากอำนาจยึดครองที่เกิดขึ้นไกลโพ้นจากบ้าน ณ ที่ซึ่งการปรากฏตัวอยู่ของพวกเขาเป็นสิ่งเหลือทน น่าต้อนรับเพียงกระผีกริ้น ตั้งแต่ผมรู้สึกถึงการมีอารมณ์ร่วมพิเศษกับบรรดาทหาร ที่มีปฏิสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า  ผู้ซึ่งได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเห็นอกเห็นใจมาก โดยผู้เขียนพระวรสาร อย่างเช่นท่านลูกาในหนังสือกิจการอัครสาวก.

       การยึดโยงสี่บทแรกของเรื่องนี้จะมีให้เห็นข้างล่าง  ผมมิได้ยึดโยงบทความต้นฉบับทั้งสามเพื่อจะให้มีการต่อเนื่องดีกว่าและเป็นการบรรยายส่วนตัวสำหรับตัวละครที่มีอยู่ในเรื่องราวของพระวรสาร  เรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวกับพระคัมภีร์  ประเพณีของศาสนจักรและมโนภาพของผมเอง.

      ข้อสังเกต : ลอนยีนูสเป็นชื่อใช้กับนายร้อยทหารโรมัน – centurion ที่ไม้กางเขนระหว่างการตรึงกางเขน ตามประเพณีเล่าขานของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกเริ่มแรก   ทั้งนั้นก็ดี  เรื่องที่เป็นความจริงก็คือเรื่องของเคลาเดีย ชายาของปีลาตูส  เรื่องนี้เป็นการประพันธ์ของผมเองซึ่งมโนเอาว่าน่าจะเกิดในวันศุกร์ เมื่อ Centurion นายหนึ่งที่ชื่อ ลอนยีนูส กลายเป็นตัวแสดงสำคัญที่ไม่ต้องใช้มโนสำนึกแต่อย่างใด  ดังนี้ :

       เช้าวันต่อมา ทหารนำสารนายหนึ่งเคาะประตูห้องกองบัญชาการของลอนยีนูสในป้อม- Fort Antonia  เขาแจ้งให้ลอนยีนูสทราบว่าปีลาตูสต้องการพูดกับเขา และให้รีบไปรายงานตัวเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ที่กองบัญชาการของปีลาตูสในปราการของเขา

       ลอนยีนูส  ซึ่งได้คุยเรื่องนี้กับเดชีอูส เพื่อให้มั่นใจว่าทหารของเขาพร้อมสำหรับงานมอบหมายใดๆได้ แต่งานฝึกซ้อมคงกระทบจากการร้องขอดังกล่าว  เขาได้ถกสถานการณ์ในนครเยรูซาแลมและเกี่ยวกับเยซูเป็นพิเศษเมื่อบ่ายวานนี้กับปีลาตูส และคิดกันว่า นอกจากจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่เขาควรจะพบกับเขาอีกในวันนั้น จะปรึกษาหารือเหตุการณ์ล่าสุด

      แทนที่จะเป็นแบบนี้ ลอนยีนูส ได้รับคำสั่งให้ไปรายงานตัวกับปีลาตูสอีก และมันแทรกแซงการปฏิบัติงานทางทหารของเขา  ลอนยีนูสเกลียดที่จะสังสรรค์กับนักการเมืองและนักการทูต และ แม้เขาเคารพปีลาตูส ผู้ซึ่งเขารู้สึกว่าเป็นคนที่เหมาะสมจะได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองเป็นนักการทูตอย่างเช่นปีลาตูสคนนี้ที่ไม่เหมาะเป็นนักการทหาร  เพราะเขาไม่เคยเข้าใจเรื่องการทหารเลย.

      ลอนยีนูสมองทหารนำสารและถาม : “ บอกผู้กองหน่อยทหาร  ท่านผู้ว่าราชการต้องการอะไรจากฉันชั่วโมงนี้ ?”

      “Centurion ครับ “ ผู้นำสารตอบ “ ผมได้รับคำสั่งเพียงให้ผู้กองไปรายงานตัวเร็วที่สุดที่จะเร็วได้เท่านั้นครับผู้กอง “

       รำคาญเพราะขาดข้อมูลรายละเอียด ลอนยีนูสบอกทหารนำสารไห้กลับไปบอกปีลาตูสว่าเขาจะไปพบในไม่ช้า  แล้วเขามองไปที่เดชีอูส  พร้อมกับสั่นศีรษะ “ เพื่อนยาก  ฉันกลัวว่าฉันจะช้าไป  ช่วยดูแลการฝึกซ้อมวันนี้ให้ด้วย และให้พร้อมกรณีอาจเกิดความยุ่งยากใดๆ “  ขณะพูดเขาสวมเกราะส่วนหน้าแผ่นอกและเกราะคลุมบ่า  แล้วออกจากห้องไป

      เมื่อไปถึงกองบัญชาการของปีลาตูส ผู้ว่าราชการทักทายเขาอย่างเสริมกำลังใจ “ Centurion  ดีมากเลยที่พบท่าน”
“เช่นเดียวกันครับผม...”  ปีลาตูสยกมือห้ามก่อนที่เขาจะพูดต่อ

      “ เราไม่คิดว่าผู้กองจะรู้ว่าทำไมเราเชิญคุณมาที่นี่?”  ปีลาตูสถาม ดูจะกวนประสาทลอนยีนูสซึ่งก็รู้สึกว่าถูกกวนประสาทมากจากความไม่สำรวมของปีลาตูส ทำให้ความรู้สึกของเขากลับคืนสู่ตัวเองและก็ตอบแบบปกติว่า “ ไม่ครับท่านผู้ว่า  ทหารนำสารของท่านเพียงบอกผมว่าให้ผมมารายงานตัวที่นี่  เขามิได้บอกเหตุผลครับท่าน “

       ปีลาตูสยิ้ม “ เป็นเหตุผลที่ดี เมื่อเขาทำอย่างนั้นเรามั่นใจว่าผู้กอง เช่นเดียวกับ centurion คนอื่นในแคว้นนี้ที่จะพบ “ การปฏิบัติหน้าที่ทหาร “บางประการ นั่นใช่ไหมที่ผู้กองเรียกมัน? เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะมาที่นี่”  เขาชงักนิดหนึ่งและก่อนที่ลอนยีนูสจะทันตอบเขากล่าวต่อไปว่า “ แน่นอน เราทราบคำตอบ  ผู้กองไม่ต้องพูดอะไร และเราถือว่าเราอยู่ในตำแหน่งที่ผู้กองจะรู้สึกอย่างเดียวกัน “

       ลอนยีนูสรู้ว่านี่คือกรณีและก็ไม่มีคำตอบแก่ปีลาตูสที่กล่าวต่อไปว่า

      “Centurion สัปดาห์นี้โชคไม่ดี จะเป็นสัปดาห์ที่เราต้องดำเนินเรื่องธุรการที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก  น้อยกว่าธุรการทหารแต่ก็จำเป็น “  ปีลาตูสหยุดนิดหนึ่งและเชิญลอนยีนูสให้นั่งลงที่เก้าอี้ซึ่งผู้กองทำตาม โดยจับตามองสำรวจห้องและสังเกตุกลุ่มปฏิบัติงานพลเรือนของปีลาตูสและทหารหลายนายที่ได้รับมอบหมายเป็นการ์ดผู้คุ้มกันส่วนตัวของเขา.

      ลอนยีนูส ตัดสินใจเร่งรัดช่วงเวลาเยี่ยมให้สั้นลง โดยถามว่า “ ท่านผู้ว่าครับ  ขอผมถามหน่อยว่าทำไมผมจึงต้องมาที่นี่?  คือ ที่อยากพูดทุกอย่างก็คือ ผมมีหน้าที่งานการทหารต้องดูแลนะขอรับกระผม “

       ปีลาตูสเข้าใจทันทีถึงการเล่นตัวในคำพูดของลอนยีนูส เขายิ้ม “ centurion คุณทำให้เราสนุกมาก เพราะเราทราบดีว่าผู้กองคิดถึงเรื่องการทหารแบบไหน   ดูซิครับ เราอาจไม่เคยรับราชการทหารในกองทหาร  แต่เราเคยทำงานกับนายทหารมากมายพอสมควรที่จะรู้ว่าผู้กองสามารถต่อสู้กับศัตรูของจักรภพ มากกว่ามาทำหน้าที่งาน รปภ.  แต่ พวกเราอยู่ในปาเลสไตน์ ไม่ใช่ในป่ายุโรปเหนือ”

      ลอนยีนูสจ้องไปที่ปีลาตูสและไม่พูดอะไร.

       “Centurion สัปดาห์นี้เราจะชดใช้ความยุติธรรมกับนักโทษยิวสามคน  ทหารในหน่วยของผู้กองจะมาทำหน้าที่ดูแลการตรึงกางเขนวันศุกร์นี้ “
“ ครับผมท่านผู้ว่า “ คำตอบแบบไม่ได้ยินเสียงของลอนยีนูสพูดออกมา มากกว่าที่จะประท้วงใดๆได้.

      ปีลาตูสกล่าวต่อ “ ผู้กอง  เราต้องการให้คุณดูแลนักโทษ และในการทำเฃ่นนั้น โปรดทราบในใจของคุณผู้กองว่าทำไมต้องทำเรื่องนี้   คนเหล่านี้เป็นอาชญากรรุนแรง  และคนหนึ่งในสามคือบารับบาสกระเดื่องนาม “ ลอนยีนูส มองที่ปีลาตูส และถาม “ ไอ้คนกบฏที่โจมตีและฆ่าทหารและนายทหารของเราใช่ไหมครับ?”

      ปีลาตูสผงกศีรษะและตอบ  “ ดังนั้นผู้กองก็ทราบว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ  ในสถานการณ์ดังที่ล่วงไปอย่างเช่นในยูเดอา เราไม่สามารถปล่อยให้คนแบบนี้ไม่ถูกลงโทษ  เพราะมันจะกระตุ้นให้คนอีกมากลุกฮือขึ้นเช่นเดียวกับมัน “  ปีลาตูสยิ้มแล้วกล่าวต่อ  “ เราไม่สามารถลืมว่าพวกยิวลุกขึ้นอย่างไรและสลัดพวกผู้ปกครองชาวเซเลอชิดที่ประมาณกำลังยิวพวกนี้ต่ำไป เมื่อเจ้ายูดามักคาเบนำการปฏิวัตินองเลือด”

      ลอนยีนูสตอบ “ ไม่ครับ เราไม่สามารถปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้เมื่อมีการเฝ้าระวังครับ “

       ปีลาตูสผงกศีรษะเห็นด้วยและกล่าวต่อ “ ดังนั้น คุณเข้าใจนะ centurion  มันเป็นภาระหน้าที่ ที่ไม่น่ารื่นรมย์เท่าใด  แต่ คุณคิดเอา ประวัติศาสตร์ของคุณจะขอบคุณพวกเราเพราะเรื่องนั้น  เหมือนกับที่พระเจ้าที่คุณเชื่อ “ ปีลาตูสจบคำพูดโดยบอกลอนยีนูสให้ไปเยี่ยมห้องขังด้วยตนเอง และเริ่มเลือกทหารของตนเพื่อกำหนดรายละเอียดการตรึงกางเขนอย่างเอาใจใส่

      ลอนยีนูสยืนขึ้นและทำความเคารพปีลาตูส  หมุนตัวกลับเดินออกจากห้องโถงโดยไม่พูดสักคำ  เขารู้สึกไม่มีความสุข แต่เดินไปที่ห้องขังนักโทษใต้ตึก ที่นั่นเขาพบผู้ดูแลห้องขังของปราการ  ชายที่ดูค่อนข้างอ้วนพุงพลุ้ยและสกปรกมอมแมมชื่ออาเล็กซานแดร์  พลเมืองโรมันเชื้อสายกรีกจากอันติโอ๊ก

       เมื่อลอนยีนูสไปถึงห้องขัง ทันทีเขาสังเกตุว่าได้กลิ่นเหม็นและคิดได้อีกว่าทำไมเขาจึงเป็นนายทหารไม่ใช่การ์ดคนหนึ่ง  ห้องขังนั้นมืด และชื้นตามมาตรฐานปาเลสติเนียนพร้อมกับกลิ่นความชื้นเหม็นของอุจจาระมนุษย์และกลิ่นตัวคน.

       “ ท่าน Centurion  ขอต้อนรับสู่อาณาจักรของผมครับ “ อาเล็กซานแดร์กล่าว รอยยิ้มปรากฎบนหน้าสกปรกของเขา

       “ขอบใจอาเล็กซานแดร์  นักโทษอยู่ไหน?” ลอนยีนูสถามอย่างเย็นชา
“ พวกมันอยู่ในห้องขังเฉพาะตัวทางซ้ายของผู้กอง  ไอ้บารับบาสอยู่ห้องแรกและอีกสองอยู่ถัดไป ไม่มีเจ้าคนไหนโด่งดังเช่นอีกคนที่อยู่ห้องถัดไปโน่น”

       “ พวกเขาชื่ออะไร ?”
“ ดีสมาสและเกสตาสครับ  พวกมันเป็นอาชญากรโหดร้ายทารุณตามแบบพวกมัน  แต่พวกมันก็เป็นเพียงมีอะไรส่วนตัว  ผมคิดว่าคนหนึ่งท่าทางเศร้าเสียใจบางเรื่อง  แต่คนอื่นดูเหมือนค่อนข้างจะแข็งกร้าวและไม่เคยยอมรับผิด “ คำพูดพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆจากผู้คุมที่สกปรกรุงรัง
“ ขอบคุณครับท่านผู้คุม  ผมจะไปดูพวกเขาเดี๋ยวนี้” ลอนยีนูสพูดขณะที่หันไปมองตรวจตราคนเหล่านี้อย่างรวดเร็วที่จะเร็วได้ เพื่อจะได้กลับหน่วยที่ตั้งของตน

      ผู้คุมไขกุญแจประตูและลอนยีนูสเดินขึ้นบันไดขึ้นไปสู่สนามหญ้าของปราการ ที่ซึ่งหน่วยทหารของเขากำลังฝึกการรบอยู่

      เมื่อเรียกเดซีอูสมาใกล้ๆ เขากล่าวว่า “ เรามีพันธกิจที่สองในสัปดาห์นี้  พันธกิจของการประหารชีวิตนักโทษร้ายกาจบางคน รวมเจ้าบาร์-อับบาส กบฏด้วย”

       “ บาร์-อับบาส หรือครับผู้กอง “  นายทหารรองตอบ
“ เหมือนกัน  แต่เราต้องรอจนถึงวันศุกร์  มันดูเหมือนว่าผู้ว่าราชการของเราต้องการทำการแสดงความเมตตากรุณาของเขาให้ประชาชนเห็นที่นี่  ถ้ามันขึ้นกับผม ผมจะฆ่ามันทั้งหมดในตะรางนั่นแหละ  เราสามารถพูดได้ว่าพวกมันตายเพราะโรคห่า “ ลอนยีนูสมองผู้หมวดผู้ช่วยของเขาและพูดต่อว่า “ แน่นอน  นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราคนโรมันทำ  พวกเขาต้องได้รับการประหารในที่สาธารณะ เพื่อแสดงให้พวกยิวเหล่านี้เห็นว่า พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติการต่อต้านในการทำเช่นนั้น  แต่มันจะก่อให้เกิดการรู้สึกกลัวมากขึ้น.

       “ ผู้กองครับ  ผู้กองกำลังพูดว่าวิธีการของพวกเราผิดใช่ไหมครับ?”  เดชิอุสถาม

       “ ผู้หมวดครับ  มองไปรอบๆตัวดูซิครับ  คุณทราบประวัติของคนเหล่านี้  พวกเขาก็จะยังคงลุกฮือจนกว่าจะได้รับอิสระภาพหรือเราฆ่าพวกเขาทั้งหมด “ เขาหยุดชะงัก  “ นั่นคือประวัติศาสตร์ของพวกเขาและพวกเขาสามารถทำแบบนั้นเรื่อยไป  ทั้งหมดที่ว่า ถ้าพวกเขายึดครองบ้านเรือนของพวกเรา สถาปนาพระเจ้าของพวกเขาในเมืองต่างๆ และบังคับประชาชนของเราให้รับใช้พวกเขา แล้วเราจะตอบโต้อย่างไร?”

       เดชิอูสผงกศีรษะแสดงความเข้าใจและมองไปดูทหารเกณฑ์ที่กำลังฝึกยุทธวิธีต่อสู้ประชิดตัว ซึ่งอาจจำเป็นในการต่อสู้แบบตั้งรับตรงนั้น ถ้านครลุกระเบิดด้วยการปฏิวัติ

       ลอนยีนูสกล่าวต่อไปว่า “ เดชีอูส ไปเลือกเอาทหารหมู่หนึ่งเพื่อเป็นทีมจัดการประหาร และอีกหมู่หนึ่งเป็นกำลังคอยเฝ้าดูแล  ส่วนทหารกองร้อยที่เหลือให้รับการฝึกเพื่อเสริมปริมณฑลให้ปลอดภัย และให้มั่นใจว่าไม่มีความพยายามจากคนยิวที่จะเข้าแทรกแซงภารกิจของเรา

       “ ผู้กองครับ  การประหารชีวิตจะทำตรงไหน ?” เดชีอูสถาม
ลอนยีนูสชี้ไปที่เนินเขาข้างนอกกำแพงเมืองพอดี  “ ตรงนั้นไง  เนินเขาแห้งแล้งลูกนั้น   ชาวบ้านเรียกว่ากอลโกธา “ เขาหยุดชงัก  “ ชื่อเหมาะ  แปลว่าสถานที่ของหัวกะโหลก  ผมว่าเป็นสถานที่สมบูรณ์ที่จะฆ่าคนที่ไม่ต้องการเราที่นี่ ผู้หมวดพูดอย่างนั้นมิใช่หรือ?”  Centurion ลอนยีนูสหัวเราะหึๆและพูดต่อว่า “ อย่าตอบเชียว  มันเป็นคำถามแบบเล่นสำนวนเพราะๆเท่านั้น “

        ผู้ช่วยของเขาผงกศีรษะและลอนยีนูสออกคำสั่ง “ ฝึกต่อไป  ให้ผมทราบตอนดึกคืนนี้ด้วยว่าคนไหนผู้หมวดคิดว่าควรจะเป็นทีมประหารชีวิต “
ลอนยีนูสหมุนตัวกลับและเดินจากไป งงเหมือนกันว่าอะไรอีกอาจจะเกิดขึ้นหรือเปล่า ทั้งหมดนี้ การวางแผนที่ดีที่สุดของคนบางครั้งทำไม่สำเร็จ  อย่างเงียบๆเขาสาปแช่งภายใต้ลมหายใจในตอนกลางวัน

       ที่เขาได้รับมอบหมายไปสถานที่แห่งนี้  ซึ่งตรงข้ามกับประวัติศาสตร์ของมันและกลิ่นอายดูเหมือนถูกทอดทิ้งจากพระเจ้า
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 24 เมื่อ: มีนาคม 30, 2017, 08:15:42 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                   คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 24
                                                                                              CASCA: THE ETERNAL MERCENARY
The Novel written by Barry Sadler  --  ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
Translated into Thai by Alan Petervich  April 3, 2014                             
ผู้แปล Alan Petervich
 
หน้า 24

       เขาลุกขึ้นยืน  ก็พบว่ายืนไม่ได้  เขาจึงเดินโขยกเขยกกลับไปที่เตียงฟางที่วางชิดฝาไกลด้านโน้น  แต่ก่อนที่เขาจะนอนลง เขามองดูผิวหนังของเท้าทั้งสองอีก  แม้แสงตอนนี้จะขะมุกขะมัว  มันดูเหมือนว่าแม้แต่เนิ้อเท้าที่ถูกทำลายตอนนี้กำลังได้รับการบำบัดรักษา เป็นไปไม่ได้!  ..... โดยเลือกนิ้วชี้ของมือขวา  เขากดเล็บที่แข็งแกร่งของเขาลงไปในเนื้อที่อ่อนนิ่มของแขนซ้าย  ขุดลงลึกลงไปจนกระทั่งเลือดไหลออกมาไม่หยุด  ความเจ็บปวดนั้นรู้สึกไม่มากนัก หากเปรียบเทียบกับตอนถูกแทง  เขาลากเล็บขึ้นไปครึ่งแขน... และหยุด   ปากของเขาเปิดอ้ากว้าง เมื่อเขาเห็น.....เห็นในส่วนที่มืด.....การไหลของเลือดหยุดต่อหน้าต่อตาของเขา  ความเจ็บปวดหายไปสิ้น  เหลือแต่รูปเสก็ดให้เห็น  คาสคาร้องลั่นขึ้น “ ไม่!  ไม่นะ!  และเขาใช้ศีรษะโขกกับฝาห้องขังด้วยความตื่นกล้วและสับสน

ผู้คุม ที่ได้ยินเสียงร้องดัง  รีบวิ่งมาใกล้เขา  เมื่อเห็นคาสคา ปรากฎว่ากำลังพยายามทุบสมองให้หลุดจากศีรษะ  เขาก็ตะโกนเรียกหาคนช่วย  และ ด้วยความช่วยเหลือของทหารยามอีกสองคน  ก็สามารถทำให้คาสคาสงบผ่อนคลายลง ที่สามารถทำให้เขาไม่ทำร้ายตนเองอีกต่อไป

ถ้าเจ้าวายร้ายนี้ตายก่อนที่ผู้บัญชาการ ตีเยลานีอูส ตัดสินเขา  คงจะใช้นรกชดใช้แน่  คาสคานอนหลับทั้งคืนในคืนนั้น  เป็นการนอนที่ยุ่งยากและไม่ง่ายเลย  เป็นช่วงเวลามืดมนที่เปลี่ยนแปลงระหว่างความสิ้นหวังและความทรมานใจ

แต่คืนนั้นก็จบลง

ในตอนเช้า เขาถูกมัดแขนขาและถูกนำไปทำความสะอาด แล้วถูกนำไปต่อหน้า ตีเยลานีอูส ผู้บัญชาการ ค่ายทหารแห่งเยรูซาเลม

ตีเยลานีอูสนั่งอยู่ในชุดกลางวัน  ไม่ได้สวมชุดทหาร  เขาคลุมร่างในชุดยาวของรัฐที่เป็นชุดหนึ่งขลิบขอบสีม่วงที่แสดงรสนิยมของเลือดกษัตริย์  กระบี่ของเขาวางอยู่ข้างๆ ข้างเขาด้วย อาลักษณ์คนหนึ่งยืนอยู่  พร้อมกับข้อหาที่เขียนเรียบร้อยแล้ว  เจ้าหน้าที่อีกสองนายของศาลทหาร – Tribuni Militarium ยืนในหน้าที่ผู้ให้คำปรึกษาศาล

โดยหันหน้าที่เป็นแบบถือวัฒนธรรมและให้ความรู้สึกไปหาผู้ถูกกล่าวหา  ตีเยลานีอูส มองที่นักโทษในแบบไม่ให้รสนิยม  ด้วยการทำจมูกย่น เขาได้พูด อย่าง อย่างผู้รักสันโดษ “ แกยังน่าเหม็นเบื่อ “ แล้วสั่งนายทหารประจำวันให้ผู้คุมลงแส้เฆี่ยนสิบที   เมื่อหันความสนใจกลับไปหาคาสคาอีก  เขาเรียกหาอาลักษณ์ให้มาอ่านข้อหาอีก.... ทำสิ่งนี้เสร็จ  ตีเยลานีอูส ถามคาสคาว่าเขามีอะไรที่จะพูด ในทำนองปกป้องตัวเอง ก่อนที่คำตัดสินจะผ่านออกมาหรือไม่

คาสคาไม่พูดอะไร  เขายืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว  จิตใจของเขาเต็มด้วยความประหลาดใจ    วันนี้เสก็ดแผลที่แขนของเขาหายไปแล้ว  และเพียงเส้นสีชมพูบางๆปรากฎอยู่ตรงที่เขาจิกเนื้อออกมาเพื่อเติมจำนวนเล็กน้อย

ตีเลยานีอูสขยับไปหาอาลักษณ์ “ จงลงบันทึกว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีอะไรที่จะเสนอในการแก้ข้อกล่าวหาของเขา “ด้วยการยืนเต็มความสูงของเขา  ผู้พิจารณาคดียืนต่อหน้าคาสคา  “ แก คาสคา รูโฟล ลอนยีนูส  ณ ที่นี่ ได้ถูกถอดถอนออกจากกองพันที่สิบ  ชื่อของแกจะถูกถอดออกจากบัญชีทหาร  บรรดาเหรียญตราต่างๆสำหรับความกล้าหาญถูกถอดออกจากแกและจะไม่มีอีก  ณ เวลาขณะนี้  แกไม่ใช่คนอีกต่อไป  แกเป็นทรัพย์สินของพระจักรพรรดิและเป็นคนที่จะถูกส่งไปที่เหมืองทองแดงในอาชาอียา  ที่นั่นแกจะได้รับอนุญาตให้รับใช้องค์จักรพรรดิ และโรม  เพราะไม่ว่าเวลาใดที่แกมีในโลกนี้  แกถูกไล่ออกแล้ว “
และ หันหน้าไปจากผู้ต้องหา  เขาได้ออกความเห็นแก่หนึ่งในนายทหารที่เป็นพยาน ว่า “ เวลานี้ ให้เรามาพูดกันถึงเรื่องสำคัญบางอย่าง  เตตเตลีอูสคนมากน้อยเท่าใดที่คุณจะพามาดินเนอร์คินนี้ นอกจากตัวคุณและสตรีที่น่ารักของคุณ ?”

                                               *     *      *

คาสคาถูกถอดเสื้อผ้าออกและได้ใส่เสื้อผ้าหลวมๆและเสื้อคลุมแทนชุดสำเร็จ  โซ่ตรวนได้ถูกแทนด้วยเหล็กสวมขาธรรมดา  และเหรียญตราทั้งหลายที่มีภาพเหมือนของตีเบรีอูสบนนั้น ถูกสวมรอบคอของเขา  ถ้าถูกจับได้โดยไม่มีเหรียญตราที่สวมไว้ก็เท่ากับถูกประหารทันที                                                                 

  เขาถูกเกี่ยวเข้าไปหาแถวที่ถูกมัดติดกันของทาสอีกประมาณยี่สิบคน ที่จะต้องถูกส่งไปที่เหมืองทองแดงเดียวกันในแคว้นทางเหนือไกลโพ้นของกรีก  ที่นั่น พวกเขาต้องขุดหาแร่สีแดงอมเขียว จากข้างของภูเขาจนกว่าจะตายไป.

 
12  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: Is the New Mass really Protestant in its origin? เมื่อ: มีนาคม 27, 2017, 09:21:39 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                               Cranmer's Godly Order: Destruction of Catholicism Through Liturgical Change (Liturgical Revolution #1)
                                                   คำสั่งพระเจ้า ของ แครนเมอร์ : การทำลายล้างศาสนาคาทอลิกด้วยการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรม (การปฏิรูปทางพิธีกรรม #1)

By ผู้นำเสนอ  Michael Treharne Davies
 
Michael Davies was a Catholic writer who authored various works following the Second Vatican Council, in addition to unifying Una Voce America, a conservative group. Previously an Anglican, he converted to the Catholic Church in the 1950s, and went on to compose such works as The Liturgical Revolution, The Order of Melchisedech, Partisans of Error, For Altar and Throne,, and The Wisdom of Adrian Fortescue. Upon Davies' death in 2004, Pope Benedict XVI called him a man of deep faith who was ready to embrace suffering.

ไมเกิล เดวีส์ เปนนักเขียนคาทอลิกซึ่งเป็นผู้ประพันธ์งานต่างๆโดยติดตามสังคายนาวาติกันที่สอง  เป็นการเพิ่มเพื่อรวมกลุ่มสนับสนุนล้ทธิจารีตนิยม – Una Voce America.  อดีตเขาเป็นอังกลิกันคนหนึ่ง  เขากลับใจเข้าสู่ศาสนจักรคาทอลิกในช่วงปี 1950  และทำงานเขียนเรื่องต่างๆ เช่น The Liturgical Revolution, The Order of Melchisedech, Partisans of Error, For Altar and Throne,, and The Wisdom of Adrian Fortescue.  เมื่อ เดวีส์ถึงแก่กรรมในปี 2004 พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ XVI เรียกเขาว่าผู้ชายคนหนึ่งที่มีความเชื่อล้ำลึก ซึ่งพร้อมเสมอที่จะยอมรับความทนทรมาน.

Michael Davies shows that Henry VIII and Thomas Cranmer understood that if you change the way people pray, then you will change what they believe. Cranmer's Book of Common Prayer (1549) began a process that changed the Catholic Church in England to the Anglican sect. Davies compares these changes to the modern liturgical "reforms" and the similarities are shocking.

ไมเกิล เดวีส์แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าเฮนรีที่ VIII และโทมาส แครนเมอร์เข้าใจว่า ถ้าคุณเปลี่ยนวิธีที่ประชาชนสวดภาวนา  ถ้าอย่างนั้นคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามที่พวกเขาเชื่อ   หนังสือของแครนเมอร์ที่ชื่อ Book of Common Prayer (1549) ได้เริ่มขบวนการที่เปลี่ยนศาสนจักรคาทอลิกในประเทศอังกฤษไปสู่กลุ่มย่อยอังกลิกัน  เดวีส์เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กับ”การปฏิรูป”ทางพิธีกรรมสมัยใหม่และความละม้ายคล้ายกันนั้นเห็นแล้วช๊อกจริง

Cranmer's Godly Order is a classic...revised and expanded by Mr. Davies during his final years. Drawing upon the best of Catholic and Protestant scholarship and on primary sources, Davies traces the steps by which the ancient Catholic Mass became the Lord's Supper in the Church of England. And these steps were changes - as Popes and Reformers alike were at pains to stress.

คำสั่งพระเจ้าของแครนเมอร์ เป็นเรื่องคลาสสิก ... ถูกทบทวนและขยายความโดย Mr. Davies ระหว่างหลายปีสุดท้ายในชีวิตของเขา  เขียนกันว่าเป็นข้อเขียนที่ดีที่สุดของผู้ได้รับทุนเล่าเรียนคาทอลิกและโปรเตสตันท์ และเป็นแหล่งความรู้แรก  Davies แกะรอยก้าวเดินในความเป็นไป ซึ่งมิสซาคาทอลิกดั้งเดิมได้กลายเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของพระเป็นเจ้า ในศาสนจักร Church of England  และก้าวเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลง – ขณะที่ทั้งโป๊บและนักปฏิรูปด้วยต่างเจ็บปวดที่จะกดดัน.

คำสั่งพระเจ้า – The Godly Order

Thomas Cranmer, Archbishop of Canterbury under Henry VIII and Edward VI and architect of the new liturgy, was a master of the theology of the Mass, and hated it. The parallels between the Anglican liturgy and the New Mass of the 1960s will be uncomfortably obvious!

โทมาส แครนเมอร์  อัครสังฆราชแห่งแคนเทอร์เบอรี ภายใต้พระเจ้าเฮนรีที่ VIII  และเอ็ดเวิร์ดที่ VI และสถาปนิกแห่งพิธีกรรมใหม่  ได้เป็นผู้ดูแลของเทววิทยาแห่งมิสซาและเกลียดมิสซามาก  การคู่ขนานระหว่างพิธีกรรมอังกลิกันและมิสซาใหม่แห่งช่วงปี 1960 จะเห็นได้ชัดอย่างไม่ยากลำบากแต่อย่างใด!

Davies provides an excellent reminder of the stark differences between Catholics and Protestants, especially with regard to the Mass. He also provides a corrective to much of the anti-Catholic Protestant history of the Reformation that likes to emphasize Catholic persecution of Protestants and Catholic corruption. Thomas Cranmer was no saint, and he was as corrupt as any of the Borgia or Medici popes. His systematic destruction of the Traditional Latin Mass in England is one of the great institutionalized apostasies in the history of Christendom. Make no mistake, Anglicanism is not "Catholic-Lite" or some "middle way." Anglicanism is Protestant to the core with some Catholic-looking window dressing. Davies makes his case throughout the book with good primary sources and a number of references to Duffy's book The Stripping of the Altars. The imposition of Anglicanism on the English people was a religious revolution that did great damage and shed much Catholic blood.

เดวีส์แสดงสิ่งที่ควรคำนึงถึงยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งของความแตกต่างที่เห็นทนโท่ ระหว่าง ชาวคาทอลิกและโปรเตสตันท์  เป็นต้นเมื่อนึกถึงเรื่องมิสซา  เขายังได้จัดให้เห็นทางแก้ที่ถูกต้องต่อส่วนมากของประวัติศาสตร์โปรเตสตันท์ที่แอนตี้คาทอลิกของการปฏิรูปที่ชอบเน้นการกดขี่และเบียดเบียนคาทอลิกของพวกโปรเตสตันท์และการคอรัปชั่นคาทอลิก  โทมาส แครนเมอร์ไม่ใช่นักบุญ และเขาคอรัปเหมือนกับคนหนึ่งของโป๊บตระกูลบอร์เจียหรือตระกูลเมดิชี  การทำลายล้างที่เป็นระบบของเขาต่อมิสซาลาตินดั้งเดิมในอังกฤษ เป็นหนึ่งของพวกอาโปสตาตาที่ดำรงอยู่อย่างเป็นสถาบันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อาณาจักรคริสตชน  อย่าทำความผิด  ลัทธิอังกลิกันไม่ใช่ “ ที่มีความหมาย—คาทอลิก” หรือ “ พวกเดินสายกลาง” บางคน  ลัทธิอ้งกลิกันเป็น โปรเตสตันท์ถึงแก่นด้วยเครื่องตกแต่งที่หน้าค่างดูเป็นคาทอลิกบางคน  เดวีส์เขียนเรื่องของเขาตลอดเล่มหนังสือด้วยแหล่งข้อมูลแรกที่ดี และ จำนวนข้ออ้างอิงถึงหนังสือ The Stripping of Altars ของ Duffy  การนังคับประชาชนอังกฤษให้ยอมรับลัทธิอีงกลิกัน เป็นการปฏิวัติทางศาสนา ที่ได้ทำความเสียหายร้ายแรงและหลั่งเลือดชาวคาทอลิกมากมาย.

The most unfortunate thing about Cranmer's liturgical revolution is that it has played a significant role in the shaping of the Novus Ordo Mass of the post-Vatican II period. Davies follows up this work with Pope John's Council and Pope Paul's New Mass and demonstrates the unraveling of the historic Catholic liturgy. Every Catholic should read this and be encouraged to request the TLM in his or her parish.

เรื่องที่อัปมงคลที่สุดเกี่ยวกับการปฏิวัติทางพิธีกรรมของแครนเมอร์ก็คือว่า มันได้แสดงบทบาทที่มีความหมายในการก่อร่างสร้างมิสซาวิธีใหม่ – Novus Ordo Mass ของยุคหลังสังคายนาวาติกันที่ II  เดวีส์ติดตามงานนี้กับสภาสังคายนาของโป๊บยอห์นและมิสซาใหม่ของโป๊บปอล  และแสดงอย่างไม่มีปัญหาของพิธีกรรมคาทอลิกที่เป็นประวัติศาสตร์  ชาวคาทอลิกทุกคนควรอ่านบทความนี้และรู้สึกถึงแรงกระตุ้นที่จะขอวัดปกครองของเขาหรือของเธอ ให้จัดมิสซา TLM – Tridentine Latin Mass. – มิสซาภาษาลาตินดั้งเดิม.

                                                                                                    Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                                            Alan  Petervich
                                                                                                    Petrus  Vichitr  Thongthua                                                                                                             
                                                                                                            March 27, 3017
                           
13  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: Is the New Mass really Protestant in its origin? เมื่อ: มีนาคม 27, 2017, 09:15:10 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
 
                                                           THE VERNACULAR AND AUDIBILITY ภาษาท้องถิ่นและการสามารถได้ยินเสียงสวดในพิธี

Although a number of the Reformers began by using a modified traditional or newly composed Latin liturgy, it soon became a sine qua non of Protestantism (but for some Lutherans) that worship must be exclusively in the vernacular.9  Statements such as the following, taken from the writings of the Reformers and condemned by Trent, provide an accurate summary of the Protestant standpoint: 'The rite of the Church of Rome by which the words of consecration are said secretly and in a low voice is to be condemned and the Mass ought to be celebrated only in the vernacular language which all understand.'10  The use of the vernacular even before the introduction of the new services was, in itself, 'indeed a revolution.'11  It was also an effective instrument for revolutionary change as it accustomed the people to the idea of drastic change in their manner of worship.  Where the ordinary Catholic was concerned, Cranmer's revision of the Latin Mass in his new rite of 1549 did not appear as startling as the transition from Latin to English while still using the old rite.  Even an Anglican author can see clearly that by introducing English into the traditional services 'Cranmer clearly was preparing for the day when liturgical revision would become possible.'12
 
แม้พวกปฎิรูปจำนวนหนึ่งได้เริ่มโดยใช้พิธีกรรมภาษาลาตินที่ประพันธ์ขึ้นใหม่หรือพิธีกรรมดั้งเดิมที่ปรับปรุงใหม่  ในไม่ช้ามันได้กลายเป็น สื่งที่ไม่เกี่ยว (sine qua non )กับลัทธิโปรเตสตันท์ (แต่สำหรับชาวลูเทอรันบางคน) ที่การนมัสการต้องเป็นแบบไม่รวมอย่างอื่นในภาษาท้องถิ่น  การยืนยันเช่นที่จะกล่าวต่อไปนี้  ได้มาจากข้อเขียนของนักปฏิรูปและถูกลงโทษโดยสังคายนาเตรนโต  จัดสรุปย่อที่แม่นยำของจุดยืนโปรเตสตันท์ว่า : ‘ จารีตพิธีแห่งศาสนจักรแห่งโรมซึ่งคำเสกศีลสวดเงียบๆและด้วยเสียงต่ำ ต้องถูกรับโทษ และมิสซาควรได้รับการถวายเพียงในภาษาท้องถิ่นซึ่งผู้ร่วมพิธีทุกคนเข้าใจ’  การใช้ภาษาถิ่นแม้ก่อนคำนำบริการใหม่จะมีขึ้น ในตัวมันเอง’ จริงๆเป็นการปฏิรูป ‘  มันยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการปฏิรูป โดยที่มันคุ้นเคยกับประชาชนไปสู่ความคิดของการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในอาการของการนม้สการ  ที่ใดที่ชาวคาทอลิกธรรมดาเกี่ยวข้อง  การทบทวนแก้ไขมิสซาลาตินของแครนเมอร์ในหนังสือของเขาที่ชื่อ new rite of1549 มิได้ปรากฎว่าตื่นตาตื่นใจเหมือนตอนเปลี่ยนจากภาษาลาตินเป็นอังกฤษ ขณะที่ยังใช้จารีตพิธีเก่า  แม้แต่ผู้เขียนชาวอังกฤษคนหนึ่ง สามารถเห็นชัดว่า โดยแนะนำภาษาอ้งกฤษเข้าสู่พิธีการดั้งเดิม ‘ เห็นได้ชัดว่า แครนเมอร์ก็กำลังเตรียมตัวสำหรับวันเมื่อการทบทวนทางพิธีกรรมอาจจะเป็นไปได้ ‘

As early as 11th April, 1547, Compline was being sung in English in the royal chapel.13  The opening of the first Parliament of Edward's reign was made the occasion for a far more significant novelty as it touched the ritual of the Mass itself.  The King rode from his palace of Westminster to the Church of St. Peter with all the lords spiritual and temporal for a Mass during which the Gloria, Credo, and Agnus Dei were all sung in English.14  Even the more conservative Bishops were now prepared to concede that while Latin should still be the general rule during Mass, especially 'in the mysteries thereof, nevertheless certain prayers might be in the mother tongue for the instruction and stirring of the devotion of the people as shall be thought convenient.'15  By the 12th May, 1548, it was possible to have a totally English Mass at Westminster, including the consecration.16

เช้าตรู่ของวันที่ 11 เมษายน 1545 คำอธิษฐานสุดท้ายของ 7 ครั้งในตอนกลางคืนกำลังมีการร้องเป็นเพลงในภาษาอังกฤษในวัดน้อยประจำราชสำนัก  การเปิดรัฐสภาครั้งแรกแห่งรัชสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ได้ถือโอกาสสำหรับสิ่งแปลกใหม่ที่มีความหมายมาก โดยที่มันกระทบจารีตพิธีมิสซาเอง กษัตริย์ทรงม้าจากพระราชวังเวสมินเตอร์ของพระองค์ไปยังวิหารเซนต์ปีเตอร์ พร้อมกับขุนนางฝ่ายวิญญาณและฝ่ายโลกสำหรับพิธีมิสซา ซึ่ง Gloria, Credo และ Agnus Dei ทั้งหมดขับร้องเป็นภาษาอังกฤษ  แม้บรรดาพระสังฆราชจารีตนิยมจำนวนมากกว่า ตอนนี้ได้เตรียมที่จะยอมว่า ขณะที่ภาษาลาตินควรจะยังคงเป็นกฎทั่วไประหว่างมิสซา  เป็นพิเศษ ‘ในพระธรรมล้ำลึกของมิสซานั้น แม้กระนั้น บทสวดบางบทอาจจะสวดเป็นภาษาแม่สำหรับการสอนและรบกวนความศรัทธาของประชาชน เท่าที่คิดว่าจะสะดวกเหมาะสม’  ณวันที่ 12 พฤษภาคม 1548 มันเป็นไปได้ที่จะมีมิสซาเป็นภาษาอังกฤษทั้งครบที่เวสมินเตอร์ รวมทั้งภาคเสกศีลด้วย.

'It is difficult,' writes A. L. Rowse, 'for anyone without a knowledge of anthropology to appreciate fully the astonishing audacity, the profound disturbance to the unconscious levels upon which society lives its life, of such an action as the substitution of an English liturgy for the age-long Latin rite of Western Christendom in which Englishmen had been swaddled time out of mind . . . nothing can detract from the revolutionary audacity of such an interference with the customary, the subconscious, the ritual element in life.'17

‘ มันยาก’ A. L. Rowse เขียน ‘ สำหรับใครก็ตามที่ไม่มีความรู้ทางมานุษย์วิทยา ที่จะเข้าใจซึ้งเต็มที่ถึงความกล้าบ้าบิ่นที่น่าพิศวงนั้น  การรบกวนลึกซึ้งต่อระดับที่ไม่รู้สึกตัวซึ่งสังคมดำเนินชีวิตอยู่ ด้วยการกระทำเช่นการนำเอาพิธีกรรมภาษาอังกฤษ มาแทนจารีตพิธีภาษาลาตินที่ใช้มายาวนานของอาณาจักร คริสตชนตะวันตก ซึ่งที่เอามาแทนนั้น คนอังกฤษถูกห่อหุ้มในเวลาที่ไม่คิดอะไรแล้ว.....ไม่มีสิ่งใดสามารถชวนให้หันไปจากความกล้าบ้าบิ่นในการปฏิรูปของการเข้าแทรกแซงเช่นนั้นด้วยเรื่องที่เป็นจารีตพิธีที่คุ้นเคยและซึ้งในมโนคติในชีวิต

As well as insisting upon the vernacular, the Reformers demanded that the whole service should be audible to the congregation.  A rubric in the 1549 Prayer Book requires that the Priest 'shall saye, or syng, plainly and distinctly, this prayer following,' namely the Canon.18

เช่นเดียวกับการดึงดันใช้ภาษาถิ่น  นักปฏิรูปได้สั่งบังคับว่า พิธีมิสซาทั้งครบควรได้ยินแก่ผู้ร่วมพิธีทุกคน  กำหนดวิธีการพืธีในหนังสือภาวนาปี 1549 ต้องการว่าพระสงฆ์ผู้ทำพิธี ‘ จะพูด หรือจะสวด อย่างชัดเจนและแยกแยะ บทสวดนี้ตาม ‘ คือ มาตรา 18

The Council of Trent pronounced anathemas upon anyone holding the propositions either that 'the rite of the Roman Church whereby a part of the Canon and the words of consecration are pronounced in a low tone is to be condemned; or that the Mass ought to be celebrated in the vernacular tongue only.'19  These anathemas do not, of course, preclude the possibility of these practices being permitted within the Roman rite.

สังคายนาแห่งเตรนโตได้ประกาศลงโทษ anathema sit แก่ผู้ใดก็ตามที่ยึดถือข้อความทั้งที่ว่า   ‘จารีตพิธีของศาสนจักรโรมันคาทอลิกเท่ากับส่วนหนึ่งของ Canon และถ้อยคำเสกศีลออกเสียงในโทนต่ำ ต้องได้รับโทษที่เหมาะสม หรือ ที่มิสซาควรได้รับการถวายในภาษาถิ่นเท่านั้น ‘  แน่นอน การประกาศลงโทษนี้ไม่ทำให้สิ้นข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ของการปฏิบัติเหล่านี้ที่ได้รับอนุญาตภายในจารีตพิธีโรมัน.
            COMMUNION UNDER BOTH KINDS การรับศีลมหาสนิททั้งสองสภาวะ

One of Cranmer's first important innovations was to impose the practice of communion under both kinds for the laity at the end of 1547.  Many Catholics both in England and abroad, made the mie of conceding this change without opposition for the sake of peace.  'It was, after all, only a matter of ecclesiastical discipline, although some innovators, in urging the incompleteness of the Sacrament when administered under one kind only, gave a doctrinal turn to the question which issued in heresy.  The great advantage secured to the innovators by the adoption of communion under both kinds in England was the opportunity it afforded them of effecting a break with the ancient missal.'20  Every such break with tradition lessened the impact of those to follow so that when changes that were not simply matters of discipline were introduced, the possibility of effective resistance was considerably lessened.

หนึ่งในการคิดทำใหม่ที่สำคัญแรกของแครนเมอร์คือ กำหนดการปฏิบัติในการรับศีลทั้งสองสภาวะ สำหรับฆราวาสปลายปี 1547  ชาวคาทอลิกจำนวนมากทั้งในอังกฤษและต่างประเทศ ได้แสดงท่าทางยอมตามการเปลี่ยนแปลงนี้โดยปราศจากการต่อต้านเพื่อเห็นแก่ความสงบเรียบร้อย  ‘ ดังนั้น มันเป็นเพียงเรื่งอของระเบียบวินัยทางศาสนา แม้กลุ่มผู้คิดทำใหม่บางคน ในการกระตุ้นความไม่สมบูรณ์ของศีลศักดิ์สิทธิ์ เมื่อจ่ายแจกเพียงสภาวะเดียวเท่านั้น  ได้แสดงจุดหมุนกลับทางคำสอนไปสู่คำถามซึ่งประกาศในลัทธิเฮเรติก  ประโยชน์ใหญ่ที่ได้รับตกแก่พวกนักคิดใหม่ทำใหม่โดยรับศีลทั้งสองสภาวะในอังกฤษเป็นโอกาสดีที่ได้มาจากผลของการแตกออกจากมิสซาเก่าแก่’  การแตกออกไปเช่นนั้นทุกครั้งจากธรรมประเพณี ทำให้ผลสะท้อนของคนที่ถือธรรมเนียมโบราณอ่อนลงเมื่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่เรื่องของระเบียบวินัยถำมาใช้  ความเป็นไปได้ของการขัดขวางที่มีประสิทธิภาพถือว่าอ่อนลงอย่างน่าคิด.

                                                                   THE NEW ORDER OF COMMUNION  ระเบียบใหม่ของการรับศีลมหาสนิท

The printing of 'The Order of Communion' - a booklet of only three or four leaves - was finished on 8th March, 1548.  This was to be used in conjunction with the traditional Mass and must not be confused with the wholly new Communion service contained in the 1549 Prayer Book.  The 1548 rite contained exhortations addressed to those about to receive the Sacrament which, according to Mgr. Hughes, contained 'ambiguities designed to make the rite one which could be conscientiously used by those who did not believe that he (Christ) was there present except to the communicant in the moment of receiving Holy Communion and who believed that the presence, even at that moment, was not in what was received but only in ‘the heart' of the receiver.'21  The book also included a ritual for the administration of Communion under both kinds and these prayers, with a few modifications, were incorporated into the 1549 Book of Common Prayer.  Mgr. Hughes' assessment of the ambiguous nature of the new rite is shared by the Protestant historian S. T. Bindoff.  'The new service contained little or nothing clearly inconsistent with Catholic doctrine.  At the crucial points its phraseology was ambiguous and the statute embodying it explicitly renounced any intention of condemning rites used elsewhere.'22

การพิมพ์ ‘ระเบียบการรับศีลมหาสนิท’ – หนังสือเล่มเล็ก – อนุสาร ของกระดาษสามหรือสี่แผ่น – พิมพ์เสร็จเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 1548  อนุสารนี้ใช้สัมพันธ์กับมิสซาดั้งเดิมและต้องไม่สับสนกับพิธีรับศีลใหม่ทั้งครบที่มีอยู่ในหนังสือภาวนาปี 1549  จารีตพิธีปี 1548 มีคำแนะนำที่กล่าวถึงที่จะรับเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง ตามคำบอกของมองซิยอร์ ฮิวส์  แสดง’ ความกำกวมที่ออกแบบให้เป็นจารีตพิธีแบบหนึ่งซึ่งสามารถถูกนำมาใช้อย่างมีสติโดยคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อว่าพระองค์(พระคริสต์)สถิตย์อยู่ที่นั่น เว้นแต่ผู้รับศีลในเวลารับศีลมหาสนิท และผู้ที่เชื่อว่า การสถิตย์อยู่ แม้ช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ในสิ่งที่รับไป แต่เป็นเพียงใน’ ดวงใจ’ของผู้รับ  หนังสือยังรวมเอาจารีตพิธีกรรมสำหรับการบริหารศีลมหาสนิทภายใต้ทั้งสองสภาวะและบทภาวนาเหล่านี้  โดยมีการปรับปรุงเล็กน้อย รวมอยู่ในหนังสือบทภาวนาทั่วไปปี 1549  การถือเอาธรรมชาติกำกวมของจารีตใหม่ของมองซิยอร์ ฮิวส์ ได้รับการแชร์โดยนักประวัติศาสตร์โปรเตสตันท์ S.T.Bindoff  ‘ บริการใหม่ที่บอกมาเล็กน้อยหรือไม่มีอะไรเลยเห็นชัดว่าไม่ลงรอยเข้ากันกับคำสอนคาทอลิก  ณ จุดที่สำคัญยิ่งยวด การใช้ถ้อยคำของมันยังกำกวมและกฎข้อบังคับที่ทำให้มันเป็นรูปร่างขึ้น  อย่างตรงไปตรงมาได้ประกาศเลิกความตั้งใจใดๆที่จะประนามจารีตพิธีที่ใช้ที่ใดก็ตาม’

Just how pleasing this new rite was to discerning Protestants was made clear by no less a person than Miles Coverdale who translated it into Latin and sent a copy to Calvin declaring it to be 'the first fruits of godliness (according as the Lord now wills his religion to revive in England)...'23

เพียงพอใจอย่างไรที่จารีตใหม่จะมองเห็นโปรเตสตันท์ต้องทำให้ชัดเจนโดยบุคคลไม่น้อยกว่าหนึ่งน้อยกว่า Miles Coverdale ซึ่งได้แปลมันเป็นภาษาลาตินและส่งสำเนาไปให้ Calvin โดยประกาศให้เป็น‘ผลแรกของสภาวะพระเจ้า (ตามที่พระเจ้าตอนนี้ทรงประสงค์ให้ศาสนาของพระองค์คืนกลับมาในอังกฤษ)...’

n his proclamation giving effect to the new service, the King admonishes such radical Protestants as Coverdale 'to stay and quiet themselves with this our direction - and not enterprise to run afore and so by their rashness to become the greatest hinderers' of change.  But at the same time he speaks of a 'most earnest intent further to travail for the reformation and setting forth of such godly orders.'24  The radicals did not need to 'quiet themselves' long and the further 'godly orders' were to be imposed in the following year.

และ การประกาศของเขาที่ให้ประสิทธิผลแก่จารีตใหม่  กษัตริย์ได้ทรงตักเตือนคนโปรเตสตันท์ที่เป็นผู้สนับสนุนอย่างถอนรากถอนโคนเช่นนั้น ขณะที่ Coverdale ‘ ยืนอยู่และทำให้พวกเขาเงียบด้วยคำแนะนำนี้ของเรา – และไม่กล้าได้กล้าเสียที่จะวิ่งก่อนและดังนั้น โดยการหุนหันพลันแล่นของพวกเขาก็กลายเป็นผู้ขัดขวางใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลง  แต่ ในเวลาเดียวกันเขาพูดถึง ‘ความตั้งใจที่ร้อนรนที่สุดที่มุ่งทำงานไกลกว่าสำหรับการปฏิรูปและตั้งกฎคำสั่งพระเจ้าเช่นนั้น’  พวกถอนรากถอนโคนไม่ต้องการที่ ‘ทำตัวเงียบ ‘ นานและ’คำสั่งพระเจ้า’ ที่ดำเนินไป ต้องถูกนำมาบังคับใช้ในปีต่อไป

                                                                              ALTARS REPLACED BY TABLES  พระแท่น แทนที่ด้วยโต๊ะ

This was another step directly in line with the liturgical policies of the continental Reformers, the final product of which is well summarized by a description of the Communion service at Strasbourg after 1530 when Bucer's influence became dominant.  'So, Mass, Priest and altar are replaced by Lord's Supper, minister and Holy Table and the westward replaces the eastward position of the celebrant.'25  (It is worth repeating that Bucer influenced Cranmer and hence his new liturgy, more than any other continental reformer.)  On the same theme, Calvin explains that God 'has given us a table at which to feast, not an altar on which to offer sacrifice, He has not consecrated Priests but ministers to distribute the sacred banquet.'26

นี้เป็นอีกขั้นหนึ่งในเส้นทางโดยตรงกับนโยบายพิธีกรรมของพวกปฏิรูปทางยุโรป  ผลผลิตสุดท้ายของสื่งที่สรุปได้เป็นอย่างดีโดยคำบรรยายเรื่องการบริการศีลมหาสนิทที่เมืองสตาร์ทบวกหลังปี 1530 เมื่ออิทธิพลของบูเชอร์ได้ครอบงำทั้งหมด  ‘ดังนั้น มิสซา พระสงฆ์และพระแท่นถูกวางแทนโดยอาหารเย็นของพระเจ้า  ศาสนบริกรและโต๊ะศักดิ์สิทธิ์ และตำแหน่งของผู้ถวายมิสซาอยู่ทางตะวันตกแทนที่ตะวันออก’ ( มันมีค่าที่จะย้ำว่าบูเซอร์มีอิทธิพลต่อแครนเมอร์และตั้งแต่นั้นมา พิธีกรรมใหม่ของเขามีมากกว่านักปฏิรูปยุโรปคนอื่นใด )  ในความนึกคิดเดียวกัน Calvin อธิบายว่า พระเจ้า’ ทรงประทานตะตัวหนึ่งที่เราใช้ฉลอง ไม่ใช่พระแท่นซึ่งถวายเครื่องบูชา  พระองค์มิได้เสกเจิมพระสงฆ์แต่เป็นศาสนบริกร เพื่อจัดโต๊ะศักดิ์สิทธิ์เพื่องานเลี้ยงต่างหาก

The wholesale destruction of altars in England did not take place until after the imposition of the 1549 Prayer Book but a start had been made in 1548 with the altars of the chantry chapels which Cranmer has suppressed.  After 1549, the stone altars upon which the Sacrifice of the Mass had been offered were replaced with wooden tables placed in the chancel.  On 27th November, 1548, John ab Ulmis wrote to Bullinger as follows: 'At this time those privileged altars are entirely overthrown in a great part of England and by the common consent of the higher classes, altogether abolished.  Why should I say more?  Those idolatrous altars are now become hog-ties (Arae factae sunt harae), that is the habitation of swine and beasts.'27

การทำลายเหมารวมพระแท่นทั้งหมดในอังกฤา มิได้เกิดขึ้นจนกว่าภายหลังการกำหนดใช้หนังสือภาวนาปี 1549  แต่มีการเริ่มแล้วในปี 1548 กับบรรดาพระแท่นของเหล่าวัดน้อยที่เป็นสถานสวดภาวนาซึ่งแครนเมอร์บีบบังคับได้  หลังปี 1549 พระแท่นศิลาที่บนนั้นยัญบูชามิสซาถูกถวาย ก็ถูกแทนที่ด้วยโต๊ะไม้วางในยกพื้นส่วนประกอบพิธี  วันที่ 27 พฤศจิกายน 1548 ยอห์น แอ๊บ อูลมิส ได้เขียนถึงบูลลิงเยอร์ ตามนี้ว่า : ‘ ณ เวลานี้ บรรดาพระแท่นที่ทรงสิทธิ์เหล่านั้นถูกโยนทิ้งทั้งหมดเป็นส่วนใหญ่ของอังกฤษ และโดยความยินยอมปกติของชนชั้นสูงทั้งหมดถูกลบล้างไปด้วยกัน  ทำไมฉันจึงพูดมาก ?  พระแท่นบูชารูปรอยเหล่านั้นตอนนี้กลายเป็น หมูถูกจับมัด (พระแท่นที่ถูกเก็บในที่แล้ว – Arae factae sunt harae) นั่นเป็นที่อยู่ของไอ้หมูสกปรกและสัตว์ร้ายทั้งหลาย

During vacancy in the See of Norwich when it came under Cranmer's jurisdiction (1549-1550), 'The most part of all altars' in this diocese were taken down.28  In a series of Lenten sermons preached before the King and Council, Hooper urged the complete abolition of altars and the substitution of tables because there were only three forms of sacrifice which Christian men could offer and these did not require an altar.  They were sacrifices of thanksgiving; benevolence and liberality to the poor; and mortifying of our own bodies and to die unto sin . . .  'If we study not daily to offer these sacrifices to God, we be no Christian men.  Seeing Christian men have none other sacrifice than these, which may and ought to be done without altars, there should among Christians be no altars.'  While altars remained, he insisted, 'both the ignorant people and the ignorant and evil-persuaded Priest, will dream always of sacrifice.'29

ระหว่างเวลาว่างในสำนักนอร์วิช  เมื่อมันมาถึงเขตอำนาจพิจารณาคดีของแครนเมอร์ (1549-1550) ‘ส่วนมากที่สุดของพระแท่นทั้งหมดในสังฆมณฑลนี้ถูกทำลายลง  ในชุดเทศน์มหาพรต ต่อพระพักตร์กษัตริย์และรัฐสภา  ฮูเปอร์ได้กระตุ้นให้มีการทำลายพระแท่นทั้งหมดโดยสิ้นเชิง และมีการแทนที่ด้วยโต๊ะ เพราะว่ามีรูปแบบของยัญบูชาเพียงสามรูปแบบ ที่บุรุษชาวคริสต์สามารถถวายแด่พระเจ้า  และสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องการพระแท่น  ทั้งสามคือเครื่องบูชาการขอบพระคุณ  ความเมตตากรุณาและความโอบอ้อมอารีแก่คนยากจน  และ การลงโทษร่างกายเราเองและตายจากบาป... ‘ ถ้าเราศึกษาไม่ทุกวันที่จะถวายยัญบูชานี้ต่อพระเจ้า  เราไม่ใช่คนคริสต์  เมื่อเห็นคนคริสต์ไม่มีเครื่องบูชาใดอื่นแทนสิ่งเหล่านี้  ซึ่งอาจและควรจะทำโดยไม่ต้องมีพระแท่น ในบรรดาคริสตชนเราก็ไม่ควรจะมีพระแท่น’  เพราะขณะที่พระแท่นยังอยู่ เขายืนยัน ‘ทั้งประชาชนที่โง่เขลาและพระสงฆ์ที่โง่และถูกเกลี้ยกล่อมจากปีศาจ  ก็จะฝันถึงการยัญบูชาเสมอ’

On 27th March, 1550, after the appointment of Ridley to the See of London, Hooper wrote to Bullinger:  'He will, I hope, destroy the altars of Baal, as he did heretofore in his church when he was Bishop of Rochester.  I can scarcely express to you, my very dear friend, under what difficulties and dangers we are labouring and struggling, that the idol of the Mass may be thrown out.'  He was able to add, 'Many altars have been destroyed in this city (London) since I arrived here.'30  Hooper's expectations of Ridley proved to be well founded.  Within three months he had issued injunctions calling for the removal of the altars from the Churches in his diocese.31  Altars were 'too enduring monuments' to the age old belief in the sacrifice of the Mass.  Altar-smashing was already a well recognized mark of the Reformation on the Continent, where the practice had been the normal accompaniment of the abolition of the Mass.'32  On 24th November, 1550, the King's Council ordered the universal implementation of this policy in England, 'that all the altars throughout the kingdom should be destroyed.  For the future, whenever the rite of the Holy Eucharist was celebrated, a wooden table was to be used, covered, during the rite, with a cloth of linen.33

วันที่ 27 มีนาคม 1550 หลังการแต่งตั้ง Ridleyเข้าสู่สำนักลอนดอน  Hooper ได้เขียนถึง Bullinger :ว่า ‘เขาจะ ฉันหวังนะ ทำลายพระแท่นของพระบาอัล เหมือนที่เขาทำก่อนนี้ในวัดเมื่อเขาเป็น Bishop of Rochester  ฉันสามารถแสดงอย่างไม่ยากเย็นแก่ท่าน เพื่อนที่รักมากของฉัน  ภยใต้ความลำบากใดและอันตรายใดที่เรากำลังทำงานหนักและดิ้นรนต่อสู้  ว่าต้นแบบของมิสซาต้องถูกทิ้งไป ‘  เขาสามารถเสริมว่า ‘พระแท่นจำนวนมากถูกทำลายในเมืองนี้(ลอนดอน)ตั้งแต่ฉันมาถึงที่นี่ ‘  การรอคอยRidley ของ Hooper พิสูจน์ได้ว่ามีพื้นฐานดี  ภายในสามเดือนเขาได้ออกประกาศคำสั่งเรียกน้องให้เคลื่อนย้ายพระแท่นออกจากวัดต่างๆในสังฆมณฑลของเขา  พระแท่นนั้นเป็น’ อนุสาวรีย์ที่คงทนมากจริง’ สำหรับความเชื่อยุคเก่าในการถวายยัญบูชามิสซา  การกวาดล้างพระแท่นเป็นเครื่องหมายที่รับรู้กันเป็นอย่างดีของการปฏิรูปบนคาบสมุทร(ทวีปยุโรป) ที่ซึ่งการกระทำเป็นการควบคุ่ไปกับการล้มล้างพิธีมิสซา  ในวันที่ 24พฤศจิกายน 1550 รัฐสภาของกษัตริย์มีคำสั่งให้นโยบายนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบใน England ’ คือพระแท่นทั้งหมดทั่วราชอาณาจักร์ควรถูกทำลาย  เพราะในอนาคต  เมื่อใดก็ตามที่จารีตพิธีศีลมหาสนิทจะได้รับการถวาย  โต๊ะไม้ต้องถูกนำมาใช้ คลุม ระหว่างพิธี ด้วยผ้าลินิน.

 This was intended 'to avoid all matters of further contention and strife' and in a set of reasons accompanying the instruction (signed by Cranmer among others), it was explained that:  'First, the form of a table shall move the simple from the superstitious opinions of the Popish Mass unto the right use of the Lord's Supper.  For the use of an altar is to make sacrifice upon it: the use of a table is to serve for men to eat upon.  Now when we come again unto the Lord's board, what do we come for?  To sacrifice Christ again and to crucify Him again; or to feed upon Him that was once only crucified and offered up for us?  If we come to feed upon Him, spiritually to eat His Body and spiritually to dcan His Blood, which is the true use of the Lord's supper; then no man can deny but the form of a table is more meet for the Lord's board than the form of an altar.'34

นี้เป็นการตั้งใจ’ ที่จะหลีกเลี่ยเรื่องทั้งหมดของการโต้เถียงและการต่อสู้กัน’ และในชุดของเหตุผลที่ตามการรับการศึกษามา( ลงนามโดยแครนเมอร์ท่ามกลางคนอื่นๆอีก) มันได้รับคำอธิบายว่า ‘ สิ่งแรก รูปแบบของโต๊ะจะต้องเคลื่อนย้ายสิ่งปกติจากความนึกคิดที่ถือโชคลางของมิสซาสังฆราชแก่การใช้ที่ถูกต้องของอาหารมื้อค่ำของพระเยซูเจ้า  เพราะการใช้พระแท่นก็คือทำยัญบูชาบนนั้น  การใช้โต๊ะก็เพื่อเสิฟคนให้กินบนนั้น  ตอนนี้ เมื่อเรามาสู่โต๊ะอาหารของพระเจ้า  เรามาเพื่ออะไร?  เพื่อทำยัญบูชาพระคริสต์อีกและตรึงกางเขนพระองค์อีก  หรือเลี้ยงดูกันเหนือพระองค์ที่ครั้งหนึ่งเพียงตรึงกางเขนและเสนอพระองค์สำหรับเรา?  ถ้าเรามาเลี้ยงกันบนร่างของระองค์ โดยทางจืตวิญญาณ กินร่างของพระองค์และทางจิตวิญญาณดื่มโลหิตของพระองค์  แบบไหนเป็นการใช้ที่แท้จริงของงานรับอาหารเย็นของพระเจ้า  แล้วไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธ แต่รูปแบบของโต๊ะเป็นที่พบปะสำหรับงานเลี้ยงของพระเจ้า มากกว่ารูปแบบของพระแท่น.

'Then throughout the land the consecrated altars of the Christian sacrifice were cast out and in the account books of country parishes such items as this appeared: ‘Payd to tylers for breckynge downe forten awters in the cherche' . . .'35

ครั้นแล้ว ทั่วดินแดน พระแท่นที่ได้รับการเสกเพื่อยัญบูชาแบบคริสตชน ถูกโยนออกไป และในหนังสือบัญชีวัดของประเทศ สิ่งของเช่นนี้ปรากฎตรงนี้ว่า ‘….จ่ายค่าแรงให้ผู้รับงานสำหรับการทำลายพระแท่นที่แข็งมากในวัด’....(อ่านจากลายมือชาวบ้าน—ผู้แปล)

A descendant of Bishop Ridley writes in a biography of his reforming ancestor that the destruction of the altars which the ordinary people considered sacrilege shocked them into a full realization of the extent of the revolution which had taken place: '. . . The removal of altars brought home to every subject in the kingdom that the central object which had stood in the churches for over a thousand years and which they had watched with awe every Sunday since their early childhood, was condemned as idolatrous and thrown contemptuously away by the adherents of the new religion which had been forced upon them.'36

ผู้สืบต่อจากพระสังฆราชริดเลย์คนหนึ่งเขียนลงในชีวประวัติของบรรพบุรุษที่ฟื้นฟูว่า การทำลายพรแท่นซึ่งคนธรรมดาทั่วไปพิจารณาว่านั่นคือการทุราจาร ทำให้พวกเขาช๊อกเข้าสู่ความคิดออกเต็มบริบูรณ์ของการปฏิวัฒน์ ซึ่งได้เกิดขึ้น..’..การเคลื่อนย้ายพระแท่นทำให้เขานำกลับบ้านสู่ทุกสิ่งในราชอาณาจักร์ ที่วัสดุที่อยู่ตรงกลางซึ่งได้ยืนอยู่ในวัดเป็นเวลาพันปี และที่พวกเขาได้เฝ้าดูด้วยความยำเกรงทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่วัยเด็กแรกๆของพวกเขา  ถูกประนามเป็นดังรูปพระเท็จเทียม และถูกโยนทิ้งอย่างดูหมิ่นเหยียดหยาม โดยพวกยึดถือศาสนาใหม่ ซึ่งได้ถูกบังคับกับพวกเขา ‘

The fact that the word altar is used in certain of the rubrics of the 1549 Prayer Book might appear to involve some inconsistency with the teaching of the Reformers.  This point is dealt with in the explanation which accompanied the order of the King's Council demanding the destruction of altars.  It explains that 'it calleth the table where the holy Communion is distributed, with lauds and thanksgiving unto the Lord, an altar; for that there is offered the same sacrifice of praise and thanksgiving.'37  Nevertheless, the word ‘altar' was struck out of the 1552 Prayer Book and was not subsequently replaced.  Archbishop Laud ordered the communion tables to be placed altar-wise, against the east wall, in about 1636.38

ความจริงที่ว่าคำว่า altar ถูกใช้ในสิ่งแน่นอนของคู่มือทำมิสซาของหนังสือภาวนาปี 1549 อาจปรากฎเข้าร่วมในความไม่ลงรอยกันบางประการกับคำสอนของกลุ่มปฏิรูป  จุดนี้ขึ้นกับคำอธิบายซึ่งติดมากับคำสั่งของสภาของกษัตริย์ที่สั่งให้ทำลายพระแท่น  หนังสืออธิบายว่า ‘เรียกโต๊ะที่ศีลมหาสนิทถูกจ่ายแจก ด้วยความชื่นชมและความขอบคุณไปยังพระเป็นเจ้า พระแท่น  สำหรับสิ่งนั้น มีการถวายยัญบูชาเดียวกันของคำสรรเสริญและการขอบพระคุณ’  ทั้งนั้นก็ดี คำ’พระแท่น’ถูกลบออกจากหนังสือภาวนาปี 1552 และไม่ได้มีการหาคำมาแทนแต่ประการใด  พระอัครสังฆราช Laud ได้สั่งให้โต๊ะจ่ายศีลวางใกล้พระแท่น ชิดกำแพงตะวันออก ในประมาณ 1636.38 

There were a good number of other innovations, some of which might appear of minor importance but nonetheless played their part in contributing to the general atmosphere of change, disturbance and unrest.  The most important of these was the widespread destruction of statues.  The Reformer abolished such well loved ceremonies as the carrying of candles on Candlemas day, the distribution of ashes on Ash Wednesday and of palms on Palm Sunday.39  'In these years 1547 and 1548 consequently, the popular mind was being stirred up by changes in old established ceremonial, by novel introductions into the services, by intemperate preaching and by profane tracts scattered broadcast over the country, attacking with scurrilous abuse what the people had hitherto been taught to regard as the Most Holy.'40

มีการเปลี่ยนแปลงใหม่อื่นๆหลายประการ  บางเรื่องอาจปรากฎความสำคัญน้อย แต่ ทั้งนั้นก็ดี ได้แสดงส่วนของพวกเขาในการให้บรรยากาศทั่วไปของการเปลี่ยนแปลง การรบกวนและความไม่สงบ  ที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ การทำลายรูปปั้นต่างๆเป็นไปอย่างแพร่หลาย  ผู้ปฏิรูป ได้ละทิ้งพิธีการที่ชาวบ้านรักมากเช่นการถือเทียนในวันเสกเทียน การโปรยเถ้าในวันพุธรับเถ้า และใบปาล์มในวันอาทิตย์ใบลาน    ‘ในปี 1547 และ 1548 สองปีติดต่อกัน  จิตใจของคนกำลังถูกรบกวนโดยการเปลี่ยนแปลงจารีตพิธีที่สถาปนามาเก่าแก่ โดยการนำสิ่งแปลกใหม่เข้ามาในการบริการ โดยการเทศนาแบบสิ่งมอมเมาและการชักชวนให้ปฏิบัติทางศาสนาที่หยาบคายกระจายเสียงแพร่ไปทั่วประเทศ  โดยโจมตีด้วยการกล่าวร้ายที่หยาบคายสามหาวซึ่งสิ่งที่ประชาชนจนกระทั่งบัดนี้จะถูกสอนให้ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

The seeds of revolution had been sown.  All that remained was for the revolutionaries to reap their harvest.
เมล็ดพันธ์ของการปฏิวัติได้หว่านลงแล้ว  ทั้งหมดที่ยังคงเหลือก็รอสำหรับพวกนักปฏิวัติที่จะเก็บเกี่ยวในฤดูเก็บเกี่ยวของพวกเขา

                                                                               
14  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Is the New Mass really Protestant in its origin? เมื่อ: มีนาคม 27, 2017, 09:04:18 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                       Is the New Mass really Protestant in its origin?
                                                                                   มิสซาใหม่ภาษาไทยจริงๆแล้วเป็นโปรเตสตันท์ในต้นกำเนิดหรือ?

Chapter XI of CRANMER'S GODLY ORDER
บทที่ 11 ของหนังสือ GODLY ORDER – คำสั่งพระเจ้า ของ แครนเมอร์
1st Edition by ANGELUS PRESS,2918 Tracy Avenue, Kansas City, Missouri 64109, USA
by Michael Davies ผู้เสนอพร้อมความเห็น ( ประวัติต่อท้ายบทความนี้ )

                                                                                             Preparatory Measures มาตรการเตรียมไว้

Mgr. Hughes has provided an excellent picture of the religious life of the British people on the eve of the Reformation and what he writes, with regard to the Mass, is applicable until the accession of the young King Edward VI in 1547.  Henry VII had shown himself very conservative as regards changing the established forms of worship.

 Mgr. ฮิวส์ ได้จัดหาภาพถ่ายยอดเยี่ยมภาพหนึ่งของชีวิตทางศาสนาของคนอังกฤษตอนปลายการปฏิรูป และอะไรที่ท่านเขียน เป็นต้นเรื่องมิสซา นำมาใช้ได้จนกระทั่งการขึ้นครองราชของกษัตริย์หนุ่ม Edward VI ในปี 1547  พระเจ้า Henry VII ได้แสดงพระองค์เองเป็นผู้จารีตนิยมมาก เท่าที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบการนมัสการที่ได้สถาปนาไว้

Each Sunday, Mgr. Hughes explains, all went to their parish church for Mass, 'a Sacrifice really offered by the Priest, offered in the name of the Church and also offered by him as the human agent of the great real offerer, the Divine Priest, Jesus Christ Himself; a Sacrifice in which the Victim was Jesus Christ.  The Mass was Christ once again offering Himself to the Father as a propitiation for the sins of the world, not in order to merit forgiveness for them, as at Calvary, on the Cross but in order to provide particular men with a means of making that forgiveness their own, in order that the merit won by the Cross should be applied.  Sunday, from the earliest times, had been with Catholics what the Sabbath was - is - to the Jews; the day of the Lord, consecrated by the testimony of the whole community present at a ritual worship and by their abstinence from ordinarily toil.  The neglect to assist at Mass on Sundays and on these special feast days was held a serious sin, as also was the neglect to observe the law forbidding ordinary work on these days.

ทุกวันอาทิตย์ มองซิยอร์ ฮิวส์ อธิบาย  ทุกคนไปที่วัดปกครองเพื่อพิธีมิสซา พิธีบูชายัญศักดิ์สิทธิ์ถวายจริงๆจากพระสงฆ์  ในนามของศาสนจักรและถวายโดยตัวพระสงฆ์เองในฐานะตัวแทนที่เป็นมนุษย์ของพระผู้ถวายยิ่งใหญ่ที่แท้จริง พระสงฆ์จากสวรรค์ คือพระเยซูคริสตเจ้าพระองค์เอง  ยัญบูชาซึ่งในนั้นของถวายก็คือพระเยซูคริสตเจ้า  มิสซาเป็นพระคริสต์ที่อีกครั้งหนึ่งกำลังถวายตนเองแก่พระบิดาในฐานะเครื่องบูชาเพื่อขอลุแก่โทษสำหรับบาปของโลก  มิใช่เพื่อขอทรงเมตตาอภัยสำหรับพวกเขา  เหมือนที่ภูเขากัลวารีโอ บนไม้กางเขน แต่ เพื่อจัดให้มนุษย์พิเศษโดยวิธีการให้เกิดการทรงอภัยพวกเขาเอง  เพื่อว่า พระคุณที่ได้จากไม้กางเขนควรได้รับการปรับใช้  วันอาทิตย์  ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่สุด อยู่กับคาทอลิกเหมือนที่วันซาบาโตเป็น – คือ – สำหรับคนยิว  วันของพระเจ้า  ทำให้ศักดิ์สิทธิ์โดยประจักษ์พยานของชุมชนทั้งครบที่ชุมนุมอยู่ในพิธีนมัสการ และดยการถือศีลอดของพวกเขาจากการถือปฏิบัติตามที่เคย  การละเลยที่จะมาร่วมมิสซาวันอาทิตย์และในวันฉลองพิเศษถือว่าเป็นบาปหนัก  ในฐานะความเมินเฉยละเลยที่จะถือกฎข้อบังคับที่ห้ามงานปกติในวันเหล่านั้นด้วย

'Around the church, there were placed statues of the Saints and painted on the walls, pictures that told the story of the great events narrated in the Scriptures or in the lives of the Saints.  One very favourite subject was the Last Judgment, Christ at the last day of all, judging mankind.  Very notable among the Saints were the special patron of the particular church or village, the Saints traditionally associated with that countryside, above all others, a Saint in a class apart, Mary, the Mother of the God-Man, Jesus Christ.

‘ รอบวัด จะมีรูปปั้นนักบุญและภาพวาดตามกำแพง รูปภาพที่เล่าเรื่องราวของเหตุการณ์สำคัญๆในพระคัมภีร์ หรือในชีวิตของนักบุญต่างๆ  ภาพที่โปรดปรานกันมากคือการพิพากษาสุดท้าย  ภาพพระคริสต์ในวันสุดท้ายของชีวิต ภาพการพิพากามนุษยชาติ  ที่น่าสังเกตุในบรรดานักบุญก็คือนักบุญองค์อุปถ้มภ์พิเศาของวัดหรือหมู่บ้าน  บรรดานักบุญที่ตามธรรมประเพณีร่วมอยู่กับดินแดนนั้น เหนือสิ่งอื่นใด  นักบุญในระดับชั้นพิเศา พระนางมารีอา พระมารดาของพระเจ้าในสถาวะมนุษย์ คือ พระเยซูคริสตเจ้า

'These churches generally, were the great pride of the village for their statues and pictures and silken hangings, for some specialty in a vestment or in the chalice and other sacred vessels.'1A number of means were employed to prepare the people for the replacement of this traditional Latin Mass by a vernacular Protestant Communion service.

‘ โดยทั่วไปแล้ว บรรดาวัดเหล่านี้ เป็นความภูมิใจยิ่งใหญ่ของหมู่บ้าน สำหรับรูปปั้นและภาพเขียนของนักบุญทั้งหลายและรวมทั้งผ้าประดับที่เป็นไหม  สำหรับโอกาสพิเศษบางครั้งในกาลิกซ์และเครื่องโลหะศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ‘  ยังมีอีกหลายเรื่องที่จัดกันไว้ เพื่อเตรียมประชาชนสำหรับการทดแทนมิสซาลาตินดั้งเดิม โดยพิธีศีลมหาสนิทแบบโปรเตสตันท์ในภาษาถิ่น (แบบภาษาไทย ด้วย)

                                                                                               THE PRESS การพิมพ์

In order to overthrow the Mass and with it all that remained of the Catholic Faith, the Reformers adopted a cautious approach.  They realized that an open frontal attack could rebound on themselves.  The way was first prepared with the help of the press.  In 1547, a campaign against the Mass was initiated alleging, among other things, that 'such as honour the bread there for God do no less idolatry than they that made the sun their god or stars.'

เพื่อจะล้มล้างมิสซาลาตินและทุกสิ่งที่ประกอบพิธีทั้งหมดที่คงเหลือของความเชื่อคาทอลิก พวกปฏิรูปได้รับเอาวิธีการแบบระมัดระวัง  พวกเขาคิดได้ว่าการโจมตีซึ่งหน้าอย่างเปิดเผยสามารถย้อนกลับเข้าตัวพวกเขาเอง  วิธีการคือการเตรียมการแรกด้วยความช่วยเหลือของการพิมพ์  ในปี 1547  การรณรงค์ต่อต้านพิธีมิสซาได้ริเริ่มการกล่าวหา ท่ามกลางเรื่องอื่นๆว่า ‘เช่นการให้เกียรติขนมปังที่นั่นแทนองค์พระเจ้าเป็นการถือรูปปั้นไม่น้อยกว่าพวกที่ทำให้ดวงอาทิตย์หรือดวงดาวเป็นพระของพวกเขา ‘

Gardiner complained that 'certain printers, players and preachers make a wonderment, as though we knew not yet how to be justified, nor what sacraments we should have.'2  The authorities expressed disapproval in public but their failure to take any active steps to suppress these books made it obvious where their sympathies lay.  By the end of the year, the floodgates were opened and books began to appear filled with abuse of everything Catholic - and even dedicated to the King himself and the Lord Protector.  The Blessed Sacrament is described as 'a vile cake to be made God and Man' and the Mass as 'the worshipping of God made of fine flour.'  Many of these books were written by continental reformers, among them Luther, Zwingli, Calvin, Melancthon, Bullinger, Urbanus Regius, Osiander, Hegendorp and Bodius.3  While these books shocked and outraged most of the ordinary faithful and parish clergy, they made a great impression on those who liked to consider themselves an educated and enlightened ้lite - almost invariably men of influence in some sphere or other.

การ์ดเนอร์บ่นว่า ‘ ผู้พิมพ์หนังสือ นักแสดงและนักเทศน์บางคนทำสิ่งน่าพิศวง  ประหนึ่งว่าเราไม่ทราบว่าจะพิจารณาอย่างไร หรือศีลศักดิ์สิทธิ์ประการไหนที่เราควรจะรับ’  บรรดาผู้ใหญ่ได้แสดงการไม่ยอมรับในที่สาธารณะ แต่ความผิดพลาดของพวกเขาที่จะก้าวอย่างแข็งขันเพื่อกดดันหนังสือเหล่านี้ ทำให้เห็นชัดว่าความเห็นใจของพวกเขาอยู่ตรงไหน  พอถึงปลายปี  ประตูน้ำถูกเปิดออกและหนังสือต่างๆเริ่มปรากฎ เต็มไปด้วยการกล่าวร้ายต่อทุกสิ่งที่เป็นคาทอลิก – และแม้มีการบันทึกอุทิศแด่กษัตริย์พระองค์เองและพระเจ้าผู้ปกป้องคุ้มครอง   ศีลศักดิ์สิทธิ์ได้รับการบรรยายว่าเป็นดัง ‘เค้กชั่วร้ายที่มาเป็นพระเจ้าและมนุษย์’ และพิธีมิสซาเป็นดัง ‘ การนมัสการพระเจ้าที่ทำจากแป้งป่น’  หนังสือเหล่านี้จำนวนมากเขียนโดยนักปฏิรูปยุโรป  ในพวกเขาก็มี Luther, Zwingli, Calvin, Melancthon, Bullinger, Urbanus Regius, Osiander, Hegendorp and Bodius   ขณะที่หนังสือเหล่านี้ก่อให้เกิความตกใจและทำลายส่วนใหญ่ที่สุดของสัตบุรุษธรรมดาและนักบวชของวัดต่างๆ  มันสร้างความประทับใจกับคนที่ชอบที่จะพิจารณาตัวเองว่าเป็นผู้มีการศึกษาและสำเร็จเป็นอรหันต์แล้ว – เกือบทั้งหมดของคนจำนวนที่มีอิทธิพลในบางซีกโลกหรือที่อื่นๆ

Those wishing to defend the Mass found it very difficult to do so as the Reformers had total control of the means of communication.  'Here and there, possibly a book might be published bearing the name of an author and printer which was distasteful to Cranmer and the Council but there can be no doubt that this would be done at the peril of those concerned.  And as a fact, on examining the bibliography of these years, it is remarkable that hardly a single book or pamphlet written in support of the ancient doctrines appears to have been issued from the English press.  Such treatises as those of Gardiner and Tunstall on the Sacrament had to be printed abroad and in secret.

เหล่าบุคคลที่ประสงค์จะปกป้องมิสซาลาติน พบว่ามันยากที่จะทำเช่นนั้น โดยที่พวกปฏิรูปได้เข้าควบคุมเส้นทางต่างๆของการสื่อสารหมดแล้ว  ‘ ไม่ว่าที่นี่หรือที่นั่น เป็นไปได้ที่หนังสือเล่มหนึ่ง อาจตีพิมพ์ดยใช้ชื่อผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ซึ่งขาดรสนิยมเช่นแครนเมอร์ และสภาสังคายนา แต่สามารถอย่างไม่ต้องสงสัยว่าการกระทำนี้ทำให้เกิดความพินาศของคนที่เกี่ยวข้อง  และเท่าที่เป็นความจริง  ในการพิจารณาบัญชีหนังสือของปีเหล่านี้  เป็นที่น่าสังเกตุว่ายากที่หนังสือเล่มเดียวหรือใบปลิวหนึ่งแผ่นที่เขียนสนับสนุนคำสอนเก่าแก่ที่ปรากฎ จะได้รับการเผยแพร่จากการพิมพ์อังกฤษ  หนังสือเช่นนั้นอย่างเช่นของการ์ดิเนอร์และตันสตอลล์ว่าด้วยศีลสักดิสิทธิ์ ต้องพิมพ์ในต่างประเทศและกระทำอย่างลับๆ.

'On the other hand, the country was flooded with works, either translations of the labours of foreign reformers, or original compositions, inveighing against Catholic observances and specially against the Mass.  These bore the name of author or printer and were mostly of the booklet class, which could be sold for a few pence and were evidently designed for wide circulation among the people.  In the circumstances, there can be no doubt whatever that this style of literature, which is so abundant, could not have had currency without the connivance or good will of the government and that it really represented beyond question their wishes and intentions.  Nor merely was the circulation of such literature, which is chiefly of a profane and scurrilous character, not prohibited or even moderated by any of the numerous proclamations of the time but express license was given to printers of such works.'4

‘ อีกอย่าง ประเทศท่วมท้นไปด้วยงานเขียน ไม่คำแปลของงานของนักปฏิรูปต่างประเทศ ก็ ข้อเขียนต้นฉบับ ที่หล่อเลี้ยงขัดขวางการสังเกตุการณ์ของคาทอลิกและเป็นต้นต่อต้านมิสซา  ข้อเขียนเหล่านี้แสดงชื่อผู้เขียนหรือผู้พิมพ์และส่วนใหญ่ที่สุดเป็นชั้นอนสาร  ซึ่งสามารถจำหน่ายสองสามเพนนีและออกแบบอย่างเปิดเผยสำหรับจำหน่ายกว้างขวางท่ามกลางประชาชน  ในกรณีนี้  ไม่มีความสงสัยอะไรเลยว่าสไตล์นี้ของวรรณกรรม ซึ่งท่วมท้นตลาด  ไม่สามารถมีระบบการเงินโดยปราศจากการยินยอมในทีหรือความประสงค์ดีของรัฐบาลและว่า จริงๆแล้วมันมันเป็นคำตอบหลังคำถามความปรารถนาและความตั้งใจของพวกเขา  ทั้งไม่ธรรมดาที่ยอดการจำหน่ายวรรณกรรมเช่นนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะทางโลกและสามหาวหยาบคาย  ไม่ถูกห้ามหรือแม้ทำให้อ่อนลงบ้างโดยการประกาศมากมายของเวลา  แต่แสดงใบอนุญาตที่ได้แก่ผู้พิมพ์ของงานเช่นนั้น
                                                                                                 THE PULPIT  ธรรมาสน์

Another effective means of propagating the revolutionary ideas was through sermons - preachers with a license from Cranmer could go from town to town, attacking beliefs which, in theory, he still held himself and was upholding.  Under Henry, for example, while 'men and women were dying for beliefs which the Archbishop privately shared, he subscribed to the ruling orthodoxy and imposed it upon others.'5  While the Reformer-dominated King's Council issued proclamations forbidding irreverent attacks upon the Sacrament and listing punishments for those who did so, in practice it could be called a 'round robin' or 'Jack in the box' with impunity.  One preacher with Cranmer's license - Thomas Hancock - was arrested after saying, among other things, 'that which the Priest holdeth over his head you do see and kneel before it, you honour it and make an idol of it and you yourselves are most horrible idolators.'  He was completely discharged at the instigation of the Protector Somerset himself.  Cranmer alone had the power of granting a license to preach and his attitude can best be seen by quoting from an instruction issued by the Privy Council to licensed preachers in June, 1548, forbidding them to bring 'that into contempt and hatred which the prince doth either allow or is content to suffer,' but at the same time permitting 'the lively teaching of the word of God by sermons made after such sort as for the time the Holy Ghost shall put into the preacher's mind.'6

วิธีอื่นที่ได้ผลของการประกาศความคิดปฏิรูปก็คือทางการเทศนา – นักเทศน์พร้อมใบอนุญาตจากแครนเมอร์ สามารถจากเมืองนี้ไปเมืองโน้น  โจมตีข้อความเชื่อซึ่ง ในทางทฤษฎี  เขายังคงยึดตัวเองและถือมั่น  ภายใต้เฮ็นรี ตัวอย่าง ขณะที่ ‘ ชายและหญิงกำลังตายสำหรับความชื่อซึ่งพระอัครสังฆราชมีส่วนร่วมป็นส่วนตัว  เขาลงทะเบียนเข้าสู่ความถือมั่นทางปกครอง และยึดถือมันเหนือสิ่งอื่น  ขณะที่ สภาของกษัตริย์ที่ยึดครองโดยพวกปฏิรูป ได้ออกประกาศห้ามการโจมตีที่ไม่ให้ความเคารพต่อศีลศักดิ์สิทธิ์และประกาศการลงโทษสำหรับคนที่ทำเช่นนั้น  ในการปฏิบัติ มันสามารถถูกเรียกว่า ‘round robin’ หรือ ‘Jack in the box’ โดยไม่มีการรับโทษ  นักเทศน์คนหนึ่งที่มีใบอนุญาตของแครนเมอร์ – โทมาส แฮนค๊อก – ถูกจับกุมหลังการเทศน์ ท่ามกลางสิ่งต่างๆหลากหลาย  ‘ว่า ที่พระสงฆ์ชูขึ้นเหนือศีรษะของเขา คุณเห็นและคุกเข่าให้สิ่งนั้น  คุณให้เกียรติสิ่งนั้นและทำให้สิ่งนั้นเป็นรูปเคารพและคุณเองเป็นคนที่ถือรูปเท็จเทียมน่าสะพึงกลัว’  เขา ถูกปลดออกจากการส่งเสริมของซอมเมอร์เซ็ตผืปกป้องเอง  แครนเมอร์คนเดียวมีอำนาจที่จะให้ใบอนุญาตการเทศนา และทัศนคติของเขาสามารถเห็นได้ดีที่สุดโดยการกล่าวระบุจากคำแนะนำ ที่ออกโดยสภาที่ปรึกษา แก่ นักเทศน์ที่ได้รับอนุญาตในเดือนมิถุนายน 1548  โดยห้ามพวกเขานำ’ สิ่งนั้นเข้าในความพยายามและความเกลียดชัง ซึ่งเจ้าชายจะเป็นผู้อนุญาตหรือพอใจที่จะยอมรับ ‘  แต่ ในเวลาเดียวกันก็อนุญาต ‘การสอนอย่างมีชีวิตชีวาซึ่งพระวาจาของพระเจ้าโดยการเทศน์ ที่ทำหลังชนิดที่กล่าว ณ เวลาที่พระจิตเจ้าจะทรงประทานเข้าในจิตของผู้เทศนา

In his famous sermon 'of the plough' preached at St. Paul's on 18th January, 1548, Latimer openly attacked Catholic practices before the whole court, declaring them and the Mass itself to be the work of the devil whose 'office is to hinder religion, to maintain superstition, to set up idolatry, to teach all kinds of popery . . . where the devil is resident and hath his plough going, there away with books, and up with candles; away with bibles, and up with beads, away with the light of the Gospel, and with the light of candles yea at noon-day . . .  Where the devil is resident, that he may prevail, up with all superstition and idolatry; censing, painting of images, candles, palms, ashes, holy water and new services of men's inventing . . .  Let all things be done in Latin; there must be nothing but Latin . . .'7

ในบทเทศน์ที่มีชื่อเสียง’ เรื่องของไถ’ ที่เทศน์ที่วิหารเซนต์ปอล เมื่อวันที่ 18 มกราคม 1548  ลาติเมอร์ได้โจมตีการปฏิบัติงานคาทอลิกอย่างเปิดเผยต่อหน้าราชสำนักทั้งครบ  โดยประกาศว่าพวกคาทอลิกและมิสซาเองเป็นงานของปีศาจซึ่ง ‘สำนักงานของพวกเขาเป็นที่ขัดขวางศาสนา ดำรงการกระทำนอกรีตเชื่อโชคเชื่อลาง  ก่อตั้งการบูชารูปปั้นรูปเขียน สอนทุกอย่างเกี่ยวกับลัทธิโรมันคาทอลิก...  ที่ซึ่งปีศาจเป็นผู้อาศัยอยู่และดำเนินการไถของมัน  มันจะทิ้งหนังสือต่างๆ   และจุดเทียนสว่างไสว ละทิ้งหนังสือพระคัมภีร์และจะถือลูกประคำ ทิ้งลำแสงของพระวรสาร และจะจุดเทียนช่วงบ่าย..... ณ ที่ปีศาจอยู่อาศัย มันอาจได้ชัยชนะ  ด้วยการถือโชคลางและการบูชารูปเคารพ  การโยนกำยาน การวาดภาพต่างๆ  เทียน  ใบปาล์ม  เถ้าธุลี  น้ำเสกและบริการใหม่ของการประดิษฐ์ของมนุษย์.... ให้สิ่งทั้งหมดได้กระทำเป็นภาษาลาติน  ที่นั่นต้องไม่มีภาษาอื่นเว้นแต่ลาติน.....’

                                                                                LITURGICAL INNOVATIONS  การเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมใหม่

This policy of upholding the traditional faith in theory while allowing it to be undermined in practice extended to liturgical innovations.  '. . . On the one hand the Council was issuing orders to restrain innovations in the liturgy and on the other was allowing it to be understood that such innovations were not displeasing to them . . .'8  Cranmer's programme for overthrowing the established liturgy described at the beginning of this chapter was divided into four stages.  It has already been explained in Chapter VIII why he deemed it imprudent to do too much too soon.  Stage one was to have certain portions of the unchanged traditional Mass in the vernacular.  Stage two was to introduce new material into the old Mass, none of which would be specifically heretical.  Stage three was to replace the old Mass with an English Communion service which, once more, was not specifically heretical.  Stage four was to replace this service with a specifically Protestant one.

นโยบายของการสนับสนุนความเชื่อดั้งเดิมนี้ในทฤษฎี ขณะที่อนุญาตให้มีการบ่อนทำลายในทางปฏิบัติ ได้ขยายไปสู่การเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมใหม่...’…อีกทางหนึ่ง สภาอังกฤษกำลังออกคำสั่งให้ควบคุมการเปลี่ยนแปลงใหม่ในพิธีกรรม และอีกประการคือกำลังอนุญาตให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงใหม่เช่นนั้นมิได้ทำให้พวกเขาไม่พอใจ...’ โครงการของแครนเมอร์สำหรับการลบล้างพิธีกรรมที่มีอยู่นั้น ที่บรรยายเมื่อเริ่มบทนี้ มีการแยกเป็น สี่ขั้นตอน  ได้มีการอธิบายแล้วในบทที่ VIII ว่าทำไมเขาคิดว่ามันเป็นการไม่ฉลาด ที่จะทำอะไรมากไปเร็วเกินไป   ขั้นตอนที่หนึ่ง คือให้มีการแยกส่วนของพิธีมิสซาดั้งเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงเป็นภาษาท้องถิ่น  ขั้นตอนที่สอง คือการนำเอาเรื่องใหม่เข้าสู่มิสซาเก่า  ต้องไม่มีสิ่งใดถือว่าเป็นเฮเรติก  ขั้นตอนที่สาม คือแทนมิสซาเดิมด้วยพิธีศีลมหาสนิทเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่ง อีกครั้ง ต้องไม่แสดงเป็นพิเศษว่าเป็นเฮเรติก  ขั้นตอนที่สี่ คือแทนบริการนี้ด้วยบริการแบบโปรเตสตันท์เป็นพืเศษ

As will be explained in Chapter XVI, the psychology of this process was very sound.  Very few men have the courage to be martyrs and even those with strong convictions are liable to seek a compromise where one is possible.  Such a compromise was possible with each of Cranmer's first three stages - and once the process of compromising has been entered into, it tends to be self-perpetuating.  A man who has been making continual concessions is liable to lack the will to make a stand and to feel that, 'in any case it is too late now.'  Prominent among the liturgical innovations which prepared the way for or accompanied the 1549 Prayer Book were the principles that the liturgy must be in the vernacular and audible throughout; Communion under both kinds; a new order of Communion to be used with the old Mass; the replacement of altars with tables.

โดยที่จะมีคำอธิบายในบทที่ XVI จิตวิทยาของขบวนการนี้ก็ง่ายๆ  คนน้อยมากที่มีความกล้าหาญที่จะเป็นมรณสักขี และแม้ คนเหล่านั้นที่มีความเชื่อมั่นแข็งแรงก็เป็นพวกอาจจะแสวงหาการประนีประนอมณที่ใดก็ตามที่พอมีได้  การประนีประนอมเช่นนั้นเป็นไปได้กับแต่ละชั้นตอนสามขั้นแรก – และเมื่อขบวนการของการประนีประนอมเริ่มเข้าไปสู่  มันก็โน้มเอียงที่จะตลอดกาลปาวสานเอง  คนหนึ่งที่ยอมเห็นพ้องติดต่อกันก็จะยอมขาดความประสงค์ที่จะยืนหยัดและรู้สึกเช่นนั้น ‘ ในกรณีใดก็ตามที่มันสายเกินไปแล้วตอนนี้ ‘  ที่ลือเลื่องท่ามกลางการทำใหม่ทางพิธีกรรมซึ่งได้เตรียมลู่ทางสำหรับ หรือ พร้อมไปกับหนังสือสวดภาวนา 1549  เป็นหลักการที่พิธีกรรมต้องเป็นไปในภาษาท้องถิ่นและฟังได้ยินตลอดมิสซา  การรับศีลทั้งสองอย่าง  ลำดับใหม่ของพิธีกรรมที่ใช้ในแบบเก่า  การแทนพระแท่นด้วยโต๊ะธรรมดา.
   
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พระศาสนจักร การตัดขาดจากพระศาสนจักร และ การคืนดีกับพระศาสนจักร เมื่อ: มีนาคม 23, 2017, 11:14:39 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         พระศาสนจักร  การตัดขาดจากพระศาสนจักร  และ การคืนดีกับพระศาสนจักร
                                                                                  The Church, Excommunication, and Reconciliation

บทอ่าน วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2014 On the Readings for Sunday, September 7, 2014  [ทอ่าน
September 06, 2014 12:00 EST
Carl E. Olson

         บทอ่าน วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2014 On the Readings for Sunday, September 7, 2014  [บทอ่าน
September 06, 2014 12:00 EST

Carl E. Olson
 
Pope Francis hears confession during a penitential liturgy in St. Peter's Basilica at the Vatican March 28. (CNS photo/L'Osservatore Romano via Reuters)
Readings:• Ez 33:7-9• Psa 95:1-2, 6-7, 8-9• Rom 13:8-10• Mat 18:15-20

Here’s a simple truth that I’ve learned over the years: A poor understanding of the meaning of “church” inevitably leads to a skewed understanding of many significant issues. นี้คือความจริงปกติธรรมดาที่ข้าพเจ้าได้ทราบมานานหลายปี คือ ความเข้าใจที่ไม่ชัดเจนในความหมายของ “ ศาสนจักร “ นำอย่างไม่มีใครชักชวนไปสู่ความเข้าใจที่ลาดเทของเรื่องต่างๆที่มีความหมายสำคัญหลายเรื่อง

Take, for example, the matter of “excommunication.”  ที่นำเป็นตัวอย่างได้ก็คือ เรื่อง “ การตัดขาดจากพระศาสนจักร “

Many people, including quite a few Catholics, think excommunication is simply a way for the Church to control, coerce, and otherwise bully people. It is, they believe, an exercise of power meant to further increase that power, which is possessed by a privileged few. Some insist excommunication is contrary to the teaching and spirit of Jesus; after all, wasn’t He all about love, mercy, and forgiveness? Today’s Gospel reading helps set the record straight, even though the term “excommunication” doesn’t appear.
 
ประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งคาทอลิกบางคน  คิดว่าการตัดขาดจากพระศาสนจักรเป็นเพียงหนทางสำหรับพระศาสนจักรที่จะควบคุม ขู่บังคับ และมิฉะนั้นก็รังแกประชาชน  พวกเขาเชื่อว่า มันเป็นการแสดงอำนาจที่มุ่งจะเพิ่มอำนาจนั้นอีกต่อไป ซึ่งผู้ถืออำนาจที่ว่านี้มีสองสามคนเท่านั้นที่ถืออภิสิทธิ์   คนบางคนยืนยันว่า การตัดขาดออกจากพระศาสนจักรเป็นการกระทำขัดต่อคำสอนและจิตวิญญาณของพระเยซูเจ้า ซึ่งทั้งหมดนั้น ก็เลยมิใช่พระองค์ที่เป็นทั้งหมดของความรัก ความเมตตา และการให้อภัย?  บทอ่านจากพระวรสารของวันนี้ ช่วยตั้งบันทึกรายงานตรง แม้อาจจะไม่มีคำว่า “ การตัดขาดจากพระศาสนจักร “ ปรากฎให้เห็น

We cannot rightly appreciate the purpose and nature of Church authority unless we understand that the Church is not a club, a political party, or a merely human institution. The Church was founded by Christ, states the Catechism, for one ultimate purpose: “for the sake of communion with [God’s] divine life.” The Church “is the goal of all things” (CCC 760). As the Body of Christ, the Church exists to redeem man, to guide him into holiness, and to transform him, by the power of the Holy Spirit, into a child of God.

เราไม่สามารถเข้าใจซึ้งในวัตถุประสงค์และธรรมชาติของอำนาจศาสนจักรอย่างถูกต้อง จนกว่าเราจะเข้าใจว่า พระศาสนจักรไม่ใช่คลับ  พรรคการเมือง  หรือ เพียงสถาบันมนุษย์  พระศาสนจักรถูกก่อตั้งขึ้นจากพระคริสตเจ้า  คำสอนยืนยันเช่นนั้น  เพื่อวัตถุประสงค์สุดท้าย คิอ “ เพราะเห็นแก่การมีส่วนร่วมกับชีวิตพระเจ้า “   พระศาสนจักร “ เป็นเป้าหมายของทุกสิ่ง “ (CCC –คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก  760)  ในฐานะพระกายของพระคริสต์  พระศาสนจักรสถิตย์อยู่ เพื่อไถ่มนุษย์  นำทางมนุษย์ไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์  และเปลี่ยนแปลงเขา ด้วยพลังอำนาจชองพระจิตเจ้า ให้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า.

This reading from Matthew 18 contains the second of only two uses of the word ecclesia, or “church”, found in the Gospels. The other occurrence is in Matthew 16:18, in the Gospel reading proclaimed two weeks ago. In both cases, the word “church” is uttered in the context of apostolic authority. In Matthew 16:16-20, Peter—the Rock—was given unique authority as the King’s prime minister or vicar. In today’s reading, the context is that of resolving conflicts within the Church. Jesus provides some practical directives about how Christians should approach someone who has sinned against him. The offender is not just anyone, but a brother in Christ, and the response is to take place within the family and household of God, the Church.

บทอ่านนี้จากพระวรสารมัทธิว 18 มีข้อความที่กล่าวถึงการใช้เพียงสองครั้งของคำว่า ecclesia หรือ “ศาสนจักร” ที่พบในพระวรสาร  การปรากฎที่อื่นก็คือในมัทธิว 16:18  ในบทอ่านจากพระวรสารที่อ่านประกาศเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว  ในทั้งสองกรณี  คำว่า “ ศาสนจักร “ ถูกเปล่งออกมาในบริบทของอำนาจปกครองของอัครสาวก  ในมัทธิว 16:16-20  เปโตร – ศิลา – ได้รับมอบอำนาจที่ไม่มีผู้ใดเทียบประหนึ่งนายกรัฐมนตรีของกษัตริย์หรือตัวแทนพระองค์  ในบทอ่านของวันนี้  บริบทก็คือที่กล่าวถึงการแก้ความขัดแย้งภายในพระศาสนจักร  พระเยซูเจ้าได้จัดคำแนะนำภาคปฏิบัติบางประการ เกี่ยวกับว่าคริสตชนควรจะทำอย่างไรในการเข้าไปใกล้บางคนที่ได้ทำบาปต่อพระองค์  ผู้กระทำผิดมิใช่ใคร  แต่เป็นน้องคนหนึ่งในพระคริสต์ และคำตอบก็คือให้ทำในระหว่างภายในครอบครัวและที่พำนักของพระเจ้า –วัด.

This section, it should be noted, follows after Jesus’ declaration that we must be like children in order to enter the kingdom of heaven (18:3), that it would better to lose an eye or limb than to be thrown into eternal fire (18:8-9), and that the heavenly Father rejoices in the return of the one stray sheep (18:12-14). The stakes are eternal and the struggle against sin can be fierce. Being a child of God and a member of His household is not easy; on the contrary, it can be trying. It might even involve rebuke and discipline.

บทนี้  ควรจะตั้งข้อสังเกตุ  เดินตามคำประกาศของพระเยซูเจ้าที่ว่าเราต้องเป็นเหมือนเด็กๆเพื่อจะเข้าสุ่พระอาณาจักร์สวรรค์ (18:3) ซึ่งจะเป็นการดีกว่าที่จะเสียตาหรือแขนข้างหนึ่งที่จะถูกโยนลงสู่ไฟนิรันดร (18:8-9)  และซึ่งพระบิดาสวรรค์ชื่นชมในการกลับคืนของแกะที่หลงทาง (18:12-14) เดิมพันนั้นคือนิรันดรและการต่อสู้กับบาปสามารถรุนแรงด้วย  การเป็นบุตรของพระเจ้าและสมาชิกของครอบครัวพระองค์ไม่ใช่ง่าย  ตรงข้าม  มันสามารถพยายามได้  มันอาจรวมเอาการว่ากล่าวและระเบียบวินัย

So the steps described by Jesus are not aimed at revenge or retribution, but at reconciliation. When we sin against a brother in Christ, we harm the unity of the Body of Christ. Our sin poisons our souls and our familial bond with others. Which is why it needs to be addressed, first by one-on-one communication, then by a small group. This is rooted in the Law, which declares that “a judicial fact shall be established only on the testimony of two or three witnesses” (Deut 19:15).

ดังนั้น ก้าวย่างที่บรรยายโดยพระเยซูเจ้า มิได้เล็งที่การแก้แค้นหรือการแก้เผ็ด แต่ที่การประนีประนอม  เมื่อเราทำบาปผิดต่อพี่น้องในพระคริสตจ้า  เราก็ทำอันตรายต่อเอกภาพแห่งพระกายของพระคริสต์  บาปของเราเป็นพิษต่อวิญญาณของเราและพันธะผูกพันทางครอบครัวกับผู้อื่น  อันไหนคือทำไมมันจำเป็นที่จะกล่าวถึง  ประการแรก โดยการสื่อสารหนึ่งต่อหนึ่ง  จากนั้นก็ถึงกลุ่มเล็ก  สิ่งนี้มีรากอยู่ในกฎหมาย  ซึ่งประกาศว่า “ ความจริงที่ตัดสิน จะถูกสถาปนาเพียงด้วยประจักษ์พยานของพยานสองหรือสามคน “ (Deut 19:15)

If those attempts fail the matter should come before the Church. The possibility of losing communion with the Church is meant to awaken the sinner to the serious straits he is navigating in spiritual blindness. Christ “threatens the one punishment,” observed St. John Chrysostom, “to prevent the other from happening.” Better to suffer temporal punishment than eternal separation from God. “Thus, by fearing both the rejection from the church and the threat of being bound in heaven, he may become better behaved.”
 
ถ้าความพยายามเหล่านั้นล้มเหลว เรื่องก็จะปรากฎมาต่อหน้าพระศาสนจักร  ความเป็นได้ที่จะสูญเสียการร่วมสหภาพกับพระศาสนจักร ก็คงหมายถึงเป็นการปลุกคนบาปขี้นสู่ทางเดินที่จริงจังที่เขากำลังเดินทางในความมืดบอดทางจิตวิญญาณ  พระคริสต์ “ คุกคามที่จะมีการลงโทษอย่างหนึ่ง “ ที่นักบุญยอห์น คริสซอสตอมสังเกตุเห็นได้  “ เพื่อขจัดคนอื่นมิให้เกิดแบบนี้ “  ดีกว่าที่จะรับการลงโทษชั่วคราวมากกว่าการแยกชั่วนิรันด์จากพระเจ้า  “ ดังนั้น โดยการเกิดความกลัวทั้งการถูกทิ้งจากพระศาสนจักรและการคุกคามที่จะมุ่งสู่สวรรค์  เขาอาจกลายเป็นผู้ที่ประพฤติดีขึ้น “

The Catechism sums it up: “Reconciliation with the Church is inseparable from reconciliation with God” (CCC 1445). If we believe the Church was founded by Christ and has been granted His authority, we should appreciate that she works to keep us in right relationship with Him.
 
คำสอนคาทอลิกสรุปว่า : “ การคืนดีกับพระศาสนจักรแยกไม่ได้จากการคืนดีกับพระเจ้า” (CCC 1445)  ถ้าเราเชื่อว่าพระศาสนจักรได้รับการก่อตั้งจากพระคริสต์ และได้รับอำนาจปกครองของพระองค์  เราควรจะซาบซี้งในใจว่าพระศาสนจักรทำงานเพื่อเราจะได้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระองค์

Yes, excommunication is a severe penalty, but it is a medicinal penalty, meant to cure us from what might destroy our souls.

 ใช่แล้ว การขับออกจากพระศาสนจักรเป็นการลงโทษที่รุนแรง  แต่มันเป็นโทษแบบยารักษา  หมายที่จะบำบัดรักษาพวกเราจากสิ่งที่อาจทำลายวิญญาณของเรา.

(This "Opening the Word" column originally appeared in the September 7, 2008, edition of Our Sunday Visitor newspaper.)
 
About the Author  ผู้เขียน
 
Carl E. Olson editor@catholicworldreport.com
Carl E. Olson is editor of Catholic World Report and Ignatius Insight. He is the author of Did Jesus Really Rise from the Dead?, Will Catholics Be "Left Behind", co-editor/contributor to Called To Be the Children of God, co-author of The Da Vinci Hoax (Ignatius), and author of the "Catholicism" and "Priest Prophet King" Study Guides for Word on Fire. He is also a contributor to "Our Sunday Visitor" newspaper, "The Catholic Answer" magazine, "Chronicles", and other publications.


 
หน้า: [1] 2 3 ... 123