แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 124
1  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / อะไรเกี่ยวกับโปรเตสตันท์หกคนเหล่านั้นและมิสซาใหม่? เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:47:35 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                      อะไรเกี่ยวกับโปรเตสตันท์หกคนเหล่านั้นและมิสซาใหม่?
                                                                               What About those Six Protestants and the New Mass?

Posted on August 20, 2015 by Patrick                                                                                                                                                                                             Alan Petervich Update June 3, 2017 

                                                                               

Louis Tofari

 Putting Catholic Answers back into the spotlight, apologists Tim Staples and Patrick Coffin hosted again the topic of “Radical Traditionalism” during the evening of August 12th. For all intents and purposes, this re-run was damage control, as back in May, the two hosts managed (during their previous same-titled show) to offend every type of Catholic who attends the traditional Mass, whether out of preference or doctrinal conviction.
 เมื่อวางคำตอบคาทอลิกกลับเข้าสู่แสงไฟฉาย  ทิม สเตเปิลส์และแพตริค คอฟฟิน ผู้ให้ความเห็นใจ ได้ยินดีรับเข้าพิจารณาอีกซึ่งหัวเรื่องพูดของ “ ลัทธิยึดถือประเพณีดั้งเดิมแบบที่เป็นสมุฎฐาน” ระหว่างตอนเย็นของวันที่ 12 สิงหาคม  สำหรับเนื้อหาทั้งหมดและวัตถุประสงค์ การนำกลับมากล่าวอีกคือการควบคุมความเสียหาย  โดยที่ถอยหลังกลับไปในเดือนพฤษภาคม  เจ้าภาพสองรายได้จัดการ (ระหว่างการโชว์เรื่องเดียวกันของพวกเขาก่อนนั้น) ทำให้เป็นที่สะดุดทุกแบบแผนของคาทอลิก ซึ่งมาร่วมพิธีมิสซาแบบดั้งเดิม ไม่ว่าความชอบจะอ่อนลงหรือเกิดการตัดสินว่ามีการทำผิดก็ตาม

During the second show, Tradition was not well-represented by callers, and to put it mildly, the hosts made a quick dinner of them. One caller in particular erroneously affirmed that Quo Primum said the Mass could not be changed and the New Mass was invalid because its consecration formula omitted the phrase “Mysterium Fidei”.
ระหว่างการแสดงโชว์ครั้งที่สอง ประเพณีไม่ได้รับการเสนออย่างดีโดยกลุ่มผู้นำโชว์  และเพื่อทำให้มันนิ่มนวล เจ้าของงานก็เลยจัดดินเนอร์อย่างเร็วแก่พวกเขา  ผู้นำเสนอคนหนึ่งได้ยืนยันเป็นพิเศษอย่างหลงผิดว่า สมณสาร Quo Primum กล่าวว่ามิสซาไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ และมิสซาใหม่นั้นไม่สมบูรณ์ เพราะว่าสูตรเสกศีลละเลย วลีที่ว่า “ พระธรรมล้ำลึกแห่งความเชื่อ – Mysterium Fidei “.

In all fairness, the radio show’s hosts ably and correctly replied to this caller’s mistaken statements. But the situation altered dramatically when the caller parlayed their corrections with a spot-on assertion: six Protestants helped to create the Novus Ordo Missae. The hosts replied “this is a myth” and cited a book which supposedly (and “authoritatively”) upheld their position.[1] They went on to state that like at other previous ecumenical councils, there were Protestant observers at the Second Vatican Council, but simply to watch the proceedings and not contribute.
พูดอย่างยุติธรรม ผู้จัดการของรายการโชว์ทางวิทยุได้ตอบอย่างถูกต้องและใช้ความสามารถ กับการยืนยันที่หลงผิดของผู้ที่เรียกเข้ามาในรายการคนนึ้  แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างกระทันหันเมื่อผู้เรียกเข้าวางเดิมพันการแก้ให้ถูกต้องของพวกเขาด้วยการแสดงสิทธิสดๆว่า : โปรเตสตันหกคนได้ช่วยสร้างมิสซาวิธีใหม่ – Novus Ordo Missae  เจ้าของรายการได้ตอบว่า “ นี้เป็นเรื่องโกหกเรื่องหนึ่ง” และชี้ถึงหนังสือเล่มหนึ่งทำนอง(และ” มีหลักฐานอ้างอิง”) สนับสนุนสถานะของพวกเขา  พวกเขาดำเนินรายการต่อไปโดยยืนยันว่า คล้ายกับสังคายนาเพื่อความสามัคคีในศาสนจักรก่อนนั้น  คือ มีผู้สังเกตุการณ์      โปรเตสตันท์ที่สังคายนาวาติกันที่สองด้วย แต่ไปดูการดำเนินการเท่านั้น ไม่ช่วยเหลือสนับสนุนใดๆ

It seems that neither they (nor their favored authors) have read Michael Davis’ works on the New Mass (such as Pope Paul’s New Mass, The Roman Rite Destroyed, Cranmer’s Godly Order, Liturgical Time Bombs in Vatican II), or the Second Vatican Council (Pope John’s Council), let alone Fr. Wiltgen’s classic The Rhine Flows into the Tiber, Romano Amerio’s hefty Iota Unum or Roberto de Mattei’s recently translated-into-English tome, The Second Vatican Council: An Unwritten Story.
มันดูเหมือนว่า ทั้งพวกเขา(และทั้งผู้ขึยนที่สนับสนุนพวกเขา) ไม่ได้อ่านงานของไมเกิล เดวีส์ว่าด้วยเรื่องมิสซาใหม่ (เช่น มิสซาใหม่ของโป๊บ ปอลVI , จารีตพิธีกรรมโรมันถูกทำลาย , คำสั่งพระเจ้าของ  แครนเมอร์, ระเบิดเวลาทางพิธีกรรมในสังคายนาวาติกันที่ II)  หรือ การประชุมสังคายนาวาติกันที่สอง   (สังคายนาของโป๊บยอห์น XXIII)  โดยไม่รวม The Rhine Flows into the Tiber ชั้นคลาสสิก ของ คุณพ่อ Wiltgen,  Iota Unum ที่แข็งแรงของ โรมาโน อาเมริโอ หรือ หนังสือเล่มใหญ่ที่เพิ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษเร็วๆนี้ของโรแบร์โต เด มัตเตอี, การประชุมสังคายนาวาติกันที่สอง:เรื่องที่ไม่ได้เขียนไว้

In fact, this is a situation in which the proof (Protestantism) can be undeniably found in the pudding. But before addressing the “myth” about the New Mass’ fabrication, one point concerning ecumenical councils needs to be made as in fact, it set the stage for the Consilium’s liturgical revolution.
อันที่จริง นี้เป็นสถานะการณ์ซึ่งในนั้นข้อพิสูจน์(ลัทธิโปรเตสตันท์) สามารถตรวจพบอย่างปฏิเสธไม่ได้ในความยุ่งเหยิงนี้  แต่ ก่อนจะกล่าวถึง “ นิทานโกหก”เกี่ยวกับการประดิษฐ์มิสซาใหม่  จุดหนึ่งที่เกี่ยวกับการประชุมเพื่อสันนิบาตคริสตชน จำเป็นต้องกระทำตามที่เป็นจริง  ก็เลยตั้งเวทีสำหรับการปฏิวัติทางพิธีกรรมของที่ประชุม

Protestants were for example invited to the First Vatican Council (1868-1870), but this was in the authentic spirit of ecumenism in an attempt to effect their conversion to the One, True, Holy and Apostolic Faith. Not however to advocate their heresies or errors as acceptable treatises. During Vatican II though, the liberal Council Fathers enabled the Protestant observers’ ideas to be introduced within the conciliar texts. This is an indisputable fact of which ample evidence can be found in the aforementioned titles and which has been boasted about by Catholics[2] and Protestants alike.[3]
โปรเตสตันท์ เช่นตัวอย่าง ได้รับเชิญไปงานประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่หนึ่ง (1868-1870)  แต่ครั้งนี้อยู่ในจิตวิญญาณทรงอำนาจของการประชุมเพื่อส่งเสริมความสามัคคีคริสตชนทั่วโลก ในความพยายามที่จะให้มีผลการกลับใจของพวกเขามาสู่ความเชื่อ หนึ่งเดียว แท้จริง ศักดิ์สิทธิ์ สากลและสืบเนื่องจากอัครสาวก  อย่างไรก็ดี  ไม่ใช่จะหยุดยั้งลัทธิเฮเรติกหรือความหลงผิดของพวกเขาเช่นที่เป็นเรื่องราวที่ยอมรับได้  แม้กระนั้นก็ดี ระหว่างสังคายนาวาติกัน II  ปิตาจารย์ของที่ประชุมสังคายนาสายเสรีนิยมกดดันความคิดของผู้สังเกตุการณ์โปรเตสตันท์ให้ถูกนำไปภายในถ้อยคำของที่ประชุมได้  นี้เป็นความจริงที่ไม่มีใครเถียง ของสิ่งที่ประจักษ์พยานกว้างขวางสามารถพบได้ในหัวข้อเรื่องต่างๆที่อ้างอิงมาแต่ต้น และ ซึ่งคุยโวโอ้อวดถึง ทั้งโดยคริสตชนและชาวโปรเตสตันท์เช่นกัน

Returning to the “myth” that Protestant observers did not contribute in creating the New Mass, to hold this position is to deny the obvious – not only in fact, but also in substance. In the first place, an ecumenical liturgy that would no longer offend Protestants was Fr. Annibale Bugnini’s intention from the get-go as he declared in 1965:  กลับไปที่ “นิทานโกหก” ที่พวกผู้สังเกตุการณ์โปรเตสตันท์มิได้เสนอในการสร้างมิสซาใหม่  หากจะยึดตำแหน่งนี้ก็คือปฏิเสธสิ่งที่เห็นชัด – มิใช่เพียงความจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นแก่นสารสำคัญด้วย ในชั้นแรก พิธีกรรมร่วมกันแบบคริสตชน ที่อาจ ต่อไปไม่กระทบกลุ่มโปรเตสตันท์อีกแล้วก็คือ ความตั้งใจของคุณพ่อ Annibale Bugnini จากเริ่มเดินแล้ว โดยที่คุณพ่อองค์นี้ได้ประกาศในปี 1965: ว่า  We must strip from our Catholic prayers and from the Catholic liturgy everything which can be the shadow of a stumbling block for our separated brethren that is for the Protestants…พวกเราต้องแกะให้หมดไปจากบทภาวนาคาทอลิกของเรา และจากพิธีกรรมคาทอลิก ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถเป็นเงาๆของอุปสรรคสำหรับเพื่อนพี่น้องของเราที่แยกตัวออกไป นั่นคือสำหรับชาวโปรเตสตันท์....

While we learn from the close confidant of Pope Paul VI, Jean Guitton:  ขณะที่เราทราบจาก Jean Guitton เพื่อนคู่คิดใกล้ชิดของโป๊บ ปอล VI :ว่า

The intention of Pope Paul VI with regard to what is commonly called the Mass, was to reform the Catholic Liturgy in such a way that it should almost coincide with the Protestant liturgy. There was with Pope Paul VI an ecumenical intention to remove, or, at least to correct, or, at least to relax, what was too Catholic in the traditional sense in the Mass and, I repeat, to get the Catholic Mass closer to the Calvinist mass” [my emphasis][4].  ความตั้งใจของโป๊บปอล VI ที่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกกันทั่วไปว่ามิสซา ก็คือทำการปฏิรูปพิธีกรรมคาอลิก ในวิธีที่ว่ามันควรจะบังเอิญที่สุดไปเหมือนกับพิธีกรรมโปรเตสตันท์  มีในโป๊บปอลVI ซึ่งความตั้งใจแบบร่วมกันของคริสตชน ที่จะเอาออกไป หรือ อย่างน้อย ที่จะแก้ไข หรือ อย่างน้อยผ่อนคลาย สิ่งที่มันเป็นคาทอลิกเกินไปในความรู้สึกแบบประเพณีดั้งเดิมในมิสซา และ พ่อขอย้ำ ทำให้มิสซาคาทอลิกเข้าใกล้มิสซาแบบกลุ่มคัลวีนิสต์เข้าไปอีก” [การย้ำของพ่อ]

To accomplish this ecumenical goal, the Consilium enlisted the help of these Protestant observers: เพื่อสำเร็จตามเป้าหมายส่งเสริมความสามัคคีคริสตชนนี้ ที่ประชุมสังคายนาได้มีรายชื่อความช่วยเหลือของผู้สังเกตุการณ์โปรเตสตันท์ คือ :

1.    A. Raymond George (Methodist)
2.    Ronald Jaspar (Anglican)
3.    Massey Shepherd (Episcopalian)
4.    Friedrich Künneth (Lutheran)
5.    Eugene Brand (Lutheran)[5]
6.    Max Thurian (Calvinist-community of Taize).

Their contribution in creating the New Mass was immortalized in a picture taken of them during an audience with Pope Paul VI after thanking them for their assistance. The image was subsequently published in L’Osservatore Romano on April 23, 1970 with the title: “Commission Holds Final Meeting, Pope Commends Work of Consilium”.
คำแนะนำของพวกเขาในการสร้างมิสซาใหม่ คงอยู่ตลอดไปในภาพถ่ายของพวกเขาระหว่างการเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาปอลที่ VI  หลังจากมีการขอบใจสำหรับความช่วยเหลือของพวกเขา  ต่อมาภาพดังกล่าวถูกติมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ L’Osservatore Romano เมื่อวันที่ 23 เมษายน 1970 พร้อมคำบรรยาย “ คณะกรรมการจัดการพบปะสุดท้าย โป๊บปอล VI ยกงานของคณะที่ปึกษาขึ้นมาชมเชย “

In addition to the self-evidence of this photograph, we also have verifying testimony from several persons, the most well-known being the aforementioned Anglican Jaspar, who described to Michael Davies how the Protestant contributors gave their input, often implemented verbatim.
ในการเพิ่มเติมแก่ประจักษ์พยานของภาพถ่ายนี้ เราด้วยรับรองประจักษ์พยานจากบุคคลต่างๆ  ที่รู้จักกันดีทุ่ดคือคนอังกลิกันนามJaspar ซึ่งระบุมาก่อนแล้ว  ซึ่งให้ Michael Davies ทราบว่าคนโปรเตสตันท์ผู้เป็นที่ปรึกษานั้น ได้ให้ข้อมูลใส่เข้ามา บ่อยมากที่เป็นคำต่อคำเต็มสมบูรณ์

But let’s pretend this picture does not exist, nor any credible testimonies from Protestants who were actually there. Even without these we still have more than sufficient evidence of Proof Protestant in the Pudding: in the texts of the Novus Ordo Missae itself. For example, the Ottaviani Intervention clearly shows that the New Mass does not conform to the doctrines as infallibly defined by the Council of Trent – that is, the very Catholic beliefs about the Mass, the Blessed Sacrament and priesthood which Protestants reject.
แต่ ให้เราแกล้งว่าภาพถ่ายนี้ไม่เคยมี  หรือไมมีประจักษ์พยานที่เชื่อถือได้ชิ้นใดจากชาวโปรเตสตันท์ ซึ่งตอนนั้นก็อยู่ตรงนั้น  แม้โดยไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็ยังมีประจักษ์พยานยิ่งกว่าพอเพียงของข้อพิสูจน์โปรเตสตันท์ในความยุ่งเหยิงนี้ คือ ในบทของ Novus Ordo Missae เอง  เช่นตัวอย่าง การเข้าแทรกแซงของคาร์ดินัลออตตาสิอานี แสดงชัดเจนว่า มิสซาใหม่ไม่เข้ากับคำสอนเช่นที่สรุปอย่างไม่ผิดพลาด โดยที่ประชุมสังคายนาแห่งเตรนโต นั่นคือ ความเชื่อของคาทอลิกจริงๆเกี่ยวกับมิสซา ศีลศักดิ์สิทธิ์และสังฆภาพสงฆ์ ซึ่งโปรเตสตันท์ปฏิเสธไม่ยอมรับ.

But the most telling pudding proof comes from the Protestants themselves, who affirmed (in reference to the official edition and not merely a bad implementation of it), that they too could use Pope Paul’s new missal since the objectionable content such as “a false perspective of sacrifice offered to God” has been “abandoned” in “the new Eucharistic Prayers”.[6] Or that “…nothing in the renewed Catholic Mass need really trouble the Evangelical Protestant”.[7] Many more such testimonies exist, but space is fleeting here – so cf. Michael Davies again!
แต่ ข้อพิสูจน์ความยุ่งเหยิงที่บอกกล่าวกันที่สุด มาจากกลุ่มโปรเตสตันท์พวกเขาเอง ซึ่งยืนยัน (ในการอ้างอิงกับฉบับการพิมพ์อย่างเป็นทางการ และมิใช่เพียงการเติมเต็มแบเลวๆของมัน) ว่า พวกเขาด้วย สามารถใช้หนังสือคู่มือมิสซาใหม่(Missale) ของโป๊บปอล โดยที่เนื้อหาที่เป็นที่ขัดขวาง เช่น “ ภาพที่ปรากฎแก่สายตาปลอมๆของบูชายัญที่ถวายแก่พระเจ้านั้น” ได้ถูก “ ลบทิ้งไปแล้ว” ใน “บทเสกศีลใหม่” หรือว่า “...ไม่มีอะไรในมิสซาคาทอลิกที่ทำใหม่ ต้องการทำความยุ่งยากจริงๆ แก่ชาว Evangelical Protestants”  ประจักษ์พยานเช่นนั้นมากกว่าอีกยังเหลืออยู่ แต่ที่ว่างตรงนี้หายวับไปแล้ว – Michael Davies อ้างอิงอีกแล้ว!

Even more significant were their actions. After declaring the doctrinal suitability of the Novus Ordo Missae, Episcopalians and Lutherans adopted its texts nearly verbatim. Obviously this indicates “a fundamental change of doctrine”,[8] because they were unwilling to do this with the undeniably orthodox texts of the 1962 Missale Romanum.  Time and again, we find “conservatives” denying these indisputable facts concerning the theological deficiencies of the Novus Ordo. While I could conclude with a quote from Archbishop Lefebvre wherein he affirms that the New Mass, even when said with piety is nevertheless impregnated with a Protestant spirit – I won’t. Rather, I will give the words of a post-conciliar French liturgist, Fr. Henri Denis, who at least had the intellectual honesty to say:
แม้การกระทำของพวกเขามีความหมายมากกว่า  หลังจากการประกาศความเหมาะสมทางคำสอนของมิสซาใหม่  กลุ่มลูเธอรันและเอปิสโกปาเลียนได้รับเอาบทพิธีการเกือบคำต่อคำ  เห็นได้ชัดสิ่งนี้ชี้ให้เห็น “ การเปลี่ยนพื้นฐานของคำสอน” เพราะว่าเพราะว่าพวกเขาไม่ประสงค์ที่จะทำสิ่งนี้ด้วยบริบทดั้งเดิมที่ปฏิเสธไม่ได้ของหนังสือคู่มือมิสซา – Missale Romanum 1962  กาลเวลาและอีกแล้ว เราพบ “กลุ่มถือมั่นแบบดั้งเดิม” ที่ปฏิเสธความจริงที่โต้แย้งไม่ได้เหล่านี้ ที่เกี่ยวกับการขาดข้อมูลทางเทววิทยาของ Novus Ordo  - ขณะที่พ่อสามารถสรุปด้วยคำกล่าวอ้างจากพระอัครสังฆราชเลอแฟบวร์ ณ ที่ท่านยืนยันว่า มิสซาใหม่ แม้เมื่อถวายด้วยความศรัทธา ทั้งนั้นก็ถูกซึมซับด้วยจิตวิญญาณโปรเตสตันท์ – พ่อไม่เอา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พ่อจะถ้อยคำของนักพิธีกรรมฝรั่งเศสหลัง-สังคายนา ที่ชื่อคุณพ่อ อองรี เดอนีส์ ซึ่งอย่างน้อยก็มีความซื่อสัตย์ทางสติปัญญาที่กล่าวว่า :

To claim that everything has changed is quite simply to be honest about what has happened. In some of the debates with traditionalists it has sometimes become the accepted practice to say that nothing has been changed. It would be better far to have the courage to admit that the Church has made important modifications and that she had good reason to do so. Why not acknowledge that religion has changed…?
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / รู้แล้วจะอึ้ง! เฟซบุ๊กโกยเงินคนไทยเกือ& เมื่อ: มิถุนายน 19, 2017, 11:40:01 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                       รู้แล้วจะอึ้ง! เฟซบุ๊กโกยเงินคนไทยเกือบ 3 พันล้าน จ่ายภาษีแค่แสนกว่าบาท

โดย MGR Online   
19 มิถุนายน 2560 18:07 น. (แก้ไขล่าสุด 19 มิถุนายน 2560 20:41 น.)
 
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ "ป้อม" ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ตลาดดอทคอม Tarad.com ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (ขวา)

        MGR Online - นายกฯ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยเผยปี 58 เฟซบุ๊กโกยเงินคนไทยปีละหลายพันล้าน แต่จ่ายภาษีแค่ 1.3 แสนบาท ชี้เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) แจ้งรายได้แค่ 7 ล้าน กำไร 3.8 แสน แถมกรรมการเป็นฝรั่งหมด สอดคล้องกับข้อมูล กสทช.
       
       วานนี้ (18 มิ.ย.) เฟซบุ๊ก Pawoot Pom Pongvitayapanu ของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ "ป้อม" ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ตลาดดอทคอม Tarad.com ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย โพสต์ข้อความเป็นรายละเอียดของบริษัท เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด โดยระบุว่า
       
       “มาดูงบการเงินของ Facebook ประเทศไทยในปี 2558 กันครับ รายได้รวม 7.1 ล้านบาท กำไรรวม 382,846 บาท คณะกรรมการบริษัทเป็นฝรั่งหมด จากกรมพัฒนาธุรกิจฯ” นายภาวุธ ระบุ
       
       ขณะที่ข้อมูล บจ. เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุข้อมูลเพิ่มเติมว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558 โดยมีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ที่ตั้ง ณ เลขที่ 63 อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ชั้น 23 ห้องเลขที่ 25 และ 27-29 ถ. วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะกรรมการ 3 คน ประกอบไปด้วย นายเดวิด วิลเลี่ยม คลิง, นายเชน ฮิวจ์ เครฮาน และนายไมเคิล ลี จอห์นสัน[/img]

 
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ "ป้อม" ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ตลาดดอทคอม Tarad.com ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (ขวา)

        MGR Online - นายกฯ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยเผยปี 58 เฟซบุ๊กโกยเงินคนไทยปีละหลายพันล้าน แต่จ่ายภาษีแค่ 1.3 แสนบาท ชี้เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) แจ้งรายได้แค่ 7 ล้าน กำไร 3.8 แสน แถมกรรมการเป็นฝรั่งหมด สอดคล้องกับข้อมูล กสทช.
       
       วานนี้ (18 มิ.ย.) เฟซบุ๊ก Pawoot Pom Pongvitayapanu ของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ "ป้อม" ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ตลาดดอทคอม Tarad.com ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย โพสต์ข้อความเป็นรายละเอียดของบริษัท เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด โดยระบุว่า
       
       “มาดูงบการเงินของ Facebook ประเทศไทยในปี 2558 กันครับ รายได้รวม 7.1 ล้านบาท กำไรรวม 382,846 บาท คณะกรรมการบริษัทเป็นฝรั่งหมด จากกรมพัฒนาธุรกิจฯ” นายภาวุธ ระบุ
       
       ขณะที่ข้อมูล บจ. เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุข้อมูลเพิ่มเติมว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558 โดยมีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ที่ตั้ง ณ เลขที่ 63 อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ชั้น 23 ห้องเลขที่ 25 และ 27-29 ถ. วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะกรรมการ 3 คน ประกอบไปด้วย นายเดวิด วิลเลี่ยม คลิง, นายเชน ฮิวจ์ เครฮาน และนายไมเคิล ลี จอห์นสัน

        นอกจากนี้ นายภาวุธ ยังโพสต์ข่าวจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ อ้างอิงข้อมลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2560 ซึ่งพาดหัวระบุว่า “เฟซบุ๊กจ่ายภาษีแค่หลักแสน สรรพากรเร่ง กม. ปิดช่องโหว่” โดยในเนื้อหาระบุว่า “บริษัท เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด เป็นข้อมูลงบการเงินปี 2558 แจ้งรายได้ 7.13 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.82 แสนบาท และมีรายการภาษีเงินได้ 1.31 แสนบาท เท่านั้น”

        ก่อนหน้านี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เคยเปิดเผยว่า ขณะนี้ กสทช. อยู่ระหว่างการศึกษาว่า จะทำให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียระดับโลก ทั้งเฟซบุ๊ก, ยูทูป, ไลน์ มาตั้งสำนักงานในประเทศไทย และเสียภาษีนิติบุคคลให้ถูกต้อง เนื่องจากเฟซบุ๊ก ยูทูป และไลน์ทำรายได้ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยปีที่ผ่านมา มีรายได้รวมกันราว 7,233 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ของเฟซบุ๊ก ประมาณ 2,800 ล้านบาท ยูทูป 1,633 ล้านบาท และไลน์ 2,800 ล้านบาท
       
       อนึ่ง ปัจจุบันจากเสียงเรียกร้อของหลายฝ่าย ทาง กสทช. และกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรกำลังเร่งศึกษาวิธีเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ โดยจะเร่งให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2560 เพื่อส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา 

        Credit : ASTV NEWS 1

3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สะเทือนวงการครู! ป.ป.ช.เชือด “20 บิ๊ก สกสค.” ปมปล่อยกู้เงิน ช.พ.ค.ให้ ‘บิลเลี่ยน เมื่อ: มิถุนายน 15, 2017, 09:01:08 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                               สะเทือนวงการครู! ป.ป.ช.เชือด “20 บิ๊ก สกสค.” ปมปล่อยกู้เงิน ช.พ.ค.ให้ ‘บิลเลี่ยนกรุ๊ป’ มิชอบ

                                                                   http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000060827

ปูด! เครือข่าย ‘เดอะบิ๊ก’ ใช้ใบหุ้นปลอมสโมสรฟุตบอลเรดดิ้งวางประกัน
โดย MGR Online  
 14 มิถุนายน 2560 18:06 น. (แก้ไขล่าสุด 14 มิถุนายน 2560 18:23 น.)

                                       
        
        สะเทือนวงการครู! ป.ป.ช.เชือด 20 บิ๊ก สกสค.ในบอร์ด ช.พ.ค. พร้อมเครือข่าย ‘เดอะบิ๊ก’ อดีตเจ้าของสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ โดนด้วย! พันปมปล่อยกู้เงิน ช.พ.ค.ให้ ‘บิลเลี่ยน กรุ๊ป’ ของ ‘เดอะบิ๊ก’ 2.1 พันล้าน และ 400 ล้านบาท โดยมิชอบ เผยมีการใช้ “ใบหุ้นปลอม” ของสโมสรฟุตบอลเรดดิ้ง 50 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 ปอนด์ มาวางเป็นประกัน แถมยังวาง “เช็คโฉนดที่ดิน” และ “ดราฟต์” มูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) ปลอมให้บอร์ด สกสค.ถือไว้
      
       วันนี้ (14 มิ.ย.) มีรายงานว่า นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงว่า เมื่อวันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2560 คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ (ช.พ.ค.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค) กับพวก รวม 20 ราย ประกอบด้วย
      
       1. นายเกษม กลั่นยิ่ง 2. นายสมศักดิ์ ตาไชย 3. นายสุรเดช พรหมโชติ 4. นายประวิทย์ บึงไสย์ 5. นายนเรศ แสนมูล 6. นายสมศักดิ์ ทองแก้ว 7. นายอุดม รูปดี 8. ว่าที่ร้อยตรี เทพสุจินต์ พงษ์สวัสดิ์ 9. นางปิยธิดา พลน้ำเที่ยง 10. นายนิเทศน์ บัวตูม 11. นายเพทาย ทองมหา 12. นางปิยาภรณ์ เยาวาจา 13. นายพรเทพ มุสิกวัตร 14. นางมยุรี ตัณฑวัล 15. นายสุเทพ ริยาพันธ์ 16. นางสาว กัญญาณัฐ แจ่มมี 17. บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด 18. นายสิทธินันท์ หลอมทอง ในฐานะกรรมการผู้มี อำนาจลงนามผูกพันบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด และในฐานะส่วนตัว 19. นายมงคล เยี่ยงศุภพานนทร์ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด และในฐานะส่วนตัว 20. นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด และในฐานะส่วนตัว
      
       กรณีอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยมิชอบและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด
      
       เรื่องดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนโดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุกรรมการ นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นอนุกรรมการ
      
       จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้รับหนังสือเชิญชวนให้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 2,100 ล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา นายสิทธินันท์ หลอมทอง และนายมงคล เยี่ยงศุภพานนทร์ เป็นกรรมการผู้จัดการ จากนั้น คณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ในการประชุมครั้งที่ 15/2556 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2556 เวลา 18.00 น. ได้มีมติอนุมัติให้นำเงินของกองทุนฯ ไปซื้อตั๋วสัญญา ใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จำนวน 2,100 ล้านบาท โดยพิจารณาจากเอกสารของบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ที่เชิญชวนเพียงฉบับเดียว
      
       ทั้งที่ในหนังสือเชิญชวนได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะมีธนาคาร เป็นผู้อาวัลเต็มจำนวน ดอกเบี้ยร้อยละ 7 กำหนดเวลา 1 ปี 1 วัน ไม่มีการพิจารณาในรายละเอียด หรือเอกสารหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องของบริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นสถานะของบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในเดือน พฤศจิกายน 2555 ทุนจดทะเบียนและผลประกอบการ และไม่ทำการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการอาวัลของธนาคารอัน เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินสมบูรณ์ตามคำเชิญชวนนั้นด้วย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีความจำเป็นต้องเร่งรีบพิจารณาและอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทฯ โดยปราศจากการตรวจสอบข้างต้น ทั้งภายหลังจากวันที่อนุมัติเพียง 2 วัน กลับเร่งรีบโอนเงินจำนวน 2,100 ล้านบาท ให้แก่บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งภายหลังบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ก็ไม่มีการขอให้ธนาคารพาณิชย์ใดๆ ทำการอาวัลเพื่อรับรองตั๋วสัญญา ใช้เงินดังกล่าว
      
       แม้ต่อมาระหว่างรอการอาวัลโดยธนาคาร บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จะได้นำหลักทรัพย์ เป็นโฉนดที่ดิน เช็คของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และดราฟต์ของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้คอร์เปอเรชั่น จำกัด มูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) ให้สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกัน แต่จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่าราคาประเมินที่ดินรวมเป็นเงินประมาณ 37 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนเช็คก็ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ และดราฟต์ก็เป็นของปลอม
      
       ต่อมาระหว่างที่บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ยังไม่สามารถหาธนาคารมาอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินได้ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ก็ยังอนุมัติเงินเพิ่มอีก 400 ล้านบาท ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ทั้งที่ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับแรกก็ยังไม่มีการอาวัล และภายหลังการอนุมัติตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 400 ล้านบาทดังกล่าวก็ไม่มีการอาวัลเช่นเดียวกัน แม้ต่อมาบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จะได้นำใบหุ้นของสโมสรฟุตบอลเรดดิ้ง จำนวน 50 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 ปอนด์ มาวางเป็นประกัน แต่ก็ปรากฏว่าเป็นใบหุ้นปลอม และเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับใกล้ครบ กำหนดเวลาชำระเงิน คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ กลับยินยอมขยายเวลาในการชำระหนี้ให้แก่บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ออกไปอีกจากเดิมจะครบกำหนดวันที่ 28 ธันวาคม 2557 ขยายไปวันที่ 31 มกราคม 2558 และปรากฏข้อเท็จจริงว่า เงินสกุลโครเอเชีย จำนวน 950,000,000 HRK ที่บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด นำมาวางเพื่อขอขยายระยะเวลานั้น แม้จะเป็นเงินสกุลโครเอเชียจริงแต่ได้มีการเลิกใช้ไปแล้ว จากพฤติการณ์ดังกล่าวของคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ที่อนุมัติเงินของกองทุนฯ จำนวน 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ได้รับเงินทั้งจำนวน 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท ดังกล่าวไปโดยมิชอบและโดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อกองทุนฯ และสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.
      
       การกระทำของคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการ สวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. มีมูลเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาและความผิดวินัย ดังนี้
      
       1. นายเกษม กลั่นยิ่ง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 11 และตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
      
       2. นายสมศักดิ์ ตาไชย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายสุรเดช พรหมโชติ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายนิเทศน์ บัวตูม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 นายเพทาย ทองมหา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 นางปิยาภรณ์ เยาวาจา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นายพรเทพ มุสิกวัตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 นางมยุรี ตัณฑวัล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายสุเทพ ริยาพันธ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 และนางสาว กัญญาณัฐ แจ่มมี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำในส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยได้รับเงินเดือนจากสำนักงานฯ มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยวินัยและ การดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2552 ข้อ 6 ข้อ 8 ข้อ 9 วรรคสอง และข้อ 19 และมีความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 11 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
      
       3. นายประวิทย์ บึงไสย์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายนเรศ แสนมูล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายสมศักดิ์ ทองแก้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 นายอุดม รูปดี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 และว่าที่ร้อยตรี เทพสุจินต์ พงษ์สวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 ซึ่งเป็น กรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. และดำรง ตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
      
       4. นางปิยธิดา พลน้ำเที่ยง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 กรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริม ความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. และผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน มีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 11 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
      
       5. บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 17 นายสิทธินันท์ หลอมทอง ผู้ถูกกล่าวหา ที่ 18 นายมงคล เยี่ยงศุภพานนทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 และนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20 มีความผิด ทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91 และมีความผิด ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91
      
       เมื่อถามว่า ในสำนวนการไต่สวน ป.ป.ช. มีผู้ถูกกล่าวหา 28 ราย แต่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแค่ 20 ราย ที่เหลือถูกกันไว้เป็นพยานหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า คดีเกี่ยวกับเงินกู้ ช.พ.ค. ที่ร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. มีเบื้องต้น 3 คดี คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ส่วนอีก 2 คดี คือ การอนุมัติเงินของกองทุน ช.พ.ค. โดยมิชอบ 500 ล้านบาท และคดีออกระเบียบโดยมิชอบ โดยทั้ง 2 คดีนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่เหลือถูกกล่าวหาในอีกคดีหนึ่ง โดยคดีที่เกี่ยวข้องกับ ช.พ.ค. ป.ป.ช. มองเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้เสร็จภายในปีงบประมาณนี้
      
       เมื่อถามว่า นายเกษม กับพวกอีก 2 ราย ถูกกล่าวหาในคดีร่ำรวยผิดปกติด้วย ปัจจุบันคืบหน้าอย่างไร นายสรรเสริญ กล่าวว่า อยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการ และติดตามทรัพย์สินคืนมา ปัจจุบัน ป.ป.ช. ประสานข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เบื้องต้นเท่าที่ทราบ ปปง. ดำเนินการยึดทรัพย์เกี่ยวกับกรณีนี้ไปแล้ว 400 ล้านบาทเศษ และยังอยู่ในการพิจารณาของ ปปง.


  
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “กี้ร์ อริสมันต์ -12 นปช.นอนคุกยาว ศาลฎีกาไม่ให้ประกันคดีล้มเวทีอาเซียนซัมมิตปี เมื่อ: มิถุนายน 11, 2017, 12:11:20 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                      “กี้ร์ อริสมันต์ -12 นปช.นอนคุกยาว ศาลฎีกาไม่ให้ประกันคดีล้มเวทีอาเซียนซัมมิตปี 52

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม  
 10 มิถุนายน 2560 20:05 น. (แก้ไขล่าสุด 10 มิถุนายน 2560 20:27 น.)

                                        

 MGR -Online - ศาลฎีกาไม่ให้ประกัน "กี้ร์ อริสมันต์ -12 นปช." ป่วนประชุมอาเซียน บุก รร.รอยัลคลิฟบีช พัทยาปี 52 ศาลชี้ต้องติดคุกอีก 1 ปี คดีหมิ่นประมาท ใส่ร้าย"อภิสิทธิ์"สั่งฆ่า ปชช.ส่วนจำเลยอื่นวืดประกันด้วย
      
       เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.นายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ทนายความของนายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผย ว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับทราบว่า ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตประกันตัวนายอริสมันต์กับพวกรวม 13 คน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนให้จำคุก 4 ปีนายอริสมันต์ แกนนำ นปช.กับพวก ที่ร่วมกันบุกก่อความวุ่นวายการประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่โรงแรมรอยัล คลิฟบีช เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ปี 2552 โดยให้เหตุผลว่า นายอริสมันต์ ยังต้องโทษจำคุก 1 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่หมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีว่า สั่งฆ่าประชาชน และอื่นๆ ซึ่งคดีถึงที่สุดเเล้วทำให้นายอริสมันต์ ต้องถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป
      
       ทั้งนี้หากนายอริสมันต์ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีหมิ่นนายอภิสิทธิ์ครบถ้วนแล้ว จึงจะพิจารณายื่นขอประกันคดีปิดโรงเเรมรอยัล คลิฟ บีช ใหม่อีกครั้ง
      
       ส่วนจำเลยอื่นๆ ศาลฎีกาก็มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวเช่นกัน เนื่องจากเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำคุกคนละ 4 ปี ถ้าให้ประกันตัวเกรงจะหลบหนี เเต่ก็อาจใช้สิทธิยื่นประกันตัวใหม่อีก
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลจังหวัดพัทยา ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค.58 ให้จำคุกจำเลยทั้ง 13 คนๆ ละ 4 ปี ปรับคนละ 200 บาท ประกอบด้วย นายอริสมันต์ ,นายนิสิต สินธุไพร ,นายพายัพ ปั้นเกตุ ,นายวรชัย เหมะ ,นายวันชนะ เกิดดี นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง ,นายศักดา นพสิทธิ์ ,พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์ ,นายนพพร นามเชียงใต้ ,นายสำเริง ประจำเรือ ,นายสมยศ พรหมมา ,นพ.วัลลภ ยังตรง และนายสิงห์ทอง บัวชุม
      
       โดยศาลยกฟ้อง นายธงชัย ศักดิ์มังกร และ พ.ต.อ.สมพล รัฐบาล นอกจากนี้ศาลสั่งพักคดีในส่วนของจำเลยที่หลบหนี 3 คน คือ พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัตน์ นายสุรชัย แซ่ด่าน และน.ส.อรวรรณ (ไม่ทราบนามสกุล)
      
       ต่อมาวันที่ 21 มี.ค.60 ศาลจังหวัดพัทยา ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งพิพากษายืนให้จำคุก จำเลยทั้ง 13 คนๆละ 4 ปี ภายหลังทนายความได้ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์จำนวน 2 ล้านบาท ประกันตัวนายอริสมันต์ต่อศาลฎีกา ส่วนจำเลยอื่นอีก 12 คนยื่นหลักทรัพย์คนละ 1 ล้านบาท แต่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตประกันตัวดังกล่าว." ศาลฎีกา" ไม่ให้ประกัน "กี้ร์ อริสมันต์ -12 นปช." ป่วนประชุมอาเซียน บุกรอยัล คลิฟบีช พัทยา ปี52 ศาลชี้ต้องติดคุกอีก ปี หมิ่นมาร์ค สั่งฆ่า ปชช.ส่วนจำเลยอื่นวืดประกันด้วย

          Credit : ASTV News 1 ผู้จัดการ ออนไลน์
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ปปง.เดินหน้ายึดทรัพย์ “ ทักษิณ-โอ๊ค-เอม” เมื่อ: มิถุนายน 06, 2017, 10:58:38 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                          ปปง.เดินหน้ายึดทรัพย์ “ ทักษิณ-โอ๊ค-เอม”


โดย MGR Online   
 29 พฤษภาคม 2560 23:08 น.

 

         สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เร่งดำเนินคดี “โกงภาษีหุ้นชินคอร์ป” งัดกฎหมาย ปปง. มาตรา 3(5) ดำเนินการอายัด-ยึดทรัพย์ทักษิณและพวก
       
        นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจเล่ห์เหลี่ยมกลโกงชนิดที่ไม่เคยปรากฏในตำราเล่มไหนมาก่อน สำหรับ “คดีโกงภาษีในการขายหุ้นชินคอร์ปฯ” ที่ยังยืดเยื้อยาวนานมาถึง 10 ปี คดีจวนเจียนจะหมดอายุความก็ยังไม่มีการเรียกเก็บภาษีจาก “โอ๊ค-นายพานทองแท้ ชินวัตร” และ “เอม- นางพินทองทา คุณากรวงศ์” ลูกชายและลูกสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกหน้าถือหุ้นและดำเนินการขายหุ้นแทน “นายทักษิณ” ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง ทั้งที่มีหลักฐานทุกอย่างชัดเจน

          ขณะเดียวกันก็มีประเด็นความสับสนในเรื่องบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีว่าเป็น “โอ๊คกับเอม” หรือ “ทักษิณ” กันแน่ กระทั่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องออกมาจี้ให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการ พร้อมทั้งกำชับว่าถ้ายังเพิกเฉยจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
       
        งานนี้รัฐบาลหาได้นิ่งนอนใจ โดยรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป เพื่อหาทางออก โดยได้ข้อสรุปให้ดำเนินการพร้อมกันใน 2 ช่องทาง คือ

           แนวทางแรก ที่ประชุมเห็นว่าควรใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820, 821 และคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ที่เรียกภาษี 12,000 ล้านบาทจากโอ๊คและเอม มาดำเนินการ เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 บัญญัติว่า “ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน” และมาตรา 821 ระบุว่า “บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน” ดังนั้นเมื่อพฤติการณ์ในการขายหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้ชี้ชัดว่า “โอ๊ค และเอม” คือตัวแทนของทักษิณ กรมสรรพากรจึงต้องไปเรียกเก็บภาษีจาก “นายทักษิณ”
       
         แนวทางที่สอง ที่ประชุมได้มอบให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กลับไปศึกษาคำพิพากษาคดีเรียกเก็บภาษีของ นายพานทองแท้ และนางพินทองทา ลูกของนายทักษิณ ว่ามีส่วนใดในคำพิพากษาที่นำมาดำเนินคดีเกี่ยวกับการฟอกเงินได้อีกบ้าง เพราะฐานความผิดเกี่ยวกับการเลี่ยงภาษี ยังไม่สามารถดำเนินการเป็นคดีเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งความผิดนี้ไม่มีวันสิ้นสุดของอายุความได้

 พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการ ปปง.

         ซึ่งทางด้าน พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการ ปปง. ได้ขานรับนโยบายทันที โดยระบุว่า ปปง.มีหน้าที่สนับสนุนข้อมูลการติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณ ซึ่งตามกฎหมายการฟอกเงินถือว่าไม่มีปัญหา เพราะถ้ากลายเป็นคดีฟอกเงิน คดีไม่มีหมดอายุความ สามารถสืบและยึดทรัพย์ย้อนหลังไปได้ ต่อให้เวลาผ่านไปแล้วหลายปีก็ตาม
       
       สำหรับการดำเนินการตามแนวทางแรกนั้น กรมสรรพากรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปแปะจดหมายประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับ เพื่อเรียกเก็บจากนายทักษิณ ที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ในวงเงินรวม 17,629.58 ล้านบาท ก่อนที่คดีจะหมดอายุความแค่วันเดียวเท่านั้น ซึ่งการดำเนินการตามแนวทางนี้นั้นดูท่าว่าการเรียกเงินภาษีคืนจากนายทักษิณนั้นคงไม่ใช่ง่ายๆ เพราะล่าสุดทักษิณได้ส่งทนายไปยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีแล้ว ทางกรมสรรพากรจึงมอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดำเนินการพิจารณา

 นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร

         ขณะที่ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาระบุว่า เรื่องนี้คณะกรรมการฯ มีเวลาพิจารณา 2 ปี และหากนายทักษิณในฐานะผู้เสียภาษีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ภาษีก็ยังสามารถฟ้องศาลภาษีอากรได้อีก
       
        ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการดำเนินการตามแนวทางนี้ คดีจะยืดเยื้อลากยาวไปอีกนานแค่ไหน อีกทั้งยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสุดท้ายแล้วกรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณได้หรือไม่ ?
       
        ส่วนการดำเนินการตามแนวทางที่สองนั้น ทาง ปปง.เร่งเดินหน้าอย่างเต็มที่ โดยศึกษาช่องทางกฎหมายที่จะนำมาใช้ในการดำเนินคดีโกงภาษีหุ้นชินฯ ซึ่งการดำเนินงานของ ปปง.นั้น สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (สปท.) ซึ่งได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา ภายใต้หัวข้อ “กรณีข้าราชการกรมสรรพากรเอื้อประโยชน์ให้เอกชนไม่ต้องเสียภาษีจากการขายหุ้น” และได้เชิญตัวแทนของ ปปง. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาร่วมกันศึกษาหาทางออก
       
        กระทั่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “คดีโกงภาษีหุ้นชินคอร์ป” สามารถนำ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมาย ปปง.” มาตรา 3 (5) มาดำเนินการอายัดและยึดทรัพย์นายทักษิณและพวก เพื่อนำเงินมาชดเชยเงินภาษีที่รัฐถูกโกงไป

          โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าในการพิจารณา “คดีโกงภาษีในการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ” นั้นศาลอาญาได้ตัดสินให้ นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร (จำเลยที่ 1) และอดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร ทั้ง 3 คน ได้แก่ น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง (จำเลยที่ 2) น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ (จำเลยที่ 3) และนายกริช วิปุลานุสาสน์ (จำเลยที่ 4) มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 จึงให้จำคุกคนละ 3 ปี
       
         และตัดสินว่า น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ (จำเลยที่ 5) ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของเลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยาของนายทักษิณ ชินวัตร มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 จึงให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี
       
         คำตัดสินดังกล่าวของศาลเห็นได้ชัดว่าเข้าองค์ประกอบของกฎหมาย ปปง. มาตรา 3 (5) ซึ่งระบุว่า...เจ้าหน้าที่ และผู้ถูกกล่าวหารายใด กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ และร่วมกันทุจริต ถือเป็นความผิดที่เข้าข่ายมูลฐานการฟอกเงิน อันจะนำไปสู่การอายัดทรัพย์ และพิจารณายึดทรัพย์ต่อไป
       
         โดยผู้กระทำผิดในกรณีนี้นั้น นอกจากจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 5 แล้ว ยังหมายรวมถึง นายทักษิณ นายพานทองแท้ และนางพินทองทา ซึ่งถือเป็นผู้ร่วมกระทำผิดอย่างชัดแจ้งด้วย ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการอายัดและพิจารณายึดทรัพย์บุคคลดังกล่าวได้ทันที
       
         ที่สำคัญ กฎหมายฟอกเงินยังไม่มีอายุความ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่ต้องวิตกว่าคดีดังกล่าวอาจจะถูกยื้อถ่วงเวลาจนหมดอายุความและไม่สามารถทวงทรัพย์สินที่ควรเป็นของแผ่นดินกลับคืนมาได้ อย่างหลายคดีที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์

          นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ หนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พูดถึงที่มาในการหยิบยกกรณีปัญหาคดีโกงภาษีหุ้นชินคอร์ป ขึ้นมาศึกษาพิจารณาว่า
       
         “เนื่องจากเราคาดการณ์ว่าคดีนี้น่าจะมีการดึงเกม อ้างข้อกฎหมาย เพื่อจะไม่เรียกเก็บภาษี แล้วก็จะปล่อยให้อายุความหมดไป เมื่อถูกกระแสสังคมโจมตี ผู้ที่เกี่ยวข้องก็อาจจะหาทางในการเรียกเก็บ แต่โอกาสที่คดีจะหลุดก็มีมาก ตอนนี้แม้กรมสรรพากรจะไปยื่นแปะจดหมายเรียกภาษีจากคุณทักษิณ แต่คุณทักษิณก็ต้องอุทธรณ์ แล้วก็ต้องไปสู้กันในชั้นศาลอีก แล้วที่ผ่านมากรมสรรพากรก็เคยไปให้การในศาลว่าเก็บภาษีคุณทักษิณไม่ได้ เพราะศาลไปยึดทรัพย์คุณทักษิณมาหมดแล้ว มันก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่จบ แต่ถ้าใช้ กฎหมาย ปปง. มาตรา 3(5) โดยให้ ป.ป.ช ทำเรื่องถึง ปปง. ให้ดำเนินการ โดยอายัดทรัพย์ทั้งหมดเพื่อมาพิสูจน์กันว่า ทรัพย์ที่ได้จากการโกงภาษีเข้าข่ายการฟอกเงินหรือไม่ ถ้าใช่ก็สามารถยึดทรัพย์คืนให้แผ่นดินได้ ซึ่งตรงนี้เป็นกฎหมายปกติที่สามารถทำได้ ไม่ใช่กฎหมายพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้เรายื่นให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน”
       
         ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ของ สปท. ได้นำความเห็นและข้อสรุปดังกล่าวเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้ว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดย ป.ป.ช. ในฐานะเจ้าของเรื่องที่ยื่นฟ้อง “คดีโกงภาษีหุ้นชินคอร์ป” ได้ประสานไปยัง ปปง. ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพื่อให้พิจารณาดำเนินการในเรื่องนี้ โดยล่าสุด ปปง.อยู่ในขั้นตอนการนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่อง เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการ ปปง. ดำเนินการต่อไป
       
         ช่วงกลางเดือน มิ.ย.นี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (สปท.) จะเชิญ ปปง.มาสอบถามความคืบหน้าในการดำเนินคดีดังกล่าว เพื่อเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
       
        เชื่อมั่นได้ว่าการดำเนินการตามแนวทางนี้จะทำให้การทวงคืนทรัพย์สินที่เกิดจากการโกงภาษีของนายทักษิณกลับมาเป็นของแผ่นดินได้อย่างรวดเร็ว

        Credit :  ASTV NEWS 1
6  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / มิสซาใหม่ : การเอาใจนิกายโปรเตสตันท์ เมื่อ: มิถุนายน 04, 2017, 11:16:21 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                มิสซาใหม่ : การเอาใจนิกายโปรเตสตันท์
                                                                                          The New Mass : A Flavor of Protestantism

Marian T. Horvat  Posted on September 23, 2003                 
Alan Petervich Update June 3, 2017

“What’s wrong with the New Mass? I like the Old Mass and know it is better, but don’t know how to explain this to my children, who prefer the Novus Ordo because they say they understand it better.”                               
มันผิดอะไรหรือกับมิสซาใหม่? ฉันชอบมิสซาดั้งเดิมและทราบว่ามันดีกว่า แต่ไม่ทราบว่าจะอธิบายอย่างไรกับลูกหลานของฉัน ที่ชอบมิสซาใหม่เพราะว่าพวกเขาพูดว่าเข้าใจมันได้ดีกว่า “
This was a question Jan put to me. นี้คือหนึ่งคำถามที่แจนโยนมาที่ฉัน

Let me begin my response with a revealing statistic that shows that the New Mass is not easier to understand. ให้ฉันเริ่มคำตอบของฉันด้วยการเปิดเผยสถิติที่แสดงว่า มิสซาใหม่นั้นไม่ง่ายนักที่จะเข้าใจ

In a recent article in Our Sunday Visitor, Russell Shaw draws attention to a serious problem: Mass attendance has halved in the last four decades since Vatican II. (1) How can this be, he asks, when all changes in the Church were made in the name of making the Mass more appealing to the people – changing it from Latin to English, turning the altars around, involving the laity with dialogue and activities, permitting popular songs and guitars?
ในบทความเร็วๆนี้ใน Our Sunday Visitor  รัสเซลล์ ชอว์ ดีงความสนใจไปที่ปัญหายุ่งยาก คือ การร่วมพิธีมิสซาเหลือเพียงครึ่งเดียวในสี่ทศวรรษที่แล้ว นับจากสังคายนาวาติกันที่สอง  สิ่งนี้เกิดขี้นได้อย่างไร เขาถาม ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในพระศาสนจักรได้มีขึ้นในความพยายามทำให้พิธีมิสซาดึงดูดความสนใจของประชาชนมากขึ้น— โดยเปลี่ยนแปลงมัน จากภาษาลาตินเป็นอังกฤษ หันพระแท่นกลับด้าน รวมถึงให้ฆราวาสได้มีการเสวนาและทำกิจปฏิบัติต่างๆ อนุญาตให้ร้องเพลงที่นิยมในหมู่ประชาชนและใช้กีตาร์ได้?

His answer was that people don’t attend Mass because they don’t know what it really is. He is right about that. A 1992 Gallup poll showed that 70 % of Catholics who attend the Novus Ordo Mass do not believe they are receiving the Body and Blood, Soul and Divinity of Our Lord Jesus Christ, under the appearance of bread and wine, at Holy Communion. That is to say, only 30% believe in the Real Presence.
คำตอบของเขาคือว่า ประชาชนไม่มาร่วมพิธี เพราะว่าพวกเขาไม่ทราบว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร  เขาเข้าใจถูกกับเรื่องนั้น  การทดสอบมติมหาชน ปี 1992 แสดงผลว่า 70% ของชาวคาทอลิกที่มาร่วมพิธีมิสซาใหม่ ไม่เชื่อว่าพวกเขานั้นกำลังรับพระกายและพระโลหิต ดวงวิญญาณและพระเทวภาพของพระเยซูคริสตเจ้า ภายใต้การปรากฎของปังและเหล้าองุ่นที่ศีลมหาสนิท  นั่นคือ มีเพียง 30% เชื่อในการสถิตย์แท้จริงของพระองค์

These shocking figures, which have not been contested or disproved, divulge what conservatives like Shaw refuse to admit – the essential failure of the New Mass and the bad fruits of the conciliar adaptation to the modern world.
ตัวเลขน่าตกใจเหล่านี้ ซึ่งไม่ต้องมีการโต้แย้งหรือไม่ได้รับการพิสูจน์ เผยสิ่งที่เป็นจารีตนิยมเหมือนที่ชอว์ปฏิเสธจะยอมรับ – ความผิดพลาดที่เป็นแก่นสำคัญของมิสซาใหม่ และผลเลวของการปรับเปลี่ยนด้วยการสังคายนาเข้าสู่โลกสมัยใหม่

Supposedly, all the changes made in the name of Vatican II would make the Mass more understandable. In fact, however, fewer people today truly understand what the Holy Sacrifice of the Mass is, or have a completely different notion of what the Mass is about. And this seems to me the real problem – the Mass suffered significant changes that made it seem something different from what it really is.
เชื่อกันโดยทั่วไปว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ทำในนามสังคายนาวาติกันII ควรจะทำให้มิสซาเข้าใจได้มากกว่านี้  อย่างไรก็ดี  จริงๆแล้ว  ทุกวันนี้ ประชาชนน้อยมาก เข้าใจจริงๆว่าพลีบูชาศักดิ์สิทธิ์ของมิสซาคืออะไร หรือมีข้อสังเกตุแตกต่างสิ้นเชิงอย่างไรว่ามิสซาเกี่ยวกับอะไร  และข้อนี้สำหรับฉันแล้วคือปัญหาแท้จริง – มิสซาเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย ที่ทำให้มันดูเหมือนอะไรบางอย่างที่ต่างออกไปจากที่มันเป็นจริงๆ

Differences between the Traditional Mass and New Mass  ความแตกต่างระหว่างมิสซาตามประเพณีดั้งเดิมและมิสซาใหม่

Catholics always believed that the Sacrifice of Calvary is renewed on the altar at the Holy Mass. By means of the sacrificing priest, the bread and wine is changed into the very Body and Blood of Our Lord at the moment of the Consecration. The words that the priest says at this moment constitute the Transubstantiation, a change of substance.
คริสตชนคาทอลิกเชื่อเสมอว่า การบูชายัญบนภูเขากัลวารีโอ ถูกปฏิบัติใหม่บนพระแท่นณเวลามิสซาศักดิ์สิทธิ์  โดยผ่านพระสงฆ์ผู้ถวายยัญบูชา ปังและเหล้าองุ่น ถูกเปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้าของเราณ เวลาของการกล่าวคำเสกศีลนั้น  คำพูดที่พระสงฆ์เปล่งณเวลานั้น ก่อให้เกิดการแปรเปลี่ยนจากขนมปังและเหล้าองุ่นเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า  การเปลี่ยนของสสาร
 

Above, the Cathedral of St. Louis fits perfectly with the grandiose Sacrifice which is renewed at the Mass.

Below, in the Abbey of St. Anne (Kergonan, France), a cold emptiness in worship is the result of the conciliar reformers' intention to please Protestants

 
Quite different from this elevated notion of the Mass, the New Mass represents a shocking liturgical revolution similar to the Pseudo-Reformation of Luther and other Protestants.
 ออกจะแตกต่างจากข้อสังเกตุที่นำมาพูดนี้ของมิสซา  มิสซาใหม่แสดงถึงการปฏิรูปทางพิธีกรรมที่น่าตระหนก เพราะคล้ายกับการปฏิรูปเทียมทำนองนั้นของลูเทอร์และโปรเตสตันท์กลุ่มอื่นๆ

Here are some keynotes of the New Mass that give it a Protestant tone: ต่อไปนี้เป็นลักษณะสำคัญของมิสซาใหม่ ที่แสดงท่วงทำนองโปรเตสตันท์:

•  The abolition of the sacrificial character of the Mass – We have a man-made liturgy in which mention of the Sacrifice of Calvary has been insistently removed, as well as any sacrificial tone, and only the notions of praise and thanksgiving retained. Even the altar, which was turned toward Jerusalem reminding us of the sacrifice of Christ to God, was replaced by a table in order to emphasize the new notion that the Mass is mainly a banquet, and not a sacrifice.

 การเลิกล้มลักษณะพลีบูชายัญของมิสซา – เรามีพิธีกรรมที่มนุษย์ปฏิบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งในพิธีนั้นระบุพลีบูชาแห่งกัลวารีโอ ได้ถูกย้ายออกไปอย่างยืนกราน เช่นเดียวกับท่วงทำนองทางพลีบูชาใดๆ หรือเพียงการตั้งข้อสังเกตุของการสรรเสริญและการขอบพระคุณที่ยังรักษาไว้  แม้แต่พระแท่น ซึ่งหันไปสู่กรุงเยรูซาเลม เพื่อเตือนใจเราเรื่องพลีบูชาของพระคริสตเจ้าสู่พระเจ้า  ก็ถูกแทนที่ด้วยโต๊ะตัวหนึ่ง เพื่อเน้นข้อสังเกตุใหม่ว่า มิสซาตามหลักการ เป็นงานเลี้ยงฉลอง  และไม่ใช่บูชายัญ

•  An emphasis on the memorial supper – According to this new conception, the Mass is principally a Communion service – a memorial of the Lord’s supper, a Protestant thesis emphasized by Luther in the 16th century. As Luther clearly stated, “The mass is not a sacrifice but a thanksgiving to God and a communion with believers.” (2)

การย้ำเกี่ยวกับอาหารเย็นเพื่อเป็นการระลึกถึง – ตามแนวความคิดใหม่นี้ มิสซาโดยหลักการสำคัญเป็นบริการแจกศีล – เป็นการระลึกถึงอาหารเย็นของพระคริสตเจ้า งานวิทยานิพนธ์โปรเตสตันท์ย้ำโดยลูเทอร์ในศตวรรษที่ 16  โดยที่ลูเทอร์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ มิสซาไม่ใช่การพลีบูชา แต่เป็นการขอบพระคุณต่อพระเจ้าและเป็นศีลมหาสนิทแก่บรรดาผู้เชื่อ

•  The priesthood of the faithful – The so-called priesthood of the faithful was over-emphasized and causes confusion with the sacramental priesthood. Catholic teaching is that it is the priest, and the priest alone, who is necessary for the Mass to be effective. To the contrary, the New Mass promotes the idea that the priest is a mere delegate of the assembly, and the people are an essential part of the “celebration.”

สังฆภาพสงฆ์ของสัตบุรุษ— สังฆภาพสงฆ์ของสัตบุรุษที่เรียกกันเป็นการย้ำเกินไปและก่อให้เกิดความวุ่นวายสับสนกับสังฆภาพสงฆ์ที่เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์  คำสอนคาทอลิกคือว่า มันคือพระสงฆ์ และพระสงฆ์คนเดียว ซึ่งจำเป็นสำหรับมิสซาจะเกิดประสิทธิภาพ  กับตรงข้าม มิสซาใหม่ส่งเสริมความคิดที่ว่า พระสงฆ์เป็นเพียงทูตของที่ประชุม และประชาชนเป็นส่วนที่สำคัญของ “งานฉลองสมโภช”.

In fact, the General Instruction on the Novus Ordo states that the “people of God” celebrates the rite with the “priest-presider.” This equality between the priest and the faithful is what the Protestant leaders taught when they defended that the celebration of the “Lord’s supper” is realized jointly by the priest and the people.

อันที่จริง หนังสือคู่มือว่าด้วยระเบียบพิธีมิสซาใหม่ ยืนยันว่า “ ประชากรของพระเจ้าฉลองจารีตพิธีกับ “สงฆ์ผู้เป็นประธาน” ความเสมอภาคระหว่างพระสงฆ์และสัตบุรุษคือสิ่งที่บรรดาหัวหน้าโปรเตสตันท์ได้สอน เมื่อพวกเขาได้ปกป้องว่า การฉลองของ” อาหารเย็นมื้อสุดท้ายของพระเจ้า” ในความเป็นจริงต้องร่วมปฏิบัติโดยพระสงฆ์และประชาชน

What is the main difference, then, between the Traditional Mass and the New Mass? The traditional Latin Mass is the clear expression of Catholic teaching, which understands the Mass as the re-enactment of the Sacrifice of Calvary. The New Mass was made to please Protestants, and for this purpose:

ถ้างั้น อะไรคือความแตกต่างสำคัญระหว่างมิสซาตามประเพณีดั้งเดิมและมิสซาใหม่?  มิสซาลาตินดั้งเดิมเป็นการแสดงที่ชัดเจนของคำสอนคาทอลิก  ซึ่งเข้าใจมิสซาเป็นประหนึ่งการปฏิบัติอีก ของยัญบูชาบนเขากัลวารีโอ ส่วนมิสซาใหม่นั้นทำขึ้นเพื่อให้โปรเตสตันท์พอใจ และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ คือ:

1. suppressed the sacrificial character of the Mass, denied by Protestants, กดขี่ลักษณาการที่เป็นแบบพลีบูชาของมิสซาที่พวกโปร เตสตันท์ปฏิเสธ

2. emphasized the Mass as a memorial and a banquet, as preached by Protestants, เน้นย้ำมิสซาว่าเป็นประหนึ่งการระลึกถึงและเป็นการจัดเลี้ยง ตามที่เทศน์สอนจากพวกโปรเตสตันท์

3. stressed the role of the people as essential to the “celebration of the Eucharist,” also defended by Protestants. ย้ำบทบาทของประชาชนประหนึ่งเป็นแก่นสำคัญที่สุดต่อ “การสมโภชศีลมหาสนิท” ที่ปกป้องจากโปรเตสตันท์ด้วย


The makers of the New Mass definitively wanted to favor Protestantism  แน่นอน พวกที่ทำมิสซาใหม่ขึ้นมา ต้องการเอาใจนิกายโปรเตสตันท์

There is the false notion many Catholics have that the New Order Mass is just a simple translation of the traditional Latin rite, with a few small changes here and there. This is not true. It is a re-write, and quite substantial one, undertaken by a commission set up by Paul VI to implement the Council’s teaching on the liturgy.
 
มีการตั้งข้อสังเกตุผิดๆที่คนคาทอลิกหลายคนคิด คือ มิสซาระเบียบใหม่เป็นเพียงการแปลตามปกติธรรมดาของจารีตพิธีลาตินดั้งเดิม โดยมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง  ข้อนี้ไม่ใช่ความจริง  มันเป็นการเขียนขึ้นใหม่ และเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง  รับทำโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดยพระสันตะปาปา ปอลที่ VI เพื่อให้คำสอนของสังคายนาเกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมสมบูรณ์ไป

The commission was headed by the Progressivist Fr. Anibale Bugnini and included six Protestants. Therefore, the commission that threw overboard the ancient Latin rite and centuries of accumulated Catholic tradition, and made up a brand new one, was headed by a Progressivist and included Protestants.
คณะกรรมการนำโดยบาทหลวง Anibale Bugnini หัวก้าวหน้าและรวมคนโปรเตสตันท์อีกหกคน  เพราะฉะนั้น คณะกรรมการที่ข้างจารีตพิธีลาตินดั้งเดิมและประเพณีคาทอลิกสะสมหลายศตวรรษทิ้ง แล้วสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาแบรนด์หนึ่ง ผู้นำเป็นคนหัวก้าวหน้าและรวมโปรเตสตันท์อีกกลุ่มหนึ่ง
 

Fr. Bugnini, the principal designer of the New Mass

Their intentions? Dr. Smith, one of the Lutheran representatives at this commission, later publicly boasted, “We have finished the work that Martin Luther began.” And Fr. Bugnini stated that his aim in designing the New Mass was “to strip from our Catholic prayers and from the Catholic liturgy everything which can be the shadow of a stumbling block for our separated brethren, that is, for the Protestants.”
 
ความมุ่งหมายของพวกเขา?  ดร.สมิธ หนึ่งในผู้แทนลูเธอรันในกรรมการชุดนี้ ต่อมาได้อวดอ้างแก่สาธารณะว่า “ เราได้เสร็จงานที่มาร์ติน ลูเทอร์เป็นผู้ริเริ่ม “ และบาทหลวงบุคนินียืนยันว่า เป้าหมายของตนในการแผนแบบมิสซาใหม่คือ “ ปลดออกจากบทสวดภาวนาคาทอลิกของเราและจากพิธีกรรมคาทอลิก ทุกอย่างที่สามารถเป็นเงาของอุปสรรคเพื่อเพื่อนพี่น้องที่แบ่งแยก นั่นคือเพื่อชาวโปรเตสตันท์

A clear design to destroy the Mass การออกแบบชักเจนเพื่อทำลายพิธีมิสซา

The designers of the New Mass have boasted endlessly on the novelty and revolutionary nature of their creation, and you can find many examples. I will only site one: Fr. Joseph Gelineau, SJ, one of the Catholic experts involved in its formulation, stated: “This needs to be said without ambiguity: the Roman Rite as we knew it no longer exists. It has been destroyed."
 
นักออกแบบมิสซาใหม่ได้อวดอ้างไม่หยุดเรื่องเกี่ยวกับของแปลกใหม่และธรรมชาติที่ปฎิรูปใหม่ของการสร้างของพวกเขา และคุณสามารถพบตัวอย่างมากมาย เราจะพูดถึงเพียงคนเดียว คุณพ่อโจเซฟ เกลิโน สงฆ์เยซูอิตหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญคาทอลิกที่รวมอยู่ในการตรวจสอบกำหนดกฎเกณฑ์ ได้ยืนยันว่า “ เรื่องนี้จำเป็นที่จะพูดโดยปราศจากการกำกวม ว่า จารีตโรมันตามที่เรารู้จักไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว  มันถูกทำลายแล้ว “

The critics have said essentially the same thing. Again, I will just cite one. Cardinal Alfredo Ottaviani, who served as head of the Holy Office under three Popes, wrote that "the Novus Ordo Missae .... represents a striking departure from the Catholic theology of the Holy Mass as it was formulated in the Council of Trent,” and that there are “implicit denials of Christ’s Real Presence and the doctrine of Transubstantiation.”

การวิจารณ์ได้กล่าวออกมาอย่างเป็นแก่นสารถึงเรื่องเดียวกัน อีกครั้ง ฉันจะยกมาเรื่องเดียว พระคาร์ดินัลอัลเฟรโด ออตตาวิอานี ที่ทำงานเป็นหัวหน้าของสำนักงานศักดิ์สิทธิ์ในสมณสมัยของโป๊บสามองค์  ได้เขียนว่า “ มิสซาใหม่เป็นตัวแทนการจากไปที่น่าจับตาจากเทววิทยาคาทอลิก ของมิสซาศักดิ์สิทธิ์ โดยที่มันถูกก่อกำเนิดขึ้นในสังคายนาเตรนโต “ และว่า มี”การปฏิเสธอย่างเป็นนัยถึงการสถิตย์อยู่อย่างแท้จริงของพระคริสตเจ้า และข้อคำสอนเรื่องการแปรเปลี่ยนสาร( ในการเสกศีล คือปังเปลี่ยนเป็นพระกายและเหล้าองุ่นเปลี่ยนเป็นพระโลหิตของพระเยซู คริสตเจ้า )

Based on these testimonies, as well as on the fact that the religious authorities have imposed that this New Mass be said everywhere, is it any wonder that so many Catholics today do not believe in the Real Presence?

เพราะวางพื้นฐานบนประจักษ์พยานเหล่านี้  เช่นเดียวกับบนความจริงที่ว่า บรรดาผู้ใหญ่ทางศาสนาได้วางข้อกำหนดว่า มิสซาใหม่นี้สามารถถวายได้ทุกแห่ง  มันน่าประหลาดไหมที่ว่าทุกวันนี้ คาทอลิกจำนวนมากมายไม่เชื่อในการสถิตย์อยู่อย่างแท้จริง?

คำอธิบายประกอบ จาก Alan Petervich -- Vichitr Thongthua :

          มีบางคำและบางประโยคที่อาจคลุมเครือ  ทำให้ท่านสมาชิกอ่านแล้วอาจไมเข้าใจ  หรือเข้าใจยาก  ข้อเขียนนี้อยากอธิบายให้ท่านที่สนใจได้เข้าใจว่า  การที่พระศาสนจักรคริสตชนคาทอลิก จัดให้มีการประชุมสังคายนาวาติกัน ครั้งที่สอง ขึ้นนั้น  จุดประสงค์สำคัญที่โป๊บสองสามองค์จัดการเรียกพระสังฆราชทั่วโลกมาร่วมพิจารณาเรื่องที่ดูสำคัญมากที่สุด คงจะเป็นการหามติ -- จะด้วยวิธีใดก็ตาม --ให้ทำลายพิธีมิสซาลาตินดั้งเดิมให้หมดสิ้นไป  แล้วนำเอาชาวโปรเตสตันท์ 6 คน มาออกแบบสร้างจารีตพิธีมิสซาใหม่ ที่เรียกว่า Novus Ordo Missae  -ขึ้นแทน  จากเดิมที่ถวายมิสซาที่พระแท่นชิดตู้ศีล และสวดเป็นภาษาลาติน โดยหันหน้านำสัตบุรุษไปหาตู้ศีล  ใช้ภาษาลาตินส่วนใหญ่ตั้งแต่เริ่มจนจบพิธีมิสซา  นอกจากบทอ่านจากพระคัมภีร์และบทเทศน์ ให้ทำเป็นภาษาถิ่น  โดยการร่วมมือของพระสันตะปาปาปอลที่ VI  ที่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนั้น ก็เพื่อเอาใจกลุ่มโปรเตสตันท์ ที่แตกแยกออกไป จะได้พอใจจะกลับมาร่วมเอกภาพคริสตชนอีกครั้งหนึ่ง  ผลที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นนั้น ในที่สุดก็ทราบกันแล้วว่า ผิดหวัง  การปู้ยี่ปู้ยำพิธีกรรมที่ยึดถือเป็นประเพณีมานานให้เกือบสูญหายไปนั้น  ใครเล่าต้องรับผิดชอบ

          ชมรมคนโสดคาทอลิก กำลังรื้อฟื้นเพื่อหาดูว่า ใครผู้ใดต้องรับผิดชอบในการกระทำที่โหดร้ายทารุณนี้  โปรดติดตามต่อไป -- ครับ.

                                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                       Alaan  Petervich
                               
7  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / High Mass with Bishop Fellay in Lourdes for Christ the King Sunday, เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2017, 11:21:04 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                   High Mass with Bishop Fellay in Lourdes for Christ the King Sunday,

                                            FSSPX - Solemn Pontifical High Mass with Bishop Fellay in Lourdes for Christ the King Sunday, 2014

                                             คลิก เพื่อดูพิธีมิสซา :  https://youtu.be/-tlsKBC6czQ

เผยแพร่เมื่อ 31 ต.ค. 2014

พิธีมิสซาฉลองสมโภชพระคริสตราชา ในวิหารแม่พระประจักษ์ที่ลูร์ดวันนี้  เป็นมิสซาสวดและขับเป็นภาษาลาตินตลอดพิธีมิสซา  ซึ่งประธานในพิธีคือพระสังฆราช Fellay หัวหน้ากลุ่ม FSSPX ที่นิยมและยึดมั่นในพิธีมิสซาดั้งเดิม ที่เรียกว่า Tridentine Latin Mass = TLM  ซึ่งประธานผู้ก่อตั้งคือ พระอัครสังฆราช เลอ เฟบรว์ ที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว  ท่านผู้นี้เรียกร้องขอเอาพิธีมิสซาดั้งเดิมภาษาลาตินคืนมาจากพระสันตะปาปาสองสามองค์ที่เป็นประธานจัดการสังคายนาวาติกัน II  จนถูก excommunicated คือ ถูกตัดขาดจากพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ข้อหาเป็น กิสมาติก นั่นเอง  แต่ต่อมามีการออมชอมจากพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ อนุญาตให้ทำมิสซาเป็นภาษาลาตินได้  แต่พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีมิสซาต้องหันหน้ามาเผชิญกับสัตบุรุษผู้ร่วมพิธี และรับศีลด้วยมือได้ ยังมีกฎเกฑ์บางอย่างที่ยังคงต้องถือตาม VC II.

http://tradicionalnalatinskamisa.blog...
Pontifikalna tradicionalna latinska misa - Lurd 2014 (FSSPX)
Pontifikalna misa (lat. Missa pontificalis) je svečana misa koju služi biskup, a dvore ga đakon i subđakon, ceremonijar, kadioničar i drugi poslužitelji.

FSSPX - Solemn Pontifical High Mass with Bishop Fellay in Lourdes for Christ the King Sunday, 2014
•   หมวดหมู่
o   ท่องเที่ยวและกิจกรรม
•   สัญญาอนุญาต
o   สัญญาอนุญาตมาตรฐานของ YouTube
 

 
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ส่อง!! ตำรวจหญิงจากทุกมุมโลก เวลาแต่งเครื่องแบบแล้วดูดีมาก ชาติไหนสวยสุด!? เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2017, 11:36:51 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         ส่อง!! ตำรวจหญิงจากทุกมุมโลก เวลาแต่งเครื่องแบบแล้วดูดีมาก ชาติไหนสวยสุด!?
                                                                         Which female police of what country really looked most beautiful?

ตำรวจ คือ ผู้รักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน
ซึ่งเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม
เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ค่อยรักษาความปลอดภัยให้กับผู้คนในสังคม
อาชีพตำรวจจึงเป็นอาชีพที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

     ช่วงนี้กระแสตำรวจหญิงมาแรง ลองมาดูภาพตำรวจหญิงจากทั่วทุกมุมโลก
ส่วนใหญ่เป็นตำรวจจริงนะ (ยกเว้นบางชาติ เท่าที่รู้คือ เกาหลีใต้ กับ ญี่ปุ่น)
ส่วนใครชอบชาติไหนไปดูกัน…

1.  ตำรวจไทย

                                                                     

2.  ตำรวจเวียตนาม

                                                                     

3. ตำรวจหญิงสิงคโปร์

                                                                     

4.  ตำรวจหฺญิงอินโดเนเซีย

                                                                     

5.  ตำรวจหญิงฮ่องกง

                                                                     

6.  ตำรวจหญิงจีน

                                                                     

7.  ตำรวจหญิงเกาหลีใต้

                                                                     

8.  ตำรวจหญิงเกาหลีเหนือ

                                                                     

9.  ตำรวจหญิงญี่ปุ่น

                                                                     

10.  ตำรวจหญิงใต้หวัน

                                                                     

11.  ตำรวจหญิงรัสเซีย

                                                                     

12.  ตำรวจหญิงอิสราเอล

                                                                     

13.  ตำรวจหญิงอังกฤษ

                                                                     

14.  ตำรวจหญิงชิลี

                                                                     

15.  ตำรวจหญิงออสเตรีย

                                                                     

16.  ตำรวจหญิงไม่ทราบชาติใด

                                                                     


       ในโลกมนุษย์ มีชาติต่างๆมากกว่า 180 ชาติ  ต่างมีตำรวจหญิงเกือบทุกชาติ  เว้นบางชาติที่มีเพียงหน่วยรักษาความสงบชาย -- หญิง  แล้วแต่ความจำเป็น  แต่สำหรับตำรวจหญิงของไทยนั้น  บางคนยังไม่ชอบการแต่งกายและสีเสื้อผ้า  เพราะเห็นว่าเป็นสีทึมมากไป  หลายคนอยากเสนอทางการเปลี่ยนให้เป็นสีสวางกว่านั้นคงจะดีกว่า  ก็แล้วแต่ความคิดเห็นนะครับ 

                                                                     

                                                                     




9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / กสทช.เดินหน้าเน็ตชายขอบ เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2017, 10:31:17 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                    กสทช.เดินหน้าเน็ตชายขอบ


โดย MGR Online   
17 พฤษภาคม 2560 23:00 น. (แก้ไขล่าสุด 18 พฤษภาคม 2560 00:28 น.)

        กสทช. เดินหน้านำ TOR โครงการ USO เพื่อให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเขตหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ขึ้นเว็บไซต์เพื่อรับฟังความคิดเห็น ก่อนนำไปประกวดราคา
       
       นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช.เดินหน้านำขอบเขตการดำเนินงาน หรือ TOR
       
       ในโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ที่นำขึ้นเว็บไซต์สำนักงาน กสทช. www.nbtc.go.th เพื่อรับฟังความคิดเห็นเป็นระยะเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 19-28 พ.ค. 2560 และจะมีการออกประกวดราคาในเดือน มิ.ย. 2560
       
       คาดว่าหากสามารถลงนามในสัญญาได้ในช่วงต้นเดือน ส.ค. 2560 จะสามารถเปิดให้บริการได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2560 ไม่น้อยกว่า  50 หมู่บ้านทั่วประเทศ และจะให้บริการครบทั้ง 3,920 หมู่บ้านภายในเดือน ก.ค. 2561
       
       โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบนี้ เป็นโครงการที่จะขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยโครงสร้างพื้นฐานแบบมีสาย (Fiber Optic) เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล
       
       โดย 3,920 หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมาก หรือที่เรียกว่า “Zone C+” และอยู่นอกเหนือขอบเขตการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
       
       “สำนักงาน กสทช.เดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มที่ เมื่อรวมกับหมู่บ้านที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงดีอีแล้ว จะทำให้ประเทศไทยมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ”
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ชื่อแม่พระ ” มารีย์”หมายความว่าอะไร? มาจากไหน? เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2017, 10:03:20 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                             ชื่อแม่พระ ” มารีย์”หมายความว่าอะไร? มาจากไหน?

« ตอบ #2 ในเว็บไซต์ thaicatholicsingles.com  เมื่อ: กันยายน 15, 2013, 09:02:21 PM »

                                                          คาทอลิกตกลงใช้พระคัมภีร์โปรเตสแตนท์ตั้งแต่ก่อน  ปี 1971
พระคริสตธรรมคำภีร์
Alan Petervich
12  กันยายน 2013   
Updated 18 พฤษภาคม  2017

                                                           ข้อเท็จจริง จาก คำนำ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ ปี 1971
                                                            ของ สมาคมพระคริสตธรรมไทย ของโปรเตสแตนท์  ดังนี้ :

                                                                                        คำนำ

        พระคัมภีร์เล่มนื้ที่พิมพ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๑   เป็นผลสำเร็จของการแปลพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นภาษาไทย  ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่  งานแก้ไขคำแปลพระคัมภ์ครั้งนี้ ได้เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๔   ต่อมาใน ปี ค.ศ. ๑๙๖๗  ได้ทำการแก้ไขคำแปลภาคพันธสัญญาใหม่สำเร็จ และจัดพิมพ์ขึ้นใน ปี ค.ศ. ๑๙๖๗  นั้นเอง
 
        พระคริสตธรรมคัมภีร์มีสองภาค  คือ  ภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่   งานแก้ไขคำแปลพระคัมภีร์นี้ได้จัดทำขึ้นโดยบุคคลมากมายหลายท่านด้วยกัน  มีกรรมการยกร่างคำแปลสามคน  กรรมการตรวจสอบแก้ไขฉบับยกร่างแปดคน  และกรรมการที่ปรึกษาอื่นอีกยี่สิบห้าคน  งานแก้ไขนี้กินเวลาประมาณ  ๑๓ ปี  ในการที่จะให้คำแปลฉบับแก้ไขนี้ มีใจความถูกต้องกับต้นฉบับที่สุด  กรรมการก็ต้องเอาผลงานนี้เปรียบกับต้นฉบับอันเป็นภาษาเดิม  คือ  เอาพันธสัญญาเดิมเปรียบเทียบกับต้นฉบับภาษาฮีบรู  และเอาพันธสัญญาใหม่เปรียบเทียบกับภาษากรีก  ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมที่ใช้ในการเขียน   ขั้นสุดท้าย ก็ต้องเอางานนี้ทั้งหมดให้ผ่านมือของนักลีลาภาษาไทย เพื่อเกลาภาษาให้ทันสมัย

        เมื่อใกล้จะทำต้นร่างฉบับภาษาไทยของพันธสัญญาเดิมเสร็จ  ดังที่ได้พิมพ์ขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรกนั้น   บรรดาท่านผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายคาทอลิกนิกาย ได้ตกลงใจว่า จะไม่จัดการแปลพันธสัญญาเดิมขึ้นเองต่างหาก  จะใช้พันธสัญญาเดิมนี้ไปพลางๆ จนกว่าจะถึงสมัยที่มีกรรมการสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย คือทางฝ่ายคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ เพื่อทำงานแก้ไขคำแปลพระคัมภีร์ร่วมกัน   เนื่องด้วยเหตุนี้เอง คำวิสามานยนามในพันธสัญญาเดิมฉบับนี้จึงได้เปลี่ยนแปลงไป  และยังได้ตกลงเปลี่ยนแปลงคำวิสามานยนามในพันธสัญญาใหม่ล่วงหน้าไว้ด้วย   ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นผลงานสำเร็จที่ทั้งสองฝ่ายตกลงใช้ร่วมกัน   นอกจากนั้น ยังต้องหารือตกลงกันในเรื่องคำศัพท์ศาสนศาสตร์อีกด้วย   เพราะแต่เดิม ต่างฝ่ายต่างก็เลือกใช้ศัพท์ตามความเห็นเหมาะสมของแต่ละฝ่าย   คำศาสนศาสตร์ซึ่งจะได้ตกลงกันนี้  จะเป็นบัญชีคำศัพท์ที่บัญญัตขึ้น พิมพ์ไว้ต่างหาก

        คำแปลพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับภาษาไทยเล่มนี้  มิใช่ฉบับแปลเล่มแรกที่มีขึ้น   เพราะวรสารของท่านนักบุญลูกา ได้พิมพ์ขึ้นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. ๑๘๓๔  พันธสัญญาใหม่ฉบับแรก พิมพ์ขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๘๓๙—๑๘๙๓   และพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับสมบูรณ์ก็พิมพ์ขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๘๙๖   ฉบับนี้มีส่วนแก้ไขของฉบับแรกรวมอยู่ด้วย  ฉบับแก้ไขใหม่อีกฉบับหนึ่งได้พิมพ์ขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๖ – ๑๙๓๐   ฉบับนี้ยังมีคริสตชนใช้กันอยู่บ้าง  .................

        ฝ่ายคาทอลิกยอมรับว่า ได้ใช้ฉบับแปลของพระคริสตธรรมคัมภีร์ไปใช้ตั้งแต่แรกแล้ว  เพราะได้ตกลงกับโปรเตสแตนท์ ขอใช้ทั้งพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่  ซึ่งมีการปรับแก้ไขคำศัพท์วิสามานยนาม คือชื่อของบุคคลและชื่อสถานที่ต่างๆด้วย  ดังปรากฏในการยอมรับของบาทหลวงไพศาล อานามวัฒน์ และบาทหลวงไพศาล ยอแซฟที่เป็นกรรมการฝ่ายพิธีกรรมของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯและสังฆมณฑลราชบุรี  ในถ้อยแถลงที่ว่า :

        “หลังจากสิ้นสุดการสังคายนาวาติกันที่ 2 ในปี ค.ศ. 1965 ก็ได้ให้ใช้ภาษาท้องถิ่นในการประกอบพิธีกรรมแทนภาษาละตินได้ จึงเริ่มมีการแปลพิธีกรรมจากภาษาละตินที่ใช้กันมากว่า 19 ศตวรรษมาเป็นภาษาท้องถิ่นรวมถึงภาษาไทยด้วย การแปลในช่วงเวลานั้นก็ทำกันโดยผู้มีความรู้ซึ่งส่วนมากเป็นพระสงฆ์ เราก็มีบทภาวนาและบทประจำมิสซาภาษาไทยมาใช้กันตามที่สภาสังคายนาได้ประกาศ  ส่วนพระคัมภีร์นั้นเราไม่ได้แปลแต่ได้ร่วมใช้ฉบับของพี่น้องคริสเตียน

        หลังจากที่ได้ร่วมใช้พระคัมภีร์ของพี่น้องคริสเตียนมานาน ในปี ค.ศ. 1992 เราก็เห็นว่าควรมีพระคัมภีร์ภาษาไทยของคาทอลิก   เนื่องจากคาทอลิกกับคริสเตียนมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในการยอมรับพระคัมภีร์ จึงเริ่มแปลพระคัมภีร์จากภาคพันธสัญญาใหม่ก่อน และเสร็จสมบูรณ์เป็นรูปเล่มในปี ค.ศ. 2002 ต่อจากนั้นก็เริ่มแปลในภาคพันธสัญญาเดิม ซึ่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์เป็นรูปเล่มในเร็ว ๆ นี้ “

        Petervich :   มาถึงตรงนี้  พอจะทราบหรือยังว่า  วิสามานยนาม หรือ  ชื่อแม่พระ  ในพระคัมภีร์ของโปรเตสแตนท์นั้น                เรียกแม่พระมารีอาว่า ‘ นางมารีย์ ‘!!!  แล้ว –- เพราะเราไปใช้พระคัมภีร์ของเขา ก็เลยเรียกชื่อแม่พระตามเขาอย่างนั้นใช่ไหมครับ  ?

        งงไหมละท่านทั้งหลาย  ทำไมโรมันคาทอลิกเราจึงยอมรับคำวิสามานยนามคำนี้ เป็นชื่อแม่พระมารีอา  ทั้งๆที่ทั่วโลกเรียกชื่อแม่พระด้วยคำว่า Maria หรือ Marie หรือ Mary จะออกเสียงอย่างไรก็ไม่มีทางเป็น “ มา–รี–ย์ “ ไปได้  คุณพ่อ ที่ชื่อ ไพศาล( ทั้งคนที่ตายไปแล้วและคนใหม่ที่ยังเป็นอธิการบ้านเณรขณะนี้ ) ลองแสดงเหตุผลที่พอยอมรับได้มาสนับสนุนมติคณะกรรมการพิธีกรรมของสภาพระสังฆราชคาทอลิก ที่ท่านทำงานอยู่ คงได้นะครับ  เราจะรออ่านครับท่าน

        ต่อไปนี้ เป็นรายชื่อคณะกรรมการพิธีกรรมของสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย  ที่รับผิดชอบการแก้ไขทบทวนพิธีกรรมคาทอลิก ทั้งใจความ ทั้งชื่อวิสามานยนาม แและที่สำคัญคือ เปลี่ยนชื่อแม่พระ จาก " มารีอา " เป็น " มารีย์ "  คณะกรรมการชุดนี้อาจมีบางท่านไม่อยู่แล้ว  แต่คนอื่นที่กำลังทำงานอยู่ปัจจุบันนี้  แสดงเหตุผลหนักแน่นให้ชาว "โรมันคาทอลิก " เข้าใจได้ไหมว่า พวกท่านต่อไปนี้ มีเหตุผลจริงๆว่าอย่างไร :

        คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพิธีกรรม  สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย :
คุณพ่อไพศาล  อานามวัฒน์  เลขาธิการ
พระสังฆราชยออากิม  พเยาว์  มณีทรัพย์  ประธาน

        คณะกรรมการปรับปรุงบทประจำมิสซา ( และอื่นๆในตำแหน่งหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย )
1. พระสังฆราช พเยาว์  มณีทรัพย์
2. พระสังฆราช เทียนชัย สมานจิต
3. คุณพ่อ จำเนียร กิจเจริญ
4. คุณพ่อ ไพศาล อานามวัฒน์
5. คุณพ่อ ฟรังซิส ไกส์
6. คุณพ่อ ทัศไนย์ คมกฤส
7. คุณพ่อ เปโตร อูร์บานี
8. คุณพ่อ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช  ( ปัจจุบัน – คาร์ดินัล )
9. คุณพ่อ ยัง มารี ดังโตแนล
10. คุณพ่อ อันโตนีโอ วาลเซ็นกี
11. คุณพ่อ ไพโรจน์ สมงาม
12. คุณพ่อ วีระ อาภรณ์รัตน์
13. คุณพ่อ อนุรักษ์ ประจงกิจ
14. อาจารย์ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา
15. ดร.วไล ณ ป้อมเพชร
16. สามเณร เอกราช สุขชาติ
17. เซอร์ อุไร สุขสอาด
(อุดมสารรายสัปดาห์  ฉบับที่ 12, 18 - 24 มีนาคม  2001)
   
          ท่านเหล่านี้คงต้องหาเวลามาอธิบายเหตุผลที่แท้จริง ในการเปลี่ยนแปลง "ทบทวน" พิธีมิสซาและการขานนามพระนางมารีอาเป็นมารีย์ให้ชัดเจนว่า  เหตุผลหนักแน่นแท้จริงนั้น มีมาอย่างไรนะครับ.

                                                                       Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                              Alan   Petervich
                                                                                 วิจิตร  ทองทั่ว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 16, 2013, 08:14:32 AM โดย Petervich »   

11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / นักปฏิรูปสังคายนาวาติกัน II พยากรณ์วาระสุดท้ายของสังฆภาพสงฆ์ เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2017, 08:57:32 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                นักปฏิรูปสังคายนาวาติกัน II พยากรณ์วาระสุดท้ายของสังฆภาพสงฆ์
                                                                             VATICAN II REVOLUTIONARY PREDICTS END OF PRIESTHOOD

NEWS: WORLD NEWS
by Juliana Freitag  •
 ChurchMilitant.com  •  April 26, 2017

      Alberto Melloni of the Bologna School continues to spread modernist falsehoods
 อัลแบร์โต เมลโลนีแห่งสำนักโบโลญา ยังคงเผยแพร่ความหลงผิดของพวกนิยมสมัยใหม่

BOLOGNA, Italy (ChurchMilitant.com) - Italian Church historian and modernist Alberto Melloni never seems to run out of revolutionary ideas for the Church, appearing in the Italian press on a regular basis. His latest foray into theological opinion has him proclaiming the death of the celibate priesthood.

อัลแบร์โต เมลโลนีนักประวัติศาสตร์ศาสนจักรชาวอิตาเลียนและนิยมสมัยใหม่ ดูเหมือนไม่เคยขาดความนึกคิดการปฏิรูปพระศาสนจักร  ที่ปรากฎในสื่อการพิมพ์อิตาเลียนตามมาตรฐานปกติ  การจู่โจมล่าสุดของเขาในความคิดเห็นทางเทววิทยา ทำให้เขาประกาศการสิ้นสุดของสังฆภาพสงฆ์ที่ถือโสด.

 Melloni is one of the main contributors in the Bologna School, the historical interpretation of Vatican Council II as a rupture and a new beginning,  rejecting tradition in favor of promoting more modern ideas. The intellectual headquarters of the Bologna School, the Foundation for Religious Sciences of John XXIII in Bologna, has published the world's most read History of the Second Vatican Council. The damage Bologna School's ideology has brought upon the Church is indisputable.

 เมลโลนี เป็นหนึ่งผู้ให้ความรู้หลักในสำนักโบโลญา  การตีความทางประวัติศาสตร์ของสังคายนาวาติกันที่ II ประหนึ่ง การแตกกันและการเริ่มใหม่  โดยไม่ยอมรับประเพณีในส่วนที่เกื้อหนุนความคิดสมัยใหม่มากกว่านี้  ศูนย์บัญชาการทางสติปัญญาของสำนักโบโลญา  มูลนิธิเพื่อวิชาศาสนาของสันตะปาปายอห์น XXIII ในโบโลญา  ได้พิมพ์เผยแพร่ หนังสือที่อ่านกันมากที่สุดของโลกHistory of the Vatican Council  ความเสียหายที่ความคิดเคร่งอุดมการณ์ของสำนักโบโลญา ได้นำมาสู่พระศาสนจักรนั้น ไม่สามารถเถียงได้
 
Last month, Melloni wrote an article for La Repubblica where he describes the upcoming historical end of the "cycle" of priesthood: "This formidable 15th-century invention ... isn't extinct ... but it's been in crisis for over a century: In Italy we have seen the numbers drop from 15,000 to 2,700 in 90 years."
Melloni continued:
Certainly a few extrinsic factors have weighed on the crisis as well: Tomorrow the dishonor of pedophilia. ... Yesterday the laziness of the authorities when discussing ecclesiastical celibacy. ... Even the discussion on the woman-priest ... is dangerously mixed with the sexist logic that allows the other gender exclusivity of obsolete crafts. ... It'd be up to the bishops to bring up a theme upon which the life of their churches depends: But the indolence remains. ... There isn't only a shortage of vocations, it's the role of the priest itself that's in decline. 

เดือนที่แล้ว  เมลโลนี  ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่ง สำหรับ ลา เรปูบบลิกา ซึ่งในบทความนั้นเขาบรรยายการสิ้นสุดทางประวัติศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นของ “ วัฏจักร “ ของสังฆภาพสงฆ์: “ การคิดประดิษฐแห่งศตวรรษที่ 15 ที่น่าเกรงขามนี้....ไม่สามารถขจัดออกไปได้....แต่มันเป็นวิกฤติการณ์เป็นเวลามากกว่าหนึ่งศตวรรษ : ในประเทศอิตาลี เราได้เห็นตัวเลข(จำนวนพระสงฆ์)ลดลงจาก 15,000 เป็น 2,700 ใน 90 ปี “              เมลโลนีเขียนต่อไปว่า :                                                                                       แน่นอน  ปัจจัยที่ไม่สำคัญสองสามเรื่องได้ถ่วงน้ำหนักวิกฤติการณ์นี้ด้วย : พรุ่งนี้ การเสียชื่อเสียงเพราะโรคชอบเด็ก....เมื่อวานนี้  ความเกียจคร้านชักช้าของผู้ใหญ่แสดงออกเมื่อถกกันถึงเรื่องการถือโสดทางศาสนา....แม้แต่การถกกันถึงพระสงฆ์สตรี.... ก็ปนเปอย่างน่าอันตรายด้วยตรรกทางเพศที่อนุญาตการเลือกเอาเพศอื่นที่งานอาชีพพ้นสมัยแล้ว.....มันควรจะขึ้นกับพระสังฆราชที่จะนำแนวซึ่งชีวิตของพระศาสนจักรของพวกเขาขึ้นอยู่ด้วย:  แต่ความเกียจคร้านยังคงอยู่.....จะไม่มีเพียงการขาดแคลนกระแสเรียก  มันเป็นบทบาทของพระสงฆ์เองที่ลดลง.

This alleged decline isn't really about the actual end of the priesthood but about Melloni's reformist spirit. This historian, constantly called an "ultra-Bergoglian" by the Italian press, is taking advantage of the environment Pope Francis has fostered to propagate his own interpretation of Holy Tradition, as he has done quite successfully for many decades.

การลดลงที่กล่าวอ้างนี้ อันที่จริง  ไม่เกี่ยวกับการสิ้นสุดจริงของสังฆภาพสงฆ์ แต่ เกี่ยวกับจิตวิญญาณนักปฏิรูป ของเมลโลนี    นักประวัติศาสตร์คนนี้  ถูกเรียกอย่างไม่หยุดหย่อนเป็น “ เชื้อสายสูงกว่าเบอร์โก   เกลียน”  โดยหนังสือพิมพ์อิตาเลียน นั้น  กำลังเอาประโยชน์ของสิ่งแวดล้อมที่โป๊บฟรังซิสได้ส่งเสริมเพื่อเผยแพร่การตีความของเขาเองที่เกี่ยวกับประเพณีศักดิ์สิทธิ์   ดังเช่นที่เขาได้ปฏิบัติอย่างได้รับผลสำเร็จเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว.

Last week, in another piece for La Repubblica, Melloni cites the astounding decline of attendance at Sunday Mass in Italy — this despite the fact that approval for Pope Francis grows at an astonishing rate. Melloni again proposes that the solution is in ditching the traditional priesthood.

สัปดาห์ที่แล้ว  ในบทความอื่นสำหรับ นสพ.ลา เรปุบบริกา เมลโลนีได้ชี้ การลดลงที่น่ากลัวของผู้เข้าร่วมพิธีมิสซาวันอาทิตย์ในอิตาลี  เรื่องนี้แม้จะมีความจริงที่ว่าการรับรองโป๊บฟรังซิสเติบโตด้วยอัตราที่น่าอัศจรรย์ก็ตาม  เมลโลนี  อีกครั้งหนึ่ง ได้เสนอว่า การแก้ปัญหากำลังติดหล่มอยู่ในสังฆภาพสงฆ์แบบดั้งเดิม.
 
"This clergy isn't numerically high enough to take care of a community fabric designed centuries ago, and we can all see it," he claimed. "Tradition knows that the gift to keep a community alive, the gift to give a eucharistic rhythm to the common life, is not a task linked uniquely to celibate males."

“ นักพรตนี้ไม่มีจำนวนสูงพอที่จะดูแลเอาใจใส่ เนื้อหาประชาคมที่ออกแบบมาหลายศตวรรษแล้ว  และเราทุกคนก็เห็นแล้ว “ เขากล่าวอ้าง  “ ประเพณีรู้ว่าพรสวรรค์ที่จะทำให้ประชาคมมีชีวิตชีวา  พรสวรรค์ที่จะให้ความวางใจอย่างศีลมหาสนิทเพื่อชีวิตปกติ  มิใช่ภาระที่เชื่อมโยงอย่างไม่มีใดเหมือนแก่ผู้ชายที่ถือโสด “

He added, "Bishops know what to do, but they are waiting for a sign from the Pope. The Pope taunts the bishops, but still he waits."
 Theology magazine L'Isola di Patmos responded to the article that announced the end of priesthood in its column "Standing Up for the Holy Father Against False Friends":

เขาเสริมว่า “ บรรดาพระสังฆราชทราบว่าจะทำอะไร  แต่พวกเขากำลังคอยสัญญาณอย่างหนึ่งจากพระสันตะปาปา  พระสันตะปาปาเหนบแนมติเตียนพวกเขา  แต่พระองค์ยังคงรอต่อไป “                                               นิตยสารทางเทววิทยาฉบับหนึ่ง L’Isola di Palmos ได้ตอบโต้บทความที่ได้ประกาศวาระสุดท้ายของสังฆภาพสงฆ์ลงในคอลัมน์  “ยืนหยัดข้างพระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ต่อต้านพวกมิตรเท็จเทียมทั้งหลาย “

The priest, according to Melloni's interpretation of the Tridentine Council, has not been instituted by Jesus but is a papal invention. If from the fourth century as for Schillebeeckx and Rahner or from the Middle Ages as for Luther or from the Council of Trent as for Melloni, it doesn't matter. The fact is that, for them, Christ had nothing to do with it, it was all about papal power.

พระสงฆ์  ตามการตีความของสังคายนา Tridentine Council ของเมลโลนี  มิได้มีการสถาปนาจากพระเยซู แต่เป็นคิดขึ้นของสันตะปาปาอย่างหนึ่ง  ถ้า จากศตวรรษที่สี่ ตามที่ Schillebeeckx และRahner หรือจากยุคกลางตามที่ลูเทอร์กล่าว หรือจากสังคายนาเตรนโตตามเมลโลนี  ก็ไม่เห็นมีอะไร  สำหรับพวกเขา  ความจริงคือว่า พระคริสต์ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วย  ทั้งหมดอยู่ที่อำนาจสันตะปาปา.
Melloni is a staunch supporter of the reforms suggested by Cdl. Carlo Maria Martini, a liberal who hoped for a third Vatican Council. เมลโลนีเป็นผู้สนับสนุนที่ภักดีของการปฏิรูปเสนอแนะโดยคาร์ดินัล คาร์โล มารีอา มาร์ตินี นักเสรีนิยม ที่หวังจะมีสังคายนาวาติกันที่ III .Tweet
The magazine also called out Melloni for the part he and other modernists have contributed to the current vocations crisis:
The crisis of vocations comes from the fact that modernists have put forward a false idea of priesthood, a denial of Tridentine dogmatics and a false interpretation of the directives of the Second Vatican Council. The biggest responsiblity for this colossal fraud lies with Karl Rahner, while Alberto Melloni is the foreman of the army of modernists.

นิตยสารด้วย เรียกร้องเมลโลนีสำหรับส่วนที่เขากับนักนิยมสมัยใหม่อื่นๆ มีส่วนสนับสนุนวิกฤติการณ์ทางกระแสเรียกปัจจุบัน:                                                                             วิกฤติการณ์ของกระแสเรียกมาจากความจริงที่ว่า นักนิยมสมัยใหม่ได้นำมาซึ่งความคิดที่ผิดหลงของสังฆภาพสงฆ์  การปฏิเสธคำสอนจากสังคายนาเตรนโต และ การตีความที่ผิดพลาดของคำแนะนำของสังคายนาวาติกันที่สอง  การรับผิดชอบใหญ่ที่สุดสำหรับการหลอกลวงใหญ่มหึมานี้ มีขึ้นโดยคาร์ล ราห์เนอร์  ขณะที่อัลแบร์โต เมลโลนี เป็นเพียงหัวหน้าคณะของกองทัพนักนิยมสมัยใหม่
The Bologna School started as a workshop of scholars gathered around Fr. Giuseppe Dossetti, the trusted consultant of Cdl. Giacomo Lercaro, one of the four cardinal moderators who presided over the council assembly. Their historical work focused on a much-criticized "hermeneutic of discontinuity" against Pope Benedict XVI and Church historian Cdl. Walter Brandmüller.

สำนักโบโลญาได้เริ่มเป็นดังห้องทำงานของผู้ทรงคุณวุฒิที่รายล้อมรอบคุณพ่อ จูเซบเป ดอสเซตตี ที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้ของคาร์ดินัล จีอาโกโม แลคาโร  หนึ่งในพระคาร์ดินัลสายกลางสี่องค์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมใหญ่ของสังคายนา  งานที่เป็นประวัติศาสตร์ของพวกเขาเพ่งศูนย์ไปสู่ “ วิทยาแห่งการแปลของความไม่ต่อเนื่อง “ ขัดแย้งกับโป๊บเบเนดิกต์ XVI และนักประวัติศาสตร์ศาสนจักร พระคาร์ดินัล วอลเตอร์ บรันมูลเลอร์
 
Melloni is a staunch supporter of the reforms suggested by Cdl. Carlo Maria Martini, a liberal who hoped for a third Vatican Council. His proposed reforms concerned married priests, women's ordination, lay participation in the ministry, looser restrictions on sexual morality, ecumenism, changes in the sacrament of penance and extending Holy Communion for the civilly remarried.

เมลโลนีเป็นผู้สนับสนุนที่ภักดีของการปฏิรูป ที่เสนอแนะโดยพระคาร์ดินัล คาร์โล มารีอา มาร์ตีนี นักเสรีนิยมซึ่งหวังว่าจะมีสังคายนาวาติกันที่สาม  การปฏิรูปที่เขาเสนอ เกี่ยวข้องกับบาทหลวงที่แต่งงานได้  การบวชสตรีเป็นพระสงฆ์  การมีส่วนร่วมของฆราวาสในงานบริหารวัด  ข้อกีดกันที่หลวมลงหน่อยเกี่ยวกับศีลธรรมทางเพศสัมพันธ์  การฟื้นฟูเอกภาพคริสตจักร  การเปลี่ยนแปลงในศีลอภัยบาปและการขยายแจกศีลมหาสนิทกสำหรับผู้แต่งงานใหม่ทางโลก.

                                                                                                   Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                           Alan  Petervich
       
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / This is Why We Are Catholic นี้คือทำไมเราเป็นคาทอลิก เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2017, 10:34:19 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                This is Why We Are Catholic นี้คือทำไมเราเป็นคาทอลิก

BLOGS  |  APR. 25, 2017
This is Why We Are Catholic นี้คือทำไมเราเป็นคาทอลิก

                                               http://www.lancasterdiocese.org.uk/wp-content/uploads/2015/05/catholic2.png

Life is not easy, and the Catholic Church cannot make it so, but it can make it better with consolations and grace and truth that never changes.
ชีวิตไม่ใช่ของง่าย  และศาสนจักรคาทอลิกไม่สามารถทำให้เป็นเช่นนั้นได้  แต่ สามารถทำให้ดีกว่าด้วยการทำให้สบายใจได้  และด้วยพระหรรษทานและความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง.
Patti Armstrong

                                                                        Nicene Constantinopolitan Latin Creed - Catholic Gregorian Chant
https://youtu.be/MRUmL1mfS0g

Uploaded on Feb 14, 2011

We believe in one God, the Father Almighty, Maker of heaven and earth, and of all things visible and invisible.
And in one Lord Jesus Christ, the only-begotten Son of God, begotten of the Father before all worlds. (God of God), Light of Light, true God of true God, begotten, not made, being of one substance with the Father; by whom all things were made;
who for us men, and for our salvation, came down from heaven, and was incarnate by the Holy Ghost of the Virgin Mary, and was made man; he was crucified for us under Pontius Pilate, and suffered, and was buried, and the third day he rose again, according to the Scriptures, and ascended into heaven, and sitteth on the right hand of the Father; from thence he shall come again, with glory, to judge the quick and the dead; whose kingdom shall have no end.
And in the Holy Ghost, the Lord and Giver of life, who proceedeth from the Father (and the Son), who with the Father and the Son together is worshiped and glorified, who spake by the prophets.
In one holy catholic and apostolic Church; we acknowledge one baptism for the remission of sins; we look for the resurrection of the dead, and the life of the world to come. Amen.

Credo in unum Deum, Patrem omnipoténtem,
Factórem cæli et terræ, visibílium ómnium et invisibílium.
Et in unum Dóminum Iesum Christum,
Fílium Dei Unigénitum, et ex Patre natum ante ómnia sæcula.
(Deum de Deo), lumen de lúmine, Deum verum de Deo vero,
Génitum, non factum, consubstantiálem Patri: Per quem ómnia facta sunt.
Qui propter nos hómines et propter nostram salútem Descéndit de cælis.
Et incarnátus est de Spíritu Sancto ex María Vírgine, et homo factus est.
Crucifíxus étiam pro nobis sub Póntio Piláto;
Passus, et sepúltus est, et resurréxit tértia die, secúndum Scriptúras,
Et ascéndit in cælum, sedet ad déxteram Patris.
Et íterum ventúrus est cum glória,
Iudicáre vivos et mórtuos, Cuius regni non erit finis.
Et in Spíritum Sanctum, Dóminum et vivificántem:
Qui ex Patre (Filióque) procédit.
Qui cum Patre et Fílio simul adorátur et conglorificátur:
Qui locútus est per prophétas.
Et unam, sanctam, cathólicam et apostólicam Ecclésiam.
Confíteor unum baptísma in remissiónem peccatorum.
Et expecto resurrectionem mortuorum, et vitam ventúri sæculi. Amen.
•   Category
o   Education
•   License
o   Standard YouTube License

The world doesn’t get us. Sometimes we are ganged up on and persecuted. Often, we are misunderstood. Always, we are one, holy Catholic and apostolic.
โลกไม่ข้าใจเรา  บางครั้งพวกเราถูกรวมเป็นกลุ่มและถูกเบียดเบียน  บ่อยมาก  เราถูกเข้าใจผิด  ตลอดไป เรารวมเป็นหนึ่ง ศักดิสิทธิ์ คาทอลิกสากลและสืบเนื่องมาจากอัครสาวก.

We are unique, enduring, resistant to whims, unafraid to stand alone, and in love with the Blessed Mother. History is on our side and so is Scripture, even if we don’t always have it memorized.
พวกเราผิดจากคนอื่น ที่ทรหดอดทน  ต่อสู้กับพวกใจโลเล  พวกราไม่กลัวที่จะยืนเดียวดาย  และมีความรักต่อพระมารดาผู้ทรงบุญ   ประวัติศาสตร์อยู่ข้างเราและดังนั้นยังมีพระคัมภีร์  แม้เราจะไม่สามารถจำขึ้นใจได้เสมอไป

We are members of the Church founded by Jesus Christ and yet, we are not better or more loved than any of God’s children — just blessed with all the gifts that God has to give. We are grateful yet challenged, for to whom much is given, much is expected.
เราเป็นสมาชิกของศาสนจักรที่ตั้งขึ้นโดยพระเยซูคริสตเจ้าและจนบัดนี้  เราไม่ได้รับความรักดีกว่าหรือมากกว่าประชากรดนใดของพระเจ้า – ที่ต่างได้ชื่นชมกับสิ่งประทานทั้งหมดที่พระเจ้าต้องทรงประทานให้แก่เรา  เราเป็นหนี้บุญคุณที่รับคำท้าทาย เพราะว่าสำหรับใครก็ตามที่ได้รับมาก ก็หวังมากแน่นอน

Jesus comes to us in Holy Communion — for we “do this in memory of me.” And we go to him in Confession where the priest, in the person of Jesus Christ, absolves us of our sins. “Peace be with you. As the Father has sent me, so I send you. And when he had said this, he breathed on them and said to them, ‘Receive the Holy Spirit. Whose sins you forgive are forgiven them, and whose sins you retain are retained.’”(John 21-23).
พระเยซูมาถึงเราในศีลมหาสนิท – เพื่อเรา “ ทำสิ่งนี้เป็นการระลึกถึงเรา “  และเราไปหาพระองค์ในการแก้บาป ณ ที่ซึ่งพระสงฆ์ ร่างแทนพระเยซูคริสต์  ยกเราจากบาปของเรา  “ สันติสุขจงสถิตย์อยู่กับท่านทั้งหลายเถิด  พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด  เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น  ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงเป่าลมลงเหนือเขาทั้งหลาย ตรัสว่า “ จงรับพระจิตเจ้าเถิด  ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด  บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย  ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด  บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย “ ( ยอห์น 20: 21-23)

Despite accusations to the contrary, we are not snobbish to visitors at Mass during Holy Communion, for the Eucharist is for all who believe and are one with us. Otherwise, it is not ours to give. “For those who eat and drink without discerning the body of Christ eat and drink judgment on themselves,” (1 Corinthians 11:29).
แม้จะมีการกล่าวหาเป็นแบบตรงกันข้าม  เราก็ไม่วางตัวสูงส่งสำหรับผู้มาเยี่ยมมิสซาระหว่างศีลมหาสนิท  เพราะว่า ศีลนั้นประทานแก่ทุกคนซึ่งเชื่อและรวมเป็นหนึ่งกับพวกเรา  มิฉะนั้น  ไม่ใช่ของๆเราที่จะให้  “  เพราะผู้ใดที่กินและดื่มโดยไม่ยอมรับรู้พระกาย ก็กินและดื่มการตัดสินลงโทษตัวเอง “ (1โครินธ์ 11: 29)

Some call our Church uptight due to reserving procreation for marriage and condemning contraception. Pope Paul VI’s 1968 encyclical Humanae Vitae reemphasized that constant teaching which all Christian denominations once followed. And then there is the teaching that marriage, once validly begun, is until death. Because Jesus said so. No expiration date was given.
บางคนเรียกศาสนจักรของเราว่าดีเยี่ยม เนื่องจากสงวนการช่วยสร้างกำเนิดไว้สำหรับการสมรส และประนามการคุมกำเนิด  สมณกฤษฎีกา Humanae Vitae ปี 1968 ของพระสันตะปาปา ปอลที่ VI เน้นย้ำว่าคำสอนที่ยืนหยัดมั่นคงซึ่งนิกายคริสตชนทุกนิกายครั้งหนึ่งได้ถือตามทั้งหมด  และครั้นแล้ว มีคำสอนว่า การแต่งงาน ซึ่งเริ่มครั้งหนึ่งโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วนั้น จะอยู่อย่างนั้นจนถึงความตาย  เพราะว่าพระเยซูตรัสไว้เช่นนั้น  มิได้ให้วันหมดอายุไว้.

Our brothers and sisters in heaven pray for us and we pray for those in purgatory going through purification because nothing unclean will enter Heaven (Revelation 21:27). We understand that they will not get out until they “have paid the last penny” (Matthew 5:26).
บรรดาพี่น้องชายหญิงของเราในสวรรค์สวดภาวนาเพื่อพวกเรา และเราสวดภาวนาเพื่อคนเหล่านั้นในไฟชำระ เพื่อดำเนินผ่านการทำให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะว่าไม่มีอะไรที่ไม่สะอาดจะเข้าสู่สวรรค์ได้ ( วิวรณ์ 21:27)  เราเข้าใจว่าพวกเขาจะไม่สามารถออกไปจนกว่าพวกเขาจะได้ “ ชำระจนเพนนีสึดท้าย “ ( มัทธิว 5:26)

We preach good works, as the necessary response to being saved by the death of Jesus Christ. “Not everyone who says to me, 'Lord, Lord,' will enter the kingdom of heaven, but only the one who does the will of my Father who is in heaven” (Matthew 7:21).  We know we cannot save ourselves, but we have the hope — not the assurance — of salvation. “He saved us through the washing of rebirth and renewal by the Holy Spirit, whom he poured out on us generously through Jesus Christ our Savior, so that, having been justified by his grace, we might become heirs having the hope of eternal life” (Titus: 5-7).
เราป่าวประกาศงานดีๆ  โดยที่เป็นคำตอบที่จำเป็นที่จะได้รับการช่วยให้รอดด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสตเจ้า      “ คนที่กล่าวแก่เราว่า ‘ พระเจ้าข้า  พระเจ้าข้า ‘ นั้น  มิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์  แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตย์ในสวรรค์นั่นแหละจะเข้าสู่สวรรค์ได้ “ (มัทธิว  7:21)  เรารู้ว่าเราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  แต่เรามีความหวัง---ไม่ใช่การรับประกันแน่นอน – ของการไถ่ให้รอด  “ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดพ้น มิใช่เพราะกิจการชอบธรรมใดๆ ที่เรากระทำ  แต่เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ทรงใช้น้ำชำระเราให้สะอาด  เราจึงเกิดใหม่และได้รับการฟื้นฟูโดยพระจิตเจ้า  พระองค์ทรงหลั่งพระจิตเจ้าลงเหนือเราอย่างอุดม โดยทางพระเยซูคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา เพื่อพระหรรษทานของพระองค์ จะบันดาลให้เรากลับเป็นผู้ชอบธรรมและเป็นทายาท ในความหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร “ (ติตัส : 5-7)

We discern, not judge, for we hate the sin but love the sinner. And we defend life because it is God’s to create and to terminate in his perfect timing. Scandals we know. The intentionally confused blame the Church rather than recognizing scandal as the antithesis of Catholic teaching. Thus, there is never just one victim, for the Church always suffers alongside,BETRAYED  and defiled.
เรามองการไกล  ไม่ใช่ตัดสิน  เพราะเราเกลียดบาปแต่รักคนบาป  และเราปกป้องชีวิตเพราะว่ามันเป็นของพระเจ้าที่สร้างมันขึ้นมาและจบสิ้นลงในช่วงเวลาที่สมบูรณ์  เรารู้อื้อฉาวน่าละอาย  การประนามพระศาสนจักรที่สับสนอย่างตั้งใจ มากกว่ารับรู้เรื่องอื้อฉาวในฐานะที่ใช้ถ้อยคำที่กลับกันของคำสอนพระศาสนจักร  ดังนั้น  ไม่เคยมีผู้ตกเป็นเหยื่อแม้แต่คนเดียว  เพราะพระศาสนจักรทนทรมานเสมอเคียงข้างผู้ถูกทรยศหักหลังและถูกทำให้ด่างพร้อย.

We are saints and we are sinners, and our worship services are full of both. Sinners are always welcome —no better place to be—for healing, and worship, and community.We are the branches and Jesus the vine, so we cling to him through our Church, to keep his life flowing abundantly through us.
พวกเราเป็นนักบุญก็มีและเป็นคนบาปก็มี  และงานบริการนมัสการก็เต็มด้วยทั้งสองพวก  คนบาปได้รับการต้อนรับเสมอ—ไม่มีที่ใดดีกว่าที่จะใช้—สำหรับการบำบัดรักษา และการนมัสการ และการรวมเป็นชุมชน  เราเป็นเถาและพระเยซูเป็นน้ำองุ่น  ดังนั้น เราแนบชิดพระองค์ผ่านพระศาสนจักรของเรา  เพื่อเก็บชีวิตของพระองค์ให้ไหลอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดร่างพวกเรา

For those who believe, we welcome them to enter our Church, even though it is by way of the narrow gate. Because sometimes, the teachings are hard and we are always behind in the popularity polls. Regardless of the culture’s misunderstanding, our rules do not restrict, but rather give freedom. For freedom is not the ability to do anything, even to sin.  If that were the case, as Pope Leo XIII taught, then God and the angels would not be free.
สำหรับคนเหล่านั้นที่เชื่อ เราต้อนรับพวกเขาเข้าสู่พระศาสนจักรของเรา  แม้ว่ามันเป็นทางที่ประตูแคบ  เพราะว่าบางครั้ง  คำสอนยากจะเข้าใจและเรา เสมอๆผลักดันเบื้องหลังการลงคะแนนเสียงความนิยมของประชาชน  ไม่พูดถึงความเข้าใจผิดทางวัฒนธรรม  ระเบียบข้อบังคับของเราไม่เข้มงวด  แต่ค่อนข้างจะให้เสรีภาพ  เพราะว่าเสรีภาพมิใช่ความสามารถจะทำอะไรก็ได้ แม้บาป  ถ้าเป็นกรณีนั้น  ดังที่พระสันตะปาปาเลโอได้สอน  ถ้าเช่นนั้น พระเจ้าและทูตสวรรค์ทั้งหลายคงไม่เป็นอิสระ

Life is not easy, and the Catholic Church cannot make it so, but it can make it better with consolations and grace and truth that never changes. And that is why we are Catholic.
ชีวิตไม่ใช่ของง่าย  และศาสนจักรคาทอลิกไม่สามารถทำให้เป็นเช่นนั้นได้  แต่ สามารถทำให้ดีกว่าด้วยการทำให้สบายใจได้  และด้วยพระหรรษทานและความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง.

PATTI ARMSTRONG
Alan Petervich
Updated May 4, 2017



13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สตช.เพิกถอนพาสปอร์ต ทายาทกระทิงแดง ประสาน 190 ประเทศ ล่าผู้ต้องหาหนีคดี เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2017, 06:34:56 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                        สตช.เพิกถอนพาสปอร์ต ทายาทกระทิงแดง ประสาน 190 ประเทศ ล่าผู้ต้องหาหนีคดี

Manager Online 1 พฤษภาคม 2560 14:02 น.
(แก้ไขล่าสุด 1 พฤษภาคม 2560 15:14 น.)

      กองการต่างประเทศ สตช. พบข้อมูล “บอส วรยุทธ” ทายาทกระทิงแดง ผู้ต้องหาเดินทางออกจากไทยเมื่อ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา เร่งสั่งเพิ่งถอนหนังสือเดินทาง แจ้ง 190 ประเทศสมาชิก
       
       วันนี้ (1 พ.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ กล่าวถึงคืบหน้าการติดตามตัว นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เสียชีวิต ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พบว่า นายวรยุทธ เดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ไม่ทราบประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางไป ล่าสุด กองการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือถึงตำรวจสากลประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามว่า นายวรยุทธ อยู่ในประเทศอังกฤษหรือไม่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานกลับมา ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้สำนักงานอัยการสูงสุดทำหนังสือขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากนี้ จะเชิญตำรวจสากลอังกฤษหารือกับกองการต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่า นายวรยุทธอยู่ในอังกฤษหรือไม่ และหากพบว่าผู้ต้องหารายนี้ไม่ได้อยู่ในอังกฤษตำรวจสากลจะออกหมายสีน้ำเงิน เพื่อให้ 190 ประเทศสมาชิกในการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามตัวมาดำเนินคดี
       
       พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวว่า ล่าสุด พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้ส่งหนังสือไปถึงกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ เพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือเดินทางไทยของนายวรยุทธแล้ว ขณะเดียวกัน จะต้องตรวจสอบว่า นายวรยุทธ มีหนังสือเดินทางกี่เล่ม และเป็นหนังสือเดินทางสัญชาติใดบ้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบหาข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในคดีขับรถชนคนเสียชีวิตมาก่อน แต่เชื่อว่าจะสามารถได้ตัวผู้ต้องหารายนี้กลับมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน
 
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ความสัมพันธ์ดี ที่ยาวนานไทย--สหรัฐกำลังจะจากไป เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2017, 08:32:48 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                         ความสัมพันธ์ดี ที่ยาวนานไทย--สหรัฐกำลังจะจากไป

สมชาย แสวงการ
· 18 เมษายน 2015
Alan Petervich Updated May 1, 2017

บทวิเคราะห์ชิ้นนี้กลุ่มอดีตนายทหารอเมริกันที่เคยร่วมกับกองทัพไทยในทุกสมรภูมิทราบดีว่า ความสัมพันธ์ดีที่ยาวนานกำลังจะจากไปอย่างไม่มีวันสานคืนมา
เเต่นักการเมืองสหรัฐกับกลุ่มทุนสามานย์ข้ามชาติเเละCFR. แกล้งไม่สำเหนียก โดยยังคงเลือกเส้นทางที่ยึดโยงเเต่ประโยชน์ของสหรัฐอย่างเห็นเเก่ได้ฝ่ายเดียวเป็นตัวตั้ง. และยังคงให้การสนับสนุนทั้งทางเปิดเผยเเละทางลับให้กับขบวนการโกงชาติเเละขบวนการขายชาติโดยอ้างประชาธิปไตยจอมปลอมบังหน้า

ถ้าเอกอัครราชทูตคนใหม่ที่จะส่งมาจะยังคงเดินนโยบายเดิมหรือเเกล้งโง่เคลื่อนไหวใต้ดินเเบบเป็นศัตรูกับการปฏิรูปประเทศของไทยละก้อ
เชื่อได้เลยครับว่าความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐจะเปลี่ยนรูปไปแบบที่สหรัฐคาดเดาไม่ถึง
สิ่งที่สหรัฐคาดไม่ถึงคือคนไทยเกือบทั้งหมดที่จะเป็นหัวหอกที่เป็นเเรงต้านสหรัฐอเมริกาอันสำคัญนั้น เกือบทุกคนคือคนเคยเรียน เคยศึกษา เคยทำงานในมหาวิทยาลัย เเละหน่วยงานต่างๆกับสหรัฐอเมริกาเอง.
นสพ.กลาโหมสหรัฐฯตีพิมพ์ทัศนะอดีตนายทหารอเมริกัน ชี้ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯร้าวฉานยากประสาน

เว็บไซต์ VOA Thai รายงานเมื่อวันที่ 16 เมษายน ถึงบทความใน นสพ. Stars and Stripes ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ตีพิมพ์รายงานทัศนะของอดีตเจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันสองนาย ผู้เคยร่วมทำงานกับกองทัพไทย ซึ่งทั้งคู่ระบุว่าความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ ขณะที่จีนกำลังจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และพยายามแทรกตัวเข้ามาแทน
Kerry Gershaneck อดีตนายทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยศพันเอก ซึ่งปัจจุบันทำงานร่วมกับศูนย์ East-West Center ในฮาวาย ชี้ว่าท่าทีของสหรัฐฯ หลังการยึดอำนาจในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว กำลังก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีต่อความสัมพันธ์ทางทหารของสองประเทศ และเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหากละเลยการพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะจีน

ปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นเรื่องนี้คือ การฝึก Cobra Gold ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งมีขนาดเล็กลงในปีนี้ และอาจจะยิ่งมีอุปสรรคมากขึ้นในปีหน้า
Gershaneck ระบุว่าหากอเมริกาต้องการจะให้ความสัมพันธ์นี้กลับมาดีดังเดิม อเมริกาจำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อให้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถานการณ์ด้านจิตใจของคนไทย
อดีตนายทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ผู้นี้ชี้ว่า ปัจจุบันทหารและชนชั้นผู้นำของไทยต่างมองสหรัฐฯ ว่าเสแสร้ง เลือกปฏิบัติ และใช้มาตรฐานที่ต่างกันสำหรับแต่ละประเทศ เช่นในกรณีการปฏิวัติในอียิปต์เมื่อ 2 ปีก่อนซึ่งสหรัฐฯ มีท่าทีนิ่งเฉยไม่เหมือนกับกรณีของไทย รวมทั้งล่าสุดที่ ปธน.โอบาม่าพยายามจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับคิวบาที่ร้าวฉานมานานหลายสิบปี

Thai US Relation
Gershaneck บอกว่าคนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าไทยคือพันธมิตรที่ร่วมต่อสู้กับสหรัฐฯ ทั้งในช่วงสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และสงครามกับคอมมิวนิสต์ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น คิวบาคือศัตรูที่พยายามบ่อนทำลายอเมริกา แต่เวลานี้รัฐบาลอเมริกันกลับพยายามยอมรับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบา แต่กลับกดดันให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้งโดยเร็ว
นักวิเคราะห์แห่งศูนย์ East-West Center ผู้นี้เชื่อว่า ท่าทีและแรงกดดันดังกล่าวของสหรัฐฯ ยิ่งทำให้เกิดลัทธิชาตินิยมแบบต่อต้านอเมริกาขึ้นในประเทศไทย

ทางด้าน John M. Cole อดีตทหารกองทัพบกสหรัฐฯ ผู้เคยทำงานร่วมกับกองทัพไทยเช่นกัน ชี้ว่าขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กำลังร้าวฉาน จีนก็กำลังค่อยๆ สานสัมพันธ์ทางทหารกับไทยไปทีละน้อย และกำลังจับตามองว่าเมื่อไรที่ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ สิ้นสุดลง จีนก็พร้อมกระโจนเข้าแทนทันที

เมื่อเดือน ก.พ จีนและไทยได้ร่วมประกาศข้อตกลง 5 ปีเพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการทหาร และรมต.กระทรวงกลาโหมจีนยังได้ยืนยันชัดเจนว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทย
Kerry Gershaneck บอกว่าจีนได้เสนอความช่วยเหลือทางทหารให้กับไทย เพื่อชดเชยส่วนที่สหรัฐฯ ตัดออกไป รวมถึงความช่วยเหลือในด้านการศึกษา และการฝึกฝน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผสานความสัมพันธ์ทางทหารในระยะยาว เพราะจะมีอิทธิพลต่อแนวคิดอุดมการณ์ของทหารในรุ่นต่อๆไป เหมือนที่สหรัฐฯเคยใช้อำนาจนุ่มลักษณะนี้มาแล้วในอดีต เพื่อขยายแนวคิดประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนยังไม่เห็นด้วยกับทัศนะของอดีตนายทหารอเมริกันสองท่านนี้

หนึ่งในนั้นคือคุณ Gregory Poling ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ในกรุงวอชิงตัน ที่บอกว่าการสานสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับจีนนั้น ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และยังถือเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับขนาดความสัมพันธ์ทางทหารของไทยกับสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ผู้นี้เชื่อว่าจีนจะยังไม่ก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงอันดับหนึ่งของไทยในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน

ถึงกระนั้นอดีตนายทหารกองทัพสหรัฐฯKerryGershaneckและ John M. Cole ยืนยันว่ารอยร้าวระหว่างไทย-สหรัฐฯ นั้นมีอยู่จริง และอาจนำไปสู่การปรับสมดุลใหม่ในเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเป็นสมดุลที่แตกต่างจากนโยบายของปธน.โอบาม่า
เพราะอาจหมายความว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้พยายามกีดกันอเมริกาออกไป

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1429258596
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พระคาร์ดินัล ซารา : บรรดาพระสังฆราชเงียบเกี่ยวกับวิกฤติการณ์พระศาสนจักร เมื่อ: เมษายน 30, 2017, 11:08:33 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                          พระคาร์ดินัล ซารา : บรรดาพระสังฆราชเงียบเกี่ยวกับวิกฤติการณ์พระศาสนจักร
                                                                                         Cdl. Sarah: Bishops Silent on Church Crisis

by Bradley Eli, M.Div., Ma.Th.  •
ChurchMilitant.com  •  April 27, 2017
Alan Petervich  Updated  April 30 , 2017

                                           

"Many refuse to face up to the Church's work of self-destruction" หลายองค์ปฏิเสธที่จะเผชิญกับงานของพระศาสนจักรของการทำลายตนเอง
ROME (ChurchMilitant.com) - Prelates may fearlessly speak out on social justice issues like immigration and poverty only to fall silent on the real crisis of faith overwhelming the Church. 

บรรดาพระคุณเจ้าอาจพูดอย่างไม่เกรงกลัว เกี่ยวกับเรื่องของตวามยุติธรรมทางสังคม เช่นการอพยพย้ายถิ่นและความยากจน เพียงเพื่อกลายเป็นเงียบเกี่ยวกับวิกฤติการณ์แท้จริงของความเชื่อ ที่ท่วมท้นพระศาสนจักร

During an April 18 interview with Aid to the Church in Need (ACN), an international Catholic charity, Cdl. Robert Sarah made this point. "The Church is gravely mistaken as to the nature of the real crisis if she thinks that her essential mission is to offer solutions to all the political problems relating to justice, peace, poverty, the reception of migrants, etc. while neglecting evangelization," he said.

ระหว่างการให้สัมภาษณ์วันที่ 18 เมษายน กับองค์การความช่วยเหลือแก่พระศาสนจักรในความต้องการ  (Aid to the Church in Need=ACN) องค์การเมตตาคาทอลิกนานาชาติ  พระคาร์ดินัลโรเบิร์ต ซาราได้ทำจุดนี้แล้ว  “ พระศาสนจักรได้ทำความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง  ดังที่เป็นธรรมชาติของวิกฤติการณ์ที่แท้จริง ถ้าศาสนจักรคิดว่าหน้าที่สำคัญของตน คือเสนอทางแก้ต่อทุกปัญหาทางการเมือง ที่เกี่ยวกับความยุติธรรม สันติภาพ  ความยากจน  การรับผู้อพยพลี้ภัย ฯลฯ  ขณะที่เมินเฉยกับการประกาศพระวรสาร “ พระคุณเจ้ากล่าว.

During his address delivered earlier this month at a liturgical conference held in Germany, the prefect for the Congregation of Divine Worship spoke in like fashion: "Many refuse to face up to the Church's work of self-destruction through the deliberate demolition of her doctrinal, liturgical, moral and pastoral foundations."

 ระหว่างคำแถลงของท่าน ที่กล่าวต้นเดือนนี้ ที่การประชุมสภาพิธีกรรม จัดขึ้นที่เยอรมันนี  ประธานสมณกระทรวงว่าด้วยพิธีกรรม ได้กล่าวทำนองว่า “ คนจำนวนมากปฏิเสธที่จะเผชิญกับงานที่เป็นการทำลายตนเองของพระศาสนจักร ผ่านการรื้อทำลายอย่างจงใจเจตนาซึ่งฐานรากทางคำสอน  พิธีกรรม  ศีลธรรมและการบริหารวัด “

Many prelates, Cdl. Sarah observes, are complicit in this demolition of the Faith, which is at the heart of the Church crisis. "[M]ore and more voices of high-ranking prelates stubbornly affirm obvious doctrinal, moral and liturgical errors that have been condemned a hundred times and work to demolish the little faith remaining in the people of God," he noted.

 พระคุณเจ้าหลายองค์  พระคาร์ดินัล ซารา ตั้งข้อสังเกตุ  เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ในการรื้อทำลายความเชื่อ  ซึ่งเป็นหัวใจของวิกฤติการณ์ศาสนจักร  “  เสียงยิ่งทียิ่งมากขึ้นของพระคุณเจ้าตำแหน่งสูง ที่ยืนยันเห็นพ้องอย่างดื้อดึงซึ่งความหลงผิดทางคำสอน  ศีลธรรมและพิธีกรรมที่เห็นได้ชัด  ที่ได้รับการประนามเป็นร้อยครั้ง  และ งานที่จะรื้อทำลายความเชื่อเล็กน้อยที่เหลืออยู่ในประชากรของพระเจ้า “ ท่านตั้งข้อสังเกตุ

Cardinal Joseph Ratzinger, now Pope Emeritus Benedict XVI, has pointed out on numerous occasions that malformed clergy who then become bishops are to blame for many of the problems in the Church. He said it's owing to their inadequate formation rather than bad faith that these clerics go on to be problematic bishops.
 
คาร์ดินัล โจเซฟ รัตซิงเยอร์  ตอนนี้คือพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ XVI ได้ชี้ให้เห็นในหลายโอกาสว่า คณะนักบวชที่ก่อตั้งขึ้นมาอย่างผิดรูปผิดร่าง  ซึ่งต่อมากลายเป็นพระสังฆราช ต้องถูกประนามสำหรับปัญหามากมายในพระศาสนจักร  พระคุณเจ้ากล่าวว่ามันขึ้นกับการศึกษาอบรมที่ไม่เพียงพอของพวกเขา มากกว่าความเชื่อที่ไม่ดี  ที่นักพรตเหล่านี้เลื่อนไปเป็นพระสังฆราชที่มีปัญหา

Bishops and clergy first fell silent in the 1960s as couples made the choice in "conscience" to use contraception and still receive Holy Communion. Today, the bishops are falling silent over a similar issue, as divorced and civilly remarried couples are remaining sexually active and still choosing in "conscience" to receive Holy Communion.

 พระสังฆราชและนักบวชในตอนแรกต่างเงียบในช่วงปี 1960 
โดยที่คู่สมรสทำการเลือกใน“ มโนธรรม “ ที่จะใช้การคุมกำเนิด และยังคงรับศีลมหาสนิทได้  ทุกวันนี้  บรรดาพระสังฆราชกำลังเกิดเงียบสงบในเรื่องคล้ายกัน  โดยที่คู่สมรสที่หย่าร้างและแต่งงานใหม่ตามกฎหมาย ยังคงคึกคักทางกามารมณ์ และยังคงเลือกใน “ มโนธรรม “ ที่จะรับศีลมหาสนิท.

During his interview with ACN last week, Cdl. Sarah took note of this confusion and divergence of faith among bishops:
Without a common faith the Church is threatened by confusion and then progressively She can slide into dispersion and schism. Today, there is a grave risk of the fragmentation of the Church, of breaking up the Mystical Body of Christ by insisting on the national identities of the Churches and thus on their capacity to decide for themselves, above all in the so crucial domain of doctrine and morals.

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ ACN สัปดาห์ที่แล้ว  พระคาร์ดินัลซารา  ได้ตั้งข้อสังเกตุความสับสนวุ่นวายนี้ และ การแตกออกไปของความเชื่อท่ามกลางบรรดาพระสังฆราช  คือ :
ปราศจากความเชื่อธรรมดา  พระศาสนจักรถูกคุกคามโดยความยุ่งยากวุ่นวาย และแล้ว ด้วยการคืบหน้าต่อไป  พระศาสนจักรสามารถไถลเข้าไปสู่การกระจายออกไปและลัทธิกิจมาติก   ทุกวันนี้  มีความเสี่ยงรุนแรงของการแตกออกเป็นชิ้นๆของพระศาสนจักร   ของการแตกกระจายร่างล้ำลึกของพระคริสต์  โดยยืนยันเรื่องเอกลักษณ์ประจำชาติของพระศาสนจักรต่างๆ  และดังนั้นยืนยันความสามารถที่จะตัดสินใจด้วยตัวพวกเขาเอง  เหนือสิ่งอื่นใด  ในเรื่องที่แหล่งสำคัญยิ่งของคำสอนและจริยธรรม.

Watch the panel discuss the concerns our audience has concerning silent bishops in
The Download—Church Militant Polls.


หน้า: [1] 2 3 ... 124