แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 108
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ผลการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป เมื่อ: มิถุนายน 25, 2016, 10:07:41 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                           ผลการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป

                                            [image]http://i929.photobucket.com/albums/ad133/peter_vich/Image_zpsb0tmizil.jpg[/img]

                                                                             

 เอเจนซีส์ - หนังสือพิมพ์เดอะซัน สื่อแทบลอยด์อังกฤษลงภาพหน้าปก ผลการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปด้วยผลคะแนนตัวเลขสนับสนุนการแยกตัว 52% ในขณะฝ่ายต้องการให้คงอยู่ 48% ด้านสกอตแลนด์และไอร์แลนด์ถือโอกาสจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ประกาศเรียกร้อง “การแยกตัวออกมาจากสหราชอาณาจักร” มีรายงานตลาดการซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐฯ ถูกสั่งพักชั่วคราว
       
       บีบีซีสื่ออังกฤษรายงานผลต่อเนื่อง ฝ่ายสนับสนุนการลาออกล่าสุด 17,061,744 เสียง ต่อฝ่ายยังคงอยู่กับอียูต่อไป 15,864,555 เสียง ซึ่งมีให้นับคงเหลืออีกเพียงแค่ 4 จุดเท่านั้น พบว่าข่าวผลประชามติลงปกสื่ออังกฤษในวันศุกร์ (24 มิ.ย.) อย่างคึกคัก เช่น หนังสือพิมพ์เดอะซัน สื่อแทบลอยด์อังกฤษลงภาพหน้าปกของวันนี้ ผลการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปด้วยผลคะแนนตัวเลขสนับสนุนการแยกตัว 52% ในขณะฝ่ายต้องการให้คงอยู่ 48%
       
       และพบว่าหลังจากที่กระแส BREXIT พลิกผันทำให้ 72% ของชาวอังกฤษทั้งหมดที่มีสิทธิร่วม 46 ล้านคนลงคะแนนเข้าสู่คูหา ชี้ชะตาเมื่อวานนี้ (23) ทำการประกาศให้อังกฤษแยกตัวออกมาจากสหภาพยุโรป โดย จิเซลา สจวร์ต (Gisela Stuart) สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ พรรคแรงงานอังกฤษ และเป็นแกนนำแคมเปญสนับสนุน BREXIT ได้ประกาศว่า “ประชาชน 33 ล้านคนได้ใช้หนทางประชาธิปไตยตัดสินแล้ว” เดลีเทเลกราฟรายงาน
       
       นอกจากนี้ เดลีเทเลกราฟยังรายงานต่อว่า จากผลการลงคะแนนประชามติประกาศแยกตัวครั้งนี้ ทำให้ไอร์แลนด์เหนือและสก็อตแลดน์ต่างอ้างสิทธิ์ เรียกร้องให้ดินแดนทั้งสองแยกออกจากสหราชอาณาจักรด้วยเช่นกัน
       
       โดยสื่ออังกฤษชี้ว่า คาดว่าน่าจะมีแถลงการณ์ในเรื่องนี้ออกมาจากพรรคการเมืองชาตินิยมไอริช ชินเฟน (Sinn Fein) ในไอร์แลนด์เหนือ และพรรคการเมืองสก็อต SNP ภายในวันนี้ (24) ซึ่งพบว่าล่าสุดในไอร์แลนด์เหนือ ฝ่ายสนับสนุน BREXIT 349,422 ต่อฝ่ายสนับสนุนการคงอยู่ 440,437 ส่วนสกอตแลนด์ สนับสนุน BREXIT 1,018,322 ต่อฝ่ายยังต้องการให้คงอยู่กับอียูต่อไป 1,661,191
       
       ในขณะเดียวกัน สถานการณ์การเงินและตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ล่าสุดพบว่า ห้องค้าหลักทรัพย์ซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐฯ ได้ถูกสั่งให้หยุดพักชั่วคราว ซึ่งพบว่า S&P 500 และ Nasdaq futures ต่ำลง 5% ในช่วงเช้าวันศุกร์ (24) ตามเวลาทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ และคาดว่าตลาดหุ้นดาวน์โจนส์จะตกลงไปต่ำกว่า 700 จุดตั้งแต่การเปิดตลาด

          Credit :  ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
                                                                                                       
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ยืนยันสร้างภาคต่อภาพยนตร์ ‘มหาทรมานของพระคริสต์’ ของเมล กิ๊บสัน เมื่อ: มิถุนายน 24, 2016, 09:51:28 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             ยืนยันสร้างภาคต่อภาพยนตร์ ‘มหาทรมานของพระคริสต์’ ของเมล กิ๊บสัน
                                                                          Mel Gibson’s ‘The Passion of the Christ’ Sequel Plans Confirmed

                                                                 http://collider.com/passion-of-the-christ-sequel-mel-gibson-randall-wallace/

BY DAVE TRUMBORE     
Alan Petervich Update June 14, 2016

                                                                                            

      After making almost $612 million on a $30 million budget, Mel Gibson’s The Passion of the Christ has been sparking rumors of a sequel since its 2004 debut. However, unlike comic book adaptations or original material, the life, death, and resurrection of Jesus Christ is more or less set in stone and has been for quite a few years. So while it’s easy to laugh off the idea of a sequel to a film that infamously featured the gruesome and protracted death of its title character, there’s actually quite a bit more to the story of Jesus Christ that’s left to be mined cinematically. And that’s exactly what Gibson plans to do.

หลังจากทำเงินได้สูงเกือบ 612 ล้านดอลลาร์จากงบลงทุน 30 ล้านดอลลาร์  The Passion of the Christ ของเมล กิ๊บสันได้จุดประกายข่าวลือการสร้างภาคต่อ ตั้งแต่การฉายภาคแรกเมื่อปี 2004  อย่างไรก็ดี  ไม่เหมือนการดัดแปลงหนังสือการ์ตูน หรือ เรื่องริเริ่มครั้งแรก  ชีวิต  ความตาย  และการคืนชีพของพระเยซูคริสต์ ไม่มากก็น้อยแทรกอยู่ในหิน  และเป็นแบบนั้นอยู่หลายปี  ดังนั้น ขณะที่เป็นการง่ายที่จะหัวเราะในความคิดภาคต่อกับภาพยนตร์ที่จัดฉากให้เห็นที่ไม่ค่อยมีผู้ใดทราบถึงความตายที่ขยายออกและน่ากลัวของตัวแสดงนำตามเรื่อง  ตามความเป็นจริง มีอะไรบางอย่างมากกว่าเล็กน้อยในเรื่องของพระเยซูคริสต์ที่เหลือให้ถ่ายทำเป็นภาพยนตร์  และ นั่นคือตรงกับที่เมล กิ๊บสันวางแผนจะทำ.

As THR has confirmed, a sequel to The Passion of the Christ is in the works with Oscar-nominated screenwriter Randall Wallace (Braveheart) admitting (reluctantly, the report notes) to the fact that he is indeed working on the script. A religious studies major at Duke University, Wallace will be chronicling The Resurrection of the Christ (which sounds like a good sequel title if ever I heard one) and picking up where the previous film left off 12 years (or roughly 2,000 years) ago.

เช่นที่ THR ได้ยืนยัน  ภาคต่อมหาทรมานของพระคริสต์ อยู่ในงานกับ แรนดอล วอลเลช ( Braveheart) ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ที่ถูกเสนอชื่อรางวัลออสการ์ ยอมรับ( อย่างไม่สู้เต็มใจนัก ตามรายงานข่าว ) ต่อความจริงที่ว่า จริงๆแล้วเขากำลังเขียนสคริบ   โดยที่จบเอกวิชาศาสนาที่ Duke University  วอลเลชคงกำลังบันทึกเหตุการณ์ การฟื้นคืนชีพของพระคริสต์ ( ซึ่งฟังดูเหมือนชื่อภาคต่อที่ดี ถ้าเราได้ยินชื่อนี้ ) และจับเรื่องตอนที่ภาพยนตร์ตอนก่อนทิ้งไว้ 12 ปี ( หรือคร่าวๆประมาณ 2,000 ปี ) มาแล้ว

Here’s what Wallace had to say about getting the opportunity to bring the Resurrection to life through film:
“I always wanted to tell this story,” he says. “The Passion is the beginning and there’s a lot more story to tell.”
That story, as members of the Christian faith believe, sees Jesus Christ resurrected three days after his death by crucifixion. He then appeared eight times to various people, like Mary Magdalene, Doubting Thomas, and his disciples fishing in Lake Galilee. These visits and final instructions were believed to be the moments finalizing the establishment of the New Testament on Pentecost. There’s plenty of source material to work with for Wallace, Gibson, and whoever fills out the cast.

นี้คือที่วอลเลชต้องพูดเกี่ยวกับโอกาสดีที่จะนำการคืนชีพผ่านภาพยนตร์ : “ เราต้องการที่จะเล่าเรื่องนี้เสมอ “ เขากล่าว “ มหาทรมานเป็นการเริ่มและมีเรื่องอีกมากมายที่จะนำมาเล่า “  เรื่องนั้น  ตามที่สมาชิกของความเชื่อคริสตชนเชื่อ  เห็นพระเยซูคริสต์กลับคืนชีพสามวันหลังความตายของพระองค์โดยการถูกตรึงกางเขน  ครั้นแล้วพระองค์ได้สำแดงองค์แปดครั้งแก่คนต่างๆ  เช่น แมรี แมคดาลีน  โทมาสผู้งุนงงสงสัย และบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ที่กำลังหาปลาในทะเลสาบกาลิลี  วัน Pentecost – พระจิตเสด็จลงมา  มีแหล่งเนื้อหามากมายที่จะมาทำงานกับวอลเลช  กิ๊บสัน และใครก็ตามที่จะเติมเต็มฉากภาพยนตร์

However, things get a little strange once the conversation turns to just how big a money-maker this sequel will be, a conversation which might just rub Wallace the wrong way:
“The evangelical community considers The Passion the biggest movie ever out of Hollywood, and they kept telling us that they think a sequel will be even bigger. It’s too early to talk money,” he adds. “This is such a huge and sacred subject.”

อย่างไรก็ดี  เรื่องแปลกเล็กน้อย ตอนที่การสนทนาเปลี่ยนไปในเรื่องที่ว่า ตอนต่อดังกล่าวนี้จะทำเงินให้มากขนาดไหน  การสนทนาซึ่งอาจเสียดทาน วอลเลชในวิธีที่ผิด คือ :
“ ชุมชนพระคัมภีร์ถือว่าภาพยนตร์มหาทรมานเป็นภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยออกมาจากฮอลลีวู๊ด  และพวกเขาเฝ้าบอกพวกเราว่า พวกเขาคิดว่าตอนต่อของเรื่องนี้จะยิ่งใหญ่กว่าอีก  มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องเงิน “ เขาเสริม   “ นี้เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์และใหญ่มหึมาเรื่องหนึ่ง.”

 
Image via Icon Productions

But money will certainly be on the minds of whoever the filmmakers decide to cast in the sequel. Will Jim Caviezel return in the title role? What about Monica Bellucci as Mary Magdalene or the rest of Jesus’ disciples? If the production sticks with the original cast, those 12+ years will certainly look like a lot more than a few hours or days have passed. But if this film comes to fruition, you might just be able to convince your family that seeing Gibson’s Jesus Christ double feature is an acceptable substitute for going to church.
Do you think a sequel to The Passion of the Christ is a good idea, or maybe just an inevitable one? Let us know in the comments below!

                                                                              

แต่เงิน แน่นอน จะอยู่ในความนึกคิดของใครก็ตามที่ผู้สร้างภาพยนตร์ตัดสินใจให้แสดงในตอนต่อนี้   Jim Caviezel จะกลับมาสวมบทบาทในเรื่องหรือเปล่า ?  แล้วก็ Monica Bellucci ที่แสดงเป็น Mary Magdalene หรือที่เหลือก็คืออัครสาวกของพระเยซูเล่า?  ถ้าการสร้างติดอยู่กับนักแสดงเดิม ( ในมหาทรมาน )  เวลา 12 ปีกว่า แน่นอน จะดูเหมือนมากกว่าสองสามชั่วโมงหรือสองสามวันผ่านไปเท่านั้น  แต่  ถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาได้ผล  ท่านก็คงสามารถชนะใจครอบครัวของท่านที่ไปชมพระเยซูคริสต์ของกิ๊บสันแสดงสองครั้งทำนองยอมรับการชดเชยการไปวัด
คุณคิดว่าตอนต่อของมหาทรมานของพระคริสต์เป็นความคิดที่ดีหรือ  หรืออาจเป็นเพียงเรื่องหนึ่งที่หนีไม่พ้น?  โปรดอ่านความคิดเห็นที่ตามมา.
 
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ศาสนจักรใดที่ปฏิบัติตามประเพณีล้างบาปเปลือยแบบพิธีของอัครสาวก เมื่อ: มิถุนายน 24, 2016, 03:41:01 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                           ศาสนจักรใดที่ปฏิบัติตามประเพณีล้างบาปเปลือยแบบพิธีของอัครสาวก หรือไม่เคยมีประเพณีที่ว่า?
                                        Does any church follow the Apostolic Tradition of Baptism ‘in the nude’, or was that never the tradition?

   http://christianity.stackexchange.com/questions/8526/does-any-church-follow-the-apostolic-tradition-of-baptism-in-the-nude-or-was - that - never - the - tradition

The Apostolic Tradition was the work of Hippolytus, written somewhere between 215 and 400 AD. Recent scholars seem to take the later date (source). The whole writing can be found here:Apostolic Tradition.
Among the 'oddities' of this Tradition, seems to be that people were baptized 'nude', which I assume means that only deaconesses were overseeing the baptism of woman. Am I reading this correctly, or not?

ประเพณีอัครสาวกเป็นงานของฮิบโปลีตูส  เขียนไว้บางช่วงระหว่างปี ค.ศ. 315 และ 400   นักปราชญ์รุ่นใหม่ดูเหมือนจะถือช่วงหลัง ( แหล่งข้อมูล )  ข้อเขียนทั้งครบสามารถพบได้ที่นี่ คือ Apostolic Tradition – ประเพณีอัครสาวก   ในท่ามกลาง “ สิ่งแปลกประหลาด “ ของประเพณีนี้  ดูเหมือนเป็นว่าประชาชนรับการโปรดศีลล้างบาป ‘ เปลือย ‘  ซึ่งข้าพเจ้าสันนิษฐาน หมายความว่า เพียงสังฆานุกรหญิงเท่านั้นเป็นคนจัดการดูแลการล้างบาปของผู้หญิง  ข้าพเจ้ากำลังอ่านสิ่งนี้ถูกต้องไหม หรือไม่ถูกต้อง?

21 At the hour in which the cock crows, they shall first pray over the water. 2When they come to the water, the water shall be pure and flowing, that is, the water of a spring or a flowing body of water. 3Then they shall take off all their clothes. 4The children shall be baptized first. All of the children who can answer for themselves, let them answer. If there are any children who cannot answer for themselves, let their parents answer for them, or someone else from their family. 5After this, the men will be baptized. Finally, the women, after they have unbound their hair, and removed their jewelry. No one shall take any foreign object with themselves down into the water. (Hippolytus, The Apostolic Tradition)

ณ ชั่วโมงที่ไก่ขัน  พวกเขาก่อนอื่นจะสวดภาวนาใกล้น้ำ  เมื่อพวกเขามาถึงน้ำ  น้ำนั้นจะใสบริสุทธิ์และไหลไป  นั่นคือ  น้ำนั้นเป็นน้ำพุหรือมวลน้ำที่กำลังไหลอยู่  แล้วพวกเขาจะถอดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของพวกเขาออกหมด  เด็กๆจะรับศีลล้างบาปก่อน  เด็กทุกคนซึ่งสามารถตอบสำหรับตนเอง ก็ให้ตอบ  ถ้ามีเด็กบางคนที่ไม่สามารถตอบเพื่อตนเองได้  ให้บิดามารดาตอบแทนพวกเขา  หรือบางคนใครก็ได้จากครอบครัว   หลังจากนี้  พวกผู้ชายจะรับศีลล้างบาป  สุดท้าย  พวกผู้หญิง หลังจากสยายผมของพวกเธอ และถอดเครื่องเพชรพลอยออกหมด  ไม่มีผู้ใดใส่สิ่งแปลกปลอมกับตัว เดินลงสู่น้ำ ( Hippolytus , The Apostolic Tradition )
   
4 Answers
activeoldestvotes

   I think the deaconess assumption is unsound and contradicted:   เราคิดว่าสังฆานุกรหญิงคงคิดได้ว่า มันเป็นเรื่องไม่สมควรและไม่เห็นด้วย:

14He shall then baptize each of them once, laying his hand upon each of their  heads. 15Then he shall ask, "Do you believe in Jesus Christ, the Son of God, who was  born of the Holy Spirit and the Virgin Mary, who was crucified under Pontius Pilate, and died, and rose on the third day living from the dead, and ascended into heaven, and sat down at the right hand of the Father, the one coming to judge the living and the dead?"

  จากนั้น เขาจะล้างบาปแต่ละคนครั้งหนึ่ง โดยวางมือของเขาเหนือศีรษะของแต่ละคน  แล้วเขาจะถามว่า “ ท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์  พระบุตรของพระเจ้า  ซึ่งบังเกิดจากพระจิตเจ้าและพรหทจารีมารี  ซึ่งถูกตรึงกางเขนสมัยปอนติอัส ปีลาต และสิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพในวันที่สามจากความตาย  แล้วเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  และประทับของพระบิดา  เป็นองค์หนึ่งที่จะเสด็จมาพิพากษาผู้เป็นและผู้ตาย หรือ? “

16When each has answered, "I believe," he shall baptize a second time. 17Then he shall ask, "Do you believe in the Holy Spirit and the Holy Church and the resurrection of the flesh?" 18Then each being baptized shall answer, "I believe." And thus let him baptize the third time.

เมื่อแต่ละคนตอบว่า “ ข้าพเจ้าเชื่อ “ เขาจะล้างบาปครั้งที่สอง  แล้วเขาจะถาม “ ท่านเชื่อในพระจิตเจ้าและพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์และการคืนชีพของเนื้อหนังหรือ? “   ครั้นแล้ว แต่ละคนที่จะรับศีลล้างบาปจะตอบว่า” ข้าพเจ้าเชื่อ “  ดังนั้นเขาก็จะล้างบาปครั้งที่สาม

Now, it could just be translation (and a lack of a gender-neutral single pronoun), but that is a lot of "he". It continues in the same tone for quite some time. Note that is also seems to describe all the participants present at once, not individually.There is nothing improper in this nakedness. It is not associated with any indecent act, humiliation, or lack of basic needs. Also keep in mind: this is ancient Rome. Their views on nudity could be quite different from yours.

ตรงนี้  ควรมีคำอธิบาย ( และการขาดคำสรรพนามที่มิได้ระบุเพศ ) แต่เต็มไปด้วยคำว่า “ เขา – he “ (ผู้ชาย )   พิธียังดำเนินต่อไปอีกเล็กน้อย  โปรดสังเกตุว่า  ดูเหมือนจะบรรยายถึงกลุ่มผู้ร่วมพิธีที่ร่วมอยู่ตรงนั้น  มิได้หมายถึงทีละคน  ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมในการเปลือยกายนี้  มันไม่เกี่ยวกับการกระทำที่หยาบโลนใดๆ หรือการขาดความต้องการพื้นฐาน  และโปรดจำไว้ว่า นี่คือโรมโบราณ  ทัศนะของพวกเขาเกี่ยวกับการเปลือยร่างคงแตกต่างจริงๆจากทัศนะของพวกท่าน                                                                                                                                                     
.
Marc Gravell♦

   I see your argument about the language. Are you suspecting that this nude baptism was just the Roman influence on the church in Rome, or were you imagining this to even take place under John the Baptist as well? I have a feeling if we went digging this would be far from what the Hebrews would consider ‘proper’ – they may have viewed nudity even more strictly than western civilization today. You may be right about Rome. I am not sure and have not researched it. I was sort of hoping somebody puts some history to the table to shed some light. – Mike Jul 15 '12 at 11:55

ฉันดูคำอธิบายของท่านเกี่ยวกับภาษา  ท่านสงสัยว่าการล้างบาปในร่างเปลือยนี้น่าจะเป็นอิทธิพลโรมันต่อศาสนจักรในโรม  หรือท่านกำลังมโนเรื่องนี้ ถึงกับว่าเกิดขึ้นภายตืยอห์น แบ๊บติสต์ด้วยอย่างนั้นหรือ?   ข้าพเจ้ารูสึกว่า ถ้าเราขุดค้นเรื่องนี้  น่าจะห่างไกลจากที่ชาวฮีบรูตวรจะพิจารณาว่า “ เหมาะสม “ – พวกเขาอาจมองการเปลือยกายเข้มงวดกว่าโลกศิวิลัยตะวันตกปัจจุบันนี้  ท่านอาจถูกต้องเกี่ยวกับกรุงโรม   ข้าพเจ้าไม่มั่นใจและมิได้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้  ข้าพเจ้าคิดเอา หวังว่าคนบางคนจะนำปรัวัติศาสตร์บางตอนมาที่โต๊ะเพื่อฉายแสงสว่างบ้าง  Mike Jul 15 '12 at 11:55
     
   I have accepted your answer because I could not find definitive proof that there was no naked Baptism by the Hebrews before Christ without equal proof suggesting otherwise. I did find sources that said Hebrews started using some kinds of naked baptism only after Rabbi Akibah changed the Talmud after Christ. Either way with so much obscurity and difficulty in getting a clear answer, it seems that a case for some form of nudity in baptism, at some level, could have existed in both Christian and Hebrews forms so maybe you are right about different view of nudity. Cheers. –

ข้าพเจ้ายอมรับคำตอบของท่าน  เพราะว่าข้าพเจ้าไม่สามารถพบข้อพิสูจน์เด็ดขาดว่าไม่มีการล้างบาปเปลือยโดยพวกฮีบรูก่อนพระคริสต์ที่ปราศจากข้อพิสูจน์เท่าเทียมกันที่เสนอเป็นอย่างอื่น   ข้าพเจ้าได้พบแหล่งข้อมูลที่กล่าวว่าพวกฮีบรูได้เริ่มใช้การล้างบาปเปลือยกายบางวิธี เพียงหลังจากที่รับไบอากีบาห์ได้เปลี่ยนกฎหมายทัลมุดหลังพระคริสต์  ทั้งสองวิธีที่ความคลุมเครือและความยุ่งยากในการที่จะได้คำตอบที่ชัดเจน  มันดูเหมือนว่าในหนึ่งกรณีสำหรับรูปแบบการเปลือยร่างกายในการรับศีลล้างบาป  ในบางระดับ  ดูจะมีอยู่ทั้งแบบฮีบรูและคริสตชน ดังนั้นท่านอาจถูกต้องเกี่ยวกับทัศนะแตกต่างของการเปลือยร่างกาย  ขอเชียร์ – Mike Jul 17 '12 at 12:31

   A little later on, however—when baptism was still performed in the nude, but Christians had developed ideas bout chastity and "seemliness" further—I do think deaconesses were used for that purpose.
 
อย่างไรก็ดี  ต่อมาอีกเล็กน้อย  -- เมื่อการล้างบาปยังคงกระทำในลักษณะผู้รับศีลเปลือยกาย  แต่คริสตชนได้พัฒนาความนึกคิดเกี่ยวกับความเป็นพรหมจารีและ “ ความบังควร “  มากขึ้น  ข้าพเจ้าจึงคิดว่า สังฆานุกรหญิงนั้นถูกใช้สำหรับวัตถุประสงค์นั้น – John PeytonAug 11 '13 at 4:26

   To be honest, I don't find the naked thing particularly shocking, and it is in keeping with the symbolism of death/rebirth - and of leaving old things behind, and even of being shorn of our riches when passing the 'narrow' gate.   

ด้วยความสัตย์จริง ข้าพเจ้าไม่พบเรื่องเปลือยกายน่าตกใจเป็นพิเศษเลย  และ มันเป็นสิ่งที่รักษาความเป็นสัญลักษณืของความตาย/การเกิดใหม่ – และการละทิ้งสิ่งเก่าๆไว้เบื้องหลัง  และถึงกับเป็นการถูกตัดจากความร่ำรวยของเราเมื่อกำลังจะผ่านประตู “ แคบ “– Benjol Nov 11 '13 at 10:42

   Actually, Jews, both male and female, still immerse while nude today. ปัจจุบัน  คนยิว ทั้งชายและหญิง ยังคง( ล้างบาป ) ด้วยการลุยลงน้ำขณะที่เปลือยร่าง ในทุกวันนี้– Simply a Christian Mar 31 '15 at 15:41

   This is an old question, but I'll answer anyway. The Orthodox Christian Church baptizes in the nude because most baptisms are performed on very young (less than 1 year old) babies. The children are nude and fully immersed. The service is pretty much exactly as you'd see in Hippolytus. Adults who are baptized are permitted to wear a robe or bathing suit for the sake of modesty.

นี้เป็นคำถามเก่า  แต่  อย่างไรก็ดี พ่อจะตอบ   ศาสนจักรคริสตชนออร์ทอด๊อก ล้างบาปในร่างเปลือยกายเพราะว่าการล้างบาปส่วนมากที่สุดโปรดให้เด็กทารก(อายุน้อยกว่า 1 ขวบ )  เด็กเล็กพวกนั้นร่างเปลือยเปล่าและจุ่มลงในน้ำทั้งตัว   การโปรดศีลก็ตรงกับที่พวกท่านเห็นในงานเขียนของฮิบโปลีทัส  ผู้ใหญ่ที่รับศีลล้างบาปได้รับอนุญาตให้สวมเสื้อคลุมหรือชุดอาบน้ำเพื่อความสุภาพเรียบร้อย
   answered Feb 3 '14 at 18:39
Kim
   Baptism in the early church was modeled after the Mikvah immersions of Judaism.[1] The Mikvahs were done in the nude.[2] I believe that the baptism of John the Baptist was very similar to the Mikvah immersions.[3] The difference [4] was that (1) All people now had to immersed (not just proselytes to Judaism), (2) this immersion was in the nude and was an initiation into the Kingdom of God. (3) the early church carried on nude baptism till about the fourth century AD [5] (4) Public baths were in the major cities, and there was a different idea about nudity than the West has.[6][7]. (5) Luther accepted the nude immersion baptism of the Saxons [8], The Orthodox church still baptizes in the nude (mostly children. adults generally wear bathing suits) [9]. At Epiphany each year, many Russians rededicate their lives and affirm their original baptism. Many of these people are nude, and some do wear bathing suits. [10] Some Christian Naturist churches have nude baptism today. [11] I believe it is a viable option for the modern church, as it reenacts the rebirth of a person to the Kingdom of God in a very powerful way.
(Personal note: I am not a naturist. As an ordained minister with an M.Div. degree, I have studied baptism for many years. These are my conclusions. God bless you.)

การล้างบาปในศาสนจักรแรกเริ่มได้แบบอย่างมาจากการลงแช่น้ำ มิควาห์ ( Mikvah)ของศาสนายูดาย   พิธี Mikvah ทำในขณะผู้รับพิธีเปลือยกาย  พ่อเชื่อว่า การล้างบาปของยอห์น แบ๊ปติสก็คล้ายกับพิธีแช่น้ำ Mikvah   ความแตกต่างก็คือ  (1) ประชาชนทุกคนตอนนั้นต้องลงแช่น้ำ ( ไม่ใช่พวกเปลี่ยนศาสนาไปหาศาสนายูดาย (2) การลงแข่ในน้ำนี้ต้องอยู่ในสภาพเปลือยและถือเป็นการเริ่มเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า  (3) ศาสนจักรเริ่มแรกปฏิบัติพิธีล้างบาปแบบเปลือยร่างจนถึงประมาณ คริสตศักราชที่สี่  (4) การอาบน้ำสาธารณะทำกันในเมืองใหญ่ๆ และมีความคิดแตกต่างเกี่ยวกับการเปลือยกายมากกว่าตะวันตก  (5) ลูเทอร์ยอมรับเอาการการล้างบาปแบบเปลือยในน้ำของพวกแซ๊กซอน  ศาสนจักรออร์ทอด๊อกยังคงล้างบาปแบบเปลือยในน้ำ ( ส่วนใหญ่เป็นเด็ก  ผู้ใหญ่โดยทั่วไปสวมชุดอาบน้ำ )  ในวันฉลองวันพระเยซูแสดงองค์ทุกปี คนรัสเซียจำนวนมากอุทิศชีวิตของพวกเขาอีกครั้งหนึ่งและยืนยันการล้างบาปแบบแรกเริ่ม  ประชาชนเหล่านี้หลายๆคนเปลือยร่าง และบางคนสวมใส่ชุดอาบน้ำ  วัดคริสต์ที่นิยมลัทธิธรรมชาติบางแห่งจัดพิธีล้างบาปแบบเปลือยร่างกายในวันนี้  พ่อเชื่อว่ามันเป็นทางเลือกเดินสำหรับวัดสมัยใหม่ ขณะที่จัดพิธีเกิดใหม่ของคนหนึ่งสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าในหนทางที่ทรงอำนาจ
( ข้อสังเกตุส่วนตัว : พ่อไม่ใช่นักนิยมธรรมชาติ  ในฐานะที่เป็นพระสงฆ์ที่บวชมาพร้อมกับการศึกษาปริญญาโท Master in Divinity  พ่อได้ศึกษาการล้างบาปเป็นเวลาหลายปี  ต่อไปนี้คือบทสรุปของพ่อ  ขอพระเป็นเจ้าโปรดอวยพรท่าน )

Endnotes  บันทึกท้ายบทความ :

(1) John Schoenhiet, THE HISTORY AND AND DOCTRINE OF CHRISTIAN BAPTISM.
[2] Lauren Markoe, "What is the Mikvah all about?", WASHINGTON POST.
 [3] www.catholic.com, "Did people understand John the Baptist saying "Repent and be baptized"? "
[4] Maimonides, "Three requirements for converts to Judaism: Circumcision, baptism in living water, and sacrifice."
[5] George E.Rice,"Baptism in the Early Church", WWW.MINISTRYMAGAZNE.ORG .
[6] "Baths and bathing as an ancient Roman", depts.Washington.edu ;
[7] Roy Bowen Ward, "Women in Roman Baths", www.justor.org .
[8] John T. Christian, THE BAPTISTS.
[9] Robin M. Jensen, BAPTISMAL IMAGERY IN EARLYCHRISTIANITY: RITUAL,IMAGERY AND THEOLOGICAL.
[10]Ellen Barry, "Russians Strengthen their Faith and Tradition with an Icy Water Plunge", www.newyorktimes.com.
[11] Jim CUnningham, NUDITY AND CHRISTIANITY.
Gary Cummings   

edited May 2 '15 at 13:50
answered Apr 30 '15 at 20:40

Gary Cummings
4913
      
   Welcome to Christianity.SE! Thanks for offering a substantive answer. However, it suffers from a lack of references to sources or articles that provide support for your answers. Your answer would be greatly improved if you edited it to supply such references. For some tips on writing good answers, please see: What makes a good supported answer?

 ขอต้อนรับสู่ Christianity.SE!  ขอบคุณสำหรับการเสนอคำตอบที่ปรากฎเป็นสิ่งที่เห็นได้  อย่างไรก็ดี  มันทรมานจากการขาดข้อมูลอ้างอิง หรือบทความที่ทำให้เกิดการสนับสนุนคำตอบของท่าน  คำตอบของท่านควรจะถูกปรับปรุงอย่างยิ่งใหญ่ ถ้าท่านแก้ไขมันให้ประกอบด้วยการอ้างอิงเช่นนั้น   สำหรับการเสริมในการเขียนบทความดีๆ โปรดดูที่ What makes a good supported answer?   – Lee Woofenden Apr 30 '15 at 20:46

   I added references and footnotes today. Thank you.
        พ่อเพิ่มการอ้างอิงและ footnotes แล้ววันนี้ – Gary Cummings ตอบ May 2 '15 at 13:52


   I'm not aware of any mainstream churches that baptize adults while they are nude, though when I lived in Mexico the churches often didn't have facilities to perform baptisms in the church and would have these ceremonies at the river. When this occurred the men and boys often wore only a pair of brief shorts. This, of course, was hardly nude baptism. In the Reformation, on the other hand, one of the complaints against the Anabaptists was that they only baptized adults. At the time all baptisms were done in the nude, but usually these were infant baptisms. The Anabaptists, on the other hand, were baptizing adults, men and women both, and these baptisms were initially done as they had always been done--naked.

        พ่อมิได้กังวลถึงบรรดาวัดกลุ่มหลักใดๆที่ล้างบาปผู้ใหญ่ขณะที่พวกเขาเปลือยร่าง  แม้ว่าเมื่อพ่อดำเนินชีวิตในเม็กซิโก  บ่อยมากที่วัดต่างๆไม่มีเครื่องใช้เพื่อทำพิธีล้างบาปในวัด และดังนั้นก็ไปทำพิธีที่แม่น้ำ   ตอนที่การล้างบาปแบบนี้เกิดขึ้น  บรรดาผู้ชายและเด็กผู้ชาย บ่อยมากจะสวมกางเกงขาสั้นตัวเดียวเท่านั้น   จริงๆ การล้างบาปแบบที่ว่านี้ยากที่จะเรียกว่าล้างบาปแบบเปลือย  อีกอย่างหนึ่ง ในการฟื้นฟู  หนึ่งในคำบ่นว่าต่อต้านการล้างบาปเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็คือว่า พวกเขาล้างบาปผู้ใหญ่เท่านั้น   ณเวลาการล้างบาปทั้งหมดทำในสภาพเปลือยร่าง  ปกติแล้วจะเป็นการล้างบาปเด็กทารกเท่านั้น   การล้างบาปผู้ใหญ่  อีกส่วนหนึ่ง  เป็นการล้างบาปผู้ใหญ่ผู้ใหญ่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง  และการล้างบาปคนเหล่านี้ ในตอนเริ่มแรก ปฏิบัติแบบที่เคยทำกัน คือ  ในร่างเปลือย. 
 



4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / สังฆานุกรหญิงในประวัติศาสตร์ เมื่อ: มิถุนายน 23, 2016, 11:56:44 PM
 ฮืม ยิ้ม เจ๋ง
                                                                                                     สังฆานุกรหญิงในประวัติศาสตร์
                                                                                          Women deacons in history of Catholicism

                                                http://i929.photobucket.com/albums/ad133/peter_vich/5440280764_428a4b3edc_b_zpsw19eokiz.jpg
                                                                          http://ncronline.org/news/theology/women-deacons-history

GaryMacy                                                                                                                                                                                                                                         Jun. 1, 2016                                                                             
                                                                                            Women deacons – สังฆานุกรหญิง

COMMENTARY การแสดงความคิดเห็น

Pope Francis' call for a discussion of reestablishing women deacons in the church has understandably renewed interest in the history of women deacons. Three very important questions are being asked:  การเรียกร้องให้มีการปรึกษาหารือกันในการที่จะรื้อฟื้นสังฆานุกรหญิงในพระศาสนจักรเป็นที่เข้าใจได้ว่า ได้ก่อให้เกิดความสนใจในประวัติศาสตร์ของสังฆานุกรหญิง คำถามสำคัญมากสี่ประการเกิดขี้น คือ:

First, were there ever women deacons in the church?
Second, if there were women deacons, what did they do? Was it the same as male deacons?
Finally, and most urgently, was the ordination of women deacons an ordination to a major order, that of the diaconate, or was it merely a blessing establishing women in a minor order or role?
First, there is no question that there were women deacons in the past, both in the Eastern and in the Western churches. I refer to "women deacons" in this article, not "deaconesses." Though historical sources use diacona (women deacon) and diaconissa (deaconess) interchangeably, there were not two groups, only one. Using the one term removes any ambiguity. 

ประการแรก , เคยมีสังฆานุกรหญิงในพระศาสนจักรหรือ?
ประการที่สอง , ถ้าเคยมีสังฆานุกรผู้หญิงจริง  พวกเธอทำอะไร?  เป็นสิ่งเดียวเหมือนที่สังฆานุกรผู้ชายทำหรือ?
ข้อสุดท้าย และรีบเร่งที่สุด  การบวชสังฆานุกรหญิงเป็นการบวชไปสู่ศีลน้อย ขั้น subdeacon – ซุบดีอาโกโน ( เวลามิสซาอยู่ทางซ้ายผู้ถวายมิสซา ) และต่อไปถึง diaconate หรือ deacon – ดีอาโกโน ( เวลามิสซาอยู่ทางขวาของผู้ถวายมิสซา )  หรือ เป็นเพียงการเสกอวยพรเพื่อสถาปนาผู้หญิงเข้าสู่ศีลน้อยหรือบทบาทน้อยเท่านั้น?
ตอนแรก ไม่มีปัญหาว่ามีสังฆานุกรผู้หญิงในอดีตทั้งในศาสนจักรตะวันตกและตะวันออก  พ่ออ้างถึง “women deacons” ในบทความนี้ ไม่ใช่“deaconesses”  แม้ว่าแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์จะใช้ diaconal (women deacon) และ diaconissa (deaconess) แทนกันก็ได้  ไม่ใช่มีสองกลุ่ม  มีเพียงกลุ่มเดียว  โดยใช้ถ้อยคำเดียวก็สามารถขจัดความกำกวมใดๆได้ทั้งนั้น.
                                               
That said, there is ample evidence for women deacons in Christian history. Starting with Phoebe, the only deacon named as such in Scripture, numerous references to women deacons appear in epigraphs, letters, chronicles and, most importantly, ordination rites for women deacons in the Western and Eastern churches.  ที่ว่านั้น  มีประจักษ์พยานมากมายสำหรับสังฆานุกรหญิงในประวัติศาสตร์คริสตชน  เริ่มที่โฟบี(Phoebe) สังฆานุกรคนเดียวที่ถูกระบุชื่อว่าเป็นเช่นนั้นในพระคัมภีร์  การอ้างอิงมากมายถึงสังฆานุกรหญิงปรากฎในคำจารึก  จดหมาย  จดหมายเหตุและ ที่สำคัญที่สุดคือ จารีตพิธีบวชสำหรับสังฆานุกรหญิงในศาสนจักรตะวันตกและตะวันออก

Women deacons continue to exist in some Eastern Christian communities down to the present day. The existence of the order of women deacons in Christian tradition is not, and should not be, in dispute.  What, then, did these women deacons do? Not surprisingly, they played different roles in different times and places. This is true of all of the orders in the church. Church structure has changed throughout history to meet to the needs of the time.

 สังฆานุกรหญิงยังคงมีต่อเนื่องในชุมชนคริสตชนตะวันออกบางแห่งมาจนถึงปัจจุบันนี้  การดำรงค์อยู่ของคณะสังฆานุกรหญิงในประเพณีคริสตชนไม่ใช่ และไม่ควรจะเป็นเรื่อง โต้ถึยงกัน  แล้ว อะไรเล่าที่สังฆานุกรหญิงทำ?  ไม่น่าแปลกใจ พวกเธอเล่นบทบาทแตกต่างออกไปในเวลาและสถานที่ที่แตกต่างออกไป   นี้เป็นความจริงของคณะนักพรตทั้งหลายในพระศาสนจักร   โครงสร้างพระศาสนจักรได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้ากับความต้องการของเวลา

Check out all the great products NCR has to offer! Visit our online store now.  The roles that all these women held in common seem to have been the reading of the Gospel, preaching and teaching. Some played liturgical roles, particularly in the East. These roles paralleled the roles played by male deacons and that is why, of course, the women were called deacons at all. One was not likely to call them deacons unless they did what deacons do.

 โปรดตรวจสอบดูผลิตผลที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดที่สำนักข่าว NCR เสนอให้อ่าน ! จงไปเยี่ยมร้านออนไลน์ของเราตอนนี้   บทบาทที่ผู้หญิงทั้งหมดเหล่านี้ยึดถือเหมือนกันดูเหมือนจะเป็นการอ่านพระวรสาร  การเทศน์อบรมและการสอน   บางคนแสดงบทบาททางพิธีกรรม  เป็นต้นในทางตะวันออก  บทบาทเหล่านี้ขนานไปกับบทบาทที่แสดงโดยสังฆานุกรชาย  และนั่นคือทำไม แน่นอนนะ พวกผู้หญิงเลยถูกเรียกว่าสังฆานุกรไปด้วย  ไม่มีใครอยากเรียกพวกเธอว่าสังฆานุกรดอกถ้าพวกเธอไม่ได้ทำสิ่งที่สังฆานุกรทำ.

Apart from this, however, women deacons played different roles in the many different societies and time periods in which they existed. Some women deacons were married and had children; some were married, but had chaste marriages to male deacons; some were never married and were more like nuns today.This wide variety tells us something important. If women deacons are once again established in the Roman Catholic Church, their role should depend on the needs of the church now, not on one of their earlier incarnations.

 อย่างไรก็ดี  แยกจากเรื่องนี้  สังฆานุกรหญิงแสดงบทบาทแตกต่างในสังคมที่แตกต่างมากมายและในยุคเวลาซึ่งพวกเธอมีชีวิตอยู่   สังฆานุกรหญิงบางคนได้แต่งงานและมีบุตร  บางคนแต่งงาน แต่เป็นการแต่งงานแบบบริสุทธิผุดผ่องกับสังฆานุกรชาย  บางคนไม่เคยแต่งงานและดูคล้ายแม่ชี(ซิสเตอร์)ทุกวันนี้   ความแตกต่างกว้างขวางนี้บอกพวกเราบางอย่างที่สำคัญ  ถ้าสังฆานุกรหญิงได้รับการสถาปนาอีกครั้งหนึ่งในศาสนจักรโรมันคาทอลิก  บทบาทของพวกเธอควรพึ่งพาความต้องการของวัดตอนนี้  ไม่หมายถึงหนึ่งในการเกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของพวกเธอ

If we wish to be traditional, we should do what our predecessors did, that is, provide an ecclesial structure and roles within that structure that best enable the Christian community to live the selfless life that the risen Lord empowers us to lead. This is what the Second Vatican Council (1962-65) did when it reestablished the permanent male diaconate. In short, the past does not and should not tell us what a re-established female diaconate should look like, beyond the obvious point that women deacons should do what all deacons do, provide service to community, preach and play certain liturgical functions.

  ถ้าเราประสงค์จะเป็นแบบดั้งเดิม  เราควรทำสิ่งที่ผู้ใหญ่ที่มาก่อนเราทำ  นั่นคือ  จัดโครงสร้างของศาสนจักร บทบาทภายในโครงสร้างนั้นดีที่สุด ที่ทำให้ชุมชนคริสตชนดำเนินชีวิตที่ไม่เห็นแก่ตัวที่พระเป็นเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพให้อำนาจพวกเรานำทาง   นี้คือสื่งที่สังคายนาวาติกันที่สอง (1962-65)ได้ทำเมื่อสังคายนานั้นกลับสถาปนาระบบสังฆานุกรถาวรของชาย   กล่าวสั้นๆ  อดีตไม่ต้องและไม่ควรบอกเราว่าอะไรที่การรื้อฟื้นกลับสถาปนาสำนักงานสังฆานุกรหญิงจะเป็นแบบไหน  เหนือจุดที่เห็นชัดเจนที่สังฆานุกรหญิงควรทำสิ่งที่สังฆานุกรทุกคนทำ ก็คือจัดบริการแก่ชุมชน  เทศน์สอนและรับหน้าที่ทางพิธีกรรมเท่าที่ต้องทำ

The thorniest question of all, of course, is whether women deacons in the past were considered part of the major order of the diaconate and so equivalent to the male deacons. The question is tricky because ordination itself was understood very differently in the first millennium of Christianity. Ordination originally meant the selection of a member of a particular Christian community and installation of that member into a particular function within that community. Ordination did not give a person an irrevocable power that she or he could exercise anywhere.

 แน่นอน  คำถามที่เป็นหนามแหลมที่สุดของคำถามทั้งหมด คือ  หรือว่าสังฆานุกรหญิงในอดีตถือว่าเป็นส่วนหนี่งของศีลใหญ่ของสถานะภาพสังฆานุกร  และดังนั้นก็ถือเสมอกับสังฆานุกรชาย   คำถามที่เป็นคล้ายลูกเล่นเพราะว่า การบวชเองเป็นที่เข้าใจว่าแตกต่างในรอบพันปีแรกของคริสตศาสนา   เริ่มแรก การบวชหมายถึงการเลือกเอาสมาชิกของชุมชนคริสตชนพิเศษและมีการสถาปนาสมาชิกคนนั้นเข้าสู่หน้าที่พิเศษภายในชุมชนนั้น   การบวชมิได้ให้อำนาจที่เรียกคืนไม่ได้แก่คนที่เขาหรือเธอสามารถไปทำหน้าที่ที่ไหนก็ได้

Since there was no ontological difference between the different orders, the distinction between major and minor orders was simply not that important. Some jobs might be more important than others, but all were service to the local community. Perhaps the best one can do is look to see if women deacons were treated the same way in ordination ceremonies as male deacons were.

 โดยที่ไม่มีความแตกต่างในการศึกษาเรื่องพระเจ้าระหว่างฐานานุกรมศีลต่างๆ  ความแตกต่างระหว่างศีลใหญ่และศีลน้อยเป็นเพียงสิ่งไม่สำคัญ  หน้าที่บางประการอาจสำคัญมากกว่าหน้าที่อื่นๆ  แต่ทั้งหมดเป็นการบริการแก่ชุมชนท้องถิ่น   บางที หน้าที่ที่ดีที่สุดที่คนหนึ่งสามารถทำก็คือ ดูแลว่าสังฆานุกรหญิงได้รับการปฏิบัติต่อ แบบเดียวกันในพิธีกรรมการบวชเช่นเดียวกับที่สังฆานุกรชายได้รับหรือไม่.
                 
The evidence from the ordination ceremonies of women deacons is helpful, but probably not going to settle the issue. First, because the ordination rites are often, but not always, somewhat different for male and female deacons. The most complete ordination rite for women deacons in the West, for instance, incorporates prayers and ceremonies from the consecration of a virgin into the ordination ceremony of female deacons.   On the other hand, the ordination, like that of a male deacon, is performed by the bishop at the altar during Mass, during which the bishop places the stole of a deacon (an orarium in Latin) on the shoulders of the woman deacon.

 ประจักษ์พยานจากพิธีบวชสังฆานุกรหญิงช่วยได้  แต่บางทีก็ไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้  ประการแรก เพราะว่าจารีตพิธีบวชบ่อยมาก แต่ไม่ใช่เสมอไป แตกต่างอะไรบางอย่างสำหรับสังฆานุกรชายและสังฆานุกรหญิง  จารีตพิธีบวชที่สมบูรณ์สำหรับสังฆานุกรหญิงในตะวันตก  เป็นตัวอย่าง  ได้รวมเอาบทสวดภาวนาและพิธีกรรมจากการเสกอวยพรพรหมจารีคนหนึ่งเข้าสู่พิธีบวชสังฆานุกรหญิง   อีกประการหนึ่ง  การบวช  เช่นเดียวกับการบวชสังฆานุกรชาย จะมีการฏิบัติโดยพระสังฆราชที่พระแท่นระหว่างมิสซา ระหว่างที่พระสังฆราชวางสโตลา (ลาตินเรียก orarium) บนบ่าของสังฆานุกรหญิง

In the Eastern rites, the similarities between the ordination of a male and female deacon are more striking. Both ordinations were held at the altar, not outside the altar area, as were the minor orders. The bishop placed his hands on the head of the candidate for the ordination and places the stole (orarium) around her neck in the same way as was done for the male deacons. Those who argue that women deacons were not a major order stress the fact the ordination rites are not the same. Those who argue that women deacons were a major order will stress the similarities between the rites for women and men.

 ในจารีตตะวันออก  ความคล้ายคลึงระหว่างการบวชสังฆานุกรชายและสังฆานุกรหญิงเป็นเรื่องน่าจับตามากกว่า  การบวชทั้งสองทำที่พระแท่น ไม่ใช่นอกเขตพระแท่น ดังที่ทำสำหรับศีลน้อย   พระสังฆราช วางมือทั้งสองของท่านลงบนศีรษะของผู้เข้าพิธีสำหรับการบวช และวางสโตลา( ผ้าห้อยคอหรือ สโตลา – orarium) รอบคอของเธอในวิธีเดียวกับที่ทำสำหรับสังฆานุกรชาย   คนที่โต้แย้งว่าสังฆานุกรหญิงไม่ใช่ศีลใหญ่ ยืนยันความจริงว่า จารีตพิธีบวชไม่เหมือนกัน  คนที่โต้แย้งว่าสังฆานุกรหญิงเป็นศีลใหญ่ จะเน้นความคล้ายคลึงกันระหว่างจารีตพิธีทั้งสำหรับหญิงและชาย

On the whole, the arguments for the latter seem stronger, but again history will not solve this issue. Rather, history tells us that we can, if we wish, ordain women into the major order of the diaconate but, again, we are free, as were our foremothers and forefathers, to do what is best for the church as it exists now.  To conclude, the most important lesson the history of women deacons offers the church as it considers their re-introduction is that the diversity of history should free us to choose what is best for the church now. Indeed, that is what real fidelity to tradition means and has always meant.

 ทั้งหมดนั้น  การโต้แย้งสำหรับกลุ่มหลังดูจะเข้มแข็งกว่า  แต่ก็อีกนั่นแหละ ประวัติศาสตร์จะไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้  คงจะเป็นว่า  ประวัติศาสตร์บอกพวกเราว่า เราสามารถ ถ้าเราประสงค์  บวชผู้หญิงเข้าสู่ศีลใหญ่ของสภาวะสังฆานุกรได้ แต่ อีกนั่นแหละ เราเป็นอิสระ ดังที่เป็นบรรพบุรุษและบรรพสตรี  ทำอะไรก็ตามที่ดีที่สุดสำหรับพระศาสนจักรดังที่เป็นอยู่ตอนนี้  สรุป  บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ประวัติศาสตร์ของสังฆานุกรหญิงเสนอให้พระศาสนจักรในการพิจารณาการริ้อฟื้นนำกลับมาก็คือ ความหลากหลายของประวัติศาสตร์ ควรทำให้เราเป็นอิสระที่จะเลือกว่าอะไรดีที่สุดสำหรับพระศาสนจักรตอนนี้    จริงๆนะ อะไรที่เป็นความซื่อสัตย์จริงๆต่อประเพณีนิยม มีความหมายและเคยหมายความเช่นนั้นเสมอ.
 
[Gary Macy holds the John Nobili, SJ, Chair of Theology at Santa Clara University and directs the Graduate Program in Pastoral Ministries at the university.]
OrdinationWomen deacons

This story appeared in the June 3-15, 2016 print issue under the headline: Women deacons in history


5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “ประยุทธ์” ย้อนถาม “ธัมมชโย” ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ถูกต้องไหม เมื่อ: มิถุนายน 19, 2016, 12:39:58 PM
 ยิ้ม เจ๋ง  ฮืม
                                                                 “ประยุทธ์” ย้อนถาม “ธัมมชโย” ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ถูกต้องไหม ถ้าบริสุทธิ์ควรมอบตัว


โดย MGR Online   
18 มิถุนายน 2559 18:40 น. (แก้ไขล่าสุด 18 มิถุนายน 2559 19:19 น.)

                                                                 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000061047 

       “ประยุทธ์” ย้อนถาม “ธัมมชโย” ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ถูกต้องไหม ถ้าบริสุทธิ์ควรมอบตัว   
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
 
         นายกรัฐมนตรี ระบุ จับ “ธัมมชโย” ไม่ได้ เพราะใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ อยากถามมันถูกต้องไหม ถ้ามั่นใจตัวเองบริสุทธิ์ทำไมไม่มามอบตัว พร้อมย้อนถามที่ผ่านมารัฐบาลเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ รัฐบาลชุดก่อนทำอะไรบ้าง ย้ำเจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมาย จับได้เมื่อไหร่ก็จับ
       
        ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เมื่อเวลา 17.40 น. วันนี้ (18 มิ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนสาธารณรัฐอินเดีย ถึงปัญหาวัดพระธรรมกาย ที่พระธัมมชโยยังไม่ยอมมอบตัวตามหมายจับ หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าเจรจา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ว่า ปัญหาเรื่องนี้อยู่ที่คน ระบบ สังคม สื่อ กฎหมาย เอามาเทียบกันไม่ได้ ทุกคนก็รู้ปัญหากันดีอยู่
       
        ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มลูกศิษย์อ้างถ้าบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย จะยังไม่มอบตัว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็รอไปแล้วกัน จับได้เมื่อไหร่ก็จับตอนนั้น
       
        “ตอนนี้จับไม่ได้ เพราะประชาชนยังเป็นโล่มนุษย์อยู่ มันถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ทำอะไรผิด ถ้าบริสุทธิ์ก็ออกมามอบตัว แค่นั้นก็จบแล้ว ไม่มีข้อโต้แย้งอะไรทั้งสิ้น จะคิด จะทำอะไรก็ตามใจท่านก็แล้วกัน แต่กฎหมายเขาเขียนไว้ว่าอย่างไร ก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย มีขั้นตอนของมันอยู่ ไม่ต้องมารอ ถ้ารอรัฐบาลประชาธิปไตย แล้วที่ผ่านมา มีหรือไม่ประชาธิปไตย มีรัฐบาลประชาธิปไตยหรือเปล่า และคดีนี้เกิดในสมัยนั้นหรือเปล่า และได้ดำเนินการอะไรหรือไม่”
       
        ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องรอให้พระธัมมชโยมามอบตัวก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมบอกแล้วว่า จับได้เมื่อไหร่ก็จับ ถ้าจับยังไม่ได้ ประชาชนล้อมอยู่ จับไปก็เสียหาย มีอันตรายกับคนอื่น ก็ยังไม่จับ ถ้าจับก็ตีกัน หรืออยากให้จับก็ไปด้วยกัน ไปเป็นพยานด้วยว่าใครเป็นคนใช้อาวุธ หรือใช้กำลังก่อน การที่ทหาร ตำรวจ ใช้กำลังเข้าไป เขาก็มีความเสี่ยง เขาไม่ได้อยากทำหรอก แต่เขาต้องถือกฎหมาย เขาก็เป็นไทยพุทธเหมือนกัน และทำไมในเมื่อเป็นคนไทยพุทธเหมือนกัน ทำไมถึงหาทางออกไม่ได้ เจ้าหน้าที่ไม่มีทางออกอย่างอื่น มีแต่กฎหมายอย่างเดียวทุกเรื่อง”

          Credit  :  ASTV ผู้จัดการรายวัน
       
         
 
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ดีเอสไอแจ้งจับศิษย์ธรรมกายขวางจนท.ค้นวัด เมื่อ: มิถุนายน 16, 2016, 10:16:16 PM
 เจ๋ง ฮืม ยิ้ม
                                                                ดีเอสไอแจ้งจับศิษย์ธรรมกายขวางจนท.ค้นวัด ด้าน “บิ๊กต๊อก” เผยหากนำกำลังบุกจับได้ไม่คุ้มเสีย

                                                                   http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9590000060449
หน้าแรกผู้จัดการ Online
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม         
16 มิถุนายน 2559 19:40 น. (แก้ไขล่าสุด 16 มิถุนายน 2559 19:51 น.)

        MGR Online - ดีเอสไอเข้าแจ้งความ สภ.คลองหลวง จับลูกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ขวาง จนท. ค้นวัด ฐานผิด ม.189 ด้าน รมว.ยธ. ระบุ การดำเนินการวันนี้เป็นไปตามกรอบที่วางไว้ หากนำกำลังเข้าบุกจับ “ธัมมชโย” หวั่นจะบานปลายจนเกิดเหตุรุนแรง ขณะที่ “พล.ต.อ.ศรีวราห์” รับลูกหากดีเอสไอแจ้ง ตร. เตรียมรวบรวมหลักฐานเอาผิด
       
       วันนี้ (16 มิ.ย.) เมื่อเวลา 16.30 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เปิดเผยหลังการประชุม ว่า กรณีกลุ่มศิษยานุศิษย์นั่งสมาธิ บริเวณทางเข้าวัดพระธรรมกาย เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นวัดนั้น ก็ถือว่ามีความผิด หากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอร้องทุกข์มา ทางตำรวจก็ต้องไปรวบรวมพยานหลักฐานมา ตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งนี้ ตำรวจมาในฐานะผู้รักษาความสงบ มาป้องกันเหตุร้ายแรง แต่วันนี้ไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น ก็ถือว่าดีแล้ว คนไทยด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องมาทะเลาะกัน เพื่อประเทศชาติบ้านเมือง
       
       ในส่วนหมายค้นดีเอสไอเป็นผู้ขออนุญาตศาล และการขอค้นนั้น จะต้องชี้แจงศาลว่าจะใช้เจ้าหน้าที่กี่คน และระบุชื่อด้วยว่าใครบ้าง ไม่ใช่ใครเข้าไปก็ได้ หรือใช้กำลัง 5 - 6 กองร้อยเข้าไปได้ มันไม่ใช่แบบนั้น ศาลจะพิจารณาจึงค่อยอนุมัติหมายค้นได้ หากดีเอสไอมีการขอหมายค้นอีก ก็ประสานมาเราเตรียมกำลังไว้พร้อม
       
       “ในส่วนการกีดขวางการจราจร และอำนวยความสะดวกประชาชนรอบวัด ได้กำชับให้ทุกหน่วย และท้องที่ดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีผลกระทบ รวมทั้งเหตุการณ์มือที่ 3 เป็นห่วงเรื่องนี้ ถึงวันนี้ยังไม่มีเหตุอะไร เราก็สั่งให้เฝ้าระวังต่อไป แต่วันนี้ไม่มีเหตุรุนแรงเป็นเรื่องที่ดี พร้อมเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นท้องที่ สันติบาล กองสืบสวน หรือศูนย์สืบสวน ต้องสวมเครื่องแบบเต็มยศเมื่อต้องเข้าไปในวัด ไม่มีนอกเครื่องแบบ หรือไอ้โม่งเด็ดขาด” พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าว
       
       ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เผยว่า สำหรับการขอหมายค้น ครั้งที่ 2 นั้น ยังไม่ได้รับรายงาน เพราะเป็นแง่กฎหมาย เนื่องจากสำนวนทั้งหมดอยู่กับอัยการเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีการเจรจากับวัดพระธรรมกาย สำเร็จหรือไม่นั้น ไม่ทราบว่าไปเจรจาอะไรกัน โดยวันที่ 17 มิ.ย. นี้ ตนจะเรียก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ มาชี้แจงภาพรวมทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้ เป็นไปตามกรอบที่วางไว้ เพราะไม่อยากให้มีเรื่องมีราว ส่วนการนำตัวออกมาสามารถทำได้ คือ นำกำลังเข้าไป แต่ถามว่ามันคุ้มหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประเมินว่าไม่คุ้ม
       
       “คำตอบของเราก็มีอยู่แล้ว ประกาศให้เห็นแล้วว่า เจ้าหน้าที่ได้ถูกขัดขวาง หากมีผู้ใดขัดขวางก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งขั้นตอนนี้หากประสบความสำเร็จ ก็ถือว่าทำตามที่ตนสั่งได้ และทำตามที่รัฐบาลห่วงใยไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ทำตาม เพราะสิ่งที่เราต้องการ ก็คือ ต้องเอาตัวผู้ต้องหามาส่งอัยการ แต่ถ้ามันสูญเสียมากกว่า แล้วจะทำให้เกิดการสูญเสียทำไม ตนจึงปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามขั้นตอนที่วางไว้” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
       
       ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองคดี ดีเอสไอ เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.เขมพัทธ์ โพธิพิทักษ์ ผกก.สภ.คลองหลวง เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มที่ขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นพื้นที่วัดพระธรรมกาย ตามที่ศาลอนุมัติหมายค้น ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       
       นอกจากนี้ ทางพนักงานสอบสวนยังได้เชิญ นายสมเกียรติ ธงศรี ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (มศ.) เข้าให้ปากคำต่อ พ.ต.ท.ยศวัฒน์ นิติรัจพัฒนคุณ สว.(สส.) สภ.คลองหลวง ในฐานะพยาน ที่เป็นตัวแทนเข้าไปร่วมตรวจค้นวัดพระธรรมกาย พร้อมเจ้าหน้าที่ดีเอสไอด้วย

        Credit :  ASTV ผู้จัดการรายวัน

 
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ศาลอนุมัติหมายค้น “วัดพระธรรมกาย” ดีเอสไอจ่อบุกจับ “ธัมมชโย” เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 11:43:29 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                     ปลายทางของธัมมชโย 

ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี
คม -ชัด - ลึก 
15 มิถุนายน  2559

              ดูเหมือนว่าทั้งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะไม่ได้เร่งรีบอะไรนักกับการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จะเข้าไปจับกุมตัว พระเทพมหาญาณมุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

              ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ ที่ระดับนโยบายก็ต้องให้เวลาฝ่ายปฏิบัติ ที่จะต้องดูรายละเอียด ดูผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน

              เพราะในเวลานี้ แทบจะแยกกันไม่ออกแล้วว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องคดีความส่วนตัว หรือเรื่องของความศรัทธา

              ความศรัทธาทำให้ไม่เชื่อว่า ข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอตั้งขึ้นมานั้น เป็นความพยายามใส่ร้ายป้ายสี บางกลุ่มก็คิดไปว่าศาสนาอื่นพยายามทำลายล้างศาสนาพุทธ

              ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องคดีความที่เพียงแค่หากมั่นใจว่า มีข้อมูลหลักฐานมากพอที่จะยืนยันหรือชี้แจงต่อกระบวนการยุติธรรมได้ ก็ไปต่อสู้คดีกันที่ศาล เหมือนกับคนทั่วไปที่ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน

              แต่การที่พยายามบ่ายเบี่ยงเลี่ยงบาลี จนสุดท้ายศาลอนุมัติให้ดีเอสไอออกหมายจับ และดีเอสไอให้โอกาส 7 วันมามอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา แต่สุดท้ายแล้วก็อ้างว่า เป็นลม หน้ามืด และสุดท้ายไม่เข้ามอบตัว

              ยอมเสี่ยงที่จะถูกจับดำเนินคดี และยอมเสี่ยงที่จะถูกคัดค้านการประกันตัว

              ถ้าหากถูกคัดค้านการประกันตัวและหากศาลเห็นด้วยกับการคัดค้านนั้น พระธัมมชโย ก็จะอยู่ในฐานะลำบาก

              เพราะต้องไปดูกันอีกทีว่า จะเข้ากฎหมายข้อใด ระหว่างมาตรา 29 กับมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์

              ถ้ามาตรา 29 ก็ต้องไปถามพระสงฆ์ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง พระธัมมชโย ก่อนว่า จะสึกได้หรือไม่...ถ้าได้ ก็สึก ถ้าไม่ได้ ก็ต้องได้ประกันตัว

              แต่ถ้าเป็น มาตรา 30 ตรงนี้ขึ้นอยู่กับศาลจะว่าอย่างไร ถ้าศาลไม่ให้ประกัน นั่นก็หมายความต้องมีการสึกเกิดขึ้น

              ถามว่า พฤติกรรมของ พระธัมมชโย ในขณะนี้เป็นอย่างไร มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ มีการขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ เข้าไปทำหน้าที่ของเขาหรือเปล่า

              แต่เรื่องนี้มองเพียงแค่ พระธัมมชโย คงไม่พอ เพราะการขัดขวางการจับกุม ลำพังพระธัมมชโย คงจะไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะขัดขวางเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ

              ที่จะทำให้เป็นปัญหา เป็นความยากลำบากก็บรรดาลูกศิษย์ลูกหา ที่พากันตั้งขบวนขวางอยู่หน้าวัดนั่นแหละ

              ถ้าลงดีเอสไอได้หมายค้นจากศาล แล้วขอเข้าไปค้นวัด แต่ถูกลูกศิษย์ที่ศรัทธาในตัวพระธัมมชโย ขัดขวางจนเข้าไปไม่ได้

              เพราะสุดท้ายแล้ว ดีเอสไอไม่มีทางเลี่ยงที่จะชะลอ หรือไม่ปฏิบัติหน้าทีี่

              ยิ่งมีภาพ “เณรคำ” อดีตพระผู้อื้อฉาว ที่หลบหนีไปอยู่ต่างแดนอย่างมีความสุข โผล่มาเยาะเย้ย มาด้วยแล้ว แรงกดดันดูเหมือนจะกระหน่ำเข้าใส่ดีเอสไอมากเสียจนไม่น่าจะนั่งเฉย หรือทอดเวลาออกไปได้มากกว่า 2 สัปดาห์อย่างที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้ประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้

              “สองมาตรฐาน” คำพูดที่แกนนำคนเสื้อแดงเคยนำไปใช้ปลุกความรู้สึกมวลชนให้ออกมาต่อต้านอำนาจรัฐ ก็คงจะไม่ต่างกัน หากยังปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังอีกต่อไป

              ปลายทางนั้นพอจะเห็นภาพแล้ว ยังแค่ก่อนที่จะไปถึงนั้น ยังจะมีใครพ่วงไปด้วยหรือไม่

              Credit : คม - ชัด - ลึก
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ศาลอนุมัติหมายค้น “วัดพระธรรมกาย” ดีเอสไอจ่อบุกจับ “ธัมมชโย” เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 11:24:09 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                               ศาลอนุมัติหมายค้น “วัดพระธรรมกาย” ดีเอสไอจ่อบุกจับ “ธัมมชโย” 


หน้าแรกผู้จัดการ Online | ข่าว 
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม   
15 มิถุนายน 2559 21:22 น. (แก้ไขล่าสุด 15 มิถุนายน 2559 22:33 น.)

MGR Online - ศาลอาญาอนุมัติหมายค้น “วัดพระธรรมกาย” แล้ว มีผล 16 มิ.ย. เป็นต้นไป อธิบดีดีเอสไอสั่งพนักงานสอบสวนเตรียมพร้อมเข้าค้นทันทีพรุ่งนี้เช้า
       
        วันนี้ (15 มิ.ย.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมือช่วงบ่าย นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อค้นหาและจับกุมตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหา ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร หลังมีชื่อเป็นผู้รับเช็คบริจาคจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด
       
        โดยแหล่งข่าวชุดสอบสวน เปิดเผยว่า ในวันนี้คณะทำงานได้เดินทางมายื่นคำร้องขอหมายเพื่อค้นวัดจับกุมตัวพระธัมมชโย แต่ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่ วันนี้ได้นำพยานหลักฐานมาประกอบการยื่นพิจารราในครั้งนี้ด้วย ถ้าศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับ ก็จะดำเนินการจับกุมตัว แต่ตามหลักการแล้วการค้นวัดจับกุมตัว แม้จะมีหมายค้นแล้วจะต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง การปะทะต่อมวลชน จนเกิดความเสียหายได้
       
        ส่วนถ้าได้หมายแล้วจะจับกุมตัวเวลาใดนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอาจเกิดผลกระทบในการปฎิบัติงาน แต่หากเมื่อได้หมายแล้วบุกค้นจับกุมตัว แต่ไม่สามารถจับกุมได้ก็อาจจะต้องถอยมาตั้งหลักและรายงานผลต่อศาล และหายุทธวิธีใหม่ขอหมายค้นอีกครั้งจนกว่าจะได้ตัว
       
        จนกระทั่งเวลา 20.10 น. คณะพนักงานสอบสวนได้เดินทางออกจากศาลอาญา โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องผลของการขอหมายค้น แต่อย่างใด โดยระบุว่า ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้เนื่องจากศาลห้ามไว้
       
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศวันนี้คณะพนักงานสอบสวนเดินทางมาขอหมายค้นตั้งเเต่เวลา 15.00 น. เเละมีการเข้าพูดคุยชี้เเจงเหตุในการขอหมายหลายครั้ง ซึ่งใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง และที่สุดแล้วศาลมีคำสั่งอนุมัติหมายค้นวัดพระธรรมกายโดยหมายค้นจะมีผลในวันที่ 16 มิ.ย. เป็นต้นไป
       
        ซึ่งภายหลังจากได้หมายค้น พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเตรียมพร้อม และเดินทางไปยังวัดพระธรรมกายคืนนี้ พร้อมเข้าค้นทันทีพรุ่งนี้เช้า
         
         
 
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / การเตรียมวัดเพื่อการถวายมิสซา -- เป็นต้นการเตรียมพระแท่น เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 12:03:03 PM
 ยิ้ม เจ๋ง เจ๋ง ฮืม
                                                                                 การเตรียมวัดเพื่อการถวายมิสซา -- เป็นต้นการเตรียมพระแท่น
                                                                          Preparing the church for mass celebration especially the altar

Alan Petervich
Update June 15, 2016

                                                        http://www.togetheratonealtar.catholic.edu.au/craft/dsp-content.cfm?loadref=38

       ผู้จัดวัด ด้วยความรับผิดชอบของพระสงฆ์เจ้าวัด  ต้องจัดเตรียมวัดให้พร้อมเพื่อพิธีกรรมการถวายมิสซา หรือที่เรียกว่าพิธีขอบพระคุณพระเป็นเจ้า

       การเตรียมภายในบริเวณวัดคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกวัด ที่วัดนั้นได้รับการก่อสร้างมาและติดตั้งเครื่องใช้และอุปกรณ์ทุกอย่าง ที่จำเป็นต้องมี เพื่อการร่วมพิธีชุมนุมของบรรดาสัตบุรุษ เป็นต้นในทุกวันอาทิตย์ ซึ่งจะมีพิธีถวายบูชามิสซาอันเป็นข้อกำหนดของพระศาสนจักรให้คริสตชนคาทอลิกมาร่วมพิธี ทุกคน (ถ้าเป็นไปได้)

       การเตรียมการที่สำคัญกว่าหมดก็คือ การเตรียมพระแท่นเพื่อให้พระสงฆ์ทำพิธีถวายสักการะบูชา หรือการทำพิธีมิสซาตาม rubrics – กฎพิธีกรรม 

       การเตรียมพระแท่นเพื่อให้พระสงฆ์ถวายมิสซานี้  ไม่ทราบว่า ในประเทศไทยมีข้อกำหนดจากสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยว่าอย่างไร  กำหนดทุกอย่างไว้แน่นอน หรือ วัดใดพระสังฆราชสังฆมณฑลใด หรือพระสงฆ์องค์ใดจะเลือกปฏิบัติอย่างใดก็ได้  ถ้าหากเป็นแบบที่เราพูดนี้ ก็น่าเป็นห่วงถึงความถูกต้องสมบูรณ์ของพิธีมิสซาที่จะเป็น Eucharist จริงๆหรืออย่างไร

       ทั้งนี้และทั้งนั้น  ขอมอบข้อคิดเหล่านี้ฝากไว้สำหรับพระสังฆราชสังฆมณฑลและพระสงฆ์เจ้าอาวาส –คุณพ่อเจ้าวัด และพระสงฆ์ที่จะทำมิสซา  ไม่ว่าจะเป็นภายในวัด หรือนอกวัด ตามสถานที่ต่างๆ  ได้รักษากฎเกณฑ์ที่มีกำหนดไว้จากคณะกรรมการพิธีกรรมฯ ตามที่เรานำมาเสนอข้างล่างนี้ :

       ก่อนอื่น โปรดคลิก รหัส url ข้างล่าง แล้วจะปรากฎรายละเอียดการเตรียมพระแท่น เพื่อทำพิธีมิสซา เป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ  อุปกรณ์เครื่องใช้ เพื่อประกอบการทำพิธีมิสซา  ทุกท่านทราบแล้วว่า อุปกรณ์เหล่านั้นคืออะไร ใช้เพื่ออะไร  เพียงแต่เรานำมาแสดงให้เห็นจะๆว่า น่าจะเตรียมวางตรงไหน อย่างไรบนพระแท่น  เชิญครับ.

                                                          http://www.togetheratonealtar.catholic.edu.au/craft/dsp-content.cfm?loadref=38

       For the celebration of Mass the Priest uses special vessels,
which are called sacred vessels.

Sacred vessels are the receptacles and utensils used in liturgical celebrations to hold the consecrated Body and Blood of Christ. These are the chalice, paten, and ciborium. The sacred vessels are to be treated with special care and reverence.

Precious metal is the preferred and best material to use for these items. The artistic style and design of the vessels may reflect the local region; however they should be designed in a way to make it apparent that they are indeed sacred vessels for liturgical purposes, not something for everyday use.

It may be necessary to have microphones on the altar, so that the assembly can clearly hear what the Priest is saying. Candles are required for all liturgical celebrations and should be placed either on or around the altar to suit the design of the altar and sanctuary and not interfere with the assembly’s view of what is taking place. There is also to be a cross, with the figure of Christ crucified upon it, either on the altar or near it, where it is clearly visible to those assembled.
The following lists the elements required for the celebration of the Mass and outlines their purpose.

ALTAR
The altar is the table or structure on which the church’s sacred meal is celebrated.
This sacred meal makes present the sacrifice Jesus made for us by dying on the Cross and it is a thanksgiving meal where we give thanks to God for sending the person of Jesus to show us the ways to live in the presence of God’s love.
The altar is the table that the community gather around under the leadership of the Priest to remember God’s love for us and give thanks for the living memory of Jesus who show us the way to the Father in heaven.

ALTAR CLOTH
The earliest Christians lived in a region where fine linen, especially linen from Egypt, had been highly prized for centuries. It is no surprise, then, that primitive documents from the Mediterranean basin make note of the use of one fine linen cover over for the altar.
The current practice today echoes the earliest Christian practice with at least one white cloth covering the altar for the celebration of Mass. (General Instruction of the Roman Missal #117).

ALTAR CRUCIFIX
In ancient times, the processional Cross was the basic Christian symbol used at the altar. After leading the community into their gathering place, it was prominently positioned for the rest of the ritual action. It was later in history that the cross became a crucifix or the Body of Christ clearly visible and was placed on the altar so that as the Priest was saying Mass he could glance at it during the Eucharistic Prayer.
The current practice is to have a crucifix on or close to the altar. (General Instruction of the Roman Missal #117).

CANDLES
Candles are to be used at every liturgical celebration as a sign of reverence and festiveness.
Symbolically candles represent Christ as the light of the world which is most prominent at the Easter Vigil.
On or next to the altar are to be placed candlesticks with lighted candles: at least two in any celebration, or even four or six, especially for a Sunday Mass or a holy day of obligation. If a diocesan Bishop celebrates, seven candles should be used.

CORPORAL
The term corporal is a Latin word that means ‘body’. It is an additional smaller cloth that is placed at the centre front of the altar for the paten and chalice to be placed on. The chalice and paten will hold the Body and Blood of Christ once the words of consecration are prayed at the Eucharist.

PURIFICATOR
This cloth functions like a liturgical serviette. It is used to wipe the lip of the chalice after each person drinks from the chalice. There is always one purificator for each chalice used at a Eucharistic celebration. It is used again for the drying of the vessels when they are purified or cleaned at the end of Mass.

CHALICE
The word chalice comes from the Latin word ‘calix’, meaning cup. The chalice is also called a sacred vessel and is held in special honour [GIRM#327] by the worshiping community as it is the cup that holds the Blood of Christ when the wine is consecrated at Mass.
All chalices used at a Eucharistic Celebration are to be made of precious metals as a sign of the importance of these sacred vessels.

PATEN
Patens or plates are what the hosts for communion are placed on. Like the chalice the paten is to be made of precious metals as it is also called a sacred vessel as it will hold the Body of Christ once the words of consecration are said by the priest at Mass.

CRUETS CONTAINING WATER AND WINE
The term cruet is another word that we don’t hear very often but it simply means the bottles or jugs that hold the water or wine that are carried to the altar at the Preparation of the Gifts.
The cruets are traditionally made of glass but other materials can be used.
When the Priest washes his hand during the preparation of the gifts he quietly says the words:
‘Wash me, O Lord, from my iniquity and cleanse me from my sin.’ This is a symbolic gesture on the part of the Priest as he prepares to pray the Eucharistic prayer.
For this reason the bowl and jug and towel used for the action should be large enough for the community to see. Even though the words are said quietly the action is rich symbolically.

ROMAN MISSAL
The Roman Missal is the book that holds all the prayers for the celebration of the Eucharist.

AMBO
The word Ambo is a Greek word that means step or elevated. The great importance of the Word of God in the scriptures proclaimed at each Eucharistic celebration means that there is a special place for this word to be read from. From the ambo only the readings, the responsorial Psalm, and the exulted (Easter Proclamation) are to be proclaimed; it may be used also for the giving of the homily and for announcing the intentions of the Prayers of the Faithful.

LECTIONARY
The Lectionary holds all the scripture readings used during the Liturgy of the Word.

PRESIDENTIAL CHAIR
The presidential chair is the Priest’s chair. From this chair the Priest presides or leads the people gathered in prayer. The Priest is often called the presider because all of the baptised ‘celebrate,’ and the role of leadership is one of coordinating the many ministers that assist with the celebration of the Eucharist.

FLOWERS
Flowers have traditionally been part of the decoration for the celebration of Eucharist and can enhance the celebrations of particular feasts and liturgical season and specific liturgical celebrations in the church like weddings.
During Advent the floral decorations of the altar should be very simple to suit the liturgical season, while for Christmas celebrations more flowers would express the joy of the Feast.
During Lent we are not to use flowers as this is a penitential season. The fourth Sunday of Lent Laetare Sunday and other Solemnities, and Feasts are an opportunity to use flowers as a sign of celebration and joy.

          หวังว่า คงไม่ยากสำหรับพระสงฆ์เจ้าวัด หรือผู้จัดวัดที่จะทำความเข้าใจ ตามข้อกำหนดหรือ rubrics ของการทำพิธีมิสซา  เพื่อความสมบูรณ์ถูกต้องตามที่วาติกันกำหนดไว้ ครับ

                                                                                               Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                       Alan  Petervich






10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: 'โป๊ปฟรานซิส'ให้สัมภาษณ์พิเศษ 'เอเชียไทมส์' เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 09:11:32 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

       
       หมายเหตุผู้แปล
       
       หลังจากเอเชียไทมส์เผยแพร่บทสัมภาษณ์พิเศษสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสนี้แล้ว กระทรวงการต่างประเทศจีนได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง ดังปรากฏในรายงานชิ้นหนึ่งของเอเชียไทมส์ ซึ่งเป็นข่าวที่มาจากสำนักข่าวรอยเตอร์อีกทอดหนึ่ง จึงขอเก็บความนำเสนอไว้ ณ ที่นี้:
       
       ปักกิ่ง 'รับทราบ' โป๊ปอวยพรวันตรุษจีน
       
       China ‘notes’ Pope’s New Year greetings, calls for flexibility
       By AT Editor
       03/02/2016
       
       (From Reuters http://www.reuters.com/article/us-lunar-newyear-china-pope-idUSKCN0VC10M)
       
       ทางการจีนแถลงเมื่อวันพุธ (3 ก.พ.) ว่า ได้ “รับทราบ” บทสัมภาษณ์ในเอเชียไทมส์ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงประทานพรเนื่องในวาระปีใหม่ทางจันทรคติแก่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมกันนั้นก็เรียกร้องให้สำนักวาติกันมีความยืดหยุ่นในการสร้างเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นต่อกัน
       
       สำนักวาติกันไม่ได้มีสายสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับปักกิ่ง ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดอำนาจในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปี 1949 ได้ไม่นานนัก แต่วาติกันก็มีความพยายามมานานที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน ตลอดจนกับคริสตจักรคาทอลิกในแดนมังกรซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ
       
       ประเด็นสำคัญที่สุดในความไม่ลงรอยกันระหว่างปักกิ่งกับวาติกันก็คือ ฝ่ายไหนควรจะเป็นผู้ตัดสินสุดท้ายในการแต่งตั้งบิช็อปในคริสตจักรคาทอลิกจีน ความขัดแย้งอีกประเด็นหนึ่งได้แก่การที่สำนักวาติกันให้การรับรองไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งถือว่าเป็นมณฑลที่เป็นกบฏของตน
       
       เมื่อคราวที่สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนเกาหลีใต้ในปี 2014 พระองค์ได้ทรงเรียกร้องให้จีนเดินหน้าดำเนินการสนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นทางการกับวาติกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย
       
       ขณะที่เครื่องบินของพระองค์บินไปยังเกาหลีใต้คราวนั้น ทางการจีนได้อนุญาตให้บินข้ามน่านฟ้าของตนได้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ปักกิ่งยินยอมเช่นนี้แก่พระสันตะปาปา
       
       ในการประทานสัมภาษณ์แก่เอเชียไทมส์สัปดาห์นี้ พระสันตะปาปาไม่ได้ตรัสถึงหัวข้อที่อาจสร้างความยุ่งยากอย่างเช่นเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ได้ทรงแสดงความยกย่องจีน พร้อมทั้งทรงอำนวยพรแก่ประธานาธิบดีสี และประชาชนชาวจีน เนื่องในวาระปีใหม่ทางจันทรคติ
       
       ลู่ คัง (Lu Kang) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า เขา “รับทราบรายงานที่พูดถึงดังกล่าว”
       
       “จีนมีความจริงใจเสมอมาในเรื่องการปรับปรุงสายสัมพันธ์ระหว่างจีนกับวาติกัน และได้ใช้ความพยายามไปเป็นจำนวนมากในเรื่องนี้” ลู่ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวประจำวัน
       
       “เรายังคงปรารถนาที่จะมีการสนทนาแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์กับวาติกันบนพื้นฐานของหลักการนี้ ต่างฝ่ายต่างเดินเข้ามาพบกันครึ่งทาง และพยายามผลักดันการพัฒนาของกระบวนการแห่งการปรับปรุงความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้ เรายังหวังว่าวาติกันจะสามารถแสดงท่าทีที่ยืดหยุ่นและมุ่งผลทางปฏิบัติ เพื่อสร้างเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการปรับปรุงสายสัมพันธ์”
       
       ลู่ ไม่ได้ให้รายละเอียดมากไปกว่านี้

          Credit :  ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์


 
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 'โป๊ปฟรานซิส'ให้สัมภาษณ์พิเศษ 'เอเชียไทมส์' เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 09:04:32 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                               'โป๊ปฟรานซิส'ให้สัมภาษณ์พิเศษ 'เอเชียไทมส์' ระบุ 'โลก'ไม่ควรต้องกลัวการผงาดขึ้นมาของ 'จีน'

                                                                http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000017586

โดย ฟรานเชสโก ซิสซี   
17 กุมภาพันธ์ 2559 23:54 น.

       
        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ขณะทรงประทานสัมภาษณ์แก่ ฟรานเชสโก ซิสซี (ซ้าย) ณ สำนักวาติกัน โดยที่มีเจ้าหน้าที่วาติกันหลายคนเข้าร่วมด้วย (ภาพถ่ายโดยสำนักวาติกัน)
        (เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
       
       Pope Francis urges world not to fear China’s rise: AT exclusive
       By Francesco Sisci
       02/02/2016
       
       สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงประทานสัมภาษณ์ในเรื่องเกี่ยวกับประเทศจีนและประชาชนชาวจีนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา แก่ ฟรานเชสโก ซิสซี คอลัมนิสต์ของเอเชียไทมส์ และนักวิจัยอาวุโสแห่งมหาวิทยาลัยไชน่า เหรินหมิน ระหว่างที่ทรงประทานสัมภาษณ์ครั้งประวัติศาสตร์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ณ สำนักวาติกันคราวนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสว่าโลกไม่ควรต้องหวาดกลัวการก้าวผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วของประเทศจีน พระองค์ทรงเห็นว่าขณะนี้ประชาชนจีนอยู่ในช่วงเวลาแห่งความมั่นใจ และกำลังส่งข้อความแห่งความหวัง, สันติภาพ, ตลอดจนการปรองดอง เพื่อเป็นการเสนอทางเลือกอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามร้อนหรือสงครามเย็นก็ตาม องค์พระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกยังได้ทรงประทานพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนแด่ประชาชนจีนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีพระสันตะปาปาทรงอวยพรเช่นนี้แก่ประมุขของจีนในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติตลอดระยะเวลา 2,000 ปีที่ผ่านมา
       
       การประทานสัมภาษณ์พิเศษแก่ซิสซีในคราวนี้ มีขึ้นที่ท้องพระโรงแห่งหนึ่งในสำนักวาติกัน ซึ่งบนผนังประดับด้วยภาพเขียนชื่อ “Holy Mary Undoer of Knots” โดยในภาพดังกล่าวนี้จิตรกรวาดให้เห็นพระนางมารีอาขณะทรงแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการคลายเงื่อนปมอันแน่นหนาที่เห็นกันว่าไม่มีใครสามารถปลดคลายได้
       
       โรม - สมเด็จพระสันตะปาปาทรงรู้สึกได้ในทันที หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นตัวผมเองที่เกิดความรับรู้เช่นนั้น และพระองค์ทรงพยายามที่จะช่วยให้ผมบังเกิดความผ่อนคลายสบายอกสบายใจ พระองค์ทรงเข้าพระทัยได้ถูกต้องทีเดียว จริงๆ แล้วในตอนนั้นผมรู้สึกประหม่าตื่นเต้น ผมได้ใช้เวลาไปหลายชั่วโมงเหลือเกินในการขบคิดพิจารณารายละเอียดทุกๆ อย่างของบรรดาคำถามทั้งหลายที่ผมจะขอทูลถามพระองค์ ขณะที่พระองค์ก็ทรงต้องการเวลาเพื่อดำริวินิจฉัยคำถามเหล่านี้ ผมทำเรื่องขอประทานสัมภาษณ์พระองค์ในประเด็นกว้างๆ ทางวัฒนธรรมและปรัชญาซึ่งเป็นที่สนใจใคร่รู้ของชาวจีนทั้งหลาย โดยที่ชาวจีนถึงกว่า 99% ทีเดียวไม่ได้เป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ผมไม่ได้ต้องการที่จะแตะประเด็นทางศาสนาหรือประเด็นทางการเมือง ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาองค์อื่นๆ ได้เคยตรัสไว้แล้วในโอกาสอื่นๆ
       
       ผมหวังไว้ว่าพระองค์จักทรงสามารถส่งผ่านพระปรีชาสามารถอันมากมายมหาศาลในการเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ ไปยังชาวจีนสามัญชนทั้งหลาย ด้วยการประทานพระดำรัสเป็นครั้งแรกสุดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ซึ่งพวกเขาห่วงกังวลอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการแตกแยกผุพังของครอบครัวแบบประเพณีเดิมๆ , ความยากลำบากของพวกเขา ทั้งในการทำความเข้าใจโลกตะวันตกและในการที่โลกตะวันตกจะทำความเข้าใจพวกเขา, ความรู้สึกผิดของพวกเขาจากประสบการณ์ต่างๆ ในอดีต เป็นต้นว่าการปฏิวัติวัฒนธรรม, ฯลฯ ปรากฏว่าพระองค์ได้ทรงกระทำตามที่ผมวาดหวังไว้จริงๆ และได้ทรงประทานเหตุผลต่างๆ เพื่อยืนยันกับชาวจีนและผู้คนซึ่งห่วงกังวลเกี่ยวกับการก้าวผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศจีนว่า แท้ที่จริงแล้วพวกเราทั้งหลายสมควรที่จะมีความหวัง, มีสันติภาพ, และมีความปรองดองระหว่างกัน
       
       สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเชื่อว่า ชาวจีนเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความมั่นใจ พระองค์ตรัสว่าชาวจีนไม่ควรหวั่นกลัวต่อเรื่องนี้ รวมทั้งดินแดนอื่นๆ ของโลกก็ไม่ควรหวั่นกลัวเช่นกัน พระองค์ยังทรงเชื่อว่าชาวจีนนั้นเป็นผู้สืบทอดมรดกแห่งสติปัญญาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พวกเขาเองและแก่ทุกๆ คน และจะช่วยเหลือผู้คนทั้งหมดในการเสาะแสวงหาเส้นทางแห่งสันติภาพเพื่อก้าวไปข้างหน้า กล่าวได้ว่าเมื่อพิจารณาจากบางแง่บางมุมแล้ว การที่ทรงประทานสัมภาษณ์คราวนี้ก็คือการที่สมเด็จพระสันตปาปาทรงอำนวยพรให้แก่ประเทศจีนนั่นเอง
       
       ซิสซี: สำหรับพระองค์แล้ว ทรงมองประเทศจีนอย่างไร? เมื่อตอนที่พระองค์ยังทรงอยู่ในวัยเยาว์นั้น พระองค์ทรงจินตนาการถึงจีนว่าอย่างไร เมื่อพิจารณาจากความเป็นจริงที่ว่า สำหรับอาร์เจนตินา (ภูมิลำเนาถิ่นพระราชสมภพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส -ผู้แปล) แล้ว จีนไม่ได้อยู่ทางทิศตะวันออกเลย หากแต่อยู่ทางทิศตะวันตกไกลโพ้น? บาทหลวง มัตเตโอ ริชชี (Matteo Ricci มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี 1552 – 1610 เป็นบาทหลวงชาวอิตาลีในคณะนักบวชเยซูอิต และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะมิชชันนารีของเยซูอิตในประเทศจีน -ผู้แปล) มีความหมายอย่างไรบ้างหรือไม่สำหรับพระองค์?
       
       โป๊ปฟรานซิส: - สำหรับพ่อแล้ว ประเทศจีนคือจุดสำหรับใช้เป็นหลักหมายอ้างอิงเสมอมา ในเวลาที่ต้องการพูดถึงความยิ่งใหญ่ จีนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ประเทศหนึ่ง ทว่ายังมีอะไรมากกว่าแค่เป็นประเทศหนึ่งเท่านั้นด้วย จีนยังเป็นวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่วัฒนธรรมหนึ่ง ซึ่งมีสติปัญญาที่ไม่รู้จักหมดสิ้น สำหรับพ่อแล้ว เมื่อตอนที่พ่อยังเป็นเด็ก เมื่อใดก็ตามที่พ่ออ่านอะไรสักอย่างหนึ่งเกี่ยวกับจีน มันก็มีศักยภาพที่จะบันดาลให้พ่อเกิดความนิยมยกย่องขึ้นมาได้ พ่อมีความนิยมยกย่องในประเทศจีน ในเวลาต่อมาเมื่อพ่อได้ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของ มัตเตโอ ริชชี พ่อก็ได้เห็นว่าชายผู้นี้มีความรู้สึกในสิ่งเดียวกันอย่างที่ตัวพ่อเองรู้สึก นั่นคือความนิยมยกย่อง พ่อได้เห็นว่าเขาสามารถที่จะเข้าไปสนทนาแลกเปลี่ยนกับวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่นี้ เข้าไปสนทนาแลกเปลี่ยนกับสติปัญญาอันเก่าแก่นี้ เขาสามารถที่จะ “ประสบพบปะ” (encounter) กับวัฒนธรรมนี้ได้
       
       เมื่อตอนที่พ่อยังเป็นเด็ก และมีการพูดถึงจีน พวกพ่อก็ต้องนึกไปถึงกำแพงเมืองจีน สำหรับอย่างอื่นๆ นั้น ในบ้านเกิดของพ่อเวลานั้นยังไม่รู้จักกันหรอก แต่เมื่อพ่อเฝ้ามองเฝ้าขบคิดถึงเรื่องนี้มากขึ้นๆ พ่อก็เกิดประสบการณ์แบบการประสบพบปะ ซึ่งแตกต่างไปมากจากประสบการณ์ของริชชี ทั้งในเรื่องเงื่อนเวลาและในเรื่องรูปแบบวิธีการ ถึงกระนั้นพ่อก็ได้ข้ามเข้าไปสู่อะไรบางอย่างที่พ่อไม่ได้เคยคาดหมายมาก่อน ประสบการณ์ของริชชีนั้นสอนพวกพ่อว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปร่วมวงสนทนาแลกเปลี่ยนกับจีน เพราะจีนนั้นเป็นแหล่งแห่งการสั่งสมรวบรวมทางด้านสติปัญญาและทางด้านประวัติศาสตร์ มันเป็นดินแดนที่ได้รับการประทานพรด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย และสำหรับคริสตจักรคาทอลิก ซึ่งมีหน้าที่ประการหนึ่งคือการเคารพอารยธรรมทั้งหลายทั้งปวงด้วยแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าวัฒนธรรม “นี้” พ่อขอบอกว่า คริสตจักรโรมันคาทอลิกมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความเคารพ โดยต้องขอเน้นย้ำคำว่า “เคารพ” กันด้วยอักษรตัวโตทีเดียว คริสตจักรคาทอลิกนั้นมีความสามารถอันยิ่งใหญ่ในการยอมรับวัฒนธรรม
       
       เมื่อวันก่อน พ่อได้มีโอกาสชมภาพเขียนของชาวเยซูอิตผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง กุยเซปเป กัสตีลโยเน (Giuseppe Castiglione ชาวอิตาลีผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1688 – 1766 เขาเป็นสมาชิกที่มิได้เป็นนักบวชในคณะเยซูอิต และไปทำงานเป็นมิชชันนารีในประเทศจีนด้วย ต่อมาได้กลายเป็นช่างเขียนประจำราชสำนักจีนสมัยจักรพรรดิเฉียงหลง -ผู้แปล ) –ท่านผู้นี้ก็มีเชื้อไวรัสเยซูอิตด้วยเหมือนกันนะ (มีเสียงหัวเราะครืนใหญ่ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงปล่อยมุก เนื่องจากพระองค์เองก็ทรงอยู่ในคณะเยซูอิต –ผู้แปล) กัสตีลโยเน ทราบถึงวิธีการในการแสดงความงามออกมาให้ปรากฏ นี่เป็นประสบการณ์แห่งการเปิดกว้างจากการสนทนาแลกเปลี่ยนกัน นั่นคือ การรับจากผู้อื่น และการมอบตัวตนของตนเองออกมา ในช่วงความยาวคลื่นซึ่งเป็นการแสดงออก “อย่างมีอารยะ” ของอารยธรรมทั้งหลาย เมื่อพ่อพูดว่า “อย่างมีอารยะ” พ่อไม่ได้หมายความเพียงแค่อารยธรรม “ที่มีการศึกษา” เท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงอารยธรรมต่างๆ ที่มีการประสบพบปะซึ่งกันและกันอีกด้วย นอกจากนั้น พ่อไม่ทราบว่าเรื่องนี้เป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่คนเขาพูดกันว่า มาร์โค โปโล (Marco Polo) เป็นคนหนึ่งซึ่งนำเอาเส้นพาสต้าเข้ามายังอิตาลี (มีเสียงหัวเราะครืนใหญ่) ดังนั้น ชาวจีนนั่นเองเป็นผู้ประดิษฐ์เส้นเหล่านี้ พ่อไม่ทราบว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงแค่ไหน พ่อพูดตามที่เขาพูดๆ กัน
       
       นี่คือความประทับใจที่พ่อมี ความเคารพยกย่องอย่างใหญ่หลวง แล้วมันยังมากกว่านี้อีกนะ เมื่อตอนที่พ่อบินข้ามประเทศจีนเป็นครั้งแรกนั้น พ่อได้รับการบอกกล่าวในเครื่องบินว่า “ภายในเวลา 10 นาทีพวกเราจะเข้าสู่น่านฟ้าของจีน มาช่วยกันส่งคำทักทายสู่ประเทศนี้กัน” พ่อขอสารภาพว่าพ่อเกิดอารมณ์ความรู้สึกเต็มตื้น ซึ่งเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เกิดขึ้นกับพ่อบ่อยๆ พ่อรู้สึกตื้นตันที่กำลังจะบินข้ามไปเหนือความอุดมสมบูณ์แห่งวัฒนธรรมและสติปัญญาอันยิ่งใหญ่นี้
       
       ซิสซี: สำหรับประเทศจีนแล้ว เวลานี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลายพันปีของประเทศนี้ทีเดียว ที่กำลังก้าวผงาดขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมของตนเอง และกำลังเปิดกว้างต่อโลก การก้าวผงาดและเปิดกว้างเช่นนี้ก่อให้เกิดการท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทั้งต่อจีนเองและต่อโลกภายนอก ในส่วนของพระองค์เองนั้น ก็ได้ทรงตรัสถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งกำลังผลุบๆ โผล่ๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที จึงใคร่ขอกราบทูลถามว่าการก้าวผงาดขึ้นของจีนเช่นนี้ จะกลายเป็นปัญหาท้าทายการเสาะแสวงหาสันติภาพของโลกอย่างไรหรือไม่?
       
       โป๊ปฟรานซิส: - การที่พวกเราตกอยู่ในความหวาดกลัวนั้น ไม่เคยสามารถให้คำปรึกษาที่ดีแก่พวกเราได้เลย ความหวาดกลัวไม่ใช่เป็นที่ปรึกษาที่ดี ถ้าคุณพ่อท่านหนึ่งและคุณแม่ท่านหนึ่งรู้สึกหวาดกลัวเมื่อบุตรชายของพวกเขาเจริญเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น พวกเขาก็จะไม่ทราบหรอกว่าจะจัดการกับบุตรชายคนนี้อย่างไรดี พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราต้องไม่หวาดกลัวความท้าทายไม่ว่าจะเป็นความท้าทายแบบไหน เนื่องจากทุกๆ คน ทั้งชายและหญิง ต่างมีศักยภาพอยู่ภายในตัวเองอยู่แล้วที่จะเสาะแสวงหาหนทางต่างๆ แห่งการอยู่ร่วมกัน, แห่งการเคารพและการนิยมยกย่องกันและกัน เป็นสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้วว่ามีวัฒนธรรมมากมายเหลือเหลือ มีสติปัญญามากมายเหลือเกิน นอกจากนั้น ยังมีความรู้ทางเทคนิคมากมายเหลือเกิน ถ้าหากเพียงแต่เราย้อนนึกไปถึงพวกเทคนิคทางการแพทย์อันเก่าแก่ต่างๆ วัฒนธรรมและสติปัญญาตลอดจนความรู้ทางเทคนิคเหล่านี้ย่อมไม่สามารถปิดประตูให้อยู่แต่ภายในประเทศใดประเทศหนึ่งได้ สิ่งเหล่านี้มีความโน้มเอียงที่จะขยายตัว, ที่จะแพร่กระจาย, ที่จะติดต่อสื่อสารกัน มนุษย์มีแนวโน้มที่จะติดต่อสื่อสารกัน อารยธรรมก็มีแนวโน้มที่จะติดต่อสื่อสารกัน มีหลักฐานอันชัดเจนว่าเมื่อใดที่การติดต่อสื่อสารกันบังเกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันก้าวร้าวเพื่อมุ่งปกป้องตัวตนของตนเองแล้ว ผลที่ตามมาก็คือสงคราม ทว่าพ่อต้องไม่เกิดความรู้สึกกลัวเกรง นี่แหละคือความท้าทายอันใหญ่หลวงในการที่จะรักษาสมดุลแห่งสันติภาพเอาไว้ให้ได้ ที่ยุโรปนี่พวกเรามี “คุณย่ายุโรป” (Grandmother Europe) อย่างที่พ่อได้ไปพูดเอาไว้ที่เมืองสตราสบูร์ก (Strasbourg) ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้เป็น “คุณแม่ยุโรป” (Mother Europe) เสียแล้ว พ่อหวังว่าเธอจะสามารถกอบกู้บทบาทดังกล่าวนั้นกลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง และเธอได้รับคุณูปการอันอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากประเทศจีนที่มีอายุเก่าแก่แห่งนี้ด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องยอมรับความท้าทาย และต้องกล้าเสี่ยงที่จะสร้างความสมดุลเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนกับสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันตก, โลกตะวันออก, หรือจีน ทั้งหมดต่างมีศักยภาพที่จะธำรงรักษาสมดุลแห่งสันติภาพและมีความเข้มแข็งที่จะกระทำเช่นนั้นได้ พวกเราต้องแสวงหาหนทาง โดยที่ต้องกระทำผ่านการสนทนาแลกเปลี่ยนกันเสมอไป มันไม่มีหนทางอย่างอื่นอีกแล้ว (พระองค์ทรงกางพระกรออกประหนึ่งว่ากำลังทรงสวมกอดพวกเรา)
       
       การประสบพบปะกันและกัน สามารถที่จะบังเกิดขึ้นได้ ก็โดยผ่านการสนทนาแลกเปลี่ยนกัน สมดุลแห่งสันติภาพอันแท้จริงก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้โดยผ่านการสนทนาแลกเปลี่ยนกัน การสนทนาแลกเปลี่ยนกันไม่ได้หมายความว่าเราจบลงด้วยการประนีประนอมกัน นี่เค้กครึ่งชิ้นเป็นของคุณ อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือเป็นของผม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยัลตา (Yalta) และเรามากันจนถึงจุดนี้ในปัจจุบันก็เพราะผลจากยัลตา (หมายถึงการประชุมยัลตา Yalta Conference ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองยัลตา ในแหลมไครเมีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1945 อันเป็นช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง 3 ผู้นำชาติสัมพันธมิตร ได้แก่ สหรัฐฯ, อังกฤษ, และสหภาพโซเวียต เนื้อหาสำคัญของการประชุมคราวนี้คือการถกเถียงกันเกี่ยวกับการขีดแบ่งจัดตั้งชาติต่างๆ ในยุโรปขึ้นมาใหม่ภายหลังพินาศย่อยยับไปเนื่องจากสงคราม การประชุมคราวนั้นได้เกิดข้อขัดแย้งข้อโต้แย้งกันอย่างรุนแรงหลายๆ เรื่อง และปัญหาโต้แย้งบางอย่างบางประการยังคงยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน –ผู้แปล) มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย การสนทนาแลกเปลี่ยนกันต้องหมายความว่า: ลองพิจารณาดูนะ พวกเรามากันจนถึงจุดนี้แล้ว ฉันอาจจะเห็นด้วยหรือฉันอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ขอให้พวกเราก้าวเดินไปด้วยกันเถิด นี่แหละคือสิ่งที่การสนทนาแลกเปลี่ยนกันควรจะสร้างขึ้นมา เค้กทั้งก้อนยังคงอยู่ของมันอย่างสมบูรณ์ เป็นการก้าวเดินไปด้วยกัน เค้กก้อนนี้เป็นของทุกๆ คน มันหมายถึงมนุษยชาติ, หมายถึงวัฒนธรรม การตัดแบ่งเค้กอย่างที่เกิดขึ้นในยัลตา หมายถึงการตัดแบ่งแยกมนุษยชาติและแบ่งแยกวัฒนธรรมออกเป็นชิ้นเล็กๆ แต่วัฒนธรรมและมนุษยชาตินั้นไม่สามารถที่จะตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ เมื่อพ่อพูดเกี่ยวกับเค้กก้อนใหญ่นี้ พ่อหมายถึงมันด้วยความรู้สึกในทางบวก ทุกๆ คนต่างล้วนแต่มีอิทธิพลต่อความดีงามร่วมของพวกเราทั้งหมด (สมเด็จพระสันตะปาปาทรงพระสรวล และทรงตรัสถามว่า: “เราไม่ทราบเลยว่าการยกตัวอย่างเรื่องเค้กนี่ จะเป็นที่กระจ่างชัดเจนสำหรับชาวจีนหรือไม่?” ผมผงกศีรษะกราบทูลว่า: “เกล้ากระหม่อมคิดว่าพวกเขาเข้าใจดี” )
 
        ซิสซี: ในช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรษหลังมานี้ ประเทศจีนต้องผ่านประสบการณ์เผชิญกับโศกนาฏกรรมหลายๆ เรื่องอย่างชนิดยากที่ใครจะมาเปรียบเทียบได้ นับตั้งแต่ปี 1980 ชาวจีนต้องเสียสละสิ่งซึ่งมีราคาแพงที่สุดสำหรับพวกเขาเสมอมา ซึ่งได้แก่ลูกหลานของพวกเขา (หมายถึงการที่จีนเริ่มใช้นโยบายให้แต่ละครอบครัวมีบุตรได้คนเดียว –ผู้แปล) สำหรับชาวจีนแล้ว เหล่านี้เป็นบาดแผลอันหนักหนาสาหัสเหลือเกิน ทั้งนี้นอกเหนือจากผลด้านอื่นๆ แล้ว เรื่องนี้ยังทำให้เกิดความรู้สึกว่างเปล่าไร้ความหมายอย่างสาหัสสากรรจ์เหลือเกินในมโนธรรมของพวกเขา และก่อให้เกิดความต้องการอย่างลึกซึ้งเหลือเกินที่จะคืนดีปรองดองกับตัวของพวกเขาเองและยกโทษให้แก่พวกเขาเอง เนื่องจากปีนี้เป็นปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม (Year of Mercy สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประกาศให้ปีนี้เป็นปีที่คริสตจักรโรมันคาทอลิกให้การผ่อนปรนเป็นพิเศษแก่ผู้ที่หวนกลับมาเป็นศาสนิกที่ดี -ผู้แปล) ขอกราบทูลถามว่าพระองค์จะมีพระราชดำรัสอย่างไรต่อประชาชนชาวจีนบ้าง?
       
       โป๊ปฟรานซิส: - การที่ประชากรสูงวัยยิ่งขึ้นและมนุษยชาติอยู่ในวัยชรามากขึ้น เป็นสิ่งซึ่งกำลังเกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ มากมายหลายแห่ง ที่นี่ในอิตาลีเอง อัตราการเกิดอยู่ในระดับแทบจะต่ำกว่าศูนย์ ในสเปนก็เช่นเดียวกัน อยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน สำหรับสถานการณ์ในฝรั่งเศส จากการที่ประเทศนั้นใช้นโยบายช่วยเหลือครอบครัว จึงทำให้อะไรๆ กระเตื้องดีขึ้น เรื่องที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากก็คือประชากรกำลังแก่ชราลง พวกเขาชราลงและพวกเขาก็ไม่มีบุตรหลาน ไม่เหมือนกับที่อื่นๆ อีกหลายๆ ที่ ตัวอย่างเช่นแอฟริกา ที่นั่นยังสามารถพบความสุขได้มากจากการที่ได้เห็นเด็กๆ ในท้องถนน แต่สำหรับที่นี่ในกรุงโรม ถ้าลูกเดินไปทั่วๆ ลูกจะพบเด็กๆ น้อยเอามากๆ บางทีเบื้องหลังของเรื่องนี้จะมีความกลัวอย่างที่ลูกพูดเอ่ยถึง เป็นความเข้าใจความรับรู้ที่ผิดพลาด ไม่ใช่เพียงแค่คิดว่า (การมีลูกทำให้) พวกเราจะหล่นลงไปข้างหลังเท่านั้น แต่เป็นความรับรู้ความเข้าใจ (อันผิดพลาด) ที่ว่า (การมีลูกทำให้) พวกเราจะตกลงไปในความทุกข์ยาก ด้วยเหตุนี้เอง ก็เลยคิดกันว่าพวกเราก็อย่ามีลูกกันเลยดีกว่า
       
       แต่ยังมีสังคมอื่นๆ นะลูกนะซึ่งเลือกที่จะเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม ตัวอย่างเช่น ระหว่างที่พ่อเดินทางไปเยือนแอลเบเนีย พ่อรู้สึกตื่นตะลึงที่พบว่าอายุเฉลี่ยของประชากรที่ประเทศนั้นคือราวๆ 40 ปี ยังมีอยู่อีกหลายๆ ประเทศซึ่งเป็นประเทศของคนหนุ่มสาว พ่อคิดไปถึง บอสเนีย และเฮอร์เซโกวินา ก็เป็นอย่างเดียวกัน พวกประเทศซึ่งผ่านความทุกข์ทรมานมาและเลือกที่จะเป็นประเทศของคนเยาว์วัย แต่มันก็จะมีปัญหาเรื่องงาน เป็นอะไรบางอย่างที่จีนอาจจะไม่มี เพราะจีนมีศักยภาพที่จะเสนองานให้ทำทั้งในเขตชนบทและในเขตเมืองใหญ่ (อย่างไรก็ตาม) เป็นความจริงทีเดียว ปัญหาสำหรับการที่ไม่ได้มีบุตรหลานนั้น จะเป็นปัญหาซึ่งต้องเจ็บปวดมาก เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นรูปพีระมิดแห่งประชากรก็จะกลายเป็นรูปหัวกลับ เด็กคนหนึ่งจะต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูพ่อของเขา, แม่ของเขา, ปู่ของเขา, และย่าของเขา นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เหน็ดเหนื่อยหมดแรง, เป็นการเรียกร้องมากเกินไป, ก่อให้เกิดความสับสนความไม่เข้าใจ มันไม่ใช่เป็นวิถีทางตามธรรมชาติ พ่อเข้าใจว่าจีนได้เปิดกว้างในเรื่องนี้แล้ว เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ต่างๆ ในแนวรบด้านนี้
       
       ซิสซี: - ความท้าทายต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัวทั้งหลายในประเทศจีนเหล่านี้ ควรที่จะรับมืออย่างไรดี ในเมื่อพวกเขาพบว่าตัวเองก็ตกอยู่ในท่ามกลางกระบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง และไม่ได้สอดคล้องกับโมเดลของครอบครัวตามประเพณีดั้งเดิมของจีนอีกต่อไปแล้ว?
       
       โป๊ปฟรานซิส: - กลับมาพิจารณาถึงคำถามที่ว่า ในปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมนี้ พ่อสามารถส่งสารส่งข้อความอะไรไปถึงประชาชนจีนได้บ้าง? ประวัติศาสตร์อันยาวนานของประชาชนในที่หนึ่งๆ จะอยู่ในลักษณะที่เป็นเส้นทางสายหนึ่งเสมอ บางครั้งประชาชนในที่นั้นๆ จะเดินเร็วขึ้น บางครั้งเดินช้าลง บางครั้งก็หยุดเดิน บางครั้งพวกเขาทำผิดพลาดและต้องถอยหลังกลับไปนิดนึง หรือเลือกเดินไปในเส้นทางที่ผิดแล้วต้องถอยหลังกลับเพื่อหันไปสู่เส้นทางที่ถูก แต่เมื่อประชาชนในที่หนึ่งๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า นี่ไม่ทำให้พ่อรู้สึกกังวลใจอะไรเพราะหมายความว่าพวกเขากำลังสร้างประวัติศาสตร์ พ่อเชื่อว่าประชาชนจีนนั้นกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอยู่ในเวลานี้ นี่คือความยิ่งใหญ่ของพวกเขา ประชาชนจีนก็เหมือนประชากรทั้งหลายทั้งมวล ก้าวเดินผ่านทั้งแสงสว่างและเงามืด เมื่อมองดูอดีตที่ผ่านพ้นไป (บางทีก็รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการไม่มีลูกหลานกำลังก่อให้เกิดปัญหาที่สลับซับซ้อนขึ้นมาด้วย) ย่อมเป็นการดีกว่าที่จะเข้าแบกรับความผิดชอบในเส้นทางที่เราเดินมาเอง ตอนนี้เราได้เลือกเส้นทางสายนี้แล้ว เส้นทางนี้อาจจะมีอะไรบางอย่างซึ่งใช้การไม่ได้เลย ดังนั้น มาถึงเวลานี้ก็จะต้องเกิดความรับผิดชอบอย่างอื่นๆ ขึ้นมา ประเด็นปัญหาอื่นๆ แสดงตัวขึ้นมา มันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวของภาคส่วนที่มั่งคั่งร่ำรวยบางภาคส่วน ทำให้พวกเขาไม่ต้องการที่จะมีลูกหลาน อะไรทำนองนี้ ทีนี้พวกเขาก็จะต้องแบกความรับผิดชอบในเส้นทางเดินของพวกเขาเอง พ่อยังจะขอพูดให้ไกลไปกว่านั้นอีก กล่าวคือ อย่าได้รู้สึกขมขื่น แต่จงอยู่ในความสันติกับเส้นทางเดินของตนเอง แม้กระทั่งเมื่อตระหนักว่าได้เลือกเส้นทางที่ผิดพลาด เราก็ไม่สามารถที่จะพูดได้ว่าประวัติศาสตร์ของเราช่างเลวร้าย และเราเกลียดประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเรา (สมเด็จพระสันตะปาปาทรงมองเขม็งมาทางผม )
       
       ไม่ใช่เลย คนเราทุกๆ คนจะต้องรอมชอมกับประวัติศาสตร์ของตนเอง เนื่องจากมันเป็นเส้นทางเดินที่ได้เลือกเอง เป็นความสำเร็จของพวกเขาเองและก็เป็นความผิดพลาดของพวกเขาเอง และจากการรอมชอมกับประวัติศาสตร์ของตนเองเช่นนี้ จะทำให้พวกเรามีความสุกงอมมากขึ้น มีการเติบใหญ่ยิ่งขึ้น ในทีนี้พ่อขอใช้คำที่ลูกเอ่ยเอาไว้ในคำถามของลูก นั่นคือคำว่า เมตตา มันเป็นการดีสำหรับคนใดคนหนึ่งที่จะมีเมตตาต่อตัวเขาเอง ไม่ใช่ทำตัวเป็นพวกที่มีความสุขจากการทิ่มแทงตัวเอง หรือเป็นพวกที่มีความสุขจากการถูกคนอื่นทิ่มแทง การทำตัวแบบนั้นเป็นสิ่งที่ผิด และเมื่อเป็นในภาพรวม พ่อก็จะขอพูดอย่างเดียวกันว่า มันเป็นการดีสำหรับผู้คนไม่ว่าที่ไหน ที่จะมีความเมตตาต่อพวกเขาเอง และการมีจิตวิญญาณอันสูงส่งเช่นนี้ … พ่อไม่ทราบเหมือนกันว่าควรที่จะใช้คำว่าให้อภัยหรือไม่ พ่อไม่ทราบจริงๆ แต่พวกเราควรที่จะยอมรับว่านี่แหละคือเส้นทางของฉัน ที่จะยิ้มแย้ม ที่จะเดินกันต่อไป ถ้าใครคนใดคนหนึ่งเกิดเหนื่อยล้าและหยุดลง ใครคนนั้นก็จะกลายเป็นคนที่ขมขื่นและเลวร้าย ดังนั้น เมื่อใครคนใดคนหนึ่งเข้าแบกรับความรับผิดชอบในเส้นทางเดินของเขาเอง ยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่ นี่จะเปิดทางให้ความอุดมสมบูรณ์ทางประวัติศาสตร์และทางวัฒนธรรมของใครคนนั้นได้สำแดงตัวออกมาได้ก้าวผงาดขึ้นมาได้ แม้กระทั่งในช่วงขณะอันยากลำบากก็ตาม แล้วมันจะเปิดทางให้ก้าวผงาดขึ้นมาได้อย่างไร? ตรงนี้ พ่อต้องย้อนกลับไปที่คำถามแรกของลูก ในเรื่องการสนทนาแลกเปลี่ยนกับโลกทุกวันนี้ ในการสนทนาแลกเปลี่ยนนั้นไม่ได้หมายความว่าฉันยอมแพ้ฉันยอมหมอบราบคาบแก้ว เพราะในหลายๆ ครั้งทีเดียว การทำอย่างนั้นมีอันตราย ในการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศซึ่งมีความแตกต่างกัน บางทีก็มีวาระซ่อนเร้นที่น่ากลัว ได้แก่ สิ่งที่เรียกกว่าการทำให้กลายเป็นอาณานิคมทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องยอมรับความยิ่งใหญ่ของประชาชนจีน ผู้ซึ่งธำรงรักษาวัฒนธรรมของพวกเขาเอาไว้ได้เสมอมา วัฒนธรรมของพวกเขานั้น (พ่อไม่ได้กำลังพูดเกี่ยวกับอุดมการณ์ต่างๆ ที่เคยเป็นมาในอดีตนะ) วัฒนธรรมของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกคนอื่นยัดเยียดมอบให้
       
       ซิสซี: - อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเดินหน้าไปในฝีก้าวที่น่าตื่นตะลึงจริงๆ แต่จากการนี้ก็ได้นำเอาความวิบัติหายนะในทางคุณภาพความเป็นมนุษย์และในทางสิ่งแวดล้อมมาสู่พวกเขาด้วย ซึ่งปักกิ่งกำลังแสดงความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นที่จะเข้าประจันหน้าและแก้ไขคลี่คลาย ในเวลาเดียวกัน ความพยายามที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน กำลังสร้างต้นทุนใหม่ๆ ให้แก่ครอบครัว เป็นต้นว่าบางครั้งลูกๆ กับพ่อแม่ต้องอยู่แยกกันสืบเนื่องจากความเรียกร้องต้องการของงาน ขอกราบทูลถามว่ามีข้อความอะไรที่พระองค์จะส่งไปถึงพวกเขาหรือไม่?
       
       โป๊ปฟรานซิส: - พ่อรู้สึกเหมือนกับว่าเป็น “แม่ผัว” คนหนึ่งกำลังให้คำแนะนำว่าควรจะต้องทำยังไง (เสียงหัวเราะครืนใหญ่ ) พ่อขอเสนอแนะให้ใช้ความคิดสัจนิยมแบบเข้มแข็งเอื้อประโยชน์ นั่นคือ ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่จะต้องยอมรับไม่ว่ามันจะมาจากไหน นี่คือความเป็นจริงของพวกเรา เหมือนกับในกีฬาฟุตบอล ผู้รักษาประตูต้องคอยรับลูกบอลเอาไว้ไม่ว่ามันจะมาจากไหน ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับอย่างที่มันเป็นอยู่ ต้องคำนึงถึงความเป็นจริง นี่คือความเป็นจริงของพวกเรา อันดับแรกเลย ฉันจะต้องรอมชอมกับความเป็นจริง ฉันไม่ชอบมันเลย ฉันต่อต้านมัน มันทำให้ฉันเจ็บปวด แต่ถ้าฉันไม่ยอมรับมันอย่างที่มันเป็นเป็นอยู่ ฉันก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ขั้นตอนที่สอง คือต้องทำงานเพื่อปรับปรุงความเป็นจริง และเปลี่ยนทิศทางของมัน
       
       ตอนนี้ลูกอาจจะมองว่าข้อเสนอแนะเหล่านี้ช่างสามัญธรรมดา เป็นอะไรที่รู้ๆ กันอยู่ทั่วไป แต่การทำตัวเหมือนนกกระจอกเทศ เอาหัวของมันซุกลงไปในกองทรายเพื่อจะได้มองไม่เห็นความเป็นจริง ไม่ต้องยอมรับความเป็นจริง อย่างนี้ไม่ใช่เป็นหนทางแก้ไขหรอก ดังนั้น ขอให้พวกเราถกเถียงกัน ขอให้พวกเราเสาะแสวงหากันต่อไป ขอให้พวกเขายังคงเดินกันต่อไป ยังคงอยู่บนเส้นทาง ยังคงเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ น้ำในแม่น้ำสะอาดอยู่ได้ก็เพราะมันไหลไปข้างหน้า น้ำที่นิ่งจะกลายเป็นซึมเซาเฉื่อยชา มีความจำเป็นที่จะต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น โดยไม่ต้องรู้สึกสะอิดสะเอียนมัน ไม่ต้องไปดัดแปลงทำให้มันดูดีขึ้น จากนั้นก็หาหนทางที่จะปรับปรุงแก้ไขมัน ถ้าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นกับบริษัทสักแห่งหนึ่งซึ่งทำงานกันมาสัก 20 ปีแล้วเกิดวิกฤตทางธุรกิจขึ้นมา อย่างนั้นก็แทบไม่มีหนทางริเริ่มสร้างสรรค์อะไรที่จะปรับปรุงแก้ไขมันได้ ตรงกันข้าม เมื่อมันเกิดขึ้นในประเทศที่เก่าแก่ยาวนาน มีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ยาวนาน มีสติปัญญาอันเก่าแก่ยาวนาน มีความริเริ่มสร้างสรรค์อันเก่าแก่ยาวนาน เมื่อนั้นมันก็กลายเป็นการสร้างความตึงเครียดระหว่างปัญหาในปัจจุบันกับความอุดมสมบูรณ์อันโบราณเก่าแก่นี้ ความตึงเครียดนี้จึงนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์เนื่องจากมันมองไปข้างหน้า พ่อเชื่อว่าความอุดมสมบูรณ์อันยิ่งใหญ่ของประเทศจีนทุกวันนี้ อยู่ที่การมองไปยังอนาคต โดยเป็นการมองจากปัจจุบันซึ่งยืนยงคงอยู่ได้เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับอดีตกาลทางวัฒนธรรมของตนเอง พวกเราต้องพร้อมที่จะอยู่ในความตึงเครียด ไม่ใช่อยู่ในความทุกข์ระทม โดยที่ความตึงเครียดเกิดขึ้นในระหว่างอดีตอันอุดมสมบูรณ์มากของตน กับความท้าทายของปัจจุบันซึ่งจำเป็นที่จะต้องนำพาเดินหน้าไปสู่อนาคต นั่นก็คือ เรื่องจะยังไม่ได้จบสิ้นยุติลงตรงนี้
       
       ซิสซี: - ในวาระที่กำลังจะถึงปีใหม่ของจีนซึ่งเป็นปีวอก ขอทูลถามว่าพระองค์ทรงปรารถนาที่จะอำนวยพรไปยังประชาชนจีน ไปยังทางการผู้มีอำนาจ และไปยังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่างไรบ้างหรือไม่?
       
       โป๊ปฟรานซิส: - ในวาระขึ้นปีใหม่ พ่อขอส่งความปรารถนาดีอย่างที่สุดและคำอวยพรไปยังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และไปยังประชาชนจีนทั้งหลายทั้งมวล พ่อขอแสดงความหวังว่าพวกเขาจักไม่มีวันสูญเสียความตระหนักรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาในการเป็นประชาชนที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีประวัติศาสตร์แห่งสติปัญญาอันยิ่งใหญ่ และในการที่พวกเขามีอะไรอยู่มากมายที่จะเสนอให้แก่โลก โลกกำลังเฝ้ามองสติปัญญาอันยิ่งใหญ่นี้ของพวกท่าน ในวาระปีใหม่นี้ ด้วยความตระหนักรับรู้เช่นนี้ ขอให้พวกเขาเดินหน้ากันต่อไปเพื่อที่จะช่วยเหลือและเพื่อที่จะร่วมมือกับทุกๆ คน ในการดูแลรักษาบ้านเรือนร่วมกันของพวกเรา และในการดูแลรักษาประชาชนร่วมกันของพวกเรา ทั้งนี้ พ่อขอขอบคุณนะลูกนะ!
       
       ฟรานเชสโก ซิสซี เป็นคอลัมนิสต์ของเอเชียไทมส์ และเป็นนักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยไชน่าเหรินหมิน (China Renmin University) เขาเคยเป็นผู้สื่อข่าวของเอเชียไทมส์ รวมทั้งเคยเป็นบรรณาธิการด้านเอเชียให้แก่หนังสือพิมพ์รายวันอิตาลี ลา สตัมปา (La Stampa) และผู้สื่อข่าวประจำกรุงปักกิ่งให้แก่ อิล โซเล ดิ 24 โอเร (Il Sole di 24 Ore) ตลอดจนเขียนเรื่องให้แก่สิ่งพิมพ์อิตาลีและสิ่งพิมพ์ระหว่างประเทศจำนวน หนึ่ง เขาเป็นชาวต่างประเทศคนแรกที่ได้เข้าโปรแกรมบัณฑิตศึกษาของบัณฑิตสถานทาง สังคมศาสตร์แห่งประเ
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พระสังฆราชที่ละเลยกรณีละเมิดทางเพศจะถูกไล่ออก เมื่อ: มิถุนายน 09, 2016, 03:08:34 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                           พระสังฆราชที่ละเลยกรณีละเมิดทางเพศจะถูกไล่ออก
                                                                                 Bishops negligent in sexual abuse cases will be dismissed

Pope Reports
2016-06-06
http://www.romereports.com/2016/06/06/bishops-negligent-in-sexual-abuse-cases-will-be-dismissed
https://youtu.be/sypIRQjrxpY

        The Pope continues to put his foot down with his zero tolerance policy against the sexual abuse of children or vulnerable adults committed by priests.  สมเด็จพระสันตะปาปายังคงยืนยันนโยบายความอดทนเป็นศูนย์ต่อการละเมิดทางเพศต่อเด็กหรือผู้ใหญ่มีบาดแผลที่กระทำโดยบาทหลวง

Through the Apostolic Letter issued motu proprio, "Like a Loving Mother,"Pope Francis has established new rules to depose of bishops and religious superiors who act negligently in cases of sexual abuse.  ผ่านทางสันตะลิขิต Motu Proprio ที่ทรงประกาศออกมาชื่อ “ Like a Loving Mother”, พระสันตะปาปาฟรังซิสได้สถาปนากฎเกณฑ์ใหม่ที่จะถอดถอนบรรดาพระสังฆราชและมหาธิการคณะนักบวช ซึ่งปฏิบัติตนแบบเมินเฉยละเลยในกรณีการละเมิดทางเพศ

There will be a "grave cause" for removal of a bishop if, for example, he has been negligent or has acted indifferently in these cases.  จะเป็น “ สาเหตุขั้นร้ายแรง “ สำหรับการถอดถอนพระสังฆราชองค์หนึ่ง  ถ้า เช่นตัวอย่าง  พระสังฆราชองค์นั้นเมินเฉยหรือปฏิบัติตนแบบเป็นกลางในกรณีต่างๆเหล่านี้

This is not a new law, but the Pope is setting aside time to reinforce the existing law on removing bishops for serious reasons, "because it is not a matter of crimes of abuse but of negligence of office.”  นี้ไม่ใช่กฎหมายใหม่  แต่พระสันตะปาปาได้กำหนดเวลาเพื่อสนับสนุนกฎหมายที่มีอยู่เกี่ยวกับการถอดถอนบรรดาพระสังฆราชด้วยเหตุผลที่ร้ายแรง  “ เพราะว่า มันไม่ใช่เรื่องของอาชญากรรมการละเมิดแต่เป็นการเมินเฉยของสำนักงานสังฆราช “

Four congregations will be responsible for investigations when there is a case: The Congregation for Bishops, the Congregation for the Oriental Churches, the Congregation for the Evangelization of Peoples and the Congregation for Institutes of Consecrated Life and Societies of Apostolic Life.  สมณกระทรวงสี่แห่งจะรับผิดชอบสำหรับการสืบสวนสอบสวนเมื่อมีกรณีเกิดขึ้น  สมณกระทรวงว่าด้วยพระสังฆราช  สมณกระทรวงว่าด้วยศาสนจักรตะวันออก  สมณกระทรวงว่าด้วยการเผยแพร่พระวรสารสำหรับประชาชน และ สมณกระทรวงว่าด้วยสถาบันชีวิตศักดิ์สิทธิ์และสมาคมของชีวิตสานุศิษย์ (The Congregation for Bishops, the Congregation for the Oriental Churches, the Congregation for the Evangelization of Peoples and the Congregation for Institutes of Consecrated Life and Societies of Apostolic Life)

The Pope will have the final word and act as the deciding factor in a bishops resignation. As a novelty, there will be a "college of experts,” which will be composed of bishops and cardinals who will specifically advise these cases of negligence in cases of sexual abuse.  พระสันตะปาปาจะมีคำสั่งสุดท้าย และปฏิบัติการดังเช่นการตัดสินใจปัจจัยในการถอดถอนพระสังฆราช  โดยที่เป็นเรื่องใหม่  จะมี “ คณะผู้เชี่ยวชาญ “ ซึ่งจะประกอบด้วยพระสังฆราชและพระคาร์ดินัล ซึ่งจะให้คำแนะนำเป็นพิเศษต่อกรณีเมินเฉยเหล่านี้ ในกรณีการละเมิดทางเพศ

                                                                                                Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                        Alan  Petervich

   
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บจัดร่วมประชุมสุดยอดผู้ตัดสินคดีการค้ามนุษย์ เมื่อ: มิถุนายน 09, 2016, 11:56:34 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                         โป๊บจัดร่วมประชุมสุดยอดผู้ตัดสินคดีการค้ามนุษย์
                                                                    LIVE: The Pope participates in summit of judges on human trafficking
                                                                                ถ่ายทอดสด : โป๊บจัดร่วมประชุมสุดยอดผู้ตัดสินคดีการค้ามนุษย์

Holy See Press Office สำนักข่าวสารของสันตะสำนัก
2016-06-03

The Pope takes part in the summit of judges on human trafficking and organized crime that takes place at the Pontifical Academy of Social Sciences. More than 100 participants are involved in this international summit that concludes tomorrow.

                                                 Summit of judges and magistrates in the Vatican against human trafficking and organized crime
                                                              ประชุมสุดยอดผู้พิพากษาและผู้ปกครองในวาติกัน ต่อต้านการค้ามนุษย์และกลุ่มอาชญากรรม
                                                                                                                02.06.2016

ผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆและหน่วยงานต่างๆดังต่อไปนี้ :

Vatican City, 2 June 2016 – Following Pope Francis’ encouragement to combat in every way the different forms of modern slavery,
human trafficking, forced labour, the trade in organs and organised crime, the Pontifical Academy of Social Sciences has invited a large number of judges, prosecutors and magistrates from many different countries – key actors in the struggle against these terrible crimes – to a high level meeting. 

นครรัฐวาติกัน 2 มิถุนายน 2016 – โดยติดตามความกล้าของพระสันตะปาปาฟรังซิส ที่จะต่อสู้ในทุกวิถีทางกับทุกรูปแบบของการมีทาสสมัยใหม่  การค้ามนุษย์  แรงงานกดขี่  การค้าในอาชญากรรมที่แตกสาขาและรวมกลุ่ม  สถาบันสันตะสำนักว่าด้วยวิชาการทางสังคม (Pontifical Academy of Social Sciences) ได้เชื้อเชิญบรรดาผู้พิพากษา อัยการและผู้ปกครองระดับสูงจากประเทศต่างๆจำนวนมาก – ผู้ปฏิบัติงานกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมน่าสพึงกลัวเหล่านี้ – มาประชุมระดับสุดยอด.

The new Summit is the latest in a series of important meetings organised by the same Academy with the same purpose, most notably in 2014, with the leaders of the main religions that exercise influence in the globalised world (http://www.endslavery.va/content/endslavery/en/events/declaration.html) and in 2015, with mayors of the principal capitals and large metropolises of many countries (http://www.endslavery.va/content/endslavery/en/events/mayors.html), now convening the principal judges, prosecutors and magistrates of all countries.

Pope Francis has confirmed his presence in the evening of the first day, 3 June.

The many other attendees include an important delegation from the United States, led by the Ambassador responsible for the Department of State’s Office to Monitor and Combat Trafficking in Persons, Susan Coppedge; the British High Commissioner against modern slavery, Kevin Hyland, along with the Director of Public Prosecutions, Alison Saunders; the Dutch National Rapporteur on Trafficking in Human Beings, Corinne Dettmeijer-Vermeulen; the United Nations High Commissioner against Human Trafficking, Maria Grazia Giammarinaro; the Swedish Chancellor of Justice Anna Skarhead and author of the Swedish model of combating prostitution based on the criminalisation of clients).

The Italian participants include the National Anti-Mafia Prosecutor, Franco Roberti; the Public Prosecutor of Rome, Giovanni Salvi; the magistrate Maria Monteleone, who specialises in crimes against women and children, and the anti-Mafia prosecutor and former colleague of Falcone and Borsellino, Antonio Ingroia.

There will also be a large group of Mexicans led by Edgas Elías Azar, president of the High Court of Justice in Mexico, and naturally an important Argentine delegation, chaired by the president of the Supreme Court of Justice, Ricardo Luis Lorenzetti, along with the federal justice Sebastián Casanello and the judge María Romilda Servini di Cubria. In total, during the two days of meetings in the “Casina Pio IV” (seat of the Pontifical Academy of Social Sciences), contributions will be heard from the main exponents of justice, in the presence of many other judges and jurists in the role of auditors, forming a total of around one hundred participants.

The works will commence with addresses from the Chancellor of the Pontifical Academies, Msgr. Marcelo Sánchez Sorondo, the President of the Pontifical Academy of Social Sciences, the renowned sociologist Margaret Archer, the Argentine deputy Gustavo Vera, always on the first line in the defence of the weakest, as well as Professor John McEldowney, collaborator with the Academy and specialist in Common Law, and Jeffrey Sachs, United Nations representative and economic advisor to Ban Ki-Moon.

At the end of the meeting, the participants will be invited to sign a Declaration, along the same lines as those signed the two preceding years by religious leaders and mayors. It is hoped that this meeting may serve to enable judges to express and strengthen their responsibility to peoples, sharing best practices and making proposals for increasingly effective legislation for defending victims and combating these scourges that, in the globalised world, affect more than 40 million people.
Information on the event can be found on the website of the Pontifical Academy of Social Sciences: http://www.pass.va/content/scienzesociali/en/events/2014-18/judgessummit.html

The regularly updated programme of the event can be consulted at: http://www.pass.va/content/dam/scienzesociali/booklet/booklet_judges.pdf
The event will be transmitted by live streaming in Spanish and English, via the following links which correspond to the Academy’s YouTube channel, End Slavery:

03/06/2016

SP https://www.youtube.com/watch?v=KEFc6sXZ4MU
EN https://www.youtube.com/watch?v=gCKfSnOelq0
04/06/2016
SP https://www.youtube.com/watch?v=VcYvzEl2wlo
EN https://www.youtube.com/watch?v=jnROpP9SX9k

 


 
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ไทยไม่มีสังฆานุกรถาวร แต่โป๊บให้รื้อฟื้นสังฆานุกรหญิง !!! เมื่อ: มิถุนายน 06, 2016, 12:52:56 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                     ไทยไม่มีสังฆานุกรถาวร แต่โป๊บให้รื้อฟื้นสังฆานุกรหญิง !!!
                                                                                                  Women deacons in history
                                                                                                   สังฆานุกรหญิงในประวัติศาสตร์

http://i929.photobucket.com/albums/ad133/peter_vich/5440280764_428a4b3edc_b_zpsw19eokiz.jpg
http://ncronline.org/news/theology/women-deacons-history

                                                                       

      Gary Macy  ผู้เขียน |  Jun. 1, 2016
                                                                              Women deacons – สังฆานุกรผู้หญิง
COMMENTARY การแสดงความคิดเห็น

Pope Francis' call for a discussion of reestablishing women deacons in the church has understandably renewed interest in the history of women deacons. Three very important questions are being asked:  การเรียกร้องให้มีการปรึกษาหารือกันในการที่จะรื้อฟื้นสังฆานุกรหญิงในพระศาสนจักรเป็นที่เข้าใจได้ว่า ได้ก่อให้เกิดความสนใจในประวัติศาสตร์ของสังฆานุกรหญิง คำถามสำคัญมากสี่ประการเกิดขี้น คือ:

First, were there ever women deacons in the church?
Second, if there were women deacons, what did they do? Was it the same as male deacons?
Finally, and most urgently, was the ordination of women deacons an ordination to a major order, that of the diaconate, or was it merely a blessing establishing women in a minor order or role?
First, there is no question that there were women deacons in the past, both in the Eastern and in the Western churches. I refer to "women deacons" in this article, not "deaconesses." Though historical sources use diacona (women deacon) and diaconissa (deaconess) interchangeably, there were not two groups, only one. Using the one term removes any ambiguity. 
ประการแรก , เคยมีสังฆานุกรหญิงในพระศาสนจักรหรือ?
ประการที่สอง , ถ้าเคยมีสังฆานุกรผู้หญิงจริง  พวกเธอทำอะไร?  เป็นสิ่งเดียวเหมือนที่สังฆานุกรผู้ชายทำหรือ?
ข้อสุดท้าย และรีบเร่งที่สุด  การบวชสังฆานุกรหญิงเป็นการบวชไปสู่ศีลน้อย ขั้น subdeacon – ซุบดีอาโกโน ( เวลามิสซาอยู่ทางซ้ายผู้ถวายมิสซา ) และต่อไปถึง diaconate หรือ deacon – ดีอาโกโน ( เวลามิสซาอยู่ทางขวาของผู้ถวายมิสซา )  หรือ เป็นเพียงการเสกอวยพรเพื่อสถาปนาผู้หญิงเข้าสู่ศีลน้อยหรือบทบาทน้อยเท่านั้น?
ตอนแรก ไม่มีปัญหาว่ามีสังฆานุกรผู้หญิงในอดีตทั้งในศาสนจักรตะวันตกและตะวันออก  ข้าพเจ้าอ้างถึง “women deacons” ในบทความนี้ ไม่ใช่“deaconesses”  แม้ว่าแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์จะใช้ diaconal (women deacon) และ diaconissa (deaconess) แทนกันก็ได้  ไม่ใช่มีสองกลุ่ม  มีเพียงกลุ่มเดียว  โดยใช้ถ้อยคำเดียวก็สามารถขจัดความกำกวมใดๆได้ทั้งนั้น.
                                             
That said, there is ample evidence for women deacons in Christian history. Starting with Phoebe, the only deacon named as such in Scripture, numerous references to women deacons appear in epigraphs, letters, chronicles and, most importantly, ordination rites for women deacons in the Western and Eastern churches.  ที่ว่านั้น  มีประจักษ์พยานมากมายสำหรับสังฆานุกรหญิงในประวัติศาสตร์คริสตชน  เริ่มที่โฟบี(Phoebe) สังฆานุกรคนเดียวที่ถูกระบุชื่อว่าเป็นเช่นนั้นในพระคัมภีร์  การอ้างอิงมากมายถึงสังฆานุกรหญิงปรากฎในคำจารึก  จดหมาย  จดหมายเหตุและ ที่สำคัญที่สุดคือ จารีตพิธีบวชสำหรับสังฆานุกรหญิงในศาสนจักรตะวันตกและตะวันออก

Women deacons continue to exist in some Eastern Christian communities down to the present day. The existence of the order of women deacons in Christian tradition is not, and should not be, in dispute.  What, then, did these women deacons do? Not surprisingly, they played different roles in different times and places. This is true of all of the orders in the church. Church structure has changed throughout history to meet to the needs of the time.  สังฆานุกรหญิงยังคงมีต่อเนื่องในชุมชนคริสตชนตะวันออกบางแห่งมาจนถึงปัจจุบันนี้  การดำรงค์อยู่ของคณะสังฆานุกรหญิงในประเพณีคริสตชนไม่ใช่ และไม่ควรจะเป็นเรื่อง โต้ถึยงกัน  แล้ว อะไรเล่าที่สังฆานุกรหญิงทำ?  ไม่น่าแปลกใจ พวกเธอเล่นบทบาทแตกต่างออกไปในเวลาและสถานที่ที่แตกต่างออกไป   นี้เป็นความจริงของคณะนักพรตทั้งหลายในพระศาสนจักร   โครงสร้างพระศาสนจักรได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้ากับความต้องการของเวลา

Check out all the great products NCR has to offer! Visit our online store now.  The roles that all these women held in common seem to have been the reading of the Gospel, preaching and teaching. Some played liturgical roles, particularly in the East. These roles paralleled the roles played by male deacons and that is why, of course, the women were called deacons at all. One was not likely to call them deacons unless they did what deacons do.  โปรดตรวจสอบดูผลิตผลที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดที่สำนักข่าว NCR เสนอให้อ่านซี ! จงไปเยี่ยมร้านออนไลน์ของเราตอนนี้   บทบาทที่ผู้หญิงทั้งหมดเหล่านี้ยึดถือเหมือนกันดูเหมือนจะเป็นบทอ่านของพระวรสาร  การเทศน์อบรมและการสอน   บางคนเล่นบทบาททางพิธีกรรม  เป็นต้นในทางตะวันออก  บทบาทเหล่านี้ขนานไปกับบทบาทที่เล่นโดยสังฆานุกรชาย  และนั่นคือทำไม แน่นอนนะ พวกผู้หญิงเลยถูกเรียกว่าสังฆานุกรไปด้วย  ไม่มีใครอยากเรียกพวกเธอว่าสังฆานุกรดอกถ้าพวกเธอไม่ได้ทำสิ่งที่สังฆานุกรทำ.

Apart from this, however, women deacons played different roles in the many different societies and time periods in which they existed. Some women deacons were married and had children; some were married, but had chaste marriages to male deacons; some were never married and were more like nuns today.This wide variety tells us something important. If women deacons are once again established in the Roman Catholic Church, their role should depend on the needs of the church now, not on one of their earlier incarnations.  อย่างไรก็ดี  แยกจากเรื่องนี้  สังฆานุกรหญิงเล่นบทบาทแตกต่างในสังคมแตกต่างมากมายและในยุคเวลาซึ่งพวกเธอมีชีวิตอยู่   สังฆานุกรหญิงบางคนได้แต่งงานและมีบุตร  บางคนแต่งงาน แต่เป็นการแต่งงานแบบบริสุทธิผุดผ่องกับสังฆานุกรชาย  บางคนไม่เคยแต่งงานและดูคล้ายแม่ชี(ซิสเตอร์)ทุกวันนี้   ความแตกต่างกว้างขวางนี้บอกพวกเราบางอย่างที่สำคัญ  ถ้าสังฆานุกรหญิงได้รับการสถาปนาอีกครั้งหนึ่งในศาสนจักรโรมันคาทอลิก  บทบทของพวกเธอควรพึ่งพาความต้องการของวัดตอนนี้  ไม่หมายถึงหนึ่งในการเกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของพวกเธอ

If we wish to be traditional, we should do what our predecessors did, that is, provide an ecclesial structure and roles within that structure that best enable the Christian community to live the selfless life that the risen Lord empowers us to lead. This is what the Second Vatican Council (1962-65) did when it reestablished the permanent male diaconate. In short, the past does not and should not tell us what a re-established female diaconate should look like, beyond the obvious point that women deacons should do what all deacons do, provide service to community, preach and play certain liturgical functions.   ถ้าเราประสงค์จะเป็นแบบดั้งเดิม  เราควรทำสิ่งที่ผู้ใหญ่ที่มาก่อนเราทำ  นั่นคือ  จัดโครงสร้างของศาสนจักรบทบาทภายในโครงสร้างนั้นดีที่สุด ที่ทำให้ชุมชนคริสตชนดำเนินชีวิตที่ไม่เห็นแก่ตัวที่พระเป็นเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพให้อำนาจพวกเรานำทาง   นี้คือิ่งที่สังคายนาวาติกันที่สอง (1962-65)ได้ทำเมื่อสังคายนานั้นกลับสถาปนาระบบสังฆานุกรถาวรของชาย   กล่าวสั้นๆ  อดีตไม่ต้องและไม่ควรบอกเราว่าอะไรที่การรื้อฟื้นกลับสถาปนาสำนักงานสังฆานุกรหญิงจะเป็นแบบไหน  เหนือจุดที่เห็นชัดเจนที่สังฆานุกรหิงควรทำสิ่งที่สังฆานุกรทุกคนทำ  ก็จัดบริการแก่ชุมชน  เทศน์สอนและเล่นรับหน้าที่ทางพิธีกรรมเท่าที่ต้องทำ

The thorniest question of all, of course, is whether women deacons in the past were considered part of the major order of the diaconate and so equivalent to the male deacons. The question is tricky because ordination itself was understood very differently in the first millennium of Christianity. Ordination originally meant the selection of a member of a particular Christian community and installation of that member into a particular function within that community. Ordination did not give a person an irrevocable power that she or he could exercise anywhere.  แน่นอน  คำถามที่เป็นหนามแหลมที่สุดของคำถามทั้งหมด คือ  หรือว่าสังฆานุกรหญิงในอดีตถือว่าเป็นส่วนหนี่งของศีลใหญ่ของสถานะภาพสังฆานุกร  และดังนั้นก็ถือเสมอกับสังฆานุกรชาย   คำถามที่เป็นคล้ายลูกเล่นเพราะว่า การบวชเองเป็ฯที่เข้าใจว่าแตกต่างในรอบพันปีแรกของคริสตศาสนา   เริ่มแรก การบวชหมายถึงการเลือกเอาสมาชิกของชุมชนครืสตชนพิเศษและมีการสถาปนาสมาชิกคนนั้นเข้าสู่หน้าที่พิเศษภายในชุมชนนั้น   การบวชมิได้ให้อำนาจที่เรียกคืนไม่ได้แก่คนที่เขาหรือเธอสามารถไปทำหน้าที่ที่ไหนก็ได้

Since there was no ontological difference between the different orders, the distinction between major and minor orders was simply not that important. Some jobs might be more important than others, but all were service to the local community. Perhaps the best one can do is look to see if women deacons were treated the same way in ordination ceremonies as male deacons were.  โดยที่ไม่มีความแตกต่างในการศึกษาเรื่องพระเจ้าระหว่างคณะศีลต่างๆ  ความแตกต่างระหว่างศีลใหญ่และศีลน้อยเป็นเพียงสิ่งไม่สำคัญ  หน้าที่บางประการอาจสำคัญมากกว่าหน้าที่อื่นๆ  แต่ทั้งหมดเป็นการบริการแก่ชุมชนท้องถิ่น   บางที หน้าที่ที่ดีที่สุดที่คนหนึ่งสามารถทำก็คือ ดูแลว่าสังฆานุกรหญิงได้รับการปฏิบัติต่อแบบเดียวกันในพิธีกรรมการบวชเช่นเดียวกับที่สังฆานุกรชายได้รับหรือไม่.
                 
The evidence from the ordination ceremonies of women deacons is helpful, but probably not going to settle the issue. First, because the ordination rites are often, but not always, somewhat different for male and female deacons. The most complete ordination rite for women deacons in the West, for instance, incorporates prayers and ceremonies from the consecration of a virgin into the ordination ceremony of female deacons.   On the other hand, the ordination, like that of a male deacon, is performed by the bishop at the altar during Mass, during which the bishop places the stole of a deacon (an orarium in Latin) on the shoulders of the woman deacon.    ประจักษ์พยานจากพิธีบวชสังฆานุกรหญิงช่วยได้  แต่บางทีก็ไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้  ประการแรก เพราะว่าจารีตพิธีบวชบ่อยมาก แต่ไม่ใช่เสมอไป แตกต่างอะไรบางอย่างสำหรับสังฆานุกรชายและสังฆานุกรหญิง  จารีตพิธีบวชที่สมบูรณ์สำหรับสังฆานุกรหญิงในตะวันตก  เป็นตัวอย่าง  ได้รวมเอาบทสวดภาวนาและพิธีกรรมจากการเสกพรหมจารีคนหนึ่งเข้าสู่พิธีบวชสังฆานุกรหญิง   อีกประการหนึ่ง  การบวช  เช่นเดียวกับการบวชสังฆานุกรชาย จะมีการฏิบัติโดยพระสังฆราชที่พระแท่นระหว่างมิสซา ระหว่างที่พระสังฆราชวางสโตลา (ลาตินเรียก orarium) บนบ่าของสังฆานุกรหญิง

In the Eastern rites, the similarities between the ordination of a male and female deacon are more striking. Both ordinations were held at the altar, not outside the altar area, as were the minor orders. The bishop placed his hands on the head of the candidate for the ordination and places the stole (orarium) around her neck in the same way as was done for the male deacons. Those who argue that women deacons were not a major order stress the fact the ordination rites are not the same. Those who argue that women deacons were a major order will stress the similarities between the rites for women and men.  ในจารีตตะวันออก  ความคล้ายคลึงระหว่างการบวชสังฆานุกรชายและสังฆานุกรหญิงเป็นเรื่องน่าจับตามากกว่า  การบวชทั้งสองทำที่พระแท่น ไม่ใช่นอกเขตพระแท่น ดังที่ทำสำหรับศีลน้อย   พระสังฆราชวางมือทั้งสองของท่านลงบนศีรษะของผู้เข้าพิธีสำหรับการบวช แลพวางสโตลา( ผ้าห้อยคอหรือ สโตลา – orarium) รอบคอของเธอในวิธีเดียวกับที่ทำสำหรับสังฆานุกรชาย   คนที่โต้แย้งว่าสังฆานุกรหญิงไม่ใช่ศีลใหญ่ ยืนยันความจริงว่า จารีตพิธีบวชไม่เหมือนกัน  คนที่โต้แย้งว่าสังฆานุกรหญิงเป็นศีลใหญ่ จะเน้นความคล้ายคลึงกันระหว่างจารีตพิธีทั้งสำหรับหญิงและชาย

On the whole, the arguments for the latter seem stronger, but again history will not solve this issue. Rather, history tells us that we can, if we wish, ordain women into the major order of the diaconate but, again, we are free, as were our foremothers and forefathers, to do what is best for the church as it exists now.  To conclude, the most important lesson the history of women deacons offers the church as it considers their re-introduction is that the diversity of history should free us to choose what is best for the church now. Indeed, that is what real fidelity to tradition means and has always meant.  ทั้งหมดนั้น  การโต้แย้งสำหรับกลุ่มหลังดูจะเข้มแข็งกว่า  แต่ก็อีกนั่นแหละ ประวัติศาสตร์จะไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้  คงจะเป็นว่า  ประวัติศาสตร์บอกพวกเราว่า เราสามารถ ถ้าเราประสงค์  บวชผู้หญิงเข้าสู่ศีลใหญ่ของสภาวะสังฆานุกรได้ แต่ อีกนั่นแหละ เราเป็นอิสระ ดังที่เป็นบรรพบุรุษและบรรพสตรี  ทำอะไรก็ตามที่ดีที่สุดสำหรับพระศาสนจักรดังที่เป็นอยู่ตอนนี้  สรุป  บทเรียนที่สำคัญท่สุดที่ประวัติศาสตร์ของสังฆานุกรหญิงเสนอให้พระศาสนจักรในการพิจารณาการริ้อฟื้นนำกลับมาก็คือ ความหลากหลายของประวัติศาสตร์ ควรทำให้เราเป็นอิสระที่จะเลือกว่าอะไรดีที่สุดสำหรับพระศาสนจักรตอนนี้    จริงๆนะ อะไรที่เป็นความซื่อสัตย์จริงๆต่อประเพณีนิยม มีความหมายและเคยหมายความเช่นนั้นเสมอ.
 
[Gary Macy holds the John Nobili, SJ, Chair of Theology at Santa Clara University and directs the Graduate Program in Pastoral Ministries at the university.]
OrdinationWomen deacons

This story appeared in the June 3-15, 2016 print issue under the headline: Women deacons in history .
 
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊ปฟรานซิสยอมออกกฎใหม่ สามารถไล่ "บิชอปรับผิดชอบคดีตุ๋ยเด็ก" ออกได้ เมื่อ: มิถุนายน 04, 2016, 11:02:01 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม ยิ้มกว้างๆ
                                                                         โป๊ปฟรานซิสยอมออกกฎใหม่ สามารถไล่ "บิชอปรับผิดชอบคดีตุ๋ยเด็ก" ออกได้
 
                                                               http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000056192
                                                                          

 โดย MGR Online    
4 มิถุนายน 2559 20:29 น.  

                                        http://i929.photobucket.com/albums/ad133/peter_vich/559000005797501_zpsdofweypk.jpg

เอพี/เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ – หลังจากที่มีรายงานการกระทำผิดของบาทหลวงในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกถึงคดีการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และมีเสียงกดดันจากทั่วโลกให้ทางสำนักวาติกันอย่าปกป้องคนกระทำผิด ล่าสุดในวันเสาร์(4 มิ.ค)สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ทรงออกกฎระเบียบแคนอนลอว์ (Canon Law)ใหม่ อนุญาตให้สามารถปลดบิชอปที่กระทำความผิดเนื่องมาจากละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลคดีการล่วงละเมิดทางเพศออกจากการเป็นพระ และยังให้กำกับบทลงโทษว่า “เป็นเหตุผลอุกฉกรรจ์ด้านศีลธรรม” ทำให้ต้องถูกไล่ออก
        
        เอพีรายงานวันนี้(4 มิ.ค)ว่า ในวันนี้(4 มิ.ค) มีการแถลงการณ์จากสำนักวาติกันถึงบทกฎระเบียบแคนอนลอว์(Canon Law)ใหม่ ที่สามารถลงโทษบิชอปที่รับผิดชอบในคดีปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศได้ ด้วยการสั่งให้ออกจากการเป็นพระ หากทางสำนักวาติกันพบว่า บิชอปผิดเหล่านั้นละเลยต่อการปฎิบัติต่อหน้าที่
        
        ซึ่งเอพีชี้ว่า กฎหมายใหม่ของสำนักวาติกันที่ออกมาล่าสุดนี้เป็นการตอบต่อเสียงเรียกร้องจากทั่วโลกถึงปัญหาบาทหลวงคาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และที่ผ่านมามีการกล่าวอ้างจากเหยื่อว่า บิชอปผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลคดีการล่วงละเมิดทางเพศเหล่านี้ กลับปกป้องพระที่กระทำความผิดด้วยกันเอง ด้วยการปกปิดซ่อนเร้น และแอบสั่งการย้ายบาทหลวงเหล่านั้นออกจากเขตการปกครองที่มีปัญหาไปประจำอยู่ในที่แห่งใหม่ แทนที่จะนำเรื่องเข้าแจ้งต่อตำรวจในพื้นที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
        
        เอพีรายงานต่อว่า ในกฎระเบียบแคนอนลอว์ใหม่ ซึ่งพระประมุขแห่งโฮลีซี โป๊ปฟรานซิสทรงตระหนักดีว่า ได้มีการกำหนดให้บิชอบต้องออกจากหน้าที่หากถูกพบว่าปฎิบัติงานด้วยความเลินเล่อ แต่ทว่าโป๊ปฟรานซิสทรงตรัสให้ความเห็นว่า ทรงต้องการให้กฎหมายใหม่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการให้ระบุลงไปในความผิดลงไปว่า “เป็นเหตุผลอุกฉกรรจ์ด้านศีลธรรม” และจะทำให้บิชอปเหล่านั้นต้องถูกไล่ออกจากความเป็นพระ
        
        ทั้งนี้มีรายงานว่าทั้งบาทหลวง แม่ชี รวมไปถึงสมาชิกในคณะต่างๆของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้กระทำความผิดล่วงละเมิดทางเพศเป็นจำนวนมากในช่วงศตวรรษที่ 20 และ 21 และนำไปสู่การสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งการล่วงละเมิดเกิดขึ้นในทั้งเด็กหญิง และเด็กชาย และพบว่ามีอายุต่ำที่สุดแค่ 3 ปี และในช่วงอายุมีการพบถูกตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดมากที่สุดอยู่ในราว 11-14 ปี โดยคดีความเหล่านี้เริ่มเป็นที่สนใจและรับรู้ไปทั่วโลกในช่วงปี 80
        
        ซึ่งก่อนที่จะมีกฎหมายใหม่ของสำนักวาติกันเกิดขึ้นในวันนี้(4 มิ.ค) เดอะการ์เดียน ได้รายงานในกลางเดือนที่ผ่านมาว่า แหล่งข่าวล็อบบี้ยิสต์ของรัฐในอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยว่า ศาสนจักรคาทอลิกในอเมริกาได้ทุ่มเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์ในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเพื่อปกป้องบรรดาพระที่กระทำผิดจากการล่วงละเมิดทางเพศไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้เกิดขึ้น
        
        โดยมีรายงานว่าเงินเหล่านี้ได้หว่านลงไปเพื่อต่อต้านการออกมาตรการใหม่ที่กำหนดให้บรรดาพระที่กระทำผิดต้องรับผิด
        
        สื่ออังกฤษรายงานต่อว่า พบว่า นับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา หน่วยงานล็อบบี้ยิสต์ของบิชอปในนิวยอร์กได้หว่านเม็ดเงินลงไปไม่ต่ำกว่า 1.1 ล้านดอลลาร์ในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาต่อการออกมาตรการลงโทษที่เกี่ยวข้องกับคดีทางเพศ ซึ่งเดอะการ์เดียนพบว่า เกือบครึ่งของเงินทั้งหมดไปตกอยู่ในมือของเหล่าล็อบบี้ยีสต์ในช่วงระยะเวลานั้น
        
        และในอีกจำนวนเงินเกือบ 700,000 ดอลลาร์ได้ถูกจ่ายออกไปเพื่อทำการล็อบบี้การออกกฎหมายที่กระทบกับศาสนจักร
        
        ทั้งนี้ตามกฎหมายในรัฐนิวยอร์กที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ อดีตเหยื่อล่วงละเมิดเด็กสามารถยื่นฟ้องทางกฎหมายต่อบาทหลวงผู้กระทำผิดได้จนกระทั่งเด็กเหล่านั้นมีอายุครบ 23 ปี แต่สว.รัฐนิวยอร์กมีความเห็นต้องการเพิ่มระยะเวลาให้เหยื่อสามารถมีสิทธิเพื่อต่อสู้กับโบสถ์คาทอลิกของอเมริกาที่ทรงพลังและอำนาจได้

        Credit :  Manager Online
หน้า: [1] 2 3 ... 108