แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 78
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 10 คำศัพท์สุดจี๊ด ‘กาก เกรียน เนียน แถ’ ภาษาอังกฤษใช้อย่างไร!!! เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:39:58 PM
 ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ฮืม ตกใจ
                                                         10 คำศัพท์สุดจี๊ด ‘กาก เกรียน เนียน แถ’ ภาษาอังกฤษใช้อย่างไร!!!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
15 กันยายน 2557 12:39 น.

        ศัพท์ใหม่วัยรุ่นไทย มุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง กันไปตามกระแส โดยเฉพาะศัพท์แสลงใหม่ๆ ที่มักจะผุดขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน งานนี้ Life on campus ขอโชว์เหนือ…ด้วยการแปลงคำศัพท์จี๊ดๆ ของวัยรุ่นไทย มาเป็นภาษาอังกฤษไม่ว่าจะกาก เกรียน เนียน แถ หรือแม้แต่ เช็คเรตติ้ง ฝรั่งเขาใช้ยังไงไปชมกันเลย…

       1. กาก
       
        “กาก” คำนี้ถ้าแปลตรงตัวจะหมายถึง “ของเหลือ” ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “scum” ที่แปลว่า คราบ และถ้าจะใช้เป็นคำแสลงในการต่อว่าผู้อื่นว่าเป็นคนไม่ดี เราจะพูดว่า You’re a scum bag. หรือ You’re a dirtbag. เป็นคำพูดที่ไม่เพราะเท่าไหร่ และถ้าจะหมายถึงคำว่า “กาก” คำแสลงที่วัยรุ่นนิยมใช้กันในปัจจุบันที่หมายถึง ของไม่ดี, คุณภาพต่ำ เช่น เราซื้อโน้ตบุคมาเครื่องหนึ่งแต่ใช้ไปแล้วไม่ค่อยดี เสียบ่อย อยากจะบอกว่าโน้ตบุคเครื่องนี้กากมาก เราจะใช้คำว่า sucky หรือ ghetto ที่แปลว่า สลัม แต่ใช้เป็นคำคุณศัพท์ได้ เช่น This new notebook that I just bought is so ghetto.
       
        คำอื่นๆ ที่หมายถึง "กาก" ได้อีกเช่น crappy, crummy และ lousy ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าเป็นคำหยาบมาก สามารถนำไปใช้กับเพื่อนสนิทได้ หรือคำว่า "subpar" ที่แปลว่า ไม่ถึงมาตรฐาน, ต่ำกว่ามาตรฐาน เช่น ทีวีเครื่องเก่าที่บ้านเริ่มใช้การไม่ได้แล้ว…It’s subpar., It’s ghetto., It’s crappy., It’s crummy., It’s lousy. เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถใช้แทนคำศัพท์แสลงที่แปลว่ากากได้
       
       2. เกรียน
       
        คำฮิตติดปากวัยรุ่นไทยอย่างคำว่า “เกรียน” ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “troll” ที่เป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา เช่น ถ้าเราไปเจอคนมาเกรียนในเฟสบุคของเรา จะพูดว่า “This guy was trolling on my Facebook page.” หรือ “This guy is a troll” ผู้ชายคนนี้เป็นเด็กเกรียน หรือ Go away troll!!! ไปไกลๆ เลยเด็กเกรียน นั่นเอง
       
       3. ทำเนียน
       
        แหมๆๆๆ ทำเป็นเนียน…คำที่เรามักได้ยินบ่อยๆ คำไทย “เนียน” ที่หมายถึง “ทำตัวกลมกลืนไปกับเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ต่างๆ” จะมีคำศัพท์หรือประโยคที่พูดในภาษาอังกฤษโดยจะใช้คำว่า “blend in” เช่น She’s trying to blend in with those people. หล่อนพยายามทำเนียนไปกับคนพวกนั้น.
       
       4. แถ, พูดไปเรื่อย
       
        “แถ” ที่หมายถึงการพูดไปเรื่อย โต้เถียงอย่างไร้เหตุผล คำศัพท์ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “Aimlessly”  เช่น Talk aimlessly แปลว่า พูดอย่างไม่มีจุดหมาย พูดไปเรื่อย แถ นั่นเอง หรือคำว่า “Ramble” ที่แปลว่า พูดไปเรื่อย เช่นกัน และถ้าจะบอกว่า “เลิกแถ” ได้แล้วจะพูดว่า Quit your rambling! หรือ Could your quit rambling, plese?
       
       5. ติงต๊อง, บ๊อง
       
        เรามักว่าเพื่อนสนิทหรือคนใกล้ชิดว่า “เธอหนะติงต๊องจริงๆ!!!” หยิกแกมหยอกกันในเชิงความหมายน่ารักๆ และในภาษาอังกฤษคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ติงต๊อง” ก็มีอยู่ด้วยกันหลายคำเช่น goofy ที่หมายถึงตัวการ์ตูน แต่สามารถเอามาใช้เป็นคำแสลงได้เช่น You’re goofy. หรือ You’re a goof. อีกคำที่มีความหมายคล้ายกันก็คือ “dork” เช่น You’re a dork. หรือ You’re so dorky. ซึ่งทั้งสองคำนี้แนะนำให้ใช้กับเพื่อนสนิทเท่านั้น
       
        อีกคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับติงต๊องนั่นก็คือ “บ๊อง” ซึ่งก็มีความหมายในภาษาอังกฤษอีกเช่นกัน คือคำว่า “wacky” และ “crazy” เช่น You are being so wacky. หรือ You’re acting so crazy. เธอทำตัวบ้าบอๆ บ๊องๆ นั่นเอง.
       
       6. เจ๋ง
       
        เจ๋งหวะ…ที่วัยรุ่นไทยมักพูดบ่อย มีคำแสลงที่เป็นภาษาอังกฤษหลายคำมาก อย่างคำแรกที่เราใช้บ่อยนั่นก็คือ “Cool” (คูโอ็ล) ซึ่งความหมายที่แท้จริงจะแปลว่า “เย็น” แต่สามารถใช้เป็นคำแสลงว่า “เจ๋ง หรือ เท่” ได้ เช่น That is a cool bicycle. จักรยานคันนั้นเจ๋งมาก และอีกหนึ่งคำที่แปลว่า “เจ๋ง” ได้เหมือนกันนั่นก็คือคำว่า “sweet” มีความหมายว่า “หวาน” แต่ทุกวันนี้เริ่มมีการใช้คำว่า Sweet มาเป็นคำสแลงที่แปลว่า “เจ๋ง, เท่” เช่น That movie was sweet! หนังเรื่องนั้นเจ๋งมากเลย
       
        หรืออีกหนึ่งคำที่วัยรุ่นสมัยใหม่นิยมใช้กันแทนคำว่า “cool" นั่นก็คือคำว่า “sick” ที่แปลว่า “ป่วย” แต่ในความหมายของคำสแลงก็แปลว่าเจ๋งได้เช่นกัน เช่น That is a sick hair do. แปลว่า ทรงผมนั้นเจ๋งมากเลย อีกคำหนึ่งที่ใช้บ่อยมากเลยนั่นก็คือ “awesome” (ออซัม) ที่แปลว่า “ยอดเยี่ยม” เช่น That vacation was so awesome! การไปเที่ยวครั้งนั้นยอดเยี่ยมมาก
       
       
       7. เช็คเรตติ้ง
       
        คำนี้ในภาษาอังกฤษถ้าแปลตรงตัวก็จะใช้ว่า “Check rating” แต่ถ้าจะบอกว่า “ฉันจะไปเช็คเรตติ้ง” จะไม่ใช้ประโยคว่า “I’m going to go check my rating” ฝรั่งอาจจะงง ดังนั้นคำว่าฉันจะไปเช็คเรตติ้ง ที่ถูกต้องก็คือ “I’m going to check to see how popular I am”
       
       
       8. แรงอ่ะ (แรงส์)
       
        “แรงส์” คำนี้หมายถึงเวลาที่เราจะพูดเหน็บแนมใครบางคนโดยใช้คำว่า “แรงส์” ที่หมายถึงคำอุทาน ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “harsh” (ฮอเออรช) ถ้าเราจะพูดว่า สิ่งที่คุณพูดเมื่อสักครู่นี้ มันแรง จะใช้ว่า It’s was so harsh! หรือ That was harsh! และถ้าเป็นคำพูดที่แรงมากๆ เสียดสีมาก ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บมากๆ เราจะใช้คำว่า “brutal” เช่น That was so brutal., You shouldn’t have said that. มันแรงส์มากนะ คุณไม่ควรพูดแบบนั้น.
       
       9. ฟิน…มากมาก
       
       คำว่า “ฟิน” ถูกใช้แพร่หลายมากในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงในรายการทีวี ละคร และ Social Network ในที่นี้ความหมายของคำว่า ฟิน (FIN) สามารถแปลได้ 2 ความหมายคือ “ฟิน” ที่มาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่า “finish” เสร็จ สมบูรณ์ หรืออาจเพี้ยนมาจากคำว่า “เสร็จ” ที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย เช่น หลังจากมีเพศสัมพันธ์เสร็จแล้ว มีอารมณ์สุดยอด อีกความหมายหนึ่งคือ “ฟิน” ที่มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “finale” แปลว่า การจบของการแสดง, ตอนสุดท้าย, ฉากจบ หมายถึงว่า มีความสุข มันสุดยอดมาก เช่น I’m finished no more for me. I’m good.
       
       
        10. ขโมยซีน, แย่งซีน
       
        ถ้าแปลตรงตัวจะใช้ประโยคว่า “Steal the scene” จะใช้ในความหมายของการแสดงที่มีนักแสดงที่โดดเด่นมาก การแสดงของเขาสุดยอด ดึงดูดความสนใจจากคนอื่นๆ บนเวที จะใช้ว่า She stole the scene in the play. แต่ถ้าเป็นขโมยซีน หรือ แย่งซีน ในความหมายเหน็บแนมนิดๆ กับคนที่ทำตัวให้โดดเด่นกว่าคนอื่น กรณีนี้จะใช้คำว่า “steal somebody’s thunder (ฟ้าร้อง)” เช่น Don’t steal my thunder. Quit trying to steal my thunder. หรือจะใช้คำว่า “spotlight” แทนความหมายของการขโมยซีนได้เช่นกัน “to steal the spotlight”
       
       รวบรวมข้อมูลจาก : http://www.ajarnadam.com โดยอาจารย์ Adam Bradshaw

          Credit  :  ASTV News 1
                         Manager Online  15  กันยายน  2557

       

       
       
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ศีล 613 ข้อสำหรับพระสงฆ์คาทอลิก? เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:01:19 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                           ศีล 613 ข้อสำหรับพระสงฆ์คาทอลิก?
                                                     Catholic Presbyters Acquire and Profess 613 Original Commandments?

Author : Andrew Gabriel Roth
http://www.therefinersfire.org/original_commandments.htm
Alan  Petervich
Update  15 September 2014

       Andrew Gabriel Roth is the translator of the Aramaic English New Testament. Roth was originally a Reform Jew before becoming Netzari (Nazarene), he discovered numerous contrasts between the original teachings of Y'shua (Jesus) and what modern Christian and Messianic theologians assert. Roth has dedicated his life to help others return to the Ancient Paths and to what was the original understanding of the Kingdom of Elohim

Andrew  Gabriel  Roth  เป็นผู้แปลพระวรสารใหม่ฉบับภาษาอังกฤษอารามาอิค  โรธนั้นเริ่มแรกเป็นยิวฟื้นฟู ก่อนจะมาเป็น Netzari (Nazarene)  เขาได้ค้นพบความขัดแย้งมากมายระหว่างคำสอนแรกเริ่มของเยซู และ สิ่งที่นักเทววิทยาเมสซีอานิคและคริสตชนใหม่กล่าวอ้าง  โรธ ได้อุทิศชีวิตของเขาเพื่อช่วยคนอื่นๆให้กลับมาสู่เส้นทางเก่าแก่และมาสู่สิ่งที่เป็นความเข้าใจแรกเริ่มของอาณาจักรเอโลอิม – พระเจ้าเที่ยงแท้

                                                                                 THE AENT IS FOR:
                                                              พระวรสารใหม่ฉบับภาษาอังกฤษอารามาอิค เพื่อ :

____CLERGY, RABBIS, PASTORS, PRIESTS AND MINISTERS OF DENOMINATIONS  เพื่อนักบวช  รับไบ  ปาสเตอร์  พระบาทหลวง และศาสนบริกรนิกายต่างๆ

Here’s what Religious Leaders are saying about the AENT:  ตัวอย่างที่ผู้นำทางศาสนากล่าวถึง AENT :
We have been using the AENT in our congregation and absolutely are blessed by your scholarship. เราได้ใช้ AENT ในชุมนุมของเราและได้รับพระพรโดยการร่วมการศึกษาของท่าน
Dr Rik Wadge, Senior Pastor

____RELIGIOUS STUDENTS & TEACHERS AT BIBLE COLLEGES & SEMINARIES  เพื่อครูผู้สอนและนักศึกษาทางศาสนา ที่วิทยาลัยและเซมีนารีทางพระคัมภีร์ทุกท่าน
Here’s what Religious Students & Teachers are saying about the AENT: ตัวอย่างที่ครูผู้สอนและนักศึกษาทางศาสนากล่าวถึง AENT :
Mr. Roth’s notes help to provide an accurate historical representation of the New Testament [...]  โน๊ตของคุณโรธช่วยให้เราได้การเสนอข้อความทางประวัติศาสตร์ที่เที่ยงตรงของพระธรรมใหม่...
Russ Hills, Ph.D.

____HISTORIANS & THOSE WHO STUDY OLD TEXTS เพื่อนักประวัติศาสตร์และผู้ที่ศึกษาข้อบันทึกเก่าแก่
Here’s what Historians are saying about the AENT:  ตัวอย่างที่นักประวัติศาสตร์กล่าวถึง AENT :
Thank you for giving me the opportunity to learn and learn from the correct sources.  ขอบคุณที่ให้โอกาสเราได้เรียนรู้ และเรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง
Rosalie Snell

         ชาวพุทธยืนยันว่า พระภิกษูในบวรพุทธศาสนาถือศีลหรือพระวินัย 227 หรือ 150 ข้อ  และถามชาวคริสต์ว่าพระบาทหลวงของชาวคริสต์คาทอลิกนั้น ถือพระวินัยหรือศีลกี่ข้อ  ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดว่า  จนถึงปัจจุบันนี้  ยังไม่มีสมณกระทรวงใน Roman Curia ใดตอบคำถามที่พวกเขาถามนี้  ส่วนใหญ่จะทำท่างงและนิ่งเงียบ ในขณะที่บางองค์ตอบพอไปทีว่า  เรื่องมันยาว  เดี๋ยวจะตอบให้  อะไรทำนองนี้  แต่ จากการเกริ่นนำข้างบน  ท่านคงเห็นแล้วว่า  ขณะนี้ มีผู้นำทางเราไปสู่ความรู้ที่ว่า  คริสต์ศาสนาที่ก่อเกิดมานานแล้วนั้น  ก็มีพระสงฆ์และนักบวชที่รับหน้าที่เป็นศาสนพิธีกร เพื่อดำเนินการในเรื่องการสักการบูชาพระเจ้า  ในสักการะสถานศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ  ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มการนมัสการพระเจ้า และพระองค์ได้ประกาศถึงกรอบและแนวทางการปฏิบัติตนของผู้ทำงานด้านดูแลพิธีการต่างๆทางศาสนา และรวมทั้งการดำรงความเชื่อและการปฏิบัติตน – ถือศีล – ถือข้อปฏิบัติ  ตลอดมา  ซึ่งคาทอลิกเราภูมิใจที่จะเสนอให้ท่านทั้งหลายได้ทราบต่อไป  เชิญติดตามได้ ดังนี้ :

       ปัญหาที่ก่อให้เกิดคำถามและให้คำตอบยาก  มาจากคำที่ใช้กันในความหมายที่ดูจะไม่เหมือนกันมากกว่า  เพราะคำว่า  พระวินัยหรือศีลทางพุทธศาสนานั้นเขาหมายถึงวัตรปฏิบัติ  พระภิกษุต้องถือศีล ๒๒๗ ข้ออันได้แก่ศีล ๒๒๗ ข้อที่เป็นวินัยของสงฆ์  ทำผิดถือว่าเป็นอาบัติ สามารถแบ่งออกได้เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นรุนแรงจนกระทั่งเบาที่สุด  -- เชิญดูรายละเอียดในหัวข้อที่เสนอในเว็บไซต์นี้แล้ว เกี่ยวกับ พระภิกษุถือศีล 227  ข้อ

       ดังนั้น  คงเหลือเรื่องของศีลหรือวัตรปฏิบัติของพระบาทหลวงคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก  ซึ่งเป็นความรู้ที่ทางศาสนจักรคาทอลิกยังไม่เคยเปิดเผยให้ทราบแน่ชัดว่า  ศีลของบาทหลวงนั้นมีกี่ข้อ  และศีลที่ว่านั้น มีความหมายตรงกับศีลของพระภิกษุทางพุทธศาสนาหรือไม่ประการใด  ได้โปรดอ่านตามไปช้าๆ พร้อมกับพิจารณาใตร่ตรองให้เข้าใจ  ดีกว่าการรีบร้อน แล้วจะไม่เข้าใจ  เชิญครับ.

                                                                                           :  คำนำสำคัญ :

        พระยาห์เวห์มิได้”สาปแช่ง” มนุษย์ เมื่อพระองค์ทรงมอบกฎเกณฑ์ให้มนุษย์ถือตามเพื่อดำเนินชีวิต!       ( พระเจ้าของเราไม่ได้ทำสิ่งใดโดยปราศจากเหตุผลที่ดี – และ  โดยที่เป็นเรื่องจริง  พระองค์มิได้นับจำนวน บัญญัติ “ 613” ข้อด้วย  มนุษย์นับเอง! )  บัญญัติเหล่านี้สอนมนุษย์สิ่งที่ถูกจากสิ่งที่ผิด  และสอนวิธีใดที่จะนบนอบพระเจ้าและนมัสการพระองค์อย่างถูกต้องโดยเฉพาะ.

       บัญญัติ “ 613” ข้อส่วนใหญ่ที่สุดใช้สำหรับพระสงฆ์สมัยนั้น  ( petervich : คงจะเรียกว่า “ ศีล “ ของบาทหลวงได้ )  บางข้อใช้สำหรับผู้ชาย  บางข้อใช้สำหรับผู้หญิง ( ตัวอย่างเช่น นอนนอกค่ายที่พักไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่พวกเธอมีประจำเดือน – ซึ่งทำให้คนรู้สึกได้ เพราะในสมัยนั้น ผู้หญิงไม่มีวิธีใดที่จะทำความสะอาดระหว่างรอบประจำเดือนของพวกเธอ )  บางข้อใช้เพียงเมื่อถึงเวลาหรือสถานการณ์อย่างหนึ่ง  และบางข้อต้องใช้ “ ตลอดไป “ ดังระบุในบทกวี ที่กล่าวว่า “ จงทำสิ่งนี้ตลอดไป “ หรือ “ นี่คือกฎระเบียบถาวรชุดหนึ่ง “......

       บัญญัติหลัก ที่หมายสำหรับทุกคน  คือบัญญัติเหล่านั้น ที่พระยาห์เวห์รวบรวมเข้าไว้ ในที่สุดเป็นพระบัญญัติสิบประการ – ซึ่งทั้งหมดชี้กลับไปหา โตราห์  เดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้ คริสตชนจำนวนมากเชื่อว่าพวกเขาต้องเอาธุระกับพระบัญญัติสองประการเท่านั้น ( คือ รักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้านของท่านเหมือนตัวท่านเอง)  โดยมิได้คิดถึงความจริงที่ว่า โตราห์ “ ห้อย ติด “ กับบัญญัติสองข้อนั้น.

       มัทธิว 22:36  “ พระอาจารย์ บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ ?” และพระเยซูได้ตรัสกับเขาว่า  “ ท่านจะต้องรักพระผู้เป็นเจ้า( พระยาห์เวห์) พระเจ้า (Elohim)ของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน “ นี่คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก  บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือ ท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง “  ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนี้ “ 
 
       ข้อสังเกต  ธรรมบัญญัติขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนั้น  มิได้กล่าวว่าบทบัญญัติสองประการนั้นมาแทนที่ธรรมบัญญัติ (โตราห์)!   คริสตชนส่วนใหญ่ไม่คิดอะไรในการยึดติดกับพระบัญญัติสิบประการ    ( แม้ว่าพวกเขาไม่วุ่นวายกับการปฏิบัติ แม้พระบัญญัติประการที่สี่เกี่ยวกับวันเสาร์ที่ถือเป็นวันที่เจ็ดของสัปดาห์) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมบัญญํติ ก็ตาม   มนุษย์ชอบเสมอที่จะ “ หยิบและเลือก “ เมื่อมาถึงพระวาจาของพระเจ้า  แต่มันถึงเวลาที่จะพิจารณาให้เข้าใจบัญญัติวันเสาร์วันที่เจ็ดของสัปดาห์  ตามวันฉลองในพระคัมภีร์เจ็ดวันของพระเจ้าที่ไม่เคยลบล้างออกไป – บนไม้กางเขน หรือ ณ ที่ใดๆอีก !  มีบางส่วนของโตราห์ที่พระเจ้าตรัสว่าต้องทนตลอดไป – และวันเสาร์วันที่เจ็ดและการสมโภชทางพระคัมภีร์ต่างๆก็อยู่ท่ามกลางเหล่านั้นด้วย.....

       2  ทิโมธี 3 :16  ทุกถ้อยคำในพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระจิตเจ้า และมีประโยชน์เพื่อสั่งสอน ว่ากล่าวตักเตือนให้ปรับปรุงแก้ไข และอบรมให้ดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม  คนของพระเจ้า ( Elohim) จะได้เตรียมพร้อมและพร้อมสรรพเพื่อกิจการดีทุกอย่าง.

       ดังนั้น “ พระเยซู “ละทิ้งบัญญัติ  613 ข้อหรือ ?

       ตอบคำเดียว : ไม่ !

       คริสตชนมากมาย เพื่อจะแสดงว่าผู้เชื่อที่ปฏิบัติธรรมบัญญัติ “ เข้าใจผิดในวิถีทางของพวกเขา “ อย่างยินดีและด้วยเสียงแผ่วเบาของถ้อยคำที่เย้ยหยันถากถาง นำขึ้นมาซึ่งความจริงที่ว่า “ ไม่มีใครสามารถถือบัญญัติเก่าแก่ทั้ง 613 ข้อ “  ความจริงคือ ยากที่ผู้ใดในบรรดาคริสตชนเหล่านี้จะคิดออกว่า บัญญัติ 613 ข้อเป็นอย่างไร  ในชั้นแรก   ทั้งไม่มีใคร(รวมเยซูด้วย)เคยถือปฏิบัติทั้งหมด – เพราะว่า  ส่วนใหญ่ที่สุดเป็นพระสงฆ์  บางข้อสำหรับผู้ชาย  ในขณะที่ข้ออื่นๆสำหรับผู้หญิง  บางข้อใช้เพียงบางช่วงเวลา  บางข้อใช้เพื่อปฏิญาณเป็นนาศีร์ และ 200+ ข้อ เกี่ยวข้องกับพระวิหารซึ่งยังไม่ได้สร้างขึ้น !

        พวกเขาเองยังไม่เห็นจริงเห็นจังว่าบัญญัติ 613 ข้อเป็นประเพณีที่มนุษย์ทำขึ้นมากกว่าจำนวนแท้จริงของบัญญัติที่ส่งมาจากพระยาห์เวห์  ความคิดที่เกิดขึ้นในคัมภีร์ตัลมุด ซึ่งกล่าวว่ามีบัญญัติทั้งให้ทำและห้ามไม่ให้ทำ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นไม่ให้ทำ 365 ข้อ( คือเตือนเรามิให้ทำสิ่งไม่ดีทุกวันทั้งปี) บวกด้วย 248  ข้อ (ที่ให้ทำสิ่งดีๆ  หมายถึงจำนวนกระดูกในร่างกายมนุษย์ ) รวมทั้งหมด 613 ข้อ   โดยวิธีนี้ เราสามารถนบนอบต่อบัญญัติทุกข้อด้วยร่างกายทั้งครบของเรา

       ในทำนองเดียวกัน  ขอบชายเสื้อคลุม ( พู่ผูกเป็นปม)ของผ้าคลุมไหล่อธิษฐานยังเชื่อมต่อกับธรรมบัญญัติ 613 ข้อ   ราชีผู้วิจารณ์ถึงโตราห์ ประกาศว่า จำนวนของปมบนขอบชายเสื้อคลุม ( tzit-tzit สะกดคำแบบ Mishnaic )  มีค่า 600   เมื่อคำนวณสองเท่า แต่ละพู่ห้อยมีด้ายแปดเส้นและมัดปมห้าชุด  ซึ่งทั้งหมด 13 – รวมจำนวนทั้งสิ้นเท่ากับ  613   มโนภาพนี้เตือนใจผู้สวมผ้าคลุมไหล่สวดมนต์ ถึงธรรมบัญญัติ โตราห์ทั้งหมด.

       วิธีผูกเงื่อนปมข้างบนกระทำโดยคนยิว Ashkenazi  ณ ที่ใดที่คนยิว Sephardic ผูกเงื่อนปมในวิธีที่ทำให้พวกเขาอ่านชื่อพระยาห์เวห์ลำบาก  แต่ละตัวของอักษรฮีบรูมีค่าเป็นตัวเลขทั้งนั้น  ผลที่ได้รับคือ ปมที่เส้นด้ายของขอบชายเสื้อคลุมทั้งสี่มุมผ้าคลุมไหล่จะแสดงชื่อพระนามพระยาห์เวห์   เมื่อเยซูกลับมาประหนึ่ง “ ราชาแห่งราชา และพระเจ้าแห่งพระเจ้า “ ( วิวรณ์ 19:11-13, 16)  พู่ห้อยขอบชายเสื้อคลุมบ่าของเขาจะตกลง – ที่ใดอีก ลงคลุมขาอ่อนทั้งสองข้างเมื่อพระองค์กลับสู่โลกประทับนั่งบนม้าสีขาว....

       โลกมีความจำเป็นที่จะต้องถูกทำให้กังวลถึงความจริงที่ว่า  ขณะที่พระเจ้าสั่งเราด้วยคำสั่งมากมายให้ปฏิบัติตาม  รวมทั้งบัญญัติสิบประการ  พระองค์” มิได้ทอดทิ้งโตราห์ “ ( คำแนะนำจากสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องการถือความเที่ยงธรรม พบอยู่ในหนังสือห้าเล่มแรกของพระคัมภีร์ โดยถ้าปราศจากสิ่งนี้ มนุษย์คงจะไม่มีพิมพ์เขียวเพื่อดำเนินชีวิตที่ถูกศีลธรรมและศักดิ์สิทธิ์ )  พระเยซูได้พยายามที่จะลบล้าง  “ เรื่องเหลวไหล “ ของอาจารย์ศาสนายิวที่มนุษย์คิดขึ้น – ความคิดเห็นและประเพณีที่ทำให้ประชาชนต้องมีพันธะ  พระองค์และอัครสาวกของพระองค์ไม่เคยพูดต่อต้าน โตราห์ หรือเสนอแนะที่หลังความตายของเยซูแล้ว โตราห์ถูกทำให้ไม่มีผลบังคับ ! ( นั่นเป็นแนวความคิดคริสตชนที่เข้มงวดซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ในพระคัมภีร์!)   เปาโล ( ซึ่งข้อเขียนที่คนเข้าใจผิดมากที่คริสต์ศาสนาได้วางเทววิทยาทั้งครบของศาสนาไว้)  ได้พิสูจน์เรื่องนี้ว่าจริงเมื่อเขากล่าวว่า : เราใช้ความเชื่อมาทำลายธรรมบัญญัติกระนั้นหรือ ?ไม่เคยเลย !  ตรงข้าม  เรากลับสถาปนากฎหมายธรรมบัญญัติ ( โรม 3:31)

       สำหรับคนเหล่านั้นที่สนใจจริงๆในการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้าเราขอรับใช้  เราเชื้อเชิญท่านให้ร่วมกับเรา ขณะที่เราตรวจสอบเรื่องนี้ในรายละเอียด !

        คนหนึ่งจะพบบัญญัติต้นแบบเหล่านั้นที่ไหน ?  บัญญัติเหล่านั้นตรงออกมาจาก ธรรมบัญญัติ    ( Torah)  ท่านสามารถดูข้อมูลเหล่านั้นที่โปรยปรายอยู่ทั่วธรรมบัญญัติ ในสถานที่ต่างๆ เช่น Gen 26:2-5; Ex 15:25-27; Ex 16; Ex 20:6; Lev 22, 26, 27; Num 15, 36; Deut 4, 5, 6, 7, 8, 10, 11, 13, 26, 27, 28, 30,  31 มีมากกว่านี้  แต่ท่านดูภาพ คือ พระเจ้าทรงยืนกรานให้ประชาชนถือตามคำสอนและพระบัญญัติทั้งหมดของพระองค์

       ทำไมจึงสำคัญสำหรับพวกเราที่ควรจะรู้ถึงบัญญัติแรกเริ่มของพระเจ้า?  ทุกสิ่งพระยาห์เวห์ทรงสั่งเราให้ปฏิบัติ ล้วนสำคัญ และเราจำต้องปฏิบัติตามโองการของพระองค์    เห็นได้ชัดว่า  บัญญัติแรกเริ่มบางข้อไม่สามารถถือตามได้ในสมัยปัจจุบันนี้  เพราะว่าบางข้อก็เกี่ยวกับ   กษัตริย์  บางข้อเกี่ยวกับพระวิหาร และสมณะภาพ  หรือ เกี่ยวกับผู้ที่ทำการเกษตร  บางข้อเกี่ยวกับรับไบ  บางข้อใช้กับผู้ชายเท่านั้น และบางข้อใช้กับผู้หญิงเท่านั้น ( เหมือนศีลทางพุทธ – ดู เรื่องศีล 227 ข้อของพระภิกษุ )

       อย่างไรก็ดี  บัญญัติ “ ตลอดกาล “ ของพระยาห์เวห์ ( วันที่เจ็ดซัปบาโต  ฉลองสมโภชตามพระคัมภีร์  ฯลฯ )  ยังคงมีอยู่  และบรรดาคริสตชน  ในฐานะส่วนหนึ่งของอิสราเอลทางเลือดของพระเมสซีอัส  ต้องปฏิบัติ “ อย่างตรงๆเช่นพวกยิว “ :

       กันดารวิถี 15:13 “ ชาวอิสราเอลทุกคนจะต้องถือปฏิบัติเช่นนี้ เมื่อเขาถวายเครื่องบูชาที่ใช้ไฟเผามีกลิ่นหอม เป็นที่พอพระทัยพระยาห์เวห์ คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่ท่านทั้งหลายชั่วคราวหรือตลอดไป  จะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน  เมื่อถวายเครื่องบูชาที่ใช้ไฟเผามีกลิ่นหอมเป็นที่พอพระทัยพระยาห์เวห์  มีข้อกำหนดเดียวกันทั้งสำหรับท่าน และสำหรับคนต่างด้าวเมื่อมาชุมนุมกันถวายบูชา  เป็นข้อกำหนดถาวรตลอดไปทุกยุคทุกสมัย  เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์  ทั้งสำหรับท่านและคนต่างด้าว   มีกฎหมายเดียวกัน และระเบียบการเดียวกัน ทั้งสำหรับท่านทั้งหลายและคนต่างด้าว “

        บางคนยืนยันว่า  “ โตราห์เพียงเพื่อคนยิวเท่านั้น “   แต่ เช่นที่เราเห็นจากข้างบน  นั่นไม่เป็นความจริง   “ คนต่างชาติ “ รวมทุกคนที่ถูกเลือกมาเชื่อในเยซู !  พระคัมภีร์บอกพวกเราว่าพระเป็นเจ้าเป็นเช่นเมื่อวานนี้ วันนี้และตลอดไป (ฮีบรู 13:เจ๋ง  และบอกว่าเยซูคือพระยาห์เวห์-มา-ใน-เนื้อหนัง  และว่า พระองค์และสานุศิษย์ของพระองค์เป็นกลุ่มคนที่ทั้งหมดถือมั่นในโตราห์  วันซาบาโตวันที่เจ็ด  และฉลองสมโภช คือเป็นคนยิวที่เหมาะสมแท้จริง   พระคัมภีร์ยังบอกเราด้วยว่าบริวารแรกเริ่มของพระองค์ในศตวรรษแรก ( ก่อนที่ศาสนาคาทอลิกจะออกนอกลู่นอกทางพระวาจา )  พวกเขาเป็นผู้ยึดถือปฏิบัติตามโตราห์ทั้งหมด ด้วย.  ดังนั้นอะไรดูเหมือนมาเปลี่ยนสิ่งนั้น ?   คำตอบคือ : ความเห็นของมนุษย์นั่นแหละเข้าขวางไว้..... 

      เยเรมีย์ 31:32 บอกเราว่าพระยาห์เวห์ได้ทำ “ พันธสัญญาใหม่ “ ของพระองค์กับประชาอิสราเอลและกับประชายูดาห์   พระองค์มิได้ทรงทำ “ พันธสัญญาใหม่ “ กับพวกศาสนา   อย่างไรก็ดี  พระองค์ได้กระจายพระหรรษทานและพระเมตตาไปยังพวกนอกศาสนาที่รับความเชื่อ  ซึ่ง ในฐานะผู้รับความเชื่อในพระเยซู  จะโดยอัตโนมัติกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ อิสราเอล “!  และพระเป็นเจ้าตรัสกับอิสราเอลว่า  “ เพราะเราให้ภาษิตดีแก่เจ้า  อย่าทอดทิ้งคำสอนของเรา “ (สุภาษิต  4:2 )

       ดีแล้ว  ดังนั้นมันเป็นอย่างไรที่ “ พันธสัญญาใหม่ “ เปลี่ยนวิธีที่เราสักการะพระเป็นเจ้า ?  เรามาตรวจสอบดู :

       แม้พันธสัญญาได้เปลี่ยนไป  แต่สิ่งต่อไปนี้ไม่เปลี่ยน คือ :
•   Torah ธรรมบัญญัติโตราห์
•   YHWH's provisions ข้อกำหนดของพระยาห์เวห์
•   The penalty for disobedience โทษสำหรับการไม่นบนอบเชื่อฟัง
•   YHWH's promises คำสัญญาของพระยาห์เวห์

       เพลงสดุดี 119:89 ข้าแต่พระเจ้า พระวจนะของพระองค์ปักแน่นอยู่ในสวรรค์เป็นนิตย์  ความซื่อตรงของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วชาตพันธุ์ พระองค์ทรงสถาปนาแผ่นดินโลกและมันก็ตั้งอยู่  โดยกฎหมายของพระองค์ งเหล่านี้ตั้งมั่นอยู่ทุกวันนี้ เพราะของทุกสิ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ (Stern's Complete Jewish Bible)

       ?  ดังนั้น อะไรเล่าที่เปลี่ยนไป

       ผู้ดูแล : เยซู ขณะนี้เป็นผู้ดูแล  ปลดปล่อยโมเสสจากความรับผิดชอบนั้น  และ ด้วยเหตุนั้น ทำให้คำพยากรณ์ของเฉลยธรรมบัญญัติ 18 เสร็จสมบูรณ์ไป คือ:

      เฉลยธรรมบัญญัติ 18:18 “ เราจะบันดาลให้ประกาศกคนหนึ่งเหมือนท่าน เกิดขึ้นจากบรรดาพี่น้องของเขา  เราจะใส่ถ้อยคำของเราไว้ในปากของเขา  และเขาจะพูดทุกอย่างที่เราสั่ง  ใครที่ไม่ยอมฟังถ้อยคำของเราที่ประกาศกจะพูดในนามของเรา  เราจะลงโทษเขา (Stern’s)

          *  ข้อความยังไม่จบ  * 

       

       
 
 
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 'เวียดนาม' กับ 'ศาสนจักรคาทอลิก' มองหาลู่ทางฟื้นฟูสายสัมพันธ์ เมื่อ: กันยายน 14, 2014, 11:48:49 PM
 ยิ้ม
                                                               'เวียดนาม' กับ 'ศาสนจักรคาทอลิก' มองหาลู่ทางฟื้นฟูสายสัมพันธ์
                                                                           Vietnam, Vatican explore restoring ties 

โดย วิทยุเอเชียเสรี   
12 กันยายน 2557 23:02 น.
เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com

        คณะเจ้าหน้าที่ของเวียดนามและของสำนักวาติกัน ได้เริ่มเปิดการหารือกันในกรุงฮานอย เกี่ยวกับโอกาสลู่ทางในการฟื้นฟูสายสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งได้ขาดสะบั้นลงเมื่อตอนที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์เข้าครองอำนาจในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ในปี 1975 การพูดจากันดังกล่าวนี้บังเกิดขึ้นในขณะที่ บิช็อป พอล เหวียน ไถ่ ฮอป บาทหลวงคาทอลิกซึ่งเป็นที่เคารพนับถือกันอย่างสูงในเวียดนาม ได้ออกมายืนยันว่า “ความขัดแย้ง” ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลได้ส่งกำลังเข้าปราบปรามคริสต์ศาสนิกชนที่อยู่ในเขตมิสซังของเขาเมื่อปีที่แล้วนั้น เวลานี้ได้ลดระดับลงไปมากแล้ว
       
       คณะเจ้าหน้าที่ของเวียดนามและของสำนักวาติกัน ได้เริ่มต้นการพูดจาหารือกันเป็นเวลา 2 วันตั้งแต่เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) ในเรื่องเกี่ยวกับโอกาสลู่ทางที่จะฟื้นฟูสายสัมพันธ์ทางการทูตระดับเต็มขึ้นมาอีกครั้ง โดยที่ในเวลาเดียวกัน บิช็อปในท้องถิ่นซึ่งเป็นที่เคารพนับถือกันอย่างสูงผู้หนึ่ง ก็ได้ออกมายืนยันว่า “ความขัดแย้ง” ระหว่างรัฐบาลเวียดนามกับคริสตจักรในประเทศนี้ ได้ลดระดับลงไปมากแล้ว
       
       ทั้งสองฝ่ายต่างแถลงว่า การประชุมหารือกันในเมืองหลวงของเวียดนามคราวนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ “ทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างเวียดนาม กับ สันตะสำนัก (Holy See สำนักของสันตะปาปา ประมุขคริสตจักรคาทอลิก) มีการลงรากหยั่งลึกยิ่งขึ้นและมีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น”
       
       เวียดนาม และ สันตะสำนัก ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกันเลย นับแต่ที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามเข้าครอบครองอำนาจทั่วประเทศเมื่อปี 1975 ทว่าก็มีการดำเนินการซึ่งมุ่งไปสู่สายสัมพันธ์ที่ขยับใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ตั้งแต่ที่มีการฟื้นฟูการพูดจาหารือกันในปี 2007 ด้วยการจัดตั้ง “กลุ่มทำงานร่วม” (Joint Working Group) ขึ้นมา
       
       “เราได้เห็นความก้าวหน้าจากการประชุมหารือครั้งต่างๆ ในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นไปตามที่บางผู้บางคนคาดหวังเอาไว้ แต่เราก็ต้องยืนยันว่ามีความก้าวหน้าไปจริงๆ” บิช็อป พอล เหวียน ไถ่ ฮอป (Paul Nguyen Thai Hop) แห่งเขตมิสซังวินห์ (Vinh diocese) ในจังหวัด เหง่ อาน (Nghe An) และเป็นประธานของคณะกรรมการยุติธรรมและสันติภาพ (Justice and Peace Commission) ในสภาบิช็อปคาทอลิกแห่งเวียดนาม (Episcopal Conference of Vietnam) บอกกับ วิทยุเอเชียเสรีภาคภาษาเวียดนาม (RFA's Vietnamese Service)
       
       “เราจะต้องมีความอดทนและคอยสวดภาวนา” เขากล่าว เมื่อถูกถามว่าเหล่าผู้นำของรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนาม แสดงท่าทีร่วมไม้ร่วมมือกับทางคริสตศาสนจักรคาทอลิกหรือไม่ พร้อมกับพูดต่อไปว่า “แต่ถ้าหากเรามองย้อนหลังกลับไป เราก็จะสามารถมองเห็นว่าความขัดแย้งต่างๆ ได้ลดน้อยลงไปมากแล้ว”

         **การปราบปรามเมื่อ 1 ปีก่อน**
       
       เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้เข้าปราบปรามคริสต์ศาสนิกชนของโบสถ์ไม เยน (My Yen church) ในเขตมิสซังวินห์ โดยที่ตำรวจได้ยิงทั้งปืนและเครื่องยิงลูกระเบิด เพื่อขับไล่ผู้ชุมนุมเดินขบวนหลายร้อยคน ซึ่งกำลังเรียกร้องให้ปล่อยตัวเพื่อนศาสนิกชน 2 คนที่ถูกจับกุม บิช็อป ฮอป กล่าวกับวิทยุเอเชียเสรีว่า นับเป็นโชคร้ายที่เกิดเหตุการณ์คราวนั้นขึ้น แต่การที่มีการพูดจาหารือกันหลายๆ ครั้ง ก็ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย
       
       มีรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อยที่สุด 7 คนในการปราบปรามคราวนั้น ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติการเล่นงานกลุ่มทางศาสนา ครั้งที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตที่สุดครั้งหนึ่งของทางรัฐบาลเวียดนาม ประเทศซึ่งทางการคอยเฝ้าติดตามจับตากิจกรรมต่างๆ ในทางศาสนาอย่างใกล้ชิด เวียดนามนั้นมีชาวคาทอลิกจำนวนประมาณ 6 ล้านคน ถือว่ามากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองลงมาจากฟิลิปปินส์เท่านั้น
       
       “เราหวังว่า … เหตุการณ์ที่ถือเป็นโชคร้ายเหล่านี้จะไม่กลายเป็นข่าวเกรียวกราวต่อไปอีก จนทำให้สาธารณชนเกิดความไม่สบายใจ” บิช็อป ฮอป บอก
       
       ในการประชุมหารือที่กรุงฮานอยสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งที่ 5 ของกลุ่มทำงานร่วมวาติกัน-เวียดนาม คณะผู้แทนของฝ่ายเวียดนามนำโดย รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ บุ่ย แท็ง เซิน (Bui Thanh Son) ขณะที่ของทางสำนักวาติกัน นำโดย อันโตนี กามิลเลรี (Anthony Camilleri) รองเลขาธิการฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (undersecretary for international relations) ของสำนักวาติกัน
       
       คณะผู้แทนของวาติกันชุดนี้ ได้พบปะหารือกับเหล่าบิช็อปจากฮานอยและจากนครโฮจิมินห์ ในวันอังคาร (9 ก.ย.) และวันพุธ (10 ก.ย.) และมีกำหนดเจรจาหารือครั้งสำคัญกับฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลเวียดนามในวันพฤหัสบดี (11ก.ย.)
       
       กามิลเลรี แถลงในงานเลี้ยงรับรองเมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) ซึ่งรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ฝ่าม บิ่ง มีง (Pham Binh Minh) ของเวียดนามเป็นเจ้าภาพว่า พระสันตะปาปาฟรานซิส และสำนักวาติกัน ต้องการที่จะเพิ่มพูนสายสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีอยู่กับฮานอย ทั้งนี้ตามรายงานของสำนักข่าวเวียดนาม (VNA) ของทางการ
       
      ขณะที่ มีง ก็กล่าวย้ำว่า “รัฐและรัฐบาลของเวียดนามยึดมั่นมาโดยตลอด ในนโยบายให้ความเคารพและปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนในด้านศาสนาและเสรีภาพทางศาสนา เช่นเดียวกับการให้ความสนับสนุนศาสนาต่างๆ รวมทั้ง คาทอลิก ด้วย” สำนักข่าว VNA รายงาน
       
       นับแต่ปี 2011 เป็นต้นมา สำนักวาติกันมีผู้แทนในระดับ ผู้แทนที่มิได้มีถิ่นพำนักในประเทศ (nonresidential representative) อยู่ในเวียดนาม ประเทศซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการว่า เป็นประเทศอเทวนิยม (atheist ไม่นับถือพระเจ้า)
       
       ระหว่างที่ เหวียน ซีง หุ่ง (Nguyen Sinh Hung) ประธานรัฐสภาเวียดนาม เดินทางไปเยือนสำนักวาติกันในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เขาได้เข้าเฝ้าพระสันตะปาปาฟรานซิส และ “กล่าวย้ำยืนยันว่า ประเทศเวียดนามมองศาสนาต่างๆ และหลักความเชื่อต่างๆ ว่าเป็นความต้องการทางจิตวิญญาณของประชาชน ซึ่งมีคุณูปการต่อการสร้างความมั่นคงและการส่งเสริมสนับสนุนความสามัคคีของประเทศชาติ” ทั้งนี้ตามรายงานของสื่อมวลชนภาครัฐของเวียดนาม
       
       **“ละเมิดอย่างร้ายแรง”**
       
       ในระหว่างการเยือนเวียดนามครั้งหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ ไฮเนอร์ บีเลเฟลด์ท (Heiner Bielefeldt) ผู้เขียนรายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องเสรีภาพทางศาสนา (United Nations Special Rapporteur on freedom of religion) กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามกำลังเพิ่มความพยายามในการปรับปรุงแก้ไขเรื่องเสรีภาพทางศาสนา
       
       แต่เขาก็บอกด้วยว่า ระหว่างการเดินทางเยือนเป็นเวลา 11 วันของเขาคราวนั้น เขาได้พบเห็น “การละเมิดอย่างร้ายแรงต่อเสรีภาพทางศาสนาหรือทางความเชื่อ”
       
       บีเลเฟลด์ท กล่าวว่า แผนการที่เขาวางไว้จะไปเยือนจังหวัด อัน ญาง (An Giang) , ญา ลาย (Gia Lai), และ กอน ตูม (Kon Tum) “ได้ถูกรบกวนขัดขวางด้วยความโชคร้าย” และตัวเขาได้รับ “ข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้” ว่าบุคคลบางคนซึ่งเขาต้องการที่จะพบปะพูดคุยด้วยในระหว่างการไปเยือนคราวนั้น “ได้ถูกตำรวจ เฝ้าจับตามอง, ตักเตือน, ข่มขู่, ก่อกวนรังควาน, หรือ ห้ามปรามไม่ให้เดินทาง”
       
       “แม้กระทั่พวกที่สามารถพบปะพูดคุยกับผมจนได้ ก็ใช่ว่าจะไม่ถูกตำรวจเฝ้าจับตามองหรือซักถามในระดับใดระดับหนึ่ง”
       
       ข่าวนี้รายงานโดย อาน เหวียน (An Nguyen) แห่งวิทยุเอเชียเสรีภาคภาษาเวียดนาม (RFA’s Vietnamese Service) และเขียนเป็นภาษาอังกฤษโดย ปรเมศวรัน ปอนนูดูไร (Parameswaran Ponnudurai)
       
       วิทยุเอเชียเสรี (Radio Free Asia ใช้อักษรย่อว่า RFA) ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบัญญัติของรัฐสภาสหรัฐฯ และได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากเงินให้เปล่าของรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบัน RFA เป็นผู้ดำเนินการสถานีวิทยุและบริการข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต

          Credit  :  ASTV NEW 1

                        Radio  Free  Asia



4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / กฎหมายพระศาสนจักร บรรพ 5 ว่าด้วยทรัพย์สินฝ่ายโลกของพระศาสนจักร เมื่อ: กันยายน 14, 2014, 11:31:14 PM
 ยิ้ม
                                                                           ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร บรรพ 5
                                                                        ว่าด้วย ทรัพย์สินฝ่ายโลกของพระศาสนจักร

Code of Canon Law
27  November  1983

       พระศาสนจักรคาทอลิกนั้น ประกอบด้วยส่วนประกอบที่เป็นทั้งสมาชิกที่เป็นนักบวชชั้นและฐานันดรต่างๆ และฆราวาสที่เป็นสัตบุรุษผู้เชื่อจำนวนอีกเป็นพันล้านคนบนแผ่นดินโลกนี้   การจัดการดูแลบริหารคนและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเหล่านี้  ต้องการการวางระเบียบกฎเกณฑ์ละเอียดละออ เพื่อการจัดการทั้งคน และเป็นต้นทรัพย์สินจำนวนมากมายใดินแดนที่ขึ้นตรงต่อระบบคริสตชนดังกล่าว  จากความยุ่งยากนานัปประการจึึงจำเป็นที่พระศาสนจักรต้องบัญญัติกฎระเบียบมากมายหลายข้อ  เพื่อบังคับการจัดการเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการปกปครองและลงทัณฑ์ต่อการกระทำความผิดต่างๆ  ด้วยการประกาศใช้ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  เมื่อวันที่  27  พฤศจิกายน  1983  ที่เราจะนำมาเสนอให้ทราบกันก็คือกฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายโลกของพระศาสนจักร ใน บรรพ  5  นั่นเอง

       เชิญติดตามรายละเอียดในข้อบังคับที่เป็นกฎหมาย มุ่งเพื่อความดีของคริสตชนคาทอลิก  ดังต่อไปนี้  :

                                                                          บรรพ ๕ ทรัพย์สิน  ฝ่ายโลกของพระศาสนจักร
                                                                        BOOK V  The Temporal Goods of the Church

   
Can.1254 $1. The Catholic Church has an innate right to acquire, retain, administer and alienate temporal goods in pursuit of its proper ends independently of civil power.

$2. The following ends are especially proper to the Church: to order divine worship; to provide decent support for the clergy and other ministers; to perform the works of the sacred apostolate and of charity, especially towards the needy.

Can.1255 The universal Church and the Apostolic See, the particular churches as well as any other juridic person, whether public or private, are capable of acquiring, retaining, administering and alienating temporal goods in accord with the norm of law.

Can.1256 The right of ownership over goods under the supreme authority of the Roman Pontiff belongs to that juridic person which has lawfully acquired them.

Can.1257 $1. All temporal goods which belong to the  universal Church,  the

Apostolic See, or other public juridic persons within the Church are ecclesiastical goods and are regulated by the following canons as well as by their own statutes.

$2. The temporal goods of a private juridic person are regulated by their own statutes, but not by the following cannons unless express provision is made to the contrary.

Can.1258 In the following canons the term Church signifies not only the universal Church or the Apostolic See, but also any public juridic person within the Church unless it is otherwise apparent from the context of what is written or from the nature of the matter.

มาตรา ๑๒๕๔ วรรค ๑ พระศาสนจักรคาทอลิก มีสิทธิโดยกำเนิดไม่ขึ้นกับอำนาจทางบ้านเมือง สามารถหามาได้ ถือครองจัดการและจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งทรัพย์สินฝ่ายโลก เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองโดยเฉพาะ

วรรค ๒ จุดหมายเฉพาะที่สำคัญ ได้แก่ การจัดระเบียบในการถวายคารวกิจแด่พระเจ้า การจัดหาเพื่อค้ำจุนสมณะ และศาสนบริกรอื่นๆ อย่างเหมาะสม การปฏิบัติกิจแพร่ธรรมและงานเมตตาธรรม  เป็นต้น ต่อผู้ขัดสน

มาตรา ๑๒๕๕ พระศาสนจักรสากล    สันตะสำนัก พระศาสนจักรท้องถิ่น และนิติบุคคลอื่นๆ ทั้งที่เป็นสาธารณะ และส่วนบุคคล สามารถหามาได้ ถือครอง  จัดการ และจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งทรัพย์สินฝ่ายโลกได้ ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย

มาตรา ๑๒๕๖ การเป็นเจ้าของทรัพย์สินฝ่ายโลก ภายใต้อำนาจสูงสุดของสมเด็จพระสันตะปาปา ย่อมเป็นของนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา ๑๒๕๗ วรรค ๑ ทรัพย์สินฝ่ายโลกทั้งหมด ที่เป็นของพระศาสนจักรสากล

ของสันตะสำนัก และของนิติบุคคลสาธารณะอื่นๆ ในพระศาสนจักร เป็นทรัพย์สินของพระศาสนจักร และถูกควบคุมด้วยกฎหมายมาตราที่ตามมา รวมทั้งธรรมนูญเฉพาะของตนด้วย

วรรค ๒ ทรัพย์สินฝ่ายโลกที่เป็นของนิติบุคคล ส่วนบุคคล ถูกควบคุมด้วยธรรมนูญเฉพาะของตน ไม่ใช่ด้วยกฎหมายมาตราต่อไปนี้ เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง

มาตรา ๑๒๕๘ ในกฎหมายมาตราทั้งหลายที่ตามมา คำว่า พระศาสนจักร หมายถึง ไม่เพียงแต่พระศาสนจักรสากล หรือสันตะสำนักเท่านั้น แต่หมายถึงนิติบุคคลสาธารณะใดๆ ในพระศาสนจักรด้วย เว้นแต่จากบริบทของข้อความ หรือจากธรรมชาติของเรื่องจะปรากฏชัดแจ้งเป็นอย่างอื่น

                                                                                   ลักษณะ ๑ การได้มาซึ่งทรัพย์สิน
                                                                                     The  Acquisition of Goods

   
Can.1259 The Church can acquire temporal goods by every just means of natural or positive law permitted to others.

Can.1260 The Church has an innate right to require from the Christian faithful whatever is necessary for the ends proper to it.Can.1261 $1. The Christian faithful may freely give temporal goods to the Church.

$2. The diocesan bishop is bound to admonish the faithful concerning the obligation mentioned in can.222, $1 and to urge its observance in an appropriate manner.

Can.1262 The faithful are to contribute to the support of the Church by collections and according to the norms laid down by the conference of bishops.

Can.1263 The diocesan bishop has the right to impose a moderate tax on public juridic persons subject to his authority; this tax, which should be proportionate to their income, is for diocesan needs and may be imposed only after hearing the diocesan finance council and the presbyteral council; he can impose an extraordinary and moderate tax on other physical and juridic persons only in cases of grave necessity and under the same conditions with due regard for particular laws and customs attributing even more significant rights to him.

Can.1264 Unless the law has provided otherwise, it is the responsibility of a meeting of the bishops of a province:

1.to fix the amounts of the tax for acts of discretionary executive power or for the execution of rescripts of the Apostolic See, to be approved by the Apostolic See;

2.to set a limit on the offerings given on the occasion of administering the sacraments and sacramentals.

Can.1265 $1. With due regard for the right of religious mendicants private persons whether physical or juridic are forbidden to raise funds for any pious or ecclesiastical institution or purpose without the written permission of their own ordinary and that of the local ordinary.

$2. The conference of bishops can determine norms on fund-raising, which must be observed by everyone including those who are called and really are mendicants by their foundation.

Can.1266 The local ordinary may prescribe the taking up of a special collection for specific parochial, diocesan, national or universal projects in all the churches and oratories which are, in fact, habitually open to the Christian faithful, including those belonging to religious institutes; this collection is to be diligently transmitted afterwards to the diocesan curia.

Can.1267 $1. Unless the contrary is established, the offerings given to the superiors or administrators of any ecclesiastical juridic person, even to a private one, are presumed to be given to that juridic person.

$2. The offerings mentioned in $1 may not be refused without a just cause and, in matters of greater importance, without the permission of the ordinary if it is a question of a public juridic person; with due regard for the prescription of can. 1295, the permission of the same ordinary is required to accept those gifts to which are attached a condition or a modal obligation.

$3. The offerings given by the faithful for a definite purpose can be applied only for that same purpose.

Can.1268 Prescription as a means of acquiring property and freeing oneself from an obligation is admitted by the Church in regard to temporal goods according to the norm of can.197–199.

Can.1269 If sacred objects are privately owned, they may be acquired even by private persons by means of prescription; but it is not lawful to employ them for profane uses unless
they have lost their dedication or blessing; if, however, they belong to a public ecclesiastical juridic person, they can be acquired only by another public ecclesiastical juridic person.

Can.1270 Immovable properties, precious movable objects, and the personal or real rights and claims which belong to the Apostolic See are subject to a prescription period of one hundred years; those which belong to another public ecclesiastical juridic person are subject to a prescription period of thirty years.

Can.1271 In view of their bond of unity and charity and in accord with the resources of their dioceses, bishops are to assist in procuring those means whereby the Apostolic See can properly provide for its service of the universal Church according to the conditions of the times.

Can.1272 In regions where benefices in the strict sense still exist, it is the responsibility of the conference of bishops to supervise the management of such benefices through appropriate norms which are agreeable to and approved by the Apostolic See; this is to be accomplished in such a way that the income from and to the extent that it is possible even the original endowment of these benefices are gradually bestowed upon the institute mentioned in can.1274, $1.

มาตรา ๑๒๕๙ พระศาสนจักรสามารถได้ทรัพย์สินฝ่ายโลกมาด้วยวิธีการที่ชอบธรรมทุกอย่าง ตามกฎธรรมชาติ และกฎหมายที่ตราขึ้น ซึ่งกฎหมายเหล่านั้นให้สิทธิ์แก่บุคคลอื่นๆ

มาตรา ๑๒๖๐ พระศาสนจักรมีสิทธิโดยกำเนิดที่จะเรียกร้องจากคริสตชน สิ่งซึ่งจำเป็นสำหรับจุดประสงค์เฉพาะของตน

มาตรา ๑๒๖๑ วรรค ๑ คริสตชนมีสิทธิครบถ้วนที่จะถวายทรัพย์สินฝ่ายโลก  เพื่อสนับสนุนพระศาสนจักร

วรรค ๒ พระสังฆราชสังฆมณฑลมีหน้าที่เตือนสัตบุรุษถึงพันธะที่กล่าวถึงในมาตรา ๒๒๒ วรรค ๑ และกระตุ้นเตือนด้วยวิธีการที่เหมาะสม

มาตรา ๑๒๖๒ สัตบุรุษพึงให้ความช่วยเหลือแก่พระศาสนจักร ตามการขอร้อง  และตามกฎเกณฑ์ที่สภาพระสังฆราชกำหนด

มาตรา ๑๒๖๓ พระสังฆราชสังฆมณฑล  เมื่อได้รับฟังที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ และคณะสงฆ์แล้ว มีสิทธิกำหนดภาษีที่พอประมาณและได้สัดส่วนกับรายได้แก่นิติบุคคลสาธารณะ ที่อยู่ใต้ปกครองของท่าน เพื่อใช้ในความจำเป็นของสังฆมณฑล สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอื่นๆ ท่านสามารถกำหนดภาษีพิเศษและพอประมาณได้ เมื่อมีความจำเป็นหนักเท่านั้น และภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน โดยคงไว้ซึ่งกฎหมายและธรรมเนียมเฉพาะ ซึ่งให้สิทธิที่ดีกว่าแก่ท่าน

มาตรา ๑๒๖๔ เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ที่ประชุมบรรดาพระสังฆราชแขวง มีหน้าที่

๑. กำหนดภาษี สำหรับกิจการ  บริหารอำนาจในการให้พระคุณ หรือสำหรับการปฏิบัติตามหนังสือตอบของสันตะสำนัก ข้อกำหนดนี้ ต้องได้รับการเห็นชอบจากสันตะสำนัก

๒. กำหนดเงินถวาย โอกาสให้บริการศีลศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งคล้ายศีล

มาตรา ๑๒๖๕ วรรค ๑ โดยคงไว้ซึ่งสิทธิของนักพรตภิกขาจาร ห้ามปัจเจกบุคคลไม่ว่าบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ทำการรณรงค์หาทุน เพื่อสถาบัน หรือจุดประสงค์ที่เกี่ยวกับการกุศล หรือ เกี่ยวกับพระ    ศาสนจักรใดๆ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจของตน และผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น

วรรค ๒ สภาพระสังฆราช สามารถออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการรณรงค์หาทุน ซึ่งทุกคนต้องถือ ไม่ยกเว้นแม้พวกที่มีชื่อและเป็นภิกขาจารโดยสถาบัน

มาตรา ๑๒๖๖ ในวัดและวัดน้อยทุกแห่งแม้ที่ขึ้นกับสถาบันนักพรต ซึ่งตามความเป็นจริง เปิดรับคริสตชนเป็นประจำอยู่แล้ว ผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่นสามารถสั่งให้มีการเก็บทานพิเศษสำหรับโครงการระดับวัดปกครอง, ระดับสังฆมณฑล, ระดับชาติ หรือระดับสากลที่กำหนดไว้แล้ว เงินทานนี้ภายหลังต้องส่งไปยังสำนักสังฆมณฑลด้วยความเอาใจใส่

มาตรา ๑๒๖๗ วรรค ๑ เว้นแต่เป็นที่แจ้งชัดว่าเป็นตรงกันข้าม ของถวายทั้งหลายที่ให้แก่อธิการ หรือผู้บริหารของนิติบุคคลฝ่ายพระศาสนจักรใดไม่ว่า แม้เป็นนิติบุคคลปัจเจก ให้สันนิษฐานว่า เป็นของถวายให้แก่นิติบุคคลนั้นเอง

วรรค ๒ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับนิติบุคคลสาธารณะ ของถวายที่กล่าวถึงในวรรค ๑ ปฏิเสธไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุอันชอบ และในเรื่องใหญ่จะปฏิเสธไม่ได้ เว้นแต่มีอนุญาตของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ ต้องมีอนุญาตของผู้ใหญ่คนเดียวกัน เพื่อรับของถวายที่มีภาระหรือเงื่อนไขติดพัน โดยคงไว้ซึ่งข้อกำหนดของมาตรา ๑๒๙๕

วรรค ๓ ของถวายจากสัตบุรุษ  เพื่อจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ สามารถใช้เฉพาะกับจุดประสงค์นั้นเท่านั้น

มาตรา ๑๒๖๘ พระศาสนจักร ยอมรับการครอบครองปรปักษ์ เป็นวิธีการ เพื่อได้มา และเพื่อปลดเปลื้องภาระในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายโลก ตามกฎเกณฑ์ของมาตรา ๑๙๗–๑๙๙

มาตรา ๑๒๖๙ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ ถ้าอยู่ในการครอบครองของปัจเจกบุคคล ปัจเจกบุคคลสามารถได้มาด้วยการครอบครองปรปักษ์ แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ในทางไม่ศักดิ์สิทธิ์ เว้นแต่วัตถุศักดิ์สิทธิ์นั้นได้สูญเสียการเสก ถวาย หรือการเสกอวยพรแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าวัตถุศักดิ์สิทธิ์เป็นของนิติบุคคล สาธารณะฝ่ายพระศาสนจักร นิติบุคคลสาธารณะฝ่ายพระศาสนจักรอื่น สามารถครอบครองเท่านั้น

มาตรา ๑๒๗๐   อสังหาริมทรัพย์สังหาริมทรัพย์ที่มีค่า สิทธิ และการเรียกร้องทางกฎหมาย ไม่ว่าเกี่ยวกับบุคคลหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นของสันตะสำนัก ระยะครอบครองปรปักษ์ คือ ๑๐๐ ปี ถ้าเป็นของนิติบุคคลสาธารณะฝ่ายพระศาสนจักรอื่น ระยะครอบครองปรปักษ์ คือ ๓๐ ปี

มาตรา ๑๒๗๑ ด้วยเหตุผลแห่งความผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน และความรัก         พระสังฆราชตามความสามารถของสังฆมณฑลของตน ต้องบริจาคเพื่อหาจัดปัจจัย ซึ่งสันตะสำนักมีความต้องการตามสภาพแห่งกาลเวลา เพื่อสามารถบริการพระ  ศาสนจักรสากลได้อย่างที่ควร

มาตรา ๑๒๗๒ ในเขตที่สิทธิประโยชน์ ตามความหมายเฉพาะของคำยังมีอยู่ เป็นหน้าที่ของสภาพระสังฆราชที่จะควบคุมดูแลสิทธิประโยชน์นี้ด้วยกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม จากการตกลงและรับรองโดยสันตะสำนัก จุดหมายของกฎเกณฑ์เหล่านี้ คือ เพื่อให้รายได้และยิ่งกว่านั้นเท่าที่เป็นไปได้ ให้ทุนเดิมของสิทธิประโยชน์นี้ ถูกย้ายไปทีละน้อยเข้ากองทุนที่กล่าวถึง   ในมาตรา ๑๒๗๔ วรรค ๑
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / วาติกันเล็งกระชับสัมพันธ์เวียดนามหวังเป็นสะพานเชื่อมเอเชีย เมื่อ: กันยายน 12, 2014, 06:52:57 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                               วาติกันเล็งกระชับสัมพันธ์เวียดนามหวังเป็นสะพานเชื่อมเอเชีย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
12 กันยายน 2557 17:42 น.


                                                             ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000010849901_zpsda0acadd.jpeg.html][IMG]][/url]

                             สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสโบกพระหัตถ์ต่อบรรดาผู้ศรัทธาที่จตุรัสเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ 10 ก.ย.                      Agence France-Presse/Filippo Monteforte.

       เอเอฟพี - นครรัฐวาติกันมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวียดนามอันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้ความสัมพันธ์กับเอเชียโดยทั่วไปดีขึ้น
       
       สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงหวังที่จะให้คริสตจักรเข้าไปในภูมิภาคเอเชียให้มากขึ้น จากในปัจจุบันที่ทวีปเอเชียแห่งนี้มีจำนวนชาวคาทอลิกเพียง 3.2% ของประชากรทั้งหมด
       
       ระหว่างการเสด็จเยือนเกาหลีใต้เป็นเวลา 5 วัน เมื่อเดือนส.ค. ที่เป็นการเสด็จเยือนเอเชียครั้งแรกของพระองค์ สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้ประเทศคอมมิวนิสต์ คือ เวียดนามและจีน ที่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับวาติกันให้ยอมรับการเจรจากับโรม และยืนยันว่าชาวคาทอลิกไม่ได้มองเอเชียด้วยความคิดของผู้พิชิต
       
       ในคำแถลงที่เผยแพร่หลังการประชุมร่วมกลุ่มทำงานเวียดนาม-วาติกันครั้งที่ 5 ในกรุงฮานอย วาติกันยืนยันว่าให้สำคัญมากต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับเวียดนามโดยเฉพาะและเอเชียโดยทั่วไป
       
       วาติกันยังย้ำความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนาม และหวังให้ฮานอยมีนโยบายที่สอดคล้อง เคารพต่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา และการสนับสนุนคริสตจักรโรมันคาทอลิก
       
       การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับวาติกันในปี 2518 แต่ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานเพื่อมุ่งไปสู่ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นขึ้นนับตั้งแต่ปี 2550
       
       คำแถลงยังระบุว่า นอกเหนือจากสิ่งต่างๆ แล้ว คริสตจักรยังคงพยายามที่จะนำทรัพย์สินที่ถูกยึดในอดีตกลับคืนและดำเนินโครงการเพื่อสังคมด้วยตัวเองในเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพ การศึกษา การกุศล และงานด้านมนุษยธรรม.

          Credit  :  ASTV News 1

        
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พระวินัยหรือศีลของภิกษุ : 227 หรือ 150 ข้อ เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 10:31:26 AM
 ยิ้ม
                                                                      พระวินัยหรือศีลของภิกษุ : 227 หรือ 150 ข้อ

โดย สามารถ มังสัง   
8 กันยายน 2557 14:51 น.

         ชาวพุทธในประเทศไทย และในประเทศอื่นได้รับการสอนสืบทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่า พระวินัยหรือศีลของภิกษุหรือนักบวชเพศชายในพุทธศาสนา รักษาศีล 227 ข้อซึ่งมีหลักฐานปรากฏในพระวินัยปิฎกตอบว่าด้วยศีลของภิกษุหรือที่เรียกว่า ภิกขุวิภังค์ หรือมหาวิภังค์ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 กัณหาหรือ 8 หมวดดังนี้
       
       1. ปาราชิกมี 4 สิกขาบท แต่ละสิกขาบทมีบทลงโทษให้ผู้ล่วงละเมิดต้องขาดจากความเป็นภิกษุ และจะบวชอีกไม่ได้ตลอดชีวิต เปรียบได้กับโทษประหารตามกฎหมายบ้านเมือง
       
       2. สังฆาทิเสสมี 13 สิกขาบท แต่ละสิกขาบทมีโทษให้สงฆ์ปรับให้อยู่กรรม และสงฆ์เองเป็นผู้ระงับอาบัติเปรียบได้กับโทษจำคุก
       
       3. อนิยตมี 2 สิกขาบทมีบทปรับต่างกันดังนี้
       
       3.1 ภิกษุนั่งลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้าอุบาสิกาผู้มีวาจาควรเชื่อได้ว่า ภิกษุต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างคือ 1. ปาราชิกเพราะเสพเมถุน 2. อาบัติสังฆาทิเสส เพราะถูกต้องกายหญิงหรือเกี้ยวหญิง เป็นต้น 3. อาบัติปาจิตตีย์เพราะนั่งในที่ลับสองต่อสองกับหญิง ถ้าภิกษุผู้นั่งในที่ลับตาสองต่อสองรับสารภาพอย่างไร ก็พึงปรับอาบัติตามที่รับสารภาพนั้น หรือปรับตามที่ถูกกล่าวหานั้น
       
       3.2 ภิกษุนั่งในที่ลับหูสองต่อสอง ถ้ามีอุบาสิกาผู้มีวาจาอันเชื่อได้กล่าวว่า ภิกษุนั้นต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 อย่างคือ
       
       3.2.1 อาบัติสังฆาทิเสส เพราะพูดเกี้ยวหญิงหรือพูดล่อหญิงให้บำเรอตนด้วยกาม
       
       3.2.2 อาบัติปาจิตตีย์ เพราะนั่งในที่ลับหูลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้าภิกษุนั้นรับสารภาพอย่างไรใน 2 อย่างพึงปรับตามนั้น หรือปรับตามที่ถูกกล่าวหา
       
       4. นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์มี 30 สิกขาบท แต่ละสิกขาบทมีโทษให้ผู้ล่วงละเมิดต้องสละสิ่งของ อันเป็นต้นเหตุให้ต้องอาบัติก่อนแล้วจึงจะแสดงอาบัติได้
       
       5. ปาจิตตีย์มี 92 สิกขาบท แต่ละสิกขาบทมีโทษให้ผู้ล่วงละเมิดต้องแสดงอาบัติคือ การบอกกล่าวแก่ภิกษุด้วยกัน และสัญญาว่าจะไม่ล่วงละเมิดอีก
       
       6. ปาฏิเทสนียะมี 4 สิกขาบท แต่ละสิกขาบทให้ผู้ล่วงละเมิดต้องแสดงคืน
       
       7. เสขิยวัตรเป็นหมวดที่ว่าด้วยวัตร และจรรยามารยาทที่ภิกษุจะต้องศึกษาในหมวดนี้ในตัวสิกขาบทแต่ละสิกขาบท มิได้กำหนดบทลงโทษไว้เหมือนหมวดอื่นๆ แต่ในตอนท้ายสิกขาบทระบุว่า ถ้าทำเข้าต้องอาบัติทุกกฎ (แปลว่า ทำชั่ว)
       
        8. ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์มี 7 อย่างคือ
       
       8.1 สัมมุขาวินัย การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้า (บุคคล วัตถุ และธรรม)
       
       8.2 สติวินัย การระงับอธิกรณ์ด้วยยกให้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้มีสติ
       
       8.3 อมูฬหวินัย การระงับอธิกรณ์ด้วยยกประโยชน์ให้ในขณะเป็นบ้า
       
       8.4 ปฏิญญาติกรณะ การระงับอธิกรณ์ด้วยถือตามคำรับของจำเลย
       
       8.5 เยภุยเยสิกา การระงับด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
       
       8.6 ตัสสปาปิยสิกา การระงับอธิกรณ์ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
       
       8.7 ติณวัตถารกะ การระงับอธิกรณ์ด้วยให้ประนีประนอมหรือเลิกแล้วต่อกัน
       
       ทั้งหมดรวมเป็น 227 ข้อและจาก 227 ข้อนี้จะเห็นได้ว่ามีทั้งที่เป็นข้อห้าม และข้ออนุญาต ส่วนที่เป็นข้อห้ามภิกษุใดล่วงละเมิดจะปรับอาบัติหรือลงโทษแต่ข้อห้าม ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าทำต้องทำตามที่อนุญาตไว้ ถ้าทำต่างไปจากนี้ถือว่าผิดพุทธานุญาต
       
       ศีล 227 ข้อนี้ภิกษุสงฆ์จะต้องทำการสวดหรือท่องปากเปล่าในท่ามกลางสงฆ์เดือนละ 2 ครั้งคือวันขึ้น 15 ค่ำและแรม 15 ค่ำที่ชาวบ้านเรียกว่าวันพระใหญ่
       
       การสวดเช่นนี้เรียกว่าสวดปาติโมกข์ และได้สวดกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่มาวันนี้ได้มีภิกษุรูปหนึ่งในประเทศไทยได้แสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้านจำนวนของศีลภิกษุว่า มีเพียง 150 ข้อเท่านั้นที่ปรากฏในพระบาลี ส่วนที่เหลืออีก 77 ข้อมาในชั้นอรรถา ซึ่งขัดกับเนื้อหาในพระวินัยปิฎกชัดเจน เพราะ 77 ข้อที่ถูกตัดออกไปเข้าใจว่าเป็นเสขิยวัตร 75 และอนิยต 2 ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติ และครองตนให้เหมาะแก่การเป็นสาวกของพระพุทธองค์เพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา และความเลื่อมใส
       
       ส่วนอนิยต 2 เป็นเสมือนมาตรฐานในการสอบสวนผู้กระทำผิดที่ไม่มีความแน่นอนว่าเป็นอาบัติใดอย่างชัดเจน จึงถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก
       
       ด้วยเหตุนี้ เมื่อข่าวการแสดงความคิดเห็นของภิกษุรูปนี้ซึ่งมีฐานะทางการปกครองเป็นถึงเจ้าอาวาส และแถมยังมีสมณศักดิ์เป็นพระอธิการจัดเป็นตำแหน่งที่ได้รับเพื่อเชิดชูคุณความดีอีกด้วย

      เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์ไทยจะได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเหตุ และจัดทำสังคายนาพระวินัยเพื่อเป็นมาตรฐานในการถือปฏิบัติของพระไทยทั่วประเทศ ไม่แตกต่างและไม่ขัดแย้ง ทั้งในด้านการตีความและถือปฏิบัติอันเป็นเหตุให้มีการแยกตัวเองออกไปเป็นนานาสังวาส ดังที่เป็นอยู่อย่างน้อย 2 สำนักในขณะนี้คือ ธรรมกาย กับสันติอโศก
       
       อีกประการหนึ่ง ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้าน จึงน่าจะได้ปฏิรูปวงการสงฆ์ไทยให้เข้าร่องเข้ารอย ไม่ปล่อยให้ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างสอบ ดังที่เป็นอยู่ในหลายสำนักขณะนี้

          Credit  :  ASTV  Manager Online,  News 1    
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: Sancte Pater -- ข้าแต่พระบิดา เมื่อ: กันยายน 07, 2014, 09:23:35 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                Priest Claims Hate Texts Are From Demon Spirit
                                                     คุณพ่อบาทหลวงอ้างว่าถ้อยคำแสดงความเกลียดชังมาจากจิตชั่วปีศาจ

       เราจะพยายามติดตามตอนต่อไปเพื่อดูว่า  คุณพ่อองค์นี้จะทำอย่างไร เพื่อช่วยสาวน้อยผู้น่าสงสารคนนี้จากเงื้อมมือของปีศาจที่เข้าสิงเธอ   โปรดช่วยกันภาวนาเพื่อเธอ  อย่ากลัวคำขู่ของปีศาจ  พระเป็นเจ้าทรงฤทธิ์สูงสุด  จะไม่ปล่อยให้ปีศาจข่มเหงลูกๆของพระองค์อย่างง่ายๆแน่นอน - ครับ.

Comments :

Kathleenboldrick  :  The devil's text is not unlike many that appear in ordinary comment sections, particularly against anything religious. ข้อความของปีศาจก็เหมือนข้อความมากมาย ที่ปรากฏในภาคความเห็นธรรมดา  เป็นต้นความเห็นที่ขัดแย้งกับทางศาสนา

Terry Adams :    The devil is busy right now. We all need to stand up and be the person on earth that God has made us all to be. The darkness can Not stand up to the light and the light always  wins over the darkness.   ขณะนี้ปีศาจติดธุระยุ่งมาก  พวกเราทุกคนต้องยืนหยัดและเป็นมนุษย์บนโลกที่พระเป็นเจ้าทรงสร้างเราทุกคนให้เป็น   ความมืดไม่สามารถต่อต้านแสงสว่าง และแสงสว่างจะชนะความมืดเสมอ.

David Coker   :  I believe that the Talmudic Jews are the synagogue of Satan spoken of in the Bible. Madonna is a big fan.   ฉันเชื่อว่าคนยิวที่ถือลัทธิตัลมุดเป็นที่รวมศูนย์ของซาตานที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์  มาดอนนาเป็นผู้นิยมจริงจัง

Tom Collick
 
o   Any person who refuses to acknowledge that Jesus saved us through His Suffering and Death, by the shedding of His Precious Blood, is in the synagogue of satan. Pray for all and repeatedly offer all souls to the Precious Blood. Precious Blood of Jesus Christ - save us and the Whole world!!.   
   ผู้ใดก็ตามที่ปฏิเสธที่จะรับรู้ว่าพระเยซูเจ้าได้ช่วยไถ่พวกเราผ่านการทรมานและความตาย  โดยหลั่งโลหิตมีค่าของพระองค์  คนนั้นก็อยู่ในที่รวมศูนย์ของซาตาน   จงสวดภาวนาสำหรับทุกคน และถวายวิญญาณทุกดวงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแก่พระโลหิตทรงคุณค่าของพระเยซูคริสตเจ้า – ช่วยพวกเราและทั้งโลก!!

   Hugh Jorgen •   Just block the phone number. No more demon.
                                 เพียงปิดเลขหมายโทรศัพท์  ก็จะไม่มีปีศาจโทรเข้ามาอีก

   Scott Wilson •   
   What phone service do demons use? I'd switch but I've already sold my soul to AT&T so I've nothing to offer.   
   ปีศาจมันใช้บริการโทรศัพท์อะไร?  ฉันเปิดใช้และทุ่มวิญญาณให้ AT&T แล้ว เลยไม่มีอะไรจะเสนอให้อีก
   
   chiselor :  Just rebuke the demon in the name of Jesus and watch it FLEE! 
   ก็เพียงดุว่าปีศาจในพระนามของพระเยซูเจ้า แล้วดูมันเผ่นหนี !
   
   Conscience Pfli :
   that's not the point, he's pointing out the devil will use any means to convey his hatred  for God and all things holy   
   นั่นไม่ใช่ประเด็น  คุณพ่อชี้ว่าปีศาจจะใช้ทุกวิธีการที่จะถ่ายเทความเกลียดของมันต่อพระเป็นเจ้าและทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์
   
   Rick Fagan  :
   This demon also shows up on some particularly famous fellow's teleprompter!   
    ปีศาจตนนี้ยังแสดงข้อความบนเครื่องที่มีชื่อเสียงพิเศษคือเครื่องฉายภาพข้อความบนจอ!
   
   Maureen McMahon VanDusen :   
   'Mockery of Religion is but a vain attempt to ignore." Archbishop Fulton Sheen
   พระอัครสังฆราชฟุลตัน ชีน กล่าวว่า “ เป็นการล้อเลียนศาสนาแต่เป็นความพยายามเสียเปล่าที่จะไม่มีการรับรู้”
   
   Maureen McMahon VanDusen :
    If anything, I was mocking progressives, many of whom may well be demon oppressed. I believe in the God of the bible, and do not  discount the existence of demons.
    ถ้าอะไรก็ตาม ที่ฉันเห็นว่าเป็นการล้อเลียนแล้วได้ผล  คนมากมายก็จะถูกปีศาจกดขี่ไปเรื่อย  ฉันเชื่อในพระเป็นเจ้าของพระคัมภีร์  และไม่ลดความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของบรรดาปีศาจ 

                                                                     Dominus  Meus  et  Deus  Meus
                                                                         Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                        Omnes sancti angeli et archangeli, orate pro nobis

                                                                                 Alan  Petervich


8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / 'คาทอลิก'ไม่เห็นด้วยการอุ้มบุญขัดศีลธรรม เมื่อ: กันยายน 06, 2014, 08:35:08 PM
 ยิ้ม
                                                                            'คาทอลิก'ไม่เห็นด้วยการอุ้มบุญขัดศีลธรรม

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 10 สิงหาคม 2557 13:49

       เสวนาจุดยืน"คาทอลิก"ต่อการอุ้มบุญ ยันไม่เห็นด้วย-เหตุไม่ตั้งอยู่บนศีลธรรม "นัยนา" ปูดกม.ฉบับใหม่ บังคับหญิงรับผิดชอบทารก

       คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคมแผนกสตรี จัดการเสวนาหัวข้อ "จุดยืนพระศาสนจักรคาทอลิกเรื่องการอุ้มบุญ" โดยมีคุณพ่อเชิดชัย เลิศจิตรเลขา พระสงฆ์คณะคามิลเลียน ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยศาสตร์ คุณพ่อพิเชฐ แสงเทียน พระสงฆ์คณะเยสุอิต อาจารย์วิทยาลัยแสงธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยศาสตร์ นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

คุณพ่อพิเชฐ กล่าวว่า ในเรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์เกี่ยวกับการอุ้มบุญ การมอบหมายให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนนั้น ในต่างประเทศจะมีกฎหมายและขั้นตอนมากกว่าประเทศไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะจะมีขั้นตอนการแพทย์ปรับรอบเดือนเจ้าของไข่และหญิงที่จะรับตั้งครรภ์ให้ตรงกันด้วย ซึ่งก็มีการทดลองที่โรงพยาบาล มีการติดการประเมินผลต่าง ๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์

ด้านคุณพ่อเชิดชัย กล่าวว่า เทคโนโลยีการแพทย์ต่าง ๆ ในการช่วยให้ตั้งครรภ์จากอดีตถึงปัจจุบัน ในปีค.ศ.1978 ทารกหญิงชื่อหลุยส์ บราวน์ได้เกิดขึ้นจากเด็กในหลอดทดลอง ก็ทำให้โลกตื่นเต้นไม่เพียงเฉพาะบิดามารดาของทารกผู้นี้เท่านั้น แต่รวมไปถึงคู่แต่งงานอีกหลายหมื่นคู่ที่ไม่สามารถมีบุตรได้ ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการปฏิสนธินอกครรภ์มารดา โดยครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1950 มีการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นครั้งแรก จากนั้นในปี ค.ศ.1980 ก็มีการอุ้มครรภ์แทน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีบุตรโดยผู้อื่น ส่วนคำสอนในพระศาสนจักรคาทอลิกก็มีอยู่หลายระดับ ซึ่งเป็นคำสอนจะใช้เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมมีอยู่ 3 ฉบับตั้งแต่อดีตจนฉบับล่าสุดเมื่อปีค.ศ.2008

คุณพ่อเชิดชัย กล่าวต่อว่า การบำบัดการมีบุตรยาก จะต้องให้การเคารพพื้นฐาน 3 เรื่อง 1.สิทธิการมีชีวิต และความบูรณาการด้านกายภาพของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงการตายตามธรรมชาติ 2.ความเป็นหนึ่งของการสมรส หมายถึงการเคารพซึ่งกันและกันสำหรับสิทธิแห่งการเป็นบิดามารดา และ3.การกำเนิดบุตรของมนุษย์เป็นผลมาจากเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา นอกจากนี้ คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ในการปฏิสนธิของทารกโดยอาศัยผู้อื่น หรือการให้กำเนินบุตรจะต้องจำกัดอยู่ในเฉพาะคู่แต่งงานเท่านั้น ซึ่งการใช้บุคคลอื่นตั้งครรภ์แทนยังเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่แห่งความรักของมารดา ความซื่อสัตย์ของคู่แต่งงาน และความรับผิดชอบแห่งการเป็นมารดา

"เราอยู่ในสังคมที่มีความเชื่อต่างกัน คำตอบของคาทอลิกเรื่องการอุ้มบุญกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดเด็กนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างเอื้ออำนวยกันและได้รับผบประโยชน์จากค้าจ้าง หากไม่มีการคำนึงถึงพื้นฐานศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์แล้ว ทางเราคิดว่าศาสนาคาทอลิกก็ยอมรับไม่ได้ในทางศีลธรรม ส่วนจะบาปหรือไม่บาปต้องไปดูผู้หญิงที่จะอุ้มบุญมีเสรีภาพและรู้ตัวหรือไม่ ถ้าแพทย์ที่มีจรรยาบรรณหากจะมีการรักษาต้องให้ข้อมูลทางการแพทย์ให้กับผู้นั้นด้วยหรือไม่ ดังนั้นผู้หญิงเป็นเหยื่อนั้นจะบาปหรือไม่บาปต้องดูเป็นกรณีๆไป"คุณพ่อเชิดชัย กล่าว

ขณะที่นางสาวนัยนา กล่าวว่า เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ตอนนี้มีความพยายามขับเคลื่อนกฎหมายมาใช้บังคับ โดยคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญหลายคนไม่มีความรู้เลย โดยแม้ที่อุ้มบุญที่เป็นข่าวนั้นก็ไม่มีความรู้เลยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะมีผลต่อร่างกายเขาอย่างไร ซึ่งผลของการอุ้มผลต่อแม่ที่ตั้งครรภ์ต่อการใช้สารเคมีก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวต่อผู้หญิง โดยจะมีการทิ้งร่องรอยไว้จำนวนมากจากเทคโนโลยี บางคนมีซีส บางเป็นมะเร็ง เรื่องนี้จึงไม่มีการให้ความรู้อย่างชัดเจนระหว่างสามีและภรรยาว่าจะมีผลกระทบต่อมาอย่างไร เพราะเรื่องนี้จึงยังไม่มีความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้หญิงโดยตรง

นางสาวนัยนา กล่าวต่อว่า ในประเทศเรามีผู้หญิงมีปัญหาอนามัยเจริญพันธุ์เป็นจำนวนมาก เมื่อการโยงกับการเสมอภาคระหว่างเพศนั้น ในประเทศไทยมีมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพระหว่างผู้หญิงจะให้ความรู้เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ของตัวเอง ดังนั้นเรื่องการอุ้มบุญที่อยู่ในกระแสสังคมตอนนี้ กำลังมีกฎหมายฉบับหนึ่งร่างมาเป็น 10 ปี แล้วชื่อ "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.." ที่ถูกร่างขึ้นมา แต่ไม่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงในฐานศูนย์กลาง และกฎหมายฉบับนี้กำลังคุ้มครองชีวิตเด็กเป็นสำคัญมากกว่า แต่กลับละเลยมุมมองของผู้หญิงที่เป็นคนตั้งครรภ์ และกฎหมายฉบับนี้ก็ยังไปคำนึงถึงหารพัฒนาเทคโนโลยีผ่านทางการแพทย์ให้มีความก้าวหน้าเพื่อตอบสนองวิทยาศาสตร์การแพทย์ มากกว่าผู้หญิงที่จะอุ้มบุญ

      "ขณะเดียวกันถ้าพ่อแม่ที่ให้คนอื่นมาอุ้มบุญเสียชีวิตขณะผู้หญิงที่อุ้มบุญตั้งครรภ์อยู่ ในกฎหมายฉบับนี้ก็บังคับให้แม่ที่อุ้มบุญต้องเลี้ยงดูเด็กที่เกิดมาตามกฎหมายด้วย ดังนั้นการให้ความรู้กับฝ่ายหญิงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้นการออกกฎหมายมาจะมีผลกระทบต่อทุกคน จะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ทุกคนต้องได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจกฎหมายนี้จะอันตรายอย่งามาก"นางสาวนัยนา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างกฎหมายที่ระบุถึงความรับผิดชอบต่อผู้หญิงที่อุ้มบุญหากพ่อแม่เสียชีวิต อยู่ในมาตรา 28 ระบุว่า ในกรณีที่สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายที่ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทนถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด ให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนเป็นผู้ปกครองเด็กนั้นจนกว่าจะมีการตั้งผู้ปกครองขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทน พนังงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้ปกครองได้ และในการตั้งผู้ปกครองดังกล่าวให้ศาลคำนึงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กนั้นเป็นสำคัญ

นางสาวนัยนา ให้สัมภาษณ์ "สำนักข่าวเนชั่น" ว่า หากกฎหมายนี้ออกมาก็อาจจะมีรูปแบบเป็นธุรกิจกว่าเดิม จากที่เป็นอยู่แล้ว ซึ่งกฎหมายนี้ต้องมีเงื่อนไขให้ผู้ที่อุ้มบุญต้องปราศจากอำนาจทางเศรษฐกิจ และผู้หญิงต้องมีความสามารถในการอุ้มบุญจริง แต่กฎหมายกลับไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ มีแต่คุ้มครองคนที่ได้รับประโยชน์ หรือเรียกว่าไม่ได้นึกถึงผู้หญิง แต่นึกถึงวัตถุการผลิตเท่านั้น ซึ่งการอุ้มบุญในต่างประเทศมีขั้นตอนเป็นจำนวนมาก จะต้องสืบประวัติของครอบครัว ของผู้หญิงที่จะอุ้มบุญ จะต้องไปถึงบ้านเพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ และใช้เวลานานมากกว่าจะมีการอนุมัติ แต่กฎหมายบ้านเรากลับไม่มี จึงเกรงว่าหากกฎหมายออกมาแล้วจะมีแต่ผู้หญิงที่แห่มาทำมากขึ้นแน่นอน

Tags : คณะกรรมการคาทอลิกฯ • อุ้มบุญ

       ความเห็นของ Alan  Petervich  :

       เรื่องการเกิดของมนุษย์ต้องมาจากฝีมือของพระเป็นเจ้า  นั่นคือ พระองค์สร้างมนุษย์โดยอาศัยผู้ชายและผู้หญิง  ตามวิธีทางธรรมชาติ  นั่นคือการร่วมสัมพันธ์ทางเพศและบังเกิดเด็กในครรภ์ของฝ่ายหญิง  คือโดยวิธีธรรมชาติธรรมดาๆนั่นเอง  ดังนั้น  การที่มีเด็กมาเติบโตในครรภ์ของผู้หญิงด้วยการนำเอาตัวอ่อนที่เกิดแล้วมาฝังในครรภ์หรือมดลูกของหญิงนั้น  ย่อมรับไม่ได้แน่นอน  เพราะไม่ใช่วิธีเกิดและเติบโตตามธรรมชาติ  วิธีเกิดเด็กและเติบโตในครรภ์แบบนี้ยังผิดวิธีการและก็เลยผิดกฎหมายทั้งทางโลกและทางธรรมไปด้วย  อธิบายได้ย่อๆเท่านี้  รายละเอียดโปรดหาอ่านในข้อมูลที่นำลงในวารสารหรือหนังสือพิมพ์ต่างๆ  คงพอหาได้ - ครับ.
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: Sancte Pater -- ข้าแต่พระบิดา เมื่อ: กันยายน 05, 2014, 08:37:53 PM
 ยิ้ม
                                                               บทภาวนา " ข้าแต่พระบิดา ของข้าพจ้าทั้งหลาย "
                                                                         เป็นภาษาลาตินต้นฉบับดั้งเดิม

Pater noster, qui es in caelis,
sanctificetur Nomen tuum.
Adveniat regnum tuum.
Fiat voluntas tua,
sicut in caelo et in terra.
Panem nostrum quotidianum da nobis hodie,
et dimitte nobis debita nostra
sicut et nos dimittimus debitoribus nostris.
Et ne nos inducas in tentationem,
sed libera nos a malo. Amen.

                                                                 Priest Claims Hate Texts Are From Demon Spirit
                                                       คุณพ่อบาทหลวงอ้างว่าถ้อยคำแสดงความเกลียดชังมาจากจิตชั่วปีศาจ

                                                       [url][/url][/URL][/img]
                                                       
(Austrian Times)  A Polish priest claims he has been getting hate texts - from a demon.
(หนังสือพิมพ์ Austrian Times)  พระสงฆ์ชาวโปแลนด์อ้างว่าท่านกำลังได้รับข้อความแสดงความเกลียดชัง – จากปีศาจตนหนึ่ง

Parish priest Father Marian Rajchel from Jaroslaw, a town in south-eastern Poland, said he started getting the texts after carrying out an exorcism on a teenage girl.
คุณพ่อเจ้าวัด Marian Rajchel จาก Jaroslaw เมืองหนึ่งทางตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศโปแลนด์  กล่าวว่า ท่านเริ่มได้รับข้อความหลังจากได้ทำพิธีขับไล่ปีศาจออกจากร่างของสาวน้อยวัยรุ่นคนหนึ่ง

But he said that the attempt to drive out the devil from the girl's soul clearly failed, and that it was now using the teenager to attack him by using mobile phone messages.
แต่ท่านกล่าวว่า ความพยายามขับไล่ปีศาจออกจากวิญญาณของสาวน้อยเห็นชัดว่าล้มเหลว  และกล่าวเสริมว่า ขณะนี้นี่เองที่มันกำลังใช้เด็กสาววัยรุ่น โจมตีท่าน โดยใช้ message ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

He told local media: "The author of these texts is an evil spirit who has possessed her soul."
คุณพ่อบอกสื่อท้องถิ่นว่า : “ ผู้เขียนข้อความเหล่านี้คือจิตวิญญาณร้ายที่เข้าสิงวิญญาณของเธอนั่นเอง “

He said that the devil and his followers were not shy about using modern technology but that in many cases their actions were not identified as being the work of evil.
คุณพ่อกล่าวว่า  ปีศาจและบริวารของมัน ไม่อายที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ในหลายกรณี การกระทำของพวกมันไม่มีใครสังเกตุเห็น ว่านั่นคือผลงานของปีศาจ

He said: "Often the owners of mobile phones are not even aware that they are been used like this, however in this case it is clear."
ท่านกล่าวว่า : “ บ่อยมาก บรรดาเจ้าของโทรศัพท์มือถือไม่เคยสังหรณ์ว่า โทรศัพท์เหล่านั้นถูกใช้แบบนี้   อย่างไรก็ดี  กรณีนี้ชัดเจนมาก “

He said one of the text messages read: "She will not come out of this hell. She’s mine. Anyone who prays for her will die."
ท่านเล่าว่า สารข้อความครั้งหนึ่งอ่านได้ความว่า : “ นังนี่จะไม่ออกจากขุมนรกนี้  มันเป็นของข้า  ใครผู้ใดที่สวดอธิษฐานให้มันจะตายทุกคน “

He said however that he had prayed for her and sent back another text message, getting the message in return: "Shut up, preacher. You cannot save yourself. Idiot. You pathetic old preacher."
อย่างไรก็ดี คุณพ่อกล่าวว่าท่านได้สวดภาวนาให้เธอและส่งสารข้อความกลับไป  จึงได้สารคำตอบคืนมาว่า : “ หุบปาก  เจ้านักเทศน์  แกเองยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้   ไอ้โง่ดักดาน  ไอ้นักเทศน์แก่น่าสมเพศ “

He added: "Clearly this young girl has been possessed, and needs further help."
คุณพ่อเสริมว่า : “ เห็นชัดว่า สาวน้อยคนนี้ถูกปีศาจสิงแน่แล้ว  และต้องการความช่วยเหลือต่อไป “

Link:
•   Priest Claims Hate Texts Are From Demon Spirit
Posted by Vincenzo at 11:16 AM

          เราจะพยายามติดตามตอนต่อไปเพื่อดูว่า  คุณพ่อองค์นี้จะทำอย่างไร เพื่อช่วยสาวน้อยผู้น่าสงสารคนนี้จากเงื้อมมือของปีศาจที่เข้าสิงเธอ   โปรดช่วยกันภาวนาเพื่อเธอ  อย่ากลัวคำขู่ของปีศาจ  พระเป็นเจ้าทรงฤทธิ์สูงสุด  จะไม่ปล่อยให้ปีศาจข่มเหงลูกๆของพระองค์อย่างง่ายๆแน่นอน - ครับ.

                                                                       Dominus  Meus  et  Deus  Meus
                                                                         Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                        Omnes sancti angeli et archangeli, orate pro nobis

                                                                                 Alan  Petervich
 
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Sancte Pater -- ข้าแต่พระบิดา เมื่อ: กันยายน 05, 2014, 09:42:46 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                               Sancte Pater -- ข้าแต่พระบิดา

Father Marian Rajchel
Alan  Petervich
Monday, July 28, 2014
Update September 5, 2014

                                                             ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/sanctepaterheader_zps1c8c0579.jpg.html][IMG]][/url]


       Priest Claims Hate Texts Are From Demon Spirit

(Austrian Times) A Polish priest claims he has been getting hate texts - from a demon.

Parish priest Father Marian Rajchel from Jaroslaw, a town in south-eastern Poland, said he started getting the texts after carrying out an exorcism on a teenage girl.

But he said that the attempt to drive out the devil from the girl's soul clearly failed, and that it was now using the teenager to attack him by using mobile phone messages.

He told local media: "The author of these texts is an evil spirit who has possessed her soul."

He said that the devil and his followers were not shy about using modern technology but that in many cases their actions were not identified as being the work of evil.

He said: "Often the owners of mobile phones are not even aware that they are been used like this, however in this case it is clear."

He said one of the text messages read: "She will not come out of this hell. She’s mine. Anyone who prays for her will die."

He said however that he had prayed for her and sent back another text message, getting the message in return: "Shut up, preacher. You cannot save yourself. Idiot. You pathetic old preacher."

He added: "Clearly this young girl has been possessed, and needs further help."

Link:
•   Priest Claims Hate Texts Are From Demon Spirit
Posted by Vincenzo at 11:16 AM

          Alan  Petervich  :

       นานๆจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับ 'Fallen Angel'  ตนหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของ ' ท่านผู้ทรงฤทธิ์น่าเกรงขามผู้นี้'   ปกติเราจะไม่เข้าไปข้องแวะท่านอยู่แล้ว  เพราะเพียงตั้งท่าจะแปลข้อมูลเรื่องนี้ ' ท่าน ' ก็สำแดงฤทธิ์เล็กๆน้อยๆเป็นการแสดงว่าอย่าแตะต้องท่านมากกว่านี้  อะไรทำนองนั้นกระมังครับ  แต่เอาเถอะ  คงไม่มีอะไรมากเพราะเรารู้ขอบเขตอำนาจของท่าน  เราเพียงเสนอข่าวเท่านั้น  และจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ท่านให้เสียหายมากกว่าที่เป็นข่าวแน่นอน  นี่คือวัตถุประสงค์แท้จริงของเรา  เรายังมี ' Guardian Angel ' คอยช่วยอยู่แล้ว จะกลัวทำไม   ขอเชิญอ่านข้อมูลที่เราจะนำเสนอในคราวหน้านะครับ  

       แต่ความจริงภาษาที่นำข้อมูลมาสู่พวกเราก็ไม่ใช่ภาษายากมากจนเกินความสามารถของพวกท่านผู้อ่าน  ลองอ่านดูก่อนก็ได้นะครับ.

                                                                                   Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                         E  Pluribus  Unum  

                                                                                           Alan  Petervich
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พระสังฆราช พระสงฆ์ เณร คาทอลิกไว้หนวดเครา ดูไม่น่านับถือเท่าพระภิกษุ ! เมื่อ: กันยายน 04, 2014, 07:06:24 PM
 ยิ้ม
                                                     พระสังฆราช พระสงฆ์ เณร คาทอลิกไว้หนวดเครา ดูไม่น่านับถือเท่าพระภิกษุ !
                                              QUAERITUR: BEARDS! FACIAL HAIR! BISHOPS! SEMINARIANS! DRAMA! SCANDAL!

Posted on 4 December 2011 by Fr. John Zuhlsdorf
Alan  Petervich Update  4 September 2014

       จากผู้อ่านคนหนึ่ง : ถามคุณพ่อ จอห์น ซุลเดอร์ฟ

      ขณะนี้ ฉันกำลังประหลาดใจเกี่ยวกับหนวดเคราสำหรับนักบวชของจารีตโรมัน ( ถ้า โดยที่ครั้งหนึ่งเบเนดิกต์ขอร้อง  ให้จารีตลาตินยังคงอยู่ต่อไป)  [ ถ้าเบเนดิกต์ยังอยู่ .....ผู้คงแก่เรียนสมัยเก่าแก่หลังๆนั่นก็มีความสงสัย......] เป็นความเข้าใจของฉันว่าบรรดาพระสงฆ์และสามเณรของจารีตลาตินต่างโกนหนวดเคราสะอาดเกลี้ยงเกลา   เช่นตัวอย่าง  ฉันทราบว่านักบุญชาร์ล บอร์โรเมโอ ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้   สังฆมณฑลจำนวนหนึ่งไม่อนุญาตให้สารเณรของเขาไว้หนวดเครา  (เช่น .........)  แต่  มีผู้ที่มิได้คาดหมายมาก่อนที่นี่ ที่ทุกคนเริ่มไว้หนวดเครา   มันดูแล้วพิลึกมาก  มีอะไรไหมที่เขียนไว้ ที่ยังคงบังคับใช้บรรยายถึงเรื่องนี้?

       
                                                                     ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/images1_zpsf8908762.jpg.html][IMG]http://][/url]

       คุณพ่อตอบ :

       เป็นความจริงที่ว่านับเป็นเวลายาวนานมากที่นักบวชจารีตลาติน( ดังนั้นรวมสามเณรด้วย) ถูกห้ามมิให้ไว้หนวดเคราและจอน และใช้เครื่องเพชร เพราะว่ามันเป็น “ ความฟุ้งเฟ้อ “    ลองคิดดูกับแนวโน้มที่เป็นภาพแสดงความโอ่อ่าเกี่ยวกับหนวดเคราของผู้ชายในยุคที่ผ่านมา  ดังที่แจ็ค โอเบรย์อาจจะกล่าวว่า “ ไม่มีความฟุ้งเฟ้อในเรื่องนั้น “

       โดยที่พ่อเป็นนักทำคู่มือที่แข็งกร้าวและยืนหยัดไม่ผ่อนปรน  พ่อคิดว่าบรรดาพระสงฆ์และสามเณรสังฆมณฑลของจารีตลาตินควรโกนหนวดเคราให้สะอาดเกลี้ยงเกลา   ใช่ซิ  พ่อรู้ว่าไม่มีกฎข้อบังคับอีกต่อไปแล้ว  และยังรู้ว่าผู้ชายเราบางคนเลือกไว้หนวดเคราจากเหตุผลเรื่องผิวและไม่ใช่เรื่องความฟุ้งเฟ้อ  แต่นั่นคือที่พ่อยึดถือ   พ่อยึดถืออย่างนั้น  เวรเอ๊ย!  ไม่เอาเครา !ไม่เอาหนวด !  ได้ยินไหม ?  โกนมันทิ้งให้หมดเสีย อย่างนั้น !

       พระสังฆราชองค์หนึ่งไม่มีสิทธิภายใต้กฎหมาย ที่ต้องการให้บรรดาสามเณรของสังฆมณฑลโกนหนวดโกนเคราทุกวัน.....คิดเรื่องนั้นบ้าง  อย่างไรก็ดี  ท่านสามารถ  ด้วยเหตุผลอย่างหนึ่งหรืออย่างอื่น   เลือกที่จะให้ผู้ชายเป็นเณรคนหนึ่งหรือไม่  บรรดาสามเณร ก็มีสิทธิที่จะฝังตัวเป็นคริสตชน....เป็นคนชนิดนั้น.    มันเกี่ยวกับพลังอำนาจ   จะชอบหรือไม่ก็แล้วแต่   อย่างไรก็ดี   ลักษณาการทางร่างกายของพระสงฆ์สะท้อนถึงสมณภาพและสังฆมณฑล   พระสังฆราชมีความรับผิดชอบที่จะสนับสนุนทั้งชื่อเสียงของพระสงฆ์และความมีศักดิ์ศรีของสังฆภาพสงฆ์และสังฆมณฑล.

       พ่อขอแนะนำยาทาก่อนและแปรงโกนหนวดแก่ทุกท่าน  แต่ ในเวลาเดียวกัน  โปรดจำไว้ว่า  สามเณรบางคนตอนนี้ยังหนุ่มแน่นและยังคิดให้ออกในสิ่งที่พวกเขาต้องการทำกับเจ้าพวก เช่นที่ บิล คอสบี้พูดไว้ “ เส้นขนกะจิริดกำลังงอกออกมาจากหน้าของฉัน “   

       ดู.... สามัญสำนึกต้องมีตรงนี้   ผู้ชายจะมีหนวดเคราทุกคน  นานตราบเท่าที่พวกเขาคิดว่าเหมาะสม และโดยที่กฎข้อบังคับตอนนี้มิได้ห้ามพวกเขาที่เป็นนักบวชจารีตลาติน ด้วย  ถ้าพวกเขาขาดระเบียบและทำให้พระสงฆ์ดูแล้วเหมือนไอ้โง่ดักดาน....ดีแล้ว.....พวกเขาต้องคิดให้ได้ที่สิ่งนั้นมันเกิดจากตัวพวกเขาเอง  เหมือนกับกรณีในการเรียนการศึกษา   ในสำนักงาน แถบวอลสตรีท.....หรือ ในฝูงชนที่แออัดในวอลสตรีท ที่พ่อเชื่อว่าหนวดเคราจะเป็นแหล่งแพร่เหาและมีภาระหนักกับของที่ระลึกในมื้ออาหารที่มิได้ซื้อแต่อย่างใด.

       ความเห็นผู้อ่าน :

       คุณพ่อโทมัส  :  การไม่ปรากฎหนวดเคราของพระสงฆ์จารีตลาตินเป็นหนึ่งในความสันโดษเล็กน้อย ระหว่างศาสนจักรตะวันออกและตะวันตกก่อนปี 1054  พ่อพบว่ามันน่าสนใจว่าทางตะวันตกถือว่าการมีหนวดเคราเป็นความฟุ้งเฟ้อ โดยที่การไม่มีหนวดเครากลับเป็นความฟุ้งเฟ้อในทางตะวันออก  เช่นเดียวกับเหตุผลอื่นๆบางประการ

       สิชิลีอาโน  : จริงจัง เรื่องหนวดเคราหรือ?  ฉันหมายถึง   พระคริสตเจ้าของเราปรากฏในภาพเขียนมากมายมีหนวดเครา  ดังนั้น   อะไรคือปัญหา?  และ  คนหนึ่งจะโกนหนวดเคราเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านหรือไม่  ไม่ใช่ที่พวกเขาเชื่อและสอนสำคัญมากกว่า ว่าพวกเขาโกนหนวดโกนเคราเกลี้ยงเกลาหรือ?   โอ  เพื่อความรักของพระเป็นเจ้า  ข้ามไปเถอะ. ( เอางั้นหรือ  เพื่อความรักต่อพระเจ้า  อ่านคำถามที่เข้ามาข้างบนหรือยัง ? จริงนะ ?)

       มีคำพูดในภาษาอิตาเลียนว่า “ I’abito non fa Monaco “  หรือ  เครื่องแต่งกายมิได้ทำให้คนนั้นเป็นนักพรต  ฉันคิดข้อความนี้น่าจะปรับใช้กับเรื่องมีหนวดเครา/ ไม่มีหนวดเครา [ บางที  เมื่อ (ถ้า?) คุณเป็นพระสงฆ์หรือนักพรตคนหนึ่ง  คำโต้แย้ง “I’abito” จะได้เนื้อความมากกว่า ?  O{]:-) ]

       บาซิโลรัต : เมื่อผมอยู่บ้านเณรใหญ่ในปี 1980  เรา ครั้งแรก เปลี่ยนจากเสื้อหล่อและเสื้อขาวสั้น – เซอร์ปลีซ ที่วัด  ได้รับอนุญาตให้ไว้จอนหนวดเครา  ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากพระสังฆราช  ที่ได้อนุญาตในปี 1985  ผมขอรื้อฟื้นถึงพระคาร์ดินัลติสเซอรังฝรั่งเศสผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่มีใจนักกีฬาไว้หนวดเคราค่อนข้างยาว  และท่านเป็นสมณอธิบดี-หัวหน้า-ของพระคาร์ดินัล

       เราศึกษากับคณะกาปูชิน  มันเป็นประเพณียาวนานที่พวกเขาจำต้องไว้หนวดเคราตั้งแต่เป็นโนวิส  และถ้าพวกเขาไม่สามารถไว้หนวดเคราได้ ก็มีการชดเชยแก่ผู้นั้น ! [ พวกฟรังซิสกันเหล่านี้ตอนนี้ปลอมตัวเป็นสามเณรของสังฆมณฑลหรือไง ?]

       เอมิลีโอ  :  ฉันถือเสมอว่ามันเป็นเรื่องของประเพณี   โดยที่แฟชั่นโรมันคือโกนหน้ากลี้ยงเกลา ในขณะที่แฟชั่นกรีกถือว่าผู้ชายไว้หนวดเคราได้   มันดูเหมือนเหตุผลทางตรรกวิทยาว่าจารีตตะวันตกและตะวันออกจะเดินตามแบบฉบับโบราณ   ฉันไม่มีข้อขัดข้องกับพระสงฆ์ที่ดูคล้ายสโตนวอลล์ แจ็คสัน  แต่อาจไม่เห็นด้วยจริงจังกับใครก็ตามที่ดูคล้ายอัมโบรส เบิร์นไซด์!

       ซีเอ็มโรส  :  ฉันพบว่าหัวข้อสนทนานี้น่าสนใจ  ในความคิดของฉัน คนหัวล้านไว้หนวดเครา (แบบจารีตตะวันออก-สุดๆ)  หรือโกนหน้าเกลี้ยงเกลาโดยทิ้งผมมีวงกลมกลางศีรษะที่เรียกว่า  tonsure ( คุณจะไม่เห็นทรงผมนี้อีกเลย )..... เราต้องอยู่ในกรอบมรดกตกทอดเป็นข้อแรกและก่อนหมด  สำหรับส่วนใหญ่ ฉันว่าเรามีพวกลาตินที่นี่   พวกลาตินตกอยู่ภายใต้มรดกตกทอดโรมัน   คนโรมันผู้ชายนั้นโกนหนวดเคราเกลี้ยงสะอาด – ไม่เพียงที่ถือตามธรรมเนียมศาสนา  แต่ตามประเพณีและวัฒนธรรมด้วย   ดังนั้น  มันเพียงยึดมั่นในเหตุผลที่ว่า พระสงฆ์/นักบวช/สามเณรของเราควรจะโกนหนวดเคราด้วย   ในทางตรงข้าม  พูดสมมุติเลยว่าฉันเป็นคาทอลิกมาโรไนต์ ( ซึ่งไม่ใช่ ฉันเป็นลาตินคนหนึ่ง    ฉันชอบจารีตที่ตกทอดของศาสนจักร และพิธีกรรมที่มิใช่โรมันที่ฉันเข้าร่วมด้วยคือกลุ่มมาโรไนต์  ข้าแต่ท่านนักบุญราฟกา  ช่วยวิงวอนเทอญ)  มันควรจะอยู่นอกวัฒนธรรมของฉันและมรดกตกทอดของฉัน สำหรับพระสงฆ์/นักบวช/สามเณร ของเราได้โกนหนวดเคราสะอาดเกลี้ยงเกลา  นี่คือการแปลกแยกแตกต่างที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ!

                                                                            พระภิกษุในพุทธศาสนา

       พระภิกษุในพุทธศาสนา ต้องโกนหัว โกนหนวด  โกนเครา  และโกนคิ้วด้วย  น่าประหลาดที่ชาวพุทธไม่มีหลักฐานเรื่องเกี่ยวกับการโกนหัวของพระภิกษุว่า  เริ่มตอนไหน  ตั้งแต่เมื่อใด  เลยต้องมาคัดลอกเอาบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสไปอ้างเป็นข้อมูล   เชิญติดตามบางตอนจากงานของบาทหลวงสมัยก่อนที่บันทึกไว้

       จดหมายเหตุการณ์เดินทางสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงตาชารด์, สันต์ ท.โกมารบุตร แปล (๒๕๑๙) (กรุงเทพฯ: เกษมบรรณกิจ)  ดังนี้ :
 บาทหลวงตาชาร์ด เดินทางมาเมืองไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกว่า

“...ไม่มีเลยที่ว่าเมื่อเดินทางไปสักหนึ่งลิเออแล้วจะไม่พบวัด (pagoda) เข้าสักแห่ง กล่าวคืออุโบสถอันเป็นที่ประดิษฐานพระปฏิมากร อุโบสถนี้จะมีอาวาสขนาดย่อม ๆ พ่วงอยู่ด้วยเสมอ เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุ (talapoin – ตาลาโปย) ซึ่งเป็นพระ (pretre) และนักบวช (religieux) ของพื้นประเทศ  ภิกษุเหล่านี้อยู่กันเป็นหมู่คณะ และอาวาสของท่านก็เป็นประดุจสำนักเสมินาร์ (seminaire)ซึ่งพวกลูกผู้ดีมีตระกูลมารับการศึกษากัน...เมื่อเด็กเหล่านี้ไปอยู่ที่วัด ก็ครองจีวรของภิกษุอันประกอบด้วยผ้าสีเหลืองสองผืน...ต้องโกนผมและคิ้วอย่างอาจารย์...” (จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงตาชารด์ : ๒๒)

       พระสงฆ์ไม่มีทุนทรัพย์ ไม่มีรายได้ ดำรงชีพอยู่ด้วยการภิกษาจารเท่านั้น ทุก ๆเวลาเช้า ท่านจะไปปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้าน หรือเรือที่ท่านรู้จักโดยไม่พูดจาว่ากระไร ถือตาลปัตรบังไว้มิให้แลไปปะผู้หญิงยิงเรือ...ท่านครองจีวรสีเหลือง โกนศีรษะ และโกนคิ้ว ใช้แหนบถอนเครา เมื่อท่านต้องการก็อาจละผ้าเหลืองของสงฆ์และไปแต่งงานได้ (จดหมายเหตุรายวัน การเดินทางสู่ประเทศสยาม ในปี ค.ศ.๑๖๘๕ ฯ : ๓๔๗)

       พระภิกษุโกนหนวดเครา ผมบนศีรษะ และขนคิ้วเกลี้ยง (จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม : ๓๔๙)

       พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต ได้กล่าวไว้เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็น พระเทพเวที ว่า “...เรื่องโกนคิ้วนี้ กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของพระสงฆ์ไทย ไม่ใช่เรื่องว่าผิดวินัยหรือไม่จัดเข้าในประเภทขนบธรรมเนียมประเพณี ถ้าขนบธรรมเนียมประเพณีนั้นไม่ขัดกับพระวินัย (ไม่ได้บัญญัติห้ามว่าไม่ให้โกนคิ้ว) หรือช่วยเสริมวินัยให้มั่นขึ้น ก็เป็นการชอบ...การที่พระสงฆ์ไทยโกนคิ้วนั้น สันนิษฐานได้อย่างหนึ่งว่า จะให้พระภิกษุต่างจากคฤหัสถ์ที่โกนหัว ซึ่งโกนแต่ผมอย่างเดียว อันเป็นที่นิยมกันบ้างในคนบางหมู่บางพวกบางยุคบางสมัย การทำเช่นนี้จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ภิกษุสามเณรบางรูปที่คะนองปลอมตัวเป็นคฤหัสถ์ไปในที่ต่าง ๆ เป็นเครื่องช่วยคุมไว้อีกชั้นหนึ่ง ในกรณีที่เป็นเช่นนี้ก็จัดได้ว่าเป็นประเพณีเสริมพระวินัย...”

(ป.อ.ปยุตฺโต ๒๕๓๑ : ๒๖)
(พระเทพเวที กรณีสันติอโศก (กรุงเทพฯ: รุ่งแสงการพิมพ์, ๒๕๓๑)

          Alan  Petervich  :  คนไทย ( หรือชาวสยาม ) คงเห็นคุณพ่อบาทหลวงชาวต่างประเทศ ที่เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาในเอเซียและเป็นต้นในประเทศไทยนั้น   ต่างไว้หนวดไว้เครา(รวมทั้งไว้จอนยาว)รุงรัง  ดูแล้วก็เหมือน -ขอโทษ - คนป่าคนดอยที่อยู่ตามป่าตามเขา  คนไทยคงเหมือนชาวโรมันผู้เจริญ  ที่แตกต่างจากคนป่าที่บุกรุกเข้ามายังดินแดนของพวกเขา  ไม่มีวัฒนธรรมที่น่ายกย่องเคารพ หรือพอที่จะเอาเยี่ยงอย่างในการแสดงตนอย่างเปิดเผยได้แต่ประการใด  เคยมีคนถามท่านคุณพ่อบาทหลวงว่าทำไมไว้หนวดไว้เครายาวเฟิ้ม  ทำไมไม่โกนหน้าให้เกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านเสียที  ท่านตอบหน้าตาเฉยว่า  มิสชันนารีเขาจะไว้หนวดไว้เคราเพื่อแสดงว่า เป็นผู้เดินทางไปยังแถบเอเซียและอาฟริกาที่เป็นคนป่าไม่มีวัฒนธรรมทางการแต่งกาย - ว่าเข้านั่น  ความจริงน่าจะมีอยู่ว่า  ท่านอาจอยากให้คนชาวบ้านแถบเอเซียและอาฟริกาให้ความเคารพยำเกรงมากกว่า  หรือความจริงก็คือ  พวกท่านอาจไม่มีเวลาโกนหนวดโกนเครา (หรือขี้เกียจโกนกระมัง)

          ตอนนี้ บรรดาพระสงฆ์ไทย( เกือบทั้งหมดต่างโกนหนวดโกนเคราเกลี้ยงเกลา )  แต่เกิดมีคุณพ่อบาทหลวงต่างชาติ  อิตาลีบ้าง ฝรั่งเศส ฟิลิปปินส์ อินเดีย  ฯลฯ บ้าง  เริ่มไว้หนวดเคราบ้างแล้ว  แม้ยังไม่ยาวเฟิ้ม  แต่เริ่มยาวออกมาให้เห็นแล้ว  คาทอลิกไทยคนไหนชอบบ้างยกมือขึ้น  ถ้าไม่ชอบ เห็นแล้วคิดว่าคนต่างศาสนาเขารังเกียจ  ช่วยเตือนท่านให้โกนให้เกลี้ยงเกลาจะได้บุญโข  เชื่อผมเถอะครับ - ท่านผู้เจริญ.
 

12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / "การแต่งงานแบบต่างคนต่างนับถือศาสนา" เมื่อ: กันยายน 02, 2014, 10:05:20 PM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                         "การแต่งงานแบบต่างคนต่างนับถือศาสนา"

1. คุณพ่อ มงซินญอร์ อันดรูว์ วิษณุ ธัญญอนันต์ (อดีต รองปลัดสมณสภาศาสนสัมพันธ์)
2. คุณพ่อ เชษฐา ไชยเดช (ผู้จัดการแผนกวิถีชุมชนวัด)
28  ก.ย.2556

                                                                                สรุปประเด็นการบรรยายพิเศษ

       การบรรยายพิเศษหัวข้อ “การแต่งงานแบบต่างคนต่างนับถือศาสนา” ในภาคเช้า โดย มงซินญอร์ วิษณุ ธัณญอนันต์ ในช่วงต้นได้ให้ภาพความหลากหลายของศาสนาต่างๆในเอเชีย และความหลากหลายของการนับถือศาสนาในประเทศไทย ซึ่งประชากรที่นับถือศาสนาคาทอลิกในประเทศไทยมีเพียงร้อยละ 0.7 เท่านั้น
จากนั้น มงซินญอร์ วิษณุ ได้บรรยายให้เห็นถึงรูปแบบการแต่งงานของคาทอลิก ซึ่งแบ่งได้ 3 กลุ่ม กลุ่มที่1 คือ คาทอลิกแต่งงานกับคาทอลิกกลุ่มนี้ถือเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นสถาบันครอบครัวที่ตั้งขึ้นโดยพระเจ้า กลุ่มที่2 คาทอลิกแต่งงานกับคนที่มีความเชื่อเดียวกันใน”อับราฮัม”แต่ไม่ใช่คาทอลิก และกลุ่มที่3 คาทอลิกแต่งงานกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่น หรือคนที่ไม่มีศาสนา เรียกว่า “Disparitas cultus”(Disparity cult/worship) คือ ต่างคนต่างถือ ซึ่งกลุ่มที่3 นี้เป็นกลุ่มที่มีมากกว่า 90%ของการแต่งงานของคาทอลิกในประเทศไทยปัจจุบัน

       มงซินญอร์ วิษณุ ได้เชื่อมโยงให้เห็นถึงข้อความจากพระคัมภีร์ในพระธรรมเดิม (Old Testament) และจากพระธรรมใหม่ (New testament) ในเรื่องการแต่งงานแบบต่างคนต่างถือ และท่าทีของพระศาสนจักรกับการแต่งงานแบบต่างคนต่างถือจากเอกสารจากสังคายนาวาติกันที่ 2 1962 - 1965 และเอกสารอื่นๆ ว่ามีการกล่าวถึงและให้ความสำคัญในการแต่งงานแบบต่างความเชื่อมานานแล้ว

       ช่วงสุดท้ายในภาคเช้า มงซินญอร์ วิษณุ ได้ปิดท้ายด้วยเหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้พระศาสนจักรให้ความสำคัญในเรื่องการแต่งงานแบบต่างคนต่างถือ ประเด็นท้าทายที่การแต่งงานแบบต่างคนต่างถือต้องเผชิญ และข้อเสนอสำหรับคู่แต่งงานที่ต่างคนต่างถือควรนำไปปฏิบัติในการใช้ชีวิตคู่

       ในภาคบ่าย คุณพ่อ เชษฐา ไชยเดช ได้บรรยายและตอบข้ออภิปรายซักถามของผู้เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ“พิธีกรรมศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก” โดยในช่วงแรก คุณพ่อได้ทำความเข้าใจว่าพิธีกรรมศาสนาคริสต์ เกี่ยวข้องกับ พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ พิธีสวดทำวัตร พิธีเสกและอวยพร โดยคุณพ่อเน้นการทำความเข้าใจในการมาร่วมพิธีบูชามิสซา ความหมายและความสำคัญของวัดและส่วนต่างๆของวัดซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ตลอดจนการมีส่วนร่วมในพิธีกรรม และเจาะลึกในพิธีกรรมของคาทอลิก 2 พิธีกรรม คือ พิธีแต่งงาน และพิธีปลงศพ

       คุณพ่อได้บรรยายและสร้างความเข้าใจถึงคำว่าพิธีกรรม พิธีการ ความเชื่อ ประเพณี และสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติและควรปฏิบัติ และในช่วงท้ายสุดคุณพ่อได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้พูดคุย ซักถามข้อสงสัย ซึ่งคุณพ่อได้ไขความกระจ่างโดยการอธิบายทั้งข้อกำหนด กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแนววิธีปฏิบัติด้วย

                                                           บอกเล่าให้ฟัง
                               จาก : คุณพ่อเจ้าอาวาส สารวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต

       การแต่งงานสําหรับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ ไม่ใช่เพราะเป็น
การสร้างครอบครัวใหม่ที่เป็นหน่วยเล็กๆที่สําคัญของสังคมเท่านั้น แต่พระศาสนจักรยังเชื่อมันว่าการ
แต่งงานเป็นเรื่องของพระเป็นเจ้าที่ทรงให้เกียรติมนุษย์ โดยเชื้อเชิญมนุษย์ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
สร้างมนุษย์ใหม่ของพระองค์   เพราะฉะนั้นการแต่งงานที่ถูกต้องสําหรับพระศาสนจักรหมายถึงชายจริง
หญิงแท้ที่มารับการอบรมให้เข้าใจอยางถ่องแท้เรื่องชีวิตแต่งงาน พันธสัญญาแห่งการแต่งงาน หน้าที่
ของสามีและภรรยา หน้าที่ของบิดามารดา  แล้วตัดสินใจอย่างอิสระมาทําพิธีแต่งงานต่อหน้าศาสนบริกร
และพยานอยางน้อย 2 ท่านในวัด   ด้วยเหตุนี้เอง ใครก็ตามที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้ทําพิธีอย่าง่
ถูกต้องในวัดตามที่กฎหมายพระศาสนจักรกำหนดไว้  ไม่ถือว่าเป็นการแต่งงาน  แต่เป็นการอยูด้วยกันฉันชู้สาว
ซึ่งเป็นการทําผิดพระบัญญัติประการที่ 6 - อย่าทําอุลามก   บุคคลเหล่านี้จึงไปรับศีลอภัยบาปและรับศีล
มหาสนิทไม่ได้ จนกวาจะพ้นจากสถานะบาปนั้น   เพราะถ้าไปรับศีลอภัยบาปและรับศีลมหาสนิทก็ถือว่า
เป็นการทําทุราจารศีลศักดิ์สิทธิ์ 2 ประการนี้  ซึ่งเป็นการทําบาปหนักทบทวีขึ้นอีก

       สําหรับการแต่งงานกับบุคคลที่ไม่ใช่คาทอลิก ถือว่าเป็นข้อขัดขวางที่ทําให้ไม่สามารถแต่งงาน
อย่างถูกต้องในวัด   ในปัจจุบันสามารถขออนุญาตต่อพระสังฆราชให้ทําพิธีแต่งงานแบบต่างคนตางถือ
ศาสนาของตนได้ แต่ผู้ที่จะแต่งงานทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต้องมาหาพระสงฆ์เจ้าอาวาส  เพื่อให้
พระสงฆ์สอบสวนเสียก่อนเบื้องต้นว่าผู้ที่จะแต่งงานทั้งคู่เป็นโสดหรือเคยแต่งงานมาก่อน รวมทั้งมีข้อ
ขัดขวางอื่นๆหรือไม่
   
       แล้วหลังจากนี้จึงทําเอกสารขออนุญาต   ในเรื่องนี้พวกเราต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ
เพราะพระศาสนจักรยอมรับการแต่งงานของผู้ที่ไม่ใช่คาทอลิกทุกรูปแบบว่า เป็นการแต่งงานที่ถูกต้อง
เป็นพันธะตามธรรมชาติ  แต่ไม่ยอมรับการหย่าร้างในรูปแบบใดๆทั้งสิ้น อาทิ การอยูกินฉันสามีภรรยา
อย่างเปิดเผย  ผู้ใหญ่รับรู้  มีการไปสู่ขอ  การจดทะเบียนสมรส  การจัดงานเลี้ยงแต่งงาน  การผูกข้อมือ  การ
ทําพิธีทางศาสนา ฯลฯ   การกระทําที่กล่าวมานี้และแบบอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงแต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า
มีการแต่งงาน  ผู้ที่ไม่ใช่คาทอลิกที่ได้กระทําการเหล่านี้ถือว่าแต่งงานแล้ว และจะมาแต่งงานอย่างถูกต้อง
แบบคาทอลิกอีกไม่ได้แม้จะมีใบหย่ามาแสดงก็ตาม   แต่อย่างไรก็ดี  ถ้าพี่น้องหรือลูกหลานของพี่น้องมี
ปัญหาเรื่องการแต่งงาน หรือมีแผนคิดว่าจะแต่งงานสําหรับเราคาทอลิก  พ่อแนะนําว่า พี่น้องต้องมาหา
พระสงฆ์เพื่อขอคําปรึกษาเสียก่อน เพื่อขอคําแนะนํา  และถ้ามีปัญหาก็อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะปัญหาทุกอยาง่
มีทางออกทางแก้ของมัน  เพียงแต่ว่าเราจะสามารถค้นพบหนทางนั้นหรือไม่เท่านั้น

       เมื่อการแต่งงานเป็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พวกเราจึงต้องร่วมมือกันเอาใจใส่ลูกหลานของเรามากขึ้น
เมื่อคบหากับใครต้องถามเสียก่อนว่าโสดจริงหรือเปล่า  เคยแต่งงานมาหรือยัง  อย่ายอมให้ความรัก
ทําให้เราตาบอด ไม่มีเหตุไม่มีผล  พ่อคิดว่าถ้ารักกันจริงต้องมีความจริงใจเป็นที่ตั้ง และมีชีวิตที่เปิดเผย
คนที่มีลับลมคมใน มีเบื้องหลังชีวิตที่ซับซ้อนจึงเป็นคนที่น่าสงสัยว่ารักเราจริงหรือเปล่า

       อย่าลืมนะครับ ต้องไปหาพระสงฆ์  เพราะพระสงฆ์นี่แหละสามารถช่วยเราได้.
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เส้นทางของการแต่งงานในพระศาสนจักรคาทอลิก เมื่อ: กันยายน 02, 2014, 08:50:44 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                เส้นทางของการแต่งงานในพระศาสนจักรคาทอลิก
คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช

       นาทาเนียล ฮอทอร์น มีงานที่ดีทำ อย่างไรก็ดีเขามีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตที่จะเป็นนักเขียน วันหนึ่งเขาถูกให้ออกจากงานและกลับมาที่บ้านด้วยความท้อแท้ใจและเป็นทุกข์ แต่สิ่งที่น่าประทับใจรอเขาอยู่ที่บ้าน ภรรยาของเขาบอกกับเขาว่า “ฉันทราบดีว่าคุณเป็นอัจฉริยะ และวันหนึ่งคุณจะเขียนผลงานที่เป็นอมตะ เวลานี้คุณมีเวลาที่จะเขียนหนังสือ เงินที่คุณให้ ฉันได้ออมไว้เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวของเรา” ด้วยความสนับสนุนจากภรรยาของเขาซึ่งให้กำลังใจ และยืนอยู่เคียงข้างเขา เขาได้เขียนผลงานชิ้นเอกตามที่ภรรยาของเขาได้ทำนายไว้ คือ “The Scarlet Letter”
    
   พี่น้องที่รัก เมื่อพ่ออ่านเรื่องนี้พ่อคิดถึงคำสัญญาที่คู่บ่าวสาวให้แก่กันในพิธีแต่งงานที่ว่า   “ข้าพเจ้า…..(ออกชื่อตัวเอง)….. ขอรับคุณ……(ออกชื่อเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าว)…. เป็นภรรยา (เป็นสามี) และขอสัญญาว่าจะถือซื่อสัตย์ต่อคุณ ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ทั้งในเวลาป่วยและเวลาสบาย เพื่อรักและยกย่องให้เกียรติคุณ จนกว่าชีวิตจะหา   ไม่” เป็นคำสัญญาที่น่าประทับใจและเป็นแก่นแท้ของการแต่งงานแบบคริสตชนที่ประกอบด้วยความรักซึ่งกันและกัน ความซื่อสัตย์ต่อกัน การเป็นสามีภรรยากันจนตลอดชีวิต นอกจากนี้พระศาสนจักรคาทอลิกยังสอนถึงเอกภาพของการแต่งงาน คือ การมีสามีภรรยาเดียว และจุดมุ่งหมายของการแต่งงาน คือ การให้กำเนิดบุตร   และอบรม เลี้ยงดูบุตรให้เป็นคนดี
    
   พี่น้องที่รัก เนื่องจากหัวใจของการแต่งงาน คือ ความรัก  พ่อจึงคิดว่าการพัฒนาจากคู่รักมาเป็นคู่ชีวิตจำเป็นต้องใช้เวลาในการดูใจและเรียนรู้ซึ่งกันและกันน่าจะมีเวลานานพอสมควรที่ชายหญิงจะคบหาดูใจกันก่อนที่จะตกลงปลงใจแต่งงานกัน เพราะโดยธรรมชาติเวลาที่คบกันใหม่ๆ ต่างฝ่ายต่างก็จะมองเห็นสิ่งที่ดีของกันและกัน และมัก

   จะมองข้ามข้อบกพร่องของกันและกันไป การคบกันจึงไม่เป็นเพียงแค่รู้จัก แต่ต้องรู้ใจกันด้วย รู้ทั้ง ในความดีและความบกพร่องที่แต่ละฝ่ายมี พร้อมที่จะเปิดใจยอมรับและมั่นใจว่าจะใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันได้ คนใกล้ชิดก็มีบทบาทสำคัญในชีวิตคู่ เป็นต้น คุณพ่อ คุณแม่ของเรา อย่าลืมปรึกษาท่านด้วย
เมื่อมั่นใจว่าจะแต่งงานกัน ควรไปหาคุณพ่อเจ้าอาวาสแต่เนิ่นๆ   (ประมาณ 3-6 เดือนก่อนการแต่งงาน) เพื่อตกลงกับคุณพ่อเจ้าอาวาสเรื่องวันแต่งงาน การตอบแบบสอบสวนคู่แต่งงาน  การอบรมเพื่อเตรียมแต่งงาน และรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีกรรมการแต่งงาน

        สภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทยโดยกฤษฎีกาบทที่ 11 ประกาศว่า ก่อนจะโปรดศีลสมรส (ในกรณีที่คู่แต่งงานเป็นคาทอลิกทั้งคู่    หรือฝ่ายหนึ่งเป็นคาทอลิกและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคริสตชนที่พระศาสนจักรคาทอลิกรับรองศีลล้างบาปของเขา) ให้ถือตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1) ให้ใช้แบบสอบสวนคู่แต่งงานที่สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยกำหนด  2) การสอบสวนให้กระทำก่อนการสมรสอย่างน้อย 1 เดือน  3) ให้มีการประกาศสมรสในวันอาทิตย์อย่างน้อย 2 ครั้งต่อกัน (แม้ในกรณีที่คู่สมรสต่างคนต่างถือศาสนาของตน)

       การสอบสวนก่อนการสมรสมีจุดประสงค์เพื่อ 1) ให้มีความมั่นใจว่าไม่มีข้อห้ามหรือข้อขัดขวางในการสมรส 2) ให้คู่บ่าวสาวมีเจตนาเข้าพิธีสมรสด้วยใจอิสระ มีความยินยอมที่จะรับกันและกันด้วยเจตนาที่แท้จริง 3) ให้คู่บ่าวสาวเข้าใจสถานภาพการสมรส ชีวิตสมรส หน้าที่ของสามีภรรยาและพ่อแม่คริสตชนที่ดี
    
   การแต่งงานของคาทอลิกกับคนต่างนิกายและต่างความเชื่อ ที่เรียกว่าการแต่งงานแบบต่างคนต่างถือ นอกจากจะต้องตอบแบบสอบสวนคู่แต่งงานแล้ว ยังต้องกระทำดังต่อไปนี้ :   
 
1) ยื่นคำร้องขออนุญาตจากพระสังฆราช โดยผ่านทางคุณพ่อเจ้าอาวาส หรือ คุณพ่อผู้ช่วยเจ้าอาวาสที่คุณพ่อเจ้าอาวาสมอบหมาย

2) คู่บ่าวสาวที่เป็นคาทอลิกจะต้องสัญญาว่า    จะถือซื่อสัตย์ต่อความเชื่อคาทอลิกตลอดชีวิต และจะพยายามขจัดอันตรายใดๆ อันจะทำให้เขาเสียความเชื่อ   และจะให้บุตรที่เกิดมาได้รับศีลล้างบาปและอบรมเลี้ยงดูตามความเชื่อของคาทอลิก ทั้งนี้ด้วยความเข้าใจอันดีในครอบครัว โดยฝ่ายที่ไม่ใช่คาทอลิกรับทราบ และลงนามในใบคำมั่นสัญญาของฝ่ายคาทอลิก

 3) ฝ่ายที่ไม่ใช่คาทอลิกจะต้องกรอกข้อมูลเอกสาร ไม่เคยผ่านพิธีสมรส     (หรือเรียกง่ายๆ  ว่าใบรับรองความเป็นโสด) โดยให้คุณพ่อหรือคุณแม่หรือญาติผู้ใหญ่ลงนามรับรอง

 4) คู่บ่าวสาวจะต้องยอมรับพันธะพื้นฐานของการสมรส
    
   หลังจากนั้นคุณพ่อเจ้าอาวาสหรือคุณพ่อที่ได้รับมอบหมายจะกำหนดวันอบรมชีวิตสมรสสำหรับคู่บ่าวสาว    คุณพ่ออาจจะอบรมเอง หรือส่งคู่บ่าวสาวไปรับการอบรมที่วัดมหาไถ่ในวันอาทิตย์ที่หนึ่งและสองของทุกเดือน หรือที่วัดอัสสัมชัญในวันอาทิตย์ที่สามและที่สี่ของทุกเดือน การอบรมชีวิตสมรสถือว่ามีความสำคัญ  และมีเนื้อหาที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตครอบครัวของคู่บ่าวสาว เพราะนอกจากจะอบรมถึงความหมายและศีลธรรมของการแต่งงานแล้ว การอบรมยังกล่าวถึงการวางแผนครอบครัว  การครองเรือนและการเลี้ยงดูบุตร กฎหมายไทยเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว ฯลฯ
    
   เมื่อใกล้ถึงวันแต่งงานคุณพ่อจะนัดคู่บ่าวสาวมาซ้อมพิธี    และอธิบายความหมายของขั้นตอนต่างๆ ในพิธีแต่งงาน  คู่บ่าวสาวอาจจะคุยกับคุณพ่อเรื่องการจัดพิธีกรรม โดยอาจจะเลือกบทอ่านในพิธี จัดเตรียมคนอ่านบทอ่าน คนถือเครื่องบูชา ฯลฯ คู่บ่าวสาวที่เป็นคาทอลิกอย่าลืมเตรียมจิตใจเพื่อที่จะรับศีลอภัยบาปก่อนการแต่งงาน และเมื่อถึงวันแต่งงานก็ขอให้เตรียมจิตใจอย่างดีเพื่อรับพระพรจากพระเป็นเจ้า และรับศีลมหาสนิท
       
   จากที่พ่อเล่ามานี้ดูเหมือนว่าการแต่งงานของคาทอลิกมีขั้นตอนและมีการเตรียมตัวที่ยาวนานพอสมควร      แต่พ่อคิดว่ามันไม่ยาวนานเลยเมื่อเทียบกับชีวิตครอบครัวที่คู่สมรสจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดชีวิตพ่อกับเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่พระศาสนจักรให้ความสำคัญกับการเตรียมชีวิตครอบครัวซึ่งถือว่าเป็นกระแสเรียกสำคัญของพระศาสนจักร

       จริงๆ เรื่องการแต่งงานและชีวิตครอบครัวมีรายละเอียดมาก  พ่อเพียงนำมาเสนอในบางส่วนที่พ่อคิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้อง หากพี่น้องมีปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่งงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายของพระศาสนจักรพี่น้องสามารถขอคำปรึกษาได้จากสำนักงานวินิจฉัยคดีอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และปริสังฆมณฑล โดยมีคุณพ่อประจักษ์ บุญเผ่า เป็นผู้อำนวยการสำนักงาน

 
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เงาะ ผลไม้ลูกเล็ก ๆ แต่สารอาหารเพียบ เมื่อ: กันยายน 02, 2014, 08:05:29 PM
 ยิ้ม
                                                                           เงาะ ผลไม้ลูกเล็ก ๆ แต่สารอาหารเพียบ

ASTV News 1
2 กันยายน 2557

       เงาะอุดมด้วยวิตามิน C B1 B2 คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และไนอาซีน ช่วยทำให้ผิวพรรณสวยงาม แกะเมล็ดออกแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น จะได้รสชาติที่แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง

ส่วนเงาะกระป๋องชนิดที่สอดไส้ด้วยสับปะรดหั่นพอคำนิยมเสริฟพร้อมน้ำแข็ง รสหวาน เย็น ชื่นใจ

ว่ากันว่า ทานเงาะ 6 ลูก ให้พลังงานได้ถึง 50 หน่วยพลังงานแคลอรี่ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดังที่ USDA Nutrient database ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า

คาร์โบไฮเดรต 20.87 กรัม

เส้นใย 0.21 กรัม

ไขมัน 0.65 กรัม

โปรตีน 2.5 กรัม

วิตามินบี1 0.013 มิลลิกรัม 1%

วิตามินบี2 0.022 มิลลิกรัม 2%

วิตามินบี3 1.352 มิลลิกรัม 9%

วิตามินบี6 0.02 มิลลิกรัม 2%

วิตามินบี9 8 ไมโครกรัม 2%

วิตามินซี 4.9 มิลลิกรัม 6%

ธาตุแคลเซียม 22 มิลลิกรัม 2%

ธาตุเหล็ก 0.35 มิลลิกรัม 3%

ธาตุแมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม 2%

ธาตุแมงกานีส 0.343 มิลลิกรัม 16%

ธาตุฟอสฟอรัส 9 มิลลิกรัม 1%

ธาตุโพแทสเซียม 42 มิลลิกรัม 1%

ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1%

โดยค่า % ที่เห็นอยู่นั้น คือร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่

ประโยชน์ของเงาะ

การรับประทานเงาะสดนั้น นอกจากจะได้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีประโยชน์ ทั้งยังเป็นยารักษาโรคได้ โดย

มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส

สรรพคุณช่วยรักษาอาการอักเสบในช่องปาก

ช่วยแก้อาการท้องร่วงรุนแรงได้อย่างได้ผล

รักษาโรคบิดท้องร่วง

ใช้เป็นยาแก้อักเสบ

ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างได้มากมาย เช่น การทำเงาะกระป๋อง เงาะกวนเปลือก เป็นต้น

เงาะมีสารแทนนิน ซึ่งนำมาใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ย้อมสีผ้า บำบัดน้ำเสีย ทำปุ๋ย และกาว เป็นต้น

สารแทนนิน (tannin) ช่วยป้องกันแมลง ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ใช้ทำเป็นยารักษาโรค

ข้อควรระวังในการทานเงาะ

อย่างที่รู้กันว่า อะไรที่มากเกินไปมันไม่ใช่สิ่งที่ดี และมันจะมีโทษ อย่างการทานเงาะก็เช่นกัน เงาะมีสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่การรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้ท้องอืดหรือท้องผูกได้

และอีกสิ่งที่ควรระวังคือเมล็ดเงาะ เพราะเมล็ดเงาะมีพิษ ห้ามรับประทานเพราะอาจจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และมีไข้ได้ ถึงแม้จะนำไปคั่วจนสุกแล้วก็ตามก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดี เพราะฉะนั้นควรรับประทานอย่างพอประมาณ และทานเฉพาะในส่วนที่ทานได้ เพื่อที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด
เงาะ
เงาะ ภาษาอังกฤษ Rambutan มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nephelium lappaceum Linn. เป็นผลไม้เมืองร้อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย และแพร่ขยายมาปลูกมาในบ้านเราในภายหลัง ซึ่งนิยมปลูกในภาคใต้และภาคตะวันออก ซึ่งสายพันธุ์ที่นิยมเพาะปลูกมากที่สุดก็ได้แก่ พันธุ์โรงเรียน (เงาะโรงเรียน) พันธุ์สีทอง พันธุ์สีชมพู เป็นต้น ส่วนสายพันธุ์อื่นๆก็มีปลูกกันบ้างประปราย

ประโยชน์ของเงาะ
1.มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
2.เงาะ สรรพคุณช่วยรักษาอาการอักเสบในช่องปาก
3.ช่วยแก้อาการท้องร่วงรุนได้อย่างได้ผล4.สรรพคุณของเงาะ ช่วยรักษาโรคบิดท้องร่วง
5.ใช้เป็นยาแก้อักเสบ
6.ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
7.ประโยชน์ของเงาะ สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างได้มากมาย เช่น การทำเงาะกระป๋อง เงาะกวนเปลือก เป็นต้น
8.เงาะมีสารแทนนิน ซึ่งนำมาใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ย้อมสีผ้า บำบัดน้ำเสีย ทำปุ๋ย และกาว เป็นต้น
9.สารแทนนิน (tannin)ช่วยป้องกันแมลง ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ใช้ทำเป็นยารักษาโรค
คุณค่าทางโภชนาการของเงาะกระป๋องน้ำเชื่อมต่อ 100 กรัม
•พลังงาน 82 กิโลแคลอรี่
•คาร์โบไฮเดรต 20.87 กรัม
•เส้นใย 0.21 กรัม
•ไขมัน 0.65 กรัม
•โปรตีน 2.5 กรัม
•วิตามินบี1 0.013 มิลลิกรัม 1%
•วิตามินบี2 0.022 มิลลิกรัม 2%
•วิตามินบี3 1.352 มิลลิกรัม 9%
•วิตามินบี6 0.02 มิลลิกรัม 2%
•วิตามินบี9 8 ไมโครกรัม 2%
•วิตามินซี 4.9 มิลลิกรัม 6%
•ธาตุแคลเซียม 22 มิลลิกรัม 2%
•ธาตุเหล็ก 0.35 มิลลิกรัม 3%
•ธาตุแมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม 2%
•ธาตุแมงกานีส 0.343 มิลลิกรัม 16%
•ธาตุฟอสฟอรัส 9 มิลลิกรัม 1%
•ธาตุโพแทสเซียม 42 มิลลิกรัม 1%
•ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

โทษของเงาะ เงาะมีสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร การรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้ท้องอืดหรือท้องผูกได้ (ระวังอ้วนด้วยละ) เพราะฉะนั้นควรรับประทานอย่างพอประมาณเพื่อที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด

เมล็ดเงาะ มีพิษห้ามรับประทานเพราะอาจจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และมีไข้ได้ ถึงแม้จะนำไปคั่วจนสึกแล้วก็ตามก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดี !

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, กรมวิชาการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โปรดเกล้าฯ ครม.ประยุทธ์ 1 บิ๊ก คสช.พรึ่บ! “บิ๊กป้อม” รองนายกฯ ควบ กห.ตามโผ เมื่อ: สิงหาคม 31, 2014, 06:28:04 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                 โปรดเกล้าฯ ครม.ประยุทธ์ 1 บิ๊ก คสช.พรึ่บ! “บิ๊กป้อม” รองนายกฯ ควบ กห.ตามโผ

ASTVผู้จัดการออนไลน์   
31 สิงหาคม 2557 17:19 น.

      มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” ตามคาด “ประวิตร” รองนายกฯ ควบ กลาโหม, “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร” รองนายกฯ ศก. “ธนะศักดิ์” รองนายกฯ ควบ กต., “ยงยุทธ-วิษณุ” รองนายกฯ, “หม่อมปนัดดา” สำนักนายกฯ, “อุดมเดช” ช่วย กห., “สมหมาย” คลัง, “อดุลย์” พม., “ประจิน” คมนาคม, “ดาว์พงษ์” ทส., “ฉัตรชัย” พาณิชย์, “อนุพงษ์” มท.1 “สุรศักดิ์” แรงงาน, “ณรงค์” ศึกษาฯ, “รัชตะ” สธ., “จักรมณฑ์” อุตฯ

       วันนี้ (31 ส.ค.) เมื่อเวลา 17.05 น. มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยมีรายนามดังต่อไปนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล, นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี, นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี
       
       พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม, นายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายพรชัย รุจิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, นายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
       
       พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางอภิรดี ตันตราภรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายสุธี มากบุญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายกฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายรัชตะ รัชตะนาวิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

          Credit  :  ASTV  News 1


 
หน้า: [1] 2 3 ... 78