แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 132
1  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / พิธีกรรมของพระศาสนจักรสุดไขว่คว้ามาห้าสิบปีแล้ว เมื่อ: เมษายน 23, 2018, 07:38:20 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                    พิธีกรรมของพระศาสนจักรสุดไขว่คว้ามาห้าสิบปีแล้วที่กลายเป็นเครื่องขวางกั้นที่จะยกดวงใจและจิตวิญญาณไปหาพระเป็นเจ้า
                                     The liturgy of the Church has gone to pot over the last 50 years becoming a barrier to raising the heart and mind to God


                                                                                                      https://youtu.be/EBuzm0iMRlc

BY DEACON NICK DONNELLY, ON FEBRUARY 11TH, 2014

Jacobi posts on the post-conciliar liturgy from the point of view of a ‘a bog-standard Catholic in the pews who has watched the liturgy of the Church go to pot over the last 50 years, so that it’s now a barrier to the raising of the heart and mind to God. ‘
จาโกบีโพสต์เกี่ยวกับจารีตพิธีหลังสังคายนาวาติกัน จากท้ศนะของ’ คาทอลิกที่มาตรฐานจมปลักอยู่ในแถวที่นั่งคุกเข่า ซึ่งได้เฝ้าดูพิธีกรรมของพระศาสนจักรสุดไขว่คว้ามาประมาณ 50 ปีแล้ว  เพื่อว่าตอนนี้มันกลายเป็นสิ่งขวางกั้นอย่างหนึ่งที่จะยกดวงใจและจิตวิญญาณขึ้นไปหาพระเป็นเจ้า’

‘Sacrosanctum Concilium and the Novus Ordo                                               สันตะธรรมนูญ Sacrosanctum Concilium และ Novus Ordo  
          
Sacrosanctum Concilium is not doctrinal in nature. It authorises (as a sub-form?) limited reforms to the Tridentine Mass, the Mass of St Gregory the Great. There are other Rites in the Church, but these were not specifically dealt with.
Sacrosanctum Concilium ในธรรมชาติแล้วไม่ใช่คำสอนของพระศาสนจักร  มันให้อำนาจ(ทำนองลักษณะรอง?) กับการฟื้นฟูแบบจำกัดกับ Tridentine Mass – มิสซาแบบดั้งเดิม ซึ่งก็คือมิสซาของนักบุญเกรกอรีผู้ยิ่งใหญ่  มีจารีตพิธีอื่นๆอีกในพระศาสนจักร  แต่เราไม่กล่าวถึงจารีตพิธีเหล่านั้นเป็นพิเศษณที่นี่

Neither the Tridentine, nor any other Rite is abolished by this document. The Church, ensures,“that she wishes to preserve them in the future and to foster them in every way”.  This means that the Tridentine form continues today as normative in the Western Church, as per Quo Primum and Summorum Pontificum.
ทั้งมิสซาจารีตดั้งเดิม และทั้งจารีตอื่นใดก็มิได้ถูกลบทิ้งโดยเอกสาร (SC)ฉบับนี้  พระศาสนจักรให้คำมั่น “ว่า ศาสจักรประสงค์ที่จะรักษาไว้ในอนาคต และส่งเสริมจารีตพิธีเหล่านั้นในทุกวิถีทาง”  นี้หมายความว่ารูปแบบติดต่อกันมาทุกวันนี้เป็นประหนึ่งแบบปกติสามัญในพระศาสนจักรตะวันตก  ดังที่ระบุใน Quo Primum และ Summorum Pontificum

Sacrosanctum Concilium is lengthy and imprecise in nature. There is strong evidence, of compromise. Changes are indicative and imprecise. Ambiguity, vagueness, insertion, contradiction and selective archaeologism are all present. One rather curious exception is the re-instatement of the “Prayer of the Faithful”, phased out some fifteen centuries ago. This changes completely the 5th century practise, which was conducted only by the priest, and required the non-baptised, or those under instruction to leave the Mass!
Sacrosanctum Concilium นั้นมีความยาวและไม่สามารถย่อความได้ในธรรมชาติ  มีประจักษ์พยานแข้งแรง ของการปราณีประนอม  การเปลี่ยนแปลงระบุให้เห็นและย่อความไม่ได้  ความกำกวม  ความเคลือบคลุม การสอดแทรก การขัดแย้งกันและเนื้อหาทางโบราณคดีที่เลือกมาแสดง ทั้งมีปรากฎอยู่ในนั้น  ข้อยกเวันที่ค่อนข้างน่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ การกลับนำมาใช้ของ “บทภาวนาเพื่อมวลชน” นับถอยหลังไปประมาณ 1,500 ปีมาแล้ว  ข้อนี้เปลี่ยนการกระทำตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 โดยสิ้นเชิง  ซึ่งนำสวดโดยพระสงฆ์ และต้องการผู้ที่ยังมิได้ล้างบาป หรือผู้ที่ได้รับคำบอกให้ออกจากมิสซาไปได้!

The document states, nevertheless that, ทั้งนั้นก็ดี เอกสาร SC ระบุว่า

1. The Mass will be in Latin with limited use of the vernacular i.e., readings, presumably Gospel and Epistles and some prayers and chants มิสซาจะถวายเป็นภาษาลาติน โดยใช้ภาษาท้องถิ่นอย่างจำกัด เช่น บทอ่าน ที่หมายถึงบทพระวรสารและบทจดหมาย และรวมทั้งบทภาวนาและบทขับร้องบางบทด้วย
2. Plain Chant and the use of the organ continue บทขับปกติและการใช้ออร์แกนต่อไป
3. Lay functionaries will be the Lectors, servers and choir. No others are mentioned งานช่วยพิธีของฆราวาสคือ ผู้อ่าน  ผู้ช่วยจารีตพิธีและนักขับ นอกนั้นไม่ระบุ
4. Lay participation is encouraged and clearly defined. It involves laity taking part with acclamations, responses, psalmody, songs, gestures and bodily attitude and generally with attention to what is going on, or as the document puts it, “conscious of what they are doing, with devotion and full collaboration”. การเข้าร่วมช่วยพิธีกรรมของฆราวาสได้รับการส่งเสริมและกำหนดไว้ชัดเจน ยังรวมฆราวาสที่มีส่วนในการส่งเสียงอุทาน ตอบรับ  ร้องรับ  บทเพลง  ทำท่าทางและแสดงท่าทางร่างกาย และโดยทั่วไปตั้งใจร่วมในสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่  หรือ ดังที่เอกสารระบุให้ปฏิบัติ “สำนึกในสิ่งที่กำลังเกิดอยู่  ด้วยความศรัทธาและความร่วมมือร่วมใจเต็มที่”
There is no suggestion of any other physical activity or lay function. ไม่มีข้อเสนอกิจกรรมทางกายอื่นใด หรือหน้าที่ของฆราวาสอย่างอื่น.
5. There will be wider use of scriptural material. มีการใช้เรื่องเกี่ยวกับพระคัมภีร์กว้างขวางมาก
6. The Prayer of the Faithful, which was a period of silent prayer under the direction of a priest, and which was phased out in the fifth century, is re-introduced, but in a new form. บทภาวนาของมวลชน ซึ่ง(ในมิสซาลาตินดั้งเดิม)เป็นช่วงเวลาสวดภาวนาเงียบๆภายใต้การนำของพระสงฆ์ และซึ่งหายไปในศตวรรษที่ห้า ถูกนำมาปฏิบัติใหม่อีก แต่ในรูปแบบใหม่.

What is not authorised or even mentioned is, สิ่งที่ไม่สั่งให้ทำหรือแม้มีการระบุ คือ
1.The Mass said with the priest facing the congregation มิสซาถวายโดยพระสงฆ์หันไปเผชิญผู้มาร่วมพิธี
2. Prayer of the Faithful as it is now practised in the Novus Ordo.            บทภาวนาของมวลชนเหมือนที่ทำกันในมิสซาใหม่
3. Routine Communion under both kinds                                                          การรับศีลปกติทั้งสองเพศ
4. Reception of Communion by hand                                                               การรับศีลมหาสนิทด้วยมือ
5. Handling of the sacred vessels by laity i.e., the chalice and the paten การที่ฆราวาสจับต้องภาชนะศักดิ์สิทธิ์ เช่น ถ้วยกาลิกซ์และจานรองแผ่นศีล
6. The use of lay distributers of Holy Communion                                  การใช้ฆราวาสแจกศีล
7. The lay sign of peace, (hand shake)                                                 การส่งสันติภาพด้วยการเช็คแฮนด์
8. Lay readers and bidders, as opposed to Lectors ผู้อ่านและผู้ก่อสวดฆราวาส ที่ตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ Lectors
These were all introduced later, often unofficially ข้อต่อไปนี้ทั้งหมดถูกเสนอเพิ่มมาทีหลัง  บ่อยมากจะไม่เป็นทางการ

The end result of this is that the Novus Ordo is a valid Catholic Mass, but is deficient because, it carries an implicit downplaying of the Real Presence, the Ordained Priesthood, and the idea of the Mass as a Sacrifice ผลสุดท้ายของเรื่องนี้คือว่า Novus Ordo เป็นมิสซาคาทอลิก  แต่บกพร่องบางประการ เพราะว่ามันนำมาซึ่งการสบประมาทดูหมิ่นเป็นนัยถึงการสถิตย์อยู่อย่างแท้จริง(ในศีลศักดิ์สิทธิ์)  สังฆภาพสงฆ์ที่พรรพชา และความคิดเรื่องมิสซาว่าเป็นดังพลีบูชายัญ

The immediate corrections needed to bring the Novus Ordo back into line with Sacrosanctum Concilium are, การแก้ไขทันทีทันใดจำเป็นที่จะนำ Novus Ordo กลับเข้ามาในเส้นทางของ SC คือ
1. Substantial re-use of Latin การนำภาษาลาตินกลับมาใช้เป็นแก่นสาระสำคัญ
2. Return to Ad Orientem การหันไปทางตะวันออก
3. Reception of Communion, kneeling and by mouth, of the Host only การรับศีลมหาสนิท โดยคุกเข่าและด้วยปาก
4. Readings by a priest, deacon or Lector บทอ่าน อ่านโดยพระสงฆ์ สังฆานุกรหรือผู้อ่าน(ที่ได้รับพิธีแต่งตั้ง)
5. Lay distributers to be used only in exceptional l circumstances, and then only acolytes ผู้ช่วยพิธีฆราวาสใช้เพียงกรณีแวดล้อมที่มีการยกเว้นและใช้เพียง acolytes
In terms of church layout the re-introduction of altar rails to re-establish the sanctuary, and of the central tabernacle, to make our churches once again the House of God, are critical.

ในกรณีการวางแผนวัด ด้วยการนำที่คุกเข่ากลับมาเพื่อสถาปนาเขตศักดิ์สิทธิ์ใหม่ และตั้งตู้ศีลตรงกลาง  ทำวัดของเราให้เป็นบ้านของพระเจ้าอีกนั้น เป็นเรื่องที่วิกฤติเร่งด่วนจริงๆ.
Thank you Jacobi
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กว่าเขายังเป็นคนดีที่สุดที่จะดูแลเฟสบุ๊ก เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 05:24:51 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กว่าเขายังเป็นคนดีที่สุดที่จะดูแลเฟสบุ๊ก
                                                               Mark Zuckerberg Says He’s Still the Best Person to Run Facebook,

              Mark Zuckerberg Says He’s Still the Best Person to Run Facebook, Despite Its 'Huge Mistake' With the Cambridge Analytica Data Scandal

Mark Zuckerberg, chief executive officer and founder ofFACEBOOK  Inc., speaks during the Oculus Connect 4 product launch event in San Jose, California, on Oct. 11, 2017.
David Paul Morris—Bloomberg/Getty Images--- ภาพ

By KATIE REILLY
April 4, 2018

On the same day that Facebook announced that 87 million users may have had their personal data improperly accessed — updated from the “tens of millions” figure the social network previously reported — the company’s founder and CEO Mark Zuckerbergheld a rare question-and-answer session with the media Wednesday, admitting that the company made a “huge mistake” by not taking more steps to protect user data and privacy early on.

ในวันเดียวกับที่เฟสบุ๊กประกาศว่า users 87 ล้านคนอาจถูกนำเอาข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาไปอย่างมิชอบ – แก้ไขจากจำนวนตัวเลข“หลายสิบล้าน”ที่มีรายงานทางเครือข่ายสังคมก่อนหน้านี้ – ผู้ก่อตั้งบริษัทและ CEO Mark Zuckerberg ได้จัดวาระถามตอบที่นานๆจะจัดขึ้นกับสื่อมวลชนเมื่อวันพุธ  โดยยอมรับว่าบริษัทได้ทำ”ความผิดมหึมา” โดยไม่ดำเนินการหลายขั้นตอนมากกว่านี้เพื่อป้องกับข้อมูลผู้ใช้งานและความเป็นส่วนตัวเร็วกว่านี้.

When asked if he thinks he is still the best person to runFACEBOOK , Zuckerberg said, “Yes, I think life is about learning from the mistakes and figuring out what you need to do to move forward.”

เมื่อถูกถามว่าเขายังคิดว่าตนเองยังคงเป็นบุคคลที่ดีที่สุดที่จะดำเนินงานเฟสบุ๊กหรือไม่ ซัคเกอร์เบิร์กกล่าวว่า “ ใช่  ฉันคิดว่าชีวิตเป็นการศึกษาเรียนรู้จากความผิดพลาดและคิดให้ได้ว่าคุณต้องการอะไรที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า”

Questions about Zuckerberg’s leadership come after it’s been revealed that Cambridge Analytica might have improperly obtained data from as many as 87 million people,mostly in the United States. The firm had ties to President Donald Trump’s 2016 campaign.

คำถามเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของซัคเกอร์เบิร์กเกิดขึ้นหลังจากมีการเปิดเผยว่า Cambridge Analytica อาจได้ข้อมูลอย่างไม่ชอบธรรมจำนวนมากถึง 87 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐ  บริษัทนี้มีความผูกพันกับการรณรงค์หาเสียงปี 2016 ของประธานาธิบดีโดแนลด์ ทรัมป์.

“At the end of the day, this is my responsibility,” Zuckerberg said, when asked if anyone atFACEBOOK  had been fired over the Cambridge Analytica scandal. “I still think that I’m going to do the best job running it going forward, but I’m not going to throw anyone else under the bus over the mistakes that we’ve made here.”

“เมื่อเลิกงานทุกวัน นี้ก็เป็นความรับผิดชอบของฉัน” ซัคเกอร์เบิร์กกล่าว เมื่อถูกถามว่ามีใครสักคนในเฟสบุ๊กถูกไล่ออกไหมเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาว Cambridge Analytica ฉันยังคิดว่าฉันจะทำงานในหน้าที่ดีที่สุดให้ก้าวหน้าไป  แต่ ฉันจะไม่โยนผู้ใดอีกออกจากบริษัทเพราะความผิดที่พวกเราได้ทำที่นี่.”

During Wednesday’s call with reporters, Zuckerberg saidFACEBOOK  did not initially take a “broad enough view” of what the company’s responsibility was when it came to protecting user data. “That was a huge mistake,” he said. “It was my mistake.”

ระหว่างการพูดจากับนักข่าวเมื่อวันพุธ ซัคเกอร์เบิร์กกล่าวว่า ตอนเริ่มแรก เฟสบุ๊กไม่ได้มี “ทัศนะกว้างขวางพอ” ของสิ่งที่ความรับผิดชอบของบริษัทมีเมื่อต้องมาปกป้องข้อมูล user “นั่นคือความผิดพลาดมหาศาล” เชากล่าว “ มันเป็นความผิดของฉันเอง”

When asked if Facebook’s board had discussed whether he should step down, Zuckerberg said, “not that I’m aware of.” Zuckerberg is the board’s chairman.     Next week, Zuckerberg is scheduled to testify before Congress about Facebook’s “use and protection of user data.”

เมื่อถูกถามว่า ถ้าบอร์ดของเฟสบุ๊กได้ปรึกษาหารือกันว่าเข่ควรจะก้าวลงจากตำแหน่งหรือไม้อย่างไร ซัคเกอร์เบิร์กกล่าวว่า “ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันกังวล “  ซัคเกอร์เบิร์กเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร  สัปดาห์หน้า ซัคเกอร์เบิร์กมีกำหนดจะไปให้การเป็นพยานยืนยันต่อหน้ารัฐสภาสหรัฐ เกี่ยวกับ “การใช้และการป้องกันข้อมูลของ user” ของเฟสบุ๊ก

                                                                                        Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                Alan  Petervich
   
3  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: ฟรังซิสเป็นเพียงคนสามัญธรรมดา (เฮเรติก)คนหนึ่ง เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 05:12:16 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

 
                                                                 Re: Francis is Just a Layman (a Heretic)
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2017, 04:16:48 PM »   
________________________________________
     
TRADITIONAL FORM FOR CONSECRATION OF BISHOPS
ฟอร์มแบบประเพณีดั้งเดิม สำหรับการอภิเษกพระสังฆราช
Pope Pius XII, Sacramentum Ordinis,
Nov. 30, 1947:

“But regarding the matter and form in the conferring of every order, by Our same supreme apostolic authority We decree and establish the following: …in the Episcopal ordination or consecration… the form consists of the words of the ‘Preface,’ of which the following are essential and so required for validity:

► “Complete in Thy priest the fullness of Thy ministry, and adorned in the raiment of all glory, sanctify him with the dew of heavenly anointing.”
   
NEW FORM FOR CONSECRATION OF BISHOPS
ฟอร์มใหม่ สำหรับการอภิเษกพระสังฆราช

Antipope Paul VI,
June 18, 1968

We ourselves, therefore, by Our Apostolic authority, approve the rite for the conferring of the sacred Orders of the Diaconate, the Presbyterate, and the Episcopate, a rite revised by the Consilium ad exsequendam Constitutionem de sacra Liturgia after consultation with bishops from various parts of the world and with the aid of experts...

► “So now pour out upon this chosen one that power which is from you, the governing Spirit whom you gave to your beloved Son, Jesus Christ, the Spirit given by Him to the holy apostles, who founded the Church in every place to be your temple for the unceasing glory and praise of your name.”

In addition to the devastating change to the essential form, many other things have been deleted. Paul VI’s New Rite of Episcopal Consecration has a radically different form from what Pius XII declared was necessary for validity. The new form does not unequivocally signify the powers of the episcopacy. These facts prove that the New Rite of Episcopal Consecration of Paul VI cannot be considered valid, but must be considered invalid. 

ในการเพิ่มการเปลี่ยนแปลงแบบล้างผลาญไปสู่แบบฟอร์มที่สำคัญยิ่งยวด  สิ่งอื่นๆหลายสิ่งถูกลบทิ้งไป  จารีตพิธีใหม่แห่งการอภิเษกพระสังฆราชของโป๊บปอล VI มีรูปฟอร์มแตกต่างที่ฐานรากจากสิ่งที่โป๊บปีโอที่ XII ได้ประกาศว่าจำเป็นเพื่อความสมบูรณ์ใช้ได้  แบบฟอร์มใหม่แสดงเครื่องหมายอย่างไม่อ้อมแอ้มถึงอำนาจของความเป็นพระสังฆราช  ความจริงเหล่านี้พิสูจน์ว่า จารีตพิธีใหม่ของการอภิเษกพระสังฆราชของโป๊บปอล VI ไม่สามารถถือได้ว่าสมบูรณ์ใช้ได้  แต่ต้องพิจารณาว่าไม่สมบูรณ์ใช้ไม่ได้.
 
All “bishops”  consecrated in this rite cannot be considered valid bishops. All “priests” ordained by these “bishops” , even if the Traditional Rite of Ordination was used, cannot be considered valid priests.Their “Masses” must be avoided.
“พระสังฆราช” ทั้งหมดที่ถูกอภิเษกในจารีตนี้ ไม่สามารถถือว่าเป็นพระสังฆราชสมบูรณ์ใช้ได้  “พระสงฆ์” ทั้งหมดที่ถูกบวชโดย “พระสังฆราช”เหล่านี้ แม้ใช้จารีตพิธีบวชตามประเพณีดั้งเดิม ไม่สามารถถือว่าเป็นพระสงฆ์สมบูรณ์ถูกต้อง พิธี”มิสซา” ของพวกเขาต้องหลีกเลี่ยง.

This means that any Confessions made of grave sins to “priests/bishops” ordained/consecrated in the New Rite  must be made again to a validly ordained priest who was ordained in the Traditional Rite of Ordination by a bishop consecrated in the Traditional Rite of Episcopal Consecration. If one cannot remember which sins were confessed to New Rite “priests,” and which were forgiven by a priest ordained in the Traditional Rite, then a Catholic must make a general confession mentioning all grave sins (if there were any) that may have been confessed to a “priest” ordained in the rite of Paul VI (the New Rite).

นี้หมายความว่าการแก้บาปใดๆที่เป็นบาปหนักกับ “พระสงฆ์/พระสังฆราช” ที่ได้รับการบวช/รับการอภิเษก ในจารีตพิธีใหม่ต้องทำอีกกับพระสงฆ์ที่บวชมาอย่างถูกต้องซึ่งถูกบวชในจารีตพิธีบวชโดยพระสังฆราชที่ได้รับการอภิเษกในจารีตดั้งเดิมของการอภิเษกพระสังฆราช  ถ้าใครผู้ใดไม่สามารถจำบาปข้อไหนที่ตนไปสารภาพกับ”พระสงฆ์” จารีตใหม่ และซึ่งได้รับการโปรดอภัยโดยพระสงฆ์ที่บวชในจารีตพิธีตามประเพณีดั้งเดิม  ถ้าเช่นนั้น คาทอลิกคนหนึ่งต้องร่วมในพิธีแก้บาปรวมที่ระบุบาปหนักทุกข้อ(ถ้ามี) ที่อาจได้สารภาพกับ “พระสงฆ์” ที่บวชในจารีตพิธี ปอล VI (จารีตพิธีใหม่)

Obviously, no Catholic may lawfully approach “priests/bishops” ordained/consecrated in the New Rite of Paul VI for either confession Holy Mass or any other sacrament requiring a valid priesthood under pain of grave sin, since they are not valid priests/bishops.

เป็นที่เห็นชัดเจนว่า ไม่มีคาทอลิกคนใด อย่างถูกกฎหมายพระศาสนจักร เข้าไปใกล้ “พระสงฆ์/พระสังฆราช” ที่ได้ บวช/รับอภิเษก ในจารีตพิธีใหม่ของโป๊บปอล VI สำหรับการแก้บาป ร่วมพิธีมิสซา หรือรับศีลศักดิ์สิทธิ์ประการใดๆ ต้องการพระสังฆภาพสงฆ์ที่สมบูรณ์ถูกต้อง ภายใต้ความเจ็บปวดของบาปหนัก โดยที่คนเหล่านั้นไม่ใช่ พระสงฆ์/พระสังฆราช ที่สมบูรณ์ถูกต้อง(ตามกฎหมายพระศาสนจักร)

Those “priests/bishops” who were “ordained/consecrated” in the New Rite of Paul VI who are open to the truth must be re-ordained/re-consecrated by a validly consecrated Bishop in the Traditional Rite.

“พระสงฆ์/พระสังฆราช” เหล่านั้นที่ “รับการบวช/รับอภิเษก” ในจารีตพิธีใหม่ของโป๊บปอล VI ซึ่งเปิดเผยความจริง ต้องถูกบวชใหม่/รับอภิเษกใหม่ โดยพระสังฆราชที่รับอภิเษกสมบูรณ์ถูกต้องในจารีตพิธีประเพณีดั้งเดิม.

   Antipope โป๊บปลอม John XXIII was a Cardinal.
Angelo Giuseppe Roncalli
Priestly Ordination: August 10, 1904
Episcopal Consecration: March 19, 1925
Created Cardinal: January 12, 1953
Antipope: October 28, 1958--June 3, 1963

        Antipope โป๊บปลอม Paul VI was an Archbishop.
Giovanni Battista Enrico Antonio Maria Montini
Priestly Ordination: May 29, 1920
Episcopal Consecration: December 12, 1954
Created Cardinal: December 15, 1958
Antipope: June 21, 1963 - August 6, 1978

       Antipope โป๊บปลอม John Paul I was a Bishop.
Albino Luciani
Priestly Ordination: July 7, 1935
Episcopal Consecration: December 27, 1958
Created Cardinal: March 5, 1973
Antipope: August 26, 1978 - September 28, 1978

       Antipope โป๊บปลอม John Paul II was a  Bishop.
Karol Józef Wojtyła
Priestly Ordination: July 7, 1935
Episcopal Consecration: December 27, 1958
Created Cardinal: March 5, 1973
Antipope: October 16, 1978 - April 2, 2005

       Antipope โป๊บปลอม Benedict XVI is a priest.
Joseph Aloisius Ratzinger
Priestly Ordination: June 29, 1951
Episcopal Consecration: 28 May 28, 1977
Created Cardinal: 27 June 27, 1977
Antipope: April 19, 2005 - February 28, 2013

       Antipope โป๊บปลอม Francis is just a layman.
Jorge Mario Bergoglio
Priestly Ordination: December 13, 1969
Episcopal Consecration: June 27, 1992
Created Cardinal: February 21, 2001
Antipope: March 13, 2013 - Present

We know that God is with us and he will never abandon us. He has promised that he will always be with us. There were few Bishops who resisted the heresies of the Vatican II Sect. They were not infallible and were not perfect  but they tried their best to preserve the doctrines of our Lord Jesus Christ. Today, we still have Bishops and priests who offer the Traditional Mass because they were consecrated/ordained by those Bishops who resisted Vatican II.

เรารู้ว่าพระเจ้าอยู่กับเราและพระองค์จะไม่เคยทอดทิ้งเรา  พระองค์ได้สัญญาว่าพระองค์จะอยู่กับเราเสมอ  มีพระสังฆราชสองสามองค์เท่านั้นที่ขัดขวางพวกเฮเรติกแห่งกลุ่มสังคายนาวาติกันที่สอง  พวกเขามิได้ไม่ผิดหลง และก็ไม่ได้สมบูรณ์ทุกอย่าง  แต่พวกเขาได้พยายามอย่างดีที่สุดที่จะปกปักรักษาข้อความเชื่อของพระเยซูครืสตเจ้าเอาไว้  ทุกวันนี้ เรายังมีพระสังฆราชและพระสงฆ์ที่ถวายบูชามิสซาแบบประเพณีเดิม เพราะว่าพวกเขาได้รับการอภิเษก/บวชโดยบรรดาพระสังฆราชที่แข็งขืนกับสังคายนาวาติกัน II

Most of the Bishops and priests in the world who offer the Traditional Latin Mass derive their orders from these two bishops:
ส่วนใหญ่ของพระสังฆราชและพระสงฆ์ในโลกที่ถวายมิสซาลาตินแบบประเพณีดั้งเดิมนั้นได้รับคำสั่งมาจากพระสังฆราชสององค์คือ :

 Archbishop Peter Martin Ngo Dinh Thuc
     พระอัครสังฆราชปีเตอร์ มาร์ติน โง ดินห์ ทึก

Archbishop Marcel  Lefebvre
     พระอัครสังฆราช มาร์เซล เลอแฟบวร์
 
                                                                                                      Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                              Alan  Peterich


   
   




4  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / ฟรังซิสเป็นเพียงคนสามัญธรรมดา (เฮเรติก)คนหนึ่ง เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 05:07:42 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                    Francis is Just a Layman (a Heretic)
                                                                                           ฟรังซิสเป็นเพียงคนสามัญธรรมดา (เฮเรติก)คนหนึ่ง

--So he cannot be named Bishop of Rome and then elected Pope definitely.                           
ดังนั้น ก็ไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นสังฆราชแห่งโรม และได้รับเลือกเป็นโป๊บเด็ดขาด.
2/19/2016

Pope Leo XIII realized a century ago the diabolical forces which were at work to destroy the Catholic Church. For this reason, he composed an exorcism prayer which begins with an invocation to St.Michael.

Pope Leo XIII wrote on September 25, 1888:
 
“These most crafty enemies have filled and inebriated with gall and bitterness the Church, the spouse of the immaculate Lamb, and have laid impious hands on her most sacred possessions. In the Holy Place itself, where has been set up the See of the most holy Peter and the Chair of Truth for the light of the world, they have raised the throne of their abominable impiety, with the iniquitous design that when the Pastor has been struck, the sheep may be scattered.”

โป็บเลโอ XIII คิดได้เมื่อหนึ่งศตวรรษมาแล้วว่า กองกำลังปีศาจซึ่งกำลังทำงานเพื่อทำลายศาสนจักรคาทอลิก  ด้วยเหตุนี้ ท่านได้ประพันธ์บทภาวนาขับไล่ปีศาจ ซึ่งเริ่มด้วยการเรียกหานักบุญมีคาเอล อัครทูตสวรรค์
โป๊บเลโอได้เขียนไว้เมื่อวันที่ 25 กันยายน 1888 ว่า :
“”พวกศัตรูที่เจ้าเล่ห์ที่สุดเหล่านี้ ได้ใส่ให้พระศาสนจักรเต็มล้นและมีนเมาอำนาจด้วยการกวนโทสะและความขมขื่น แก่เจ้าสาวของลูกแกะนิรมล  และได้วางมือทั้งสองที่ขาดศรัทธาลงบนทรัพย์สินศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เอง ที่ซึ่งก่อตั้งสำนักเปโตรที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและที่ประทับแห่งความจริงสำหรับแสงสว่างของโลก  พวกมันได้ยกบัลลังก์ของการไม่เคารพที่วิปลาสของพวกเขา ด้วยการออกแบบที่ขั่วช้า ซึ่งเมื่อผู้ดูแลถูกทำร้าย ฝูงแกะอาจแตกกระจายไป.”

The Seven Sacraments are the most sacred possessions of the Holy Roman Catholic Church.
Pope Saint Pius X, EX Quo Non, December 26, 1910:
"It is well known that to the Church there belongs no right whatsover to innovate anything touching on the substance of the Sacraments."

ศีลศักดิ์สิทธิ์เจ็ดประการเป็นสิ่งถือครองที่สักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนจักรโรมันคาทอลิกศักดิ์สิทธิ์  โป๊บนักบุญปีโอที่ X สมณสาส์น EX Quo Non วันที่ 26 ธันวาคม 1910 ว่า :                                    “ เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับศาสนจักรจะไม่มีสิทธิใดๆไม่ว่าจะก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆใดๆที่มาแตะต้องเรื่องของศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ”

Pope Pius XII, Sacramentum Ordinis, November 30, 1947:
"The seven sacraments of the new law have all been instituted by Jesus Christ Our Lord, and the Church has no power over the ‘substance of the sacraments’, that is over the things which, as the sources of revelation, witness, Christ the Lord Himself decreed to be preserved in a sacramental sign."

A sacrament is said to be valid if it takes place. One of the seven sacraments is the Holy Order. The Sacrament of Holy Orders is valid if the persons become real deacon, priest and bishop. In order for the sacrament of the Holy Orders to be valid, matter, form, minister and intention must be present.

โป๊บปีโอ XII สมณสาส์น Sacramentum Ordinis, 30 พฤศจิกายน 1947 ระบุว่า:
“ ศีลศักดิสิทธิ์เจ็ดประการของกฎหมายใหม่ ทั้งหมด ถูกตั้งชึ้นจากพระเยซูคริสตเจ้า และพระศาสนจักรไม่มีอำนาจเหนือ    “ เนื้อหาของศีลศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น “ นั่นคือเหนือสิ่งต่างๆ ซึ่ง เช่นแหล่งแห่งการเผยแสดง ประจักษ์พยาน พระคริสต์พระองค์เองได้ออกกฤษฎีกาให้เก็บรักษาไว้ในเครื่องหมายที่เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ “
ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการหนึ่งนั้นมีระบุว่าสมบูรณ์ได้ถ้ามีการโปรดให้  หนึ่งในเจ็ดศีลคือศีลบวช  ศีลบวชที่เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์ได้ ถ้าบุคคลที่รับศีลเป็นสังฆานุกรแท้จริง  พระสงฆ์แท้จริงและพระสังฆราชแท้จริง  เพื่อศีลศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศีลบวชจะใช้ได้สมบูรณ์(ตามกฎหมายพระศาสนจักร) สสาร  รูปแบบ ศาสนบริกรและความมุ่งหมาย ต้องปรากฎทั้งครบ.

PopeEugene IV, Council of Florence,1439: โป๊บ Eugene IV สังคายนาฟลอเรนซ์ 1439 ระบุว่า :
“All these sacraments are made up of three elements: namely, things as the matter, words as the form, and the person of the minister who confers the sacrament with the intention of doing what the Church does. If any of these is lacking, the sacrament is not effected.”
“ ศีลศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ทั้งหมดประกอบด้วยสามสิ่งคือ สิ่งที่เป็นสาระ  ถ้อยคำที่เป็นแบบฟอร์ม และบุคคลที่เป็นศาสนบริกร?โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ด้วยความตั้งใจที่จะทำสิ่งที่พระศาสนจักรทำ  ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ศีลศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ไม่มีผล

The Devil could not wait to destroy the precious liturgical heritage of the Catholic Church by
means of the heretics at Vatican II. His goal was to leave as little of Tradition remaining as he
could. And that’s exactly what he did.
ปีศาจไม่สามารถรอที่จะทำลายมรดกทางพิธีกรรมล้ำค่าของพระศาสนจักรคาทอลิกโดยวิธีการของเฮเรติกที่การสังคายนาวาติกันที่สอง  เป้าหมายของมันคือปล่อยประเพณีดั้งเดิมเล็กน้อยไว้เท่าที่จะทำได้  และนั่นตรงตามที่มันได้ทำมาแล้ว.

Pope Paul III, Council of Trent, Session 7, Can. 13,EX  cathedra:                                                               
โป๊บปอล III สังคายนาแห่งเตรนโต วาระ 7 มาตรา 13 ประกาศจากบัลลังก์ ว่า :
“If anyone shall say that the received and approved rites of the Catholic Church accustomed to be used in the solemn administration of the sacraments may be disdained or omitted by the minister without sin and at pleasure, or may be changed by any pastor of the churches to other new ones: let him be anathema.”
“ ถ้าใครผู้ใดจะกล่าวว่า จารีตพิธีที่ได้รับมาและได้รับการอนุมัติของพระศาสนจักรคาทอลิก ที่เคยใช้ในการจัดการอย่างสง่าของศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อาจต้องถูกรังเกียจหรือเพิกเฉยจากศาสนพิธีกร โดยปราศจากบาปและตามอำเภอใจ  หรืออาจถูกเปลี่ยนแปลงโดยเจ้าอาวาสองค์ใดของวัด ไปสู่วัดใหม่อื่นๆ  ขอให้มันผู้นั้นได้รับโทษจากสวรรค์ “ (anathema มีความหมายเช่นเดียวกับ excommunicatio คือการตัดขาดออกจากพระศาสนจักรคาทอลิก)

Vatican II brings down the anathema of the Church on its head!  สังคายนาวาติกัน II ปลดออกซึ่งคำสาบแช่ง anathema นี้เฉพาะหัวหน้าขอการประชุม !
Vatican II have laid impious hands on the Catholic Church's most sacred possessions. สังคายนาวาติกัน II ได้วางมือเลวๆบนทรัพย์สินศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระศาสนจักรคาทอลิก.

Sacrosanctum Concilium Vatican II’s Constitution on the Sacred Liturgy

Sacrosamctum Concilium สมณธรรมนูญว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของสังคายนาวาติกัน II

 Sacrosanctum Concilium was Vatican II’s constitution on the sacred liturgy. It was responsible for the incredible changes to the Rites of Priestly Ordination and Episcopal Consecration, to the Mass and the other sacraments following Vatican II.
It was Paul VI who changed the rites of all seven sacraments of the Catholic Church, making grave and invalidating changes to the sacraments of the  Holy Orders. But it all began with Vatican II’s Constitution, Sacrosanctum Concilium.

Sacrosanctum Concilium เป็นสมณธรรมนูญว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของสังคายนาวาติกัน II  ธรรมนูญนี้รับผิดชอบสำหรับการเปลี่ยนแปลงไม่น่าเชื่อต่อจารีตพิธีการบวชพระสงฆ์และการอภิเษกพระสังฆราช การเปลี่ยนแปลงแก่มิสซาและศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆโดยการเดินตามสังคายนาวาติกัน II                                                                                      เป็นโป๊บปอล VI ซึ่งเปลี่ยนแปลงจารีตพิธีของศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดประการของศาสนจักรคาทอลิก  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างร้ายแรงและเกิดผลใช้ไม่ได้(ตามกฎหมายศาสนจักร)ต่อศีลสักดิ์สิทธิ์แห่งการบวช  แต่ทั้งหมดเริ่มที่ธรรมนูญของสังคายนาวาติกัน II (ที่เรียกว่า) Sacrosanctum Concilium

Sacrosanctum Concilium #76 ระบุว่า :

“The rites for different kinds of ordination are to be revised – both the ceremonies and the texts. จารีตพิธีสำหรับการบวชต่างๆทุกชนิด ต้องได้รับการทบทวนใหม่ – ทั้งพิธีการและถ้อยคำต่างๆ”

The New Rite of Holy Orders (bishops, priests, deacons) was approved and imposed by Paul VI on June 18, 1968.  Paul VI changed the rite for consecrating bishops because the devil knows that the bishop has the fullness of the sacrament of Holy Orders. Without the Bishop, there can be no priest. Without the priest, there can be no Holy Eucharist and so on and so forth.

จารีตพิธีใหม่ของศีลบวชศักดิ์สิทธิ์ (พระสังฆราช พระสงฆ์ สังฆานุกร) ได้ถูกรับรองและสั่งให้ปฏิบัติโดยโป๊บปอล VI เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1968  ปอลที่ VI ได้เปลี่ยนแปลงจารีตพิธีสำหรับการอภิเษกพระสังฆราช เพราะว่าปีศาจรู้ว่าพระสังฆราชมีความเต็มบริบูรณ์ของศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการบวช  โดยปราศจากพระสังฆราช  ก็จะไม่มีพระสงฆ์  เมื่อไม่มีพระสงฆ์  ก็จะไม่มีศีลมหาสนิท และแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

The last known Catholic Pope before Vatican II was Pope Pius XII. He died on October 1958. Through Pope Pius XII, God declared what is the essential form for the Consecration of Bishops because God knows that Paul VI will change it.

พระสันตะปาปาเท่าที่ทราบกันองค์สุดท้ายก่อนสังคายนาวาติกันที่ II คือโป๊บปีโอที่ XII พระองค์สิ้นพระชนม์เดือนตุลาคม 1958   ตลอดสมณสมัยโป๊บปีโอ XII พระเจ้าได้ทรงประกาศสิ่งที่เป็นรูปแบบสำคัญยิ่งยวด สำหรับการอภิเษกพระสังฆราช เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบว่า โป๊บปอล VI จะเปลี่ยนแปลงการอภิเษกนี้
________________________________________


 
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เฟสบุ๊กตั้งระบบช่วยผู้ใช้ ให้ง่ายที่จะพบความเป็นส่วนตัวของตน เมื่อ: เมษายน 02, 2018, 09:25:41 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                               เฟสบุ๊กตั้งระบบช่วยผู้ใช้ ให้ง่ายที่จะพบความเป็นส่วนตัวของตน ทำการดาวน์โหลดและลบช้อมูลได้.
                                                             Facebook makes its privacy, data downloading and deletion settings easier to find

IngridLunden@ingridlunden /Yesterday                                                                                                                                                                                            Alan Petervich Updated 2 April, 2018
   
With Facebook facing a wave of public backlash over how it has handled user data over the years — a backlash that was kicked off two weeks ago with the revelation that data analytics firm Cambridge Analytica had worked on targeted election campaigns using personal and private Facebook data — the company today announced a new set of changes to help users find and change their privacy settings, as well as download and delete whatever data has been collected through Facebook’s network of social media services.

โดยที่เฟสบุ๊กกำลังเผชิญหน้ากับคลื่นของปฏิกิริยารุนแรงฉับพลันทางสาธารณะ เกี่ยวกับที่ว่าได้มีการจัดการข้อมูลผู้ใช้อย่างไรมาหลายๆปี— ปฏิกิริยารุนแรงที่เกิดขึ้นสองสัปดาห์ก่อนนั้น เกิดด้วยการปรากฎว่าบริษัทวิจัยข้อมูล Cambridge Analytica ได้ทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์การเลือกตั้งที่มีเป้าหมาย โดยใช้ข้อมูลเฟสบุ๊กส่วนบริษัทและส่วนบุคคล – วันนี้บริษัทได้ประกาศชุดการเปลี่ยนแปลงใหม่ เพื่อช่วยผู้ใช้พบและเปลี่ยนชุดส่วนตัวของพวกเขา  เช่นเดียวกับดาวน์โหลดและลบข้อมูลใดก็ตามที่ได้มีการรวบรวมไว้ทางเครือข่ายเฟสบุ๊กชองหน่วยบริการสื่อสังคม

To be clear, many of these settings and features already existed in Facebook, but now Facebook is making them significantly clearer for the average user to find and use. It’s possible that Facebook would have had to do a lot of this work anyway in light of the new GDPR requirements that are coming into place in Europe.

เพื่อให้เห็นชัด ชุดและระบบเหล่านี้จำนวนมากมีอยู่ในเฟสบุ๊กแล้ว  แต่ตอนนี้ เฟสบุ๊กกำลังทำให้มันชัดขึ้นอย่างมีความหมายสำหรับผู้ใช้งานเฉลี่ยที่จะพบและใช้มัน  มันเป็นไปได้ว่า เฟสบุ๊กควรจะต้องทำงานชิ้นนี้ในทางใดก็ตามในแสงของ ความต้องการ GDPR ที่กำลังเข้ามาอยู่ในยุโรป

What today’s changes do not do is provide any indications that Facebook plans to do anything different in terms of what information it’s gathering and using to run its service, and its bigger, profitable business. (Indeed, even upcoming changes to its terms of service, which will include more clarity on Facebook’s data policy, will contain no changes in it, the company says: “These updates are about transparency – not about gaining new rights to collect, use, or share data,” writes Erin Egan, Facebook’s chief privacy officer.)

อะไรที่การเปลี่ยนแปลงของวันนี้ไม่ได้ทำคือจัดระบุอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเฟสบุ๊กทำอะไรบางอย่างแตกต่างในความหมายที่ว่าข่าวสารอะไรที่กำลังรวบรวมและใช้เพื่องานบริการของบริษัท และธุรกิจทำกำไรที่ใหญ่กว่า (จริงๆนะ แม้การเปลี่ยนแปลงที่กำลังมาเข้าสู่เงื่อนไขบริการของบริษัท  ซึ่งจะรวมความชัดเจนมากกว่าเกี่ยวกับนโยบายข้อมูลของเฟสบุ๊ก จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ บริษัทกล่าวเช่นนั้น ว่า “ การ updates เหล่านี้เกี่ยวกับความโปร่งใส – ไม่เกี่ยวกับการได้สิทธิใหม่ๆที่จะไปเก็บรวบรวม  ใช้  หรือแชร์ข้อมูล “ เอริน อีแกน หัวหน้าเจ้าหน้าที่เฉพาะของเฟสบุ๊ก เขียนเช่นนั้น.

We’ve seen a lot of people already downloading their Facebook data in the last week or so (without today’s update), and the impression you get is that they are generally coming away shocked by the amount of information that had been amassed through Facebook’s various apps across web and mobile. That in itself — combined with more scrutiny from regulators over how data is collected, used, and shared, and bigger changes that Facebook is making in terms of how it works with third-party apps that link into the Facebook platform (which CEO Mark Zuckberg announced last week) — will hopefully lead to more meaningful changes on that front
.
เราได้เห็นคนจำนวนมากทำการดาวน์โหลดข้อมูลเฟสบุ๊กของพวกเขาในสัปดาห์ที่แล้วหรือประมาณนั้น (โดยไม่มี update วันนี้)  และความประทับใจที่คุณได้รับก็คือว่า พวกเขาโดยทั่วไปแล้วปรากฎว่าช๊อคด้วยจำนวนข่าวสารที่รวบรวมอัดแน่นก้อนโต ผ่าน apps ต่างๆของเฟสบุ๊กเต็มเว็บและ mobile นั่นอยู่ในเว็บเอง—ผูกพันกับการกลั่นกรองมากกว่าจากผู้ทำงานจัดการว่าข้อมูลจะถูกรวบรวมไว้  ใช้  และแชร์อย่างไร  และการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่าที่เฟสบุ๊กกำลังทำในแง่ของที่ว่ามันจะทำงานอย่างไรกับ apps กลุ่มที่สาม ที่เชื่อมโยงเข้าไปใน platform เฟสบุ๊ก ( ซึ่ง CEO Mark Zuckerberg ได้ประกาศสัปดาห์ที่แล้ว) ---ยังหวังกันว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายมากกว่า ที่แนวนั้น.

For the time being, however, the main idea here is that if you choose to stay and use Facebook, caveat emptor, and proceed armed with more control. Facebook highlights several areas where changes are being put in place:

อย่างไรก็ดี ณเวลาขณะนี้  ความคิดหลักที่นี่ก็คือว่าคุณเลือกที่จะอยู่และใช้เฟสบุ๊ก  caveat emptor (คติกฎหมายเป็นภาษาลาตินแปลว่า ‘ผู้ซื้อต้องระวัง’) และ ดำเนินการถืออาวุธเพื่อควบคุมมากกว่า  เฟสบุ๊กทำความสำคัญในขอบเขตต่างๆมากมาย ที่ซึ่งความเปลี่ยนแปลงกำลังใส่เข้าที่เข้าทาง. คือ

1.   User controls. Facebook said that it has redesigned its settings menu for mobile, consolidating all of the primary controls on one screen. This is already a major change, given that previously they were spread across 20: a gating factor that would have meant it was hard to find what you were trying to change, or perhaps leading many to give up altogether. It’s also making it clear what can and cannot be shared with apps, specifically: “We’ve also cleaned up outdated settings so it’s clear what information can and can’t be shared with apps,” writes Egan. The fact that it seems there were some out of date elements in the menus highlights that this might not have been Facebook’s biggest priority up to now.

การควบคุมผู้ใช้  เฟสบุ๊กกล่าวว่าตนได้ออกแบบคู่มือการตั้งระบบสำหรับการเคลื่อนไหวง่ายๆ โดยรวมการควบคุมแรกทั้งหมดขึ้นบนจอภาพ  นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งแล้ว ทำให้เป็นสิ่งที่ทำมาก่อนที่แพร่กระจายข้ามระบบ 20 : ปัจจัยทางผ่านที่น่าจะหมายว่ามันยากที่จะพบสิ่งที่คุณกำลังพยายามเปลี่ยนแปลง หรือ บางทีนำหลายๆคนให้เลิกด้วยกัน  มันยังทำให้เป็นที่ชัดเจนว่าอะไรสามารถและไม่สามารถแชร์ด้วย apps เป็นพิเศษ คือ: “เราได้ทำความสะอาดระบบที่ล้าสมัยเพื่อมันจะชัดขึ้นว่าข้อมูลข่าวสารอะไรสามารถและไม่สามารถแชร์ด้วย apps “ อีแกนเขียนอธิบาย  ความจริงที่มันดูเหมือนมีสิ่งที่ล้าสมัยบางอย่างในระบบคู่มือสำคัญ ที่ สิ่งนี้อาจไม่เป็นงานแรกเริ่มที่ใหญ่ที่สุดของเฟสบุ๊กจนถึงปัจจุบัน.

2.   Privacy shortcuts. For those who don’t want to dive into their settings, Facebook said it is also going to put in a new item into its menu, directly linking users to privacy settings. Privacy Shortcuts, Facebook said, will come by way of a few taps and will let people add in two-factor authentication; composite access to what you’ve shared via Facebook with the option of deleting if you choose; controls for your ad settings, which will also include an explanation of how ads work on Facebook for those who might want to know more; and a link to help you control what and how you share on the site — that is, the setting of “public, friends only, and friends of friends.” Again, that control has been in place for years already at Facebook, but many don’t know how to access it, or what it means. Putting it a little more front and center might change that.

ทางลัดส่วนตัว  สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการดำดิ่งเข้าไปในระบบของพกเขา  เฟสบุ๊กกล่าวว่าบริษัทกำลังใส่สิ่งใหม่เข้าไปในเมนูของตน  เชื่อมโยงกลุ่มผู้ใช้โดยตรงเข้ารับบความเป็นส่วนตัว  เฟสบุ๊กกล่าวว่า ทางลัดส่วนตัวจะปรากฎมาโดยขยับสองสามแท๊ปและจะให้ประชาชนเพิ่มการสามารถเข้าระบบเองในสองปัจจัย  ถือเอารวมๆกับสิ่งที่คุณได้แชร์ทางเฟสบุ๊ก ด้วยการเลือกที่จะลบทิ้งได้ถ้าคุณเลือกเช่นนั้น  ควบคุมสำหรับระบบโฆษณาของคุณ ซึ่งจะรวมคำอธิบายว่าโฆษณาทำงานอย่างไรที่เฟสบ๊ก สำหรับผู้ที่อาจต้องการรู้มากกว่านั้น  และการเชื่อมโยงประการหนึ่งที่จะช่วยคุณ ควบคุมอะไรหรืออย่างไรที่คุณแชร์ในระบบ—นั่นคือ ระบบของ”สาธารณะ  เพื่อนเท่านั้น  และเพื่อนของเพื่อน”  และ การควบคุมนั้นมีอยู่ในงานเราเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เฟสบุ๊ก แต่ หลายคนไม่ทราบว่าจะเอามาใช้อย่างไร  หรือ มันหมายความว่าอย่างไร  นำเอามาลงให้ปรากฎต่อหน้ามากกว่าหน่อยและตรงกลางเลย อาจเปลี่ยนแปลงข้อนั้นได้.

3.   Downloading and deleting Facebook data. The aim here is to make it easier for people to do both if they want. Access Your Information will be a secure link that people can use to collect this, and it will make it easier for people to do both. Will the ease and openness make it less likely that users will decide to leave Facebook altogether? That remains to be seen.

การดาวน์โหลดและการลบข้อมูลเฟสบุ๊ก  เป้าหมายที่นี่คือทำให้ง่ายขึ้นสำหรับคนที่ทำทั้งสองอย่างได้ถ้าพวกเขาต้องการ  การถือเอาข้อมูลข่าวสารของคุณ จะเป็นการเชื่อมโยงที่ปลอดภัยอย่างหนึ่ง ที่ประชาชนสามารถใช้รวบรวมสิ่งนี้  และ มันจะง่ายกว่าอีกสำหรับคนที่ทำทั้งสองอย่าง  มันจะง่ายและเปิดเผยที่จะทำน้อยลงกว่าที่ผู้ใช้จะตัดสินใจละทิ้งเฟสบุ๊กไปเลยหรือ?  นั่นคงรอที่จะดูกัน.

The news comes in the wake of CEO Mark Zuckerberg last week posting an acknowledgement of Facebook’s role in the scandal, and a pledge to improve the company’s practices with regards to third-party apps and how Facebook works with them, and what data it will provide in the future, which he also followed up with a full-page apology printed in several newspapers. It has not been enough for some, and #deletefacebook has become a trending concept, with the company’s stock taking a nosedive in the last two weeks.

มีข่าวมาในการตื่นขึ้นของ CEO มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กสัปดาห์ที่แล้วที่โพสต์การยอมรับของบทบาทของเฟสบุ๊กในเรื่องอื้อฉาว และการประกันที่จะปรับปรุงการปฏิบัติงานของบริษัทให้ดีขึ้น โดยเพ่งเล็งที่ apps บุคคลที่สาม และเฟสบุ๊กจะทำอย่างไรกับพวกเขาเหล่านั้น  และ ข้อมูลอะไรจะมีการจัดให้ในอนาคต  ซึ่ง มาร์คด้วยติดตามอยู่ด้วยคำขออภัยพิมพ์เต็มหน้าในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  มันยังไม่พอสำหรับบางคน(บางสิ่ง) และ การลบเฟสบุ๊กทิ้ง(ออกจากระบบ)ได้กลายมาเป็นมโนแนวโน้มจะทำกัน  ด้วยหุ้น(ในตลาดหลักทรัพย์)ขอบริษัทดำดิ่งตกฮวบในสองสัปดาห์ที่แล้วมา.

[ Vichitr Thongthua ผู้แปลบทความนี้  ยอมรับว่าเป็นการยากที่จะอธิบายความหมายที่ชัดเจนกว่านี้  เพราะเรื่องที่เฟสบุ๊กกำลังได้รับการกล่าววิจารณ์ครั้งนี้ เป็นเรื่องรวมความไม่ทราบของคนภายนอกที่เป็นเพียงผู้ใช้หรือ users เท่านั้น  ส่วนระเบียบกฎเกณฑ์ใดที่ลึกล้ำกว่านี้ไม่เคยสนใจมาก่อน  ก็เพราะอย่างนี้นี่เองจึงพากันงงเป็นไก่(ชน)ตาแตก  คงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เฟสบุ๊กเองที่ต้องคลำหาทางออกเอาเอง  ส่วนใครผู้ใดจะแสดงความเก่งกาจ แหลมออกมาแสดงตนเป็นจอมยุทธด้านนี้ขอเถอะ  ปล่อยเฟสบุ๊กจัดการเองจะไม่ดีกว่าหรือ? ]
 
6  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / พระสังฆราชคาทอลิกไทยในปัจจุบัน เมื่อ: มีนาคม 28, 2018, 12:13:10 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                      พระสังฆราชคาทอลิกไทยในปัจจุบัน
                                                                                              The Thai Bishopric in the Present Time

Alan Petervich Updated March 27, 2018

The New Rite of Holy Orders (bishops, priests, deacons) was approved and imposed by Paul VI on June 18, 1968. The following information is crucial for all Catholics to know, since it concerns the validity of essentially every “priest” ordained within the diocesan structure since approximately 1968; and consequently, it concerns the validity of countless confessions, indult Masses, etc.

 จารีตพิธีใหม่ของศีลบวช (พระสังฆราช พระสงฆ์ สังฆานุกร) ได้รับการรับรองและก่อตั้งโดยปอลที่ VI เมื่อวันที่ 18 มิภุนายน 1968  ข้อมูลที่ตามมาสำคัญยิ่งยวดสำหรัลคาทอลิกทุกคนที่ต้องรู้  โดยที่มันผูกพันกับความสมบูรณ์ถูกต้องของ”พระสงฆ์” ทุกคนอย่างสำคัญยิ่งยวด ที่บรรพชาภายในโครงร่างสังฆมณฑลตั้งแต่ประมาณปี 1968  และ ผลที่ตามมา มันขึ้นกับโมฆะกรรมของการแก้บาป ถวายมิสซา ฯลฯนับไม่ถ้วน

The Congregation for Divine Worship and the Discipline of the Sacraments admitted that the Catholic theology of the priesthood was not made explicit in the 1968 rite.[15]
The fact is that the New Rite of Paul VI is an entirely new rite, which rejects what the Church does, by rejecting what by the institution of Christ belongs to the nature of the sacrament [the sacrificing priesthood], so it is clear that the necessary intention manifested by this rite is insufficient, and even adverse to and destructive of the Sacrament of Holy Orders (Leo XIII). These facts prove that the New Rite of Ordination of Paul VI cannot be considered valid, but must be considered invalid.

The Congregation for Divine Worship and the Discipline of the Sacraments – สมณกระทรวงว่าด้วยการนม้สการพระเจ้าและการโปรดศีลศักดิสิทธิ์ ยอมรับว่า เทววิทยาคาทอลิกแห่งสังฆภาพสงฆ์มิได้ทำอย่างชัดแจ้งในจารีตพิธี 1968  ความจริงก็คือว่าจารีตพิธีใหม่ของโป๊บปอล VI เป็นจารีตพิธีใหม่ทั้งชุด ซึ่งปฏิเสธสิ่งที่พระศาสนจักรปฏิบัติ  โดยไม่ยอมรับสิ่งที่สถาบันแห่งพระคริสต์ ขึ้นกับธรรมชาติของศีลศักดิ์สิทธิ์ [สังฆภาพสงฆ์ที่ถวายยัญบูชา]  ดังนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าความตั้งใจที่จำเป็นถูกแสดงออกโดยจารีตพิธีนี้ไม่เพียงพอ และ ถึงกับจะตรงข้ามและทำลายศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการบรรพชาด้วย (Leo XIII) ความจริงเหล่านี้พิสูจน์ว่า จารีตพิธีใหม่ของการบวช ของโป๊บปอลที่ VI  ไม่สามารถพิจารณาว่าสมบูรณ์ถูกต้อง แต่ ต้องถูกพิจารณาว่าโมฆะ.

คราวนี้ ถึงคราวที่เราคาทอลิกไทย ต้องตรวจดูว่า บรรดาพระอัครสังฆราชและพระสังฆราชไทยองค์ใด รับพิธีอภิเษกตามจารีตพิธีใหม่ ตามแบบที่กำหนดโดยโป๊บปอลที่ VI เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 1968 บ้าง น่าจะต้องสงสัยว่า การอภิเษกตามจารีตพิธีใหม่นั้น ทำให้การอภิเษกพระสังฆราชองค์นั้นโมฆะแน่นอน  และเมื่อพระสังฆราชไม่เป็นพระสังฆราชแท้จริง  ไปทำพิธีอภิเษกพระสังฆราชหรือโปรดบรรพชาพระสงฆ์องค์ใด ทั้งหมดล้วนโมฆะทั้งนั้น.

เริ่มตรวจวันเดือนปีที่ท่านเหล่านั้นรับศีลบรรพชาหรือรับอภิเษกดูซิว่าหลังวันที่18 มิถุนายน 1968 หรือไม่?

ลำดับ                               ชื่อ-นามสกุล                                                      ปีที่ได้รับแต่งตั้ง                                           สถานะปัจจุบัน

1                      พระสังฆราชลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต                                     1971                                 ลาเกษียณจากหน้าที่ประมุขสังฆมณฑลจันทบุรี
2                      พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู                                            1973                                 ลาเกษียณจากหน้าที่ประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
3                      พระสังฆราชยอร์ช ยอด พิมพิสาร                                            1975                                 ถึงแก่อนิจกรรม
4                      พระสังฆราชยอแซฟ สังวาลย์ ศุระศรางค์                                   1986                                 ลาเกษียณจากหน้าที่ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่
5                      พระอัครสังฆราชหลุยส์ จำเนียร สันติสุขนิรันดร์                            1999                                 ประมุขอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง
6                      พระสังฆราชโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีล                                    2004                                 ประมุขสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี
7                      พระสังฆราชยอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ                               2005                                ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี
8                      พระสังฆราชฟิลิป บรรจง ไชยรา                                               2006                                 ประมุขสังฆมณฑลอุบลราชธานี
9                      พระสังฆราชยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์                                           2007                                 ประมุขสังฆมณฑลนครราชสีมา
10                      พระอัครสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช                   2007                               ประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
11                      พระสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์                                 2009                                 ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่
12                      พระสังฆราชซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี                                            2009                         ประมุขสังฆมณฑลจันทบุรี
13                      พระสังฆราชยอแซฟ พิบูลย์ วิสิฐนนทชัย                                      2009                               ประมุขสังฆมณฑลนครสวรรค์
14                      พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย                                           2009                         ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี

          เมื่อตรวจดูวันเดือนปีที่ได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราช  ก็คงดูไม่ยากว่า ปีนั้นเลยวันเดือนปีที่โป๊บปอลที่ VI กำหนดใช้จารีตพิธีอภิเษกแบบใหม่ซึ่งก็คือ วันที่ 18 มิถุนายน 1968 มาเป็นเวลากี่เดือนกี่ปีมาแล้ว  และคริสตชนทั่วไปลงความเห็นว่า ผู้รับการอภิเษกแบบที่โป๊บกำหนดนั้น ถือว่าโมฆะทั้งหมด  โปรดอ่านให้เข้าใจก็จะทราบว่าความจริงในประเทศไทยขณะนี้ มีพระสังฆราชแท้จริงกี่องค์ ครับ.      

                                                                                                  Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                          Alan  Petervich



7  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / กฤษฎีกา QUO PRIMUM Papal Bull decreed by Pope Saint Pius V เมื่อ: มีนาคม 25, 2018, 08:35:41 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         
   
                                                          กฤษฎีกา QUO PRIMUM Papal Bull decreed by Pope Saint Pius V

« เมื่อ: มีนาคม 01, 2017, 01:12:30 PM »


                                                                กฤษฎีกา QUO PRIMUM Papal Bull decreed by Pope Saint Pius V on July 14, 1570
                             which set in stone for all time the exactness of the Holy Sacrifice of the Mass to be said in the Mother Tongue of the Church
 
ex decreto
Ss. Concilii Tridentini restitutum
Summorum Pontificum cura
recognitum
editio XXXI post typicam

      QUO PRIMUM tempore ad Apostolatus apicem assumpti fuimus, ad ea libenter animum, viresque nostras intendimus, et cogitationes omnes direximus, quae ad Ecclesiasticum purum retinendum cultum pertinerent, eaque parare, et Deo ipso adjuvante, omni adhibito studio efficere contendimus.

      ด้วยการถูกยกขึ้นสู่บัลลังก์สันตะสำนัก  เราดืใจหันจิตใจและพลังทั้งหมด และมุ่งความนึกคิดทั้งหมดของเรา ไปสู่เรื่องการรักษาไว้มิให้เสื่อมสลาย ซึ่งการถวายนมัสการสาธารณะต่อพระศาสนจักร  และเราได้พยายาม ด้วยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ด้วยทุกวิถีทางในพลังอำนาจของเราโดยทุกวิถีทางให้วัตถุประสงค์นั้นสำเร็จไป

   โดยเหตุที่ ท่ามกลางกฤษฎีกาของสังคายนาเตรนโต เราได้รับหน้าที่ให้ทำการทบทวนรื้อฟื้นประกาศหนังสือศักดิ์สิทธิ์บางเล่ม เป็นต้นคำสอนพระศาสนา หนังสือประกอบพิธีมิสซาและหนังสือสวดทำวัตรของพระสงฆ์ (Breviary)  และท่ามกลางที่เราได้รับการยินยอมอนุมัติให้มีการพิมพ์หนังสือคำสอน เพื่อใช้สอนสัตบุรุษ  และโดยละเอียดได้ทบทวนหนังสือทำวัตร เพื่อการสวดภาวนาที่ถึงกำหนดปฏิบัติในสำนักบริหารวัด  ถัดจากนั้น เพื่อหนังสือประกอบพิธีมิสซาและหนังสือทำวัตรควรต้องสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์  คือถูกต้องและเฉพาะ ( โดยพิจารณาว่า มันต้องพอเหมาะแก่กันและกันเพื่อว่า ควรจะมีการเข้าประสานกันโดยเฉพาะเป็นหนึ่งเดียวของบทสร้อยต่างๆ และเป็นจารีตพิธีเดียวในการถวายบูชามิสซา)  เห็นสมควรว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่จะให้ความสนใจต่อสิ่งที่ต้องทำและยังคงเหลืออยู่  เช่นการปรับปรุงแก้ไขหนังสือคู่มือถวายมิสซา โดยให้มีการชักช้าน้อยที่สุด

    ด้วยเหตุนี้ เราได้ตัดสินใจที่จะนำภาระนี้ ด้วยการเลือกคณะกรรมการผู้ทรงความรู้ และพวกท่านเหล่านั้น ที่มีทุกสภาวะการงานและด้วยการระมัดระวังเอาใจใส่อย่างที่สุด ได้ตรวจทานประมวลกฎหมายเก่าๆในห้องสมุดวาติกันของเรา และบรรดาประมวลกฎหมายที่เชื่อได้ (ทั้งต้นฉบับและที่แก้ไขแล้ว) จากทุกที่ และมีการปรึกษาหารือจากข้อเขียนของผู้เขียนสมัยเก่าและที่ได้รับการรับรองแล้ว  ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ทำพินัยกรรมยกให้แก่เราซึ่งบันทึกรายงานต่างๆที่เกี่ยวกับจารีตพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวนั้น  ดังนั้น ได้มีการสะสมเก็บไว้ซึ่งหนังสือคู่มือมิสซาเอง ในรูปแบบดั้งเดิมและจารีตพิธีของบรรดาพระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์  เมื่อการผลิตนี้ ขึ้นกับวัตถุประสงค์ที่จะปิดการพินิจพิจารณากลั่นกรองและแก้ไขต่อไป เรา หลังจากการไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว   ได้สั่งว่า ผลลัพท์สุดท้ายต้องได้รับการพิมพ์และเผยแพร่ในกรุงโรม  เพื่อว่าทุกคนจะได้ชื่นชมผลของงานหนักนี้ เพื่อ บรรดาพระสงฆ์จะได้ทราบว่าบทสวดใดต้องใช้ และจารีตพิธีใดและพิธีกรรมใดต้องนำมาใช้ตั้งแต่บัดนี้ไปในการถวายมิสซา

     เพราะฉะนั้น ตอนนี้  เพื่อทุกแห่งอาจต้องปรับปรุงและสังเกตุว่า อะไรมีคำสั่งอะไรถึงพวกเขาจากพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก  มารดาและนายหญิงของศาสนจักรทุกหนแห่ง  ตั้งแต่นี้ไป มันจะไม่ถูกกฎหมายและตลอดไปในโลกคริสตชน ที่จะขับร้องและอ่านบทมิสซาตามสูตรอื่นใด นอกจากที่มาจากหนังสือคู่มือมิสซาพิมพ์จากพวกเรา  คำสั่งนี้ให้ใช้กับทั้งวัดใหญ่และวัดเล็กทั้งหมด ที่มีหน้าที่หรือยังไม่มีหน้าที่ดูแลวิญญาณ  สถานภายใต้พระอัยกา  สถานชุมนุมในวิทยาเขตและวัดปกครองต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานฆราวาส หรือขึ้นกับคณะนักบวช ไม่ว่าชาย ( รวมทั้งคณะนักบวชฝ่ายป้องกันแบบทหาร ) หรือคณะที่เป็นหญิง ซึ่งมีพิธีมิสซาแบบธรรมดา หรือขับร้องเสียงดังหรืออ่านเสียงเบาสำหรับตนเอง ตามจารีตพิธีหรือธรรมประเพณีของศาสนจักรโรมัน  ยิ่งกว่านั้น ให้ปรับใช้บังคับกับทุกวัดที่เคยได้รับการยกเว้น  ไม่ว่าจากสันตะสำนัก โดยธรรมประเพณี โดยสิทธิพิเศษ  หรือแม้โดยสาบานหรือคำยืนยันของสันตะสำนัก  หรือมีสิทธิหรือหน่วยงานที่ค้ำประกันพวกเขา ไม่ว่าทางใดก็ตาม  ยกเว้นเพียงวัดเหล่านั้นที่ถวายมิสซาแบบแตกต่าง ได้รับอนุญาตเมื่อสองร้อยปีมาแล้วทันทีทันใดโดยสถาบันสันตะสำนักและยืนยันจากศาสนจักร  และวัดเหล่านั้นซึ่งปฏิบัติเป็นประเพณีคล้ายกัน ติดต่อกันมา เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองร้อยปี  ในกรณีที่เรามิได้มีการยกเลิกสิทธิพิเศษหรือธรรมประเพณีที่ระบุข้างต้นของพวกเขา

อย่างไรก็ดี  ถ้าหนังสือคู่มือมิสซานี้ซึ่งเราได้เห็นแล้วเหมาะสมที่จะพิมพ์เห็นพ้องกันมากก็เป็นความเห็นสุดท้าย  ตรงนี้ เราให้อนุญาตที่จะนำไปถวายมิสซาตามจารีตพิธีที่กล่าวนี้  ขึ้นกับคำยินยอมของพระสังฆราชหรือพระคุณเจ้าประมุข  และด้วยความเห็นชอบของคณะทุกคน  ใครผู้ใดทั้งหมดแม้จะมีความเห็นขัดแย้งบ้างก็ตาม  วัดอื่นๆทุกแห่งที่ระบุข้างต้น ณ ตรงนี้ได้ปฏิเสธการใช้หนังสือคู่มือมิสซาเล่มอื่น  ซึ่งอาจจะปฏิเสธทั้งหมดทั้งเล่ม  และ โดยสมณธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้  ซึ่งจะมีพลังอำนาจของกฎหมาย ซึ่งตราไว้ชั่วกัลปาวสาน  เราขอสั่งและยินดี ภายใต้ความรู้สึกเจ็บปวดในความไม่พอใจของเราว่า ไม่มีอะไรเพิ่มเติมต่อหนังสือคู่มือมิสซาที่เพิ่งพิมพ์เสร็จใหม่ของเรา  ไม่มีอะไรตกหล่นจากตรงนั้น และไม่มีอะไรอื่นใดแปลกปลอมในนั้นไม่ว่าอะไร.

    เป็นพิเศษเราขอสั่งพระอัยกาแต่ละองค์และทุกองค์  ผู้บริหารและคนอื่นทั้งหมดที่ดำรงตำแหน่งทางศาสนจักรใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระคาร์ดินัลของศาสนจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์  หรือ  ดำรงตำแหน่งอื่นใดหรืออดีตพระคุณเจ้าทั้งหลาย และ เราขอสั่งพวกเขาด้วยเหตุความนบนอบศักดิ์สิทธิ์ ให้ขับร้องและอ่านมิสซาตามจารีตพิธีและกิริยาอาการและข้อบังคับที่วางไว้ตรงนี้จากเรา  และตั้งแต่นี้ไปการที่จะไม่ทำต่อเนื่องและละทิ้งให้เห็นข้อปฏิบัติอื่นและจารีตพิธีของหนังสือคู่มืออื่น ไม่ว่าจะเก่าแก่เพียงใด  ซึ่งพวกเขาเคยปฏิบัติตาม และมิได้ถือว่าในการถวายมิสซาจะนำเอาพิธีอื่นใดหรืออ่านบทสวดภาวนาอื่นใดเกินกว่าที่มีอยู่ในหนังสือมิสซาเล่มนี้

     ยิ่งกว่านั้น  โดยคำสั่งเหล่านี้ และโดยเหตุแห่งอำนาจสืบเนื่องจากอัครสาวกของเรา  เราให้และอนุมัติตลอดไปว่า สำหรับการขับร้องหรือการอ่านมิสซาในวัดไม่ว่าที่ใด หนังสือมิสซานี้อาจต้องนำมาใช้เป็นการบังคับ โดยปราศจากความตะขิดตะขวงใดๆของมโนธรรม หรือความกลัวว่าจะเกิดมีโทษใดๆ มีการพิพากษาหรือตัดสินลงโทษ  และอาจใช้ได้อย่างอิสระและถูกกฎหมาย  ทั้งบรรดาพระสังฆราช  ผู้บริหารศาสนจักร  นักกฎหมายศาสนจักร เจ้าอาวาสและพระสงฆ์สังกัดสังฆมณฑล หรือสังกัดคณะนักบวชไม่ว่าคณะใด หรือได้รับมอบหมายตำแหน่งจากผู้ใด  จะไม่ถูกบังคับให้ถวายมิสซาใดอื่นมากกว่าเข้าร่วมกับเรา  เรา เช่นเดียวกัน ขอสั่งและประกาศว่าไม่ว่าผู้ใดก็ตามจะถูกบังคับหรือขู่เข็ญให้เปลี่ยนแปลงหนังสือมิสซานี้ และธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ จะไม่สามารถลบล้างหรือปรับปรุงเป็นอย่างอื่นได้  แต่ ตลอดไปจะยังคงสมบูรณ์ตามกฎหมายและมีอำนาจบังคับใช้ตามกฎหมาย  แม้จะมี ธรรมนูญมาก่อน หรือกฤษฎีกาของสังคายนาแขวงหรือสากล  และ แม้จะมีการใช้ของวัดต่างๆที่กล่าวมาก่อน  ที่ สถาปนาตามที่กล่าวมานานและยังระลึกได้  ไม่ว่าจะมีการใช้มากกว่าสองร้อยปีมาแล้วก็ตาม

     ที่ตามมาก็คือ มันเป็นความประสงค์ของเรา และโดยสิทธิอำนาจเดียวกัน เราออกกฤษฎีกาว่า หนึ่งเดือนหลังการพิมพ์ธรรมนูญของเราฉบับนี้และหนังสือพิธีมิสซา  บรรดาพระสงฆ์ของ Roman Curia จะต้องชับร้องหรืออ่านมิสซาตามที่กำหนดไว้ตรงนี้  ที่อื่นทางใต้ของภูเขาแอลป์ หลังสามเดือนไปแล้ว  ส่วนคนอื่นที่อาศัยถัดภูเขาแอลป์ หลังหกเดือน หรือทันทีที่หนังสือคู่มือมิสซาวางเพื่อจำหน่ายได้

   ยิ่งกว่านั้น  เพื่อว่าหนังสือมิสซาดังกล่าวอาจต้องเก็บรักษาไว้ไม่ให้บุบสลายและรักษาให้ปลอดพ้นจากข้อบกพร่องและข้อหลงผิด  โทษสำหรับการไม่สังเกตุดูแลในกรณีของบรรดาผู้พิมพ์ทั้งหมดที่มีชีวิตอยู่ในท้องที่โดยตรงหรือโดยอ้อม ขึ้นกับเราเองและศาสนจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์ จะถือว่าเป็นโทษแห่งความผิดของหนังสือของพวกเขา และเสียค่าปรับ 100 เหรียญดูกัดทองคำ จ่ายให้ด้วยตนเองแก่สำนักงานทรัพย์สินสันตะสำนัก  ในกรณีของผู้ที่อาศัยในส่วนอื่นของโลก (กรณีนี้) จะเป็นการถูกขับจากพระศาสนจักรโดยอัตโนมัติ ( Excommunicatio latae sententiae) และโทษอื่นทั้งหมดเป็นไปตามดุลพินิจของเรา  และโดยอำนาจสิบทอดจากอัครสาวกของเราและเราที่เป็นผู้ถือของประทานนี้

   เรายังขอประกาศกฤษฎีกาว่า พวกเขาต้องไม่กล้าหรือคิดอย่างอื่น ที่จะพิมพ์หรือพิมพ์เผยแพร่หรือจำหน่ายจ่ายแจก  หรือในทางใดที่จะส่งมอบหนังสือเช่นนี้ โดยปราศจากการรับรองและการยินยอมของเรา  หรือโดยปราศจากการอนุญาตของที่ปรึกษาสันตะสำนักที่แสดงให้เห็น ที่แสดงจากเราเพื่อวัตถุประสงค์นั้น  ผู้พิมพ์แต่ละคนต้องรับจากที่ปรึกษากฎหมายดังที่กล่าวมานั้น ซึ่งหนังสือมิสซามาตรฐานเพื่อนำมาเป็นตัวอย่างสำหรับฉบับต่อไป  ซึ่ง  เมื่อทำขึ้นอีก ต้องนำมาเปรียบเทียบกับเล่มตัวอย่างและยินยอมตามนี้อย่างซื่อสัตย์ จะไม่มีการแตกต่างออกไปจากการตีพิมพ์ครั้งแรกในกรุงโรม.

    แต่  โดยที่มันยากสำหรับธรรมนูญปัจจุบันนี้ที่จะส่งไปยังทุกส่วนของโลก และทำให้เกิดข้อสังเกตุแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้องพร้อมๆกัน  เราแนะนำว่า ตามเคยคงต้องมีการเขียนเป็นประกาศและพิมพ์ติดไว้ที่ประตูของพระวิหารเจ้าชายแห่งอัครสาวก  ตามประตูของผู้บริหารสันตะสำนัก  และท้ายสวน Campo de’Fiori   ยิ่งกว่านั้น  เราแนะนำว่า ฉบับพิมพ์เช่นกัน ลงนามโดยพนักงานสันตะสำนัก และได้รับมอบอำนาจโดยประทับตราของเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ของศาสนจักร  จะมีความสมบูรณ์ใข้ได้อย่างไม่ต้องสงสัยหรือขาดพลังบังคับ ทุกแห่งและในทุกประเทศที่อาจสนใจการแสดงณที่คำประกาศปัจจุบันของเรา  ผลที่ตามมา  ไม่มีผู้ใดก็ตามได้รับอนุญาตที่จะละเมิดหรือฝ่าฝืนอย่างหุนหันต่อคำสั่งนี้ที่เป็นการอนุญาต กฎข้อบังคับ  คำสั่ง  คำบังคับ  คำแนะนำ  คำอนุญาต  การยกเว้น  ประกาศ  ความตั้งใจ  กฤษฎีกาและข้อห้ามของเรา ถ้าบุคคลผู้ใดลองเสี่ยงที่จะทำเช่นนั้น  ขอให้ผู้นั้นเข้าใจว่า เขาจะไถลเข้าไปสู่ความกริ้วโกรธของพระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ และของอัครสาวกเปโตรและเปาโลผู้ทรงบุญ.

    ให้ไว้ ณ วิหารนักบุญเปโตร  กรุงโรม  ในปีการถือกำเนิดของพระเป็นเจ้าของเราปีที่หนึ่งพันห้าร้อยเจ็ดสิบ  ในวันที่สิบสี่ของเดือนกรกฎาคมในปีที่ห้าของสมณสมัยของเรา.

                     H. Cumin Caesar Glorierius

ผู้แปลและเรียบเรียง
Vichitr Thongthua
1 มีนาคม 2017/2560

                                                                                                      Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                             Alan  Petervich



 
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: Cambridge Analytica ได้ข้อมูลของผู้ใช้เฟสบุ๊กอย่างไร เมื่อ: มีนาคม 21, 2018, 04:46:00 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

So was Facebook hacked? ดังนั้นเฟสบุ๊กถูกแฮ๊คข้อมูลหรือ?

Facebook in recent days has insisted that what Cambridge did was not a data breach, because it routinely allows researchers to have access to user data for academic purposes — and users consent to this access when they create a Facebook account. But Facebook prohibits this kind of data to be sold or transferred “to any ad network, data broker or other advertising or monetization-related service.”

เมื่อเร็วๆนี้ Facebook ได้ยืนยันว่าสิ่งที่ Cambridge ทำนั้นไม่ใช่การละเมิดกฎข้อมูล  เพราะว่าเป็นการอนุญาตประจำอยู่แล้วสำหรับนักค้นคว้าที่จะได้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อวัคถุประสงค์ทางการศึกษา – และ users ยินยอมให้ทำได้เมื่อพวกเขาสร้างบัญชี FB  แต่ FB ห้ามข้อมูลชนิดนี้ถูกซื้อขายหรือย้ายโอน “ไปยังเครือข่ายโฆษณาใดๆ  นายหน้าข้อมูล หรืองานบริการโฆษณาหรือที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการเงินใดๆ”

 It says that was exactly what Dr. Kogan did, in providing the information to a political consulting firm.Dr. Kogan declined to provide The Times with details of what had happened, citing nondisclosure agreements with Facebook and Cambridge Analytica.

Facebook กล่าวว่าตรงตามที่ดร. โคแกนได้ทำ ในการจัดหาข้อมูลให้กับบริษัทที่ปรึกษาทางการเมือง  ดร.โคแกนไม่ได้ให้ข้อมูลกับนิวยอร์คไทมส์ในรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้น โดยชี้ข้อตกลงที่ห้ามเปิดเผยกับ FB และ CA.

Cambridge Analytica officials, after denying that they had obtained or used Facebook data, changed their story last week. In a statement to The Times, the company acknowledged that it had acquired the data, though it blamed Dr. Kogan for violatingFACEBOOK ’s rules and said it had deleted the information as soon as it learned of the problem two years ago.But the data, or at least copies, may still exist. The Times was recently able to view a set of raw data from the profiles Cambridge Analytica obtained.

เจ้าหน้าที่ CA หลังจากปฏิเสธว่าพวกเขามิได้มีหรือใช้ข้อมูล FB  ได้เปลี่ยนเรื่องของพวกเขาสัปดาห์ที่แล้ว  ในรายงานข่าวของไทมส์ บริษัทยอมรับว่าบริษัทได้ข้อมูล แม้บริษัทจะประนามดร. โคแกน สำหรับการละเมิดกฎระเบียบของ FB  และกล่าวว่า ได้ลบทิ้งข้อมูลข่าว ทันทีที่ทราบปัญหาสองปีก่อนโน้น  แต่ข้อมูล หรืออย่างน้อย copies อาจยังเหลืออยู่  หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ เมื่อเร็วๆนี้ยังสามารถดูชุดข้อมูลดิบจากประวัติย่อที่ CambridgeAnalytica มีอยู่.

Read more about how Facebook allows third-party apps to collect users’ data.

What is Facebook doing in response? Facebook ทำอะไรในการโต้ตอบ?

The company issued a statement on Friday saying that in 2015, when it learned that Dr. Kogan’s research had been turned over to Cambridge Analytica, violating its terms of service, it removed Dr. Kogan’s app from the site. It said it had demanded and received certification that the data had been destroyed.

Facebook ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกรกล่าวว่า ในปี 2015 เมื่อทราบว่าเมื่องานวิจัยของดร.โคแกนย้ายไปอยู่กับ Cambridge Analytica เป็นการละเมิดข้อตกลงการบริการ  FB จึงย้าย app ของดร. โคแกนออกไป  FB กล่าวว่าบริษัทได้บังคับและได้รับคำยืนยันว่า ข้อมูลทั้งหมดถูกทำลายแล้ว.

Facebook also said: “Several days ago, we received reports that, contrary to the certifications we were given, not all data was deleted. We are moving aggressively to determine the accuracy of these claims. If true, this is another unacceptable violation of trust and the commitments they made. We are suspending SCL/Cambridge Analytica, Wylie and Kogan from Facebook, pending further information.”

เฟสบุ๊กกล่าวด้วยว่า “หลายวันก่อนนั้น เราได้รับรายงานว่า ตรงข้ามกับการยืนยันที่ให้กับเรา มิใช่ข้อมูลทั้งหมดถูกลบทิ้งไป  เรากำลังเคลื่อนไหวอย่างทะลุทะบวงเพื่อตกลงใจความแม่นยำของการกล่าวอ้างเหล่านี้  ถ้าเป็นจริง  นี่คือการละเมิดของบริษัทใหญ่ที่ไม่สามารถยอมรับได้ และความผิดที่พวกเขาทำ  เรากำลังแขวน SCL/Cambridge Analytica, Wylie และ Kogan จาก Facebook โดยกำลังรอข่าวสารต่อไป”

In a further step,FACEBOOK  said Monday that it had hired a digital forensics firm “to determine the accuracy of the claims that the Facebook data in question still exists.” It said that Cambridge Analytica had agreed to the review and that Dr. Kogan had given a verbal commitment, while Mr. Wylie “thus far has declined.”

ในก้าวต่อไป Facebook กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า บริษัทได้ว่าจ้างบริษัทจัดตรวจอาการทางดิจิตัล “เพื่อตัดสินความแม่นยำของข้ออ้างที่ว่า ข้อมูลของ Facebook ที่เป็นปัญหานั้นยังคงอยู่”  กล่าวกันว่า Cambridge Analytica ได้ยินยอมที่จะทบทวนและว่า ดร.โคแกน ได้ตกลงด้วยวาจา ขณะที่ มร. วีลี “ห่างไกลที่จะยอมรับ”.

Read more about how to protect your data on Facebook.

What are others saying? คนอื่นกำลังพูดว่าอะไร?

Facebook, already facing deep questions over the use of its platform by those seeking to spread Russian propaganda and fake news, is facing a renewed backlash after the news about Cambridge Analytica. Investors have not been pleased, sending shares of the company down around 7 percent on Monday.

Facebook ที่กำลังเผชิญคำถามลึกล้ำเกี่ยวกับการใช้เวทีแสดง โดยคนเหล่านั้นที่เสาะหาที่จะแพร่การโฆษณาชองรัสเซียและข่าวเท็จ กำลังเผชิญปฏิกิริยารุนแรงฉับพลัน หลังข่าวเกี่ยวกับ Cambridge Analytica  นักลงทุนไม่เคยพอใจ โดยส่งแขร์ของบริษัทนี้ตกลงประมาณ 7% เมื่อวันจันทร์.

■ Senator Amy Klobuchar of Minnesota, a Democrat on the Senate Judiciary Committee, has pressed Mark Zuckerberg, Facebook’s chief executive, to appear before the panel to explain what the social network knew about the misuse of its data “to target political advertising and manipulate voters.”
    วุฒิสมาชิกเอมี โคลบุศชาร์แห่งมินนิโซต้า สมาชิกดีโมแครตคนหนึ่งในคณะกรรมการยุติธรรมวุฒิสมาชิก ได้กดดันมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก หัวหน้าผู้บริหารของ Facebook ให้ไปปรากฎต่อหน้าที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่ออธิบายว่าเครือข่ายสังคมรู้อะไรเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลของมันอย่างผิดพลาด “ เพื่อเป้าหมายการโฆษณาทางการเมือง และตัดทอนจำนวนผู้ลงคะแนนเสียง”

■ The attorney general of Massachusetts, Maura Healey, announced on Saturday that her office was opening an investigation. “Massachusetts residents deserve answers immediately from Facebook and Cambridge Analytica,” she said in a Twitter post. Facebook’s lack of disclosure on the harvesting of data could violate privacy laws in Britain and several states.
    อัยการกลางแห่งรัฐแมสซาจูเสตต์ เมารา ฮีลเลย์ ได้ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า สำนักงานของเธอกำลังเปิดการสอบสวน “ ผู้อยู่อาศัยในแมสซาจูเสตต์ สมควรรับคำตอบทันทีทันใดจาก Facebook และ Cambridge Analytica “ เธอกล่าวในการโพสต์ Twitter  การขาดการเปิดเผยของ FB ว่าด้วยการเก็บเกี่ยวรวบรวมข้อมูล สามารถละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวในอังกฤษและรัฐต่างๆในสหรัฐ.

■ Damian Collins, a Conservative lawmaker in Britain who is leading a parliamentary inquiry into fake news and Russian meddling in the country’s referendum on leaving the European Union, said this weekend that he, too, would call on Mr. Zuckerberg or another top executive to testify.
    แดเมียน คอลลินส์ นักกฎหมายที่ยึดมั่นในประเพณีเดิมคนหนึ่งในบริเตน ซึ่งกำลังนำการสอบค้นทางรัฐสภาเข้าสู่ข่าวเท็จและการหลอมรวมในการอ้างอิงของประเทศที่จะออกจากสหภาพยุโรป  กล่าวว่า ปลายสัปดาห์นี้ที่เขา ด้วย จะเรียก Mark Zuckerberg หรือผู้บริหารระดับสูงอื่น ไปเพื่อให้การเป็นพยานยืนยัน.

Read more details on the fallout.


9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Cambridge Analytica ได้ข้อมูลของผู้ใช้เฟสบุ๊กอย่างไร เมื่อ: มีนาคม 21, 2018, 04:40:26 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                   Cambridge Analytica ได้ข้อมูลของผู้ใช้เฟสบุ๊กอย่างไร จึงก่อให้เกิดเสียงโวยวายไปทั่ว
                                                        How Facebook Users’ Data Was Acquired by Cambridge Analytica, Triggering an Outcry

By KEVIN GRANVILLE                                                                                                                                                                                                                    UPDATED 8:53 PM

Our report that a political firm hired by the Trump campaign acquired access to private data on millions ofFACEBOOK  users has sparked new questions about how the social media giant protects user information.

รายงานของเราที่บริษัทการเมืองแห่งหนึ่งที่จ้างโดยหน่วยรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ที่ได้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เฟสบุ๊กหลายล้าน ก่อให้เกิดคำถามใหม่ที่ว่ายักษ์สื่อสังคมของโลกปกป้องข้อมูลผู้ใช้อย่างไร         รายละเอียดกำลังจะนำมาเผยแพร่ พร้อมคำอธิบายจากผู้บริหารเฟสบุ๊ก ในเร็วๆนี้ครับ.

Who collected all that data? ใครรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนั้น?

Cambridge Analytica, a political data firm hired by President Trump’s 2016 election campaign, gained access to private information on more than 50 millionFACEBOOK  users. The firm offered tools that could identify the personalities of American voters and influence their behavior.

Cambridge Analytica บริษัทข้อมูลทางการเมืองแห่งหนึ่งที่จ้างโดยฝ่ายรณรงค์เพื่อการเลือกตั้งปี 2016 ของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้รวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook มากกว่า 50 ล้านคน  บริษัทได้เสนอเครื่องมือที่สามารถจำแนกลักษณาการของผู้ออกเสียงอเมริกันและส่งอิทธิพลต่อลักษณะนิสัยของพวกเขา.

Cambridge has been largely funded by Robert Mercer, the wealthy Republican donor, and Stephen K. Bannon, a former adviser to the president who became an early board member and gave the firm its name. It has pitched its services to potential clients ranging from Mastercard and the New York Yankees to the Joint Chiefs of Staff. On Monday, a British TV news report cast it in a harsher light, showing video of Cambridge Analytica executives offering to entrap politicians.

บริษัท Cambridge ลงทุนส่วนใหญ่จากโรเบิร์ต เมอร์เซอร์ ผู้บริจาคพรรครีปับลิกันผู้ร่ำรวย และสตีเฟน เค. แบนนอน อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดี ซึ่งกลายเป็นสมาชืกคณะกรรมการจุ่นแรกและตั้งชื่อบริษัทให้  บริษัทนี้ตั้งหลักบริการลูกค้าผู้ทรงอิทธิพล ไล่จาก Mastercard และThe New York Yankees ถึง Joint Chiefs of Staff  เมื่อวันจันทร์ รายงานข่าวทีวีอังกฤษแห่งหนึ่งเสนอข่าวในระดับแรงมาก โดยแสดงวีดีโอฝ่ายบริหารของ Cambridge Analytica กำลังเสนอที่จะทำให้นักการเมืองติดกับดัก

Read more about how Cambridge Analytica and the Trump campaign became linked.

What kind of information was collected, and how was it acquired?ข้อมูลชนืดใดถูกรวบรวม และใช้วิธีใด?

The data, a portion of which was viewed by The New York Times, included details on users’ identities, friend networks and “likes.” The idea was to map personality traits based on what people had liked onFACEBOOK , and then use that information to target audiences with digital ads.

ข้อมูล ส่วนของที่ตรวจสอบดูโดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ รวมรายละเอียดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของผู้ใช้ เครือข่ายเพื่อนและ “ความชอบ”  ความคิดจะถูกวางแผนให้เห็นลักษณะนิสัยบุคลิกภาพที่วางพื้นฐานบนสิ่งที่ประชาชนชอบลงบนFB และดังนั้นก็ใช้ข้อมูลนั้นเพื่อเข้าถึงผู้ฟังอาศัยการโฆษณาดิจิตัล.

Researchers in 2014 asked users to take a personality survey and download an app, which scraped some private information from their profiles and those of their friends, activity thatFACEBOOK permitted at the time and has since banned.

ในปี 2014 ผู้วิจัยได้ขอให้ผู้ใช้ทำการสำรวจบุคลิกภาพและ download ลง app ซึ่งสำเร็จอย่างฉิวเฉียดได้ข้อมูลส่วนตัวบ้างจากประวัติย่อของพวกเขาและข้อมูลของพวกเพื่อนๆของพวกเขา  กิจกรรมที่ FB ได้อนุญาตณเวลานั้นและตั้งแต่นั้นมาก็มีคำสั่งห้าม.

The technique had been developed at Cambridge University’s Psychometrics Center. The center declined to work with Cambridge Analytica, but Aleksandr Kogan, a Russian-American psychology professor at the university, was willing.

เทคนิคได้รับการพ้ฒนาที่ศูนย์ Psychometrics Center ของ Cambidge University  ศูนย์ไม่อยากทำงานกับ Cambridge Analytica แต่ Aleksandr Kogan, a Russian-American psychology professor เต็มใจทำ

Dr. Kogan built his own app and in June 2014 began harvesting data for Cambridge Analytica.He ultimately provided over 50 million raw profiles to the firm, said Christopher Wylie, a data expert who oversaw Cambridge Analytica’s data harvesting. Only about 270,000 users — those who participated in the survey — had consented to having their data harvested, though they were all told that it was being used for academic use.

ดร. โคแกนได้สร้าง app ของเขาเองและในเดือนมิถุนายน 2014 ได้เริ่มเก็บเกี่ยวรวบรวมเอาข้อมูลสำหรับ Cambridge Analytica  ที่สุดเขาจัดหาได้ประมาณ 50 ล้านประวัติดิบให้แก่บริษัท คริสโตเฟอ์ วีลี กล่าว ผู้เชี่ยวชาญข้อมูลซึ่งดูแลการเก๋บเกี่ยวข้อมูลของ CA  เพียงประมาณ 270.000 users เท่านั้น – คนพวกนั้นซึ่งร่วมมีส่วนในการสำรวจ – ได้ยินยอมที่จะให้ข้อมูลของพวกเขาเก็บเกี่ยวไปได้  แม้พวกเขาทุกคนได้รับการบอกว่าจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นสำหรับทางวิชาการเท่านั้น.

FACEBOOK said no passwords or “sensitive pieces of information” had been taken, though information about a user’s location was available to Cambridge.
Facebook กล่าวว่า ไม่มี คำผ่าน หรือ “ชิ้นข้อมูลที่ไวต่อความรู้สึก” ถูกนำไป แม้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่อยู่ของ users หาได้แก่ Cambridge”

Read more about the internal tension at the top of Facebook over the platform’s political exploitation.
                       
10  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: ทำไมพระสังฆราชใหม่ไม่ใช่พระสังฆราชที่แท้จริง เมื่อ: มีนาคม 19, 2018, 04:58:51 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

II. Application to the New Form การปรับใช้กับรูปแบบใหม่

(1) The Paul VI form for episcopal consecration appears in a special Preface in the rite, and the complete text of the form is as follows: รูปแบบปอลที่ VI สำหรับการอภิเษกพระสังฆราช ปรากฎในคำนำพิเศษในจารีตพิธี และ ข้อความสมบูรณ์ของรูปแบบเป็นดังต่อไปนี้:

“So now pour out upon this chosen one that power which is from you, the governing Spirit whom you gave to your beloved Son, Jesus Christ, the Spirit given by him to the holy apostles, who founded the Church in every place to be your temple for the unceasing glory and praise of your name.”

“ดังนั้น ตอนนี้ได้โปรดหลั่งลงเหนือคนที่ได้รับเลือกผู้นี้ ซึ่งอำนาจที่รับจากพระองค์ พระจิตผู้ปกครองซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่พระบุตรสุดที่รักของพระองค์ พระเยซูคริสต์ พระจืตที่พระองค์ประทานแก่บรรดาอัครสาวกผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ก่อตั้งพระศาสนจักรในทุกแห่งหน ที่จะเป็นพระวิหารของพระองค์ สำหรับพระสิริรุ่งโรจน์ที่ไม่เสื่อมคลายและการยกยอพระนามของพระองค์”

While it seems to mention the grace of the Holy Ghost, the new form does not seem to specify the power of the Order supposedly being conferred. Can it confer the episcopacy? To answer this question, we apply the principles set forth in section I.

ขณะที่ดูเหมือนอ้างถึงพระหรรษทานของพระจิตเจ้า  รูปแบบใหม่ดูเหมือนไม่ระบุรายละเอียดอำนาจของศีลบวชที่คิดว่าได้รับโปรดให้นั้น  มันสามารถโปรดความเป็นพระสังฆราขได้หรือ?  เพื่อจะตอบคำถามข้อนี้  เราปรับหลักการที่เริ่มในบทที่ I.

(2) The short Paul VI form for episcopal consecration is not identical to the lengthy Eastern Rite forms, and unlike them, does not mention sacramental powers proper to a bishop alone (e.g., ordaining).

 รูปแบบปอล VI สั้นๆสำหรับการอภิเษกพระสังฆราช  ไม่เหมือนรูปแบบจารีตพิธีตะวันออกที่ยาวกว่า และ ไม่เหมือนพวกเขา ที่ไม่ระบุพลังอำนาจศีลศักดิ์สิทธิ์เฉพาะสำหรับพระสังฆราชเพียงองค์เดียวเท่านั้น (ตัวอย่าง โดยการบวช)

The Eastern Rite prayers that the surrounding Paul VI consecration Preface most closely resembles, moreover, are non-sacramental prayers for the installations of the Maronite and Syrian Patriarchs, who are already bishops when appointed.

บทภาวนาจารีตตะวันออกที่คำนำการอภิเษกปอล VI ที่ล้อมรอบอยู่นั้น รวมกันอย่างใกล้ชิดที่สุด  ยิ่งกว่านั้น เป็นบทภาวนาที่ไม่เกี่ยวกับศีลศักดิ์สิทธิ์ สำหรับการสถาปนาพระอัยกาซีเรียนและมารอนไนต์ ซึ่งเป็นพระสังฆราชอยู่แล้วเมื่อถูกแต่งตั้ง

In sum, one may not argue (as The Angelus article does) that the Paul VI form is “in use in two certainly valid Eastern Rites” and therefore valid.

โดยสรุป คนหนึ่งไม่โต้แย้ง(แบบที่บทความ The Angelus ทำ) ว่า รูปแบบปอล VI เป็น” ในการใช้ในจารีตพิธีที่ถูกต้องสมบูรณ์แน่นอนแล้วทั้งสองกรณี” และดังนั้นก็ถูกต้องสมบูรณ์.

(3) Various ancient texts (Hippolytus, the Apostolic Constitutions, and the Testament of Our Lord) share some common elements with the Paul VI consecration Preface that surrounds the new form, and the Angelus article cites these as evidence to support the argument that the new rite is valid. But these texts have all been “reconstructed,” are of questionable origin, may not represent actual liturgical use, or pose other problems. There is no evidence that they were sacramental forms “accepted and used by the Church as such” — a criterion Pius XII’s constitution on Holy Orders lays down. Thus these texts provide no reliable evidence to support the argument for the validity of the Paul VI form.

    ข้อความเก่าแก่ต่างๆ ((Hippolytus, the Apostolic Constitutions, and the Testament of Our Lord) ร่วมแชร์เรื่องธรรมดาๆบางเรื่องกับคำนำการอภิเษกของปอล VI ที่ล้อมรอบรูปแบบใหม่  และบทความ the Angelus ชี้สิ่งเหล่านี้ว่าเป็นประหนึ่งประจักษฺพยานเพื่สนับสนุนการโต้แย้งว่าจารีตใหม่ถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ ข้อความเหล่านี้ทั้งหมด “ที่สร้างขึ้นใหม่” มีต้นกำเนิดที่มีปัญหา ไม่อาจแสดงการใช้ทางพิธีกรรมปัจจุบัน หรือตั้งปัญหาอื่นๆ  ไม่มีประจักษ์พยานที่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ “ ที่เป็นที่ยอมรับและใช้โดยพระศาสนจักรแบบเช่นนั้น” – เกณฑ์บรรทัดฐานหนึ่งที่ธรรมนูญว่าด้วยศีลบวชของโป๊บปีโอที่ XII วางไว้  ดังนั้น ข้อความเหล่านี้มิได้จัดให้มีประจักษ์พยานที่เชื่อถือได้ มาสนับสนุนการโต้แย้งสำหรับความสมบูรณ์ถูกกฎหมายของแบบฟอร์มโป๊บปอลที่ VI”

(4) The key problem in the new form revolves around the term governing Spirit (Spiritus principalis in Latin). Before and after the promulgation of the 1968 Rite of Episcopal Consecration, the meaning of this expression provoked concerns about whether it sufficiently signified the sacrament. Even a bishop on the Vatican commission that created the new rite raised this issue.

     ปัญหาหลักในรูปแบบใหม่หมุนเวียนรอบคำศัพท์ governing Spirit-จิตปกครอง (Spiritus principalis) ก่อนและหลังการประกาศใช้จารีตพิธีอภิเษกพระสังฆราชปี 1968  ความหมายของถ้อยคำได้ปลุกเร้าความห่วงใยที่เกี่ยวกับว่ามันแสดงเพียงพอหรือไม่ถึงศีลศักดิ์สิทธิ์  แม้กับพระสังฆราชองค์หนึ่งในคณะกรรมการวาติกันที่สถาปนาจารีตพิธีใหม่นี้ก็ยังยกเรื่องนี้ขึ้นมา.

(5) Dom Bernard Botte, the modernist who was the principal creator of the new rite, maintained that, for the 3rd-century Christian, governing Spirit connoted the episcopacy, because bishops have “the spirit of authority” as “rulers of the Church.” Spiritus principalis means “the gift of a Spirit proper to a leader.”

     Dom Bernard Botte, ผู้นิยมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นผู้คิดสร้างหลักของจารีตพิธีใหม่ ยืนยันว่า สำหรับคริสตชนศตวรรษที่สาม จิตผู้ปกครองมีความหมายถึงสภาวะความเป็นพระสังฆราช เพราะว่าบรรดาพระสังฆราชมี”จิตวิญญาณของอำนาจดูแล” ประหนึ่ง”ผู้ปกครองของพระศาสนจักร”  จิตวิญญาณผู้ปกครองหมายถึง “สิ่งประทานของจิตองค์หนึ่งเฉพาะแก่หัวหน้าคนหนึ่ง”

(6) This explanation was false and deceptive. Reference to dictionaries, a Scripture commentary, the Fathers of the Church, a dogmatic treatise, and Eastern Rite non-sacramental investiture ceremonies reveals that, among a dozen different and sometimes contradictory meanings, governing Spirit does not specifically signify either the episcopacy in general or the fullness of Holy Orders that the bishop possesses.

     คำอธิบายนี้เป็นเท็จและหลอกลวง  เมื่ออ้างอิงถึงพจนานุกรม การอภิปรายทางพระคัมภีร์ บรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักร ตำราที่รั้น และจารีตพิธีกรรมที่แต่งขึ้นมิได้เกี่ยวข้องกับจารีตพิธีตะวันออก เปิดเผยว่า ท่ามกลางความหมายที่บางครั้งขัดแย้งกันเป็นโหล จิตปกครองมิได้หมายเป็นพิเศษทั้งสภาวะความเป็นพระสังฆราชทั่วไป หรือทั้งความเต็มสมบูรณ์ของศีลบรรพชาที่พระสังฆราชครอบครองอยู่

(7) Before the controversy over it arose, Dom Botte himself even said that he didn’t see how omitting the expression governing Spirit would change the validityof the rite of consecration.
     ก่อนที่การถกเถียงโต้แย้งจะพ้นไป ก็เกิดอีก Dom Botte เองถึงกับกล่าวว่าเขาไม่เห็นว่ามีการละเลยคำพูดจิตปกครอง ว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงความสมบูรณ์ใช้ได้ของจารีตพิธีอภิเษก

(เจ๋ง The new form fails to meet two criteria for the form for Holy Orders laid down by Pius XII. (a) Because the term governing Spirit is capable of signifying many different things and persons, it does not univocally signify the sacramental effect. (b) The new form lacks any term that even equivocally connotes the power of Order that a bishop possess — the “fullness of the priesthood of Christ in the episcopal office and order,” or “the fullness or totality of the priestly ministry.”

     รูปแบบใหม่พลาดที่จะผ่านเงื่อนไขสองประการสำหรับแบบฟอร์มชองศีลบวชที่วางไว้โดยโป๊บปีโอที่ XII คือ (a) เพราะว่าศัพท์ governing Spirit สามารถหมายถึงสิ่งและคนต่างๆมากมาย  มันมิได้หมายถึงสิ่งเดียวคือผลของศีลศักดิ์สิทธิ์ (b) รูปแบบใหม่ขาดคำที่ว่าถึงกับแสดงในเวลาเดียวกันอย่างมีเลศนัยถึงพลังของศีลบวชที่พระสังฆราชถืออยู่—“ความเต็มบริบูรณ์ของสังฆภาพสงฆ์ของพระคริสต์ในสำนักงานและหน้าที่แบบพระสังฆราช “ หรือ “ความเต็มบริบูรณ์หรือความเป็นทุกอย่างของการบริหารแบบสงฆ์”

(9) For these reasons, the new form constitutes a substantial change in the meaning of the sacramental form for conferring the episcopacy.
      สำหรับเหตุผลเหล่านี้ รูปแบบใหม่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่นสาระสำคัญในการหมายถึงรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์สำหรับการโปรดอภิเษกตำแหน่งพระสังฆราช

(10) A substantial change in the meaning of a sacramental form, according to the principles of sacramental moral theology, renders a sacrament invalid.
       การเปลี่ยนแปลงแก่นสาระสำคัญในการให้ความหมายชองรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ ตามหลักการของเทววิทยาจริยธรรมศีลศักดิสิทธิ์ ทำให้ศีลศักดิ์สิทธิ์โมฆะ.

III.Conclusion: สรุป:

An Invalid Sacrament Accordingly, an episcopal consecration conferred with the sacramental form promulgated by Paul VI in 1968 is invalid — i.e., it cannot create a real bishop.
ดังนั้น ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่โมฆะ การอภิเษกพระสังฆราชองค์หนึ่งที่รับโปรดด้วยรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ประกาศ ใช้โดยโป๊บปอลที่ VI ในปี 1968 ล้วนเป็นโมฆะ – นั่นคือ มันไม่สามารถสร้างพระสังฆราชแท้จริงองค์หนึ่งได้.

Priests and other bishops who derive their orders from such bishops are themselves, then, invalidly ordained and consecrated as well. Consequently, the sacraments they confer or confect that depend upon the priestly or episcopal character (Confirmation, the Eucharist, Penance, Extreme Unction, Holy Orders) are invalid as well.
บรรดาพระสงฆ์และพระสังฆราชอื่น ซึ่งได้มาจากศีลบวชของพวกเขาจากเหล่าพระสังฆราชที่พวกเขาเอง ดังนั้น ก็รับการบวชและอภิเษกอย่างโมฆะด้วย  ผลที่ตามมา  ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาโปรดหรือปรุงขึ้น ที่พึ่งพาบุคคลที่เป็นพระสงฆ์หรือพระสังฆราช (ศีลกำลัง ศีลมหาสนิท ศีลอภัยบาป ศีลทาสุดท้าย ศีลบวช) ล้วนโมฆะทั้งสิ้น.

IV. Responses to Objections. คำตอบต่อการไม่เห็นด้วย

(1)   “Context renders the form valid.” Language elsewhere in the rite cannot cure this defect, because an essential element of the form (the power of Order) is not just ambiguous, but missing entirely.

“บริบททำให้รูปแบบสมบูรณ์ใช้ได้”  ภาษาที่ไหนๆในจารีตพิธีไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องนี้ เพราะว่าส่วนที่เป็นแก่นสาระสำคัญของรูปแบบ(พลังอำนาจของศีลบวช) ไม่ได้กำกวม  แต่หายไปทั้งหมด.

(2)   “The form was approved by the pope.” According to Trent and Pius XII, the Church does not have the power to change the substance of a sacrament. The omission of the power of Order from the new form changes the substance of a sacrament, so even if Paul VI had been a true pope, he would not have had the power to make such a change. If anything, his attempt to do so proves he was not a true pope.

“รูปแบบได้รับการรับรองจากโป๊บ”  ตามสังคายนาเตรนโตและโป๊บปีโอที่ XII  พระศาสนจักรไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนสสารของศีลศักดิ์สิทธิ์ใด  การละเลยอำนาจของศีลบวชรูปแบบใหม่เปลี่ยนสสารของศีลศักดิ์สิทธิ์ประการใด  ดังนั้น แม้โป๊บปอลที่ VI ได้เป็นโป๊บแท้จริง  พระองค์ก็จะไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น  ถ้าสิ่งใด ความพยายามของพระองค์ที่จะทำเช่นนั้น พิสูจน์ได้ว่าพระองค์ไม่ใช่โป๊บแท้จริงองค์หนึ่ง.
* * * * *

THE REASON why the Novus Ordo rite for making bishops is invalid can be summed up in one sentence: The modernists changed the essential words by removing the idea of the fullness of the priesthood.
เหตุผลที่ว่าทำไมจารีตพิธีใหม่สำหรับอภิเษกพระสังฆราชจึงโมฆะ สามารถสรุปได้ในประโยคเดียว คือ พวกหัวสมัยใหม่ได้เปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่เป็นแก่นสาระสำคัญโดยถอดความคิดของความสมบูรณ์ใช้ได้ของสังฆภาพสงฆ์.

My article “Absolutely Null and Utterly Void” is available at www.traditionalmass.org. Those without Internet access can write to the address below for a free printed copy.  I invite readers to photocopy and distribute the article to fellow traditional Catholics, especially to clergy and laity affiliated with SSPX, many of whom may already perhaps have grave reservations about the validity of the new rite.

บทความของพ่อ”ใช้ไม่ได้เด็ดขาดและโมฆะโดยสิ้นเชิง” มีอยู่ที่ www.traditionalmass.org. ผู้ใดที่เข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้ สามารถเชียนถึงสถานที่อยู่ข้างล่าง copy ได้ฟรี พ่อขอเชิญท่านผู้อ่านทำphotocopyและแจกจ่ายบทความแก่เพื่อนคาทอลิกดั้งเดิม เป็นต้นแก่กลุ่มนักบวชและฆราวาสที่เป็นสมาชิก SSPX ซึ่งจำนวนมากบางทีอาจอาจยึดมั่นเกี่ยวกับความถูกต้องใช้ได้ของจารีตพิธีใหม่.

I close with a personal anecdote: In August 1977 an old-line traditionalist passed along to me a favorite quote from Fr. Carl Pulvermacher, a Capuchin who had just started to work with SSPX, and would later write for and actually print The Angelus “Once there are no more valid priests,” Fr. Carl would say, “they’ll permit the Latin Mass.” Prophetic words — but little could he have suspected that his own magazine and the superiors of SSPX themselves would one day help fulfill them! (May 2006)
พ่อขอปิดบทความด้วยเรื่องเล็กน้อยส่วนตัว คือ ในเดือนสิงหาคม 1977 ผู้ยึดมั่นในประเพณีเดิมสายเก่าคนหนึ่ง ได้ส่งผ่านมาถึงพ่อ คำกล่าวยกมาจากคุณพ่อ คาร์ล พูลเวอร์มาเช นักพรตกาปูชินองค์หนึ่ง ซึ่งพึ่งทำงานกับ SSPX  และต่อมาได้เขียนลงและปัจจุบันพิมพ์ที่ The Angelus ว่า “ครั้งหนึ่งจะไม่มีพระสงฆ์ถูกต้องสมบูรณ์ใช้ได้อีกแล้ว” คุณพ่อคาร์ลควรพูดว่า “พวกเขาจะอนุญาตมิสซาลาติน”   ถ้อยคำที่เป็นลักษณะพยากรณ์—แต่คุณพ่อไม่สงสัยแม้แต่น้อยว่า วารสารของคุณพ่อเองและบรรดาผู้ใหญ่ของ SSPX เองสักวันหนึ่งอาจจะช่วยทำให้เรื่องเหล่านั้นเสร็จบริบูรณ์ไป! (พฤษภาคม 2006)

For a printed copy of “Absolutely Null and Utterly Void,” contact: St. Gertrude the Great Church, 4900  Rialto Road, West Chester OH 45069, 513.645.4212.
11  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / ทำไมพระสังฆราชใหม่ไม่ใช่พระสังฆราชที่แท้จริง เมื่อ: มีนาคม 19, 2018, 04:50:15 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                             ทำไมพระสังฆราชใหม่ไม่ใช่พระสังฆราชที่แท้จริง
                                                                                          Why the New Bishops Are Not True Bishops

Rev. Anthony Cekada                                                                                                                                                                                                 www.traditionalmass.org

A summary of Fr. Cekada’s article disproving SSPX’s claim that Novus Ordo bishops are valid bishops. คำสรุปของบทความของคุณพ่อเซกาดา พิสูจน์หักล้างว่าข้ออ้างของ SSPX ที่พระสังฆราชระเบียบใหม่เป็นพระสังฆราชที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

READERS OF The Angelus were probably surprised last year when they received the December 2005 issue with its feature article entitled “Why the New Rite of Episcopal Consecration is Valid.” What in the world was this about? And why was a traditionalist magazine published by SSPX putting concelebrating Novus Ordo bishops on its cover?

บรรดาผู้อ่านของ The Angelus บางทีอาจจะประหลาดใจปีที่แล้ว เมื่อพวกเขาได้รับฉบับธันวาคม 2005 ที่มีบทความเด่นในหัวข้อ “ทำไมจารีตพิธีใหม่ของการอภิเษกพระสังฆราชสมบูรณ์ถูกต้อง”  มันเกิดอะไรขึ้นในโลก?  และทำไมวารสารแบบดั้งเดิมที่ตีพิมพ์โดย SSPX ได้ลงภาพบรรดาพระสังฆราชระเบียบใหม่ที่กำลังเฉลิมฉลองขึ้นหน้าปกเล่มนั้น?

Traditionalists have always worried about the validity of the New Mass. But the question of whether Holy Orders conferred with the post-Vatican II rites are valid has hardly been discussed as all, even though clergy ordained by bishops consecrated in the new rite — diocesan priests, members of the Fraternity of St.Peter, Institute of Christ the King, etc. —are now offering traditional Masses everywhere.

กลุ่มคริสตชนที่ยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมห่วงกังวลเสมอเกี่ยวกับความถูกต้องใช้ได้ของมิสซาใหม่  แต่คำถามที่ว่าศีลบรรพชาที่โปรดด้วยจารีตพิธีหลังสังคายนาวาติกันที่ II เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ใช้ได้นั้น ยากที่จะถกเถียงทั้งหมด  แม้คณะนักบวชที่รับบรรพชาโดยพระสังฆราชที่รับอภิเษกในจารีตพิธีใหม่— พระสงฆ์สังฆมณล  สมาชิกกลุ่ม Fraternity of St.Peter  สถาบัน Institute of Christ the King ฯลฯ – ขณะปัจจุบันนี้ต่างถวายมิสซาลาตินดั้งเดิม ทุกแห่งหน.

If the bishops who ordained these priests were not true bishops, obviously, the people who attend such Masses adore and receive only bread.

ถ้าบรรดาพระสังฆราชที่บวชพระสงฆ์เหล่านี้ ไม่ใช่พระสังฆราชที่แท้จริง  เห็นได้ชัดเลย ประชาชนที่ไปร่วมพิธีมิสซาเช่นนั้น คงนมัสการและรับเพียงขนมปังธรรมดาๆเท่านั้น.

After Benedict XVI was elected in 2005, the topic naturally started to come up more and more. Joseph Ratzinger had been consecrated with the new rite on May 28, 1977. Was he, apart from the question of whether or not he is a true pope, even a real bishop?

หลังจากเบเนดิกต์ที่ XVI ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาในปี 2005 หัวข้อสนทนาตามธรรมชาติก็เริ่มปรากฎมากและมากขึ้น  โจเซฟ รัตซิงเยอร์ได้รับการอภิเษกด้วยจารีตพิธีใหม่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม1977  พระองค์ท่าน ถูกแยกออกจากคำถามของเรื่องที่ว่าพระองค์เป็นหรือไม่เป็นโป๊บที่แท้จริง แม้แต่สังฆราชจริง?

In the summer of 2005, a group of French traditionalists published the first volume of Rore Sanctifica, a book-length dossier of documentation and commentary on the Paul VI Rite of Episcopal Consecration. (www.rore-sanctifica.org) The study, featuring on its cover side-by side photos of Ratzinger and SSPX Superior General Mgr. Bernard Fellay, concluded that the new rite was invalid.

ในฤดูร้อนของปี 2005 กลุ่มผู้ยึดถือประเพณีดั้งเดิมชาวฝรั่งเศส ได้พิมพ์หนังสือเล่มแรกว่าด้วย Rore Sanctifica – แผงเอกสารความยาวเท่าหนังสือเล่มหนึ่ง และคำวิเคราะห์เกี่ยวกับจารีตพิธีอภิเษกพระสังฆราชของโป๊บปอลที่ VI (www.rore-sanctifica.org) การศึกษา เมื่อพิเคราะห์บนหน้าปกทีละข้างเป็นรูปถ่ายของรัตซิงเยอร์และอธิการใหญ่ของ SSPX Mgr.Bernard Fellay, สรุปว่าจารีตพิธีใหม่เป็นโมฆะ

(Three additional volumes have appeared since.) (ตั้งแต่นั้นมีเพิ่มอีกสามเล่ม)

This caught the attention of higher-ups in the SSPX in Europe, who were by then negotiating with Benedict XVI to obtain special status in the Vatican II church. How could SSPX’s superiors sell traditionalists on the idea of uniting themselves to a pope who may not even be a real bishop?

เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของคนระดับสูงใน SSPX ในยุโรป  ซึ่งตอนนั้นกำลังเจรจากับเบเนดิกต์ที่ XVI เพื่อจะขอสถานะพิเศษในศาสนจักรวาติกันที่ II  ผู้ใหญ่ของ SSPX จะสามารถทำอย่างไรที่จะขายกลุ่มผู้ยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิม ในความคิดที่จะรวมพวกเขาไปสู่โป๊บองค์หนึ่ง ที่อาจจะไม่ใช่โป๊บแท้จริง ?

When I was in SSPX more than two decades ago, Father Franz Schmidberger was even then promoting the idea that the new rite of episcopal consecration was valid. Now, however, perhaps it was thought impolitic that such a prominent member of SSPX should make this case directly, lest it be summarily shot down or, even worse, provoke a backlash among the faithful.

เมื่อพ่ออยู่กับ SSPX มากกว่าสองทศวรรษ  คุณพ่อฟรานซ์ สมิดเบอร์เอร์ (FatherFranz Schmidberger)ถึงกับส่งเสริมความคิดที่ว่าจารีตใหม่ของการอภิเษกพระสังฆราชถูกต้องใช้ได้  อย่างไรก็ดี ตอนนี้ บางทีคิดกันว่าไม่เป็นการเมืองเลยที่สมาชิกผู้มีชื่อเสียงของ SSPX ควรจะมาทำเรื่องนี้โดยตรง  โดยเกรงว่ามันจะถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว หรือ อาจจะเลวกว่า ปลุกเร้าปฏิกิริยารุนแรงฉับพลันท่ามกลางบรรดาสัตบุรุษ

Instead, the Dominicans in Avrillé, France, a traditionalist religious order in the SSPX orbit, were deputed to try to make a convincing case for validity,thus providing the SSPX superiors with a bit of wiggle room for “plausible deniability.”

แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระดอมีนีกันในอาวริลเล ฝรั่งเศส คณะนักบวชตามประเพณีดั้งเดิมในโลก SSPX ถูกตั้งเป็นตัวแทนให้พยายามทำคดีเพื่อให้ได้ความถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมาย  ดังนั้นได้จัดการให้ผู้ใหญ่ของ SSPX มีที่ทางที่เลื้อยไหลสำหรับ”การทำการปฏิเสธที่พอเป็นไปได้”

Fr. Pierre-Marie OP duly produced a lengthy article arguing for the validity of the new rite. This appeared last year in the Dominicans’ quarterly, Sel de la Terre. SSPX’s European superiors have always considered America the land of independent-minded “hard-liners,” so Fr. Pierre-Marie’s article was immediately translated into English and published in The Angelus with an elaborate and eyecatching layout.

Fr. Pierre-Marie OP ได้ผลิตบทความยืดยาวตามกำหนดเวลาสำหรับความสมบูรณ์ถูกต้องของจารีตพิธีใหม่  บทความนี้ปรากฎออกมาปีที่แล้วในวารสารสามเดือนครั้งของคณะดอมีนีกัน Sel de la Terre บรรดาผู้ใหญ่ในยุโรป ได้พิจารณาเสมอว่าอเมริกาดินแดนแห่ง”กลุ่มหัวแข็ง” จิตใจอิสระ  ดังนั้น บทความของคุณพ่อปีแอร์-มารี ทันทีได้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ และพิมพ์ลงในวารสาร The Angelus ด้วยการจัดหน้าที่เตะตาและประดิษฐ์ประดอยอน่างปราณีตบรรจง.

The article features impressivelooking comparison tables with Latin texts, and is loaded with footnotes. An editorial note touts its Thomistic” style, and the author assures us that he will “proceed according to the Scholastic method so as to treat the matter as rigorously as possible.” All this might intimidate the casual reader into accepting the validity of the new rite, or at least stun him into silence. But things are not what they seem. Fr. Pierre-Marie’s tables, upon close examination, turn out to be comparisons of apples-and-oranges texts. His footnotes cited no works on sacramental moral theology — the discipline that deals with the validity of sacraments. And despite his supposed “Thomistic” style, Fr. Pierre-Marie never managed to focus on the two central questions:

บทความบรรยายตารางการเปรียบเทียบที่ดูแล้วประทับใจด้วยข้อความภาษาลาติน และเต็มไปด้วยหมายเหตุอธิบายด้านล่าง  ข้อสังเกตุของบทบรรณาธิการชักชวนผู้อ่านตามสไตล์โทมาส และผู้เขียนทำให้เรามั่นใจว่าเขาจะ”ดำเนินไปตามวิธีการแบบนักการศึกษา เพื่อปฏิบัติเนื้อหาอย่างที่เร่าร้อนเท่าที่เป็นไปได้”  ทั้งหมดนี้อาจจะขู่ขวัญผู้อ่านที่บังเอิญเข้ามาอ่านให้เข้าไปสู่การยอมรับความสมบูรณ์ถูกต้องของจารีตพิธีใหม่ หรือ อย่างน้อย ทำให้เขางุนงงไปสู่ความเงียบ  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นแบบที่พวกเขาคาดหวัง  ตารางของคุณพ่อปีแอร์-มารี เมิ่อตรวจดูอย่างใกล้ชิด  กลายมาเป็นการเปรียบเทียบข้อความจับแพะชนแกะ (apples-and-oranges) หมายเหตุด้านล่างหน้าหนังสือของคุณพ่อชี้ว่าไม่มีงานใดเกี่ยวกับเทววิทยาทางศีลธรรมของศีลศักดิ์สิทธิ์—ระเบียบวินัยที่เกิดขึ้นด้วยความถูกต้องสมบูรณ์ของศีลศักดิ์สิทธิ์ และ ตรงข้ามกับสไตล์”แบบโทมาส”ที่เห็นกันของท่าน คุณพ่อปีแอร์-มารี ไม่เคยจัดรวมศูนย์เกี่ยวกับคำถามส่วนกลางสองเรื่อง คือ :

(1) What principles does Catholic theology employ to determine whether a sacramental form (the essential formula in a sacramental rite) is valid or invalid? หลักการอะไรที่เทววิทยาคาทอลิกใช้เพื่อตกลงใจว่ารูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ (สูตรแก่นสาระในจารีตพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์) นั้นสมบูรณ์ใช้ได้หรือโมฆะ?

(2) How do those principles apply to the new rite of episcopal consecration? อย่างไรที่หลักการเหล่านั้นปรับมาใช้กับจารีตพิธีใหม่ของการอภิเษกพระสังฆราช?

With these two points in mind, I sat down to write a study of my own on the new rite. For many years, I had been hoping to find time to address just this issue, and I had already collected great deal of research material. The resulting article is entitled “Absolutely Null and Utterly Void” (a phrase from Pope Leo XIII’s pronouncement on the invalidity of Anglican orders), and was published on the internet at www.traditionalmass.org.

ด้วยสองเรื่องทั้งสองนี้ในจิตใจ พ่อนั่งลงเพื่อเขียนบทศึกษาของพ่อเองเกี่ยวกับจารีตพิธีใหม่  เป็นเวลาหลายปีแล้ว พ่อหวังที่จะพบเวลาที่จะพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้  และพ่อได้รวบรวมข้อมูลที่ค้นคว้ามาจำนวนมากแล้ว  บทความที่เป็นผลเกิดขึ้นมีชื่อว่า “Absolutely Null and Utterly Void--ใช้ไม่ได้เด็ดขาดและโมฆะโดยสิ้นเชิง” (วลีจากการประกาศของโป๊บเลโอที่ XIII ว่าด้วยโมฆะกรรมของศีลบวชอังกลิกัน) และถูกพิมพ์เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตที่ www.traditionalmass.org.

I completed the article on March 25, 2006. I noticed later that this date was the fifteenth anniversary of Archbishop Lefebvre’s death. This I considered providential, because the Archbishop himself had personally told me in the 1970s that he considered the new rite of episcopal consecration invalid.

พ่อเขียนบทความจบเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2006 ต่อมาพ่อสังเกตุว่าวันนี้คือวันครบรอบสิบห้าปีของการถึงแก่กรรมของพระอัครสังฆราชเลอแฟบร์ว  พ่อพิจารณาเรื่องนี้แล้วคิดว่าเป็นพระสรรพพัญญูญาณ เพราะว่าพระอัครสังฆราชเองโดยส่วนตัวได้บอกพ่อในปี 1970 ว่าท่านพิจารณาแล้วว่า จารีตพิธีใหม่ของการอภิเษกพระสังฆราชนั้นโมฆะโดยสิ้นเชิง.
A brief summary of the article follows. ย่อสั้นๆของบทความมีดังนี้

I invite readers to consult the original for more details. พ่อขอเชิญผู้อ่านศึกษาต้นฉบับสำหรับรายละเอียดมากกว่าอีก.

I. General Principles. หลักการทั่วไป

(1) Each sacrament has a form (essential formula) that produces its sacramental effect. When a substantial change of meaning is introduced into the sacramental form through the corruption or omission of essential words, the sacrament becomes invalid (=does not “work,” or produce the sacramental effect).
 ศีลศักดิ์สิทธิ์แต่ละศีลมีรูปแบบอย่างหนึ่ง (สูตรที่เป็นแก่นสาระสำคัญยิ่งยวด) ที่ผลิต ผลแห่งศีลประการนั้น เมื่อการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของความหมายถูกนำเข้าสู่รูปแบบที่เป็นศีลศักดิสิทธิ์ ผ่านการคอรัปชั่นหรือการละเลยถ้อยคำที่เป็นสาระสำคัญ ศีลศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จะกลายเป็นโมฆะ (=ไม่สามารถ”ทำงาน” หรือ ผลิต ผลได้ในฐานะที่เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์)

(2) Sacramental forms approved for use in the Eastern Rites of the Catholic Church are sometimes different in wording from the Latin Rite forms. Nevertheless, they are the same in substance, and are valid.
 รูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในจารีตตะวันออกของพระศาสนจักรคาทอลิก บางครั้งแตกต่างในถ้อยคำจากรูปแบบจารีตลาติน  ทั้งนั้นก็ดี  ทั้งหมดเป็นสารอย่างเดียวกัน และสมบูรณ์ใช้ได้ตามกฎหมาย.

(3) Pius XII declared that the form for Holy Orders (i.e., for diaconate, priesthood and episcopacy) must univocally (=unambiguously) signify the sacramental effects — the power of Order and the grace of the Holy Ghost.
 ปีโอที่ XII ได้ประกาศว่า รูปแบบสำหรับศีลบวช (นั่นคือศีลสังฆานุกร สังฆภาพสงฆ์และสังฆภาพพระสังฆราช) ต้องมีความหมายเดียวเท่านั้น (=ไม่กำกวม) แสดงผลที่เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์—พลังของศีลบวชและพระหรรษทานจากพระจิตเจ้า.

(4) For conferring the episcopacy, Pius XII designated as the sacramental form a sentence in the traditional Rite of Episcopal Consecration that univocally expresses (a) the power of the Order that a bishop receives and (b) the grace of the Holy Ghost.
 สำหรับการกล่าวถึงสภาวะพระสังฆราช  โป๊บปีโอที่ XII กำหนดเป็นประหนึ่งรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ ประโยคหนึ่งในจารีตพิธีอภิเษกพระสังฆราชแบบดั้งเดิมว่า เป็นคำที่มีความหมายเดียว แสดง (a) พลังของศีลบวชที่พระสังฆราของค์หนึ่งรับและ (b) พระหรรษทานของพระจิตเจ้า
 
12  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: จารีตพิธีใหม่ของการบวชเป็นโมฆะThe New Rite of Ordination is Invalid เมื่อ: มีนาคม 15, 2018, 06:26:39 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

Finally, before completing the Mass, the bishop imparts a blessing: สุดท้าย ก่อนจะจบมิสซา พระสังฆราชจัดการอวยพร :  ► “The blessing of God Almighty, the Father, the Son, and the Holy Ghost, come down upon you, and make you blessed in the priestly Order, enabling you to offer propitiatory sacrifices for the sins of the people to Almighty God.” “พระพรของพระเจ้าสูงสุด พระบิดา พระบุตร และพระจิต เสด็จลงมาสู่ท่าน และทำให้ท่านได้รับพระพรในศีลบรรพชานี้  สามารถทำให้ท่านถวายยัญบูชาแห่งการชดใช้ชดเชย สำหรับบาปของประชาชนที่ทำผิดต่อพระองค์พระเป็นเจ้าสูงสุด “ 
This blessing has been abolished. การถวายพรนี้ถูกลบทิ้งไป

Conclusion: It is totally obvious from these facts that there is no intention in the New Rite of ordaining a true sacrificing priest. Every single mandatory reference to the true sacrificing priesthood was deliberately removed, just like in the Anglican Rite – which was declared invalid for that very reason by Pope Leo XIII.                                           
สรุป : มันเป็นที่ชัดเจนสมบูรณ์จากความจริงเหล่านี้ว่า ไม่มีความตั้งใจในจารีตพิธีใหม่ของการบวชพระสงฆ์ที่จะถวายบูชาแท้จริงสักคนหนึ่ง  การอ้างอิงภาคบังคับแต่ละทุกๆประการถึงสังฆภาพสงฆ์ที่ถวายยัญบูชาแท้จริง ถูกลบทิ้งอย่างจงใจ เหมือนกับจารีตพิธีอังกลิกัน – ซึ่งถูกประกาศว่าโมฆะสำหรับเหตุผลที่ปรากฎ โดยโป๊บเลโอที่ XIII

Thus, the following words declared by Pope Leo XIII apply exactly to the New Rite of Paul VI. ดังนั้นถ้อยคำต่อไปนี้ที่ประกาศโดยโป๊บเลโอที่ XIII ก็ปรับได้ตรงพอดีกับจารีตพิธีใหม่ของปอลที่VI

Pope Leo XIII, Apostolicae Curae, Sept. 13, 1896: “For this reason in the whole Ordinal not only is there no clear mention of the sacrifice, of consecration, of the sacerdotium [sacrificing priesthood], but, as we have just stated, every trace of these things, which had been in such prayers of the Catholic rite as they had not entirely rejected, was deliberately removed and struck out. In this way the native character – or spirit as it is called – of the Ordinal clearly manifests itself.ของเลโอที่ XIII]ก็ถูกบ่อนทำลาย... ถ้าจารีตพิธีคาทอลิกใหม่ สิ้นารมีของบทภาวนาภาคบังคับใดๆที่ส่งความหมายพลังอำนาจที่เป็นแก่นสาระสำคัญของสังฆภาพสงฆ์ ก็สมบูรณ์ตามกฎเกณฑ์  ถ้าเช่นนั้น ดูเหมือนไม่มีเหตุผลทำไมจารีตพิธีอังกลิกันปี 1662 ควรจะไม่สมบูรณ์ด้วย และยังอย่างน้อยที่สุด สามารถมีข้อขัดขวางที่เป็นไปได้บางประการต่อการบวชอังกลิกันชุด III ปี 1977.”

Michael Davies, The Order of Melchisedech, p. 99: “As a final comment on the new Catholic ordinal, I would like to quote a passage from Apostolicae Curae and to ask any reader to demonstrate to me how the words which Pope Leo XIII wrote of Cranmer’s rite cannot be said to apply to the new Catholic Ordinal, at least where mandatory prayers are concerned.”
Michael Davies, The Order of Melchisedech, p. 99: “ในฐานะคำวิจารณ์สุดท้ายเกี่ยวกับการบวชคาทอลิกแบบใหม่ ข้าพเจ้าอยากจะยกข้อความตอนหนึ่งจาก Apostolic Curae และถามผู้อ่านท่านใดก็ได้ ให้แสดงแก่ข้าพเจ้าว่าคำซึ่งโป๊บเลโอที่ XIII เขียนถึงจารีตพิธีของ Crammer ไม่สามารถกล่าวเพื่อปรับให้เข้ากับการบวชคาทอลิกแบบใหม่  อย่างน้อยก็ตรงที่บทภาวนาที่มีเงื่อนไขบังคับเกี่ยวด้วย”

Michael Davies, The Order of Melchisedech, p. 109: “… the differences between the 1968 Catholic rite and the new Anglican Ordinal are so minimal that it is hard to believe that they are not intended for the same purpose… It will be found that every imperative formula which could be interpreted as conferring any specifically sacerdotal power denied to the faithful at large has been carefully excluded from the new rite.”

Michael Davies, The Order of Melchisedech, p. 109: “... ความแตกต่างระหว่างจารีตพิธีคาทอลิกปี 1968 และการบวชอังกลิกันแบบใหม่ เล็กน้อยจนว่า มันยากที่จะเชื่อว่า ทั้งสองมิได้มุ่งสำหรับวัตถุประสงค์เดียวกัน...  จะพบว่า สูตรภาคบังคับซึ่งทุกสูตรซึ่งสามารถแปลความประหนึ่งคำปรึกษาหารือพลังอำนาจของพระสงฆ์เป็นพิเศษใดๆ ที่ถูกปฏิเสธแก่สัตบุรุษส่วนใหญ่นั้น ได้ถูกตัดออกอย่างระมัดระวังจากจารีตพิธีใหม่ “

Michael Davies, The Order of Melchisedech, pp. 94-95: “When the changes [to the Rite of Ordination] are considered as a whole it seems impossible to believe that any Catholic of integrity could deny that the parallel with Cranmer’s reform [the Anglican reform] is evident and alarming. It is quite obvious that there are powerful forces within the Catholic Church and the various Protestant denominations determined to achieve a common Ordinal at all costs… The sixteenth century Protestants changed the traditional Pontificals because they rejected the Catholic doctrine of the priesthood. Archbishop Bugnini and his Consilium changed the Roman Pontifical in a manner which makes it appear that there is little or no difference between Catholic and Protestant belief, thus undermining Apostolicae Curae [of Leo XIII].ของโป๊บเลโอที่ XIII].” 

St. Thomas Aquinas, Summa Theologica, Pt. III, Q. 60, A. 8: “… intention is essential to the sacrament, as will be explained further on. Wherefore if he intends by such addition or suppression to perform a rite other than that which is recognized by the Church, it seems that the sacrament is invalid; because he seems not to intend to do what the Church does.”
นักบุญโทมาส อากวีนาส ใน Summa Theologica Pt. III, Q. 60, A. 8:เขียนว่า “... ความตั้งใจเป็นแก่นสาระสำคัญต่อศีลศักดิ์สิทธิ์ โดยที่จะถูกอธิบายมากกว่านี้  ด้วยเหตุที่ ถ้าเขาตั้งใจโดยการเพิ่มเติมหรือการอำพรางที่จะปฏิบัติจารีตพิธีอื่นนอกเหนือกว่าที่ยอมรับจากะศาสนจักร  มันดูเหมือนว่าศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนั้นก็เลยโมฆะ  เพราะว่าเขาดูเหมือนไม่ตั้งใจจะทำสิ่งที่พระศาสนจักรทำ.

It’s also worth noting that Cranmer, in creating the invalid Anglican Rite, abolished the subdiaconate and minor orders and replaced them with a ministry in three degrees – bishops, priests, and deacons. This is exactly what Paul VI did in changing the Catholic rites.
มันไม่มีคุณค่าอะไรที่แครนเมอร์ ในการสร้างจารีตพิธีอังกลิกันที่โมฆะ ได้ลบล้างศีลใหญ่ผู้ช่วยสังฆานุกร และศีลน้อยหลายประการ และทดแทนศีลน้อยเหล่านั้นด้วยงานศาสนพิธีกรเป็นสามระดับ   คือ พระสังฆราช พระสงฆ์ และสังฆานุกร  นี้ตรงกับสิ่งที่โป๊บปอลที่ VI ได้ทำในการเปลี่ยนแปลงจารีตพิธีคาทอลิก.

The New Rite does mention that the candidates for ordination are to be elevated to the “priesthood” – but so does the invalid Anglican. The fact is that Pope Leo XIII explained in Apostolicae Curae that if an ordination rite implies the exclusion of the power to offer propitiatory sacrifices, as the New Rite does, then it is necessarily invalid, although it may express or mention the word “priest.”

จารีตพิธีใหม่อ้างว่าผู้สมัครเข้ารับการบวช ต้องได้รับการยกขึ้นสู่”สังฆภาพสงฆ์”– แต่พิธีอังกลิกันที่โมฆะก็ทำเช่นนั้น  ความจริงคือว่าโป๊บเลโอที่ XIII ได้อธิบายใน Apostolicae Curae ว่า ถ้าจารีตพิธีการบวชได้แสดงเป็นนัยว่ามีการตัดพลังอำนาจที่จะถวายยัญบูชาเพื่อชดเชยบาป อย่างที่จารีตพิธีใหม่กระทำ  ถ้าเช่นนั้น มันจำเป็นต้องโมฆะ  แม้มันอาจจะแสดงหรือระบุคำว่า “พระสงฆ์—priest.”

The Congregation for Divine Worship and the Discipline of the Sacraments admitted that the Catholic theology of the priesthood was not made explicit in the 1968 rite.[15]
The fact is that the New Rite of Paul VI is an entirely new rite, which rejects what the Church does, by rejecting what by the institution of Christ belongs to the nature of the sacrament [the sacrificing priesthood], so it is clear that the necessary intention manifested by this rite is insufficient, and even adverse to and destructive of the Sacrament of Holy Orders (Leo XIII). These facts prove that the New Rite of Ordination of Paul VI cannot be considered valid, but must be considered invalid.

The Congregation for Divine Worship and the Discipline of the Sacraments – สมณกระทรวงว่าด้วยการนม้สการพระเจ้าและการโปรดศีลศักดิสิทธิ์ ยอมรับว่า เทววิทยาคาทอลิกแห่งสังฆภาพสงฆ์มิได้ทำอย่างชัดแจ้งในจารีตพิธี 1968  ความจริงก็คือว่าจารีตพิธีใหม่ของโป๊บปอล VI เป็นจารีตพิธีใหม่ทั้งชุด ซึ่งปฏิเสธสิ่งที่พระศาสนจักรปฏิบัติ  โดยไม่ยอมรับสิ่งที่สถาบันแห่งพระคริสต์ ขึ้นกับธรรมชาติของศีลศักดิ์สิทธิ์ [สังฆภาพสงฆ์ที่ถวายยัญบูชา]  ดังนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าความตั้งใจที่จำเป็นถูกแสดงออกโดยจารีตพิธีนี้ไม่เพียงพอ และ ถึงกับจะตรงข้ามและทำลายศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการบรรพชาด้วย (Leo XIII) ความจริงเหล่านี้พิสูจน์ว่า จารีตพิธีใหม่ของการบวช ของโป๊บปอลที่ VI  ไม่สามารถพิจารณาว่าสมบูรณ์ถูกต้อง แต่ ต้องถูกพิจารณาว่าโมฆะ.

Conclusion: ข้อสรุป:

This means that any Confessions made of grave sins to “priests” ordained in the New Rite must be made again to a validly ordained priest who was ordained in the Traditional Rite of Ordination by a bishop consecrated in the Traditional Rite of Episcopal Consecration. If one cannot remember which sins were confessed to New Rite “priests,” and which were forgiven by a priest ordained in the Traditional Rite, then a Catholic must make a general confession mentioning all grave sins (if there were any) that may have been confessed to a “priest” ordained in the rite of Paul VI (the New Rite).

นี้หมายความว่า การแก้บาปใดๆที่เป็นบาปหนัก กับ”พระสงฆ์” ที่บวชในจารีตพิธีใหม่ ต้องแก้อีกกับพระสงฆ์ที่บวชอย่างถูกต้องสมบูรณ์ในจารีตดั้งเดิมของพิธีบรรพชา โดยพระสังฆราชที่ได้รับอภิเษกในจารีตพิธีอภิเษกพระสังฆราชแบบดั้งเดิม  ถ้าใครไม่สามารถจำได้ว่าบาปข้อไหนตนไปสารภาพ กับ        ”พระสงฆ์” จารีตพิธีใหม่  และข้อไหนถูกโปรดอภัยโดยพระสงฆ์ที่บรรพชาในจารีตพิธีดั้งเดิม  ถ้าเช่นนั้นคาทอลิกคนนั้นต้องทำการสารภาพบาปประมวลพร้อม โดยระบุบาปหนักทุกข้อ (ถ้ามี) ที่อาจจะไปแก้กับ”พระสงฆ์” ที่บวชในจารีตพิธีของโป๊บปอล VI (จารีตพิธีใหม่).

Obviously, no Catholic may lawfully approach “priests” ordained in the New Rite of Paul VI for either “Communion” or confession or any other sacrament requiring a valid priesthood under pain of grave sin, since they are not valid priests.

เห็นชัดว่า ไม่มีคาทอลิกคนใด อาจเข้าใกล้แบบถูกกฎหมายกับ”พระสงฆ์” ที่บวชในจารีตพิธีใหม่ของปอลที่ VI ทั้งสำหรับ” ศีลมหาสนิท” หรือทั้งการแก้บาป หรือศีลศักดิ์สิทธิ์ประการอื่นใด ที่ต้องการสังฆภาพสงฆ์ที่สมบูรณ์ถูกกฎหมาย ภายใต้ความรู้สึกเจ็บปวดของบาปหนัก ตั้งแต่พวกเขาไม่ใช่พระสงฆ์ที่สมบูรณตามกฎหมาย

As mentioned already, Pope Innocent XI, Decree of the Holy Office, March 4, 1679,[16] condemns the idea that Catholics can receive “probable” sacraments. In other words, even if one believed that the New Rite of Ordination is probably valid (which is clearly false, since it is clearly invalid), one is still forbidden to receive sacraments from those “ordained” in it under pain of mortal sin. Sacraments may only be received when matter and form are certainly valid.

เหมือนดังที่อ้างอิงมาแล้ว โป๊บอินโนเซนท์ที่ XI  ด้วยกฤษฎีกา Decree of the Holy Office, March 4, 1679, ทรงประนามความคิดที่ว่าชาวคาทอลิกสามารถรับ” ศีลศักดิสิทธิ์”แบบอาจใช้ได้”  กล่าวอีกอย่าง แม้ถ้าคนหนึ่งเชื่อว่าจารีตใหม่ของศีลบวชอาจถูกต้องสมบูรณ์ (ซึ่งเห็นชัดว่าไม่จริง โดยที่มันขัดเจนว่าโมฆะ)  คนๆนั้นยังถูกห้ามมิให้รับศีลต่างๆจากคนเหล่านั้นที่”ได้บวช”ในสิ่งที่อยู่ภายใต้ความเจ็บปวดของบาปหนัก  ศีลศักดิ์สิทธิ์อาจรับได้เพียงเมื่อรับขณะเนื้อหาและรูปแบบถูกต้องสมบูรณ์อย่างแน่นอนเท่านั้น.

These facts mean that all indult Masses celebrated by “priests” ordained in the New Rite of Paul VI (1968 Rite) are invalid and cannot be attended.
ความจริงเหล่านี้หมายความว่ามิสซาทั้งหมดที่ปล่อยให้ถวาย โดย”พระสงฆ์”ที่บวชในจารีตพิธีใหม่ของปอลที่ VI (จารีต 1968) เป็นโมฆะทั้งหมดและไม่สามารถเข้าร่วมพิธีได้.

The Society of St. Pius X occasionally has men join their society who were “ordained” in the New Rite of Ordination, and they don’t always have them conditionally ordained – or at least they don’t publicly admit it. The “Masses” offered by such “priests” would be invalid.
ส่วน สมาคมนักบุญปีโอที่ X ในบางครั้งมีคนมาร่วมกับพวกเขา ที่ได้รับการ” บวช “ในจารีตพิธีใหม่ และพวกเขามิได้รับการบวชใหม่แบบมีเงื่อนไขเสมอ – หรือ อย่างน้อยพวกเขามิได้ยอมรับข้อนี้อย่างเป็นสาธารณะ  “บรรดามิสซา” ที่ถวายโดย”พระสงฆ์”เช่นนั้น เป็นโมฆะแน่นอน.

Those priests who were “ordained” in this New Rite of Paul VI who are open to the truth must be re-ordained by a validly consecrated bishop in the Traditional Rite. This also necessarily means that the Novus Ordo Missae (the New Mass), without even considering its own problems which render it invalid, is of course invalid if celebrated by any “priest” ordained in the New Rite of Ordination.

บรรดาพระสงฆ์เหล่านั้นที่ “ได้รับการบวช” ในจารีตพิธีใหม่ของโป๊บปอลที่ VI ที่เปิดเผยความจริง ต้องถูกบวชใหม่โดยพระสังฆราชที่ได้รับอภิเษกอย่างถูกต้องสมบูรณ์ในจารีตประเพณีดั้งเดิม  งานนี้ด้วยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหมายความว่า มิสซาระเบียบใหม่ (the New Mass} ปราศจากที่ต้องพิจารณาปัญหาของตัวเอง ซึ่งทำให้มันเป็นโมฆะ  แน่นอน มันโมฆะถ้าถวายโดย “พระสงฆ์” องค์ใดที่บวชในจารีตพิธีใหม่ของการบวชของโป๊บปอลที่ VI.

Endnotes:
[1] Michael Davies, The Order of Melchisedech, Harrison, NY: Roman Catholic Books, 1993, p. 83.
[2] Denzinger, The Sources of Catholic Dogma, B. Herder Book. Co., Thirtieth Edition, 1957, no. 2301.
[3] The Oratory Catechism, Published by the Oratory of Divine Truth, 2000, p. 340; also The Rites of the Catholic
Church, The Liturgical Press, Vol. 2, 1991, pp. 44-45.
[4] The Great Encyclical Letters of Pope Leo XIII, Rockford, IL: Tan Books, 1995, p. 405; Denzinger 1966.
[5] The Great Encyclical Letters of Pope Leo XIII, p. 404.
[6] The Great Encyclical Letters of Pope Leo XIII, p. 401.
[7] The Great Encyclical Letters of Pope Leo XIII, p. 402.
[8] The Great Encyclical Letters of Pope Leo XIII, pp. 402-403.
[9] Michael Davies, The Order of Melchisedech, Harrison, NY: Roman Catholic Books, 1993, p. 83.
[10] Michael Davies, The Order of Melchisedech, p. xix.
[11] The Papal Encyclicals, by Claudia Carlen, Raleigh: The Pierian Press, 1990, Vol. 4 (1939-1958), p. 127.
[12] The Great Encyclical Letters of Pope Leo XIII, pp. 402-403.
[13] The Great Encyclical Letters of Pope Leo XIII, p. 401.
[14] Michael Davies, The Order of Melchisedech, pp. 94-95.
[15] Michael Davies, The Order of Melchisedech, p. xxii.
[16] Denzinger 1151.

13  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / จารีตพิธีใหม่ของการบวชเป็นโมฆะThe New Rite of Ordination is Invalid เมื่อ: มีนาคม 15, 2018, 06:15:37 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                       จารีตพิธีใหม่ของการบวชเป็นโมฆะ The New Rite of Ordination is Invalid

Michael Davies: “… every prayer in the traditional rite [of Ordination] which stated specifically the essential role of a priest as a man ordained to offer propitiatory sacrifice for the living and dead has been removed [from the New Rite of Paul VI]. In most cases these were the precise prayers removed by the Protestant reformers, or if not precisely the same there are clear parallels.”[1]   In addition to having invalidating changes made to the Mass, the Devil knew that he had to tamper with the rite of ordination so that the priests of the New Church would be invalid as well.

 ไมเกิลเดวีส์: “...บทภาวนาทุกบทในจารีตพิธีดั้งเดิม[ของการบวช] ซึ่งยืนยันเป็นพิเศษถึงบทบาทสำคัญยิ่งยวดของพระสงฆ์ในฐานะบุรุษคนหนึ่งที่ได้รับบรรพชาเพื่อถวายเครื่องบูชาที่ขอขมาสำหรับผู้เป็นและผู้ตาย ถูกถอดออกไป [จากจารีตพิธีใหม่ของปอลที่ VI]  ในกรณีส่วนมากที่สุด เคยมีบทภาวนาสั้นๆถูถอดออกไปโดยกลุ่มฟื้นฟูโปรเตสตันท์ หรือถ้าไม่อย่างเดียวกันก็คู่ขนานชัดเจน”  ในการเพิ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มิสซาโมฆะ ปีศาจมันรู้ว่ามันต้องโน้มน้าวด้วยจารีตพิธีบวช เพื่อว่าบรรดาพระสงฆ์ของศาสนจักรใหม่จะโมฆะไปด้วย.

The New Rite of Holy Orders (bishops, priests, deacons) was approved and imposed by Paul VI on June 18, 1968. The following information is crucial for all Catholics to know, since it concerns the validity of essentially every “priest” ordained within the diocesan structure since approximately 1968; and consequently, it concerns the validity of countless confessions, indult Masses, etc.

 จารีตพิธีใหม่ของศีลบวช (พระสังฆราช พระสงฆ์ สังฆานุกร) ได้รับการรับรองและก่อตั้งโดยปอลที่ VI เมื่อวันที่ 18 มิภุนายน 1968  ข้อมูลที่ตามมาสำคัญยิ่งยวดสำหรัลคาทอลิกทุกคนที่ต้องรู้  โดยที่มันผูกพันกับความสมบูรณ์ถูกต้องของ”พระสงฆ์” ทุกคนอย่างสำคัญยิ่งยวด ที่บรรพชาภายในโครงร่างสังฆมณฑลตั้งแต่ประมาณปี 1968  และ ผลที่ตามมา มันขึ้นกับโมฆะกรรมของการแก้บาป ถวายมิสซา นับไม่ถ้วน ฯลฯ

On Nov. 30, 1947, Pope Pius XII issued an apostolic Constitution called “Sacramentum Ordinis.” In this Constitution, Pope Pius XII declared, in virtue of his supreme apostolic authority, the words that are necessary for a valid ordination to the priesthood.

 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1947 พระสันตะปาปาปีโอที่ XII ได้ออกพระธรรมนูญสันตะสำนัก – Apostolic Constitution ชื่อ “Sacramentum Ordinis”  ในธรรมนูญฉบับนี้ โป๊บปีโอที่ XII ได้ประกาศ โดยเหตุแห่งอำนาจบริหารสันตะสำนักสูงสุดของพระองค์  ถ้อยคำที่จำเป็นสำหรับการบรรพชาที่ถูกต้องสมบูรณ์แก่สังฆภาพสงฆ์.

TRADITIONAL FORM FOR ORDINATION OF PRIESTS                                          รูปแบบตามประเพณีดั้งเดิมสำหรับการบรรพชาพระสงฆ์

Pope Pius XII, Sacramentum Ordinis, Nov. 30, 1947: “But regarding the matter and form in the conferring of every order, by Our same supreme apostolic authority We decree and establish the following: … In the ordination of priests, the matter is the first imposition of the bishop’s hands which is done in silence… But the form [of Ordination] consists of the words of the preface of which the following are essential and so required for validity:

โป๊บปีโอที่ XII Sacramentum Ordinis, Nov. 30, 1947 ว่า : “ แต่ที่เกี่ยวกับเนื้อหาและรูปแบบในการโปรดทุกศีล ด้วยอำนาจสันตะสำนักสูงสุดเดียวกันของเรา  เราขอออกกฤษฎีกาและสถาปนาต่อไปนี้ คือ... ในการบรรพชาพระสงฆ์  เนื้อหาเป็นการปกมือครั้งแรกของพระสังฆราชซึ่งทำในความเงียบ... แต่รูปแบบ (ของการบรรพชา) ประกอบด้วยถ้อยคำของคำนำซึ่งที่ตามมาล้วนสำคัญยิ่งยวดและดังนั้นต้องการสำหรับความสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ :

► “Grant, we beseech You, Almighty Father, to these Your servants, the dignity of the Priesthood (presbyterii dignitatem); renew the spirit of holiness within them, so that they may hold from You, O God, the office of the second rank in Your service and by the example of their behavior afford a pattern of holy living.”[2]

    “โปรดอนุญาต เราวิงวอนพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงฤทธิ์  โปรดแก่ข้ารับใช้ของพระองค์เหล่านี้ ความเหมาะสมแห่งสังฆภาพสงฆ์ (presbyterii dignitatem) โปรดประทานจิตวิญญาณของความศักดิ์สิทธิ์ภายในพวกเขา  เพื่อว่า พวกเขาจะได้รับจากพระองค์ โอ ข้าแต่พระเจ้า ซึ่งสำนักแห่งสมณศักดิ์ที่สองในการรับใช้พระองค์ และ โดยตัวอย่างของพฤติการณ์ของพวกเขาทำให้ได้มาซึ่งแบบฉบับของการดำเนินชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ “

THE NEW FORM FOR ORDINATION OF PRIESTS                                    รูปแบบใหม่สำหรับการบรรพชาพระสงฆ์

Here is the form of the New Rite of Ordination of Priests:                                                 นี้คือรูปแบบของจารีตพิธีใหม่ของการบรรพชาพระสงฆ์ :

● “Grant, we beseech You, Almighty Father, to these Your servants, the dignity of the Priesthood; renew within them the spirit of holiness. May they hold from You, the office of the second rank in Your service and by the example of their behavior afford a pattern of holy living.”[3]

    “โปรดอนุญาต เราวิงวอนพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงฤทธิ์  โปรดแก่ข้ารับใช้ของพระองค์เหล่านี้ ความเหมาะสมแห่งสังฆภ่พสงฆ์ โปรดประทานจิตวิญญาณของความศักดิ์สิทธิ์ภายในพวกเขาเพื่อว่าพวกเขาจะได้รับจากพระองค์ ซึ่งสำนักแห่งสมณศักดิ์ที่สองในการรับใช้พระองค์ และโดยตัวอย่างของพฤติการณ์ของพวกเขาทำให้ได้มาซึ่งแบบฉบับของการดำเนินชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ “

The difference between the two forms is that the Latin word “ut” (which means “so that”) has been omitted in the New Rite. This may seem insignificant, but in Sacramentum Ordinis Pius XII declared that this word was essential for validity. Further, the omission of “so that” gives rise to a relaxation of the naming of the sacramental effect (conferring the office of the second rank). In other words, removing “so that” presupposes an ordination which has already taken place, but is not taking place as the words are being pronounced.
Since the new rite purports to be the Roman Rite, this removal of “ut” (so that) renders the new rite of questionable validity. However, there is a much bigger problem which proves that the New Rite is invalid.

ความแตกต่างระว่างสองรูปแบบคือว่า คำลาติน “ut” (ซึ่งแปลว่า “เพื่อว่า”) ถูกเมินเฉยในจารีตพิธีใหม่.
ข้อนี้อาจดูเหมือนไม่มีความหมายสำคัญ  แต่ในพระธรรมนูญ Sacramentum Ordinis โป๊บปีโอที่ XII ได้ประกาศว่า คำนี้สำคัญยิ่งยวดสำหรับความสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎเกณฑ์  ยิ่งกว่านั้น การเพิกเฉยของคำว่า "so that -เพื่อว่า" ยกชูไปถึงการผ่อนปรนในการออกชื่อของผลลีพท์ของศีลศักดิ์สิทธิ์ (ที่โปรดให้สมณศักดิ์ที่สอง)  พูดอีกอย่างก็คือ  การตัดออกคำ “so that – เพื่อว่า”เกิดการสมุติว่าการบวชซึ่งเกิดขึ้นแล้ว  แต่ไม่เกิดโดยที่ถ้อยคำได้เปล่งออกไปแล้ว  ตั้งแต่จารีตพิธีใหม่ชวนให้เข้าใจว่าเป็นเป็นจารีตพิธีโรมัน  การตัดคำ “ut – เพื่อว่า”ออก แปลว่าเกิดจารีตพิธีใหม่ที่ความสมบูรณ์ตามกฎเกณฑ์มีปัญหา  อย่างไรก็ดี มีปัญหาที่ใหญ่กว่า ที่พิสูจน์ว่าจารีตพิธีใหม่เป็นโมฆะ

THE BIGGEST PROBLEM WITH THE NEW RITE OF ORDINATION IS NOT THE FORM, BUT THE SURROUNDING CEREMONIES WHICH HAVE BEEN REMOVED 
ปัญหาใหญ่ที่สุดกับจารีตพิธีใหม่ของการบวชไม่ใข่รูปแบบ  แต่เป็นบรรดาจารีตพิธีที่แวดล้อมต่างหากซึ่งถูกตัดออกไป

The change to the essential form is not the only problem with the New Rite of Ordination promulgated by Paul VI. The following points are just as significant because the Sacrament of Order, although instituted by Our Lord Jesus Christ, was not instituted by Our Lord with a specific sacramental form – unlike the Sacraments of the Eucharist and Baptism, which were instituted by Our Lord with a specific sacramental form – so that the form of words in Ordination is given its meaning and significance by the surrounding rite and ceremonies.

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่เป็นแก่นสำคัญมิใช่เป็นเพียงปัญหาอย่างเดียวกับจารีตพิธีใหม่ของการบวช ที่ประกาศกำหนดโดยปอลที่ VI  หลายๆข้อต่อไปนี้เป็นสิ่งที่มีความหมาย เพราะว่าศีลบรรพชา แม้จะถูกแต่งตั้งขึ้นโดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา มิได้ถูกสถาปนาโดยพระเจ้าด้วยรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์พิเศษ – ไม่เหมือนศีลมหาสนิทและศีลล้างบาป ซึ่งได้รับการสถาปนาจากพระเจ้าของเราด้วยรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์พิเศษประการหนึ่ง – เพื่อว่า รูปแบบของถ้อยคำในการบวชให้ความหมายและการแสดงนัยสำคัญของศีลนั้น โดยจารีตพิธีการและการประกอบพิธีกรรมต่างๆ.

In his famous Bull, Apostolicae Curae, Sept. 13, 1896, Pope Leo XIII solemnly declared that Anglican Ordinations are invalid. This means that the Anglican sect doesn’t have valid priests or bishops.
ในสารตราที่โด่งดัง Apostolicae Curae ลงวันที่ 13 กันยายน 1896 โป๊บเลโอที่ XIII ได้ประกาศอย่างสง่าว่า การบวชแบบอังกลิกันเป็นโมฆะ  นี้หมายความว่า นิกายอังกลิกันไม่มีพระสงฆ์หรือสังฆราชที่ถูกต้องสมบูรณ์เลย

Pope Leo XIII, Apostolicae Curae, Sept. 13, 1896: “… of Our own motion and certain knowledge We pronounce and declare that Ordinations carried out according to the Anglican rite have been and are absolutely null and utterly void.”[4]

สารตรา Apostolicae Curae ของโป๊บเลโอที่ XIII ลงวันที่ 13 กันยายน 1896 กล่าวว่า “... ด้วยการปฏิบัติและความรู้ที่ถูกต้องของเราเอง  เราขออกเสียงและประกาศว่า การบวชที่ดำเนินการตามจารีตพิธีอังกลิกันได้เป็นและไม่ถูกกฎเกณฑ์อย่างเด็ดขาดและโมฆะโดยสิ้นเชิง “

In making this solemn pronouncement, it must be understood that Pope Leo XIII was not making Anglican Ordinations invalid, but rather he was declaring that they were invalid due to defects in the rite. But what were those defects or problems which Leo XIII saw with the Anglican Rite, which contributed to its invalidity?

ในการกระทำการประกาศอย่างสง่านี้  ต้องเป็นที่เข้าใจว่าโป๊บเลโอที่ XIII มิได้ทำให้การบวชอังกลิกันเป็นโมฆะ  แต่ พระองค์คงจะประกาศว่า มันโมฆะเนื่องจากการบกพร่องในจารีตพิธีเอง  แต่อะไรคิอความบกพร่องหรือปัญหาเหล่านั้น ซึ่งโป๊บเลโอที่ XIII มองเห็นในจารีตพืธีอังกลิกัน ซึ่งทำให้มันไปถึงโมฆะกรรมของการบวชนั้น.

Pope Leo XIII, Apostolicae Curae, Sept. 13, 1896: “When anyone has rightly and seriously made use of the due form and the matter requisite for effecting or conferring the sacrament he is considered by that very fact to do what the Church does. On this principle rests the doctrine that a sacrament is truly conferred by the ministry of one who is a heretic or unbaptized, provided the Catholic rite be employed. On the other hand, if the rite be changed, with the manifest intention of introducing another rite not approved by the Church, and of rejecting what the Church does, and what by the institution of Christ belongs to the nature of the sacrament, then it is clear that not only is the necessary intention wanting to the sacrament, but that the intention is adverse to and destructive of the sacrament.”[5]
สารตรากล่าวต่ออีกว่า “ เมื่อผู้ใดได้ใช้ประโยชน์อย่างจริงจังและถูกต้องของรูปแบบที่กำหนดและเนื้อหาที่ต้องการสำหรับการเกิดผลหรือโดยโปรดศีลนี้ เขาผู้นั้นถือว่าด้วยความจริงแล้วทำตามสิ่งที่พระศาสนจักรปฏิบัติ  ในหลักการนี้ก็มีคำสอนว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ได้รับการโปรดให้อย่างแท้จริงโดยศาสนพิธีกรรมของคนหนึ่งที่เป็นเฮเรติกหรือยังมิได้รับศีลล้างบาป ภายใต้เงื่อนไขที่จารีตคาทอลิกถูกนำมาใช้  กล่าวอีกอย่าง  ถ้าจารีตพิธีถูกเปลี่ยนไป  ด้วยความตั้งใจที่แสดงออกในการที่จะนำจารีตอื่นที่ไม่มีการรับรองจากพระศาสนจักร  และมีการปฏิเสธแบบที่พระศาสนจักรปฏิบัติ  และอะไรที่โดยสถาบันของพระคริสต์ขึ้นกับธรรมชาติของศีลศักดิ์สิทธิ์  ถ้าเช่นนั้น เป็นที่ชัดเจนว่า ไม่เพียงต้องการความตั้งใจที่จะให้ถึงศีลศักดิ์สิทธิ์ แต่ ว่า ความตั้งใจนั้นอยู่ในทิศตรงข้ามและทำลายศีลศักดิ์สิทธิ์

Here we see Pope Leo XIII teaching that if a minister uses the Catholic rite in conferring the Sacrament of Order, with the correct matter and form, he is considered for that very reason to have intended to do what the Church does – intending to do what the Church does is necessary for the validity of any sacrament. On the other hand, he tells us, if the rite is changed with the manifest intention of introducing a new rite not approved by the Church, and of rejecting what the Church does, then the intention is not only insufficient, but is destructive of the Sacrament.
And what were the things that Pope Leo XIII described as showing the destructive intention of the Anglican rite of Ordination?

ที่นี่เราเห็นโป๊บเลโอที่ XIII สอนว่า ถ้าศาสนบริกรคนหนึ่งใช้จารีตพิธีกรรมคาทอลิกในการโปรดศีลบรรพชา  ด้วยเนื้อหาและแบบฟอร์มที่ถูกต้อง  ท่านผู้นั้นถูกพิจารณาสำหรับเหตุผลจริงจังนั้น ได้ตั้งใจที่จะปฏิบัติสิ่งที่พระศษสนจักรทำ – โดยมุ่งประสงค์ที่จะทำในสิ่งที่พระศษสนจักรทำ ที่จำเป็นเพื่อความสมบูรณ์ถูกต้องขอศีลประการใดๆ  กล่าวอีกอย่าง  เขาบอกพวกเรา  ถ้าจารีตพิธีกรรมถูกเปลี่ยนด้วยความตั้งใจที่แสดงออกมาโดยนำเอาจารีตพิธีใหม่ที่มิได้รับการรับรองโดยพระศาสนจักร และบ่ายเบี่ยงไม่รับสิ่งที่พระศาสนจักรกระทำ  ถ้าเช่นนั้น ความตั้งใจไม่เพียงต่ไม่เพียงพอเท่านั้น  แต่ยังทำลายศีลศักดิ์สิทธิ์นั้น.
และอะไรคือสิ่งที่โป๊บเลโอที่ XIII บรรยายไว้ ขณะที่แสดงความตั้งใจทำลายของจารีตพิธีบรรพชาแบบอังกลิกัน?

Pope Leo XIII, Apostolicae Curae, Sept. 13, 1896: “For, to put aside other reasons which show this to be insufficient for the purpose in the Anglican rite, let this argument suffice for all: from them has been deliberately removed whatever sets forth the dignity and office of the priesthood in the Catholic rite. That form consequently cannot be considered apt or sufficient for the sacrament which omits what it ought essentially to signify.”[6]

Pope Leo XIII, Apostolicae Curae, Sept. 13, 1896: “ เพราะว่า ที่ละทิ้งเหตุผลประการอื่นๆซึ่งแสดงว่านี้เป็นการเพียงพอสำหรับความมุ่งหมายในจารีตอังกลิกัน  เอาข้อโต้แย้งประการนี้ทำให้พอสำหรับทั้งหมด คือ จากเหตุผลทั้งหมดนั้นที่มันถูกถอกทิ้งอย่างตั้งใจอะไรก็ตามที่ทำเพื่อความภูมิฐานและสำนักสังฆภาพสงฆ์ในจารีตพิธีคาทอลิก  ผลที่ตามมา รูปแบบนั้นไม่สามารถถือว่าเหมาะสมหรือพอเพียงสำหรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งละเลยสิ่งที่ควรแสดงถึงแก่นสาระสำคัญ.”

                                                                           
14  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / Re: จารีตพิธีใหม่ของศีลบรรพชาที่ไม่ศักดิ เมื่อ: มีนาคม 05, 2018, 10:47:01 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

The repercussions are unfathomable – but they explain a lot about the state of the New Church. The sacraments are largely gone, so there is simply no grace there, and it shows. But the true Catholic Church cannot give evil or harmful or invalid sacramental rites to her faithful. Such an idea would contradict the promises of infallibility and indefectibility by Our Blessed Lord. This is further evidence that the Vatican II Sect in Rome is not the Catholic Church of Pope Pius XII and his predecessors. Consider the following clear teachings:

การสะท้อนกลับลึกสุดจะหยั่งได้ – แต่มันอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับสถานะของศาสนจักรใหม่  ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆส่วนใหญ่หายไปแล้ว  ดังนั้น ก็ไม่มีพระหรรษทานที่นั่น และก็แสดงเช่นนั้น  แต่ พระศาสนจักรคาทอลิกที่แท้จริงไม่สามารถจัดพิธีโปรดศีลที่โมฆะหรือเป็นอันตรายหรือชั่วร้าย ให้แก่สัตบุรุษของพระศาสนาได้  ความคิดเช่นนั้นคงขัดแย้งคำสัญญาของความไม่รู้จักผิดหลงและความไม่มีมลทินที่ประทานให้จากพระเป็นเจ้าของเรา  นี้เป็นประจักษ์พยานสุดพรรณาที่ว่ากลุ่มงานสังคายนาวาติกันที่ II ในโรม ไม่ใช่ศาสนจักรคาทอลิกของโป๊บปีโอที่ XII ผู้สืบต่อเนื่องของพระองค์  จงพิจารณาคำสอนที่ชัดเจนต่อไปนี้ คือ:

•   “Certainly the loving Mother [the Church] is spotless in the Sacraments, by which she gives birth to and nourishes her children; in the faith which she has always preserved inviolate; in her sacred laws imposed on all; in the evangelical counsels which she recommends; in those heavenly gifts and extraordinary graces through which, with inexhaustible fecundity, she generates hosts of martyrs, virgins and confessors.” (Pope Pius XII, Encyclical Mediator Dei, par. 66)

“แน่นอน [พระศาสนจักร] มารดาที่รักไม่ด่างพร้อยในศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งโดยอาศัยศีลเหล่านี้ ศาสนจักรได้ให้กำเนิดและฟูมฟักบรรดาลูกๆ ในความเชื่อซึ่งเธอได้ทะนุถนอมเสมอมาโดยมิให้มีการละเมิด  ในกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งไว้แก่ทั้งหมด  ในการให้คำปรึกษาทางพระวรสารซึ่งเธอเสนอมา  ในสิ่งประทานจากสวรรค์และพระหรรษทานพิเศษ ซึ่งด้วยพระหรรษทานนี้ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ไม่สิ้นสุด  เธอได้ก่อให้เกิดคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นมรณสักขี สาวพรหมจารีและผู้สารภาพความเชื่อถึงตาย “(Pope Pius XII, Encyclical Mediator Dei, par. 66)

•   “The Church is infallible in her general discipline. By the term general discipline is understood the laws and practices which belong to the external ordering of the whole Church. Such things would be those which concern either external worship, such as liturgy and rubrics, or the administration of the sacraments…. If she [the Church] were able to prescribe or command or tolerate in her discipline something against faith and morals, or something which tended to the detriment of the Church or to the harm of the faithful, she would turn away from her divine mission, which would be impossible.” (Jean Herrmann, Institutiones Theologiae Dogmaticae, Vol. 1, 1908, p. 258)

“พระศาสนจักรไม่ผิดหลงในกฎเกณฑ์วินัยทั่วไปของเธอ  ด้วยคำว่าวินัยทั่วไป เข้าใจได้ว่า เป็นกฎหมายและการปฏิบัติ ซึ่งขึ้นกับคำสั่งภายนอกของศาสนจักรทั้งครบ  สิ่งเข่นนั้นควรจะเป็นสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการนมัสการภายนอก เช่นพิธีกรรมและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ หรือการบริหารศีลศักดิ์สิทธิ์ประการต่างๆ.....ถ้าพระศาสนจักรสามารถที่จะบอกก่อน หรือสั่งการหรือยอมทนในวินัยบางประการที่ขัดกับความเชื่อและจริยธรรม หรืออะไรบางอย่างที่เอนเอียงไปสู่ความเสียหายของพระศาสนจักร หรือต่อการทำอันตรายต่อสัตบุรุษ  พระศาสนจักรจะหันหนีจากพันธกิจจากสวรรค์ของเธอ  ซึ่งอาจจะเป็นไปไม่ได้ “(Jean Herrmann, Institutiones Theologiae Dogmaticae, Vol. 1, 1908, p. 258)

•   “If anyone says that the ceremonies, vestments, and outward signs which the Catholic Church uses in the celebration of masses, are incentives to impiety rather than stimulants to piety, let him be anathema.” (Council of Trent, Session 22, Canon 7)

“ถ้าใครคนหนึ่งกล่าวว่า จารีตพิธีกรรม  พัสตราภรณ์สวมใส่ และเครื่องหมายภายนอก ที่พระศาสนจักรใช้ในการถวายพิธีบูชามิสซา  เป็นเครื่องกระตุ้นไปสู่ความไม่ศรัทธา มากกว่าจะเป็นเครื่องกระตุ้นไปสู่ความเคร่งศรัทธา  ขอให้มันผู้นั้นรับโทษหนัก” (Council of Trent, Session 22, Canon 7)

Try to apply this to the Novus Ordo Church, and you realize very quickly that it’s impossible. The Vatican II Church has defected, has given evil, has destroyed the sacraments, has been a scandal to the faithful rather than the embassy of salvation. In the Catholic Church, however, the Pope is “the citadel and bulwark of the Catholic faith” (Pope Pius IX, Encyclical Qui Nuper, par. 3). No one could seriously say this about the Antipopes of the Vatican II Church. Paul VI – Giovanni Montini – was not a true Pope, but an impostor, as well as his predecessor John XXIII, who started the false church, and his successors John Paul I, John Paul II, Benedict XVI, and Francis I.
จงพยายามปรับสิ่งนี้ไปยังศาสนจักรระเบียบใหม่ และคุณจะคิดได้อย่างรวดเร็วว่ามันเป็นไปไม่ได้ ศาสนจักรจากสังคายนาวาติกันที่ II ได้บกพร่องไม่บริบูรณ์ ให้สิ่งชั่วร้าย  ได้ทำลายศีลศักดิ์สิทธิ์ประการต่างๆ  ได้เป็นที่สะดุดต่อสัตบุรุษมากกว่าศูนย์แห่งการไถ่ให้รอด  อย่างไรก็ดี  ในพระศาสนจักรคาทอลิก  โป๊บเป็น “ที่มั่นสุดท้ายและรั้วกำแพงของความเชื่อคาทอลิก” (Pope Pius IX, Encyclical Qui Nuper, par. 3). ไม่มีใครสามารถกล่าวอย่างจริงจังได้ว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโป๊บกำมะลอของศาสนจักรสังคายนาวาติกันที่ II  โป๊บปอลที่ VI –Giovanni Montini – ไม่ใช่โป๊บที่แท้จริง  แต่เป็นคนที่หลอกลวง  เช่นเดียวกับผู้ที่มาก่อน คือ ยอห์นที่ XXIII  ซึ่งได้เริ่มศาสนจักรปลอม และผู้สืบต่อของเขาคือ  John Paul I, John Paul II, Benedict XVI, and Francis I.

The many links we provide below will help you as you research these issues. ข้อมูลเชื่อมโยงจำนวนมากที่เราจัดให้ข้างล่าง จะช่วยคุณขณะที่คุณวิจัยเรื่องเหล่านี้

As the late Fr. Carl Pulvermacher, OFM Cap., is sometimes quoted as saying, “Once there are no more valid priests, they’ll permit the Latin Mass.” Think about that!
ดังที่คุณพ่อคาร์ล ปุลแวร์มาแชร์ OFM.,Cap ผู้ล่วงลับไปแล้ว บางครั้งได้ยกคำพูดกล่าวว่า “ ครั้งใดที่ไม่มีพระสงฆ์ถูกต้องสมบูรณ์อีก  พวกเขาจะอนุญาตมิสซาลาติน “ คิดถึงเรื่องนั้นซี!
Invalid: The Unholy Orders of the Vatican II Church                                     โมฆะ : ศีลบรรพชาที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรวาติกันที่ II

•   Absolutely Null and Utterly Void: The 1968 Rite of Episcopal Consecration ไม่มีผลตามกฎหมายเด็ดขาดและโมฆะสิ้นเชิง: จารีตพิธีอภิเษกพระสังฆราช ปี 1968[PDF] by Fr. Anthony Cekada โดยคุณพ่อแอนโทนี เซกาดา

Examines the criteria for validity, Eastern Rite formulas, ancient Christian texts, early doubts about validity, “governing Spirit” vs. “fullness of the priesthood,” substantial change, arguments from context, papal approval. Answer to SSPX/Angelus and Sel de la Terre articles by Fr. Pierre-Marie favoring validity. Extensive bibliography. ตรวจสอบเงื่อนไขสำหรับความสมบูรณ์ถูกต้อง  สูตรจารีตตะวันออก  ข้อความแบบคริสตชนโบราณ ความสงสัยแรกเริ่มเกี่ยวกับความสมบูรณ์ตามกฎหมาย “ พระจิตผู้ปกครอง” vs. “ความเต็มสมบูรณ์ของสังฆภาพสงฆ์” การเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ การโต้แย้งจากบริบท  การรับรองของโป๊บ เป็นการตอบต่อ SSPX/Angelus and Sel de la Terre articles โดยคุณพ่อ ปีแอร์—มารี ที่เอื้อต่อความสมบูรณ์ตามกฎหมาย Extensive bibliography

•   Why the New Bishops are Not True Bishops   ทำไมพระสังฆราชใหม่จึงไม่ใช่พระสังฆราชที่แท้จริง[PDF]โดยคุณพ่อแอนโทนี เซกาดา by Fr. Anthony Cekada
A two-page summary of the above-linked study “Absolutely Null and Utterly Void”. สรุปสองหน้าของการศึกษาที่เชื่อมโยงกับ”ไม่มีผลตามกฎหมายเด็ดขาดและโมฆะสิ้นเชิง”

•   Still Null and Still Void: Replies to Objections   ยังคงไม่มีผลตามกฎหมายและโมฆะ: คำตอบต่อคำคัดค้าน[PDF] by Fr. Anthony Cekada โดยคุณพ่อแอนโทนี เซกาดา
Replies to objections from Br. Ansgar Santogrossi, OSB, Fr. Pierre-Marie de Kergorlay, OP, and Fr. Alvaro Calderon, SSPX, against the above-linked study “Absolutely Null and Utterly Void”.

•   New Bishops, Empty Tabernacle    พระสังฆราชใหม่ ตู้ศีลว่างเปล่า[PDF]
Response to an editorial by Abbé Grégoire Celier which employs some novel and bizarre principles to defend the validity of the 1968 Rite of Episcopal Consecration. คำตอบต่อบทบรรณาธิการโดย Abbé Grégoire Celier ที่จ้างนวนิยายบางเรื่องและหลักการวิตถารเพื่อปกป้องความถูกต้องสมบูรณ์ของจารีตอภิเษกสังฆราช ปี 1968

•   Saved by Context? The ’68 Rite of Episcopal Consecration ถูกช่วยโดยบริบท?จารีตอภิเษฏพระสังฆราช ปี 1968[March 2012]
Rejoinder to the popular objection that the larger context provided by the 1968 rite of bishops’ ordination gives clear expression to the sacramental form and hence suffices for validity. คำโต้ตอบต่อคำคัดค้านแพร่หลายที่ว่าบริบทใหญ่กว่าที่จัดให้โดยจารีตพิธีอภิเษกพระสังฆราช ปี 1968 ให้การแสดงออกที่ชัดเจนถึงรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ และดังนี้ก็เพียงพอสำหรับความสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎเกณฑ์

•   The New Ordination Rite: Purging the Priesthood in the Conciliar Church จารีตศีลบรรพชาใหม่ : โดยชำระล้างสังฆภาพสงฆ์ในศาสนจักรสังคายนา[PDF] by Fr. William Jenkins

A response to certain arguments advanced by Michael Davies in his book The Order of Melchisedech, this article examines the Novus Ordo rite of priestly ordination in light of Catholic theology and concludes that it is doubtful at best and therefore must be considered invalid in practice. Contains shocking information about how the “reform” of the rite came about. คำคอบต่อข้อโต้แย้งบางข้อที่นำเสนอล่วงหน้าโดยไมเกิลเดวี ในหนังสือของเชาชื่อ The Order of Melchisedech, บทความนี้สำรวจตรวจตรา จารีตบรรพชาพระสงฆ์ระเบียบใหม่ จากแสงแห่งเทววิทยาคาทอลิกและสรุปว่า ยังเป็นความสงสัยมากที่สุดและดังนั้น ต้องได้รับพิจารณาว่าโมฆะในการนำปฏิบัติ  มีช้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับว่า”การฟื้นฟู”ของจารีตพิธีมีมาได้อย่างไร

What many may not know: The Society of St. Pius X considers the Paul VI rite of episcopal consecration to be valid (for proof, see their Angelus article on the matter here [PDF], but be aware that it has been refuted in the articles we link above). This means that if a Novus Ordo priest converts to the SSPX and does not seek conditional ordination, he will not be re-ordained by the SSPX. So, beware if you attend SSPX Masses!
สิ่งที่คนจำนวนมากอาจไม่รู้ คือ: สมาคมนักบุญปีโอที่ X (The Society of St. Pius X) พิจารณาถือว่าจารีตพิธีอภิเษกพระสังฆราชของโป๊บปอล VI สมบูรณ์ถูกต้อง (สำหรับข้อพิสูจน์ ดู Angelus article on the matter here [PDF]) ของพวกเขา  แต่จงระวังว่ามันถูกพิสูจน์ว่าไม่จริงในบทความต่างๆที่เรา link ข้างบนนั้น)  นี้หมายความว่า ถ้าพระสงฆ์ระเบียบใหม่กลับใจมาสู่ SSPX และไม่มีการบรรพชาโดยเงื่อนไข  เขาจะไม่บรรพชาใหม่โดย SSPX  ดังนั้น จงระวัง เมื่อคุณไปร่วมมิสซากับ SSPX!

Relevant and Related Documents: เอกสารที่สัมพันธ์และตรงกับเรื่องนี้ :
•   Pope Pius XII, Apostolic Constitution Sacramentum Ordinis (1947) on the validity requirements for the sacrament of Holy Orders ว่าด้วยความต้องการเพื่อความสมบูรณ์สำหรับศีลบรรพชา
•   Pope Pius XII, Encyclical Mediator Dei (1947) on the Sacred Liturgy, condemning many liturgical practices found in the “New Mass” ว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ โดยประนามการปฏิบัติทางพิธีกรรมมากมายที่พบใน”มิสซาใหม่”
•   Pope Leo XIII, Bull Apostolicae Curae (1896) on the invalidity of Anglican orders (most of which applies to the Novus Ordo rite as well) ว่าด้วยโมฆะกรรมของการบรรพชาอังกลิกัน (ซึ่งส่วนมากที่สุดใช้กับจารีตระเบียบใหม่ด้วย)

Share the knowledge!

15  General Category / พิธีกรรมและบทเพลงภาษาลาติน / จารีตพิธีใหม่ของศีลบรรพชาที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ของโป๊บปอลที่ VI เมื่อ: มีนาคม 05, 2018, 10:39:31 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                        จารีตพิธีใหม่ของศีลบรรพชาที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ของโป๊บปอลที่ VI
                                                                                                Paul VI’s New Rite of Unholy Orders

June 18, 2013
Alan Petervich Updated March 5, 2018

No valid priests or bishops in 50 years…ไม่มีสังฆราชหรือพระสงฆ์ที่บวชสมบูรณ์เป็นเวลา 50 ปี (ถึงปัจจุบัน)

Unholy Orders:Paul VI’s Modernist Ordination Rite turns  50                                                                                                                                                                                                                                                   ศีลบรรพชาที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ : จารีตบวชแบบสมัยใหม่ของโป๊บปอล ที่ VI นาน 50 ปีแล้ว

On June 18, 1968, Bp. Giovanni Battista Montini — then the head of the Vatican II Sect and known as “Pope” Paul VI — signed an “apostolic constitution” to change the Roman Catholic rite of ordination. These changes touched not only some of the more peripheral ceremonies but the very substance of the sacrament itself. The very words which Pope Pius XII, in 1947, had definitively decreed were necessary for the validity of the sacrament of holy orders, were changed by Paul VI in such a way as to render the ordination of priests doubtful and the consecration of bishops definitely invalid. (Even a doubtful rite, however, must be considered invalid in practice, per Catholic teaching.) Since all sacraments (other than baptism and holy matrimony) ultimately depend on valid bishops, invalidating the rite of episcopal consecration was all the Modernists needed to do to ensure Catholics would eventually be deprived of most of the sacraments, especially the Holy Mass and absolution in the confessional.

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1968 Bishop Giovanni Battista Montini – สมัยที่เป็นหัวหน้าของหน่วยงานวาติกัน II และเป็นที่ทราบกันต่อมาคือ “โป๊บ” ปอล VI – ได้ลงพระนามใน “สมณธรรมนูญสันตะสำนัก” เพื่อเปลี่ยนจารีตพิธีโรมันคาทอลิกในการบวช  การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ได้กระทบมิเพียงจารีตพิธีกรรมที่อยู่ภายนอกมากกว่า เท่านั้น แต่ยังกระทบแก่นสารสำคัญของศีลศักดิ์สิทธิ์เอง  ถ้อยคำสำคัญ ซึ่งโป๊บปีโอที่ XII ในปี 1947 ได้ออกกฤษฎีกาเด็ดขาดที่จำเป็นสำหรับความสมบูรณ์ถูกต้องของศีลบรรพชาศักดิ์สิทธิ์  ถูกเปลี่ยนโดยโป๊บปอลที่ VI ในวิธีเช่นที่ว่าเพื่อทำให้การบรรพชาของพระสงฆ์น่าสงสัย และ การอภิเษกบวชพระสังฆราชไม่สมบูรณ์ถูกต้องอย่างเด็ดขาด  (อย่างไรก็ดี แม้จารีตเป็นที่น่าสงสัย  ต้องถูกพิจารณาว่าใช้ไม่ได้ในการนำปฏิบัติ เป็นคำสอนคาทอลิกเอง)  ตั้งแต่ศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด (นอกจากศีลล้างบาปและศีลสมรส) ในท้ายที่สุดก็ต้องพึ่งพาพระสังฆราชที่ได้รับอภิเษกมาอย่างถูกต้องสมบูรณ์ เพื่อทำให้จารีตพิธีอภิเษกพระสังฆราชถูกต้องสมบูรณ์ ตามที่พวกหัวสมัยใหม่ต้องการให้ปฏิบัติ เพื่อทำให้ชาวคาทอลิกมั่นใจว่าจะถูกกันออกไปในที่สุดจากศีลศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่ที่สุด  เป็นต้น มิสซาศักดิ์สิทธิ์และการโปรดบาปในที่ฟังแก้บาป.

•   Antipope-โป๊บปลอม Paul VI, “Apostolic Constitution” Pontificalis Romani (1968), original Latin
•   Antipope-โป๊บปลอม Paul VI, “Apostolic Constitution” Pontificalis Romani (1968), English Translation

We provide links to prove the invalidity of Paul VI’s ordination rite below, but just to give you a sneak preview, see for yourself how badly Montini butchered the essential form of the consecration of bishops, thus totally destroying the sacrament:
เราจัดหาข้อความเชื่อมโยงที่จะพิสูจน์โมฆะกรรมของจารีตพิธีบวชของปอลที่ VI ข้างล่าง  แต่เพื่อให้คุณได้เหลือบดูการแสดงก่อนเรื่องจริง  ดูด้วยตัวท่านเองว่ามอนตีนีนั้นแล่เนื้อเถิอหนังรูปแบบที่เป็นแก่นสาระสำคัญของการอภิเษกพระสังฆราชอย่างบ้าคลั่งอย่างไร  ดังนั้นก็ทำลายศีลศักดิ์สิทธิประการนี้ทั้งครบเลยทีเดียว : คือ

Traditional Roman Catholic Form, per Pope Pius XII (1947): รูปแบบโรมันคาทอลิกแบบ ธรรมประเพณีดั้งเดิม โดยพระสันตะปาปาปีโอที่ XII

•   “Comple in Sacerdote tuo ministerii tui summam, et ornamentis totius glorificationis instructum coelestis unguenti rore santifica.“
[Translation:] “Perfect in Thy priest the fullness of thy ministry and, clothing him in all the ornaments of spiritual glorification, sanctify him with the Heavenly anointing.” [คำแปล:] “จงทำให้สมบูรณ์ในพระสงฆ์ของพระองค์ ซึ่งความเต็มบริบูรณ์ของงานในหน้าที่ของพระองค์ และ โดยสวมใส่เขาในเครื่องตบแต่งทั้งหลายของการได้รับศิริมงคลทางจิตวิญญาณ  โปรดทำให้เขาศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยการเจิมแบบชาวสวรรค์เทอญ”

Modernist Novus Ordo Form, per Antipope Paul VI (1968): รูปแบบระเบียบใหม่สมัยใหม่ โดยพระสันตะปาปาปลอม ปอลที่ VI (1968): ว่า

•   “Et nunc effunde super hunc Electum eam virtutem, quae a te est, Spiritum principalem, quem dedisti dilecto Filio Tuo Iesu Christo, quem Ipse donavit sanctis Apostolis, qui constituerunt Ecclesiam per singula loca, ut sanctuarium tuum, in gloriam et laudem indeficientem nominis tui.“
[Translation:] “So now pour out upon this chosen one that power which is from you, the governing Spirit whom you gave to your beloved Son, Jesus Christ, the Spirit given by him to the holy apostles, who founded the Church in every place to be your temple for the unceasing glory and praise of your name.”
[คำแปล:] “ ดังนั้น บัดนี้ โปรดรินเหนือผู้ได้รับเลือกนี้ พลังอำนาจนั้น ซึ่งมาจากพระองค์ พระจิตผู้ปกครองที่พระองค์ประทานแก่พระบุตรสุดที่รักของพระองค์ พระเยซูคริสต์ พระจิตถูกนำมาประทานให้จากพระองงค์แก่บรรดาอัครสาวกผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ก่อตั้งพระศาสนจักรในทุกหนแห่ง เพื่อได้กลายเป็นวิหารของพระองค์ สำหรับพระสิริรุ่งโรจน์และการเทิดทูนที่ไม่หยุดหย่อนซึ่งพระนามของพระองค์ “

Not only does the bogus Novus Ordo form totally replace the words decreed by Pius XII as essential to validity, they do not even in any way express that what is taking place is the consecration of a bishop! They do not even ask the Holy Ghost to make the ordinand into a bishop! Instead, even if one were to say that the totally abstruse phrase “Spiritum principalem” (“Governing Spirit”) is a clear reference to the Holy Ghost, the fact remains that it is not stated just what the Holy Ghost is supposed to be doing. God the Father is being asked to “pour out” the Holy Ghost (or at least that “Governing Spirit”) – but to do what? To what end? We’re not told. The Holy Ghost is poured out also in baptism, in confirmation, and in ordinations of deacons and priests. Paul VI’s claim that he was introducing these changes “in order to restore the texts of the rite to the form they had in antiquity, to clarify expressions, or to bring out more clearly the effects of the sacraments” (Pontificalis Romani) is beyond laughable; it is, in fact, insulting to the intelligence of the informed reader.

ไม่เพียงรูปแบบระเบียบใหม่จอมปลอมเข้ามาแทนถ้อยคำทั้งหมดที่ประกาศเป็นกฤษฎีกาโดยโป๊บปีโอที่ XII เป็นแก่นสาระสำคัญไปสู่ความสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎเกณฑ์  พวกเขาถึงกับไม่ได้แม้แต่จะแสดงในวิธีใดที่จะแทนที่เป็นการอภิเษกพระสังฆราชองค์หนึ่ง!  แทนที่จะทำเช่นนั้น  แม้ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดกล่าวว่าวลีเคลือบคลุมทั้งหมดว่า “Spiritum Principalem” (“จิตผู้ปกครอง”) เป็นการอ้างอิงชัดเจนถึงพระจิตเจ้า  ความจริงยังคงมีอยู่ว่า ไม่ได้ยืนยันว่าพระจิตเจ้าพระองค์กำลังทำอะไร  พระเจ้าพระบิดากำลังได้รับการขอให้ “หลั่งออกมา” ซึ่งพระจิตเจ้า(หรืออย่างน้อย”พระจิตผู้ปกครอง” นั้น) – แต่ ให้มาทำอะไร?  เป้าหมายอะไร? พวกเราไม่ได้รับบอกกล่าว  พระจืตเจ้านั้นถูกหลั่งออกมาด้วยในศีลล้างบาป  ในศีลกำลัง  และในการบรรพชาสังฆานุกรและพระสงฆ์  ปอลที่ VI อ้างว่าพระองค์กำลังนำการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เข้ามา “เพื่อฟื้นฟูบทภาวนาของจารีตพิธีแบบที่พวกเขามีในสมัยโบราณ เพื่อทำให้การแสดงออกชัดเจน  หรือ นำผลได้ของบรรดาศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆออกมาให้ชัดเจนมากขึ้น”(Constitutio Apostolica Pontificalis Romani)   เป็นเรื่องที่นอกเหนือสิ่งที่คิดว่าน่าหัวเราะ  จริงๆแล้ว มันเป็นการดูหมิ่นความมีไหวพริบของท่านผู้อ่านที่รับข่าวสาร.

A sacramental form that does not express what it is supposed to accomplish is definitely invalid, as the articles about the invalidity of the Novus Ordo holy orders below demonstrate.
รูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ได้แสดงออกสิ่งที่ถือว่าสำเร็จนั้นเป็นโมฆะตามกฎเกณฑ์อย่างเด็ดขาด  ดังที่บทความเกี่ยวกับโมฆะกรรมของศีลบรรพชาระเบียบใหม่แสดงข้างล่าง.

In addition to changing the sacramental form of priestly and episcopal ordination, in his document Pontificalis RomaniPaul VI abolished the major order of subdeacon and all of the minor orders (acolyte, exorcist, lector, and porter), none of which are sacraments, but whose denial was condemned by the Council of Trent and flies in the face of the Modernists’ favorite lie to seek to restore things to “antiquity”:

ในการเพิ่มกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศีลศักดิ์สิทธิ์ของพิธีบวชพระสงฆ์และอภิเษกพระสังฆราช  ในเอกสาร ของเขา Pontificalis Romani โป๊บปอลที่ VI ได้ลบล้างศีลใหญ่ subdeacon และศีลน้อยทั้งหมด (acolyte, exorcist, lector, and porter), ซึ่งไม่มีศีลไหนเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์  แต่การปฏิเสธของเขาถูกประนามโดยสภาสังคายนาแห่งเตรนโต และบินหายไปต่อหน้าของการโกหกที่เป็นที่โปรดปรานของพวกหัวสมัยใหม่ ที่แสวงหาเพื่อรื้อฟื้นสิ่งต่างๆไปสู่ “ความเก่าโบราณ” :

“…from the very beginning of the Church the names of the following orders and the duties proper to each one are known to have been in use, namely those of the subdeacon, acolyte, exorcist, lector, and porter, though not of equal rank; for the subdiaconate is classed among the major orders by the Fathers and the sacred Councils, in which we also read very frequently of other inferior orders” (Council of Trent, Session 23, Ch. 2; Denz. 958)

“...จากการเริ่มแรกของพระศาสนจักร ชื่อของศีลบวชที่ตามมาและหน้าที่ประจำเฉพาะของแต่ละศีล เป็นที่รู้จักว่านำมาใช้  คือบรรดาคนเหล่านั้นที่เป็น subdeacon-รองสังฆานุกร  acolyte-ผู้ช่วยพิธี  exorcist-ผู้ทำพิธีไล่ผี  lector-ผู้อ่าน  และ porter-ผู้เฝ้าประตู แม้ตำแหน่งไม่เท่ากัน  เพราะว่าตำแหน่งรองสังฆานุกรอยู่ในชั้นศีลบวชใหญ่โดยกลุ่มปิตาจารย์และสมณสภาศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งเราได้อ่านพบบ่อยมากเกี่ยวกับศีลขั้นต่ำอื่นๆนั้น” (Council of Trent, Session 23, Ch. 2; Denz. 958)

“If anyone says that besides the priesthood there are in the Catholic Church no other orders, both major and minor, by which as by certain grades, there is an advance to the priesthood: let him be anathema” (Council of Trent, Session 23, Canon 2; Denz. 962)

“ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งกล่าวว่า นอกเหนือสังฆภาพสงฆ์ ไม่มีฐานันดรอื่นอีกในศาสนจักรคาทอลิก ทั้งศีลใหญ่และศีลน้อย ซึ่งตามนั้นในชั้นต่างๆ  เป็นชั้นก้าวล่วงหน้าไปสู่สังฆภาพสงฆ์ ให้มันถูกรับโทษสถานหนัก” (Council of Trent, Session 23, Canon 2; Denz. 962)

Rome has spoken; the case is closed. โรมได้พูด กรณีนี้ถูกปิดแล้ว

But before anyone suggests that somehow Paul VI’s document “isn’t binding”, we must point out that in it he clearly invokes his supposed (but non-existent) “apostolic authority” and requires that this new rite be used in place of the prior, Catholic one:

แต่ ก่อนที่ใครผู้ใดจะเสนอแนะว่า เอกสารของโป๊บปอล VI “ไม่ผูกพัน” เราต้องชี้ว่าในนั้นพระองค์ได้ปลุกเร้าอย่างชัดเจนซึ่ง”อำนาจสันตะสำนัก”ที่คิดว่ามี ของพระองค์(แต่จริงๆแล้วไม่มี) และต้องการว่าจารีตพิธีใหม่นี้ถูกนำมาใช้แทนที่จารีตคาทอลิกที่มีอยู่ก่อนแล้ว คือ

•   “By our apostolic authority we approve this rite so that it may be used in the future for the conferral of these orders in place of the rite now found in the Roman Pontifical. It is our will that these our decrees and prescriptions be firm and effective now and in the future, notwithstanding, to the extent necessary, the apostolic constitutions and ordinances issued by our predecessors and other prescriptions, even those deserving particular mention and amendment.” (Paul VI, Pontificalis Romani)
•   “โดยอำนาจสันตะสำนักของเรา เรารับรองจารีตนี้เพื่อว่ามันจะสามารถถูกใช้ในอนาคต สำหรับการโปรดพิธีบวชเหล่านี้ แทนที่จารีตที่ตอนนี้พบในสมณสมัยโรมัน  มันเป็นความปรารถนาของเราว่ากฤษฎีกาและการพรรณาการใช้เหล่านี้ จะมั่นคงและมีประสิทธิภาพ ตอนนี้และในอนาคต  แม้จะมีตอนนี้ ให้แผ่ขยายไปที่จำเป็น  ธรรมนูญของสันตะสำนักและวิธีปฏิบัติ ที่ออกโดยผู้มาก่อนเราและคำอธิบายประกอบอื่นๆ  แม้สิ่งเหล่านั้นที่สมควรกับการเอ่ยอ้างเป็นพิเศษและการแก้ไขปรับปรุง “(Paul VI, Pontificalis Romani)

According to a decree of the Novus Ordo “Sacred Congregation of Rites” dated August 15, 1968, Montini’s new rite of ordination became obligatory for the entire Latin church as of Easter Sunday, April 6, 1969. So we know for sure that since this date, the Novus Ordo church has not validly consecrated a single bishop in the Latin rite, and probably not ordained a single valid priest, either.
ตามกฤษฎีกาของระเบียบใหม่ “Sacred Congregation of Rites” ลงวันที่ 15 สิงหาคม 1968 จารีตใหม่ของการบรรพชาของMontini ได้กลายเป็นภาคบังคับสำหรับศาสนจักรลาตินทั้งหมด นับแต่วันอาทิตย์ ปาสกา 6 เมษายน 1969  ดังนั้นเราทราบเป็นที่แน่นอนว่า ตั้งแต่วันนี้ ศาสนจักรระบียบใหม่ ไม่ได้อภิเษกพระสังฆราชแม้แต่องค์เดียวอย่างสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ในจารีตลาติน  และอาจเป็นได้ว่า มิได้บรรพชาพระสงฆ์แม้แต้องค์เดียวอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎเกณฑ์ ด้วย.
หน้า: [1] 2 3 ... 132