แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 111
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โปรดเกล้าฯพล.ต.หญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา เป็นพล.ท.หญิง เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:08:21 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             โปรดเกล้าฯพล.ต.หญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา เป็นพล.ท.หญิง

                                                                               http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/714760

                                                                             

      พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ "พลตรีหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา" เป็น "พลโทหญิง"

ประกาศราชกิจจานุเบกษา หน้า ๑ เล่ม ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๑๙๑ ง ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๙ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารรับราชการ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ พลตรีหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา
เสนาธิการหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย
รักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) เป็น นายทหารปฏิบัติการพิเศษสํานักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษ
ในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย
รักษาพระองค์ (อัตรา พลโท) ตั้งแต่วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๙

ทั้งนี้ หน้า ๑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๒๖ ข ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๙ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารชั้นนายพล

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศ พลโทหญิง ให้แก่ พลตรีหญิง สุทิดา
วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ ตั้งแต่วันที่
๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๙
ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ล้วงลึกม.44 แช่แข็ง'ลัทธิธรรมกาย' พิธีกรรม'ธุดงค์ธรรมชัย'ปิดฉาก! เมื่อ: สิงหาคม 26, 2016, 07:31:35 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                             ล้วงลึกม.44 แช่แข็ง'ลัทธิธรรมกาย' พิธีกรรม'ธุดงค์ธรรมชัย'ปิดฉาก!
                                                           http://www.manager.co.th/SpecialScoop/ViewNews.aspx?NewsID=9590000085361

โดย MGR Online
25 สิงหาคม 2559 17:50 น.

      2 องค์กรพุทธฯ เต้น มาตรา 44 ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ โดยเจ้าคุณประสาร กังขาถูกคุม แต่ยังเรียกร้องให้รัฐแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ขณะที่สมาพันธ์ชาวพุทธฯ เตือนเครือข่ายอย่ามัวยินดีจนลืมภาระหน้าที่ แขวะศาสนาอื่นแต่ไม่เอ่ยชื่อ ด้านคนในวงการพุทธศาสนาชี้ชาวพุทธฯ อื่นไม่มีใครเดือดร้อน แย้มต้องมีคณะทำงานตีความเรื่องคำสอนของธรรมกาย กระทบหลายกิจกรรมอาจทำอีกไม่ได้ ส่วนพระสายฮาร์ดคอร์ต้องหยุด แนะตั้งโต๊ะคุยธรรมกายเป็นพุทธหรือไม่

        หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 แต่ยังมีในบางพื้นที่ที่ผลคะแนนไม่รับร่างสูงกว่ารับร่าง อันเนื่องมาจากการได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องประเด็นทางศาสนา อีกทั้งบางกลุ่มองค์กรยังมีการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องกิจการพระพุทธศาสนา ที่กล่าวอ้างว่าพุทธศาสนากำลังมีภัย
       
        ดังนั้น 22 สิงหาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2559 เรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย
       
        โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
       
        ข้อ 1 การอุปถัมภ์และคุ้มครองทุกศาสนาอันเป็นที่ยอมรับของทางราชการและประชาชนชาวไทยและการส่งเสริมศาสนิกชนทั้งหลายให้มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ การสร้างความสามัคคีปรองดองและการปฏิรูปประเทศโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและหลักธรรมคำสอนทางศาสนาเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานของรัฐ
       
        ข้อ 2 ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาตามแบบเถรวาทมาช้านาน ดังที่วัดวาอาราม พระภิกษุ การประกอบพิธีของทางราชการ บทสวดมนต์ การศึกษา การเผยแผ่ ตลอดจนการจัดการปกครองคณะสงฆ์ล้วนเป็นไปตามแบบเถรวาทมานานหลายศตวรรษ จึงให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา สอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาตามแบบนั้น ๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
       
        ข้อ 3 ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอื่น ได้แก่ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู และศาสนาซิกข์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและรัฐได้ให้การอุปถัมภ์คุ้มครองตลอดมา ให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางในแต่ละศาสนาดังกล่าวเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา สอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนานั้น ๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
       
        ข้อ 4 ให้สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรมกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันการศึกษา ด้านศาสนา องค์กรปกครองคณะสงฆ์ องค์กรทางศาสนาต่าง ๆ ที่ทางราชการรับรอง ร่วมกันกำหนดมาตรการและกลไกในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ของศาสนิกชนของทุกศาสนา การนำหลักธรรมคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปประเทศ เช่น การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ การมีธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต ความสามัคคีปรองดอง การสร้างสังคมสันติสุข และกำหนดมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นดังกล่าวในข้อ 3 ตลอดจนการสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ชาวต่างชาติเกี่ยวกับข้อพึงปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติในเรื่องทางศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 3 เดือน
       
        ข้อ 5 ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนารายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการตามคำสั่งนี้ พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีทราบทุก 3 เดือน

        สมาพันธ์ฯ ยื่นเรื่องขอให้คุ้มครอง
       
        ก่อนหน้าที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะออกคำสั่งที่ 49/2559 สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องคุ้มครองพระพุทธศาสนา เมื่อ 16 สิงหาคม 2559 โดย ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ขอให้ช่วยดูแลสถาบันพระพุทธศาสนาในภาพรวม ใจความคือ
       
        1. ขอให้นายกฯ อย่าให้เจ้าหน้าที่รัฐไปทำการอันไม่บังควร เช่น การต้อนพระออกจากป่า การรื้อทำลายศาสนสถาน และการทุบพระพุทธรูป ซึ่งทำลายขวัญกำลังใจชาวพุทธ และฝากถึงนายกฯ ว่า พระฝากมาถึงว่าอย่ามองพระเป็นศัตรู แต่อยากให้มองเป็นกัลยาณมิตร
       
        2. อยากเรียนนายกฯ ว่า หากเมื่อใดมีกรณีที่เกี่ยวกับพระและกระทบกระทั่งพระ ขอให้มาปรึกษาหารือกับพระก่อน คณะสงฆ์ยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐบาล
       
        นับเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งยังไม่ได้มีการเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษจนถูกออกหมายจับ รวมไปถึงการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งพบว่าเครือข่ายของวัดพระธรรมกายบางแห่งมีการบุกรุกที่ป่าสงวน
       
        ส่งผลให้องค์กรทางด้านพุทธศาสนาที่มีแนวทางเดินไปในแนวของวัดพระธรรมกายออกมากล่าวอยู่เสมอว่า เวลานี้พุทธศาสนากำลังมีภัย เรียกร้องให้มีการปกป้องพระพุทธศาสนา
       
        2 องค์กรพุทธฯ เต้น
       
        แม้กระทั่ง คสช.จะใช้มาตรา 44 ออกคำสั่ง 49/2559 เพื่อดูแลเรื่องศาสนา แต่ดูเหมือน 2 องค์กรทางด้านพุทธศาสนาอย่างสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยกับองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนา ยังคงกังวลถึงคำสั่งดังกล่าว
       
        พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้แสดงความกังวลในข้อ 4 ของคำสั่งนี้ โดยระบุว่า ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในเรื่องของฝ่ายอาณาจักรต้องเข้ามาช่วยฝ่ายศาสนจักรนั้น มาปรากฏชัดเป็นรูปธรรม จับต้องสัมผัสได้ก็คือการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 44 ในครั้งนี้
       
        “ต้องถามตรงๆ ว่าจะเข้ามาช่วยในการอุปถัมภ์คุ้มครอง หรือการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา หรือว่าเจตนาของรัฐตรงกับเจตนาของคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในการเข้ามาควบคุมกิจการภายในของศาสนา”
       
        พร้อมทั้งมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จและความพยายามของคณะกรรมการปฏิรูปกิจการและมาตรการพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา ในการยืมมืออำนาจรัฐเข้ามาจัดการกิจการภายในของศาสนาโดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่คณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาหรือไม่น่าสนใจยิ่ง
       
        ขณะที่สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยได้ออกมากล่าวขอขอบคุณหัวหน้า คสช. ที่ให้ความสำคัญเรื่องศาสนา แต่ก็ยังพาดพิงไปถึงศาสนาอื่น
       
        “ต้องขอบคุณอีกบางศาสนาที่เข้ามาและพยายามจะปรับเปลี่ยนดินแดนนี้ให้เป็นดินแดนแห่งศาสนาของเขา แต่เมื่อยังทำไม่ได้เขาก็ใช้ความพยายามฝึกสร้างคนให้รับช่วงทำต่อๆ ความพยายามของเขาประสพผลสำเร็จและเกิดผลชัดเจนในหลายด้าน จนทำให้เราเห็นว่าเขาทำได้แน่ ถ้าไม่รีบลุกขึ้นยันไว้ เพราะเขามีการทำงานประสานกันทั้งด้านการเมือง การปกครอง ประชิดตัวผู้มีอำนาจ เราต้องขอบคุณศาสนิกของศาสนานั้นที่แสดงความต้องการ ความแข็งกร้าว ท่าทีต้องการแยกตัวเองให้เด่น จนเราจับได้ และลุกขึ้นมายันอย่างที่เห็น ขอขอบคุณจากใจจริงอีกครั้งสำหรับการแสดงออกของท่าน”

ล้วงลึกม.44 แช่แข็ง'ลัทธิธรรมกาย' พิธีกรรม'ธุดงค์ธรรมชัย'ปิดฉาก!   
2 องค์กรพุทธฯ ที่ออกมาแสดงความกังวลในมาตรา 44
 
        แช่แข็งกิจกรรมธรรมกาย
       
        "ไม่แปลกที่สายของวัดพระธรรมกายจะหวาดระแวงคำสั่งของ คสช. เพราะตัวคำสั่งกว้าง ตีความได้หลากหลาย โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ให้มีการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้อง แน่นอนว่ากระทบต่อวัดพระธรรมกายโดยตรง ซึ่งจะต้องมีคณะทำงานเข้าไปตรวจสอบแนวทางคำสอนของวัดพระธรรมกายว่าถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยหรือไม่"แหล่งข่าววงการพระพุทธศาสนากล่าว
       
        ดังนั้นกิจกรรมใดที่เคยทำที่นอกเหนือไปจากหลักธรรมคำสอน คงไม่สามารถทำได้อีก อย่างเช่นธุดงค์ธรรมชัย หรือพิธีถวายข้าวพระพุทธเจ้า รวมไปถึงกิจกรรมอื่นที่สร้างกันขึ้นมาใหม่ที่อยู่นอกเหนือจากแนวทางปฏิบัติที่เคยมีมา
       
        จะเห็นได้ว่ามีแค่องค์กรที่สนับสนุนสมเด็จช่วงฯ ให้รัฐบาลเร่งแต่งตั้งขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชและองค์กรที่สนับสนุนวัดพระธรรมกายเท่านั้นที่ออกมาเดือดร้อนจากมาตรา 44 ในเรื่องนี้ หน่วยงานพุทธฯ ด้านอื่น ๆ ไม่มีใครออกมา เพราะถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้มีการดำเนินการให้ทุกศาสนาเป็นไปตามหลักคำสอนเดิม
       
        เนื้อหาของคำสั่งชัดเจนว่ารัฐบาลไทยคุ้มครองทุกศาสนาที่ให้การรับรองไว้ ดังนั้นการละเมิดศาสนวัตถุ ศาสนสถานอันเป็นการเหยียดหยามศาสนาของหมู่ชนใด การก่อความวุ่นวายในเวลามีพิธีกรรม และการแต่งกาย หรือใช้เครื่องหมายของศาสนบุคคล โดยมิชอบย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างศาสนา
       
        คำสั่งนี้พระบางรูปหรือบางบุคคลในบางพื้นที่ที่ออกมายุยงปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งกันในทางศาสนา คงจะต้องหยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อให้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายลง

 ล้วงลึกม.44 แช่แข็ง'ลัทธิธรรมกาย' พิธีกรรม'ธุดงค์ธรรมชัย'ปิดฉาก!   
การเดินธุดงค์ธรรมชัยของวัดพระธรรมกาย
 
        ตั้งโต๊ะหาทางออกธรรมกาย
       
        สอดคล้องกับความเห็นของพระนักวิชาการรูปหนึ่งที่ประเมินว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการคุ้มครองดูแลในทุกศาสนา เป็นการปรามกลุ่มที่นำเอาหลักของศาสนาไปตีความแล้วบิดเบือนไปจากหลักการเดิม เพื่อลดความหวาดระแวงต่อกัน เห็นได้จากการให้ระยะเวลา 3 เดือนเพื่อปรับตัวและดึงเอาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรายงานสถานการณ์ต่อ คสช.
       
        กรณีนี้หลายคนมุ่งไปที่เรื่องของวัดพระธรรมกาย จริง ๆ แล้วตัววัดพระธรรมกายนั้นไม่ได้มีอะไรที่ผิด เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ แต่ที่แตกต่างไปคือตัวบุคคลที่มีการใช้หลักการของพุทธศาสนาเป็นกรอบด้านนอก แต่เนื้อในไม่ใช่พุทธศาสนา เป็นเรื่องของลัทธิธรรมกาย
       
        หากแบ่งหลักการของธรรมกาย ด้านล่างสุดจะใช้หลักของทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่ดีของพุทธศาสนา แต่ถูกปรับให้มีการมุ่งทำบุญให้มากเพื่อได้ไปสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ส่วนชั้นกลาง เป็นการถ่ายจากศรัทธาในพุทธศาสนาและแนวทางของหลวงพ่อสด ดัดแปลงเป็นพิธีกรรมต่าง ๆ เช่นการถวายข้าวพระพุทธเจ้า การเดินธุดงค์ และอีกหลายกรณีที่เป็นการดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับแนวทางของธรรมกาย
       
        ชั้นบนสุดเป็นเรื่องของตัวลัทธิ ที่มีการกล่าวถึงต้นธาตุ ต้นธรรม มีเรื่องของภาคโปรดและภาคปราบเข้ามา ซึ่งใครที่ศึกษาพุทธศาสนามาก็รู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีในพุทธศาสนา
       
        แนวทางในการแก้ปัญหานี้ต้องมีการพูดคุยกัน ระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถึงข้อแตกต่างกันระหว่างแนวทางของพุทธแบบดั้งเดิมกับแนวทางของธรรมกาย หากได้ข้อสรุปว่าไม่ได้เป็นไปตามแนวทางของพุทธศาสนาก็ต้องแยกตัวออกไป แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าไม่เข้ามาแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ทุกอย่างก็จะเป็นไปอย่างนี้ตลอด โต้กันไปมาไม่ได้ข้อยุติ
       
        ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าทางวัดพระธรรมกายพยายามที่จะดึงเอาหน่วยงานระดับโลกเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ซึ่งไม่เป็นผลดีกับวงการพระพุทธศาสนา จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการให้ได้ข้อสรุป

         Credit  :  ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
 
     
 

 
   
 
 
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ประยุทธ์เปิดหน้าชก"ไอ้ลูกหมา"เดินหน้าประจาน-ลุยดำเนินคดี !! เมื่อ: สิงหาคม 26, 2016, 07:02:04 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                    ประยุทธ์เปิดหน้าชก"ไอ้ลูกหมา"เดินหน้าประจาน-ลุยดำเนินคดี !!

                                                                    http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000085474


โดย MGR Online   
26 สิงหาคม 2559 05:44 น.

                                                         

       เมืองไทย 360 องศา
       
         "ที่ผ่านมาบ้านเมืองวิกฤติ เพราะฉะนั้นไม่ใช่อะไรๆ ก็จะต้องประชาธิปไตยหรือประชามติอย่างเดียว และถ้ามันไม่เลวร้าย ผมคงไม่เข้ามา อย่าคิดแต่เรื่องประชามติ ประชาธิปไตยอย่างเดียว แล้วมันกินได้หรือไม่ ประชาธิปไตยคือความเห็นต่าง โดยไม่เอาปืนมาไล่ยิงคน ถามว่าใครยิงคน ทหารยิงหรือ ไปถามไอ้ลูกหมาโน่น ต้องขอโทษนะที่พูดไม่เพราะ"
       
        "ผมไม่เคยที่จะใช้อำนาจไปรังแกใครทิ้งสิ้น จะเห็นได้ว่า หากที่ผ่านมาผมใช้อำนาจ ป่านนี้เต็มคุกไปหมดแล้ว ผมให้โอกาสทุกครั้ง ผมอยู่ภายใต้กติกามาทั้งหมด จนกระทั่งผมอยู่ไม่ได้ จึงต้องออกมาแบบนี้ ปล่อยประเทศชาติเสียหายต่อไป ไม่ได้อีกแล้ว ที่ไม่ใช่ผมทำ รู้ว่าเป็นใคร ไปตรวจสอบมา อย่าคิดว่าผมมารังแกคนนั้นคนนี้ มาปราบใคร มันไม่ใช่ ไม่ผิดก็คือไม่ผิด ก็จบ ทุกประเทศเขาอยู่กันมาแบบนี้ โลกใบนี้อยู่กับกฎหมายกระบวนการยุติธรรม และการตรวจสอบรัฐบาลก็ต้องให้มีความยุติธรรม ถึงแม้ผมจะมีอำนาจในการชี้ผิดชี้ถูก ผมก็ไม่ทำ ปล่อยให้สู้คดีไป ผมจะไม่พยายามใช้อำนาจเด็ดขาดแบบนั้น แต่จะใช้อำนาจแค่การบูรณาการ"
       
        "ผมไม่ได้รังแกเขา หลายอย่างไม่ได้ถูกนำเข้ากระบวนการยุติธรรมมาเลย ผมก็เอาเข้า ซึ่งมี 8-9 คดีที่เป็นคดีใหญ่ๆ และสร้างเสียหายกับประเทศ วันนี้ต้องคิดไปข้างหน้า อย่าคิดกลับไปข้างหลัง ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ส่วนคนผิด ถ้าผิดก็ลงโทษ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ลงโทษหมด คนดีก็ชมเชยเขา ไม่ใช่เหมาหมดว่าเลว เรื่องกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมารัฐบาล คสช.ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม รังแก หากไม่ทำผิด ไม่มีมูล คงไม่มีเรื่อง ก็ทำโทษไม่ได้อยู่แล้ว ผมกำลังทำสิ่งที่ดีกว่าที่เคยทำมาจะมาฝ่าฝืนทำไมเพื่อให้จับ เสร็จแล้วก็ส่งรูปไปร้องเรียนสหประชาชาติ สถานทูตประจำประเทศตัวเอง วันหลังผมจะประจานบ้างในสิ่งที่เขาทำเลวร้าย โดยเฉพาะพฤติกรรมของคนที่หนีไปต่างประเทศ แล้วดูว่าเขาจะฟังใคร ในเมื่อเปิดหน้ากันแบบนี้ ผมก็ใช้กฎหมายเท่านั้น"
       
        คำพูดบางส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมขณะเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดร้อยเอ็ด ย่อมชี้ให้เห็นถึงท่าทีและความเคลื่อนไหวในอนาคตข้างหน้าได้ดี และยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงอนาคตทางการเมืองของเขาได้อีกด้วย หากเขาจะเลือกเดินทางนั้นอย่างเปิดเผยหลังการเลือกตั้งในปลายปี 2560 ตามโรดแมป
       
        หากพิจารณาจากความหมายที่สื่อออกมาก็พอมองเห็นสองสามเรื่องที่สำคัญก็คือ "พฤติกรรมของคนที่หนีไปต่างประเทศ" เรื่อง"ไอ้ลูกหมาที่ยิงคน"และการเดินหน้าใช้กระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีโดยโฟกัสไปที่คดีสำคัญ 8-9 คดีที่เป็นคดีใหญ่และสร้างความเสียหายให้บ้านเมืองจำนวนมาก
       
        แน่นอนว่าหากพิจารณาจาก"ความหมาย"ก็ต้องเริ่มมาจากการนำคณะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดสำคัญทางภาคอีสานเหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองบางอย่าง ถ้าจะมองแบบนั้นก็มองได้ แม้ว่าคราวนี้จะเป็นการเดินทางไปที่"อำเภอธวัชบุรี"ไม่ใช่อำเภอ"อาจสามารถ"เหมือนในอดีตที่ ทักษิณ ชินวัตร เคยไป"ทัวร์นกขมิ้น"หาเสียงแบบเรียลลิตี้โชว์ แต่เมื่อพิจารณาจากพื้นที่มันก็พอมองในแบบการเมืองได้เหมือนกัน
       
        เพราะต้องไม่ลืมว่า จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานที่โหวต"ไม่รับ"ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ดังนั้นเมื่อเป็นแบบนี้มันถึงต้องบอกว่ามีความหมาย เพราะแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังพูดออกมาเองถึงสองสามครั้งระหว่างที่ไปเยี่ยมเยียนประชาชน โดยเน้นย้ำให้เห็นว่าแม้จะรูัว่าชาวร้อยเอ็ดหรืออีกบางจังหวัดจะโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เขาก็รักและดูแลเหมือนๆกันทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ไม่แบ่งแยกเพราะเป็นคนไทยเหมือนกันประมาณนี้แหละ
       
        หากพิจารณากันในแบบการเมืองไม่อ้อมค้อมก็ต้องบอกว่านี่แหละใช่เลย มันเหมือนกับเป็นการ"ย้อนศร"ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยแสดงโชว์เอาไว้ที่อำเภออาจสามารถเมื่อหลายปีก่อน แต่คราวนี้สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้ว่าในรายละเอียดจะไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็ต้องการไป"ซื้อใจ"วัดใจคนที่นั่นทำนองว่าถึงจะมีคนที่นี้จะชอบหรือไม่ก็ตามก็จะมาดูแลมาพัฒนาให้อย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็เหมือนกับการส่งสัญญาณไปถึงพื้นที่อื่นๆอีกด้วย
       
        อีกทั้งเนื้อหาในคำพูดยังเป็นการเปิดโปง "คนที่หนีอยู่ต่างประเทศ"ว่ามีพฤติกรรมทำร้ายบ้านเมืองอย่างไรบ้าง มีการบิดเบือนหลอกต้มคนไทยอย่างไรบ้าง มีการร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศโจมตีอยู่ตลอดเวลา
       
        นอกเหนือจากนี้หากพิจารณากันถึงประเด็นสำคัญที่เหลืออีกสองสามเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการสื่อออกมาแบบ"จงใจ"ในคราวเดียวกันก็คือ งานนี้เป็นการ"เปิดหน้าชก"กันแล้ว นั่นจึงเป็นที่มาของคำพูดที่ย้ำท่าทีอีกครั้งว่าจะเดินหน้าดำเนินคดีกับคนที่ทำผิดกฎหมายให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด โดยไม่มีการประนีประนอม และในนั้นก็ต้องรวมถึงคดี"รับจำนำข้าว"และ"คดีเงินกู้ธนาคารกรุงไทย"อยู่ด้วยแน่นอน ส่วน"ไอ้ลูกหมา"ที่สั่งยิงคนจะเป็นคนเดียวกับที่"หลบหนีอยู่ต่างประเทศ"หรือเปล่านั้น ก็ต้องคิดเดาเอาเองว่าใช่หรือเปล่า !!

        Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์

 
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ศาลสั่งจำคุก “หมอเลี้ยบ” อดีต รมว.ไอซีที 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทีย เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 07:16:58 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                           ศาลสั่งจำคุก “หมอเลี้ยบ” อดีต รมว.ไอซีที 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมเอื้อ บ.ชินคอร์ป
                                                                   http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9590000085324

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม  ASTV ผู้จัดการ   
25 สิงหาคม 2559 18:28 น.

                                                       

       MGR Online - ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา “นพ.สุรพงษ์” อดีต รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แก้ไขสัมปทานดาวเทียมเอื้อชินคอร์ป ส่วน “ไกรสร-ไชยยันต์” อดีตรองปลัดไอซีที ให้รอลงอาญา 5 ปี ปรับ 2 หมื่น
       
       วันนี้ (25 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ที่ อม.66/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี้ยบ อดีต รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร, นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงไอซีที และนายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ และอดีตปลัดกระทรวงไอซีที ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีที่มีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่า 51% เป็นไม่น้อยกว่า 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยทราบดีอยู่แล้วว่า เหตุที่บริษัทขอลดสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อต้องการหาพันธมิตรขยายศักยภาพในการแข่งขันให้มีความเข้มแข็งและมีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินการโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์
       
       โดยวันนี้จำเลยทั้งสามเดินทางมาศาล โดยมีครอบครัวและผู้ใกล้ชิดมาให้กำลังใจ
       
       นพ.สุรพงษ์กล่าวก่อนเข้าพิจารณาว่า ยอมรับว่าตนเองรู้สึกกังวลในส่วนของคดี ส่วนกรณีที่ที่ก่อนหน้านี้ตนได้ถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ โดยรอลงอาญา 1 ปี ในคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้กระทำการแทรกแซงเสนอชื่อ 3 อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงไทย เป็นกรรมการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะส่งผลต่อคดีนี้หรือไม่ จะต้องรอผลการตัดสินของศาลก่อน
       
       กระทั่งเวลา 14.00 น. ศาลฎีกาฯ พิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วได้ความจากการไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายว่า ครม.มีมติอนุมัติให้บริษัทชินคอร์ปเป็นผู้รับสัมปทานดาวเทียม ต่อมาวันที่ 11 ก.ย. 2534 มีการทำสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมระหว่างกระทรวงคมนาคมกับบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด โดยนายทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัทเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชินคอร์ป ซึ่งตามสัญญาข้อ 4 กำหนดให้บริษัทชินคอร์ปจะต้องจัดบริษัทขึ้นใหม่มาดำเนินการตามสัญญาภายใน 12 เดือน และจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 นอกจากนี้ บริษัทชินคอร์ป และบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ดังกล่าวต้องรับผิดชอบตามสัญญาต่อกระทรวงในลักษณะร่วมกันและแทนกัน ซึ่งภายหลังมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่คือบริษัท ชิน แซทฯ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) แล้วมีการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 1 เพื่อให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่เข้ามาร่วมรับผิดตามสัญญา โดยมีนายทักษิณ ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัทเป็นผู้ลงนามในสัญญา ต่อมาวันที่ 24 ธ.ค. 2546 บริษัทชิน แซทฯ มีหนังสือถึงกระทรวงไอซีทีขออนุมัติให้บริษัทชินคอร์ปฯ ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทชิน แซทฯ ให้เหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยอ้างว่าธุรกิจให้บริการช่องดาวเทียมไอพีสตาร์ต้องใช้เงินทุนสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องให้พันธมิตรหรือเจ้าของแหล่งทุนเข้ามามีส่วนในการถือหุ้น โดยนายไชยยันต์ จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ศึกษาวิเคราห์การขอแก้ไขสัญญาสัมปทานในครั้งนี้ และนายไกรสร จำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดกระทรวงได้เสนอความเห็นว่าการลดสัดส่วนถือหุ้นดังกล่าวบริษัทชินคอร์ปยังคงรับผิดชอบการทำตามสัญญาได้ต่อไปและไม่ขัดต่อกฎหมาย โดย นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานนั้น โดยไม่ได้เสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ
       
       ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า ข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมของบริษัทชินคอร์ปฯ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเจรจาระหว่างบริษัทกับคณะกรรมการพิจารณาสัมปทาน จึงเป็ฯเรื่องของคุณสมบัติและความสามารถของผู้รับสัมปทานที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา และเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ ครม.ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบริษัทชินคอร์ปฯ เป็นผู้รับสัมปทาน การแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้จึงต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.
       
       การที่ นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 อนุมัติให้แก้ไขสัญญาโดยให้บริษัทชิน แซทฯ ลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นบุคคลสัญชาติไทยจาก 51% ให้เหลือ 40% ทำให้เกิดความเสี่ยงในการครอบงำกิจการของชาวต่างชาติที่จะมีผลต่อกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ขัดต่อเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายกิจการโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้นำเสนอต่อ ครม.ตามขั้นตอน แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ส่งหนังสือหารือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด โดยนายชัยเกษม นิติศิริ รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่แทนอัยการสูงสุด ตอบกลับในครั้งแรกว่าโดยตั้งข้อสังเกตให้นำเรื่องการแก้ไขสัญญาเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เมื่อเลขาธิการ ครม.ปฏิเสธไม่รับเรื่อง โดยเสนอให้จำเลยที่ 1 ถอนเรื่อง แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือหารือมาทางสำนักงานการอัยการสูงสุดอีกครั้งว่าในฐานะหัวหน้าหน่วยราชการมีอำนาจอนุมัติแก้ไขสัญญาได้หรือไม่ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดตอบกลับว่ามีอำนาจ แต่เป็นการตอบกลับโดยไม่ทราบเบื้องหลังว่าจำเลยที่ 1 ปกปิดความจริงที่เลขาธิการครม.แจ้งทางโทรศัพท์ปฏิเสธการรับเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นคู่สัญญากับบริษัทเอกชน ทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งการอนุมัติแก้ไขสัญญาไม่ได้ทำให้ราชการได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่กลับได้รับความเสี่ยง ซึ่งการแก้ไขสัดส่วนผู้ถือหุ้นทำให้บริษัทเอกชนได้รับประโยชน์เพียงฝากเดียว เพราะกรณีดังกล่าวก็สืบเนื่องจากข้อเสนอเพิ่มเติมจากบริษัทเอกชน การกระทำนั้นยังเป็นการลดทอนความมั่นคงและความมั่นใจในการดำเนินโครงการดาวเทียมของบริษัทชินคอร์ป ในฐานะผู้รับสัมปทานโดยตรง ที่จะต้องมีอำนาจการควบคุมบริหารจัดการอย่างเด็ดขาด ซึ่งการลดสัดส่วนอาจทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีอยู่ 60% รวมตัวกันคัดค้านการดำเนินการใดๆ ของบริษัทได้ แม้จะมีโอกาศน้อยแต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นเลย
       
       ส่วนนายไชยยันต์ จำเลยที่ 3 ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์แผนและนโยบาย ของสำนักอวกาศแห่งชาติ ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงไอซีทีให้ศึกษาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียก่อน โดยการศึกษาของจำเลยที่ 3 เป็นการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ไม่ได้วิเคราะห์ตรวจสอบข้อพิรุธ และความจำเป็นที่บริษัทชินคอร์ปฯต้องลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น รวมทั้งไม่ปรากฎข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลุ่มบิษัทพันธมิตรที่บริษัทชินคอร์ปฯ เคยอ้างเรื่องการลงทุน และไม่วิเคราะห์ว่ากระทรวงไอซีดีจะได้รับผลกระทบจากการแก้ไขสัญญาอย่างไร เชื่อว่ามีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่พันธมิตรหรือผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อมีการเสนอเรื่องไปยังนายไกรสร จำเลยที่ 2 ก็เพียงแต่ลงนามรับทราบ โดยไม่สั่งให้ทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลให้ครบถ้วนตามที่ปลัดกระทรวงได้มีคำสั่งไว้ ทั้งที่จำเลยทั้งสองเคยปฏิบัติหน้าที่ด้านการสื่อสาร กระทรวงคมนาคม และกรมไปรษณีย์โทรเลข ย่อมทราบข้อเท็จจริงดีอยู่แล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสามไม่มีประเด็นใดฟังขึ้น
       
       ดังนั้น จำเลยที่ 1-3 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยองค์คณะทั้ง 9 คนมีมติเอกฉันท์พิพากษาให้จำคุก นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี
       
       ส่วนนายไกรสร และนายไชยยันต์ จำเลยที่ 2-3  องค์คณะมีมติเสียงข้างมากให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2 หมื่นบาท โดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และไม่มีอำนาจในการอนุมัติแก้ไขสัญญาดังกล่าว โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนดคนละ 5 ปี
       
       ต่อมาเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัว นพ.สุรพงษ์ ขึ้นรถตู้เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รับโทษตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าว

          Credit : ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์

5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ชายหมู -- หมอเปรม ไม่รอด หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ ม. ๔๔ สั่งระงับงาน เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 06:49:23 PM
ยิ้ม เจ๋ง ฮืม

                                                                        
ชายหมู -- หมอเปรม ไม่รอด หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจ ม. ๔๔ สั่งระงับงาน

                                                                    http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000085233

    
                                                                   

            Credit : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
                        25  สิงหาคม  2559
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “ชายหมู-หมอเปรม” ไม่รอด! หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจ ม.44 สั่งระงับงาน เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 06:26:27 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                     “ชายหมู-หมอเปรม” ไม่รอด! หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจ ม.44 สั่งระงับงาน

                                                              http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000085233

ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
25 สิงหาคม 2559 14:18 น. (แก้ไขล่าสุด 25 สิงหาคม 2559 15:17 น.)



http://mpics.manager.co.th/pics/Images/559000008808601.JPEG

                                                                      
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / สันตะปาปาฟรานซิส ส่งผู้แทนพบเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 10:08:36 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                              สันตะปาปาฟรานซิส ส่งผู้แทนพบเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ ช่วยถอดคัมภีร์โบราณที่ ร.7 ถวายพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11

                                                               http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1472011710

                                                                 

updated: 24 ส.ค. 2559 เวลา 11:07:23 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มองซินญอร์ วิษณุ ธัญญอนันต์ รองเลขาธิการสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เดินทางเข้าพบพระเทพวีราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ เพื่อแจ้งความประสงค์ในสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักร ขอนิมนต์คณะสงฆ์ไทยจากวัดพระเชตุพนฯ ปริวรรตหรือถอดอักษร คัมภีร์อักษรขอม ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ถวายเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปขณะเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 เมื่อวันพุธที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1934 หรือปี พ.ศ.2477 หรือเมื่อ 82 ปีก่อน

พระเทพวีราภรณ์เปิดเผยว่า มองซินญอร์วิษณุ พร้อมคณะผู้ติดตามซึ่งเป็นผู้แทนจากสำนักวาติกัน ได้เข้าพบเพื่อแจ้งพระสมณประสงค์ในองค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระประมุขแห่งคริสตจักร องค์ที่ 266 ทรงดำริจะเปิดแสดงคัมภีร์โบราณ ที่เป็นของถวายแด่พระสันตะปาปาในทุกๆ พระองค์ที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนครรัฐวาติกัน

เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กล่าวว่า ทั้งนี้ ในบรรดาคัมภีร์ที่จะนำมาจัดแสดงทั้งหมด มีคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่มีการบันทึกเป็นอักษรขอม ซึ่งเป็นของถวายแด่พระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 สันนิษฐานว่าเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้ถวายเมื่อครั้งเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 เมื่อวันพุธที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1934 เวลา 11.30 น.

"ทางคณะวาติกันได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากบันทึกว่า การเสด็จเยือนของพระมหากษัตริย์และพระประมุขจากนานาอารยประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าเมื่อปี พ.ศ.2515 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต แห่งวัดพระเชตุพนฯ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ปอล ที่ 6 อย่างเป็นทางการ ณ นครรัฐวาติกัน เพื่อการเสวนาสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนาและคริสตจักร ดังนั้น สำนักวาติกันจึงมอบหมายให้มองซินญอร์ วิษณุ เป็นตัวแทนนิมนต์คณะสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ ปริวรรตคัมภีร์อักษรขอมเล่มนี้” เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กล่าว

เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กล่าวว่า หลังจากที่ได้หารือร่วมกันแล้ว ทางวัดพระเชตุพนฯได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อดำเนินการปริวรรตคัมภีร์เล่มนี้โดยเร่งด่วน โดยมอบให้พระสุธีธรรมานุวัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ เป็นหัวหน้าคณะปริวรรตคัมภีร์อักษรขอม

ด้านมองซินญอร์ วิษณุกล่าวว่า ในนามคณะผู้แทนวาติกัน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ที่ทางคณะสงฆ์ไทย โดยพระเดชพระคุณพระเทพวีราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ได้ให้ความเมตตาเป็นอย่างมาก ที่จะจัดหาคณะสงฆ์ที่มีความเชี่ยวชาญอักษรขอม เป็นคณะทำงานในการปริวรรตคัมภีร์ ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั่วไปทราบดีว่าวัดพระเชตุพนฯ เป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถหลายรูปและวัดก็เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ดังนั้นการได้ทำงานร่วมกันครั้งนี้ ถือเป็นการสานสัมพันธ์มิตรภาพอันดีระหว่างคริสตจักรโดยองค์สมเด็จพระสันตะปาปาและพระพุทธศาสนาที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งอดีตให้ดำเนินต่อไปอย่างงดงาม

ด้านพระสุธีธรรมานุวัตร(ผศ.ดร.เทียบ สิริญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ และคณบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ซึ่งได้รับมอบหมายจากพระเทพวีราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ให้เป็นหัวหน้าคณะปริวรรตคัมภีร์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงสุด ที่ได้รับการติดต่อจากทางคณะวาติกัน ให้ปริวรรต (ถอดอักษร) คัมภีร์สมุดข่อย ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษรขอม อาตมภาพในฐานะหัวหน้าคณะปริวรรตคัมภีร์ จะทำงานร่วมระหว่างคณะสงฆ์ภายในวัดที่มีความรู้ความสามารถด้านอักษรขอมและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกินสิ้นปีนี้จะแล้วเสร็จ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทางคณะวาติกันจะนำไปแปลเป็นภาษาอื่นๆ อีก 7 ภาษา เพื่อนำไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนครรัฐวาติกัน

ขณะที่พระราชรัตนสุนทร (วินัย ธมฺมานนฺโท) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ หัวหน้าคณะทำงานในเรื่องการประสานงานทั้งหมด กล่าวว่า ได้รับมอบหมายในส่วนของการประสานงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทั้งหมด ซึ่งคณะสงฆ์ที่ดูแลในส่วนนี้ นอกจากตนแล้ว ยังมีพระครูสิริวีราภรณ์ พระครูวิริยธำรงค์ และพระมหาประเชิญ ปญฺญาวุโธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ด้วย หลังจากที่คณะทำงานปริวรรตคัมภีร์ ซึ่งมีพระสุธีธรรมานุวัตร เป็นหัวหน้าคณะทำงานดำเนินการแล้วเสร็จ ก็จะประสานงานไปยังคณะรัฐบาลไทยและทางวาติกัน ในการนำคัมภีร์เล่มนี้ไปถวายแด่องค์พระสันตะปาปาฟรานซิส เพื่อนำไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนครรัฐวาติกัน ตามพระสมณประสงค์ในพระองค์ท่านต่อไป การได้ทำงานในครั้งนี้ จึงถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของคณะสงฆ์วัดพระเชตุพนฯและประเทศไทย

ที่มา : นสพ.มติชน


8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ หน้า 19 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2016, 02:23:06 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                         คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ หน้า 19
                                                            คาสคา : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า
                                                                     CASCA : THE ETERNAL MERCENARY

ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
ผู้แปล Alan Petervich 3 เมษายน  2014
Update August 23, 2016
หน้า 19

            วิ๊ว !   ไม้เรียวสะบัดโค้ง ทะลุแสงอาทิตย์
           ร่างของคาสคาโค้งบิดด้วยการกระตุก เพราะความเจ็บปวดรวดร้าวทรมาน  ขณะที่การตีครั้งแรกของไม้เรียว กระทบฝ่าเท้าของขาที่ว่างเปล่า  ความเจ็บปวดเหลือทน และเกิดอีก เกิดอีก  ไม้เรียวที่เฆี่ยนใส่ สาดแสงสะท้อนในอากาศ  ความเจ็บปวดเลยขอบของความเป็นจริง และกลายเป็นความลางเลือนต่อเนื่องของไฟ  ร่างกายของเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ด้วยเชือกโยง  ฟันของเขากัดเม้มริมฝีปากล่าง  รสเค็มของเลือดของเขาเองเกือบจะเป็นเครื่องบรรเทาใจของเชา
          แต่ไม่มีการผ่อนปรน  มันจะต้องดำเนินต่อไปตลอดจนจบ
และแล้วทุกอย่างก็เสร็จสิ้น
ไม่มีเสียงเฟี้ยวฟ้าวของไม้ที่กวัดแกว่งลงมา
แต่ความเจ็บปวดยังสูงอยู่อีกต่อไป  จากการที่เกิดการบวมเบ่งของเท้าที่ถูกทรมาน  ฝ่าเท้านั้นบวมเบ่งเป็นสามเท่าของสภาพปกติและเป็นสีม่วงแก่  มันดูเหมือนว่า ผิวหนังคงจะระเบิดเปิดออก ภายใต้แรงกดภายในเนื้อเยื่อที่แตกยับนั้น
สองทหารกองพันที่ได้รับมอบงานทำโทษ  กวาดเหงื่อออกจากหน้าผากของเขาทั้งสอง  ปลดส่วนประกอบที่พันธนาการ  และแบกร่างของคาสคากลับไปสู่ป้อมไม้ ในห้องเล็กที่พัสดีสั่งขังเขา
       คาสคานอนบนฟาง  ขดตัวเป็นเกลียวเหมือนทารกในครรภ์มารดา  ร่างกายของเขากระตุกจากปฏิกิริยาทางประสาทที่ควบคุมไม่ได้  เวลาสะดุดหยุดลง
       สักชั่วขณะเขาเริ่มคลำทาง ถดตัวข้ามพื้นห้องที่พอกพูนความสกปรก  ตรงไปหาเหยือกน้ำในมุมสุดของห้อง  ครวญครางกับตัวเอง พยายามมิให้ส่งเสียงดังออกมา  เขาคลำอย่างงุ่มง่ามไปที่เหยือกน้ำเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง  เขากระดกเหยือกดินปั้นเข้าสู่ริมฝีปากที่แตกพร่าของเขา  หยดหนึ่งของของเหลวทรงค่าเป็นเหมือนเครื่องดื่มเทพยดา  เมื่อลุกนั่งได้ เขายกเหยือกขึ้น และหยดอย่างระมัดระวังสองสามหยดลงใส่เท้าของเขา  ความเย็นของน้ำกลิ่นเหมือนเยี่ยวหนูบนเท้าที่ร้อนผ่าวเริ่มความเจ็บแปล๊บอีกครั้งหนึ่ง  แต่เขาเทน้ำลงอีก และความผ่อนคลายที่เย็นเริ่มแผ่สร้านไปทั่วร่างกายของเขา
       เขาดื่มน้ำอีกอึกหนึ่งจากเหยือก  เขาได้กลับมาเป็นตัวของตัวอีกครั้ง  แต่ตัวตนเองที่จมอยู่ในคลื่นของความโศกเศร้าและความสับสน ขณะที่จิตใจของเขาเสาะหาคำตอบว่า อะไรเกิดขึ้นกับตน
       ไอ้บ้า !  เรื่องทั้งหมดมันเหลวไหลน่าหัวเราะ  ผีห่าซาตานไหนทำเรื่องนี้?  บรรดาพระทั้งหลายรุมกันขันชะเนาะเล่นงานข้าหรือ?  ข้าเป็นทหารที่ดีและซื่อสัตย์เสมอ  อะไรเปลี่ยนโลกกลับข้างแบบนี้  ทำไมสิ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับข้า?  ทำไม?  ทำไม?  เขาอยู่คนเดียวในห้องเดี่ยวเล็กนั้น  แต่แล้ว  ใบหน้าหนึ่งโผล่ขึ้นมาในความมีสตินี้  ฮีบรูคนนั้น
       โจชัวร์…..  เยซู ….. ใครเรียกเขา..... ไม่มีอะไรเป็นเหมือนเดิม  ตั้งแต่เขาเคลื่อนไหวมิได้หยุด  และขณะที่เขาบิดเท้าทั้งสองของเขาเอง  หินก้อนเล็กที่พื้นห้องกระทบเท้าข้างหนึ่ง  ส่งความเจ็บแปล๊บพล่านทั้งเท้าและขาทั้งสองข้าง  และเสียงครางดังผ่านริมฝีปากเขาออกมา  ความเจ็บปวด ซึ่งถึงตอนนั้นแผ่วลงสู่ห้วงลึก  การสั่นไหวรุนแรงทันทีทันใดเกิดขึ้นอีก  แต่สิ่งน่าสังเกตุก็เกิดขึ้นด้วย  เขากำลังยุ่งกับคำถามในใจของเขามากกว่าคิดถึงความเจ็บปวด  และเขาไม่สามารถควบคุมตนเองมากขึ้น
       เขาควรจะได้เผชิญกับมัน  โลกของเขาผ่านไปแล้ว  คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนกำลังจะขับไล่ข้าออกจากกองทหาร ความคิดนี้ทำให้คาสคาช๊อค  มันจะเกิดกับเขาได้อย่างไร?  ทำไม?  ทำไม?  ทั้งหมดนี้กำลังจะเกิดกับข้าหรือ?  ข้าได้กลายเป็นอะไรสักอย่างที่ข้ามิได้เป็นหรือ?
       แล้ว  ข้าเป็นใคร?
       เขานอนอยู่ที่สกปรกของห้องขัง  และมันไม่ใช่สถานที่ดีที่สุดที่จะมาต่อสู้กับโชคชะตา  แต่ความคิดที่จะออกจากกองทหาร เป็นสิ่งเหลือทนสำหรับเขา ทำนองที่ว่าไม่เคยอยู่ในความคิดของเขา  และมันก็เป็นไปแล้วหรือ?  และเท่าที่เป็นตอนนี้ กล้ากว่าหนูที่จ้องอย่างดูแคลนที่เขา จากซอกมุมตรงข้าม โดยที่ทั้งชีวิตเขาเป็นผู้บังคับกองพัน  นั่นคือสิ่งที่เขาเป็น  มันเป็นแกนกลางของความเป็นความตายของเขา  ข้า สามารถจัดการลงโทษทหารทั้งกองพัน  แต่  การถูกโยนออกไปจากกองพันที่สิบ...ไม่นะ
       หนูตัวนั้นได้เพื่อนหนูเพิ่มอีกสองตัว  พวกมันมองในความมืด  จ้องดูคาสคา คล้ายตัวโชคชะตาสามอย่าง.....
       แต่คาสคามิได้คิดเรื่องหนู  เขาถุยน้ำลายใส่พวกหนูทั้งสาม “ ถุยใส่พวกเอ็ง “ เขากล่าว..... และปิดตาทั้งสองแล้วฝันถึงเกียรติศักดิ์ของกองทหารโรมัน

หน้า  20
 
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ด่วน! ใช้ ม.44 ขีดเส้น 3เดือน สั่งราชการ หาวิธีแก้ปัญหาคนใช้ศาสนาบิดเบือนสร้างขั เมื่อ: สิงหาคม 22, 2016, 07:42:29 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                     ด่วน! ใช้ ม.44 ขีดเส้น 3เดือน สั่งราชการ หาวิธีแก้ปัญหาคนใช้ศาสนาบิดเบือนสร้างขัดแย้ง

                                                                                           http://www.matichon.co.th/news/259178

มติชนออนไลน์
22 สิงหาคม 2559

                                                                           

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ส.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2559 เรื่อง มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย ระบุว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกือบทุกฉบับที่มีมาในอดีตและฉบับที่ได้รับความเห็นชอบ ในการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ซึ่งจะประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในเร็วๆ นี้ ต่างบัญญัติรับรองว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาและมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงได้กําหนดแนวนโยบาย แห่งรัฐว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ซึ่งในประวัติการปกครองของประเทศไทยพระมหากษัตริย์และทางราชการได้อุปถัมภ์บํารุง และอารักขาคุ้มครองศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และศาสนาซิกข์เสมอมา ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือ การปฏิบัติพิธีกรรม ตลอดจนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมคําสอนของทุกศาสนา การละเมิดศาสนวัตถุ ศาสนสถานอันเป็นการเหยียดหยามศาสนาของหมู่ชนใด การก่อความวุ่นวายในเวลามีพิธีกรรม และการแต่งกาย หรือใช้เครื่องหมายของศาสนบุคคล โดยมิชอบย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้แต่การละเมิดจารีตประเพณี ทางศาสนาใด ๆ ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่สังคมตําหนิติเตียน หากผู้กระทําเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ย่อมมีความผิดทางวินัย นอกจากนั้น ยังเป็นที่ยอมรับว่า ศาสนาทั้งหลายต่างก็มีอิทธิพลเกื้อกูลวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย แม้แต่บรรพชนไทยในอดีตที่มีส่วนในการรักษาเอกราชอธิปไตย และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ก็ประกอบด้วยศาสนิกชนที่แม้นับถือศาสนาต่างกันแต่ก็ไม่มีปัญหาความแตกแยกเพราะมีจิตใจยึดมั่นในความเป็นชาติไทยร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประเทศชาติกําลังต้องการความรู้รักสามัคคี ความปรองดอง และการปฏิรูปประเทศเพื่อไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ความสงบเรียบร้อย และความร่มเย็นเป็นสุข
ส่วนศาสนาก็มีบทบาทสําคัญในการส่งเสริมคุณงามความดีและคุณธรรมที่ก่อให้เกิดความสงบร่มเย็น แต่กลับมีบางฝ่ายนําความแตกต่างอันเป็นปกติของสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาขยายความ หรือบิดเบือนให้เป็นความขัดแย้งในหมู่ศาสนิกชนทั้งที่ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะเกี่ยวกับ ความเชื่อความศรัทธา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชนในชาติ จึงสมควรกําหนดมาตรการเพื่อประโยชน์ ในการปฏิรูป ความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ และการป้องกันการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลาย ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การอุปถัมภ์และคุ้มครองทุกศาสนาอันเป็นที่ยอมรับของทางราชการและประชาชนชาวไทย และการส่งเสริมศาสนิกชนทั้งหลายให้มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ การสร้างความสามัคคีปรองดอง และการปฏิรูปประเทศโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและหลักธรรมคําสอนทางศาสนาเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานของรัฐ

ข้อ 2 ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับถือพระพุทธศาสนาตามแบบเถรวาทมาช้านานดังที่วัดวาอาราม พระภิกษุ การประกอบพิธีของทางราชการ บทสวดมนต์ การศึกษา การเผยแผ่ ตลอดจนการจัดการปกครองคณะสงฆ์ล้วนเป็นไปตามแบบเถรวาท มานานหลายศตวรรษ จึงให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการเผยแผ่หลักธรรม คําสอนที่ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา สอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธา ของผู้ที่นับถือศาสนาตามแบบนั้น ๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ในส่วนของการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาตามแบบมหายานไม่ว่าจะเป็นจีนนิกาย อนัมนิกายหรืออื่นใด ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐตลอดมา ให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมคําสอนที่ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าว เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา สอดคล้องกับความเล่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาตามแบบนั้น ๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

ข้อ 3 ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอื่น ได้แก่ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และศาสนาซิกข์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและรัฐได้ให้การอุปถัมภ์
คุ้มครองตลอดมา ให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการเผยแผ่หลักธรรมคําสอนที่ถูกต้องตามแนวทางในแต่ละศาสนาดังกล่าวเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา สอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนานั้น ๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

ข้อ 4 ให้สํานักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันการศึกษา ด้านศาสนา องค์กรปกครองคณะสงฆ์ องค์กรทางศาสนาต่างๆ ที่ทางราชการรับรอง ร่วมกันกําหนดมาตรการ และกลไกในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ของศาสนิกชนของทุกศาสนา การนําหลักธรรม คําสอนทางศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจําวันในด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปประเทศ เช่น การนําปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ การมีธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต ความสามัคคีปรองดอง
การสร้างสังคมสันติสุข และกําหนดมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทําลายพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นดังกล่าวในข้อ 3 ตลอดจนการสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ชาวต่างชาติเกี่ยวกับข้อพึงปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติในเรื่องทางศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีภายในสามเดือน

ข้อ 5 ให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนารายงานความก้าวหน้า ในการดําเนินการตามคําสั่งนี้ พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกสามเดือน

ข้อ 6 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 22 สิงหาคม พุทธศักราช 2559
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาต

10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ศีลบรรพชา Orders เมื่อ: สิงหาคม 20, 2016, 06:56:40 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                         ศีลบรรพชา Orders

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร 1983
พิธีกรรมศีลบรรพชา

                                                                                               Streamed live 13 hours ago


                                                                                               พิธีบวชพระสงฆ์และสังฆนุกร
                                                                                               วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2016
                                                                                                   เวลา 10.00-13.00 น.
                                                                     ณ หอประชุมนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 สามเณราลัยนักบุญยอแซฟ สามพราน


                                                              https://youtu.be/tHdvOHmSaY4

                                                                                                     ความหมายของศีลบรรพชา

   โดย ศีลบรรพชา ซึ่งตั้งขึ้นโดยพระเจ้า บางคนจากบรรดาคริสตชนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสนบริกรศักดิ์สิทธิ์ โดยได้รับการประทับตราด้วยเครื่องหมายอันมิอาจลบเลือนได้ กล่าวคือ ศาสนบริกรเหล่านี้ได้รับการอภิเษก และรับการมอบหมายให้แต่ละคนอภิบาลประชากรของพระเจ้า ตามฐานันดรของตน โดยการทำหน้าที่สั่งสอน ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และปกครอง ในพระบุคคลของพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นศีรษะ

ฐานันดร เหล่านี้ ถูกมอบด้วยการปกมือ และการภาวนาอภิเษก ซึ่งหนังสือพิธีกรรมกำหนดไว้สำหรับแต่ละฐานันดร ๑๐๑๐ ต้องประกอบศีลบรรพชาในระหว่างการถวายบูชามิสซาอย่างสง่า ในวันอาทิตย์หรือวันฉลองต้องบังคับ แต่ด้วยเหตุผลด้านอภิบาล จะประกอบศีลบรรพชาในวันอื่นๆ ก็ได้ ไม่เว้นแม้วันธรรมดา

๑๐๑๑ วรรค ๑ โดยปกติให้ประกอบศีลบรรพชาในอาสนวิหาร แต่ด้วยเหตุผลด้านอภิบาล จะประกอบในวัดอื่นหรือวัดน้อยก็ได้

วรรค ๒ ต้องเชิญบรรดาสมณะ และคริสชน เข้าร่วมในการบรรพชานี้ เพื่อให้มีผู้ร่วมพิธีมากที่สุด

๑๐๑๒ ศาสนบริกรประกอบศีลบรรพชา คือพระสังฆราชผู้ได้รับการอภิเษกแล้ว

( ที่มา : กกฎหมายพระศาสนจักรว่าด้วยศีลบรรพชา ลักษณะที่ 6 )

                                                                                              ขั้นตอนพิธีบวชพระสงฆ์
    
1. การเรียกชื่อและขอพระสังฆราชบวชพระสงฆ์ ( เพื่อขอพระสังฆราชให้ทำการบวช และ ถามว่าเขาเหมาะสมจริงหรือไม่ )
2. คำปราศรัยของพระสังฆราช ( เพื่อบอกว่า พระสงฆ์จะทำหน้าที่อะไรให้พระศาสนจักร )
3. การแสดงความสมัครใจของผู้รับการบวชเป็นพระสงฆ์ ( พระสังฆราชจะถามความสมัครใจของผู้เข้าัรับการบวช )
4. บทร่ำวิงวอนนักบุญทั้งหลาย ( การกระทำในส่วนนี้ เป็นการเชื้อเชิญพระศาสนจักรในสวรรค์และบนแผ่นดิน เข้าร่วมในพิธีกรรม การวิงวอนบรรดานักบุญและเทวดาในสวรรค์ ทำให้เห็นว่า พระศาสนจักรทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินต่างเข้าร่วมและร่วมกันสรรเสริญพระเจ้า สำหรับพระคุณของการรับใช้ที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงเรียก หมู่คณะ นำเสนอ และพระสงฆ์ในนามของพระเจ้า เป็นผู้รับคำตอบต่อการเลือกของผู้ถูกเลือก ) (จากหนังสือเฉลิมฉลองอภิเษกพระสังฆราช ยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ )
5. การปกศีรษะผู้รับการบวชเป็นพระสงฆ์ และบทอภิเษก

ความหมายของการปกศีรษะ เป็นการมอบพระคุณของพระจิตเจ้าเพื่อการบันดาลให้ศักดิ์สิทธิ์ และการมอบอำนาจเพื่อการทำหน้าที่ที่ได้รับให้สำเร็จตามฐานันดรของการเป็นพระ สงฆ์ การบันดาลให้ศักดิ์ศิทธิ์ และการมอบอำนาจทำให้ผู้รับการอภิเษกเป็นพระสงฆ์กลับเป็นบุคคลที่คล้ายกับพระ คริสตเจ้าผู้เป็นสงฆ์สูงสุดและสงฆ์แต่ผู้เดียว

ความหมายของบทอภิเษก ในแง่โครงสร้าง บทภาวนา อภิเษก แบ่งออกเป็นสามตอน ได้แก่ การระลึกถึง การอัญเชิญพระจิต  และการ วิงวอน โดยที่ผู้อภิเษกจะสวดบทนี้แต่ลำพังในตอนแรก และตอนสุดท้าย  ส่วนในการอัญเชิญพระจิต ผู้ร่วมอภิเษกทุกคนจะีร่วมสวดไปพร้อมกับผู้อภิเษก

ตอนแรก : การระลึกถึง บทระลึกถึงขึ้นต้นด้วยการเรียกหาพระบิดาของพระเยซูคริสตเจ้า และเรียกพระองค์ว่า พระเจ้า พระบิดาผู้ทรงพระเมตตา พระเจ้าแห่งความบรรเทา จากนั้น จึงเริ่มบรรยายเพื่อระลึกถึงพระเมตตาของพระองค์ดังนี้

“พระองค์สถิตอยู่ในสวรรค์ชึ้นสูงสุด แต่ทรงทอดพระเนตรมายังผู้ต่ำต้อย ทรงทราบทุกสิ่งก่อนที่มันจะเกิด แต่ด้วยพระวาจาแห่งความกรุณา พระองค์ได้ทรงวางแผนการไว้กับพระศาสนจักร ทรงกำหนดเชื้อสายของบรรดาผู้ชอบธรรม ให้สืบต่อจากอับราฮัม ตั้งแต่เริ่มทรงตั้งผู้ปกครองและพระสงฆ์ และมิได้ทรงทอดทิ้งพระวิหารไว้ให้ขาดศาสนบริการ ทรงพอพระทัยตั้งแต่แรกเริ่มที่จะทรงรับพระเกียรติในบรรดาผู้ที่พระองค์ทรง เลือกสรรไว้แล้ว”

นี่เป็นบทระลึกถึงแผนการความรอด โดยในช่วงพันธสัญญาเดิม พระเ้้จ้าทรงกำหนดให้มีหัวหน้า ( เผ่า ) และสมณะ เพื่อทำหน้าทีปกครองและถวายสักการบูชาในพระวิหาร สถาบันทั้งสองเป็นภาพล่วงหน้าของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในพันธสัญญาใหม่ เพราะพระสงฆ์เป็นการกลับเป็นจริงตามแผนการความรอดในการที่พระเจ้าทรงโปรดให้ มีผู้ปกครองประชากรใหม่ คือพระศาสนจักร และมีพระสงฆ์ในวิหารใหม่เสมอ

ตอนสอง : การอัญเชิญพระจิตเจ้า พระจิตเจ้าทรงได้รับการอัญเชิญให้เสด็จมาประทับอยู่กับผู้รับเลือกนั้น ทรงถูกเรียกขานด้วยคำว่า “พระจิตแห่งการปกครองและการนำ”  คำซึ่งวิวัฒนาการจากคำว่า “ Spirtum Principalem ”จาก สดด : 50:14ข ซึ่งในที่นั้น ถูกใช้เพื่อหมายถึงจิตเใจ ที่นอบน้อมเชื่อฟัง คือความใจดี ความพร้อม ความใจกว้าง ในการที่จะทำตามพระบัญชาของพระเจ้า

ตอนสาม : บทวิงวอน เพื่อขอพระพรและพระจิตเจ้า สำหรับพระสงฆ์ใหม่ ให้สามารถเป็นอย่างที่ควรเป็น ทำหน้าที่อย่างที่ควรทำ ดังนั้นในรูปแบบของการวิงวอน บอกถึงหน้าที่ำสำคัญของพระสงฆ์

6. พระสงฆ์ใหม่สวมอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ และรับการเจิม

ความหมายของอาภรณ์ ( จากหนังสืออิริยาบทและกิริยาอาการในพิธีกรรม โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช )

ในพระศาสนจักรพระกายของพระคริสตเจ้านั้น มีความแตกต่างกันในหน้าที่ ความแตกต่างของศาสน  บริกรนี้แสดงออกให้เห็นภายนอกในพิธีกรรม โดยการสวมเสื้ออาภรณ์ที่ไม่เหมือนกัน อาภรณ์เหล่านี้จึงเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงหน้าที่เฉพาะของแต่ละศาสนบริกร และในเวลาเดียวกันอาภรณ์ก็ควรจะมีส่วนให้พิธีกรรมงดงามยิ่งขึ้นด้วย

จริงอยู่ที่ว่า ตามความเชื่อคาทอลิกสอนเราให้มองเห็นตัวตนพระสังฆราช พระสงฆ์และสังฆานุกรเป็นผู้ที่คล้ายกันกับพระคริสตเจ้า ผู้ที่เรามองไม่เห็นก็ตาม แต่ในเวลาที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ของตน เป็นตัวตนพระคริสตเจ้า In persona Christi- พวกท่านก็ควรจะสวมเสื้อกาสุลาหรือดัลมาติกา ซึ่งทำให้คนอื่นและท่านเองระลึกได้ว่า ท่านเป็นใครและจะต้องแสดงอะไรให้ผู้อื่นทราบ การสวมเสื้อยาวขาวที่เรียกว่าอัลบา แสดงให้เห็นถึงการตัดกิเลส และค่านิยมทางโลกให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่มากไปกว่านั้นเป็นเครื่องหมายที่ระลึกถึงอาภรณ์ของกษัตริย์และสงฆ์ ที่พระคริสตเจ้าและบรรดาเทพนิกรตลอดจนนักบุญ สวมใส่ในพิธีกรรมสวรรค์

ฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าว พระศาสนจักรจึงย้ำเตือนศาสนบริกรให้สวมอาภรณ์ตามตำแหน่งหน้าที่ของตนในพิธีกรรม

เสื้อกาสุลา (Casula)
นัก พิธีกรรมตั้งแต่สมัยกลางถึงศตวรรษที่ 13 นำโดย Rabanus Mausus ได้ให้ความหมายของเสื้อนี้ว่า เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักเมตตา ซึ่งครอบคลุมคุณธรรมทุกอย่าง มีศักดิ์ศรี มีเกียรติเหนือสิ่งอื่นใด เพราะเสื้อนี้คลุมทับเสื้อและเครื่องหมายอื่นๆ ทุกชิ้นไว้

ในคำภาวนามอบและสวมเสื้อกาสุลา ในพิธีได้ให้ความหมายถึงความรักเมตตาเหนือธรรมชาติด้วย ในคำภาวนาขณะสวมเสื้อกาสุลา (ซึ่งในสมัยหนึ่งพระสงฆ์จะภาวนาขณะสวมเสื้อและเครื่องแต่งกายแต่ละชิ้น) มีกล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้า โปรดสวมแต่งข้าพเจ้าด้วยเครื่องประดับแห่งความสุภาพถ่อมตน แห่งความรักเมตตา และสันติสุข เพื่อว่าโดยอาศัยคุณธรรมทุกๆ ด้าน ข้าพเจ้าจะสามารถเอาชนะศัตรูได้"

เสื้อกาสุลา ไม่เพียงแต่หมายถึงความรักเมตตาเท่านั้น ต่อมายังหมายถึงคุณธรรมอื่นๆ ด้วย เป็นต้นว่า ความยุติธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของพระสงฆ์ ความเป็นผู้มีใจซื่อบริสุทธิ์ พระคุณของพระจิต ความกล้าหาญในการป้องกันความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบกแอก (แอก = ภาระ) อัน "อ่อนนุ่มและเบา" ของพระคริสตเจ้า เพื่อติดตามพระองค์ไป นอกนั้น ยังมีความหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระศาสนจักรอีกด้วย

เชือกคาดเอว (Cingulum)

ผู้ที่ ให้ความหมายของผ้าคาดเอวคนแรก คือ Rabanus Maurus ท่านว่าหมายถึง "Custodia mentis" คือ การระแวดระวังตนเอง โดยเฉพาะจากราคะตัณหา รวมทั้งความทะนงตนด้วย นักพิธีกรรมอื่นๆ มีความเห็นเหมือนกับ Amalarius ว่า เชือกหรือผ้าคาดเอว หมายถึง การควบคุมตนเอง และการบำเพ็ญตบะอดออมอาหารการกิน ในสมัยที่พระสงฆ์ยังภาวนา "บทประจำเครื่องแต่งตัว" อยู่นั้น ขณะคาดเอว มีคำภาวนาว่าดังนี้ (บทภาวนาของพระสังฆราช) "ข้าแต่พระเจ้าโปรดคาดเอวข้าพเจ้าด้วยสายคาดแห่งความเชื่อ และรัดใจข้าพเจ้าด้วยคุณธรรมแห่งความบริสุทธิ์ และโปรดทำลายราคตัณหาทั้งสิ้นให้หมดไปเหลือไว้แค่เฉพาะพลังแห่งความ บริสุทธิ์ในตัวข้าพเจ้า"

ความหมายที่เป็นแม่บททางรูปคำสอนนั้นหมายถึง ความชอบธรรมของพระคริสตเจ้า ตามวจนะของประกาศกอิสยาห์ว่า "ความชอบธรรมจะเป็นผ้าคาดเอวของท่าน…" (อสย 11:5)

ส่วนความหมายที่เป็นแม่บททางภาพพจน์ คือ เป็นสัญลักษณ์ หมายถึงเชือกที่ผูกมัดองค์พระเยซูเจ้าขณะถูกจับและรับทรมาน และยังหมายถึงแส้ที่โบยพระวรกายของพระองค์ด้วย

สตอลา (Stola)
นัก พิธีกรรมในสมัยกลางถือว่า ผ้าคล้องคอนี้เป็นเครื่องหมายที่สำคัญมาก ที่บ่งบอกศักดิ์ของสังฆานุกรหรือพระสงฆ์ที่ได้รับจากศีลบวช หมายถึง "แอก" หรือภาระหน้าที่ของพระคริสตเจ้าที่พวกท่านจะแบกไว้ จากเครื่องหมายพื้นฐานนี้มีความหมายอื่นๆ ที่ตามมาคือ หมายถึงคุณธรรมอันจำเป็นที่สังฆานุกรหรือพระสงฆ์จะต้องมีเพื่อประกอบภาระ หน้าที่ของท่าน ได้แก่ ความสุภาพถ่อมตน (ความหมายตาม Amalarius) ความนบนอบเชื่อฟัง (ความหมายตาม Rupertus แห่ง Deutz ความบริสุทธิ์ (Onorius) ความปรีชาฉลาดและความอดทน (พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่สาม) ความเข้มแข็ง (Ivone แห่ง Chartres) Rabanus ได้ให้ความหมายที่แคบเข้า หมายถึง ภาระหน้าที่การประกาศ เทศนา และกล่าวว่า ผ้าสตอลา (Stola) ทำให้ระลึกถึงผู้ประกาศพระวาจาของพระเจ้าที่เหมาะสม หมายความว่า ในการเทศนาจะต้องมีการเตรียมและความรู้สึกว่ากำลังทำอะไร

การ ใช้เชือกรัดเอวรัดผ้าสตอลา (stola) ไว้ ก็มีความหมายตามนักพิธีกรรม หมายถึงคุณธรรม (ที่ผ้าstola เป็นเครื่องหมาย) ที่จะต้องรวบรวมไว้ในครอบครองของตัวตนเองไว้ให้แน่นเพื่อว่า เวลาถูกมารผจญ ชีวิตจะได้ไม่ต้องอับปาง

7. พระสังฆราชรับผ้าปูตัก เอาน้ำมันคริสมาเจิมฝ่ามือผู้รับศีลบวช

การเจิมด้วยน้ำมันคริสตมา ในพระคัมภีร์ น้ำมันถูกใช้เพื่อหมายถึง ความยินดี การหล่อเลี้ยง ยารักษา แสงสว่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องหมายของการได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า ในพิธีอภิเษก

การเจิมด้วยน้ำมันคริสมาแสดงถึงการเป็นเหมือนกับพระคริสตเจ้า คือ เหมือนกับพระบิดาทรงเจิมพระคริสตเจ้าด้วยพระจิต และถูกเลือกให้เป็นมหาสมณะ  มีส่วนในสังฆภาพของพระคริสตเจ้าและมีความคล้ายกับพระองค์ในการได้รับพระจิต การเจิมภายนอกเป็นการแสดงถึงการเจิมจากภายในที่แลเห็นไม่ได้ ดังคำที่ใช้ในการเจิมว่า “ขอให้พระเจ้า ซึ่งโปรดให้ท่านมีส่วนในสังฆภาพของพระคริสตเจ้า พระมหาสมณะได้หลั่งน้ำทิพย์ และประทานพระพรฝ่ายจิตมาให้ท่านอย่างอุดมสมบูรณ์”

8. พระสงฆ์ใหม่รับถ้วยกาลิกส์และจานรองแผ่นปัง

เพื่อ ถวายแด่พระเจ้า  และสำนึกถึงสิ่งซึ่งพระสงฆ์จะกระทำ เจริญชีวิตให้สมกับสิ่งที่พระสงฆ์จะปฏิบัติ และจงประพฤติตนให้สอดคล้องกับพระคริสตเจ้า ผู้ทรงถวายองค์บนไม้กางเขน

9. พระสังฆราชสวมกอดผู้รับศีลบวช (มอบสันติสุขให้)

เป็นการร่วมแสดงความชื่นชมยินดีกับ พระสงฆ์ใหม่


          พิธีบวชพระสงฆ์จบลง   เริ่มภาคบูชาขอบพระคุณด้วยการแห่ของถวาย   

ต่อไปเป็นพิธีโปรดศีลบรรพชาแก่พระสงฆ์ ที่นครวาติกัน ปรัธานคือพระสันตะปาปาฟรังซิส

Holy Mass for Priestly Ordinations, with Pope Francis, from St. Peter’s Basilica 17 April 2016 HD  Catholic Sat   
 
 ดู links ครับ :

          https://youtu.be/B-ClxjqCJ58                             

                                                                                            Ubi caritas et amor, Deus ibi est.
                                                                                                 Ad  Majorem  Dei Gloriam
                                                                                                         Alan  Petervich

    

    
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: พระนางมารีย์ถูกยกนำไปที่ไหน สวรรค์หรือ? เมื่อ: สิงหาคม 17, 2016, 07:32:39 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                         พระนางมารีย์ถูกยกนำไปที่ไหน สวรรค์หรือ? 

Where is heaven?
สวรรค์อยู่ที่ไหน ?

The simple answer is: This has not yet been revealed to us. However, we can say that it is certainly not on earth. Neither is it within the earth. It is not in clouds either. Heaven may be somewhere in our universe, far off – though we must be careful not to fall back into our terrestrial categories of space, distance, and location.
 
คำตอบง่ายๆคือ  : ข้อนี้ยังไม่ได้ถูกเผยแสดงจากพระเป็นเจ้าแก่พวกเรา   อย่างไรก็ดี  พวกเราสามารถพูดได้ว่า  แน่นอนที่สุดไม่ใช่อยู่บนโลกนี้   ทั้งไม่อยู่ภายในโลกด้วย   และทั้งไม่อยู่ในก้อนเมฆด้วย   สวรรค์อาจเป็นที่ใดสักแห่งในจักรวาลของเรา  ไกลโพ้น – แม้เราต้องระมัดระวังอย่าตกเข้าไปสู่ความคิดที่เกี่ยวกับโลก  ของที่ว่าง(อวกาศ)  ระยะทาง  และ สถานที่.

Perhaps it is most likely that heaven is outside the universe in what some Thomists have called “uncontained place”. In ST III, q.57, a.4, ad 2 (which is not in the oldest and best manuscripts) we read: “A place implies the notion of containing; hence the first container has the formality of first place, and such is the first heaven. Therefore, bodies need themselves to be in a place, insofar as they are contained by a heavenly body. But glorified bodies, Christ’s especially, do not stand in need of being so contained, because they draw nothing from the heavenly bodies, but from God through the soul. So there is nothing to prevent Christ’s body from being beyond the containing radius of the heavenly bodies, and not in a containing place. Nor is there need for a vacuum to exist outside heaven, since there is no place there, nor is there any potentiality susceptive of a body, but the potentiality of reaching thither lies in Christ.”

 บางที มันดูคล้ายกับว่า สวรรค์อยู่นอกจักรวาลในที่กลุ่ม Thomists ( กลุ่มที่ถือความเห็นของนักบุญโทมัส ) เรียกว่า “ สถานที่ไม่บรรจุไว้ “    ใน ST III q .57, a.4, ad 2 ( ซึ่งมิได้อยู่ในต้นฉบับเขียนลายมือเก่าที่สุดและดีที่สุด )  เราอ่านได้ความว่า  : สวรรค์คือสถานที่แห่งหนึ่งที่แสดงนัยถึงข้อสังเกตุการมีสิ่งต่างๆ  โดยที่ตัวบรรจุครั้งแรกได้ก่อตัวเป็นสถานที่แห่งแรก  และนั่นแหละคือสวรรค์ที่หนึ่ง   ดังนั้น  ร่างกายต้องการสวรรค์เพื่อจะได้เข้าไปอยู่  ไปไกลถึงขนาดว่าสถานที่นั้นมีร่างกายแบบชาวสวรรค์บรรจุอยู่ก่อนแล้ว   แต่ ร่างกายทรงศิริรุ่งโรจน์  เช่นพระกายของพระคริสตเจ้า  ไม่อยู่ในสภาพที่ต้องการที่บรรจุ   เพราะว่า สถานที่เหล่านั้นจะเอาอะไรจากร่างกายแบบชาวสวรรค์นั้น  แต่เอาได้จากพระเป็นเจ้าผ่านวิญญาณ   ดังนั้น ไม่มีอะไรที่ขัดขวางพระกายของพระคริสตเจ้าจากการอยู่เหนือรัศมีที่จะบรรจุร่างสวรรค์เหล่านั้น  และไม่ใช่ใช้สถานที่ที่ใช้บรรจุนั้น  ทั้งไม่จำเป็นจะต้องการที่ว่างนอกสวรรค์อีก  โดยที่ไม่มีสถานที่ใดอีกตรงนั้น  หรือไม่มีอำนาจใดๆที่ร่างกายรับได้อีก  แต่ อำนาจที่จะไปให้สูงกว่ามีอยู่ในพระคริสตเจ้าเท่านั้น “

This argument from the Summa claims that, because the glorified body in no way relies upon the non-glorified world, neither does it need to be contained in the universe. Thus, the bodies of Jesus and Mary may in fact be outside of the universe, outside of space and time, no longer contained by place. There is no space or place outside of the universe, but this is where the bodies of Christ and Mary are; since they need not be contained by physical place.

 การอ้างเหตุผลสนับสนุนนี้มาจากข้อเขียน Summa ที่ว่า  เพราะว่าร่างที่รุ่งโรจน์ไม่มีทางใดที่จะพึ่งพาโลกที่ไม่รุ่งโรจน์  ทั้งไม่จำเป็นจะได้รับการบรรจุในจักรวาล   ดังนั้น พระกายของพระเยซูเจ้าและของแม่พระมารีย์ ที่จริงแล้ว อาจอยู่นอกจักรวาล  นอกอวกาศและนอกกาลเวลา ไม่บรรจุในที่ใด   ไม่มีอวกาศหรือสถานที่ใดนอกจักรวาล  แต่ นี่คือที่ที่พระกายของพระคริสตเจ้าและของพระนางมารีย์อยู่   ความหมายคือ พระองค์ทั้งสองไม่ต้องการถูกบรรจุในสถานที่แบบกายภาพ.

Therefore, it seems most likely that heaven is outside of our universe. It is not a ‘place’ as we usually think of ‘place’, but is a ‘non-containing place’, a ‘glorified place’. The glorified physical bodies of Jesus and Mary reside there.

  ดังนั้น  ดูเหมือนเป็นไปได้ที่สุด ว่า  สวรรค์อยู่นอกจักรวาลของเรา  มันไม่ใช่ “ สถานที่ “ แห่งหนึ่ง เหมือนที่พวกเราเคยคิดถึง “ สถานที่ “     แต่เป็น” สถานที่ที่ไม่มีสิ่งใด อยู่“  เป็น” สถานที่ศิริรุ่งโรจน์ “   พระกายแบบมนุษย์ศิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้าและของพระนางมารีย์ดำรงอยู่ที่นั่น .

บทส่งท้าย –  พระนางมารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ
Antoine Sallaert (1585 – 1650)

          ชาวโรมันคาทอลิกเชื่อคำสอนเรื่องการรับยกขึ้นสวรรค์  ซึ่งสอนว่า ณ ปลายชีวิตของพระนางมารีย์ มารดาของพระคริสตเจ้า ถูกยก  ทั้งร่างกายและวิญญาณ ( ทั้งที่เป็นร่างกายแบบมนุษย์และที่เป็นวิญญาณอมตะ ) ไปสู่สวรรค์ เพื่ออยู่กับบุตรของพระนาง ( พระเยซูคริสตเจ้า ) ตลอดนิรันดร

          มนุษย์นั้นต้องรอคอยจนกระทั่ง “ สุดท้ายของเวลา “ เพื่อการคืนชีพของร่างกาย  แต่ร่างกายของพระนางมารีย์สามารถตรงไปสู่สวรรค์ เพราะว่าวิญญาณของพระนาง ไม่เคยมีมลทินจาก “ บาปกำเนิด “

          คาทอลิกฉลองสมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ  ในวันที่  15 สิงหาคมของทุกปี  (  ปีใดเป็นวันธรรมดา ก็ให้เลื่อนไปฉลองในวันอาทิตย์ )
คำสอนคาทอลิก

          คำสอนประกาศครั้งแรก  “ การได้รับยกขึ้นสวรรค์ ประกาศเป็นคำสอนที่ไม่ผิดหลง “  โดยพระสันตะปาปาปีโอที่ 12  ในวันฉลองนักบุญทั้งหลาย ปี 1950 ในสมณโองการ (Bull – ประกาศทางการ )  Munificentissimus Deus  “ เรากล่าวคำ ประกาศและจำกัดความว่า เป็นข้อความเชื่อ (Dogma)ที่เผยแสดงจากพระเป็นเจ้า :ว่า พระมารดาผู้นิรมลของพระเป็นเจ้า  พระนางมารีย์พรหมจารีตลอดกาล ได้ครบรอบการเจริญชีพของพระนาง  ถูกยกไปทั้งร่างกายและวิญญาณสู่ศิริมงคลในสวรรค์ “
( พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 Munificentissimus Deus 1950)

          ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญแห่งความเชื่อของชาวโรมันคาทอลิก
          นี่เป็นครั้งที่สองที่พระสันตะปาปาได้ทรงประกาศคำสอนที่ไม่ผิดหลง   คำสอนข้อแรกคือ การปฏิสนธินิรมล (Immaculate Conception) ซึ่งเป็นคำสอนข้อหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระนางมารีย์
          พระสันตะปาปาให้เหตุผลการได้รับยกขึ้นสวรรค์ มิใช่จากการกล่าวอ้างทางพระคัมภีร์  แต่ส่วนใหญ่มาจาก
                   .  การลงความเห็นเป็นเอกฉันท์สากลของพระศาสนจักร
                   .  ความเหมาะสมเช่นนั้นทางเทววิทยาของคำสอน

     
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พระนางมารีย์ถูกยกนำไปที่ไหน สวรรค์หรือ? เมื่อ: สิงหาคม 17, 2016, 07:26:25 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                               พระนางมารีย์ถูกยกนำไปที่ไหน สวรรค์หรือ?
                                                                                                   Where was Mary assumed to?

Posted by Father Ryan Erlenbush
 August 14, 2010
Alan Petervich Update August 17, 2016

      The Assumption is not a metaphor
           การถูกยกนำไปไม่ใช่คำอุปมา

We must be very clear on this point: The Assumption is not a metaphor. The Blessed Virgin Mary was really taken up, her physical body was transformed. Pope Pius XII in Munificentissimus Deus (1950) declared that Mary, “after the completion of her earthly life, was assumed body and soul into the glory of heaven.” Both BODY and SOUL! This means that her physical body was transformed and glorified (in a manner identical to Christ’s after his Resurrection), her soul was perfected with the Beatific Vision, and she was taken up.

เราต้องเข้าใจชัดเจนในข้อนี้ที่ว่า : การถูกนำไปไม่ใช่การอุปมา   พระนางพรหมจารีมารีย์ถูกยกไปจริงๆ  ร่างกายแบบมนุษย์ของพระนางได้รับการแปลงเปลี่ยนไป   พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ใน Munificentissimus Deus ปี 1950 ประกาศ ( เป็น dogma)ว่า พระนางมารีย์ “ หลังครบกำหนดชีวิตของพระนางในโลก  ถูกนำไปทั้งร่างกายและวิญญาณ เข้าสู่ความศิริรุ่งโรจน์แห่งสวรรค์ “   ทั้ง “ร่างกาย” และ “วิญญาณ” !  นี้หมายความว่า ร่างกายมนุษย์ของพระนางถูกแปลงเปลี่ยนไป และได้รับศิริมงคล ( คงเป็นลักษณะเหมือนแบบของพระคริสตเจ้า หลังการฟื้นคืนชีพจากความตาย )  วิญญาณของพระนางสมบูรณ์ครบครันด้วยนิมิตแสนสุข  และพระนางถูกนำไป.

Is heaven a place?
สวรรค์เป็นสถานที่แห่งหนึ่งหรือ ?

In the General Audience of 21 July 1999, Pope John Paul II stated that heaven “is neither an abstraction nor a physical place in the clouds, but a living, personal relationship with the Holy Trinity.” In this statement, as (almost) always, the great Holy Father was in perfect accord with St. Thomas Aquinas – “Incorporeal things are not in place after a manner known and familiar to us, in which way we say that bodies are properly in place; but they are in place after a manner befitting spiritual substances, a manner that cannot be fully manifest to us” (ST Supplement, q.69, a.1, ad 1).

 ในการประชุมใหญ่ทั่วไปวันที่ 21 กรกฎาคม 1999  พระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ยืนยันว่า สวรรค์ “ ไม่ใช่ทั้งความไม่มีตัวตน หรือไม่ใช่สถานที่จริงๆในก้อนเมฆ  แต่เป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่มีชีวิตชีวา กับพระตรีเอกภาพ “   ในคำยืนยันนี้  (เกือบ)เสมอมา  พระบิดาศักดิ์สิทธิ์ทรงฤทธานุภาพ ได้ติดต่อสัมพันธ์สมบูรณ์กับนักบุญโทมาส อาไกวนาส – ซึ่งกล่าวไว้ว่า  “ สิ่งที่รวมกันเป็นรูปร่าง ไม่อยู่ใน “ สถานที่ “ หลังลักษณาการที่รู้กันและคุ้นเคยกับพวกเรา   ในที่ซึ่งเรากล่าวว่า ร่างกายจะอยู่ใน”สถานที่” เฉพาะ  แต่พวกเขาจะอยู่ใน “ สถานที่”หลังลักษณาการปรับแต่งสารที่เป็นจิตใหม่  ในลักษณาการที่ไม่สามารถปรากฏแก่พวกเราเต็มๆแต่ประการใด “ ( ST Supplement, q.69, a.1., ad 1).
 
What John Paul II wished to stress, and what is especially important to consider today, is that heaven is not to be understood in terrestrial terms. Heaven is primarily a state of being and is certainly not a ‘place’ in the worldly sense of the term.

สิ่งที่ยอห์นปอลที่ 2 ประสงค์จะกล่าวย้ำ  และที่สำคัญเป็นพิเศษที่จะต้องพิจารณาวันนี้  คือว่า สวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจในการตั้งคำแบบโลก   ก่อนอื่นสวรรค์นั้นเป็นสถานะในการเป็นอยู่  และ แน่นอน ไม่ใช่ “ สถานที่ “ ในความหมายของคำนี้แบบชาวโลก

Nevertheless, we come to a difficulty when we ask: Where did Mary’s (and Christ’s) body go? The simplest answer is: Heaven! But then we wonder: If heaven isn’t a place in the ordinary sense of the word, how could there be real human bodies present there?

 อย่างไรก็ดี  เรามาถึงความยุ่งยากเมื่อเราถามว่า  ร่างกายของพระนางมารีย์(และของพระคริสตเจ้า) ไปอยู่ที่ไหน ?  คำตอบธรรมดาที่สุด คือ : สวรรค์ !  แต่แล้วเรางงว่า :  ถ้าสวรรค์ไม่ใช่สถานที่ในความหมายปกติของคำ  จะเป็นไปได้อย่างไรที่ร่างมนุษย์แท้ๆจะไปอยู่ที่นั่น ?

The words of Reginald Garrigou-Lagrange (who taught John Paul II and oversaw his doctoral work) are most helpful: “Heaven means this place, and especially this condition, of supreme beatitude. Had God created no bodies, but only pure spirits, heaven would not need to be a place; it would signify merely the state of the angels who rejoice in the possession of God. But in fact heaven is also a place. There we find the humanity of Jesus, the Blessed Virgin Mary, the angels, and the souls of the saints. Though we cannot say with certitude where this place is to be found, or what its relation is to the whole universe, revelation does not allow us to doubt of its existence.” (From Life Everlasting)

 คำอธิบายของ  Reginald Garrigou – Lagrande ( ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนยอห์นปอลที่ 2 และเป็นผู้ตรวจสอบงานเสนอเพื่อปริญญาดุษฎีบัณฑิต ของพระองค์ ) ช่วยได้มากทีเดียว ว่า : “ สวรรค์หมายถึงสถานที่แห่งนี้  และเป็นพิเศษ  เงื่อนไขนี้  ของความมีบุญลาภสูงสุด    หากพระเป็นเจ้ามิได้สร้างร่างกาย  แต่สร้างจิตบริสุทธิ์เท่านั้น  สวรรค์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่    มันอาจแสดงความหมายเพียงเป็นที่อยู่ของบรรดาเทวดา (ทูตสวรรค์ที่เป็นจิตบริสุทธิ์) ซึ่งชื่นชมยินดีในการได้เป็นเจ้าของพระเป็นเจ้า     แต่ ความจริง  สวรรค์ก็คงเป็นสถานที่แห่งหนึ่งด้วย    ที่นั่น เราพบความเป็นสภาวะมนุษย์ของพระเยซูเจ้า  พระนางพรหมจารีมารีย์  เทวดา  และวิญญาณของนักบุญทั้งหลาย   แม้ว่าเราไม่สามารถพูดด้วยความแน่ใจว่าจะพบสถานที่แห่งนี้ได้ที่ไหน  หรืออะไรที่เป็นความสัมพันธ์กับสากลจักรวาลทั้งหมด   การเผยแสดงของพระเจ้าไม่อนุญาตให้พวกเราสงสัยในความมีอยู่ของชีวิตชั่วนิรันดร์นี้  (From Life Everlasting )”

Now do not think that John Paul II had contradicted his teacher when he said that heaven is not a physical place in the clouds! Garrigou-Lagrange and the great Pontiff are both getting at the same point: Heaven is first and foremost union with God; secondarily, heaven is the place where the bodies of Jesus and Mary abide, but this ‘place’ is not like every other place we think of – its relation to our universe is not clear. Glorified bodies are very different than non-glorified bodies (though they are essentially the same). A glorified body does not move and take up space in exactly the same way as a non-glorified body does. Still, the glorified bodies of Jesus and Mary are somewhere, but this ‘somewhere’ will necessarily be a ‘place’ which is ‘glorified’ – just as the glorified body is different from non-glorified body, it resides in a ‘glorified place’ which is different from a non-glorified physical place. [This is my own reasoning and not an official Church teaching.] 

ตอนนี้ โปรดอย่าคิดว่ายอห์นปอลที 2 ได้พูดขัดแย้งกับอาจารย์ของท่าน เมื่อพระองค์กล่าวว่า สวรรค์ไม่ใช่สถานที่แบบที่มีอยู่ในก้อนเมฆ !   Garrigou - Lagrande และพระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่าน มาอยู่ที่จุดเดียวกันคือ : สวรรค์คือการร่วมสนิทครั้งแรกและตลอดไปกับพระเป็นเจ้า  ประการที่สอง  สวรรค์เป็นสถานที่ซึ่งร่างกายของพระเยซูเจ้าและพระนางมารีย์อยู่ที่นั่น  แต่ “ สถานที่ “ นี้ ไม่เหมือนสถานที่แห่งใดอื่นที่พวกเรามนุษย์คิดได้ – ความสัมพันธ์ของสถานที่นี้กับจักรวาลของเราไม่ชัดเจน   ร่างกายที่ได้รับความศิริรุ่งโรจน์ แตกต่างมากจากร่างกายที่ไม่รุ่งโรจน์ ( แม้แก่นแท้แล้วจะเหมือนๆกัน )   ร่างกายที่ได้รับพระศิริรุ่งโรจน์ไม่เคลื่อนไหวและยึดเอาที่ว่างในวิธีเดียวกับที่ร่างกายไม่รุ่งโรจน์กระทำ   ยังมีที่ว่า  พระกายศิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้าและของแม่พระมารีย์คงอยู่ที่ใดที่หนึ่ง  แต่คำว่า “ ที่ใดที่หนึ่ง “นี้ จำเป็นจะต้องเป็น “ สถานที่แห่งหนึ่ง “  ซึ่ง “ ได้รับศิริรุ่งโรจน์ “  -- เหมือนกับที่ร่างกายศิริรุ่งโรจน์แตกต่างจากร่างกายที่ไม่รุ่งโรจน์   คงอาศัยอยู่ใน “ สถานที่ศิริรุ่งโรจน์ “ ซึ่งแตกต่างจาก” สถานที่ที่ไม่ศิริรุ่งโรจน์ “( นี้เป็นการหาเหตุผลของพ่อเอง และไม่ใช่คำสอนพระศาสนจักรเป็นทางการ – คำพูดของคุณพ่อไรอัน )
 

                                 
13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / รถยนตร์พลังไฟฟ้าคันแรกโดยฝีมือคนไทย เมื่อ: สิงหาคม 16, 2016, 08:45:45 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                 รถยนตร์พลังไฟฟ้าคันแรกโดยฝีมือคนไทย

Alan Petervich
Update August 16 , 2016

                                                                           https://www.youtube.com/watch?v=nf466k4KHPY&feature=youtu.be

                                                                                                  https://youtu.be/nf466k4KHPY


เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า

อีกไม่เกิน 10 ปี อุตสาหกรรมรถยนต์จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง บริษัทใหนปรับตัวไม่ทันก็จะเหมือน kodak กับ nokia ผู้บริโภคอย่างเราจะเลือกอะไร รถยนต์แบบเดิมมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องมากมาย ทั้งค่าบำรุงรักษา ระบบของเหลวที่ต้องเปลี่ยนตามระยะเวลา ซึ่งมันคือค่าใช้จ่ายทั้งนั้น มันคือการทำลายล้างอุตสาหกรรมเดิม เหมือนอย่างที่ apple ทำมาแล้ว
เตรียมผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยปลายปี 2558

By : Thai PBS News |
 
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / พระศาสนจักรคาทอลิกไทยกับภาษาละติน เมื่อ: สิงหาคม 16, 2016, 08:07:22 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                               พระศาสนจักรคาทอลิกไทยกับภาษาละติน

                                                                   www.thailiturgy.in.th/forum/viewtopic.php?f=17&t=12&viewliturgy_office

พุธ 20 มี.ค. 2013 9:28 am
Alan Petervich Update 16 สิงหาคม 2016

       อาณาจักรโรมันโบราณใช้ภาษาละตินเป็นภาษาราชการ แต่เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายลง คริสศาสนาก็เข้ามามีบทบาทในสังคมแทนที่จักรวรรดิโรมัน โดยพระศาสนจักรได้รับเอาภาษาละตินมาเป็นทางการของตน เพื่อถ่ายทอดคำสอนและรักษาความเป็นเอกภาพด้วยภาษาเดียวกัน คือภาษาละติน ทั้งในพิธีกรรม พระคัมภีร์ ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ ของพระศาสนจักร ในช่วงก่อนสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ภาษาละตินเป็นเพียงภาษาเดียวเท่านั้นที่พระศาสนจักรโรมันคาทอลิกใช้ ดังนั้น ในสมัยก่อน สามเณรทุกคนจะต้องเรียนภาษาละติน พระสงฆ์ทุกองค์จะต้องรู้ภาษาละติน ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดก็ตาม รวมทั้งประเทศไทยด้วย คริสตชนไทยในสมัยก่อนจึงต้องฟังมิสซาภาษาละติน ที่ใช้คำว่า “ฟัง” เพราะคริสตชนฆราวาสส่วนใหญ่ไม่เคยเรียนภาษาละติน ไม่รู้ว่าพระสงฆ์กำลังสวดอะไรเวลาที่ท่านประกอบพิธีกรรม บรรดาสัตบุรษที่มาวัดจึงได้แต่เพียงนั่งฟังด้วยความสำรวม

แต่หลังการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 พระศาสนจักรก็เปิดโอกาสให้ใช้ภาษาท้องถิ่นในการประกอบพิธีกรรมได้ด้วย อีกทั้งยังสนับสนุนให้สัตบุรุษมีส่วนร่วมในพิธีกรรมของพระศาสนจักรมากขึ้น จึงได้มีการปรับปรุงพิธีมิสซาใหม่ โดยใช้ภาษาท้องถิ่น เพื่อให้คริสตชนได้เข้าใจในสิ่งที่ตนเองกำลังร่วมอยู่ ในเวลานั้น ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ๆ ประเทศก็ได้ร่วมมือกันภายใต้หน่วยงานที่เรียนกว่า “the International Commission on English in the Liturgy (ICEL)” เพื่อแปลหนังสือมิสซา (Sacramentary)จากภาษาละตินเป็นภาษาอังกฤษ ที่จะได้ใช้ร่วมกันในหมู่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก การแปลในครั้งนั้นเป็นไปอย่างรวบรัด ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เพราะตัดเนื้อหาหลาย ๆ อย่างออกไปจากต้นฉบับภาษาละติน อีกทั้งใช้สำนวนภาษาที่ธรรมดาจนเกินไป ไม่คู่ควรกับการเป็นบทภาวนาต่อพระเจ้า แต่ก็ได้มีการใช้กันอย่างกว้างขวางตั้งแต่บัดนั้น จนถึงปี 2010 โดยในช่วงหลังปี 2000 ไม่นาน ที่ทางวาติกันได้ขอให้ทางกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ปรับปรุงเนื้อหาของหนังสือมิสซาเสียใหม่ ให้มีเนื้อหาที่ตรงกับต้นฉบับภาษาละตินมากที่สุด ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบซึ่งตั้งเพื่องานนี้โดยเฉพาะคือ Vox Clara จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาของหนังสือมิสซาดังกล่าว จนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2010 และจะเริ่มใช้ในช่วงปลายปี 2011 นี้

สำหรับพระศาสนจักรไทย หลังจากที่สังคายนาวาติกันที่ 2 อนุญาตให้ใช้ภาษาท้องถิ่นในการประกอบพิธีมิสซา ก็ได้มีการแปลบทมิสซาเป็นภาษาไทยด้วยเช่นกัน โดยมีทีมงานเพียงไม่กี่ท่าน ซึ่งมีความรู้และเชี่ยวชาญด้านภาษาละติน ท่านเหล่านั้นได้แปลบทภาวนาต่าง ๆ จากภาษาละตินเป็นภาษาไทยด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อให้มีความหมายตรงกับต้นฉบับมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันเราก็ยังแปลหนังสือมิสซายังไม่หมดทั้งเล่ม เนื่องจากเป็นหนังสือที่มีความหนามากกว่าหนึ่งพันหน้า เราจึงต้องแปลออกมาเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องใช้เป็นประจำก่อน เช่น บทประจำมิสซา บทภาวนาของพระสงฆ์สำหรับมิสซาวันอาทิตย์ วันธรรมดา และฉลองนักบุญ

เราลองมาดูตัวอย่างการแปลบทภาวนาในมิสซาระหว่างที่คณะกรรมการ ICEL กับ พระศาสนจักรไทยแปล เปรียบเทียบกับภาษาละตินและ สำนวนภาษาอังกฤษที่ Vox Clara แปลใหม่ เป็นบทภาวนาของประธาน วันอาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

ภาษาละติน

Adesto, Domine, famulis tuis, et perpetuam benignitatem largire poscentibus, ut his, qui te auctorem et gubernatorem gloriantur habere, et create restaures, et restaurata conserves. Per Dominum.

ภาษาอังกฤษของ ICEL

Father of everlasting goodness, our origin and guide, be close to us
and hear the prayers of all who praise you. Forgive our sins and restore us to life.
Keep us safe in your love. We ask this through our Lord Jesus Christ your Son, who lives and reigns with you and the Holy Spirit, one God, forever and ever. Amen

ภาษาอังกฤษของ Vox Clara

Draw near to your servants, O Lord and never cease to welcome their prayers,
that, for those who glory in you as Creator and guide, you will restore what you have created
and keep safe what you have restored. Through our Lord Jesus Christ your Son,
who lives and reigns with you, in the unity of the Holy Spirit, God forever and ever. Amen

ภาษาไทย ที่แปลและใช้มาตั้งแต่หลังสังคายนาวาติกันที่ 2 จะมีการปรับปรุงในปี้ 2011 นี้ ก็มีความหมายใกล้เคียงกับที่ Vox Clara ได้แปลใหม่ มากกว่าของ ICEL

ข้าแต่พระเจ้า โปรดอนุเคราะห์ช่วยเหลือบรรดาผู้รับใช้ และแสดงพระทัยเมตตาปรานีต่อผู้วอนขอตลอดไป
เขาทั้งหลายต่างภูมิใจที่มีพระองค์เป็นพระผู้สร้างและปกครอง  ขอทรงฟื้นฟูสิ่งที่ทรงสร้าง
และทรงพิทักษ์รักษาสิ่งที่ฟื้นฟูแล้วนี้ไว้ด้วยเถิด ทั้งนี้ ขอพึ่งพระบารมีพระเยซูคริสตเจ้า
พระบุตรผู้ทรงจำเริญ และครองราชย์ เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวกับพระองค์ และพระจิต ตลอดนิรันดร

จากตัวอย่างข้างต้น จึงจะเห็นได้ว่า เพราะเหตุใดคณะผู้ดำเนินการแปลพิธีกรรมเป็นภาษาไทยจึงไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษสำนวนแปลของ ICEL มาแปลเป็นภาษาไทยได้ เพราะความหมายห่างไกลและขาดตกบกพร่องไปจากต้นฉบับภาษาละตินอย่างมาก จนต้องมีการแปลจากภาษาละตินเป็นภาษาอังกฤษกันใหม่ คณะทำงานแปลจากภาษาละตินเป็นอังกฤษใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี ในการแปล แต่สำหรับประเทศไทยใช้เวลากว่า 40 ปี ก็ยังแปลไม่เสร็จ เพราะทรัพยากรบุคคลมีจำนวนแตกต่างกันลิบลับ เหตุผลอีกประการที่สำคัญคือ หลังจากที่สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 อนุญาตให้ใช้ภาษาท้องถิ่นในการประกอบพิธีกรรม พระศาสนจักรไทยเข้าใจผิด คิดว่าตั้งแต่นี้ไปจะเลิกใช้ภาษาละตินแล้ว จึงตัดวิชาภาษาละตินออกจากหลักสูตรของบ้านเณร ดังนั้น บรรดาพระสงฆ์ที่จบจากแสงธรรมตั้งแต่รุ่นแรกจึงไม่มีใครรู้ภาษาละติน มีเพียงพระสงฆ์รุ่นเก่า ๆ ที่เกษียณแล้วเท่านั้นที่พอจะรู้ภาษาละตินบ้าง แต่ก็แบบเลือนลางเต็มที่เพราะไม่ได้ใช้แล้ว เวลานี้ก็เหลือพระสงฆ์เพียงท่านเดียวที่รู้ภาษาละตินในระดับที่สามารถแปลเอกสารภาษาละตินของพระศาสนจักรได้ คือ คุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส ซึ่งท่านก็ได้ฉลอง 50 ปี ของการบวชเป็นพระสงฆ์ไปเมื่อปลายปี 2010

งานแปลเอกสารของพระศาสนจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิธีกรรมยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าหากพระศาสนจักรไทยส่งเสริมและสนับสนุนให้มีบุคลากรไปเรียนภาษาละตินให้แตกฉาน รู้หลักไวยากรณ์คำศัพท์ สามารถอ่าน เขียนภาษาละตินได้ ก็จะเป็นคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อพระศาสนจักรไทย ส่วนประเด็นที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงอนุญาตให้ทำมิสซาภาษาละตินแบบจารีตดั้งเดิมได้นั้น สำหรับประเทศไทย หากยังไม่มีพระสงฆ์ที่รู้ภาษาละตินก็คงยังไม่สามารถประกอบพิธีมิสซาในรูปแบบนั้นได้ เพราะมิสซาแบบดั้งเดิมมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่ต้องเอาใจใส่ และประกอบด้วยความรู้ในความหมาย คงเป็นการไม่เหมาะสมหากพระสงฆ์จะประกอบพิธีมิสซา โดยไม่เข้าใจและซาบซึ้งในส่งที่ตนเองกำลังกระทำอยู่

          Alan  Petervich  :

          โปรดสังเกตุข้อความที่ว่า " สำหรับประเทศไทยใช้เวลากว่า 40 ปี ก็ยังแปลไม่เสร็จ เพราะทรัพยากรบุคคลมีจำนวนแตกต่างกันลิบลับ เหตุผลอีกประการที่สำคัญคือ หลังจากที่สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 อนุญาตให้ใช้ภาษาท้องถิ่นในการประกอบพิธีกรรม พระศาสนจักรไทยเข้าใจผิด คิดว่าตั้งแต่นี้ไปจะเลิกใช้ภาษาละตินแล้ว จึงตัดวิชาภาษาละตินออกจากหลักสูตรของบ้านเณร ดังนั้น บรรดาพระสงฆ์ที่จบจากแสงธรรมตั้งแต่รุ่นแรกจึงไม่มีใครรู้ภาษาละติน มีเพียงพระสงฆ์รุ่นเก่า ๆ ที่เกษียณแล้วเท่านั้นที่พอจะรู้ภาษาละตินบ้าง แต่ก็แบบเลือนลางเต็มที่เพราะไม่ได้ใช้แล้ว เวลานี้ก็เหลือพระสงฆ์เพียงท่านเดียวที่รู้ภาษาละตินในระดับที่สามารถแปลเอกสารภาษาละตินของพระศาสนจักรได้ คือ คุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส ซึ่งท่านก็ได้ฉลอง 50 ปี ของการบวชเป็นพระสงฆ์ไปเมื่อปลายปี 2010 "   หลังจากที่สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 อนุญาตให้ใช้ภาษาถิ่นในการประกอบพิธีกรรม  พระศาสนจักรไทยเข้าใจผิด คิดว่าตั้งแต่นี้ไปจะเลิกใช้ภาษาลาตินแล้ว  จึงตัดวิชาภาษาลาตินออกจากหลักสูตรของบ้านเณร  ดังนั้น บรรดาพระสงฆ์ที่จบจากแสงธรรมตั้งแต่รุ่นแรก จึงไม่มีใครรู้ภาษาลาติน

          สภาพระสังฆราชชุดใดที่มีประธานสภาชื่อใด ไม่รอบคอบ  ผลีผลามตัดภาษาลาตินออกจากบ้านเณร  ทำให้พระสงฆ์ไทยรุ่นแรกที่บ้านเณรแสงธรรมผลิตออกมา  ไม่รู้ภาษาลาตินเลย  และ เมื่อทางวาติกันสั่งให้จัดมิสซาภาษาลาตินก็เงียบกริบ  เพราะไม่มีพระสงฆ์ที่ " เก่งลาตินและสามารถทำมิสซาลาตินได้ " เหลืออยู่ไม่กี่องค์  ที่ยังพอทำได้ก็คือคุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส   ยังมีพระสงฆือีกหลายองค์ที่เรียนจบบ้านเณรปีนังและสามารถทำมิสซาได้  พวกท่านพระสังฆราชแห่งสภาพระสังฆราชไม่กระตือรือร้นจัดให้มีมิสซาลาตินเองกระมัง  เพราะ แม้แต่ชื่อคำว่า Missa  ซึ่งใช้กันทั่วโลก  ยังดันมาแปล - ไม่เรียกทับศัพท์ - ว่า ‘พิธีบูชาขอบพระคุณ’  ยอมรับไหมว่าพวกท่านรับรองคำนี้ เป็นการรับรองข้อผิดพลาดยิ่งใหญ่สุดในระบบศาสนจักรโรมันคาทอลิกไทย!

          ศาสนจักรคาทอลิก ( ต้ดคำว่า โรมันออกไปเฉยเลย )ในประเทศไทย  น่าจะรู้ตัวแล้วว่า ไม่ระมัดระวังในหลายเรื่อง  แล้ว เมื่อใดพวกท่านจะศึกษาหาข้อผิดพลาดว่ามาจากอะไร  จะแก้ไขอย่างไร  ในเรื่องใดบ้าง  เมื่อไรครับจึงจะทำเช่นที่ว่านี้สักที  หรือทิ้งความเละเทะนี้ไว้ให้พระสังฆราชรุ่นหลังมาแก้เอง  เอาเปรียบรุ่นใหม่มากไปหรือเปล่าครับ?
          เรายังมีข้อสงสัยอีกหลายประการ ที่อยากให้สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยอธิบาย  คราวหนัาครับ.

                                                                                                     Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                                                Semper  vigilo  paratus  et  fidelis

                                                                                                            Alan  Petervich
 
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / สรุปประชามติเห็นชอบร่างฯ 61.35% เมื่อ: สิงหาคม 10, 2016, 10:26:38 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                          สรุปประชามติเห็นชอบร่างฯ 61.35% ลำพูนใช้สิทธิมากสุด กกต.พร้อมชง กม.ลูก ให้ กรธ.

                                                          http://www.manager.co.th/asp-bin/viewgallery.aspx?newsid=9590000079689&imageid=4184510


                                                                   

       
 โดย MGR Online   
 10 สิงหาคม 2559 17:32 น. (แก้ไขล่าสุด 10 สิงหาคม 2559 19:59 น.) 
 
        “กกต.” แถลงสรุปประชามติ คนใช้สิทธิ 29.7 ล้าน คิดเป็น 59.4% บัตรเสีย 9.36 แสนใบ เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 16.8 ล้าน ไม่เห็นชอบ 10.5 ล้านเสียง คิดเป็น 61.35% ต่อ 38.65% เห็นชอบคำถามพ่วง 15.1 ล้าน ไม่เห็นชอบ 10.9 ล้าน คิดเป็น 58.07% ต่อ 41.93% ชูไม่มีจังหวัดไหนใช้สิทธิต่ำ 50% เผย 3 จว.ชายแดนใต้บัตรเสียมากสุด กทม.พบน้อยสุด ลำพูนมาโหวตมากสุด ชุมพรคนเห็นชอบ 2 ประเด็นมากสุด “สมชัย” ไปพิษณุโลกพรุ่งนี้สอบวิธีนับคะแนนแต่ไม่นับใหม่ “ศุภชัย” พร้อมชง กม.ลูกให้ กรธ.
       
        วันนี้ (10 ส.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการการเลือกตั้งนำโดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ร่วมกันแถลงผลออกเสียงประชามติอย่างเป็นทางการที่ได้มีการนำส่งถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยในจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 50,071,589 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน หรือร้อยละ 59.40 บัตรเสีย 936,209 บัตร หรือร้อยละ 3.15 ประเด็นที่ 1 ร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบ 16,820,402 คะแนน หรือร้อยละ 61.35 ไม่เห็นชอบ 10,598,037 หรือร้อยละ 38.65 ประเด็นที่ 2 คำถามพ่วง เห็นชอบ 15,132,050 คน หรือร้อยละ 58.07 ไม่เห็นชอบ 10,926,648 หรือร้อยละ 41.93 ส่วนเรื่องร้องคัดค้านไม่มี
       
        ด้านนายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า ในปี 2550 ยังมีบางจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิไม่ถึงร้อยละ 50 แต่ครั้งนี้ไม่มีจังหวัดไหนที่ออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าร้อยละ 50 เลย จากนี้ไป กกต.ก็จะถอดบทเรียนปัญหาอุปสรรคในการออกเสียงเพื่อเป็นบทเรียนไว้สำหรับการจัดการเลือกตั้งปลายปีหน้า
       
        ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเป็นที่น่าพอใจ เกินกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิในปี 2550 บัตรเสียร้อยละ 3.15 อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจเช่นกัน เพราะมี 2 คำถาม น่าจะมีบัตรเสียมากกว่านี้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเสียเกิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างสูง คือ ปัตตานี ร้อยละ 7.43 นราธิวาส 7.11 ยะลา 6.54 ซึ่งจะนำไปศึกษาว่าเกิดจากเหตุใดทั้งในแง่ความรู้ ความเข้าใจ ปัญหาศาสนา ต้องไปดูเกิดจากอะไร ส่วนบัตรเสียน้อยสุดคือ กทม.ร้อยละ 1.53 สำหรับผู้มาใช้สิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก จ.ลำพูน 76.47 จ.แม่ฮ่องสอน 74.36 จ.เชียงใหม่ 73.17 จ.ตาก 70.06 จ.เชียงราย 67.64 ส่วนจังหวัดที่เห็นชอบทั้งประเด็นที่ 1 และประเด็น 2 เห็นชอบสูงสุด 5 จังหวัด คือ ชุมพร นครศรี ภูเก็ต สุราษฎ์ธานี ระนอง
       
        นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีการหันหลังนับคะแนนที่ จ.พิษณุโลก ว่า กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นวิธีการนับที่ผิดระเบียบ ต้องนับโดยเปิดเผย แต่ในหน่วยดังกล่าวไม่มีการร้องคัดค้านจึงจะไม่นับคะแนนใหม่ แต่เมื่อเป็นประเด็นสังคมให้ความสนใจ ตนจะเดินทางไป จ.พิษณุโลกด้วยตัวเองในวันพรุ่งนี้ (11 ส.ค.) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นเป็นเพียงคลิป การดำเนินการต่อไปคงต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น จำนวนเสียงไม่มีผลกระทบต่อการประกาศผลเป็นทางการ ทั้งนี้ ในส่วนของเปิดให้แสดงความคิดเห็นก่อนการออกเสียง ยืนยันว่าครั้งนี้เปิดโอกาสให้อย่างกว้างขวางและมีการดีเบตมากกว่าการเลือกตั้งหรือการประชามติทุกครั้งที่ผ่านมา
       
        จากนั้นผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการยกร่าง พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง นายศุภชัยกล่าวว่า การร่างกฎหมายลูกเป็นอำนาจของ กรธ. ถ้ามีการประสานมายัง กกต.เราก็พร้อมที่จะเสนอเนื่องจากขณะนี้เราได้มีการเตรียมความพร้อม มีคณะทำงานดำเนินการเรื่องดังกล่าวไว้อยู่แล้ว หากมีการประสานคิดว่าจะเสนอได้เร็ว แม้จะอายุมากแต่ไม่ทำงานช้า ส่วนที่มีการเสนอให้เซตซีโร่พรรคการเมืองเป็นเรื่อง กรธ.ที่จะพิจารณา กกต.ไม่มีหน้าที่ยกร่าง
       
        อีกด้านหนึ่ง นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รักษาการเลขาธิการสำนักงาน กกต. กล่าวว่า ยอดตัวเลขผลการออกเสียงที่เขย่งกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ โดยในกรณีบัตรดี และบัตรเสียที่ขาดไป 36 ใบนั้น น่าจะเกิดจากบัตรที่ถูกฉีกทำลาย เพราะส่วนนี้จะไม่ได้มีการนำมารวมอยู่เป็นบัตรดี หรือบัตรเสีย ส่วนยอดเห็นชอบและไม่เห็นทั้ง 2 คำถามที่เมื่อรวมแล้วไม่เท่ากัน และน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธินั้น เพราะมีผู้กาบัตรเพียงคำถามเดียวจำนวนมาก โดยตัวเลขดังกล่าวก็เป็นชุดเดียวกับที่ กกต. รายงานไปยังนายกรัฐมนตรี
       
        ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับยอดตัวเลขบัตรที่นับเป็นคะแนนในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งสิ้น 28,804,432 บัตร แต่เมื่อนำคะแนนเห็นชอบจำนวน 16,820,402 คะแนน และคะแนนไม่เห็นชอบจำนวน 10,598,037 คะแนนมารวมกัน กลับพบว่ามีจำนวนยอดน้อยกว่าจำนวนบัตรที่นับเป็นคะแนนถึง 1,385,993 คะแนน ส่วนประเด็นคำถามพ่วง มีบัตรที่นับเป็นคะแนนรวมทั้งสิ้น 28,804,432 บัตร แต่เมื่อนำคะแนนเห็นชอบ 15,132,050 คะแนน มารวมกับคะแนนไม่เห็นชอบจำนวน 10,926,648 คะแนนน ก็พบว่ามีจำนวนยอดรวมน้อยกว่า บัตรที่นับเป็นคะแนนถึง 2,745,734 คะแนน

         Credit : ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
หน้า: [1] 2 3 ... 111