แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 89
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: ทำอย่างไรให้รักตัวเอง : 20 วิธีที่จะสร้างคุณค่าแก่ตนเอง เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2015, 09:30:48 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

       8. เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่คุณทำได้ (Change what you can)
       
       ขอให้คุณทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรม ทางเลือกและการกระทำใดๆ ที่จะทำให้คุณรู้สึกรักตัวเองให้มากขึ้น แต่คุณต้องจำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอกเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้คุณชื่นชมตัวเองเพิ่มขึ้นมากนัก คุณจะรู้สึกดีมากขึ้นหากคุณจะลงมือกระทำสิ่งใดๆ ที่จะส่งผลต่อความคิดและความเชื่อของคุณ
       
       9. ภูมิใจกับความแตกต่างหรือเอกลักษณ์ในตัวคุณ (Celebrate your differences)
       
       ในบางครั้ง สิ่งที่เรารู้สึกไม่ชอบใจเกี่ยวกับตัวเองอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในสายตาผู้อื่นก็ได้ ถ้าคุณเป็นแกะดำของครอบครัว คุณอาจเชื่อว่าคุณดูแปลกไม่เหมือนคนอื่น แต่เมื่อคุณเติบโตขึ้น คนอื่นอาจมองว่าคุณมีบุคลิกภาพหรือมีวิถีชิวิตที่น่าสนใจและมีเสน่ห์ดึงดูด ดังนั้น อย่าดิ้นรนที่จะเปลี่ยนแปลง แต่จงภูมิใจในเอกลักษณ์ของเรา
       
       10. หมั่นฝึกความกตัญญูหรือการซาบซึ้งในพระคุณของผู้อื่น (Practice gratitude)
       
       ในเวลาที่คุณคิดกับตัวเองในเชิงลบ ขอให้เปลี่ยนหรือหักเหความสนใจไปสู่สิ่งที่ทำให้คุณซาบซึ้งใจ คุณอาจจะจดบันทึกทุกเรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกซาบซึ้งใจ จากที่สำคัญน้อยและไปจนถึงสำคัญมากที่สุด แต่อย่าเพียงแค่จดเนื้อหาเพียงย่อๆ แต่ขอให้ดูรายละเอียดของแต่ละเรื่องและคิดว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรหากไม่เกิดเรื่องเหล่านี้ มีผลการศึกษาที่พิสูจน์ชัดว่าการฝึกความกตัญญูหรือการซาบซึ้งในพระคุณของผู้อื่นจะทำให้คุณมีมุมมองกับชีวิตในเชิงบวกและมีความสุขมากขึ้น
       
       11. รู้จักแสดงความเห็นอกเห็นใจในตัวเอง (Show compassion for yourself)
       
       คุณต้องหัดเสแสร้งว่าคุณคือเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง และรู้จักที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจตนเองเหมือนกับที่คุณทำกับคนอื่นๆ แทนที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกต่ำต้อย คุณต้องใช้คำพูดที่กระตุ้นและให้กำลังใจแก่ตนเอง คุณต้องคิดอยู่เสมอว่าคุณสมควรที่จะได้รับความมีน้ำใจเช่นเดียวกับคนอื่น ดังนั้น คุณต้องปฏิบัติกับตัวเองดีๆ เช่นกัน
       
       12. เรียนรู้ที่จะใช้ทักษการสื่อสารที่ชาญฉลาด (Learn healthy communication skills)
       
       การที่คุณสามารถสื่อสารถึงความรู้สึกและความกลัวของตัวเองแบบมีวุฒิภาวะ ไม่เผชิญหน้ารุนแรง และในแบบที่ชาญฉลาดจะส่งผลต่อความนับถือในตัวคุณ อีกทั้งยังช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณกับผู้อื่นดีขึ้นด้วย คนทุกคนมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือไม่มั่นคง แต่แทนที่จะซ่อนหรือลดทอนสิ่งเหล่านี้ลง คุณควรพยายามปรับปรุงสภาวะทางอารมณ์เพื่อลดปฏิกิริยาตอบโต้และสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น
       
       13. พอใจที่จะสร้างขอบเขตของตัวคุณ (Be willing to set boundaries)
       
       เมื่อใดที่คุณไม่รักตัวเอง มันหมายถึงการอนุญาตให้คนอื่นเอาเปรียบตัวคุณ บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะเราไม่เคยที่จะกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างสิ่งที่คุณต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติกับคุณกับสิ่งที่คุณไม่ต้องการ การทำแบบนี้อาจดูยากหากคุณปล่อยให้ผู้อื่นทำเช่นนี้จนเคยชิน ดังนั้น ขอให้คุณเริ่มบอกถึงขอบเขตของคุณและพยายามที่จะฝึกการอยู่ในขอบเขตนั้นอย่างแน่วแน่
       
       14. รู้จักพูดเพื่อตัวเอง (Speak up for yourself)
       
       ส่วนหนึ่งในการสร้างและปฏิบัติตัวภายในขอบเขตของตัวคุณคือการรู้จักที่จะพูดเพื่อตัวเอง ถ้าใครพูดหรือทำสิ่งใดที่คุณไม่ชอบ หรือคุณมีความเห็นที่ต้องปิดบังเพราะอาจทำให้คนอื่นกลัวหรือโกรธ คุณต้องพยายามก้าวข้าม “เขตสบาย” (comfort zone) ของตัวเองและกล้าพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจของคุณออกมา คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างสบายๆ แต่แน่วแน่ ถึงแม้ว่าจะต้องฝืนใจเสแสร้งทำมันในตอนแรกๆ ก็ตาม
       
       15. ดูแลและใส่ใจตัวเอง (Take care of yourself)
       
       คุณควรแสดงความรักและเห็นอกเห็นใจในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติกับร่างกาย จิตใจ หรือแม้แต่อารมณ์ โดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ไปพบแพทย์ ดูแลความสะอาดของร่างกาย และหาวิธีที่จะกระตุ้นจิตใจให้สงบเงียบและสบาย เมื่อคุณทำสิ่งเหล่านี้กับตัวเองเหมือนกับที่ปฏิบัติกับผู้อื่น คุณก็จะรู้สึกมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น
       
       16. พยายามทำในสิ่งที่รัก (Find your passion)
       
       เมื่อคุณพบบางอย่างที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นงานหรือแม้แต่งานอดิเรก คุณจะพบว่าชีวิตต้องการอะไร การได้ทำในสิ่งที่รักทำให้คุณยินดีตื่นแต่เช้าและกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งเหล่านั้นด้วยทักษะและความถนัดที่คุณมีอยู่ และมันจะนำไปสู่การยอมรับในตัวเองโดยที่คุณไม่ต้องเสแสร้งเป็นในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็น
       
       17. ทำตัวให้ง่ายและสมดุล (Simplify and create balance)
       
       ชีวิตที่ยุ่งเหยิง สับสน และเร่งรีบล้วนแต่ดูดพลังงานและทำให้คุณเหนื่อยล้า คุณต้องคิดว่าสมดุลชีวิตที่ต้องการเป็นอย่างไร และเริ่มที่จะตัดทิ้งงานหรือภาระผูกพันใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตของคุณออกไปบ้าง เพื่อที่จะทำให้คุณมีช่องว่างหรือมีอากาศหายใจพอที่จะทำสิ่งที่คุณรัก ทำงานเพื่อตัวเอง และสามารถจัดสรรเวลาและพลังงานได้ดีขึ้น การปล่อยให้ตัวเองมีช่องว่างบ้างถือเป็นวิธีหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณรักตัวเอง
       
       18. จัดการกับบาดแผลหรือสิ่งที่ทำให้บาดเจ็บในอดีต (Deal with past wounds)
       
       ถ้ามีอะไรในวัยเด็กหรือในอดีตที่ผ่านมาที่ส่งผลกระทบต่อความนับถือในตัวเองของคุณ หรือเป็นข้อจำกัดต่อการรักตัวเอง ขอให้คุณพยายามหาวิธีการที่จะรักษาบาดแผลเหล่านั้น โดยคุณอาจคุยกับที่ปรึกษาที่สามารถช่วยเหลือให้คุณค้นพบถึงอดีตที่เจ็บปวด และร่วมมือกันหาวิธีที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคุณและผู้อื่นให้ดีขึ้น
       
       19. ฝึกฝนการให้อภัย (Practice forgiveness)
       
       คุณจะรักตัวเองได้ก็ต่อเมื่อคุณรู้จักที่จะให้อภัยตัวเองและผู้อื่นที่ทำให้คุณเสียใจ การให้อภัยตัวเองก็เหมือนกับการที่คุณให้อภัยคนที่คุณรักโดยไม่รู้สึกฝืนใจและทำด้วยความเห็นอกเห็นใจ การตอกย้ำตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ขอเพียงแค่คุณทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิด ยึดมั่นในความดีงาม ส่วนผลลัพท์จะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยมันไป และถ้ามีใครทำให้คุณเจ็บ ก็รู้จักให้อภัยแก่พวกเขาถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ร้องขอ การรู้จักให้อภัยเป็นก้าวสำคัญสำหรับความนับถือตัวเอง และสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
       
       20. แสดงให้ผู้อื่นเห็นถึงความรักที่คุณต้องการ (Show the love you want to others)
       
       ถ้าคุณอยากได้ความรัก คุณต้องเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และปฏิบัติกับผู้อื่นในแบบเดียวกัน อย่าพยายามให้ความรักเพียงแค่ต้องการทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกว่าเรามีคุณค่า หรือแค่เพียงหวังสิ่งตอบแทน คุณต้องให้ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขโดยไม่คาดหวัง ยิ่งคุณสามารถรักผู้อื่นได้อย่างใจกว้างมากเท่าใด คุณก็จะมีความรักให้กับตัวเองมากเท่านั้น
       
       การเรียนรู้ที่จะรักตัวเองเป็นกระบวนการ เมื่อคุณเริ่มไว้ใจตัวเอง และกำหนดความต้องการและความปรารถนาของตนเองได้แล้ว คุณจะต้องการเหตุผลและการสนับสนุนจากคนอื่นน้อยลง คุณต้องสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับความเชื่อและความปรารถนาที่แท้จริงของตนเอง และมันจะนำคุณไปสู่ความมีคุณค่าและการเป็นที่รักได้อย่างยั่งยืน
       
       ด้วยความพยายามที่เต็มไปด้วยการเอาใจใส่และการเปลี่ยนทัศนคติ คุณจะพบว่าคุณสามารถนับถือตัวเองและควรค่าแก่การได้รับความรักของตนเอง
       
       “คุณมีค่าคู่ควรที่จะได้รับความรักและความชื่นชอบเหมือนกับคนอื่นๆ ในโลกนี้” (You yourself, as much as anybody in the entire universe, deserve your love and affection)

       
2  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทำอย่างไรให้รักตัวเอง : 20 วิธีที่จะสร้างคุณค่าแก่ตนเอง เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2015, 09:28:47 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                    ทำอย่างไรให้รักตัวเอง : 20 วิธีที่จะสร้างคุณค่าแก่ตนเอง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
18 พฤษภาคม 2558 00:31 น.

                                                     http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000056204

       บทความโดย - Barrie Davenport แปลโดย - สุนทรี ปานนิลวงศ์
       
       ทำไมเราจึงรู้สึกลำบากใจที่จะรักตัวเอง?
       
       
       ถึงแม้เราจะคิดว่าตัวเองมีคุณค่า แต่ในใจของเราอาจจะไม่รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ บ่อยครั้งเมื่อคนที่รักเราชมเราว่า “เธอสวย สง่า และมีความสามารถ” เรามักไม่ค่อยเชื่อ แต่ถ้าหากเสียงกระซิบเบาๆ ภายในใจบอกเราว่า “เราน่าเกลียด โง่ และไม่มีใครรัก” เรากลับเลือกที่จะเชื่อมัน
       
       ภายใต้สภาวะทางอารมณ์หลากหลายที่เราต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความหดหู่เศร้าใจหรือปัญหาด้านความสัมพันธ์ เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เราต้องดิ้นรนที่จะรักตัวเอง และเมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกด้อยค่า ไม่สามารถยอมรับกับข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนของตัวเอง อารมณ์ของเราก็จะขุ่นมัว (ซึ่งแสดงออกด้วยอาการหดหู่หรือตื่นเต้น) หรือไม่ก็แสดงพฤติกรรมในเชิงลบ (ด้วยอาการโกรธขึ้ง ประพฤติตัวก้าวร้าวหรือดื้อเงียบ หรือแม้แต่เกิดความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย)
       
       ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการบรรลุเป้าหมายและความสำเร็จในชีวิต เมื่อเราไม่รักตัวเอง เราก็จะประนีประนอมกับความสัมพันธ์และทุกเรื่องในชีวิตของเรา ซึ่งมันจะทำให้เราไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และไม่รู้สึกอิ่มเอิบกับความสุขและความสำเร็จได้อย่างแท้จริง ความรู้สึกด้อยค่าเช่นนี้จะกัดกร่อนความสุขของเราด้วยการกระทำหลายรูปแบบที่ล้วนแต่ทำลายตัวของเราเอง เช่น
       
       • อาการอยากได้นั่นนี่ รู้สึกไม่ปลอดภัย และต้องการให้คนเอาใจใส่ (Neediness, insecurity, and people-pleasing)
       • อาการต่อต้าน และมีความไวสูงต่อการตอบสนอง อาจถึงขั้นภูมิแพ้ (Defensiveness and hypersensitivity)
       • ความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงและยุ่งยาก (Difficult, chaotic relationships)
       • อาการกินผิดปกติ (Eating disorders)
       • อาการตื่นตัว ตกใจง่าย และกลัวมากเมื่อกระทำผิด (Hyper vigilance, extreme fear of making mistakes)
       • พฤติกรรมดื้อเงียบ (Passive-aggressiveness)
       • อุดมคตินิยม หรือการพยายามทำตัวให้สมบูรณ์แบบ (Perfectionism)
       • การสร้างระยะห่างหรือพื้นที่ส่วนตัวระหว่างบุคคล (Poor personal boundaries)
       • ทักษะในการติดต่อสื่อสารต่ำ (Poor communication skills)
       • ทักษะในการเข้าสังคมต่ำ (Poor social skills)
       • แสดงความสำส่อนทางเพศ (Promiscuity)
       • ความผิดปกติทางเพศ มีปัญหาทางเพศ (Sexual dysfunction)
       • ทำงานได้ผลงานต่ำกว่าที่ควร ผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควร (Underachievement)
       • แสดงพฤติกรรมบ้างาน (Workaholic behaviors)
       • ทำตัวไม่น่าเชื่อถือ ดูเสมือนใส่หน้ากาก (Inauthenticity, wearing a mask)
       
       การรักตัวเองอาจเป็นเรื่องยาก เพราะว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่สะท้อนให้เห็นว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เราอาจยอมรับในหลักการว่าตัวเราเองมีคุณค่าจากการให้กำลังใจและสนับสนุนของครอบครัวและเพื่อนๆ ที่รักเรา แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยคำวิจารณ์ การเปรียบเทียบ และการตัดสิน เรามักจะถูกบอกว่าเรายังดีไม่พอ และเราก็เชื่อมัน
       
       เรามักลืมที่จะไว้ใจและยึดมั่นกับความเชื่อและวิจารณญาณของตัวเอง แต่ในทางกลับกัน เรากลับนิ่งเฉยและพอใจที่จะให้คนอื่นมาสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เรา ถ้าคนเหล่านั้นไม่ชอบในสิ่งที่เราเป็น เราก็จะดิ้นรนเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นอีกคนที่โลกพอใจและอนุญาตให้เราเป็น
       
       การทำแบบนี้จะทำให้เราก้าวไปติดกับดักของ “อคติเชิงลบ” ที่ยิ่งมีมากก็จะทำให้เรามุ่งความสนใจไปกับความเชื่อและการกระทำในด้านลบมากกว่าด้านบวก เราจะถูกเหนี่ยวรั้งให้จดจ่อกับข้อผิดพลาดและจุดอ่อนของตนเองมากกว่าคุณสมบัติเชิงบวกที่เรามีอยู่
       
       การพยายามสร้างคุณค่าในตัวเองเป็นเรื่องที่ท้าทาย มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจำนวนมากทุกข์ทรมานกับความต่ำต้อยของตัวเอง ดังนั้น หากเราต้องการสร้างคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง เราต้องเรียนรู้ที่จะคิดหาวิธีการใหม่ๆ และตอบสนองกับข้อมูลที่เราได้รับรอบๆ ตัวเรา

       และนี่คือความคิดเห็น / ข้อเสนอแนะที่จะทำให้คุณรู้จักรักตัวเอง
       
       1. กำหนดนิยามของ “คุณค่า” ที่คุณต้องการ (Define worthiness for yourself)
       
       ขอให้คุณตรวจสอบค่านิยมหรือหลักการของตนเอง คิดถึงสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง และระบุให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่คุณเชื่อ บุคคลประเภทไหนที่คุณอยากเป็น และคุณต้องการใช้ชีวิตอย่างไร (ต้องเป็นสิ่งที่ทำได้และเป็นจริงได้เท่านั้น) จากนั้นให้สร้างระบบปฏิบัติการส่วนตัวสำหรับชีวิตของคุณ โดยไม่ต้องสนใจกับสิ่งที่คนอื่นคิดว่าดีที่สุดสำหรับคุณ
       
       2. ตระหนักรู้ในความคิดของตัวเอง (Become aware of your thoughts)
       
       ขอให้คุณเริ่มต้นโดยการให้ความสนใจกับความคิดของตัวเอง และพยายามทบทวนว่าคุณมีความคิดเชิงลบเกี่ยวกับตัวเองบ่อยครั้งหรือไม่ การตระหนักรู้แบบนี้จะทำให้คุณหลุดพ้นจากความคิดแม้เพียง 2-3 นาที ทั้งนี้ คุณต้องพยายามลดทอนความคิดในเชิงลบด้วยการรู้จักกับตัวตนของมัน โดยคุณอาจพูดกับตัวเองว่า “เราคิดในเชิงลบอีกแล้ว ดูสิว่ามันกำลังทำอะไรกับเราอยู่”
       
       3. กลั่นกรองการรับรู้ (Filter your perceptions)
       
       เมื่อคุณรู้จักรูปแบบความคิดของคุณมากขึ้นแล้ว ขอให้คุณเริ่มกลั่นกรองความคิดของคุณโดยการพิจารณาความเป็นจริง จงถามตัวเองว่า “ความคิดของฉันมันเป็นจริงหรือไม่? มันเป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือเป็นแค่เพียงการรับรู้ความจริงเท่านั้น?” ขอให้คุณพยายามท้าทายความรู้สึกในเชิงลบ และหาเหตุผลที่จะมาโต้แย้งกับความคิดเชิงลบเหล่านั้น จงทำในสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายการยึดติดกับความเชื่อที่ทำให้คุณจำกัดตัวเอง
       
       4. สร้างสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ (Create new environments)
       
       ถ้าสภาวะแวดล้อมหรือสถานการณ์ใดๆ มีส่วนทำให้คุณรู้สึกด้อยคุณค่า คุณต้องเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมเช่นนั้น โดยการนำตนเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกประสบผลสำเร็จ ได้รับการยอมรับ และมีความสุขให้บ่อยขึ้น คุณต้องพยายามใช้จุดแข็งของตัวเองเพื่อทำในสิ่งที่คุณถนัดมากกว่าการดิ้นรนทำในสิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกแย่และตกต่ำลง
       
       5. คบกับคนที่ทำให้คุณดีขึ้น (Find the right tribe)
       
       ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มของคนที่ชอบวิจารณ์และตัดสินผู้อื่น มันจะยิ่งตอกย้ำให้คุณรู้สึกด้อยค่า ดังนั้น ขอให้คุณคบกับเพื่อนที่พร้อมให้กำลังใจ แสดงความห่วงใย สนุกสนาน และอยู่ด้วยแล้วมีความสุข คุณควรเลิกคบกับคนที่ทำให้คุณรู้สึกต่ำต้อย เป็นพวกชอบควบคุม หรือปฏิบัติกับคุณแบบแย่ๆ ใช่ ! มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำแบบนี้ แต่การเลิกคบเพื่อนที่ไม่ดีแบบนี้เพียงหนึ่งคนจะส่งผลให้ความรู้สึกของคุณดีขึ้นอย่างมากมายในแต่ละวัน
       
       6. พยายามฝึกการมองโลกในแง่ดี (Practice realistic optimism)
       
       ถ้าคุณไม่เชื่อว่าคุณเป็นที่ชื่นชอบ และเชื่อว่าการคิดเช่นนั้นเป็นเรื่องที่ผิด แทนที่คุณจะพูดถึงตัวเองแบบนั้น ขอให้คุณพยายามพูดกับตัวเองด้วยคำพูดในเชิงบวกจะดีกว่า ตัวอย่างเช่น คุณอาจพูดว่า “วันนี้ ฉันอาจจะทำงานไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ แต่ฉันรู้ดีว่าฉันสามารถแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นและมันทำให้ฉันรู้สึกดี” คิดอยู่เสมอว่าการแก้ไขปรับปรุงเป็นเรื่องที่ทำได้เสมอ และมันจะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีขึ้นให้กับตัวคุณ
       
       7. เรียนรู้ที่จะยอมรับ (Learn the power of acceptance)
       
       บางครั้งคุณอาจรู้สึกไม่ชอบหน้าตาหรือร่างกายของตัวเอง หรือบางทีคุณดูเป็นคนที่ไม่ร่าเริงหรือน่าสนใจในสายตาของผู้อื่น และเมื่อคุณเห็นคนอื่น คุณก็คิดปรารถนาที่จะเป็นเหมือนพวกเขาเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริง หลายสิ่งในชีวิตมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คุณมีทางเลือกระหว่างการดิ้นรนเพื่อเป็นเหมือนพวกเขา หรือเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน และหากคุณยอมรับมันได้ คุณก็จะมีพลังงานเหลือเพียงพอที่จะไปทำสิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์มากขึ้น วิธีที่จะฝึกการยอมรับให้ได้ผล คือการเผชิญหน้ากับข้อบกพร่องของคุณอย่างตรงไปตรงมา และพยายามผ่อนคลายจิตใจของตนเองให้มากขึ้น
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “บิ๊กป้อม-คนบัวแก้ว-ตร.” ไม่ขอขยายความปมยกเลิกพาสปอร์ตไทย “ทักษิณ” เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2015, 11:20:51 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                          “บิ๊กป้อม-คนบัวแก้ว-ตร.” ไม่ขอขยายความปมยกเลิกพาสปอร์ตไทย “ทักษิณ”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
27 พฤษภาคม 2558 20:16 น.
(แก้ไขล่าสุด 27 พฤษภาคม 2558 21:43 น.)
                                                                   http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000060402

       “บิ๊กป้อม - คนบัวแก้ว - ตร.” โบ้ยเหตุยกเลิกพาสปอร์ตไทย “ทักษิณ” ฝ่ายความมั่นคงชงเรื่อง ให้ ปอท. ส่ง กระทรวงการต่างประเทศ ยึด! “ปลัด กต.” ลั่น! ไม่ต้องการที่จะขยายความอาจเป็นการสร้างปัญหามากขึ้น ย้ำ “คนโดนถอนพาสปอร์ต” ต้องกลับไทยเท่านั้น!!! เตรียมส่งหนังสือเวียนไปยังสถานทูตไทยทั่วโลกทราบพร้อมกัน
       
       วันนี้ (27 พ.ค.) ที่ประทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ส่งเรื่องมาให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณา ว่า การกระทำของ พ.ตท.ทักษิณ เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดในการยกเลิกพาสปอร์ตหรือไม่ ซึ่งการพิจารณายกเลิกเป็นหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้น คงต้องไปสอบถามกระทรวงการต่างประเทศ ถึงขั้นตอนการดำเนินการดังกล่าว
       
       นายนรชิต สิงหเสนี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่ต้องการที่จะขยายความถึงเรื่องดังกล่าว เพราะอาจเป็นการสร้างปัญหามากขึ้น โดยรายละเอียดทั้งหมดคิดว่าชัดเจนแล้วตามที่กระทรวงได้แถลงไปก่อนหน้านี้
       
       นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงดำเนินการตามหน้าที่ภายหลังได้รับการประสานงานจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในการยกเลิกพาสปอร์ต โดยจากนี้ ทางกระทรวงจะส่งหนังสือเวียนถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยทั่วโลก เพื่อแจ้งให้ทราบถึงคำสั่งดังกล่าว
       
       “ดังนั้น ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีพาสปอร์ตไทยอยู่ในการครอบครองแล้ว ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ แต่หากจะเคลื่อนไหวในต่างประเทศอย่างไรต่อไปนั้น เป็นการดำเนินการส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมไม่ทราบ”
       
       นายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล กล่าวว่า ทางกระทรวงเพียงแค่ดำเนินการยกเลิกพาสปอร์ตตามหน้าที่เท่านั้น โดยทั่วไปคนที่ถูกยกเลิกพาสปอร์ตก็คงต้องเดินทางกลับประเทศไทย แต่การดำเนินการต่อไปอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลที่ถูกยกเลิกพาสปอร์ตว่าจะตัดสินใจ
       
       ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้เป็นผู้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ทำการยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างใด โดยกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงได้มีข้อมูลพบว่า อดีตนายกฯได้ไปพูดให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ แล้วเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหลายข้อ จึงได้เข้าไปแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ให้ดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่
       
       “จากนั้นทาง ปอท. ได้รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ทราบว่า มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความให้สอบสวนคดีดังกล่าว และทางกระทรวงการต่างประเทศ จึงได้ใช้ดุลพินิจแล้วเห็นว่า มีเหตุเข้าข่ายการกระทำความผิด และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้พิจารณายกเลิกหนังสือเดินทางดังกล่าว” โฆษก ตร. กล่าว
       
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / “ไพบูลย์” เตือนพระระดับเจ้าคณะใหญ่ถึงเจ้าอาวาส ห้ามรับทรัพย์เกิน 3 พัน เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2015, 04:50:53 PM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                            “ไพบูลย์” เตือนพระระดับเจ้าคณะใหญ่ถึงเจ้าอาวาส ห้ามรับทรัพย์เกิน 3 พัน

ดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
27 พฤษภาคม 2558 13:24 น. (แก้ไขล่าสุด 27 พฤษภาคม 2558 13:49 น.)

                                                               http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000060140

      “ไพบูลย์” ปฏิเสธ กก.ปฏิรูปพระพุทธศาสนาฯ เสนอนายกฯ เก็บภาษีพระ ให้เจ้าอาวาสมีวาระ 5 ปี แถมไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ ขณะเดียวกัน เตือนพระระดับปกครองตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่จนถึงเจ้าอาวาส ถือเป็นเจ้าพนักงานรัฐ ห้ามรับทรัพย์สินเกิน 3 พัน ฝ่าฝืนผิดกฎหมาย ป.ป.ช.
       
       นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกาสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงข่าวปฏิเสธกรณีมีพระสงฆ์ไปเผยแพร่ว่าคณะกรรมการฯชุดนี้เสนอนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 ข้อ คือ 1. ให้มีการเรียกเก็บภาษีพระที่มีรายได้เกิน 20,000 บาทต่อเดือน 2. รัฐควรมีมาตรการลงโทษพระสงฆ์ที่กระทำความผิดอย่างรุนแรง 3. ควรให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าเจ้าอาวาสควรมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ยืนยันว่าทั้ง 3 ข้อไม่ใช่ข้อเสนอของคณะกรรมการฯ แต่เป็นของ สปช.คนหนึ่งที่แสดงความเห็นส่วนตัวในการอภิปรายตอนที่คณะกรรมการฯ ชุดนี้ได้เสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ต่อที่ประชุม สปช. ซึ่งได้มีการรวบรวมความเห็นทั้งหมดทั้งในส่วนของคณะกรรมการฯ สมาชิก สปช.ที่อภิปราย ก่อนสรุปเป็นรายงานนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พระสังฆาธิการ
       
       นายไพบูลย์กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมการฯ ไม่เห็นด้วยต่อการเก็บภาษีพระ เพราะจะเป็นการส่งเสริมให้พระไปทำธุรกิจและแสวงหากำไร เพื่อนำเงินไปเสียภาษี ตรงนี้จะขัดต่อพระธรรมวินัยที่ไม่ให้พระมุ่งแสวงหากำไร ส่วนเรื่องกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของเจ้าอาวาสควรอยู่ที่ 5 ปีนั้น คณะกรรมการฯ ก็ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าพระควรต้องอยู่กับชุมชน และร่วมพัฒนาพื้นที่กับชาวบ้าน ส่วนในเรื่องบทลงโทษให้รุนแรงขึ้นก็เห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะมีเรื่องอาบัติและการปาราชิกควบคุมอยู่
       
       นายไพบูลย์กล่าวว่า ขอฝากเตือนไปถึงพระสังฆาธิการ หรือพระสงฆ์ผู้มีตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไทย ที่ประกอบด้วย 1. เจ้าคณะใหญ่ 2. เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค 3. เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด 4. เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ 5. เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล 6. เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ที่ในประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติให้เป็น “เจ้าพนักงาน” โดยอาศัยการตีความจากศาลฎีกา ในคำพิพากษาฎีกาที่ 2003-1005/2500 และคำพิพากษาฎีกาที่ 2003-2005/2500 ดังนั้น จึงห้ามพระสังฆาธิการรับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท หากเกินวงเงินดังกล่าวต้องนำทรัพย์สินมอบให้วัด และหากฝ่าฝืนก็จะผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 103 พร้อมทั้งเสนอให้พระสังฆาธิการเปิดเผยทรัพย์สิน เนื่องจากเงินตราเปรียบเป็นเหมือนอสรพิษของพระสงฆ์

         Petervich  :  เห็นข่าวดังกล่าวใน ASTV ผู้จัดการ  ตกใจ  เพราะไม่ทราบจริงๆว่า  บทบัญญัติดังกล่าวรวมเอาบาทหลวง ซึ่งเป็นพระสงฆ์ของศาสนจักรโรมันคาทอลิกด้วยหรือไม่  เห็นทีจะต้องเสาะหาข้อมูลจากคำพิพากษาศาลฎีกา  ไม่ทราบว่ามีบ้างหรือไม่  คาทอลิกผู้ใดทราบเกี่ยวกับกฎหมายข้อนี้  กรุณาส่งมาให้ด้วย  จะได้เผยแพร่เพื่อเตือนท่านบาทหลวงให้ระมัดระวัง ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป   ดีใจหน่อยที่มีการระบุชัดเจนว่า พระภิกษุที่เข้าข่ายนั้น ถือว่าเป็น" เจ้าพนักงาน " แต่บาทหลวงไม่ใช่ - ครับ.
5  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: พระพรทรงพลัง 9 ประการของพระจิต จากพระคัมภีร์ เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2015, 10:13:46 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

The Gift of Healing  พระพรแห่งการบำบัดรักษา

The gift of healing has been a controversial one (v 9). Some “faith healers” claim to have this gift yet have often been exposed to be frauds by undercover reporters. Many of those “healed” have been interviewed prior to their supposed healing. Some tap the power of positive thinking to convince them that they are healed. Others have even used “scam artists” or actors to portray someone that has been healed from an infirmity that they never actually had. This gift was more prominent in the New Testament church to confirm that Jesus Christ’s name had power and that God was working in the church. I am not saying that people are still not healed today but the days of having someone’s shadow passing over them and they are instantly healed is over. The gift of healing may be in relations to the power of prayer and we know that the effectual prayer of a righteous man or woman can accomplish miracles (James 5:16). In any event, we must attribute any healing that is done is “…by that one Spirit“ and not by humans (v 9).

พระพรแห่งการบำบัดรักษาเป็นเรื่องหนึ่งที่มีการโต้แย้งกันมาก (v 9) “ กลุ่มผู้บำบัดรักษาด้วยความเชื่อ” บางคนอ้างว่าได้รับพระพรนี้ก็บ่อยทีเดียวถูกพิสูจน์ว่าเป็นการหลอกลวงโดยบรรดานักข่าวปกปิด   ส่วน”ผู้ได้รับการบำบัด” มากมายได้รับการสัมภาษณ์ล่วงหน้าก่อนการบำบัดรักษาที่ว่านั้น   บางคนต่อท่อพลังความคิดด้านบวกเพื่อเอาชนะผู้คนว่าพวกเขานั้นได้รับการบำบัด  หลายคนถึงกับเคยใช้ “ศิลปินหลอกลวง” หรือ นักแสดงให้มาทำเป็นว่าตนได้รับการบำบัดรักษาจากความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ความจริงแล้วพวกเขาไม่เคยเป็นเลย  พระพรประการนี้โด่งดังมากในศาสนจักรพระธรรมใหม่ เพื่อยืนยันว่าชื่อของพระเยซูคริสต์มีพลังอำนาจ และพระเจ้ากำลังทำงานอยู่กับศาสนจักร   ฉันมิได้พูดว่า ประชาชนในทุกวันนี้ยังไม่ได้รับการบำบัดรักษา  แต่  ช่วงวันเวลาที่มีเงาของใครคนหนึ่งลอยผ่านพวกเขาไปและพวกเขาได้รับการบำบัดรักษานั้น ผ่านพ้นไปแล้ว   พระพรแห่งการบำบัดรักษาอาจสัมพันธ์กับพลังอำนาจของคำภาวนา และเราทราบว่าคำภาวนาที่ได้ผลจริงต้องมาจากชายหรือหญิงผู้มีคุณธรรมสูงส่งที่สามารถทำอัศจรรย์ได้ ( เจมส์ 5:16) ในเหตุการณ์ใดก็ตาม  เราต้องถือว่าการบำบัดรักษาใดๆที่เกิดขึ้นนั้น “...เกิดโดยจิตวิญญาณดวงหนึ่ง “ และไม่ใช่มาจากมนุษย์คนใด
  
The Gift of Miracles พระพรแห่งอัศจรรย์

The gift of “miraculous powers“ is another gift of the Spirit that appears to be unique to the New Testament church (10). This may also be associated with faith healers who claim that that have the gift of miraculous powers but they must remember that any gift or its results are always credited to the spirit and not to humans. It could also be attributed to those who are prayer warriors. There is an elderly lady that I know I want her praying for me. I have had some pretty interesting results when this lady has prayed for me. I would call some of the things that have happened miraculous in some ways. The greatest miracles that occur today are, for the most part, the miracle of human conversion. I see this as the greatest miracle of all since only the Spirit of God can illuminate the Word of God and reveal to us Who Jesus Christ is (John 6:44, Matt 16:17).

พระพรแห่ง” พลังอัศจรรย์ “ เป็นพระพรอีกประการหนึ่งของพระจิต ที่ปรากฏไม่เหมือนใครในศาสนจักรพระธรรมใหม่ (10) พระพรประการนี้อาจสัมพันธ์กับผู้บำบัดรักษาทางความไว้วางใจ ซึ่งอ้างว่าผู้ได้รับพระพรมหัศจรรย์ต้องรำลึกว่าพระพรใดหรือผลใดต้องให้เครดิตพระจิตมิใช่ต่อมนุษย์   ผลนั้นยังถือว่าได้มากับผู้ที่เป็นนักรณรงค์สวดภาวนา   มีสตรีสูงวัยท่านหนึ่งที่ฉันรู้จักและฉันอยากให้เธอสวดให้ฉัน  ฉันได้รับประโยชน์เล็กๆน้อยๆบางประการที่น่าสนใจเมื่อสตรีท่านนี้สวดให้ฉัน  ฉันอยากเรียกอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ในบางวิธี   บรรดาอัศจรรย์ใหญ่ที่สุดที่เกิดทุกวันนี้คือ  ส่วนใหญ่ เป็น อัศจรรย์ของการกลับใจของคน  ฉันเห็นเรื่องนี้เป็นอัศจรรย์ที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เพียงพระจิตของพระเจ้าสามารถฉายแสงแห่งพระวาจาของพระเจ้า และเปิดเผยแก่พวกเราว่าใครคือพระเยซูคริสต์   ( ยอห์น 6:44, มัทธิว  16:17)

The Gift of Prophecy (Speaking) พระพรแห่งการทำนาย ( การพูด )

The next gift is that of prophecy (v 10). Prophecy has several different interpretations and it is clear that in this context, within the church at Corinth, prophecy is the gift of teaching and/or speaking. The literal translation here is that it is “publicly speaking” or “speaking forth” the Word of God. This gift is associated with those who are teachers or pastors since God would not gift someone in the church to teach or preach without having an ability to do so. It is not inferring that they know the future or know what is to come since only a sovereign God alone knows the future.

พระพรถัดไปคือพระพรแห่งการทำนาย (v10)   การทำนายมีการตีความต่างๆมากมาย และเป็นที่ประจักษ์ว่าในบริบทนี้ ภายในศาสนจักรที่โครินธ์  การทำนายเป็นพระพรของการสอน และ/หรือการพูด  การแปลความตามตัวอักษรที่นี่ก็คือเป็นการ “ พูดในที่สาธารณะ “ หรือ “ การพูดออกไปแล้วแต่จะมีใครฟัง “ พระวาจาของพระเจ้า   พระพรนี้จะสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นที่เป็นครูอาจารย์ หรือนักสอนศาสนา โดยที่พระเจ้าจะไม่ประทานพระพรแก่ผู้ใดในศาสนจักรเพื่อสอนหรือเทศน์สอนโดยไม่มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้  มันไม่สามารถลงความเห็นได้ว่าพวกเขารู้อนาคตหรือรู้อะไรที่จะเป็นมา โดยที่เพียงพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิเดชานุภาพแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงทราบอนาคต.

The Gift of Tongues  พระพรแห่งภาษาแปลกๆ (ที่ไม่ใช่ภาษามนุษย์)

The next gift is the ability to speak in different tongues (v 10). This has been one of the most controversial and most misunderstood gifts of all. When the original outpouring of the Holy Spirit came on Pentecost, there were many speaking in tongues [5]. Paul wrote about tongues extensively in 1 Corinthians, chapters twelve through fourteen, but he was reproving the Corinthians for misusing the gift. It’s very difficult out of this passage to get any kind of mandate to speak in tongues, to get any kind of affirmation that this is something to be sought, because what you have here are primarily corrective orders given to the Corinthians. They had actually prostituted the gift of tongues into something pagan that wasn’t even representative of the work of the Spirit. All you need to do is to go back to Acts 2 and read verse 4, “They were all filled with the Holy Spirit and began to speak with other languages”. The literal translation in Greek is “glossa” and means tongues. This same word “glossa” (language) is used again in Acts 2:11. This means it is a known language not some unknown tongue.

พระพรประการต่อไปคือความสามารถพูดภาษาแปลกๆต่างๆ( v10) พระพรนี้เป็นพระพรหนึ่งที่เป็นพระพรที่โต้แย้งกันที่สุดและเข้าใจผิดที่สุดของทั้งหมด  เมื่อการเริ่มต้นไหลออกมาของพระจิตในวันเปนเตคอส  ก็มีการพูดภาษาแปลกๆต่าง  นักบุญเปาโลได้เขียนเกี่ยวกับภาษาแปลกๆเต็มที่ใน 1 โครินธ์ บทที่สิบสองถึงสิบสี่  แต่ท่านได้ปรับปรุงจดหมายโครินธ์เพราะมีการใช้พระพรผิดพลาด  มันเป็นการยากมากจากข้อความตอนนี้ เพื่อจะได้อาณัติที่จะพูดภาษาแปลกๆต่างๆ  เพื่อจะได้การยืนยันว่านี้เป็นอะไรบางอย่างที่จะต้องเสาะหา เพราะว่าที่คุณได้ข้อมูลตรงนี้คำสั่งเริ่มแรกถูกต้องเที่ยงตรงให้กับชาวโครินธ์  ตอนนั้นพวกเขาได้ขายพระพรแห่งการพูดภาษาแปลกๆเข้าสู่อะไรบางอย่างที่อยู่นอกศาสนา ที่มิได้เป็นแม้ตัวแทนของงานพระจิต  ที่คุณต้องการทำทั้งหมดก็คือต้องกลับไปที่กิจการ 2 และ อ่านวลี 4  “ บรรดาสานุศิษย์ต่างเต็มไปด้วยพระจิตและเริ่มพูดด้วยภาษาอื่นๆ “ คำแปลตามตัวอักษรในภาษากรีกคือ “ glossaและหมายความว่าภาษาต่างๆ  คำ Glossaเดียวกันนี้(ภาษา) มีใช้อีกใน กิจการ 2:11  นี้หมายความว่ามันเป็นภาษาที่รู้จักกันไม่ใช่ภาษาแปลกที่ไม่รู้จัก.

Then it says (in Acts 2:5-11) that there were unbelievers present at Pentecost and were hearing God’s message in their own “dialektos” dialects or language: “Now there were staying in Jerusalem God-fearing Jews from every nation under heaven. When they heard this sound, a crowd came together in bewilderment, because each one heard their own language being spoken. Utterly amazed, they asked: “Aren’t all these who are speaking Galileans? Then how is it that each of us hears them in our native language? Parthians, Medes and Elamites; residents of Mesopotamia, Judea and Cappadocia, Pontus and Asia, Phrygia and Pamphylia, Egypt and the parts of Libya near Cyrene; visitors from Rome (both Jews and converts to Judaism); Cretans and Arabs—we hear them declaring the wonders of God in our own tongues” (dialektos or dialects)! So there were unbelievers present at Pentecost hearing God’s message in their own languages and their own local dialects, not ecstatic gibberish.

จากนั้น กิจการ บรรยาย( ในกิจการ 2:5-11) ว่า  มีบรรดาผู้ไม่เชื่ออยู่ด้วยในวันเปนเตกอส และก็ได้ยินเสียงสาส์นของพระเจ้าในสำเนียง       ‘dialektos’ หรือภาษาของตนเอง : “ ขณะนั้นที่กรุง   เยรูซาเลมมีชาวยิวผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระเจ้า มาจากทุกชาติทั่วโลก  เมื่อประชาชนได้ยินเสียงนี้ จึงมาชุมนุมกันจำนวนมาก รู้สึกฉงนสนเท่ห์เพราะแต่ละคนได้ยินคนเหล่านี้พูดภาษาของตน และประหลาดใจอย่างยิ่ง กล่าวว่า  “ทุกคนที่กำลังพูดอยู่นี้เป็นชาวกาลิลีมิใช่หรือ  แล้วทำไมเราแต่ละคนจึงได้ยินเขาพูดภาษาท้องถิ่นของเราเล่า  เราชาวปาร์เธีย  ชาวมีเดีย  และชาวเอลาม  บางคนอาศัยอยู่ในเขตเมโสโปเตเมีย  แคว้นยูเดีย  แคว้นคัปปาโดเซีย  แคว้นปอนทัสและแคว้นเอเชีย  แคว้นฟรีเจียและแคว้นปัมฟรีเลีย  บางคนมาจากประเทศอียิปต์และเขตของประเทศลิเบีย  รอบๆเมืองไซรีน  บางคนมาจากกรุงโรม  ทั้งชาวยิวและผู้กลับใจเข้านับถือลัทธิยิวบางคนเป็นชาวเกาะครีตและชาวอาหรับ  -- พวกเราได้ยินคนเหล่านี้ ประกาศกิจการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นภาษาของเรา “ ( dialektos หรือ  dialects)! ดังนั้น มีกลุ่มคนที่ไม่เชื่ออยู่ที่ช่วงเวลาเปนเตกอส ได้ยินสาส์นของพระเจ้าเป็นภาษาของเขาเองและสำเนียงภาษาแท้ๆของพวกเขา มิใช่ภาษาแปลกๆที่พวกเขาเคลิ้มได้ยินแต่ประการใด.

The Gift of Interpretation of Tongues พระพรแห่งการตีความแปลภาษาต่างๆ

The next gift Paul mentions is the gift of interpretation of tongues (v 10). This gift is someone who is able to interpret another tongue or language. I am bilingual and can speak English and Spanish but I would not say that I have this gift necessarily. Some have a natural gift or ability to learn a foreign language. It was not natural nor did it come easy for me. For those who this is easy, then they may be imbued with such a gift. If anyone was speaking in tongues in the church, there absolutely had to be someone there to interpret or they were to be silent. And no more than one person was to speak in tongues because there is only one interpreter available to translate at a time. If several were speaking in tongues at the same time, there would be confusion and God is not the author of confusion, but He is the God of order (1 Cor 14:33). It would not be edifying the church to have several speaking in tongues at the same time and with no one to interpret.
 
พระพรต่อไปที่นักบุญเปาโลอ้างถึงคือพระพรแห่งการตีความแปลภาษาแปลกๆต่างๆ (v 10)   พระพรนี้เป็นคนใดคนหนึ่งที่สามารถตีความแปลภาษาอื่นหรือภาษาแปลกๆต่างๆ   ฉันเองใช้สองภาษาและสามารถพูดภาษาอังกฤษและสเปญ แต่ ฉันอยากจะบอกว่าฉันมีพระพรนี้เพราะความจำเป็น   บางคนมีพรตามธรรมชาติหรือความสามารถที่จะเรียนภาษาต่างประเทศได้  มันไม่ธรรมดาและก็ไม่ง่ายนักสำหรับฉัน   สำหรับคนที่สำหรับเขามันง่าย  ดังนั้นพวกเขาอาจชุ่มไปด้วยพระพรเช่นนั้น  ถ้าผู้ใดกำลังพูดภาษาแปลกๆในวัด  ที่นั่นเด็ดขาดเลยก็จะมีบางคนแปลความหมายหรือมิฉะนั้นก็เงียบกริบ   และจะไม่มีคนมากกว่าหนึ่งที่พูดภาษาแปลกๆ เพราะว่าจะมีนักแปลเพียงอีกคนแปลณเวลานั้น  ถ้าคนหลายคนพูดภาษาแปลกๆในเวลาเดียวกัน  ก็จะเกิดความระส่ำระสายวุ่นวาย และพระเจ้ามิใช่ผู้ก่อให้เกิดความวุ่นวายนั้น  แต่ พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งระเบียบ (1 โครินธ์  14:33)  มันคงไม่ใช่แบบอย่างที่ดีที่วัดมีผู้พูดภาษาแปลกๆหลายคนในเวลาเดียวกันและไม่มีใครเป็นผู้แปลความ.

Tongues are a sign for unbelievers and not for the church. Paul writes, “In the Law it is written: ‘With other tongues and through the lips of foreigners I will speak to this people, but even then they will not listen to me, says the Lord.’ Tongues, then, are a sign, not for believers but for unbelievers” (1 Cor. 14: 21-22). Isaiah 28:11-12 is where Paul quotes Isaiah the prophet, “For with stammering lips and another tongue will he speak to this people. To whom he said, ‘This is the rest wherewith ye may cause the weary to rest; and this is the refreshing: yet they would not hear.’” This clearly indicates that the gift of tongues (Greek for languages) and the interpretation of them is that of a known language as a witness to unbelievers.

ภาษาแปลกๆเป็นสัญญาณสำหรับบรรดาผู้ไม่เชื่อและไม่ใช่สำหรับวัด   ท่านเปาโลเขียนว่า “ มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์: ‘ พระเจ้าตรัสว่า  เราจะพูดกับชนชาตินี้โดยใช้ภาษาอื่น  จากปากของคนต่างภาษา แต่พวกเขาจะไม่ยอมฟัง’ การพูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจเป็นเครื่องหมายสำหรับผู้ไม่มีความเชื่อ  ไม่ใช่เครื่องหมายสำหรับผู้มีความเชื่อ ( 1โครินธ์  14:21-22)   อิสยาห์ 28:11-12 ก็พูดตรงที่เปาโลยกเอาคำอิสยาห์ประกาศกกล่าว  ‘ แต่พระเจ้าจะทรงใช้ปากที่ติดอ่าง และพูดภาษาต่างด้าว ตรัสกับประชากรชาตินี้ พระองค์ทรงตรัสกับพวกเขาว่า  นี่คือการพักผ่อน  จงให้คนเหน็ดเหนื่อยได้พักผ่อนเถิด และนี่คือการพักผ่อน แต่เขาทั้งหลายไม่ยอมฟัง’” นี้แสดงชัดเจนว่าพระพรแห่งการพูดภาษาแปลกๆ  และการแปลตีความภาษาเหล่านั้นเป็นภาษาที่รู้จักประหนึ่งเป็นพยานแก่ผู้ไม่เชื่อทั้งหลาย

Paul wants to make clear that we should not elevate one gift over another but esteem each and necessary for the completeness of the Body of Christ as Paul says in I Corinthians 12:12-23, “Now if the foot should say, ‘Because I am not a hand, I do not belong to the body,’ it would not for that reason stop being part of the body. And if the ear should say, “Because I am not an eye, I do not belong to the body,” it would not for that reason stop being part of the body. If the whole body were an eye, where would the sense of hearing be? If the whole body were an ear, where would the sense of smell be? But in fact God has placed the parts in the body, every one of them, just as he wanted them to be. If they were all one part, where would the body be? As it is, there are many parts, but one body.
The eye cannot say to the hand, “I don’t need you!” And the head cannot say to the feet, “I don’t need you!” On the contrary, those parts of the body that seem to be weaker are indispensable, and the parts that we think are less honorable we treat with special honor.”

เปาโลต้องการให้ชัดเจนว่า พวกเราไม่ควรยกย่องพระพรหนึ่งเหนือพระพรอื่น แต่ให้ความนับถือแต่ละพระพร และจำเป็นเพื่อความสมบูรณ์ครบครันของร่างกายพระคริสต์ ดังที่เปาโลกล่าวใน 1 โครินธ์ 12-23 “ ตอนนี้ถ้าเท้าจะพูดว่า ‘เพราะว่าฉันไม่ใช่มือ  ฉันจึงไม่ขึ้นกับร่างกาย  มันไม่น่าจะเป็นเพราะเหตุผลนั้นจึงหยุดเป็นส่วนของร่างกาย  และถ้าหูจะพูดว่า ‘ เพราะฉันไม่ใช่ตา ฉันจึงไม่ขึ้นกับร่างกาย มันก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นที่หยุดเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย  ถ้าทั้งร่างกายเป็นตา แล้วจะเอาการยินที่ไหน  ถ้าทั้งร่างกายเป็นหู  แล้วจะเอาการได้กลิ่นจากไหน แต่แท้ที่จริง  พระเจ้าได้วางส่วนต่างๆให้ร่างกาย ทุกส่วนสัด  เพียงเพราะพระองค์ต้องการให้เป็นเช่นนั้น  ถ้าทั้งหมดรวมเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียว  แล้วร่างกายจะเป็นอย่างไร?  เท่าที่เป็นขณะนี้  มีมากมายหลายส่วน แต่เป็นร่างกายเดียว  ตาไม่สามารถพูดกับหูว่า ฉันไม่ต้องการท่าน!  และศีรษะก็ไม่สามารถพูดกับเท้าว่า ฉันไม่ต้องการคุณแล้ว!  ตรงกันข้าม  ส่วนต่างๆเหล่านั้นของร่างกายที่ดูอ่อนแอพึ่งพาไม่ได้ และส่วนต่างๆที่เราคิดว่ามีเกียรติน้อยเราน่าจะให้เกียรติเขาเป็นพิเศษ”

Other Gifts of the Spirit  พระพรอื่นของพระจิต

Romans 12:7-8 also speaks of additional gifts; “if it is serving, then serve; if it is teaching, then teach; if it is to encourage, then give encouragement; if it is giving, then give generously; if it is to lead, do it diligently; if it is to show mercy, do it cheerfully.” This shows that some are gifted at teaching, some at showing mercy, some in giving to the work of the Lord, and some who show an unusual amount of forgiveness (called mercy).

โรมัน 12:7-8 ด้วย กล่าวถึงพระพรหลายประการเพิ่มเติม ว่า “ ผู้ที่ได้รับพระพรที่จะรับใช้ก็จงรับใช้ผู้ที่ได้รับพระพรที่จะสอนก็จงสอน ผู้ที่ได้รับพระพรที่จะตักเตือน ก็จงตักเตือน  ผู้ที่บริจาคก็จงบริจาคด้วยความเอื้อเฟื้ออย่างจริงใจ  ผู้ที่เป็นผู้นำ ก็จงทำหน้าที่ผู้นำด้วยความเอาใจใส่  ผู้ที่แสดงความเมตตากรุณา  ก็จงแสดงความเมตตากรุณาด้วยใจยินดี  “  นี้แสดงว่า  บางคนได้รับพระพรให้สอน  บางคนให้แสดงความเมตตา  บางคนได้รับมอบงานของพระเจ้า  และบางคนแสดงการให้อภัย(ที่เรียกว่าเมตตา) ด้วยจำนวนที่ไม่เคยมีมาก่อน

Ephesians 4:11 reveals yet more gifts as Paul indicates there are, “…apostles, the prophets, the evangelists, the pastors and teachers.” Again teachers are mentioned, evangelists are those who are unusually gifted at sharing the gospel with the lost, pastors and prophets (again, this is those who proclaim the gospel). Apostles can no longer exist because by definition, they would be those church leaders who have been commissioned by the risen Christ and having been done so in His presence. Those who call themselves apostles have no such authority given by God and they are self-designated only, thusly disqualifying themselves as a true apostle.

เอเฟซัส 4:11 เปิดเผยพระพรมากกว่าอีกเมื่อท่านเปาโลชี้ว่า มี “ ...พระองค์ประทานให้บางคนเป็นอัครสาวก  บางคนเป็นประกาศก  บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวดี  บางคนเป็นผู้อภิบาลและอาจารย์   อัครสาวกไม่สามารถดำรงอยู่ เพราะว่า ด้วยคำจำกัดความ  พวกเขาควรจะเป็นพวกผู้นำศาสนา ซึ่งได้รับมอบหมายจากพระคริสต์ผู้กลับคืนชีพ และได้ทำดังนั้นเมื่อพระองค์ดำรงอยู่  พวกที่เรียกตัวเองว่าอัครสาวก ไม่มีอำนาจหน้าที่เช่นนั้นที่มอบจากพระเจ้า และพวกเขาก็เลยตั้งตัวเองเพียงเท่านั้น  ดังนั้น ก็ทำให้ตนเองหมดคุณค่าที่จะเป็นอัครสาวกที่แท้จริง.
Many Gifts, Many Members, One Body พระพรมากมาย  สมาชิกมากมาย  ร่างกายเดียว

Each and every church member is clearly a part of “… the body of Christ, and each one of you is a part of it. And God has placed in the church first of all apostles (no longer in this church age), second prophets, third teachers, then miracles, then gifts of healing, of helping, of guidance, and of different kinds of tongues. Are all apostles? Are all prophets? Are all teachers? Do all work miracles? Do all have gifts of healing? Do all speak in tongues? Do all interpret? Now eagerly desire the greater gifts“(I Cor. 12:28-31). I pray you not only seek and discover your gifts but that you utilize them to the strengthening of the Body of Christ, for which you are a part. If you are not, then today is the time to become part of Christ’s church because members of this body will live on into eternity.

สมาชิกศาสนจักรแต่ละคนและทุกคน เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า คือส่วนหนึ่งของ “...พระกายของพระคริสต์ และคุณแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของพระกายนั้น  และพระเจ้าได้แต่งตั้งในศาสนจักร บรรดาอัครสาวกกลุ่มแรก ( ไม่มีอีกแล้วในยุคศาสนจักรนี้)  ที่สองก็ประกาศก  ที่สามก็คือ ผู้สอน  แล้วก็จัดให้มีอัศจรรย์  จัดให้มีพระพรแห่งการบำบัดรักษา  การช่วยเหลือ  การนำทาง และภาษาแปลกๆชนิดต่างๆ  อัครสาวกทั้งหมดแล้วหรือ?  ประกาศกทั้งหมดแล้วหรือ?   อาจารย์ผู้สอนทั้งหมดแล้วหรือ?  ทำอัศจรรย์ทั้งหมดแล้วหรือ?  ทำพระพรแห่งการบำบัดรักษาทั้งหมดแล้วหรือ?ทำให้เกิดการพูดภาษาแปลกๆแล้วหรือ?  ตีความแปลความภาษาต่างๆแล้วหรือ? ตอนนี้ประสงค์อย่างร้อนรนอยากได้พระพรใหญ่กว่าหรือ? (1 โครินธ์ 12: 28-31) ฉันขอคุณไม่เพียงแต่แสวงหาและค้นหาพระพรของคุณ แต่เพื่อใช้ประโยชน์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งร่างของพระคริสต์ เพราะคุณเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายนี้  ถ้าคุณไม่ใช่  ถ้าเช่นนั้น วันนี้เป็นเวลาที่จะกลับเป็นส่วนหนึ่งของศาสนจักรของพระคริสต์ เพราะว่าสมาชิกของร่างนี้จะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร.  

6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พระพรทรงพลัง 9 ประการของพระจิต จากพระคัมภีร์ เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2015, 10:00:18 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                                          พระพรทรงพลัง 9 ประการของพระจิต จากพระคัมภีร์
                                                                                           9 Powerful Gifts of the Spirit From the Bible

Read more: http://www.whatchristianswanttoknow.com/what-are-gifts-of-the-spirit-a-bible-study/#ixzz3asRdkjUt
http://www.whatchristianswanttoknow.com/what-are-gifts-of-the-spirit-a-bible-study/

Posted By Jack Wellman
On April 25, 2011 @ 8:18 pm In Bible,Christian Answers
ผู้แปลและเรียบเรียง  Alan Petervich , Update May 27, 2015

      What are these gifts of the Spirit? How can you know that you have particular gifts of the Spirit? Can others give us an indication of what our gift is? What does the believer do with these gifts in the church? Are some gifts more important than others? Are the gifts of healing still being accessed today by believers? Is the gift of miracles still existent in the church today?
Each and every believer has been given by the indwelling of the Spirit of God, gifts of the Spirit (Acts 2:38).  In Acts chapter 8 and in 1 Corinthians chapters 12-14 we see external gifts of the Holy Spirit. They were not gifts that they have been developed by human capacities, therefore the believer has absolutely no right to brag on these gifts. If we exalt in our gifts, we are taking credit for something that we have not earned ourselves. It is like taking credit for a gift you receive on your birthday. It is just that; a gift that was not yours but given to your freely and it is given apart from any inherent capabilities that you have within you. It is not like changing the old hymn from How Great Thou Art to How Great I Am.

       พรของพระจิตที่ว่านี้มีอะไรบ้าง?  คุณทราบได้อย่างไรว่า คุณได้พระพรพิเศษของพระจิต?  มีใครบ้างไหมที่สามารถให้เครื่องชี้วัดว่าพรของเราคืออะไร?  ผู้เชื่อทำอะไรกับพระพรเหล่านี้ในศาสนจักร?  พระพรบางประการสำคัญกว่าพระพรอื่นไหม?   พระพรแห่งการบำบัดรักษายังคงรับได้ทุกวันนี้โดยผู้เชื่อไหม?   พระพรแห่งอัศจรรย์ยังคงมีอยู่ในศาสนจักรทุกวันนี้หรือไม่ประการใด?
ผู้เชื่อแต่ละคนและทุกคน ได้รับ - ด้วยการมาสถิตอยู่ของพระจิตแห่งพระเจ้า  - ซึ่งพระพรของพระจิต (กิจการ 2:38) ใน กิจการบทที่ 8 และ ใน 1 โครินธ์ บทที่ 12-14 เราเห็นพระพรภายนอกของพระจิต  ทั้งหมดนั้นมิใช่พระพรที่ได้รับการพัฒนาด้วยความสามารถของมนุษย์  ดังนั้น ผู้เชื่อ โดยเด็ดขาด ไม่มีสิทธิที่จะโอ้อวดเกี่ยวกับพระพรเหล่านี้   ถ้าเรายกตนในพระพรของเรา  เรากำลังแสดงเครดิตสำหรับบางสิ่งที่เรามิได้ได้มาด้วยตนเอง  มันเหมือนกับเอาเครดิตสำหรับพรที่คุณได้รับในวันเกิดของคุณ  มันคือเพียงว่า  พระพรที่ไม่ใช่ของคุณ แต่ให้คุณเปล่าๆ และให้แยกจากความสามารถที่คุณมีอยู่ภายใน  มันไม่เหมือนการเปลี่ยนบทขับบทเก่า จาก บทที่ว่า พระองค์ยิ่งใหญ่เพียงใด ไปสู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่เพียงใด นั่นเอง.

No believer can say that they have no gift of the Spirit from God. God has given all believers gifts; some have several but everyone has these gifts. These gifts of the Spirit are given not for the believer but for the Body of Christ. It is to make the Body complete. These gifts are intended for the church to edify it, to strengthen [1] it, to feed it, to exhort it, to encourage it and to have the Body of Christ empowered to do the work of Christ. These gifts are always to exalt Christ, to witness of God’s power [2], to build up the Body, and to work to enlarge the Body of Christ by sharing the gospel of Jesus Christ with the lost. There are several biblical tools and surveys that believers can use to discover their own gifts of the Spirit. These are helpful applications to allow the Christian to see what their gifts are and therefore how they can best help the church. No believer in Christ has any gift of the Spirit.

ไม่มีผู้เชื่อผู้ใดสามารถกล่าวว่า พวกเขาไม่มีพระพรของพระจิตจากพระเจ้า  พระเจ้าทรงประทานพระพรแก่ผู้เชื่อทุกคน  บางคนได้มากแต่ทุกคนล้วนได้พระพรเหล่านี้   พระพรแห่งพระจิตเหล่านี้ทรงประทานไม่ใช่สำหรับผู้เชื่อ แต่เพื่อร่างของพระคริสต์   เพื่อทำให้ร่างของพระคริสต์สมบูรณ์ครบครัน   พระพรเหล่านี้มุ่งประทานแก่ศาสนจักร  เพื่อ อบรมทางศีลธรรม เพื่อเสริมให้แข็งแรง   เพื่อหล่อเลี้ยง   เพื่อแนะนำชักจูง เพื่อกระตุ้นและเพื่อให้ร่างกายของพระคริสต์เต็มไปด้วยพลังที่จะทำงานของพระคริสต์  พระพรเหล่านี้จะเชิดชูพระคริสต์เสมอ   ให้เป็นพยานของ พลานุภาพของพระเจ้า   เพื่อเสริมสร้างพระกาย และทำงานเพื่อขยายพระกายพระคริสต์ โดยการมีส่วนในพระวรสารของพระเยซูคริสต์แก่ผู้พลาดพลั้งไป   มีเครื่องมือทางพระคัมภีร์มากมายและการสำรวจ ที่ผู้เชื่อทั้งหลายสามารถใช้เพื่อค้นหาพระพรแห่งพระจิตของพวกเขาเอง  เหล่านี้เป็นวิธีการที่มีประโยชน์มากที่ช่วยคริสตชนให้เห็นว่าพระพรของพระจิตคืออะไร  และดังนั้น พวกเขาสามารถช่วยศาสนจักรได้ดีที่สุดอย่างไร  ไม่มีผู้เชื่อพระคริสต์คนใดได้รับพระพรของพระจิต.

Isaiah 11:2-3 speaks of seven different spirits or gifts: “And the Spirit of the Lord will rest on him—the Spirit of wisdom and understanding, the Spirit of counsel and might,
the Spirit of knowledge and the fear of the Lord. He will delight in obeying the Lord.
He will not judge by appearance nor make a decision based on hearsay (called discernment).” These are important gifts and some of them are similar to but different from the gifts of the Spirit that Paul talks about in the New Testament in I Corinthians chapter twelve. There are nine gifts of the Spirit mentioned by Paul in I Corinthians chapter twelve

หนังสืออีสยาห์ 11:2-3 กล่าวถึงพระพรหรือสิ่งประทานแตกต่างกันเจ็ดประการ คือ “ พระจิตของพระยาห์เวห์จะพำนักอยู่เหนือเขา  - คือจิตแห่งปรีชาญาณและความเข้าใจ  จิตแห่งความคิดอ่านและอานุภาพ  จิตแห่งความรู้และความยำเกรง พระยาห์เวห์  เขาจะพอใจยำเกรงพระยาห์เวห์  จะไม่พิพากษาตามที่ตาเห็น  จะไม่ตัดสินตามที่หูได้ยิน  (ที่เรียกกันว่าการมองกาลไกล)   “  เหล่านี้เป็นพระพรสำคัญและบางประการคล้ายคลึงกันแต่แตกต่างเล็กน้อยจากพระพรของพระจิตที่ท่านเปาโลกล่าวไว้ในพระธรรมใหม่ 1 โครินธ์ บทที่ 12  นักบุญเปาโลระบุในพระธรรมใหม่ 1 โครินธ์ บทที่สิบสอง ว่า มีพระพรเก้าประการของพระจิตเจ้าคือ :

1) Word of Wisdom                                         ถ้อยคำแห่งปรีชาญาณ
2) Word of Knowledge                                    ถ้อยคำแห่งความเข้าใจ
3) Faith                                                          ความไว้ใจ
4) Gifts of Healing                                          พระพรแห่งการบำบัดรักษา
5) Working of Miracles                                    การทำงานเพื่ออัศจรรย์
6) Prophecy                                                   การทำนายแบบประกาศก
7) Discerning of Spirits                                   การเห็นการไกลของพระจิต
เจ๋ง Divers (or different) kinds of Tongues         การแยกแยะ (หรือการใช้) ภาษาแปลกๆต่างๆ
9) Interpretation of (different) Tongues          การตีความแปลภาษาแปลกๆ(ต่างๆ)

      This is not an exhaustive list of the gifts of the spirit, for example some are said to have the gift of mercy [3]which is a person who is quick to forgive and not judge others who have sinned while others are not so quick to do so. God gives these gifts as He sees best and not what we think they are for (v 11). We can not receive gifts we are not intended to receive but we can desire certain gifts, indicating that we can receive gifts of the Spirit that may fulfill the desires of our hearts while still fulfilling God‘s purpose for them (v 31). Let’s examine what these gifts are and what is their intended use is for in the church today.

นี่ไม่ใช่รายการละเอียดของพระพรของพระจิต  สำหรับตัวอย่าง บางทีก็กล่าวว่าเป็นพระพรของพระเมตตา  ซึ่ง คนหนึ่งที่ว่องไวในการให้อภัยและไม่พิพากษาผู้อื่นที่ได้กระทำบาป ขณะที่คนอื่นๆไม่รวดเร็วนักที่จะทำได้เช่นนั้น  พระเจ้าทรงประทานพระพรเหล่านี้ โดยที่พระองค์ทรงเห็นว่าดีที่สุด และไม่ใช่อะไรที่พวกเราคิดว่าพวกเขาสมควรได้รับ(vii)  เราไม่สามารถรับพระพรที่เรามิได้ตั้งใจรับ   แต่เราสามารถตั้งความประสงค์รับพระพรบางอย่างได้  โดยชี้แสดงว่า เราสามารถรับพระพรของพระจิตที่อาจทำให้ความปรารถนาของเราเต็มหัวใจ  ขณะที่ยังเติมวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับพวกเขา ( v 31) ให้เราตรวจสอบว่าพระพรเหล่านี้คืออะไร และอะไรคือวัตถุประสงค์การใช้สำหรับศาสนจักรทุกวันนี้

Romans chapter twelve has a similar listing of the gifts of the Spirit but I Corinthians chapter twelve is more comprehensive in nature. I Corinthians chapter twelve begin with Paul telling the Corinthian church, and for the most part, all believers in the church today. Paul wants to make these gifts crystal clear to us and so we will depend upon the inspired Word of God to reveal them to us (v 1).

จดหมายถึงชาวโรมัน บทที่สิบสอง มีรายการคล้ายๆกันนี้ของพรแห่งพระจิต แต่ 1 โครินธ์ บทที่สิบสองกินความกว้างมากกว่าในธรรมชาติ    1 โครินธ์ บทที่สิบสองเริ่มด้วยนักบุญเปาโลบอกกล่าวศาสนจักรโครินธ์  และส่วนใหญ่ ผู้เชื่อทุกคนในศาสนจักรทุกวันนี้ด้วย  นักบุญเปาโลต้องการทำให้พระพรเหล่านี้โปร่งใสสำหรับพวกเราทุกคน และดังนั้นเราจะต้องพึ่งพาพระวาจาพระเจ้าที่ดลใจ  เพื่อพระองค์จะได้เปิดเผยพรเหล่านั้นแก่พวกเรา (v 1)

Paul tells us that “There are different kinds of gifts, but the same Spirit distributes them” (v 4). No two gifts are the same and generally no two believers have exactly the same gifts but always these gifts are given for the common good of the church (v 7).

นักบุญเปาโลบอกพวกเราว่า “ มีพระพรหลายชนิดแตกต่างกัน  แต่พระพรเดียวกันนั้นแหละที่ประทานแก่พวกเรา “(v4)  เป็นไปไม่ได้ที่พระพรสองอย่างจะเหมือนกัน และโดยทั่วไป ไม่มีผู้เชื่อสองคนที่ได้พระพรแบบเดียวกัน แต่ตลอดไป พระพรเหล่านี้ถูกประทานให้เพื่อความดีปกติของศาสนจักร. ( v 7)

The Gift of Wisdom  พระพรแห่งปรีชาญาณ

The first gift Paul mentions is the gift of wisdom (v เจ๋ง. It is listed first perhaps because it is foundational to the church and this is a gift that the believer can earnestly desire (v 31). Wisdom is clearly taught in the Word of God and “The fear of the LORD is the beginning of wisdom; all who follow his precepts have good understanding” (Psalm 111:10). This is the precious gift that Solomon asked for and received from God to be able to rightly rule God‘s nation (I Kings 3:12). With this wisdom, Solomon could understand what do in difficult decisions. Wisdom is also associated with fearing the Lord. Fear is simply standing in awe of God in reverence and respect. It entails loving His Word and being obedient to what it says. There is no wisdom in disobedience. This means that if some members are revering God’s laws and statutes, including loving God and loving your neighbor, that many members in the church can have this gift. Of course, many can not have it either. This gift is of supreme importance for members in the Body of Christ for if we can love God and our neighbor, we can greatly contribute to the church and those outside of the church. This love is another way of showing unbelievers and attracting them to Christ by it (John 13:35).
 
พระพรประการแรกที่นักบุญเปาโลอ้างถึงคือพระพรแห่งปรีชาญาณหรือพระดำริ  (v เจ๋ง เป็นรายการแรกบางทีเพราะว่ามันเป็นรากฐานแก่ ศาสนจักร และนี่คือพระพรที่ผู้เชื่อสามารถประสงค์จะได้รับด้วยความร้อนรน ( v 31)  เป็นที่ชัดเจนว่าปรีชาญาณสอนกันในพระวาจาของพระเจ้าและ “ ความยำเกรงพระยาห์เวห์เป็นการเริ่มต้นปรีชาญาณ  ผู้ปฏิบัติตามบทบัญญัติย่อมมีปัญญา” (เพลงสดุดี 111:10)  นี้เป็นพระพรสุดประเสริฐที่โซโลมอนวิงวอนขอและได้รับจากพระเจ้า จึงสามารถปกครองประชากรของพระเจ้าอย่างเที่ยงตรง ( 1พงศ์กษัตริย์  3:12)  ด้วยปรีชาญาณนี้  โซโลมอนสามารถเข้าใจว่าจะทำอะไรในการตัดสินใจที่ยุ่งยาก  ปรีชาญาณยังรวมกับความเกรงกลัวพระเจ้า   ความยำเกรงปกติจะเกิดจากความเกรงกลัวพระเจ้าจากการคารวะและเคารพสูงสุด  มันยังตามด้วยรักพระวาจาของพระองค์และเคารพนบนอบต่อสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส  ไม่มีปรีชาญาณในการไม่นบนอบใดๆ  นี้หมายความว่า ถ้าสมาชิกบางคนเคารพกฎหมายและบัญญัติของพระเจ้า  รวมทั้งรักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้านของท่าน ก็หมายความว่า สมาชิกมากมายในศาสนจักร สามารถมีพระพรประการนี้  แน่นอน  คนจำนวนมากไม่สามารถมีพระพรที่ว่า   พระพรนี้เป็นความสำคัญสุดยอดสำหรับสมาชิกในร่างกายของพระคริสต์   เพราะว่า  ถ้าเราสามารถรักพระเจ้าและเพื่อนบ้าน   เราก็สามารถอุทิศหลายอย่างให้ศาสนจักรและคนเหล่านั้นที่อยู่นอกศาสนาด้วย   ความรักนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะแสดงให้ผู้ไม่เชื่อได้เห็นและดึงดูดพวกเขามาสู่พระคริสต์ด้วยพระพรข้อนี้. 
     
The Gift of Knowledge  พระพรแห่งความเข้าใจ

The next gift of the Spirit is that of knowledge (v เจ๋ง. Some people have such a gift of remembering scriptures. They have knowledge [4] of God and His ways. They seem to be able to quickly distinguish which is biblical and which is not. Some translations say it is the “Word” of knowledge while others say that it is the “utterance” of knowledge. The Word is most certainly the Word of God. The “utterance” of knowledge could indicate that those with the gift of knowledge know when to speak particular words, when not to, and what words to speak with. Both words seem to fulfill what true knowledge is. These with this gift make excellent teachers, deacons, elders, or pastors.

 พระพรถัดไปของพระจิตคือพระพรแห่งความเข้าใจ (v 8 )  บางคนมีพระพรเช่นสามารถจดจำพระคัมภีร์   พวกเขามีความเข้าใจถึงพระเจ้าและวิถีทางของพระองค์  พวกเขาดูเหมือนจะสามารถแยกแยะได้อย่างรวดเร็วว่าข้อความใดคือพระคัมภีร์และข้อใดไม่ใช่   คำแปลบางแห่งกล่าวว่า ข้อความนี้เป็น”พระวาจา”ที่เข้าใจได้ขณะที่บางคนกล่าวว่าเป็นเพียง” การส่ง”ความเข้าใจให้เท่านั้น   ถ้อยคำนั้นแน่นอนที่สุดแน่ใจได้เลยว่าเป็นพระวาจาของพระเจ้า   “การส่งออกมา” เพื่อให้เข้าใจสามารถชี้ว่าข้อความเหล่านั้นออกมาด้วยพระพรแห่งความเข้าใจ  รู้ได้เมื่อพูดถ้อยคำพิเศษ  เมื่อไม่ใช่  และ พูดด้วยถ้อยคำใด  ทั้งสองถ้อยคำดูเหมือนสามารถเติมเต็มสิ่งที่เป็นความเข้าใจที่แท้จริง   ข้อความเหล่านี้ที่มาจากพระพรนี้ทำให้คนเหล่านั้นเป็น ครู อาจารย์  สังฆานุกรผู้สูงวัย หรือเจ้าอาวาส ยอดเยี่ยมได้.

The Gift of Faith  พระพรแห่งความไว้ใจ

The next gift of the Spirit Paul mentions is the gift of faith (v 9). Those with this gift are truly amazing in how they see things. They tend to exude confidence in all situations. For example, our church deacon has said about our church growth “when” it grows we will need more Sunday school books, while others say “if” we grow we will need additional books. I met an evangelist once that spoke about things as if they already had existed or had come to pass. He spoke about finances that God would provide while simultaneously have nothing to show for it in the church’s bank account. He would always later prove to be right. This is a person more like God. He sees things that aren’t as if they already are!

 พระพรของพระจิตประการถัดไปที่ท่านเปาโลอ้างถึงก็คือพระพรแห่งความไว้ใจ (v 9) คนเหล่านั้นที่มีพระพรประการนี้ จริงๆเลยน่าพิศวงในสิ่งที่พวกเขามองเห็น  พวกเขาโน้มเอียงที่จะซึมซับความไว้วางใจในสถานการณ์ทั้งหมด  เช่นตัวอย่าง  สังฆานุกรแห่งวัดของเราได้กล่าวถึงความเติบโตของวัดของเรา “เมื่อ”มันเติบโตขึ้น พวกเราคงต้องการหนังสือสำหรับโรงเรียนวันอาทิตย์  ขณะที่คนอื่นๆกล่าวว่า “ถ้า”เราเติบโตจริงก็คงต้องการหนังสือเพิ่มขึ้นแน่   ครั้งหนึ่งฉันพบนักพระคัมภีร์ท่านหนึ่ง ที่กล่าวถึงสิ่งต่างๆประหนึ่งว่ามันมีอยู่แล้ว หรือ ได้ผ่านเข้ามา   เขาพูดถึงการเงินที่พระเจ้าอาจจัดหาให้ขณะที่เวลาเดียวกันนั้นไม่มีอะไรจะให้ดูในบัญชีการเงินธนาคารของวัด   เขาอาจพิสูจน์ตอนหลังเสมอ ว่า เป็นสิ่งถูกต้อง  นี่คือบุคคลที่เป็นเหมือนพระเจ้ามาก   เขาเห็นสิ่งต่างๆที่ไม่เป็นเช่นนั้นประหนึ่งว่ามันเป็นแล้ว!


 
 
 
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ไอร์แลนด์ดินแดนเคร่งคาทอลิก กลายเป็นชาติแรกใช้ “ประชามติ”รับ “แต่งเพศเดียวกัน เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2015, 05:26:39 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                    ไอร์แลนด์ดินแดนสุดเคร่งคาทอลิก กลายเป็นชาติแรกใช้ “ประชามติ” สัดส่วน 62 ต่อ 38 ขานรับ “แต่งเพศเดียวกัน” สำเร็จ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
24 พฤษภาคม 2558 11:45 น.

                             http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000058769

       เอเจนซีส์ – เมื่อวานนี้(23)ไอร์แลนด์ ประเทศที่เคยมีสงครามระหว่างชุมชนคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ประสบความสำเร็จในการออกเสียงลงประชามติอย่างเป็นทางการจากประชาชนร่วม 1.2 ล้านในการลงคะแนนขานรับ ด้วยผลการลงคะแนนที่ได้รับการยืนยันใน 3 เขตสุดท้ายของไอร์แลนด์ ด้วยคะแนนสัดส่วนสนับสนุน 62 % ต่อ 38 % คัดค้าน ในจำนวน 60.5 % ของผู้มีสิทธิมาลงคะแนน
       
       ไอร์ริชไทม์ส รายงานเมื่อวานนี้(23)ว่า ประชาชนชาวไอริชร่วม 1,201,607 คนลงคะแนนประชาติเป็นครั้งแรกของโลก ยืนยันให้การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันสามารถมีขึ้นได้ด้วยสัดส่วนเสียงสนับสนุน 734,300 คน ต่อเสียงคัดค้าน 467,307 คน ในจำนวนผู้มีสิทธิใช้ลงคะแนน 1,935,907 คน
       
       และในกรุงดับลิน มติขานรับมีชัยเหนือการออกเสียคัดค้าน ในเขตดับลินตะวันตกกลางออกเสียงรับการลงคะแนนถึง 70.9 % ส่วนเขตดับลินตะวันตกเฉียงใต้ 71.3 % Dún Laoghaire 71.6 % ดับลินตะวันตกเฉียงเหนือ 70.6 % และดับลินกลางใต้ 72.3 % ซึ่งทั้งหมดทำให้มีเสียงสนับสนุนการแต่งงาน 70%
       
       สื่อไอร์แลนด์รายงานต่อว่า ผลการลงประชามติเริ่มทยอยออกมาในบ่ายวันเสาร์(23)ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากรวมตัวอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าปราสาทดับลิน (Dublin Castle) ที่อบอวลไปด้วยความยินดีไปทั่ว
       
       เลโอ วาราดการ์ (Leo Varadkar)รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไอร์แลนด์และนักการเมืองชั้นนำของไอร์แลนด์ร่วมฉลองประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไอร์แลนด์ประเทศที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานในความเป็นชาติคาทอลิกที่เคร่งครัด และมีประวัติสงครามศานาระหว่างชุมชนคาทอลิกและชุมชนโปรเตสแตนต์ กล่าวว่าไอร์แลนด์ได้กลายเป็นลำแสงแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียม นำทางส่องโลก
       
       “วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ของไอร์แลนด์” วาราดการ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อไอร์แลนด์ RTÉ และย้ำว่า “นี้เป็นการปฎิวัติทางสังคม” และเสริมว่ากลุ่มคนที่คัดค้านการลงประชามติการแต่งงานของเพศทางเลือกจะกลายเป็นเพียงแค่หยิบมือ และในที่สุดจะเหลือเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น
       
       ในขณะที่อาร์กบิชอป Diarmuid Martin แห่งคริสตจักรโรมันแคทอลิก ตัวแทนจากวาติกันประจำไอร์แลนด์ กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลามี่ต้องมองไปที่ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันอื่นๆในสังคมมากกว่า “ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ในความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของศาสนาจักรต่อขนบการแต่งงานในสายตาของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น” และเสริมต่อว่า “ข้าพเจ้าต้องการที่จะเห็นสิทธิและความเท่าเทียมของเกย์และเลสเบียนรวมไปถึงชายและหญิงได้รับการยอมรับโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง “ขนบการแต่งงาน” แต่อย่างใด” ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่เกิดขึ้นในเวลานี้ แต่ทว่านี่เป็นโลกที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวันนี้”
       
       ด้านสหรัฐฯได้ส่งสัญญาณการตอบรับชัยชนะความเท่าเทียมของเพศที่ 3 นี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ได้ทวีตแสดงความยินดีกับไอร์แลนด์ว่า “เราขอยินดีต่อความสำเร็จในชัยชนะของไอร์แลนด์ต่อการแต่งงานเพศเดียวกัน #LoveWins”
       
       Petervich :  ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อก่อนนี้  ทั่วโลกยกให้ว่าเป็นประเทศที่ยึดมั่นในศาสนาโรมันคาทอลิก เหนียวแน่น  บรรดาผู้ชายต่างศรัทธาในข้อคำสอนของพระศาสนา และต่างสมัครเข้าบวชเรียนเป็นพระบาทหลวง เดินทางไปช่วยเผยแพร่พระศาสนาโรมันคาทอลิกทั่วโลก เป็นที่น่านิยมในความเลื่อมใสศรัทธา  แม้แต่คุณผู้หญิงก็เถอะ  ต่างพอใจที่จะให้คนของตนเป็นเช่นนั้น  ต่อมาโลกเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่  การก่อตั้งครอบครัวในประเทศไอร์แลนด์ซึ่งเป็นปรเทศยึดมั่นในคำสอนคาทอลิกเริ่มมีปัญหา  สถิติการแต่งงานลดลงอย่างน่าใจหาย  คนไอร์แลนด์จึงมองหาวิธีที่จะสามารถตั้งครอบครัวเพื่อดำรงชีวิตของตน  และนั่นแหละ ลัทธินิยมเพศเดียวกันจึงเกิดขึ้น  และ หลังจากมีการต่อสู้ทางความคิดและทางศีลธรรมที่ยืนหยัดข้างคำสอนคาทอลิกมานาน  กลุ่มที่ยืนหยัดในการแต่งงานตามธรรมชาติที่พระสร้างมาก็พ่ายแพ้ไปในที่สุด  นี่คือชัยชนะของป้ศาจ ไม่่นาจะเป็นความต้องการของพระเป็นเจ้า   ประเทศไทยก็ต้องระมัดระวังด้วย  เพราะคนไทย แม้คนคาทอลิก  ที่เป็นโสดอยากแต่งงานตั้งครอบครัวก็มีมาก  เมื่อหาเพศตรงข้ามแต่งไม่ได้  ก็เลยเกิดกรณีแบบเดียวกับไอร์แลนด์แน่นอน   โปรดช่วยกันภาวนา ขอพระเจ้าอย่าให้เรื่องอัปยศแบบนี้เกิดในประเทศไทย  เป็นหน้าที่ของพวกเราที่คงต้องดววิงวอนเบื้องบน  เพื่อมิให้มีเหตุทำนองนี้ในบ้านเรา - ครับ.       
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / หน่วยความมั่นคงเปิดข้อมูลชาวโรฮีนจา ชี้ส่วนใหญ่จ่ายเงินลงเรือ เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2015, 10:39:05 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                           หน่วยความมั่นคงเปิดข้อมูลชาวโรฮีนจา ชี้ส่วนใหญ่จ่ายเงินลงเรือ

    ผู้เขียน: ชายใหญ่ ขนาดเล็ก
Webboard  Manager
                                    http://www2.manager.co.th/mwebboard/listComment.aspx?QNumber=387627&MBrowse=9

       หน่วยงานความมั่นคงของไทย เผย ชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่มาจากคอกซ์บาซา ชายแดนบังกลาเทศที่ติดกับรัฐยะไข่ของเมียนมา ชี้จ่ายเงินลงเรือเพื่อมาทำงานประเทศที่สาม ยันไม่ได้ถูกค้ามนุษย์

 

         จากกรณีข่าวการอพยพของผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮีนจา โดยระบุว่าเป็นการหนีภัยสงครามมาจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา และตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ในพื้นที่ภาคใต้ของไทย จนมีกระแสเรียกร้องให้ประเทศไทยเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อดูแลชาวโรฮีนจานั้น

 

         วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า กรณีดังกล่าวทางหน่วยงานความมั่นคงของไทยได้เปิดเผยข้อมูลอีกด้าน ระบุว่า ผู้อพยพชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากรัฐยะไข่ และไม่ได้ลงเรือหนีตาย แต่เป็นการจ่ายเงินไปหางานทำที่ประเทศที่สาม ไม่ใช่ปัญหาการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

 

         ทั้งนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยได้ตรวจสอบปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองดังกล่าว แล้วพบว่า สังคมไทยยังมีการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหลายประการ คือ

 

         1. ผู้อพยพไม่ใช่ชาวโรฮีนจาทั้งหมด แต่เป็นชาวบังคลาเทศครึ่งหนึ่ง

          2. ผู้อพยพชาวโรฮีนจา ไม่ได้มาจากรัฐยะไข่ทั้งหมด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามาจากคอกซ์บาซา ชายแดนบังกลาเทศที่ติดกับรัฐยะไข่ของเมียนมา โดยชาวโรฮีนจาที่มาจากรัฐยะไข่ ก็เริ่มต้นลงเรือที่คอกซ์บาซา เพราะมีขบวนการนำพารับจ้างพาลงเรือล่องจากอ่าวเบงกอลสู่ทะเลอันดามัน

          3. ผู้อพยพชาวโรฮีนจา สมัครใจเดินทางมาเพื่อต้องการมาหางานทำในประเทศมาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ไทย รวมไปถึงประเทศที่สามอื่น ๆ ไม่ใช่เหยื่อการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

          4. ผู้อพยพชาวโรฮีนจามีการลงขันออกเงินเช่าเรือเพื่อเดินทางด้วยความสมัครใจ ซึ่งไม่ใช่การค้ามนุษย์ แต่เป็นการลักลอบเข้าเมืองโดยจะมีขบวนการนำพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

          5. การจัดตั้งค่ายผู้อพยพหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวในไทยไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง จึงไม่จำเป็น

          6. ไทยสามารถส่งผู้อพยพไปยังคอกซ์บาซา ชายแดนบังกลาเทศได้ เพราะที่นั่นมีค่ายใหญ่อยู่ 2 ค่ายที่สามารถจุคนได้ร่วม 3 แสนคน แต่ตอนนี้ในค่ายมีชาวโรฮิงญาอยู่แค่ราว ๆ 2 หมื่นกว่าคนเท่านั้น

          7. สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับปัญหาดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการปล่อยปละละเลยให้ชาว โรฮิงญาที่อยู่ในค่ายที่คอกซ์บาซาหลบหนีออกมา เพราะค่ายดังกล่าวอยู่ในความดูแลของยูเอ็นเอชซีอาร์

          8. ในวันที่ 29 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ประเทศไทยจะป็นเจ้าภาพการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติใน มหาสมุทรอินเดีย ร่วมกับประเทศอาเซียน ซึ่งจะหารือในประเด็นของการจัดการปัญหาที่ถูกต้อง โดยการส่งกลับไปที่ประเทศต้นทาง ซึ่งก็คือค่ายที่คอกซ์บาซา ประเทศบังคลาเทศ



ขอบคุณ ข่าวอิศรา



การกระทำจากคนกลุ่มน้อยของคนไทยที่ต้องการหาผลประโยชน์ทางอ้อม โดยการค้า มนุษย์โดยท่ีไม่คิดถึงผลท่ีตามมาว่าประเทศต้องได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด แถมโดนต่างชาติประนามเรื่องสิทธิมนุษยชน อยากบอกพวกคุณท่ีลักลอบพาชาวโรฮีนจาเข้ามาและข้าราชกาลท่ีเห็นแก่ตัว คอรัปชั่นทั้งหลายพวกท่านได้ทำรายประเทศชาติเราแล้า
วันที่ :  21 พฤษภาคม 58 9:42
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ถอดรหัส สาวไทยโสดมากขึ้น เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2015, 10:27:34 PM
 ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ฮืม
                                                                                           ถอดรหัส สาวไทยโสดมากขึ้น

ASTV NEWS1
Positioning   22 พฤษภาคม 2015

                                                              http://www.positioningmag.com/content/60498
                                                                 
       มาดูกันว่า สาวไทยยุคนี้ นอกจากมีจำนวนมากกว่าผู้ชายแล้ว ยังนิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้น  จัดขึ้นโดย อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) และไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มาร่วมพูดคุย วิเคราะห์ และเจาะลึกเกี่ยวกับเทรนด์ และพฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบัน ที่เป็นโจทย์ทางการตลาดที่สำคัญ ในการสร้างธุรกิจ และกลยุทธ์องค์กรอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

       ท่านที่สนใจ ได้โปรดคลิกดูที่ url ได้เลยครับ.

       
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ไขปริศนา “เรือโรฮีนจา” ลอยลำจริงหรือแค่จัดฉาก!? เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 10:15:54 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                            ไขปริศนา “เรือโรฮีนจา” ลอยลำจริงหรือแค่จัดฉาก!?
 
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน        
20 พฤษภาคม 2558 22:00 น.

                                         http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000057609

       ทันทีที่เรื่องราวการอพยพย้ายถิ่นฐานของ “ชาวโรฮีนจา” ปรากฏต่อหน้าสื่อ ก็เกิดกระแสดรามาตามมามากมายผู้คนต่างจับจ้องการตัดสินใจของประเทศไทย รวมถึงความสงสัยว่อนโลกออนไลน์ว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่ชาวโรฮีนจาจะอยู่บนเรือลำเล็กๆ ได้นานแรมเดือนโดยไม่มีผู้อยู่เบื้องหลัง!
       
       
       ปริศนาออนไลน์ที่รอวันคลี่คลาย!
       
       ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานของ “ชาวโรฮีนจา” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ผู้คนให้ความสนใจ และเป็นที่พูดถึงมากที่สุดอยู่ ณ ขณะนี้ ประเทศต่างๆ ต่างจดจ้องและวิจารณ์การตัดสินใจของประเทศไทย หรือการรายงานข่าวในลักษณะดรามาท่ามกลางกระแสขับไล่ชาวโรฮีนจาให้ออกไปจากประเทศไทย และลามไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์
       
       เฉกเช่น กรณีกระทู้เว็บไซต์พันทิปที่ตั้งข้อครหากับชาวโรฮีนจาในหัวข้อ “เป็นไปได้เหรอครับที่ชาวโรฮีนจา อยู่บนเรือลำเล็กๆ ได้นานเป็นเดือน” โดยตั้งข้อสงสัยในแง่ของวิทยาศาสตร์ ความสามารถของเครื่องยนต์ในการเดินเรือ ความว่า
       
       “ขอเน้นเรื่องวิทยาศาสตร์นะครับ ไม่เน้นดรามา ดูข่าวบอกว่า เรือผู้อพยพชาวโรฮีนจาอยู่ในทะเลมาแล้วเป็นเดือน บ้างก็บอกว่า 2-3 เดือน ไม่รวมเรื่องอาหารและการอยู่อาศัยนะครับ ในแง่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ความสามารถของเครื่องยนต์ที่ต้องเดินทางไกลมากๆ ติดต่อกันหลายวัน
       
       ต้องเตรียมน้ำมันขนาดไหนถึงจะมีสำรองไปได้ตลอดรอดฝั่ง (จากบังกลาเทศไปอินโดฯ ก็ไกลอยู่นะ) มันเป็นไปได้เหรอครับ ไหนจะต้องฝ่าคลื่นลมคลื่นมรสุมอีก (แถมบรรทุกคนขนาดนั้น น้ำหนักไม่ใช่น้อยๆ) ถ้าไม่ใช่เรือใหญ่ๆ นี่จะเอาอยู่เหรอครับ หรือว่าจริงๆ แล้วมีนายทุนนำเรือลำใหญ่พามา พอใกล้ฝั่ง ก็ปล่อยให้ลงเรือลำเล็กๆ เรียกความสงสาร”
       
       ทันทีที่กระทู้ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนไม่น้อยต่างออกมาแสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นนี้กันอย่างหนาหู โดยกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่พวกเขาจะอยู่ในเรือได้เป็นเดือน เพราะเรือลำนี้ไม่น่าจะทนทานต่อคลื่นแรงๆ ได้ อีกทั้งมีความสงสัยในเรื่องของความเป็นอยู่และอาหารการกินอีกด้วย
       
       “หลักความจริงมาพูดคุยกัน การเดินเรือในทะเล ติดต่อกัน เกิน 5 วัน สิ่งที่น่าสังเกต สำหรับเรือขนาดนี้ (ตามรูป) ไม่น่าจะทนทาน ต่อคลื่นลูกแรงๆ สูงๆ ของทะเลได้แต่ที่ผมสงสัยมากกว่าคือ น้ำดื่ม นับจำนวนคนบนเรือ น้ำดื่มเก็บไว้ไหน? การตากแดดร้อนๆ กลางทะเลทั้งวัน + หลายวัน ริมฝีปากมันต้อง แตก แห้ง ขาดน้ำ ไม่ใช่เหรอ?
       
       ในทะเล ฝน + ร้อน สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ ร่างกาย ต่อให้เป็นพวกทน อึด ทึก ก็ไม่น่าจะรับไหว 7 วันก็ป่วย ร่วงหมดลำแล้วมั้งครับ เสื้อผ้า เดินทางรอนแรม มาในทะเลตั้งนาน ทำไม สีไม่ซีด เสื้อไม่ขาด ลมในทะเล ไม่ใช่สงบนิ่ง เหมือนเดินในสวนหลังบ้าน หนาว, เย็น, ร้อน สลับกันไป เสื้อผ้าชุดเดียวคงไม่น่าพอ ผมคิดแบบ เดินทาง 8 วันในกลางทะเล โดยสภาพเรือ และความเป็นอยู่แบบที่เห็นในภาพนะครับ”
       
       แน่นอนมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน ตั้งข้อสังเกตว่า เรือที่บรรทุกคนจำนวนมาก ต้องมีปัจจัยสำคัญในการเดินเรือไม่น้อย และถ้าขาดสิ่งใดส่งหนึ่งไป การเดินทางด้วยเรือจะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายเป็นอย่างมาก
       
       “เรือบรรทุกคนขนาดนั้นถ้าจะเดินทางได้ตามเส้นทางที่ต้องการต้องมีอะไรบ้าง 1.คนขับเรือ (ไต๋ก๋ง) 2.เครื่องนำทาง(GPS) 3.น้ำอาหาร สำหรับเพียงพอกับทุกคน 4.สิ่งของกำบังแดดและน้ำค้าง กลางทะเล 5.สภาพเรือต้องพร้อม เครื่องยนต์ต้องพร้อม และน้ำมันเชื้อเพลิงต้องพร้อม 6.ความรู้ความชำนาญของ ไต๋ก๋ง เรื่อง พายุลมแรง
        เท่าที่นึกออก ถ้าขาดสิ่งใดส่งหนึ่งไป การเดินทางด้วยเรือแบบนั้นจะเสี่ยงมาก ขนาดว่าไปตายเอาดาบหน้า นอกจากไม่ได้มาแบบที่เห็นลอยเรืออยู่ติดฝั่งแล้ว แต่ใช้การขนถ่ายลงจากเรือใหญ่เอา”

       หรือบางรายมีความคิดเห็นในเชิงที่ว่า อาจจะมีนายทุนอยู่เบื้องหลัง คอยส่งเสบียง น้ำมัน ผ่านเรือเล็กมาให้อย่างแน่นอน
       
       “พวกค้ามนุษย์ มีเรือเสบียงมาส่งทุกๆ 3 ชั่วโมง เรือสุขาอะไรก็มีให้หมด เพราะสินค้าในเรือต้องครบจำนวนตามที่สั่ง ไม่แปลกอะไรหรอก มันเป็นแบบนี้มา 10 กว่าปีแล้ว ผมก็ไม่เข้าใจจะมาดังอะไรช่วงนี้ เรียกกระแสไปทำไมกัน”
       
       “เขาว่าทำกันเป็นขบวนการ โรฮีนจาไม่ได้นั่งเรือเสี่ยงภัย ความเป็นจริงมีการลำเลียงส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ พักมนุษย์เรือไว้ตามจุดต่างๆ เกาะร้างกลางทะเล หรือจุดซ่อนเร้นในประเทศใกล้เคียง รอเดินทางสู่เป้าหมายต่อไป” หรือ “แค่การจัดฉาก ของพวกรับจ้างขน”
       
         กระทั่งบางความเห็นมองลึกลงไป ตั้งข้อสันนิษฐานว่าใต้ท้องเรืออาจถูกสร้างขึ้นมาให้มีหลายชั้นก็เป็นได้ “ดูจากรูป ใต้ท้องเรือน่าจะมีห้องอยู่นะ เก็บเสบียงกับน้ำมันน่าจะได้ ไม่อนุญาตให้แรงงานลงไปนอกจากผู้คุม แต่ที่รู้สึกแปลกคือ น่าจะมีคนตายไปบ้างระหว่างเดินทาง หรือไม่ตายก็ต้องมีสิบกว่าคนที่ป่วยนอนซมในรูปไม่มีเลย”
       
       “เรื่องใต้ท้องเรือ มีรายงานว่าเรือถูกดัดแปลงให้มีหลายชั้น เพราะอย่างนั้นเป็นไปได้ว่ามีที่เก็บเสบียงแน่ แต่ในข่าวคือ ลอยลำเพราะนายหน้าหนีไปพร้อมคนขับเรือ ซึ่งหลังจากนายหน้าหนีไป เสบียงไม่เหลือแน่ และไม่อยู่รอดแบบหน้าตาดูชุ่มชื้นแบบนี้ (ในแดดอย่างนี้) แน่ๆ”

        เป็นไปได้! เรือดัดแปลงเพื่อบรรทุกคน
       
       จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทีมข่าว ASTV ผู้จัดการ Live ได้สอบถามไปยัง กนก ขาวมาลา ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือไทย ทายาทผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เรือไทย "ครูไพฑูรย์ ขาวมาลา"เพื่อให้ช่วยวิเคราะห์เรื่องเรือของชาวโรฮีนจาจากภาพข่าวต่างๆ ที่ออกมาเขามองว่า เป็นเรือประมงน้ำลึก โดยบางลำอาจมีการดัดแปลงเพิ่มเติมเพื่อให้บรรทุกคนขึ้นเรือได้จำนวนมาก
       
       "ที่เห็นจากภาพข่าวบางข่าว ท้ายเรือจะมีการทำเป็นคอกกั้นเสริมขึ้นมาเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้สามารถนั่งหรือยืนได้สะดวก แต่ก็อันตรายเรื่องจุดศูนย์ถ่วง อย่างเรือของชาวโรฮีนจาที่ถูกจับได้ครั้งแรก อันนั้นเข้าใจว่าน่าจะต่อด้านท้ายเรือโดยใช้ไม้กระดาน ทำสูงขึ้นมาเป็นคอกเพื่อให้คนนั่ง นอน หรือโหนได้โดยไม่ตกน้ำ บางลำอาจมีการถอดเสากระโดงเรือออกเพื่อจะได้บรรจุคนในจำนวนเยอะๆ" ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือไทยเผย
       
        เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการชีวิตบนเรือที่ลอยลำอยู่กลางทะเลเป็นเวลาแรมเดือน ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือบอกว่า ถ้ารอดมาได้ถือว่าอึดสุดๆ แล้ว
       
       "ด้วยจำนวนคนที่เยอะมากๆ จึงไม่น่าจะมีเตาในการปรุงอาหาร เพราะลำพังที่นอน ที่ยืนก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว คงจะกินกันง่ายๆ แห้งๆ แล้วก็มีน้ำจืดดื่มบ้างพอประทังชีวิตกันไป ส่วนการอยู่อาศัยบนเรือคงจะผลัดกันยืนบ้าง นอนบ้าง เรื่องของขับถ่ายก็จะมาโหนกันตรงกราบเรือด้านท้าย จากนั้นก็ปล่อยลงทะเลไปเลย"
       
       นอกจากนั้น ยังบอกต่อไปว่า ด้านล่างท้องเรือ มีความลึกประมาณ 1.30-2 เมตร ปกติเป็นที่เก็บปลา แต่ถ้าลงไปอยู่อาศัยก็คงต้องอยู่อย่างลำบาก ส่วนใหญ่จะนอนกันส่วนท้ายที่เป็นเก๋งเรือ (อยู่ด้านท้ายของเรือ) มากกว่า ส่วนอื่นๆ เท่าที่เห็นจากภาพ ไม่มีเรือช่วยชีวิต เวลาจะไปไหนก็คงต้องใช้วิธีกระโดดน้ำว่ายออกไป
       
       "คนที่อยู่ใต้ท้องเรือคงต้องทรมานมากๆ เพราะมีทั้งกลิ่นอับ กลิ่นชื้น กลิ่นเหม็น รวมไปถึงกลิ่นของน้ำมันเครื่อง อยู่มาได้ 5-6 วันก็อึดแล้ว หากต้องอยู่กันเป็นเดือนๆ คงต้องอึดมากจริงๆ ซึ่งการจะอยู่เป็นเดือนๆ ได้คงต้องแวะพักตามเกาะเล็กๆ หรือเลาะไปตามชายฝั่งเพื่อหาน้ำและของกิน จากนั้นก็แล่นต่อไป
       
       แต่ส่วนตัวเข้าใจว่าพวกนี้คงจะมีคนเติมเชื้อเพลิง เติมน้ำให้บ้างเป็นระยะๆ เพราะอยู่แออัดในเรือเป็นเดือนๆ ไม่ไหวหรอกครับ" ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือเผย ก่อนจะบอกต่อไปว่า "แล้วเด็กต้องดื่มน้ำปัสสาวะของแม่ ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่ถ้าจำเป็นมันก็คงต้องใช้วิธีนั้น"
       
       
       
       นี่คือการจัดฉากจากผู้อยู่เบื้องหลัง!?
       
       กัปตัน ธีระศักดิ์ อัจฉริยวิทย์กุล โรงเรียนนักเดินเรือ ก็มีความคิดเห็นเป็นไปในทางเดียวกัน คือคิดว่าการที่ชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่บนเรือนานเป็นเดือนนั้นไม่มีความเป็นไปได้เลย และด้วยความที่ว่าคนนับร้อยที่ต้องเบียดเสียดกันอยู่บนเรือก็ไม่มีทางเป็นไปได้อีกเช่นกัน ว่าจะมีที่เพียงพอสำหรับเก็บเครื่องอุปโภคบริโภค
       
       “มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะครับ ที่มันลอยได้มันก็ต้องมีคนซัปพอร์ตให้อยู่แล้ว จำนวนคนที่อยู่ในเรือลำนั้นเอาง่ายๆ ที่เห็นเป็นร้อยคน 1. ก็คือจำนวนคนร้อยคนที่ไปอยู่ในนั้นเขาจะเอาอาหารที่ไหนมา 2. ตัวปัจจัยสำคัญเรื่องของน้ำจืดต้องบรรจุเยอะมาก ร้อยคนเอาง่ายๆ เต็มที่ต้องวันละ 3-5 ลิตร เรือชาวโรฮีนจาที่ใช้อยู่มันไม่ใช่เรือขนาดใหญ่มาก แค่บรรจุร้อยกว่าคน จะให้บรรจุน้ำดื่มก็ไม่พอแล้ว”

       ส่วนในเรื่องของนายทุน ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างตั้งข้อสงสัยไว้ ว่าอาจจะมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการอพยพในครั้งนี้ เขากล่าวสรุปสั้นๆ กับทางทีมข่าวว่ามีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน และไม่เชื่อว่าเรือลำนี้จะอยู่ได้เป็นเดือนๆ อาจจะเป็นการจัดฉากหรือว่ามีคนคอยซัปพอร์ตอยู่
       
       ต่อข้อซักถามที่ว่า ความสามารถของเครื่องยนต์ในการเดินเรือที่ต้องเดินทางไกลติดต่อกันหลายๆ วัน ต้องเตรียมน้ำมันมากขนาดไหนถึงจะพอต่อการเดินทาง และการให้คำตอบของเขาในครั้งนี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่า เรือที่เห็นอยู่เป็นเรือขนาดเล็กจะวิ่งทางไกลได้อย่างไร เพราะถ้าหากเจอมรสุมคงเกิดอันตรายไปเสียแล้ว
       
       “เนื่องจากเรือของชาวโรฮีนจาที่เห็นนะครับ มันก็เป็นเรือกึ่งชายฝั่ง เพราะฉะนั้น เรื่องของอัตราการกินน้ำมัน มันไม่เยอะหรอก อย่างในอ่าวไทย ในอ่าวที่โรฮีนจาวิ่งมาจากบังกลาเทศ พม่า วัตถุประสงค์ของเขาเข้าใจน่าจะใช้ประโยชน์สำหรับลอยลำเพื่อให้เรือของทหารมันจับไปอย่างนี้มากกว่า
       
       แต่วัตถุประสงค์ที่วิ่งจากอ่าวไทย วิ่งจากฝั่งบังกลาเทศ หรือว่าวิ่งจากฝั่งพม่าวิ่งออกมาไกลๆ เขาไม่มีเหตุจูงใจที่ต้องวิ่งไป หรืออีกอย่างหนึ่ง เรือที่เห็นจากรูปมันจะต่ำ การวิ่งอัตราไกลที่วิ่งตรงนั้นมันอันตราย”
       
        ทว่า ข้อสงสัยยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่กล่าวว่าใต้ท้องเรืออาจถูกสร้างเป็นห้องขนาดใหญ่ เพื่อกักเก็บข้าวของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต เขากล่าวว่ามีความเป็นไปได้อีกเช่นกัน และเลยยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่าเรือประมงที่ลักลอบขนน้ำมันเถื่อนก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน
       
       “เป็นไปได้ เอาง่ายๆ เวลามองที่เห็นในส่วนที่เหนือน้ำ แต่ส่วนที่จมในน้ำเราไม่รู้ว่าเยอะแค่ไหน เอาง่ายๆ เรือประมงที่ขนน้ำมันเถื่อน มันก็จะดัดแปลงข้างล่าง เวลาคนข้างนอกมองก็จะมองเป็นเรือสำหรับบรรทุกปลา แต่เอาเข้าจริงๆ ก็จะเป็นแบบที่บอก และเขาจะทำเป็นห้องหรือว่าเป็นชั้นลงไป”
       
       อย่างไรก็ตาม จากผลการวิเคราะห์ของผู้รอบรู้ทางด้านเรือ ทั้ง 2 ท่าน อาจจะสรุปได้ว่าเรื่องราวการอพยพของชาวโรฮีนจาทั้งหมดนี้ไม่มีความเป็นไปได้ในการชีวิตบนเรือที่ลอยลำอยู่กลางทะเลเป็นเวลาแรมเดือน และอาจจะเป็นการจัดฉากขึ้นมาก็เป็นได้ ทว่าในทางกลับกันก็ไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนเพราะยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดแต่อย่างใด
       
       
       ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการ Live
       ขอบคุณภาพประกอบ: กระทู้เว็บไซต์พันทิป“เป็นไปได้เหรอครับที่ชาวโรฮีนจา อยู่บนเรือลำเล็กๆ ได้นานเป็นเดือน”, แฟนเพจBBC Thai
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / “ทำไมผู้หญิงเก่งจึงเป็นโสด” เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:53:54 AM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม ยิงฟันยิ้ม
                                                                                        “ทำไมผู้หญิงเก่งจึงเป็นโสด”

โดย ไทยรัฐออนไลน์
21 พ.ค. 2558 06:01

                                                              http://www.thairath.co.th/content/499942

       จากการรวบรวมปัญหาด้านความสัมพันธ์ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจัดหาคู่เป็นจำนวนมาก พบหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้หญิงที่คิดว่าที่ตัวเองโสดเพราะทำงานเก่งเกินไป พวกเธอสงสัยว่าทำไมจึงไม่ค่อยมีผู้ชายเข้ามาจีบเธอ ทั้งที่เธอทำงานเก่ง เลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระใคร หน้าที่ก็มั่นคงและมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ บริษัทจัดหาคู่อันดับหนึ่งอย่าง MeetNLunch จึงอาสาไขข้อข้องใจและให้คำแนะนำสาวมั่นโดยผลโหวตจากลูกค้าชายจำนวน 100 คน คำตอบที่ได้มีดังนี้

       ข้อ 1  เริ่มต้นที่ความเก่งนั้นเป็นอันดับรองที่ทำให้คนหันมาสนใจคุณ อันดับแรกที่จะทำให้คุณดูน่าสนใจ ทำให้เค้าไม่มองผ่าน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แม้คุณจะไม่ได้สวยเป๊ะเพียบพร้อม แต่การเป็นผู้หญิงเก่ง ก็จะต้องรู้จักเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแฟชั่นจ๋า แต่หากเป็นเรื่องของการหยิบจับเสื้อผ้า เซตหน้าผมให้มีสไตล์เข้ากับตัวเอง หรือเรียกสั้นๆ ว่า รู้จักเลือก ผู้ชาย 47 เปอร์เซ็นต์ โหวตว่าเรื่องรูปร่างหน้าตาเป็นอันดับแรกที่ทำให้พวกเขาสนใจผู้หญิงสักคน

ลองเปลี่ยน : สำรวจตัวเองและลองปรับลุคให้ดูดีขึ้น อาจปรึกษาเพื่อน ดูคลิปเมกอัพสอนแต่งหน้า How to สมัยนี้มีมากมายให้คุณทดลองปรับลุคตัวเอง ทำให้ชีวิตสนุกขึ้นด้วย

ข้อ 2 คนฉลาดย่อมรู้จักจังหวะถ่อมตัว การแสดงออกว่ารู้ทุกเรื่อง เถียงชนะทุกประเด็น คุณเท่านั้นที่ถูก แค่นี้คนที่อยู่ด้วยก็รู้สึกอึดอัดแล้ว และผู้หญิงบางคนเชื่อมั่นว่าคุณฉลาดกว่าผู้ชายที่คุณกำลังคุยอยู่ ฝ่ายชายก็จะรู้สึกด้อยคุณค่ากว่า รู้สึกถูกข่มอยู่ตลอด ทำให้ผู้ชายขยาดเพราะเข้าถึงยากและอาจทำให้คุณดูเป็นคนเครียดกับทุกเรื่องมากเกินไป จนดูไม่มีความสุขไปเลย ชาย 30 เปอร์เซ็นต์ ลงความเห็นว่าการจริงจังมากเกินไปทำให้พวกเขาตึงเครียดมากเกินไป ยังไงก็ชอบความสบายๆ มากกว่า

ลองเปลี่ยน : รู้จักปล่อยวางและ “ช่างมัน” กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องเป๊ะทุกเรื่องก็ได้ เรื่องที่ไม่คอขาดบาดตาย ปล่อยให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง เพราะชีวิตก็แบบนี้ มีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สำคัญคือเราจะแชร์ปัญหาและช่วยกันแก้ข้อผิดพลาดไปด้วยกันอย่างไร

ข้อ 3 เรื่องของความรักไม่ใช่การเอาชนะกัน เพราะการประคองความรักไปได้คือชัยชนะของชีวิตคู่ แต่ถ้าหากยึดติดกับความคิดความรู้สึกว่าคุณฉลาดและเหนือกว่าอยู่เสมอ เกมรักครั้งนี้คุณอาจเถียงชนะแต่ด้านความสัมพันธ์คุณอาจจะพ่ายแพ้ต่อรักครั้งนี้ได้ ยังไงฝ่ายตรงข้ามก็จะต้องเหนื่อยเข้าสักวันกับการใช้ชีวิตที่ต้องเอาชนะคะคานกัน แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตคู่ก็ตาม ชาย 15 เปอร์เซ็นต์ โหวตว่าเรื่องนี้ทำให้พวกเขารู้สึกถูกข่มอยู่ตลอด

ลองเปลี่ยน : หยุดพูดทุกอย่างที่คิด เก็บเอาไว้บ้าง อย่าเริ่มต้นทำอะไรด้วยการพูดและวิจารณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ความรักก็เหมือนมือของคนสองคนถ้ามัวแต่เป่ายิงฉุบเพื่อดูว่าใครชนะแล้วสะใจ มือก็ไม่มีวันได้กุมกันไว้อย่างอบอุ่น สู้ยอมโอนอ่อนลงบ้างเข้าหากันจับมือกันอย่างแผ่วเบาจะอุ่นใจมีความสุขมากกว่าการได้เป็นผู้ชนะเพียงคนเดียว

ข้อ 4 การแสดงความฉลาดของคุณด้วยการพูดเยอะ หรือบางครั้งเค้าต้องการหาที่พึ่งทางใจ โดยการเล่าเรื่องส่วนตัวและปัญหาให้คุณฟัง โดยตามธรรมชาติแล้วผู้ชายจะเป็นเพศที่ระบายความเครียดหรือความไม่สบายใจผ่านคำพูด น้อยกว่าฝ่ายหญิงมาก ดังนั้น หากฝ่ายชายเริ่มที่จะระบายหรือเล่าเรื่องอะไรให้คุณฟัง ผู้ชาย 4 เปอร์เซ็นต์โหวตว่าเขาต้องการคู่ชีวิตที่รับฟังเขาในทุกเรื่อง ดังนั้นการคบกับผู้หญิงที่ไม่พร้อมรับฟังจึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายถึงแม้ว่าจะหน้าตาดีก็ตาม แต่ในระยะยาวเขาต้องการคู่ชีวิตที่เข้าใจกันและกันมากกว่า

ลองเปลี่ยน : ฟังและให้คำปรึกษาเขาบ้างเล็กน้อย ทำความเข้าใจปัญหาของเขาบ้าง ไม่ใช่พอเขาบ่นว่าเหนื่อยแต่คุณกลับตอบไปว่าคุณเหนื่อยมากกว่า เพราะว่าวันนี้คุณเจอกับอะไรมาบ้าง และก็เริ่มเล่าแต่เรื่องของตัวเองเหมือนเดิม

ข้อ 5 ความเก่งของคุณรวมถึงการทำอะไรแมนๆ ห่ามๆ ถึกเกินร้อย บางมุมการที่คุณสื่อสารว่าคุณยกของหนักไหว คุณทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้ อาจทำให้คุณขาดเสน่ห์ของความเป็นผู้หญิง อย่าลืมว่าธรรมชาติของผู้ชายที่ชอบผู้หญิงก็เพราะว่าพวกเธอต่างจากผู้ชายน่ะสิ ผู้ชาย 5 เปอร์เซ็นต์โหวตว่าผู้หญิงที่ดูแมนๆ เป็นอะไรที่น่ากลัว เข้าถึงยากและพวกเขาชอบผู้หญิงที่มีความเป็นผู้หญิง ไม่ถึงกับต้องเป็นสาวหวาน พวกเขาเข้าใจคำว่าผู้หญิงเท่แต่ถ้าผู้หญิงแมนแบบแข็งกร้าวก็ดูจะเข้าใจยากไปสักหน่อย

ลองเปลี่ยน : มีมุมของความเป็นผู้หญิงบ้าง เช่น มีคนออกปากช่วยเหลือคุณ ยกของ เปิดประตูให้ ก็ให้รับความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากคนอื่นบ้าง เพราะเอาเข้าจริงการเริ่มจีบใครสักคนสำหรับคนส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเริ่มง่ายๆ (และส่วนใหญ่บอกว่าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน) ลองมีคนออกตัวว่าจะช่วย แล้วโดนคุณปฏิเสธ เขาก็แทบไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน

นี่คือเหตุผลแบบรวมๆ ที่จะตอบคำถามนี้ แต่ความจริงแล้ว ยังมีผู้ชายดีๆ โสด และชอบผู้หญิงเก่งอีกมาก ดังนั้นสาวที่ทำงานเก่งและยังโสดไม่ต้องคิดมากเกินไป การเป็นคนเก่งและทำอะไรได้ดี ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราไม่มีใคร แต่อาจจะมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณมองข้าม มั่นใจกับการเป็นตัวเอง สักวันหนึ่งคู่ชีวิตของคุณอาจจะเข้ามาไม่นานเกินรอ

                                                                              คู่สำเร็จจาก MeetNLunch

                                    คุณงิ้ม - นภาพร ลิ้มพานิชภักดี วัย 32 ปี - คุณบิ๊ก หรือคุณเป็ง - สุรวิชญ์ สุทธิวรชัย วัย 35 ปี

      “คุณงิ้มคิดว่าอยู่แต่ในสังคมเดิมๆ ที่เดิมๆ ไม่มีโอกาสที่จะเจอใครเลยส่วนที่บ้านผมก็ทำธุรกิจส่วนตัวเลยไม่มีเวลาออกไปเจอใคร เดตแรกเกร็งมากครับตื่นเต้นไม่ค่อยได้จีบสาว มองเรื่องการจีบหรือคุยกับใครสักคนผ่านโลกออนไลน์มันดูไม่ค่อยจริงจังเท่าไร ทำแต่งานเวลาที่จะศึกษาใครก็มีน้อย ถ้ายิ่งไปคุยแบบออนไลน์คิดว่าคงใช้เวลานานเกินไป

แล้วก็เสี่ยงด้วย บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดแบบที่เราคิดไหมต้องมาเดาใจอีก ที่ตัดสินใจใช้บริการบริษัทจัดหาคู่เพราะไว้ใจและเชื่อมั่นว่าทำให้ประหยัดเวลาและจะเจอกับคนที่อยากแต่งงาน อยากสร้างครอบครัวเหมือนกันจริงๆ ครับ ขอบคุณ MeetNLunch จริงๆ ที่ทำให้เราสองคนได้เจอกันครับ”

ถ้าคุณไม่อยากรออีกต่อไป ผู้ช่วยที่ทำให้คุณพบกับคนที่ถูกใจอย่าง MeetNLunch บริษัทจัดหาคู่อันดับหนึ่ง ที่เปิดบริการมานานกว่า 9 ปี และสร้างคู่แต่งงานไปแล้วกว่า 1,500 คู่ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนโสดทั้งชายหญิงที่ต้องการหารักในเวลาที่จำกัด และได้พบกับคนที่คุณเลือกได้

สนใจบริการจัดหาคู่ในแบบที่คุณเลือกได้ตรงใจและปลอดภัย สมัครด้วยตนเองได้ที่อาคารอัมรินทร์ทาวเวอร์ ชั้น 9 สถานี BTS ชิดลม หรือสมัครผ่านเว็บไซต์ www.meetnlunch.com โทร. 0 2652 0044

           

 
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ฟิลิปปินส์ประกาศช่วยผู้อพยพ “โรฮีนจา-บังกลาเทศ” ตามหลักเมตตาในศาสนาคริสต์ เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2015, 11:01:16 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง

                                                     ฟิลิปปินส์ประกาศช่วยผู้อพยพ “โรฮีนจา-บังกลาเทศ” ตามหลักเมตตาในศาสนาคริสต์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
19 พฤษภาคม 2558 15:01 น.

                                        http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000056930

       เอเอฟพี – รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศวันนี้ (19 พ.ค.) ว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่คลื่นผู้อพยพชาวโรฮีนจาและบังกลาเทศหลายพันคนซึ่งถูกทางการมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ผลักดันเรือออกนอกน่านน้ำ ท่ามกลางเสียงตำหนิติเตียนอย่างรุนแรงจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
       
       ฟิลิปปินส์มีพันธะทางกฎหมายที่จะต้องช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่หนีการกวาดล้างออกมาจากเมียนมาร์ ทั้งนี้เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี 1951
       
       “เรามีพันธกรณีและหน้าที่ที่จะต้องให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ต้องการลี้ภัย" ชาร์ลส โฆเซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ให้สัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์เอเอ็นซี
       
       โฆเซ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฟิลิปปินส์คนอื่นๆ ยังไม่เผยรายละเอียดของความช่วยเหลือที่รัฐบาลจะมอบแก่คลื่นผู้อพยพชาวมุสลิมโรฮีนจาและบังกลาเทศ ซึ่งกำลังกลายเป็นหายนะด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่
       
       “เราคงชี้แจงรายละเอียดอะไรไม่ได้ เพราะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่ที่บอกได้คือนโยบายกว้างๆ ที่เรามีต่อปัญหานี้” เขาบอก
       
       ผู้อพยพเกือบ 3,000 คนว่ายน้ำหนีขึ้นฝั่งหรือได้รับความช่วยเหลือขณะลอยเรืออยู่นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะยังมีอีกหลายพันชีวิตที่ติดอยู่กลางทะเลใหญ่โดยปราศจากทั้งอาหารและน้ำดื่ม
       
       รัฐบาลไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ผลักดันเรือผู้อพยพบางลำออกไปจากน่านน้ำของตน หลังจากพวกเขาถูกนายหน้าค้ามนุษย์ทอดทิ้งไว้กลางทะเลเนื่องจากทางการไทยหันมากวาดล้างอย่างจริงจัง
       
       โฆเซ อ้างถึงเมื่อครั้งที่ฟิลิปปินส์อ้าแขนรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากในช่วงทศวรรษ 1970 ขณะที่สงครามเวียดนามกำลังจะสิ้นสุดลง โดยรับทั้งผู้ที่ล่องเรือไปขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์โดยตรง และผู้ที่ขึ้นฝั่งในประเทศเพื่อนบ้าน
       
       เว็บไซต์รัฐบาลกรุงมะนิลา ระบุว่า เวลานั้นมีชาวเวียดนามเข้าไปอาศัยอยู่ตามค่ายผู้ลี้ภัยในฟิลิปปินส์ถึง 400,000 คน ก่อนจะกระจัดกระจายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศอื่นๆ
       
       ด้านโฆษกของประธานาธิบดี เบนิโญ อากีโน ระบุว่า ฟิลิปปินส์พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาและบังกลาเทศ โดยถือความเมตตากรุณาและความสงสารต่อเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก
       
       “ในฐานะที่เราเป็นประเทศซึ่งมีพลเมืองนับถือคริสต์คาทอลิกมากที่สุดแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องช่วยเหลือผู้เดือดร้อน” เฮอร์มินิโอ โคโลมา โฆษกประธานาธิบดี ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
       
       ชาวโรฮีนจาเป็นมุสลิมกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ท่ามกลางสังคมพุทธในเมียนมาร์ และเนื่องจากพวกเขาไม่มีสิทธิใดๆ ตามกฎหมาย จึงมักตกเป็นเหยื่อของแก๊งค้ามนุษย์
       
       ปัจจุบันคาดว่ามีมุสลิมโรฮีนจาอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ของเมียนมาร์ประมาณ 1.3 ล้านคน
       
       มาเลเซียและไทยเรียกร้องให้เมียนมาร์ซึ่งเป็นประเทศต้นทางหาวิธียับยั้งคลื่นผู้อพยพ แต่รัฐบาลเมียนมาร์ก็ปัดความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าคนกลุ่มนี้เป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองจากบังกลาเทศ

       สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ก็ลงมติให้ชาวคริสต์คาทอลิก ร่วมกับพระบาทหลวงตามวัดต่างๆที่ติดทะเล  ช่วยเหลือชาวโรฮิงยาและบังคลาเทศมานานหลายปีแล้ว  การช่วยเหลือมิใช่ทำได้ง่าย เพราะต้องใช้กำลังกายและกำลังทรัพย์มหาศาล  ระดมกันขนานใหญ่เพื่อช่วยตามหลักความเมตตาของศาสนาคริสต์  แม้พวกเขาจะเป็นคนต่างศาสนาก็ตาม  ฟิลิปปินส์ก็เป็นคาทอลิก  แต่ประเทศอยู่ห่างไกลมาก   เรือแบบที่เห็นคงไปไม่ถึงฟิลิปปินส์  เนื่องจากต้องวิ่งอ้อมแหลมมลายู ผ่านสิงคโปร์ แล้วเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิค  ที่เต็มไปด้วยพายุร้ายทั้งปี  เอาเถอะ  เขาออกปากช่วยแบบนี้  ประเทศอื่นก็ให้ขึ้นฝั่ง  แล้วร้องขอสหประชาชาติให้มาช่วยจัดการ คงดีกว่าทำเอง  ทุกอย่างต้องเรียบร้อบในเร็ววัน  แต่อย่าลืมประชุมกัน  ขอให้ประเทศต้นทางคือเมียนมาร์และบังคลาเทศ หาทางกักคนของตัวไว้ก่อน  ตกลงอะไรกันได้แล้วค่อยทำกัน คงจะดีนะครับ.         
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ฟังกันชัดๆ สาวญี่ปุ่นเลือกแฟนอย่างไร (ชมคลิป) เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2015, 04:07:32 PM
 ยิ้มกว้างๆ ฮืม เจ๋ง
                                                                             ฟังกันชัดๆ สาวญี่ปุ่นเลือกแฟนอย่างไร (ชมคลิป)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
14 พฤษภาคม 2558 05:57 น.

                                                http://www.manager.co.th/Japan/ViewNews.aspx?NewsID=9580000053265

        สาวญี่ปุ่นเปิดเผยมาตรฐานในการเลือกแฟนหนุ่ม โดยสรุปเป็นนิยามว่าชายหนุ่มที่หวังจะครองใจสาวแดนซากุระควรมี “ 3 สูง 4 ต่ำ”
       
       อามิ สาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในไต้หวันจนพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่ว เล่าว่า ในอดีตนั้นชายหนุ่มที่ถูกใจสาวญี่ปุ่นจะต้องมี 3 สูง คือ ส่วนสูงสูง, การศึกษาสูง และเงินเดือนสูง  แต่ทุกวันนี้ สาวญี่ปุ่นได้ตั้งมาตรฐานของว่าที่แฟนหนุ่มใหม่เป็น 4 ต่ำ ได้แก่ พึ่งพาต่ำ, ความเสี่ยงต่ำ ทิฐิต่ำ และสิ้นเปลืองต่ำ
       
       พึ่งพาต่ำ คือ แฟนหนุ่มไม่ควรคิดแต่จะพึ่งพาภรรยา ต้องดูแลตัวเองได้ และควรจะช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านด้วย เพราะทุกวันนี้หญิงสาวก็ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเช่นเดียวกัน
       
       ความเสี่ยงต่ำ หมายถึง มีการงานที่มั่นคง
       
       ทิฐิต่ำ หมายถึง ให้เกียรติ์ภรรยา ไม่วางอำนาจบาตรใหญ่
       
       สิ้นเปลืองต่ำ คือ รู้จักประหยัด ทั้งประหยัดน้ำ ประหยัดไฟฟ้า และประหยัดเงิน
       
       อย่างไรก็ตาม สาวน้อยอามิ บอกว่า มาตรฐาน “ 3 สูง 4 ต่ำ” นี้เป็นเพียงข้อกำหนดแบบ ”ผู้ชายในอุดมคติ” แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดในชีวิตคู่คือ ทั้งสองคนเข้ากันได้หรือไม่มากกว่า เนื่องจากทุกวันนี้ สาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีการศึกษาและการงานทัดเทียมกับผู้ชาย พวกเธอจึงไม่ได้เป็นแม่บ้านแม่เรือนอย่างเดียวอีกต่อไป ในครอบครัวญี่ปุ่นยุคใหม่ทั้งสามีและภรรยาจะร่วมกันรับผิดชอบ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการสร้างครอบครัวใหม่.

       ขอบคุณ ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: พระจิตทางพระคัมภีร์ ไม่ใช่ จิตแห่งไฟที่หลอกลวงไม่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2015, 09:50:33 AM
 ฮืม เจ๋ง ยิ้ม
                   What happens when we have opened our Third Eye? (6th Chakra)  อะไรเกิดขึ้นเมื่อเราได้เปิดตาที่สามของเรา? (จักรา ที่ 6)

•   The arousing of kundaliniis said by some to be the one and only way of attaining Divine Wisdom.การปลุกเร้าของคุนดาลินีกล่าวกันว่าเป็นวิธีเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้รับความเฉลียวฉลาดแบบพระเจ้า (Genesis 3:4-5)

o   Self-Realization is said to be equal to Divine Wisdom or Gnosis or what amounts to the same thing: self-knowledge-(knowing that ‘I am a god’).

•   New knowledge is brought into the church, as self proclaimed apostles and prophets pronounce, EXTRA unbiblical revelations and unbiblical prophetic utterances.

Signs and Wonders:เครื่องหมายและสิ่งน่าพิศวง

•   The Kundalini unholy spirit is a show and tell of signs and wonders as seen above. จิตไม่ศักดิ์สิทธิ์คุนดาลินีเป็นการแสดงและบอกเครื่องหมายและสิ่งน่าพิศวงที่กล่าวข้างบน

•   Kundalini is a powerful healing forceand will in a ‘counterfeit’ way heal you from any ailments/diseases or deliver you from drugs/alcoholism, etc.คุนดาลินีเป็นการบำบัดโรคที่มีพลัง และจะใช้วิธีปลอมแปลงรักษาคุณจาก ความเจ็บไข้หรือโรคร้ายใดๆ หรือดึงคุณออกจากการติดยาหรือเป็นโรคสุราเรื้อรัง ฯลฯ
o   You will usually feel heat, electricity, or ice when the satanic healing takes place.ปกติคุณจะรู้สึกความร้อน  กระแสไฟฟ้า หรือความเย็นจัด เมื่อการบำบัดแบบซาตานก่อให้เกิดขึ้น

•   Can Satan heal?  Of course he can! See this article for full explanation: ปีศาจสามารถบำบัดโรคได้หรือ?  แน่นอน มันทำได้!ดูคำอธิบายในบทความนี้
This Kundalini spirit is found in all religions across the world just under different names. จิตคุนดาลินีนี้พบกันได้ในทุกศาสนาทั่วโลก ภายใต้ชื่อแตกต่างกันมากมาย
 
•   The ancientEgyptians calledkundalini power Ra, who is symbolized as the Sun because the Sun is the source of kundalini energy.อียิปต์เรียก พลัง รา

•   In Islam kundalini power is known as Salaat. Called the Swaying Zikr and Whirling Dervish.อิสลามเรียก ซาลาอัด

•   The early Gnostics, likePythagorus referred to the concept as ‘Pneuma’พวกนอสติคเรียก นิวมา

•   Hippocrates was aware of it as well; he referred to it as ‘vis medicatrix naturae’.ส่วนฮิปโปคราเตสเรียกพลังธรรมชาติรักษาโรค

•   Religious studies also note parallels in Quakerismand Shakerism.

•   The Hebrews of ruach causing the JudaicShuckling or (torso-rocking prayer)

•   The quiverings of theEastern OrthodoxHesychast.

•   The Chinese movements of Tai Chi or ki. คนจีนเรียก ไต้ ชี หรือ กี

•   The ecstaticShamanistic dance,

•   The Bushmen dance the Ntum trance dance.

•   The Tibetan Buddhisttummo heat as practised by Milarepa,

•   Japan‘s Aum Shinrikyo group ญี่ปุ่นคือกลุ่ม อวม ชินรีเกียว

•   The Mexican Huichols call it kupuri,

•   The Dakota Indiansspeak of wakan;

•   The African Sotho of moya;

•   The Bantu of nzmbi;

•   The Australians of joja;

•   Indonesian know of petara;

•   The Eskimos of quaumaneq,
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: พระจิตทางพระคัมภีร์ ไม่ใช่ จิตแห่งไฟที่หลอกลวงไม่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2015, 09:46:17 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง

       คราวนี้มาดูรายละเอียดของ Kundalini - กุนดาลินี  ที่เรียกกันว่า พระหญิงงูไฟ ปางหนึ่งของเจ้าแม่กาลี  ปลุกกระแสให้ตื่นด้วยวิธีการโยคะ ว่า  ที่ว่า " จิตแห่งไฟที่หลอกลวงและไม่ศักดิ์สิทธิ์ ตามที่อ้างมานาน  มันคืออะไร และก่อให้เกิดปฏิกิริยาอะไร ต่อคนที่มันเข้าควบคุม ด้วยอิทธิฤทธิของปีศาจ - ซาตาน  ดังนี้ :

                                                       Kundalini Unholy Spirit Fire คุนดาลินีจิตแห่งไฟที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์

                                                    Who is the Kundalini unholy spirit ใครคือคุนดาลินีจิตไม่ศักดิ์สิทธิ์

•   An Esoteric description:Kundalini is a serpent goddess who lies asleep at the base of the human spine, coiled around the 1st Chakra, 3½ times. คำบรรยายอีโซเตริค : คุนดาลินี เป็นพระหญิงงูที่นอนหลับที่ฐานก้านสมองมนุษย์ พันรอบจักราที่ 1 3.5ครั้ง

•   The demons name isKundalini Shakti, and ‘she’ represents the unfolding of the divine Shaktienergy or Serpent Fire.ชื่อของปีศาจคือ คุนดาลินี ชาคติ และ ‘มัน’แทนการคลายตัวของพลังชาคตีจากสวรรค์หรืองูไฟ

•   Kundaliniis supposedly the energizing potential of life itself, a living goddess who enlivens all things. คุนดาลินีถือว่าคือพลังของชีวิตเองที่ให้พลังงาน เป็นเจ้าแม่ทรงชีวิตที่ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิต

o   It is Kundalini whocreates the universe and knowsIts Self as Creator. มันคือคุนดาลินีซึ่งสร้างจักรวาลและรู้จักกันมันเองเป็นประหนึ่งพระผู้สร้าง
o   Kundalini has been called “the face of God.” คุนดาลินีได้รับการเรียกว่า’หน้าของพระเจ้า’

•   After being awakened,Kundalini will be able to remove the knots of the major chakras, cleanse, open and develop the chakras until they are in fully blooming lotus forms – this to attain Yoga*หลังจากถูกปลุกให้ตื่นแล้ว  คุนดาลินีจะสามารถคลายปมของจักราสำคัญๆ  ทำความสะอาด  เปิด และพัฒนาจักราจนเบ่งบานเต็มที่ในรูปดอกบัว – นี่ก็เพื่อให้ได้โยคะมา

o   *Yoga (Enlightenment) refers to the different spiritual paths that aim for Yoga (union with Divine) – Religious ecstasy.โยคะ (นิพพาน) อ้างอิงถึงทางเดินฝ่ายจิตต่างๆที่มีวัตถุประสงค์เพื่อโตคะ (การเข้าร่วมกับพระเจ้า) – ความปิติล้นเหลือทางศาสนา

How do we get this unholy spirit? เราได้จิตที่มิใช่พระนี้อย่างไร?

** Through the false ‘Baptism of the Holy Spirit’. ผ่านการล้างบาปของพระจิตที่หลอกลวง

** The calling down of Fire (Serpent Fire). การเรียกไฟ-งูไฟลงมา

** Being filled with the Holy Ghost by Fire.ถูกเติมเต็มด้วยไฟจากพระวิญญาณ

•   A Shaktipat is where one person’s kundalini is awakened by another who already has the experience.

•   Shaktipat only raises thekundalinitemporarily but the demonic transference has taken place.ชัคธิปัตเพียงเพียงปลุกและยกคุนดาลินีชั่วคราวแต่การเปลี่ยนแปรของปีศาจก็เกิดขึ้นแล้ว

o   This is what is going on in the churches;นี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในศาสนจักรต่างๆ Kundalini is being transferred from one person to anotherเจ้าแม่งูพิษกำลังย้ายเลื้อยจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง – by blowing on someone, through baptismal water, laying on of hands, โดยการเป่าลมเหนือบางคน ด้วยทางการล้างบาปด้วยน้ำ  วางมือเหนือคนอื่น  even holding ones hand over someone, but not touching them can begin แม้ถึงกับจับมือเหนือบางคน แต่ไม่ยอมแตะต้องพวกเขา แบบนี้พวกเขาสามารถเริ่มการกระทำของพระยางู a Shaktipat, etc.

o   Kundalini can also awaken spontaneously, for no obvious reason or triggered by intense personal experiences such as accidents, near death experiences, childbirth, emotional trauma, extreme mental stress, and so on –this is solely dependent on that ‘doctrines of demons’ one has been dabbling in. นางพระยางูสามารถปลุกสัญญาณชีพส่วนตน เพราะไม่มีเหตุผลชัดเจน หรือเริ่มประสบการณ์ส่วนบุคคลล้ำลึก เช่น อุบัติเหตุ ประสบการณ์เฉียดตาย  การกำเนิดบุตร  โรคซึมเศร้า  ความกดดันจิตประสาทลึกล้ำ  ฯลฯ สิ่งนี้มันพึ่งพาเพียง “ คำสอนของปีศาจที่คนหนึ่งถูกมันกระเซ็นมาเปื้อน

Are there any feelings or happenings that go with this filling of the unholy spirit? มีความรู้สึกหรืออะไรเกิดขึ้นที่ทำให้รู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยจิตไม่ศักดิ์สิทธิ์นี้?

•   You speak in tongues (gibberish). คุณพูดภาษาต่างๆ (ที่ไม่ใช่ภาษามนุษย์)

•   Involuntary jerks, tremors, shaking, convulsing, crawling sensations. พูดกุกกักอย่างไม่ตั้งใจ  ตัวไหวสะท้าน มีอาการสั่น  เกิดอาการชักดิ้นชักงอ  ทำอาการแบบเลื้อยคลาน

•   Energy rushes like streams of fire or feelings of electricity circulating the body.พลังจะพุ่งพรวดพราดคล้ายธารเปลวไฟ หรือรู้สึกคล้ายกระแสไฟฟ้าวนรอบตัว

•   Moderate heat or Intense heat  (sweating) or cold as ice, especially as energy is experienced passing through the chakras. จะมีเหงื่อร้อนปานกลางหรือร้อนจัด หรือ(ตรงข้าม) รู้สึกเย็นดุจน้ำแข็ง เป็นต้นขณะพลังงานพุ่งผ่านจักรา

•   Visions seen or sounds heard, ESP – clairvoyance. จะเกิดเห็นภาพนิมิตหรือได้ยินเสียง เป็นต้นการยกเมฆ

•   Trance-like and altered states of consciousness สภาวะความรู้สึกตัวเปลี่ยนไปและเกิดคล้ายสภาวะแน่นิ่งคล้ายคนเข้าฌาน

•   Uncontrollable laughter or uncontrollable weeping. หัวเราะอย่างควบคุมไม่ได้หรือร้องไห้อย่างควบคุมไม่ได้

•   Bliss, feelings of infinite love and universal connectivity, transcendent awareness. ความสุขสำราญ ความรู้สึกของความรักไม่มีขอบเขตและความผูกสัมพันธ์ทั่วๆไป  ความห่วงกังวลที่จะมีการถ่ายทอด

•   Posture becomes fixed, you become paralyzed. การวางท่าทางถูกตรึงไว้ คุณกลายเป็นคนง่อยไป

•   Utter sounds like those of animals, birds, frogs or of a lion or like those of jackals, dogs and tigers…เปล่งเสียงคล้ายสัตว์ นก กบหรือสิงโต หรือเหมือนหมาใน สุนัข และ เสือ

•   Intoxicated, your steps fall like one is drunk, speech is slurred as if drunk and and you are unable to do any other work. ถูกทำให้มึนเมา ก้าวเท้าคล้ายกับคนเมา คำพูดติดกันเป็นพวงประหนึ่งเมาเหล้า และคุณไม่สามารถทำงานอะไรอย่างอื่นได้

•   You see Divine visions – angels of light, another‘Jesus’ คุณเห็นภาพนิมิตจากสวรรค์ – เทวดาส่องแสง เห็นพระเยซูอีกองค์

•   Future unfolds its secrets to you, you learn secrets supposedly from God.อนาคตคลี่คลายความลับให้คุณ คุณได้ความลับดูเหมือนมาจากพระเจ้า

•   The unholy spirit gives you unbiblical ‘hidden’ meaning of scriptures.จิตไม่ศักดิ์สิทธิ์นั้นให้ความหมายพระคัมภีร์ที่ซ่อนเร้นไม่มีในพระคัมภีร์

 
หน้า: [1] 2 3 ... 89