แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 121
1  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / โป๊บเทศน์ : ของประทานยิ่งใหญ่จากพระเจ้า? ผู้หญิง เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2017, 11:51:32 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                 บทเทศน์เช้าของโป๊บ : ของประทานยิ่งใหญ่จากพระเจ้า? ผู้หญิง
                                                                                  Pope’s Morning Homily: God’s Great Gift? Women

Posted by Deborah Castellano Lubov on 9 February, 2017

                         

       Pope’s Morning Homily: God’s Great Gift? Women
บทเทศน์เช้าของโป๊บ : ของประทานยิ่งใหญ่จากพระเจ้า? ผู้หญิง
Posted by Deborah Castellano Lubov on 9 February, 2017
   
                                                             God’s great gift given to us? Women … ของประทานยิ่งใหญ่จากพระเจ้า? ผู้หญิง

According to Vatican Radio, Pope Francis stressed this to faithful during his daily morning Mass at Casa Santa Marta, as he reflected on the creation of woman, as told in Genesis, and on how God created woman, in his personal opinion, so that we would all have a mother.
“Without women, there is no harmony in the world, ” the Pope stressed, noting men and women are not equal. While clarifying that one is not superior to the other, he explained that it is the woman, and not the man, who brings that harmony which makes the world a beautiful place.

ตามรายงานวิทยุวาติกัน โป๊บฟรังซิสเน้นเรื่องนี้แก่สัตบุรุษ ระหว่างพิธีมิสซาเช้าทุกวัน ที่หอพัก Casa Santa Marta ขณะที่พระองค์สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับการสร้างผู้หญิง  ตามที่บอกเล่าในหนังสือปฐมกาล  และเกี่ยวกับที่ว่าพระเจ้าสร้างผู้หญิงอย่างไร ในความคิดเห็นส่วนพระองค์เอง  เพื่อว่าพวกเราทั้งหมดควรมีแม่คนหนึ่งทั้งนั้น   “ ปราศจากผู้หญิง ก๊จะไม่มีการประสานสามัคคีกันในโลก “ โป๊บเน้น  โดยตั้งข้อสังเกตุว่าผู้ชายและผู้หญิงไม่เท่าเทียมกัน  ขณะที่อธิบายชัดเจนว่าคนหนึ่งนั้นไม่เหนืออีกคนหนึ่ง  โป๊บอธิบายว่า เป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย ที่นำความสมานสามัคคีที่ทำให้โลกเป็นสถานที่สวยงาม

For this reason, he also pointed out, that while exploiting all people is a crime, exploiting women is worse, for it destroys harmony.
During the homily, the Pontiff considered three moments in Creation: the solitude of the man, the dream, and the destiny of both the man and the woman: to be “one flesh.”

ด้วยเหตุผลนี้ โป๊บยังชี้ว่า ขณะที่การเสาะหาประโยชน์ส่วนตัว ประชาชนทุกคนที่ทำเช่นนั้นก็ถือว่าทำอาวญากรรม ผู้หญิงที่เสาะหาประโยชน์ส่วนตัวก็ยิ่งเลวกว่า เพราะว่ามันทำลายความสมานสามัคคี
ระหว่างการเทศน์  พระสันตะปาปาได้พิจารณาสามเรื่องในการสร้างมนุษย์ คือ การอยู่คนเดียวของผู้ชาย  ความฝัน  และเป้าหมายของทั้งผู้ชายและผู้หญิง คือ เป็น “ เนื้อเดียวกัน “

His Dream ความฝันของโป๊บ

Pope Francis was continuing his reflections on creation, and how God, seeing man all alone, took a rib from Adam and created woman, who the man recognized as “flesh of his flesh.”
“But before seeing her,” the Pope said, “the man dreamed of her… In order to understand a woman, it is necessary first to dream of her.”

โป๊บฟรังซิสยังคงแสดงความคิดเห็นเรื่องการสร้างต่อไป และกล่าวถึงว่า อย่างไรเมื่อพระเจ้าเห็นมนุษย์ผู้ชายอยู่คนเดียว  เอาซี่โครงจากอาดัมและมาสร้างผู้หญิง  ซึ่งผู้ชายจำได้ว่าเป็น “ เนื้อของเนื้อเขา “
“ แต่ ก่อนเห็นเธอ “ โป๊บกล่าวต่อ “ ผู้ชายฝันถึงเธอ... เพื่อจะเข้าใจผู้หญิงคนหนึ่ง   มันเป็นความจำเป็นครั้งแรกที่จะฝันเกี่ยวกับเธอ “

Francis recalled that once during one of his audiences, he asked a couple celebrating their 60th anniversary, who has had more patience.
“And they looked at me, they looked me in the eyes – I’ll never forget those eyes, eh? – then they turned and they told me, both together: ‘We are in love.’ After 60 years, this means ‘one flesh.’

โป๊บฟรังซิสเล่าว่าครั้งหนึ่งระหว่างการให้มีการเข้าพบของผู้สนใจ  พระองค์ได้ถามชายหญิงคู่หนึ่งที่ฉลองแต่งงานครบรอบ 60 ปี  ซึ่งดูมีความพากเพียรอดทนมาก “ และเขาทั้งสองมองอาตมา มองตรงที่ดวงตาทั้สองข้าง – อาตมาไม่เคยลืมสายตาของคนทั้งคู่ที่มองตาอาตมา : ‘ เรารักกัน พ่อ’ ผ่านมา 60 ปี  นี้หมายความว่า ‘เนื้อเดียวกัน’ แน่นอน

Harmony ความประสานสามัคคี

The woman, Francis stressed, brings the capacity to love one another, which makes possible harmony for the world.
“This is the great gift of God: He has given us woman. And in the Gospel, we have heard what a woman is capable of, eh? She is courageous, that one, eh? She went forward with courage. But there is more, so much more. A woman is harmony, is poetry, is beauty.
Without her, the world would not be so beautiful, it would not be harmonious.

“ นี้คือสิ่งประทานยิ่งใหญ่ของพระเจ้า คือ พระองค์ได้ประทานผู้หญิงแก่เรา  และในพระวรสาร พวกเราได้ยินสิ่งที่ผู้หญิงคนหนึ่งทำอะไรได้ไหมละ?  เธอเป็นคนกล้าหาญ คนนั้นไงใช่ไหม?  เธอตรงไปข้างหน้าพร้อมกับความกล้าหาญ  แต่มีมากกว่านั้น  มากกว่านั้นจริงๆ  ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นตัวประสาน  เป็นฉันทลักษณ์ เป็นความสวยงาม
ปราศจากเธอ  โลกจะไม่สวยสดงดงามแบบนี้ มันคงไม่สมานสามัคคี.

For Us All to Have a Mother, Not for a Function สำหรับพวกเรามีแม่คนหนึ่ง มิใช่เพียงทำหน้าที่

“And I like to think – but this is a personal thing – that God created women so that we would all have a mother.
The Pope went on to lament how often, women are spoken about or thought of in a ‘functionalist’ manner. Instead, he underscored, we should see women as bearers of a richness that men do not possess: women bring harmony to creation.

“ และอาตมาชอบคิด – แต่นี่เป็นเรื่องของบุคคล – ที่พระเจ้าได้สร้างผู้หญิง เพื่อพวกเราทุกคนจะได้มีแม่คนหนึ่ง   โป๊บยังคร่ำครวญว่า บ่อยมากเพียงไหน ที่ผู้หญิงถูกพูดถึงหรือคิดถึงในแบบ “ เอาแต่ผลประโยชน์ “  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น  โป๊บเน้น พวกเราควรเห็นผู้หญิงเป็นประหนึ่งผู้ถือความร่ำรวยที่ผู้ขายไม่มี คือ ผู้หญิงนำความสมานสามัคคีมาสู่การสร้างของพระเจ้า

“When women are not there, harmony is missing. We might say: But this is a society with a strong masculine attitude, and this is the case, no? The woman is missing. ‘Yes, yes: the woman is there to wash the dishes, to do things…’
“No, no, no!” he said, “The woman is there to bring harmony,” and who “teaches us to caress, to love with tenderness; and who makes the world a beautiful place.”

“ เมื่อไม่มีผู้หญิงอยู่ที่นั่น  ความสมานสามัคคีก็หายไป  เราอาจพูดว่า แต่ นี่คือสังคมที่ถือทัศนะคติผู้ชายอย่างแข็งแรง  และนี่คือกรณีใช่ไหม?  ผู้หญิงหายไป  ‘ ใช่ ใช่  คือ ผู้หญิงอยู่ที่นั่นเพื่อล้างถ้วยชาม ทำงานต่างๆ...’
“ ไม่  ไม่  ไม่นะ “ พระองค์กล่าว  “  ผู้หญิงอยู่ที่นั่นเพื่อนำความสมัครสมานสามัคคี “ และ ซึ่ง “ สอนพวกเราให้ได้รับการปลอบโยน  รักด้วยความนุ่มนวล  และทำให้โลกเป็นสถานที่สวยงาม “
 
                                                                                                    Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                            Alan  Petervich
2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เรือดำน้ำจีนซื้อได้เลย ไม่ต้องรอประชาธิปไตย เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2017, 04:57:47 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              เรือดำน้ำจีนซื้อได้เลย ไม่ต้องรอประชาธิปไตย

โดย ผู้จัดการรายวัน   
 9 กรกฎาคม 2559 06:11 น. (แก้ไขล่าสุด 10 กรกฎาคม 2559 07:25 น.)

                                                       

       
        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -คงต้องบอกกันตรงๆ มีแต่ยุคทหารเป็นใหญ่เท่านั้นราชนาวีไทยถึงจะบรรลุความฝันได้ครอบครองเรือดำน้ำเหมือนบ้านเมืองอื่นเขา และขอบอกเรือ ดำ น้ำซื้อได้เลย ไม่ต้องรอประชาธิปไตย โดยงานนี้ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกับออกหน้ามาจ้อกับสื่อ รอบนี้รับประกันความผิดหวังไม่มีแน่ ขอให้มั่นใจได้
       
       “บิ๊กป้อม” ยืนยันว่าได้ซื้อแน่ๆ 3 ลำ ลำละ 1.2 หมื่นล้านบาท รวม 3 ลำ 3.6 หมื่นล้านบาท และเป็นเรือดำน้ำจากจีนไม่มีเปลี่ยนแปลง แถมสำทับด้วยว่า"ผมไม่ใช่เป็นผู้กดดันให้กองทัพเรือเลือกซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน" แต่ภายใต้งบประมาณจำกัด ทำให้ไม่สามารถซื้อเรือดำน้ำที่มีราคาสูงของบางประเทศได้พร้อมกับยกแม่น้ำทั้งห้ามาชวนเชื่อว่าเรือดำน้ำที่ซื้อจากจีนเหมาะสมกับราคา และเทคโนโลยีก็มีการพัฒนาขึ้นมาดีมากขึ้น อีกทั้งมีการรับประกันระยะเวลาการใช้งานและอุปกรณ์ มีการให้อาวุธต่างๆ ครบ ถ้าไปซื้อที่อื่นเราซื้อไม่ได้แบบนี้ เพราะ 1 ลำมีราคามากกว่าของจีนถึง 3 เท่าตัว ถ้าไปซื้อของประเทศอื่นได้ 1 ลำ แต่ของจีนได้ 3 ลำ และใช้งานได้นาน แต่ถ้ามีเงินมากก็ซื้อได้หมด ตนเองก็อยากได้เรือดำน้ำของยุโรป ส่วนที่มีการมองว่าจะเป็นหนูทดลอง เพราะรุ่นที่ซื้อจากจีนนั้นยังไม่มีประเทศใดใช้ ก็ขอบอกเลยว่าจีนเขามีประกัน10-15 ปี มีการรับประกันซ่อมแซม และมีท่าเรือพร้อม ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะนำมาใช้ ถ้าซื้อของจากต่างประเทศเราต้องซื้อของที่ดี
       
       และเพื่อประกันความผิดหวัง เคลื่อนไหวคราวนี้ กองทัพเรือขอให้กลาโหมจัดสรรงบปี2 560 จัดซื้อลำแรกก่อน จากนั้นก็ผูกพันงบไปอีกสิบปี อย่างที่บิ๊กป้อมว่า ค่อยๆ ผ่อนชำระลำแรกก่อน ไม่ใช่ใช้งบประมาณแบบเศรษฐี ต้องใช้แบบคนยากจน
       
       ส่วนคำถามที่ว่า กองทัพเรือเคยมีกองเรือดำน้ำแต่ถูกยุบไปเนื่องจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ชายฝั่งทะเลไทยมีความลึกไม่มาก แต่ทำไมถึงยังมีแผนจัดซื้ออีกในยุคนี้ บิ๊กป้อม ยกเมฆว่า ทรัพยากรธรรมชาติฝั่งอันดามันของเรามีจำนวนมาก อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราก็ล้วนแต่มีเรือดำน้ำทั้งหมด พม่ายังมีตั้ง 10 ลำ ซึ่งไม่ได้ซื้อเรือเก่าเลย
       
       คำตอบของบิ๊กป้อม อาจจะปะปนทั้งจริงทั้งมั่วเพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำอย่างยิ่งยวด เป็นเหตุให้ อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านความมั่นคงทางทหารหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย สวนกลับแบบนิ่มๆ ตามสไตล์ว่า การจัดหาอาวุธในโครงการใหญ่ของไทยมีการให้ข้อมูลผิดพลาด เช่นบอกว่าประเทศเพื่อนบ้านมีเรือดำน้ำ 10 ลำ ทั้งที่ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะประเทศในภูมิภาคนี้มีเรือดำน้ำที่ประจำการอยู่เวลานี้ไม่ถึง10 ลำ
       
       อันที่จริงแผนการจัดซื้อจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือ มีการเตรียมการมานานนับสิบปีแล้ว และเมื่อปี 2558 คณะกรรมการคัดเลือกเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ก็มีมติ 14 เสียง จากกรรมการทั้งหมด 17 คน เลือกเรือดำน้ำจีนจำนวน 3 ลำ โดยใช้งบประมาณในการจัดซื้อ 3.6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการสนับสนุนอาวุธและอะไหล่รวม8 ปี ตลอดการฝึกให้กับกำลังพล
       
       พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ว่า กองทัพเรือมีคณะกรรมการอำนวยการคัดเลือกแบบเดินทางไปดูเรือดำน้ำ6 ประเทศ เปรียบเทียบทั้งเรือดำน้ำ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี และเกาหลีใต้ โดยจัดคณะกรรมการที่เป็นคนรุ่นใหม่ จำนวน 17 คน จากกองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ และให้คะแนน ผลปรากฏว่า 14 คนเลือกเรือดำน้ำของประเทศจีน ประเทศเยอรมนี 2 คน และประเทศสวีเดน 1 คน ยืนยันไม่มีใครไปชักนำเรื่องการลงคะแนน เลือกด้วยตัวเองเพราะเป็นเรือในอนาคต การคัดเลือกจึงต้องให้เด็กรุ่นใหม่เลือก
       
       การจัดเลือกเรือของประเทศจีนเป็นการตอบโจทย์เพราะสามารถซื้อได้ถึง3 ลำ แต่ถ้าเป็นของประเทศอื่นจะได้เพียง 2 ลำ และที่สำคัญประเทศจีนเป็นเพียงชาติเดียวที่ให้ระบบเอไอพี Air-Independent Propulsion system เป็นระบบที่ทำให้เรืออยู่ใต้น้ำนานถึง 21 วัน โดยไม่ต้องโผล่ ขณะที่เรือของประเทศเกาหลีใต้ และเยอรมนี ไม่มีระบบเอไอพี อยู่ใต้น้ำได้ 5-6วันก็ต้องโผล่ขึ้นมาซึ่งเรือดำน้ำต้องเงียบ พรางตัวอย่างเดียว ถ้า 4-5 วัน แล้วต้องโผล่ขึ้นผิวน้ำ ดาวเทียมสามารถจับได้หมด
       
       “บางคนบอกว่าซื้อของประเทศจีนแล้วส่ายหัว ความจริงแล้วไม่ใช่ ผมยังไม่อยากอธิบาย เพราะรัฐบาลยังไม่ได้อนุมัติ รอให้อนุมัติก่อนจึงสามารถตอบได้ เพราะผมเดินทางไปดูด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้พูดไม่ได้เพราะสื่อก็โจมตี ไม่มีประโยชน์ที่มานั่งทะเลาะกัน” ผบ.ทร.ว่าไว้ตั้งแต่ปีก่อน และกระทั่งปีนี้ สังเกตว่า ผบ.ทร.จะพยายามปิดปากเงียบเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้
       
       การซื้อเรือดำน้ำของราชนาวีไทยในรัฐบาลรัฐประหาร ถูกจับตามองจากสื่อตะวันตก เช่น แวลู วอล์ก (Value Walk) สื่อออนไลน์สหรัฐฯ ที่รายงานว่า ดีลเรือดำน้ำสัญชาติจีน 039B จำนวน 3 ลำสนนราคา1.1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าประจำการเหมือนชาติอื่นๆ นั้น เป็นเรื่องที่น่าจับตา โดยพบว่าก่อนหน้านั้นในวันที่ 24 เมษายน 2558ทางกองทัพเรือไทยได้ยื่นแผนการจัดซื้ออย่างเป็นทางการแล้ว และนับเป็นความสำเร็จของกองทัพเรือไทยที่มีความพยายามจัดหาเรือดำน้ำเข้ามาเสริมเขี้ยวเล็บมาโดยตลอด
       
       ดีลครั้งนี้ ยังถูกมองว่ารัฐบาลทหารมีประสงค์ผูกสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทางการจีนเป็นพิเศษ เพราะนับตั้งแต่หลังการทำรัฐประหาร 1 ปีก่อนหน้านั้น ในขณะที่ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯชาเย็นลง ไทยแสวงหาความยอมรับในระดับสากลมากขึ้น ดีลการซื้อขายเรือดำน้ำจากจีนจึงเสมือนหมุดที่ตอกย้ำลงบนทิศทางที่ไทยได้หันทิศทางไป
       
       เมื่อพิจารณาถึงเรือดำน้ำที่ไทยพิจารณาจะจัดซื้อ พบว่า เป็นเรือดำน้ำสัญชาติจีนรุ่น e041 ที่รู้จักโดยทั่วไป แต่ทว่าตามการระบุที่แท้จริงของจีนแล้ว เรือดำน้ำรุ่นนี้คือ 039B ซึ่งถูกเรียกตามการระบุ NATO ว่า Yuan ซึ่งเรือดำน้ำชั้น Yuan ได้เข้าประจำการประจำกองทัพจีนนับตั้งแต่ปี2006 และมาจนถึงขณะนี้ได้มีการต่อเรือดำน้ำชั้น Yuan แล้วถึง12 ลำ นอกจากไทยที่หมายตาเรือดำน้ำรุ่นนี้จากจีนแล้ว ปากีสถานกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาตกลงซื้อจากจีน
       
       เรือดำน้ำ 039B นั้น มาพร้อมกับระบบอาวุธล้ำสมัย และระบบ Air-Independent Propulsion system (AIP) หรือระบบเครื่องยนต์ที่ไม่ต้องพึ่งอากาศจากผิวน้ำ ที่จะช่วยให้เรือดำน้ำรุ่นนี้อยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลานานเมื่อเทียบกับเรือดำน้ำระบบดีเซล- ไฟฟ้าโดยทั่วไป โดยระบบนี้สามารถทำให้เรือดำน้ำรุ่นนี้อยู่ใต้น้ำได้นานถึง 21วัน โดยไม่ต้องโผล่ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ทำงานได้เนื่องจากเครื่องยนต์สเตอร์ลิง (Stirling Engine) ที่จีนสั่งนำเข้ามาจากสวีเดนในช่วงยุค 80 นี่เป็นครั้งแรกที่เรือดำน้ำสัญชาติของจีนถูกหมายตาจากชาติอื่นอย่างเปิดเผย ถึงแม้ก่อนหน้านี้เรือดำน้ำของจีนจะได้รับความไว้วางใจจากบังกลาเทศและปากีสถาน แต่ทว่าเป็นการสั่งซื้อทางตรง
       
       สื่อสหรัฐฯ เชื่อว่า เมื่อเรือดำน้ำมาประจำการแล้ว ทางไทยจะกำหนดให้เรือดำน้ำเหล่านี้แล่นตรวจการณ์ในบริเวณอ่าวไทย และจะมีความจำเป็นมากขึ้นโดยเฉพาะหากมีการยกระดับความรุนแรงในเหตุพิพาทบริเวณทะเลจีนใต้และไทยยังสามารถใช้เรือดำน้ำเหล่านี้ป้องกันการล่วงล้ำอ่าวไทยจากข้าศึก รวมไปถึงยังทำให้กองทัพเรือไทยลดการพึ่งพาการใช้ยานรบเหนือน้ำทุกประเภทอีกด้วย
       
       รายงานของ Value Walk ระบุว่า ในย่านเอเชียแปซิฟิก สิงคโปร์มีเรือดำน้ำ เตรียมเข้าประจำการจำนวน 4 ลำ มาเลเซีย มีจำนวน 2 ลำ พร้อมกับแผนการที่จะสั่งซื้อเพิ่มอีก 10 ลำ ในขณะที่เวียดนาม มีจำนวน 4 ลำ และอยู่ในระหว่างการส่งมอบอีก 2 ลำจากรัสเซีย ในขณะที่ฟิลิปปินส์มีแผนจะสั่งซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ
       
       เมื่อประเทศเพื่อนบ้านต่างมีกองเรือดำน้ำแสดงถึงแสนยานุภาพทางทหารในท้องทะเลกันทั้งนั้น แล้วจะให้กองทัพเรือของไทยนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร และบอกแล้วว่ากองทัพเรือเตรียมการเรื่องนี้พร้อมสรรพมานานแล้ว คราวนี้เพียงรอคณะรัฐมนตรี อนุมัติให้ผูกพันงบประมาณอย่างเป็นทางการ โดยบรรจุเข้าไว้ในแผนงบประมาณปี 2560 เป็นการนำร่อง จากนั้นก็จัดสรรงบแต่ละปีผ่อนชำระไปจนครบถ้วน36,000 หมื่นล้านบาท นั่นแหละ
       
       เรือดำน้ำจากจีน สำหรับกองทัพเรือย่อมมาแน่นอน แต่สำหรับ “รถถังยูเครน” ที่กองทัพบกสั่งซื้อไปตั้งแต่ปีมะโว้ ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสามารถส่งมอบได้ครบถ้วนเมื่อไหร่ จะทำตามคำมั่นสัญญาครั้งล่าสุดว่าจะส่งมอบให้ได้ภายในเดือนมีนาคม 2560 นี้หรือไม่ก็ยังไม่แน่

       ข่าวคราวล่าสุด เมื่อทูตยูเครนมาพบ “บิ๊กป้อม” ก็ต้องทำทีทวงถามพร้อมๆ กับออกหน้ารับแทน เพราะจะว่าไปการสั่งซื้อรถถังจากยูเครนนั้นพี่น้องบูรพาพยัฆค์ ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ เนื่องจากมีการท้วงติงกันตั้งแต่คราวที่กองทัพบกสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. เสนอเรื่องจัดซื้อ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามเซ็นอนุมัติกันแล้ว
       
       การพบปะหารือกับพล.อ.ประวิตร ของนายอันดรีย์ เบชตา เอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 มีเรื่องสำคัญคือ การส่งมอบรถถัง T-84 Oplot - M จากประเทศยูเครน ที่กองทัพบกเซ็นสัญญาซื้อ จำนวน 49 คัน ในเดือน กันยายน 2554 มูลค่าราว 7,200 ล้านบาท(240 ล้านดอลลาร์) แต่มีปัญหาส่งมอบล่าช้า ซึ่งพล.อ.ประวิตร ยอมรับโดยดุษฎีก่อนการหารือกันว่า ทางยูเครนยังส่งรถถังที่เหลือให้ไม่ได้ ถ้าส่งได้คงส่งมาแล้ว เพราะยูเครนก็เกิดปัญหาจึงต้องนำรถถังที่ผลิตเองไปใช้งานก่อน แต่เชื่อว่าใช้เวลาอีกสักพักยูเครนคงส่งมาให้ไทยได้
       
       ตามปกติโดยทั่วไปแล้ว สัญญาซื้อขายจะมีโทษปรับด้วยเมื่อมีการส่งมอบล่าช้า แต่ดูเหมือนว่า พล.อ.ประวิตร และกองทัพบกของไทยจะใจดีเหลือประมาณ งานนี้ เมื่อถามว่า จะมีการปรับเงินยูเครน เนื่องจากส่งมอบรถถัง ที-84 Oplot ที่เหลือให้ไทยล่าช้าหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “ไม่ทราบเรื่องรายละเอียด กองทัพบกเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่คิดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบสัญญาที่ได้ลงนามไว้แล้ว”
       
       ทว่า เอาเข้าจริงจนถึงบัดนี้ยังไม่เห็นว่ากองทัพบก จะสั่งปรับยูเครนที่ส่งมอบรถถังให้ล่าช้าแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังมีโครงการฝันเฟื่องร่วมกันอีกว่าทางยูเครนอยากจะมาลงทุนสร้างยานเกราะล้อยางในประเทศไทย ดังที่ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการพบปะของนายอันดรีย์ กับ พล.อ.ประวิตร ว่า ทูตยูเครนได้มาชี้แจงสถานการณ์ความไม่มั่นคงภายในประเทศของยูเครนทำให้ไม่สามารถผลิตรถถังส่งมอบได้ทันตามกำหนด แต่เวลานี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้วสามารถเริ่มดำเนินอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อได้แล้ว และพร้อมจะผลิตและส่งมอบรถถังให้กับกองทัพบกไทยภายในเดือนมีนาคม 2560
       
       นอกจากนั้น ยูเครนยังสนใจร่วมเป็นหุ้นส่วนด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการทหาร รวมทั้งแนวคิดการจัดตั้งโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ประเภทยานเกราะร่วมกับไทยในอนาคต
       
       ถามว่า ที่ผ่านมายูเครนส่งมอบรถถังให้กองทัพบกไทยได้กี่มากน้อย ดูจากรายงานของ Jane's นิตยสารข่าวกลาโหมที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดและเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ รายงานข้อมูลเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ว่า กองทัพบกไทยได้รับมอบรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่เพิ่มเติมจากยูเครนครั้งล่าสุดนับเป็นชุดที่สาม จำนวน 10 คัน จากชุดแรก 5 คัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์2557 และชุดที่สอง 5คัน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 และมี ซึ่งรถถังหลักOplot ของกองทัพบกไทยถูกนำเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ
       
       ทั้งกองเรือดำน้ำจากจีนก็จะมา ทั้งรถถังจากจีนและยูเครน ก็จะมา ได้ เวลา กองทัพไทย เปล่งแสนยานุภาพ !!
       
       

       

 
3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Pope Francis' 10 Most Erroneous & Destructive Statements of 2013 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 12:08:22 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                       Pope Francis' 10 Most Erroneous & Destructive Statements of 2013

                                                                Part 1: Pope Francis' 10 Most Erroneous & Destructive Statements of 2013
Defeat Modernism
 
<iframe width="640" height="360" src="https://www.youtube.com/embed/4bZKIH9l97g" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>

                                                                                                https://youtu.be/4bZKIH9l97g

Published on Jan 1, 2014

Defeatmodernism.com and Facebook.com/defeatmodernism present the 10 most erroneous and destructive statements made by Pope Francis in 2013. This video will contrast Pope Francis' statements with those of other Popes, Saints and Church Councils.

Category
Education
License
Standard YouTube License

                                                          Part 2: Pope Francis' 10 Most Erroneous & Destructive Statements of 2013 Defeat Modernism

                                                                                                  https://youtu.be/s92kOsc3rrA

Published on Jan 3, 2014

Category
Education
License
Standard YouTube License
 
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / สวัสดีวันวาเลนไทน์ทุกท่าน !!! เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 08:53:18 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                       
                                                                                                     สวัสดีวันวาเลนไทน์ทุกท่าน !!!

                                                         ขอส่งความปรารถนาดีวันวาเลนไทน์แก่มวลสมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิกและไทยคาทอลิกเฝ้าระวัง - ครับ !

                                                                                    Alan  Petervich & Staff , thaicatholicsingles.com

        เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความหมายของสมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิก  เพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นวันแห่งความรัก หรือ วันวาเลนไทน์ไงละครับ   พวกเราผ่านวันนี้มาแล้วตอนก่อตั้งชมรมคนโสดคาทอลิก  ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมในพระเมตตาของพระเป็นเจ้า  และการวิงวอนช่วยเหลือจากนักบุญราฟาแอล องค์อุปถัมภ์ของเรา  ความจริงเรา -- คณะผู้บริหาร  ได้ดำเนินการมาจนใกล้จุดหมายแล้ว  แต่...น่าเสียดาย  จากความตั้งใจของหัวหน้าฝ่ายคือตัวผมเองที่ทุ่มเททั้งกำลังใจ กำลังกาย กำลังคำภาวนาและกำลังทรัพย์ในการประกอบกิจการที่เชื่อว่า จะช่วยคนโสดคาทอลิก  ให้สามารถเดินตามแนวทางที่พระเป็นเจ้านำ โดยอาศัยกระแสเรียก  ไม่ว่าจะเป็นกระแสเรียกเพื่อถวายตัวเป็นพระสงฆ์  กระแสเรียกเพื่อดำรงชีวิตอุทิศเพื่อพระเป็นเจ้าในฐานะนักบวช ชายหรือหญิง  กระแสเรียกเพื่อพบคู่เหมาะสมที่รู้ใจเพื่อก่อตั้งครอบครัว  หรือสุดท้าย  มั่นใจว่าไม่มีกระแสเรียกอื่น นอกจากการดำรงตนเป็นโสดที่เชื่อว่าพระเป็นเจ้าทรงนำแน่นอน  พวกเราตั้งใจจะดูให้ออกว่า สำหรับสมาชิกแต่ละคนนั้น ที่อยู่ตรงหน้านั้น เป็นกระแสเรียกใด  เรายินดีทำตามน้ำพระหฤทัยแน่นอนที่สุด

          ขอถือโอกาสสำคัญนี้ ส่งความปรารถนาดีและคำภาวนาเพื่อขอพรจากพระเป็นเจ้า  อาศัยคำเสนอจากท่านนักบุญวาเลนไทน์  พระแม่มารีมารดาสุดรักและเคารพของพวกเรา  และท่านนักบุญอัครเทวดาราฟาแอล  เพื่อพระองค์จะได้โปรยปรายพระพรอันอุดมมาสู่สมาชิกแต่ละท่าน  ได้มีความสุขกายสุขใจ และประสพสิ่งที่แสวงหาหรือคนที่รู้ใจ เพื่อเป็นกำลังใจกันและกันในการดำรงชีวิตตามที่พระเป็นเจ้าทรงนำต่อไป ตลอดปี 2014 และตลอดไปชั่วนิจนิรันดร ---  ผมยังจดจำและระลึกถึงพวกท่านเสมอ  โปรดภาวนาเพื่อกันและกันต่อไปนะครับ.

          ท่านที่สนใจอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ " วันวาเลนไทน์ " โปรดคลิกเข้าไปใน website บทความคาทอลิก - วันวาเลนไทน์  ที่ :

                                                           www.catholic.or.th/spiritual/article/valentine/index.html

                                                                                   Valentine's Day

  February 14,  is the Feast of Saint Valentine .  This celebration has been established long ago under the old legend or real fact , whichever will be , from the past tradition in Catholic belief.  Anyhow, if you wish to get much knowledge about this famous lovely romantic tale , please follow us .
14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองนักบุญวาเลนไทน์  การฉลองนี้สถาปนาขึ้นนานมาแล้วจากตำนานเก่าแก่หรือข้อมูลที่เป็นจริง  ไม่ว่าจะอย่างไร  จากประเพณีในอดีตของความเชื่อคาทอลิก  อย่างไรก็ดี  ถ้าคุณประสงค์จะได้ความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเล่าผาดโผนน่ารักที่มีชื่อเสียงเรื่องนี้ โปรดติดตามเรามา.

Valentine's Day (Saint Valentine's Day) is an occasion celebrated on February 14. It is the traditional day on which people express their love for each other by sending Valentine's cards, presenting flowers, or offering confectionery.Valentine icon
วันวาเลนไทน์ (วันฉลองนักบุญวาเลนไทน์) เป็นโอกาสฉลองวันที่ 14 กุมภาพันธ์  เป็นวันประเพณีซึ่งในวันนี้ ผู้คนแสดงความรักซึ่งกันและกัน โดยส่งบัตรการ์ดวาเลนไทน์  ส่งดอกไม้ไปให้ หรือให้ลูกกวาดสัญลักษณ์วาเลนไทน์เป็นของขวัญ

Who is St. Valentine?  นักบุญวาเลนไทน์คือใคร ?

There were many Christians names Valentine. According to the Catholic Encyclopaedia, at least three Saint Valentines are mentioned who are associated with 14 February. One is described as a priest at Rome, another as a Bishop of Interamna (now Terni in Italy) and the other lived and died in Africa.
ชื่อคริสตชนที่ใช้ว่าวาเลนไทน์มีหลายคน  ตามสารานุกรมคาทอลิก  อย่างน้อย มีนักบุญวาเลนไทน์สามองค์ ที่เกี่ยวข้องกับวันที่ 14  กุมภาพันธ์   คนหนึ่งเป็นพระสงฆ์ที่กรุงโรม  อีกคนเป็นพระสังฆราชแห่งอินเตรามนา (ปัจจุบันคือเมืองแตร์นีในอิตาลี) และอีกคนหนึ่งมีชีวิตและตายในอาฟริกา.

The Valentine that most experts believe is the actual one remembered on St. Valentine's Day was a Roman who was martyred for refusing to give up Christianity.
วาเลนไทน์ที่ผู้ชำนาญส่วนใหญ่เชื่อ คือคนหนึ่งที่ปัจจุบันเราระลึกถึงในวันนักบุญวาเลนไทน์ คือ คนโรมันซึ่งถูกฆ่าตายเป็นมรณสักขี เพราะได้ปฏิเสธที่จะละทิ้งคริสตศาสนา

What happens on Valentines day in Britain?  วันวาเลนไทน์ในบริเตนเขาทำอะไร?

Each year in Britain, we spend around £503m on cards, flowers, chocolates and other gifts for Valentine's Day. Traditionally these were sent anonymously, but nowadays we often make it clear who is sending each 'Valentine'.
ทุกปีในบริเตน  เราใช้เงินประมาณ 503 ปอนด์ ซื้อ บัตรอวยพร  ดอกไม้  ช็อกโกแลตและของขวัญอื่นๆสำหรับวันวาเลนไทน์ ตามประเพณีแล้ว สิ่งของเหล่านี้ส่งให้กันโดยไม่ประสงค์ออกนาม  แต่ ในปัจจุบัน บ่อยมากที่เราเสดงตนชัดเจนว่าใครส่งให้ใครในวันวาเลนไทน์

Valentine's Day Superstitions & Traditions  การถือโชคถือลางและประเพณีวันวาเลนไทน์

Traditionally, spring begins on St Valentine's Day (February 14th), the day on which birds chose their mates. In parts of Sussex Valentines Day was called 'the Birds' Wedding Day'.
There are many other traditions and superstitions associated with romance activities on Valentine's day including:
โดยประเพณี ฤดูใบไม้ผลิเริ่มในวันวาเลนไทน์ (ที่ 14 กุมภาพันธ์)  วันที่บรรดานกเลือกคู่ของมัน  ในส่วนของแคว้นซัสเซกซ์ วันวาเลนไทน์เรียกกันว่า ‘ วันนกแต่งงานกัน ‘   ยังมีขนบประเพณีการเชื่อโชคลางอีกมากมายที่ร่วมมากับกิจกรรมแห่งความรัก ในวันวาเลนไทน์  รวม :

   -- the first man an unmarried woman saw on 14th February would be her future husband; ผู้ชายคนแรกที่หญิงโสดมองเห็นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ น่าจะเป็นสามีในอนาคตของเธอ

   -- if the names of all a girl's suitors were written on paper and wrapped in clay and the clay put into water, the piece  that rose to the surface first would contain the name of her husband-to-be.  ถ้าชื่อของบรรดาชายที่จีบสาวคนหนึ่ง ขียนบนกระดาษ แล้วห่อด้วยดินเลน วันนั้นหย่อนลงน้ำไป  ชิ้นใดที่ผุดขึ้นบนผิวน้ำก่อนเพื่อนจะมีชื่อของชายที่จะเป็นสามีในอนาคตของเธอ

   -- if a woman saw a robin flying overhead on Valentine’s Day, it meant she would marry a sailor. If she saw a sparrow, she would marry a poor man and be very happy. If she saw a goldfinch, she would marry a rich person.ถ้าสตรีคนใดเห็นนกโรบินบินเหนือศีรษะในวันวาเลนไทน์  หมายความว่าเธอจะได้แต่งงานกับกลาสี  ถ้าเห็นนกกระจอก อาจะแต่งงานกับคนจนแต่จะมีความสุขมาก  ถ้าเห็นนกโกลด์ฟินช์ จะได้แต่งงานกับคนรวย

   -- In the Middle Ages, young men and women drew names from a bowl to see who their valentines would be. They  would wear these names on their sleeves for one week  ในสมัยกลาง  ชายหนุ่มและหญิงสาว จะล้วงเอาชื่อจากหม้อใหญ่ เพื่อดูว่าคนรักจะเป็นใคร  พวกเขาจะผูกชื่อเหล่านี้ที่แขนเสื้อเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

   -- In Wales wooden love spoons were carved and given as gifts on February 14th. Hearts, keys and keyholes were  favourite decorations on the spoons. The decoration meant, "You unlock my heart!"  ในแคว้นเวลส์ ช้อนไม้แสดงความรักจะแกะสลักและมอบเป็นของกำนัล ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์  รูปหัวใจ  กุญแจ และรูกุญแจจะเป็นรูปสลักตบแต่งที่โปรดปรานมากบนช้อน  สิ่งตบแต่งนั้นหมายถึง “ คุณไขกุญแจเปิดใจฉันแล้ว! “

          It is very fantastic , isn't it ?  Access this good idea and you will get success soon !  มันเป็นจินตนาการสุดวิเศษ ใช่ไม่ใช่?   โปรดรับเอาไอเดียดีๆนี้ไป และคุณจะประสพความสำเร็จในไม่ช้านี้ !

                                                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                     E  Pluribus  Unum

                                                                                                       Alan  Petervich


 
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทำไมโป๊บฟรังซิสเป็นประกาศกเทียมคนหนึ่ง เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2017, 05:55:21 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                             ทำไมโป๊บฟรังซิสเป็นประกาศกเทียมคนหนึ่ง
                                                                                            Why Pope Francis Is A False-Prophet

                                                                                 http://www.traditionalcatholicpriest.com/page/2/
Traditional Catholic Priest
October 14, 2016
Alan Petervich Updated January 23, 2017

      Today I present to you a post from Fr. Jerome entitled: Why Pope Francis Is A False-Prophet.  Fr. Jerome is a pseudonym. Due to the times in which we live, this has become necessary.The subject matter is difficult, but he has handled it in a very careful manner and it needs to be read.
วันนี้พ่อขอเสนอข้อเขียนจากคุณพ่อเจโรมในหัวข้อว่า : ทำไมโป๊บฟรังซิสเป็นประกาศกเทียมคนหนึ่ง  Fr. Jerome เป็นนามแฝง  เนื่องจากเวลาที่เราดำเนินชีวิตอยู่ตอนนี้ การกระทำเช่นนี้จำเป็น  เนื้อหาของเรื่องนี้เป็นสิ่งยากมาก  แต่คุณพ่อก็ทำ ในลักษณะระมัดระวังมาก และอยากให้อ่านกัน.

Fr. Carota was never shy about tackling subjects that were difficult.  In fact, he received a lot of flack for doing just that.  This is something that we need to think about carefully and something that should drive us to our knees beseeching God to have mercy on His Church.
คุณพ่อ Carota ไม่เคยอายใจที่จะทำเรื่องที่เป็นเรื่องยาก  ความจริง  คุณพ่อได้รับการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนมากมายในการที่ทำเช่นนั้น  นี้เป็นอะไรบางอย่างที่ราต้องการที่จะคิดพิจารณาอย่างรอบคอบระมัดระวัง และเป็นอะไรบางอย่างที่ควรจะผลักดันให้เราคุกเข่าอ้อนวอนขอพระเป็นเจ้าได้ทรงเมตตาต่อพระศาสนจักรของพระองค์
________________________________________
By Father Jerome 10/15/2016:  โพสต์จาก Father Jerome วันที่ 15 ตุลาคม 2016

After Jesus’ resurrection, Our Lord said “Go therefore and make disciples of all nations.”—Mt 28:19.  To the contrary, Pope Francis said this week: “It is not right to convince someone of your faith.”  This means Pope Francis is now directly opposing Jesus Christ, and it is time for me to speak up.
หลังจากการฟื้นคืนชีพของพระเยซูเจ้า  พระเป็นเจ้าได้ทรงตรัสว่า  “ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา “ – มัทธิว 28:19.   ตรงกันข้าม  โป๊บฟรังซิสกล่าวเมื่อสัปดาห์นี้ว่า : “ มันไม่ถูกต้องที่จะจูงใจใครบางคนให้มารับความเชื่อของท่าน “  นี้หมายความว่า โป๊บฟรังซิสปัจจุบันนี้ขัดขวางพระเยซูคริสตเจ้าโดยตรง  และมันถึงเวลาสำหรับพ่อที่จะพูดแล้ว..

I am an American diocesan priest who does not belong to any congregation.   To write what I am about to write would normally be tantamount to forfeiting my soul in most centuries of Church history.  I realize that.  But I am so convinced that we have a false-prophet on the throne of Peter that I have reached the point that silence on Pope Francis is now tantamount to a grave sin of omission.
พ่อเป็นพระสงฆ์สังฆมณฑลคนอมริกัน ที่ไม่ขึ้นกับคณะนักบวชใด  ที่จะเขียนสิ่งที่พ่อต้องเขียน โดยปกติแล้วมันเท่ากับใช้หนี้วิญญาณของพ่อในช่วงศตวรรษส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์พระศาสนจักร  พ่อคิดได้อย่างนั้น  แต่ พ่อมั่นใจว่า เรามีประกาศกเทียมคนหนึ่งที่อยู่บนบัลลังก์ของนักบุญเปโตร ที่พ่อมาถึงจุดที่ว่า ความเงียบเรื่องโป๊บฟรังซิสตอนนี้มันเท่ากับนำไปสู่บาปหนักของการละเลยเพิกเฉย

First of all, we need to understand terms and history.  Material heresy is simply theological error against Divine Revelation (Scripture and the Magisterium).  Formal heresy is when the person in question has been actually tried and found guilty before an ecclesiastical tribunal of superiors in the Catholic Church.  But none is higher than the Pope, so what to do if the worst is elected?
ก่อนอื่นหมด  เราจำเป็นต้องเข้าใจเงื่อนไขแวดล้อมและประวัติศาสตร์   Material heresy ( เฮเรติ๊กทางเนื้อหา ) โดยธรรมดาคือ เป็นความหลงผิดทางเทววิทยาต่อการเผยแสดงของพระเจ้า ( พระคัมภีร์และพระอาจารียานุภาพ – Scripture and Magisterium ) ส่วน  Formal heresy ( เฮเรติ๊กตามกฎหมาย ) คือ เมื่อคนที่มีปัญหาถูกพิจารณาใต่สวนในเวลานั้นและพบว่ามีความผิด ต่อหน้าศาลผู้มีอำนาจของพระศาสนจักรคาทอลิก  แต่ไม่มีใครอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระสันตะปาปา  ดังนั้น จะทำอย่างไรถ้าคนเลวที่สุดได้รับเลือกให้เป็นโป๊บ?

Great minds of the 16th century (like Suarez and St. Robert Bellarmine) hold that the only way to transfer a materially heretical Pope to the charge of formal heresy would be to convene an imperfect council.  An imperfect council consists of all Cardinals minus the Pope, convened specifically for the removal of at least one anti-Pope or Pope-in-possible-error.  Of course, today, the most courageous of clerics can only muster enough strength to request a “clarification” for the erroneous doctrines coming out of Rome. ( outlined below.)
ความคิดยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 16 ( เช่น Suarez และ St. Robert Bellarmine ) ยึดมั่นว่า  มีทางเดียวที่จะทำให้โป๊บที่เป็นเฮเรติ๊กทางเนื้อหาคนหนึ่งให้โดนข้อกล่าวหาเป็นเฮเรติ๊กทางกฎหมาย ก็ควรจะมีการเรียกประชุมสังคายนาแบบไม่สมบูรณ์ – imperfect council   ซึ่ง imperfect council นั้นประกอบด้วยพระคาร์ดินัลทุกคนโดยไม่มีโป๊บเข้าร่วมด้วย  ประชุมกันเป็นพิเศษเพื่อการปลดอย่างน้อย anti-Pope หรือ โป๊บที่อาจหลงผิด   แน่นอน  ในปัจจุบัน  ผู้กล้าหาญที่สุดในกลุ่มนักบวช สามารถเพียงแค่รวบรวมกำลังกันเพียงพอเพื่อร้องขอ “ การอธิบายให้ชัดเจน “  สำหรับข้อคำสอนที่หลงผิดที่ออกมาจากโรม ( โครงร่างตามที่ปรากฎข้างล่าง )

Thankfully, we have only had a few Popes in history who spoke heresy from the chair of Peter.   In the 14th century, Pope John XXII taught that a saved soul does not enjoy the beatific vision until Christ’s return at the final judgment.  Of course, the Church teaches a saved soul need only wait until the end of his purification.  Although John XXII’s error was a “minor” heresy, he still knew he had to recant on his deathbed.  Still, everybody knew back then: Not everything the Pope says is infallible.  How we ended up forgetting this as Catholics of the 21st century is beyond me.
ขอบคุณ พวกเรามีเพียงโป๊บสองสามองค์ในประวัติศาสตร์ ที่พูดคำสอนผิด จากบัลลังก์ของนักบุญเปโตร   ในศตวรรษที่ 14  โป๊บยอห์นที่ XXII ได้สอนว่า วิญญาณที่ได้รับการช่วยให้รอดจะไม่ได้ชื่นชมกับภาพเห็นที่นำความสุข จนกว่าจะถึงการกลับมาเป็นครั้งที่สองของพระคริสตเจ้าในการพิพากษาสุดท้าย  แน่นอน  พระศาสนจักรสอนว่าวิญญาณที่ได้รับการช่วยให้รอด เพียงรอจนจบการการทำให้วิญญาณของเขาใสสะอาดเท่านั้น  แม้ความหลงผิดของยอห์นที่ XXII เป็น  เฮเรติ๊ก“ ขนาดเล็ก “  พระองค์ยังรู้ว่าตัวพระองค์ต้องถอนเมื่อนอนรอความตายที่เตียงของพระองค์  อีกอย่าง  ทุกคนทราบกลับมาว่า : ไม่ใช่ทุกอย่างที่โป๊บกล่าวนั้นไม่ผิดพลาด  พวกเราหยุดที่จะลืมข้อนี้ได้อย่างไร ในฐานะคาทอลิกศตวรรษที่ 21 กำลังอยู่ถัดต่อจากพ่อไป

But what is different today is that Pope Francis is speaking error (or at least scandalous ambiguities) almost every week. The magnitude is stunning, both in quantity and quality.  Quantitatively, Pope Francis speaks so frequently against the Bible and Tradition that even traditional websites have stopped making lists.  Qualitatively, it is remarkable that theological error has finally made it into an apostolic exhortation, namely, Amoris Laetitia.  Among other errors, he essentially says that those in mortal sin may receive Holy Communion with the permission of their spiritual director.  This is not a confusing aspect that needs “clarification.”  It is a material heresy.
แต่ ที่แตกต่างทุกวันนี้ก็คือว่า โป๊บฟรังซิสกำลังพูดหลงผิด( หรืออย่างน้อยกำกวมแบบเป็นที่สะดุด )เกือบทุกสัปดาห์  ความมากมายกำลังทำให้เกิดการงงงัน  ทั้งในปริมาณและคุณภาพ   ทางปริมาณ  โป๊บฟรังซิสพูดบ่อยมากที่ขัดต่อพระคัมภีร์และธรรมประเพณี ที่ แม้เว็บไซต์ดั้งเดิมได้หยุดทำรายชื่อแล้ว   ทางคุณภาพ เป็นที่น่าสังเกตุว่า ความหลงผิดทางเทววิทยาในที่สุดทำให้เกิด apostolic exhortation สมณสารแสดงความชื่นชม ที่ชื่อว่า Amoris Laetitia   ท่ามกลางความหลงผิดอื่นๆ  แก่นสำคัญก็คือ พระองค์กล่าวว่า คนเหล่านั้นที่ตกอยู่ในบาปหนัก อาจรับศีลมหาสนิทได้ ด้วยการอนุญาตของพระสงฆ์ผู้ดูแลฝ่ายวิญญาณ  ข้อนี้ไม่ใช่แง่ที่สับสนที่ต้องการ “การอธิบายให้ชัดเจน“ มันเป็นเฮเรติ๊ก ทางเนื้อหา(คำสอน)

What right do I have to make such an accusation?  สิทธิอะไรที่พ่อมีที่ทำข้อกล่าวหาเช่นนั้น?

St. Thomas Aquinas writes:  “It must be observed, however, that if the faith were endangered, a subject ought to rebuke his prelate even publicly. Hence Paul, who was Peter’s subject, rebuked him in public, on account of the imminent danger of scandal concerning faith, and, as the gloss of Augustine says on Galatians 2:11, ‘Peter gave an example to superiors, that if at any time they should happen to stray from the straight path, they should not disdain to be reproved by their subjects.'”—Summa Theologiae, II-II, Q. 33, Art 4, reply to objection 2
นักบุญโทมาส อาไกวนาส เขียนไว้ว่า : “ อย่างไรก็ดี  มันต้องได้รับการสังเกตุว่า  ถ้าความเชื่อตกอยู่ในอันตราย  ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ควรต่อว่าพระคุณเจ้าของเขาในที่สาธารณะ  ตั้งแต่นักบุญเปาโล ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับของนักบุญ  เปโตร  ต่อว่าท่านในที่สาธารณะ ว่าด้วยเรื่องของอันตรายใหญ่หลวงของการเป็นที่สะดุดเกี่ยวกับความเชื่อ  และ  โดยที่คำกล่าวนำของท่านเอากุสติโนกล่าวแบบปรากฎในจดหมายถึงกาลาเทีย 2:11 ‘ เปโตรได้ให้ตัวอย่างแก่บุคคลสำคัญ ว่า ถ้าณ เวลาใดที่พวกเขาจะเกิดหลงทางจากทางเดินที่ตรงแล้ว  พวกเขาควรจะไม่จองหองที่จะรับการปรับปรุงโดยกลุ่มผู้ใต้บังคับของพวกเขา “ – Summa Theologiae, II-II, Q.33, Art 4, ตอบต่อข้อขัดข้อง 2

But we must remember that there are theological facets to Pope Francis’ heresy that are more disturbing than even Amoris Laetitia, for they strike at the very nature and divinity of Jesus Christ.
แต่ เราต้องอย่าลืมว่า มีแง่ทางเทววิทยาหลายแง่ต่อความเป็นเฮเรติ๊กของโป๊บฟรังซิส ที่รบกวนมากกว่าแม้แต่ สมณสาร Amoris Laetitia  เพราะมันตีลงที่ธรรมชาติตรงๆและสภาวะพระเป็นเจ้าของพระเยซูคริสตเจ้า

For example, when Pope Francis preached at the Domus Santae Martae in May 2013, he said in a homily:  “We must meet one another doing good. ‘But I don’t believe, Father, I am an atheist!’  But do good: we will meet one another there.”  By “there,” he meant heaven.  In other words, atheists can go to heaven by doing good works. This is clearly error.  Now, some theologians defend this statement, claiming it is in concert with the Catholic Church’s teaching on the potential salvation of those who remain in invincible ignorance of the Gospel yet follow their conscience.  However, the problem with such a defense is this:  No one who is listening to the Pope is invincibly ignorant of the Catholic Church!
เช่นตัวอย่าง  เมื่อโป๊บฟรังซิสเทศน์สอนที่หอพัก Domus Santae Martae ในเดือนพฤษภาคม 2013  พระองค์กล่าวในบทเทศน์ว่า :  เราต้องพบกันและกันที่ทำดี  ‘ แต่ ฉันไม่เชื่อ คุณพ่อ ฉันเป็นคนไม่เชื่อพระเจ้า! ‘ แต่จงทำดี : เราจะพบกันและกันที่นั่น “  ด้วยคำว่า “ ที่นั่น “ พระองค์หมายถึงสวรรค์  พูดอีกอย่าง  พวกอเทวะสามารถไปสวรรค์โดยทำสิ่งที่ดี  ข้อนี้เห็นชัดว่าผิดพลาด   ขณะนี้  นักเทววิทยาบางคนได้ปกป้องคำยืนยันนี้  โดยประกาศว่า มันอยู่ในการร่วมมือกันกับคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกในเรื่องการไถ่กู้ที่ทรงอำนาจของคนเหล่านั้นที่ยังคงอยู่ในความไม่รู้ที่เอาชนะไม่ได้ของพระวสารแม้จะติคตามมโนธรรมของพวกเขา  อย่างไรก็ดี  ปัญหากับการปกป้องเช่นนั้นก็คือเรื่องนี้ที่ว่า :  ไม่มีผู้ใดที่กำลังฟังโป๊บจะกำลังเป็นคนไม่รู้แบบเอาชนะไม่ได้ถึงพระศาสนจักรคาทอลิก !

Even if a person were ignorant of the Gospel and the Church, Pope Francis has still promoted the ancient heresy of Pelagianism.  Pelagianism is the teaching that good works without faith can save a man’s soul.   To say that an atheist can go to heaven by “doing good” is so clearly heresy that even Protestant readers on this blog will quickly identify it this as an overturning of a common theology of grace.
แม้ว่า ถ้าคนๆหนึ่งไม่ทราบถึงพระวรสารและพระศาสนจักร  พระสันตะปาปาฟรังซิสยังคงส่งเสริมเฮเรติ๊กรุ่นโบราณที่ชื่อ Pelagianism  ลัทธิ Pelagianism เป็นคำสอนที่ว่างานที่ดีโดยไม่มีความเชื่อสามารถช่วยวิญญาณของคนๆหนึ่งให้รอดได้   ที่กล่าวว่าคนไม่เชื่อพระสามารถไปสวรรค์ได้โดย “ ทำดี “ ก็เป็นเฮเรติ๊กชัดเจน ที่แม้แต่ผู้อ่านที่เป็นโปรเตสตันท์ใน blog นี้ จะดูออกอย่างรวดเร็วว่านี้เป็นประหนึ่งการคว่ำเทววิทยาทั่วไปว่าด้วยพระหรรษทาน

The material heresy against the Divinity of Christ goes deeper.  Regarding the young Jesus being in the temple, he said in his 2016 Epiphany homily in Italian:  “Instead of returning home with his family, he stayed in Jerusalem, in the Temple, provoking great suffering to Mary and Joseph, who were unable to find him. For this little ‘escapade’ (questa ‘scappatella’), Jesus probably had to ask forgiveness (dovette chiedere scusa) of his parents.”  I believe that to call the temple-based worship of God “a little escapade” is a blasphemy that would get any youth minister fired from the parish of even my more moderate priest friends.  Why can’t these friends of mine recognize the error of the Pope?  It is a false understanding of authority, namely, that the Pope is not under the Gospel or the Magisterium.
เฮเรติ๊กทางเนื้อหาคำสอนที่ขัดต่อพระเทวภาพของพระคริสตเจ้าลงลึกกว่าอีก  เกี่ยวกับพระเยชูตอนหนุ่มที่อยู่ในพระวิหาร  โป๊บกล่าวในบทเทศน์วันพระคริสตประจักษ์ปี 2016 ของเขาเป็นภาษาอิตาเลียนว่า  “ แทนที่จะกลับบ้านกับครอบครัวของพระองค์  พระองค์คงอยู่ในเยรูซาเลม ในวิหาร  ก่อให้เกิดความทุกข์ใจอย่างใหญ่หลวงแก่มาเรียและโจเซฟ  ซึ่งต่างไม่สามารถที่จะหาพระองค์พบอีก  เพราะ ‘การหลบหนี ‘ เล็กน้อยนี้ (questa ‘scappatella’) พระเยซูเจ้าบางทีต้องขอโทษ (dovette chiedere scusa) บิดามารดาของตน “   พ่อเชื่อว่า ที่ไปเรียก การนมัสการพระเจ้าณ พระวิหารฐานราก เป็น “ การหลบหนีเล็กๆ “ เป็นการทำอัปมงคลที่ศาสนบริกรชั้นผู้น้อยคนใดคนหนึ่งสามารถบังคับให้อกจากวัดแม้คนนั้นจะเป็นเพื่อนพระสงฆ์ระดับอาวุโสกลางๆของพ่อ   ทำไมเพื่อนๆของพ่อเหล่านี้ไม่สามารถรับรู้ความหลงผิดของโป๊บคนนี้?  มันเป็นความเข้าใจผิดพลาดต่ออำนาจหน้าที่ คือ ว่า โป๊บไม่อยู่ภายใต้พระวรสารหรืออำนาจอาจาริยภาพ.

His Epiphany homily is erroneous or even heretical because we don’t have to guess what Jesus said to his parents after being found in the Temple.  Jesus said to Mary and Joseph:  “Why were you looking for me? Did you not know that I must be in my Father’s house?'”—Luke 2:49.  Thirdly, Jesus never “asked forgiveness.”  I know that even semi-orthodox theologians will defend this by saying that subjectively Joseph and Mary needed emotional comfort.  I wonder:  How are they blind to the fact that for a Pope to say that the Son of God “probably had to ask forgiveness” is still a clear denial of the Divinity of Jesus Christ?  This is a heresy, even if we translate the Italian scusa roughly as “excuse me,” which is etymologically similar.  To me, the bishops’ silence on these Christological errors are as condemning as the child abuse scandals.
บทเทศน์วันฉลองพระคริสตประจักษ์ของพระองค์ผิดหลง หรือถึงกับเป็นเฮเรติ๊ก เพราะว่าพวกเราต้องไม่เดาว่าพระเยซูเจ้าตรัสว่าอย่างไรกับบิดามารดาของพระองค์หลังจากถูกพบในพระวิหาร  พระเยซูเจ้ากล่าวกับมาเรียและโจเซฟว่า : “ พ่อกับแม่ตามหาลูกทำไม? พ่อแม่ไม่รู้หรือว่าลูกต้องอยู่ในบ้านของพระบิดาของลูก? “ – ลูกา 2:49  ประการที่สาม  พระเยซูเจ้าไม่เคย “ ขอโทษ “  พ่อรู้ว่าแม้นักเทวศาสตร์กึ่งออร์ทอด๊อกจะปกป้องข้อนี้โดยกล่าวว่า โดยความเป็นผู้ใต้บังคับ โจเซฟและมาเรียต้องการการปลอบประโลมใจในความรู้สึก  พ่อประหลาดใจว่า : ทำไมพวกเขาตาบอดต่อความจริงที่ว่า สำหรับโป๊บคนหนึ่งที่พูดว่าบุตรแห่งพระจ้า“บางทีก็ต้องกล่าวขอโทษ“ ยังเป็นการปฎิเสธที่ชัดเจนต่อพระเทวภาพของพระเยซูคริสตเจ้าใช่หรือไม่?  ข้อนี้เป็นเฮเรติ๊ก แม้ถ้าเราแปลภาษาอิตาเลียน scusa ประมาณว่า “ อภัยลูกด้วย “  ซึ่งก็คล้ายกันในหลักการนิรุกติศาสตร์   สำหรับพ่อ  การเงียบของบรรดาพระสังฆราชเกี่ยวกับความผิดหลงทางวิชาคริสตรรกศาสตร์เป็นการประนามในฐานะในการละเมิดต่อเด็กแน่นอน.
The silence of lukewarm-but-orthodox bishops and Cardinals prove that Pope Francis is the greatest false-prophet in the history of the Church.  Why?  Because a false-prophet deceives even the elect, for Jesus Himself said “False christs and false prophets will arise and perform great signs and wonders, so as to lead astray, if possible, even the elect.”—Matthew 24:22
ความเงียบของบรรดาพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชที่ยึดมั่นแต่แสดงออกอย่างเสียไม่ได้ ได้พิสูจน์ว่า โป๊บฟรังซิสเป็นประกาศกเทียมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร  ทำไม?  เพราะว่า ประกาศกเทียมหลอกลวงแม้ผู้ได้รับเลือก  เพราะองค์พระเยซูเจ้าเองตรัสว่า “ พระคริสต์เทียมและประกาศกเทียมจะเกิดขึ้นและจะทำเครื่องหมายและปาฏิหารย์ยิ่งใหญ่  ถ้าเป็นไปได้  จะหลอกลวงแม้แต่ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือสรรไว้ “  -- มัทธิว 24: 22

I am not above “the elect,” but I do know how to read the Bible and the Catechism, and the teaching of Pope Francis is obvious error.  He now speaks boldly against the Bible and the Catholic Faith almost every week without anyone to stop him!  Why don’t the bishops recognize it?  I personally believe that the orthodox ones do recognize the error.  But they are hand-shackled by the snowballing of their silence from day-one, a snowball that has become a veritable mountain of sinful omission.  And now it is out of control.  The first day of this cowardly and silent mayhem began in 2013 during the Papal Conclave.   No one blew the whistle on the fact that  the last Papal Conclave used six ballots in one day, even though only five are allowed.
พ่อมิไอยู่เหนือ “ ผู้ได้รับเลือก “   แต่พ่อทราบว่าจะอ่านพระคัมภีร์และคำสอนพระศาสนจักรอย่างไร  และ คำสอนของโป๊บฟรังซิสหลงผิดชัดเจน  ตอนนี้ โป๊บกล่าวอย่างแกล้วกล้าขัดแย้งกับพระคัมภีร์และความเชื่อคาทอลิกเกือบทุกสัปดาห์โดยไม่มีใครหยุดพระองค์!  ทำไมบรรดาพระสังฆราชไม่รับรู้เรื่องนี้?  โดยส่วนตัวแล้ว พ่อเชื่อว่าคนที่เชื่อมั่นคงต่างรับทราบความหลงผิดที่ว่านี้  แต่ พวกเขาถูกใส่กุญแจมือโดยก้อนหิมะกลิ้งม้วนตกใส่ทับถมความเงียบของพวกเขาหนักขึ้นๆ ตั้งแต่วันแรก  ก้อนหิมะที่เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นภูเขาที่เป็นจริงของการเพิกเฉยที่เป็นบาป  และตอนนี้ มันควบคุมไม่ได้แล้ว วันแรกของการประทุษร้ายอย่างขี้ขลาดและเงียบๆนี้ เริ่มในปี 2013 ระหว่างการลงคะแนนเสียงเลือกโป๊บ  ไม่มีผู้ใดเป่านหหหหหหหหหกหวีดแสดงความจริงที่ว่า การลงคะแนนเสียงเลือกโป๊บครั้งสุดท้ายนั้นใช้บัตรลงคะแนนหกใบในหนึ่งวัน แม้ว่าใช้เพียงห้าใบก็อนุญาตแล้ว

The evil of the 2013 Conclave goes even deeper:  A group of northern European Cardinals (extremely influential in the gay agenda) called the “St. Gallen group” admitted to forcing Pope Benedict out of his office and lobbying their own man with evil designs into the Conclave in 2013.  This man was Bergoglio become Pope Francis.  This is not a conspiracy theory.  They even admitted it here.  This means that Pope Benedict XVI may not have resigned in a valid manner.  The Code of Canon Law says that “a resignation made out of grave fear that is inflicted unjustly or out of malice, substantial error, or simony is invalid by the law itself.”—CIC 188.  Again, put these three things together:  Certain Cardinals say they forced Pope Benedict out.  The same Cardinals say they got Bergoglio in.  Canon Law says that any resignation under “substantial error” is “invalid.”  This means that Pope Benedict may still be the Pope, even though he apparently denies descending from the throne in duress.
ความชั่วร้ายของการเข้าคูหาเลือกตั้งปี 2013 ลงลึกกว่านั้น คือ  กลุ่มของคาร์ดินัลยุโรปเหนือ ( ที่มีอิทธิพลสูงสุดในเรื่องลักเพศ ) ที่เรียกกันว่า “ กลุ่มนักบุญกัลเลน – St. Gallen group “ ได้ยอมรับมีการบังคับให้โป๊บเบเนดิ๊ก ออกจากตำแหน่ง แล้วล๊อบบี๊คนของพวกเขาเองด้วยวิธีการชั่วร้ายเข้าไปในห้องลงคะแนนในปี 2013 ชายคนนี้คือ Bergoglio ที่ใช้ชื่อ Pope Francis   นี้ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด  พวกเขายอมรับที่นี่  นี้หมายความว่าโป๊บเบเนดิ๊ก XVI อาจไม่ได้ลาออกในลักษณะที่เกิดผลตามกฎหมายพระศาสนจักร  ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรระบุว่า “ การลาออกเพราะความกลัวอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นเพราะความอยุติธรรม หรือเพราะกลอุบาย หรือเพราะเข้าใจผิดในข้อสำคัญ หรือเพราะติดสินบน  ให้ถือเป็นโมฆะตามกฎหมายเอง “ -- “a resignation made out of grave fear that is inflicted unjustly or out of malice, substantial error, or simony is invalid by the law itself.”—CIC 188.  เพิ่มอีก  เอาสามเรื่องนี้มารวมกันซิ คือ  คาร์ดินัลบางคนกล่าวว่าพวกเขาบังคับให้โป๊บเบเนดิ๊กออกไป  กลุ่มคาร์ดินัลเดียวกันนี้กล่าวว่า พวกเขานั่นแหละที่นำเอา Bergoglio เข้ามา  กฎหมายพระ ศาสนจักรระบุว่า การออกจากตำแหน่งใดๆภายใต้ “ ความหลงผิดในสาระสำคัญ – substantial error” ให้ถือ”เป็นโมฆะ”   นี้หมายความว่าโป๊บเบเนดิ๊ก อาจยังคงเป็นพระสันตะปาปา  แม้จะปรากฎว่าพระองค์ปฏิเสธลงจากบัลลังก์โดยมิได้ถูกขู่บังคับ

If Bergoglio is the Pope, then his ascension to the throne was valid but not licit, to use sacramental language for a non-sacramental act.  The goal of the faithful remains the same:  Follow Jesus Christ and the traditional Magisterium of the Catholic Church.  Avoid the wolf in sheep’s clothing.  I am without a doubt that this is the most dangerous moment in Church history, for even orthodox Catholics are being deceived by this false-prophet.
ถ้า Bergoglio เป็นสันตะปาปา  ถ้าเช่นนั้น การขึ้นสู่บัลลังก์ก็สมบูรณ์ตามกฎหมายและไม่ใช่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย การใช้ภาษาศีลศักดิสิทธิ์สำหรับการกระทำที่มิใช่ศีลศักดิ์สิทธิ์   เป้าหมายของสัตบุรุษยังคงเป็นอย่างเดียวกัน คือ เดินตามพระเยซูคริสตเจ้าและพระอาจาริยานุภาพดั้งเดิมของศาสนจักรคาทอลิก  หลีกเลี่ยงหมาป่าในเสื้อคลุมขนแกะ   พ่อไม่มีความสงสัยว่านี้เป็นช่วงเวลาอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร  เพราะว่า แม้แต่คาทอลิกที่ยึดมั่นในข้อความเชื่อ ยังถูกหลอกโดยประกาศกเทียมคนนี้.

A bad Pope can not be “sent-packing” as someone suggested.  An imperfect council would require courageous bishops, but the bishops now back the false-prophet because of their silence. For this, they may get a false-prophet’s reward (cf. Matthew 10:41) for their grave sin of omission.  Every one of them with the internet and a decent education stands by Pope Francis’ error in their cowardice to speak out against a deceitfully brilliant Pope now openly saying “It is not right to convince someone of your faith.  Proselytism is the strongest venom against the path of ecumenism.”
โป๊บที่เลว ไม่สามารถถูก “ ส่งมาเพื่อรวบรวม “ ดังที่บางคนเสนอแนะ  สภาพระสังฆราชที่ไม่สมบูรณ์ควรจะประกอบด้วยบรรดาพระสังฆราชที่กล้าหาญ  แต่ พวกสังฆราชเหล่านั้น ตอนนี้ต่างหนุนหลังประกาศกเทียม จากการเงียบของพวกเขา  เพราะอย่างนี้  พวกเขาอาจได้รับรางวัลจากประกาศกเทียม ( อ้างอิง มัทธิว 10:41) สำหรับบาปหนักแห่งความเมินเฉย ทุกคนแต่ละคนในพวกเขาที่มีทั้งอินเตอร์เน็ตและการศึกษามากพอใช้ ยืนอยู่ข้างๆสนับสนุนการหลงผิดของโป๊บฟรังซิส ในความขี้ขลาดของพวกเขาที่จะพูดขัดแย้งกับโป๊บผู้ลือชื่อหลอกลวง ที่ตอนนี้กล่าวอย่างเปิดเผยว่า “ มันไม่ถูกต้องที่จะจูงใจบางคนมาสู่ความเชื่อของท่าน  การเปลี่ยนความเลื่อมใสทางศาสนาเป็นสิ่งเป็นพิษที่รุนแรงที่สุด ขัดแย้งกับเส้นทางการฟื้นฟูเอกภาพคริสตจักร “

Thus, there remain only two options for you to look for in the future:
ดังนั้น ยังเหลือทางเลือกเพียงสองทางสำหรับท่านที่จะมองหา ในอนาคต คือ:

1)   The “two Popes” in Rome be given courage and repentance to work things out and then lead the Church to holiness.  This is not impossible for God.  Consider the influence of Saul and how he became the chosen vessel and standard bearer of Christ-crucified, the Apostle Paul.  Less certain is the coming enlightenment of all consciences.  If this happens, both could become great saints.
“ โป๊บสององค์ “ ในโรมได้รับความกล้าหาญและการชดเชยที่จะทำให้สิ่งต่างๆปรากฎออกมา และแล้วนำพระศาสนจักรไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์  สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเป็นเจ้า  จงพิจารณาอิทธิพลของ Saul และอย่างไรที่เขาได้กลายเป็นภาชนะที่ได้รับเลือก และผู้แบกรับมาตรฐานของพระคริสตเจ้าที่ถูกตรึงกางเขน  อัครสาวกเปาโล   มั่นใจน้อยลงนิดหน่อยคือ การตรัสรู้ของวิชาการทั้งหมดที่กำลังมา   ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น  คนทั้งสองก็สามารถกลายเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่

2)   If such a conversion does not happen, we have still been promised a future prelate who will “restore the spirit of her priests” in the 16th century apparitions of Our Lady of Good Success.  The future Pope will do great good, but he will also have to posthumously condemn all the works of Pope Francis—even the less-harmful teachings.  Why?  Because when a Pope (or anti-Pope) has been found posthumously guilty of heresy (like Pope Formosus at the Cadaver Synod at the end of the 9th century) 100% the of erroneous Pope’s works must be condemned by the next Pope. This is not out of spite, but because it is too dangerous for future Popes, bishops, priests and lay people to maneuver through the dead Pope’s waters, considered to be at once brackish and clear.
ถ้าการเปลี่ยนกลับเช่นนั้นไม่เกิดขึ้น  เราก็ยังได้รับคำมั่นสัญญาจะมีพระคุณเจ้าในอนาคต  ผู้ซึ่งจะ “ ฟื้นฟูจิตวิญญาณของพระสงฆ์ของศาสนจักร “ ในการประจักษ์ของแม่พระแห่งความสำเร็จอย่างดี ในศตวรรษที่ 16 โป๊บในอนาคตจะทำสิ่งดีๆยิ่งใหญ่  แต่พระองค์จะได้รับการประนามหลังมรณกรรมของบิดา งานทั้งหมดของโป๊บฟรังซิส – แม้คำสอนที่เป็นอันตรายเล็กน้อยด้วย  ทำไม ?  เพราะว่า เมื่อโป๊บองค์หนึ่ง (หรือโป๊บเทียม ) ได้ถูกพบว่ามีความผิดหลังความตายว่าเป็นเฮเรติ๊ก ( เหมือนโป๊บ Formosus ในการประชุมสังคายนากาดาแวร์ Cadaver Synod ตอนปลายศตวรรษที่ 9)  100% ของงานที่ผิดหลงของโป๊บ ต้องได้รับการประนามลงโทษโดยโป๊บองค์ถัดไป   นี้ไม่ใช่เรื่องของการโกรธเคืองหรือเจตนาร้าย  แต่เพราะว่ามันอันตรายมากเกินไปสำหรับโป๊บอนาคต   พระสังฆราชอนาคต  พระสงฆ์และฆราวาสอนาคตที่จะยักย้ายถ่ายเทฝ่าน่านน้ำของโป๊บที่ตายไปแล้ว  พิจารณาดูว่าต้องทันทีทันใดให้ชัดเจนและกร่อยไปเลย

Towards the end of his life, the Apostle John spoke of only one thing:  Love.  A courageous group of young Christians asked him why he always repeated the same words over and over.  The Apostle answered:  “Because it is the precept of the Lord, and if you comply with it, you do enough.”  He spoke only of love.  But the beloved disciple (who rested his head right against the heart of Jesus Christ) knew that part of love was to warn his flock against theological error.  Once at a public bath, St. John ran into a heretic named Cerinthus.  The Apostle John turned to his friends and said, “Let us, my brethren, make haste and be gone, lest the bath, wherein is Cerinthus the enemy of the Truth, should fall upon our heads.”
ถึงตอนปลายแห่งชีวิต  อัครสาวก ยอห์น ได้พูดเพียงสิ่งเดียวคือ ความรัก   กลุ่มคริสตชนคนหนุ่มที่กล้าหาญกลุ่มหนึ่งได้ถามท่านว่าทำไมจึงกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกเสมอด้วยคำๆเดียว  อัครสาวกตอบว่า “ เพราะว่า มันเป็นบัญญัติของพระเจ้า และถ้าท่านปฏิบัติตาม ท่านทำพอแล้ว “  ท่านพูดเพียงเรื่องความรัก  แต่ อัครสาวกที่เป็นที่รักของพระเป็นเจ้า ( ซึ่งวางศีรษะของเขาตรงหัวใจของพระเยซูคริสตเจ้า ) ทราบว่า ส่วนของความรักก็ต้องเตือนฝูงแกะของท่านต่อความหลงผิดทางเทววิทยา   ครั้งหนึ่งในสถานที่อาบน้ำสาธารณะ นักบุญยอห์นวิ่งเข้าไปหาเฮเรติ๊กคนหนึ่งชื่อ เซรินทูส – Cerinthus  แล้วท่านยอห์นหันไปหาเพื่อนๆของท่านและกล่าวว่า “ พวกเรา พี่น้องเพื่อนฝูงของข้าพเจ้า  รีบเดี๋ยวนี้แล้วไปเสีย มิฉะนั้น การอาบน้ำ ซึ่งในนี้มี Cerinthus ศัตรูของความจริง จะหล่นลงมาทับศีรษะของพวกเรานะ “

We cannot love our flocks if we do not warn them of heresies and those who promulgate them, even if is uncomfortable to point out that a false-prophet has temporarily hijacked the Seat of Peter.  Faced with a false-prophet such as Pope Francis, we Catholics must always remember that none of this is a deal-breaker against Christ’s promise of the indefectibility of the Church, for the articulated faith and morals of the Catholic Church remain untouched by wicked men, even wicked Popes.
เราไม่สามารถรักฝูงแกะของเรา ถ้าเรามิได้เตือนพวกเขาเกี่ยวกับลัทธิเฮเรติ๊ก และคนเหล่านั้นที่ป่าวประกาศมัน  แม้ถ้าไม่สะดวกที่จะชี้ออกมาว่าประกาศกเทียมคนหนึ่งกำลังทำแบบชั่วครั้งชั่วคราว ปล้นเอาที่ประทับของนักบุญเปโตร – The Seat of Peter   เมื่อเผชิญหน้ากับประกาศกเทียมอย่างเช่นโป๊บฟรังซิส  เราชาวคาทอลิกต้องจำไว้เสมอว่า ไม่มีใครในพวกนี้เป็นนายหน้าจัดการ ขัดแย้งกับคำสัญญาของพระคริสตเจ้าเกี่ยวกับความไม่มีขอบกพร่องของพระศาสนจักร  เพราะว่า ความเชื่อและศีลธรรมจรรยาที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงร่างของพระศษสนจักรคาทอลิก ยังคงไม่ได้รับการแตะต้องจากพวกคดโกงชั่วร้าย แม้บรรดาโป๊บคดโกงชั่วร้ายด้วย.


 
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / เรื่องควรรู้ที่สุดสำหรับคาทอลิก : ศาลพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2017, 09:30:21 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                  เรื่องควรรู้ที่สุดสำหรับคาทอลิก : ศาลพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก

Alan Petervich
ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร
มิถุนายน 29, 2012, 09:17:00 PM »
Update  มิถุนายน 12 , 2015

        คำสอน ข้อความเชื่อ พระวรสาร พระคัมภีร์ ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ  พิธีกรรมต่างๆ เป็นต้นพิธีบูชาขอบพระคุณ หรือที่บางท่านเรียกสั้นๆว่า พิธีมิสซา รวมทั้งการจัดการบริหารงานของพระศาสนจักรสากลและเป็นต้นพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย  พวกเราชาวคริสต์คาทอลิก ต่างก็รู้ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยก็เคยได้ยินผ่านหูแน่  แต่...มีสิ่งหนึ่งที่พวกเราคาทอลิกไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ก็คือ  ถึงเวลาต้องเป็นคดีขึ้นศาลพระศาสนจักร  ที่เราเรียกว่าศาลศาสนจักรโรมันคาทอลิก  ก็ต้องอ้าปากค้าง เพราะไม่เข้าใจว่า คือศาลอะไร  เหมือนศาลในประเทศไทยเราที่มีหลายศาล เช่นศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา  ฯลฯ หรือเปล่า  และการตัดสินของศาลพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก เหมือนการตัดสินของศาลไทย  ถ้าศาลแพ่งก็ถูกปรับเป็นเงินเป็นทอง ถ้าศาลอาญาก็มีโทษทางอาญา  ถูกจำขัง และบางครั้งถูกปรับเป็นเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้  อะไรทำนองนี้หรือเปล่า ? ที่เป็นคดีขึ้นศาลพระศาสนจักรนั้น คุณๆที่เป็นโสดนั่นแหละต้องเตรียมพร้อมไว้  เป็นต้นเมื่อจะแต่งงานใหม่ในขณะที่มีคู่สมรสเป็นตัวเป็นตนอยู่  และให้ข้อมูลว่าตนนั้นมิได้แต่งงานจริงจัง ก็ต้องเป็นคดีขึ้นศาลชั้นต้นของพระศาสนจักร  ซึ่งอาจพิจารณาตัดสินว่า การแต่งงานครั้งก่อนของคุณนั้นเป็นโมฆะกรรม หรือ Annulment เสียก่อนจึงจะแต่งงานได้ หรือ พระสงฆ์ที่บวชมานั้นขาดคุณสมบัติบางประการต้องได้รับการตัดสินว่า การบวชนั้นเป็นโมฆะ หรือ Annulment เช่นกัน  อ่านดูเถอะครับ  น่ารู้มากจริงๆ ดูแล้วจะคล้ายศาลต่างๆของไทยหรือไม่ประการใด ?

          ไม่ใช่ทั้งหมด  แต่ก็ใช่บางส่วนครับ  ถ้าอย่างนั้น  เรามาเริ่มศึกษาดูเลยคงจะดีกว่าการอธิบาย  เพราะอธิบายอย่างไรก็คงเข้าใจไม่แจ่มชัด  สู้ฟังคำอธิบายตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักร และกฎหมายก่อตั้งศาลโรมันคาทอลิกเลย  คงจะได้ประโยชน์มากกว่านะครับ เชิญครับ

                                                                                    ศาลของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก
                                                                            The courts of the Roman Catholic Church
 
The courts of the Roman Catholic Church are governed by the Code of Canon Law in the case of the Western Church (Latin or Roman Rite), and the Code of Canons of the Oriental Churches in the case of the Eastern Catholic Churches (Byzantine, Ukrainian, Maronite, Melkite, etc.). Both systems of canon law underwent massive revisions in the late 20th century, resulting in the new code for the Latin Rite in 1983, and the compilation for the first time of the Eastern Rite Code in 1990.

ศาลของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ได้รับการควบคุมโดย ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร (Code of Canon Law) กรณีศาสนจักรตะวันตก(Latin หรือ Roman Rite) และ ประมวลกฎหมายศาสนจักรตะวันออก ( Code of Canons of the Oriental Churches) ในกรณีของศาสนจักรคาทอลิกตะวันออก)คือ Byzantine, Ukrainian, Maronite, Melkite, ฯลฯ   ประมวลกฎหมายทั้งสองระบบได้รับการทบทวนปรับปรุงขนานใหญ่ในช่วงท้ายศตวรรษที่ 20  ยังผลให้เกิดประมวลกฎหมายใหม่สำหรับจารีตลาตินในปี 1983  และการจัดรวบรวมเป็นครั้งแรกของประมวลจารีตพิธีตะวันออกใน ปี 1990

Original jurisdiction  เขตอำนาจการใช้กฎหมายแรกเริ่ม

Cases normally originate in the tribunal of the particular church (i.e. the diocese or eparchy) of the parties to the case. This tribunal in canon law is called the tribunal of first instance. The bishop of the church possesses the power to judge for his church; however, since the bishop has many different duties in his diocese, most cases are handled by judges whom he appoints, led by a priest known as the judicial vicar or officialis.

ปกติ คดีต่างๆจะเริ่มในศาลของศาสนจักรพิเศษ( เช่น diocesis หรือ  eparchy) ของคู่กรณีในคดีนั้นๆ.   ศาลนี้ในกฎหมายศาสนจักรเรียกว่า ศาลชั้นต้น ( tribunal of first instance)   สังฆราชของศาสนจักรท้องถิ่นมีอำนาจที่จะพิพากษาสำหรับคดีในศาสนจักรของตน  อย่างไรก็ดี  โดยที่พระสังฆราชมีงานในหน้าที่มากมายในสังฆมณฑล   คดีส่วนใหญ่จึงดำเนินการโดยผู้พิพากษาที่เขาแต่งตั้งขึ้น  นำโดยพระสงฆ์ที่รู้จักกันในตำแหน่ง judicial vicar หรือ officialis

A single judge can handle normal contentious and penal cases. A college of at least three judges, however, must try cases involving an excommunication, the dismissal of a cleric, or a contested marriage or ordination annulment (can. 1425 §1). The bishop can assign up to five judges to a case that is very difficult or important (can. 1425 §2). Otherwise, the judicial vicar assigns cases to the judges and, in those cases which require three or more judges, presides over the panel or assigns one of his assistant judicial vicars to preside, if there are any. The judicial vicar and the assistant judicial vicars must be priests with doctorates or at least licenses in canon law. The other judges need only be clerics with licenses, but the episcopal conference can permit members of the laity with the same academic qualifications to serve as judges on a panel.

ผู้พิพากษาเดี่ยวสามารถทำคดีอาญาและคดีแพ่งปกติได้   อย่างไรก็ตามองค์คณะผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคน ต้องพิจารณาดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการตัดออกจากพระศาสนจักร  การไล่นักบวชออกจากคณะ หรือ การประกาศลบล้างการแต่งงาน(โมฆะกรรม)ที่มีข้อโต้แย้งหรือการบรรพชา (ตามมาตรา 1425 วรรค 1 )   พระสังฆราชสามารถมอบหมายให้ผู้พิพากษาจำนวนถึงห้าคนเข้าพิจารณาคดีที่ยุ่งยากหรือสำคัญมาก (มาตรา 1425 วรรค 2 )  มิฉะนั้น  ผู้ช่วยพระสังฆราชด้านศาลสามารถมอบหมายคดีให้กับผู้พิพากษา และ  ในคดีเหล่านั้นซึ่งต้องการผู้พิพากษาสามคนหรือมากกว่านั้น จะมาเป็นประธานองค์คณะหรือมอบหมายผู้ช่วยให้เป็นประธานแทน ถ้ามีผู้ช่วยทำงานให้   ผู้ช่วยพระสังฆราชด้านศาลและผู้ช่วยของท่าน ต้องเป็นพระสงฆ์ได้รับปริญญาเอกทางกฎหมาย หรืออย่างน้อยได้รับประกาศนียบัตรในกฎหมายพระศาสนจักร   ส่วนผู้พิพากษาคนอื่นเป็นนักบวชมีประกาศนียบัตรก็พอ   แต่สภาพระสังฆราชสามารถให้อนุญาตสมาชิกฆราวาส ที่มีคุณสมบัติทางวิชาการแบบเดียวกัน มาเป็นผู้พิพากษาขององค์คณะได้.

There are other officers of the tribunal. The promoter of justice, for instance, is a canon lawyer whose job is to represent the diocese as the prosecutor in penal cases and who also can intervene in contentious cases if they concern the "public good", acting as a watch dog for the people of the diocese. Another important officer is the defender of the bond, another canon lawyer whose job is to present reasons to the tribunal why a marriage is valid in cases of alleged nullity and why an ordination is valid in the rare cases of alleged nullity of Holy Orders. The tribunal also has notaries who swear in witnesses and commit their testimony to writing. Like any good legal system, parties in a case have the right to appoint an advocate who can argue for them at the tribunal. If a person cannot afford an advocate, the tribunal can assign one to them free of charge.

ยังมีเจ้าหน้าที่อื่นๆของศาล  เช่น ผู้ผดุงความยุติธรรม (promoter of justice) เป็นนักกฎหมายพระศาสนจักร ซึ่งทำหน้าที่แทนสังฆมณฑล เช่นเดียวกับอัยการในคดีอาญา และเป็นผู้ซึ่งสามารถเข้าแทรกแซงในคดีแพ่ง ถ้าคดีเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ “ ความดีงามของสาธารณชน “ กระทำการเป็นประหนึ่งผู้เฝ้าระวังสำหรับประชาชนของสังฆมณฑล   เจ้าหน้าที่สำคัญอีกคนหนึ่งคือ ผู้ปกป้องพันธะ (defender of the bond ) ซึ่งเป็นนักกฎหมายศาสนจักร ที่มีหน้าที่เสนอเหตุผลต่อศาลว่าทำไมการแต่งงานจึงสมบูรณ์ในกรณีของการเสียเปล่าที่อ้างมา และ ทำไมการบรรพชาสมบูรณ์ในบางกรณีที่ไม่ค่อยจะเกิดมีขึ้นนักเกี่ยวกับการเสียเปล่าของศีลบวช   ศาลเองก็ต้องมีนายทะเบียนศาล(notary) ซึ่งสาบานเข้ามาเป็นพยาน และแสดงประจักษ์พยานด้วยการเขียนบันทึก   เช่นเดียวกับระบบศาลชั้นดี  คู่ความในคดีมีสิทธิที่จะแต่งตั้งทนาย ที่สามารถโต้แย้งแทนพวกเขาที่ศาล  ถ้าบุคคลใดไม่สามารถหาทนายได้  ศาลสามารถแต่งตั้งทนายคนหนึ่งให้พวกเขาโดยไม่ต้องจ้างแต่ประการใด.

Unlike courts of common law tradition, ecclesiastical tribunals do not follow the adversarial system. Based on the same Roman civil law that is behind much European law, the procedure of a canonical court is more akin to the inquisitorial system, with the judges leading the investigation. As a general rule, the defendant has the favorable presumption of law, which means that the defendant will win by default unless a majority of the judges is convinced with moral certainty of the petitioner's case (can. 1608). This presumption also applies in penal cases (can. 1728). There are few exceptions to this rule; in those cases, the burden shifts to the defendant.

ไม่เหมือนศาลที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี(คือมิได้เป็นลายลักษณ์อักษร)  ศาลพระศาสนจักรไม่เดินตามระบบแบบเป็นปฏิปักษ์  ด้วยการวางพื้นฐานบนระบบกฎหมายโรมันที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ใช้เป็นกฎหมายในยุโรปหลายประเทศ  การดำเนินการของศาลพระศาสนจักรคล้ายกันกับระบบสอบสวนความผิด( inquisitorial ) โดยผู้พิพากษานำการสอบสวน   เป็นกฎทั่วไปที่ว่า จำเลยถือว่าได้เปรียบทางกฎหมาย  ซึ่งความหมายคือจำเลยจะชนะโดยไม่ต้องป้องกันตัวเอง นอกจากเสียงส่วนใหญ่ของคณะผู้พิพากษามั่นใจในความไม่ผิดพลาดทางศีลธรรมของฝ่ายผู้ฟ้อง( มาตรา 1608)  การตีความแบบนี้ยังใช้ได้กับคดีอาญา( มาตรา 1728 )  มีข้อยกเว้นเล็กน้อยกับกฎดังกล่าว   ในคดีเหล่านั้น  แอกหนักจะตกใส่ผู้ถูกกล่าวหา.

Some matters cannot be introduced at the diocesan level and can only be introduced before the following:
เรื่องบางเรื่องไม่สามารถนำเสนอในระดับสังฆมณฑล และเพียงสามารถนำเสนอได้ในกรณีข้างล่าง  คือ :

•   Appellate tribunal for the diocese: cases against the diocese itself or an institution represented by the diocesan bishop  ศาลพิจารณาคำอุทธรณ์สำหรับสังฆมณฑล : คดีพิพาทกับสังฆมณพลเอง หรือ กับองค์กรใด ตัวแทนต้องเป็นพระสังฆราชสังฆมณฑล

•   Roman Rota: cases against the heads of religious orders, cases against dioceses or church institutions that are immediately subject to the Holy See, and non-penal cases against bishops   Roman Rota : คดีพิพาทกับหัวหน้าคณะนักบวช  คดีพิพาทกับสังฆมณฑล หรือคดีพิพาทกับสถาบันศาสนา ที่สังกัดตรงกับสันตะสำนัก (Holy See) และ ไม่ใช่คดีอาญาพิพาทกับพระสังฆราช

•   The Pope himself: any case where a cardinal, Eastern rite patriarch, papal legate, or head of state is a defendant and any penal case involving a bishop. พระสันตะปาปาพระองค์เอง :  คดีใดๆที่พระคาร์ดินัล  พระอัยกาตะวันออก  สมณทูตสันตะปาปา หรือ ประมุขแห่งรัฐ เป็นผู้ถูกกล่าวหา  และคดีอาญาที่เกี่ยวกับพระสังฆราชองค์ใดองค์หนึ่ง.
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
SUING THE BISHOP
 การฟ้องพระสังฆราชในศาลบ้านเมือง

The question of a priest suing his bishop in the civil forum for defamation of character or slander, however, is a very sensitive issue that could result in the imposition of penalties on the priest.  The 1917 Code of Canon Law specifically provided that persons who take recourse to the civil authorities to impede the exercise of ecclesiastical jurisdiction incur an excommunication imposed by the law itself that is reserved to the Holy See (cf. 1917 Code of Canon Law, canons 2333 and 2334).  While the 1983 Code of Canon Law did not incorporate the exact wording of this earlier norm of law into the present Code, this matter is addressed in canon 1735 which provides that “Those who impede the freedom of ministry, of election, or of ecclesiastical power…or who greatly intimidates…one who exercises ecclesiastical power or ministry can be punished with a just penalty.”  The threat or actual filing of a civil lawsuit by a priest could be interpreted as such an act of intimidation, which could result in the priest’s being “punished with a just penalty.”  There is clearly an expectation that the resolution of such issues raised in this question be resolved in the ecclesiastical forum.  If a bishop is ignoring the rights of his priests or has illegitimately damaged a priest’s good reputation, the procedures that are a part of the law of the Church should certainly be pursued as a means of resolving these issues rather than threatening legal action in the civil forum.

คำถามของพระสงฆ์องค์หนึ่งเรื่องการฟ้องพระสังฆราชของเขาในศาลบ้านเมือง สำหรับการทำให้เสียชื่อเสียงเกี่ยวกับนิสัยใจคอหรือการใส่ร้ายป้ายสี  อย่างไรก็ดี  เป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่อาจสามารถทำให้เกิดการกำหนดโทษกับพระสงฆ์  ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร(ฉบับก่อน) ปี 1917  ระบุเป็นพิเศษว่า บุคคลใดที่นำเรื่องไปสู่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อขัดขวางหน่วงเหนี่ยวการปฏิบัติงานของการดำเนินคดีของศาสนจักร ต้องรับการตัดขาดจากพระศาสนจักรที่กำหนดไว้โดยตัวกฎหมายเอง ที่สงวนไว้แก่สันตะสำนัก ( อ้างอิง  ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ปี 1917  มาตรา 2333 และ 2334 ) ขณะที่ ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ปี 1983  มิได้แสดงถ้อยคำตรงๆของบรรทัดฐานก่อนนี้ของกฎหมายดังกล่าวลงในประมวลกฎหมายปัจจุบัน  เรื่องนี้มีบรรยายระบุในมาตรา 1735 ซึ่งระบุว่า “ คนเหล่านั้น ซึ่งขัดขวางหน่วงเหนี่ยวอิสระภาพของงานบริหาร  การเลือกตั้ง  หรืออำนาจของศาสนจักร... หรือผู้ซึ่งข่มขู่อย่างจริงจัง.. ต่อผู้ที่ใช้พลังทางศาสนา หรือการบริหารงาน  สามารถถูกลงโทษด้วยโทษยุติธรรมตามสมควร “  การขู่คุกคามหรือการดำเนินคดีฟ้องร้องในศาลบ้านเมืองโดยพระสงฆ์องค์หนึ่ง สามารถแปลความได้ว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำของการข่มขู่คุกคาม  ซึ่งผลที่ตามมาในส่วนพระสงฆ์ก็คือ “ ถูกทำโทษด้วยโทษที่ยุติธรรม “   เห็นชัดว่ามีความหวังกันว่าการแก้ไขในเรื่องเช่นนั้น ที่นำมากล่าวกันในคำถามนี้ แก้ไขได้ในการประชุมปรึกษากันของทางศาสนจักร  ถ้าพระสังฆราชองค์หนึ่งไม่รับรู้สิทธิของพระสงฆ์ของท่าน หรือทำลายชื่อเสียงดีงามของพระสงฆ์อย่างผิดกฎหมาย  กระบวนการที่เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายของพระศาสนจักร แน่นอน  ควรได้รับการดำเนินการประหนึ่งเป็นหนทางของการแก้ไขเรื่องเหล่านี้ มากกว่าคุกคามด้วยการกระทำทางกฎหมายในแวดวงบ้านเมือง.

                                                                                                   Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                         E  Pluribus  Unum

                                                                                                           Alan  Petervich



7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / “โป๊ปฟรานซิส” ร่วมวิจารณ์พม่า ชี้แม้โรฮิงญาไม่ได้เป็นคริสเตียนแต่ก็ถือเป็นพี่น้อ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 03:57:52 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                    “โป๊ปฟรานซิส” ร่วมวิจารณ์พม่า ชี้แม้โรฮิงญาไม่ได้เป็นคริสเตียนแต่ก็ถือเป็นพี่น้อง


โดย MGR Online   
 9 กุมภาพันธ์ 2560 11:08 น. (แก้ไขล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2560 11:47 น.)

                                     

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสกับผู้เข้าเฝ้ายังโถงประชุมในนครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. -- Reuters/Tony Gentile.

       
รอยเตอร์ - สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอันโหดร้ายต่อชนกลุ่มน้อยโรฮิงญาของพม่าเมื่อวันพุธ (เจ๋ง ระบุว่า ชาวโรฮิงญาถูกทรมาน และสังหารเพียงเพราะต้องการที่จะใช้ชีวิตตามวัฒนธรรม และความเชื่อของชาวมุสลิม
       
       ข้อคิดเห็นของพระสันตะปาปาครั้งนี้มีขึ้นไม่นานหลังรายงานของสหประชาชาติระบุว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงในพื้นที่ทางเหนือของพม่าได้ดำเนินการฆาตกรรมหมู่ รุมข่มขืน และเผาหมู่บ้าน
       
       “พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี พวกเขาถูกทรมาน ถูกฆ่า เพียงเพราะพวกเขาต้องการที่จะใช้ชีวิตตามวัฒนธรรม และความเชื่อของชาวมุสลิมของพวกเขา” พระสันตะปาปา ตรัส
       
       “พวกเขาถูกโยนออกจากพม่า ย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเพียงเพราะไม่มีใครต้องการพวกเขา แต่พวกเขาเป็นคนดี รักสงบ แม้พวกเขาไม่ใช่คริสเตียนแต่พวกเขาก็เป็นคนดี เป็นพี่น้องของเรา” พระสันตะปาปาฟรานซิส ตรัส
       
       หลังรายงานของสหประชาชาติออกเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (3) เซอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ กล่าวว่า นางอองซานซูจี ผู้นำพม่าได้ให้คำมั่นว่าจะสืบสวนข้อกล่าวหาต่างๆ แม้ก่อนหน้านี้ ทางการพม่าได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเกือบทั้งหมดของการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวมุสลิมในพื้นที่ทางเหนือ.

         Credit  :  ASTV  ผู้จัดการ ออนไลน์


8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / โปรดเกล้าฯ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2017, 04:11:42 PM
 ฮืม ยิ้ม เจ๋ง
                                                                                 โปรดเกล้าฯ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20

โดย MGR Online   
 7 กุมภาพันธ์ 2560 15:51 น.

                                                                         

 
                                                                                             สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อัมพโร) : ภาพจากแฟ้ม

        นายกฯ เผย “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โปรดเกล้าฯ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แล้ว โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ ประกอบพระพิธีสถาปนาในวันที่ 12 ก.พ. ที่วัดพระแก้ว เวลา 11.00 น.
       
       วันนี้ (7 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่าหลังจากมีการดำเนินการตามขั้นตอนพิจารณารายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยพิจารณาเสนอรายชื่อไป 5 องค์ หลังจากมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้วนั้น ขณะนี้ได้รับแจ้งว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในวันที่ 12 ก.พ. เวลา 11.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
       
       “ขออย่าขัดแย้ง ไม่ใช่ว่าองค์อื่นดีหรือไม่ดี เคยบอกไปว่าต้องดูเรื่องงานและเรื่องต่างๆ และเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยที่พระองค์ท่านทรงพิจารณาเอง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
       
       ทั้งนี้ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) นามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม และแม่กองงานพระธรรมทูต เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2470 ณ ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โยมบิดาชื่อนายนับ ประสัตถพงศ์ โยมมารดาชื่อนางตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ตำบลโคกกระเทียม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
       
       บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. 2480 ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 ณ พัทธสีมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระจินดากรมุนี (ทองเจือ จินฺตากโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
       
       สามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ เคยไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2483 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี จากนั้น พ.ศ. 2484 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และ พ.ศ. 2486 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค เมื่อ พ.ศ. 2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
       
       เมื่อ พ.ศ. 2490 ได้ย้ายมาอยู่จำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สกลมหาสังฆปริณายก
       
       ภายหลังอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2491 ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ จน พ.ศ. 2491 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค และ พ.ศ. 2493 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค
       ต่อมา เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 จบศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปี พ.ศ. 2500 และได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี
       
       ปี พ.ศ. 2552 สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ถวายศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ ปี พ.ศ. 2553 สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ และปัจจุบัน พ.ศ. 2560 เจ้าประคุณสมเด็จมีอายุ 89 ปี 68 พรรษา
9  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / สวัสดีวันวาเลนไทน์ทุกท่าน !!! เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 05:40:18 AM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                              สวัสดีวันวาเลนไทน์ทุกท่าน !!!

                                                    ขอส่งความปรารถนาดีวันวาเลนไทน์แก่มวลสมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิกและไทยคาทอลิกเฝ้าระวัง - ครับ !

                                                                                   Alan  Petervich & Staff , thaicatholicsingles.com

        เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความหมายของสมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิก  เพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นวันแห่งความรัก หรือ วันวาเลนไทน์ไงละครับ   พวกเราผ่านวันนี้มาแล้วตอนก่อตั้งชมรมคนโสดคาทอลิก  ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมในพระเมตตาของพระเป็นเจ้า  และการวิงวอนช่วยเหลือจากนักบุญราฟาแอล องค์อุปถัมภ์ของเรา  ความจริงเรา -- คณะผู้บริหาร  ได้ดำเนินการมาจนใกล้จุดหมายแล้ว  แต่...น่าเสียดาย  จากความตั้งใจของหัวหน้าฝ่ายคือตัวผมเองที่ทุ่มเททั้งกำลังใจ กำลังกาย กำลังคำภาวนาและกำลังทรัพย์ในการประกอบกิจการที่เชื่อว่า จะช่วยคนโสดคาทอลิก  ให้สามารถเดินตามแนวทางที่พระเป็นเจ้านำ โดยอาศัยกระแสเรียก  ไม่ว่าจะเป็นกระแสเรียกเพื่อถวายตัวเป็นพระสงฆ์  กระแสเรียกเพื่อดำรงชีวิตอุทิศเพื่อพระเป็นเจ้าในฐานะนักบวช ชายหรือหญิง  กระแสเรียกเพื่อพบคู่เหมาะสมที่รู้ใจเพื่อก่อตั้งครอบครัว  หรือสุดท้าย  มั่นใจว่าไม่มีกระแสเรียกอื่น นอกจากการดำรงตนเป็นโสดที่เชื่อว่าพระเป็นเจ้าทรงนำแน่นอน  พวกเราตั้งใจจะดูให้ออกว่า สำหรับสมาชิกแต่ละคนนั้น ที่อยู่ตรงหน้านั้น เป็นกระแสเรียกใด  เรายินดีทำตามน้ำพระหฤทัยแน่นอนที่สุด

          ขอถือโอกาสสำคัญนี้ ส่งความปรารถนาดีและคำภาวนาเพื่อขอพรจากพระเป็นเจ้า  อาศัยคำเสนอจากท่านนักบุญวาเลนไทน์  พระแม่มารีมารดาสุดรักและเคารพของพวกเรา  และท่านนักบุญอัครเทวดาราฟาแอล  เพื่อพระองค์จะได้โปรยปรายพระพรอันอุดมมาสู่สมาชิกแต่ละท่าน  ได้มีความสุขกายสุขใจ และประสพสิ่งที่แสวงหาหรือคนที่รู้ใจ เพื่อเป็นกำลังใจกันและกันในการดำรงชีวิตตามที่พระเป็นเจ้าทรงนำต่อไป ตลอดปี 2014 และตลอดไปชั่วนิจนิรันดร ---  ผมยังจดจำและระลึกถึงพวกท่านเสมอ  โปรดภาวนาเพื่อกันและกันต่อไปนะครับ.

          ท่านที่สนใจอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ " วันวาเลนไทน์ " โปรดคลิกเข้าไปใน website บทความคาทอลิก - วันวาเลนไทน์  ที่ :

                                                           www.catholic.or.th/spiritual/article/valentine/index.html

                                                                                   Valentine's Day

  February 14,  is the Feast of Saint Valentine .  This celebration has been established long ago under the old legend or real fact , whichever will be , from the past tradition in Catholic belief.  Anyhow, if you wish to get much knowledge about this famous lovely romantic tale , please follow us .
14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองนักบุญวาเลนไทน์  การฉลองนี้สถาปนาขึ้นนานมาแล้วจากตำนานเก่าแก่หรือข้อมูลที่เป็นจริง  ไม่ว่าจะอย่างไร  จากประเพณีในอดีตของความเชื่อคาทอลิก  อย่างไรก็ดี  ถ้าคุณประสงค์จะได้ความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเล่าผาดโผนน่ารักที่มีชื่อเสียงเรื่องนี้ โปรดติดตามเรามา.

Valentine's Day (Saint Valentine's Day) is an occasion celebrated on February 14. It is the traditional day on which people express their love for each other by sending Valentine's cards, presenting flowers, or offering confectionery.Valentine icon
วันวาเลนไทน์ (วันฉลองนักบุญวาเลนไทน์) เป็นโอกาสฉลองวันที่ 14 กุมภาพันธ์  เป็นวันประเพณีซึ่งในวันนี้ ผู้คนแสดงความรักซึ่งกันและกัน โดยส่งบัตรการ์ดวาเลนไทน์  ส่งดอกไม้ไปให้ หรือให้ลูกกวาดสัญลักษณ์วาเลนไทน์เป็นของขวัญ

Who is St. Valentine?  นักบุญวาเลนไทน์คือใคร ?

There were many Christians names Valentine. According to the Catholic Encyclopaedia, at least three Saint Valentines are mentioned who are associated with 14 February. One is described as a priest at Rome, another as a Bishop of Interamna (now Terni in Italy) and the other lived and died in Africa.
ชื่อคริสตชนที่ใช้ว่าวาเลนไทน์มีหลายคน  ตามสารานุกรมคาทอลิก  อย่างน้อย มีนักบุญวาเลนไทน์สามองค์ ที่เกี่ยวข้องกับวันที่ 14  กุมภาพันธ์   คนหนึ่งเป็นพระสงฆ์ที่กรุงโรม  อีกคนเป็นพระสังฆราชแห่งอินเตรามนา (ปัจจุบันคือเมืองแตร์นีในอิตาลี) และอีกคนหนึ่งมีชีวิตและตายในอาฟริกา.

The Valentine that most experts believe is the actual one remembered on St. Valentine's Day was a Roman who was martyred for refusing to give up Christianity.
วาเลนไทน์ที่ผู้ชำนาญส่วนใหญ่เชื่อ คือคนหนึ่งที่ปัจจุบันเราระลึกถึงในวันนักบุญวาเลนไทน์ คือ คนโรมันซึ่งถูกฆ่าตายเป็นมรณสักขี เพราะได้ปฏิเสธที่จะละทิ้งคริสตศาสนา

What happens on Valentines day in Britain?  วันวาเลนไทน์ในบริเตนเขาทำอะไร?

Each year in Britain, we spend around £503m on cards, flowers, chocolates and other gifts for Valentine's Day. Traditionally these were sent anonymously, but nowadays we often make it clear who is sending each 'Valentine'.
ทุกปีในบริเตน  เราใช้เงินประมาณ 503 ปอนด์ ซื้อ บัตรอวยพร  ดอกไม้  ช็อกโกแลตและของขวัญอื่นๆสำหรับวันวาเลนไทน์ ตามประเพณีแล้ว สิ่งของเหล่านี้ส่งให้กันโดยไม่ประสงค์ออกนาม  แต่ ในปัจจุบัน บ่อยมากที่เราเสดงตนชัดเจนว่าใครส่งให้ใครในวันวาเลนไทน์

Valentine's Day Superstitions & Traditions  การถือโชคถือลางและประเพณีวันวาเลนไทน์

Traditionally, spring begins on St Valentine's Day (February 14th), the day on which birds chose their mates. In parts of Sussex Valentines Day was called 'the Birds' Wedding Day'.
There are many other traditions and superstitions associated with romance activities on Valentine's day including:
โดยประเพณี ฤดูใบไม้ผลิเริ่มในวันวาเลนไทน์ (ที่ 14 กุมภาพันธ์)  วันที่บรรดานกเลือกคู่ของมัน  ในส่วนของแคว้นซัสเซกซ์ วันวาเลนไทน์เรียกกันว่า ‘ วันนกแต่งงานกัน ‘   ยังมีขนบประเพณีการเชื่อโชคลางอีกมากมายที่ร่วมมากับกิจกรรมแห่งความรัก ในวันวาเลนไทน์  รวม :

   -- the first man an unmarried woman saw on 14th February would be her future husband; ผู้ชายคนแรกที่หญิงโสดมองเห็นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ น่าจะเป็นสามีในอนาคตของเธอ

   -- if the names of all a girl's suitors were written on paper and wrapped in clay and the clay put into water, the piece  that rose to the surface first would contain the name of her husband-to-be.  ถ้าชื่อของบรรดาชายที่จีบสาวคนหนึ่ง ขียนบนกระดาษ แล้วห่อด้วยดินเลน วันนั้นหย่อนลงน้ำไป  ชิ้นใดที่ผุดขึ้นบนผิวน้ำก่อนเพื่อนจะมีชื่อของชายที่จะเป็นสามีในอนาคตของเธอ

   -- if a woman saw a robin flying overhead on Valentine’s Day, it meant she would marry a sailor. If she saw a sparrow, she would marry a poor man and be very happy. If she saw a goldfinch, she would marry a rich person.ถ้าสตรีคนใดเห็นนกโรบินบินเหนือศีรษะในวันวาเลนไทน์  หมายความว่าเธอจะได้แต่งงานกับกลาสี  ถ้าเห็นนกกระจอก อาจะแต่งงานกับคนจนแต่จะมีความสุขมาก  ถ้าเห็นนกโกลด์ฟินช์ จะได้แต่งงานกับคนรวย

   -- In the Middle Ages, young men and women drew names from a bowl to see who their valentines would be. They  would wear these names on their sleeves for one week  ในสมัยกลาง  ชายหนุ่มและหญิงสาว จะล้วงเอาชื่อจากหม้อใหญ่ เพื่อดูว่าคนรักจะเป็นใคร  พวกเขาจะผูกชื่อเหล่านี้ที่แขนเสื้อเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

   -- In Wales wooden love spoons were carved and given as gifts on February 14th. Hearts, keys and keyholes were  favourite decorations on the spoons. The decoration meant, "You unlock my heart!"  ในแคว้นเวลส์ ช้อนไม้แสดงความรักจะแกะสลักและมอบเป็นของกำนัล ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์  รูปหัวใจ  กุญแจ และรูกุญแจจะเป็นรูปสลักตบแต่งที่โปรดปรานมากบนช้อน  สิ่งตบแต่งนั้นหมายถึง “ คุณไขกุญแจเปิดใจฉันแล้ว! “

          It is very fantastic , isn't it ?  Access this good idea and you will get success soon !  มันเป็นจินตนาการสุดวิเศษ ใช่ไม่ใช่?   โปรดรับเอาไอเดียดีๆนี้ไป และคุณจะประสพความสำเร็จในไม่ช้านี้ !

                                                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam

                                                                                                     E  Pluribus  Unum

                                                                                                       Alan  Petervich
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 07:38:43 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                                 คาสคา ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า หน้า 23
                                                                                             CASCA : THE ETERNAL MERCENARY

The Novel written by Barry Sadler  --  ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
Translated into Thai by Alan Petervich  April 3, 2014  --  ผู้แปล Alan Petervich

หน้า 23

       และ จนถึงตอนนี้  พวกคนเถื่อนยังคงทุ่มตัวเองอย่างไม่คิดชีวิตเข้าใส่โล่ห์ของกองพัน  แต่ป้อมสี่เหลี่ยมเล็กหดตัวลง  ทหารกองพันอาสาจำนวนพันนอนตายระเนระนาด  ร่างของพวกเขาถูกตัดเฉือนเป็นชิ้นๆโดยคนเถื่อน  แต่ปราการสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กยังตั้งมั่น  คาสคาถูกทำร้ายสองครั้ง  ครั้งแรกเมื่อหอกเล่มหนึ่งทะลุผ่านเกราะของเขา และทั้งหมดก็คือ เหล็กประมาณสองนิ้วเสียบเข้ามาที่หน้าอกของเขา  พอดีใต้ไหปลาร้าข้างขวา  เพื่อที่เป็นโล่ห์ป้องกันตัดหัวหอกออกด้วยดาบสั้นของเขา และดึงเาหัวหอกออกจากบ่าของคาสคาในเวลาเร็วกว่าที่มันพุ่งเข้าใส่   แผลอีกที่หนึ่งเกิดจากการการฟันที่ถากไปของขวานในมือคนเถื่อน ที่เปิดแผลที่กลุ่มซี่โครงซีกซ้ายของคาสคา   เกราะโลหะได้ประโยชน์ตรงนี้  เกราะหนังนั้นใช้ได้ดีเพียงสำหรับงานเบาๆ  และแล้วการโจมตีของพวกคนเถื่อนก็ยุติ

       พวกคนเถื่อนเยอรมันกำลังล่าถอยกลับไป  ทิ้งกองร่างกายทับถมกันหนาแน่นไว้ข้างหลัง   พวกเขาพอแล้ว  กำลังล่าถอยตรงไปที่แม่น้ำ  ความโล่ใจผ่อนคลายปรากฎขึ้นในใบหน้าของนายทหารโรมัน   Q. Matinius Corolioni  ทราบดีว่า ทหารของเขาคงไม่สมารถตั้งมั่นได้นานกว่านี้  ด้วยความสำนึกถึงความพอใจที่ยิ่งใหญ่  เขายกตัวขึ้นสู่อานม้าตัวหนึ่งในจำนวนที่เหลือเอาชีวิตรอด  กวัดแกว่งดาบเหนือศีรษะ และร้องตะโกนว่า " พวกเราทหารทั้งหลาย  กระจายตัวออกไป !!!"
 
        บัดนี้การสังหารที่แท้จริงก็เริ่มขึ้น.

        ทหารโรมันกรูเกรียวเข้าใส่พวก Suevii  ฆ่าฟันพวกเขาล้มตายเป็นเบือ  คนเถื่อนหลายๆคนขอให้ไว้ชีวิตพวกเขา  แต่ วันนี้ไม่มีการไว้ชีวิตผู้ใด  ความทรงจำถึงทหารหนุ่มแห่งกองทหารม้ายังคงติอยู่ในความทรงจำสดๆร้อนๆที่ถูกจับเป็นเชลย  พวกเขาจึงสังหารทุกคนตลอดทางที่หนีกลับไปทางแม่น้ำ

        คาสคาฟันแล้วฟันอีกจนเขาคิดว่าแขนของเขาจะหลุดแล้ว  จากนั้นเขาก็ทิ้งโล่ห์ออกไป  เปลี่ยนดาบมาถือมอซ้าย  ฟันแล้วฟันอีกต่อไป  เฉือนร่างที่สวมหนังสัตว์ทุกร่างและที่ศีรษะสวมหมวกเขาสัตว์   ที่ขวางทางเขา   
        คนหนึ่ง เด็กผู้ชายหน้าตาดีอายุคงไม่เกินสิบหก  คุกเข่าลงและขอชีวิตด้วยมือที่พนมประสานหน้าอก  คาสคาไม่รูสึกอะไรมากกว่าความรู้สึกของคนโง่ ขณะที่เขารวบที่ผมทองของเด็กแล้วกระชากศีรษะกลับเผยให้เห็นลำคอที่ไม่เหมือนหญิงสาว  เขาแทงดาบสั้นที่คอจนทะลุไปข้างหลัง  คมดาบเฉือนระหว่างกระดูกสันหลัง   ศีรษะของเด็กเกือบหลุดออก  แต่ยังมีเนื้อเยื่อชิ้นเล็กดึงไว้ติดกับร่างกาย  เด็กนักรบนอนตายที่พื้นดิน  ร่างของเขาชักกระตุกอย่างไม่มีการควบคุมจกที่ใด เป็นอาการที่เกิดจากการตายอย่างรุนแรงและทันทีทันใด  และเพียงหนึ่งนาทีนั้น คาสคายืนนิ่ง  ความคิดแล่นผ่านสมองของเขา  คือว่า  ถ้าฉันมีชีวิตใน Tuscany ...ถ้าฉันแต่งงานและมีบูกชายบ้าง... เหมือนเด็กคนนี้...

       แต่ เพียงชั่วขณะ  เขาชูดาบที่เปิ้อนเลือด และไล่ตามพวกเยอรมันมากกว่า  ครั้นแล้วพวกเขาก็มาถึงแม่น้ำ  คาสคาวิ่งลงไปในน้ำลึกแค่เอวเพื่อการสังหารต่อไปจนกระทั่งไม่เหลือให้ฟาดฟันอีก และเพียงพลธนูรับช่วงการสังหารต่อไป  ส่งลูกธนูเข้าใส่หลังและศีรษะของคนเถื่อนที่กำลังว่ายน้ำและลุยน้ำอยู่

       คาสคากลับขึ้นมาที่ชายฝั่งแม่น้ำและนอนลงยื่นหน้าไปเพื่อดื่มน้ำ  โดยไม่คิดว่า น้ำนั้นกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงรอบตัวเขา  ความกระหายน้ำอย่างรุนแรงนั้น  ที่คนที่อยู่ในการสู้รบเท่านั้นจะรู้  คงปฏิเสธไม่ได้  ร่างของคนเยอรมันคนหนึ่งลอยอยู่ข้างๆเขา  และมือของคนตายถองโดนหน้าเขาเบาๆ  แต่เขาไม่สนใจ  เขาดื่มน้ำอึกใหญ่จากการอ่อนแรง

       พวก Suevii หนึ่งหมื่นห้าพันคนได้ข้ามแม่น้ำในเช้าวันนั้น  ไม่ถึงสามร้อยคนกลับไปบ้านของพวกเขาคืนนั้น  ก่อนที่พวกผู้หญิงจะถึงกับเริ่มคร่ำครวญถึงความตยของพวกผู้ชายทั้งหลายและร่ำร้องเพื่อการแก้แค้น  แม่หม้ายจำนวนมากได้อุทิศตนให้นักรบที่รอดกลับมาได้สัมพันธ์กับพวกเธอ เพื่อว่าพวกเขาจะสามารถมีเด็กมากๆที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และแก้แค้นแทนนักรบของชาว Suevii  ก่อนจะรุ่งสางของอีกหลายวัน  ทหารคนเถื่อนอีกเป็นพันกำลังอยู่ในท้องของแม่  กำลังเติบโตขึ้นเพื่อถึงทีพวกเขาจะอยู่ที่กำแพงโรมัน...

บทที่ สิบ

       คาสคาตื่นขึ้น  ร่างกายของเขาเปียกชื้นด้วยเหงื่อไคล   เขากลับไปที่ห้องเล็กที่ป้อมไม้ซุง ในมณฑลยูดา   แต่เวลายังสับสนสำหรับเขา  เขาจำหนูสามตัวได้  แต่ ความฝันได้เกิดกับเขาคล้ายเรื่องจริง  มันมีรสชาดของความกลัวในปากของเขา.
 
       เวลานานเท่าไรผ่านไป  ตั้งแต่การตีเพื่อลงโทษเกิดขึ้น?  เจ้าหน้าที่ผู้ปกป้องเสรีภาพประชาชนได้บอกว่าเขาสามารถไปพบเจ้าหน้าที่ได้เมื่อเรื่องจบลงแล้ว   ด้วยการลากตัวถดข้ามพื้นห้องไป  คาสคามองออกไปทางประตูห้องเล็ก ไปยังที่แสงสว่างจากข้างนอกเข้ามาในห้อง จากช่องบานหน้าต่างที่ปล่อยลมเข้ามาเล็กน้อยในสถานที่น่าสยองนี้   จากมุมมองและความเข้มของแสง มันต้องเป็นเวลาเข้าใต้เข้าไฟ  ถ้าอย่างนั้นแปลว่าเขาได้นอนนานหลายชั่วโมง.

       เขามองดูที่เท้าของตน  การบวมยังคงมีอยู่  แต่ น่าประหลาด  ความเจ็บปวดหายไปเกือบหมดแล้ว  อย่างน่าประหลาดใจ? "  ...จนกว่าเราจะพบกันอีก  ...."  คำพูดของคนยิวยังหลอกหลอนเขา  อะไรเกิดขึ้นกับฉันนะ?

       หน้า  24
       
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ทรัมป์” เซ็นคำสั่งแบนผู้ลี้ภัย-งดออกวีซ่า 7 ชาติมุสลิม เมื่อ: มกราคม 28, 2017, 12:13:43 PM
 เจ๋ง ยิ้ม ฮืม
                                                ทรัมป์” เซ็นคำสั่งแบนผู้ลี้ภัย-งดออกวีซ่า 7 ชาติมุสลิม โอ่จะใช้ “ระบบคัดกรองเข้มข้น” ปกป้องอเมริกาจาก “อิสลามหัวรุนแรง”

                                                                                             
                                                http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9600000009394

โดย MGR Online 
28 มกราคม 2560 10:01 น.

                                               

        ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โชว์คำสั่งบริหารที่ตนได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว โดยมีรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ (ซ้าย) และรัฐมนตรีกลาโหม เจมส์ แมตทิส ยืนประกบ เมื่อวานนี้ (27 ม.ค.)

        เอเอฟพี - ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งบริหารงดรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ และระงับการออกวีซ่าให้แก่พลเมือง 7 ชาติมุสลิมแล้วเมื่อวานนี้ (27 ม.ค.) ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่เรียกเสียงประณามจากนักสิทธิมนุษยชน
       
       ทรัมป์ ยืนยันว่า เขากำลังจะปกป้องสหรัฐอเมริกาให้ปลอดภัยจาก “ผู้ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง”
       
       “นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก” ทรัมป์ แถลงที่อาคารเพนตากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังจากตวัดปากกาลงนามในคำสั่ง “การป้องกันประเทศจากผู้ก่อการร้ายต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา”
       
       คำสั่งบริหารของ ทรัมป์ จะส่งผลให้โครงการรับผู้ลี้ภัยเข้ามาตั้งถิ่นฐานถูกระงับไว้อย่างน้อย 120 วัน โดยระหว่างนี้สหรัฐฯ จะต้องคิดหามาตรการคัดกรองผู้ลี้ภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อประกาศใช้ในอนาคต
       
       ทรัมป์ ชี้ว่า กฎเกณฑ์ใหม่เหล่านี้ “จะช่วยยืนยันได้ว่าผู้ลี้ภัยที่ถูกรับเข้าประเทศจะไม่คุกคามความมั่นคง และสวัสดิภาพของสหรัฐฯ”
       
       คำสั่งนี้ยังเจาะจงห้าม “ผู้ลี้ภัยซีเรีย” เดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างไม่มีกำหนด หรือจนกว่าประธานาธิบดีจะเห็นว่าพวกเขาไม่เป็นภัยคุกคาม
       
       ขณะเดียวกัน สถานทูตสหรัฐฯ จะงดออกวีซ่าให้แก่พลเมืองหรือผู้อพยพจาก 7 ประเทศมุสลิมเป็นเวลา 90 วัน ซึ่งได้แก่ อิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน
       
       ระหว่างที่โครงการรับผู้ลี้ภัยและการออกวีซ่าถูกระงับ สหรัฐฯ จะพิจารณาออกกฎใหม่ที่ ทรัมป์ เรียกว่า “ระบบคัดกรองอย่างเข้มข้น” (extreme vetting) เพื่อตรวจเช็คประวัติของผู้ยื่นคำร้องอย่างละเอียด
       
       อย่างไรก็ตาม คำสั่งของ ทรัมป์ มีข้อยกเว้นสำหรับ “ผู้นับถือศาสนากลุ่มน้อย” ซึ่งหมายความว่าอาจจะมีการผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษให้แก่ชาวคริสต์ใน 7 ประเทศที่ถูกแบนวีซ่า
       
       องค์กรเสรีภาพพลเรือนและผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านก่อการร้ายต่างประณามคำสั่งของ ทรัมป์ ว่า “ไร้มนุษยธรรม” ที่ปล่อยให้เหยื่อสงครามต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกกดขี่โดยพวกนักรบหัวรุนแรง
       
       “ระบบคัดกรองอย่างเข้มข้น... มันก็แค่แค่ถ้อยคำสวยหรูที่ใช้เป็นข้ออ้างกีดกันชาวมุสลิม” แอนโธนี โรเมโร ผู้อำนวยการสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (American Civil Liberties Union) ระบุ พร้อมชี้ว่าการเลือกปฏิบัติต่อ 7 ชาติที่มีพลเมืองส่วนใหญ่เป็นมุสลิมถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญอเมริกันที่ห้ามการกีดกันทางศาสนา
       
       มาลาลา ยูซาฟไซ นักเคลื่อนไหวชาวปากีสถานเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเคยถูกกลุ่มติดอาวุธตอลิบานยิงศีรษะจนบาดเจ็บสาหัสเมื่อปี 2012 ยอมรับว่ารู้สึก “ใจสลาย” กับนโยบายของ ทรัมป์
       
       เธอเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ "อย่าทอดทิ้งเด็กๆ และครอบครัวที่ไร้ผู้ปกป้องคุ้มครองมากที่สุดในโลก”
       
       อย่างไรก็ดี มาตรการล่าสุดคงจะเป็นที่พึงพอใจของชาวอเมริกันชาตินิยมที่เชียร์ ทรัมป์ และไม่เลวร้ายถึงขั้นห้ามชาวมุสลิมทุกคนเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างที่เขาเคยโฆษณาหาเสียงเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว
       
       กลุ่มคนรัก ทรัมป์ อ้างว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้นักรบอัลกออิดะห์และรัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างความเป็นผู้ลี้ภัยแฝงตัวเข้ามายังอเมริกา
       
       คำสั่งของ ทรัมป์ จะทำให้จำนวนผู้ลี้ภัยที่สหรัฐฯ ตั้งเป้าจะรับเข้าประเทศในปีงบประมาณนี้ ลดลงจาก 110,000 คน เหลือเพียง 50,000 คน
       
       ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่ง “ยกเครื่อง” กองทัพสหรัฐฯ และร่วมเป็นสักขีพยานขณะที่ เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ เข้าพิธีสาบานตนต่อหน้ารองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์
       
       ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวชื่นชม แมตทิส ต่างๆ นานา และเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าจะให้สิทธิ์แก่เขาในการคัดค้านแผนรื้อฟื้นวิธี “ทรมาน” ผู้ต้องหา



  
                                     
12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Russian national anthem. Best classic and rock versions of hymn เมื่อ: มกราคม 27, 2017, 04:50:00 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                            Russian national anthem. Best classic and rock versions of hymn with English subtitles

                                                                                       https://youtu.be/qH2uuUY-6B4

Russian national anthem. Best classic and rock versions of hymn Published on Sep 15, 2016

Updated on Jan 27, 2017

This video contains two versions of the execution of the Russian anthem. Have fun watching! Discuss, suggest new themes that you may be interested in. Subtitles did not embed the video for you to enjoy them. If desired, you can turn on the English subtitles in the bottom right corner of the screen.

Timing:
1. Classic version - 0:00
2. Rock version - 3:56
•   Category
o   News & Politics
•   License
o   Standard YouTube License

Russka4 months ago
This video contains two versions of the execution of the Russian anthem. Have fun watching! Discuss, suggest new themes that you may be interested in. Subtitles did not embed the video for you to enjoy them. If desired, you can turn on the English subtitles in the bottom right corner of the screen.

Nazeem Dollie2 days ago
I'm a South African citizen now living in Russia (awaiting Russian citizenship) because my wife is Russian. Well done to you on developing this! Very great! I now live in Saint Petersburg, the cultural capital of Russia!!!!

I like Russia - it's the only white nation that is resisting cosmopolitanism and globalisation.  They can teach us some lessons about self-reliance.
Actually, there are some videos that can confirm some cheating (not sure for Putin or not, and not sure if they are real or staging), but anyway mr. President did very much to country and it is appreciated by people. Before Putin, in 90-s it was hell. There was Chechnya, when a lot of young men died for nothing.

 I can remember when we have no job and money at all, eating meager food during Eltsin, no meat or sweets. Now much more people can afford quite good stuff and food, can afford raising children, while in 90-s we were dying out. When Putin came, spoke to guerrillas from Chechnya and now it is one of most loyal republics in Russian Federation, because he showed them something that changed their mind, from killing us to joining us to make a better future for every people living in our great country. So, these are just few reasons why he is so popular among people.

13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เรือดำน้ำ เมื่อใดจะมีให้เห็นครับ? เมื่อ: มกราคม 26, 2017, 06:41:50 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                                   เรือดำน้ำ เมื่อใดจะมีให้เห็นครับ?

Sniper News
Updated January 26, 2017

                        

      เวียดนามรับมอบเรือดำน้ำ KILO Project 636M รัสเซีย 6 ลำแล้ว

วันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา กองทัพเรือประชาชนเวียดนามได้รับมอบเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 636M (Kilo) ลำที่6 คือ HQ-187 Ba Ria Vung Tau จากรัสเซียซึ่งเป็นลำสุดท้ายของชั้น โดยเวียดนามได้ลงนามสัญญาจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo จำนวน 6ลำกับ Rosoboronexport รัฐวิสาหกิจด้านการจัดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลรัสเซียวงเงินประมาณ 2 หมื่นล้านเหรีญ ในปี 2009 ซึ่งกองทัพเรือประชาชนเวียดนามได้รับมอบเรือดำน้ำ 5ลำเข้าประจำการก่อนแล้วในช่วงปี 2014-2016 และเรือดำน้ำลำนี้เป็นลำสุดท้าย

เวียดนาม จัดลำดับภัยคุกคามจากจีน..มาอันดับหนึ่ง..เป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ มานับ1,000ปี..เรือดำน้ำ..คือ..เครื่องมือที่จะหยุด..ยั้งกองเรือจีนได้..กิโลรุ่นนี้สามารถติดตั้งจรวดโจมตีเรือ..ที่เวียดนามร่วมมือกับอินเดีย.สร้างขึ้น..มีระยะยิงประมาณ.400.กิโลเมตร

Veeratas Leskhunthod32 minutes ago

ผมว่าไทยน่าจะมีอย่างน้อย 4 ลำนะครับ เหตุการณ์สงครามมันไม่แน่นอน อดีต ประเทศเราเคยรับบทเรียนมาแล้ว  จำกันไม่ได้หรือ  กองทัพนะครับไม่ใช่โรงเรียนอนุบาล ที่จะอยากชื้อของเล่นให้เด็กเล่นกัน
Chanon Kriratinon13 minutes ago

ไทย พวกโลกสวยและนักวิชาการมันเยอะ กองทัพจะซื้ออะไรทั้งที่เป็นงบของเขาเองก็โยงมาเรื่องปากท้องได้หมด เวียดนามดีตรงเป็นคอมนิสต์ประชาชนไม่มีสิทธิ์คัดค้าน กองทัพจะซื้ออะไรก็เอามาจากงบกลางได้เลย แต่ก็ต้องแลกกับการพัฒนาด้านอื่นลดลงอย่างเช่นรถไฟฟ้าสายแรกยังสร้างไม่เสร็จ เพราะขาดงบประมาณต้องกู้เพิ่มเป็นต้น

แต่ไทยมีงบประมาณเพื่อกองทัพมากพอสมควร  คงซื้ออาวุธที่จำเป็นได้  เสียอย่างเดียวมีคนคอยขัดขวางตลอด  ต้องให้โดนข้าศึกศัตรูเข้ามาทำร้ายถึงในอ่าวไทย อย่างเช่นสมัย ร.ศ. 112 โน่นเสียบ้าง  นั่นแหละถึงวิ่งกันพล่านร้องหาทหารเรือกองทัพเรือ  จะทันหรือ ก็ไม่ได้เตรียมตัวแบบนี้  จะเอาอะไรไปสู้เขา  ประชาชนคนโลกสวยทั้งหลาย คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ.

  
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / บังคับใช้กฎหมายเก็บค่าขยะ ทุกบ้านจ่าย 150 บาทต่อเดือน เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 07:34:14 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                           บังคับใช้กฎหมายเก็บค่าขยะ ทุกบ้านจ่าย 150 บาทต่อเดือน

โดย MGR Online       
24 มกราคม 2560 13:57 น.

บังคับใช้กฎหมายเก็บค่าขยะ ทุกบ้านจ่าย 150 บาทต่อเดือน

        พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา สาระสำคัญของกฎหมายคือให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่บริหารจัดการขยะให้เกิดประสิทธิภาพ แต่จุดสนใจในขณะนี้ไปอยู่อัตราค่าธรรมเนียมและค่ากำจัดขยะ

       อัตราค่าธรรมเนียมซึ่งแนบท้าย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ที่เป็นจุดสนใจอยู่ในขณะนี้อยู่ที่ข้อ 5 ซึ่งว่าด้วยค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฎิกูลและมูลฝอย โดยข้อ 5.1 ว่าด้วยการเก็บและขน กำหนดไว้ที่ 150 บาทต่อเดือน กรณีมีขยะไม่เกิน 120 กิโลกรัม ส่วนข้อ 5.2 ว่าด้วยการกำจัดขยะ อยู่ที่เดือนละ 200 บาท หากขยะไม่เกิน 120 กิโลกรัมต่อเดือน

       พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ออกมาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง 2535 โดยกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัติ รวมถึงการออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ซึ่งกฎหมายระบุให้การดำเนินการออกกฎกระทรวงให้เสร็จภายใน 60 วัน

       สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมซึ่งแนบท้ายพระราชบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ในขณะนี้คืออัตราสูงสุดที่กำหนดไว้ จากนี้ไปคือต้องรอกฎกระทรวงที่จะออกตามมา จากนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจึงจะสามารถออกกฎหมายของท้องถิ่น เพื่อกำหนดอัตราค่าเก็บขยะ และค่ากำจัดขยะของแต่ละท้องถิ่นต่อไป

       ขณะที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบแผนที่นำทางหรือโรดแมปการแก้ปัญหาขยะของชาติระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความรวดเร็วและคล่องตัว
       
       ภายใต้โรดแมปการแก้ปัญหาขยะของชาติ ล่าสุดขณะนี้ประเทศไทยได้กำจัดขยะมูลฝอยชุมชนตกค้างไปแล้วกว่า 23 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 77 ของขยะเก่าตกค้างทั้งหมด 30.5 ล้านตัน ส่วนขยะมูลฝอยใหม่ปีละกว่า 27 ล้านตัน สามารถกำจัดได้ถูกต้องกว่า 13.5 ล้านตัน รวมทั้งนำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลได้มากกว่า 5 ล้านตัน

15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 05:52:26 PM
 ยิ้ม เจ๋ง ฮืม
                                                                                            ประกาศราชกิจจานุเบกษา
                                                                         พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560
 
บังคับใช้หลังพ้นหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ แก้ไขเพิ่มเติมอัตราโทษปรับหรือจำคุก ฐานส่งข้อมูลก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญแก่ผู้รับ หรือนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ บิดเบือน ลามก ตัดต่อภาพผู้อื่นให้เสียชื่อเสียง อับอาย รวมถึงมาตรการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทําความผิด
       
       วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้ กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้
       
       มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐”
       
       มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
       
       มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้”
       
       มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
       
       “ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท
       
       ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดลักษณะและวิธีการส่ง รวมทั้งลักษณะและปริมาณของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับและลักษณะอันเป็นการบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย”
       
       มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ หรือมาตรา ๑๑ เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
       
       ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
       
       ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
       
       ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”
       
       มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒/๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
       
       “มาตรา ๑๒/๑ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ โดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”
       
       มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้าของมาตรา ๑๓แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
       
       “ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
       
       ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง หรือวรรคสี่ หรือมาตรา ๑๒/๑ ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งดังกล่าวจะต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นด้วย ก็เฉพาะเมื่อตนได้รู้หรืออาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นที่เกิดขึ้นนั้น
       
       ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง หรือวรรคสี่ หรือมาตรา ๑๒/๑ ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งดังกล่าวต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นนั้นด้วย
       
       ในกรณีที่ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งผู้ใดต้องรับผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และตามวรรคสามหรือวรรคสี่ด้วย ให้ผู้นั้นต้องรับโทษที่มีอัตราโทษสูงที่สุดแต่กระทงเดียว”
       
       มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       
       (๑) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
       
       (๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
       
       (๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
       
       (๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
       
       (๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)
       
       ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (๑) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้”
       
       มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
       
       ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”
       
       มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
       
       ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดามารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอายผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง
       
       ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยสุจริตอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ผู้กระทำไม่มีความผิดความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้
       
       ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย”
       
       มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๖/๑ และมาตรา ๑๖/๒ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
       
       “มาตรา ๑๖/๑ ในคดีความผิดตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ ซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง
       
       (๑) ให้ทำลายข้อมูลตามมาตราดังกล่าว
       
       (๒) ให้โฆษณาหรือเผยแพร่คำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาหรือเผยแพร่
       
       (๓) ให้ดำเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้น
       
       มาตรา ๑๖/๒ ผู้ใดรู้ว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ในความครอบครองของตนเป็นข้อมูลที่ศาลสั่งให้ทำลายตามมาตรา ๑๖/๑ ผู้นั้นต้องทำลายข้อมูลดังกล่าว หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ แล้วแต่กรณี”
       
       มาตรา ๑๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๗/๑ ในหมวด ๑ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐“มาตรา ๑๗/๑ ความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่งมาตรา ๑๖/๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้
       
       คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งให้มีจำนวนสามคนซึ่งคนหนึ่งต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
       
       เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใดและผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
       
       ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ชำระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้เริ่มนับอายุความในการฟ้องคดีใหม่นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว”
       
       มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือในกรณีที่มีการร้องขอตามวรรคสองให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
       
       (๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาเพื่อให้ถ้อยคำส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
       
       (๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
       
       (๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือให้เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ก่อน
       
       (๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
       
       (๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
       
       (๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
       
       (๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
       
       (๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิด
       
       เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่นซึ่งได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหรือเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดหรือมีข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งดำเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได้ หรือหากปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รีบรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานแล้วแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป
       
       ให้ผู้ได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) ดำเนินการตามคำร้องขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ หรือภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวันและไม่เกินสิบห้าวัน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสมควร ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดระยะเวลาที่ต้องดำเนินการที่เหมาะสมกับประเภทของผู้ให้บริการก็ได้
       
       มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘)ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิด เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วย ในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็ว
       
       เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้
       
       ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐาน
       
       การทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น
       
       การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียว หรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน
       
       หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
       
       มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๒๐ ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้
       
       (๑) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
       
       (๒) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค ๒ ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
       
       (๓) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือกฎหมายอื่นซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นหรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ร้องขอ
       
       ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์จะมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยอนุโลม
       
       ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคสองขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ แต่ละคณะให้มีกรรมการจำนวนเก้าคนซึ่งสามในเก้าคนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้กรรมการได้รับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
       
       การดำเนินการของศาลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจ้าหน้าที่จะทำการระงับการทำให้แพร่หลาย หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเอง หรือจะสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ ระยะเวลา และวิธีการปฏิบัติสำหรับการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยคำนึงถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
       
       ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พนักงานเจ้าหน้าที่จะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งไปก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์จะยื่นคำร้องตามวรรคสองไปก่อนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องรายงานให้รัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”
       
       มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้องหรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่ง หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ที่อาจนำมาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดรายชื่อ ลักษณะ หรือรายละเอียดของชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจนำมาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ก็ได้”
       
       มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา ๑๘ วรรคสองเปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใด
       
       ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่นในกรณีตามมาตรา ๑๘ วรรคสองหรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือกับพนักงานสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง โดยมิชอบหรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาล
       
       พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       
       มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา ๑๘ วรรคสองผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
       
       มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       
       มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้หรือที่พนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น”
       
       มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
       
       “มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินสองปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้”
       
       มาตรา ๑๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
       
       “ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
       
       ในการกำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ ความรู้ความเชี่ยวชาญความขาดแคลนในการหาผู้มาปฏิบัติหน้าที่หรือมีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเป็นจำนวนมากคุณภาพของงาน และการดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมด้วย”
       
       มาตรา ๑๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
       
       “มาตรา ๓๑ ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังต่อไปนี้ รวมทั้งวิธีการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
       
       (๑) การสืบสวน การแสวงหาข้อมูล และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
       
       (๒) การดำเนินการตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) และมาตรา ๒๐
       
       (๓) การดำเนินการอื?
หน้า: [1] 2 3 ... 121