แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 80
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ลัทธิบูชาซาตานเปิดตัวในสหรัฐทุกวันนี้ เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2014, 12:14:58 AM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                ลัทธิบูชาซาตานเปิดตัวในสหรัฐทุกวันนี้
                                                             SATANISM EXPOSED IN AMERICA TODAY

By Pamela Rae Schuffert – ปาเมลา เร ชัฟเฟิรท์
Alan  Petervich  Update  22 November 2014

       I have personally performed many years of hands-on investigative research, often dangerous, in and around the city of Asheville, NC. I worked at times with law enforcement as I compiled names and evidence pertaining to cult crimes, and turned it over to proper authorities and agencies in that city.  Asheville is known as the satanist/pagan mecca of the east coast. Nestled in the mysterious Blue Ridge mountains as they descend from Virginia, such remote mountains and valleys have long been the desired sites for bizarre and often violent cult rituals, many culminating in human sacrifice.
 
       โดยส่วนตัว ฉันได้ทำการวิจัยเชิงสืบสวนพัวพันเป็นเวลาหลายปี  หลายครั้งอันตรายมาก ในตัวเมืองและรอบๆตัวเมืองแอชวิลล์ นอร์ท แคโรไลน่า( Asheville NC. )  เป็นพักๆกับการบังคับใช้กฎหมาย โดยที่ฉันรวบรวมทั้งชื่อคนและประจักษ์พยานที่เกี่ยวกับอาชญากรรมในลัทธิ แล้วส่งต่อไปให้ผู้มีอำนาจและสำนักงานต่างๆในเมืองนั้น  แอชวิลล์นั้นเป็นที่รู้กันว่าเป็นศูนย์ใหญ่เหมือนเมกกะ(ศูนย์กลาง)ของพวกไร้ศาสนานิยมลัทธิซาตานของฝั่งตะวันออก  สร้างรังอยู่ในเทือกเขาบลูริชลึกลับเมื่อพวกเขาลงมาจากเวอร์จิเนีย  เทือกเขาและหุบเขาไกลโพ้นเช่นนั้นเป็นที่ตั้งที่ปรารถนาสำหรับเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ และบ่อยมากสำหรับแบบพิธีของลัทธิรุนแรง มีการกระทำยอดโหดบูชายัญมนุษย์ด้วย

      As one legal source warned me after I reported a confessed  act of human sacrifice involving a young woman,  "Now, calm down, ma'am. THIS KIND OF CRIME IS FAR MORE COMMON IN THESE MOUNTAINS THAN MOST FOLKS KNOW.And DON'T even trust the police you think are working with you, BECAUSE MANY OF THEM ARE ACTUAL SATANISTS." (Admission from the North Carolina Bureau of Victim Justice.)

       ขณะที่แหล่งกฎหมายแห่งหนึ่งได้เตือนฉันหลังจากที่ฉันได้รายงานกิจกรรมการแสดงออกของการบูชายัญมนุษย์ที่รวมสตรีสาวคนหนึ่ง  “ ตอนนี้ หยุดได้แล้ว คุณผู้หญิง  อาชญากรรมชนิดนี้มันไปไกลเกินกว่าปกติในแถบเทือกเขาเหล่านี้เกินกว่าที่คนส่วนใหญ่รู้จักกัน  และ (ขอเตือนว่า) อย่าไว้ใจแม้แต่ตำรวจที่คุณคิดว่าทำงานกับคุณ  เพราะว่าพวกนี้หลายคนทีเดียวเป็นพวกบูชาลัทธิซาตานที่กำลังปฏิบัติงานทั้งนั้น “ ( คำบอกจากสำนักงานนอร์ท คาโรไลน่าแห่งความยุติธรรมเพื่อเหยื่ออาชญากรรม )
 
       Should the American public receive comfort from admissions such as these?     Hear the confession of a former high school student I personally interviewed after being introduced to him by a satanic crime investigator in this region:  "We skinned that baby alive to the scream of 'hail, Satan!' We then draped it's intestines around the candlesticks of our altar. I cut the baby up into pieces, and each person ate some. Later, I took the skull and remains home. I forced the remains down the garbage disposal to conceal evidence from the police, and then burned a candle to Satan on the baby's skull." (This sacrifice took place at Seely's Castle, Town Mountain Road, Asheville, NC.)

       สาธารณชนอเมริกันควรจะรับทราบคำปลอบโยนจากหน่วยงานเช่นองค์กรเหล่านี้หรือ?  จงฟังคำสารภาพของอดีตนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง ที่ฉันได้สัมภาษณ์เป็นการส่วนตัวหลังจากได้รับการแนะนำให้รู้จักกับเขา โดยผู้สอบสวนอาชญากรรมบูชาซาตานในย่านนี้ดู  “  พวกเราถลกหนังทารกคนนั้นเป็นๆพร้อมกับเสียงหวีดโห่ร้อง “ ข้าแต่ท่านซาตาน! “  แล้วพวกเราก็นำไส้ของเด็กนั่นพันรอบเล่มเทียนต่างๆของแท่นบูชาของพวกเรา  ฉันตัดชำแหละเด็กทารกนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  และแต่ละคนก็พากันกินเนื้อทารกนั้น  ต่อมา  ฉันนำกะโหลกศีรษะและซากร่างที่เหลือกลับบ้าน  ฉันกดชิ้นส่วนดังกล่าวลงในถังขยะ เพื่อซุกซ่อนหลักฐานจากตำรวจ  และต่อมาได้จุดเทียนบูชาซาตานบนกะโหลกทารกนั้น “ ( การบูชายัญนี้เกิดในปราสาทซีลี่ – Seely’s  Castle, ถนน ทาวน์เม้าเทน – Town Mountain Road, Asheville, NC.)

     “"And when the mother, my girlfriend, felt bad about giving up her baby for sacrifice and went to the police, we decided to make an example out of her as a warning to the rest of the coven: NO ONE NARCS ON US TO THE POLICE AND GETS AWAY WITH IT!""We took her up the side of one mountain overlooking Asheville...we laid her on that altar, and the sacrificial dagger was placed in my hands. I took that dagger and cut her open from neck to groin, and she was sacrificed. To this day her parents don't know what happened to her."

    “ และเมื่อแม่ของเด็ก แฟนฉันเอง  รู้สึกผิดเกี่ยวกับการยอมให้ลูกน้อยของตนเพื่อการบูชายัญ ก็เลยไปแจ้งตำรวจ
พวกเราได้ตัดสินใจแสดงตัวอย่างในกรณีของเธอ เป็นประหนึ่งการเตือนต่อพวกที่เหลือในกลุ่มพวกคนร้ายเหล่านั้น คือ อย่าได้มีผู้ใดแจ้งเรื่องนี้แก่ตำรวจและสามารถเอาตัวรอดหลบไปได้ !”  “ พวกเรานำตัวเธอขึ้นอีกด้านหนึ่งของเนินเขาที่มองเห็น Ashevilleได้  .... เราบังคับให้เธอนอนลงบนแท่นบูชา  และกริชยาวสำหรับบูชายัญถูกนำมาใส่มือฉัน  ฉันกำกริชแน่น แล้วกรีดเฉือนร่างของเธอตั้งแต่คอจนถึงขาหนีบ และเธอก็ถูกบูชายัญ  จนถึงวันนี้  พ่อแม่ของเธอไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเธอ
 
       
       "Now that I have become a Christian, I can never return to my high school (T.C. Roberson) and tell them I have become a Christian. The students are all into Satanism there...not even their teachers know...not even their parents know! If I were to return and tell them, they would torture and sacrifice ME for becoming a traitor to 'the Craft.' No..I will have to continue pretending I am still a satanist..."(Source-Jackson Clemmons)

       “ ปัจจุบันนี้ฉันได้กลายเป็นคริสตขนคนหนึ่ง  ฉันไม่สามารถกลับไปเรียนโรงเรียนมัธยมปลาย (T.C. Robertson) ของฉัน  และบอกพวกเขาว่าฉันกลายเป็นคริสตชนแล้ว  นักเรียนที่นั้นถือลัทธิบูชาซาตานแล้ว.....แม้แต่ครูของพวกเขาก็ไม่รู้.....แม้พ่อแม่ก็ไม่รู้ด้วย!  ถ้าฉันต้องกลับไปและบอกพวกเขา  พวกเขาคงทรมานฉันและจับฉันบูชายัญเพราะเป็นผู้ทรยศต่อ“ กลุ่มยอดฝีมือ”  ไม่นะ....ฉันคงต้องดำเนินการแกล้งต่อไปว่าฉันยังคงเป็นผู้บูชาซาตานคนหนึ่ง....”   ( Source – Jackson Clemmons)

      I know this is true about this high school because one of Asheville's most powerful satanists among the satanist youths boasted this to me over the phone while taunting my friend I had moved in (with whom they had targeted for abduction and sacrifice in 1992.) He boasted to me, "...in fact, we DO have a lot of our people in that school!"

       ฉันรู้ว่านี่เป็นจริงเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมปลายแห่งนี้  เพราะว่าคนหนึ่งในกลุ่มบูชาซาตานที่ทรงอำนาจที่สุดของ Asheville ท่ามกลางเด็กหนุ่มที่บูชาซาตานโม้เรื่องนี้ให้ฉันฟังทางโทรศัพท์ขณะที่เยาะเย้ยเพื่อนของฉันที่ฉันขยับเข้าไปหา( ซึ่งเพื่อนคนนี้นี้เองถูกหมายตาไว้เพื่อถูกลักพาและถูกนำไปบูชายัญในปี 1992)  เขาคุยโม้ให้ฉันฟังว่า “.....ที่จริงนะ พวกเรามีคนจำนวนมากจริงๆในโรงเรียนนั้น! “
 
       I have personally held this young man Jackson Clemmon's satanist robe and seen some of his notebooks with satanic writing within. He admitted that the baby sacrifice took place in Seely's Castle, long reputed to be a location for the satanic rituals of the "rich, elite and powerful" satanists that populate Asheville and the surrounding region.

       เป็นการส่วนตัวที่ฉันยึดเอาเสื้อคลุมบูชาปีศาจของหนุ่มแจ๊คสัน เคลมมอนคนนี้ไว้และเห็นโน๊ตบุ๊คของเขาที่มีข้อความเขียนเกี่ยวกับการบูชาซาตานในสมุดบันทึกนั้น   เขายอมรับว่าการบูชายัญทารกทำกันในปราสาทซีลี้   (Seely’s Castle): ซึ่งมีชื่อนานแล้วในการเป็นสถานที่สำหรับจารีตบูชาซาตานของพวกบูชาซาตานที่” ร่ำรวย สูงเกียรติและทรงอำนาจ “  ที่เป็นประชากรของ Asheville และ ภูมิภาครอบๆนั้น.
 

 
 

 


2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / อาหารที่ช่วยให้อบอุ่นในหน้าหนาว เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2014, 08:45:24 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                    อาหารที่ช่วยให้อบอุ่นในหน้าหนาว

MSN อาหารและสุขภาพ
21  พฤศจิกายน  2014
http://www.msn.com/th-th/foodanddrink/healthyeating

     ถึงตอนนี้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว แต่อากาศในบ้านเรายังร้อนอบอ้าวอยู่ ถึงอย่างไรก็ยังวางใจไม่ได้ เราจึงต้องเตรียมตัวรับอากาศหนาวที่กำลังจะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันหนาว กางเกงขายาว เพราะถ้าร่างกายของเราปรับสภาพไม่ทัน ร่างการจะอ่อนแอแล้วจะทำให้เราไม่สบายได้ง่ายๆ นอกจาก  เรื่องของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่ช่วยบรรเทาความหนาว เรื่องของอาหารการกินก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็มีส่วนช่วยปรับให้สภาพร่างกายเกิดความอบอุ่นและลดความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวลงได้


1 อาหารในกลุ่มธัญชาติ เช่น เมล็ดฟักทอง งาขาว งาดำ อาหารในส่วนของเมล็ดทั้งหมด เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมายรวมไปถึงใยอาหารที่ช่วยในการย่อย


2 อาหารในกลุ่มถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ ถั่วลิสง วอลนัต อาหารกลุ่มนี้มีไขมันสูงแต่ดีต่อร่างกาย ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจ ให้พลังงานสูงช่วยให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่น และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง


3 อาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลากะพง เนื้อแกะ ไก่งวง แม้ในเนื้อสัตว์ส่วนมากจะมีไขมันประเภทอิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย ทำให้เกิดโรคไขมันในเลือดได้ แต่จะมีไขมันสัตว์บางชนิดที่ดีต่อร่างกาย เช่น ปลาทะเล และสัตว์บางชนิดที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ


4 อาหารในกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพร
ขิง ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ลดการเกิดไข้หวัด แก้อาการปวดศีรษะ และแก้หนาว วิธีกินคือนำขิงแก่มาต้มแล้วดื่มน้ำขิงก็จะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

กระเทียม ความร้อนของกระเทียมช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ถ้าเป็นกระเทียมสดจะมีน้ำมันหอมระเหยมาก สารในกระเทียมช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดคออักเสบและโรคหวัดในฤดูหนาวได้

หัวหอม ตามตำราแพทย์นิยมใช้หัวหอมในการรักษาโรค เพราะมีคุณสมบัติทำให้ร่างกายอบอุ่น เพิ่มภูมิต้านทานโรค หากกินมากเกินไปอาจเกิดอาการร้อนในได้

อบเชย กลิ่นของอบเชยเป็นกลิ่นที่ให้ความอบอุ่น จึงนิยมกินช่วงที่อากาศหนาวเย็น

กานพลู คุณสมบัติหนึ่งของกานพลูคือลดการอักเสบและฆ่าเชื้อต่างๆ การกินกานพลูในหน้าหนาวจะช่วยลดอาการไม่สบายลงได้

พริกไทย ด้วยคุณสมบัติเผ็ดร้อนจึงช่วยให้เจริญอาหารและขับเหงื่อ ร่างกายเราจึงรู้สึกอบอุ่นขึ้น

พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ควรทำในหน้าหนาว
การกินอาหารครั้งละมากๆ การกินอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนัก เลือดจะมาเลี้ยงที่กระเพาะอาหารมากกว่าอวัยวะส่วนอื่น สังเกตได้ว่าเมื่อกินอาหารอิ่มมากๆ จะรู้สึกเย็น ทั้งๆ ที่อากาศบริเวณนั้นเหมือนเดิม

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลายคนเชื่อว่าเมื่ออากาศหนาวการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น แต่ความจริงแล้วฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้เราเกิดความรู้สึกร้อนขึ้นแค่นั้นเอง และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำยังเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวานอีกด้วย

อาหารเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นขึ้นในช่วงหน้าหนาว การกินที่ถูกต้องจึงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงป้องกันการเกิดโรคไข้หวัด และถ้าเพื่อนๆ ออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยก็จะส่งผลดีต่อร่างกายมากยิ่งขึ้นค่ะ

เรียบเรียงจากบทความ "อาหารที่ช่วยให้อบอุ่นในหน้าหนาว" คอลัมน์ FOOD FOR LIFE นิตยสาร Gourmet & Cuisine ฉบับที่ 16

          Credit  :  MSN  อาหารและเครื่องดื่ม

       
3  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ไม่ต้องมีวัด ทำมิสซาที่ไหนก็ได้ใช่หรือไม่? เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 07:07:59 PM
 ฮืม ฮืม ฮืม
                                                                           ไม่ต้องมีวัด ทำมิสซาที่ไหนก็ได้ใช่หรือไม่?

Alan Petervich
18 พฤศจิกายน  2014

                                                              ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/1966790_820975644621758_5892030286168616200_n_zps785e0169.jpg.html][IMG]g][/url]

          ภาพถ่ายพิธีมิสซาในงานของแผนกครอบครัว อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ   น่าจะใช่ไร่สองเรา  เขาค้อ  การชุมนุมหรือประชุม หรือสังคายนาอะไรคงไม่ต้องพูดถึง   แต่อยากจะปรึกษากับคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร  ผู้ทำหน้าที่ดูแล facebook คาทอลิกขณะนี้ ว่า   เราไม่สบายใจเลยที่เกิดการปฏิบัติอะไรบางอย่าง ที่ดูจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก มิใช่หรือ  หรือในปัจจุบันนี้  ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรเลิกใช้แล้ว  หรือใช้แบบขอไปที  ใครจะบิดเบือนอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ

          พูดถึงการทำพิธีมิสซา  คงต้องไปเปิดดูประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ที่ระบุขบวนการต่างๆในการทำพิธีกรรมมิสซา  ที่วางกรอบหรือ rubrics บังคับไว้เพื่อให้ปฏิบัติทางพิธีกรรมแบบคาทอลิกเหมือนกันทั่วโลก  มิใช่ใครคิดจะทำอย่างไรก็เป็นมิสซาใช้ได้ทั้งนั้น   ไม่ทราบว่า สภาพระสังฆราชคาทอลิกไทยได้ออกกฤษฎีกาเกี่ยวกับพิธีมิสซาไว้อย่างไร  หรือแต่ละสังฆมณฑลกำหนดวิธีการพิธีกรรมในเรื่องดังกล่าวเอง  แล้วบังคับใช้ในสังฆมณฑลของตนเท่านั้น  อย่างนั้นหรือ

          เคยท้วงติงพระสงฆ์เยซูอิตองค์หนึ่งที่ไปจัดการประชุมอะไรจำไม่ได้แล้ว  แต่ที่จำติดตาก็คือ  พระสงฆ์องค์นั้นห้อยเพียง stola แต่ไม่มี กาซูลา และทำมิสซาง่ายๆบนโต๊ะธรรมดาๆ  ตอนหลังท่านอ้างว่าไม่ได้เตรียมกาซูลาไปด้วย  เลยทำพิธีมิสซาเสกศีลด้วยชุดที่ไม่ครบตามกฎหมายพระศาสนจักร  เราติงว่า  คุณพ่อเสกศีลได้อย่างไร  ศีลที่คุณพ่อเสกขณะทำพิธีไม่ครบตามกฎข้อบังคับ  คงไม่ใช่ศีล  แล้วแจกให้ผู้ร่วมมิสซา จะเป็นการหลอกลวงเขาหรือเปล่า  บาป ระเนระนาดกันไปนะคุณพ่อ

          เช่นเดียวกับครั้งนี่้ แผนกครอบครัว อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ไปจัดชุมนุมที่ไร่สองเรา เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ( คิดว่าใช่  ดูจากคำบรรยายต่างๆ)  งานต่างๆน่าจะได้ผลดี  และจะดีที่สุดถ้าลองฟังคำวิจารณ์เล็กๆจากเรา - ชมรมคนโสดคาทอลิกดูบ้าง  เรื่องอะไรหรือครับ?  เรื่องเกี่ยวกับการทำพิธีมิสซาไง !

          ขออภัยหากไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่   เราสงสัยในการทำพิธีมิสซาที่เขาค้อนะครับ  ดูจากภาพถ่ายที่พวกท่านนำมาลงที่ facebook แล้ว ไม่สบายใจเอามากๆครับ  เพราะดูแล้วการจัดมิสซาที่นั่นออกจะไม่ยึดกฎเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  หรือมีการยกเว้นในกรณีดังกล่าวจากข้อกำหนดของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย  ให้สามารถทำแบบนั้นได้  ไม่ทราบจริงๆ  ถ้าคุณพ่อผู้ถวายมิสซามีข้อมูลการอนุญาตจากสภาพระสังฆราชให้ทำเช่นนั้นได้  ก็สงสัยในขั้นรุนแรงว่า   ต่อไปไม่ต้องมีวัดเพื่อประกอบพิธีมิสซา  ทำตรงไหนก็ได้อย่างนั้นหรือ  รวมทั้งความรู้สึกไม่มีขื่อมีแป  จะใช้โต๊ะอะไร แบบไหน ปูผ้าคลุมพระแท่นสีขาวคลุมเพื่อให้เกิดความสะอาดสดใสและถูกต้องตาม rubrics  ไม่ใช่ทำมิสซาบนโต๊ะเกลี้ยงๆแบบนั้น  และ พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีต้องสวมอาภรณ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด  ข้อสำคัญ  ระวังอย่าให้สัตบุรุษที่รุมล้อมใกล้ๆ สวดคำเสกศีลพร้อมพระสงฆ์ด้วย  เรื่องนี้สำคัญ  เพราะสัตบุรุษหรือผู้ร่วมพิธีไม่รู้ประสีประสา  พระสงฆ์ทำอะไรสวดอะไร ท่านเหล่านั้นก็ทำตามหมด  มิสซาก็เลยมิใช่มิสซานะครับ...

          โปรดดูข้อกฎหมายจาก ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ปี 1983 เกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมบูชามิสซา ดังนี้ครับ :

                                                                      Codex Iuris Canonici
                                                                       Code of Canon Law
                                                                        ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร

BOOK IV : THE SANCTIFYING OFFICE OF THE CHURCH  บรรพ 4  :  หน้าที่ทำให้ศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักร
PART I : THE SACRAMENTS  ภาค 1 : ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
TITLE III: THE BLESSED EUCHARIST  ลักษณะ 3 : ศีลมหาสนิท
ARTICLE 3: THE RITES AND CEREMONIES OF THE EUCHARISTIC CELEBRATION  ส่วน 3 : จารีต  และพิธีเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท

Can. 928 The eucharistic celebration is to be carried out either in the latin language or in another language, provided the liturgical texts have been lawfully approved.   มาตรา  928  การถวายมิสซา  อาจถวายเป็นภาษาลาติน หรือภาษาอื่นก็ได้  ขอแต่ให้หนังสือพิธีกรรมได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง

ARTICLE 4: THE TIME AND PLACE OF THE EUCHARISTIC CELEBRATION ส่วนที่ 4 : เวลา และสถานที่เฉลิมฉลองศีลมหาสนิท

Can. 932 ง1 The eucharistic celebration is to be carried out in a sacred place, unless in a particular case necessity requires otherwise; in which case the celebration must be in a fitting place.  มาตรา  932 วรรค 1  ต้องถวายบูชามิสซาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เว้นแต่ในกรณีเฉพาะที่ความจำเป็นเรียกร้องเป็นอย่างอื่น   ในกรณีเช่นนี้  การถวายบูชามิสซาต้องกระทำในสถานที่เหมาะสม

ง2 The eucharistic Sacrifice must be carried out at an altar that is dedicated or blessed. Outside a sacred place an appropriate table may be used, but always with an altar cloth and a corporal.  วรรค 2  ต้องถวายบูชามิสซาบนพระแท่นที่มีการถวายอุทิศ หรือเสกแล้ว   นอกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  จะใช้โต๊ะที่เหมาะสมก็ได้  แต่ต้องปูด้วยผ้าปูพระแท่น  และผ้ารองพระกายเสมอ

Can. 933 For a good reason, with the express permission of the local Ordinary and provided scandal has been eliminated, a priest may celebrate the Eucharist in a place of worship of any Church or ecclesial community which is not in full communion with the catholic Church.  มาตรา  933  เมื่อมีเหตุผลอันชอบ และมีอนุญาตชัดแจ้งจากผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น  อนุญาตให้พระสงฆ์ถวายบูชามิสซาในสถานนมัสการของพระศาสนจักร  หรือของชุมชนใดๆ ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์เต็มรูปแบบกับพระศาสนจักรคาทอลิก  แต่ทั้งนี้  ต้องขจัดการเป็นที่สะดุดให้หมดไปก่อน

          เราหวังว่าพระสงฆ์คาทอลิกรู้กฎหมายพระศาสนจักร  และเป็นต้น เกณฑ์บังคับ หรือ rubrics ในการประกอบพิธีบูชามิสซา หรือที่ท่านเรียกว่าพิธีบูชาขอบพระคุณอะไรนั่นแหละ  ศาสนาของพระเป็นเจ้า พระบิดา พระบุตรและพระจิต จะดำรงอยู่ได้อย่างไร  ถ้าพวกท่านที่เป็นข้ารับใช้พระองค์ ไม่ทำตามกฎระเบียบที่วางไว้เพื่อทำพิธีบูชาตามหนทางที่พระคริสตเจ้าวางไว้  หรือตอนนี้ เป็นต้น หลังสังคายนาวาติกันที่สอง  ใครจะทำอย่างไรก็ได้  โดยอ้างเพียงว่า เพื่อถวายสักการะพระเป็นเจ้า  ก็ถ้าอย่างนั้น  จะมีการสร้างวัด สร้างสักการะสถาน เพื่อทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ถวายแด่พระเป็นเจ้าทำไม  จัดเหมือนสมัยโบราณ  เอาตรงไหนก็ได้  ยอดเนินสูงหน่อยก็เป็นที่เหมาะสมเพื่อตั้งเครื่องบูชาถวายแด่พระเจ้า  ไม่ต้องสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำพิธีถวายสักการะแด่พระเป็นเจ้าต่อไป  อย่างนั้นหรือ ?  ไม่ใช่นะคุณ ........ผู้เชื่อทั้งหลาย !

                                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                         Semper  vigilo  paratus  et  fidelis
                                                                                     E  Pluribus  Unum

                                                                                      Alan   Petervich
4  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การหลอกลวงที่ฟาติมา Fraud at Fatima เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 06:40:53 PM
 ยิ้ม ฮืม

Fatima Version 1 and then the fanciful Version 2 
คำแปลฟาติมาฉบับที่ 1 และตามด้วยคำแปลฟาติมาแบบคิดฝันเองฉบับที่ 2

       There are two versions of Fatima.  Fatima 1 is the authentic one and Fatima 2 is the Catholicised and embellished version invented by Lucia which was published in 1941.  Fatima 1 doesn’t function as Catholic propaganda and Fatima 2 does (Celestial Secrets, page 147).  To create Fatima 2, the Church through the Bishop of Lieria in 1921, ordered Lucia to be taken away from her own people and silenced.  She was not allowed to return to Fatima without permission and her mail had to be checked.  Even letters to her mother were in this category and nobody was allowed to directly write to her (page 148).  She became a nun under duress in Porto at 14 years of age.

       มีคำแปลเกี่ยวกับฟาติมาสองฉบับ   ฟาติมา 1  เป็นฉบับที่เชื่อได้อย่างแน่นอน และ ฟาติมา 2 เป็นฉบับเสริมแต่งแบบที่ทำให้เป็นคาทอลิกคิดประดิษฐ์ขึ้นโดยลูเชีย ซึ่งได้รับการพิมพ์เผยแพร่ในปี 1941   ฟาติมา 1 ไม่ทำหน้าที่โฆษณาเผยแพร่แบบคาทอลิก  แต่ฟาติมา 2 ทำ ( Celestial Secrets หน้า 147)   เพื่อสร้างฟาติมา 2  ศาสนจักร ผ่านทางพระสังฆราชแห่ง Lieria ในปี 1921  ได้สั่งให้ลูเชียถูกนำตัวออกไปจากประชาชนของเธอเอง และสั่งให้เงียบเสียง   เธอไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปฟาติมาโดยไม่ได้รับอนุญาต และจดหมายเข้าออกของเธอต้องได้รับการตรวจสอบ   แม้จดหมายถึงมารดาก็อยู่ในเกณฑ์บังคับนี้ และไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เขียนถึงเธอโดยตรง ( หน้า  148)   เธอได้กลายเป็นชีคนหนึ่งภายใต้กฎบังคับเข้มงวดใน Porto ตอนอายุได้  14 ปี

Investigators differ as to when Fatima 1 and 2 started.  My preference is that Fatima 1 was the story in the few years following the visions and that Fatima 2 started in the 1920s though the inventing involved in it started in force in 1941 when Lucia came out with more fantasies. In 1941 Lucia reported a revelation from Jesus demanding that Portugal by government enforcement should have no secular celebrations during Mardi Gras but practice prayer and sacrifice and penance (page 149).

คณะผู้สอบสวนเสียงแตกเมื่อกล่าวว่าฟาติมา 1 และ 2 เริ่มเมื่อใด   ความเห็นของฉันคือว่า ฟาติมา 1 เป็นเรื่องเกิดในสองสามปีตามภาพนิมิต และ ฟาติมา 2 เริ่มในช่วงปี 1920 แม้การคิดประดิษฐ์ขึ้นจะเริ่มนำมาเผยแพร่ในปี 1941  เมื่อลูเชียออกมาเปิดเผยเรื่องคิดฝันอื่นๆอีกมาก  ในปี 1941  ลูเชียได้รายงานการเปิดไขแสดงจากพระเยซู สั่งกำหนดให้ปอร์ตุเกสโดยการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาล ไม่ควรได้ทำการเฉลิมฉลองของฆราวาสระหว่างวันมาร์ดี กราส  แต่ ให้ทำการสวดภาวนา ,พลีกรรมและการใช้โทษบาป  ( หน้า 149)

Lucia lied about her imprisonment at Ourem in August 1917.  Her own family denied her tale as did the prison cook (page 196).Lucia claimed that she was threatened by being boiled with oil but a friend Maria do Carmo Menezes testified that the phrase came from her and said Lucia and Jacinta never mentioned being jailed (page 196).  She knew them well and they stayed with her one month following the alleged jailing.She lied in her memoirs about the sacrifices made by the children (page 196).

ลูเชียโกหกเรื่องการถูกจำคุกที่เมือง Ourem ในเดือนสิงหาคม 1917   ครอบครัวของเธอเองได้ปฏิเสธเรื่องเล่าเช่นเดียวกับคนครัวของคุก ( หน้า  196)   ลูเชียอ้างว่าตัวเธอถูกคุกคามจะถูกต้มในน้ำมัน  แต่เพื่อนที่ชื่อ Maria do Carmo Menezes ให้การเป็นพยานว่า ถ้อยคำเหล่านั้นมาจากเธอเอง และกล่าวว่าทั้งลูเซียและยาชินทาไม่เคยระบุว่าถูกจำคุก ( หน้า 196)   เธอรู้จักพวกเขาดีและพวกเขามาอยู่กับเธอหนึ่งเดือน ตามมาด้วยข้ออ้างว่าถูกจำคุก   เธอโกหกในบันทึกอนุทินของเธอเกี่ยวกับการพลีบูชาที่พวกเด็กได้ทำ ( หน้า 196)

In Fatima 2, claims that the Virgin said in 1917 Russia will put its errors all over the world and start wars were made.  The lady threatens the world to have devotion to her immaculate heart or wars will start.  She said God would punish the world by war.  But in World War II most of the people killed were innocent.  Devotion to saints even Mary is optional and for Mary to blackmail doesn’t seem to point to her being a holy entity.  Some Christians believe Mary was evil and was damned and that Jesus came from an evil thing to prove his own holiness.  Certainly the Bible never speaks of her being sinless.

ใน ฟาติมา 2  อ้างว่า พรหมจารีกล่าวในปี 1917 ว่า รัสเซียจะทำให้เกิดข้อผิกพลาดไปทั่วโลกปปปปและเริ่มทำสงคราม สตรีผู้ประจักษ์สั่งให้โลกมีความศรัทธาต่อดวงใจนิรมลของเธอ มิฉะนั้นสงครามจะเกิดขึ้น    สตรีนั้นกล่าวว่า พระเป็นเจ้าจะลงโทษโลกด้วยการสงคราม  แต่ในสงครามโลกครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่ที่สุดที่ถูกฆ่าตายจะเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้น   ความศรัทธาต่อบรรดานักบุญแม้ต่อแม่พระด้วยเป็นภาคบังคับ และสำหรับมารีที่ขู่เข็ญเช่นนั้นดูเหมือนจะไม่ชี้ว่าเธอเป็นสิ่งสร้างศักดิ์สิทธิ์  คริสตชนบางคนเชื่อมารีชั่วร้ายและถูกประณามและว่าเยซูมาจากสิ่งชั่วร้าย จะมาพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของตนได้อย่างไร  แน่นอน  พระคัมภีร์ไม่เคยกล่าวถึงว่าเธอนั้นเป็นสิ่งสร้างที่ปราศจากบาปมลทิน.

Mary said that sinners go to Hell and that to save the world and sinners God wants to establish devotion to her Immaculate Heart. The book says that this devotion had already been popularised since 1838 and that in 1850 there were already over 12,000 brotherhoods in honour of the Immaculate Heart  (page 228).  So what was God on about.

มารี(ที่เด็กอ้างว่าประจักษ์มา) กล่าวว่า คนบาปทั้งหลายไปนรกทั้งหมด และกล่าวเสริมว่า เพื่อช่วยโลกและคนบาป พระเป็นเจ้าประสงค์จะสถาปนาความศรัทธาต่อดวงใจนิรมลของเธอ   หนังสือกล่าวว่า ความศรัทธานี้เป็นที่นิยมรู้จักกันแพร่หลายมาตั้งแต่ปี 1838  และว่า ในปี 1850 ชบวนการภราดรภาพเป็นเกียรติแก่ดวงใจนิรมลของแม่พระมาแล้ว (หน้า 228)  ดังนั้น  พระเป็นเจ้ามาทำเรื่องอะไรอีก?

The children were given a vision of Hell which was declared to be the First Secret of Fatima.  What was the secret then for Hell was a central dogma of the Catholic faith?  This comes from the Fatima 2 stage where Lucia was adding on to and improving her story.   In Fatima 1 this vision wasn’t mentioned (page 231).   Clearly, Lucia decided after the visions to say there was a secret.  She stupidly picked something silly as the secret, a vision of Hell.  It couldn’t have been which shows it was all she could think of and she invented the vision.  Eventually her imagination led to the invention of the Third Secret of Fatima in the 1940’s which she pretended to have been told by Mary in 1917.

เด็กๆถูกพาไปดูนรก ซึ่งได้รับการประกาศว่าเป็นความลับประการแรกของฟาติมา   จะเป็นความลับอย่างไรสำหรับเรื่องนรก เพราะได้รับการกระกาศเป็น dogma (ข้อความเชื่อ) ส่วนกลางของความเชื่อคาทอลิกมาก่อนแล้ว?  เรื่องนี้มาจากเวทีฟาติมา 2 ส่วนที่ลูเชียเพิ่มใส่เข้ามาเพื่อปรับปรุงเรื่องของเธอ   ในฟาติมา 1 ภาพนิมิตนี้ไม่มีระบุ(หน้า 231)  เห็นได้ชัด ลูเชียตัดสินใจหลังภาพนิมิตว่าเป็นความลับอย่างหนึ่ง   อย่างโง่ๆเธอจับเอาอะไรบางอย่างที่โง่เขลา คือ ภาพที่เห็น –นรก  มันไม่น่าจะเกิดสิ่งที่เธอคิดถึงและเธอนั่นเองเป็นผู้สร้างภาพนิมิตนั้นขึ้นเอง   ในที่สุดความคิดฝันของเธอนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นเรื่องความลับประการที่สามของฟาติมาในช่วงปี 1940  ซึ่งเธอแกล้งว่าได้รับการบอกจากมารีในปี 1917

The book shows that in 1917 there was no Third Secret because Lucia said that if the people knew the secret they would be sad or just much the same (page 164).  Hell would make them sad as would the prophecy of a bishop in white being shot after climbing over a mountain of corpses.  But she indicates that the holy people praying around her all the time mightn’t be upset by it at all.  Lucia then lied in the 1940’s that she had been told the Third Secret by Mary in July 1917.Lucia was more important to Fatima than the Virgin for we have to depend on Lucia to learn if she appeared and what she said.  If Lucia was a spurious witness then you can dismiss Fatima.

หนังสือแสดงให้เห็นว่าในปี 1917  ไม่มีเรื่องความลับประการที่สาม เพราะว่าลูเชียกล่าวว่า ถ้าประชาชนรู้ความลับพวกเขาจะเศร้าเสียใจหรือทำนองนั้นมากเท่าๆกัน ( หน้า 164)  นรกอาจทำให้พวกเขาเศร้าเสียใจ เช่นกับที่คำทำนายว่าสังฆราชในชุดขาวถูกยิงตายหลังจากปีนป่ายกองซากศพมนุษย์เป็นภูเขาเลากา  แต่เธอชี้ว่า ประชาชนผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สวดภาวนารอบๆเธอตลอดเวลาจะไม่ต้องเศร้าเสียใจแต่อย่างใดเลย   จากนั้นลูเชียโกหกในปี 1940 ว่า เธอได้รับการบอกกล่าวความลับที่สามจากมารีในเดือนกรกฎาคม 1917  ลูเชียนั้นสำคัญมากสำหรับฟาติมามากกว่าพรหมจารีมารี เพราะว่า เราต้องพึ่งพาลูเชียที่จะรู้ว่ามารีจะปรากฏตัวเมื่อใดและพูดอะไรกับพวกเรา   ถ้าลูเชียเป็นประจักษ์พยานปลอม ถ้าเช่นนั้นพวกคุณก็สามารถทิ้ง ฟาติมาได้เลย.
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การหลอกลวงที่ฟาติมา Fraud at Fatima เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 05:35:59 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
      Jacinta told the parish priest in July 1917 during the apparitions, that the lady she saw wore a knee-length skirt and that when the lady left she raised her toes up with the heels pointing down and the body already disappeared.  This is so bizarre that it beggars belief.  It is no wonder Celestial Secrets surmises that the experiences are identical with the contactees who claimed to have encounters with aliens.  The entity was not the Virgin Mary who wouldn’t behave so strangely.

ยาชินทาบอกพระสงฆ์เจ้าอาวาสในเดือนกรกฎาคม ปี 1917 ระหว่างมีการประจักษ์หลายครั้ง  ว่า สตรีที่เธอเห็นนั้นสวมกระโปรงยาวแค่เข่า และว่า เมื่อสตรีจากไปเธอจะเขย่งนิ้วเท้าขึ้นทำให้ส้นเท้าชี้ลงล่าง และร่างหายไปแล้ว   ข้อนี้ประหลาดมหัศจรรย์จนว่ามันเป็นความเชื่อแบบคนขอทาน  ไม่เป็นที่น่าสงสัยที่หนังสือ Celestial Secrets เดาเอาว่า ประสบการณ์ตรงกับผู้ที่เคยประสพมา ที่อ้างว่าได้เผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว   สิ่งสร้างนั้นไม่ใช่พรหมจารีมารี ซึ่งจะไม่ประพฤติแปลกประหลาดแบบนั้น.

Francisco said that the Virgin didn’t move her lips as she spoke and didn’t move as if she were some kind of doll (page 96).  Lucia had a light within that made her understand the Virgin (page 97). With such a bizarre method of communication, it would be easy for Lucia to imagine communications from her Catholic conscious.  Did she think the vision was putting thoughts in her head?

ฟรังซิสโกกล่าวว่า  พรหมจารีไม่เคลื่อนไหวริมฝีปากของเธอเลยขณะที่พูด และไม่ขยับตัวเคลื่อนไหว ประหนึ่งว่า เธอเป็นตุ๊กตาบางชนิด ( หน้า 96)   ลูเชียมีแสงสว่างภายในที่ทำให้เธอเข้าใจพรหมจารี ( หน้า 97)  โดยวิธีการการสื่อสารประหลาดมหัศจรรย์  มันอาจเป็นการง่ายสำหรับลูเชียที่จะมโนนึกการติดต่อสื่อสารจากความสำนึกในการเป็นคาทอลิก  เธอคิดหรือเปล่าว่า ภาพนิมิตได้กำลังใส่ความนึกคิดในหัวของเธอ?

The vision made buzzing noises (page 249). ภาพนิมิตทำให้เกิดเสียงพึมพำทั่วไป ( หน้า  249)

Canon Formagao had severe problems with the Virgin wearing a knee length skirt which even prostitutes of the time didn’t have the audacity to wear (page 151-153).  This made him suspect that the vision was of the Devil but he deduced that it must have been really Mary for apparitions are authenticated not by the testimony of witnesses but by their popularity among pious people.

นักกฎหมายศาสนจักร Formagao มีปัญหารุนแรงกับพรหมจารีที่สวมกระโปรงยาวแค่เข่า ซึ่งแม้พวกโสเภณีสมัยนั้นก็ไม่มีความกล้าที่จะสวมใส่ ( หน้า 151 – 153)   เรื่องนี้ทำให้เขาสงสัยว่าภาพนิมิตคงเมาจากปีศาจ แต่ก็ลดความรุนแรงลงว่า อาจจะเป็นแม่พระจริงๆ  เพราะการประจักษ์เหล่านั้นเป็นที่น่าเชื่อ มิใช่เพียงโดยคำให้การเป็นพยานของบรรดาพยาน  แต่ โดยอาศัยความนิยมชมชอบท่ามกลางประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธาด้วย.

The earliest evidence about the 1917 apparitions is that the entity interpreted as Mary never said she was of the family of God or Christ or mentioned Jesus or God. Lucia and Jacinta says she wanted a chapel built but they were not sure if she said she was the lady of the rosary or if she meant she wanted a chapel for the lady of the rosary.  Though lady of the rosary is a title of the Virgin Mary an entity carrying a rosary might call itself the lady of the rosary in another way: just the lady with the rosary.

ประจักษ์พยานเริ่มแรกที่สุดของการประจักษ์ ปี 1917 ก็คือว่า  สิ่งสร้างนั้นที่มีคนหมายเอาว่าคือพระนางมารี  ไม่เคยพูดว่า เธอเป็นสมาชิกครอบครัวของพระเป็นเจ้า หรือพระคริสต์ หรือระบุถึงพระเยซูหรือพระเป็นเจ้า  ลูเชียและยาชินทากล่าวว่าเธอคนนั้นต้องการวัดหลังหนึ่งสร้างขึ้น แต่พวกเด็กไม่มั่นใจว่าเธอกล่าวว่าเธอเป็นสตรีแห่งสายประคำ  หรือถ้าเธอหมายว่าเธอต้องการวัดน้อยหนึ่งหลังสำหรับสตรีแห่งสายประคำ   แม้สตรีแห่งสายประคำเป็นฉายาของพรหมจารีมารี  สิ่งสร้างที่กำลังถือสายประคำ อาจเรียกตัวเองว่าสตรีแห่งสายประคำในทางใดทางหนึ่ง  เพียงระบุสตรีที่ถือสายประคำ

Pro-Fatima booklet, What Happened at Fatima?  tells us that the vision said to Lucia that she must say the rosary every day in honour of Our Lady of the Rosary in order to obtain peace for the world and the end of the war “for only she can help you” (page 32).  The booklet expresses puzzlement at the entity talking as if she is not Our Lady or Mary.  Also, the “for only she can help you” implies that God won’t help unless Mary is invoked.  This contradicts the Bible doctrine that Jesus Christ intercedes for sinners.  This being was not the Mary of Christianity.  We must not forget that Roman Catholicism is not a true form of Christianity.

It is certainly doubtful that the vision was really of Mary.

อนุสารถือหางฟาติมา  What happened at Fatima ? บอกเราว่า ภาพนิมิตกล่าวกับลูเชียว่า เธอต้องสวดสายประคำทุกวัน เป็นเกียรติแก่พระแม่แห่งสายประคำ ของเรา เพื่อจะได้รับสันติภาพสำหรับโลกและการสิ้นสุดสงคราม “ เพราะพระนางคนเดียวเท่านั้นสามารถช่วยเธอได้ “ ( หน้า 32)   อนุสารนั้นแสดงความงงงันที่สิ่งสร้างนั้นพูดประหนึ่งว่าตัวเธอไม่ใช่พระแม่ของเราหรือพระนางมารี    และ  ที่ว่า “ เพียงพระนางคนเดียวเท่านั้นสามารถช่วยเธอได้ “  แสดงเป็นนัยๆว่าพระเป็นเจ้าจะไม่ช่วยใครเลยจนกว่าพระนางมารีจะขอร้อง    ข้อความเช่นนี้ขัดแย้งกับคำสอนพระคัมภีร์ที่ว่า พระเยซูคริสต์ยื่นมือเข้าไปขอความกรุณาสำหรับคนบาปทั้งหมด   สิ่งสร้างนี้ไม่ใช่พระนางมารีของคริสต์ศาสนา  พวกเราต้องไม่ลืม ว่า ศาสนาโรมันคาทอลิกไม่ใช่รูปแบบแท้จริงของคริสต์ศาสนา. 

มันเป็นที่น่าสงสัยจริงๆว่าภาพนิมิตจริงๆแล้วเป็นของพระนางมารี.             
 
6  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การหลอกลวงที่ฟาติมา Fraud at Fatima เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 12:40:42 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                               การหลอกลวงที่ฟาติมา Fraud at Fatima

miraclesceptic.com
http://www.miraclesceptic.com/fatimafraud.html
Alan  Petervich  Update  12 November 2014

                                                                     ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/K10346598-24_zpsb2cf698a.jpg.html][IMG][/url]

Pre - Notion

       ท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านที่รัก   ขอเรียนด้วยความเคารพว่า  Alan  Petervich เป็นคริสตชนคาทอลิก ที่ยึดมั่นในคำสอนของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ทุกคำและทุกข้อ   ไม่มีสิ่งใดจะทำให้ " เรา " เบี่ยงเบนออกไปจากเส้นทางแห่งความจริง ที่พร่ำสอนโดยพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก    อย่างไรก็ดี  คาทอลิกเราถือมั่นและยึดมั่นในความเชื่ออย่างแน่นแฟ้น  ด้วยความเข้าใจ  ด้วยเหตุและด้วยผล  มิได้หลงงมงายหลับหูหลับตาเชื่อทุกข้อความคำสอนที่เราได้รับมาจากผู้นำเสนอ  จากศิษย์ของพระเยซูเจ้า  และจากพระบิดาเจ้า ด้วยเดชะพระจิตเจ้าดลใจ  เรามิได้งมงายอย่างที่คนในความเชื่ออื่นใส่ความเราแน่นอน

       ด้วยเหตุนี้หากเกิดความสงสัยในคำอธิบาย หรือในการกระทำใดๆ  ที่บางครั้งดูจะขาดเหตุผลหรือพยานหลักฐานประกอบ  เราก็จำเป็นต้องแสวงหาคำอธิบาย  เสาะหาความคิดเห็นหรือข้อพิสูจน์  ที่สามารถนำมาอธิบายเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยต่างๆ  ก่อนที่เราจะรับเชื่อด้วยความพอใจและสบายใจต่อไป

       จึงใคร่ขอเรียนว่า  ณ เวลานี้และครั้งนี้  เว็บไซต์ของชมรมคนโสดคาทอลิก กำลังจะเข้าไปหาข้อพิสูจน์เรื่องสำคัญที่เกิดขึ้น และเป็นข้อมูลที่หลายคนยังคาใจ  นั่นคือ เรื่องของการประจักษ์มาของแม่พระ แก่เด็กสามคน ที่ฟาติมา  ประเทศปอร์ตุเกส   ที่เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมาก ก็เพราะมีคนพยายามพูดและพิสูจน์ว่า  ที่ว่าแม่พระประจักษ์นั้น  น่าจะไม่ใช่ตัวแม่พระ  แต่จะเป็นอะไร หรือเป็นใคร หรือเกิดอะไรขึ้นจริง  เราจึงขออภัยมาณ ที่นี้  ก่อนการเปิดเรื่องยาว พาท่านไปดูข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  ขอเรียนว่า เรามิได้ประสงค์ร้ายต่อพระศาสนจักรคาทอลิก หรือเกียรติคุณสูงส่งของแม่พระ  มีแต่จะใช้ความพยายามทำให้คำกล่าวหารุนแรงในเรื่องดังกล่าว ่อ่อนลง และเกิดข้อความจริงปรากฎให้เห็น  นั่นคือความประสงค์ของเรา  โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย - ครับ  ขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจเรา  เชิญติดตามเรื่องนี้ได้ - ครับ.

      The Virgin Mary allegedly appeared in the middle of six consecutive months to three young children, Jacinta born 1910, Lucia born 1907 and Francisco born 1908 in Fatima Portugal in 1917.   The Virgin supposedly made people have a vision of the sun spinning at the end of the appearances.
 
มีการอ้างว่าพระมารดาพรหมจารีมารีได้ประจักษ์มาในช่วงกลางเดือนติดต่อกันหกเดือน แก่เด็กวัยรุ่นสามคน คือ ยาชินทาเกิดปี 1910  ลูเชีย เกิดปี 1907 และฟรังซิสโก เกิดปี 1908 ในเมืองฟาติมา ประเทศปอร์ตุเกส ในปี 1917  พระนางพรหมจารีเชื่อกันว่าได้ทำให้ประชาชนได้เห็นภาพนิมิตของดวงอาทิตย์หมุนสว่านตอนจบการประจักษ์ของพระนาง.
 
Background พื้นฐานของเรื่อง
 
The book we are referring to for now is Celestial Secrets.   I absolutely loved this book.  I couldn’t put it down. It argues that in relation to the apparitions of Mary to three children at Fatima in 1917 that the entity was not Mary at all but the Church made sure people would think it was.  It explores evidence from the original accounts that the phenomena had too much in common with reports of visions of alien messengers and spaceships to be genuinely Catholic.

หนังสือที่เราอ้างอิงสำหรับขณะนี้คือ Celestial Secrets (ความลับของท้องฟ้า)  ฉันรักหนังสือเล่มนี้สุดหัวใจ  ฉันไม่สามารถวางมันลงได้  มันโต้แย้งว่าในความสัมพันธ์กับการประจักษ์มาของแม่พระมารีแก่เด็กสามคนที่ฟาติมาในปี 1917 ที่สิ่งนั้นไม่ใช่พระแม่มารีเลย แต่พระศาสนจักรทำให้บรรดาประชาชนแน่ใจว่าใช่แน่   มันสำรวจตรวจสอบประจักษ์พยาน จากต้นเรื่องรากเหง้า ที่ปรากฎการณ์เป็นธรรมดาเกินไป ด้วยรายงานของการเห็นภาพผู้ส่งสารและยานอวกาศต่างดาว ว่าเป็นคาทอลิกแท้จริง.

I have always suspected that the Catholic Church, despite its antagonism towards miracles, will hijack some of them when they are popular enough and when it gives Church image and coffers a boost. The Church fears miracles and apparitions due to its belief that God has established the Church to teach us and the Church is infallible.  It says miracles and apparitions only draw attention to aspects of what the Church already teaches.  The Church says we are not obligated to believe in them of they are not part of the faith.  The Church says that God has stopped revealing new truth since the last apostle of Jesus died and the Church with his guidance tells us what God’s teaching is.  It fears apparitions and miracles because they can tend to make the witnesses or apparition your teachers in preference to the Church.  This has happened at Medjugorje where messages from Mary are given out without any effort being made to provide them to legitimate Church authorities to check them for orthodoxy first.  The visions of Medjugorje are the real magisterium for devotees of the apparition.

ฉันสงสัยเสมอมาว่า ศาสนจักรคาทอลิก  แม้จะมีความรู้สึกเป็นปรปักษ์ต่ออัศจรรย์  จะปล้นเอาข้อมูลบางประการเมื่อมันเป็นที่นิยมเพียงพอ และเมื่อมันให้ภาพลักษณ์ศาสนจักรและเสริมสร้างการสนับสนุนอย่างครึกโครม  พระศาสนจักรเกรงกลัวอัศจรรย์และการประจักษ์ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า พระเป็นเจ้าได้สถาปนาพระศาสนจักร เพื่อสอนเรา ละพระศาสนจักรนั้นผิดหลงไม่ได้   ศาสนจักรนั้นกล่าวว่า อํศจรรย์และการประจักษ์เพียงดึงความสนใจในแง่ของสิ่งที่พระศาสนจักรสอนไว้แล้ว   ศาสนจักรกล่าวว่าพวกเราไม่บังคับให้เชื่อในสิ่งเหล่านั้นที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อ  พระศาสนจักรกล่าวว่า พระเป็นเจ้าได้ทรงหยุดไขแสดงความจริง ตั้งแต่อัครสาวกองค์สุดท้ายของพระเยซูเจ้ามรณภาพแล้ว และพระศาสนจักร  ด้วยการนำทางของตน บอกเราว่าคำสอนของพระเป็นเจ้าคืออย่างไร    พวกเขากลัวการประจักษ์และอัศจรรย์  เพราะว่า พวกเขาสามารถโน้มเอียงที่จะสร้างพยานหลักฐานหรือการประจักษ์ให้เป็นครูของท่านที่ชอบศาสนจักร   เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นที่เมดจูกอร์เจ ที่ซึ่งสาส์นจากพระนางมารีประทานให้มาโดยไม่ต้องออกกำลังใดๆ ให้สาส์นเหล่านั้นถึงฝ่ายบริหารศาสนจักรที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ให้ตรวจสอบเพื่อเป็นทางการก่อนอื่น   ภาพนิมิตแห่งเมดจูกอร์เจเลยกลายเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารศาสนจักรแท้จริง สำหรับผู้ศรัทธาในการประจักษ์นั้น
 
The Church claims that apparitions and miracles verify that she is the true Church and are signs from God to that effect.  Yet it doesn’t investigate any miracles that don’t fit Catholic orthodoxy such as milk-drinking Hindu idols.  It doesn’t even investigate most miracle and apparitions reported by Catholics.  A religion that does that is plainly lying when it says that miracles authenticate the claims it makes.  Besides the Church says we are obligated to believe in the miracles of Jesus in the Bible and even today the Church rejects more impressive miracles at Lourdes as not genuine.  It expects us to take the word of the gospels for it that Jesus did miracles and ignore many modern miracle testimonies some of which are supported by doctors.

พระศาสนจักรอ้างว่าการประจักษ์และอัศจรรย์แสดงความจริงให้ปรากฏว่า พวกเขาคือศาสนจักรที่แท้จริงและเป็นเครื่องหมายจากพระเป็นเจ้าถึงผลที่ได้มานั้น   แต่ กลับไม่สอบสวนอัศจรรย์ใดๆที่ไม่ตรงกับความเชื่อของศาสนจักร เช่นเดียวกับที่ รูปปั้นฮินดูดื่มนม  ไม่มีการสอบสวนอัศจรยย์และการประจักษ์ส่วนใหญ่ที่สุดที่ชาวคาทอลิกรายงานมา  ศาสนาที่กำลังทำการโกหกพื้นๆเมื่อกล่าวว่าอัศจรรย์ถูกต้องตามที่แจ้งมา   นอกเหนือจากนั้น พระศาสนจักรกล่าวว่า เราจำต้องเชื่อในอัศจรรย์ของพระเยซูเจ้าในพระคัมภีร์ และแม้ทุกวันนี้ พระศาสนจักรปฏิเสธไม่ยอมรับอัศจรรย์ที่ตรึงใจอีกมากมายที่เมืองลูร์ดว่าเป็นอัศจรรย์จริง พระศาสนจักรรอคอยให้พวกเราถือเอาถ้อยคำของพระวรสารสำหรับเรื่องนั้น ที่พระเยซูเจ้าทำอัศจรรย์ และไม่รับรู้ประจักษ์พยานอัศจรรย์สมัยใหม่มากมาย แม้บางเรื่องได้รับการสนับสนุนโดยบรรดานายแพทย์ก็ตาม.

 In the book we read that the Church took charge of the evidence and testimony in relation to the alleged apparitions of the Virgin Mary at Fatima and controlled Lucia the only surviving main witness to make sure anything that was said was what the Church wanted to be said (Foreword ii).

ในหนังสือเล่มนั้น เราอ่านได้ความว่า  พระศาสนจักรมีหน้าที่หาประจักษ์พยานและพยานที่สัมพันธ์กับการประจักษ์ที่อ้างถึง ของพรหมจารีมารี ที่ฟาติมา และควบคุมลูเชีย  พยานหลักที่ยังคงมีชีวิตอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่า อะไรที่พูดกัน คือสิ่งที่พระศาสนจักรต้องการพูดเช่นนั้น ( คำนำ ii )

 The book is based on the original records which the Church kept locked up for six decades (Introduction iv).  Two authors of the book Ferndades and d’Armada spent 25 years researching diary entries and letters and other sources of information at the time of the apparitions to get at the true story.

หนังสือวางพื้นฐานบนรายงานบันทึกแรกเริ่ม ซึ่งพระศาสนจักรเก็บใส่กุญแจไว้เป็นเวลานานถึงหกทศวรรษ ( คำนำ iv )  ผู้เขียนหนังสือสองคน คือ Ferndades และ d’Armada ใช้เวลา 25 ปีในการค้นหาบันทึกอนุทินและจดหมายและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ณ เวลาของการประจักษ์ เพื่อจะได้เรื่องราวที่เป็นจริง
 
Mary appeared at Fatima to the three children Lucia and Jacinta and Francisco in 1917 starting on May 13th.The fact that there had been several apparitions reported of Mary over the centuries in the region of Fatima (page 38) lends support to the thought that the three witnesses of Fatima might have been influenced by them to wrongly interpret what they saw.

พระนางมารีประจักษ์ที่ฟาติมาแก่เด็กสามคน คือ ลูเชีย  ยาชินทาและฟรังซิสโก ในปี 1917  เริ่มเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม  ความจริงที่ว่ามีการประจักษ์หลายๆครั้งที่รายงานถึงพระนางมารีหลายศตวรรษแลว ในแถบท้องที่ฟาติมา ( หน้า 38)  ทำให้เกิดแรงสนับสนุนที่ว่า ประจักษ์พยานสามคนแห่งฟาติมา อาจจะได้รับอิทธิพลโดยคนเหล่านั้น ทำให้พวกเขาแปลสิ่งที่เห็นผิดไป
 
                              
7  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / แสงสีตระการตา ต้อนรับคริสต์มาส เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2014, 03:28:06 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม จุมพิต ยิงฟันยิ้ม
                                                                               แสงสีตระการตา ต้อนรับคริสต์มาส

        ชมรมคนโสดคาทอลิกร่วมกับ MSN ขอต้อนรับเทศกาล X-mas พระคริสตสมภพ ปี 2014 ด้วยแสงสีตระการตาจากทั่วทุกมุมโลก  เชิญชมเตรียมต้อนรับพระเยซูกุมาร - ครับ

       เรียนขออภัยจริงๆที่งานโพสต์ครั้งนี้ออกจะห่วย(แตก)  เพราะผลของการเสนอภาพสวยๆจาก MSN นั้น ออกมาใช้ไม่ได้เลย  ขอเรียนตามตรงว่า  อะไรที่เคยทำก็ทำเช่นนั้น  แต่ตอนนี้รู้สึกถึงการป้องกันการลอกข้อมูล หรือภาพหรือ video  นั้น เจ้าของลิขสิทธิ์บางทีก็ปล่อยให้  แต่ส่วนใหญ่จะเข้มงวดกีดกันมิให้คนนำไปใช้ง่ายๆ  นอกจากบางเจ้าที่กรุณายอมให้นำไปเผยแพร่ได้  แต่ก็น้อยลงทุกที

       ผมรู้สึกถึงความไม่ " เก่ง " ในด้านวิชาการคอมพิวเตอร์ พอ ที่จะให้บริการพวกท่านอีกต่อไป  และคงเป็นที่แน่นอนแล้วว่า  น่าจะใกล้เวลาที่ผมคงต้องยุติบทบาทในการ " โพสต์ " ภาพและ video  ได้แล้ว  ต่อไป  คงจะเสนอเพียงบทความที่กรั่นกรองจากแหล่งต่างๆ นำมาเสนอเพื่อประโยชน์พวกท่าน  ส่วนภาพประกอบหรือ video ประกอบนั้น คงจะเลิกล้มไป ก่อนที่จะโดนเจ้าของลิขสิทธิ์เขาฟ้องร้อง และเราก็ผิดจริงๆ  คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้  ได้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย - ครับ.

       ภาพถ่ายสวยงามจากแหล่งต่างๆของโลกวางเรียงตามลำดับดังนี้ :

       ตลาดคริสต์มาส  เวียนนา
       ชาห์ อาลัม สเตเดียม  กัวลาลัมเปอร์
       บ้านพักส่วนตัว เมลเบิร์น
       เพลส เซนต์ แคทเธอรีน, บรัสเซลส์ (2012)
       ทิโวลี การ์เด้นส์, โคเปนเฮเกน (2013)
       ประตูชัยกรุงมอสโก (2014)
       จัตุรัสซินแทกมา, เอเธนส์ (2008)
       โรงแรมแห่งหนึ่ง, โตเกียว (2007)

       เชิญชมภาพสวยงามดังกล่าวได้แล้วครับ

ตลาดคริสต์มาส, เวียนนา (2009)

][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcsGjB_zpsa8d70655.jpg.html]][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcrR51_zps050b2904.jpg.html][/url]

                                                        
บ้านพักส่วนตัว, เมลเบิร์น (2011)                                                                                            

][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBctqQm_zpsc37fc693.jpg.html]][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcspet_zps5777b9e4.jpg.html][/url]

[ ทิโวลี การ์เด้นส์, โคเปนเฮเกน (2013)                                                                

][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcrEDR_zps1098dc35.jpg.html]][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBct6Ge_zps8b09fece.jpg.html][/url]

จัตุรัสซินแทกมา, เอเธนส์ (2008)

][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcsJsn_zpsad313356.jpg.html]][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBct60L_zps486d0df9.jpg.html]][URL=http://s929.pzps486d0df9.jpg[/hotobucket.com/user/peter_vich/media/BBct60L_zps486d0df9.jpg.html][IMG]][/url]

  

          Credit  :  MSN  แสงสีตระการตา  ต้อนรับคริสตมาส
                                                        
8  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา 2 : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2014, 11:49:13 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                           คาสคา 2 : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า

The Novel written by Barry Sadler  --  ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
Translated into Thai by Alan Petervich  April 3, 2014  --  ผู้แปล Alan Petervich


                                                         ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/marius-mules_zps530c2175.jpg.html][IMG]][/url]

หน้า 11

       คาสคาภูมิใจในความสามารถวิทยายุทธเชิงดาบของเขา เป็นพิเศษกับดาบ กลาดิอูส อิแบริอูส (Gladius iberius) ดังที่ทหารบางคนเรียกมันว่า ดาบสั้นโรมัน   โดยส่วนตัว คาสคาไม่คิดว่ามันได้รับการปรับปรุงจากมีดยาวแล่เนื้อของคนฆ่าสัตว์ ที่นิยมกันในกลุ่มชาวไอเบเรียนเสปญ  เขายึดถือทฤษฎีว่า มันมาจากการใช้งานดาบสั้นของนักสู้ด้วยดาบ  ผู้เข้าชมที่สนามต่อสู้ชอบที่จะดูการต่อสู้ที่โปรดปรานในการต่อสู้ประชิดตัว  เพียงการต่อสู้แข่งขันพิเศษจะใช้ดาบยาวแบบที่คนเยอรมันได้รับอนุญาตให้ใช้ได้  สำหรับนายทหารโรมัน ดาบสั้นดีที่สุด  เมื่อทหารโรมันตั้งโล่จัดขบวนเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ดาบสั้นจะง่ายในการแทงลอดเสื้อเกราะของพวกศัตรู  แทงส่วนบนเสื้อเกราะ  และรอบข้างศัตรูเมื่อพวกคนป่าแออัดหนุนเข้ามาปะทะกำแพงมีชีวิตของหน่วยทหาร  บรรดาดาบยาวของพวกคนป่าพุ่งเข้ามาตามแรงส่ง  เมื่อกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันแน่นไปหมด  มันก็จะไม่มีที่ว่างพอที่จะกวัดแกว่งใช้ดาบยาวนั้น

คาสคาหัวเราะในใจเมื่อหวนนึกถึงเจ้าเยอรมันร่างยักษ์คนหนึ่ง สูงอย่างน้อยหกฟุต ซึ่งในการต่อสู้อย่างดุเดือดเลือดพล่าน ฆ่าคนเผ่าของพวกมันเองอย่างน้อยครึ่งโหล โดยการแกว่งดาบยาวขนาดเสาหลักเต้นท์ และด้วยเสียงกู่ก้องสนั่นขอพลังจากโอดีน  ให้มีพละกำลัง  เขาก็เลยถูกฆ่าตายโดยคนทำครัวของหน่วยทหารโรมัน ซึ่งใช้วิธีคืบคลานเข้าไปใต้หว่างขาของคาสคา และแทงทะลุสะดือของเขาด้วยมีดทำครัว แล้วก็กระหืดกระหอบหลบเปิดเข้าสู่ฐานที่มั่นของเขา   เต็มใจทิ้งชัยชนะแก่หน่วยสับประยุทธของนายทหาร

ทหารคนอื่นๆกลับจากอาหารเช้า  ทหารซีเรียสองนาย เกลตันและอัครอน มานั่งตรงข้ามกับคาสคา  เจ้าคนผิวคล้ำโยกตัวไปมามือทั้งสองวางที่หัวเข่าทั้งสองข้าง
“ มันแปลกมากเมื่อวานนี้ “ อัครอนตั้งข้อสังเกต   “ ใช่ไหม คาสคา?”

คาสคาผงกศีรษะ  ทหารซีเรียกล่าวต่อไป
 
“ หลังจากที่ผู้กองทอดลูกเต๋ากับพวกเราแล้วขึ้นนอน  มันน่าสนใจที่พระยิวหลายองค์มาจากวิหารของพวกเขามารังควานและเย้ยหยันหนึ่งในผู้ที่กำลังถูกตรึงกางเขน  ครั้นแล้วคนยิวได้สัญญากับหนึ่งในคนร้ายสองคนว่ามันจะได้ไปกับเขา   ผมไม่รู้ที่ไหนที่พวกมันพูดว่าจะไป  แต่มันน่าสนใจ มิใช่หรือครับผู้กอง?  แต่  ผู้กองคาสคา  ผู้กองไปเรียนพูดภาษายิวที่ไหน ? ผมไม่ทราบเลยว่า ผู้กองจะเข้าใจภาษานี้  อย่าไปคิดถึงเรื่องพูดเลย “  
คาสคาหยุดเช็ดขัดถูเสื้อเกราะ  เงยหน้าขึ้น และพูดเสียงเบาว่า “ ฉันพูดไม่ได้ “

“ แต่ผมได้ยินผู้กองตอบคำพูดของคนยิวเกี่ยวกับการที่พ่อของเขาทอดทิ้งเขา  ผู้กองพูดเป็นภาษาฮีบรูครับ “

คาสคามองตรงเข้าไปในดวงตาของอัครอน และพูดว่า “ ไม่นะ  คนยิวพูดลาตินต่างหาก  ชัดเจนเหมือนที่พวกเรากำลังพูดอยู่นี่แหละ “

ทหารซีเรียอีกคนพูดขึ้นว่า “ ผู้กองและลูกน้องทั้งคู่ผิดหมด  คนยิวเขาพูดภาษาอาราเมอิคครับ  มันเป็นภาษาของหมู่บ้านพื้นเมืองของผม   เขาพูดได้คล่องสมบูรณ์จริงๆครับ “

คาสคายืนขึ้น  คอของเขาขยายตึงขึ้นด้วยความโกรธ  “ พอทีเรื่องนี้  ฉันไม่อยากได้ยินอะไรอีกเกี่ยวกับคนยิวหรือภาษาอะไรที่เขาพูด ฉันไม่สน  มันเสร็จสิ้นไปแล้วและเราจัดการแล้ว  เวลานี้  ขอฉันอยู่คนเดียวก่อนที่ฉันจะยำหน้าพวกแกจนเละนะ “

เมื่อหันไปจากทหารซีเรียทั้งสองนาย  คาสคาเดินออกไปข้างนอกและสวมชุดที่เหลือให้ครบเครื่อง   พลแตรก็พอดีกำลังเป่าแตรปลุก  และบรรดานายทหารกำลังถูกเรียกให้เข้าประจำตำแหน่งชั้นยศของพวกเขาในแต่ละกองร้อย  ทหารแต่ละหนึ่งกองร้อยถูกแยกเป็นสิบหมู่ๆละสิบนาย   คาสคาชอบการวางกำลังของกองทัพโรมัน   ทุกคนและทุกสิ่งอยู่ในที่ของมัน   ทหารหนึ่งร้อยนายเป็นหนึ่ง century – กองร้อย  สองกองร้อยเป็นหนึ่ง maniple – กองพันเล็ก   สามกองพันเล็กเป็นหนึ่ง cohort – กองพัน  และทหารจำนวน  3,600 นายเป็นหนึ่ง legion – กองทัพ   โดยแต่ละกองทัพมีทหารอีกสองกองร้อยเป็นหน่วยบริการ   สมัยเมื่อ Augustus – เอากูสตูส เป็นพระจักรพรรดิ  ทหารโรมันทั้งหมดมี หกสิบกองทัพ  แต่ขณะนี้  หลังรัชสมัยครองราชย์ยาวนานและทรงประสิทธิภาพ  จำนวนกองทัพที่เข้มแข็งลดลงเหลือเพียงสามสิบแปดกอง คอยเฝ้ารักษา Pax Romana – สันติสุขกรุงโรม   กองทัพเป็นราชินีแห่งสงคราม  กองทัพกองใดที่พ่ายแพ้สูญเสียเครื่องหมายอินทรีย์ จะถูกลดเกรดลงตลอดไป จนกว่าเครื่องหมายอินทรีย์จะคืนกลับมา  ได้ยินไหมว่าพระจักรพรรดิเอากูสตูสบีบบังคับพวกปาร์เทียนส์ให้ส่งคืนเครื่องหมายอินทรีย์ที่ยึดไปจากคราสซูสและอันโทนีโอ?
  
ดังนั้น  โดยที่คาสคาดำรงตำแหน่งอยู่  เขารู้สึกความเป็นเอกภาพรอบๆตัวเขา  ความรู้สึกของพละกำลังจากการได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง   ผู้บัญชาการของเขายืนตรงหน้าและเรียกบรรดาทหารให้ระวังตรงและออกคำสั่ง  มาตรฐานถูกยกขึ้นอีก  กองร้อยของคาสคาชักดาบสั้นจากฝักแล้วตีพร้อมกันที่หน้าโล่ห์  พร้อมกับร้องย้ำแล้วย้ำอีกว่า “ Ave , Augustus  Imperator !  Ave !

มันเป็นช่วงนาทีรุ่งโรจน์

คาสคาเกือบลืมคำของคนยิว

เกือบจริงๆ.    
……………………………………………………………………………………………                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        








  
9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ผุดคอนโด 41 ชั้น ที่ดิน รร.เซนต์จอห์น ใกล้ห้าแยกลาดพร้าว เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2014, 08:29:25 PM
 ยิ้ม
                                                             ผุดคอนโด 41 ชั้น ที่ดิน รร.เซนต์จอห์น ใกล้ห้าแยกลาดพร้าว

Kapook.com
โพสต์เมื่อ : 2 พฤศจิกายน 2557 เวลา 09:28:30


                                                         ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/thesaint-residences2_zps5a5c0396.jpg.html][IMG]][/url]

                                                        ภาพตัวอย่างคอนโด เดอะ เซนท์ เรสซิเดนซ์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม และ น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจ

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก thesaint-residences.com

            เซนต์จอห์นแตกไลน์อสังหาริมทรัพย์ งัดที่ดินเก่าโรงเรียนประถมศึกษาเซนต์จอห์นสร้างคอนโด 41 ชั้นใจกลางเมือง ดึงจุดขายทำเลเยี่ยม ใกล้ห้าแยกลาดพร้าว ห้างสรรพสินค้า ติดรถไฟฟ้า

            เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่าได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวจากบริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น ว่า กลุ่มสถานศึกษาเซนต์จอห์นได้แตกไลน์รุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่มีกลุ่มเซนต์จอห์น โฮลดิ้ง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทั้งนี้จะนำที่ดิน 7 ไร่ ริมถนนวิภาวดีฯ ใกล้ห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนประถมศึกษาเซนต์จอห์นมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง เปิดจองอย่างเป็นทางการวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้

             แหล่งข่าวให้ข้อมูลต่อว่า คอนโดมิเนียมดังกล่าวจะใช้ชื่อว่า "เดอะ เซนท์ เรสซิเดนซ์" เป็นคอนโดฯ สูง 41 ชั้น มีทั้งหมด 3 อาคาร รวม 1,534 ยูนิต เฉลี่ยราคายูนิตละ 3.5 ล้านบาท หรือตารางเมตรละกว่า 1.1 แสนบาท หวังเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน มูลค่าการลงทุนประมาณ 4 พันล้านบาท

            ทั้งนี้จุดขายของโครงการดังกล่าวคือเรื่องทำเลที่อยู่ติดถนนวิภาวดีฯ ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีพหลโยธิน ใกล้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว และยูเนี่ยนมอลล์ นอกจากนี้ในอนาคตยังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต อีกด้วย

             ประชาชาติธุรกิจ รายงานข่าวดังนี้ :

             ปั้นแลนด์มาร์กห้าแยกลาดพร้าว งัดที่ดินโรงเรียนเซนต์จอห์น 7 ไร่ ทุ่ม 4 พันล.ผุดแคมปัสคอนโด 41 ชั้น

             updated: 01 พ.ย. 2557 เวลา 13:19:26 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"เซนต์จอห์น" แตกไลน์สู่ดีเวลอปเปอร์รับรถไฟฟ้าใต้ดิน-บีทีเอสสายสีเขียวเข้ม งัดที่ดินโรงเรียนเซนต์จอห์น 7 ไร่ นำร่องพัฒนาคอนโดฯ "เดอะ เซนท์ เรสซิเดนซ์"3 ตึก มูลค่าลงทุนรวม 4 พันล้าน ดีเดย์เปิดจองตึกแรก 15 พฤศจิกายนนี้ สูง 41 ชั้น 700 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.5 ล้านบาท สำรวจซัพพลายห้องชุดโซนห้าแยกลาดพร้าวเหลือขายแค่ 140 ยูนิต เมเจอร์ฯซื้อที่ดินโรงเรียนช่างฝีมือปัญจวิทยาขึ้นคอนโดฯเอ็มจตุจักร

แหล่งข่าวจากบริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กลุ่มสถานศึกษาเซนต์จอห์นได้แตกไลน์รุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่มีกลุ่มเซนต์จอห์น โฮลดิ้ง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยนำที่ดิน 7 ไร่ริมถนนวิภาวดีฯ ใกล้กับห้าแยกลาดพร้าว เดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนประถมศึกษาเซนต์จอห์น มาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองภายใต้ชื่อ "เดอะ เซนท์ เรสซิเดนซ์" เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน มูลค่าลงทุนประมาณ 4 พันล้านบาท เตรียมเปิดจองเป็นทางการ 15 พฤศจิกายนนี้


ขึ้นคอนโดฯสูง 41 ชั้น

สำหรับ รายละเอียดโครงการเดอะ เซนท์ เรสซิเดนซ์ พัฒนาเป็นคอนโดฯสูง 41 ชั้น จำนวน 3 อาคาร รวม 1,534 ยูนิต เริ่มต้นแบบ 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 30 ตารางเมตร ราคายูนิตละ 3.5 ล้านบาท หรือตารางเมตรละกว่า 1.1 แสนบาท เบื้องต้นจะเปิดจองก่อน 1 อาคาร จำนวน 721 ยูนิต เพื่อรอดูผลตอบรับช่วงแรก กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ปกครอง นักเรียน-นักศึกษา ลูกค้าทั่วไปที่ต้องการอยู่อาศัยใกล้รถไฟฟ้าและห้างสรรพสินค้า โดยวันเปิดจองได้จัดแคมเปญให้ลูกค้าที่ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของ โครงการลุ้นรับไอโฟน 6

"ปัจจุบันทำเล 5 แยกลาดพร้าวมีออฟฟิศขนาดใหญ่และคอนโดฯในละแวกใกล้เคียงหลายโครงการ อาทิ สำนักงานใหญ่แบงก์ทหารไทย ออฟฟิศให้เช่าซันทาวเวอร์ คอนโดฯอีควินอกซ์ของกลุ่มเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ฯลฯ รวมถึงสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างสวนจตุจักร เหมาะกับการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่

จุดขายโครงการคือเรื่องทำเลอยู่ ติดถนนวิภาวดีฯและใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินพหลโยธิน 300 เมตร ใกล้ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว และยูเนี่ยนมอลล์ อนาคตรัฐบาลจะก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เพิ่มความสะดวกการเดินทาง"


แยกลาดพร้าวเหลือ 140 ยูนิต

ทั้ง นี้ ผู้สื่อข่าวได้สำรวจภาพรวมคอนโดฯในโซนห้าแยกลาดพร้าว ในรัศมี 700-800 เมตรบวกลบ พบว่าปัจจุบันมีคอนโดฯกำลังเปิดขายไม่ต่ำกว่า 5 โครงการ ราคาตั้งแต่ตารางเมตรละกว่า 8 หมื่น-1.6 แสนบาท มีซัพพลายเหลือขายรวมแค่ 140 ยูนิต

ได้แก่ 1)โครงการซิม วิภา-ลาดพร้าว พัฒนาโดย บมจ.ธนาพัฒน์ พร็อพเพอร์ตี้ดิเวลล็อปเมนท์ ตั้งอยู่ใกล้กับอาคารเล้าเป้งง้วน ห่างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสวนจตุจักร 700 เมตร เปิดตัวเมื่อปี 2554 พัฒนาเป็นอาคารสูง 29 ชั้น กว่า 700 ยูนิต ปัจจุบันมีห้องชุดเหลือขาย 20 ยูนิตสุดท้าย พื้นที่ใช้สอย 49 ตารางเมตรเศษ ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 5.2 ล้านบาท หรือตารางเมตรละ 1.06 แสนบาท

2)โครง การแชปเตอร์วัน เดอะ แคมปัส ลาดพร้าว ซอย 1 พัฒนาโดย บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดตัวต้นปี 2557 เป็นอาคาร 8 ชั้น จำนวน 180 ยูนิต ห่างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพหลโยธิน 350 เมตร ปัจจุบันมีห้องชุดเหลือขาย 10 ยูนิตสุดท้าย พื้นที่ใช้สอย 29 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 2.8 ล้านบาท หรือตารางเมตรละกว่า 9.6 หมื่นบาท

3)โครงการเอ็ม ลาดพร้าว พัฒนาโดย บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัล ห่างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 400 เมตร เป็นอาคารสูง 38 ชั้น จำนวนทั้งหมด 313 ยูนิต ปัจจุบันมีห้องชุดเหลือขายประมาณ 30 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 35 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 5.8 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตารางเมตรละกว่า 1.6 แสนบาท

4)โครงการดิ อิสสระ ลาดพร้าว ห่างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว 300 เมตร พัฒนาโดย บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเม้นท์เปิด ตัวปี 2550 เป็นอาคารสูง 47 ชั้น จำนวน 539 ยูนิต ปัจจุบันมีห้องชุดเหลือขาย 10 ยูนิตสุดท้าย แบบ 2 ห้องนอน 104 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 8.6 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตารางเมตรละกว่า 8.2 หมื่นบาท

และ 5)โครงการแอ็บสแตร็กส์ พหลโยธินพาร์ค ของ บจ.บีทีเอส แอสเสทส์ ที่เพิ่งถูก บมจ.แนเชอรัลพาร์คควบรวมกิจการเมื่อเร็ว ๆ นี้ เปิดตัวปี 2553 เฟสแรก 1 อาคาร จากทั้งหมด 3 อาคาร เฟสแรกเป็นตึกสูง 34 ชั้น จำนวน 1 พันยูนิตเศษ ปัจจุบันมีห้องชุดเหลือขาย 70 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 38 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 3.4 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตารางเมตรละ8.9 หมื่นบาท


เมเจอร์ฯซื้อโรงเรียนขึ้นคอนโดฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะที่ บมจ.เมเจอร์ฯเป็นผู้ประกอบการโครงการในละแวก 5 แยกลาดพร้าวมากที่สุดถึง 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 8 พันล้านบาท นอกจากโครงการเอ็มลาดพร้าว ล่าสุดได้ซื้อที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนช่างฝีมือปัญจวิทยา จำนวน 4 ไร่ ในราคาตางรางวาละประมาณ 3 แสนบาท

โดย บมจ.เมเจอร์นำที่ดินแปลงดังกล่าวเปิดตัวคอนโดฯ "เอ็มจตุจักร" เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นตึกสูง 32 ชั้น และ 34 ชั้น รวม 864 ยูนิต ปัจจุบันปิดการขายแล้ว ส่วนโครงการคอนโดฯอีควินอกซ์ พหล-วิภา ที่เปิดตัวปี 2553 จำนวน 490 ยูนิต ปัจจุบันปิดการขายแล้วเช่นกัน

ส่วน ความเคลื่อนไหวการพัฒนาโครงการใหม่ในทำเลดังกล่าว ล่าสุด บมจ.แสนสิริ และ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิงส์ ประกาศร่วมทุนพัฒนาคอนโดฯแนวรถไฟฟ้าที่มีมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท เตรียมนำที่ดิน 5 ไร่ ใกล้บีทีเอสหมอชิต พัฒนาเป็นคอนโดฯจำนวน 900 ยูนิต มูลค่าโครงการเกือบ 6 พันล้านบาท

          Credit  :  Facebook
                        ประชาชาติธุรกิจ
                        www.prachachat.net  
                        Kapook.com
10  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ปีศาจ ซาตานและลูซีแฟร์ อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งสร้างทั้งสาม เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2014, 12:07:04 AM
 ยิ้ม ฮืม
                                                            ปีศาจ ซาตานและลูซีแฟร์ อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งสร้างทั้งสาม
                                                    The Devil, Satan, and Lucifer: What's the Difference Between the Three?

http://www.theliberatedmind.com/
Posted 28th September 2014  by Dante McAuliffe

EDIT: คำแก้ไข

       This post has become one of my most popular posts. I understand that the nature of the subject matter contained within this post is controversial; however, I have been accused of conducting shoddy, unfounded research by a few people (unsurprisingly, most of the people who "disagree" with this post are zealous Christians). I will therefore quickly address some of the negative comments I've received in response to this post.

       ข้อความที่เสนอลงในเว็บไซต์นี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาข้อเขียนที่แพร่หลายมากที่สุด   เราเข้าใจว่า ธรรมชาติของเรื่องตามหัวข้อที่บรรจุอยู่ภายในข้อเขียนเสนอนี้ เป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่   อย่างไรก็ดี  เราเองถูกกล่าวหาว่านำการวิจัยที่กำมะลอ ยังไม่เคยมีใครพบจากใครบางคน ( ไม่ต้องแปลกใจ  คนส่วนใหญ่ซึ่ง “ ไม่เห็นด้วย “ กับข้อเขียนนี้คือคริสตชนที่ศรัทธาแก่กล้า )  ดังนั้น เราจะกล่าวเร็วๆถึงคำวิพากษ์วิจารณ์เชิงปฏิเสธบางข้อความที่เราได้รับในการตอบต่อข้อเขียนนี้.

       One, people say this article has no sources. This is partially true, and I admit that at the time this article was published I lazily linked back to Wikipedia pages. HOWEVER, 99% of actual content contained within the article can be sourced back to non-Wikipedia pages. I linked to Wikipedia so that readers may visit the site for a general discussion of the topics and hopefully research the topics further on their own. People seem to forget that although Wikipedia itself is a second-hand site, it links back to first-hand sites. Those are the sites I use to conduct deeper research. My intent with this article was to show that the devil, Satan, and Lucifer are actually three separate ideas or beings, and I did that through much reading, study, and research. I will leave it up to you to conduct your own research.

       หนึ่ง  ประชาชนกล่าวว่า บทความนี้ไม่มีแหล่งที่มา   ข้อเขียนนี้จริงเพียงบางส่วน  และเรารับว่า ณ เวลาที่บทความนี้ถูกตีพิมพ์ เราลิงค์อย่างอืดอาดกลับไปหาหน้าข้อความของวิกิเปเดีย   อย่างไรก็ดี  99 % ของเนื้อหาซึ่ง ณ เวลานี้ มีอยู่ในบทความนั้น สามารถอ้างแหล่งข้อมูลกลับไปที่หน้าวิกิเปเดียทั้งนั้น   เราโยงไปถึงวิกิเปเดีย เพื่อท่านผู้อ่านอาจสามารถเข้าเยี่ยมที่อยู่  สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ทั่วไปในหัวข้อดังกล่าว และค้นคว้าอย่างมีความหวังในหัวข้อต่างๆขยายออกไปด้วยตนเอง   ประชาชนดูเหมือนลืมไปว่า แม้วิกิเปเดียเองก็เป็นสถานที่ตั้งมือสอง   มันโยงกลับไปหาที่ตั้งมือแรกอยู่ดี   ที่ว่านั้นก็คือแหล่งข้อมูล ที่เราทำการวิจัยลึกลงไปกว่านี้   ความตั้งใจของเราที่เสนอข้อเขียนนี้ก็คือ ต้องการแสดงว่า  ปีศาจ  ซาตาน และลูซีแฟร์ ณ เวลาขณะนี้ เป็นความคิดหรือสิ่งสร้างสามอย่างต่างกัน  และเราได้ทำความเห็นนี้อาศัยการอ่าน  การศึกษาและการวิจัยมากมาย   เราจะละไว้ให้พวกท่านได้ทำการวิจัยของท่านเอง.

       Two, to those believers who simply cannot fathom that this article could be true. You are simply in no state of mind to make that judgement. As someone who has been indoctrinated with a certain belief system since a young age, it is only natural that you will challenge that which goes against your belief system. However, were you to let go of the dogmatic and mentally oppressive beliefs you posess for only a few minutes, you would see that the historical evidence (a word that has lost meaning for most theists) supports the content of this article. If you read any of my other posts you know I "believe" in a higher power. However, there are certain indisputable facts (addressed in this article) that shatter the entire foundation upon which the modern religion known as Christianity is built. What you are left with is "faith." What this article addresses is fact. Faith is good. Blind faith in something that has been disproven on countless occasions is dementia.

       สอง   สำหรับผู้เชื่อเหล่านั้น ที่ไม่สามารถหยั่งลึกว่าบทความนี้น่าจะเป็นความจริง  พวกท่าน เพียงวางสถานะของจิตใจมิให้ต้องตัดสินใจ  เหมือนบางคนที่ได้รับการสั่งสอนให้ซึมซับด้วยระบบความเชื่อที่แน่นอนตั้งแต่อายุวัยรุ่น  มันก็เป็นธรรมดาที่ว่าท่านจะท้าทายว่า สิ่งไหนขัดต่อระบบความเชื่อของท่าน    อย่างไรก็ดี  หากท่านลองวางความเชื่อที่ถูกกดดันทางวิขาการและทางจิตที่ท่านเชื่อถือเป็นเวลาสักสองสามนาที  ท่านก็อาจจะเห็นว่า ประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ ( คำที่สูญเสียความหมายสำหรับกลุ่มเทวนิยม ) สนับสนุนเนื้อหาของบทความนี้   ถ้าท่านอ่านอ่านข้อเขียนอื่นๆของเรา ทานคงรู้ว่า เรา “ เชื่อ “ในพลังอำนาจที่สูงกว่า   อย่างไรก็ดี  มีความจริงที่โต้แย้งไม่ได้บางข้อ ( ที่กล่าวในบทความชิ้นนี้ ) ที่บดฐานรากทั้งครบซึ่งศาสนาสมัยใหม่ที่รู้จักกันในชื่อคริสตศาสนาวางรากฐานไว้นั้น ให้แตกละเอียดไป    อะไรที่เหลือไว้ให้ท่านก็คือ “ ความเชื่อ “    อะไรที่บทความนี้กล่าวถึงก็คือความจริง   ความเชื่อเป็นสิ่งที่ดี   ความเชื่อแบบมืดบอดในบางเรื่องที่ถูกพิสูจน์หักล้างแล้วในโอกาสต่างๆนับไม่ถ้วนนั้น เป็นโรคจิตเสื่อม

Thank you, and thanks for reading. ขอบคุณ   และขอบคุณที่อ่าน
The Devil, Satan, and Lucifer.         ปีศาจ  ซาตาน และ ลูซีแฟร์

      We use these terms interchangeably when referring to the evil opposer of God. But do they really all mean the same thing?

       พวกเราใช้คำสามคำนี้แทนกันเมื่ออ้างอิงถึง ไอ้ความชั่วร้ายต่อสู่พระเป็นเจ้า  แต่  จริงๆแล้ว คำทั้งสามทั้งหมดนี้หมายถึงสิ่งเดียวกันหรือ ?

Not at all. ไม่ทั้งหมด

       People used to understand the difference between them, but over time, the real meanings of these three terms have all been morphed into one idea. You will not learn the real meanings behind these terms at church, nor will you learn the real difference between Satan, Lucifer, and the devil on sites like Christianity.com. Most likely, you'll live your life thinking that the devil, Satan, and Lucifer are basically the same thing. But we are truth seekers, and we know that this is not true. There is indeed a difference between Satan, Lucifer, and the Devil. Unfortunately, these differences have been obscured, lost in translation, or misinterpreted. Here, we will learn the real differences between these three terms.

       ประชาชนคนทั่วไป เคยเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างคำเหล่านี้  แต่พอเวลาล่วงไป  ความหมายที่แท้จริงของคำสามคำนี้ ได้คละเคล้าลักษณะความเข้าใจเข้ามาเป็นสิ่งเดียว   ท่านจะไม่ทราบความหมายที่แท้จริงหลังสามคำนี้ ที่วัด  หรือทั้งจะไม่ทราบความแตกต่างที่แท้จริง ระหว่าง ซาตาน  ลูซีแฟร์ และ ปีศาจ ตามเว็บไซต์เช่น Christianity.com   ดูเหมือนจะเป็นว่า  ท่านจะดำเนินชีวิตของท่านโดยคิดว่า ปีศาจ  ซาตาน และลูซีแฟร์ โดยพื้นฐานเป็นสิ่งเดียวกัน   แต่เพราะเราเป็นผู้แสวงหาความจริง  และเรารู้ว่าข้อนี้ไม่จริง   มีความแตกต่างจริงๆ ระหว่างซาตาน  ลูซีแฟร์ และปีศาจ   โชคร้าย  ความแตกต่างเหล่านี้คลุมเครือไม่เด่นชัด  ไม่พบคำแปล  หรือถูกตีความผิดๆ   ที่นี่  พวกเราจะทราบความหมายที่แท้จริงระหว่างคำศัพท์ทั้งสามนี้. 

       First off, let's take a look at "the Devil." The word "devil" comes from the Greek word "diabolos," which means "slanderer" or "accuser."

       ก่อนอื่น  ให้เราดูคำว่า “ ปีศาจ –  the Devil”  คำ “ devil “ มาจากศัพท์ภาษากรีก “diabolos” ซึ่งหมายถึง  “ ผู้ให้ร้าย “  หรือ “ ผู้กล่าวหา “

       The word "Satan" comes from the Hebrew word "(ha-)Satan," meaning "(the) adversary" or "(the) opposer." The word "ha" is a definite article meaning "the."

       คำ “ Satan – ซาตาน “ มาจากคำภาษาฮีบรู “ (ha-)Satan” หมายความว่า “ adversary – ผู้เป็นปฏิปักษ์ “ หรือ “(the)opposer – ผู้อยู่ตรงข้าม “   คำ  “ha” เป็นคำนำหน้านามเฉพาะเจาะจงตรงกับ article “the”

       Finally, the word "Lucifer" comes from the Latin word "lux-fer," which means "bringer/bearer of light."

       สุดท้าย  คำ “Lucifer”มาจากคำลาติน “lux-fer” ซึ่งหมายถึง “ bringer/bearer of light – ผู้นำมา/ผู้ถือแสงสว่าง “

       Now that we know the etymological history behind these three terms, let's look at how their original meanings have been distorted.

       ตอนนี้วกเรารู้ประวัติทางนิรุกติศาสตร์เบื้องหลังคำสามคำนี้แล้ว  ให้เรามาดูว่าความหมายแรกเริ่มของคำเหล่านี้ถูกบิดเบือนไปอย่างไร

       When the Hebrew Bible was translated into Greek (in a text known as the Septuagint), the word "ha-Satan" was translated as "diabolos." This term was not used to refer to one specific entity, nor did the Hebrew "ha-Satan" specifically refer to "The Devil" or "Satan." The term was used for many different opposers and adversaries (both man and divine) of God and God's people. The use of the definite article "ha" signifies that"satan" is the TITLE of a being, not the NAME of a being as it is most commonly used today.

       เมื่อพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูถูกแปลเป็นภาษากรีก ( ในตำราที่รู้กันในชื่อ Septuagint)  คำ “ha-Satan” ได้รับการแปลว่า “diabolos”  คำนี้ไม่เคยถูกนำมาอ้างอิงถึงสิ่งสร้างพิเศษใด  และคำฮีบรู “ha-Satan” ไม่เคยอ้างอิงเป็นพิเศษถึง  “The Devil”หรือ “Satan”   ศัพท์คำนี้ถูกใช้สำหรับผู้อยู่ตรงข้ามและปรปักษ์ต่างๆมากมาย ( ทั้งมนุษย์และพระ)ของพระเป็นเจ้าและประชากรของพระองค์  การใช้ definite article “ha”แสดงว่า “satan” เป็น TITLE – ( คำเรียกสิ่งสร้าง)  ไม่ใช่ NAME – ( ชื่อของสิ่งสร้าง ) ดังที่ใช้กันเป็นปกติทุกวันนี้

       The TITLE ha-Satan is used thirteen times in the Hebrew Bible: ten times in the Book of Job and three times in the Book of Zechariah. In the Book of Job, ha-Satan is the title of one of the lower gods in the Divine Council over which the high god Yahweh presides (yes...there is indeed more than one god in Christianity), and in this context, the term is often translated as "the prosecutor." This prosecutor is charged by Yahweh to tempt humans to test their faith to Yahweh, and Job becomes one of the men whose faith is tested.

       TITLE ha-Satan ใช้สิบสามครั้งในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู  สิบครั้งในหนังสือ โยบ และสามครั้งในหนังสือ เศคาริยาห์  ในหนังสือโยบ  ha-Satan เป็นชื่อของหนึ่งในพระระดับล่างในสภาสวรรค์ ซึ่งพระยาเวห์พระเจ้าระดับสูงเป็นประธาน (ใช่...จริงๆมีพระเจ้ามากกว่าหนึ่งองค์ในคริสต์ศาสนา )   และในบริบทนี้  ศัพท์คำนี้บ่อยมากที่แปลว่าคือ “ the prosecutor – ผู้ดำเนินการฟ้องร้อง”   ผู้ดำเนินการฟ้องร้องนี้แต่งตั้งโดยพระยาเวห์ เพื่อล่อใจมนุษย์ เพื่อทดสอบความเชื่อของพวกเขาต่อพระยาเวห์  และโยบได้กลายเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นที่ความเชื่อได้รับการทดสอบด้วย.

       Additionally, the Hebrew word "Satan" is used ten more times in the Hebrew Bible. This word is only translated as a name twice in the King James version:

       เพิ่มเติม  คำฮีบรู “Satan” ถูกใช้อีกสิบครั้งในพระคัมภีร์ฮีบรู   คำนี้แปลเป็นชื่อสองครั้งในพระคัมภีร์ฉบับ King James

 


             
11  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ลัทธิบูชาซาตาน -- Satanism Cult เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2014, 09:41:38 PM
 ยิ้ม
              มีสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตจากรายการสิ่งที่ผู้นิยมลัทธิต่างๆกระทำกัน นั่นก็คือ ยังมีพิธีกรรมบางอย่างที่คนในสมัยนี้กระทำกัน ความกระหายใคร่รู้มิได้หยุดอยู่แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนาบางแห่งเท่านั้น ซึ่งหลายประเทศยังคงเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติเพราะการขาดพื้นฐานทางด้านการศึกษาที่ดี หรือไม่ก็ขาดความสนใจอย่างถ่องแท้ในการเรียนประวัติศาสตร์
เป็นไปไม่ได้ที่จะมองข้ามสิ่งนี้เพราะเป็นกลุ่มที่มีคนไม่มากหรือไม่เป็นอันตรายกับส่วนใหญ่ ความกลัวที่ลัทธินี้และพวกบูชาซาตานได้ก่อขึ้นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แม้จะเป็นเพียงความสนใจใน “ดวงดาว” ที่ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ ตามที่พวกโหรอ้างว่าสามารถบอกรูปแบบของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตคนได้   สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ก่อให้เกิดอันตรายได้พอๆกัน ชะตาชีวิตของคนเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของดวงดาวหรือสิ่งอื่นใดเลย
 
       แล้วความคิดเรื่องขั้วอำนาจที่อยู่ตรงข้ามกันนี้มีที่มาจากไหน สำหรับผู้ที่เชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติอันมีที่มาจากสิ่งชั่วร้าย ความเชื่อนี้ให้คำตอบแก่พวกเขาว่าทำไมในโลกนี้ถึงมีความเลวร้ายและสิ่งชั่วร้ายมากมายนัก เขาจึงสามารถหลีกหนีความรับผิดชอบที่ทำให้โลกนี้เป็นสถานที่ที่เลวร้าย และไม่ว่าจะเกิดในกรณีใดๆก็ตาม เขาจะบอกเราว่าชีวิตนี้เป็นแค่การเตรียมตัวไปสู่โลกของวิญญาณเท่านั้น
 
กำเนิดมาร
       ความคิดเช่นนี้ชวนให้เราถามคำถามพื้นๆเกี่ยวกับมนุษย์ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์และสิ่งที่รอบๆตัวมนุษย์ และคำเห็นของพระองค์ต่อมนุษย์ก็คือผลตัดสินต่อทฤษฎีต่างๆไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม
 
       จริงเช่นนั้นหรือ ตัวอย่างเช่น ตามที่ผู้เชื่อในลัทธิเหล่านั้นอ้างว่าพลังชั่วร้ายเป็นผู้รับผิดชอบความชั่วร้ายทั้งมวลที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ พระคัมภีร์ปฏิเสธความเข้าใจนี้อย่างสิ้นเชิง แต่กลับอธิบายตรงๆว่าความรับผิดชอบทั้งหมดขึ้นอยู่กับมนุษย์ทั้งสิ้น โปรดลองพิจารณาข้อพระธรรมต่อไปนี้
 
       “พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดินและทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจของเขาล้วนเป็นเรื่องร้ายเสมอไป” (ปฐมกาล 6:5)
 
       “จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมดมันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียวผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า” (เยเรมีย์ 17:9)
 
       “ความคิดชั่วร้ายการฆ่าคนการผิดผัวผิดเมียการล่วงประเวณีการลักขโมยการเป็นพยานเท็จการใส่ร้ายก็ออกมาจากใจ”
(มัทธิว 15:19)
 
          มนุษย์ไม่อาจปัดความรับผิดชอบโดยการโทษสิ่งอื่นๆนอกเหนือจากตัวเขาเองได้ หากไม่อยู่ในสายตาใครๆ สิ่งเย้ายวนกลับมีแรงดึงดูดมหาศาลให้ทำสิ่งผิด ซึ่งให้ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อต้องหนีจากการกระทำผิดๆที่เราก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของเราเอง เรายอมปล่อยตัวเองไปมากกว่าที่จะยอมสู้ทนกับบางสิ่งเพื่อใครบางคนด้วยความอดทน การทดลองใจนี้เกิดขึ้นจากภายในเรา และก่อตัวขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นภายนอกใดๆ  พระเยซูทรงอธิบายว่าเมื่อเรายอมปล่อยให้ความคิดชั่วร้ายเข้าครอบคลุมใจ ใจเราก็จะถูกชักจูงไปหาความรุนแรงและการทำลายชีวิตอื่น และความปรารถนาอันมิอาจควบคุมนั้นก็นำไปสู่การขโมยและการกระทำผิดทางเพศ (มัทธิว 5:21-28) ถูกแล้ว พระคัมภีร์กล่าวไว้ถูกต้องแล้วที่ว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน
 
ความบาปและความตาย
       แต่พระเจ้าไม่ได้ทิ้งมนุษยชาติให้เป็นไปตามวิถีแห่งกระแสกรรมชั่วโดยมิได้เปิดเผยหนทางออกจากปัญหา หรือโดยมิได้ทรงบอกเล่าถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมีเพื่อช่วยโลกไว้จากกรรมชั่วที่มนุษย์นำมาสู่โลก เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลก ยังไม่มีความชั่วร้ายใดๆบนแผ่นดิน ทุกอย่างยังคงสภาพ “ดีนัก” (ปฐมกาล 1:31) แต่เมื่อชายและหญิงคนแรกตัดสินใจที่จะไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้าและทำสิ่งต่างๆเพื่อความสุขของพวกเขามากกว่าขององค์พระผู้เป็นเจ้า ชีวิตอันมีขีดจำกัดจึงกลายเป็นกฏพื้นฐานในธรรมชาติของพวกเขาไป ก่อนหน้าที่ทั้งสองจะปฏิเสธพระผู้สร้างของพวกเขา อาดัมและเอวาเคยมีชีวิตที่เป็นสุขและเป็นอมตะ แต่ความหวังนี้กลับต้องสูญสิ้นไปเมื่อพวกเขาถูกขับออกจากสวนเอเดนเพราะการไม่เชื่อฟังของพวกเขาเอง พวกเขาถูกกำหนดให้ต้องตายอันเป็นจุดสิ้นสุดของปุถุชน
 
       ลูกหลานของพวกเขาก็ต้องรับสถานการณ์อันเดียวกันนี้ด้วย คือ จะมีร่างกายที่ไม่เป็นอมตะ ต้องหากินบนแผ่นดินอย่างลำบาก มีแนวโน้มที่จะกระทำบาปอยู่เสมอและต้องพบเจอกับการทดลองใจอยู่เป็นนิตย์ ไม่เว้นแม้ชายหรือหญิงคนใด ผลก็คือโลกนี้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย และชายหญิงทุกคนต้องจบชีวิตลงโดยปราศจากข้อยกเว้น
 
       แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงตั้งหน้าทำบาปกันต่อไปราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหลอกเด็ก ราวกับว่าชีวิตจะคงอยู่อย่างนี้ไปตลอด แม้จะมีหลักฐานมากมายมนุษย์ก็ยังคงเชื่อว่ามีชีวิตที่เป็นอมตะอยู่แน่ๆ ถ้าไม่ได้หมายถึงร่างกาย ก็คงหมายถึงวิญญาณ ช่างเป็นความคิดที่ฟังดูดีแต่เราจะหลอกตัวเองหากเราเชื่อเช่นนั้นจริงๆ คำกล่าวของนักปราชญ์ในเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพของคนใกล้ตายนั้นชวนสยองมาก แต่ลึกๆลงไปแล้ว ทุกคนก็ทราบดีว่าที่กล่าวไว้เป็นความจริง
 
       “คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลยเขาหาได้รับรางวัลอีกไม่ ด้วยว่าใครๆก็พากันลืมเขาเสียหมด ความรักของเขาไม่น้อยกว่าความชัง และความอิจฉาของเขาได้สาปสูญไปตามกันนานแล้ว ในบรรดาการที่บังเกิดขึ้นภายใต้ดวงอาทิตย์เขาทั้งหลายหามีส่วนร่วมอีกต่อไปไม่” (ปัญญาจารย์ 9:5, 6)
 
      คนตายไม่มายุ่งเกี่ยวกับคนเป็น และคนเป็นก็ไม่อาจติดต่อกับคนตายได้ เพราะไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว “มันก็ตายและกลับเป็นผงคลี” (สดุดี 104:29) ความจริงที่เป็นพื้นฐานนี้มีความนัยที่สำคัญหลายประการต่อผู้ที่เชื่อในโลกแห่งวิญญาณ และต่อผู้ที่คิดว่าข้อความต่างๆสามารถถูกส่งไปมาระหว่างยมโลกกับโลกนี้ หรือมีคนที่รับสารจากยมโลกได้
       ใครก็ตามที่ฝากความหวังไว้ในระบบความเชื่อเช่นนั้นก็เท่ากับกำลังหลอกตัวเอง สิ่งเดียวที่เราจะเรียนจากคนตายได้ก็คือหากปราศจากการแทรกแซงของพระเจ้าแล้ว ความตายถือเป็นที่สิ้นสุดของคนเราและไม่มีใครอาจหนีพ้นจากความตายได้ กระนั้นเองแม้แต่ผู้ที่เชื่อว่าตนเองเป็นผู้เชื่อและศึกษาพระคำของพระเจ้า ก็ยังให้ภาพที่ตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็น
การขาดความรู้และความเคารพในพระเจ้าและคำสอนของพระองค์น่าจะก่อให้เกิดความกังวลอันใหญ่หลวง พระเจ้าไม่เหมือนมนุษย์ที่อาจทำผิดได้ เราไม่อาจเลือกเชื่อเพียงบางสิ่งที่พระองค์ทรงเปิดเผยและปฏิเสธสิ่งอื่นๆจากพระคำของพระองค์ ดังเช่นที่เรากระทำกับมนุษย์ผู้ทำผิดได้เสมอ เราต้องยอมรับทุกสิ่งหรือไม่ก็ปฏิเสธพระองค์ไปเลย การปฏิเสธคำสอนเกี่ยวกับธรรมชาติและชะตากรรมของมนุษย์ ก็คือการปฏิเสธพระสัญญาของพระเจ้าในเรื่องการทรงไถ่ให้พ้นจากบาปและความตาย การเชื่อว่ามีบางสิ่งในโลกที่พระเจ้ามิได้ทรงสร้างขึ้นหรือเชื่อในบางสิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่พระองค์ทรงเปิดเผยถือเป็นการลดทอนสิทธิอำนาจของพระองค์ พระเยซูทรงอ้างว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดีในแผ่นดินโลกก็ดี” พระบิดาได้ทรงมอบไว้แก่พระองค์แล้ว (มัทธิว 28:18)    คำกล่าวอ้างนี้คงไม่เป็นจริงหากว่ามีอีกผู้หนึ่งที่ควบคุมอำนาจชั่วทั้งมวลอยู่ด้วยอีกคน
 
       มีเนื้อความที่น่าสนใจในคำทำนายของอิสยาห์ พระเจ้าทรงตรัสกับกษัตริย์แห่งเปอร์เซียผู้ซึ่งทรงเชื่อในพระเจ้าสององค์ที่มีอำนาจเท่าๆกัน คือพระเจ้าแห่งความดีและพระเจ้าแห่งความชั่ว แห่งแสงสว่างและแห่งความมืด เพื่ออธิบายว่าพระเจ้าของอิสราเอลคือพระผู้เป็นเจ้าของโลกนี้ พระองค์ทรงตรัสว่า
 
       “เราเป็นพระเจ้าและไม่มีอื่นใดอีกนอกจากเรา...เราปั้นความสว่างและสร้างความมืด เราทำโชคและสร้างวิบัติ เราคือพระเจ้าผู้กระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น” (อิสยาห์ 45:5-7)
 
ผู้สร้างความชั่ว
       หากเป็นดั่งที่พระธรรมเล่มอื่นได้แสดงไว้ นั่นคือ มนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบต่อความชั่วร้ายทั้งมวลที่หยั่งรากอยู่บนโลกใบนี้และมนุษย์มิอาจโทษสิ่งอื่นใดได้ แล้วพระเจ้าอ้างพระองค์ว่าเป็นผู้ก่อหายนะหรือผู้สร้างความชั่วร้ายได้อย่างไรกัน ผู้เผยพระวจนะอาโมสกล่าวว่า “จะมีภัยตกอยู่ในเมืองหนึ่งเมืองใดหรือ นอกจากว่าพระเจ้าทรงกระทำเอง”
(อาโมส 3:6)   
 
       เราต้องเข้าใจความหมายของประโยคนี้อย่างถ่องแท้ ในบริบทของพระคัมภีร์ ความชั่วร้ายเป็นผลพวงของความบาป มันมิใช่ความบาปเอง และมิใช่สาเหตุของความบาปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การตอบสนองของพระเจ้าต่อความบาปนั้นมีจุดประสงค์ที่ซ้อนกันอยู่ถึงสองอย่าง คือ เพื่อเปิดเผยว่าความบาปจริงๆแล้วนั้นคือการไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า และเพื่อสอนคนบาปให้เห็นคุณประโยชน์ของการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ อย่างที่เราได้ทราบกัน การที่มนุษย์ต้องเดินทางเข้าสู่แผ่นดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้หนาม  โรคภัยและความทุกข์ ความเจ็บปวดและความตาย ก็เป็นเพราะบาปประการแรกของมนุษย์เมื่อเขาได้ละเมิดกฏของพระเจ้า มนุษย์จึงตกเป็นผู้ที่กระทำผิดทางศีลธรรม แต่ผลทางกายภาพคือพระเจ้าทรงสาปพวกเขาเพราะการที่พวกเขาละเมิดคำสั่งนั้น เพื่อให้เขาจดจำถึงความดื้อดึงของตัวเองไว้เสมอ  ต่างจากแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังอำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งสนับสนุนให้ชายหญิงกระทำสิ่งบาปชั่ว พระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดให้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งล่อลวงมนุษย์ให้ทำบาป พระเจ้ามิได้ทรงประสงค์ให้มนุษย์ต้องตาย พระองค์ต้องการให้มนุษย์มีชีวิต “ทรงมีพระประสงค์ให้คนทั้งปวงรอด” อัครสาวกเปาโลกล่าวว่าไว้ (1ทิโมธี 2:4) ความชั่วปรากฏขึ้นในโลก มิใช่เพื่อล่อลวงชายหญิงให้ต่อต้านพระเจ้า แต่เพื่อเตือนพวกเขาให้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองการฝ่าฝืนพระคำและความบาปว่าเป็นเช่นไร และจะนำไปสู่สิ่งใด โดยธรรมชาติแล้วพวกมันเป็นสิ่งที่นำหน้าความหายนะและความตาย นอกเหนือจากการที่เป็นโทษอันสาสมแห่งการไม่เชื่อฟังแล้ว ความชั่วร้ายและหายนะเกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนให้เกิดสิ่งที่ประเสริฐกว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนวิถีทางแห่งความดี มิใช่ความชั่ว
 
ผู้สร้างสันติ
       พระเจ้าทรงเป็นผู้ปั้นความสันติไว้ มนุษย์สามารถเรียนรู้จากพระองค์เท่านั้น ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ประเสริฐในสายพระเนตรพระเจ้า ซึ่งเขาต้องทำและเขาจะอดทนต่อสิ่งต่างๆที่มาล่อลวงได้อย่างไร พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงขจัดโลกที่เกี่ยวข้องกับความบาป
“ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้และการเจ็บปวด จะไม่มีอีกต่อไปเพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (วิวรณ์ 21:4)
 
       พระสัญญานี้เกี่ยวข้องกับพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรของพระองค์ เพราะพันธกิจของพระเยซูช่วยเปิดเผยสิ่งที่ไม่ถูกต้องในระบบความเชื่อต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณหรือโลกอื่นที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสิ่งที่ไม่เข้ากับวิถีทางของพระเจ้า
 
       “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน จากพี่น้องของท่าน  ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา” (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15) 
 
       ชนชาตินี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติทั้งหลายอันมีมลทินของพวกคนที่ไม่นับถือพระเจ้าที่อาศัยอยู่รอบข้าง เพราะพระเจ้าทรงสัญญาว่าจะตรัสกับพวกเขาในหนทางที่พิเศษมาก และจะทรงเปิดเผยพระองค์เองแก่พวกเขาด้วยวิธีการของพระองค์ พระองค์จะทรงส่งผู้เผยพระวจนะมาคนหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งจะกล่าวพระคำของพระองค์ นำคนให้เข้าใจอดีต อธิบายถึงสถานการณ์ปัจจุบัน และเปิดเผยถึงอนาคตที่เป็นไปได้ของเขา
 
เฉกเช่นพี่น้องของเขา
       ผู้เผยพระวจนะคนดังกล่าว หมายถึงพระเยซูคริสตเจ้า พระองค์ทรง “ต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง” (ฮีบรู 2:17) ในแง่ที่ว่าพระองค์ทรงมีสภาพทางร่างกายเหมือนๆกับมนุษย์ทุกประการ พระองค์ทรงรู้จักสิ่งล่อลวงต่างๆที่ทำให้มนุษย์เป็นทุกข์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พระองค์อายุมากขึ้น ทรงเหนื่อยล้าและเจ็บปวด และทรงสิ้นพระชนม์ ในเรื่องเหล่านี้พระองค์ทรงเป็นเหมือนคนอื่นๆที่เคยมีชีวิตอยู่ แต่จะมีความแตกต่างที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือ ขณะที่คนอื่นๆไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์กลับเชื่อฟังพระเจ้าเสมอ  คนทุกคนได้กระทำผิดและทำบาป แต่พระเยซูมิได้ทรงกระทำเช่นนั้นเลย แม้ว่าพระองค์จะอยู่ในสถานการณ์ของโลกซึ่งเป็นผลของความบาปครั้งแรก พระองค์ทรงพิสูจน์แล้วว่าทรงสมควรกับสิ่งที่ประเสริฐกว่า หากความตายคือการตัดสินของพระเจ้าต่อบาปของเรา ชีวิตที่เชื่อฟังของพระเยซูสำแดงให้เห็นว่าแม้พระองค์จะทรงยอมตายอย่างเต็มพระทัยตามพระบัญชาของพระเจ้า พระองค์ก็ไม่สมควรจะต้องตายเหมือนคนอื่นๆ  พระเจ้าจึงทรงชุบพระองค์ขึ้นจากความตาย “เพราะว่าความตายจะครอบงำพระองค์ไว้ไม่ได้” (กิจการ 2:24)   
 
       ฉะนั้นพระองค์จึงทรงเป็นหนทางรอดจากบาปและความตายสำหรับผู้ที่เชื่อพึ่งในชัยชนะของพระองค์  โมเสสบอกอิสราเอลว่าพระเจ้าจะส่งคนผู้หนึ่งมาซึ่งเป็นผู้ที่พวกเขาต้องฟัง “ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา” สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากการปฏิบัติของชนชาติที่อยู่รายรอบ พระคำของพระเจ้าเป็นแสงสว่างที่ส่องให้ชายหญิงได้เห็นชีวิตแบบที่ควรค่ากับพวกเขา (สดุดี 119:105) พระเยซูทรงเป็นความสว่างของมนุษย์ (ยอห์น 1:4) เป็นความสว่างของโลก (ยอห์น 8:12) การเชื่อลัทธิซาตาน ปีศาจและแม่มดเป็นศาสตร์มืดและลึกลับ พระเจ้าทรงส่งพระเยซูมาเป็นแสงสว่างส่องทางแม้จะอยู่ในอุโมงค์มืดของพวกเขา และจะทรงเปิดเผยความผิดพลาดร้ายแรงต่างๆที่คนเหล่านี้หลงงมงายกระทำไปเพราะเชื่อในลัทธิที่กล่าวมาข้างต้น
 
       แต่กระนั้นบางคนยังเชื่อว่าพระเยซูเองยังทรงตรัสถึงการมีอยู่ของอำนาจซาตานที่คอยควบคุมมนุษยชาติไว้ เราจำเป็นต้องแน่ใจว่าพระเยซูทรงตรัสและกระทำสิ่งต่างๆโดยจะสอดคล้องกับพระคำของพระบิดาที่ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะในยุคก่อนหน้านั้น หากเราจะยอมรับพระองค์ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าทรงพระสัญญาไว้เมื่อโมเสสกล่าวกับชนชาติอิสราเอล โดยเตือนมิให้พวกเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติของลัทธิเหล่านั้น
 
พระเยซูทรงเชื่อว่ามีวิญญาณชั่วที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติหรือไม่
       ในระหว่างที่พระเยซูทรงออกสั่งสอน พระองค์ทรงรักษาผู้คนมากมายที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ มีบันทึกไว้ว่า “ได้ทรงขับผีออกเสียหลายผี” (มาระโก 1:34) นี่คือจุดที่บรรดาผู้เชื่อในลัทธิต่างๆถือเอาว่าจะต้องมีพลังอำนาจมืดที่คอยควบคุมโลกอยู่อย่างแน่นอน เพราะพระเยซูเองยังทรงกล่าวถึงอำนาจดังกล่าว ดังจากข้อความที่เห็นข้างต้น
 
       การตรวจสอบข้อเท็จจริงในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการอัศจรรย์ของพระเยซูและเหล่าอัครสาวกแสดงว่าจุดใดก็ตามที่มีการอธิบายถึงหลักฐานทางกายภาพอันชัดเจนที่ชี้ถึงสาเหตุของโรค  อาการเจ็บป่วยนั้นก็จะถูกอธิบายให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ เช่น คนตาบอดมองไม่เห็น คนขาเสีย หรือคนหูหนวก คนที่มีแขนขาลีบลง ไม่อาจทรงตัวได้ คนที่มีเลือดไหลอยู่ตลอด หรือคนที่เป็นโรคเรื้อน แต่เมื่อไม่อาจพบหลักฐานทางกายภาพที่ชัดเจนได้หรือเป็นโรคที่หาข้อมูลมาอธิบายในสมัยนั้นไม่ได้ ผู้คนก็ถือเอาว่าวิญญาณร้ายเป็นผู้กระทำให้เกิดโรคนั้นๆ
 
       ตัวอย่างหนึ่งน่าจะอธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจน ในพระธรรมมัทธิว การรักษาสองเหตุการณ์ถูกนำมาเชื่อมกัน เหตุการณ์แรกเกี่ยวข้องกับคนตาบอดสองคนที่พระเยซูทรงรักษา มีบันทึกไว้เพียงว่า “แล้วนัยน์ตาของเขาก็กลับเห็นดี” (มัทธิว 9:30) 
 แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อชายทั้งสองจากไป ชายอีกคนถูกนำมาหาพระเยซู เขา “เป็นใบ้และมีผีสิงอยู่” (ข้อ 32)    แปลกมากที่ชายสองคนตาบอดเพราะตาของพวกเขาต้องการให้ถูกเปิดออก แต่อีกคนเป็นใบ้เพราะถูกผีสิง ถ้ามีสิ่งที่เรียกว่าผีสิงอยู่จริง งั้นโรคทั้งสองก็ควรจะเกิดจากวิญญาณชั่วด้วยกันทั้งคู่ คำอธิบายเดียวที่ฟังดูมีเหตุผลและสอดคล้องกับคำสอนที่เหลือในพระคัมภีร์ก็คือ โรคภัยที่ปราศจากสาเหตุที่ชัดเจนถูกลงความเห็นว่าในสมัยนั้นว่าเป็นการกระทำของวิญญาณชั่ว
 
       นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเยซูเองก็ทรงไร้การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ พระองค์ทรงทราบดีว่ามีพระเจ้าเดียวซึ่งพระองค์ไม่ทรงมีคู่แข่ง แต่ผ่านการอัศจรรย์ของพระองค์ พระเยซูกำลังสำแดงให้ประชาชนเห็นว่าในพระอาณาจักรของพระองค์ อายุ ความบาปและความตายจะไม่มาข้องแวะกับผู้ที่พระองค์ทรงชุบขึ้นให้เป็นเหมือนพระองค์ คือ พวกเขาจะเป็นอมตะและไม่เน่าเปื่อย และสมมุติว่าพระองค์ทรงเลือกที่จะอธิบายวิวัฒนาการทางการแพทย์ในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา บรรดาเพื่อนร่วมชาติของพระองค์ก็คงจะไม่เข้าใจแน่ๆ แต่พวกเขาเข้าใจถึงอำนาจและพระสัญญาของพระองค์ที่จะมาในอนาคตได้
 
          ผลของความเข้าใจที่เกิดกับผู้ติดตามพระเยซูในสมัยหลังยุคพันธกิจของพระเยซูในอิสราเอล ก็คือ พวกเขาเข้าใจความจริงเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อต่างๆ เวทมนตร์และการบูชาซาตาน พวกเขารู้ว่าสิ่งดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากคำกล่าวอ้างผิดๆและจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความกลัวเข้ามาเกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่พวกหลงผิดมุ่งที่จะสร้างขึ้นและรักษาให้คงอยู่เสมอไป พวกที่เล่นไสยศาสตร์เองก็เห็นความแตกต่างระหว่างอำนาจที่พวกเขามีกับอำนาจที่พวกอัครสาวกมี ดังตัวอย่างของชายผู้หนึ่งในสะมาเรียซึ่ง “เขาได้ทำวิทยาคมให้คนทั้งหลายพิศวงหลงใหลมานานแล้ว” เมื่อเขาได้เห็นอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขารู้ทันทีว่าอำนาจนั้นสูงส่งกว่าอำนาจที่ตัวเขามีเสียอีกและเขายังพยายามขอซื้ออำนาจวิเศษของอัครสาวกด้วย (กิจการ 8:9-24)
 
        ในอีกเมืองหนึ่งคือเอเฟซัส มีคนบางกลุ่มที่หลงใหลในวิทยาคม พวกเขาหันมาเชื่อในความยิ่งใหญ่ของอำนาจที่บรรดาอัครสาวกได้รับเมื่อ “พวกยิวบางคนที่เที่ยวไปเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซูเจ้าขับผีร้าย...ฝ่ายผีร้ายจึงพูดกับเขาว่าพระเยซูข้าก็คุ้นเคยและเปาโลข้าก็รู้จักแต่พวกเจ้าเป็นผู้ใดเล่า” ผลของเหตุการณ์นี้ก็คือ “หลายคนที่ใช้เวทมนตร์คาถาได้เอาตำราของตนมาเผาไฟเสียต่อหน้าคนทั้งปวง” (กิจการ 19:11-20)

อำนาจหนึ่งเดียว
       นี่คือความสัตย์จริงอันทรงพลังเกี่ยวกับการตอบสนองต่อข่าวดีของพระเจ้า ทันทีที่คัมภีร์เวทมนตร์เหล่านั้นถูกเผา ก็ไม่อาจใช้การอีกได้ นับเป็นการแสดงความเชื่ออันมั่นคงว่าการบูชาซาตานและคริสตศาสนาไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ อย่างที่อัครสาวกเปาโลเขียนไว้ว่า “ความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรมและความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร” (2โครินธ์6: 14,16) ในปัจจุบันใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับลัทธิมนตร์ดำหรือผู้ที่กลัวเกรงผลที่จะเกิดขึ้นถ้าปฏิเสธมันสามารถเข้าพึ่งในที่มั่นอันแข็งแกรงยิ่ง ซึ่งเราได้เห็นแล้วจากเรื่องของสาวกในเมืองเอเฟซัสในยุคแรกนั้น   พวกเขารู้ว่าพระเจ้าได้ทรงประทานอำนาจยิ่งใหญ่อันไม่มีวันหมดสิ้นแก่พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ พวกเขาระลึกได้ถึงความจริงข้อนี้ที่อิสยาห์กล่าวไว้
       “และเมื่อเขาทั้งหลายกล่าวแก่พวกท่านว่า"จงปรึกษากับคนทรงและพ่อมดแม่มดผู้ร้องเสียงจ๊อกแจ๊กและเสียงพึมพำ"ไม่ควรที่ประชาชนจะปรึกษากับพระเจ้าของเขาหรือควรเขาจะไปปรึกษาคนตายเพื่อคนเป็นหรือไปค้นพระโอวาทและถ้อยคำพยานดูเถิด แน่นอนทีเดียวคนที่ไปพูดเช่นนี้ก็เป็นคนที่ไม่มีรุ่งอรุณเสียเลย” (อิสยาห์ 8:19, 20) 
นี่คือคำแนะนำที่เราอยากจะเสนอผ่านหนังสือเล่มนี้ มีเพียงอำนาจเดียวที่คุ้มค่ากับการเชื่อถือในเรื่องแบบนี้ คนตายจะให้ความหวังอะไรกับคนเป็นได้ พวกเขาจะสอนอะไรเราได้นอกจากว่าความตายเป็นสิ่งแน่นอนสำหรับทุกคนบนโลก คนทรง พ่อมด หมอผีในศาสตร์มืดเหล่านี้ ต่างก็อ้างว่าสามารถติดต่อกับคนตายในยมโลกได้ทั้งนั้น แต่ความจริงแล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่ายมโลก แล้วก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณคนตายด้วย” คนทรงไม่สามารถสอบผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คนที่อ้างเช่นนั้น “ก็เป็นคนที่ไม่มีรุ่งอรุณเสียเลย” นั่นคือเขาไม่มีเชื่อในพระเจ้าและไม่ถือเอาพระคำของพระองค์ไว้ ซึ่งพระคำปฏิเสธเรื่องการมีอยู่ของโลกในมิตินั้น

พระเยซู พระผู้เป็นแสงสว่างของโลก

       หากเราต้องการจะทราบว่าคนเป็นยังอาจหวังในสิ่งใดได้อีก เราต้องหันหน้าสู่พระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ เพราะได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นจากตาย พระเยซูทรงเป็นอมตะและทรงรออยู่ในสวรรค์ ทรงรอวันที่พระบิดาเจ้าจะส่งพระเยซูกลับมายังโลกนี้อีกครั้ง เพื่อชุบคนตายให้ฟื้น พิพากษาพวกเขาและสถาปนาพระอาณาจักรแห่งหนึ่งไว้ที่กรุงเยรูซาเล็ม นี่คือพระสัญญาที่เชื่อถือได้และคุ้มค่ากับการรอคอยซึ่งพระเจ้าทรงมอบแก่มนุษย์ มิใช่คำบอกที่คลุมเครือซึ่งจงใจปิดบังไว้ หลังการคืนพระชนม์ของพระเยซู อัครสาวกของพระองค์ออกเดินทางไปทั่วโลกในสมัยนั้น พวกท่านได้เที่ยวสั่งสอน “ข่าวดีแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า” พวกเขาสามารถอ้างได้ว่า “การเหล่านั้นมิได้กระทำกันในที่ลับลี้” (กิจการ 26:26) สิ่งนี้ก็ยังเป็นจริงแม้ในปัจจุบัน ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการช่วยให้รอดของพระเจ้าสามารถหาอ่านได้อย่างไม่คิดมูลค่าในพระคัมภีร์ มันจะต้องกลายมาเป็นบททดสอบความคิดทั้งหลายทั้งมวลของมนุษย์ เมื่อความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับเนื้อหาของพระคัมภีร์ ความคิดเหล่านั้นก็บอกเล่าถึงความจริง หากเมื่อมันไม่เหมือนกับสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสไว้หรือขัดแย้งกันเลย ก็จัดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จริงแท้

       คุณปรารถนาจะเกี่ยวข้องกับชีวิตหรือความตาย กับแสงสว่างหรือความมืด พระเจ้าทรงจำได้แต่เฉพาะผู้ที่เข้าหาพระองค์ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นความสว่างและเป็นชีวิต

ไมเคิล แอชตัน

 Alan  Petervich
 
 
 
 
     
 
 
 
 
 
 
 
 

12  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: ลัทธิบูชาซาตาน -- Satanism Cult เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2014, 09:38:24 PM
 ยิ้ม
                                                                               ลัทธิบูชาซาตาน หรือ คริสตศาสนา
                                                                          ความจริงในพระคัมภีร์เกี่ยวกับเรื่องมนตร์ดำ
                                                                                   Satanism or Christianity?

http://www.god-so-loved-the-world.org/thai/satanism_or_christianity_(thai).htm
Update 5 November 2014

      เรามาตั้งคำถามง่ายๆกัน เราควรจะเชื่อในพระเจ้าสูงสุด ผู้ทรงฤทธิ์อำนาจและเป็นศูนย์กลางของความดีทั้งมวลหรือไม่ พระเจ้าองค์ที่ทรงสนพระทัย และทรงห่วงใยทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมากเสียจนยอมประทานพระบุตรของพระองค์ให้มาเป็นพระผู้ช่วยมนุษยชาติให้รอดจากบาป หรือเราควรจะเชื่อมั่นในพลังเหนือธรรมชาติที่มีที่มาจากความชั่วร้ายและความมืดมิด อันเป็นพื้นฐานความเชื่อแบบลัทธิ ยังมีความเป็นไปได้อื่นๆเพียงประการเดียวที่ควรแก่การพิจารณา และนั่นคือความเชื่อที่ว่าคนเราสามารถกำหนดชะตาชีวิตตนเองได้ เช่นเดียวกับสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆในโลกได้
 
       แม้ว่ามนุษย์เราจะพัฒนาตนเองจนก้าวหน้าในโลกเทคนิค หรือบางทีอาจเป็นโลกเทคนิคที่พัฒนามนุษย์เราเสียเอง ความสามารถของมนุษย์ที่จะแก้ไขปัญหาหนึ่งซึ่งคอยทิ่มแทงเราทุกคนอยู่ได้นำพามนุษย์ไปค้นหาคำตอบในที่อื่นๆ ปัญหาใหญ่ของมนุษย์เราคือชะตากรรมอันหลีกเลี่ยงไม่พ้น ความเจริญที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษครึ่งที่ผ่านมานั้นได้แสดงให้เราเห็นว่าไม่ได้มีแต่เพียงความตายเท่านั้นที่มนุษย์เราปรารถนาจะกำจัดให้หมดไปจากโลก ยังมีผลของอัตราการตายด้วยที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คนสมัยนี้อายุยืนขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ใครบ้างปรารถนาจะอยู่นานขึ้นห้าปีหรือสิบปีหากคุณภาพชีวิตของพวกเขาไม่ได้ดีขึ้นเลย
 
       เท่าที่ผ่านมา ศาสนาจะมอบโอกาสในการค้นพบคำตอบของปัญหาต่างๆ อันนำมาซึ่งความพึงพอใจ  แต่สังคมในปัจจุบันนี้กลับลดความสำคัญของศาสนาลงอย่างมาก ศาสนากลายเป็นเป้าโจมตีที่นักแสดงตลกนำมาล้อเลียนอยู่เป็นนิตย์ ในขณะที่ฝ่ายผู้นำทางศาสนาแทบจะไม่แสดงปฏิกริยาใดๆเลย ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะหลายเหตุผล เหตุผลหลักคือผู้คนมองข้ามอำนาจของพระเจ้าในการแสดงพระองค์ รวมถึงพระประสงค์ของพระองค์ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล มนุษย์เราล้มเหลวในการประณามการกระทำ “บาป” ที่ขัดแย้งกับพระบัญญัติของพระเจ้า ความคิดเรื่องการตามใจตนเองได้รับการส่งเสริมโดยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคเทคโนโลยี ขณะที่หลักการแห่งศาสนากลับถูกถากถางล้อเลียน ไม่น่าเชื่อว่าความเห็นของคาร์ล มาร์กซ์เกี่ยวกับศาสนากลับเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง เขาเรียกมันว่า “ฝิ่นของประชาชน”   
 
       หากศาสนากลับกลายเป็นสิ่งที่คนเราเข้าไม่ถึง แล้วมันจะอยู่ในสังคมต่อไปได้อย่างไร  บางคนเต็มใจที่จะแยกความเป็นจริงในชีวิตและคำถามที่ยังไม่มีคำตอบออกจากการรับรู้ของเขา พวกเขาใช้ความปรารถนาในสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินใจเป็นเครื่องมือปิดกั้นตัวเองจากการหาคำตอบเกี่ยวกับชะตาชีวิตของคนเรา แต่คำกล่าวอ้างของผู้ที่เชื่อในลัทธินี้ได้ให้ทางออกจากปัญหาแก่คนอื่นๆด้วย จุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้คือการสำรวจข้อกล่าวอ้างเหล่านี้และเปรียบเทียบมันกับสิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์  ข้ออ้างเหล่านี้จะมีน้ำหนักขนาดไหนหรือเป็นเพียงแค่สิ่งบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการหลีกหนีจากชีวิตจริง เป็นความต้องการอำนาจเพื่อที่จะเป็นที่ยอมรับของสังคม ความต้องการเหล่านี้ได้กลับกลายเป็นเหมือนยาเสพติดซึ่งต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆและเสพบ่อยครั้งขึ้น
 
แหล่งที่มาของความน่าเชื่อถือ
       เช่นเดียวกันกับคำถามยากๆทั่วไป การจะหาคำตอบนั้น จะพบได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเท่านั้น ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ การนับถือสิ่งต่างๆ และข้อสงสัยเกี่ยวกับการมีชีวิตเป็นอมตะ  มีเพียงแหล่งข้อมูลเดียวที่ได้รับการรับรองผ่านการเวลามาจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือ พระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้า แต่เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ถ้อยคำซึ่งเป็นความจริงนี้ แม้จะไม่เคยผิดพลาดเลย แต่คนที่อ้างว่านับถือสิ่งนี้กลับไม่ค่อยแสดงออกถึงพระคำของพระเจ้าอย่างดีเท่าที่ควร ตัวอย่างเช่น คนมากมายอ้างว่าศาสนานั้นไม่ได้ช่วยอะไร แต่หากว่าศาสนาไม่ได้ช่วยอะไรได้จริงๆ ก็คงนำไปสู่ข้อสรุปสองประการ คือ หนึ่ง คำตอบนั้นไม่อาจหาพบได้จากความเชื่อในศาสนา หรือสอง ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำทางศาสนาไม่ได้พยายามชี้แจงคำตอบที่ว่านี้ให้คนได้รู้จัก ไม่มีคำตอบอื่นอีกแล้ว สิ่งนี้เป็นความจริงสำหรับผู้คนที่เชื่อในลัทธิมนตร์ดำด้วยเช่นกัน กล่าวคือ มันอาจช่วยตอบปัญหาที่คาใจพวกเขาได้ หรือ มันเป็นเพียงการเสแสร้งที่คนเราปรุงแต่งขึ้นหรือเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่ทำให้คนมาหลงเชื่อ โดยไม่อาจสรุปเป็นอื่นได้อีก
 
ความหมายต่างๆ
       แต่ความเชื่อในไสยศาสตร์ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโรคภัยและความตาย ปัญหาประชากรล้นโลกและการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติได้จริงหรือ ก่อนอื่นให้เรามาดูคำว่าลัทธิซาตานและสิ่งเหนือธรรมชาติที่อ้างถึงกัน เมื่ออ้างถึงความหมายในพจนานุกรม คำว่า สิ่งเหนือธรรมชาติจะกินความกว้างกว่า เพราะมันหมายถึง ศาสตร์ทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงความรู้หรือการใช้สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ เช่น โหราศาสตร์ พลังวิเศษ หรือเวทมนตร์คาถา ลัทธิซาตานกลับมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงมากกว่านั้น และถูกใช้เพื่อกล่าวถึงการบูชาซาตาน ผู้ซึ่งถูกมองว่าเป็นวิญญาณชั่วที่มีอำนาจสูงสุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
 
ด้วยความที่เราไม่ต้องการจะกล่าวถึงรายละเอียดของลัทธิดังกล่าวมากนัก เพราะเราปรารถนาเพียงแค่จะตรวจสอบคำกล่าวอ้างที่ผู้นิยมลัทธิดังกล่าวว่าไว้ รากศัพท์ของคำว่า “เวทมนตร์คาถา” (occult) นั้น น่าสนใจและมีความสำคัญต่อการตรวจสอบของเรา มันมีที่มาจากคำในภาษา ลาติน ที่หมายถึง “หลบซ่อน” ดังนั้นการเรียนหรือความรู้เรื่องที่เหนือธรรมชาติ รวมทั้งเวทมนตร์จึงเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกเก็บเป็นความลับหรือถูกซ่อนไว้ ปกคลุมด้วยความมืดดำหรืออยู่ลึกล้ำเกินกว่าความรู้ทั่วไป เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้หรือไม่ก็เป็นความลับ บางครั้งการใช้เวทมนตร์จึงถูกเรียกว่า ศาสตร์มืด 
 
ดังนั้น คำต่างๆที่กล่าวถึงข้างต้น จึงเกี่ยวข้องกับความเชื่อและการปฏิบัติที่แตกต่างกันมากมาย และคำอธิบายใดๆก็ตามคงไม่อาจรวมความหมายทั้งหมดเอาไว้ได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถาจะเชื่อทุกสิ่งที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ นี่เป็นเพียงความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าความเชื่อในเวทมนตร์คาถาประกอบด้วยอะไรบ้าง
 
       ความเชื่อหลักคือความเชื่อในอำนาจอันแรงกล้าของความชั่วร้าย บ่อยครั้งที่สิ่งนี้ถูกมองว่ามีตัวตน คือ มีทั้งที่อยู่ในรูปของปีศาจซึ่งเราเรียกกันว่า ซาตาน ลูซีเฟอร์ หรือมารร้าย ส่วนอีกรูปหนึ่งคือ มาในรูปลำดับชั้นการปกครองของวิญญาณร้ายที่คอยควบคุมกระแสโลกและผู้คนอยู่อย่างลับๆ เพราะว่าเป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ในโลก คนจึงต้องเชื่อฟังหรือยอมตาม หากขัดขืนจะนำภัยพิบัติมาสู่ตน คำเตือนอันน่าสะพรึงกลัวยังรอคอยผู้ที่ต่อต้านมันอยู่ การบูชาปีศาจโดยพวกที่นับถือลัทธิซาตานได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการนมัสการพระเจ้า ซึ่งเราจะเห็นว่าการเทียบเคียงดังกล่าวไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก พระเจ้าไม่ทรงประสงค์การเอาใจเพื่อหยุดยั้งพระองค์จากการพิพากษาโลกที่เต็มไปด้วยความผิด ขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโลกของศาสตร์มืดและเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติที่ชั่วร้ายจะคิดตรงกันข้ามกับข้างต้น พวกเขาใช้วิธีการต่างๆเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขา “เป็นหนึ่งเดียว” กับพลังชั่วร้ายนั้น ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะช่วยให้พวกเขาสมหวังและจะไม่คอยทำลายพวกเขา
 
       พิธีในลัทธิเหล่านี้กลับมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายกับพิธีในศาสนาจนน่าตกใจ อย่างน้อยเมื่อมองดูจากภายนอก ศูนย์กลางของชีวิตทางศาสนาของผู้ศรัทธาในพระคริสต์ คือ การรับประทานขนมปังในพิธีศีลมหาสนิท ที่พวกเขาจะนำขนมปังและไวน์มารับประทานร่วมกัน ของทั้งสองอย่างเป็นสัญลักษณ์ของพระกายและพระโลหิตของพระคริสต์   จุดมุ่งหมายของพิธีนี้คือเพื่อเป็นการระลึกถึงชัยชนะเหนือความบาปและความตาย ผู้เชื่อในลัทธิบูชาซาตานจะประกอบพิธีคล้ายๆกันนี้ ซึ่งเลือดจริงๆจะถูกสังเวยและดื่มกินเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “การเป็นสาวก” ซึ่งจะคงอยู่ระหว่างคนในกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับพลังอำนาจชั่วร้าย เลือดนั้นจะต้องเป็นเลือดที่ได้จาก “เครื่องสังเวยที่ยังมีลมหายใจ” เท่านั้น
 
การเปรียบเทียบกับการนมัสการในทางศาสนา 
       ดังเช่นที่การสังเวยและพิธีกรรมในลัทธิมีความคล้ายคลึงการปฏิบัติทางศาสนามากๆ  ความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติและในอำนาจของปีศาจได้กลายมาเป็นศาสนาเสียเอง คือ เป็นการนมัสการสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์  แต่แทนที่จะนมัสการพระเจ้าแห่งความดี สิ่งที่เหนือธรรมชาติในลัทธินี้กลับชั่วร้ายอย่างที่สุด เพราะสิ่งที่ผู้เชื่อทั้งสองกลุ่มศรัทธามีความแตกต่างกันอย่างลิบลับ สิ่งนี้จึงทำให้คนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงด้วย ความเชื่อในพระเจ้าผู้ซึ่งทรงห่วงใยมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างและชีวิตนิรันดร์ของพวกเขานั้น ทำให้เกิดความรัก ความเชื่อใจกันและความมั่นใจในตัวผู้ที่นมัสการพระองค์ ตรงกันข้าม การบูชาอำนาจชั่วร้ายนั้นมีที่มาจากความกกลัว คือกลัวว่าผลร้ายจะเกิดกับตนหากไม่ยกย่องนับถือสิ่งนั้นมากเพียงพอ เป็นความกลัวที่จะถูกลงโทษซึ่งจะบังเกิดกับทุกคนที่ปฏิเสธการมีอยู่ของอำนาจนั้น
 
       บางครั้งก็เชื่อกันว่าความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นสอดคล้องกับความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกและผู้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาช่วยไถ่บาปแก่มนุษย์ทั้งมวล ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า มีอำนาจแห่งความดีและความชั่วอยู่ มนุษย์จะต้องเลือกเอาเพียงอย่างเดียว แม้กระทั่งผู้ที่อ้างว่านมัสการพระเจ้าเท่านั้นก็ยังรู้จักอำนาจชั่วร้ายนี้ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าถูกส่งผ่านมา พวกเขายังเชื่อด้วยว่ามีวิญญาณร้ายที่เข้าสิงคนบริสุทธิ์ได้โดยที่พวกเขาไม่ยินดี และวิญญาณเหล่านั้นต้องถูกขับออกไปผ่านพิธีที่เรียกว่า การขับผี เพื่อที่คนเหล่านั้นจะสามารถกลับมารับใช้พระเจ้าได้อย่างเต็มใจอีกครั้ง ดังนั้นเราจึงต้องหาคำตอบของปัญหาต่อไปนี้กัน
 
มีพระหรือเทพผู้ทรงอำนาจสูงสุดมากกว่าหนึ่งองค์หรือเปล่า 
       การสืบหาข้อมูลของเรามีพื้นฐานอันแน่นอน และเราต้องการความมั่นใจในคำตอบของเรา   หากไม่พิจารณาหลักฐานอื่นใดเลย จะเห็นได้ชัดว่าการหาคำตอบจะมาจากการพิจารณาคำถามนี้อย่างละเอียดเท่านั้น กล่าวคือ หากทั้งสองฝ่ายไม่มีการแบ่งอำนาจไปฝ่ายละเท่าๆกัน ก็จะมีเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่จะมีอำนาจสูงสุด เพราะโลกนี้ไม่อาจมีที่หนึ่งได้สองคน กระนั้นหลายคนก็เชื่อว่าการต่อสู้กันระหว่างสองขั้วอำนาจได้ดำเนินมานานตลอดชั่วประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ระหว่างพระเจ้าแห่งความสว่างและอำนาจแห่งความมืด แนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในหลายๆศาสนาและธรรมเนียมในทุกทวีปในทุกยุคสมัย แนวคิดนี้เป็นที่นิยมกันมากจนหลายๆความเชื่อได้บรรจุความคิดนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาด้วย แต่การคงอยู่ของความเชื่อนี้ แม้แต่ความเก่าแก่และขอบเขตของความเชื่อก็ไม่อาจนำมาใช้เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับแนวความคิดนี้ได้ ประเด็นนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องหาคำตอบและตรวจสอบต่อไป
 
       สาวกของลัทธินี้อาจจะอ้างว่าเชื่อในการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว แต่ด้วยการที่พวกเขาบูชาอำนาจชั่วเหนือธรรมชาตินั้น พวกเขาเลือกที่จะให้ความชั่วเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสำหรับพวกเขา ไม่ใช่ความดี หรือการที่โลกนี้มีสองสิ่งที่แบ่งอำนาจกันคนละครึ่งอย่างเท่าเทียม เมื่อใช้พระคัมภีร์เป็นเครื่องตรวจสอบ เราจะเห็นว่าพระคัมภีร์ไม่ยอมให้เกิดช่องว่างสำหรับแนวความคิดนี้ แต่กลับพาเราไปพบกับข้อความที่เรียบง่ายตรงไปตรงมาในพระธรรมเดิมและถูกตอกย้ำอีกครั้งโดยพระเยซูคริสตเจ้าในพระธรรมใหม่ซึ่งปฏิเสธแนวคิดเรื่องการแข่งขันระหว่างอำนาจของพระเจ้าแห่งความดีกับมารร้าย เมื่อพระองค์ถูกซักถามว่าพระบัญญัติใดที่สำคัญที่สุดในกฏหมายของชาวยิว พระเยซูทรงเริ่มต้นโดยกล่าวว่า
 
       “ธรรมบัญญัติเอกนั้นคือว่า โอ พระเจ้าของเราทั้งหลายทรงเป็นพระเจ้าเดียว”
(มาระโก 12:29)
 
       พระบัญญัติที่พระองค์ทรงกล่าวถึงยังมีต่อไปด้วยว่าพระเจ้าไม่ทรงมีคู่แข่ง กล่าวคือ “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา” (อพยพ 20:3) ไม่ใช่ว่าพระเจ้าทรงเกรงกลัวต่ออำนาจของพระอื่นๆและขอร้องลูกๆของพระองค์ให้ติดตามแต่พระองค์ เพราะพระองค์ทรงเรียกเทพเหล่านั้นว่า “มิใช่พระ” (เช่นอิสยาห์ 37:19) แท้ที่จริงแล้วพระองค์กำลังสอนคนของพระองค์ว่าพวกเขาควรจะนมัสการพระองค์แบบหมดใจเพราะว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกแล้ว ไม่มีพระอื่นใดที่มีอำนาจสูงสุดซึ่งปรารถนาการอุทิศตนแบบหมดใจจากมนุษย์เช่นนี้ การหันไปนมัสการสิ่งอื่นใดกลับจะเป็นการปฏิเสธอำนาจและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแท้ ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดแต่องค์เดียว พระผู้ทรงเป็น “พระเจ้าแห่งสวรรค์และแผ่นดินโลก” เช่นที่อัครสาวกเปาโลได้บรรยายไว้ให้พวกนักปรัชญาชาวกรีกซึ่งเชื่อในการปกป้องโดยเหล่าเทพเจ้า ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ชอบแก่งแย่งชิงดีกันเพื่อให้มนุษย์หันมาบูชาตนแทน (กิจการ17:24)
 
คำเตือนมิให้เข้าไปเกี่ยวข้อง
       ด้วยการอยู่อย่างเคารพหลักการสำคัญเรื่องอำนาจของพระเจ้าสูงสุดนี้ พระองค์ทรงห้ามชนชาติอิสราเอลไว้ พระองค์ทรงเลือกเหล่าพยานไว้ในท่ามกลางชนชาติทั้งหลายในโลก ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ที่ลุ่มหลงลัทธิต่างๆและการบูชาซาตาน
“เมื่อท่านทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ท่านอย่าเรียนรู้ที่จะกระทำสิ่งพึงรังเกียจตามประชาชาติเหล่านั้น อย่าให้มีคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านซึ่งให้บุตรชายหรือบุตรหญิงของเขาลุยไฟ   อย่าให้ผู้ใดเป็นคนทำนาย  เป็นหมอดู  เป็นหมอจับยามดูเหตุการณ์  หรือเป็นนักวิทยาคม เป็นหมอผี  เป็นคนทรง  เป็นพ่อมด  แม่มด  หรือเป็นหมอพราย ผู้ใดที่กระทำอย่างนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจแด่พระเจ้า เพราะกระทำสิ่งพึงรังเกียจเหล่านี้  พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจึงทรงขับไล่เขาเสียจากท่าน ท่านทั้งหลายจงเป็นคนปราศจากตำหนิต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เพราะว่าประชาชาติเหล่านี้  ซึ่งท่านกำลังจะไปขับไล่นั้นเชื่อฟังหมอดูและคนทำนาย  แต่ส่วนตัวท่านนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านไม่ทรงยินยอมให้ท่านกระทำเช่นนั้น” (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:9-14)
 
       ในเนื้อหาสำคัญนี้มีกิจกรรมหลายอย่างที่ได้ยกมาประกอบ ทั้งหมดนั้นล้วนตรงข้ามกับการนมัสการพระเจ้าทั้งสิ้น พวกมันมีลักษณะบางอย่างร่วมกัน นั่นคือ การปฏิเสธอำนาจของพระเจ้าสูงสุดผู้สร้างทุกสิ่ง การกระทำที่นับได้ว่าน่ารังเกียจน่าขยะแขยงที่สุด คงหนีไม่พ้นรายการที่อยู่ต้นๆ อันได้แก่ การเอาบุตรของตนเผาไฟเพื่อเป็นเครื่องสังเวย มีแต่จิตใจที่ต่ำทรามที่สุดเท่านั้นจึงสามารถจินตนาการเรื่องอย่างนี้ได้ และมีแต่คนที่ผิดปกติและหมดหนทางเท่านั้นจึงจะทำการนี้ได้ แต่ถึงกระนั้นหากเราจะเชื่อสิ่งที่รายงานมานี้ การสังเวยเด็กไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏแต่ในหนังสือประวัติศาสตร์เท่านั้น ยังมีคนบางกลุ่มที่กระทำสิ่งนี้อยู่ในปัจจุบัน มีรายงานบางกระแสกล่าวว่าเหตุการณ์แบบนี้กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วย
 
       และเมื่อเราพิจารณารายการที่เหลือ เราต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ที่ทันสมัยมาก เราพบสิ่งเหล่านี้ได้ในโลกสมัยใหม่ ไม่เพียงแต่ลัทธิวูดูเท่านั้นที่ยังมีคนนับถืออยู่ในแถบแคริบเบียน หมอเวทมนตร์ยังคงแสดงอำนาจอันน่ากลัวในหลายประเทศในแถบอาฟริกา ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ปรากฏในย่อหน้าก่อนหน้านี้แสดงถึงพิธีกรรมหลายอย่างที่ยังคงทำกันอยู่ในหลายประเทศในโลกตะวันตก ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ภูมิใจในความเจริญและความเป็นอิสระจากความเชื่อที่งมงายล้าสมัย นี่เป็นยุคแห่งความอดทนเพราะทุกคนสามารถทำสิ่งใดก็ได้ตามใจปรารถนา เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้การควบคุมปรากฏการณ์ที่น่าตกใจเช่นนี้เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
 
       หลังจากกล่าวถึงการสังเวยเด็ก เรื่องราวในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติได้กล่าวถึงสิ่งต่อไปนี้
คนทำนาย กล่าวถึงการใช้เวทมนตร์ เพื่อเปลี่ยนหรือมีอิทธิพลเหนือชะตาของผู้อื่น
 
       หมอดู พยายามที่จะค้นหาเหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดรู้หรือเหตุการณ์ในอนาคตด้วยวิธีเหนือธรรมชาติ โดยการใช้อำนาจที่เชื่อว่าสามารถควบคุมอนาคตของคนอื่นได้
 
       หมอจับยามดูเหตุการณ์ เป็นที่รู้จักกันดี ว่าสนใจการทำนายทางโหราศาสตร์ หรือการอ่านชะตาจากดวงดาว
 
       นักวิทยาคม ใช้หลากหลายวิธีในการสาปแช่ง และลวงสาวกให้หลงศรัทธา พวกเขาจะอ้างว่ามีอำนาจพิเศษ ผู้ที่ร่ายมนตร์ใส่ผู้อื่นจะถูกเรียกว่าแม่มดหรือพ่อมด
 
       หมอผี อ้างตัวว่าสามารถรับส่งข้อความระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายได้
 
       คนทรง  มีความเกี่ยวข้องกับสารจากคนตาย พวกเขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับพิธีเข้าทรง การดูไพ่ทำนายอนาคต ผีถ้วยแก้วและการเขียนตามผีบอก
 
        หมอพราย  สาวกส่วนมากจะเชื่อว่าพวกเขาสามารถติดต่อกับคนตายได้ ในครั้งที่มีการแปลพระคัมภีร์มาเป็นภาษาอังกฤษในสมัยศตวรรษที่ 17 มีการใช้คำว่า “เวทย์” (necromancy) เพื่อใช้เรียกพิธีกรรมเชิญวิญญาณแบบต่างๆโดยรวม รูปแบบสุดโต่งของความเชื่อรูปแบบนี้จะมีการใช้ศพเป็นสิ่งประกอบในพิธีด้วย ส่วนมากเป็นสัตว์ที่ตายแล้ว แต่ในบางครั้งก็เป็นศพคนตาย เพื่อเอามาทำนายเกี่ยวกับคนเป็น
 
       ตัวอย่างของความลุ่มหลงที่คนเรามีต่อการทำนายนี้ถูกแสดงไว้ในคำทำนายของเอเสเคียล ในครั้งที่กษัตริย์บาบิโลนทรงปรารถนาจะทราบว่าควรจะโจมตีเยรูซาเล็มหรือไม่ แล้วจะมีชัยเหนือเยรูซาเล็มเช่นนั้นหรือเปล่า หรือพระองค์ควรจะโจมตีพวกคนอัมโมนเสียก่อน
 
         “เพราะว่ากษัตริย์บาบิโลนยืนอยู่ที่ทางแพร่งอยู่ที่หัวถนนสองถนนกำหนดหาคำทำนาย ท่านเขย่าลูกธนูและปรึกษา ทราฟีม ท่านมองดูที่ตับ...” (เอเสเคียล 21:21)
 
       โดยการเสี่ยงโยนลูกธนูทั้งกำและดูว่าพวกมันจะชี้ไปทางไหน โดยการถามรูปเทพเจ้าของพระองค์และโดยการตรวจดูตับสดๆที่เอามาจากสัตว์ที่ถูกสังเวย พระองค์ทรงเชื่อว่าพระองค์จะได้รับคำตอบด้วยวิธีที่วิเศษนี้  สิ่งเหล่านี้มีผลต่อพระองค์ได้อย่างไร พวกมันบอกคำตอบที่แท้จริงให้พระองค์ทรงทราบได้อย่างไรกัน ไม่น่าสงสัยเลยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงกำชับคนของพระองค์ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้
 
 
13  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ลัทธิบูชาซาตาน -- Satanism Cult เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2014, 09:32:38 PM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                              ลัทธิบูชาซาตาน -- Satanism Cult

นักเดินทาง
Alan  Petervich  Update
5 November 2014

บันทึกของผมสำหรับค่ำคืนนี้ผมขอเสนอ เรื่องของลัทธิที่หันหลังให้กับพระเจ้า หรือลิทธิบูชาซาตานนะครับ ก่อนอื่น ผมจะขอเล่าเรื่องราวของซาตานก่อนแล้วกันนะ

ซาตานเดิมนั้นเป็นทูตสวรรค์มีชื่อว่าลูซิเฟอร์ เนื่องจากความหยิ่งผยองที่ตนมีรูปกายงดงามและมีศักดิ์สูงกว่าเทวฑูตย์อื่นจึงคิดกระด้างกระเดื่อง ทำให้โดนพระเจ้าขับออกมา

จากนั้นซานตานก็เริ่มทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้าในทุกวิถีทางอะไรขัดขวางได้ก็ขัดขวางเพื่อนที่จะให้มนุษย์นั้นหมดศรัทธาในพระเจ้า กล่าวกันว่าซาตานแปลงร่างได้ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอสรพิษ

ซึ่งเรื่องที่ซาตานล่อลวงมนุษย์สำเร็จอันโด่งดังก็คือ การที่ซาตานได้ล่อลวงให้อีฟกินแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นการฝืนคำสั่งทำให้มนุษย์นั้นถูกขับออกจากสวรรค์ และอีกครั้งคือการทดสอบศรัทธาของจ๊อบ ซึ่งเขาเป็นชาวยิวที่เคร่งครัดศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ตอนนั้นซาตานยังไม่มีอำนาจมากเท่าไรนัก มีหน้าที่แค่คอยตรวจตราว่ามนุษย์ผู้ใดที่ขาดศรัทธาต่อพระเจ้า และในการนี้ซาตานได้จับตาดู “จ๊อบ”

จ๊อบนั้นมีครอบครัวที่เป็นปึกแผ่นมั่นคงมีลูกที่มีความสามารถ เรียกว่าพร้อมมูลทุกอย่าง
ซาตานจึงได้ท้าทายโดยขอให้เขาได้ทดสอบศรัทธาของจ๊อบโดยจะสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้ พระเจ้ารับคำท้านั้นและบอกว่าซาตานจะทำอะไรกับคนรอบข้างกับสมบัติอย่างไรก็ได้แต่ห้ามแตะต้องตัวจ๊อบ

เมื่อได้รับอนุญาติซาตานก็ทำให้ทุกอย่างของจ๊อบได้พังพินาศลงไปแต่ว่า จ๊อบก็ยังคงศรัทธาต่อพระเจ้าซึ่งสร้างความแปลกใจให้ซาตานอย่างมากจึงได้เติมความทุกข์เข้าไปอีก ซึ่งก็ทำให้จ๊อบเกิดความหวั่นไหว

เขาแหงนดูท้องฟ้าพร้อมกับเปล่งเสียงถามว่า “ไฉนสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นกับข้า” พระเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “เจ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาย่อมไม่เข้าใจในความเป็นไปของชีวิต ซึ่งมีทั้งสิ่งดีและสิ่งร้าย ที่เจ้าควรต้องทำคือมีศรัทธามั่นคงต่อไป จงสวดภาวนาตั้งแต่บัดนี้”
พลันจ็อบก็ได้สติและตระหนักถึงความผิดของตน เขาขอความเมตตาจากพระเจ้า แล้วใช้ชีวิตอย่างมีศรัทธาเหมือนเดิมซึ่งพระเจ้าก้ให้รางวัลแก่เขา เอาเป็นว่าซาตานแพ้ไปในกรณีของจ๊อบ

ในพระคัมภีร์ใหม่สาวกส่วนใหญ่นั้นเชื่อกันว่าจีซัสนั้นคือบุตรของพระเจ้าผู้มาไถ่บาป และมีจูดาสผู้เป็นหนึ่งในสาวกนั้นได้ชี้ตัวเพื่อให้ทหารโรมันจับกุมตัว ว่ากันว่าการทรยศของจูดาสนั้นเกิดจากแผนการของซาตาน

ในสมัยยุโรปยุคกลาง (ค.ศ.1100-ค.ศ.1500) ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนเชื่อเรื่องเกี่ยวกับปีศาจและพ่อมดหมอผีอย่างจริงจัง มีความเชื่อว่า ซาตาน คือเจ้าแห่งความตาย เป็นปีศาจชั่วร้ายผู้เป็นศัตรูของพระเจ้า แม้จะถูกขับไล่และสาปแช่งให้อยู่ในความมืดมิดแต่ก็ยังทรงอำนาจมาก ทั้งยังกุมชะตาชีวิตของผู้คนทั้งหมดเอาไว้ในกำมือ เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว จึงมีคนจำนวนมากเลือกที่จะหันหลังให้พระเจ้า ขายวิญญาณให้ซาตาน ประกอบพิธีกรรมบูชาความตาย เพื่อร้องขอในสิ่งที่ตนเองปรารถนา

พิธีกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการบูชาภูตผีและซาตาน เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิไสยศาสตร์ดำ ซึ่งในยุคนั้นมีอยู่มากมายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเชื่อในแต่ละท้องที่ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ มันเป็นพิธีกรรมที่มีแต่ความทารุณโหดร้าย กระทำโดยหมอผีที่ขายวิญญาณให้ซาตาน โดยมากต้องมีการสังเวยเลือดหรือชีวิตของผู้บริสุทธิ์ การสวดมนต์บูชาความตาย และจุดเทียนไขแห่งความมืดมิด

ไม่มีใครทราบรายละเอียดทางประวัติศาสตร์แน่ชัดว่าในช่วงแรกนั้นพิธีการเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและชัดเจนที่สุดเป็นเพียงคำอธิบายที่ปรากฏอยู่ในหนังสือนิยายอมตะเรื่อง “ลาบาส” เพียงไม่กี่บรรทัดเท่านั้น โดยอธิบายถึงพิธีเซ่นสังเวยซาตานในฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1594 ว่า "หมอผีสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ มีเครื่องหมายซาตานติดที่หน้าอก มีหญิงสาวสองคนเป็นผู้ช่วย เครื่องเซ่นคือเหล้าองุ่นและขนมปัง มีการจุดเทียนไขสีดำ" เทียนไขสีดำหรือเทียนแห่งความมืดมิดนั้นทำมาจากไขของมนุษย์หรือคนตาย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น กะโหลกมนุษย์ เด็กทารก และหญิงสาวพรหมจารี เป็นต้น

พิธีเซ่นสังเวยซาตานครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1673 ถือเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมได้ โดยมาดามเดอ มองเตซแปง ผู้เป็นเจ้าจอมคนหนึ่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส พระนางเป็นผู้มีความทะเยอทะยานสูงมาก และคิดอยากให้พระเจ้าหลุยส์มอบความรักให้แก่นางมากกว่าเจ้าจอมคนอื่น ๆ รวมถึงพระราชินี พระนางจึงพยายามปรุงแต่งรูปโฉม ทั้งกิริยาวาจาให้งามพร้อมไปทุกกระเบียด แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด นางทำทุกวิถีทาง ทั้งแต่งกายยั่วยวน เรียกร้องความสนใจ ไปจนถึงใส่ร้ายป้ายสีสตรีนางอื่น แต่ยิ่งพยายามมากเท่าใด ก็ยิ่งประสบกับความผิดหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งวันหนึ่งคนสนิทของพระนางได้แนะนำแนวทางแก้ไขโดยการทำพิธีเซ่นสังเวยซาตาน เพื่อขอพรให้ช่วยเหลือในเรื่องการทำเสน่ห์ มีหมอผีชื่อแอ็บเบ กิบเบิร์ก เป็นผู้ดำเนินพิธีกรรมดังกล่าว ซึ่งได้รับค่าตอบแทนสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมพิธีกรรมจำนวนมาก

วิธีการในพิธี ทำโดยให้หญิงสาวสองคนสวมหน้ากากและเปลือยกายนอนอยู่บนแท่นบูชา มีถาดวางเหล้าองุ่นและขนมปังแผ่นกลมไว้บนหน้าท้องของทั้งสองนาง มีข่าวลือว่าหญิงสาวคนหนึ่งนั้นคือตัวมาดามเดอ มองเตซแปงเอง แต่นักค้นคว้าประวัติศาสตร์เชื่อว่าน่าจะเป็นหญิงรับใช้มากกว่า แต่สิ่งที่โหดร้ายสำหรับพิธีการนี้คือการเซ่นสังเวยโลหิตของเด็กหญิง โดยใช้มีดคมกรีบปาดคอเด็กให้เลือดไหลลงไปในถ้วยเหล้าองุ่น ในขณะที่หมอผีท่องบทสวดถึงซาตาน อ้อนวอนให้เจ้าแห่งความตายมารับเครื่องเซ่นและคำขอร้องจากตน เพื่อให้พระเจ้าหลุยส์ทรงเปลี่ยนพระทัยมาหลงรักมาดามเดอ มองเตซแปง

ผลปรากฏว่าพิธีการเซ่นซาตานด้วยเลือดสด ๆ ของเด็กที่ถูกฆ่าตายต่อหน้านี้ไม่มีผลต่อพระเจ้าหลุยส์แต่อย่างใด ตรงกันข้ามพระองค์ยิ่งดูเกลียดชังมาดามเดอ มองเตซแปง มากยิ่งขึ้น เพราะเริ่มสังเกตเห็นว่าพระนางคบหากับกลุ่มคนแปลกประหลาดและประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับศาสตร์ไสยศาสตร์มนต์ดำ ทำให้พระนางเพิ่มทวีความเจ็บแค้นมากยิ่งขึ้น จึงคิดที่จะรอบปลงพระชนม์ของพระเจ้าหลุยส์

พระนางเรียกหมอผีกิบเบิร์กมาทำพีธีเซ่นสังเวยความตายอีกครั้ง โดยทำการปรุงแต่งเครื่องเซ่นและขั้นตอนในพิธีกรรมให้โหดร้ายยิ่งขึ้น คือทำการตัดคอเด็กแรกเกิด และวางแผนนำเลือดที่ได้จากกระดูกของหญิงสาวและอสุจิจากชายหนุ่มใส่ลงไปในเหล้าองุ่นของพิธีการ เพื่อที่จะแอบนำไปผสมในพระกระยาหารของพระเจ้าหลุยส์
แต่ก่อนที่พิธีกรรมนี้จะเริ่มขึ้น นิโคลัส เดอ ลาเรย์เนีย นายทหารราชองครักษ์ ซึ่งได้รับคำสั่งให้ติดตามดูพฤติกรรมของมาดามเดอ มองเตซแปง ก็ได้นำทหารเข้าจับกุมผู้ร่วมพิธีการทั้งหมดรวมถึงมาดามเดอ มองเตซแปงด้วย ผู้ให้การสนับสนุนที่จับกุมมาได้นั้นมีไม่ต่ำกว่าร้อยคน ทุกคนถูกลงโทษประหารชีวิตทั้งสิ้น เว้นแต่มาดามเดอ มองเตซแปง ซึ่งได้รับความเมตตาไว้ชีวิต แต่ถูกเนรเทศออกไปอยู่ในป่าชนบทอันกันดารและห่างไกลผู้คน พระนางต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังท่ามกลางความมืดมิดและอันตรายรอบด้าน ด้วยความหวาดกลัวที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทำให้พระนางมีอาการคลุ้มคลั่งอย่างหนัก และมองเห็นเพียงภาพปีศาจเด็กที่ถูกปาดคออย่างโหดร้าย เรื่องราวของพระนางหลังจากนั้นไม่มีใครทราบแน่ชัด บ้างว่าถูกจับขังคุกอีกครั้ง แต่บ้างก็กล่าวว่าพระนางได้สิ้นชีวิตลงไปป่านั่นเอง สุดท้ายแล้วพระนางก็เป็นเพียงเหยื่ออีกรายหนึ่งของซาตาน เจ้าแห่งความตายและชีวิตทั้งปวง

และจากข้อมูลที่ผมได้มา สิ่งที่เกี่ยวข้องกับลัทธิซาตานคือ ไสยศาสตร์ มนต์ดำ การใช้ยาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ การบูชายัญด้วยเลือด

โรเบอร์ต้า แบลนเคนชิพได้เล่าประสบการณ์ว่า “เธอต้องไปที่หลุมฝังศพในเวลาที่มืดสนิทและน่ากลัว ต้องเดินข้ามไม้กางเขนขนาดใหญ่เท่ากับตัวคน และกล่าวปฏิเสธความเชื่อทุกอย่างในพระคริสต์ หลังจากนั้นก็จะเริ่มประกอบพิธี ต้องดื่มเลือดสดๆที่เชือดจากสัตว์เป็นๆ...”

ลีน แมคมิลลอนกล่าวว่า “รูปแบบหนึ่งของลัทธิบูชาซาตาน เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ มีการร่วมประเวณีในพิธีกรรมเพื่อบูชาซาตาน และอีกรูปแบบหนึ่งของลัทธิอันชั่วร้ายนี้คือ การใช้ยาเสพติด”

แต่เดิมลัทธิซาตานเป็นขบวนการลับ แต่ปัจจุบันเปิดเผยตัวออกมาแล้ว มีลักษณะเป็นการต่อต้านศาสนาหรือต่อสู้กับเรื่องของพระเจ้า มีการนมัสการบุคคลที่ชื่อลูซีเฟอร์ (ซาตาน) ผู้ที่เข้าร่วมประชุมต้องปฏิเสธการเป็นคริสเตียน และยอมให้ลูซีเฟอร์เป็นพระเจ้าของพวกของเขา พบว่ากลุ่มพวกแม่แม่มดได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิซาตานอย่างมาก

โบสถ์ของซาตานตั้งขึ้นในปี คศ. ๑๙๖๖ ที่ซานฟรานซิสโก โดยแอนตัน แซนเดอร์ ลา เวย์ มีสมาชิกจำนวนหลายพันคน และต่อมาโบสถ์ได้แพร่หลายไปทั่วสหรัฐอเมริกา คำสอนของเขาเน้นในเรื่องวัตถุ นิยมและความสุขนิยม เลเวย์มักจะแต่งกายด้วยสีดำทั้งชุด และใช้รถยนต์สีดำด้วย

ลาเวย์เป็นคนเชื้อสายรัสเซีย ฝรั่งเศสผสมโรมาเนีย เคยทำงานในโรงละครสัตว์ เคยเป็นตำรวจถ่ายภาพ เป็นนักออร์แกนในไนท์คลับ และชอบศึกษาในเรื่องศาสตร์ที่ลึกลับ เขากล่าวถึงโบสถ์ของตนเองว่า “มีการปล่อยตัวตามราคะตัณหาที่น่าสนุก จุดประสงค์เพื่อรวบรวมบุคคลที่มีความคิดเห็นอย่างเดียวกันเข้าด้วยกัน เพื่อใช้พลังอำนาจแห่งความมืด ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติมา นั่นคือซาตาน”

สมาชิกทุกคนต้องยอมรับว่าซาตานเป็นตัวแทนของ หนึ่ง การปล่อยตัวตามราคะตัณหา สอง การมีชีวิตตื่นเต้นสนุกสนาน สาม การแก้แค้น สี่ ยอมรับว่ามนุษย์มีธรรมชาติของสัตว์ ห้า ซาตานเป็นตัวแทนของทุกสิ่งที่เรียกว่าความผิดบาป และหก ต่อต้านคริสเตียนอย่างรุนแรง

ปล.ยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับซาตานอีกมากมาย หากมีผู้สนใจเข้ามาเยอะ ผมจะหามาลงเพิ่มให้อีกครับ ถ้าผมไม่ถูกจับไปบูชายันซะก่อนนะ ขอตัวไปกบดานก่อน ........บรึ๋ยยยย ขนลุก...............

By.นักเดินทาง
 
14  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / Re: เปิดชีวิต “เสก โลโซ” บูชาซาตาน ขายวิญญาณแลกความดัง เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2014, 09:29:56 AM
 โกรธ
                                                  เปิดใจ “เสก” ซาตานในคราบนักบุญ เตรียมตั้งมูลนิธิ-ขายเบียร์หักเปอร์เซ็นต์ทำบุญ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
   23 ตุลาคม 2557 13:41 น.

        “เสก โลโซ” ซาตานในคราบนักบุญ เตรียมตั้งมูลนิธิช่วยเหลือคนและสัตว์ ตอนนี้กำลังหาซื้อที่ดินสร้างบ้านและคลินิกให้หมาจรจัด อนาคตจะเปิดศูนย์ช่วยเหลือคนตกงาน บอกเข้าใจหัวอกคนจนเพราะเคยจนมาก่อน เชื่อหรือไม่ก่อนจะมาเป็นซูเปอร์สตาร์ขาร็อกเสกเคยเป็นคนเร่ร่อนป้ายรถเมล์ก็เคยนอนมาแล้ว เผยปีนึงๆ ตนบริจาคเงินเป็น 10 ล้าน เร็วๆ นี้จะทำเบียร์ยี่ห้อโลโซขายหักเปอร์เซ็นต์ทำบุญ ลั่นถ้าขายได้พันล้านจะบริจาคร้อยล้าน
       
       ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวคราวของ “เสก โลโซ” เสกสรร ศุขพิมาย ที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ้าตัวเสพยาเสพติดจนต้องเข้ารับการบำบัด เรื่องความเจ้าชู้มีเมียหลายคนซึ่งเจ้าตัวเป็นคนยอมรับเรื่องนี้เอง แต่ที่ร้ายแรงสุดที่ทำให้สังคมรับไม่ได้ก็คือเรื่องที่เสกทำร้ายร่างกายอดีตภรรยา “กานต์ วิภากร” ล่าสุดกรณีตบกานต์หน้าบ้านต่อหน้าลูก แม้เสกและทนายความส่วนตัวจะยืนยันว่าโดนยั่วยุก่อน อีกทั้งเชื่อว่ามี่การจัดฉากจากทางอดีตภรรยา เนื่องจากมีคนแอบถ่ายคลิปไว้ ซ้ำตำรวจท้องที่ก็มาที่เกิดเหตุรวดเร็วผิดปกติ เด็ดสุดเสกยังโชว์รูปดุ้นจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ก่อนจะออกมายอมรับหน้าตาเฉยว่าเป็นของตนจริงแต่ยังไม่แข็งตัว! จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวต่างๆ ทั้งหมดได้ทำให้ภาพลักษณ์เสกติดลบในสายตาคนอื่น แต่ใครจะรู้บ้างว่าอีกด้านนึงเสกเป็นคนใจบุญมากๆ ช่วยมาหมดทั้งเพื่อนมนุษย์และหมาจรจัด เคยไปช่วยน้ำท่วมมาไม่รู้กี่ครั้ง นั่งดูทีวีเห็นใครตกยากเจ้าตัวจะยื่นมือเข้าไปช่วยอย่างไม่รีรอ ปีนึงๆ บริจาคเงินเป็น 10 ล้าน อนาคตจะเปิดศูนย์ช่วยเหลือคนตกงานและหางานให้ทำ เข้าใจหัวอกคนจนเพราะเคยจนมาก่อน เชื่อหรือไม่ก่อนจะมาเป็นซูเปอร์สตาร์ขาร็อกเสกเคยเป็นคนเร่ร่อนไม่มีแม้แต่ที่นอน ป้ายรถเมล์ก็เคยนอนมาแล้ว เตรียมเปิดมูลนิธิโลโซไว้ช่วยเหลือคนอื่น ตอนนี้กำลังหาซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านและคลินิกให้หมาจรจัด ปีหน้าจะเปิดธุรกิจเบียร์โลโซออกมาขายหักเปอร์เซ็นต์ทำบุญ ลั่นกำไรที่ได้จะแบ่งไปบริจาคถ้าขายได้พันล้านจะบริจาคร้อยล้าน
       
       รู้จักอีกด้านของ “เสก โลโซ” ชอบทำบุญ ช่วยมาหมดแล้วทั้งเพื่อนมนุษย์ที่ตกยาก รวมถึงหมาจรจัด ตอนนี้เสกเปิดมูลนิธิโลโซเพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือคนอื่นโดยตรง
       “ผมกำลังจะทำมูลนิธิโลโซเพราะผมชอบทำบุญซึ่งก็ทำมาตลอด แต่ครั้งนี้อยากทำให้เป็นรูปเป็นร่าง มูลนิธินี้ผมอยากให้เป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือสิ่งต่างๆ อย่างช่วยหมาเพราะผมรักหมาอยู่แล้ว ช่วยคนพิการ หรือเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผมเองก็เคยไปช่วยมาตลอด อย่างที่ผ่านมาผมก็เคยไปช่วยสภากาชาด ซึ่งถ้าทำมูลนิธิมันก็จะชัดเจนดี ขั้นตอนตอนนี้กำลังจดทะเบียนอยู่”
       
       อุปถัมภ์หมาจรจัดกว่าร้อยตัวที่ซอยลาซาลมานานร่วมปี หลังดูข่าวเห็นลุงขายพวงมาลัยเลี้ยงแล้วสงสาร เสกช่วยจริงจังถึงกับลงทุนลงแรงทำอัลบั้มออกมาขายได้เงินมา 2 ล้าน ตอนนี้กำลังหาซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านและคลินิกให้หมาจรจัดเหล่านั้นได้มาอยู่
       “ผมเป็นคนรักหมาแล้ววันนึงได้ดูข่าวเห็นเขาไปทำข่าวลุงชัยซึ่งลุงแกเป็นคนขายพวงมาลัยแต่เลี้ยงหมาเยอะมากเป็นร้อยตัวที่ซอยลาซาล คือเป็นคนใจดีมากขายพวงมาลัยได้เงินมาก็เอาเงินไปซื้ออาหารให้หมาผมก็รู้สึกว่าคนเราขนาดอายุเยอะแล้ว แถมทำมาหากินด้วยการขายพวงมาลัยไม่ได้ร่ำรวยแต่ยังมีจิตใจดีงามเผื่อแผ่สัตว์ แต่เรามีเพียบพร้อมหมดทุกอย่างทำไมเราจะช่วยไม่ได้ ผมก็เลยติดต่อไปที่ช่องเพื่อจะติดต่อลุง บอกว่าผมจะช่วยเลี้ยงดูหมาจะหาที่อยู่ให้เพราะลุงแกโดนไล่ที่ไปเรื่อยๆ แกก็ลำบาก ผมก็ไปช่วยอุปถัมภ์หมาของลุงชัยตั้งแต่นั้นมาก็จะ 1 ปีแล้ว ก็ไปบริจาคเงินกับเอาอาหารไปให้ บางทีก็ไปเยี่ยมบ้างและก็มีน้องๆ ที่เป็นแฟนโลโซไปช่วยกัน และผมก็เปิดเลิฟด็อกคลับ เพื่อให้คนเข้ามาเป็นสมาชิก และให้คนที่รักมามาทำกิจกรรมร่วมกัน และสามารถไปช่วยหมาตามที่ต่างๆ ได้ด้วยอย่างหมาจรจัดที่เราเห็นว่าน่าช่วยเหลือ”
       
       “แล้วผมก็ทำอัลบั้มนึงชื่อ เลิฟ แอนด์ พีช เพื่อจะไปสร้างคลินิกและสร้างบ้านให้หมา ก็ขายอัลบั้มนี้ได้เงินประมาณ 2 ล้าน ซึ่งเงิน 2 ล้านที่ขายอัลบั้มได้ผมก็บริจาคให้เขาหมดเลย ผมกำลังดูที่อยู่เพราะที่ซอยลาซาลคงซื้อไม่ไหวเพราะราคามันสูงมาก แต่มีปัญหาตรงที่ลุงชัยต้องขายพวงมาลัยอยู่แถวนั้น เพราะฉะนั้นงบประมาณที่เรามีอยู่น่าจะหาซื้อที่ได้สัก 1 ไร่ ราคาสัก 1 ล้าน ถ้าซื้อที่ได้แล้วผมจะสร้างเป็นคลินิกหมา ซึ่งลูกน้องผมชื่อเบนเขาทำคลอดหมาได้ ฉีดยาได้ ทำหมันได้ การที่เขาไปช่วยก็เป็นความสมัครใจของทุกคน”
       
       “อนาคตข้างหน้าผมจัดคอนเสิร์ตผมก็จะเอาไปให้เขา ก็ตั้งใจจะให้เขาเรื่อยๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ผมทำแล้วสบายใจดี มูลนิธิผมช่วยหมดนะไม่ใช่แค่หมาอย่างเดียว อย่างไปช่วยน้ำท่วมเอาของไปแจก หรือดูแลคนยากคนจนเวลาเขาลำบากเราก็ไปช่วยเขา เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเราก็จะไปช่วยเพราะฉะนั้นมูลนิธิของผมก็จะเป็นสื่อกลางคนที่ใจบุญ เหล่านี้พวกเราก็ทำมาเสมออยู่แล้ว เพียงแต่เราทำให้เป็นรูปเป็นร่างเป็นหลักเป็นฐานในสิ่งที่เรา มันไม่ได้แค่ทำเพื่อไปรับใบประกาศ แต่เราจะทำเป็นให้เป็น library บันทึกไว้ว่าเราทำอะไรไปบ้างในปีนึงๆ”
       
       ขึ้นหน้าหนึ่งมีแต่ข่าวเสพยา ตบเมีย แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าผู้ชายที่ชื่อ “เสก โลโซ” ปิดทองหลังพระมานาน บริจาคเงินปีนึงๆ เป็น 10 ล้าน อนาคตจะเปิดศูนย์ช่วยเหลือคนตกงานและหางานให้ทำ เข้าใจหัวอกคนจนเพราะเคยจนมาก่อน ก่อนจะมาเป็นซูเปอร์สตาร์ขาร็อกเสกเคยเป็นคนเร่ร่อนไม่มีแม้แต่ที่นอน ป้ายรถเมล์ก็เคยนอนมาแล้ว
       “ปีนึงๆ ผมบริจาคเงินเยอะมากนะเป็น 10 ล้านได้ ซึ่งไม่มีใครทราบหรอก ผมทำบุญมานานมาก ทำตั้งแต่ออกอัลบั้มชุดแรก แม้กระทั่งเล่นในผับผมก็ทำแบบนี้ ตามสถานที่คนชราผมก็ไปเล่นให้เขาฟรีให้เขาสนุกสนานมีความสุข เวลาผมทำอะไรผมทำด้วยหัวใจ ผมเป็นคนจน ผมเกิดที่โคราช คิดว่าไม่เกิน 3 ปีผมจะทำศูนย์คนตกงานให้ได้ เพราะสมัยก่อนผมเคยเป็นเด็กตกงาน ไม่มีงานทำ เที่ยวไปนอนบ้านคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย ผมจะสร้างศูนย์นี้ไว้ให้คนที่ตกงานที่มาจากต่างจังหวัดมาพักที่ศูนย์นี้แล้วผมก็จะให้กระทรวงแรงงานมาดูว่าใครทำอะไรยังไงได้บ้าง”
       
       “แต่คนที่มาอยู่ต้องช่วยกันทำงาน ในศูนย์ก็จะมีเรื่องของการพัฒนาอาชีพฝึกโน่นฝึกนี่ให้ ต้องเอาคนที่ไม่เกเรมาอยู่ อันนี้คือความตั้งใจของผมเลย (อย่างนี้แสดงว่าถ้าเห็นคนถือกระเป๋าใบเดียวนอนสนามหลวงก็อยากช่วย?) เมื่อก่อนผมเป็นแบบนั้นแหละ(หัวเราะ) ไม่มีที่นอน ป้ายรถเมล์ผมยังเคยนอนเลย เคยมาหมดทุกอย่าง ชีวิตทำมาหมดทุกอย่างแล้ว เวลาผมเห็นใครเป็นแบบนั้นมันก็จะสะท้อนมาที่ตัวเอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำมันเกิดจากแรงบันดาลใจจากตัวเองทั้งนั้นแหละ เพราะผมผ่านชีวิตที่ลำบากมา พอเราสบายก็จะช่วยคนอื่น ผมก็ชวนน้องๆ ที่มาทำงานกับผม”
       
       “อย่างถ้านั่งดูทีวีแล้วเห็นคนน่าสงสารผมก็จะไปช่วยเขา (บริจาคเงินให้เลยมั้ย?) ไม่ๆ ผมไม่ได้รวยขนาดนั้น(หัวเราะ) ไม่ใช่ใครขอเงินก็ให้หมดอย่างนั้นไม่ใช่ ผมรู้จักใช้เงิน เวลาผมจะทำผมต้องไปจัดคอนเสิร์ต อย่างเช่นผมจะบริจาคเงิน 5 แสนผมต้องไปจัดคอนเสิร์ตหามา ถ้าผมจ่ายเองทุกอย่างผมก็ตายสิเพราะผมทำหลายอย่าง เพราะฉะนั้นเวลาใครลำบากผมก็ต้องคิดแล้วว่าอันไหนที่เราไปช่วยเขาได้บ้าง เงินที่บริจาคบ่อยที่สุดคือน้ำท่วม คนป่วย สัตว์ พระ วัด ผมสร้างพระ 84 องค์จะเอาไปถวายทั่วประเทศ จะให้จังหวัดละ 1 องค์ การสร้างพระได้บุญเยอะมากนะเขาเรียกว่าบุญมหาศาล เรียกว่าอันนี้เป็นทางที่ผมจะรับใช้ศาสนา เพราะผมต้องทำให้ครบทุกอย่างทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ผมนับถือเสด็จพ่อ ร.5 อยู่แล้ว อย่างเรื่องของชาติผมก็ช่วยคน ช่วยหมา เหล่านี้ถือว่าช่วยชาตินะ”
       
       เคยฝ่าดงระเบิดไปร้องเพลงให้กำลังใจอาสาสมัคร 3 จังหวัดชายแดนใต้ แถมหาเงินไปบริจาคช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุความไม่สงบ ตัดพ้อเวลาทำดีไม่เคยเป็นข่าว แต่พอข่าวทะเลาะเมียสนใจกันใหญ่ บอกถ้าตนสติแตกขึ้นมาจะไม่ช่วยใครอีกแล้วก็ได้แต่ตนก็ทำไม่ได้เพราะไม่ใช่ตน
       “ผมเคยไปร้องเพลงที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปยืนร้องกลางถนนจังหวัดปัตตานี แล้วผมก็ไปเยี่ยมคนที่เขาโดนระเบิดกับมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ผมไม่กลัวตาย เกิดมาชาตินึงทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน คิดง่ายๆ ถ้าเราไปแค่นี้แล้วกลัวตายแล้วคนที่เขาอยู่ในพื้นที่ไม่กลัวเหรอ ผมก็ลงไปร้องเพลงให้กำลังใจอาสาสมัครและเอาเงินไปบริจาคให้เขา และเอาเงินไปมอบให้คนพิการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปีที่แล้วจัดคอนเสิร์ตได้เงินเกือบล้านก็เอาไปให้เขาหมด”
       
       “เวลาผมจัดคอนเสิร์ตไปให้วัดไม่เห็นมีใครทำข่าวผมเลยสักนิดเดียว ทั้งๆ ที่ทุกครั้งที่ทำผมก็โพสต์ในเฟซบุ๊กผม แต่พอข่าวแบบนี้(มีปัญหากับภรรยา)เขาจะสนุกสนานกันมาก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคนเราสมัยนี้เขาคิดอะไรกันอยู่ การทำความดีมันทำยากนะแต่ก็ต้องทำ ถ้าสมมติผมสติแตกที่มาเล่นแต่ข่าวแบบนี้แล้วผมไม่ไปช่วยใครแ_งแล้ว นอนอยู่บ้านเฉยๆ ผมก็ทำได้นะ แต่ผมไม่ทำแบบนั้นหรอก ผมเคยคิดนะถ้าเขามาจับผมไปได้แล้วใครจะมาช่วยคนพวกนี้วะเนี่ย แล้วหมาที่เลี้ยงอยู่ใครจะเลี้ยงเขาวะ แล้วข่าวทุกอย่างมันออกมาจากโซเชียลมีเดียทั้งนั้น แล้วโซเชียลมีเดียผมเขาก็รู้กันหมดแล้วทำไมเรื่องดีๆ ไม่เอาไปเสนอบ้าง แต่เวลาผมมีเรื่องไม่ดีคนจะสนใจมากเพราะมันดัง ซึ่งผมชอบนะมันมันดี ให้รู้ไปเลยว่าฉันเจ๋งกว่าที่พวกเธอคิด (จริงๆ บางเรื่องไม่ยอมรับก็ได้ อย่างเรื่องรูปโชว์ดุ้น?) เพราะผมเป็นคนตรงไปตรงมาไง”
       
       เร็วๆ นี้จะทำธุรกิจเบียร์ยี่ห้อ “โลโซ” ออกมาขายหักเปอร์เซ็นต์ทำบุญ ลั่นถ้าได้กำไรพันล้านจะเอาเงินไปบริจาคร้อยล้าน!
       “ผมจะทำธุรกิจเบียร์ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 2 อย่าง ที่จะทำก่อนก็คือเบียร์ Pistonhead ซึ่งเป็นเบียร์ของสวีเดน เขามาติดต่อให้ผมเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายและเป็นเจ้าของร่วมแต่ไม่ได้หุ้นกับเขานะ เบียร์นี้มาเป็นสปอนเซอร์หลักของคอนเสิร์ตผมครั้งนี้ด้วย แล้วปีหน้าผมจะทำเบียร์โลโซซึ่งจะผลิตในประเทศไทย ผมลงทุนคนเดียวไม่ได้หุ้นกับทางสวีเดน ปีหน้าไตรมาสที่ 2 ผมน่าจะเริ่มคิดเรื่องเบียร์ ถึงทำ 2 ยี่ห้อแต่มันไม่ซ้ำหรอก เหมือนผมมี 2 ยี่ห้อให้คนซื้อ เบียร์โลโซผมอาจจะขาย 33 บาท แต่เบียร์ Pistonhead ผมขาย 44 บาท เบียร์โลโซรสชาติต้องเป็นส่วนตัวต้องอร่อยแน่นอน ผมจะบินไปเทสต์ที่ต่างประเทศเอง ผมจะจ้างคนปรุงรสชาติให้แล้วจะเริ่มผลิต ยังไม่รู้เลยว่าจะลงทุนเท่าไหร่ เพราะต้องให้คนเช็คก่อนว่าทำเบียร์ต้องลงทุนเท่าไหร่ ผมจะทำโรงเบียร์สำหรับต้มเบียร์แล้วทำเป็นผลิตภัณฑ์ของเราเล็กๆ ก่อน หรือถ้าทาง Pistonhead สนใจอยากเป็นหุ้นส่วนก็มาเปิดโรงงานกันและแบ่งเปอร์เซ็นต์กันไป”
       
       “ผมจะเอากำไรที่ได้ไปทำบุญ ตลาดเบียร์มันใหญ่อยู่แล้ว ผมจะรวยมาก(หัวเราะ) ผมก็เลยแพลนว่าถ้าได้กำไรเยอะๆ ผมจะบริจาคปีละร้อยล้านพันล้าน ผมจะบริจาค 10% ถ้าผมขายเบียร์ได้กำไรปีละ 5,000 ล้าน ผมก็จะบริจาคสัก 500 ล้าน ก็เป็นความคิดที่ไม่ได้ไกลเกินจริง ถามว่าทำเบียร์กับทำบุญขัดกันมั้ย ไม่ขัดหรอก ไม่ว่าใครจะทำอะไรมันเป็นอาชีพ แต่เราต้องเอาเงินที่ได้มาไปทำบุญด้วย ถึงเราไม่ทำเบียร์คนอื่นก็ทำ เบียร์มันไม่ได้มีแค่ของโลโซอย่างเดียว เบียร์ในโลกนี้มีเป็นหมื่นเป็นพันยี่ห้อ ถ้าเขาไม่กินของเราเขาก็ไปกินของคนอื่น คนอังกฤษเขากินเบียร์เป็นน้ำเลยนะ คนเราถึงแม้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มันก็ทำชั่วได้ อย่าไปคิดว่าคนดื่มเบียร์จะชั่วหมด หมอโรคจิตฆ่าหั่นศพก็มีนะ แต่เราถึงจะเมาให้ตายห่าก็ไม่มีความคิดจะไปฆ่าคน ผมก็จะค้าขายของผม แล้วก็เอาเงินมาช่วยสังคม”

          Credit  :  Manager NEWS 1
15  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / เปิดชีวิต “เสก โลโซ” บูชาซาตาน ขายวิญญาณแลกความดัง เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2014, 09:18:49 AM
 ยิ้ม
                                                                    เปิดชีวิต “เสก โลโซ” บูชาซาตาน ขายวิญญาณแลกความดัง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
   2 พฤศจิกายน 2557 14:07 น.


                                                                    ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000013015101_zps46c741db.jpeg.html][IMG]][/url]

            "เสก โลโซ" เผยชีวิตในเงามืด บูซาตาน ขายวิญญาณแลกความดัง เพื่อให้เล่นกีต้าร์เก่งและมีชื่อเสียง เชื่อซาตานมีจริง
      
       นาทีนี้คงไม่มีใครฉาวไปกว่า “เสก โลโซ” เสกสรร ศุขพิมาย ร็อกเกอร์คนดังที่กำลังมีปัญหากับอดีตภรรยา “กานต์ วิภากร” โพสต์ด่ากันไปมาผ่านโซเชียลแทบทุกวันแล้ว ฝ่ายหญิงเอาหมอไปที่บ้านจะจับฝ่ายชายไปตรวจหาสารเสพติดเพราะคิดว่ายังไม่เลิกเสพยา เท่านั้นไม่พอยังเอาคลิปถูกเสกตบมาโพสต์แฉ กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวทั้งเรื่องคลิปเรื่องทำร้ายร่างกายส่งผลให้ชื่อเสียงและภาพลักษณ์เสกเสียหาย แต่น่าแปลกที่เหตุการณ์เหล่านี้กลับไม่กระทบจิตใจเสก แถมไม่กระทบเรื่องงาน เพราะทุกวันนั้นเสกมีคิวเล่นคอนเสิร์ตเดือนหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 10 ที่สร้างเม็ดเงินหลายล้านบาทต่อเดือน อะไรที่ทำให้เสกอยู่ยงคงกะพัน วันนี้เราจะไปหาคำตอบกัน
      
        ร็อกเกอร์หนอนหนังสือ ศึกษาทั้งหนังสือธรรมะ , ฮิตเลอร์ บรรลุถึงขั้นสามารถใช้จิตสั่งกายได้
       “ทุกคนมีทั้งโพซิทีฟและเนกาทีฟ แต่ผมมีโพซิทีฟสูงมากไม่ว่าเรื่องอะไรผมก็จะทำให้เป็นความสุขได้ วันนึงๆ ผมเศร้าน้อยมาก 3 ชั่วโมงผมอาจจะเศร้าแค่ 1 นาที เรื่องที่ทำให้ผมเศร้าก็อย่างเช่นไปเห็นรูปเด็กคนนึงเขาน่าสงสาร แต่ผมไม่อยากเศร้าผมก็จะคิดอีกมุมว่าบางทีโชคชะตาเขาอาจจะเป็นอย่างนั้น นั่นคือวิธีคิดของผม ผมเป็นคนไม่ค่อยทุกข์จะมีทุกข์ก็อย่างเวลาสงสารลูกผมก็มีบ้างที่นั่งน้ำตาไหล แต่ทุกข์แป๊บเดียวก็เข้าใจได้ว่ามันเป็นอย่างนี้ ที่ตัดได้เร็วเพราะผมเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาก หนังสือธรรมะก็อ่าน อ่านตั้งแต่หนังสือพระพุทธเจ้าถึงหนังสือฮิตเลอร์ อ่านจนรู้ว่าชีวิตคนเราต้องศึกษาหาความรู้นะ ไม่ใช่อยู่กันแบบงูๆ ปลาๆ ต้องอ่านหนังสือ ต้องศึกษาให้ถ่องแท้เพราะถ้ารู้หมดแล้วคุณจะมีความสุขหมดเลย ผมว่าผมเป็นผู้รู้คนนึงเลยแหละ”
      
       “ผู้รู้ในเรื่องของธรรมะและวิทยาศาสตร์ ถ้าคุณรู้เรื่องของธรรมะและวิทยาศาสตร์คุณชนะเลิศจะไม่มีทุกข์เลย เพราะจะทำให้รู้ว่าพอเราทุกข์เสร็จเราต้องฝึกจิตของเราให้ออกมาจากทุกข์ ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ The Secret ของ Rhonda Byrne(รอนดา เบิร์น) หนังสือเล่มนี้เขาเรียกว่าเป็นไบเบิลของยุคปัจจุบันเลยนะ ผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคนต้องคิดแบบนั้น ผมบรรลุถึงขนาดรู้ว่าชีวิตคนเรามันเป็นแบบนี้นี่เอง บรรลุถึงขนาดไม่เคยป่วยเลยไม่ป่วยมา 15-17 ปีได้ ไม่เคยเป็นไข้เลยเพราะผมใช้จิตควบคุมร่างกายทุกอย่าง ผมรู้แม้กระทั่งถ้าเราคิดแบบไหนแล้วจะไม่ป่วย ไม่ได้เรียกว่าสะกดจิตตัวเองนะแต่เรียกว่าใช้จิตที่เข้มแข็งของเราควบคุม ต้องไปอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะรู้”
      
       เผยครั้งหนึ่งในชีวิต “เคยบูชาซาตาน” ด้วยการขายวิญญาณให้ซาตาน แลกกับให้ตัวเองโด่งดังและเล่นกีตาร์เก่ง
       “ผมรู้เรื่องนี้เพราะดูหนังแล้วก็ไปอ่านหนังสือศึกษาข้อมูลต่อ ตอนขายวิญญาณให้ซาตานผมอายุแค่ 10 กว่าๆ ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ เรื่องขายวิญญาณให้ซาตานผมทำจริงๆ ผมก็บอกว่าขอให้ผมเล่นกีตาร์เก่งๆ และขอให้โด่งดังมีชื่อเสียง แล้วก็เอาวิญญาณแลกกับผม ซึ่งผมก็เล่นกีตาร์เก่งและก็ดังจริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความเชื่ออย่างเดียวแต่มันเป็นเรื่องจริง แต่อย่างแรกต้องมีความศรัทธาก่อนทำอะไรต้องมีศรัธาก่อน ศาสตร์ของคนมันต่างกัน ศาสตร์ของเณรคำก็ศาสตร์นึง ศาสตร์ของคนทรงเจ้าก็อีกศาสตร์นึง ศาสตร์ของดนตรีก็อีกศาสตร์นึง แต่ทุกวันนี้ผมไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับซาตานแล้ว”
      
        “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกนี้มันเกิดขึ้นด้วยการกระทำของคน เช่น โค้ดต่างๆ ของ Da Vinci Code มันเป็นเรื่องจริงหมดนะ แม้กระทั่งการตามหาลูกของพระเจ้าก็เป็นเรื่องจริงหมด ทีวีช่องดิสคัฟเวอรี่เขาจะพูดถึงเรื่องพวกนี้เพราะฝรั่งเขาไปถึงโน่นแล้ว คนไทยยังไปไม่ถึง บางคนยังไม่เชื่อว่าพญานาคมีจริง พญานาคมีจริงล้านเปอร์เซ็นต์นะ เพราะถ้าพญานาคไม่มีจริงเขาจะเอาไปทำตามโบสถ์ทำไม พญาครุฑก็มีจริงสิ่งลี้ลับพวกนี้มีจริง อย่าง ฤาษี พ่อแก่ เทพ มนุษย์ต่างดาวก็มีจริง เขามีตั้งศูนย์วิจัยใหญ่ตีเงินลงทุนเป็นหมื่นล้านเพื่อจะค้นหาพวกนี้ ฝรั่งเขาบรรลุไปถึงขั้นโน้นแล้วเพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ถ้าใครจะคิดว่ามนุษย์ต่างดาวเรื่องเหลวไหลนี่ไม่จริง เพราะคนที่มาทำเป็นคนมีความรู้ทั้งนั้นเป็นพวกด็อกเตอร์ที่ร่ำเรียนมาสูงๆ ทั้งนั้น ไม่มีทางที่จะทำอะไรโง่ๆ หรอก อย่างเรื่องที่ผมใช้จิตกำหนดร่างกายก็เหมือนกันเขามีสถาบันที่รีเสิร์ชอย่างถูกต้อง”
      
       ซึ่งนั่นคือเรื่องในสมัยที่เสกเล่นดนตรีแรกๆ แต่ ณ ปัจจุบันเจ้าตัวยืนยันไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับซาตานแล้ว และได้หันมาทำบุญไปช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก คนบ้านน้ำท่วม รวมไปถึงสัตว์เจ้าตัวก็ไปให้ความช่วยเหลือมาหมดแล้ว นอกจากนี้ยังเสกยังจัดคอนเสิร์ตหาเงินไปบริจาคให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งยังฝ่าดงระเบิดลงไปร้องเพลงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่อาสาสมัครด้วยตนเอง เร็วๆ นี้จะมีโปรเจกต์เกี่ยวกับการทำบุญครั้งใหญ่ที่เป็นการทำธุรกิจด้วยและได้ทำบุญด้วย
      
       สำหรับเรื่องราวการบูชาซาตาน เคยมีนักร้องเพลงใต้ดินซึ่งเป็นคนไทยถูกคนที่บูชาซาตานฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม คดีนี้เป็นคดีดังเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลัง “นายสามองค์ ไตรศรัทธา” นักร้องนำและมือเบส ฉายา “อเวจี” ของวงเซอร์เรนเดอร์ ออฟ ดิวินิตี้ วงร็อคแนวแบล็คเมทัล ที่โด่งดังทั้งในไทยและต่างประเทศ ถูก “นายปราการ หาญพันธุ์บุษกร” ที่อ้างตัวว่าเป็นคนบูชาซาตาน ใช้มีดปาดคอและกระหน่ำแทงกว่า 30 แผล นอนจมกองเลือดตายคาบ้านพัก ก่อนที่คนร้ายจะออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างเลือดเย็น โดยยอมรับว่าเป็นคนลงมือฆ่าเองเพราะตนตั้งใจจะฆ่าตัวตายตอนอายุ 25 ปีอยู่แล้ว ไหนๆ ก็จะตายแล้วก็ขอจัดการลากพวกที่นำแนวคิดของลัทธิซาตานไปแปดเปื้อนไปด้วยสักศพสองศพ ทั้งนี้เจ้าตัวยังได้บอกด้วยว่าซาตานเองก็เห็นชอบด้วยให้ทำเช่นนั้น แต่จะละเว้นไม่ฆ่าผู้หญิงและเด็ก อย่างน้อยจะได้ให้รู้ซะบ้างว่าองค์ซาตานไม่ใช่ของเล่นที่จะเอาไปลบหลู่พร่ำเพรื่อ ซึ่งคดีดังกล่าวได้สร้างความสะเทือนขวัญไปทั้งประเทศ
      
       ในส่วนของประวัติซาตาน ซึ่งอ้างอิงจาก www.indepencil.com ระบุว่าในสมัยยุโรปยุคกลาง (ค.ศ.1100-ค.ศ.1500) ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนเชื่อเรื่องเกี่ยวกับปีศาจและพ่อมดหมอผีอย่างจริงจัง มีความเชื่อว่า ซาตาน คือเจ้าแห่งความตาย เป็นปีศาจชั่วร้ายผู้เป็นศัตรูของพระเจ้า แม้จะถูกขับไล่และสาปแช่งให้อยู่ในความมืดมิดแต่ก็ยังทรงอำนาจมาก ทั้งยังกุมชะตาชีวิตของผู้คนทั้งหมดเอาไว้ในกำมือ เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว จึงมีคนจำนวนมากเลือกที่จะหันหลังให้พระเจ้า ขายวิญญาณให้ซาตาน ประกอบพิธีกรรมบูชาความตาย เพื่อร้องขอในสิ่งที่ตนเองปรารถนา พิธีกรรมต่างๆ ที่เป็นการบูชาภูตผีและซาตาน เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิไสยศาสตร์ดำ ซึ่งในยุคนั้นมีอยู่มากมายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเชื่อในแต่ละท้องที่ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ มันเป็นพิธีกรรมที่มีแต่ความทารุณโหดร้าย กระทำโดยหมอผีที่ขายวิญญาณให้ซาตาน โดยมากต้องมีการสังเวยเลือดหรือชีวิตของผู้บริสุทธิ์ การสวดมนต์บูชาความตาย และจุดเทียนไขแห่งความมืดมิด
      
       ไม่มีใครทราบรายละเอียดทางประวัติศาสตร์แน่ชัดว่าในช่วงแรกนั้นพิธีการเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและชัดเจนที่สุดเป็นเพียงคำอธิบายที่ปรากฏอยู่ในหนังสือนิยายอมตะเรื่อง “ลาบาส” เพียงไม่กี่บรรทัดเท่านั้น โดยอธิบายถึงพิธีเซ่นสังเวยซาตานในฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1594 ว่า “หมอผีสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ มีเครื่องหมายซาตานติดที่หน้าอก มีหญิงสาวสองคนเป็นผู้ช่วย เครื่องเซ่นคือเหล้าองุ่นและขนมปัง มีการจุดเทียนไขสีดำ” เทียนไขสีดำหรือเทียนแห่งความมืดมิดนั้นทำมาจากไขของมนุษย์หรือคนตาย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ เช่น กะโหลกมนุษย์ เด็กทารก และหญิงสาวพรหมจารี เป็นต้น
      
       พิธีเซ่นสังเวยซาตานครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1673 ถือเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมได้ โดยมาดามเดอ มองเตซแปง ผู้เป็นเจ้าจอมคนหนึ่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส พระนางเป็นผู้มีความทะเยอทะยานสูงมาก และคิดอยากให้พระเจ้าหลุยส์มอบความรักให้แก่นางมากกว่าเจ้าจอมคนอื่น ๆ รวมถึงพระราชินี พระนางจึงพยายามปรุงแต่งรูปโฉม ทั้งกิริยาวาจาให้งามพร้อมไปทุกกระเบียด แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด จนกระทั่งวันหนึ่งคนสนิทของพระนางได้แนะนำแนวทางแก้ไขโดยการทำพิธีเซ่นสังเวยซาตาน เพื่อขอพรให้ช่วยเหลือในเรื่องการทำเสน่ห์ มีหมอผีชื่อแอ็บเบ กิบเบิร์ก เป็นผู้ดำเนินพิธีกรรมดังกล่าว วิธีการในพิธี ทำโดยให้หญิงสาวสองคนสวมหน้ากากและเปลือยกายนอนอยู่บนแท่นบูชา มีถาดวางเหล้าองุ่นและขนมปังแผ่นกลมไว้บนหน้าท้องของทั้งสองนาง มีข่าวลือว่าหญิงสาวคนหนึ่งนั้นคือตัวมาดามเดอ มองเตซแปงเอง แต่นักค้นคว้าประวัติศาสตร์เชื่อว่าน่าจะเป็นหญิงรับใช้มากกว่า
      
       แต่สิ่งที่โหดร้ายสำหรับพิธีการนี้คือการเซ่นสังเวยโลหิตของเด็กหญิง โดยใช้มีดคมกรีบปาดคอเด็กให้เลือดไหลลงไปในถ้วยเหล้าองุ่น ในขณะที่หมอผีท่องบทสวดถึงซาตาน อ้อนวอนให้เจ้าแห่งความตายมารับเครื่องเซ่นและคำขอร้องจากตน เพื่อให้พระเจ้าหลุยส์ทรงเปลี่ยนพระทัยมาหลงรักมาดามเดอ มองเตซแปง ผลปรากฏว่าพิธีการเซ่นซาตานด้วยเลือดสด ๆ ของเด็กที่ถูกฆ่าตายต่อหน้านี้ไม่มีผลต่อพระเจ้าหลุยส์แต่อย่างใด ตรงกันข้ามพระองค์ยิ่งดูเกลียดชังมาดามเดอ มองเตซแปง มากยิ่งขึ้น
      
       ที่มา : นสพ. Super บันเทิง ฉบับวันที่ 1-15 พฤจิกายน 2557
หน้า: [1] 2 3 ... 80