แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 81
1  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ใช่! พระเยซูเจ้ามี DNA และ เลือดกรุ๊ป AB เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:50:39 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                         ใช่!  พระเยซูเจ้ามี  DNA และ เลือดกรุ๊ป AB
                                                                        Yes! Jesus Has DNA and Blood Group AB

Catholic Answers
Alan  Petervich  Update  28 November 2014

Scientists have been studying the Blood of Jesus in the Shroud, the drops of Blood at Lanciano and elsewhere, and the Blood all oozing out from various statues. They are all the same type, AB. And have the same genetic makeup, which means DNA !!!
นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเลือดของพระเยซูในผ้าห่อพระศพ  หยดเลือดจากแผ่นศีลที่ลานชีอาโน และที่อื่นอีก
และเลือดทั้งหมดที่ไหลซึมออกมาจากรูปปั้นต่างๆ   เลือดทั้งหมดนั้นเป็นเลือดกรุ๊ปเดียวกัน คือ AB และมีส่วนประกอบของยีนแบบเดียวกัน  ซึ่งหมายถึง DNA !!!

Here are the first three paragraphs of the story: ต่อไปนี้เป็นเพียงสามย่อหน้าแรกของเรื่อง :

"The blood analyzed recently from two weeping icons in Italy and found to possess extraordinary, unique characteristics is of the AB blood type -- the same type reported in the well-known bleeding Host miracle at Lanciano, Italy, and also detected on the famed Shroud of Turin.
“ เลือดที่วิเคราะห์กันเมื่อเร็วๆนี้มาจากรูปปั้นร้องไห้สองรูปในอิตาลี  และพบว่ามีลักษณะพิเศษ Well, folks, the exciting truth about Jesus’ DNA is about to be uncovered!!!
นี่แน๊ะ เพื่อน  ความจริงน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับ DNA ของพระเยซูกำลังจะเปิดเผยแล้ว!!!

Yes, Yes, Yes!  ใช่  ใช่  ใช่แล้ว!

Scientists have been studying the Blood of Jesus in the Shroud, the drops of Blood at Lanciano and elsewhere, and the Blood all oozing out from various statues. They are all the same type, AB. And have the same genetic makeup, which means DNA !!!
นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเลือดของพระเยซูในผ้าห่อพระศพ  ไม่เหมือนใครนั้น เป็นเลือดกรุ๊ป AB  -- เป็นกรุ๊ปเดียวกันที่มีรายงานอัศจรรย์แผ่นศีลเลือดไหลที่รู้จักกันดี ที่เมืองลานชีอาโน ในอิตาลี  และยังเห็นได้บนผ้าคลุมพระศพพระเยซู ที่เรียกกันว่า Shroud of Turin ที่มีชื่อเสียง.

"It was last week that word came from noted Italian author Renzo Allegri
that blood genetically analyzed from the weeping icons was tested by a prestigious university and allegedly found to be unique to earth -- unlike any genetic structure in the world blood bank. The odds against it being of the particular genetic structure, reported the researchers, were 200 billion to one.
“ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีคำบอกกล่าวมาจากนักประพันธ์อิตาเลียนที่มีชื่อเสียง นาย เรนโซ อัลเลกรี  ว่า  เลือดที่วิเคราะห์เกี่ยวกับยีนจากรูปปั้นร้องไห้สองรูป ได้รับการทดสอบโดยมหาวิทยาลัยทรงเกียรติ และอ้างพบสิ่งไม่มีใครเทียมเท่าในโลก – ไม่เหมือนโครงสร้างยีนใดๆในธนาคารเลือดของโลก  ความได้เปรียบของสิ่งนี้คือโครงสร้างยีนพิเศษ  นักวิจัยค้นคว้ารายงานว่า เป็นหนึ่งใน 200 พันล้าน ( สองแสนล้าน ) ยีน

"The implication is potentially astonishing: that the blood came from a source that was not preceded by a similar genetic type and was not inherited (as of course Jesus's Blood, if this was His actual genetic structure, would not have been inherited). Of course, because something is supernatural does not mean the process of discernment is over."
“ การแสดงเป็นนัยเป็นสิ่งน่าพิศวงที่เป็นไปได้ว่า เลือดมาจากแหล่งที่ไม่เคยมีมาก่อนโดยชนิดยีนที่คล้ายคลึงกัน และไม่ใช่สิ่งสืบทอด ( แน่นอน เช่นเลือดของพระเยซู  ถ้านี่เป็นโครงสร้างยีนปัจจุบันของพระองค์ ก็มิได้มีการรับตกทอด)  แน่นอน  เพราะว่าบางอย่างเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ก็มิได้หมายความว่า กระบวนการของการมองการณ์ไกลสิ้นไปแล้ว “

You can read the rest yourself:  ที่เหลืออ่านเอาเองนะครับ

Check it out at this website! http://www.spiritdaily.org/Quickhive...s/bologna2.htm
ritv’8N  โปรดอ่าน ข้อมูลจากเว็บไซต์นี้

This is not a scientific article in giving all the details, but eventually, the results have to be seen on the Net somewhere and we can google for it.
นี่ไม่ใช่บทความทางวิทยาศาสตร์ในการให้รายละเอียดทั้งหมด  แต่ในขั้นสุดท้าย  ผลที่ได้ต้องนำมาแสดงให้ดูบนเน็ตที่ใดที่หนึ่ง และเราก็สามารถใช้งานกูเกิลดูได้


Let’s face it, all the Superman stories that thrill us in childhood pale besides this. We know Jesus life and existence is the ultimate alien story. He is of us, and yet so different. Glory Be to the Father and to the Son and to the Holy Ghost! God wanted to come down and engineered this marvelous miracle! He has to be created ex nihilo after all. Right? Wrong!

ให้เราเผชิญกับมัน  เรื่องแบบซูเปอร์แมนทั้งหมดที่ทำให้เราตื่นเต้นในสมัยเป็นเด็ก จืดลงเลยเมื่อดูเรื่องนี้   เรารู้ถึงชีวิตของพระเยซูเจ้า  และการสถิตย์อยู่ของพระองค์ก็เป็นเรื่องแปลกที่สุดในโลก   พระองค์เป็นของพวกเรา  และดูจะแปลกแตกต่างอะไรเช่นนั้น   พระสิริรุ่งโรจน์จงมีแด่พระบิดาและพระบุตรและพระจิต !  พระเป็นเจ้าทรงประสงค์จะลงมาและสร้างสรรค์มหัศจรรย์ประหลาดยอดเยี่ยม !  พระองค์ต้องถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า ถ้าอย่างนั้น    ถูกไหม ?  หรือผิด !

It would be marvelous to get Our Lady’s Blood to compare and they did! Our Lady’s statues also weep!!! See what the article says? Quote: 
มันคงจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยอดเยี่ยมมาก ถ้าได้เลือดของแม่พระมาเปรียบเทียบ และพวกเขาก็ได้จริง !  รูปปั้นพระแม่มารีอาหลายรูปร้องไห้ด้วย !!!  ดูซิ บทความหนังสือพิมพ์ว่าอย่างไร ?  ยกมาให้อ่านดังนี้ :

"The blood is human blood, of group AB, male, and was found to be identical in the two samples tested, the blood from the tears from the Icon of the Virgin and the blood that appeared of the Face of Jesus are the same," the team reported, adding that "the configuration of the genetic features found in the Y chromosome does not correspond to any of the configurations present in the world wide data bank where the data of 22,000 male subjects from 187 different populations is kept." 
“ เลือดนั้นเป็นเลือดมนุษย์  กรุ๊ป AB ผู้ชาย  และพบว่าลักษณะตรงกันในสองตัวอย่างที่นำมาทดสอบ  เลือดจากน้ำตาจากรูปเคารพแม่พระและเลือดที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของพระเยซูเป็นชนิดเดียวกัน “  ทีมผู้ทดสอบรายงานเช่นนั้น   ยังแถมอีกว่า “ สัณฐานโครงร่างของลักษณะเฉพาะของยีนที่พบใน  Y chromosome ไม่ตรงกับลักษณะโครงร่างต่างๆที่มีอยู่ในธนาคารข้อมูลของโลก ที่ซึ่งข้อมูลของสิ่งที่เป็นชาย 22,000 ชุด จากพลเมืองของประเทศต่างๆ 187 ประเทศถูกเก็บไว้ที่นั่น “

So, his Blood and Our Lady’s have the same genetic makeup. I want to know what they say about his Y chromosome but they didn’t say in this article. Say, if any of you get more news than this, please let the rest of us know. This article appeared in Spirit Daily on the 7th Feb 2005.
ดังนั้น  เลือดของพระเยซูและของแม่พระมารีอามีส่วนประกอบอย่างเดียวกัน   ฉันอยากทราบว่าพวกเขาพูดอะไรถึง  Y chromosome ของพระเยซู  แต่พวกเขาไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้   เอาเป็นว่า  ถ้าท่านผู้ใดได้เรื่องราวข่าวสารมากกว่านี้  ได้โปรดให้พวกเราที่เหลือได้ทราบด้วย  บทความนี้ปรากฏในหนังสือพิมพ์  Spirit Daily ฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์  2005.

Yva

                                                                                  Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                            Semper  Vigilo  Paratus  et  Fidelis
                                                                                         E  Pluribus  Unum

                                                                                          Alan  Petervich

2  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ADAM’s DNA ดีเอ็นเอของอาดัม เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:43:15 AM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                                  ADAM’s DNA  ดีเอ็นเอของอาดัม

September 12, 2011 by admin
Alan  Petervich  Update 27  November 2014

       According to the Bible, Adam was created in God’s image  approximately 6000 years ago. Now that we are beginning to understand DNA, we can determine Adam’s DNA; and by understanding Adam’s DNA, and how it relates to us, we can make some significant progress in understanding who we really are and how we fit into the Kingdom of God.
Genesis 2:7  And the LORD God formed man of the dust of the ground, and breathed into his nostrils the breath of life; and man became a living soul. (KJV)

ตามพระคัมภีร์  อาดัมถูกสร้างในภาพของพระเจ้าประมาณ  6000 ปีมาแล้ว  ตอนนี้ที่พวกเรากำลังเข้าใจเรื่อง DNA  เราสามารถตัดสินใจกำหนด DNA ของอาดัมได้  และ ด้วยการเข้าใจ DNA ของอาดัม  และมันสัมพันธ์มาถึงพวกเรา  พวกเราสามารถทำความก้าวหน้าอย่างมีความหมายในการเข้าใจว่าว่า จริงๆแล้วพวกเราคือใคร และอย่างไรจึงเข้ามาสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้                                                              ปฐมกาล  2:7 พระยาเวห์พระเจ้า ทรงเอาฝุ่นจากพื้นดินมาปั้นมนุษย์ และทรงเป่าลมแห่งชีวิตเข้าในจมูกของเขา  มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต ( พระคัมภีร์คาทอลิก ฉบับสมบูรณ์ )

So, Adam became a living soul, the first living soul. This means that he necessarily had all of the human genetic variations in his DNA. Everyone, including Eve, came from Adam’s DNA. Every human being has two sets of genes, one from their father and one from their mother. These genes are generally dominant or recessive. If you get two dominant genes, that trait will be dominant. If you get two recessive genes, that trait will be recessive. If you get one dominant and one recessive gene, that trait will be dominant. This means that Adam had to have one dominant and one recessive gene for each trait; so, in effect, we know precisely Adam’s DNA and we know what he looked like: he had to have all of the dominant genetic traits.

ดังนั้น อาดัมได้กลายเป็นวิญญาณที่มีชีวิต  วิญญาณที่มีชีวิตแรก  นี้หมายความว่าเขาจำเป็นต้องมียีนทั้งหมดทุกอย่างของมนุษย์ใน DNA ของเขา   ทุกคน รวมทั้งเอวาด้วย มาจาก DNA ของอาดัม  มนุษย์ทุกคนมียีนสองชุด  ชุดหนึ่งมาจากบิดาของเขาและอีกชุดหนึ่งมาจากมารดาของเขา  ยีนเหล่านี้โดยทั่วไปจะเป็นทั้งยีนเด่นและยีนด้อย
[ Note : ยีนเด่น (Dominant)  คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะนั้นออกมาได้   แม้มียีนเพียงยีนเดียว   เช่น   ยีนผมหยิกอยู่คู่กับยีนผม  เหยียด แต่แสดงลักษณะผมหยิกออกมา แสดงว่า ยีนผมหยิกเป็นยีนเด่น
         ยีนด้อย  (Recessive)   คือ  ยีนที่สามารถแสดงลักษณะให้ปรากฏออกมาได้ก็ต่อเมื่อบนคู่ของโครโมโซมนั้น    ปรากฏแต่ยีนด้อย     เช่น    การแสดงออกของลักษณะผมเหยียด   จะต้องมียีนผมเหยียดบนโครโมโซมทั้งคู่ ]
 ถ้าคุณได้ยีนเด่นสองชุด  ลักษณะที่ได้จากยีนก็จะเป็นลักษณะเด่น  ถ้าคุณได้ยีนด้อยสองชุด จะเป็นลักษณะด้อย  ถ้าคุณได้ยีนเด่นหนึ่งชุดและยีนด้อยหนึ่งชุด ลักษณะจะเด่น   นี้หมายความว่า อาดัมนั้นต้องมียีนเด่นหนึ่งชุดและยีนด้อยหนึ่งชุดสำหรับการแสดงออกแต่ละลักษณะ  ดังนั้น  ผลที่ได้  เรารู้ถึง DNA ของอาดัมอย่างเยิ่นย่อ  และเรารู้ว่าเขาดูเหมือนอะไร  เขาต้องมีลักษณะยีนเด่นทั้งหมด

Humans have approximately 30,000 genes and combinations of these genes give us variation in physical appearance such as eye color, nose shape, foot size, etc. These genes also affect our abilities and personality.

มนุษย์ทุกคนมีประมาณ  30,000 ยีน และ การเข้ารวมตัวกันของยีนเหล่านี้ทำให้เรามีความหลากหลายในการปรากฏร่างกาย เช่น สีตา  สัดส่วนจมูก   ขนาดเท้า ฯลฯ  ยีนเหล่านี้มีผลด้วยต่อความสามารถและบุคลิกภาพของเรา

So, we know that Adam had all human variation in him and therefore one dominant and one recessive gene for each of the genes. Based on current understanding of dominant traits, we can be reasonably sure that Adam had unattached earlobes, dimples, was right handed, had a widow’s peak hairline, and curly hair. All of these traits are dominant traits.

ดังนั้น เรารู้ว่าอาดัมมีความหลากหลายทั้งหมดแบบมนุษย์ในตัวเขา และดังนั้น ยีนเด่นอันหนึ่งและยีนด้อยอีกหนึ่งประกอบเป็นแต่ละยีน  ด้วยการวางฐานบนความเข้าใจของลักษณะเด่น   เราสามารถมั่นใจอย่างมีเหตุผลว่า อาดัมมีติ่งหูที่กางออก  ลักยิ้ม  ถนัดขวา  มีผมตั้งยอดแบบแม่หม้าย  และเส้นผมหยิก  ลักษณะทั้งหมดเหล่านี้เป็นลักษณะเด่นทั้งหมด.

This is all very interesting, but, now we need to get into the spiritual: Adam embodied all of humanity, including Eve and you and me. Please read this one very carefully, the key word here is “them”:
Genesis 5:2  Male and female created he them; and blessed them, and called their name Adam, in the day when they were created.(KJV)

นี่คือเรื่องทั้งหมดที่น่าสนใจมาก  แต่  ตอนนี้เราต้องการเข้าสู่เรื่องจิตวิญญาณ : อาดัมมีร่างกายทั้งหมดแบบมนุษย์  รวมทั้งเอวา และคุณและฉันด้วย  โปรดอ่านข้อความนี้อย่างตั้งใจ  คำที่เป็นคำสำคัญตรงนี้คือ “ พวกเขา “ :

ปฐมกาล 5:2  ทรงสร้างเขาเป็นชายและหญิง และเมื่อทรงสร้างแล้วพระองค์ทรงอวยพรเขา และทรงเรียกเขาว่ามนุษย์ 
[ Note : มนุษย์ ‘ adam มาจากดิน’ adamah   คำ “มนุษย์” (อาดัม) นี้จะกลายเป็นนามเฉพาะของมนุษย์คนแรก “ อาดัม” ]
So, all of humanity was created on day six. Adam was formed and given life on day 8, Eve was formed and given life shortly thereafter, and you and I were formed and given life in our mother’s womb. This is why God said to Jeremiah:
Jeremiah 1:4  Then the word of the LORD came unto me, saying,
Jeremiah 1:5  Before I formed thee in the belly I knew thee; and before thou camest forth out of the womb I sanctified thee, and I ordained thee . . . (KJV)
ดังนั้น มนุษยชาติทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในวันที่หก  อาดัมถูกปั้นขึ้นและได้รับชีวิตในวันที่แปด  เอวาถูกปั้นขึ้นและได้รับชีวิตไม่นานจากนั้น  และคุณกับฉันถูกปั้นขึ้นและได้รับชีวิตในครรภ์ของมารดาของพวกเรา  นี้แหละคือที่ว่าทำไมพระเจ้าจึงกล่าวกับเยเรมีย์ว่า :

เยเรมีย์ 1:4    พระยาเวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า
เยเรมีย์  1:5   ก่อนที่เราปั้นท่านในครรภ์มารดา เราก็รู้จักท่านแล้ว  และก่อนที่ท่านจะเกิด เราก็แยกท่านไว้เป็นของเราแล้ว  เราแต่งตั้งท่านให้เป็นประกาศก
                        สำหรับนานาชาติ

When Adam sinned, he became corruptible and took on the sin nature. Since Adam embodied all of humanity, we all went down with him and also took on the sin nature. Part of this sin nature is the corruption of our genes in the form of mutations. Today, every generation has approximately 200 more genetic mutations than the previous generation. These mutations can result in deformation, disorders and disease; genetic mutations are never good. This is a bit discouraging, but we have the promise that in a twinkling of an eye, our DNA will be restored to the day 6 splendor. This is good news, this is the Gospel.

เมื่ออาดัมทำบาป  เขากลายเป็นคนไม่บริสุทธิ์และตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติของบาป  โดยที่อาดัมประกอบรวมร่างมนุษยชาติทั้งหมด  พวกเราทุกคนก็ตกต่ำลงพร้อมกับเขาและรับเอาธรรมชาติของบาปมาด้วย   ส่วนของธรรมชาติบาปนี้เป็นการทำลายยีนของเราในรูปแบบการแปรเปลี่ยนให้ผิดเพศไป  ทุกวันนี้ คนทุกรุ่นมีการเปลี่ยนแปรทางยีนประมาณ  200 ครั้งมากกว่าคนรุ่นอดีตกาล  การแปรเปลี่ยนเหล่านี้สามารถทำให้เกิด การทำให้ผิดรูป  ความยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบและโรคภัยไข้เจ็บ   การแปรปรวนทางยีนไม่เคยจะเป็นเรื่องดีเลย  ข้อนี้ทำให้เสียกำลังใจเล็กน้อย  แต่ เราได้คำสัญญาว่า ในการขยับตาไปมาเล็กน้อย DNA ของเราจะได้รับการนำกลับสู่ความงดงาม 6 ประการ  นี่เป็นข่าวดี  นี่คือพระวรสาร

1  Corinthians 15:51  Behold, I shew you a mystery; We shall not all sleep, but we shall all be changed, 
1 โครินธ์  15:51  โปรดฟังเถิด ข้าพเจ้ามีธรรมล้ำลึกข้อหนึ่งจะบอกท่าน  เราทุกคนจะไม่ตาย แต่เราทุกคนจะเปลี่ยนแปลง

1  Corinthians 15:52  In a moment, in the twinkling of an eye, at the last trump: for the trumpet shall sound, and the dead shall be raised incorruptible, and we shall be changed.  ทันทีทันใดชั่วพริบตา  เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เสียงแตรจะดังขึ้น  แล้วผู้ตายจะกลับคืนชีพอย่างไม่เน่าเปื่อย  และเราจะเปลี่ยนแปลง
1   Corinthians 15:53  For this corruptible must put on incorruption, and this mortal mustput on immortality. (KJV)  เพราะธรรมชาติที่เน่าเปื่อยได้ของเรานี้  จะต้องสวมใส่ความไม่เน่าเปื่อย และธรรมชาติที่ต้องตายนี้จะต้องสวมใส่ความไม่รู้จักตาย

My dear friends and children, we have gone through much here on earth, but our future is very bright: We have the hope of being redeemed and restored to our original self.

เพื่อนๆและเด็กๆที่รักของฉัน  เราได้ผ่านมามากที่นี่บนโลกนี้  แต่อนาคตของเราสุกใสมาก : เรามีความหวังของการจะได้รับการไถ่ และคืนสู่ตัวตนแรกเริ่มของเรา

To do:     Study some basic biology with your children in the context of the Bible:
•   Learn about recessive and dominant genes.
•   Put together a list of Adam’s physical traits.

การปฏิบัติ  :  จงศึกษาชีววิทยาพื้นฐานบ้าง กับลูกหลานของคุณ ในบริบทของพระคัมภีร์ คือ
•   เรียนเรื่องยีนด้อยและยีนเด่น
•   จงเขียนรายการลักษณะทางกายของอาดัมรวมกันไว้

          Alan  Petervich :  โปรดติดตามข้อมูลสำคัญคราวหน้า คือ  JESUS'  DNA  น่ารู้และน่าอ่านที่สุดในเว็บไซต์ของเรา - ครับ.

                                                                                  Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                             Semper  Vigilo  Paratus  et  Fidelis

                                                                                          Alan  Petervich





3  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ถ้าพระเจ้าสร้างทุกสิ่ง ใครสร้างพระเจ้า? เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2014, 12:14:00 AM
 ยิ้ม ฮืม ฮืม ฮืม
                                                                            ถ้าพระเจ้าสร้างทุกสิ่ง ใครสร้างพระเจ้า?
                                                                    If God Created Everything, Who Created God?

by Rich Deem
Alan  Petervich  Update 26 November 2014

      Christianity answers the question of who made God in the very first verse of the very first book, Genesis:                                                      คริสต์ศาสนาตอบคำถามของผู้ที่กล่าวถึงพระเจ้าใน บทร้อยแก้วบทแรกของหนังสือคัมภีร์เล่มแรก –  ปฐมกาล ดังนี้:

In the beginning, God created the heavens and the earth (Genesis 1:1)  เมื่อแรกเริ่มนั้น  พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน

This verse tells us that God was acting before time when He created the universe. Many other verses from the New Testament tell us that God was acting before time began, and so, He created time, along with the other dimensions of our universe:

ประโยคนี้บอกพวกเราว่า พระเจ้ากระทำการก่อนกาลเวลาเมื่อทรงสร้างจักรวาล  ประโยคอื่นๆอีกมากจากพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่บอกเราว่า พระเจ้ากระทำการก่อนกาลเวลาจะเริ่มต้น  และดังนั้น  พระองค์ทรงสร้างกาลเวลา ไปพร้อมกับมิติอื่นๆของจักรวาลของเรา คือ

•   No, we speak of God's secret wisdom, a wisdom that has been hidden and that God destined for our glory before time began. (1      
        Corinthians 2:7)
•   This grace was given us in Christ Jesus before the beginning of time (2 Timothy 1:9)
•   The hope of eternal life, which God... promised before the beginning of time (Titus 1:2)
•   To the only God our Savior, through Jesus Christ our Lord, be glory, majesty, dominion and authority, before all time and now and forever
        Amen. (Jude 1:25)
•   แต่เรากล่าวถึงพระปรีชาญาณของพระเจ้า  เป็นธรรมล้ำลึกอันซ่อนเร้น ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดล่วงหน้าไว้ก่อนเวลาจะเริ่มต้น (1โครินธ์ 2:7)
•   พระองค์ประทานพระหรรษทานนี้แก่เราแล้วในพระคริสตเยซูก่อนการเริ่มกาลเวลา ( 2 ทิโมธี 1:9)
•   ความหวังว่าจะได้รับชีวิตนิรันดร ซึ่งพระเจ้า....ได้สัญญาไว้ก่อนการเริ่มกาลเวลา ( ทิตัส 1:2)
•   แด่พระเจ้าเพียงพระองค์เดียวพระมหาไถ่ของเรา  อาศัยพระบารมีของพระเยซูคริสต์องค์พระเป็นเจ้าของเรา  ขอพระสิริรุ่งโรจน์ พระบารมียิ่งใหญ่ พระเดชานุภาพ
        และพระฤทธานุภาพจงมีแด่พระองค์ ก่อนกาลเวลา และปัจจุบันนี้และในอนาคตตลอดนิรันดร ( ยูดา  1:25)

       The idea that God created time, along with the physical universe, is not just some wacky modern Christian interpretation of the Bible. Justin Martyr, a second century Christian apologist, in his Hortatory Address to the Greeks, said that Plato got the idea that time was created along with the universe from Moses:
"And from what source did Plato draw the information that time was created along with the heavens? For he wrote thus: 'Time, accordingly, was created along with the heavens; in order that, coming into being together, they might also be together dissolved, if ever their dissolution should take place.' Had he not learned this from the divine history of Moses?"1

       ความคิดที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างกาลเวลา  ควบคู่ไปกับจักรวาลฟิสิกส์  มิได้เพียงมาจากการตีความพระคัมภีร์ของคริสตชนสมัยใหม่ที่แปลกประหลาดบางคน จัสติน มาร์ตีร์ คริสตชนผู้ชอบแก้ตัวให้คนอื่นสมัยศตวรรษที่สอง  ในคำปราศรัยเพื่อให้กำลังใจแก่ชาวกรีก  กล่าวว่า เพลโต้ได้ความคิดว่า กาลเวลาถูกสร้างขึ้นพร้อมกับจักรวาล จากโมเสส :
“ และจากแหล่งอะไรที่เพลโต้จับเอาข้อมูลที่ว่า กาลเวลานั้นถูกสร้างขึ้นพร้อมกับสวรรค์ชั้นฟ้า?  เพราะเขาได้เขียนไว้ว่า: ‘ กาลเวลา ต่อมา  ถูกสร้างพร้อมกับสวรรค์ชั้นฟ้า  เพื่อว่า เมื่อมาเกิดด้วยกัน สิ่งเหล่านั้นก็อาจต้องต้องถูกทำลายไปด้วยกัน  ถ้าหากจะมีการทำลายเกิดขึ้น’  ไม่ใช่เขาศึกษาเรื่องนี้จากประวัติศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ของโมเสสหรือ?”

God exists in timeless eternity
พระเจ้าดำรงอยู่ในนิรันดรที่ไม่มีกาลเวลา

       How does God acting before time began get around the problem of God's creation? There are two possible interpretations of these verses. One is that God exists outside of time. Since we live in a universe of cause and effect, we naturally assume that this is the only way in which any kind of existence can function. However, the premise is false. Without the dimension of time, there is no cause and effect, and all things that could exist in such a realm would have no need of being caused, but would have always existed. Therefore, God has no need of being created, but, in fact, created the time dimension of our universe specifically for a reason - so that cause and effect would exist for us. However, since God created time, cause and effect would never apply to His existence.

       พระเจ้าปฏิบัติอย่างไรก่อนกาลเวลาจะเริ่มมี ก่อให้เกิดปัญหาการสร้างโลกของพระเจ้าหรือ?  มีการตีความที่เป็นไปได้สองทางในข้อความเหล่านี้  การตีความแรกคือว่าพระเจ้าสถิตอยู่นอกกาลเวลา  โดยที่เราอาศัยอยู่ในจักรวาลที่เป็นเหตุและผล  โดยธรรมชาติเราถือเอาว่า  นี่เป็นวิถีทางเดียวซึ่งการดำรงอยู่ชนิดใดสามารถจะมีได้   อย่างไรก็ดี  หลักฐานที่อ้างนั้นเป็นเท็จ  เมื่อไม่มีมิติของกาลเวลา ก็ไม่มีเหตุและผล   และสิ่งทั้งหมดที่สามารถดำรงอยู่ในขอบเขตเช่นนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับการก่อกำเนิดขึ้น  แต่  ความจริง  ได้สร้างมิติกาลเวลาของจักรวาลของเราที่เป็นเหตุผลพิเศษ – เพื่อว่าเหตุและผลควรจะดำรงอยู่เพื่อพวกเรา   อย่างไรก็ดี  โดยที่พระเจ้าทรงสร้างกาลเวลา เหตุและผลก็คงไม่เคยนำมาปรับใช้กับการสถิตอยู่ของพระองค์เลย.

God exists in multiple dimensions of time
พระเจ้าดำรงอยู่ในมิติหลากหลายของกาลเวลา

       The second interpretation is that God exists in more than one dimension of time. Things that exist in one dimension of time are restricted to time's arrow and are confined to cause and effect. However, two dimensions of time form a plane of time, which has no beginning and no end and is not restricted to any single direction. A being that exists in at least two dimensions of time can travel anywhere in time and yet never had a beginning, since a plane of time has no starting point. Either interpretation leads one to the conclusion that God has no need of having been created.

       การตีความที่สองก็คือว่า พระเจ้าดำรงอยู่ในมิติเวลามากกว่าหนึ่ง   สิ่งที่ดำรงอยู่ในมิติหนึ่งของกาลเวลาจะถูกจำกัดเข้าสู่ทิศทางเดินไปของเวลา และก็เลยถูกจำกัดโดยเหตุและผล  อย่างไรก็ดี  สองมิติของกาลเวลาก่อให้เกิดระนาบเวลา  ซึ่งไม่มีการเริ่มต้นและการสิ้นสุด และไม่ถูกจำกัดไปสู่ทิศทางใด    สิ่งสร้างที่ดำรงอยู่อย่างน้อยในสองมิติกาลเวลา สามารถเดินทางไปที่ใดก็ได้ในกาลเวลา และไม่เคยมีการเริ่มต้น  โดยที่ระนาบเวลาไม่มีจุดให้เริ่มสตาร์ท  การตีความดังกล่าวต่างนำไปสู่หนึ่งในข้อสรุปที่ว่า พระเจ้าไม่มีความจำเป็นที่จะถูกสร้างขึ้นมาเลย.

Why can't the universe be eternal?
ทำไมจักรวาลไม่สามารถดำรงชั่วนิรันดร?

       The idea that God can be eternal leads us to the idea that maybe the universe is eternal, and, therefore, God doesn't need to exist at all. Actually, this was the prevalent belief of atheists before the observational data of the 20thcentury strongly refuted the idea that the universe was eternal. This fact presented a big dilemma for atheists, since a non-eternal universe implied that it must have been caused. Maybe Genesis 1:1 was correct! Not to be dismayed by the facts, atheists have invented some metaphysical "science" that attempts to explain away the existence of God. Hence, most atheistic cosmologists believe that we see only the visible part of a much larger "multiverse" that randomly spews out universes with different physical parameters.2 Since there is no evidence supporting this idea (nor can there be, according to the laws of the universe), it is really just a substitute "god" for atheists. And, since this "god" is non-intelligent by definition, it requires a complex hypothesis, which would be ruled out if we use Occam's razor, which states that one should use the simplest logical explanation for any phenomenon. Purposeful intelligent design of the universe makes much more sense, especially based upon what we know about the design of the universe.  

       ความคิดที่ว่าพระเจ้าสามารถดำรงอยู่ชั่วนิรันดร นำพวกเราไปสู่ความคิดที่ว่า จักรวาลอาจจะอยู่ชั่วนิรันดรหรือไม่อย่างไร ดังนั้น พระเจ้าไม่ต้องการที่จะดำรงอยู่อย่างใดทั้งสิ้น  ณ ปัจจุบันนี้  นี่เป็นความเชื่อที่มีอยู่ในพวกอเทวนิยม ก่อนข้อมูลการคอยเฝ้าดูของศตวรรษที่ 20 พิสูจน์อย่างแข็งขันซึ่งความคิดที่ว่าจักรวาลดำรงอยู่ชั่วนิรันดร  ความจริงประการนี้นำมาซึ่งการหนีเสือปะจระเข้สำหรับพวกอเทวนิยม  โดยที่จักรวาลที่ไม่คงอยู่ชั่วนิรันด์แสดงนัยว่า มันต้องมีสาเหตุแน่นอน   อาจเป็นได้ว่า ข้อความ ปฐมกาล 1:1 ถูกต้อง ! อย่าตกใจจนสิ้นสติด้วยความจริงดังกล่าว  พวกอเทวนิยมได้คิดประดิษฐ์ “ วิทยาศาสตร์”เมตาฟิสิกส์บางเรื่องที่ ความพยายามที่จะอธิบายปัดการสถิตอยู่ของพระเจ้า  ที่นี่  นักศึกษาจักรวาลอเทวนิยมส่วนใหญ่เชื่อว่า พวกเราเห็นเพียงส่วนที่เห็นได้ของส่วนใหญ่กว่าที่เรียกว่า” พหุจักรวาล” ที่ พ่นจักรวาลต่างๆแบบส่งเดชออกมาด้วยปัจจัยกำหนดทางฟิสิกส์แตกต่างกันไป  โดยที่ไม่มีประจักษ์พยานสนับสนุนความคิดนี้ ( และไม่สามารถมีได้  ตามกฎของจักรวาล )  จริงๆแล้วมันเป็นเพียงตัวแทน “ พระเจ้า” สำหรับพวกอเทวนิยม   และ โดยที่ “ พระเจ้า”นี้ดูไม่เฉลียวฉลาดเลยตามคำจำกัดความ  ก็คงต้องการสมมุติฐานที่ซับซ้อน  ซึ่งอาจจะถูกขจัดออกไปถ้าเราใช้มีดโกนของ Occam  ซึ่งยืนยันว่าใครก็ตามควรใช้คำอธิบายแบบตรรกะที่ง่ายที่สุดสำหรับปรากฏการณ์ใดๆ  การแผนแบบจักรวาลที่เฉลียวฉลาดที่วางเป้าหมายไว้ ทำให้มีความหมายมาก  วางพื้นฐานเป็นพิเศษบนสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับแบบแผนของจักรวาล

What does science say about time?
วิทยาศาสตร์พูดอะไรถึงเวลา?

       When Stephen Hawking, George Ellis, and Roger Penrose extended the equations for general relativity to include space and time, the results showed that time has a beginning - at the moment of creation (i.e., the Big Bang).3 In fact, if you examine university websites, you will find that many professors make such a claim - that the universe had a beginning and that this beginning marked the beginning of time (see The Universe is Not Eternal, But Had A Beginning). Such assertions support the Bible's claim that time began at the creation of the universe.

       เมื่อสตีเฟน ฮอคิง   จอร์จ เอลลิส  และโรเจอร์ เพ็นโรส  ขยายสมการสำหรับความสัมพันธ์ทั่วไปที่รวมเอาอวกาศและกาลเวลาด้วย  ผลปรากฎออกมาแสดงให้เห็นว่า กาลเวลานั้นมีการเริ่มต้นแล้ว – ณ นาทีของการสร้าง(จากพระเจ้า)—( นั่นคือ  Big Bang)   อันที่จริง  ถ้าคุณตรวจสอบเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย  คุณจะพบว่า ศาสตราจารย์จำนวนมากกล่าวอ้างอย่างหนึ่ง – ว่า จักรวาลมีการเริ่มต้นและว่า การเริ่มต้นนี้เป็นจุดระบุการเริ่มของกาลเวลา    ( ดู  The Universe is Not Eternal, But Had A Beginning)  การอ้างสิทธิเช่นนั้นสนับสนุนข้ออ้างของพระคัมภีร์ที่ว่า กาลเวลาเริ่มที่การสร้างจักรวาล.

                                                                                         CONCLUSION  
                                                                                             บทสรุป

       God has no need to have been created, since He exists either outside time (where cause and effect do not operate) or within multiple dimensions of time (such that there is no beginning of God's plane of time). Hence God is eternal, having never been created. Although it is possible that the universe itself is eternal, eliminating the need for its creation, observational evidence contradicts this hypothesis, since the universe began to exist a finite ~13.8 billion years ago. The only possible escape for the atheist is the invention of a kind of super universe, which can never be confirmed experimentally (hence it is metaphysical in nature, and not scientific).

       พระเจ้าไม่มีความจำเป็นที่จะถูกสร้างขึ้น  โดยที่พระองค์ทรงดำรงอยู่ ทั้งนอกกาลเวลา ( ที่ซึ่งสาเหตุและผลไม่มีอยู่แล้ว)  หรือ ทั้งภายในมิติหลากหลายของกาลเวลา   ( เช่นว่าไม่มีการเริ่มต้นของระนาบเวลาของพระเจ้า )  ที่นี่ พระเจ้าเป็นชั่วนิรันดร โดยที่ไม่เคยได้รับการสร้างขึ้น  แม้ มันเป็นไปได้ว่า จักรวาลเองเป็นนิรันดร โดยขจัดความจำเป็นเพื่อการสร้างมันขึ้น  ประจักษ์พยานจากการสังเกต ก็ขัดแย้งสมมุติฐานนี้  โดยที่จักรวาลเริ่มดำรงอยู่มานานถึง มากกว่า 13.8 ล้านปี การหลบออกจากสมมุติฐานที่พอทำได้สำหรับกลุ่มอเทวนิยมก็เพียงการคิดประดิษฐ์จักรวาลเหนือชั้นชนิดหนึ่ง  ซึ่งไม่สามารถเลยที่จะยืนยันว่าทำออกมาได้ทางปฏิบัติ ( ตรงนี้ในธรรมชาติเป็นแบบเมตาฟิสิกส์ ไม่ใช่แบบวิทยาศาสตร์ปกติ )

          Alan  Petervich  :  เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าเป็นเรื่องสลับซับซ้อน  เข้าใจยากพอสมควร  ถ้าท่านสมาชิกอ่านแล้วเที่ยวหนึ่ง ยังไม่ค่อยเข้าใจ  ก็อ่านทบทวนหลายๆครั้งหลายๆเที่ยว  คงจะพอเข้าใจได้ไม่ยากนักว่า  พระเจ้าที่เราเชื่อนั้น ไม่มีใครสร้างพระองค์  เพราะพระองค์อยู่ก่อนกาลเวลา  ที่ว่าสร้างนั้นพวกเราหมายถึงสร้างสรรพสิ่ง ไม่ใช่สร้างพระเจ้า  ไม่มีพระเจ้าองค์อื่นๆแน่นอน  เพราะเมื่อพระเจ้าดำรงชั่วนิรันดรและก่อนที่กาลเวลาจะถูกสร้างเสียด้วยซ้ำไป  จึงไม่มีความจำเป็นหรือความต้องการผู้ใดมาสร้างพระองค์อีก  ถ้าไม่เข้าใจตามนี้  อ่านอีกหลายๆครั้งนะครับ  พระเจ้าจะอวยพรให้ท่านสมาชิกเกิดความปรีชาสามารถ  เข้าใจทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์ - ครับ.

                                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                        Semper  Vigilo  Paratus  et  Fidelis
                                                                                     E  Pluribus  Unum

                                                                                       Alan  Petervich


 
 
4  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / DNA คืออะไร? คาทอลิกรุ่นใหม่ควรสนใจศึกษา เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2014, 08:44:20 AM
 ยิ้ม
                                                                      DNA คืออะไร?  คาทอลิกรุ่นใหม่ควรสนใจศึกษา

http://campus.sanook.com/927687/dna
Alan  Petervich  Update 26 November 2014

       ในการชันสูตรพลิกศพ หรือในการใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลนั้น เราจะได้ยินคำว่า DNA บ่อยๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า DNA คือคำตอบสุดท้ายของการไขปริศนาในคดีต่างๆ ใช่หรือไม่

       ดร.นำชัย ชีววิรรธน์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ อธิบายว่า ถ้าจะถามว่า DNA คืออะไร คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือสารชนิดหนึ่งที่พบในสิ่งมีชีวิต DNA มีความสำคัญคือการที่พบ DNA ในสิ่งมีชีวิตทำให้สามารถตรวจสอบและบอกอะไรหลายๆ อย่างได้ เนื่องจาก DNA จะมีลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ซึ่งในสิ่งมีชีวิตต่างๆ โครงสร้างของ DNA จะเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การจัดเรียงลำดับ เพราะฉะนั้นถ้าสามารถนำ DNA ของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันมาเปรียบเทียบก็จะทำให้สามารถบอกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด เช่น ถ้านำ DNA ของมนุษย์และยุงมาทดสอบเปรียบเทียบกัน ก็สามารถตรวจได้ว่า DNA ใดเป็น DNA ของมนุษย์และ DNA ใดเป็น DNA ของยุง เนื่องจาก DNA ของมนุษย์และยุงมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่เยอะมาก

       ในทำนองเดียวกัน ถ้านำ DNA ของคน 2 คนมาเปรียบเทียบกัน ผลที่ได้คือ DNA จะคล้ายกันมาก หมายถึงลำดับการเรียงลำดับของ DNA แต่ DNA ก็มีส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนที่แตกต่างกันนี้เองทำให้สามารถแยกคนแต่ละคนออกจากกันได้ ถ้าเราสามารถหา DNA มาได้ ซึ่ง DNA จะอยู่ในเซลล์ ถ้าได้เซลล์ก็จะหา DNA ได้ เช่น ในน้ำลายจะมีเซลล์จากเยื่อบุกกระพุ้งแก้ม การตรวจสอบเชิงพันธุกรรมในต่างประเทศจะใช้แค่คัตเทิ้ลป้ายตรงกระพุ้งแก้มด้านในเท่านั้น ในอดีตการตรวจหา DNA ทำได้ยากมาก เพราะถ้ามี DNA ในปริมาณน้อยไปก็จะไม่สามารถตรวจสอบได้จนกระทั้งประมาณปี พ.ศ. 2525-2526 มีการคิดค้นวิธีเพิ่มจำนวน DNA ขึ้น ซึ่งสามารถนำประยุกต์ใช้ในทุกสาขาวิชา เช่น สาขาวิชาด้านชีวภาพ และนำมาใช้ในหลักนิติวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบหาคนร้าย นอกจากนั้นยังใช้พิสูจน์เพื่อหาความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือแม้กระทั่งใช้ตรวจสอบหาบรรพบุรุษของมนุษย์ เป็นต้น

       สิ่งมีชีวิตแทบทุกชนืดบนโลกต่างมี DNA เป็นสารรหัสพันธุกรรมยกเว้นก็แต่เพียงไวรัสบางชนิดเท่านั้น ที่ใช้ RNA แทน DNA เป็นสารรหัสพันธุกรรม ซึ่งคล้ายกับ DNA มากเลยทีเดียว เพียงแต่ RNA จะมีจำนวนอะตอมออกซิเจน มากกว่า DNA อยู่ 1 อะตอม ทุกๆ หน่วยย่อยทางพันธุกรรมและมีอยู่เพียงสายเดียว แทนที่จะเป็นสายคู่เหมือน DNA

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)

      Alan Petervich :  เรื่องของดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่พูดกันมากขณะปัจจุบันนี้  เป็นต้นเมื่อเกิดคดีฆาตกรรมในท้องที่ต่างๆในประเทศไทย เป็นความยากลำบากมากที่จะจับคนร้ายที่เป็นคนร้ายตัวจริงให้ได้  ในบางครั้งที่เกิดเรื่องขึ้น โดยที่เจ้าพนักงานตำรวจหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถหาพยานหลักฐานที่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุ หรือคนร้ายได้  จึงต้องอาศัยการตรวจหาดีเอ็นเอของคนร้าย  ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่นำมาใช้ยังไม่นานนัก  แต่เป็นวิธีที่สามารถระบุตัวตนของคนที่ประกอบอาชญากรรมได้  เพราะดีเอ็นเอ เป็นสารรหัสพันธุกรรมที่สามารถระบุเอกลักษณ์บุคคลได้แน่นอน นี่คือการนำความรู้เกี่ยวกับดีเอ็นเอมาใช้ทางอาชญวิทยาในวิทยาการสมัยใหม่

       ความรู้เกี่ยวกับดีเอ็นเอจริงๆแล้วเราต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ

       ผู้ค้นพบดีเอ็นเอ คือ ฟรีดริช มีเชอร์ ในปี พ.ศ. 2412 (ค.ศ. 1869) แต่ไม่ทราบว่ามีโครงสร้าง
อย่างไร จนในปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) เจมส์ ดี. วัตสัน และฟรานซิส คริก เป็นผู้ไขความลับ
โครงสร้างของดีเอ็นเอ และนั่นนับเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ

       หลายท่านอาจจะเกิดความรู้สึกว่า  เรื่องของดีเอ็นเอมาเกี่ยวข้องอะไรพวกเราสมาชิกชมรมคนโสดคาทอลิกเล่า?  จึงอยากอธิบายตรงนี้ว่า  คนสมัยใหม่ที่อยู่ในยุคเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่  อยากรู้และต้องการรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับโลก เป็นต้นที่เกี่ยวกับมนุษย์  หลายคนค้นคว้าเอาจริงเอาจังและก็เลยไปถึงพระเป็นเจ้า  คืออยากทราบความจริงเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า  พระบิดา พระบุตร และพระจิต  พยายามหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า ทำไมพระเป็นเจ้าจึงเป็นอย่างนั้น  ทำไมพระบุตรคือพระเยซูเจ้าจึงเป็นอย่างนั้น  ทำไมและหลายๆๆๆๆทำไม   ต้องหาทางพิสูจน์เชิงวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ให้ได้   ข้อนี้นี่เองจึงเกิดการตั้งคำถามแปลกๆมาให้พวกเราคาทอลิกตอบ  ให้ได้ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้แบบชาวโลก  คราวนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องรีบค้นคว้าหาคำตอบต่อคำถามที่ประดังเข้ามา  แน่นอน  การตีความคำถามต่างๆยากอยู่แล้ว ว่าที่ถามนั้นหมายถึงถามอยากได้คำตอบอย่างไร  แล้ว  ที่ยากกว่ามากก็คือ อะไรคือคำอธิบายที่เป็นคำตอบต่อคำถามดังกล่าว  อย่าทำเป็นเล่นมองเป็นเรื่องง่ายนะครับ  ดูคำถามก่อน  แล้วท่านสมาชิกทั้งหลายจะกุมขมับ  คำถามแบบนี้ก็มีด้วยหรือ?

        มีซีครับ  คนรุ่นใหม่ไม่ใช่คนยุคโบราณ  ที่ผู้สอนศาสนาจะอธิบายอย่างง่ายๆได้ว่า คืออย่างนั้นอย่างนี้  สมัยปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว  เป็นต้นผู้ใหญ่ที่เข้ามาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับคำสอนของศาสนาเรา – คริสต์ศาสนาคาทอลิกนี่ไงครับ  ลองดูคำถามที่พวกคนรุ่นใหม่ถามนะครับ  :

1.    ใครสร้างพระเจ้า?
2.    พระเจ้ามี DNA  ไหม  ถ้ามีโปรดอธิบาย
3.    พระเยซูเจ้ามี DNA หรือไม่  ถ้ามีเป็น DNA ชุดของผู้ใด?
4.    แม่พระมี DNA แน่เพราะเป็นมนุษย์ ขอทราบว่าเป็น DNA  สายพันธ์ใด?
          ฯลฯ คือยังมีคำถามโลกแตกอีกมากที่รอคำตอบ

        วันนี้พอเท่านี้ก่อน  และคราวหน้าอย่าพลาดนะครับ  เราจะพยายามตอบคำถามแรกที่ถามว่า “ ใครสร้างพระเจ้า “  และตามด้วยคำถามที่ 3  ที่ถามว่า  “ พระเยซูเจ้ามี DNA  หรือไม่  ถ้ามี เป็น DNA สายพันธ์ใด?

                                                                           Ad  Majorem  Dei  Gloriam 

                                                                                  Alan  Petervich

 

     
5  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ซิสเตอร์กล้าใส่ชุดนักบวช แต่พระบาทหลวงใส่ชุดฆราวาสตามสบาย? เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2014, 11:38:27 PM
 ยิ้ม
                                                            ซิสเตอร์กล้าใส่ชุดนักบวช แต่พระบาทหลวงใส่ชุดฆราวาสตามสบาย?

Alan  Petervich
Catholic Facebook
25  พฤศจิกายน 2014


                                                            ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/10407054_1645853655555673_5351859964952943962_n_zps74e983b7.jpg.html][IMG]]
[/url]

                                                                      รูปถ่ายจากโพสต์ของ Sangval Surasarang

      คุณสุรัติ ภานุประภา และมาแมร์มีเรียม ได้พาคุณพ่อจำเนียร กิจเจริญไปเลี้ยงวันเกิดที่ร้าน JSM และได้เชิญสมาชิกบ้านอับราฮัมไปร่วมฉลองด้วย งานนี้คุณพ่อจำเนียรได้นำเอาเหล้าองุ่นใหม่ (โบโยแล นูโว) กลิ่นหอมชวนดื่มมาให้พวกเราด้วย ขอให้คุณพ่อมีความสุขมาก ๆ นะครับ

          Alan  Petervich  :   ขอเรียนตามตรงว่า  ไม่อยากไปแตะต้อง ออกความเห็นเกี่ยวกับพระสังฆราช พระสงฆ์ ชี - ซิสเตอร์ และนักบวชชายหญิงเลย  สาบาญได้ครับ  เพราะอะไร  ก็เพราะว่า ผมเป็นคริสตังค์รุ่นเก่าแก่ ( ทำท่าจะลาโลกไม่นานนี้แล้ว ) เคยเข้าเรียนบ้านเณร ทั้งบ้านเณรเล็ก บ้านเณรใหญ่  และยึดมั่นในสิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติของศาสนา  เช่น  เป็นพระสงฆ์พระสังฆราชก็แต่งตัวใส่เสื้อหล่อไม่ดำก็ขาว  ไปทุกหนทุกแห่ง  แสดงตัวว่าเป็นพระของศาสนาคริสต์คาทอลิก   กลัวอะไรไม่ทราบจึงไม่กล้าแต่งเสื้อหล่อกัน  สภาพระสังฆราชก็เอาใจบาทหลวงที่อยากไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องแสดงตัว  ก็เลยอนุญาตให้แต่งอย่างไรก็ได้  จึงเป็นภาพชินตาแล้ว  ไม่ว่าที่ไหน  แม้ที่บ้านพักข้างวัด  ไปธุระปะปังที่ใด  ท่านก็เล่นเครื่องแต่งกายแบบฆราวาส  สบายไปแปดอย่าง  ไม่ว่าจะไปทำห้าแต้มหรือทำแบบชาวบ้านอย่างไรก็ไม่ต้องกลัวเขาจะรู้ว่าเป็นสังฆราชบาทหลวง  โธ่เอ๊ย  ไปขอตั้งคณะสงฆ์ใหม่ดีไหมครับ  ทุกองค์แต่งตัวเหมือนชาวบ้านทั่วไป  จะได้ไม่ต้องถือกฎเกณฑ์อะไรให้ยากและไม่ต้องคอยแก้ตัวกับคนคาทอลิกที่เห็นบาทหลวงควงสาว ( พี่สาวหรือน้องสาว หรือเป็นคนอื่นไม่ใช่ญาติ ) ไปไหนมาไหนได้ตามสบาย  ดีไหมครับ?

          เท่าที่เห็นในภาพ  มีนักบวชหญิงเท่านั้นที่รักษาเครื่องแบบชี หรือ ซิสเตอร์  พวกเธอทั้งหมดไม่เห็นอายใคร  กล้ายิ่งกว่าพวกผู้ชายบาทหลวง  และรับรองว่ามีแต่คนสรรเสริญให้เกียรติ  ลองซิสเตอร์ไม่แต่งเครื่องแบบ  แต่เปลี่ยนไปแต่งกายแบบสาวทันสมัยทั่วไป  คงดูพิลึก  จะโกลาหนอลหม่านยิ่งขึ้นถ้าเกิดคุณเธอแต่งแบบสาวสมัย นุ่งกระโปรงสั้นจู๋  หรือกางเกงสั้นโชว์เรียวขาขาวๆ หนุ่มๆรวมทั้งพระสงฆ์องคเจ้าตาค้างอ้าปากหวอไปตามๆกันแน่นอน   หรือจะเอาอย่างนั้น !

          สภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทยปฏิรูปเครื่องแต่งกายของสังฆราชบาทหลวงและนักบวชชายหญิงได้แล้วกระมังครับ  กล้าหน่อยซีครับ  เราเป็นคนของพระเจ้า กลัวใครกันหรือ   ปรับปรุงให้ชาวบ้านเขาเห็นท่านบาทหลวงดีกว่าเห็นเป็นไอ้หนุ่มซินตึ้ง หรือแต่งแบบหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวไปเที่ยวตามสถานที่ต้องห้าม อะไรทำนองนั้น  รีบปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเถอะครับ  เราจะได้จิตใจและวิญญาณของคนที่จะกลับใจมาเป็นคริสต์อีกมากมาย - ครับ.


  
6  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / นายกฯเผยในหลวงทรงห่วงรบ.งานหนัก-ย้ำเร่งปฏิรูปปท. เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2014, 09:52:51 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                  นายกฯเผยในหลวงทรงห่วงรบ.งานหนัก-ย้ำเร่งปฏิรูปปท.

MSN ข่าว และ INN
24  พฤศจิกายน  2557

      
                                                                  ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBfBf48_zps53d06f9f.jpg.html][IMG]][/url]

      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานในงานมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2557 ที่ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี โดยมีบรรดารัฐมนตรี ข้าราชการ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เข้าร่วมภายในงานอย่างคึกคัก ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทั้งในและรอบพื้นที่อย่างเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการตรวจสอบบุคคลและกระเป๋าที่จะเดินทางเข้ามาภายในงานอย่างละเอียด

พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า ในการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันจันทร์ (23 พ.ย.) ได้ถวายรายงานความคืบหน้าของสถาการณ์บ้านเมือง โดยพระองค์ทรงสนพระทัยในทุกเรื่อง ทั้งนี้ ได้รับสั่งแสดงความเป็นห่วงในการทำงานของรัฐบาลว่าเป็นงานที่หนักในการเดินหน้าประเทศ และแข่งกับเวลาที่มีจำกัดในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้า

นอกจากนี้ นายกนัฐมนตรี ยังกล่าวย้ำว่า ต้องมีการปฏิรูปประเทศเพื่ออนาคต และขออย่าขัดแย้งกัน เนื่องจากมีเวลาที่จำกัด

          Credit  :  MSN ข่าว และ INN
7  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ชวนฟังนักดาราศาสตร์ระดับโลกไขความลับเอกภพ 3 วัน 3 เรื่อง เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2014, 09:37:46 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                              ชวนฟังนักดาราศาสตร์ระดับโลกไขความลับเอกภพ 3 วัน 3 เรื่อง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
24 พฤศจิกายน 2557 17:16 น.

                                                            ][URLhttp://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/557000013986101_zps29a5cf13.jpeg.html][IMG=]http.][/url]

://i9photobucket.com/albums/ad133/peter_vich/557000013986101_zps29a5cf13.jpeg[/img29      

        สดร.จับมือหอดูดาวยูนนานของจีน เป็นเจ้าภาพจัดอบรมนานาชาติสำหรับนักดาราศาสตร์รุ่นใหม่ ครั้งที่ 36 หวังถ่ายทอดความรู้ด้านดาราศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ เสริมศักยภาพนักดาราศาสตร์รุ่นใหม่ พร้อมเชิญชวนผู้สนใจร่วมไขปริศนาความลับของเอกภพกับนักดาราศาสตร์ระดับโลก ในการบรรยายพิเศษ 3 เรื่อง 3 วัน ฟรี!
      
       รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เปิดเผยว่า ได้จัดอบรมนานาชาติสำหรับนักดาราศาสตร์รุ่นใหม่ขึ้นเป็นครั้งที่ 36  โดยได้รับเกียรติจากสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (ไอเอยู) ให้เป็นเจ้าภาพร่วมกับหอดูดาวยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านดาราศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ให้แก่นักศึกษาสาขาวิชาดาราศาสตร์และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไปจากนานาประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ส่งเสริมศักยภาพของนักดาราศาสตร์รุ่นใหม่ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ และการวิจัยในวงการดาราศาสตร์ต่อไปในอนาคต
      
       “การประชุมครั้งนี้จะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของไทยที่จะเป็นแกนนำด้านดาราศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ สดร. ที่พร้อมจัดตั้งศูนย์อบรมดาราศาสตร์นานาชาติภายใต้ยูเนสโก ปี 2558 อีกด้วย” ผอ.สดร.ระบุ
      
       สำหรับการอบรมนานาชาติสำหรับนักดาราศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2557 International Schools for Young Astronomers (ISYA) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 พ.ย.-12ธ.ค.57 ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ รวมระยะเวลา 20 วัน มีนักศึกษาสาขาวิชาดาราศาสตร์ และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่าจากทั่วโลก พร้อมผู้เชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์จากสถาบันฯ ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติเข้าร่วมกว่า 60 คน กว่า 13 ประเทศ อาทิ ไทย จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม  ฟิลิปปินส์ เนปาล ศรีลังกา ปากีสถาน เมเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย อาร์เมเนีย อาร์เจนตินา เป็นต้น โดยพิธีเปิดจัดขึ้น ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว เมื่อวันที่ 24 พ.ย.57 ที่ผ่านมา

      พร้อมกันนี้ สดร.เชิญนักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ ร่วมไขปริศนาความลับของเอกภพกับนักดาราศาสตร์ระดับโลกในการบรรยายพิเศษเพื่อสาธารณชน 3 หัวข้อ ดังนี้
      
           1. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา 18.30 - 19.30 น.
                  ณ ห้อง SCB2-100 อาคาร 40 ปี คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่
                “สืบเสาะสัญญาณชีวิตต่างภพ” โดย รศ.เรมอน เจ ริชชี่  
                 คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต
      
           2. วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 เวลา 18.30 - 19.30 น.
                  ณ ห้อง SCB2-100 อาคาร 40 ปี คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่
                 “ไกอา : ภารกิจสร้างแผนผังพันล้านดวงดาวในทางช้างเผือก” โดย ดร.มิเชล เจอร์บาลดิ
                  สถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส  
      
           3. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 เวลา 18.30 - 19.30 น.
                 ณ ห้อง SCB2-100 อาคาร 40 ปี คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่
               “มองหาหลุมดำทำอย่างไร?”  โดย ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ บาลิน
                คณบดี Yale-NUS College แห่งสิงคโปร์
          
           สนใจเข้าฟังฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 053-225569 ต่อ 403 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.narit.or.th/en/index.php/isya

          Credit  :  ASTV  NEWS 1  
8  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / ลัทธิบูชาซาตานเปิดตัวในสหรัฐทุกวันนี้ เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2014, 12:14:58 AM
 ยิ้ม ฮืม
                                                                ลัทธิบูชาซาตานเปิดตัวในสหรัฐทุกวันนี้
                                                             SATANISM EXPOSED IN AMERICA TODAY

By Pamela Rae Schuffert – ปาเมลา เร ชัฟเฟิรท์
Alan  Petervich  Update  22 November 2014

       I have personally performed many years of hands-on investigative research, often dangerous, in and around the city of Asheville, NC. I worked at times with law enforcement as I compiled names and evidence pertaining to cult crimes, and turned it over to proper authorities and agencies in that city.  Asheville is known as the satanist/pagan mecca of the east coast. Nestled in the mysterious Blue Ridge mountains as they descend from Virginia, such remote mountains and valleys have long been the desired sites for bizarre and often violent cult rituals, many culminating in human sacrifice.
 
       โดยส่วนตัว ฉันได้ทำการวิจัยเชิงสืบสวนพัวพันเป็นเวลาหลายปี  หลายครั้งอันตรายมาก ในตัวเมืองและรอบๆตัวเมืองแอชวิลล์ นอร์ท แคโรไลน่า( Asheville NC. )  เป็นพักๆกับการบังคับใช้กฎหมาย โดยที่ฉันรวบรวมทั้งชื่อคนและประจักษ์พยานที่เกี่ยวกับอาชญากรรมในลัทธิ แล้วส่งต่อไปให้ผู้มีอำนาจและสำนักงานต่างๆในเมืองนั้น  แอชวิลล์นั้นเป็นที่รู้กันว่าเป็นศูนย์ใหญ่เหมือนเมกกะ(ศูนย์กลาง)ของพวกไร้ศาสนานิยมลัทธิซาตานของฝั่งตะวันออก  สร้างรังอยู่ในเทือกเขาบลูริชลึกลับเมื่อพวกเขาลงมาจากเวอร์จิเนีย  เทือกเขาและหุบเขาไกลโพ้นเช่นนั้นเป็นที่ตั้งที่ปรารถนาสำหรับเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ และบ่อยมากสำหรับแบบพิธีของลัทธิรุนแรง มีการกระทำยอดโหดบูชายัญมนุษย์ด้วย

      As one legal source warned me after I reported a confessed  act of human sacrifice involving a young woman,  "Now, calm down, ma'am. THIS KIND OF CRIME IS FAR MORE COMMON IN THESE MOUNTAINS THAN MOST FOLKS KNOW.And DON'T even trust the police you think are working with you, BECAUSE MANY OF THEM ARE ACTUAL SATANISTS." (Admission from the North Carolina Bureau of Victim Justice.)

       ขณะที่แหล่งกฎหมายแห่งหนึ่งได้เตือนฉันหลังจากที่ฉันได้รายงานกิจกรรมการแสดงออกของการบูชายัญมนุษย์ที่รวมสตรีสาวคนหนึ่ง  “ ตอนนี้ หยุดได้แล้ว คุณผู้หญิง  อาชญากรรมชนิดนี้มันไปไกลเกินกว่าปกติในแถบเทือกเขาเหล่านี้เกินกว่าที่คนส่วนใหญ่รู้จักกัน  และ (ขอเตือนว่า) อย่าไว้ใจแม้แต่ตำรวจที่คุณคิดว่าทำงานกับคุณ  เพราะว่าพวกนี้หลายคนทีเดียวเป็นพวกบูชาลัทธิซาตานที่กำลังปฏิบัติงานทั้งนั้น “ ( คำบอกจากสำนักงานนอร์ท คาโรไลน่าแห่งความยุติธรรมเพื่อเหยื่ออาชญากรรม )
 
       Should the American public receive comfort from admissions such as these?     Hear the confession of a former high school student I personally interviewed after being introduced to him by a satanic crime investigator in this region:  "We skinned that baby alive to the scream of 'hail, Satan!' We then draped it's intestines around the candlesticks of our altar. I cut the baby up into pieces, and each person ate some. Later, I took the skull and remains home. I forced the remains down the garbage disposal to conceal evidence from the police, and then burned a candle to Satan on the baby's skull." (This sacrifice took place at Seely's Castle, Town Mountain Road, Asheville, NC.)

       สาธารณชนอเมริกันควรจะรับทราบคำปลอบโยนจากหน่วยงานเช่นองค์กรเหล่านี้หรือ?  จงฟังคำสารภาพของอดีตนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง ที่ฉันได้สัมภาษณ์เป็นการส่วนตัวหลังจากได้รับการแนะนำให้รู้จักกับเขา โดยผู้สอบสวนอาชญากรรมบูชาซาตานในย่านนี้ดู  “  พวกเราถลกหนังทารกคนนั้นเป็นๆพร้อมกับเสียงหวีดโห่ร้อง “ ข้าแต่ท่านซาตาน! “  แล้วพวกเราก็นำไส้ของเด็กนั่นพันรอบเล่มเทียนต่างๆของแท่นบูชาของพวกเรา  ฉันตัดชำแหละเด็กทารกนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  และแต่ละคนก็พากันกินเนื้อทารกนั้น  ต่อมา  ฉันนำกะโหลกศีรษะและซากร่างที่เหลือกลับบ้าน  ฉันกดชิ้นส่วนดังกล่าวลงในถังขยะ เพื่อซุกซ่อนหลักฐานจากตำรวจ  และต่อมาได้จุดเทียนบูชาซาตานบนกะโหลกทารกนั้น “ ( การบูชายัญนี้เกิดในปราสาทซีลี่ – Seely’s  Castle, ถนน ทาวน์เม้าเทน – Town Mountain Road, Asheville, NC.)

     “"And when the mother, my girlfriend, felt bad about giving up her baby for sacrifice and went to the police, we decided to make an example out of her as a warning to the rest of the coven: NO ONE NARCS ON US TO THE POLICE AND GETS AWAY WITH IT!""We took her up the side of one mountain overlooking Asheville...we laid her on that altar, and the sacrificial dagger was placed in my hands. I took that dagger and cut her open from neck to groin, and she was sacrificed. To this day her parents don't know what happened to her."

    “ และเมื่อแม่ของเด็ก แฟนฉันเอง  รู้สึกผิดเกี่ยวกับการยอมให้ลูกน้อยของตนเพื่อการบูชายัญ ก็เลยไปแจ้งตำรวจ
พวกเราได้ตัดสินใจแสดงตัวอย่างในกรณีของเธอ เป็นประหนึ่งการเตือนต่อพวกที่เหลือในกลุ่มพวกคนร้ายเหล่านั้น คือ อย่าได้มีผู้ใดแจ้งเรื่องนี้แก่ตำรวจและสามารถเอาตัวรอดหลบไปได้ !”  “ พวกเรานำตัวเธอขึ้นอีกด้านหนึ่งของเนินเขาที่มองเห็น Ashevilleได้  .... เราบังคับให้เธอนอนลงบนแท่นบูชา  และกริชยาวสำหรับบูชายัญถูกนำมาใส่มือฉัน  ฉันกำกริชแน่น แล้วกรีดเฉือนร่างของเธอตั้งแต่คอจนถึงขาหนีบ และเธอก็ถูกบูชายัญ  จนถึงวันนี้  พ่อแม่ของเธอไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเธอ
 
       
       "Now that I have become a Christian, I can never return to my high school (T.C. Roberson) and tell them I have become a Christian. The students are all into Satanism there...not even their teachers know...not even their parents know! If I were to return and tell them, they would torture and sacrifice ME for becoming a traitor to 'the Craft.' No..I will have to continue pretending I am still a satanist..."(Source-Jackson Clemmons)

       “ ปัจจุบันนี้ฉันได้กลายเป็นคริสตขนคนหนึ่ง  ฉันไม่สามารถกลับไปเรียนโรงเรียนมัธยมปลาย (T.C. Robertson) ของฉัน  และบอกพวกเขาว่าฉันกลายเป็นคริสตชนแล้ว  นักเรียนที่นั้นถือลัทธิบูชาซาตานแล้ว.....แม้แต่ครูของพวกเขาก็ไม่รู้.....แม้พ่อแม่ก็ไม่รู้ด้วย!  ถ้าฉันต้องกลับไปและบอกพวกเขา  พวกเขาคงทรมานฉันและจับฉันบูชายัญเพราะเป็นผู้ทรยศต่อ“ กลุ่มยอดฝีมือ”  ไม่นะ....ฉันคงต้องดำเนินการแกล้งต่อไปว่าฉันยังคงเป็นผู้บูชาซาตานคนหนึ่ง....”   ( Source – Jackson Clemmons)

      I know this is true about this high school because one of Asheville's most powerful satanists among the satanist youths boasted this to me over the phone while taunting my friend I had moved in (with whom they had targeted for abduction and sacrifice in 1992.) He boasted to me, "...in fact, we DO have a lot of our people in that school!"

       ฉันรู้ว่านี่เป็นจริงเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมปลายแห่งนี้  เพราะว่าคนหนึ่งในกลุ่มบูชาซาตานที่ทรงอำนาจที่สุดของ Asheville ท่ามกลางเด็กหนุ่มที่บูชาซาตานโม้เรื่องนี้ให้ฉันฟังทางโทรศัพท์ขณะที่เยาะเย้ยเพื่อนของฉันที่ฉันขยับเข้าไปหา( ซึ่งเพื่อนคนนี้นี้เองถูกหมายตาไว้เพื่อถูกลักพาและถูกนำไปบูชายัญในปี 1992)  เขาคุยโม้ให้ฉันฟังว่า “.....ที่จริงนะ พวกเรามีคนจำนวนมากจริงๆในโรงเรียนนั้น! “
 
       I have personally held this young man Jackson Clemmon's satanist robe and seen some of his notebooks with satanic writing within. He admitted that the baby sacrifice took place in Seely's Castle, long reputed to be a location for the satanic rituals of the "rich, elite and powerful" satanists that populate Asheville and the surrounding region.

       เป็นการส่วนตัวที่ฉันยึดเอาเสื้อคลุมบูชาปีศาจของหนุ่มแจ๊คสัน เคลมมอนคนนี้ไว้และเห็นโน๊ตบุ๊คของเขาที่มีข้อความเขียนเกี่ยวกับการบูชาซาตานในสมุดบันทึกนั้น   เขายอมรับว่าการบูชายัญทารกทำกันในปราสาทซีลี้   (Seely’s Castle): ซึ่งมีชื่อนานแล้วในการเป็นสถานที่สำหรับจารีตบูชาซาตานของพวกบูชาซาตานที่” ร่ำรวย สูงเกียรติและทรงอำนาจ “  ที่เป็นประชากรของ Asheville และ ภูมิภาครอบๆนั้น.
 

 
 

 


9  General Category / คาทอลิกไทยเฝ้าระวัง / อาหารที่ช่วยให้อบอุ่นในหน้าหนาว เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2014, 08:45:24 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                    อาหารที่ช่วยให้อบอุ่นในหน้าหนาว

MSN อาหารและสุขภาพ
21  พฤศจิกายน  2014
http://www.msn.com/th-th/foodanddrink/healthyeating

     ถึงตอนนี้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว แต่อากาศในบ้านเรายังร้อนอบอ้าวอยู่ ถึงอย่างไรก็ยังวางใจไม่ได้ เราจึงต้องเตรียมตัวรับอากาศหนาวที่กำลังจะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันหนาว กางเกงขายาว เพราะถ้าร่างกายของเราปรับสภาพไม่ทัน ร่างการจะอ่อนแอแล้วจะทำให้เราไม่สบายได้ง่ายๆ นอกจาก  เรื่องของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่ช่วยบรรเทาความหนาว เรื่องของอาหารการกินก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็มีส่วนช่วยปรับให้สภาพร่างกายเกิดความอบอุ่นและลดความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวลงได้


1 อาหารในกลุ่มธัญชาติ เช่น เมล็ดฟักทอง งาขาว งาดำ อาหารในส่วนของเมล็ดทั้งหมด เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมายรวมไปถึงใยอาหารที่ช่วยในการย่อย


2 อาหารในกลุ่มถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ ถั่วลิสง วอลนัต อาหารกลุ่มนี้มีไขมันสูงแต่ดีต่อร่างกาย ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจ ให้พลังงานสูงช่วยให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่น และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง


3 อาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลากะพง เนื้อแกะ ไก่งวง แม้ในเนื้อสัตว์ส่วนมากจะมีไขมันประเภทอิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย ทำให้เกิดโรคไขมันในเลือดได้ แต่จะมีไขมันสัตว์บางชนิดที่ดีต่อร่างกาย เช่น ปลาทะเล และสัตว์บางชนิดที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ


4 อาหารในกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพร
ขิง ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ลดการเกิดไข้หวัด แก้อาการปวดศีรษะ และแก้หนาว วิธีกินคือนำขิงแก่มาต้มแล้วดื่มน้ำขิงก็จะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

กระเทียม ความร้อนของกระเทียมช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ถ้าเป็นกระเทียมสดจะมีน้ำมันหอมระเหยมาก สารในกระเทียมช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดคออักเสบและโรคหวัดในฤดูหนาวได้

หัวหอม ตามตำราแพทย์นิยมใช้หัวหอมในการรักษาโรค เพราะมีคุณสมบัติทำให้ร่างกายอบอุ่น เพิ่มภูมิต้านทานโรค หากกินมากเกินไปอาจเกิดอาการร้อนในได้

อบเชย กลิ่นของอบเชยเป็นกลิ่นที่ให้ความอบอุ่น จึงนิยมกินช่วงที่อากาศหนาวเย็น

กานพลู คุณสมบัติหนึ่งของกานพลูคือลดการอักเสบและฆ่าเชื้อต่างๆ การกินกานพลูในหน้าหนาวจะช่วยลดอาการไม่สบายลงได้

พริกไทย ด้วยคุณสมบัติเผ็ดร้อนจึงช่วยให้เจริญอาหารและขับเหงื่อ ร่างกายเราจึงรู้สึกอบอุ่นขึ้น

พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ควรทำในหน้าหนาว
การกินอาหารครั้งละมากๆ การกินอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนัก เลือดจะมาเลี้ยงที่กระเพาะอาหารมากกว่าอวัยวะส่วนอื่น สังเกตได้ว่าเมื่อกินอาหารอิ่มมากๆ จะรู้สึกเย็น ทั้งๆ ที่อากาศบริเวณนั้นเหมือนเดิม

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลายคนเชื่อว่าเมื่ออากาศหนาวการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น แต่ความจริงแล้วฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้เราเกิดความรู้สึกร้อนขึ้นแค่นั้นเอง และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำยังเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวานอีกด้วย

อาหารเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นขึ้นในช่วงหน้าหนาว การกินที่ถูกต้องจึงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงป้องกันการเกิดโรคไข้หวัด และถ้าเพื่อนๆ ออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยก็จะส่งผลดีต่อร่างกายมากยิ่งขึ้นค่ะ

เรียบเรียงจากบทความ "อาหารที่ช่วยให้อบอุ่นในหน้าหนาว" คอลัมน์ FOOD FOR LIFE นิตยสาร Gourmet & Cuisine ฉบับที่ 16

          Credit  :  MSN  อาหารและเครื่องดื่ม

       
10  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / ไม่ต้องมีวัด ทำมิสซาที่ไหนก็ได้ใช่หรือไม่? เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 07:07:59 PM
 ฮืม ฮืม ฮืม
                                                                           ไม่ต้องมีวัด ทำมิสซาที่ไหนก็ได้ใช่หรือไม่?

Alan Petervich
18 พฤศจิกายน  2014

                                                              ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/1966790_820975644621758_5892030286168616200_n_zps785e0169.jpg.html][IMG]g][/url]

          ภาพถ่ายพิธีมิสซาในงานของแผนกครอบครัว อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ   น่าจะใช่ไร่สองเรา  เขาค้อ  การชุมนุมหรือประชุม หรือสังคายนาอะไรคงไม่ต้องพูดถึง   แต่อยากจะปรึกษากับคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร  ผู้ทำหน้าที่ดูแล facebook คาทอลิกขณะนี้ ว่า   เราไม่สบายใจเลยที่เกิดการปฏิบัติอะไรบางอย่าง ที่ดูจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก มิใช่หรือ  หรือในปัจจุบันนี้  ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรเลิกใช้แล้ว  หรือใช้แบบขอไปที  ใครจะบิดเบือนอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ

          พูดถึงการทำพิธีมิสซา  คงต้องไปเปิดดูประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ที่ระบุขบวนการต่างๆในการทำพิธีกรรมมิสซา  ที่วางกรอบหรือ rubrics บังคับไว้เพื่อให้ปฏิบัติทางพิธีกรรมแบบคาทอลิกเหมือนกันทั่วโลก  มิใช่ใครคิดจะทำอย่างไรก็เป็นมิสซาใช้ได้ทั้งนั้น   ไม่ทราบว่า สภาพระสังฆราชคาทอลิกไทยได้ออกกฤษฎีกาเกี่ยวกับพิธีมิสซาไว้อย่างไร  หรือแต่ละสังฆมณฑลกำหนดวิธีการพิธีกรรมในเรื่องดังกล่าวเอง  แล้วบังคับใช้ในสังฆมณฑลของตนเท่านั้น  อย่างนั้นหรือ

          เคยท้วงติงพระสงฆ์เยซูอิตองค์หนึ่งที่ไปจัดการประชุมอะไรจำไม่ได้แล้ว  แต่ที่จำติดตาก็คือ  พระสงฆ์องค์นั้นห้อยเพียง stola แต่ไม่มี กาซูลา และทำมิสซาง่ายๆบนโต๊ะธรรมดาๆ  ตอนหลังท่านอ้างว่าไม่ได้เตรียมกาซูลาไปด้วย  เลยทำพิธีมิสซาเสกศีลด้วยชุดที่ไม่ครบตามกฎหมายพระศาสนจักร  เราติงว่า  คุณพ่อเสกศีลได้อย่างไร  ศีลที่คุณพ่อเสกขณะทำพิธีไม่ครบตามกฎข้อบังคับ  คงไม่ใช่ศีล  แล้วแจกให้ผู้ร่วมมิสซา จะเป็นการหลอกลวงเขาหรือเปล่า  บาป ระเนระนาดกันไปนะคุณพ่อ

          เช่นเดียวกับครั้งนี่้ แผนกครอบครัว อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ไปจัดชุมนุมที่ไร่สองเรา เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ( คิดว่าใช่  ดูจากคำบรรยายต่างๆ)  งานต่างๆน่าจะได้ผลดี  และจะดีที่สุดถ้าลองฟังคำวิจารณ์เล็กๆจากเรา - ชมรมคนโสดคาทอลิกดูบ้าง  เรื่องอะไรหรือครับ?  เรื่องเกี่ยวกับการทำพิธีมิสซาไง !

          ขออภัยหากไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่   เราสงสัยในการทำพิธีมิสซาที่เขาค้อนะครับ  ดูจากภาพถ่ายที่พวกท่านนำมาลงที่ facebook แล้ว ไม่สบายใจเอามากๆครับ  เพราะดูแล้วการจัดมิสซาที่นั่นออกจะไม่ยึดกฎเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักร  หรือมีการยกเว้นในกรณีดังกล่าวจากข้อกำหนดของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย  ให้สามารถทำแบบนั้นได้  ไม่ทราบจริงๆ  ถ้าคุณพ่อผู้ถวายมิสซามีข้อมูลการอนุญาตจากสภาพระสังฆราชให้ทำเช่นนั้นได้  ก็สงสัยในขั้นรุนแรงว่า   ต่อไปไม่ต้องมีวัดเพื่อประกอบพิธีมิสซา  ทำตรงไหนก็ได้อย่างนั้นหรือ  รวมทั้งความรู้สึกไม่มีขื่อมีแป  จะใช้โต๊ะอะไร แบบไหน ปูผ้าคลุมพระแท่นสีขาวคลุมเพื่อให้เกิดความสะอาดสดใสและถูกต้องตาม rubrics  ไม่ใช่ทำมิสซาบนโต๊ะเกลี้ยงๆแบบนั้น  และ พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีต้องสวมอาภรณ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด  ข้อสำคัญ  ระวังอย่าให้สัตบุรุษที่รุมล้อมใกล้ๆ สวดคำเสกศีลพร้อมพระสงฆ์ด้วย  เรื่องนี้สำคัญ  เพราะสัตบุรุษหรือผู้ร่วมพิธีไม่รู้ประสีประสา  พระสงฆ์ทำอะไรสวดอะไร ท่านเหล่านั้นก็ทำตามหมด  มิสซาก็เลยมิใช่มิสซานะครับ...

          โปรดดูข้อกฎหมายจาก ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ปี 1983 เกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมบูชามิสซา ดังนี้ครับ :

                                                                      Codex Iuris Canonici
                                                                       Code of Canon Law
                                                                        ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร

BOOK IV : THE SANCTIFYING OFFICE OF THE CHURCH  บรรพ 4  :  หน้าที่ทำให้ศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักร
PART I : THE SACRAMENTS  ภาค 1 : ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
TITLE III: THE BLESSED EUCHARIST  ลักษณะ 3 : ศีลมหาสนิท
ARTICLE 3: THE RITES AND CEREMONIES OF THE EUCHARISTIC CELEBRATION  ส่วน 3 : จารีต  และพิธีเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท

Can. 928 The eucharistic celebration is to be carried out either in the latin language or in another language, provided the liturgical texts have been lawfully approved.   มาตรา  928  การถวายมิสซา  อาจถวายเป็นภาษาลาติน หรือภาษาอื่นก็ได้  ขอแต่ให้หนังสือพิธีกรรมได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง

ARTICLE 4: THE TIME AND PLACE OF THE EUCHARISTIC CELEBRATION ส่วนที่ 4 : เวลา และสถานที่เฉลิมฉลองศีลมหาสนิท

Can. 932 ง1 The eucharistic celebration is to be carried out in a sacred place, unless in a particular case necessity requires otherwise; in which case the celebration must be in a fitting place.  มาตรา  932 วรรค 1  ต้องถวายบูชามิสซาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เว้นแต่ในกรณีเฉพาะที่ความจำเป็นเรียกร้องเป็นอย่างอื่น   ในกรณีเช่นนี้  การถวายบูชามิสซาต้องกระทำในสถานที่เหมาะสม

ง2 The eucharistic Sacrifice must be carried out at an altar that is dedicated or blessed. Outside a sacred place an appropriate table may be used, but always with an altar cloth and a corporal.  วรรค 2  ต้องถวายบูชามิสซาบนพระแท่นที่มีการถวายอุทิศ หรือเสกแล้ว   นอกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  จะใช้โต๊ะที่เหมาะสมก็ได้  แต่ต้องปูด้วยผ้าปูพระแท่น  และผ้ารองพระกายเสมอ

Can. 933 For a good reason, with the express permission of the local Ordinary and provided scandal has been eliminated, a priest may celebrate the Eucharist in a place of worship of any Church or ecclesial community which is not in full communion with the catholic Church.  มาตรา  933  เมื่อมีเหตุผลอันชอบ และมีอนุญาตชัดแจ้งจากผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น  อนุญาตให้พระสงฆ์ถวายบูชามิสซาในสถานนมัสการของพระศาสนจักร  หรือของชุมชนใดๆ ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์เต็มรูปแบบกับพระศาสนจักรคาทอลิก  แต่ทั้งนี้  ต้องขจัดการเป็นที่สะดุดให้หมดไปก่อน

          เราหวังว่าพระสงฆ์คาทอลิกรู้กฎหมายพระศาสนจักร  และเป็นต้น เกณฑ์บังคับ หรือ rubrics ในการประกอบพิธีบูชามิสซา หรือที่ท่านเรียกว่าพิธีบูชาขอบพระคุณอะไรนั่นแหละ  ศาสนาของพระเป็นเจ้า พระบิดา พระบุตรและพระจิต จะดำรงอยู่ได้อย่างไร  ถ้าพวกท่านที่เป็นข้ารับใช้พระองค์ ไม่ทำตามกฎระเบียบที่วางไว้เพื่อทำพิธีบูชาตามหนทางที่พระคริสตเจ้าวางไว้  หรือตอนนี้ เป็นต้น หลังสังคายนาวาติกันที่สอง  ใครจะทำอย่างไรก็ได้  โดยอ้างเพียงว่า เพื่อถวายสักการะพระเป็นเจ้า  ก็ถ้าอย่างนั้น  จะมีการสร้างวัด สร้างสักการะสถาน เพื่อทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ถวายแด่พระเป็นเจ้าทำไม  จัดเหมือนสมัยโบราณ  เอาตรงไหนก็ได้  ยอดเนินสูงหน่อยก็เป็นที่เหมาะสมเพื่อตั้งเครื่องบูชาถวายแด่พระเจ้า  ไม่ต้องสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำพิธีถวายสักการะแด่พระเป็นเจ้าต่อไป  อย่างนั้นหรือ ?  ไม่ใช่นะคุณ ........ผู้เชื่อทั้งหลาย !

                                                                              Ad  Majorem  Dei  Gloriam
                                                                         Semper  vigilo  paratus  et  fidelis
                                                                                     E  Pluribus  Unum

                                                                                      Alan   Petervich
11  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การหลอกลวงที่ฟาติมา Fraud at Fatima เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 06:40:53 PM
 ยิ้ม ฮืม

Fatima Version 1 and then the fanciful Version 2 
คำแปลฟาติมาฉบับที่ 1 และตามด้วยคำแปลฟาติมาแบบคิดฝันเองฉบับที่ 2

       There are two versions of Fatima.  Fatima 1 is the authentic one and Fatima 2 is the Catholicised and embellished version invented by Lucia which was published in 1941.  Fatima 1 doesn’t function as Catholic propaganda and Fatima 2 does (Celestial Secrets, page 147).  To create Fatima 2, the Church through the Bishop of Lieria in 1921, ordered Lucia to be taken away from her own people and silenced.  She was not allowed to return to Fatima without permission and her mail had to be checked.  Even letters to her mother were in this category and nobody was allowed to directly write to her (page 148).  She became a nun under duress in Porto at 14 years of age.

       มีคำแปลเกี่ยวกับฟาติมาสองฉบับ   ฟาติมา 1  เป็นฉบับที่เชื่อได้อย่างแน่นอน และ ฟาติมา 2 เป็นฉบับเสริมแต่งแบบที่ทำให้เป็นคาทอลิกคิดประดิษฐ์ขึ้นโดยลูเชีย ซึ่งได้รับการพิมพ์เผยแพร่ในปี 1941   ฟาติมา 1 ไม่ทำหน้าที่โฆษณาเผยแพร่แบบคาทอลิก  แต่ฟาติมา 2 ทำ ( Celestial Secrets หน้า 147)   เพื่อสร้างฟาติมา 2  ศาสนจักร ผ่านทางพระสังฆราชแห่ง Lieria ในปี 1921  ได้สั่งให้ลูเชียถูกนำตัวออกไปจากประชาชนของเธอเอง และสั่งให้เงียบเสียง   เธอไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปฟาติมาโดยไม่ได้รับอนุญาต และจดหมายเข้าออกของเธอต้องได้รับการตรวจสอบ   แม้จดหมายถึงมารดาก็อยู่ในเกณฑ์บังคับนี้ และไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เขียนถึงเธอโดยตรง ( หน้า  148)   เธอได้กลายเป็นชีคนหนึ่งภายใต้กฎบังคับเข้มงวดใน Porto ตอนอายุได้  14 ปี

Investigators differ as to when Fatima 1 and 2 started.  My preference is that Fatima 1 was the story in the few years following the visions and that Fatima 2 started in the 1920s though the inventing involved in it started in force in 1941 when Lucia came out with more fantasies. In 1941 Lucia reported a revelation from Jesus demanding that Portugal by government enforcement should have no secular celebrations during Mardi Gras but practice prayer and sacrifice and penance (page 149).

คณะผู้สอบสวนเสียงแตกเมื่อกล่าวว่าฟาติมา 1 และ 2 เริ่มเมื่อใด   ความเห็นของฉันคือว่า ฟาติมา 1 เป็นเรื่องเกิดในสองสามปีตามภาพนิมิต และ ฟาติมา 2 เริ่มในช่วงปี 1920 แม้การคิดประดิษฐ์ขึ้นจะเริ่มนำมาเผยแพร่ในปี 1941  เมื่อลูเชียออกมาเปิดเผยเรื่องคิดฝันอื่นๆอีกมาก  ในปี 1941  ลูเชียได้รายงานการเปิดไขแสดงจากพระเยซู สั่งกำหนดให้ปอร์ตุเกสโดยการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาล ไม่ควรได้ทำการเฉลิมฉลองของฆราวาสระหว่างวันมาร์ดี กราส  แต่ ให้ทำการสวดภาวนา ,พลีกรรมและการใช้โทษบาป  ( หน้า 149)

Lucia lied about her imprisonment at Ourem in August 1917.  Her own family denied her tale as did the prison cook (page 196).Lucia claimed that she was threatened by being boiled with oil but a friend Maria do Carmo Menezes testified that the phrase came from her and said Lucia and Jacinta never mentioned being jailed (page 196).  She knew them well and they stayed with her one month following the alleged jailing.She lied in her memoirs about the sacrifices made by the children (page 196).

ลูเชียโกหกเรื่องการถูกจำคุกที่เมือง Ourem ในเดือนสิงหาคม 1917   ครอบครัวของเธอเองได้ปฏิเสธเรื่องเล่าเช่นเดียวกับคนครัวของคุก ( หน้า  196)   ลูเชียอ้างว่าตัวเธอถูกคุกคามจะถูกต้มในน้ำมัน  แต่เพื่อนที่ชื่อ Maria do Carmo Menezes ให้การเป็นพยานว่า ถ้อยคำเหล่านั้นมาจากเธอเอง และกล่าวว่าทั้งลูเซียและยาชินทาไม่เคยระบุว่าถูกจำคุก ( หน้า 196)   เธอรู้จักพวกเขาดีและพวกเขามาอยู่กับเธอหนึ่งเดือน ตามมาด้วยข้ออ้างว่าถูกจำคุก   เธอโกหกในบันทึกอนุทินของเธอเกี่ยวกับการพลีบูชาที่พวกเด็กได้ทำ ( หน้า 196)

In Fatima 2, claims that the Virgin said in 1917 Russia will put its errors all over the world and start wars were made.  The lady threatens the world to have devotion to her immaculate heart or wars will start.  She said God would punish the world by war.  But in World War II most of the people killed were innocent.  Devotion to saints even Mary is optional and for Mary to blackmail doesn’t seem to point to her being a holy entity.  Some Christians believe Mary was evil and was damned and that Jesus came from an evil thing to prove his own holiness.  Certainly the Bible never speaks of her being sinless.

ใน ฟาติมา 2  อ้างว่า พรหมจารีกล่าวในปี 1917 ว่า รัสเซียจะทำให้เกิดข้อผิกพลาดไปทั่วโลกปปปปและเริ่มทำสงคราม สตรีผู้ประจักษ์สั่งให้โลกมีความศรัทธาต่อดวงใจนิรมลของเธอ มิฉะนั้นสงครามจะเกิดขึ้น    สตรีนั้นกล่าวว่า พระเป็นเจ้าจะลงโทษโลกด้วยการสงคราม  แต่ในสงครามโลกครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่ที่สุดที่ถูกฆ่าตายจะเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้น   ความศรัทธาต่อบรรดานักบุญแม้ต่อแม่พระด้วยเป็นภาคบังคับ และสำหรับมารีที่ขู่เข็ญเช่นนั้นดูเหมือนจะไม่ชี้ว่าเธอเป็นสิ่งสร้างศักดิ์สิทธิ์  คริสตชนบางคนเชื่อมารีชั่วร้ายและถูกประณามและว่าเยซูมาจากสิ่งชั่วร้าย จะมาพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของตนได้อย่างไร  แน่นอน  พระคัมภีร์ไม่เคยกล่าวถึงว่าเธอนั้นเป็นสิ่งสร้างที่ปราศจากบาปมลทิน.

Mary said that sinners go to Hell and that to save the world and sinners God wants to establish devotion to her Immaculate Heart. The book says that this devotion had already been popularised since 1838 and that in 1850 there were already over 12,000 brotherhoods in honour of the Immaculate Heart  (page 228).  So what was God on about.

มารี(ที่เด็กอ้างว่าประจักษ์มา) กล่าวว่า คนบาปทั้งหลายไปนรกทั้งหมด และกล่าวเสริมว่า เพื่อช่วยโลกและคนบาป พระเป็นเจ้าประสงค์จะสถาปนาความศรัทธาต่อดวงใจนิรมลของเธอ   หนังสือกล่าวว่า ความศรัทธานี้เป็นที่นิยมรู้จักกันแพร่หลายมาตั้งแต่ปี 1838  และว่า ในปี 1850 ชบวนการภราดรภาพเป็นเกียรติแก่ดวงใจนิรมลของแม่พระมาแล้ว (หน้า 228)  ดังนั้น  พระเป็นเจ้ามาทำเรื่องอะไรอีก?

The children were given a vision of Hell which was declared to be the First Secret of Fatima.  What was the secret then for Hell was a central dogma of the Catholic faith?  This comes from the Fatima 2 stage where Lucia was adding on to and improving her story.   In Fatima 1 this vision wasn’t mentioned (page 231).   Clearly, Lucia decided after the visions to say there was a secret.  She stupidly picked something silly as the secret, a vision of Hell.  It couldn’t have been which shows it was all she could think of and she invented the vision.  Eventually her imagination led to the invention of the Third Secret of Fatima in the 1940’s which she pretended to have been told by Mary in 1917.

เด็กๆถูกพาไปดูนรก ซึ่งได้รับการประกาศว่าเป็นความลับประการแรกของฟาติมา   จะเป็นความลับอย่างไรสำหรับเรื่องนรก เพราะได้รับการกระกาศเป็น dogma (ข้อความเชื่อ) ส่วนกลางของความเชื่อคาทอลิกมาก่อนแล้ว?  เรื่องนี้มาจากเวทีฟาติมา 2 ส่วนที่ลูเชียเพิ่มใส่เข้ามาเพื่อปรับปรุงเรื่องของเธอ   ในฟาติมา 1 ภาพนิมิตนี้ไม่มีระบุ(หน้า 231)  เห็นได้ชัด ลูเชียตัดสินใจหลังภาพนิมิตว่าเป็นความลับอย่างหนึ่ง   อย่างโง่ๆเธอจับเอาอะไรบางอย่างที่โง่เขลา คือ ภาพที่เห็น –นรก  มันไม่น่าจะเกิดสิ่งที่เธอคิดถึงและเธอนั่นเองเป็นผู้สร้างภาพนิมิตนั้นขึ้นเอง   ในที่สุดความคิดฝันของเธอนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นเรื่องความลับประการที่สามของฟาติมาในช่วงปี 1940  ซึ่งเธอแกล้งว่าได้รับการบอกจากมารีในปี 1917

The book shows that in 1917 there was no Third Secret because Lucia said that if the people knew the secret they would be sad or just much the same (page 164).  Hell would make them sad as would the prophecy of a bishop in white being shot after climbing over a mountain of corpses.  But she indicates that the holy people praying around her all the time mightn’t be upset by it at all.  Lucia then lied in the 1940’s that she had been told the Third Secret by Mary in July 1917.Lucia was more important to Fatima than the Virgin for we have to depend on Lucia to learn if she appeared and what she said.  If Lucia was a spurious witness then you can dismiss Fatima.

หนังสือแสดงให้เห็นว่าในปี 1917  ไม่มีเรื่องความลับประการที่สาม เพราะว่าลูเชียกล่าวว่า ถ้าประชาชนรู้ความลับพวกเขาจะเศร้าเสียใจหรือทำนองนั้นมากเท่าๆกัน ( หน้า 164)  นรกอาจทำให้พวกเขาเศร้าเสียใจ เช่นกับที่คำทำนายว่าสังฆราชในชุดขาวถูกยิงตายหลังจากปีนป่ายกองซากศพมนุษย์เป็นภูเขาเลากา  แต่เธอชี้ว่า ประชาชนผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สวดภาวนารอบๆเธอตลอดเวลาจะไม่ต้องเศร้าเสียใจแต่อย่างใดเลย   จากนั้นลูเชียโกหกในปี 1940 ว่า เธอได้รับการบอกกล่าวความลับที่สามจากมารีในเดือนกรกฎาคม 1917  ลูเชียนั้นสำคัญมากสำหรับฟาติมามากกว่าพรหมจารีมารี เพราะว่า เราต้องพึ่งพาลูเชียที่จะรู้ว่ามารีจะปรากฏตัวเมื่อใดและพูดอะไรกับพวกเรา   ถ้าลูเชียเป็นประจักษ์พยานปลอม ถ้าเช่นนั้นพวกคุณก็สามารถทิ้ง ฟาติมาได้เลย.
12  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / Re: การหลอกลวงที่ฟาติมา Fraud at Fatima เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 05:35:59 PM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
      Jacinta told the parish priest in July 1917 during the apparitions, that the lady she saw wore a knee-length skirt and that when the lady left she raised her toes up with the heels pointing down and the body already disappeared.  This is so bizarre that it beggars belief.  It is no wonder Celestial Secrets surmises that the experiences are identical with the contactees who claimed to have encounters with aliens.  The entity was not the Virgin Mary who wouldn’t behave so strangely.

ยาชินทาบอกพระสงฆ์เจ้าอาวาสในเดือนกรกฎาคม ปี 1917 ระหว่างมีการประจักษ์หลายครั้ง  ว่า สตรีที่เธอเห็นนั้นสวมกระโปรงยาวแค่เข่า และว่า เมื่อสตรีจากไปเธอจะเขย่งนิ้วเท้าขึ้นทำให้ส้นเท้าชี้ลงล่าง และร่างหายไปแล้ว   ข้อนี้ประหลาดมหัศจรรย์จนว่ามันเป็นความเชื่อแบบคนขอทาน  ไม่เป็นที่น่าสงสัยที่หนังสือ Celestial Secrets เดาเอาว่า ประสบการณ์ตรงกับผู้ที่เคยประสพมา ที่อ้างว่าได้เผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว   สิ่งสร้างนั้นไม่ใช่พรหมจารีมารี ซึ่งจะไม่ประพฤติแปลกประหลาดแบบนั้น.

Francisco said that the Virgin didn’t move her lips as she spoke and didn’t move as if she were some kind of doll (page 96).  Lucia had a light within that made her understand the Virgin (page 97). With such a bizarre method of communication, it would be easy for Lucia to imagine communications from her Catholic conscious.  Did she think the vision was putting thoughts in her head?

ฟรังซิสโกกล่าวว่า  พรหมจารีไม่เคลื่อนไหวริมฝีปากของเธอเลยขณะที่พูด และไม่ขยับตัวเคลื่อนไหว ประหนึ่งว่า เธอเป็นตุ๊กตาบางชนิด ( หน้า 96)   ลูเชียมีแสงสว่างภายในที่ทำให้เธอเข้าใจพรหมจารี ( หน้า 97)  โดยวิธีการการสื่อสารประหลาดมหัศจรรย์  มันอาจเป็นการง่ายสำหรับลูเชียที่จะมโนนึกการติดต่อสื่อสารจากความสำนึกในการเป็นคาทอลิก  เธอคิดหรือเปล่าว่า ภาพนิมิตได้กำลังใส่ความนึกคิดในหัวของเธอ?

The vision made buzzing noises (page 249). ภาพนิมิตทำให้เกิดเสียงพึมพำทั่วไป ( หน้า  249)

Canon Formagao had severe problems with the Virgin wearing a knee length skirt which even prostitutes of the time didn’t have the audacity to wear (page 151-153).  This made him suspect that the vision was of the Devil but he deduced that it must have been really Mary for apparitions are authenticated not by the testimony of witnesses but by their popularity among pious people.

นักกฎหมายศาสนจักร Formagao มีปัญหารุนแรงกับพรหมจารีที่สวมกระโปรงยาวแค่เข่า ซึ่งแม้พวกโสเภณีสมัยนั้นก็ไม่มีความกล้าที่จะสวมใส่ ( หน้า 151 – 153)   เรื่องนี้ทำให้เขาสงสัยว่าภาพนิมิตคงเมาจากปีศาจ แต่ก็ลดความรุนแรงลงว่า อาจจะเป็นแม่พระจริงๆ  เพราะการประจักษ์เหล่านั้นเป็นที่น่าเชื่อ มิใช่เพียงโดยคำให้การเป็นพยานของบรรดาพยาน  แต่ โดยอาศัยความนิยมชมชอบท่ามกลางประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธาด้วย.

The earliest evidence about the 1917 apparitions is that the entity interpreted as Mary never said she was of the family of God or Christ or mentioned Jesus or God. Lucia and Jacinta says she wanted a chapel built but they were not sure if she said she was the lady of the rosary or if she meant she wanted a chapel for the lady of the rosary.  Though lady of the rosary is a title of the Virgin Mary an entity carrying a rosary might call itself the lady of the rosary in another way: just the lady with the rosary.

ประจักษ์พยานเริ่มแรกที่สุดของการประจักษ์ ปี 1917 ก็คือว่า  สิ่งสร้างนั้นที่มีคนหมายเอาว่าคือพระนางมารี  ไม่เคยพูดว่า เธอเป็นสมาชิกครอบครัวของพระเป็นเจ้า หรือพระคริสต์ หรือระบุถึงพระเยซูหรือพระเป็นเจ้า  ลูเชียและยาชินทากล่าวว่าเธอคนนั้นต้องการวัดหลังหนึ่งสร้างขึ้น แต่พวกเด็กไม่มั่นใจว่าเธอกล่าวว่าเธอเป็นสตรีแห่งสายประคำ  หรือถ้าเธอหมายว่าเธอต้องการวัดน้อยหนึ่งหลังสำหรับสตรีแห่งสายประคำ   แม้สตรีแห่งสายประคำเป็นฉายาของพรหมจารีมารี  สิ่งสร้างที่กำลังถือสายประคำ อาจเรียกตัวเองว่าสตรีแห่งสายประคำในทางใดทางหนึ่ง  เพียงระบุสตรีที่ถือสายประคำ

Pro-Fatima booklet, What Happened at Fatima?  tells us that the vision said to Lucia that she must say the rosary every day in honour of Our Lady of the Rosary in order to obtain peace for the world and the end of the war “for only she can help you” (page 32).  The booklet expresses puzzlement at the entity talking as if she is not Our Lady or Mary.  Also, the “for only she can help you” implies that God won’t help unless Mary is invoked.  This contradicts the Bible doctrine that Jesus Christ intercedes for sinners.  This being was not the Mary of Christianity.  We must not forget that Roman Catholicism is not a true form of Christianity.

It is certainly doubtful that the vision was really of Mary.

อนุสารถือหางฟาติมา  What happened at Fatima ? บอกเราว่า ภาพนิมิตกล่าวกับลูเชียว่า เธอต้องสวดสายประคำทุกวัน เป็นเกียรติแก่พระแม่แห่งสายประคำ ของเรา เพื่อจะได้รับสันติภาพสำหรับโลกและการสิ้นสุดสงคราม “ เพราะพระนางคนเดียวเท่านั้นสามารถช่วยเธอได้ “ ( หน้า 32)   อนุสารนั้นแสดงความงงงันที่สิ่งสร้างนั้นพูดประหนึ่งว่าตัวเธอไม่ใช่พระแม่ของเราหรือพระนางมารี    และ  ที่ว่า “ เพียงพระนางคนเดียวเท่านั้นสามารถช่วยเธอได้ “  แสดงเป็นนัยๆว่าพระเป็นเจ้าจะไม่ช่วยใครเลยจนกว่าพระนางมารีจะขอร้อง    ข้อความเช่นนี้ขัดแย้งกับคำสอนพระคัมภีร์ที่ว่า พระเยซูคริสต์ยื่นมือเข้าไปขอความกรุณาสำหรับคนบาปทั้งหมด   สิ่งสร้างนี้ไม่ใช่พระนางมารีของคริสต์ศาสนา  พวกเราต้องไม่ลืม ว่า ศาสนาโรมันคาทอลิกไม่ใช่รูปแบบแท้จริงของคริสต์ศาสนา. 

มันเป็นที่น่าสงสัยจริงๆว่าภาพนิมิตจริงๆแล้วเป็นของพระนางมารี.             
 
13  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / การหลอกลวงที่ฟาติมา Fraud at Fatima เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 12:40:42 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                                               การหลอกลวงที่ฟาติมา Fraud at Fatima

miraclesceptic.com
http://www.miraclesceptic.com/fatimafraud.html
Alan  Petervich  Update  12 November 2014

                                                                     ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/K10346598-24_zpsb2cf698a.jpg.html][IMG][/url]

Pre - Notion

       ท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านที่รัก   ขอเรียนด้วยความเคารพว่า  Alan  Petervich เป็นคริสตชนคาทอลิก ที่ยึดมั่นในคำสอนของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ทุกคำและทุกข้อ   ไม่มีสิ่งใดจะทำให้ " เรา " เบี่ยงเบนออกไปจากเส้นทางแห่งความจริง ที่พร่ำสอนโดยพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก    อย่างไรก็ดี  คาทอลิกเราถือมั่นและยึดมั่นในความเชื่ออย่างแน่นแฟ้น  ด้วยความเข้าใจ  ด้วยเหตุและด้วยผล  มิได้หลงงมงายหลับหูหลับตาเชื่อทุกข้อความคำสอนที่เราได้รับมาจากผู้นำเสนอ  จากศิษย์ของพระเยซูเจ้า  และจากพระบิดาเจ้า ด้วยเดชะพระจิตเจ้าดลใจ  เรามิได้งมงายอย่างที่คนในความเชื่ออื่นใส่ความเราแน่นอน

       ด้วยเหตุนี้หากเกิดความสงสัยในคำอธิบาย หรือในการกระทำใดๆ  ที่บางครั้งดูจะขาดเหตุผลหรือพยานหลักฐานประกอบ  เราก็จำเป็นต้องแสวงหาคำอธิบาย  เสาะหาความคิดเห็นหรือข้อพิสูจน์  ที่สามารถนำมาอธิบายเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยต่างๆ  ก่อนที่เราจะรับเชื่อด้วยความพอใจและสบายใจต่อไป

       จึงใคร่ขอเรียนว่า  ณ เวลานี้และครั้งนี้  เว็บไซต์ของชมรมคนโสดคาทอลิก กำลังจะเข้าไปหาข้อพิสูจน์เรื่องสำคัญที่เกิดขึ้น และเป็นข้อมูลที่หลายคนยังคาใจ  นั่นคือ เรื่องของการประจักษ์มาของแม่พระ แก่เด็กสามคน ที่ฟาติมา  ประเทศปอร์ตุเกส   ที่เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมาก ก็เพราะมีคนพยายามพูดและพิสูจน์ว่า  ที่ว่าแม่พระประจักษ์นั้น  น่าจะไม่ใช่ตัวแม่พระ  แต่จะเป็นอะไร หรือเป็นใคร หรือเกิดอะไรขึ้นจริง  เราจึงขออภัยมาณ ที่นี้  ก่อนการเปิดเรื่องยาว พาท่านไปดูข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  ขอเรียนว่า เรามิได้ประสงค์ร้ายต่อพระศาสนจักรคาทอลิก หรือเกียรติคุณสูงส่งของแม่พระ  มีแต่จะใช้ความพยายามทำให้คำกล่าวหารุนแรงในเรื่องดังกล่าว ่อ่อนลง และเกิดข้อความจริงปรากฎให้เห็น  นั่นคือความประสงค์ของเรา  โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย - ครับ  ขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจเรา  เชิญติดตามเรื่องนี้ได้ - ครับ.

      The Virgin Mary allegedly appeared in the middle of six consecutive months to three young children, Jacinta born 1910, Lucia born 1907 and Francisco born 1908 in Fatima Portugal in 1917.   The Virgin supposedly made people have a vision of the sun spinning at the end of the appearances.
 
มีการอ้างว่าพระมารดาพรหมจารีมารีได้ประจักษ์มาในช่วงกลางเดือนติดต่อกันหกเดือน แก่เด็กวัยรุ่นสามคน คือ ยาชินทาเกิดปี 1910  ลูเชีย เกิดปี 1907 และฟรังซิสโก เกิดปี 1908 ในเมืองฟาติมา ประเทศปอร์ตุเกส ในปี 1917  พระนางพรหมจารีเชื่อกันว่าได้ทำให้ประชาชนได้เห็นภาพนิมิตของดวงอาทิตย์หมุนสว่านตอนจบการประจักษ์ของพระนาง.
 
Background พื้นฐานของเรื่อง
 
The book we are referring to for now is Celestial Secrets.   I absolutely loved this book.  I couldn’t put it down. It argues that in relation to the apparitions of Mary to three children at Fatima in 1917 that the entity was not Mary at all but the Church made sure people would think it was.  It explores evidence from the original accounts that the phenomena had too much in common with reports of visions of alien messengers and spaceships to be genuinely Catholic.

หนังสือที่เราอ้างอิงสำหรับขณะนี้คือ Celestial Secrets (ความลับของท้องฟ้า)  ฉันรักหนังสือเล่มนี้สุดหัวใจ  ฉันไม่สามารถวางมันลงได้  มันโต้แย้งว่าในความสัมพันธ์กับการประจักษ์มาของแม่พระมารีแก่เด็กสามคนที่ฟาติมาในปี 1917 ที่สิ่งนั้นไม่ใช่พระแม่มารีเลย แต่พระศาสนจักรทำให้บรรดาประชาชนแน่ใจว่าใช่แน่   มันสำรวจตรวจสอบประจักษ์พยาน จากต้นเรื่องรากเหง้า ที่ปรากฎการณ์เป็นธรรมดาเกินไป ด้วยรายงานของการเห็นภาพผู้ส่งสารและยานอวกาศต่างดาว ว่าเป็นคาทอลิกแท้จริง.

I have always suspected that the Catholic Church, despite its antagonism towards miracles, will hijack some of them when they are popular enough and when it gives Church image and coffers a boost. The Church fears miracles and apparitions due to its belief that God has established the Church to teach us and the Church is infallible.  It says miracles and apparitions only draw attention to aspects of what the Church already teaches.  The Church says we are not obligated to believe in them of they are not part of the faith.  The Church says that God has stopped revealing new truth since the last apostle of Jesus died and the Church with his guidance tells us what God’s teaching is.  It fears apparitions and miracles because they can tend to make the witnesses or apparition your teachers in preference to the Church.  This has happened at Medjugorje where messages from Mary are given out without any effort being made to provide them to legitimate Church authorities to check them for orthodoxy first.  The visions of Medjugorje are the real magisterium for devotees of the apparition.

ฉันสงสัยเสมอมาว่า ศาสนจักรคาทอลิก  แม้จะมีความรู้สึกเป็นปรปักษ์ต่ออัศจรรย์  จะปล้นเอาข้อมูลบางประการเมื่อมันเป็นที่นิยมเพียงพอ และเมื่อมันให้ภาพลักษณ์ศาสนจักรและเสริมสร้างการสนับสนุนอย่างครึกโครม  พระศาสนจักรเกรงกลัวอัศจรรย์และการประจักษ์ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า พระเป็นเจ้าได้สถาปนาพระศาสนจักร เพื่อสอนเรา ละพระศาสนจักรนั้นผิดหลงไม่ได้   ศาสนจักรนั้นกล่าวว่า อํศจรรย์และการประจักษ์เพียงดึงความสนใจในแง่ของสิ่งที่พระศาสนจักรสอนไว้แล้ว   ศาสนจักรกล่าวว่าพวกเราไม่บังคับให้เชื่อในสิ่งเหล่านั้นที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อ  พระศาสนจักรกล่าวว่า พระเป็นเจ้าได้ทรงหยุดไขแสดงความจริง ตั้งแต่อัครสาวกองค์สุดท้ายของพระเยซูเจ้ามรณภาพแล้ว และพระศาสนจักร  ด้วยการนำทางของตน บอกเราว่าคำสอนของพระเป็นเจ้าคืออย่างไร    พวกเขากลัวการประจักษ์และอัศจรรย์  เพราะว่า พวกเขาสามารถโน้มเอียงที่จะสร้างพยานหลักฐานหรือการประจักษ์ให้เป็นครูของท่านที่ชอบศาสนจักร   เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นที่เมดจูกอร์เจ ที่ซึ่งสาส์นจากพระนางมารีประทานให้มาโดยไม่ต้องออกกำลังใดๆ ให้สาส์นเหล่านั้นถึงฝ่ายบริหารศาสนจักรที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ให้ตรวจสอบเพื่อเป็นทางการก่อนอื่น   ภาพนิมิตแห่งเมดจูกอร์เจเลยกลายเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารศาสนจักรแท้จริง สำหรับผู้ศรัทธาในการประจักษ์นั้น
 
The Church claims that apparitions and miracles verify that she is the true Church and are signs from God to that effect.  Yet it doesn’t investigate any miracles that don’t fit Catholic orthodoxy such as milk-drinking Hindu idols.  It doesn’t even investigate most miracle and apparitions reported by Catholics.  A religion that does that is plainly lying when it says that miracles authenticate the claims it makes.  Besides the Church says we are obligated to believe in the miracles of Jesus in the Bible and even today the Church rejects more impressive miracles at Lourdes as not genuine.  It expects us to take the word of the gospels for it that Jesus did miracles and ignore many modern miracle testimonies some of which are supported by doctors.

พระศาสนจักรอ้างว่าการประจักษ์และอัศจรรย์แสดงความจริงให้ปรากฏว่า พวกเขาคือศาสนจักรที่แท้จริงและเป็นเครื่องหมายจากพระเป็นเจ้าถึงผลที่ได้มานั้น   แต่ กลับไม่สอบสวนอัศจรรย์ใดๆที่ไม่ตรงกับความเชื่อของศาสนจักร เช่นเดียวกับที่ รูปปั้นฮินดูดื่มนม  ไม่มีการสอบสวนอัศจรยย์และการประจักษ์ส่วนใหญ่ที่สุดที่ชาวคาทอลิกรายงานมา  ศาสนาที่กำลังทำการโกหกพื้นๆเมื่อกล่าวว่าอัศจรรย์ถูกต้องตามที่แจ้งมา   นอกเหนือจากนั้น พระศาสนจักรกล่าวว่า เราจำต้องเชื่อในอัศจรรย์ของพระเยซูเจ้าในพระคัมภีร์ และแม้ทุกวันนี้ พระศาสนจักรปฏิเสธไม่ยอมรับอัศจรรย์ที่ตรึงใจอีกมากมายที่เมืองลูร์ดว่าเป็นอัศจรรย์จริง พระศาสนจักรรอคอยให้พวกเราถือเอาถ้อยคำของพระวรสารสำหรับเรื่องนั้น ที่พระเยซูเจ้าทำอัศจรรย์ และไม่รับรู้ประจักษ์พยานอัศจรรย์สมัยใหม่มากมาย แม้บางเรื่องได้รับการสนับสนุนโดยบรรดานายแพทย์ก็ตาม.

 In the book we read that the Church took charge of the evidence and testimony in relation to the alleged apparitions of the Virgin Mary at Fatima and controlled Lucia the only surviving main witness to make sure anything that was said was what the Church wanted to be said (Foreword ii).

ในหนังสือเล่มนั้น เราอ่านได้ความว่า  พระศาสนจักรมีหน้าที่หาประจักษ์พยานและพยานที่สัมพันธ์กับการประจักษ์ที่อ้างถึง ของพรหมจารีมารี ที่ฟาติมา และควบคุมลูเชีย  พยานหลักที่ยังคงมีชีวิตอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่า อะไรที่พูดกัน คือสิ่งที่พระศาสนจักรต้องการพูดเช่นนั้น ( คำนำ ii )

 The book is based on the original records which the Church kept locked up for six decades (Introduction iv).  Two authors of the book Ferndades and d’Armada spent 25 years researching diary entries and letters and other sources of information at the time of the apparitions to get at the true story.

หนังสือวางพื้นฐานบนรายงานบันทึกแรกเริ่ม ซึ่งพระศาสนจักรเก็บใส่กุญแจไว้เป็นเวลานานถึงหกทศวรรษ ( คำนำ iv )  ผู้เขียนหนังสือสองคน คือ Ferndades และ d’Armada ใช้เวลา 25 ปีในการค้นหาบันทึกอนุทินและจดหมายและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ณ เวลาของการประจักษ์ เพื่อจะได้เรื่องราวที่เป็นจริง
 
Mary appeared at Fatima to the three children Lucia and Jacinta and Francisco in 1917 starting on May 13th.The fact that there had been several apparitions reported of Mary over the centuries in the region of Fatima (page 38) lends support to the thought that the three witnesses of Fatima might have been influenced by them to wrongly interpret what they saw.

พระนางมารีประจักษ์ที่ฟาติมาแก่เด็กสามคน คือ ลูเชีย  ยาชินทาและฟรังซิสโก ในปี 1917  เริ่มเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม  ความจริงที่ว่ามีการประจักษ์หลายๆครั้งที่รายงานถึงพระนางมารีหลายศตวรรษแลว ในแถบท้องที่ฟาติมา ( หน้า 38)  ทำให้เกิดแรงสนับสนุนที่ว่า ประจักษ์พยานสามคนแห่งฟาติมา อาจจะได้รับอิทธิพลโดยคนเหล่านั้น ทำให้พวกเขาแปลสิ่งที่เห็นผิดไป
 
                              
14  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / แสงสีตระการตา ต้อนรับคริสต์มาส เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2014, 03:28:06 PM
 ยิ้มกว้างๆ เจ๋ง ฮืม จุมพิต ยิงฟันยิ้ม
                                                                               แสงสีตระการตา ต้อนรับคริสต์มาส

        ชมรมคนโสดคาทอลิกร่วมกับ MSN ขอต้อนรับเทศกาล X-mas พระคริสตสมภพ ปี 2014 ด้วยแสงสีตระการตาจากทั่วทุกมุมโลก  เชิญชมเตรียมต้อนรับพระเยซูกุมาร - ครับ

       เรียนขออภัยจริงๆที่งานโพสต์ครั้งนี้ออกจะห่วย(แตก)  เพราะผลของการเสนอภาพสวยๆจาก MSN นั้น ออกมาใช้ไม่ได้เลย  ขอเรียนตามตรงว่า  อะไรที่เคยทำก็ทำเช่นนั้น  แต่ตอนนี้รู้สึกถึงการป้องกันการลอกข้อมูล หรือภาพหรือ video  นั้น เจ้าของลิขสิทธิ์บางทีก็ปล่อยให้  แต่ส่วนใหญ่จะเข้มงวดกีดกันมิให้คนนำไปใช้ง่ายๆ  นอกจากบางเจ้าที่กรุณายอมให้นำไปเผยแพร่ได้  แต่ก็น้อยลงทุกที

       ผมรู้สึกถึงความไม่ " เก่ง " ในด้านวิชาการคอมพิวเตอร์ พอ ที่จะให้บริการพวกท่านอีกต่อไป  และคงเป็นที่แน่นอนแล้วว่า  น่าจะใกล้เวลาที่ผมคงต้องยุติบทบาทในการ " โพสต์ " ภาพและ video  ได้แล้ว  ต่อไป  คงจะเสนอเพียงบทความที่กรั่นกรองจากแหล่งต่างๆ นำมาเสนอเพื่อประโยชน์พวกท่าน  ส่วนภาพประกอบหรือ video ประกอบนั้น คงจะเลิกล้มไป ก่อนที่จะโดนเจ้าของลิขสิทธิ์เขาฟ้องร้อง และเราก็ผิดจริงๆ  คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้  ได้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย - ครับ.

       ภาพถ่ายสวยงามจากแหล่งต่างๆของโลกวางเรียงตามลำดับดังนี้ :

       ตลาดคริสต์มาส  เวียนนา
       ชาห์ อาลัม สเตเดียม  กัวลาลัมเปอร์
       บ้านพักส่วนตัว เมลเบิร์น
       เพลส เซนต์ แคทเธอรีน, บรัสเซลส์ (2012)
       ทิโวลี การ์เด้นส์, โคเปนเฮเกน (2013)
       ประตูชัยกรุงมอสโก (2014)
       จัตุรัสซินแทกมา, เอเธนส์ (2008)
       โรงแรมแห่งหนึ่ง, โตเกียว (2007)

       เชิญชมภาพสวยงามดังกล่าวได้แล้วครับ

ตลาดคริสต์มาส, เวียนนา (2009)

][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcsGjB_zpsa8d70655.jpg.html]][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcrR51_zps050b2904.jpg.html][/url]

                                                        
บ้านพักส่วนตัว, เมลเบิร์น (2011)                                                                                            

][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBctqQm_zpsc37fc693.jpg.html]][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcspet_zps5777b9e4.jpg.html][/url]

[ ทิโวลี การ์เด้นส์, โคเปนเฮเกน (2013)                                                                

][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcrEDR_zps1098dc35.jpg.html]][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBct6Ge_zps8b09fece.jpg.html][/url]

จัตุรัสซินแทกมา, เอเธนส์ (2008)

][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBcsJsn_zpsad313356.jpg.html]][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/BBct60L_zps486d0df9.jpg.html]][URL=http://s929.pzps486d0df9.jpg[/hotobucket.com/user/peter_vich/media/BBct60L_zps486d0df9.jpg.html][IMG]][/url]

  

          Credit  :  MSN  แสงสีตระการตา  ต้อนรับคริสตมาส
                                                        
15  General Category / ชมรมคนโสดคาทอลิก / คาสคา 2 : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2014, 11:49:13 AM
 ยิ้ม ฮืม เจ๋ง
                                                           คาสคา 2 : ทหารรับจ้างอมตะ นิยายอิงมหาทรมานพระเยซูเจ้า

The Novel written by Barry Sadler  --  ผู้เขียน แบรี แซดเลอร์
Translated into Thai by Alan Petervich  April 3, 2014  --  ผู้แปล Alan Petervich


                                                         ][URL=http://s929.photobucket.com/user/peter_vich/media/marius-mules_zps530c2175.jpg.html][IMG]][/url]

หน้า 11

       คาสคาภูมิใจในความสามารถวิทยายุทธเชิงดาบของเขา เป็นพิเศษกับดาบ กลาดิอูส อิแบริอูส (Gladius iberius) ดังที่ทหารบางคนเรียกมันว่า ดาบสั้นโรมัน   โดยส่วนตัว คาสคาไม่คิดว่ามันได้รับการปรับปรุงจากมีดยาวแล่เนื้อของคนฆ่าสัตว์ ที่นิยมกันในกลุ่มชาวไอเบเรียนเสปญ  เขายึดถือทฤษฎีว่า มันมาจากการใช้งานดาบสั้นของนักสู้ด้วยดาบ  ผู้เข้าชมที่สนามต่อสู้ชอบที่จะดูการต่อสู้ที่โปรดปรานในการต่อสู้ประชิดตัว  เพียงการต่อสู้แข่งขันพิเศษจะใช้ดาบยาวแบบที่คนเยอรมันได้รับอนุญาตให้ใช้ได้  สำหรับนายทหารโรมัน ดาบสั้นดีที่สุด  เมื่อทหารโรมันตั้งโล่จัดขบวนเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ดาบสั้นจะง่ายในการแทงลอดเสื้อเกราะของพวกศัตรู  แทงส่วนบนเสื้อเกราะ  และรอบข้างศัตรูเมื่อพวกคนป่าแออัดหนุนเข้ามาปะทะกำแพงมีชีวิตของหน่วยทหาร  บรรดาดาบยาวของพวกคนป่าพุ่งเข้ามาตามแรงส่ง  เมื่อกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันแน่นไปหมด  มันก็จะไม่มีที่ว่างพอที่จะกวัดแกว่งใช้ดาบยาวนั้น

คาสคาหัวเราะในใจเมื่อหวนนึกถึงเจ้าเยอรมันร่างยักษ์คนหนึ่ง สูงอย่างน้อยหกฟุต ซึ่งในการต่อสู้อย่างดุเดือดเลือดพล่าน ฆ่าคนเผ่าของพวกมันเองอย่างน้อยครึ่งโหล โดยการแกว่งดาบยาวขนาดเสาหลักเต้นท์ และด้วยเสียงกู่ก้องสนั่นขอพลังจากโอดีน  ให้มีพละกำลัง  เขาก็เลยถูกฆ่าตายโดยคนทำครัวของหน่วยทหารโรมัน ซึ่งใช้วิธีคืบคลานเข้าไปใต้หว่างขาของคาสคา และแทงทะลุสะดือของเขาด้วยมีดทำครัว แล้วก็กระหืดกระหอบหลบเปิดเข้าสู่ฐานที่มั่นของเขา   เต็มใจทิ้งชัยชนะแก่หน่วยสับประยุทธของนายทหาร

ทหารคนอื่นๆกลับจากอาหารเช้า  ทหารซีเรียสองนาย เกลตันและอัครอน มานั่งตรงข้ามกับคาสคา  เจ้าคนผิวคล้ำโยกตัวไปมามือทั้งสองวางที่หัวเข่าทั้งสองข้าง
“ มันแปลกมากเมื่อวานนี้ “ อัครอนตั้งข้อสังเกต   “ ใช่ไหม คาสคา?”

คาสคาผงกศีรษะ  ทหารซีเรียกล่าวต่อไป
 
“ หลังจากที่ผู้กองทอดลูกเต๋ากับพวกเราแล้วขึ้นนอน  มันน่าสนใจที่พระยิวหลายองค์มาจากวิหารของพวกเขามารังควานและเย้ยหยันหนึ่งในผู้ที่กำลังถูกตรึงกางเขน  ครั้นแล้วคนยิวได้สัญญากับหนึ่งในคนร้ายสองคนว่ามันจะได้ไปกับเขา   ผมไม่รู้ที่ไหนที่พวกมันพูดว่าจะไป  แต่มันน่าสนใจ มิใช่หรือครับผู้กอง?  แต่  ผู้กองคาสคา  ผู้กองไปเรียนพูดภาษายิวที่ไหน ? ผมไม่ทราบเลยว่า ผู้กองจะเข้าใจภาษานี้  อย่าไปคิดถึงเรื่องพูดเลย “  
คาสคาหยุดเช็ดขัดถูเสื้อเกราะ  เงยหน้าขึ้น และพูดเสียงเบาว่า “ ฉันพูดไม่ได้ “

“ แต่ผมได้ยินผู้กองตอบคำพูดของคนยิวเกี่ยวกับการที่พ่อของเขาทอดทิ้งเขา  ผู้กองพูดเป็นภาษาฮีบรูครับ “

คาสคามองตรงเข้าไปในดวงตาของอัครอน และพูดว่า “ ไม่นะ  คนยิวพูดลาตินต่างหาก  ชัดเจนเหมือนที่พวกเรากำลังพูดอยู่นี่แหละ “

ทหารซีเรียอีกคนพูดขึ้นว่า “ ผู้กองและลูกน้องทั้งคู่ผิดหมด  คนยิวเขาพูดภาษาอาราเมอิคครับ  มันเป็นภาษาของหมู่บ้านพื้นเมืองของผม   เขาพูดได้คล่องสมบูรณ์จริงๆครับ “

คาสคายืนขึ้น  คอของเขาขยายตึงขึ้นด้วยความโกรธ  “ พอทีเรื่องนี้  ฉันไม่อยากได้ยินอะไรอีกเกี่ยวกับคนยิวหรือภาษาอะไรที่เขาพูด ฉันไม่สน  มันเสร็จสิ้นไปแล้วและเราจัดการแล้ว  เวลานี้  ขอฉันอยู่คนเดียวก่อนที่ฉันจะยำหน้าพวกแกจนเละนะ “

เมื่อหันไปจากทหารซีเรียทั้งสองนาย  คาสคาเดินออกไปข้างนอกและสวมชุดที่เหลือให้ครบเครื่อง   พลแตรก็พอดีกำลังเป่าแตรปลุก  และบรรดานายทหารกำลังถูกเรียกให้เข้าประจำตำแหน่งชั้นยศของพวกเขาในแต่ละกองร้อย  ทหารแต่ละหนึ่งกองร้อยถูกแยกเป็นสิบหมู่ๆละสิบนาย   คาสคาชอบการวางกำลังของกองทัพโรมัน   ทุกคนและทุกสิ่งอยู่ในที่ของมัน   ทหารหนึ่งร้อยนายเป็นหนึ่ง century – กองร้อย  สองกองร้อยเป็นหนึ่ง maniple – กองพันเล็ก   สามกองพันเล็กเป็นหนึ่ง cohort – กองพัน  และทหารจำนวน  3,600 นายเป็นหนึ่ง legion – กองทัพ   โดยแต่ละกองทัพมีทหารอีกสองกองร้อยเป็นหน่วยบริการ   สมัยเมื่อ Augustus – เอากูสตูส เป็นพระจักรพรรดิ  ทหารโรมันทั้งหมดมี หกสิบกองทัพ  แต่ขณะนี้  หลังรัชสมัยครองราชย์ยาวนานและทรงประสิทธิภาพ  จำนวนกองทัพที่เข้มแข็งลดลงเหลือเพียงสามสิบแปดกอง คอยเฝ้ารักษา Pax Romana – สันติสุขกรุงโรม   กองทัพเป็นราชินีแห่งสงคราม  กองทัพกองใดที่พ่ายแพ้สูญเสียเครื่องหมายอินทรีย์ จะถูกลดเกรดลงตลอดไป จนกว่าเครื่องหมายอินทรีย์จะคืนกลับมา  ได้ยินไหมว่าพระจักรพรรดิเอากูสตูสบีบบังคับพวกปาร์เทียนส์ให้ส่งคืนเครื่องหมายอินทรีย์ที่ยึดไปจากคราสซูสและอันโทนีโอ?
  
ดังนั้น  โดยที่คาสคาดำรงตำแหน่งอยู่  เขารู้สึกความเป็นเอกภาพรอบๆตัวเขา  ความรู้สึกของพละกำลังจากการได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง   ผู้บัญชาการของเขายืนตรงหน้าและเรียกบรรดาทหารให้ระวังตรงและออกคำสั่ง  มาตรฐานถูกยกขึ้นอีก  กองร้อยของคาสคาชักดาบสั้นจากฝักแล้วตีพร้อมกันที่หน้าโล่ห์  พร้อมกับร้องย้ำแล้วย้ำอีกว่า “ Ave , Augustus  Imperator !  Ave !

มันเป็นช่วงนาทีรุ่งโรจน์

คาสคาเกือบลืมคำของคนยิว

เกือบจริงๆ.    
……………………………………………………………………………………………                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        








  
หน้า: [1] 2 3 ... 81